น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย , การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่อง ธรรมะโดยหลักพื้นฐาน เป็นหนังสือเล่มเดียวจบ ต่อไปตามเดิม. แต่มีหัวข้อเฉพาะ ในครั้งนี้ว่า ตรงไปยัง หัวใจของธรรมะ แล้วโดยหลักพื้น ฐาน หัวใจของธรรมะโดยหลักพื้นฐาน แล้วก็ตรงไปยังหัวใจ ของธรรมะนั้น ; ยากที่จะใช้คำพูดให้ชัดเจนตามประสงค์, คือว่าไม่ต้องสนใจเรื่องอะไร สนใจตรงไปยังหัวใจของ ธรรมะ เว้นเรื่องปลีกย่อย กระพี้อะไรเสีย หรือว่าสิ่งที่ทำ ให้กินเวลามากออกไปนั้นเสีย.
น.10 ๒ เมื่อกล่าวโดย หลักพื้นฐาน ก็หมายความว่า หลัก ที่ปฏิบัติแล้ว ดับทุกข์ได้จริง นี้เรียกว่าหลักพื้นฐาน เรื่องที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้นั้น มันก็มี มากมาย ; อย่างที่ พระพุทธเจ้าเคยตรัสเปรียบเทียบไว้ ว่าเรื่องที่ตรัสรู้ทั้งหมด เท่ากับใบไม้ทั้งบ่า ส่วนเรื่องที่นำมาสอน เท่ากับใบไม้กำมือ เดียว ; นี้มันก็แสดงอยู่แล้วว่า หลักหัวใจนั้นมีอยู่อย่างไร. ทีนี้มันกลายเป็นน่าหัวที่ว่า ใบไม้กำมือเดียวนั่น แหละ เราเอามาเพิ่มกรวด ดิน หิน ทราย ของสกปรกอะไร อย่างอื่นเข้าไป ในตอนหลัง ; เมื่อได้รับมอบหมายให้แล้ว เพียงเท่ากับ ใบไม้กำมือเดียวนี้ เขาได้มาเพิ่มสิ่งที่ไร้สาระ เข้าไป เพื่อความสะดวกสนุกสนาน เพื่อความขลัง เพื่อ ความศักดิ์สิทธิ์ เพื่ออะไรต่ออะไรอีกมากมาย, มันเลย กลาย เป็นมากมาย. ครั้นแล้วก็ มาติดอยู่ในส่วนที่เป็นเปลือก หรือเป็นกระพี้เหล่านี้ ไม่ต้องเข้าไปถึงหัวใจของพุทธศาสนา, แล้วมิหนำ กลายเป็นเรื่องสำหรับเถียงกันไม่มียุติ, เป็น เรื่องทุ่มเถียงกันอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้ถูกอย่างนั้นไม่ถูก ไม่มีที่สิ้นสุด, ผลมันก็เลยเลอะเทอะมากขึ้นทุกที. ยิ่งมีการ
น.11 ๓ คัดลอก สืบ ๆ ต่อ ๆ กันมา คัดลอกทีไร ก็เติมสิ่งที่ผู้คัดลอก เติมลงไป โดยเจตนา นี้ก็มีมาก. เป็นอันว่า หัวใจของธรรมะนั้น ถูกหุ้มห่ออยู่ ด้วยของเพิ่มใหม่มากขึ้น ๆ เหมือนกับว่า พระเจดีย์สัก องค์หนึ่ง ถ้าว่าปล่อยปละละเลยไม่สนใจ ก็จะมีหญ้า มีเถา วัลย์ มีอะไรมางอกท่วมทับ กระทั่งต้นไม้ใหญ่มางอกทำให้ แตกแยกพังทลายกระจายออกไป. นี่เป็นสิ่งที่จะต้องสนใจ กันบ้าง อาตมาจะกล่าวโดยหลักพื้นฐาน หรือที่เป็นชั้นหัวใจ ดังนั้นก็จำเป็นอยู่เอง ที่จะต้องแนะว่า อะไรมิใช่หัวใจ แต่ เอามาศึกษากันมากยิ่งกว่าหัวใจ. สิ่งที่ไม่ใช่หัวใจของธรรม. สิ่งแรกที่สุด ที่แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังนิยมกระทำกันอยู่ก็คือ ประวัติความเป็นมาของศาสนา ว่าศาสนามีความเป็นมา อย่างไรนี้, นักศึกษาสมัยใหม่ เขาต้องการจะเรียนรู้ก่อนที่จะ รู้จักตัวพระศาสนา ; นี้เป็นความโง่ หรือเป็นสิ่งที่น่า หัวเราะเยาะ ของนักศึกษาใหม่ ๆ แห่งยุคปัจจุบัน. อาตมา
น.12 ๔ ก็เคยร่วมมือในความเป็นอย่างนั้น. แม้จะแต่งหนังสือพุทธ- ประวัติ ก็ต้องเขียนเรื่องราวอันเกี่ยวกับประเทศอินเดีย หรือ ก่อนประเทศอินเดีย หรืออะไร ๆ ที่ประเทศอินเดียมีกันเสีย เป็นการใหญ่โตยืดยาว กว่าจะได้กล่าวถึงเรื่องพระพุทธ- ประวัติ มันก็เสียเวลาไปตั้งหลายเปอร์เซ็นต์ หลายสิบ เปอร์เซ็นต์ก็มี, น่าหัว. ประวัติของพระศาสนา โดยเฉพาะเจาะจง คือ เรื่องการทำสังคายนา; การทำสังคายนานั้นมันเล่าเรื่อง ว่า พระศาสนาได้เกิดขึ้นแล้ว ได้ทบทวนสอบสวนแล้วจารึก เป็นอักษร แล้วก็ถือสืบ ๆ ต่อกันมาอย่างไรนี่. ข้อนี้ลอง คิดดูเอง ก็จะพอรู้สึกได้ว่า มันเป็นเรื่องอะไร, มันเป็นเรื่อง ที่ ถ้าไม่รู้จะได้ไหม ? ถ้ารู้แต่เพียงว่า ท่านมีเรื่องว่าอย่างไร, แล้วก็เอามาศึกษาเพื่อจะปฏิบัติดับทุกข์ ก็ไม่ต้องศึกษาเรื่อง ราวเหล่านั้น. ทีนี้เรื่องราวเหล่านั้น ก็ไม่ได้เอามาศึกษาอย่าง กระทัดรัดหรือรัดกุม ; แต่ได้ทำให้มากเข้า ๆ โดยส่วนปลีก ย่อย หรือส่วนฝอย, แล้วในที่สุดก็ได้เอามากลายเป็นพิธี สำหรับเทศน์ เพื่อทำบุญให้คนตาย, ใครจะฟังรู้เรื่องหรือฟัง
น.13 ๕ ไม่รู้เรื่องก็ได้ ขอแต่ให้ได้เทศน์สังคายนา ก็กลาย เป็นพิธี ประเพณีไปเสียอย่างนี้, มันก็ไม่ได้ผล แม้ใน ฐานะที่เป็นเรื่องราว ประวัติความเป็นมาของพระศาสนานั้น, แล้วเรื่องนั้นก็ยังถูกผสมปนเปกันเข้าให้มากเรื่อง จนกลาย เป็นเรื่องที่จะเรียกว่าเสียเวลาเปล่า ก็มีอยู่เป็นส่วนมาก. คน ที่เคยฟังเทศน์สังคายนามาหลาย ๆ ครั้งแล้ว ก็ลองทบทวนดู เถิดว่า ได้ผลเป็นอย่างไร, มันไม่ได้ผลแม้แต่เพียงว่า เรื่อง ราวความเป็นมาของศาสนาอย่างถูกต้อง, แล้วมันจึงไม่ได้ผล ในข้อที่ว่า เป็นหัวใจของการปฏิบัติอยู่ที่ตรงไหน นี่ประวัติ ของพระศาสนา ก็ทำให้เสียเวลาไปมากมาย. ทีนี้เกี่ยวกับ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่อุตส่าห์ไปกัน แล้วแต่ว่าถือศาสนาอะไร ก็ไปให้ถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่ง ศาสนานั้น ๆ แล้วก็ได้ความพอใจอย่างมากกลับมา, ก็ได้ เกียรติว่าได้ไปกลับมา และมีเกียรติว่า เป็นผู้เคยไปสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์มาแล้วอย่างนี้. สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เหล่านั้น มัน ก็ไม่ใช่หลักธรรมะที่เป็นชั้นหัวใจ มันก็เป็นเพียงสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์. พูดอย่างนี้อย่าเพ่อเข้าใจว่า จะทำลายความตั้งใจของ ผู้จะไป ; ไม่ได้ตั้งใจจะทำลาย แต่จะบอกให้รู้ ว่า เมื่อ
น.14 ๖ พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่ ท่านก็บอกว่าธรรมะเป็น ตถาคต, เห็นธรรมะจึงจะเห็นตถาคต, เห็นองค์เห็นกายของ ท่าน ก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นองค์ตถาคต. เดี๋ยวนี้ถ้าไปเห็นแต่ เพียงสถานที่เท่านั้น มัน ก็ไม่เห็นธรรมะ; แต่ว่าจะ ช่วยให้จิตใจเป็นบุญเป็นกุศล บันเทิงเริงรื่น สำหรับไปเกิด ในสวรรค์วิมาน ก็พอจะได้, แต่ที่จะเห็นหัวใจของธรรมะ เป็นเครื่องดับทุกข์นั้น มันก็ยังไม่ได้อยู่นั่นเอง. จะเรียกว่า สังเวชนียสถาน ไปถึงแล้วเกิดความสังเวช นี้ก็พอมีส่วน. อาตมารู้สึกสังเวช ไปที่อินเดีย โดยเฉพาะไปที่ ต้นโพธิ์ ไปแล้วก็รู้สึกสังเวชตัวเอง, รู้สึกสังเวชตัวเองที่ไป แล้วก็ทำอะไรไม่ถูก เพราะว่าถ้า จะไปจุดธูปเทียนสักหาบ ๆ หนึ่ง จุดให้หมดหาบหนึ่ง ก็ไม่คุ้มค่าพระคุณของพระองค์, ก็เลยทำไม่ถูก ก็เลยจุดไม่ได้ไม่รู้จะจุดอย่างไรให้มันสมค่ากัน, ไม่รู้จะกราบไหว้สักกี่พันครั้ง กี่หมื่นครั้ง จึงจะสมค่าก็เลย กราบไม่ได้, ไปนั่งเซอะนั่งโง่ นั่งงงอยู่ ทำอะไรไม่ถูก. นี่ข้อนี้ได้ความสังเวชมาก และก็ได้ความสังเวชเกี่ยวกับ ตัวเองด้วย ; มันก็ไม่ใช่หัวใจของธรรมะ ที่จะปฏิบัติ แล้วดับทุกข์ได้.
