น.9 ท่านทั้งหลาย ในลักษณะอย่างนี้ คือ แสวงหา สิ่งที่เรียกกันว่า ธรรมะ สำหรับไปใช้เป็นเครื่องดำเนินชีวิต ให้ดีที่สุดเท่าที่จะ ทำได้ นี้เป็นสิ่งที่ ขออนุโมทนา. และมีพิเศษว่า ระหว่างที่พักอยู่ที่นี่ ก็สามารถที่จะ ลองปฏิบัติ อะไรดูได้ทุกอย่าง ตามที่ต้องการ ; แม้ที่สุด แต่ว่า นั่งกลางดิน ซึ่งไม่เคยนั่ง ; เคยนั่งในตึกเรียนราคา ——————————— ธรรมบรรยายแก่คณะนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า, วิทยาเขตธนบุรี ๑๓ ตุลาคม ๒๕๒๗
น.10 ๒ ล้าน. เดี๋ยวนี้มานั่งกลางดิน เหมือนกับว่ามดแมลงต่าง ๆ มันก็เป็นสิ่งที่มีความหมาย และเป็นการศึกษา การกิน การอยู่ การประพฤติ กระทำใด ๆ ที่มันแปลกจากที่เคยอยู่ ในกรุงเทพฯ มันก็ ล้วนแต่เป็นการศึกษา. หลายคนหลุดปากออกมาว่า มันเหมือนกับคนละ โลก, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งแวดล้อมของธรรมชาติ มัน ผิดกันอย่างกับคนละโลก จริงๆ ฉะนั้น คนที่อาศัยอยู่ ในสถานที่ที่ต่างกันเช่นนี้ ก็ย่อมมีความคิดนึกรู้สึกต่างกันไป ตามแบบนั้น ๆ ; ถ้ามีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น จากการ เป็นอยู่อย่างต่ำ อย่างง่ายที่สุด อย่างที่กำลังอยู่ที่นี่ ก็ขอได้ สนใจ เก็บเอาไปเป็นทุนสำหรับการศึกษาธรรมะ ต่อไป ข้างหน้า. ศึกษาธรรมะ ต้องเรียนจากความรู้สึกในใจ. จะพูดถึงปัญหาขัดข้องในการศึกษาธรรมะ แก่ท่าน ทั้งหลายพอสมควร คือว่า ธรรมะแท้จริง ไม่ใช่ตัวหนังสือ และ ไม่ใช่เรียนได้จากหนังสือ ธรรมะแท้จริง ต้อง เรียนจากความรู้สึก ที่มีอยู่ในใจ, ความรู้สึกคิดนึกอะไร
น.11 ๓ ก็ตาม ที่มีอยู่ในใจ, ถ้าเรียนจากสิ่งเหล่านั้นแล้วก็รู้ธรรมะ เรียนจากหนังสือก็รู้หนังสือ, รู้บันทึกที่เขาบันทึกอะไรกันไว้ เป็นเครื่องช่วยจำ อย่างนี้เสียมากกว่า, สิ่งที่ได้ผ่านไป มัน ไม่ใช่มีค่าหรือมีความหมาย เท่ากับหนังสือที่บันทึกไว้. ฉะนั้น เราจะต้องเอาความรู้สึกโดยตรงขึ้นมา เพื่อเป็นบท เรียนสำหรับการศึกษา. เขาใช้คำพูดกันคำหนึ่ง ซึ่งอยากจะขอให้สนใจและ จำเอาไว้ คือคำว่า spiritual experience, experience นี้ ไม่รู้จะ แปลว่าอะไร, แต่เชื่อว่าคงเข้าใจกันอยู่แล้ว ; โดยใจความก็คือ สิ่งที่ได้มาด้วยความรู้สึกแล้ว นี่เรียกว่า experience. และ spiritual นั้นคือเรื่อง ฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่ฝ่ายวัตถุ ; แต่โดยเหตุที่จิตหรือวิญญาณ มันก็เกี่ยวข้องกับวัตถุอยู่บ้าง เป็นธรรมดา, เพราะฉะนั้นก็เกี่ยวข้องอยู่บ้าง. แต่ความ มุ่งหมายโดยแท้จริงนี้ เรามุ่งหมายทาง ฝ่ายวิญญาณ คือ ความรู้แจ้ง. ทุกอย่างที่ผ่านไปในชีวิต ย่อมผ่านไปอย่าง ที่เป็น spiritual experience ได้ทั้งนั้นเลย ทุกเรื่องเลย. และ เราก็มีสติปัญญาเติบโตขึ้นมา ก็ด้วยสิ่งนี้แหละ, ด้วยสิ่งนี้ มันขยายตัวออกไป สติปัญญามันก็ขยายตัวออกไป, ความรู้ ในด้านจิตด้านวิญญาณ มันก็ขยายตัวออกไป.
น.12 ๔ นี่คือสิ่งซึ่งเป็นความจริง ซึ่งค่อนข้างจะเร้นลับ ; บางคนก็ไม่ได้สนใจ, ยิ่งกว่านั้นก็คอยแต่จะอ่านหนังสือ, จะจดจำจากหนังสือ, จะใช้หนังสือเป็นที่พึ่ง, แล้วคนเหล่านี้ ก็รู้ธรรมะแบบในหนังสือ, ไม่รู้ธรรมะแบบที่จะต้องได้ รับจากจิตใจ. ฉะนั้น ขอให้สังเกตจนรู้จักสิ่งเหล่านี้ ซึ่ง ที่แท้เราก็มีมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก, ตั้งแต่คลอดจากท้องแม่ สิ่งที่เรียกว่า spiritual experience มันก็เริ่มตั้งต้น. แต่ว่า มันตั้งต้นน้อยมาก ตั้งต้นไม่พอ, แล้วมัน เดินไปผิด เดินไป ผิดเสียตั้งมากมาย กว่าจะกลับตัวได้มาสู่แนวทางถูกนี้ มัน เสียเวลาไปตั้งมากมาย. นั่นแหละ คือเหตุที่ทำให้ไม่รู้จัก ธรรมะ ทั้งที่ธรรมะเป็นตัวธรรมชาติ ๆ ธรรมชาติธรรมดา นี่แหละ ธรรมชาติของธรรมชาติ เพื่อธรรมชาติ โดย ธรรมชาติ อยู่ในตัวมันเอง. พึงสนใจธรรมะ ๔ ความหมาย. ขอให้สนใจ การแบ่งธรรมะออกเป็น ๔ ความหมาย ว่า ธรรมะ คือธรรมชาติ, ธรรมะ คือกฎของธรรมชาติ, ธรรมะ คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, และ ธรรมะ คือ
น.13 ๕ ผลที่เกิดมาจากหน้าที่ นั้น ตามกฎของธรรมชาติ. ถ้ารู้จัก สิ่งทั้ง ๔ นี้แล้ว ก็เรียกว่ารู้จักตัวธรรมะมากมายทีเดียว ; แล้วก็จะง่ายในการที่จะจัดพวกความรู้ต่าง ๆ ของเรา ที่รู้อยู่ แล้วนี้ว่า มันอยู่ในพวกไหน, มันอยู่ในพวกไหน : ความรู้นี้เป็นความรู้เรื่อง ตัวธรรมชาติ, ความรู้นี้เป็นความรู้เรื่อง ตัวกฎของธรรมชาติ ซึ่งสิง สถิตอยู่ในสิ่งทุกสิ่ง ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต, แล้ว กฎเกณฑ์อันนั้น มันสำคัญถึงกับว่า ถ้าใคร ไม่ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องแล้ว ก็คือตาย ; ลองประพฤติ ให้ผิดกฎของธรรมชาติจัง ๆ ดูเถอะ มันก็ตายแหละ. ฉะนั้นจึงต้องรู้ สำหรับประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง อันนี้เรียกว่า หน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามกฎของ ธรรมชาติ. ครั้นปฏิบัติแล้ว ผลก็ย่อมเกิดมาโดยสมควรแก่ การปฏิบัติ, ก็ตามกฎของธรรมชาติอีกเหมือนกัน. นี่คือ ธรรมะในความหมายใหญ่ๆ ความหมาย กว้าง ๆ ที่ถ้ารู้แล้วก็จะเป็นการดีมาก, แล้วก็จะเข้าใจได้ว่า
น.14 ๖ ศึกษาไม่ได้จากหนังสือ หรือศึกษาไม่ได้จากการพูดจาใน ห้องเรียน, อะไรทำนองนี้ เป็นไปไม่ได้ เพราะมัน ต้อง สัมผัสกับสิ่งนั้นโดยตรง แล้วก็รู้ ว่าสิ่งนั้นคืออะไร. ธรรมะเป็นเรื่องของชีวิต. ทีนี้ถ้าว่าจะใช้คำอีกแนวหนึ่ง, ใช้การพูดอีกแนว หนึ่ง ก็จะพูดว่า ธรรมะเป็นเรื่องของสิ่งที่มีชีวิต; ถ้า มันไม่มีชีวิต มันก็ไม่มีปัญหาอะไร คือมันเป็นทุกข์ไม่ได้, เป็นทุกข์ ได้แต่สิ่งที่มีชีวิต มีจิตรู้สึกคิดนึกเท่านั้น. ฉะนั้นธรรมะนี้มันเป็นเรื่องของสิ่งที่มีชีวิต ถ้าไม่มีชีวิตเช่น ก้อนหินหรืออะไรนี้ มันก็ไม่มีปัญหาอะไร, มันก็ไม่ต้องเรียน ธรรมะ หรือปฏิบัติธรรมะอะไร. นี้เราทุกคนนี่เป็นสิ่งที่มีชีวิต แล้วก็ในระดับสูงเสีย ด้วย คือสูงกว่าระดับต้นไม้ทั้งหลาย ซึ่งมีชีวิต, แล้วก็สูง กว่าระดับสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ซึ่งก็มีชีวิต, เดี๋ยวนี้ก็มามี ชีวิต ในระดับที่เรียกกันว่าคนหรือมนุษย์ แต่แล้วก็ดูเอาเอง ก็แล้วกันว่า คนแต่ละคนนั้น รู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิตกัน กี่มากน้อย ? แม้ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ ก็ลองถามตัวเองดู
