น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย , การบรรยายประจำวันเสาร์ เกี่ยวกับเรื่อง หลักพื้น ฐาน เป็นครั้งที่ ๔ ในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า จิตตภาวนาทุกรูปแบบ โดยหลักพื้นฐาน. [ทบทวน.] เพื่อความเข้าใจง่ายสำหรับผู้ที่ไม่ได้ฟังมาแต่ต้น ก็ อยากจะทำความเข้าใจว่า ได้บรรยายเรื่องที่เป็นหัวข้อสำคัญใน หลักธรรมะ โดยหลักพื้นฐาน. คำว่า หลักพื้นฐาน ใน ชุด ธรรมะโดยหลักพื้นฐาน ครั้งที่ ๔ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๒๘ ณ ศาลามหานาวา โมกขพลาราม ไชยา
น.10 ๒ ที่นี้ก็ไม่ได้หมายถึงรายละเอียดอะไรนัก แต่กล่าวโดย หลัก สำคัญ ๆ ที่มีอยู่อย่างเป็นพื้นฐาน เป็นเรื่องของคนเรา ทุกเรื่อง, บรรยายเรื่องของคนเราโดยหลักพื้นฐานทุกเรื่อง. ครั้งที่ ๑ บรรยาย ธรรมชาติของอัตตภาพโดย หลักพื้นฐาน หมายความว่าความเป็นมนุษย์ของเราแต่ละ- คน ๆ นี้ โดยหลักพื้นฐานมันมีอะไรบ้าง ? ก็คือมีการประกอบ ขึ้นแห่ง ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุ วิญญาณ แล้วก็จับกันเป็น ธาตุ เป็น ขันธ์ เป็น อายตนะ มีอยู่ตามธรรมชาติ, เสมือนหนึ่งว่ามิได้รู้มิได้ชี้กับใครอะไร มันมีอยู่ตามธรรมชาติ, แต่เราไม่รู้สึกอย่างนั้น. พอเราคิด นึกได้ เราก็รู้สึกไปต่าง ๆ นานา ไม่เห็นว่าเป็นธรรมชาติ ไปเสียก็มี, ไม่รู้จักว่าโดยพื้นฐานมันเป็นอย่างนั้นเอง อย่าง นี้ก็มี, จึงต้องพูดกันถึงเรื่องธรรมชาติโดยหลักพื้นฐาน. ท่านต้องหลับตานึกเห็นมาตั้งแต่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ มันมีอยู่ตามธรรม- ชาติอย่างไร, แล้วมันมาประกอบกันเข้าเป็นพวก ๆ เป็นหมู่ ๆ เป็นชุด ๆ สำหรับจะทำหน้าที่อย่างนั้น, สำหรับจะทำหน้าที่ เป็นร่างกายก็มี, เป็นจิตใจก็มี, เป็นความรู้สึกของจิตใจก็มี.
น.11 ๓ นี่ให้รู้ว่ามันมีแต่ธาตุตามธรรมชาติ มีอยู่ตามธรรมชาติ และ เป็นหลักพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ. ครั้งที่ ๒ บรรยายถึงปัญหาที่มันเกิดขึ้นโดย หลักพื้นฐาน ก็คือการที่เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัส รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ; แต่เพราะเรา ยังโง่ ยังมือวิชชา มันก็ ปรุงแต่งไปในทางที่ให้เกิดกิเลส ตัณหา แล้วมันก็เป็นทุกข์ เป็นอย่างนี้, เป็นหลักพื้นฐาน โดยหลักพื้นฐาน เกี่ยวกับปัญหาของมนุษย์. ครั้งที่ ๓ บรรยายเรื่อง การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง โดยหลักพื้นฐาน คือว่ามีหลักธรรมอะไรที่ต้องปฏิบัติอย่าง ไร, แล้วมันจะกำจัดกิเลสหรือความทุกข์อะไรออกไปได้, แต่ ละคน ๆ จะต้องดำรงชีวิตให้ถูกต้องตามหลักพื้นฐานอันนั้น จึงจะอยู่อย่างสะดวกหรือสบาย. ส่วนใน ครั้งที่ ๔ คือครั้งนี้ จะได้กล่าวโดย หลัก พื้นฐาน อีกเหมือนกัน ของจิตตภาวนาทุกรูปแบบ จึงให้ ชื่อว่า จิตตภาวนาทุกรูปแบบ โดยหลักพื้นฐาน.
น.12 ๔ ความหมายของคำเกี่ยวกับจิตตภาวนา. จิตตภาวนา คือการกระทำที่เกี่ยวกับจิต ทำจิตให้ เจริญ คือทุกรูปแบบ หรือโดยหลักพื้นฐาน, โดยหลักพื้น ฐานนั้นมีอยู่อย่างไร ท่านจะเข้าใจได้ทุกรูปแบบ ซึ่งจะได้ แยกอธิบายเป็นหัวข้อ ๆ. ขอให้ทำความเข้าใจ ว่าเรากำลัง จะพูดถึง การพัฒนาจิต คือทำจิตให้เจริญ ที่เรียกว่า ภาวนาทุกรูปแบบ , ทุกรูปแบบรวมกันแล้ว มันมีหลักพื้น ฐานอย่างไร ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป. ความหมายของคำว่า ภาวนา ความหมายของคำว่า ภาวนา ;เด็ก ๆ มักจะเข้าใจคำว่า ภาวนา ก็คือท่องบ่น อะไรงุบงิบ ๆ ว่าเป็นภาวนา. ที่จริง ภาวนา นั้น หมายถึง การทำให้เจริญ, ทำให้เจริญ ทำให้มากขึ้น, ทำให้เจริญ แล้วก็ทำเกี่ยวกับจิต ทำด้วยจิต ก็เรียกว่าจิตตภาวนา; ความ หมายของคำว่า ภาวนา ก็คือเอกัคคตาจิตที่มีพระนิพพานเป็น อารมณ์. บางคนฟังไม่ถูกว่า เอกัคคตาจิต คืออะไร ; คำอย่างนี้ขอให้ช่วยตั้งใจกำหนดจดจำรู้ไว้เป็นพื้นฐานอีก เหมือนกัน, แล้วต่อไปจะฟังเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น, แล้วมัน ก็มีประโยชน์มาก.