น.15 ๗ นี้เรียกว่าเกี่ยวกับความเป็นมาหรือประวัติของศาสนา นี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นเปลือกหุ้มหัวใจของ พุทธศาสนาอยู่เรื่อง หนึ่ง. ทีนี้ประวัติของพระศาสดา ประวัติส่วนตัวพระ ศาสดา ในส่วนที่เป็นบุคคลก็ดี, ในส่วนที่เป็นบุคคลใน ประวัติศาสตร์ของโลกก็ดี พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นทั้งสอง อย่าง. ประวัติส่วนพระองค์ท่าน ก็อย่างที่เราได้เรียน ๆ กันมาแล้ว มีประวัติอย่างนั้น ๆ, หรือที่เป็นบุคคลในประวัติ ศาสตร์ของโลก โลกเขาก็ยอมรับว่าเป็นบุคคลในยุคนั้น ที่นั่น, และเผยแผ่ศาสนาอย่างนั้น ๆ เป็นเรื่องราวมาก เป็น เรื่องราวที่มีมาก, ศึกษากันในส่วนโบราณคดี แล้วก็เป็น หนังสือตั้งเป็นหอบเป็นหาบด้วยเหมือนกัน ก็ยังไม่พบ หัวใจของธรรมะ ที่จะเป็นหลักปฏิบัติดับทุกข์. ทีนี้ก็มาถึง เรื่องปาฏิหาริย์; คนสนใจเรื่อง ปาฏิหาริย์แล้วจำไม่ลืม. ถ้าเรื่องไม่เป็นปฏิหาริย์แล้วก็ขี้ลืม ก็จำไว้ได้แต่เรื่องที่เกี่ยวกับปาฏิหาริย์ ที่แปลกประหลาดผิด มนุษย์ธรรมดา อย่างนี้ดูว่าจะเป็นเรื่องสร้างปัญหามากมาย ทีเดียว.
น.16 ๘ ถ้าพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลประหลาด วิเศษกว่า คน แล้วตรัสรู้ อย่างนี้ก็ไม่เห็นน่าอัศจรรย์ เพราะเป็น คนพิเศษ พิเศษกว่าคน, แล้วก็จะกลายเป็นว่า ถ้าเป็นคน ธรรมดา แล้ว จะรู้ไม่ได้, อย่างนี้ก็เกิดความท้อถอย เท่านั้นเอง. พระพุทธเจ้าควรจะเป็นคนธรรมดาเหมือน คนทั้งหลาย, แล้วก็รู้เรื่องสำหรับคนทั้งหลาย, รู้เรื่องที่ เกี่ยวกับปัญหา หรือความทุกข์ของคนทั้งหลาย แล้วก็มา ใช้ดับทุกข์ได้ เพราะเป็นคนธรรมดาด้วยกัน. ถ้าพระพุทธ เจ้าเป็นผู้มีปาฏิหาริย์อย่างนั้นเสียแล้ว คนธรรมดาจะใช้ ประโยชน์อะไรได้, จะไปรับเอามาก็ไม่ใช่เหมาะสำหรับตน. ฉะนั้น เรื่องปาฏิหาริย์ ก็เลยเป็นเรื่องที่ปิดบังหัวใจของ ธรรมะ, โดยเฉพาะเรื่องดับทุกข์ นี้ด้วยเหมือนกัน. ขอ ให้สังเกตดูให้ดี ๆ แต่อย่าเข้าใจไปว่า เป็นเรื่องลบหลู่พระ- พุทธเจ้า. เรื่องปาฏิหาริย์ นี้จะขอ พูดโดยไม่กลัวใครโกรธว่า เป็นเรื่องเติมขึ้นที่หลัง ให้พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลพิเศษ วิเศษกว่าคนธรรมดาเท่านั้น, เป็นเรื่องที่ผู้เติมเข้าไปเองบ้าง ใส่ในพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าบ้าง เพราะหนังสือนั้นมัน
น.17 ๙ เขียนเติมเอาได้. เขาทำไปด้วยความหวังดี เป็นด้วยความ หวังดี, มันก็มีเป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของคนธรรมดาไปมาก เข้า ๆ ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่ใคร. เช่นเรื่องบาลี ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งถือว่าเป็น สูตรสำคัญที่สุด ก็ยังอุตส่าห์ เอาเรื่องของเทวดามาแอบใส่ เข้าไป พ่วงเข้าไปว่า เทวดาโห่ร้องกันใหญ่ เมื่อตรัสรู้ โห่ร้อง บอกกันไปจนถึงชั้นพรหมโลก, คล้าย ๆ กับว่า ต้องเอา เทวดามาเป็นนายประกัน ให้พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลวิเศษ สูงสุด ควรที่คนทั้งหลายจะนับถือ; ถ้าอย่างนั้นมันก็ กลายเป็นว่า เชื่อพระพุทธเจ้า เพราะเอาเทวดาเป็น นายประกันมาทำให้เชื่อ, เรื่องปาฏิหาริย์มันเป็นอย่างนี้ ทั้งนั้น ฉะนั้นขอให้ดูให้ดี ๆ จะฟังบ้างก็ได้, แต่อย่า ปักใจให้มันเป็นไปตามนั้น มันจะกลายเป็นเรื่องงมงาย. ถ้าชอบปาฏิหาริย์ แล้ว ก็อย่าชอบปาฏิหาริย์ของ บุคคลเลย ; ชอบปาฏิหาริย์ของพระธรรมดีกว่า, คือว่า พระธรรมที่ตรัสไว้นั้น มันดับทุกข์ได้จริง, คือข้อที่มัน ดับทุกข์ได้จริง นั่นแหละคือปาฏิหาริย์สูงสุด ไม่ใช่เรื่อง เหาะเหินเดินอากาศแล้วจะดับทุกข์ได้ .. ถ้าอย่างนั้นพวก
น.18 ๑๐ ยักษ์พวกนกมันก็ดับทุกข์ได้กันไปหมด เพราะมันเหาะได้ เหมือนกัน. เดี๋ยวนี้เราก็จะต้องดูว่า ปาฏิหาริย์แท้จริงนั้นมัน เป็นปาฏิหาริย์อยู่ที่ตรงไหน ? มันก็อยู่ตรงที่ว่า มันดับทุกข์ ได้จริง, น่าอัศจรรย์อยู่ตรงที่ดับทุกข์ได้จริง. ฉะนั้น ปาฏิหาริย์อยู่ที่ในตัวธรรมะนั้นเอง ไม่ต้องไปอยู่ที่ในตัว บุคคลว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จนเป็นเรื่องเหลือเชื่อ, จน เป็นเรื่องต้องถกเถียงกันไม่รู้จบ, จนทำให้กลายเป็นเรื่องที่ นักวิทยาศาสตร์เห็นด้วยไม่ได้, ก็เลยเป็นอุปสรรค ในการ ที่จะมีธรรมะหรือศึกษาธรรมะไปเสียอีก. ทีนี้มันก็มาถึง เรื่องว่า ถามกันไม่รู้จักจบ, เขา เรียกว่าปัญหาโลกแตก มีแต่ในครั้งพุทธกาล ไปสนใจเรื่อง ว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่ ? โลกนี้มีหรือไม่ ? โลกอื่นมีหรือไม่ ? อะไร ๆ ก็ล้วนแต่ว่า ต้องให้เขาบอกให้ ในเรื่องที่ไม่จำเป็น จะต้องบอก เป็นเรื่องปรำปราสืบ ๆ ต่อกันมา ไม่รู้จักจบจัก สิ้น, แม้จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ มันก็เป็นเรื่องพอกหุ้ม ตัวแท้ของธรรมะที่เป็นเรื่องดับทุกข์ได้.
น.19 ๑๑ ทีนี้ สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มักจะเกิดขึ้นมาเป็น เครื่องปิดบัง คือว่าจะต้องทำอย่างนั้นจะต้องทำอย่างนี้ จะต้องกินอาหารอย่างนั้น จะต้องกินอาหารอย่างนี้ จะต้อง นุ่งห่มอย่างนั้น จะต้องนุ่งห่มอย่างนี้ นี้เป็นเรื่องสำหรับ เด็ก ๆ จะนุ่งผ้าขาวหรือนุ่งผ้าดำ คิดดูเถอะจะมีศีลจะต้อง ทำอย่างไร ผ้าขาวผ้าดำมันช่วยได้ที่ตรงไหน ? ถ้ามี ศีลมันก็ต้องปฏิบัติศีล, ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามเรื่องราว ของศีล, แล้วก็ จะต้องมีเรื่องที่ดับทุกข์ได้จริง, ปฏิบัติ ให้ถูกให้ตรงตามที่ดับทุกข์ได้จริง. จะโกนผมหรือไม่โกนผม นั้นก็ยึดถือกันมาก, โดย โกนหัวนี้เป็นนายประกันเป็นหลักประกัน เรียกร้องความ เคารพนับถือได้มากกว่าไม่โกน. ที่จริงมันเพื่อความสะดวก เท่านั้น, โกนหัวนี้เพื่อความสะดวก ไม่ต้องลำบากมากในการ ที่จะเป็นอยู่, " แต่ถ้าว่าจะไปทำในประเทศหนาว มันก็ทำ ไม่ได้, แต่ขืนจะทำให้ได้ มันก็จะต้องลำบากเอง ไม่คุ้มค่า กัน. นี้เรียกว่า อย่ายึดถือสิ่งแวดล้อม เรื่องปัจจัย ๔ เรื่องกิน เรื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยใช้สอยอะไรให้มันมาก ; ถ้า เข้าใจผิด เรื่องนี้ มันก็จะหุ้มห่อธรรมะ ปิดบังธรรมะ ด้วยเหมือนกัน.