น.15 ๗ ว่ารู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้นกันอย่างไรบ้าง ? หรือกี่มากน้อย ? บางทีจะไม่ได้มาศึกษาธรรมะ เพื่อประโยชน์แก่การดำเนิน ชีวิตด้วยซ้ำไป มันเป็นแต่เพียงร่ำลือ ว่าดีน่าศึกษาก็เห่อ ๆ ตาม ๆ กันไปศึกษาธรรมะ ไม่ได้มุ่งหมายว่าจะเอาไปใช้เป็น ทางดำเนินของชีวิต. ข้อนี้ก็เพราะเหตุว่า ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิต อย่างเพียงพอที่จะศึกษาธรรมะ, บางคนอาจจะเป็นเอามากๆ ถึงกับว่าไม่เคยนึกไม่เคยคิด ว่าสิ่งที่เรียกว่าชีวิตมันมีอยู่ด้วย ซ้ำไป. ลองสังเกตดูให้ดี คนบางคน จะถึงขนาดที่เรียกว่า ไม่รู้ว่ามีชีวิต หรือตัวมีชีวิต, ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิต อย่างนี้มันก็ยังมี. แต่ว่าถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษา ได้ยิน คำว่าชีวิตจนชินหู แล้วก็เคยใช้คำพูดคำนี้พูดจาด้วย, แต่ถึง อย่างนั้นก็เถอะ ระวังให้ดี มัน อาจจะรู้จักชีวิต, แต่ในด้าน นอก หรือด้านวัตถุ หรือในด้านแห่งความโง่เขลาอยู่. ศึกษาธรรมะไม่สำเร็จเพราะไม่รู้จักชีวิต. ความหมายของคำว่าชีวิต สำหรับความโง่เขลา มีอยู่อย่างหนึ่ง, สำหรับความรู้แจ้งเห็นจริงนั้น มันมีอีก
น.16 ๘ อย่างหนึ่ง. ถ้าเรายัง ไม่มีความรู้แจ้งเห็นจริงอย่างเพียง พอ, เราก็ ไม่อาจจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิต โดยแท้จริง โดยครบถ้วน โดยสมบูรณ์ หรือโดยลึกซึ้งได้. นี่แหละคือ ปัญหา, ปัญหาที่ว่า ทำไมจึงไม่ประสบความสำเร็จในการ ศึกษาธรรมะ. มันเหมือนกับคนที่ว่า ไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร ก็เที่ยวหายากินเพ้อ ๆ ไปตามเขาว่า, อย่างนี้มัน จะได้ผล อย่างไร. ผู้ที่มาสู่ธรรมะ, เพื่อจะมีธรรมะเป็นหลักปฏิบัติ, แต่ไม่รู้ว่า ชีวิตนั้นมีปัญหาอย่างไร หรือถึงกับไม่เคย สำนึก เรื่องว่ามีชีวิตด้วยซ้ำไป; แต่ก็มาสนใจศึกษา แสวง หาธรรมะ ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร. เหมือนคนที่ไม่ ได้เจ็บไม่ได้ไข้อะไร ก็เที่ยวแสวงหายากิน ; ใครว่ายาอะไรดี ก็กิน ๆ ๆ ไปอย่างนั้น, มันไม่เกิดประโยชน์อะไร; อย่าง น้อยก็ ควรจะรู้จักสิ่งพื้นฐาน ที่เรียกว่าชีวิตนี้ กันเสียบ้าง ตามสมควร, ต้องใช้คำว่าตามสมควร ; เพราะว่าคนจะ รู้จักชีวิตได้จริงนั้น มันต้องได้ผ่านชีวิตไปจบแล้ว, จะมีอายุ ๙๐ ปี ๑๐๐ ปี ก็จะยิ่งดี. เอามาท้ากันก็เอา ว่าคนที่อายุ ๒๐ - ๓๐ ปี จะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิต เท่ากับคนอายุ ๙๐ ปี
น.17 ๙ ๑๐๐ ปีได้หรือไม่ ? ในเมื่อเป็นคนอยู่ในระดับมาตรฐานเดียว กัน ศึกษาอย่างเดียวกัน อะไรอย่างเดียวกัน พยายามอย่าง เดียวกัน. แต่ว่า ในโลกนี้ แม้จะไม่ได้พยายามศึกษา โดย ตรง โดยเจตนา ความรู้มันก็เกิดเองโดยธรรมชาติ สะสม ไว้เป็น spiritual experience นั่นแหละมากขึ้น ๆ แล้วก็ ตั้งแต่คลอดมาจากท้องแม่ พอมาสัมผัสโลกนี้ ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็รู้ว่ามีอะไร ทางตาเห็นอะไรมีอะไรอย่างไร ทางหูได้ยินอะไรมีอะไรอย่างไร ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย ผิวหนังนี่ และทางจิตใจเอง. ฉะนั้น เด็ก ๆ เขาก็ได้ เรียนรู้สิ่งเหล่านั้นมาโดยธรรมชาติ. นี่มันเกี่ยวกับว่า วัฒนธรรมในบ้านเรือน ; ถ้า ในบ้านเรือนไหน มีวัฒนธรรมดีถูกต้อง มีวัฒนธรรมเป็น หลักธรรมะ ถอดรูปออกมาจากศาสนา, อบรมสั่งสอนกัน อยู่ในบ้านเรือน ก็เป็นโชคดีสำหรับเด็กทารกเหล่านั้น ที่เติบโตขึ้นมา ในวัฒนธรรมที่เกี่ยวด้วยศาสนา หรือความ ถูกต้อง ก็จะรู้ขึ้นมาอย่างถูกต้อง. แต่ถ้าในสกุลในครอบ- ครัว ที่มีวัฒนธรรมเลว หรือไม่มีวัฒนธรรมเลย มันก็ไม่มี
น.18 ๑๐ ทางที่จะรู้ว่าอะไรดีอะไรถูกต้อง, แล้วอาจจะเห็นกลับกันเสีย ด้วยก็ได้. ความเป็นอยู่ทั่วไป ทำให้โง่ ไม่รู้จักชีวิต. แล้วยิ่งกว่านั้น โดยทั่ว ๆ ไป การเป็นอยู่ตาม ธรรมดา สามัญนี้ มันทำให้โง่. เด็กทารกกินของอร่อย เอ้า ! แม่ก็ว่าอร่อย, เอ้า ! อร่อย ๆ ๆ นี้มันก็เกิดความคิด รู้สึกคิดนึกว่า เราเกิดมาสำหรับกินให้อร่อย; ถ้าไม่อร่อย ก็บอกว่าไม่อร่อย แล้วก็เกิดเรื่องร้องไห้, เกิดเรื่องโกรธแค้น อะไรกันขึ้นมา. นี่ สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่ ทำ ให้โง่มากขึ้นทุกที ๆ คือหลงรักในสิ่งที่น่ารัก, หลงโกรธ เกลียดในสิ่งที่น่าโกรธน่าเกลียด, เป็นอย่างนี้มาจนโต. นี่ใคร ไม่เป็นอย่างนี้ก็ลองคิดดู ; ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็แปลว่าเราเสีย เวลาโง่หนักเข้า โง่หนักเข้า โง่หนักเข้า, จนกว่าจะมาเป็น ผู้ใหญ่ คนแก่คนเฒ่า ได้ยินเรื่องธรรมะธัมโม ว่า ไม่จำเป็น จะต้องไปโง่ รักสิ่งที่น่ารัก เกลียดสิ่งที่น่าเกลียด โกรธ สิ่งที่ น่าโกรธ กลัวสิ่งที่น่ากลัวนี้ มันไม่ต้องไปเสียเวลาขนาดนั้น
น.19 ๑๑ นี้เด็กทารกถูกสอนให้กลัว : กลัวความมืดบ้าง กลัวอะไรก็ไม่รู้ กระทั่งให้กลัวผีกลัวสาง กลัวเทวดา กลัว โชคชาตาราศี, นั่นแหละคือการทำให้โง่มากขึ้น ๆ เขาจึง ดำเนินชีวิตไป โดยที่ไม่รู้จักตัวชีวิตนั้นเลย ; มันก็มีหลัก แต่เพียงว่า ยินดีสิ่งที่น่ายินดี, ยินร้ายในสิ่งที่น่ายินร้าย มัน ก็มีเท่านั้นเอง, เด็กโตขึ้นมา แล้วก็หลงใหลในความ เอร็ดอร่อยสนุกสนาน ขอให้ลองคิดดู. แล้วก็อุตส่าห์เรียน หนังสือ, อุตส่าห์เรียนหนังสือ, ก็ ยุให้อุตส่าห์เรียน หนังสือ จะได้ทำงานดี จะมีเงินมาก แล้วก็จะมาซื้อหา สิ่งที่สวยงาม เอร็ดอร่อยสนุกสนาน. เด็ก ๆ จึงเรียนหนังสือ, แม้โตแล้ว นี่แหละ จะเรียนระดับมหาวิทยาลัย เขาก็ยังคิดว่าจะเอาเงิน มาก ๆ นั้น มาซื้อหาสิ่งที่สวยงามเอร็ดอร่อยสนุกสนานด้วยกัน ทั้งนั้น, แปลว่า ความโง่นั้นยังครอบงำอยู่, ไม่เคยมีความ คิดที่ว่า เราจะออกมาเสียจากอำนาจอันนี้ ซึ่งเป็นสิ่งเลวร้าย คือเป็นโมหะ เป็นอวิชชา แล้วก็เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์. นี่เรียกว่าชีวิตที่ได้ผ่านมา จนถึงเป็นหนุ่มเป็นสาว เวลานี้ มันมีอะไรกี่เรื่อง ที่ทำให้โง่ลงไป ? มันมีอะไรกี่เรื่อง ที่ทำให้ฉลาดขึ้นมา ? ถ้าฉลาดก็ ฉลาดสำหรับจะโง่; คือ