น.13 ๕ คำว่า เอกัคคตาจิต แปลว่า จิตซึ่งมีความรู้สึกคิด นึกเพียงสิ่งเดียว, เพียงอย่างเดียว, ตามตัวหนังสือก็ว่า มียอดอันเดียว เอกะ = หนึ่ง อัคคะ=ยอด, มียอดยอดเดียว. จิตที่มียอดยอดเดียว ก็หมายความว่าจิตตามธรรมดานั้นฟุ้ง- ซ่าน ไม่รู้กี่เรื่องกี่ราว ฟุ้งซ่าน ; เดี๋ยวนี้มาทำให้มีเหลือ เพียงเรื่องเดียว, แล้วจดจ่ออยู่ที่เรื่องนั้นแต่เพียงเรื่องเดียว, อย่างนี้เรียกว่า เอกัคคตาจิต. อาตมาอ่านหนังสือ วารสารของชาวต่างประเทศ ที่ เมืองฝรั่ง เอาคำว่า เอกัคคตาจิต นี้ไปใช้กันอย่างธรรมดา สามัญ ไปแล้ว. ในหมู่พุทธบริษัทที่ในเมืองไทยเราก็ยัง งมอยู่สักเท่าไรก็ไม่ทราบ, จึงขอร้องว่าพยายามทำความเข้าใจ กับถ้อยคำเหล่านี้ไว้เสียให้เพียงพอโดยเร็ว, แล้วการศึกษา และการปฏิบัติจะก้าวหน้า. เอกัคคตาจิต ก็จิตรู้สึกหรือคิดนึกอยู่เพียงสิ่ง เดียว ; ทีนี้ เอกัคคตาจิตนี้มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ คือ คิดมุ่งหมายต่อพระนิพพานเพียงอย่างเดียว เพียงเรื่องเดียว. คนอาจจะสงสัยว่า ไม่เห็นออกชื่อพระนิพพานใน อารมณ์ของสมาธิ, นั่นแหละยังไม่รู้จักสมาธิ, ไม่รู้จักสิ่งที่
น.14 ๖ เรียกว่าสมาธิ จึงไม่รู้ว่าในเรื่องสมาธิทุกเรื่อง. เอกัคคตา จิตมีนิพพานเป็นอารมณ์ ; เอาเป็นว่าทุกเรื่องดีกว่า, ถ้ามีเกี่ยวกับคำว่าภาวนา ภาวนาที่ทำให้เจริญนี้ แม้ที่สุดแต่ เรา จะให้ทาน ก็ทำให้เจริญ ด้วยเหมือนกัน, ทำจิตให้เจริญ ด้วยเหมือนกัน, ทำกายให้เจริญ อะไรให้เจริญ ภาวนาเหมือน กัน, แล้ว มีนิพพานเป็นอารมณ์ คือมุ่งความดับทุกข์ สิ้นเชิง เป็นที่มุ่งหมายในปลายทาง, เป็นจุดปลายทาง. ถ้าใคร ให้ทานมีนิพพานเป็นอารมณ์ มันก็ เป็น การให้ทาน ที่สูงกว่าการให้ทานทั้งปวง ; ให้ทานเพื่อ เอาหน้าเอาตาก็มี, เพื่อแลกเปลี่ยนกันก็มี, เพื่อไปนอนอยู่ ในสวรรค์ก็มี, อย่างนี้ไม่สูงสุด ไม่ประเสริฐอะไร เป็นเรื่อง ธรรมดาสามัญของคนที่มีกิเลสทั่ว ๆ ไปเท่านั้น. แต่ถ้าว่าแม้ จะให้ทานก็มีนิพพานเป็นอารมณ์, คือให้มันสิ้นกิเลส ให้มัน หมดกิเลส ให้มันทำลายกิเลส, ทำลายความยึดมั่นถือมั่น ว่า ตัวตน ว่าของตน ให้หมดไป. การให้ทานอย่างนี้ ก็มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ประเสริฐที่สุด ทีนี้ถ้ามา รักษาศีล ก็ขอให้มีนิพพานเป็น อารมณ์ ; เรารักษาศีลอย่างไรเท่าไร ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น
น.15 ๗ จะมีจุดมุ่งหมายปลายทาง คือได้ประสบกับนิพพาน. การ รักษาศีลของเราจึงเรียกว่า มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็น ศีลที่ประเสริฐที่สุดกว่าการรักษาศีลทั้งหลาย แบบใด ก็ตาม. ทีนี้ถ้า จะทำสมาธิ ก็ยิ่งง่ายเข้ามา แม้ว่าจะเอาวัตถุ รูปธรรม นามธรรม สิ่งใดมาเป็นอารมณ์ในการบริกรรม, แต่ว่า จุดหมายปลายทางอยู่ที่พระนิพพานเป็นที่หวังใน เบื้องหน้า, อย่างนี้เรียกว่า มีนิพพานเป็นอารมณ์. นั่ง ทำสมาธิเข้าออกอะไรอยู่อย่างนี้ก็ตาม มันก็มีลมหายใจเป็น อารมณ์บ้าง หรือมีนิมิตของสิ่งที่เอามาเพ่งบ้าง เป็น อารมณ์ชั่วขณะบริกรรม ; แต่การทำสมาธินี้ เอกัคคตาจิต เกิดขึ้นโดยมุ่งหมายพระนิพพานเป็นอารมณ์ คือมุ่งจะ ดับทุกข์สิ้นเชิง. ทีนี้พอมาถึง ขั้นวิปัสสนา ก็ยิ่งเป็นถึงที่สุด เห็น แจ้งในสิ่งทั้งปวง ทำความเห็นแจ้งในสิ่งทั้งปวง ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; นี้ก็มุ่งหมายผลของการเห็น มีพระนิพพานเป็นผลที่ได้มา ก็เรียกว่ามีนิพพานเป็น อารมณ์, หรือจะเรียกว่าเป็นจุดที่มุ่งหมายในขั้นสุดท้ายก็ได้.
น.16 ๘ นี่คำว่า ภาวนา มีความหมายอย่างนี้, แล้วเติมคำ ให้ชัดเข้าไปว่า จิตตภาวนา คือการพัฒนาจิต, จิตต- ภาวนาทุกชนิด มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยธรรมชาติ พื้นฐาน. ชีวิตทุกชีวิตมีพระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง มันจะเวียนว่ายตายเกิด, เวียนว่ายตายเกิด, เวียนว่ายตายเกิด ถ้ามันจะจบ มันต้องจบที่ มีการบรรลุนิพพาน. ถ้าลุถึง พระนิพพาน ก็หยุดเวียนว่ายตายเกิด คือจบ, จึงว่ามี พระ- นิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง. นี่คนจะเวียนเกิดแล้วเกิดเล่า, เกิดแล้วเกิดเล่า ; เกิดทางร่างกายก็ดี, เกิดทางจิตล้วน ๆ ก็ดี, ล้วนแต่ว่ามันจะ ไปจบลงเมื่อบรรลุถึงพระนิพพานทั้งนั้น. แปลว่า การเกิด ทั้งหลายจะจบสิ้นลง เมื่อลุถึงพระนิพพาน คือไม่เกิด, เมื่อไม่เกิดก็ หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง. นี่คือความ หมายของจิตตภาวนา. การพัฒนาจิตเป็นเรื่องของธรรมชาติ. การทำเช่นนี้ทำกับจิตเช่นนี้ โดยหลักการเช่นนี้ เป็นเรื่องของธรรมชาติ, มันมีอยู่อย่างนี้ มันจึงทำอย่างอื่น