น.20 ๑๒ การเป็นอยู่ที่เคร่งครัด ต้องเคร่งครัดอย่างนั้น อย่างนี้ ต้องทำท่าทางอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้มันก็มีเหตุผลอยู่ ถ้าว่าไป ทำให้มันถูกกับเรื่องที่มันจะช่วยบรรเทากิเลสได้ ก็ดี แต่ถ้าทำเพียงพิธีแล้ว ก็น่าหัว. เช่นเดี๋ยวนี้ มีพูดว่า ต้องกินผัก ถ้าไม่กินผักไปนิพพานไม่ได้ อย่างนี้ก็เป็นพวก กินผักว่าเอาเอง, พวกที่ยึดถือว่า กินผักหรือกินเนื้อนั่น แหละจะไปนิพพานไม่ได้. นี่ขอพูดให้ชัดเจนไว้ที่นี้ว่า พวก ที่ยึดถือว่า ต้องกินผักหรือต้องกินเนื้อนั่นแหละไปนิพพานไม่ ได้ ; พวกที่ไม่กินทั้งผักทั้งเนื้อนั่นจึงจะไปนิพพานได้, เพราะว่ามันเห็นอนัตตาเห็นสุญญตา ความไม่มีตัวตนว่าผัก ว่าเนื้อ, แล้วมันก็ไม่ยึดถือว่าผักว่าเนื้อ มันเลยไม่กินทั้งผัก ทั้งเนื้อมันกินแต่อาหารที่ถูกต้อง, อย่างนี้ต่างหากที่มันจะ ไปนิพพานได้. ทีนี้ก็มาดูถึง ไสยศาสตร์เข้ามาครอบงำมาก เพราะว่าคนมันขลาด เรื่องไสยศาสตร์ทั้งหลายนี้ ตั้งอยู่ได้ เพราะความขลาดของบุคคล ; ถ้าไม่มีความขลาดแล้ว ไสยศาสตร์เข้ามาไม่จู, ไสยศาสตร์จะมีได้เฉพาะในคนโง่งมงาย และเต็มไปด้วยความขลาดทั้งนั้น จึงมีพิธีรีตองมาก, กระทั่ง
น.21 ๑๓ ว่าบวชนี้ ก็ต้องดูวันดูฤกษ์กระทั่งว่าสึกก็ต้องดูวันดูฤกษ์, อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องของไสยศาสตร์ไป ไม่ได้อยู่ที่เรื่อง การกระทำถูกหรือกระทำผิด. มันไปอยู่ที่เวลา ที่สมมติ บัญญัติกันขึ้นมา สำหรับคนขลาดจะได้ยึดถือ. ทีนี้มันก็ยังมีเรื่องที่ว่า การบวชกับการไม่บวช ; ถ้ายึดถือว่าต้องบวชไปเสียหมด มันก็เป็นเรื่องว่าเอาเอง. พระพุทธเจ้าไม่ได้ชวนทุกคนให้บวช, ชักชวนให้บวช แต่คนที่ควรจะบวช ; ฉะนั้นคนที่ไม่ต้องบวชก็มีมาก คือ ประชาชนทั้งหลายที่ไม่ต้องบวช. เดี๋ยวนี้ชาวต่างประเทศก็กำลังมีปัญหาว่า จะบวช หรือไม่บวช ถ้าถามอาตมาก็บอกว่า แล้วแต่คุณ ; การบวช นั้นมันไม่มีอะไร นอกจาก ให้ความสะดวกบ้าง หรือมาก หน่อย ในการที่จะปฏิบัติ, ถ้าไม่บวชนั้นมันไม่สู้สะดวก ในการปฏิบัติ. แต่ถ้าจะปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของฆราวาสแล้ว ไม่ต้องบวชก็ได้ คือฆราวาสที่มีความทุกข์นั่นแหละ ปฏิบัติ อยู่อย่างที่ไม่ต้องมีความทุกข์ในเพศฆราวาสนั้นเอง อย่างนี้ ก็เรียกว่าได้รับบุญกุศลมากมาย ในพระพุทธศาสนา ขอให้ สนใจกันอย่างนี้บ้าง.
น.22 ๑๔ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้สนใจถึงตัวจริงของจริง, สนใจแต่ ขนบธรรมเนียมประเพณี ก็ได้เปรียบข้างกิเลส, แล้วก็ บวชชนิดที่เสียเงินกันมาก ๆ. ผู้ที่มีเงินมากก็อวดสมบัติ พัสถาน บวชลูกบวชหลานอะไรก็ไม่รู้ สิ้นเงินไปหลายหมื่น หรือตั้งแสน เพราะว่าเลี้ยงโต๊ะแขกไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยโต๊ะ เลี้ยง อาหารอย่างดี, แล้วก็บวช แล้วได้สามวันมันก็สึก โต๊ะอาหาร ยังเก็บไม่หมดเลย โต๊ะอาหารยังเก็บไม่หมด, อาตมาเคย ไปเห็นที่สระบุรี แล้วถามก็ได้ความว่าอย่างนั้น บวชเสียเงิน เป็นหมื่น ๆ ตั้งแสน แล้วผู้บวชนั้นสามวันก็สึก มันก็อยู่ ไม่ได้; ถ้าอย่างนี้มันก็ไม่ใช่พุทธศาสนาแล้ว ระวังให้ดี เอาละ, เป็นอันว่า นี้เราพูดกันถึงสิ่งที่ปกปิดหัวใจ ของธรรมะ สิ่งที่ปกปิดหลักดับทุกข์ ความดับทุกข์. นี้เรา ก็อย่าไปสนใจก็ได้ ไม่ต้องไปเสียเวลาต่อสู้อะไรกับมัน ให้ ลำบากยุ่งยาก ไม่ต้องไปเสียเวลาอย่างนั้น, เราก็ มุ่งตรงไป ยังหัวใจของพระพุทธศาสนา, สลัดสิ่งที่รุงรังเหล่านั้นทิ้ง ไปเสีย ไม่ต้องสนใจ ผ่านไปยังหัวใจของพระพุทธศาสนา ไม่ต้องมีพิธีรีตองมาก ทำแต่พอดีกับที่มันจะดับทุกข์ได้ อย่างไร.
น.23 ๑๕ ตัวปัญหาคือตัวความทุกข์. เมื่อเด็ก ๆ โยมเล่านิทานให้ฟัง ยังจำได้ แล้วมัน ก็เข้ากับเรื่องนี้ คือเขาเล่าว่า ชายหนุ่มที่อาสา อาสาลูกสาว น่ะ ไปแสดงตัวให้เป็นที่พอใจแก่พ่อตาแม่ยาย แล้วจะแต่ง งานนั้นน่ะ มันทำดีเกินไป มันจะทำไม้ตับปิ้งปลา นี้เอามา นั่งเหลา นั่งเหลา แล้วมาขัดกระดาษทราย แล้วมันก็ทา น้ำมัน สำหรับไม้ตับปิ้งปลา เลยถูกไล่ ถูกไล่ออกไปจากบ้าน แล้วชายหนุ่มอีกคนหนึ่งเข้ามา เขาไม่ทำอะไร เพียงแต่ผ่า แกร๊กเดียว ผ่าอีกแกร๊กหนึ่ง คาบปลาได้แล้วก็ใช้ได้ นี่เจ้า ของบ้านเขาเลยยินดีให้ลูกสาว เพราะว่าคนแรกทำดีเกินไป มันทำดีเกินไป ทำมากเกินไป ไม่ตรงกับเรื่อง ไม่ตรงกับ หัวใจของเรื่อง. ขอให้ทุกคนนึกถึงเรื่องนี้ในข้อนี้ไว้ให้มาก ตรงดิ่ง ไปยังหัวใจของธรรมะที่จะดับทุกข์ได้ ไม่สนใจกับเรื่องงมงาย ไร้สาระ มหาศาลมากมายเหล่านั้น, มุ่งไปยังตัวปัญหาทีแรก ที่สุด สิ่งแรกที่สุด. มุ่งไปยังตัวปัญหาคือตัวความทุกข์ นั่นเอง : มีความทุกข์อยู่อย่างไร มีปัญหาอยู่อย่างไร กี่อย่าง กี่ชนิด ทุกชั้นทุกระดับ, มุ่งไปยังตัวปัญหา ให้รู้จักตัวปัญหา
น.24 ๑๖ ที่มันกลุ้มรุมทับถม ทีมแทงหุ้มห่ออะไรอยู่ มีอย่างไรบ้าง มุ่งไปที่ตัวความทุกข์ ให้รู้จักความทุกข์หรือปัญหาเหล่านี้ เสีย, แล้วก็มุ่งเจาะมันลึกลงไปอีกว่า มัน มาจากเหตุอะไร มันมาจากต้นเหตุของอะไร. ดูตัวความทุกข์ แล้วก็ ดูว่า เหตุของมันมีที่ตรงไหน มาจากอะไร มองดูเหตุทุกชนิด ทุกชั้นทุกระดับ ด้วยเหมือนกัน. ทีนี้ก็ มุ่งไปยังสิ่งที่จะ ตัดต้นเหตุ นั้น ๆ เสีย ให้ตรงจุดว่าจะตัดต้นเหตุนั้น ๆ เสียได้ อย่างไร, เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว. วิธีคือมองไปยังที่ตัวปัญหา หรือความทุกข์ แล้วมองหาเหตุของมัน, แล้วมองหาสิ่งที่ ตรงกันข้าม เพื่อจะดับหรือตัดมันเสียได้ นี่วิธีการโดยย่อ ต้นเหตุของความทุกข์. เอ้า, ทีนี้ก็จะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าเหตุ ๆ เพราะมันยัง ต้องรู้ตัวเหตุ เป็นเรื่องสำคัญ, รู้แต่ความทุกข์ความเจ็บปวด แต่ ไม่รู้เหตุของมัน ก็ใช้ไม่ได้ ว่า ความทุกข์หรือปัญหา ยุ่งยาก ทรมานกายทรมานใจเดี๋ยวนี้นั้น มันมีเหตุอยู่ที่ ไหน ? โดยทั่วไปเราอาจจะแบ่งได้ออกว่า มันมี เหตุภาย นอก ก็มี เหตุภายใน ก็มี .. แม้จะปิด สนิทที่
น.25 ๑๗ เหตุภายนอก ก็คือ จาก เรื่องที่แวดล้อมตัวเรา อยู่ เรียกว่าสังคม ก็แล้วกัน, สิ่งหรือสัตว์หรือคนที่อยู่ร่วม กัน นี้เราเรียกว่าสังคม, มาถึงกันเข้ามาอยู่ด้วยกัน เรียกว่า สังคม, เป็นธรรมชาติแวดล้อม ดินฟ้าอากาศอะไร ก็เรียก ว่าภายนอก. ทีนี้ เพื่อนมนุษย์ ที่อยู่ด้วยกัน มันก็ยังมีเป็นชั้น นะ ; เราแบ่งออกเป็นสักสองชั้น ก็พอ, ว่าเพื่อนมนุษย์ ที่อยู่ร่วมบ้านร่วมเมืองร่วมโลกกันนี้ แบ่งเป็นสองชั้นก็พอ, ลองทายสิว่า จะแบ่งสองชั้นอย่างไร ? ก็คือ ชั้นที่เป็นพวก ชนชั้นปกครอง มีหน้าที่ปกครอง กับ ชนชั้นที่ถูก ปกครอง, คือชาวบ้านชาวเมืองธรรมดาสามัญทั่วไป แล้วก็ชนที่ทำหน้าที่ปกครองคนทั่วไป. จากภายนอกนี้มัน จึงได้สักสามเหตุ. ดินฟ้าอากาศตามธรรมชาติ ต้องรู้จัก มันให้ดี ๆ อย่าให้มันสร้างปัญหาขึ้น. บางคนก็ฉลาดการป้องกันไข้ เจ็บ ป้องกันหวัดป้องกันอะไรได้ ด้วยการรู้จักธรรมชาติ, รู้จักข้อปฏิบัติที่เกี่ยวกับธรรมชาติ อย่างน้อยก็จะมีโรคภัย ไข้เจ็บน้อย.