น.20 ๑๒ ฉลาดสำหรับจะรักให้มาก, จะเกลียดให้มาก, จะกลัวให้มาก จะโกรธให้มาก, จะทำอะไรให้มันมาก, มากกว่าที่คนไม่ฉลาด ก็ทำได้. นี่มันคือฉลาดสำหรับจะให้โง่ ; ฉะนั้นในโลกนี้ จึงมีคนโกง มีการเล่าเรียนศึกษาดีในระดับสูงสุด แต่แล้ว ก็โกง คือเอาเปรียบ คอยเอาเปรียบ คอยขูดรีด คนอื่น เผลอไม่ได้ เขาก็คดโกงเอาเปรียบและขูดรีด เพราะความ เห็นแก่ตัว. ระวัง ข้อที่ว่า ยิ่งฉลาด แล้วก็ ยิ่งเห็นแก่ตัว เพราะว่าไม่มีธรรมะเข้ามาควบคุมความฉลาด. ยิ่งฉลาด เท่าไรยิ่งเป็นอันตรายเท่านั้น ถ้าไม่มีธรรมะเข้ามาควบคุม ความฉลาด ให้มันเดินถูกต้อง. ฉะนั้นอย่าอวดดี หรือ อย่านิยมชมชอบว่า คนนี้ฉลาด, คนนี้ฉลาด ไอคิวสูงอะไรสูง ยิ่งไอคิวสูง แล้วจะยิ่งโกงเก่ง ถ้าธรรมะไม่เข้ามาควบคุม. จิตเดินทางผิดจึงมีปัญหา. ฉะนั้น ขอให้เรารู้ว่า ปัญหานี้มีอยู่จริง คือพอ คลอดออกมา ก็เริ่มเดินทางผิดในด้านจิตใจ, พอใจ ที่จะได้ ตามที่ความรู้สึกนั้น ๆ ต้องการ โดยไม่ รู้สึกว่านั้น
น.21 ๑๓ เป็นความรู้สึกของกิเลส, ธรรมะยังไม่ทันจะเกิด กิเลส มันก็เกิดเสียเต็มที่ไปหมด ; พอเด็กทารกรู้จักรัก มันก็เกิด กิเลสประเภทรัก, พอรู้จักโกรธ มันก็มีกิเลสประเภทโกรธ ประเภทเกลียด ประเภทกลัว ประเภทวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ หลงใหลมัวเมา, กิเลสยึดครองแผ่นดิน คือชีวิต แผ่นดิน ชีวิตนี่ กิเลสยึดครองมาก่อน, เจ้าของนั้น คอยแต่แสวง หาสิ่งสวยงามเอร็ดอร่อย สนุกสนาน. จะว่าอีกทีหนึ่ง ก็ว่าดี เหมือนกันแหละ มันเป็น motive ช่วยให้รีบศึกษาเล่าเรียน รีบทำการงาน ; แต่แล้วมันน่าสงสารที่ว่า ถ้าได้เงินมา จากการงานแล้ว ก็ไปซื้อหาเหยื่อให้แก่กิเลส คือสิ่งที่จะบำรุง บำเรอกิเลส ก็ได้แก่ความสวยงาม เอร็ดอร่อย สนุกสนาน ทางวัตถุทางเนื้อทางหนังนั่นเอง. นี่คือตัวปัญหา ถ้าไม่เข้าใจ หรือ ไม่มองเห็นว่ามีปัญหา ก็ยากที่จะ ศึกษาธรรมะ, จะไม่รู้ธรรมะที่เป็นธรรมะ, และจะเป็น ธรรมะสำหรับว่า ธรรมะสำหรับพูด ธรรมะที่มันดับ ความทุกข์ไม่ได้. นี่ขอให้สนใจรู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ๆ กัน ให้ดี ๆ ; อายุ ๑๐ ปี รู้จักชีวิตเท่าไร, อายุ ๒๐ ปี รู้จัก
น.22 ๑๔ ชีวิตเท่าไร ๓๐ ปี ๔๐ ปี ๙๐ ปี ๑๐๐ ปี รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ชีวิตเท่าไร. ถ้ามองเห็นความจริงข้อนี้แล้ว เข้าใจว่าเด็ก ๆ จะ ไม่ดูถูกคนแก่, คนอายุน้อย ๆ จะไม่ดูถูกคนแก่. แต่ว่า คนหนุ่ม อาจจะเข้าใจผิด ว่าเราไปเรียนมามากจากเมืองนอก, เอาปริญญามาเป็นหางจากเมืองนอก, ดังนั้นเราก็ต้องรู้อะไร มากกว่า ตาแก่ ยายแก่ ซึ่งเป็นแม่ เป็นปู่ ย่า ตา ยายของ เราเอง. ข้อนี้อย่าได้คิดอย่างนั้น มันเป็นคนละเรื่องกัน เรื่องที่ไปเรียนมาจากเมืองนอกมากมายนั้น เป็นเรื่องทาง วัตถุ เป็นเรื่อง เพื่อจะแสวงหาวัตถุ, แสวงหากำลัง, แสวงหาอำนาจ เท่าที่มนุษย์เหล่านั้นรู้จัก, แล้วสอน กันได้เพียงเท่านั้น ; เพราะว่าไม่มีมหาวิทยาลัยไหนสอน ธรรมะ. เขาแยกออกไปต่างหาก ให้ไปเป็นของส่วนบุคคล ใครอยากรู้ธรรมะ ก็ไปหาเรียนเอาเอง ตามวัดตามวาตาม อะไรต่าง ๆ ในระบบการเรียนของโรงเรียน ของมหา- วิทยาลัยนั้น มันไม่มี, แยกออกไปเสียอย่างนี้ แล้วก็ดูเหมือน จะไม่นานนัก
น.23 ๑๕ ระบบ secularization นี่เพิ่งจะมี เมื่อมนุษย์มัน ฉลาดเพื่อโง่มากขึ้น. ก่อนนี้การเรียนศาสนา มีอยู่ใน ทุกโรงเรียน ทุกมหาวิทยาลัย แม้ที่เมืองนอก, มหาวิทยาลัย ที่สำคัญ ๆ เช่น อ๊อกซฟอด เคมบริดจ์นี่ พระจัดทั้งนั้นแหละ มันก็มีเรื่องศาสนา. ต่อมา มันก็ค่อยเปลี่ยนแปลง เปลี่ยน- แปลงไปทั้งโลก. จนนิยมเหมือนกันหมดว่า มันคนละ เรื่อง, อย่าเอามาทำให้เกิดความเนิ่นช้า กับการที่จะศึกษา วิชาที่เราต้องการ ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่จะมีอำนาจใน การสงครามนั่นแหละ จะเรื่องอะไรก็สุดแท้, เรื่องเทคโนโลยี, เรื่องอีเล็คโทรนิค. เรื่องอะไรก็ตาม กี่เรื่องกี่เรื่องที่มุ่งค้นหา กันให้ฉลาดเร็ว ๆ นั้น เรื่องนั้น ๆ ไม่ได้ดับทุกข์. มัน เป็นเครื่องมือ ปัจจัยแห่งการ สนองกิเลส บ้าง, แล้ว เป็นปัจจัยเครื่องมือ ที่จะประหัตประหารผู้อื่นบ้าง. ขอให้รู้จักกันไว้อย่างนี้ว่าโชคมันไม่ดี, จะต้องใช้ คำหยาบคายที่สุดว่า ผีบ้ามันมาสิงเอามนุษย์เมื่อไรเข้าก็ไม่รู้ จนถึงกับ ยกเรื่องทางศาสนาออกไปเสียจากระบบการ ศึกษา, แล้วโลกมันก็ได้เป็นอย่างนี้ ได้เป็นอย่างที่กำลัง เป็นอยู่นี้, ก็ลองพิจารณาดูเถอะ มันมีแต่ความเห็นแก่ตัว
น.24 ๑๖ มากขึ้น. ยิ่งเรียนยิ่งฉลาด, ยิ่งฉลาดยิ่งเห็นแก่ตัว. ควบคุม ความเห็นแก่ตัวไม่ได้ ก็ใช้ความฉลาดในทางอันธพาล ; ดังนั้นมันจึงเกิดอันธพาล เกิดโจรขโมยจี้ปล้นอะไรก็แล้วแต่ สารพัดอย่าง ซึ่งเก่งสามารถเท่าการศึกษาที่มันก้าวหน้าด้วย เหมือนกัน. นี่มันกลายเป็นผลที่ตรงกันข้ามไปเสียอย่างนี้. ถ้าคนยิ่งฉลาด แล้วก็ใช้ความฉลาดนั้นให้ถูกต้อง โลกนี้ก็ เป็นโลกที่วิเศษประเสริฐที่สุด. เดี๋ยวนี้ คนที่ฉลาด ก็ใช้ ความฉลาดเพื่อความเห็นแก่ตัว, แล้วที่น่าสงสารยิ่งกว่า นั้นก็คือ ใช้ความฉลาดเพื่อจะสนองกิเลสของตัว, ใช้ ความฉลาดเพื่อจะแสวงหาปัจจัย แห่งกามารมณ์ ให้ ประเสริฐ ให้วิเศษ เหมือนจะแข่งขันกับเทวดา, นี่มันเป็น เสียอย่างนี้. ธรรมะเท่านั้นจะแก้ปัญหาได้. ถ้ารู้ความจริง ข้อนี้ ในฐานะ ว่ามันเป็นปัญหา เลวร้าย ที่กำลังมีอยู่จริง, แล้ว ต้องการจะดับ มันเสีย จะ ขจัดมันเสีย, นั่นแหละ จะรู้สึกคุณค่าของธรรมะ คือสิ่งที่ ตรงกันข้าม. อยากจะพูดว่า ถ้าจะรู้จักคุณค่าของธรรมะ
น.25 ๑๗ หรือศาสนา ก็ลองตั้งปัญหาขึ้นมาว่า ถ้าไม่มีธรรมะ ไม่มี ศาสนาในโลกนี้เลย, แล้วสัตว์ในโลกนี้จะเป็นอย่างไร. นี่เดี๋ยวนี้เราเกิดมาในโลก ที่ถือกันว่ามีธรรมะมีศาสนา แต่แล้วทำไมยังเต็มไปด้วยวิกฤตการณ์, นี้ก็ยังคิดต่อไปอีกว่า ถ้าในโลกนี้ไม่มีศาสนาไม่มีธรรมะเลย จะเป็นอย่างไร, มันก็ จะเลวร้ายยิ่งกว่านี้ จนเหลือที่จะคาดคะเนได้ใช่ไหม ? ว่ากี่เท่ากี่สิบเท่า กี่ร้อยกี่พันเท่า มันจะมีเลวร้ายกว่านี้มาก ? ทีนี้ไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้น คิดว่าส่วนตัวบุคคล แต่ละคน ๆ นี้ ถ้าไม่มีธรรมะจะเป็นอย่างไร ? เขาก็จะเจริญ อยู่ด้วยความรู้สึกรัก โกรธ เกลียด กลัว วิตกกังวล อาลัย อาวรณ์ อิจฉาริษยาหึงหวง อย่างที่เป็นธรรมดาสามัญ, ถ้า ไม่มีธรรมะช่วย ปะทะปะทังไว้บ้าง. เดี๋ยวนี้แม้ไม่มีมาก แต่ก็มีบ้าง พอที่จะตักเตือนกันหรือพูดจากัน ดังที่กล่าวมา แล้วว่า ถ้าว่า ในครอบครัวนั้นสกุลนั้น เป็นตระกูลที่มี วัฒนธรรมดี, มีธรรมะเจืออยู่ในวัฒนธรรมนั้น เด็ก ๆ ก็ ค่อยยังชั่ว, จะเติบโตขึ้นมา ในลักษณะที่ไม่งมงาย ไม่ หลงไม่เขลา, ไม่เป็นทาสของกิเลสไม่เป็นทาสของวัตถุ, ไม่ เป็นทาสของอายตนะ.