น.17 ๙ ไม่ได้, จึงต้องทำอย่างนี้ จิตมันจึงจะพัฒนา. นี่เป็น หลักพื้นฐานก็หมายถึงข้อที่ว่า มันเป็นธรรมชาติอย่างนี้ ต้องทำอย่างนี้เป็นของธรรมชาติ, ซึ่งผู้รู้จะเป็นพระฤาษีองค์ ไหน หรือจะเป็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมพระฤาษี อะไรก็ตาม เถอะ ค้นพบธรรมชาติอันนี้ แล้วก็เอามาเปิดเผย, ท่านก็ ถือว่ามันเป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นกรรมสิทธิ์ของธรรม- ชาติ. ใครจะสงวนลิขสิทธิ์ไม่ได้ ไม่เหมือนกับเรื่องโลก ๆ ใครค้นพบอะไรแปลกใหม่ ก็ไปจดทะเบียนเป็นลิขสิทธิ์ เป็นกรรมสิทธิ์ : อย่างนั้นมันเรื่องโลก แต่เรื่อง ธรรมะ นี้เป็นของธรรมชาติ ไม่ควรที่ใครจะถือกรรมสิทธิ์, และ ใคร ๆ ก็ไม่อาจจะถือกรรมสิทธิ์. ทีนี้มันก็มีปัญหาที่ว่า มักจะถือกรรมสิทธิ์เป็นของ สำนักนั้น เป็นของสำนักนี้ เป็นความเร้นลับอย่างนั้นอย่างนี้, เป็นของนิกายนั้นเป็นของนิกายนี้. นี้ถ้าจะให้พูดตรง ๆ ก็ว่า เป็นเรื่องบ้าทั้งเพ มันไม่ควรจะเป็นของผูกขาดของสำนักไหน นิกายไหน พวกไหน มันเป็นของธรรมชาติ โดยหลักพื้น ฐาน แล้วมันต้องทำอย่างนั้น, ต้องทำอย่างนั้น, ต้องทำ อย่างนั้น, แล้วผลมันก็จะเกิดขึ้นมาอย่างนั้น เกิดขึ้นมาอย่าง
น.18 ๑๐ นั้น ๆ นี่ จิ ตตภาวนา. กรรมวิธีต่าง ๆ เกี่ยวกับจิตต- ภาวนานั้น เป็นของธรรมชาติ, เป็นไปตามธรรมชาติ โดยหลักพื้นฐานของมันเป็นอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้เราก็รู้จัก ทำจิตให้เจริญ คือพัฒนาจิต, ให้จิตสามารถดำรงอยู่ ในลักษณะที่เหมือนว่าอยู่กับ นิพพาน อยู่โดยไม่มีความทุกข์ ไม่มีกิเลสรบกวน, อยู่โดย ไม่มีความทุกข์ทรมานใด ๆ เรียกว่าผลของการพัฒนา. ดูธรรมชาติของตัวจิต ทีนี้ก็มาดูที่ ตัวจิตเอง ว่าจิตนั้นเป็นอย่างไร ? คือ อะไร ? โดยตัวหนังสือก่อน ความหมายของคำว่าจิต โดย ตัวหนังสือ นี้ ก็แปลได้ตั้ง ๓ คำ. จิต แปลว่า คิด ก็ได้ สิ่งใดคิดสิ่งนั้นคือจิต, จิต แปลว่า ก่อ คือ ทำให้เกิดสิ่งใหม่ หรือสะสมไว้มากขึ้น เรียกว่าก่อขึ้น จิตก็แปลว่าก่อ ก็ได้, แล้วคำว่า จิตนี้แปลว่า วิจิตร, วิจิตรคือ สวยงาม ก็ได้ นี่คำ ว่าจิต โดยตัวหนังสือมีความหมายอย่างนี้ ทีนี้ถ้า โดยความหมายที่มันเป็นอยู่ จริงตามธรรมชาติ ท่านก็กล่าวถือกันว่าเป็นธาตุ, เป็นธาตุชนิดหนึ่ง, เป็นธา—ตุ
น.19 ๑๑ เป็นธาตุชนิดหนึ่ง เป็นธาตุจิต เมื่อมันได้รับอุปกรณ์ครบถ้วน แล้ว มันก็สามารถที่จะคิดก็ได้ ที่จะก่อเรื่องก่อราวก็ได้ ที่ จะทำความสวยงามก็ได้. จิตนี้อยู่ไม่ได้ตามลำพัง ต้องอาศัยที่ตั้งที่อาศัย คือร่างกาย นี้เป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิต ; ครั้นจิตได้อาศัยร่าง กายถูกต้องแล้ว ก็แสดงบทบาทได้. ถ้าไม่มีร่างกาย เป็นที่ตั้งที่อาศัย มันก็ แสดงอะไรไม่ได้เลย ; ฉะนั้นมัน จึง เป็นของที่ต้องคู่กันกับกาย. ถ้าจะดู ธรรมชาติของจิต ของมนุษย์โดยเฉพาะ ก็ ว่ามัน ประกอบกันอยู่กับร่างกาย และ เจตสิก ; เจตสิก คือความรู้สึกนึกคิดของจิต นั้นเอง, มีร่างกายให้เป็นที่ตั้ง ที่อาศัยให้เป็นรูปเป็นร่าง เหมือนกับยกร่างยกโครงขึ้นมาได้ ด้วยมีร่างกาย แล้วก็มีความรู้สึกคิดนึก ซึ่งจิตจะคิดนึกได้ มันก็ต้องมี. ถ้าอย่างนั้นจิตก็ไม่มีความรู้สึกคิดนึกอะไร ; ส่วนที่เป็นความรู้สึกคิดนึกนี้เรียกว่าเจตสิก. คำว่า จิตก็คือ ตัวจิตที่จะคิดจะนึก, เจตสิก ก็คือความรู้สึกนึกคิดที่จะ ประกอบกันให้จิตคิดอย่างไร. เช่นว่าจิตมันคิดดี คิด เป็นบุญคิดเป็นกุศล มันก็ต้องมีเจตสิกธรรมที่เป็นบุญเป็น
น.20 ๑๒ กุศล ชื่อใดชื่อหนึ่งมาช่วยประกอบกันเข้า, แล้วเกิดพร้อม เป็นดวงจิตที่เป็นกุศลขึ้นมา. นี่เห็นได้ว่า เจตสิกนี้แสดงตัวพร้อมกันกับจิต, หรือจิตถ้าไม่มีเจตสิกก็แสดงตัวอะไรไม่ได้. จิตกับเจตสิก จึงว่าเกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน ไปด้วยกัน จนเราไม่รู้สึก ว่าเป็นของ ๒ อย่างรวมกันอยู่. รู้สึกเป็นอย่างเดียว, แล้วจะ รู้สึกไปในทางเป็นตัวเป็นตนด้วย. นี้คือ ความไม่รู้ ที่ทำ ให้เกิดปัญหา คือ ทำให้ยึดถือเป็นตัวเป็นตน, แล้วเมื่อ ได้รับอารมณ์แล้วก็ยึดถือโดยความเป็นของตน ก็เกิดกิเลส แล้วก็เกิดความทุกข์ เพราะไม่รู้เรื่องนี้. ธรรมชาติของจิตนั้นเร็ว เร็วอย่างยิ่ง เร็วจนไม่รู้ จะวัดกันด้วยเครื่องวัดในปัจจุบัน : เกิดเร็ว ดับเร็ว เปลี่ยน เร็ว ; ฉะนั้น ขณะของจิตแต่ละขณะจึงเร็ว เร็วจนจับฉวย ไม่ค่อยจะทัน, ควบคุมไม่ค่อยจะได้ จึงต้องมีวิธีพิเศษ เป็น ความลับของธรรมชาติ พิเศษที่ค้นพบแล้วเอามาใช้ ก็ควบ คุมจิตอันแสนจะรวดเร็วนั้นได้, การกระทำนี้ก็เรียกว่าจิตต- ภาวนาด้วยเหมือนกัน.
น.21 ๑๓ ทีนี้ อัตตภาพของมนุษย์นี้ ขึ้นอยู่กับจิต ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับจิต เหมือนกับมีจิตเป็นนายเป็นอะไรแล้วแต่จะ เรียก; มันขึ้นอยู่กับจิต จนมีคำกล่าวว่า ชีวิตก็ขึ้นอยู่กับ จิต, อัตตภาพก็ขึ้นอยู่กับจิต, ความสุขก็ขึ้นอยู่กับจิต, ความ ทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับจิต, อะไร ๆ มันก็ขึ้นอยู่กับจิตดวงเดียวนั้น. เพราะฉะนั้นจะจัดการอะไร ก็จัดการลงไปที่จิต มันก็เท่ากัน กับจัดการกับสิ่งทั้งปวง ; ฉะนั้น การพัฒนาจิตมันก็คือ การพัฒนาทุกสิ่ง : พัฒนาจิตให้รู้สึกอย่างไร มันก็ได้ ผลอย่างนั้น, เรื่องทั้งโลกเราจัดการกับจิตอย่างเดียว ให้ ได้ผลอย่างไร มันก็ได้ผลอย่างนั้น ; หมายความว่า ที่ไม่ ควรจะไปเกี่ยวข้อง ก็ไม่ไปเกี่ยวข้อง, ที่ควรจะเกี่ยวข้อง ก็เกี่ยวข้องเท่าที่ควรจะเกี่ยวข้อง แล้วก็ให้ถูกวิธี, แล้วก็ให้ จิตได้รับความปรกติ ความสงบสุขพอใจ จากสิ่งเหล่านั้น อาศัยสิ่งเหล่านั้นเป็นอุปกรณ์ ; เหมือนว่าเราจะรู้สึกว่า เรามีบ้านหลังนี้ มีอาคารหลังนี้ มันก็อยู่ที่จิตมันรู้สึกว่ามี อย่างนี้, คือมีอย่างไรนั่นแหละ : มีอย่างถูกใจ มีอย่างไม่ ถูกใจ, มีอย่างรำคาญไปหมด, หรือมีอย่างพอใจไปหมดมันก็ แล้วแต่การทำจิต.