น.26 ๑๘ ทีนี้เกี่ยวกับ ชนชั้นปกครอง นี้มันหลีกไม่ได้ เพราะว่าถ้าอยู่ในสมัยที่มันมีการปกครอง มีอำนาจ อยู่ใต้ อำนาจ ก็ต้องปฏิบัติตัวให้กลมกลืนกันได้, อย่าไปขวางกัน, อย่าไปทำการฝืนระเบียบ ฝืนความรู้สึกอะไรต่างๆ ให้เข้า กันได้กับชนที่เขามีอำนาจ. พูดอย่างโลก ๆ ก็พูดว่า อำนาจนี้เป็นใหญ่ในโลก ; ฉะนั้นต้องทำตัวให้ดี ๆ อย่าให้ ไปกระทบกระทั่งกันเข้ากับอำนาจในโลก ซึ่งมันเป็นเหมือน กับเขี้ยวเล็บในโลก ก็อย่าให้ต้องไปกระทบกระทั่งกับมันเลย. แล้วทีนี้ก็มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุด คือ เพื่อนมนุษย์ เพื่อนบ้านทั้งหลาย เป็นคนที่ถูกปกครองด้วยกัน นี้มัน อยู่ในฐานะเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน, ก็จงอยู่กัน ให้ถูกต้องกับฐานะนั้น ๆ คือ ให้มีการช่วยเหลือ ในฐานะ เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันเถิด. คำว่า เป็น เพื่อน นี้มันหมายความว่ามันช่วย คือต้องช่วย, เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ต้องช่วยกัน ในปัญหาที่เกี่ยวกับเกิด แก่ เจ็บ ตายนั้นเอง. ฉะนั้นเราจึงช่วยกันเมื่อยามเกิด เมื่อยามแก่ เมื่อยามเจ็บ เมื่อยามตาย เพื่อแบ่งเบาภาระของเพื่อนได้มาก นี้ก็เรียกว่าเรารู้จักมีเพื่อน มีเพื่อนดี ๆ มีให้มากพอ, มีให้
น.27 ๑๙ ถูกต้อง สำหรับเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ถ้าว่า ทำไม่ถูกต้อง มันก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์มาจากภายนอกได้. ฉะนั้นรวมความว่า เหตุมาจากภายนอกนี้ จะดู ไปที่ธรรมชาติ ดินฟ้า อากาศ ก็เป็นเหตุอันหนึ่ง, จะดูที่ ผู้มีอำนาจในโลก ที่มีหน้าที่ปกครองจัดสรรอยู่ มันก็เป็น เหตุอันหนึ่ง, และดูไปที่ เพื่อนบ้าน สม่ำเสมอ เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันก็เป็นเหตุอันหนึ่ง ที่จะต้องกระทำให้มัน ถูกต้องอย่าให้เป็นปัญหาขึ้นมา. เอ้า, ทีนี้มาดู เหตุภายใน กันดีกว่า เหตุภายใน พูดง่าย ๆ ตามแบบสวนโมกข์ ก็ สามอย่าง แหละ, สามอย่าง แหละ, สามอย่างคือ ทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ ทาง กาย ทางจิต ทางวิญญาณ. เหตุให้เกิดทุกข์หรือปัญหาทางกาย ก็คือมันไม่ ถูกต้องในทางกาย, มันมีร่างกายไม่ถูกต้อง มันขาดความ ปกติในทางกาย ขาดสุขภาพ ในทางกาย, ขาดสมรรถภาพ ความสามารถในทางกาย มันก็ต้องเป็นทุกข์ทางกาย, นี่เหตุ ภายในทางกาย มันขาดปกติภาพ.
น.28 ๒๐ ทีนี้ทางจิต, จิตมันขาดปกติภาพ เป็นจิตที่ไม่สม ประกอบ แม้ปัญญาอ่อน หรือแม้บ้า ๆ บอ ๆ หรืออะไร ก็ตาม, เรียกว่ามันไม่มีปกติทางจิต มันขาดสุขภาพทางจิต, นี้มันก็ต้องแก้ไขกันไปตามเรื่องทางจิต ทีนี้ เรื่องทางวิญญาณ เรื่องที่สาม ที่เราพูดกันเอง. คำว่าวิญญาณนี้มันจำเป็นต้องใช้ ไม่รู้จะใช้คำอะไร, ขอให้ รู้ไว้ว่า หมายถึงทางสติปัญญา คือ ทางสติปัญญามัน ไม่พอ , สติปัญญาไม่พอ สิ่งที่ตรงกันข้ามมันก็ขึ้นมาทำ หน้าที่, มันเหมือนกับว่า มันเป็นการนั่งบัลลังก์ นั่งครอง เมืองอย่างนั้น อัตภาพร่างกายนี้เหมือนกับเมือง ; ถ้าสติปัญญา เพียงพอ มันก็ครองอัตภาพนี้ ไปได้อย่างถูกต้อง, ถ้าสติ ปัญญามันไม่พอ, สิ่งตรงกันข้ามมันก็เข้ามา คืออวิชชา. อวิชชา, อวิชชา. ฟังดูให้ดี ๆ เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดยิ่งกว่า สิ่งใด มันก็เข้ามา, มันก็ครองอัตภาพนี้. เวลาไหนสติ ปัญญาครอบครองอัตภาพนี้ มันก็ถูกต้อง น่าชื่นใจ เป็น ไปอย่างผาสุก สะอาดสว่างสงบไปตามเรื่องของสติปัญญา, โอกาสไหนอวิชชาขึ้นมาครอบครอง มันก็มืด, มันก็
น.29 ๒๑ เป็นทุกข์ มันก็สกปรกเศร้าหมอง ไปตามแบบของอวิชชา. นี้เรียกว่าเหตุภายใน คือเรื่องทางวิญญาณ มันไม่ถูกต้อง. ทางกายไม่ถูกต้อง ก็มีผลไปอย่างหนึ่ง, ทางจิตไม่ ถูกต้อง ก็มีผลไปอย่างหนึ่ง, ทางสติปัญญาหรือทางวิญญาณ ไม่ถูกต้อง มันก็มีผลไปอีกอย่างหนึ่ง, ล้วนแต่เป็นทุกข์ ทั้งนั้นแหละ. . นี่เรียกว่าเหตุที่มีอยู่ใน ภายใน ภายในอัตภาพ ในตัว. ถ้านอกตัวก็อย่างที่ว่ามาแล้ว เรื่องผู้เรื่องคน เรื่องธรรมชาติดินฟ้าอากาศอะไร, ถ้าภายใน ก็สามอันนี้ แหละ : ความไม่ถูกต้องทางกาย, ความไม่ถูกต้องทางจิต, ความไม่ถูกต้องทางวิญญาณ หรือสติปัญญา. พยายามให้เห็นสิ่งที่เรียกว่าเหตุ มองเห็นตัวความ ทุกข์, แล้ว ก็มองทะลุความทุกข์ ไปอีกที่หนึ่ง ให้เห็นตัว เหตุ ของมัน ว่ามันมาแต่ส่วนไหน. ถ้าเป็นเรื่องภายนอก ก็จัดการอย่างภายนอก, ถ้าเป็นเรื่องภายใน ก็จัดการอย่าง ภายใน, ถ้าชั้นตื้น ๆ คือทางร่างกาย ก็ทำได้ไม่ยาก, ชั้น ทางจิต ก็ทำได้ยากหน่อย, ทางสติปัญญา ก็ต้องเรียกว่า ยากที่สุด, เพราะมันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่สุดกว่าสิ่งใด. เอาละเป็นอันว่ารู้จักสิ่งที่เรียกว่าเหตุกันไว้ที่ก่อน.