น.26 ๑๘ คำที่ค่อนข้างแปลกเหล่านี้ ช่วยจำไว้เถอะมีประโยชน์ มากที่สุด. คำว่า "เป็นทาสของอายตนะ" คือเขา เป็นทาส ของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, หรือว่าเป็นทาสของ สิ่งที่มัน เป็นคู่กัน คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ — ธัมมารมณ์, นี้เป็นทาสของอายตนะ. ทีนี้มัน เป็นเรื่องของกิเลส คือ ไม่มีความรู้ไม่มีปัญญา, มันก็เพื่อจะสนุกสนานเอร็ดอร่อย นั่นเอง, นี่ก็เรียกว่า เป็นทาสของกิเลส เป็นทาสของ ความไม่รู้ ก็เลยดื่มด่ำลึกลงไป ในความเป็นทาสของกิเลส นั้น. นี่ การศึกษาที่ดำเนินมา โดยไม่มีธรรมะหรือ ศาสนา เป็นเครื่องช่วยนี้ เคยเรียกมันว่า เป็นการศึกษา ชนิดสุนัขหางด้วน. การศึกษาหมาหางด้วน มันก็จะดู ไม่ได้ มันก็วิ่งเปะปะเปะปะไม่เป็นระเบียบไม่ตรงไม่อะไร, แล้วมันไม่ครบ ถ้าหางมันด้วนมันไม่ครบ. นี้ในโลกนี้ มีการศึกษาชนิดที่ไม่ครบอย่างนี้ ไม่ครบสำหรับจะเป็นผู้ มีความสุข แล้วมันเกิน, เกินสำหรับจะไปเป็นทาสของ กิเลส. เท็คโนโลยี่ทั้งหลาย เตรียมพร้อมเพื่อจะเป็นทาสของ กิเลส, อีกทางหนึ่งก็เพื่อจะฆ่ากันล้างผลาญกัน.
น.27 ๑๙ นี่อย่างไร ๆ เราก็เกิดมาแล้ว, ก็ เกิดมาในลักษณะ อย่างนี้ จะทำอย่างไร? มันก็ จะต้องทำดีที่สุดเท่าที่จะ ทำได้. ทีนี้ดีสำหรับอะไร ? ดีอย่างไร ? ดีวิธีไหน ? และ ก็ยังมีดีที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง. ความดี สวยงาม เอร็ดอร่อย มีอำนาจวาสนาเกียรติยศชื่อเสียง, แต่ เป็นทาสของกิเลส. อย่างนี้มัน ดีที่ใช้ไม่ได้, มันไม่ต้องเป็นอย่างนั้น มันจึง จะเป็นความดีที่ถูกต้อง. ดี หรือ ถูกต้อง นี้เป็นคำพูดที่อธิบายยาก, เพราะ ว่ามันเห็นยาก แล้วยิ่งไปเรียนทาง Logic ทางอะไรมามาก จนไม่รู้ว่าจะดีกันอย่างไร คือมันวิพากษ์วิจารณ์ได้เรื่อยไป. ดังนั้น เอาตามหลักธรรมะ ในพระพุทธศาสนา ดีกว่า คือถ้าว่า ดี หรือว่า ถูกต้อง ก็ตามเถอะ หมายความว่า ไม่ ทำใครให้เดือดร้อน, แต่ให้ทุกคนได้รับประโยชน์, การกระทำที่ทำให้ทุกคน ได้รับประโยชน์, แล้วไม่ ทำใครให้เดือดร้อน นั่นแหละ การกระทำนั้น เรียกว่าดี, ไม่ได้เพ่งเล็งถึงว่าจะได้เงินมาก, จะได้ชื่อเสียงมาก, จะได้ อำนาจมาก, จะได้อะไรชนิดที่ไปใช้เพื่อเป็นทาสของกิเลส
น.28 ๒๐ นี่ท่านจะพอมองเห็นได้แล้วว่า เรื่องธรรมะกับเรื่อง โลก, เรื่อง โลกิยะ กับเรื่อง โลกุตตระ นั้นมัน แยกทางกัน เดิน อย่างไร ถ้าเป็นเรื่องโลก เป็นเรื่องโลกิยะ มันก็ เป็นเรื่องสำหรับจะโง่อยู่ในโลก จมอยู่ในโลก, ฝั่งตัวอยู่ใน โลก, เป็นทาสของโลก, หลงใหลในความเอร็ดอร่อยต่าง ๆ ที่จะได้รับจากโลก, นี้มันพวกหนึ่ง. ถ้าเป็นธรรมะเป็น โลกุตตระ มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น, สำหรับจะรู้แจ้ง ประจักษ์ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง, สามารถจะดำรงชีวิต ทางกาย ทางใจ ในลักษณะที่ไม่มีความทุกข์แก่ใคร, มีแต่ เป็นประโยชน์แก่ทุกๆ ฝ่าย หรือทุกคน, นี่คำว่าดีหรือไม่ดี. คำว่า ผิด หรือคำว่า ถูก มันมีความหมายอย่างนี้ ในทาง ธรรมะ; แต่ถ้าว่าเอาทางปรัชญาทางอะไร เขายังพูดกัน มาก จนในที่สุดก็ยังยุติไม่ได้ เพราะมันมีปัญหาที่จะตั้งขึ้นมา ได้เสมอไป. ในวัดนี่เขาไม่เอาดีหรือชั่ว หรือผิดหรือถูกกัน ในแบบนั้น. เอาตามแบบในวัดเลย ในวัดในศาสนานี้ ถ้า ดี หรือ ถูก ไม่ทำอันตรายใคร, ทุกคนได้รับประโยชน์ ถ้า ชั่ว หรือ ผิด ทำอันตรายตัวผู้นั้นเองด้วย, ทำอันตราย แก่คนเหล่าอื่นด้วย, ไม่มีใครได้รับประโยชน์.