น.22 ๑๔ การกระทำจิตให้รู้สึกไปตามที่ควรจะรู้สึก ก็ เรียกว่าเป็นผู้ฉลาดในกระบวนการของจิต. คำนี้ก็ เป็นคำที่มีความหมายมาก, ช่วยจำไว้เถอะ : เป็นผู้ฉลาด ในกระบวนการของจิต แล้วท่านจะสร้างโลกนี้ให้เป็นอย่าง ไรก็ได้, จะได้รับผลจากโลกนี้อย่างไรก็ได้ โดยสร้างกันที่จิต. นี้มันไม่ใช่เรื่องทางวัตถุ ไม่ใช่เรื่องอย่างที่เขาทำกันอยู่ทาง วัตถุ เขาก็สร้างกันที่วัตถุ ; แต่เดี๋ยวนี้เรามาเห็นว่า จิตนั้น มันเป็นตัวรู้สึกของสิ่งทั้งหมด เราก็จัดการกับตัวจิต คือให้ มันรู้สึกอย่างไร เท่าที่ควรจะรู้สึก, ที่ไม่ควรจะรู้สึกก็ไม่ต้อง ไปรู้สึก ยิ่งเป็นทุกข์ด้วยแล้วก็ยิ่งไม่ต้องไปรู้สึก, หรือไม่ต้อง ไปจัดไปทำให้มันเป็นทุกข์ มีแต่จะจัดจะทำให้มันปรกติสุข ภาวะปรกติของจิต. เอ้า, ทีนี้ก็ดูต่อไปถึง ปรกติภาวะของจิต, ปรกติ ภาวะ ก็คือว่า ความที่มันเป็นอยู่ตามธรรมชาติของมันเอง. จิตเดิม จิตล้วนๆ, จิตก่อนแต่ที่จะเกิดความคิดนึกอะไร หรือ จิตที่ไม่เกิดกิเลสใด ๆ นี้ ท่านเรียกว่าประภัสสร, จิตที่ไม่มีกิเลสใด ๆ ก่อนแต่ที่จะเกิดกิเลสใด ๆ นั่นแหละคือ
น.23 ๑๕ ธรรมชาติเดิมแท้ของจิต, นั่นท่านเรียกว่า ประภัสสร. ประภัสสร คือรุ่งเรือง เรืองแสง, ยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ เรือง แสงเรืองรัศมี, นี่ธรรมชาติของจิตเป็นอย่างนั้น ; แต่ พอ กิเลสเกิดขึ้นแก่จิต จิตนั้นก็สูญเสียความเป็นประภัสสร คือเป็นจิตที่เศร้าหมองไป. นี้ก็เป็นจิตใหม่ ซึ่งเพิ่งเปลี่ยน มาเป็นจิตที่เศร้าหมอง, จิตเดิมแท้ประภัสสร. คำว่า ประภัสสร มิได้หมายความว่าบริสุทธิ์ , แต่ มีความหมายว่า เรื่องรัศมี เรืองแสง, เหมือนกับเพชรมี รัศมี ; ถ้ามีโคลนหรือมีอะไรไปหมกไปปะเข้า มันก็หมด รัศมี. จิตนี้ ก็เหมือนกัน เรืองแสง เหมือนเพชร, แต่ พอมีกิเลส เหมือนกับโคลน ไปปะเข้า ก็หมดประภัสสร. ประภัสสร - ไม่มีกิเลส ก็คือไม่มีความทุกข์ มักจะอธิบาย กันด้วยจิตของทารกในครรภ์. ทีแรกมีแต่จิต คิดนึกอะไร ยังไม่ได้มากมาย ไม่เกิดกิเลส ไม่มีปัจจัยแห่งกิเลส ยังไม่เกิด กิเลส เป็นจิตประภัสสร. ครั้นคลอดออกมาแล้ว โตขึ้น ๆ ก็มี สัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, แล้วทารกนี้ โง่ไม่รู้ อะไรในเรื่องนี้ ก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ มันก็เกิด กิเลส คือมันก็ไปหลงรักที่มันพอใจ หลงโกรธหลงเกลียดที่
น.24 ๑๖ มันไม่พอใจ, พะวงหลงใหลสงสัยวนเวียนอยู่กับสิ่งที่เป็นที่ตั้ง แห่งความสงสัย. นี่ธรรมชาติของจิตประภัสสรเมื่อว่างจากกิเลส, แล้วก็ เศร้าหมองเมื่อกิเลสครอบงำ, มันมีอยู่อย่างนี้เท่า- นั้น. ขณะใดมีกิเลสครอบงำ ก็เป็นจิตเศร้าหมอง ด้วย ความโลภ ความโกรธ ความหลง, เมื่อใดไม่มีสิ่งเหล่านี้ครอบ งำ ก็เป็นจิตประภัสสร. แต่คนไม่สนใจ หรือไม่รู้สึกพอใจ ในจิตประภัสสร แล้วมันก็หาได้ยากมาก, หาได้ยากมาก เพราะว่า จิตของคนธรรมดายิ่งเศร้าหมองได้ง่าย, เศร้า- หมองติดต่อกันไป, เปลี่ยนเรื่องสำหรับจะเศร้าหมองติดต่อ กันไป จนหาเวลาที่ว่างจากกิเลสไม่ค่อยจะได้ ฉะนั้นถ้าจะรู้พระพุทธศาสนาให้ง่ายและให้เร็ว จง พยายามสังเกตให้รู้จักจิตของตัวเอง ว่ามีเวลาไหนบ้าง ที่ไม่เศร้าหมอง คือไม่มีกิเลสครอบงำ, ดูเหมือนจะหาได้ ยาก และยากที่จะรู้สึก ยากที่จะรู้จัก, พอรู้สึกเข้ามันรู้สึก สบาย ก็พอใจเสีย ก็กลายเป็นกิเลสไปอีกอันหนึ่งแล้ว. ถ้า สมมติว่าพบจิตที่ไม่เศร้าหมองไม่มีกิเลส รู้สึกสบาย รู้สึกพอใจ มันก็เกิดความพอใจยึดมั่นถือมั่นในความสบาย ความรู้สึกสบาย
น.25 ๑๗ นั้นเสียอีก, มันก็กลับเศร้าหมองเสียอีก, เลยระยะที่จะเหลือ อยู่เป็นประภัสสรล้วน ๆ นั้นมันหายาก, มันหายาก. แต่ ถึงอย่างไรก็ดี มันก็มีอยู่. ขอให้ช่วยตั้งต้นศึกษาให้รู้จักจิต บางเวลาบางโอกาสไม่ได้เศร้าหมอง. ให้รู้จักจิตชนิดนี้ไว้ เป็นเดิมพัน, แล้วมันก็จะชอบพระนิพพานได้ง่ายขึ้น เพราะ พระนิพพานก็คือสิ่งที่จิตรู้สึก เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง โดย ประการทั้งปวง เรียกว่าจิตอยู่กับภาวะนิพพาน. ถ้าเรา สังเกตรู้จักภาวะชนิดนี้แล้ว ก็จะพอใจมากขึ้น ก็จะน้อมจิต ให้พอใจในพระนิพพาน, คือไม่เศร้าหมอง ไม่เป็นทุกข์ ไม่ อะไรได้มากขึ้น เมื่อมันพอใจมันก็ง่ายขึ้น ; เดี๋ยวนี้พอใจ ไม่ได้ เพราะไม่รู้จัก หรือไม่รู้สึกว่ามี. ดังนั้น ถ้าจะให้ก้าวหน้าไปโดยเร็วในทางฝึกฝน จิต ก็พยายามสังเกตความประเสริฐ ความวิเศษ ของ จิตที่ไม่มีกิเลส, ไม่ใช่ว่าคนเราจะมีกิเลสไปเสียทั้งหมดทั้งวัน ทั้งคืน ทั้งหลับทั้งตื่น. บางเวลามันก็มีเหมือนกัน แต่มัน น้อยมาก หรือด้วยเหตุที่มันเร็วมาก, มันเปลี่ยนกลับไป เศร้าหมองเสียเร็วมาก จนจับไม่ค่อยจะทัน ตะครุบเอาไม่ ค่อยจะได้, จึงต้อง ตั้งสติให้ดี ๆ มีความพยายามให้มากพอ
น.26 ๑๘ ที่จะคอยเข้าใจเรื่องจิตของตนเอง เวลาที่ไม่เศร้าหมอง เป็นอย่างไร. ถ้าพบแล้วก็จะชอบใจมากขึ้น ๆ แล้วมันง่าย ในการที่จะฝึกฝนจิตให้เป็นเช่นนั้น. เมื่อพูดถึงเป็นมนุษย์ เป็นคนโตแล้วโดยสมบูรณ์ แล้ว ก็จะพูดได้ว่า จิตของบุถุชน นั้นมันเศร้าหมองเสียโดย มาก, มีส่วนที่ไม่เศร้าหมองน้อย มาก. แต่ถ้าเป็น จิต ของพระอริยเจ้า มันก็เศร้าหมองน้อยบริสุทธิ์มาก เป็น ประภัสสรมาก แล้วประภัสสรสูงขึ้นไป; เช่นว่าทำสมาธิ ได้ อยู่ในสมาธิว่างจากกิเลส จิตก็ประภัสสรยิ่ง ๆ ขึ้นไปตาม ลำดับชั้นของสมาธิ บรรลุอรหัตผลนั้นเป็นประภัสสรสูงสุด ไม่มีกิเลสโดยประการทั้งปวง วิธีการฝึกจิต. ที่นี้จะพูดถึง การฝึกจิต มีอยู่ ๒ ระดับ : ระดับ แรกคือฝึกให้จิตอยู่ในอำนาจ, ตามธรรมดาจิตไม่อยู่ใน อำนาจ แล้วยิ่งเป็นบุถุชนมากด้วย แล้วก็จิตยิ่งไม่อยู่ใน อำนาจ จิตมีอำนาจเหนือบุถุชน, ฉะนั้นจึงยากที่บุถุชนจะ ฝึกจิต ก็ต้องทำตนให้ดี ๆ รู้จักโอกาสรู้จักวิธี, แล้วก็ไม่ทำ