น.30 ๒๒ เครื่องตัดต้นเหตุ. ทีนี้ก็จะดูถึง เครื่องตัดต้นเหตุ, เครื่องตัดเหตุ เครื่องตัดต้นเหตุ คือตัดปัญหาต้องตัดที่เหตุก็มีว่า จะตัด เหตุเหล่านั้นกันอย่างไร ; ก็เรียกว่าพูดได้อย่างกำปั้นทุบ ดินว่า มันต้องตรงกันข้าม. ถ้าเหตุให้เกิดทุกข์มันเป็น อย่างไร, สิ่งที่จะตัดเหตุนั้นได้ มันก็ต้องตรงกันข้าม นั่นแหละ เรียกว่าตรงกันข้าม. เพราะฉะนั้นมันจึงไปรวม อยู่ที่คำว่า วิชชา ๆ, บางที พระพุทธเจ้าก็ตรัสเรียกว่าสัมมา- ทิฏฐิ เพราะมีบาลีอยู่เป็นหลัก ช่วยจำไว้ดี ๆ สำคัญที่สุด สมฺมาทิฏฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺคํุ -เข้าไปล่วง ทุกข์ทั้งปวงเสียได้ เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิ, เพราะมี สัมมาทิฏฺฐิก็จะดับทุกข์ทั้งปวงได้, เพราะว่าสัมมาทิฏฐินั้น มันคือรู้ถูกต้องในสิ่งทั้งปวง มันก็ไม่ผิดในสิ่งทั้งปวง มัน ก็ไม่เกิดทุกข์ ฉะนั้นใช้คำรวม ๆ ว่าสัมมาทิฏฐิก็ได้, หรือ จะใช้คำให้มันตรงกันข้ามกับอวิชชา ก็คือวิชชานั่นเอง วิชชา คือความรู้แจ้งเห็นแจ้ง. การเห็นพระไตรลักษณ์. ทีนี้เราก็ดูว่า รู้แจ้งเห็นแจ้งอะไร ? เห็นแจ้งรู้แจ้ง สิ่งที่ไม่เห็นนั่นแหละ, สิ่งที่ไม่เห็นคืออะไร ? ก็คือ ความ
น.31 ๒๓ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งทั้งปวง, ความ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งทั้งปวง นี่เรียกว่า พระไตรลักษณ์. ถ้าเป็นอย่างโบราณ พออาตมาว่าพระไตรลักษณ์ ทุกคนก็ยกมือท่วมหัว ; แต่ก็ยกมือตามพิธีเท่านั้นแหละ ; ตามพิธีที่ได้ยินเสียง พอเสียงว่าสัมมาสัมพุทโธ ก็ยกมือท่วม หัว, เสียงว่าพระไตรลักษณ์ ก็ยกมือท่วมหัว เพราะว่าไป เข้าใจหรือเพราะธรรมเนียมประเพณีก็ยังรู้ไม่ได้, แต่ดูจะ เป็นเรื่องธรรมเนียมประเพณีเท่านั้นแหละ ; พอผู้ใหญ่ยก เด็ก ๆ ก็ยก ก็ติดต่อกันมา ก็ยกตาม ๆ กันมา; พอได้ยิน ว่าพระไตรลักษณ์ ก็ยกมือท่วมหัว คล้าย ๆ กับว่ารู้อย่างถูก ต้อง. ถ้ารู้อย่างถูกต้องมันก็ดีจริง มันก็ดับทุกข์ได้จริง ; เดี๋ยวนี้กลัวจะไม่รู้อย่างถูกต้อง, แม้กำลังอธิบายอยู่ ก็ยังไม่ ค่อยจะรู้อย่างถูกต้อง ว่า สิ่งที่จะตัดต้นเหตุ หรือความรู้ ที่จะตัดต้นเหตุของความทุกข์นั้น ก็คือการเห็นพระ- ไตรลักษณ์, พระไตรลักษณ์ ใช้คำให้สูงขึ้นมาหน่อย หรือ สูงสุด ว่าพระไตรลักษณ์. เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา,
น.32 ๒๔ ความเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้นแหละ จะตัดต้น เหตุของความทุกข์ทั้งปวงได้. ถ้าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็จะไม่มีปัญหา ; ถ้ามัน จะเกิดปัญหาความทุกข์ขึ้นมา จากธรรมชาติดินฟ้า อากาศแปรปรวน ก็อ้าว, มันก็อย่างนั้นเอง , อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนั้นเอง กูไม่เป็นทุกข์กับมัน. นี่เรียก ว่าปัญหาภายนอกแท้ ๆ ก็ตัดได้ด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ถ้าเป็นเรื่องทางกายทำผิด จะไปฆ่าเขา ขโมยเขาลักเขา หรือ อะไรก็สุดแท้, หรือแม้แต่ ไม่รู้จักบริหารร่างกาย เนื้อหนัง ให้เป็นปกติสุข มัน ก็เพราะไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, มันทำผิดไปเสียหมด : เอาของแสลงให้กิน แทนที่จะรักษา เยียวยาให้ดี. นี่มันก็ รู้จักทำจิตใจอย่างถูกต้อง ไม่เป็น จิตที่ผิดปกติ, แล้วก็เป็นจิตที่ มีสติปัญญา ไม่ยึดมั่นถือ มั่น สิ่งใด ๆ ว่าตัวกู ว่าของกู มันก็ไม่เป็นทุกข์ , ความรู้ เรื่องพระไตรลักษณ์นั่นแหละจะตัดปัญหาได้หมด ; แต่คน เขาไม่เข้าใจ ทั้งที่ได้ยินได้ฟังมาเป็นร้อยครั้งพันครั้งแล้ว ก็ ยังไม่เข้าใจ ให้เอาไปใช้เป็นประโยชน์ได้.
น.33 ๒๕ เดี๋ยวนี้ขอให้เข้าใจ ถึงขนาดเอาไปใช้แก้ปัญหาได้ ; ถ้าปัญหาอะไรมันเกิดขึ้น ก็นึกถึงพระอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เถอะ มันจะสลายไป ; แม้ว่าตัววัตถุภายนอกจะแก้ไข ไม่ได้ แต่ภายในในจิตใจมันแก้ไขได้ คือไม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะสิ่งนั้น ๆ ให้โลกนี้มันวินาศไปด้วยปรมาณูทั้งโลก จิตใจนี้มันก็ไม่เป็นทุกข์, นี่เรียกว่ามันช่วยได้ เพราะความ รู้เรื่องนี้. สมถะวิปัสสนาแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง. ทีนี้บางที พระพุทธเจ้าท่านตรัสด้วยคำว่า สมถะ และวิปัสสนา, เรื่องที่จะตรัสเป็น อริยมรรคมีองค์ ๘ บางที ท่านตรัสสั้น ๆ สองคำว่า สมถะและวิปัสสนา จะแก้ปัญหา ทุกอย่างได้. สมถะคือจิตสงบ, วิปัสสนาคือเห็นแจ้ง แจ่มแจ้ง เห็นอย่างแจ่มแจ้ง เพราะสงบ; เพราะจิตสงบ จึงเห็นอย่างแจ่มแจ้ง เพราะจิตสงบจิตจึงมีกำลัง, จิตจึงมี ความหมายมั่นมุ่งหมายถูกต้อง. ถ้าสมถะก็คือจิตสมบูรณ์ ด้วยกำลัง, ถ้าวิปัสสนาก็คือจิตสมบูรณ์ด้วยสติปัญญา จะตัดปัญหาอย่างไร ? อย่าลืมว่า ในสมถะ นั้น มีศีลรวม อยู่ด้วย : ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสั้น ๆ สองคำ ว่า สมถะและวิปัสสนานั้น เดี๋ยวคนไม่รู้จะถามว่า เอาศีล
น.34 ๒๖ ไปไว้เสียที่ไหน ? ศีลรวมอยู่ในสมถะ, มันมีศีลรวมอยู่ใน สมถะด้วย. ทีนี้มันจะตัดอย่างไร, เปรียบอุปมาว่าตัดอย่าง ไร ? ศีลมันก็เหยียบยักษ์ตัวนั้นไว้, สมถะมันก็จับหัว : จับ ผมยักษ์ตัวนั้นไว้, วิปัสสนามันก็ตัดคอเลย. พวกสมถะก็ จับไว้ให้อยู่ในอำนาจ, พวกวิปัสสนาก็ตัดคอมันเลย. ตัด อย่างนั้น ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ; สรุปเหลือสั้น ๆ เพียง สมถะและวิปัสสนา. พระพุทธเจ้าได้ตรัส ถึงคำนี้ไว้มาก คือใช้มาก คำ ว่า สมถะ และ วิปัสสนานี้ ใช้ มาก ในกรณีที่เอามาจับเรื่อง เข้าเป็นเรื่องเป็นคู่กัน ไม่ค่อยได้ใช้คำว่าศีล สมาธิ ปัญญา. ถ้าไม่ใช้คำว่าสมถวิปัสสนา ก็ทรงใช้คำว่าอัฏฐังคิกมรรค ไป เสียเลย. มัชฌิมาปฏิปทาอัฏฐังคิกมรรคไปเสียเลย แต่มันก็ ไม่ไปไหนเสียดอก เพราะว่า ในอัฏฐังคิกมรรคมันก็มีศีล สมาธิ ปัญญา. ถ้ามันเหลือเพียงสองก็ศีลมันเข้าไปรวมอยู่ กับสมถะหรือสมาธิ, แล้วปัญญานั่นมันเหมือนกับว่ามีดคม ; ศีล หรือสมถะมันเพียงแต่ว่ากำลัง เป็นกำลัง จับไว้ให้มั่น, แล้ว วิปัสสนา ก็ เหมือนกับดาบ หรือมีดที่คมเฉียบ, แล้ว มันก็ตัดขาด ; ฉะนั้นในการตัดนั้นมันต้องใช้กำลังและใช้
น.35 ๒๗ ความคม. เรามีจิต กำลังจิตเป็นเรื่องของสมาธิสมถะ ไว้เป็นกำลัง, แล้วก็มีเรื่องของ ปัญญา หรือ วิปัสสนา ไว้เป็นเรื่องของความคม, ที่จะตัดข้าศึก คืออวิชชา ซึ่งเป็นต้นตอทั้งหมดของมูลเหตุแห่งความทุกข์. ที่พูดถึง อวิชชาเป็นมูลเหตุ เพราะเป็นจุดตั้งต้น แล้วมัน ให้ออกมาเป็นเวทนาเป็นตัณหา; บางทีก็พูด ว่าตัณหาเป็นมูลเหตุ, ในกรณีที่สำคัญ ๆ ท่านตรัสว่า อุปาทาน เป็นต้นเหตุ, อุปาทานเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ ; เพราะ ว่าอุปาทานเมื่อไร ก็มีความทุกข์เมื่อนั้นทันที มองเห็นได้ ง่าย. แต่ บางทีถอยหลังมา ขั้นหนึ่ง ว่า ตัณหาให้เกิด ทุกข์เพราะมันให้เกิดอุปาทาน, บางทีถอยหลังมาสุดอยู่ ที่อวิชชา เพราะอวิชชาให้เกิดตัณหา ให้เกิดอุปาทาน ให้ เกิดทุกอย่างที่จะทำให้เกิดทุกข์. ฉะนั้นจงใช้เครื่องตัด ซึ่งตรัสไว้ชัดเจนว่า การ เห็นตามที่เป็นจริง ในสิ่งทั้งปวง โดยความเป็นของมิใช่ตน คือ เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็เห็นเป็นมิ ใช่ตน, เห็นว่างจากตน. ถ้าเห็นอันนี้แล้ว จิตก็มีความ คมเฉียบที่จะตัดอวิชชา คือความโง่ ความไม่รู้ ความงมงาย สารพัดอย่าง เสียได้ .