น.29 ๒๑ นี่ขอให้พิจารณาดูว่า จะเอาหรือไม่เอา ? ถ้าไม่ต้อง การอย่างนี้ แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาศึกษาธรรมะ ถ้าต้องการว่าจะมีชีวิตชนิดที่เป็นชีวิตเย็น คือไม่ร้อน อยู่เป็นสุขสบาย เต็มไปด้วยการทำประโยชน์, มีความสุข อยู่ในการทำประโยชน์, ถ้าต้องการอย่างนี้แล้วก็ดี ศึกษา ธรรมะได้ เพราะธรรมะจะช่วยให้เป็นอย่างนั้น. แต่ ถ้าต้องการจะมีอำนาจวาสนา มีเงินมีทรัพย์สมบัติ เพื่อสนอง กิเลสกามารมณ์ โดยเฉพาะแล้วก็ไม่ต้องดอก, มันไม่มีทาง ที่จะศึกษาธรรมะ, แล้วธรรมะมันเดินคนละทางกับความ รู้สึกอย่างนั้น. ความฉลาดใช้ธรรมะเป็นทางเดินของชีวิต. ดังนั้นก็พอที่จะกล่าวได้ว่า ธรรมะก็คือหนทางเดิน ของชีวิต ที่เดินไปอย่างถูกต้อง. ถ้าเราจะไม่พูดถึง ศาสนา, ศาสนาไหนกันเสียเลย มันก็พูดได้เป็นเรื่องของ ธรรมชาติ, เป็นเรื่องของชีวิต ที่จะมีความทุกข์หรือไม่มี ความทุกข์, แล้วมนุษย์ก็เลือกเอาข้างที่ไม่เป็นความทุกข์ เองแหละ แต่ถ้ามันหลงอยู่ ๆ มันก็ค่อยๆ ฉลาดขึ้น ค่อย ๆ
น.30 ๒๒ ฉลาดขึ้น ตามอายุที่มันมากขึ้น. เช่นคนแก่จะมาหลงอะไร อยู่ อย่างลูกเด็กอมมือ มันก็ไม่ได้, คนแก่จะมาหลงอะไร อยู่ อย่างเด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวนี้ ก็ไม่ได้ มันก็พ้นไปพ้นไป, นี่เรียกว่ามันฉลาดขึ้นฉลาดขึ้น. แต่จะไปฉลาดกันตอนเข้าโลงนั้นมันไม่ไหว, ตอน ใกล้จะเข้าโลงแล้วก็ฉลาดทำไม, มันก็ไม่มีเวลาที่จะได้รับ ประโยชน์ของความฉลาด. มัน ควรจะฉลาดกัน ตั้งแต่ เดี๋ยวนี้, ศึกษาธรรมะเพื่อให้รู้ความจริงของธรรมชาติ, แล้วก็ ไม่โง่ไม่หลง, ไม่เข้าใจผิดต่อสิ่งทั้งปวง และโดย เฉพาะอย่างยิ่ง คือความสวยงาม สนุกสนาน เอร็ดอร่อย ทางวัตถุ ซึ่งเป็นสิ่งร้ายกาจที่สุด ยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้ ซึ่ง ทุกคนกำลังหลงใหลกันทั้งโลก. ที่พัฒนาอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เพื่อสิ่งนี้, ที่ทำสงครามเพื่อแย่งชิงเอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่น มา ก็เพื่อสิ่งนี้, มันอยากจะครองโลก มันก็เพื่อประโยชน์ แก่สิ่งนี้. เราก็ลองคิดดูให้ดี ชีวิตที่ยังเหลืออยู่นี้ เราจะ ใช้เพื่อประโยชน์อะไร จึงจะสมกัน จึงจะคุ้มกัน ? ถ้า มองไม่เห็น ก็ยังเดินไม่ถูก, ถ้า มองเห็น ก็จะเริ่มเดินถูก
น.31 ๒๓ คือทำชนิดที่ไม่เกิดกิเลสอย่างที่กล่าวมาแล้ว, หรือว่าแม้เพียง แต่รู้จักเข็ดรู้จักหลาบรู้จักจำ ไม่ทำผิดซ้ำ ๆ ไม่ต้องร้องไห้ เป็นครั้งที่ ๒ ในกรณีเดียวกัน เหล่านี้เป็นต้น, มันก็ เรียกว่าก้าวหน้ามาในทางธรรม. เดี๋ยวนี้มันยังหัวเราะ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ร้องไห้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่มีอะไรดีขึ้น ก็เรียกว่า น่าสงสาร. วัดกันได้ง่าย ๆ ถ้าว่า มีธรรมะมากขึ้น มัน จะหัวเราะหรือร้องไห้น้อยลง, หัวเราะชนิดที่จะเอา ที่ จะอยากได้แล้วจะเอา ยินดีปรีดานั้น มันจะน้อยลง, แล้วที่ มันจะร้องไห้ เพราะว่าไม่ได้อย่างใจ วิบัติพลัดพรากจากสิ่ง ที่รักที่พอใจ มันก็จะน้อยลง, หัวเราะน้อยลง ร้องไห้น้อย ลง ก็เพราะมันเห็นธรรมะ, เห็นธรรมะ โดยเฉพาะเห็น ความจริงของธรรมชาติว่า มันอย่างนั้นเอง, มันอย่าง นั้นเอง. เมื่อไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง มันก็หลงได้มาก ขนาดนั้นแหละ : หลงของสวยงามทางตา ; หลงของไพเราะ ทางหู, หลงของหอมหวนทางจมูก ของอร่อยทางลิ้น ของ นิ่มนวลทางผิวหนัง กระทั่งความประเล้าประโลมใจ ที่มัน จะเกิดขึ้นจากสิ่งภายนอกเหล่านั้น, นี่เรียกว่ามันหลง หรือ
น.32 ๒๔ จะยอมรับว่า เราต้องหลงกันสักพักหนึ่งก่อน, แล้วจึงค่อย หายหลง, มันก็ยังดีกว่า ที่จะหลงกันจนเข้าโลง. แต่ขอให้รู้เถิดว่า ตลอดเวลาที่หลงนั้น ไม่มี ความสุขดอก ; แม้ว่าอร่อย อร่อยสุดขีดทางระบบประสาท มันก็มิใช่ความสุข มันเป็นความเพลิดเพลินที่หลอกลวง. ขอให้รู้ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริงว่า สิ่งสองสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่ง เดียวกัน, คือ ความสุขอันแท้จริง กับ ความเพลิดเพลิน อันหลอกลวง, สวยงามเอร็ดอร่อยสนุกสนาน เป็นความ เพลิดเพลินที่หลอกลวง, ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง และมี ความร้อนซ่อนอยู่ในนั้น, แล้วก็จะทำให้กิเลสมากขึ้น ๆ จนกระทั่งเป็นโรคประสาทหรือเป็นบ้าไปในที่สุด, จะหัวเราะ มากเกินไป จะร้องไห้มากเกินไป, จะนอนไม่หลับมากเกินไป, เพราะไปหลงใหลในสิ่งเหล่านั้น. ในทางตรงกันข้าม มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น มันก็ เฉยได้ว่า มันก็ อย่างนั้นเอง เช่นนั้นเอง ตามธรรมชาติ. ที่สมมติกันว่าสวย ๆ นี้ มันก็เช่นนั้นเองตามธรรมชาติ, ไม่สวยก็เช่นนั้นเองตามธรรมชาติ ดังนั้นจึง ไม่ยินดียิน- ร้ายทั้งสองฝ่าย. ที่ไพเราะไม่ไพเราะ ที่หอมที่เหม็น ที่
น.33 ๒๕ อร่อยไม่อร่อย มันก็เหมือนกันอีกทุกคู่, จนกระทั่งมาถึงจุด สำคัญที่ปลายทาง ที่ระบบประสาท ที่มีอยู่ในเนื้อในตัว สำหรับ มีความรู้สึก อร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็รู้เถอะว่า นั้นมัน เป็นความรู้สึกเช่นนั้น ตามกฎของธรรมชาติ. เราถูกสอนให้โง่มาตั้งแต่เล็ก เพราะฉะนั้นก็ รู้สึกยินดีพอใจ ความเอร็ดอร่อย แก่ระบบประสาทนั้น, ยิ่งถ้าความเอร็ดอร่อยนั้น เนื่องด้วยกามารมณ์หรือเพศตรง กันข้ามแล้ว มันก็ยิ่งหลงรักหลงพอใจยิ่งใหญ่ ยิ่งกว่าที่จะ รู้สึกว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง. มันไม่มีความรู้สึกเกิดขึ้นมาได้ ว่า สิ่งนี้มันเป็นเช่นนี้เอง, คือระบบประสาทของคนเรานี้ ถ้ามีอะไรไปกระตุ้นเข้าอย่างนั้น มันจะรู้สึกอย่างนั้น, กระตุ้น อย่างโน้นจะรู้สึกอย่างโน้น, กระตุ้นอย่างไหนจะรู้สึกอย่างนั้น, และอาศัยความยึดมั่นถือมั่น ที่มีมาแต่แรก เป็นเดิมพันอยู่ ด้วย ยึดมั่นในเรื่องสวยงามเอร็ดอร่อยสนุกสนาน รบเร้า ระบบประสาทเหล่านี้. นี้เรียกว่าความไม่หลุดพ้น ความ ติดคุกติดตะราง ของกิเลสของอวิชชา, ติดคุกติดตะราง ของความโง่ความหลงแห่งชีวิต ทำให้ชีวิตนั้นกลายเป็น ชีวิตที่อยู่ในคุกในตะรางไปด้วย.
น.34 ๒๖ ถ้ารู้ธรรมะเพียงพอ ที่จะไม่เป็นทาส ไม่อยู่ใต้ อำนาจของสิ่งเหล่านี้, นั้นแหละชีวิตที่อิสระ ชีวิตที่หลุด พ้น. ภาษาทางศาสนาเขาเรียกว่า จมติดอยู่ในวัฏฏะหรือ ว่าหลุดพ้นออกมาเสียได้จากวัฏฏะ. วัฏฏสงสาร คือวงกลม ที่หมุนอยู่ในความยินดียินร้าย ดีชั่ว บุญบาป หมุนอยู่เป็น วงกลม ออกมาเสียไม่ได้, ถ้าออกมาเสียได้ ก็เรียกว่า หลุดพ้น. คนธรรมดาก็หมุนติดอยู่ในวงกลม, ถ้าออกมา เสียได้โดย หลุดพ้นจริงๆ แล้ว ก็เป็นพระอรหันต์, ยัง ไม่ทันเป็นพระอรหันต์ ก็เป็นพระอริยเจ้ารอง ๆ ลงมา ได้ ; แต่ว่าเขา มีความติดอยู่ในวงกลมนั้นน้อยลงน้อยลง ๆ เพราะมีสติปัญญาเพิ่มขึ้น ๆ จึงรู้จักว่ามนุษย์นั้นคืออะไร, มนุษย์เดินไปอย่างไร, แล้วมนุษย์นั้นไปจบสิ้นสุดการเดินที่ ไหน, ไม่ต้องพูดอย่างศาสนา ไม่ต้องพูดตามหลัก ศาสนา ก็เอา ตามวิทยาศาสตร์ธรรมดา ๆ ที่มีอยู่อย่างที่ว่ามานี้ ก็ได้เหมือน กัน, ทารกเกิดมาโง่ ๆ ๆ จน รู้จักเจ็บปวดเข็ดหลาบ ก็เริ่ม ฉลาด ๆๆ แล้วก็จบลงในข้อที่ว่า มันเช่นนั้นเอง ; ฉะนั้นจึงไม่หลงในสิ่งที่เคยหลงมาตั้งแต่เล็ก ๆ.