น.27 ๑๙ เล่นกับจิต เพราะมันฝึกยาก. ฝึกฝนจิตให้อยู่ในอำนาจ คือในการควบคุม อย่างที่เรียกว่าให้มันเป็นสมาธิ นั่น- แหละ. การฝึกจิตใน ขั้นแรกให้อยู่ในอำนาจ นี้เรียกง่าย ๆ ว่า ให้จิตมีคุณสมบัติ ๓ ประการ, ๓ ประการคือ ว่างจาก กิเลส นี่เป็น บริสุทธิ์ ชั่วขณะ, แล้วก็ ให้ตั้งมั่น เป็น สมาหิตะจิตตั้งมั่น, แล้วให้จิตว่องไวในหน้าที่ของจิตนั้นเอง เรียกว่า กัมมนียะ. ปริสุทธะ คือ บริสุทธิ์, สมาหิตะ คือตั้งมั่น, กัมมนียะคือว่องไวในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของจิต นั้นเอง. ๓ อันนี้มีครบแล้ว ก็เรียกว่าเป็นสมาธิเต็มตาม ความหมายของคำว่า สมาธิ ฝึกมาได้ในขั้นนี้ คือ ขั้นที่ จิตอยู่ในอำนาจ, เรียกว่าขั้นที่ทำจิตให้อยู่ในอำนาจ ทีนี้ฝึก ขั้นที่ ๒ ต่อไป ก็ ใช้จิตนั้นให้ทำหน้าที่, ให้ทำหน้าที่ในที่นี้ คือ ให้ดู ให้เห็น แล้ว ให้รู้แจ้งแทง ตลอด. จิตที่ยังไม่เป็นสมาธิมันฟุ้งซ่าน ไปในทิศทาง ไหนก็ไม่รู้ : แต่ถ้าบังคับเป็นสมาธิได้แล้ว อยู่ในอำนาจ ของผู้ฝึกแล้ว ก็จะมีลักษณะอาการ คือว่าเอามาใช้ให้มัน มองลงไปที่สิ่งใด มองที่สังขารทั้งปวง, มองที่ขันธ์ทั้งปวง
น.28 ๒๐ ก็ได้, แล้วมองแล้วก็เห็น, ดูแล้วก็เห็น. พอเห็นก็เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งเหล่านั้น, แล้วก็ แจ่มแจ้ง แทงตลอด ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ช่วยทำความเข้าใจดี ๆ ว่า มีเพียง ๒ ขั้นตอน : ขั้นตอนหนึ่ง ทำให้จิตอยู่ในอำนาจ เสียก่อน ด้วยวิธี สมาธิ สมถะ. ทีนี้ ขั้นที่ ๒ ก็ ใช้จิต ชนิดนั้นแหละ ให้ดูลงไป ที่สิ่งที่ต้องการจะดู ควรจะดู ; ไม่ใช้คำว่าคิดนะ ตอนนี้ไม่ได้ใช้คำว่าคิด, ใช้คำว่า ดู เพราะว่าความจริง ของธรรมชาตินั้นเราไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้. เราได้แต่ดู ๆ ๆ. ดูให้เห็น จึงใช้คำว่า ดู. แต่ท่านจะใช้คำอื่นก็ได้ ใช้คำว่า พิจารณา ใช้คำว่าอะไร ก็ได้ แต่ถ้าพูดตามธรรมชาติ พื้นฐานแล้วก็ คือดู, ดูก็เห็น เห็นด้วยความรู้สึก, เห็น ด้วยความรู้สึก เห็นในความรู้สึก, ไม่ใช่เห็นด้วยตา ไม่ใช่ ดูด้วยตา. คำพูดนี้มันยาก มันจะต้องรู้เรื่องก่อนมันจึงจะฟัง ถูก, ว่าดูด้วยใจ ดูอย่างไร. ดูด้วยจิตที่ฝึกดีแล้ว มันก็ เห็นความจริงของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็
น.29 ๒๑ คือความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. เมื่อเห็นเรื่องนี้ ก็เห็นว่า โอ, สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ เราจะไปโง่หลง ไปยึดมั่น ถือมั่นมันไม่ได้ : มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ตาม ธรรมชาติ. ฉะนั้นเราอย่าไปหลงรัก หลงโกรธ หลงเกลียด หลงกลัว หลงวิตกกังวล หลงอาลัยอาวรณ์ หลงหวงหลงหึง หลงอะไรต่าง ๆ เลย, เพื่อว่าจะขจัดเสียซึ่งสิ่งเลวร้ายเหล่านี้, จิตจะต้องเห็นความจริงของสิ่งทั้งปวงเสียก่อน. การฝึกฝนจิตแบ่งได้เป็น ๒ ระยะ อย่างนี้ คือ ฝึกจิตให้อยู่ในอำนาจ เสียก่อน แล้วจึงมา ฝึกใช้ให้ดู ให้ เห็น ให้เข้าใจ ให้รู้แจ้ง สิ่งเหล่านั้น ผลของการฝึกจิต. ผลของการฝึกจิตนี้ก็มีอยู่มาก เหลือที่จะกล่าว คือ มันจะเป็นสารพัดนึกไปหมด ถ้าฝึกจิตได้, เอาตามที่ท่านกล่าว ไว้เป็นหลักในพระบาลี : - อย่างที่ ๑ ผลของการฝึกจิตได้สำเร็จนั้นก็คือ มีความ สุขทันตาเห็น ความสุขแท้จริง ไม่ใช่สุขเพราะเงินเพราะ ทองซึ่งยั่วยุกิเลส, แต่สุขเพราะความสงบแห่งจิต, ไม่
น.30 ๒๒ เกิดกิเลส ว่างจากกิเลส ไม่ร้อน ไม่มืด ไม่เจ็บปวดอะไร. นี้มีความสุขได้ทันตาเห็น ฝึกจิตได้ถึงขั้นสมาธิ เป็นฌาน เป็นสมาธิ ก็ยิ่งมีความสุขชนิดนี้ถึงที่สุด, คนละอย่างจากสุข ของพวกเทวดา พวกเศรษฐีที่เริงรมณ์อยู่ด้วยกามารมณ์. อย่างนั้นในทางธรรมะไม่ถือว่าเป็นความสุข, ถือว่าเป็นความ เพลิดเพลินที่หลอกลวง ที่ทำให้เกิดกิเลสตัณหา ให้หลงใหล. ความสุขคือความสงบ เหมือนกับไฟดับแล้วมันก็ไม่ ร้อน, ก็อยู่อย่างเย็น นี้อย่างหนึ่ง นี้ความสุข แล้วอีกทางหนึ่ง อย่างที่ ๒ ฝึกเตลิดลิ่วไปในทางที่ จะได้สมรรถภาพที่เป็นทิพย์, คือมีฤทธิ์ มีเดช มีปาฏิหาริย์ มีหูทิพย์ตาทิพย์ มีอะไรต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องฝึกให้ได้สิ่งที่เป็น ทิพย์; แต่มิใช่ความประสงค์ ในพุทธศาสนา เราจึง ไม่ต้องเอามาพูดก็ได้, มันเป็นความประสงค์ของคนพวกอื่น ที่เขาฝึกแล้วมันก็ได้เหมือนกัน ตามสมควร. ทีนี้จิตฝึกดีแล้ว อย่างที่ ๓ ก็คือ จะเป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะสมบูรณ์ ; ปัญหาของเราก็อยู่ที่ เราไม่อาจจะ มีสติทันเวลา ที่อะไรเกิดขึ้น เลย ไม่มีสติ. ที่นี้ ไม่มี ความรู้ อะไรสำหรับมารู้อยู่ ในขณะนั้น นี้ก็คือ ไม่มีส้ม-
น.31 ๒๓ ปชัญญะ ; ถ้าฝึกจิตสมบูรณ์ จิตก็สามารถที่จะไปเอา ความรู้ มาเผชิญกับกรณีที่เกิดขึ้น, ไปเอามานี้เรียกว่าสติ, เอามาให้อยู่ตลอดเวลา ที่มีเรื่องราว นี้เรียกว่าสัมปชัญญะ. สติสัมปชัญญะ คล้ายกันมาก แต่ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน : สติ- ระลึกได้, สัมปชัญญะ คือความรู้สึกตัวอยู่ด้วยความรู้อันนั้น ตลอดเวลานั้น จนกว่าจะหมดเรื่อง, นี้เรียกว่ามีสัมปชัญญะ, แล้วมันก็ควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้ ควบคุมสถานการณ์ในชีวิตนี้ ได้, เรื่องตา เรื่องหู เรื่องจมูก เรื่องลิ้น เรื่องกาย เรื่องใจ มันก็ถูกต้องไปหมด เพราะมีสติสัมปชัญญะ. ทีนี้ อย่างที่ ๔ จิตฝึกดีแล้ว ก็มีผลเป็นความสิ้น อาสวะ, สิ้นอาสวะคือสิ้นกิเลส, สิ้นเชื้อของกิเลส สิ้น ความเคยชินของกิเลส ที่เรียกว่าอนุสัยก็มี ; เมื่อเก็บกักไว้ มากก็เป็นอนุสัยอยู่ในสันดาน, กิเลสที่เก็บกักไว้ในสันดาน เป็นความเคยชิน เคยชิน นี่เป็นอนุสัย. พอจะไหล กลับ ออกมาอีก เป็นความเกิดกิเลสใหม่ นี้เป็นอาสวะ ; มันจะสิ้นไปทั้งกิเลส ทั้งอนุสัย ทั้งอาสวะ, ไม่มีอะไร ๆ มาทำ ให้เกิดกิเลสได้อีกต่อไป.