น.36 ๒๘ ขอให้สนใจจุดนี้ ว่าเพ่งตรงไปยังจุดนี้ ไปยัง หัวใจของเรื่องนี้ โดยไม่ต้องสนใจเรื่องทั้งหลาย มากมาย หลายหมื่นหลายแสนเรื่องก็ได้. ขอให้สนใจแต่จุดนี้แต่เรื่อง นี้, คือ ให้เห็นว่า เมื่อมีอวิชชาแล้ว มันก็มีความทุกข์ อย่างนั้น ๆ . ที่นี้ก็มี เครื่องตัดอวิชชา ก็คือเห็นตาม ที่เป็นจริงว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; เพื่อว่าอย่าไป หลงโง่, ไปหมายมั่นด้วยจิตใจว่า เป็นตัวตนเป็นของตน เอามาเป็นตัวกู เอามาเป็นของกู. ทุกอย่างเป็นของ ธรรมชาติ เป็นไปตามกฎอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่นี้ มันโง่หรือมันบ้าก็ไม่รู้ มันไปเอามาเป็นของกู เอามา ยึดถือ ไว้ให้เป็นของกู; เมื่อมันไม่เป็นไปตามอำนาจของตัว กู มันก็ต้องเป็นทุกข์, มันก็มีเรื่องเท่านี้ นี่หัวใจของ เรื่องมันมีเท่านี้. นี่พูดอย่างที่เรียกว่า ไม่ต้องไปสนใจเรื่องต่าง ๆ ประวัติของศาสนา ประวัติของพระพุทธเจ้า หรือการทำบุญ ทำทานอะไร ชนิดที่มันนอกเรื่องนอกราวมากมาย ไปสวรรค์ วิมานอยู่กันเป็นกัปป์เป็นกัลป์ อย่างนั้นก็ไม่ต้องสนใจก็ได้,
น.37 ๒๙ ทิ้งไว้ที่ก่อนเถอะ, มาเจาะจงลงไป ยังเรื่องนี้แหละ ว่า อวิชชาเป็นเหตุให้เกิดกิเลส, แล้วก็เกิดความทุกข์. วิธีตัดเหตุให้เกิดทุกข์. ทีนี้ก็มาถึงการตัด วิธีตัด. เหตุอย่างไร ก็ว่ากัน มาแล้ว, เครื่องตัดคืออะไรก็ว่ากันมาแล้ว, นี้วิธีตัดหรือการ ตัดนั่นน่ะจะทำอย่างไร ? ทีนี้ก็จะพูดถึง วิธีตัด หรือการตัด ตามสมควร. แก้ไขเฉพาะหน้า. ข้อแรก อยากจะใช้คำว่า ป้องกัน หรือแก้ไข เฉพาะหน้า ตามอาการที่ปรากฏ เพราะมันทนอยู่ไม่ได้นี่ ; ถ้าความทุกข์ความเจ็บปวดเกิดขึ้น มันยังตัดต้นเหตุโดยตรง ส่วนลึกยังไม่ได้, มันก็ ต้องแก้ไขเฉพาะหน้า; อย่างนี้ ก็ยืมเรื่องวิธีการของหมอเอามาพูด ว่าหมอนั้นเขามีวิธีรักษา อยู่สองขั้นตอน, คือว่า แก้ไขเฉพาะหน้าตามอาการ ไป พลางก่อน, เสร็จแล้วก็ ค่อยหาต้นเหตุอันลึกซึ้งในภาย ใน, แล้วก็กำจัดต้นเหตุนั้นเสีย เป็นอันจบ. ถึงแม้ เรื่องของความทุกข์นี้ก็เหมือนกันแหละ ; ถ้ามันไม่สามารถ จะตัดต้นเหตุอันลึกซึ้งได้ทันที มันก็ต้องแก้ไขเฉพาะหน้า
น.38 ๓๐ ตามอาการที่เกิดขึ้นไปพลางก่อน. เหมือนกับปวดหัวอย่างนี้ มันก็ต้องกินยาแก้ปวดหัวทีก่อนละ, จะรอไปรักษาต้นเหตุ ที่ทำให้ปวดหัว ซึ่งมันยังอยู่ไกลนักโน้นยังไม่ได้ ก็ต้อง กินยาปวดหัวแก้ปวดหัวไปพลางก่อน. นี่ก็เหมือนกันแหละ ถ้ามันมีความทุกข์ก็แก้ไขเฉพาะหน้า, บำบัดอาการที่เป็น ทุกข์นั้นไปพลางก่อน. ถ้าเป็นเรื่อง เจ็บปวดทางกาย ก็มี อะไรที่จะมา พิจารณากันไปทีก่อน หรือว่าจะแก้ไขเยียวยา โดยยารักษาโรคหรือวิธีบำบัดอะไรเฉพาะหน้าในภายนอก ไป พลางก่อน ที่เรียกว่า ป้องกัน . การป้องกันก็เรียกว่าตัด ต้นเหตุได้เหมือนกัน, ป้องกันเสียแต่แรก เสียแต่เนิ่น ๆ ก็ คือ เป็นการตัดต้นเหตุชนิดหนึ่ง; หรือว่าถ้ามันเป็น เรื่องแก้ไข ก็แก้ไข แม้ในส่วนภายนอกในเบื้องต้น ก็ แก้ไข ตามอาการที่ปรากฏอยู่ภายนอก. ที่นี้ก็มาถึง ป้องกันและแก้ไขต้นเหตุภายในโดย ตรง ก็ต้องศึกษาให้ลึกซึ้ง เข้าไปถึงภายในว่า เป็นกิเลส ตัวไหนอย่างไร ; นี่เหมือนกับหมอเขาจะต้องศึกษา ค้น คว้า จะต้องตรวจเลือดตรวจทุกอย่าง, ฉายเอ็กซเรย์อะไรก็ ตามใจ, หาต้นเหตุภายใน แล้วกำจัดเสีย นี่ทำหลังจาก
น.39 ๓๑ ที่ว่า ป้องกันเหตุแก้ไขเหตุภายนอกเสร็จแล้ว. เรื่องของ การดับทุกข์ ก็เหมือนกัน การแก้ไขด้วยพิธีการพิธีรีตอง ภายนอกเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น มันก็มีเป็นธรรมดา แต่มันดับ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันจึง ต้องศึกษาให้ลึกซึ้งขึ้นไป ถึง เรื่องภายใน คือเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็ แก้ไขที่เหตุนั้น ๆ โดยตรง. แก้ไขในส่วนลึก : ระบบอนุสัย. อยากจะแบ่งเพื่อฟังง่าย ๆ ว่า : แก้ไขในส่วนลึก สุด คือแก้ไขอนุสัย แก้ไขในระบบอนุสัย ความเคยชิน ของกิเลส ที่สะสมไว้ในสันดาน.เรื่องนี้มันยืดยาวนะ แต่ว่ามันพอจะสรุปใจความได้ว่า อนุสัย ๆ ๆ แปลว่า สิ่งที่ เป็นความเคยชินที่จะเกิดทุกข์ ที่เก็บไว้ในสันดาน, มันเกิด มาจากการที่เรามีกิเลสครั้งหนึ่ง มันก็เก็บอนุสัยไว้หน่วยหนึ่ง ; เช่นเรา โลภ ครั้งหนึ่ง มันก็ เก็บอนุสัย คือเคยชิน ที่จะ โลภ หรือโลภง่ายไว้ หน่วยหนึ่ง, ถ้าเรา โกรธ ครั้งหนึ่ง มัน ก็เก็บความเคยชินที่จะโกรธ ครั้งหลังไว้หน่วยหนึ่ง, ถ้าเรา โง่สะเพร่า มัน ก็เก็บความเคยชินที่จะโง่หรือ สะเพร่าไว้ หน่วยหนึ่ง ; มันเลยเก็บไว้ทั้งสามหน่วยแหละ : ราคะ โทสะ โมหะ เกิดครั้งหนึ่งเก็บไว้หน่วยหนึ่ง, เกิดครั้ง
น.40 ๓๒ หนึ่งเก็บไว้หน่วยหนึ่ง. แล้วคิดดูสิ วันหนึ่งมันเกิดโลภะ โทสะ โมหะ กี่หน่วย กี่ครั้ง กี่รูปแบบ กี่ระดับ นั่นน่ะมัน จึงมีมาก, ความเคยชินมันจึงสะสมไว้มาก เหลือที่จะนับ ในสันดาน เรียกว่าอนุสัย. ถ้าจะแก้ไข มันก็ แก้ไขด้วยการศึกษาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งตรงกันข้าม พิจารณาให้เห็นชัด ให้ ลึกถึงระดับนิสัยสันดาน หรือส่วนลึกในภายใน. แต่ส่วน การแก้ไขที่เป็นไป อย่างธรรมดา สามัญ ก็คือว่า อย่าโลภ อย่าโกรธ อย่าหลง; ถ้าเรื่องให้โลภมันมาให้โลภ เรา ไม่โลภ เอาชนะไว้ได้ นี่มันจะลดอนุสัยโลกนั้นหน่วยหนึ่ง, แล้วเรื่องที่ให้โกรธมา เราไม่โกรธเราบังคับไว้ได้เราต่อสู้ ได้ มันก็จะลดอนุสัยสำหรับจะโกรธลงหน่วยหนึ่ง, ถ้าเรา ควรจะโง่ควรจะสะเพร่าควรจะประมาทอะไร ก็ไม่โง่ไม่ สะเพร่าได้ มันก็ลดอนุสัยสำหรับโง่ไว้หน่วยหนึ่ง, ถ้าทำอยู่ อย่างนี้ ก็เป็นการแก้ไขในส่วนลึก ในชั้นอนุสัย. แล้วก็เพิ่มเติมให้ ด้วย การพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้น อยู่เป็นประจำ, อยู่เป็นประจำ : ให้เห็นโทษ ของความโลภ, เห็นโทษของความโกรธ, เห็นโทษของความ
น.41 ๓๓ หลง, อยู่เป็นประจำ, มันก็ จะถ่ายถอนอนุสัย ให้ลดลง ๆ อยู่เป็นประจำ. เปรียบอุปมาเหมือนกับว่าโอ่งใส่น้ำ เติม ลงไปทีละหยด ๆ ๆ ไม่เท่าไรมันก็เต็มโอ่ง ; แต่ถ้ามันมี รูรั่วเปิดเทอยู่ข้างล่างอยู่เสมอ ๆ มันก็ไม่รู้จักเต็มโอ่งเหมือน กัน. ถ้าเปิดเป็นเปิดเก่ง แล้วมันอาจจะเปิดทีเดียวทั้งหมด ก็ได้. เพราะฉะนั้นการที่จะ เจริญวิปัสสนา ให้ชำระ ชะล้างอนุสัยในสันดานนั้น มันต้องเก่งมาก ต้องเป็น เรื่องที่ทำถูกต้องจริงๆ แล้วก็ถึงที่สุดจริง ๆ มันจึงจะเปิด รูก้นโอ่ง ถ่ายเทอนุสัยออกไปหมด. เดี๋ยวนี้ยังทำอย่างนั้นไม่ได้ ยังไม่รู้ว่าวิปัสสนาคือ อะไรด้วยซ้ำไป ก็ทำไปตามแบบเฉพาะหน้า, เช่นว่ากิเลส มาจะเกิดไม่ให้เกิด, มาจะเกิดไม่ให้เกิด, มาจะเกิดไม่ให้เกิด, นั้นก็จะลด เหมือนกับว่าทำให้โอ่งน้ำนั้นรั่วทีละหยด รั่วที ละหยด นาน ๆ มันก็อาจจะหมดได้เหมือนกัน แต่มันช้ามาก, มันรั่วซึมทีละหยด ทีละหยด, แล้วโอ่งมันใหญ่ มันก็กินเวลา นาน เว้นไว้แต่จะทะลุกันโอ่งให้รูมันใหญ่ ทีเดียวมันรั่วไป หมด ; นั้นมันทำได้ด้วยวิปัสสนาที่สมบูรณ์.