น.35 ๒๗ ขออภัย ที่จะพูดกับ นักศึกษาที่อายุยังน้อย ๆ ว่า คุณไม่อาจจะมีความรู้สึกรู้จักสิ่งเหล่านี้ เหมือนคนแก่อายุ ๘๐-๙๐-๑๐๐ ปี ; แม้ว่าจะเป็นนักเรียนมาจากมหาวิทยาลัย จากเมืองนอกจากอะไรก็ตาม ก็ไม่เคยเรียนสิ่งนี้; เพราะ ฉะนั้นจึงไม่มีทางที่จะรู้เรื่องสิ่งนี้ เกินกว่าคนแก่ ๆ อายุ ๑๐๐ ปี, ไม่เคยเรียนหนังสือเลย, ไม่รู้จักหนังสือด้วยซ้ำไป อ่าน หนังสือก็ไม่ออกด้วยซ้ำไป. คนที่อ่านหนังสือไม่ออกเป็น พระอรหันต์ก็มีถมไป เพราะ รู้จักตัวธรรมชาติในภายใน ทางจิตใจ โดยถูกต้อง แล้วไม่ติดไม่หลงอยู่, มีจิตใจหลุด พ้นออกไป มีลมหายใจเป็นอิสระ ไม่ถูกผูกพันอยู่ด้วยสิ่งที่ ชวนให้หลง, หัวเราะน้อยเข้าร้องไห้น้อยเข้า กระทั่งไม่ ๆ ๆ เลย กระทั่งไม่ต้องหัวเราะไม่ต้องร้องไห้เลย, มันมีอยู่อย่างนี้, จะเรียกว่าเป็นเรื่องของศาสนามันก็มีอยู่อย่างนี้, จะเรียกว่า เป็นเรื่องของธรรมชาติไม่เกี่ยวกับศาสนา มันก็มีอยู่ อย่างนี้, ขอให้ไปคิดดู ขอให้รู้จักเรื่องของชีวิตโดยถูกต้อง. นี้เรียกว่าพูดกันตามตรง ไม่พูดอ้อมค้อมดอก เพราะไม่ชอบพูดอ้อมค้อม และเพื่อว่ามันประหยัดเวลา ที่
น.36 ๒๘ ท่านทั้งหลายมีเวลาน้อย ที่จะพักอยู่ที่นี่ ถ้ามาพูดอ้อมค้อม เรื่องแวดล้อมอะไรกันอยู่มันก็จะไม่รู้อะไร, จะไม่รู้จักต้นปลาย อะไรของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต. เดี๋ยวนี้จึงมาพูดกันให้ชัดเจนลงไป ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิต จนกระทั่งรู้ได้ว่า ชีวิตนั้นคือ อะไร, คนเรานี้เกิดมาทำไม, ควรจะได้อะไร ในฐานะ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดของการเกิดมา. ลองเอาปัญหาเหล่านี้ไป พิจารณาสิ จนกระทั่งมันกลายเป็นปัญหาของตนเอง, เมื่อ นั้นแหละ หวังได้ว่า จะก้าวหน้าในทางธรรมะ. ถ้าไม่ อย่างนั้นก็ยัง, ยังหลับตาอยู่ในโลกต่อไป. ชีวิตนี้คืออะไร ปัญหาข้อแรกข้อเดียวเท่านั้น แหละ คุณที่เรียนมาในมหาวิทยาลัยจบแล้ว สู้ตาแก่ไม่รู้ หนังสือคนหนึ่งอายุ ๙๐ ปี ๑๐๐ ปี ก็ไม่ได้ ว่าชีวิตนี้คืออะไร เพราะว่าในมหาวิทยาลัยไหน ก็ไม่ได้สอนเรื่องชีวิตนี้ ในแง่ของนามธรรม, แต่สอนชีวิตในแง่ของ biology ของ อะไรเหล่านั้น ซึ่งมันไม่เกี่ยวกันเลย, แต่ก็เรียกชีวิตด้วย เหมือนกัน. ชีวิตในแง่ biology มันก็คือยังสดอยู่ มัน ยังไม่ตายเท่านั้นแหละ, มันมีเท่านั้น, มันยังสดอยู่มันยังไม่ ตาย. ฉะนั้นสัตว์ก็มีชีวิต. คนก็มีชีวิต, ต้นไม้ก็มีชีวิต.
น.37 ๒๙ แล้วทีนี้มีชีวิตมีสัญชาตญาณ, เอ้า ! มันก็ทำไป มันก็แค่นั้น, มันก็ เป็นชีวิต แค่นั้น ที่เรียกว่าไม่ต่างกัน ระหว่างสัตว์กับคน คือรู้จักกินอาหาร, รู้จักแสวงหาความสุข จากการนอน, รู้จักขี้ขลาดหนีภัยอันตราย, แล้วก็รู้จักสืบพันธุ์, มันก็มีเท่านั้น. คนก็ทำเป็น, สัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็น, แล้ว คนมัวเมาหลงใหลในสิ่งเหล่านี้ ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน, แล้วจะไปเอาอะไรกับมัน, มันควรจะรู้สำหรับที่จะไม่เกิด ปัญหา, สำหรับที่ไม่เกิดความทุกข์ขึ้นมา. นี่ก็ไม่รู้จะโทษใครเหมือนกัน ที่ว่า ไม่ได้สอนกัน มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ให้ค่อย ๆ รู้สิ่งเหล่านี้ ในทางที่ถูก ต้อง, ว่าอย่าได้เผลอไปในทางหลงเป็นทาสของความเอร็ด อร่อย สวยงาม สนุกสนาน. คนเลี้ยงลูกนั้นแหละตัวการ ที่ทำให้ลูกหลงติดในสิ่งที่สวยงามสนุกสนานเอร็ดอร่อย, แพง เท่าแพงก็ซื้อให้ อย่างนี้, แล้วก็ทำให้เกิดโง่ในทางไสย- ศาสตร์ : กลัวผี กลัวเทวดา กลัวโชคลาง กลัวอะไรต่าง ๆ กลัวแม้ที่สุดแต่ ไส้เดือน กิ้งกือ ตุ๊กแก มันก็กลัว. นี้มัน โง่สักเท่าไร ก็ลองคิดดู.
น.38 ๓๐ ฉะนั้น ถ้าอย่าให้มันเสียเวลากันมากนัก, ก็ควรจะ มีวัฒนธรรม ที่อบรมสอนลูกเด็ก ๆ ทารก ให้รู้ถูกต้อง ๆ มันจะไม่เสียเวลามาก. มันจะค่อยหมุนเข้ามาหาทางของ ธรรมะได้โดยเร็ว, จะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิตอย่างถูกต้อง เร็วขึ้น ๆ. เดี๋ยวนี้รู้จักชีวิตแต่ในแง่ของวัตถุ ว่ามีอาหาร กินแล้วก็อยู่ได้, แล้วก็ไม่ตาย. แต่ทำไมยังมีการพูดว่า เหมือนกับไม่มีชีวิต, คนที่ไม่มีความถูกต้องอยู่ในชีวิต มันก็เหมือนกับคนไม่มีชีวิต. ฉะนั้น ชีวิตในความหมายหนึ่ง มันก็คือระบบ การกระทำ การเป็นอยู่ในโลกนี้ มากกว่าที่จะเป็นเพียงว่า ยังไม่ตาย, ยังไม่ตายแต่ไม่รู้อะไรเลย อยู่สำหรับเป็นทุกข์ อย่างนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร. จะน่าละอายสัตว์เดรัจฉาน เสียอีก ว่ามันมีความทุกข์น้อยกว่าคน, สัตว์เดรัจฉานนี้มัน ไม่ปวดหัวมาก, ไม่เป็นโรคประสาทมาก, ไม่เป็นโรคจิตมาก เหมือนคน, ตามสถิติที่แสดงอยู่ทุกวัน ๆ ว่าคนในโลก แห่งความเจริญเวลานี้ปัจจุบันนี้ มันยิ่ง เป็นโรคนอนไม่ หลับ มากขึ้น โรคประสาทมากขึ้น โรคจิตมากขึ้น. อีก ทางหนึ่งก็เบียดเบียน ๆ, เบียดเบียนกันมากขึ้น, เอาเปรียบ