น.32 ๒๔ นี่ สรุป โดยย่อ ผลอานิสงส์ของการที่ฝึกจิตได้ สำเร็จ คือ มีความสุข อย่างหนึ่ง, มีอำนาจทิพย์ ทิพย์- อำนาจนี้อย่างหนึ่ง แล้วก็มี สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สมบูรณ์เหลือที่จะสมบูรณ์ นี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็ มีความสิ้น อาสวะ เป็นผลสุดท้าย คือเป็นพระอรหันต์, เรียกกันง่ายๆ ความสิ้นอาสวะคือความเป็นพระอรหันต์. ใจความสำคัญ ของทั้ง ๔ เรื่องนี้ ก็คือหลุดพ้น, ความมุ่งหมายอันแท้จริง อันถูกต้อง อันไม่คดโกง คือ ต้องการจะหลุดพ้น ไม่ใช่ต้องการจะมีฤทธิ์มีเดช มีอำนาจ เหนือผู้อื่น แล้วก็เอาเปรียบผู้อื่น. ความมุ่งหมายอยู่ที่ความ หลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์, เป็นบุคคลที่อยู่เหนือปัญหา โดยประการทั้งปวง. วิธีฝึกจิตโดยหลักพื้นฐาน. ทีนี้ก็จะได้พูดกันถึง วิธีฝึกจิตโดยหลักพื้นฐาน ให้ชัดเจนต่อไป, เรื่องเกี่ยวกับการฝึกจิต ที่เป็นหลักพื้นฐาน ตามธรรมชาติมีอยู่อย่างไร. ที่ค้นพบแล้วเอามาใช้กันให้เป็น ประโยชน์ในหมู่มนุษย์ มันจะมีอย่างไร. วิธีฝึกจิตนี้ก็แบ่ง
น.33 ๒๕ ให้เป็นหมวดเป็นพวกได้โดยง่าย ตามเรื่องนั้นเอง จะนับโดย วิธีนั้นมันไม่ไหว มันตั้งหลายสิบวิธีหรือหลายร้อยวิธี, เช่น หมวดสมาธิ ฝึกให้เป็นสมาธิ ก็มีหลายสิบวิธี, หมวดวิปัสสนา ก็มีหลายสิบวิธี แล้วยังมีรวมกันไปควบคู่กันไปนี้ก็มี. เราพูดอย่างนี้ง่าย ๆ กันดีกว่าว่า วิธีฝึกจิตนั้นแบ่ง ได้เป็น ๓ พวก คือ พวกสมาธิล้วน ๆ, แล้วก็ พวกปัญญา ล้วน ๆ แล้วก็พวกที่ควบคู่กันไป ทั้งสมาธิและปัญญา, พูดนี้พูด โดยหลักใหญ่. แต่ โดยข้อเท็จจริงจะมีปัญญา เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ทุกพวก เพราะว่ามันต้องทำไปด้วย ปัญญาด้วยความรู้ ; ถึงแม้จะทำสมาธิ ก็ต้องทำด้วยปัญญา มันจึงจะทำถูกต้อง. แต่ด้วยเหตุที่ ความมุ่งหมายเพื่อสมาธิ อย่างเดียว ก็แยกออกมาได้พวกหนึ่ง คือพวกที่จะฝึกให้เป็นสมาธิ, หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งก็ว่าสมถะ. สมาธิ กับ สมถะ นี้ความหมายเดียวกัน : สมถะ ก็แปลว่า สงบ, สมาธิ ก็แปล ว่า สงบหรือตั้งมั่น. ฝึกจิตหมวดสมาธินี่เรียกว่า เพ่ง อารมณ์, เป็นบาลีก็ฟังยากหน่อยว่า อารมณูปนิชฌาน, อารมณูปนิชฌานฟังยากลำบาก จำลำบาก ไม่ต้องก็ได้, แต่
น.34 ๒๖ ถ้าจำไว้ได้ก็ดี มันจะเพิ่มความสะดวกมากขึ้นในอนาคต. อารมณูปนิชฌาน - การเพ่งหรือการเข้าไปเพ่งอารมณ์ คือมี สิ่งเป็นอารมณ์เข้ามาเพ่ง ให้จิตกำหนดอยู่ที่นั่น, จิตกำหนด อยู่ที่นั่นนี้ก็เป็นพวกสมถะ หรือสมาธิ. แต่ถ้าเกิดไป เพ่ง เข้าที่ลักษณะ ดูลักษณะของสิ่งเหล่านั้น, อย่างนี้ก็จะเป็น ปัญญา เป็นพวกวิปัสสนา. จิตตภาวนาหมวดสมาธิ ความจริงมันก็เจือกันอยู่ไม่มากก็น้อย หรือแยกกัน ไม่ออก จะแยกกันโดยเด็ดขาดนี้ก็ไม่อาจจะทำได้ ; แต่เมื่อ ดูโดยว่ามันมีลักษณะ หรือการกระทำ หรือ ความมุ่งหมาย อะไรเป็นส่วนใหญ่แล้ว ก็แยกออกได้ว่า : ถ้ามัน เพ่งความ หยุด ความสงบก็พวกหมวดสมาธิ ; ถ้ามันเป็นการ กระทำ ให้รู้แจ้งแทงตลอด แล้วก็เป็นพวกปัญญา. เพ่ง หมวดสมาธินี้ต้องมีอารมณ์ ที่เขากล่าวไว้ใน คัมภีร์บางคัมภีร์ เช่นคัมภีร์วิสุทธิมรรคมีตั้ง ๔๐ อย่าง เรา ก็ไม่ค่อยได้สนใจ, สนใจแต่วิธีเดียวที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสไว้ในพระบาลีเอง ในอานาปานสติสูตร เอาลมหายใจ
น.35 ๒๗ นั่นแหละเป็นอารมณ์ คือ สิ่งที่ถูกกำหนดเรียกว่าอารมณ์, เอาลมหายใจมาเป็นอารมณ์. กำหนดลมหายใจจนเป็นสมาธิ มันเป็นขั้นตอนของสมาธิ : หายใจเข้ารู้อยู่ตลอด, หายใจออก รู้อยู่ตลอด, หายใจเข้าก็รู้สึกอยู่ตลอด, หายใจออกก็รู้สึกอยู่ ตลอด, กำหนดเอาลมหายใจที่วิ่งไปวิ่งมา วิ่งเข้าวิ่งออกนั้น เป็นอารมณ์. นี้เรียกว่า เพ่งเข้าไปที่อารมณ์ จนกระทั่ง ว่าทำได้สำเร็จ จิตอยู่ในอำนาจ, ไม่ละทิ้งไปจากอารมณ์ ก็เรียกว่าจิตอยู่ในอำนาจ, เริ่มอยู่ในอำนาจมากขึ้น ๆ ถึงแม้จะเปลี่ยนลักษณะของอารมณ์ ให้เป็นไปในรูปร่าง อย่างอื่น จิตก็ยังกำหนดได้, นี่ก็หมายความว่าจิตอยู่ใน อำนาจของผู้ฝึกมากขึ้น. ทีแรก อารมณ์โดยตรง คือตัวลมหายใจ ก็ กำหนดได้, ทีนี้ นิมิตที่ถอดออกมาจากลมหายใจ เป็นดวง เป็นสีเป็นอะไร ก็กำหนดได้, แล้วก็อารมณ์นั้นที่ทำให้ เปลี่ยนแปลงรูป เปลี่ยนแปลงลักษณะ เปลี่ยนแปลงขนาด เปลี่ยนแปลงอะไรได้ ก็กำหนดได้, เรียกว่า จิตสามารถ กำหนดได้ทุกชนิดของอารมณ์, จิตสามารถกำหนดได้