น.42 ๓๔ เดี๋ยวนี้เรายังทำไม่ได้ แต่ก็ควรคิดว่าจะทำ ควร พยายาม ที่จะทำ หรือ ทำได้ตามที่ควรจะทำ ทำวิปัสสนา ชนิดที่ว่า เจาะรูเล็กให้น้ำไหลออกจากโอ่ง, มันก็ยังดีกว่าที่ จะไม่ทำเสียเลย. และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อจะเกิด กิเลส, เช่นจะเกิดความโลภก็ตาม รู้ตัวทันท่วงทีไม่ให้เกิด ; อย่างนี้คือไม่เติมน้ำใหม่, มันไปลดน้ำที่มีอยู่ข้างในออกไปเสีย โดยวิธีใดก็ตาม ส่วนหนึ่งแหละ ; ไม่ให้โกรธไว้ได้ มัน ก็ลดอนุสัยความโกรธ, ไม่ให้โง่หลงไว้ได้ มันก็ลดอนุสัย โง่หลง. ที่เรียกว่า อนุสัย นั้น มัน ไม่ใช่ตัวกิเลสโดยตรง, มันเป็นตัวความเคยชิน ของกิเลส ที่จะเกิดอย่างนั้นอีก สะสมไว้ในสันดาน. ฉะนั้นถ้าสันดานนั้นถูกไขอนุสัย ออกหมด ก็เป็นสันดานบริสุทธิ์ เป็นพระอรหันต์ ; เมื่อ ไม่ถึงอย่างนั้น ก็ พยายามให้มันลดลง ๆ แล้วก็พยายามที่ จะ ไม่ให้มันเพิ่ม ไม่ให้มันเพิ่ม, ควบคุมไว้ได้ ทุกที ที่มัน มีกิเลสเกิดขึ้น. มีกิเลสเกิดขึ้นควบคุมไว้ได้ ไม่ให้เกิด มันก็ ไม่เพิ่มอนุสัยดังที่กล่าวแล้ว.
น.43 ๓๕ เป็นอยู่อย่างถูกต้อง ก็คือเป็นอยู่อย่างชนิดที่ ไม่เกิดอนุสัย ไม่เพิ่มเติมอนุสัย, ไม่เกิดความโลภ ความ หลง ที่จะเพิ่มอนุสัย. นี้ก็ เป็นอยู่อย่างถูกต้อง โลกจะ ไม่ว่างจากพระอรหันต์ ถ้าว่าภิกษุเหล่านี้จะเป็นอยู่โดย ชอบไซร้ ; ท่านหมายความอย่างนี้ เมื่อเป็นอยู่โดยไม่ เกิดอนุสัย แล้วไม่เท่าไร มันก็มีการบรรลุพระอรหันต์. นี้การป้องกันไม่ให้เพิ่มอนุสัย, การแก้ไขลดอนุสัย มันก็เป็นเรื่องส่วนลึก. มีปัญญาทันท่วงทีขณะมีผัสสะ. ทีนี้ก็ว่าข้างนอกออกมา ข้างนอกออกมา ก็รู้จัก เรื่องของกิเลส คือความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่จะไปเป็นอนุสัยนั้นเอง รู้จักป้องกันรู้จักแก้ไข มีวิชชา มีปัญญาให้ทันท่วงที เมื่อมีผัสสะ, ผัสสะมากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง ขณะนั้นเรียกว่า ผัสสะ. ถ้าขณะนั้นมีวิชชา มีปัญญา มีสติมีสัมปชัญญะ มันก็ ไม่อาจจะเกิดกิเลส ไม่เกิดโลภะ โทสะ โมหะ. เมื่อ ไม่เกิดกิเลส มันก็ไป ลดอนุสัยเอง. เดี๋ยวนี้เอาแต่ว่า ข้างนอกนี้มันไม่เกิดกิเลส เพราะมีสติปัญญาเพียงพอ ใน ขณะที่มีผัสสะ.
น.44 ๓๖ ผัสสะเป็นสิ่งที่มีอยู่ทุกวัน ใคร ๆ ก็เห็น, เดี๋ยวตา เดี๋ยวหู เดี๋ยวจมูก เดี๋ยวลิ้น เดี๋ยวกาย เดี๋ยวใจ. ถ้าไม่มี สติพอ มันก็ต้องเกิดกิเลส โดยอาศัยผัสสะนั้น ๆ, เกิด โลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง. ที่จะตัดต้นเหตุ ส่วนนี้ ก็มีสติสัมปชัญญะปัญญา ให้เพียงพอ ให้ทัน เวลา ที่มีอะไรมากระทบอายตนะ คือทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. นี่มันก็เป็นอีกระบบหนึ่ง คือข้างนอก, ที่มัน เกิดเป็นโลภะ โทสะ โมหะ อยู่ข้างนอก. กำจัดกิเลสผู้ช่วยที่มากลุ้มรุม. ทีนี้มันก็มีปลีกย่อย มีเรื่องปลีกย่อย กิเลสประเภท ที่เรียกว่าปริยุตฐานกิเลส ซึ่งกลุ้มรุม มันเป็นกิเลสผู้ช่วย ; กิเลสชั้นตัวการ ชั้นตัวการตัวหัวหน้า มันเป็น โลภะ โทสะ โมหะ. ทีนี้มันมีกิเลสลูกน้อง กิเลสผู้ช่วย อีก มากมาย รู้จักกันไว้บ้าง เช่นกิเลสชื่อว่า :- อสัทธา อสัทธาทำให้ ไม่มีศรัทธา, แล้วมันก็ไม่มี ความคิดทางใจที่จะปฏิบัติหรือศึกษา.
น.45 ๓๗ อโยนิโสมนสิการ ไม่กระทำต่อสิ่งต่าง ๆ อย่าง แยบคาย, มันทำอย่างโง่อย่างหยาบอย่างสะเพร่า คือ ประ มาท. อสติ มีแต่จะ ขาดสติ มันมากเรื่องแหละ คือว่า มันไม่มีสิ่งที่ควรจะมี. อ นารัมภะ มันไม่มีการปรารภความเพียร มันมี ไม่อย่างนั้นไม่อย่างนี้ อีกมากมาย ไปคิดเอาเองก็ได้ หรือ คอยฟังเอาเองก็ได้, คอยกำหนดเอาเองก็ได้. ยกตัวอย่างมาแต่เพียงว่า อสัทธา มันเป็นคนไม่มี ศรัทธา, อสติ มันเป็นนิสัยที่ไม่มีสติ, อโยนิโสมนสิกาโร มันไม่มีนิสัยที่จะทำอะไรแยบคาย, อนารัมโภ มันไม่มีนิสัย พยายามพากเพียรต่อสู้ เหล่านี้มันเป็นเรื่องกิเลสผู้ช่วย, กิเลสผู้ให้โอกาสแก่กิเลสตัวการตัวร้าย, แล้วก็ถึงแล้ว มันก็เป็นผู้ช่วยสนับสนุนส่งเสริม. เราไม่ค่อยได้พูดกันถึงเรื่องกิเลสผู้ช่วย เพราะ ว่าเอาไปรวม ๆ ไว้ในกิเลสตัวการ คือโลภะ โทสะ โมหะ ; แต่ถ้าศึกษาเรื่องกิเลสที่เป็นตัวเล็กๆ ที่เป็นตัวผู้ช่วย เกิด
น.46 ๓๘ ขึ้นมาช่วยรุม ช่วยรุม รุมหัวหน้า ช่วยหัวหน้า เป็นลูกมือ หัวหน้าช่วยรุม เรา มักจะแปลกิเลสพวกนี้ว่า กิเลสกลุ้ม รุม, กิเลสที่ช่วยมารุม. เช่นว่ามีตัวหัวหน้าที่ต่อสู้โดยตรง นั้นคนหนึ่งแล้ว แล้วก็มีคนช่วยรุมอีกหลาย ๆ คนนี้ มันก็ มีทางชนะได้เหมือนกัน. ทีนี้ กิเลสกลุ้มรุม เหล่านี้ ก็ต้อง พยายามตัดออกไป : ไม่มีศรัทธาทำให้มีศรัทธา, ไม่มีสติ ทำให้มีสติ, สะเพร่าก็ทำให้ไม่มีสะเพร่าเป็นโยนิโสมนสิการ, ขี้เกียจก็ทำให้ไม่ขี้เกียจ, ทุกอย่างทำให้ตรงกันข้ามหมด มัน ก็เป็นการช่วยตัดกิเลสประเภทผู้ช่วย. เอาละ, เป็นอันว่า เราได้ถึงสามชั้นสามอย่างแล้ว ตัดกิเลสชั้นลึก คืออนุสัย, รบรากับกิเลสประเภทอนุสัย ให้ชนะ แล้วก็รบรากับกิเลสประเภทตรงๆ เป็นตัวการ เกิดขึ้น เป็นโลภะ โทสะ โมหะ แล้วกิเลสผู้ช่วยตัวเล็ก ๆ ยังมี ก็กำจัดมันเสีย อย่างนี้ก็เรียกว่าตัดต้นเหตุโดยตรงเหมือนกัน รักษาภาวะแห่งความถูกต้อง. ตัดต้นเหตุเฉพาะหน้าไปที่ก่อน, แล้วก็ตัดต้นเหตุ ที่เป็นต้นเหตุลึกซึ้งแท้จริงอยู่ข้างในตามมา โดยวิธีสาม
น.47 ๓๙ ประการนี้แล้ว. ทีนี้ก็เหลือสุดท้าย ที่ว่า รักษาภาวะแห่ง ความถูกต้องไว้เป็นประจำ ; ความถูกต้องมีอยู่อย่างไร รักษาไว้ให้คงมีอยู่เป็นประจำ. เราไม่ต้องคิดต้องพูดอะไร ให้มากไปกว่า เรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘, อริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นแหละคือภาวะแห่งความถูกต้อง. อย่าต้องอธิบายใน ที่นี้อีกเลย มันเป็นเรื่องใหญ่, แล้วอธิบายมาไม่รู้กี่สิบครั้ง แล้วว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ นั้นถูกต้องอย่างไรบ้าง, ถูกต้อง ๘ ประการนั้นอย่างไรบ้าง แล้วก็รักษาภาวะแห่งความถูกต้อง ไว้นี้เป็นประจำ ทั้งวันทั้งคืนทั้งหลับทั้งตื่น. ถ้ารักษา ภาวะแห่งความถูกต้องไว้อย่างนี้ได้แล้ว กิเลสไม่มีทาง จะเกิด; กิเลสจะขาดโอกาส, กิเลสจะขาดอาหาร, กิเลส จะขาดปัจจัยที่จะเกิด, มันก็เลยไม่เกิด ; เหมือนกับที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าเป็นอยู่กันอย่างถูกต้องแล้ว โลกไม่ ว่างจากพระอรหันต์ ; เพราะว่าเขารักษาความถูกต้องนี้ไว้ จนกิเลสไม่อาจจะเกิด มันมีเท่านั้นเอง. สรุปความ : การตัดต้นเหตุ นี้ ก็จะได้เป็นสาม ประการอีก คือว่า ป้องกันหรือแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะ หน้า ไปพลางก่อน เพราะทนอยู่ไม่ได้, แล้วก็ ป้องกัน
น.48 ๔๐ แก้ไขเหตุในส่วนลึก โดยตรง โดยวิธีสามอย่าง คือต่อสู้ แบบทำลายอนุสัย ทำลายกิเลสโดยตรง ทำลายกิเลสผู้ช่วย, แล้วอันที่สามก็คือ รักษาความถูกต้องทางกาย ทางวาจา ทางใจ ไว้ให้คงมีอยู่เสมอ, รักษาให้ถูกต้องอยู่เสมออย่างนี้ กิเลสก็เข้ามาไม่ได้. เหมือนกับรักษาบ้านเรือนดี โจรขโมย มันเข้ามาไม่ได้ อย่างนี้ นี่เรียกว่าการตัดต้นเหตุ. มุ่งตรงไปสู่หัวใจของธรรมเพื่อดับทุกข์. ขอให้ พุ่งตรงไปยังเรื่องของตัวความทุกข์, แล้ว ตรงไปยังเรื่อง ต้นเหตุ ของความทุกข์ แล้วพุ่งตรงไปยัง สิ่งที่ จะตัดต้นเหตุนั้นได้, แล้วก็พุ่งตรงไปยัง การตัดโดยวิธี นั้น ๆ เสีย. นี้แหละที่อาตมาเรียกว่า พุ่งตรงไปยังหัวใจ ของธรรมะ โดยหลักพื้นฐาน ; จะมาเสียเวลาด้วยเรื่อง ข้างนอก เรื่องเปลือกเรื่องกระพี้ เรื่องอะไรต่างๆ ให้มัน มากเลย มันได้เสียกันมามากแล้ว ; ถึงอาตมาเองก็เหมือน กัน เคยโง่ ไปศึกษาเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องศึกษามาแล้วมาก มายเหมือนกัน, มันก็ยังเหลืออยู่เป็นเรื่องที่ไม่รู้จะใช้อะไร, แต่มันก็คงจะมีประโยชน์บ้าง ตรงที่ไม่ต้องไปโง่ซ้ำ ๆ อีก เท่านั้นแหละ. นี้มันเหลือแต่ เรื่องที่จำเป็น คือว่าเรื่อง ที่มันจะดับทุกข์ได้โดยตรง นี่เรียกว่าหัวใจ, พุ่งตรงไป ยังหัวใจ ไม่สนใจกับเปลือกนอก.