น.39 ๓๑ กัน ขูดรีดกัน กระทั่งฆ่ากันมากขึ้น. เดี๋ยวนี้มันนิดหนึ่ง ก็ฆ่า, ชนิดที่สมัยก่อนไม่กี่ปีนี้ เขาไม่ฆ่ากันดอกในเรื่อง อย่างนั้น. ถ้าภรรยาเป็นชู้สามีเป็นชู้ก็ยกให้เลย, ไม่ต้อง มาฆ่ากันให้มันหนักขึ้นไปอีก. นี่เรียกว่าดำเนินชีวิตไม่ถูก ต้องหรือถูกต้อง ? นี้ถ้าว่าเราจะไม่เอาหลักศาสนา เราก็คิด เอาเองสิ, อย่าให้เป็นอย่างนั้นแล้วก็ถูกต้อง. อย่าให้ความ ทุกข์เกิดขึ้นมาได้ อย่าให้โง่ขนาดนั้น แล้วมันก็ถูกต้องแหละ. แต่เดี๋ยวนี้มีโชคดีที่ว่า มีหลักศาสนาวางไว้ให้เสร็จแล้ว ไม่ต้องคิดก็ได้, หรือถ้าคิดก็คิดวิพากษ์วิจารณ์ ว่าหลักนั้น จะถูกต้องจริงไหม ? หลักปฏิบัติที่ถูกต้อง คืออริยมรรค. เช่น พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นหนทางดับทุกข์ไม่มีเหลือ, อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เข้าใจ ว่าคงจะจำกันได้ เพราะว่านั่นแหละคือตัวศาสนา, ตัวแท้ ของศาสนา, เนื้อตัวของศาสนา อยู่ที่อริยมรรคมีองค์ ๘ : มีความเห็นถูกต้อง, มีความปรารถนาถูกต้อง, มีการพูดจา ถูกต้อง, มีการทำการงานถูกต้อง, มีการดำรงชีวิตถูกต้อง,
น.40 ๓๒ มีความพากเพียรถูกต้อง, มีสติถูกต้อง, มีสมาธิถูกต้อง. ที่เรียกว่า มรรคมีองค์ ๘ ดูเหมือนเคยให้เรียนกันมาใน โรงเรียนนานแล้ว, แต่เดี๋ยวนี้จะยังคงเรียนอยู่หรือไม่มีแล้ว ก็ไม่ทราบ, แจกเป็น ๘ ถูกต้อง แล้วก็ ไม่มีทางผิด. ถ้ามีความรู้ ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความ เข้าใจถูกต้องเป็นข้อแรก เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ. นี่ถ้าอันนี้ มันถูกต้อง มันก็ทำต่อไปอย่างถูกต้อง คือ ปรารถนาถูกต้อง ว่าควรทำอย่างไร แล้วก็ดำเนินไปตามความปรารถนานั้น เช่น การพูดจาก็ถูกต้อง, การทำการงานก็ถูกต้อง, การ ดำรงชีวิตอยู่ก็ถูกต้อง. คำว่า ถูกต้อง นี้ก็เหมือนที่พูดมาแล้ว คือมันไม่มาก ไม่น้อย ไม่ขาดไม่เกิน แล้วก็ ไม่ทำอันตรายแก่ผู้ใด, มีแต่ ทำประโยชน์แก่ทุกฝ่าย. ความถูกต้อง เรียกเต็มที่ก็เรียก มรรคมีองค์ ๘ คือ ๘ ข้อ รวมกันเป็นหนึ่งมรรค. ถ้าจะย่อให้ง่าย ลงอีก ก็เหลือ ๓ คือเหลือ ศีล สมาธิ ปัญญา, ๘ ข้อนั่นจะย่นให้เหลือเป็น ๓ ก็ได้ คือว่า สององค์แรกเป็นปัญญา, สามองค์ ถัดไปเป็นศีล, สามองค์ ถัดไปเป็นสมาธิ, เป็นศีล สมาธิ ปัญญา, แล้วเอา องค์ที่
น.41 ๓๓ เป็นปัญญามาไว้ข้างต้น จะได้นำหน้า. สัมมาทิฏฐินำ หน้าแล้วทุกสิ่งก็เป็นไปตาม อย่างถูกต้อง. นี่ไปศึกษาเสียเถิด ถ้ายังไม่เคยรู้เรื่องนี้, ถ้าไม่เคย รู้เรื่องนี้ ก็หมายความว่า ไม่เคยรู้เรื่องพุทธศาสนาเลย เพราะ ตัวพุทธศาสนาแท้ๆ คือเรื่องนี้, คือเรื่องมรรคมีองค์ ๘. พวกฝรั่งเสียอีกยังเข้าใจถูกต้อง ที่เขาเรียกว่า middle way, the middle way คือเป็น body of Buddhism, middle way, เดิน สายกลาง. องค์ ๘ ประการ ไม่มากไม่น้อย ไม่หย่อนไม่ ตึง ไม่เปียกไม่แห้ง ไม่อะไรทุกอย่างเลยที่เป็นสุดเหวี่ยง, มันอยู่ตรงกลาง ก็พลอยทำให้อะไรก็เป็นกลาง, ไม่หลงรักและ ไม่หลงเกลียด ก็คืออยู่ตรงกลาง, ไม่มองโลกในแง่ดีไม่มองโลก ในแง่ร้าย มันก็อยู่ตรงกลาง. ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่มาทำให้ หัวเราะ, ไม่มีอะไรมาทำให้ร้องไห้, ซึ่งมันไม่อยู่ตรงกลาง มันไม่สมดุลย์. ถ้ารู้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไรตามที่เป็นจริงแล้ว มันสมดุลย์, มันก็ไม่เอียงไปข้างหัวเราะ เพราะรักเพราะ พอใจ, มันไม่เอียงไปทางร้องไห้ เพราะว่าโกรธและเสียใจ ดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นอิสระที่สุด, เป็นประชาธิปไตยทางจิต ทางวิญญาณด้วย ; เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง คือทำ
น.42 ๓๔ ให้เป็นอิสระแก่กิเลส แล้วก็อยู่อย่างถูกต้อง สมกับคำว่า เป็นไท, เป็นไทไม่เป็นทาสของผู้ใด. ในที่นี้เป็นด้านจิต ด้านวิญญาณ ก็ไม่เป็นทาสของกิเลส ; ถ้ายังเป็นทาสของ กิเลส ก็ยังไม่ใช่เป็นผู้อิสระ. รู้จักกิเลสไว้เสียให้ดี ๆ แต่มัน ก็ยาก มันก็ยาก, ยากอย่างยิ่ง ตรงที่ว่าคนเอากิเลสนั่นแหละ เป็นตัวตน ; เมื่อเอากิเลสเป็นตัวกูเสียแล้ว ก็ไม่รู้สึกว่ามี อะไรมาทำให้สูญเสียอิสรภาพ ก็เป็นไปตามอำนาจกิเลสหมด, แล้วก็หลงใหลจนเข้าโลง สิ้นไปชาติหนึ่ง ไม่มีอะไรสักนิดหนึ่ง เรียกว่าเสียชาติเกิด, . . . . . . . . . . . เอาละ, เป็นอันว่า เราได้พูดกันถึงเรื่องว่า ธรรมะ ทำไม, ธรรมะทำไม, ชีวิตคืออะไร ชีวิตต้องการธรรมะใน ลักษณะไหน ? และเมื่อชีวิตมีธรรมะแล้ว จะได้รับประโยชน์ อะไร ? คำตอบมีอยู่ในคำบรรยายที่พูดมาแล้ว ขอให้ใช้ให้ เป็นประโยชน์ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้, ไม่มีใครช่วยได้ ถ้าบุคคลนั้น ๆ ไม่สนใจที่จะเข้าใจ, และเอาไปใช้ให้เป็น ประโยชน์ แล้วไม่มีใครช่วยได้, พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้.