น.36 ๒๘ ทุกชนิดของอารมณ์หรือ ของนิมิต ก็เลยเรียกว่าจิตนี้อยู่ใน อำนาจถึงที่สุดแล้ว, เป็นสมาธิแล้ว. ในการฝึกนั้น ถ้าจะใช้คำว่า หนอ - หนอ เข้ามา ช่วยด้วย ก็ขอให้ชี้ให้เป็น ให้รู้ความหมายของคำว่า หนอ ว่ามันสักแต่ว่าเช่นนั้นเท่านั้นหนอ, อย่าให้กลายเป็นหนอ มีตัวมีตนขึ้นมาจริง ๆ; หายใจออกหนอ หายใจเข้าหนอ, หายใจออกหนอ หายใจเข้าหนอ, ก็เพื่อให้รู้ว่า นั้นก็สักว่ากิริยา อาการตามธรรมชาติเช่นนั้นเท่านั้น, ไม่ใช่มันมีตัวมีตนแห่ง ลมหายใจ. ถ้าจะชอบคำว่าหนอก็ต้องรู้ให้ถูกต้อง, แล้ว ก็หนอก็ได้, ไม่หนอก็ได้. หลักเรื่องนี้ก็มีง่าย ๆ ว่า ตัวที่เอามากำหนดทีแรก นั้นเรียกว่าบริกรรมนิมิต ; ทีนี้ติดตาติดใจโดยไม่ต้องดู หรือไม่ต้องกำหนดที่นั่น สามารถสร้างนิมิตอันอื่นขึ้นมา แทน เห็นเหมือนกันกับสิ่งนั้น ก็เรียกว่าอุดคหนิมิต, แล้ว นิมิต ชนิดนี้ เปลี่ยนแปลงได้ เปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างไร ก็ได้ ตามความบังคับ มันก็ เป็นปฏิภาคนิมิต อารมณ์ หรือนิมิต มันจึงเปลี่ยนได้ เป็น ๓ ขนาด อย่างนี้ คือ บริกรรม-
น.37 ๒๙ นิมิต อุดคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต ทุกแบบทุกรูปแบบของ สมาธิ ไม่ว่าแบบไหน. ถ้าเอาสิ่งที่มีรูป มีวัตถุ ของมีรูปร่างนั้นมาเป็น อารมณ์ ก็เรียกว่าสมาธิในสิ่งที่มีรูป ; ถ้าเอา สิ่งที่ไม่มีรูป เช่น ความว่าง เช่นวิญญาณมาเป็นอารมณ์ ก็เรียกว่าสมาธิ ในสิ่งที่ไม่มีรูป. สมาธิในสิ่งที่มีรูปนี้ทำได้ง่าย, ครั้นทำได้ แล้วจึงจะสามารถทำสมาธิในสิ่งที่ไม่มีรูปได้อีกต่อไป. เมื่อ ทำได้ทั้ง ๒ อย่าง คือทั้งในสิ่งที่มีรูปและไม่มีรูปแล้ว ก็เป็น อันว่าจบเรื่องของสมาธิ ทีนี้ก็ดูให้เห็นเสียด้วยว่า สมาธิ - สมาธิ คือความ ที่จิตมุ่งไปที่สิ่งเดียว หรืออารมณ์เดียวนี้ มันมีได้แม้ ตามธรรมชาติ ; เมื่อจิตมันมุ่งเข้าไปในสิ่งใดเป็นอารมณ์ เดียว แล้วก็เรียกว่าเป็นสมาธิทั้งนั้น ฉะนั้นจึงมีได้แม้ ตามธรรมชาติ; เช่นเราจะขว้างอะไรให้ถูก สมาธิก็เกิด ตามธรรมชาติ สำหรับบังคับให้ขว้างให้ถูก, แม้แต่เราจะ ตีอะไรให้ถูก สมาธิตามธรรมชาติก็เกิดขึ้นสำหรับจะตีให้ถูก, แม้แต่เราจะผ่าฟืน สมาธิตามธรรมชาติก็จะช่วยให้เราผ่าลง ไม่ถูกที่ อย่างนี้เรียกว่าสมาธิตามธรรมชาติ คิดนึกรู้สึกได้เอง
น.38 ๓๐ ตามธรรมชาติ, มุ่งหมายจะทำอะไรที่สิ่งใด มันก็มีสมาธิตาม ธรรมชาติ, และอาจจะพูดได้ว่า แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็มี, สัตว์เดรัจฉานก็ทำได้, ในบางอย่างสัตว์เดรัจฉานจะทำได้ ดีกว่าคนเสียละมัง ในการที่จะจับ จะกัด จะวิ่งชน จะทำได้ ดีกว่าคน เป็นสมาธิตามธรรมชาติด้วยกัน. นี้ สมาธิตามธรรมชาติเพียงเท่านั้นยังไม่พอ, ไม่พอจะใช้ดับทุกข์ดับกิเลสได้ จึงต้องฝึก ให้สมาธิตาม ธรรมชาตินั้น เป็นสมาธิที่ยิ่งขึ้นไป ๆ ยิ่งขึ้นไป จนเป็น สมาธิสมบูรณ์ที่สุดที่มันจะเป็นได้. เราจึงมี สมาธิที่เกิดอยู่ ตามธรรมชาติ เรียกว่าสัญชาตสมาธิ, สัญ - ชา - ตะ - สมาธิ - สมาธิที่เรามีได้กันอยู่ตามธรรมชาติทุกคน ๆ หรือ สิ่งที่มีชีวิต, แล้วก็ สมาธิที่เราฝึกขึ้นมา อย่างดีแล้ว เรียกว่า ภาวิตะ, ภาวิตสมาธิ. ลำพังสัญชาตสมาธิไม่พอที่จะ ตัดกิเลส ซึ่งเป็นงานยากกว่าที่จะผ่าฟืน หรือว่าจะยิงนก ตกปลา จึงต้องมีภาวิตสมาธิ ฝึกให้ดีที่สุด ให้จิตเป็น สมาธิ ตามธรรมชาติพอตั้งใจมันก็เป็นสมาธิ, ถ้าตั้งใจคิด เลข มันก็เป็นสมาธิตามสมควร ; แต่ถ้าอยากให้มันดีกว่า
น.39 ๓๑ นั้น ก็ฝึกจิตที่เป็นสมาธิเป็นพิเศษ, แล้วก็จะคิดเลขเป็นต้น ได้ดีกว่านั้น. ดังนั้นจึง มีความจำเป็นที่จะต้องฝึกจิต ให้มีสมาธิยิ่งขึ้นไปกว่าที่มันมีอยู่ตามธรรมชาติ, จึงเรียก ว่าเป็นมนุษย์ที่เจริญ เป็นพระอริยเจ้า หรือเป็นอารยชน สามารถฝึกสิ่งต่าง ๆ ให้ดีกว่าที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เรียกว่าเป็น ความเจริญได้. นี่ก็ เป็นจิตตภาวนาหมวดสมาธิ จิตตภาวนา หมวดวิปัสสนา. ทีนี้ก็มาถึงจิตตภาวนาหมวดปัญญา หรือหมวด วิปัสสนา หมวดสมาธินั้นเรียกว่าสมถภาวนา, หมวดปัญญา นี้เรียกว่าวิปัสสนาภาวนา. วิปัสสนาภาวนา นี้เพ่งดูเข้าไป ที่ลักษณะของสิ่งนั้น, ไม่ได้กำหนดสิ่งนั้นเป็นอารมณ์ แต่เพ่งดูลักษณะ หรือ ความจริง หรือ ความลับ หรือ อะไรที่มันมีอยู่ที่สิ่งนั้นให้เห็น จึงเรียกชื่อว่าเพ่งที่ลักษณะ. จำไว้แม่น ๆ ว่า ถ้าเป็นเรื่อง สมาธิเพ่งตัวอารมณ์, เพ่งสิ่ง นั้น ๆ เป็นอารมณ์, เป็นตัวอารมณ์. แต่ถ้าเป็น วิปัสสนา หรือปัญญา จะ เพ่งที่ลักษณะของสิ่งนั้น ๆ เป็นวัตถุ ของการเพ่ง ; ถ้าจะเรียกว่าอารมณ์ก็ได้เหมือนกัน แต่