น.49 ๔๑ ฉะนั้น ไม่ต้องสนใจศึกษาประวัติ ของศาสนา ประวัติของพระศาสดา, ไม่สนใจ เรื่องปาฏิหาริย์, ไม่สนใจ เรื่องปัญหาโลกแตก, ไม่สนใจเรื่อง สิ่งแวดล้อม ขนบธรรม เนียมประเพณี พิธีรีตอง ไสยศาสตร์, หรือแม้แต่ เรื่องบ้าน เรื่องเมือง เรื่องบ้านเรื่องเมือง ที่มันแทรกแซงเวลา แทรก แซงความสนใจ. พูดว่า ไม่ต้องอ่านหนังสือพิมพ์ก็ได้, แต่อาตมาก็ยังเผลออ่านอยู่บ่อย ๆ อย่างน้อยก็อ่านตัวโต ๆ ที่จริงไม่ต้องอ่านก็ได้. บางทีมันก็ช่วยได้นิดหน่อย ที่ว่า โลกนี้มันกำลังเป็นทุกข์หรือบ้ากันเพียงไร, นี้ก็มีประโยชน์ ก็ส่วนนี้ นอกนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร เสียเวลาเปล่า ๆ, ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในระยะปฏิบัติกรรมฐานภาวนาจริงๆ เขา จึงไม่ให้อ่านหนังสือ ก็เพราะเหตุนี้แหละ. ที่ไม่สนใจกันว่าบวชหรือไม่บวช, เดี๋ยวจะเสียใจว่า ไม่ได้บวช แล้วก็ไม่มีทางที่จะรู้. นี่ ฆราวาสทั้งหลาย อย่าไปมัวเสียใจว่าไม่ได้บวช หรือบวชไม่ได้, อย่าไป เสียใจให้เสียเวลา. มองตรงไปยังปัญหาที่ว่ามาแล้ว เรื่องตัวทุกข์ เป็นอย่างไร, เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไร, อะไรเป็นเครื่องตัด, แล้ว ตัดมันอย่างไร. นี่ มองตรง
น.50 ๔๒ ไปยังหัวใจเรื่องเดียวก็พอ, แล้วเรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ พระพุทธเจ้าตรัส ว่าเป็นใบไม้กำมือเดียว จากใบไม้หมดทั้ง ป่า , มันก็น้อยพอแล้ว ที่จะสนใจได้ ศึกษาได้จริง. พึงสนใจเจาะจงที่เรื่องดับทุกข์. เอาละ, เป็นอันว่า วันนี้บอกให้รู้ว่า เรื่องมหา ศาลมหึมาท่วมหูท่วมหัวท่วมอะไร เป็นเรื่องบ้าหอบฟาง, เป็นเรื่อง ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดนั้น, ระวังกันเสีย บ้าง. อย่าไปสนใจกับเรื่องเหล่านั้น, เอาเวลาที่สำคัญที่ มีค่า มาใช้เจาะจงลงไปเรื่องที่ควรจะเจาะจง คือเรื่อง ดับทุกข์ ในจิตใจของตนเองอย่างไร, ก็จะเรียกว่าเป็นผู้ตรง ไปยังหัวใจของธรรมะ โดยหลักพื้นฐาน, ไม่แวะเวียนไปที่ นั่นที่นี่ให้เสียเวลา. เหมือนกับว่าตั้งใจจะไปเอาอะไรในป่า ก็ไปเอาสิ่งนั้นออกมาโดยตรง, อย่าไปเที่ยวหลงใหล วก เวียนอยู่ในป่า เพลิดเพลินอยู่ด้วยสิ่งต่าง ๆ จนไม่ได้สิ่งที่ตั้ง ใจจะไปเอา. ระเบียบคำสั่งสอนนี้ มันกว้างขวางเหมือนกับป่า หรือเหมือนกับสวนมหาอุทยาน อุทยานอันใหญ่หลวง, ต้อง การอะไรที่ตรงไหน ก็ไปหยิบเอาอันนั้นมาให้ได้. อย่า
น.51 ๔๓ ไปเที่ยวหลงชมอื่น ๆ ที่มันสวยงามมากมายวกเวียน, นั่น แหละจะช่วยได้ จะช่วยได้ ; ขอให้เข้าใจเรื่องนี้ ในลักษณะ อย่างนี้. สรุปความว่า ไม่ควร ไม่ต้อง หรือไม่จำเป็น ที่จะ ต้องเสียเวลากับเรื่องที่ไม่จำเป็น ไม่ควรเสียเวลา ไม่ต้อง เสียเวลา, ไม่จำเป็นจะต้องเสียเวลา กับเรื่องที่มันไม่จำ เป็น. อาตมาก็ต้องสารภาพว่า ถ้าเอาอย่างนี้เป็นหลักแล้ว เอาหนังสือที่กุฏิไปเผาเสียสัก ๒ - ๓ ชั่วโมงก็ได้ มันมีมาก เหมือนกัน ไม่รู้มันมีมาแต่ครั้งไหน เรื่องที่ไม่จำเป็น; ถึง ในห้องสมุดทั้งหลายนั่น ห้องสมุดทั้งหลายระวังให้ดี เรื่องที่ ไม่จำเป็นมันมีอยู่มากนัก เอาไปเผาเสียก็ได้, แล้วก็จี้จุดตรง ไปยังตัวปัญหา ตัวปัญหา ๆ ๆ ศึกษาแต่เรื่องตัวปัญหา, อ่านหนังสือแต่เล่มที่มันเจาะจงเรื่องตัวปัญหา เรื่องดับทุกข์ ได้, เรื่องเพ้อเจ้อไม่ต้องอ่าน. แต่พระเณรก็ยังซื้อหนังสือ เพ้อเจ้อกันมากกว่าซื้อหนังสือที่มีประโยชน์หรือเป็นตัว ปัญหา, ไม่ลองสังเกตดู เป็นอย่างนั้น. กระทำอย่างเฉียบขาดจริงจัง กับสิ่งที่ควรจะ กระทำ, เฉียบขาดในการที่เจาะเข้าไปถึงตัวปัญหา ตัวเรื่อง
น.52 ๔๔ จริง ตัวเรื่องทุกข์ เรื่องดับทุกข์ ก็ถือว่านี่คือ สิ่งที่สำคัญ ที่สุด ในชีวิตของเรา. ในชีวิตของเราเรื่องกินข้าว อาบ น้ำ เรื่องอะไรอย่างนี้ ก็ยังไม่สำคัญเท่า, มันเป็นเพียงทำให้ ชีวิตรอดอยู่ได้ แต่เรื่องที่จะทำให้ชีวิตได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้นั้น มันสำคัญกว่า จำเป็นกว่า ก็ต้องสนใจเรื่องนี้ ด้วย, มิฉะนั้นชีวิตนี้จะเป็นหมัน คือมันจะมีชีวิตอยู่เฉย ๆ. อาตมาได้บรรยาย ชุดหลักพื้นฐานของธรรมะ ธรรมะ โดยหลักพื้นฐาน ครั้งนี้มาพอสมควรแก่เวลาแล้ว. หวัง ว่าท่านผู้ฟังทั้งหลาย จะได้นำไปคิด ไปนึก ไปพิจารณา ไตร่ตรอง ทำให้สำเร็จประโยชน์แก่ตน, คือ ใช้ให้เป็น ประโยชน์ได้ ไม่เสียทีที่ว่าได้ฟัง ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้ พบพระพุทธศาสนา, แล้ว ต้องทำให้ได้รับประโยชน์จาก พระพุทธศาสนา. การบรรยายสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้เพียงนี้ เป็น โอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคณสาธยาย เพื่อส่งเสริมให้เกิดกำลังใจ ในการที่จะปฏิบัติธรรมะ ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในกาลบัดนี้ ฯ ๛
Buddhadasa