น.43 ๓๕ พระพุทธเจ้าช่วยได้ ก็ต่อเมื่อผู้นั้นพึงธรรมของพระองค์ ไปใคร่ครวญดู แล้วปฏิบัติตาม จึงจะได้รับประโยชน์ ว่าพระพุทธเจ้าช่วยได้. เดี๋ยวนี้แม้แต่เรื่องที่ตรัสไว้ อย่างไรก็ ไม่ได้สนใจ ไม่ได้เข้าใจ แล้ว ไม่ได้ปฏิบัติตาม ; นี่เรียกว่า พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้. จะมานั่งอ้อนวอน บวงสรวงกันอีกสักกี่ครั้ง มันก็เป็นเรื่องอื่นไป, ไม่ใช่เป็น พุทธศาสนา, เป็นไสยศาสตร์เป็นอย่างอื่นไป. ขอให้ระมัดระวังไว้ด้วย ว่า ไสยศาสตร์กับพุทธ- ศาสตร์ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน. ไสยะ แปลว่า หลับ, ไสยศาสตร์ก็เป็นศาสตร์หลับ, ศาสตร์ของคนหลับ ศาสตร์ ที่ทำให้หลับ. นี้ พุทธะ นั้นแปลว่า ตื่น พุทธศาสตร์ ก็คือ ศาสตร์ของคนตื่น ทำให้ตื่น มีความตื่น, พุทธศาสตร์กับ ไสยศาสตร์ต่างกัน. ถ้าเอาพระเครื่องมาแขวนคอกันบ้างแล้ว ก็ขอให้ เป็นพุทธศาสตร์, อย่าให้เป็นไสยศาสตร์เลย คือ ให้มันเป็น เรื่องบอกให้รู้ว่า ทุกสิ่งมีเหตุมีปัจจัย เป็นไปอย่างนั้น เอง; ไม่ต้องหัวเราะ ไม่ต้องร้องไห้ พระเครื่องก็จะ คุ้มครองไว้ได้ ไม่ต้องเป็นทุกข์. ถ้าเอามาสำหรับแขวน
น.44 ๓๖ เพื่อ บวงสรวงอ้อนวอน มันก็เป็นเรื่องหลอกตัวเอง ทำชั่วทั้งที่พระเต็มคอ มันก็ถูกตำรวจยิงตาย ทั้งที่พระเต็มคอ นั้นน่ะคุ้มไปไม่ได้, เป็นเพียงสำหรับศาสตร์ของคนหลับ. ฉะนั้นเราเป็นพุทธศาสตร์กันเถิด, เป็นพุทธบริษัท กันเถิด, รู้จักชีวิตอย่างที่พุทธบริษัทควรจะรู้, แล้วก็ดำเนิน ชีวิตนั้นไป อย่างที่พุทธบริษัทควรจะดำเนิน, แล้วเราก็จะ ได้รับผลนั้น เต็มตามที่พุทธบริษัทควรจะได้รับ เป็นแน่นอน. หวังว่าผู้ที่สนใจจะเป็นพุทธบริษัทให้ถูกต้องนี้ จะได้ คิดนึก ในเรื่องเหล่านี้ ให้ถูกต้องตามความจริงของธรรมชาติ เพราะมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ, เป็นเรื่องของกฎของ ธรรมชาติ เป็นเรื่องหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ แล้วก็ เป็น เรื่องผลเกิดขึ้นตามหน้าที่นั้น ๆ. สิ่งสุดท้ายที่อยากจะพูดอีกนิด ก็คือเรื่องการ บังคับตัวเอง ; ถ้าไม่มีการบังคับตัวเอง คือมีธรรมะ มาบังคับตัวเอง กิเลสมันก็จะบังคับตัวเอง; กิเลสมันก็ จะเป็นผู้ยึดครอง เอากิเลสเป็นตัว เป็นตัวของตัว, ทำไป ตามอำนาจของกิเลส อย่างนี้เรียกว่า ไม่มีการบังคับตัว
น.45 ๓๗ คือไม่มีการบังคับกิเลส. ถ้าเห็นว่ากิเลสเป็นศัตรู ก็มี ธรรมะมาบังคับกิเลส, อย่างนี้ก็เรียกว่าบังคับตัวเอง. ที่พูดนี้ก็หมายความว่า ทุกอย่างต้องทำเอง, ต้อง ทำเอง ต้องช่วยตัวเอง ต้องโดยตัวเอง เพื่อตัวเอง, ของ ตัวเอง ไม่มีใครที่จะมาทำแทนให้ได้. ถ้าในเรื่องจิตใจ ไม่ใช่ เรื่องทำไร่ทำนา ซึ่งคนอื่นมาช่วยทำแทนให้ได้ ; แต่ถ้า เป็น เรื่องจิตใจที่จะชนะกิเลสดับทุกข์แล้ว มันเป็น เรื่องที่ต้องทำเอง. ขอให้รู้จักตนเอง ว่าชีวิตเป็นอย่างนี้, ขอให้มีความเชื่อด้วยตนเอง ว่าชีวิต สร้างมาสำหรับจะดับ ทุกข์ได้, แล้วก็ พยายามที่จะบังคับตัวเอง ให้ทำอย่างนั้น จนกระทั่งมองเห็นผลก็พอใจในตัวเอง, พอใจในตัวเอง ก็ยก มือไหว้ตัวเองได้ เรื่องมันก็จบแหละ. สวรรค์อยู่ที่การยกมือไหว้ตัวเองได้, ถ้ามองดู ตัวเอง แล้วเกลียดชังน้ำหน้าตัวเอง เป็นนรก, เป็นนรก ที่นั่นและเดี๋ยวนั้น ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ไม่ว่าชาติไหนภาษาไหน. นรกอยู่ที่การเกลียดชังตัวเอง, สวรรค์อยู่ที่การพอใจ ตัวเอง จึงควรจะกระทำทุก ๆ อย่าง ให้เกิดความพอใจตัวเอง เคารพตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเอง ได้อยู่ทั้งคืนทั้งวัน จนกว่า จะสูงไปกว่านั้นก็คือว่า ประพฤติปฏิบัติให้มันว่างจากตัว ตน ไม่มีปัญหาเหลืออยู่อีกต่อไป, หมดปัญหาโดยประการ
น.46 ๓๘ ทั้งปวง, เหลือแต่ชีวิตฝ่ายอสังขตะ ฝ่ายโลกุตตระ ซึ่งไม่ รู้จักดับ ไม่รู้จักเกิด เป็นอมตธรรม. เอาละ, ได้พูดมาพอสมควรแก่เวลาแล้ว แล้วเป็น เรื่องพูดอย่างประหยัดเวลา ไม่อ้อมค้อม และไม่เกรงใจ, เห็น ว่าอะไรควรจะพูดก็พูด แล้วก็พูดกันในที่ศักดิ์สิทธิ์ คือพูดกัน กลางดิน เป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นพยานอันศักดิ์สิทธิ์ ดินนี้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านประสูติ กลางดิน, เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้กลางดิน, เพราะ ว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนทั่วไปก็กลางดิน, พระพุทธเจ้าอยู่ กุฏิพื้นดิน, ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็นิพพานที่กลางดิน ดูซิ มันมีอะไรเหลือ ; ฉะนั้นดินมีความศักดิ์สิทธิ์ถึงที่สุดอย่างนี้ เดี๋ยวนี้เรามานั่งพูดกันกลางดิน มีดินเป็นพยานแห่งการ พูดจา ว่าเราได้พูดกันอย่างนี้จริง. ท่านผู้ใดจะนำไปใช้ให้ เป็นประโยชน์อย่างไร ก็จะเป็นประโยชน์แก่ผู้นั้นอย่างนั้น, แล้วเชื่อว่า จะมีแต่ความเจริญงอกงามก้าวหน้า ไม่เสียทีที่ ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และได้รับถือพระพุทธศาสนา. ขอให้สำเร็จประโยชน์ ในการที่เป็นพุทธ บริษัท มีความสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.
น.47 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๘ ๓๗. นรกกับสวรรค์ ๑ ๒. ศิลปแห่งการดู ๓๘. ดับทุกข์สิ้นเชิง ๑ ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๓๙. มรดกธรรมคำกลอน ๑ ๓. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า ๔๐. ทิศทั้งหก ๑ อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๔๑. ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ๒ ๔. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ ๔๒. ฟ้าสางทางฝ่ายบรรพชิต ๑ ๕. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม (มีภาษาจีน ) ๔ ๔๓. มหรสพของพระอรหันต์ ๒ ๖. พูดกับเณร ๑ ๔๔. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๑ ๑ ๗. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๒ ๔๕. เช่นนั้นเอง ๑ ๘. เห็นธรรมชาติ ๔๖. ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ๑ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๔๗. อะไรๆในชีวิตสักแต่ว่า ๙. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ เป็นเรื่องของจิตสิ่งเดียว ๑ ๑๐. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๔๘. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๒ ๑ ๑๑. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๔๙. ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ๑ ๑๒. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๕๐.. พบชีวิตจริง ๑ ๑๓. ธรรมพรปีใหม่ ๓ ๕๑. สมถวิปัสสนาทำหรับยุคปรมาณู ๑ ๑๔. ตถตาช่วยได้ ๑ ๕๒. ธรรมะที่ควรเติมลงในชีวิต ๑ ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ ๕๓. ฟ้าสางทางการเมือง ๑ ๑๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ ๕๔. ธรรมสัจจะของสมถวิปัสสนา ๑๗. ค่าของครู ๒ แห่งยุคปรมาณู ๑ ๑๘. พระผู้มีพระภาคเจ้า ๕๕. ฟ้าสางทางปรมัตถ์, อภิธรรม, ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ อุบาสิกา และบรรพชิต ๑ ๑๙. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๕๖. ผัสสะ สิ่งที่ต้องรู้จักและควบคุม ๑ ๒๐. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๒ ๕๗. ความสุขแท้เมื่อสิ้นสุดแห่ง ๒๑. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ความสุข ๑ การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ ๕๘. แนวสังเขปทั่ว ๆ ไปของการ ๒๒. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๒ พัฒนา ๑ ๒๓. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ ๕๙. ธรรมชีวีกับความเป็นฆราวาส ๑ ๒๔. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๒ ๖๐. การศึกษาและการรับปริญญา ๒๕. อานาปานสติและดับไม่เหลือ ๒ ในพระพุทธศาสนา ๑ ๒๖. ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ ๖๑. การบำเพ็ญบารมีที่ถูกแนวทาง ๑ ๒๗. ความมั่นคงภายใน ๑ ๖๒. ทำงานให้สนุกได้อย่างไร ๑ ๒๘. โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก ๒ ๒ ๖๓. การทำวิปัสสนาและใจความ ๒๙. การทำงานเพื่องาน ๑ สำคัญของวิปัสสนา ๑ ๓๐. สันโดษไม่เป็นอุปสรรค ๖๔. หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น ๑ แก่การพัฒนา ๑ ๖๕. ธรรมะเป็นคู่ชีวิต ๑ ๓๑. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร? ๑ ๖๖. รอยของพระธรรม ๓๒ เค้าเงื่อนของธรรมะ ๖๗. สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา ในฐานะ ๑ และอิทัปปัจจยตา ๑ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ๑ ๓๓. การอยู่ด้วยปัจจุบัน ๖๘. การทำชีวิตให้มีธรรมะ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ๑ ๓๔. พุทธศาสนา กับ ไสยศาสตร์ ๑ ๓๕. อานาปานสติภาวนา (มีภาษาจีน) ๒ ๓๖. อิทัปปัจจยตาในฐานะ สิ่งสูงสูดแห่งพุทธศาสนา ๑
น.48 ศีลธรรมกับคน. ศีลธรรมเลว คนก็ได้ กลายเป็นผี หาความดี ไม่ประจักษ์ สักเส้นขน ศีลธรรมดี ผีก็ได้ กลายเป็นคน ที่เลิศล้น ภูมิใจ , ไหว้ตัวเอง. ศีลธรรมต่ำ เปลี่ยนคน จนคล้ายสัตว์ จะกินกัด โกงกัน ขมันเขม็ง ศีลธรรมสูง คนสดใส ม่อลเวง ล้วนยำเกรง กันและกัน ฉันเพื่อนตาย. ศีลธรรมนี้ ทุกวัน มันตายซาก คนมีปาก ก็ไม่พล่าม ให้ศีลธรรมหาย ศีลธรรมกลับ มาเมื่อไร ทั้งใจกาย คงจะหาย จากทุกข์ เป็นสุขเอง. พ. อินฺทปัญฺโญ
Buddhadasa