น.40 ๓๒ ไม่ได้หมายถึงตัววัตถุ คือ เอาตัววัตถุเป็นอารมณ์ ก็เรียกว่า อารมณูปนิชฌาน. เอาลักษณะหรือความจริงที่มีอยู่ที่สิ่งนั้น เป็นอารมณ์สำหรับเพ่ง ก็เรียกว่าลักขณูปนิชฌาน คือเพ่ง ลักษณะ. คำว่า ภาวนา ภาวนา นี้ แปลว่า เพ่งก็ได้, เพ่ง เป็นสมาธิ ก็คือเพ่งอารมณ์ , เพ่งวิปัสสนา ก็คือเพ่งลักษณะ. ลักษณะที่จะเพ่งเห็นได้เมื่อจิตเป็นสมาธิดีแล้ว ; ถ้าสมมติ จะดูที่ธาตุ ดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ ก็ได้เหมือนกัน, ก็ไป เห็นความจริงที่ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง ทรมาน, มีลักษณะ เหมือนกับทรมานอย่างน่าเกลียดอยู่ในตัวมันเองเสมอ, ดังนั้น จึง เป็นอนัตตา คือไม่ใช่ตัวตนของมัน มันเองก็บังคับไม่ได้ มีแต่เปลี่ยนแปลง ไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เสมอด้วยกันทุก ธาตุ. หรือ จะเพ่งดูที่ขันธ์ : รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นบุคคลคนหนึ่งนี้ ก็เห็นว่า โอ มันเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ, มีลักษณะน่าเกลียดเหมือน กับทนทรมานอยู่ จึง ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน; นี่รวมเรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. แต่ถ้ารวมหมดเป็น ความหมาย เดียว ก็จะเรียกว่าสุญญตา ก็ได้, สุญญตา คือว่างจาก
น.41 ๓๓ ตัวตน, ถ้าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของสิ่งใด ก็คือเห็นความ ว่างจากตัวตนของสิ่งนั้น. นี้นิยมเรียกกันเสียคำเดียวว่า สุญญตา คือ ความว่าง, อนิจจตา - ความไม่เที่ยง, ทุกขตา - ความทนทรมาน, อนัตตตา - ความไม่ใช่ตน. เมื่อเพ่งเห็นแล้ว จะหนอก็ได้ไม่หนอก็ได้, แต่อัน นี้แล้วแต่ว่าความรู้สึกมันจะเกิดขึ้น ; ถ้ามัน รู้สึกมาก มัน ก็ จะออกไปทางที่ว่า ไม่เที่ยงหนอ, ไม่เที่ยงหนอ, ไม่ เที่ยงหนอ. เน้นหนักลงไปได้ในลักษณะนี้ ลักษณะอย่าง นี้เน้นหนักลงไปได้, ไม่ใช่ตัวตน ไม่เกิดตัวตน ไม่เหมือน กับเพ่งวัตถุ. ทุกขั้นตอนนี่ ดูให้เป็นแล้วก็เห็น, คำว่า ญาณ แปลว่า ความรู้ ทัสสนะ แปลว่า ความเห็น, ญาณทัสสนะ คือความรู้ความเห็นด้วยจิต. นี้ไม่สำเร็จมาแต่การคิด, ไม่ สำเร็จมาแต่การพิจารณาด้วยความคิด ; แต่สำเร็จออกมา ด้วยการเห็น, เห็นอย่างนั้น เห็นสักว่าดูแล้วก็เห็น แล้ว ก็แจ่มแจ้ง. ถ้าไปคิดอยู่ มันก็เป็นเรื่องเบื้องต้น ยังไม่ใช่ การเห็น ยังไม่ใช่วิปัสสนา; จะใช้พิจารณาโดยการคิด ในขั้นต้นก็ได้เหมือนกัน, แต่ยังไม่ใช่ตัววิปัสสนา. ถ้าตัว
น.42 ๓๔ วิปัสสนาแล้วก็จะมีอาการเพียงแต่ว่าดู แล้วก็เห็น แล้วก็ จะแจ่มแจ้งแทงตลอด คิดหรือพิจารณานี้มีในเบื้องต้น ยังไม่ใช่ตัวหรือไม่ขึ้นมาถึงตัววิปัสสนาแท้. นี่มักจะเข้าใจ ไขว้เขวกันอยู่ตอนนี้ว่า อะไรก็คิด อะไรก็พิจารณา, อะไรก็ คิด อะไรก็พิจารณา. เมื่อคิดมันก็ไปตามเหตุผลสำหรับให้ คิด มันก็อาจจะไม่ถูกของจริงก็ได้, ไม่พบความจริงก็ได้. แต่มันเป็นวิธีหนึ่งที่จะใกล้เข้าไป ใกล้ความจริงเข้าไป, แล้ว สำเร็จประโยชน์เมื่อดู ดูแล้วก็เห็น. ดูด้วยจิต, ดูด้วย จิตที่เป็นสมาธิดีแล้ว ก็เห็น ดู เห็น แล้วก็ แจ่มแจ้ง. คำว่า ญาณทัสสนะ มิใช่ผลของการคิดหรือการ พิจารณา, แต่เป็นผลของการดู แล้วเห็น แล้วรู้สึกด้วย จิตใจ. ลำดับของญาณที่เกิดขึ้น. ความรู้ นี้ก็เหมือนกัน รู้อยู่เองได้เองตามธรรมชาติ ก็มี, พอจะ รู้ได้ตามสัญชาต ก็มี แต่มัน ไม่ถึงขนาด. การที่จะเห็นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานี้ คนธรรมดา
น.43 ๓๕ ก็เห็นได้บ้าง, เห็นได้บ้าง, ไม่ใช่จะไม่เห็นเสียเลย, แต่มัน ไม่พอ ต้องเพิ่มน้ำหนักแห่งการเห็น ให้เห็นมาก ให้เห็น ชัด, ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แจ่มชัด มันจึงจะกระเทือน ถึงกิเลส หรืออนุสัยแห่งกิเลส มันมีผล มันจะสูงสุดก็ต่อ เมื่อเจริญ, คือทำให้วิปัสสนาตามธรรมชาตินั้นเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น ไป เหมือนกับทำสมาธิตามธรรมชาตินั้นให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป. เราจึงมีโอกาสที่จะเรียกเป็นคู่ได้อีกคู่หนึ่งว่า สัญ- ชาตญาณ สัญชาตญาณรู้เองตามธรรมชาติ, แล้ว ภาวิต- ญาณ รู้เพราะว่าเราอบรมสมาธิจิต แล้วใช้สมาธิจิตดู, ดูแล้วก็เห็น นี่เรียกว่าเป็นภาวิตญาณ. พูดสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็ว่า ที่มันรู้เองตามธรรมชาตินั้นก็เป็นรู้เหมือนกัน แต่ไม่ พอ. ต้องอบรมให้มากขึ้นจนพอ จนเรียกว่า ภาวิตญาณ แปลว่า ญาณที่เกิดมาจากการเจริญ, ญาณที่เกิดเองตาม ธรรมชาตินั้นไม่พอ. ขอให้รู้ไว้อย่างนี้ แต่มันก็พอจะรู้ได้ มันก็มีประโยชน์เหมือนกัน มันก็พอมีประโยชน์เหมือนกัน แต่มันยังไม่ถึงขนาดที่ตัดกิเลสได้, จึงต้องอบรมให้ถึงขนาดที่ จะตัดกิเลสได้.
น.44 ๓๖ ดู ๆ ดูจนเห็นว่าเป็นอย่างไร อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดูให้เห็นความจริงตั้งแต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, กว่าจะ ขึ้นมาถึงนิพพิทา, นิพพิทา คือญาณเห็นแล้วเบื่อหน่าย, เห็นแล้วเบื่อหน่ายในสิ่งที่เราเคยโง่เคยหลง เคยอะไรกะมัน, มันจะมีกี่ญาณกี่ขั้นตอนก็ได้ ก็เรียกว่ากลุ่ม หมวด หรือ พวก นิพเพธิกญาณ คือญาณสำหรับเป็นเครื่องรู้แจ้งแทง ตลอด ด้วยวิปัสสนา คือดูแล้วเห็น, แล้วจะเกิดความ รู้ต่างๆ เป็นขั้นตอน เป็นลำดับ ๆ ล้วนแต่เรียกชื่อว่า นิพเพชิกญาณ -ญาณเป็นเครื่องเจาะแทงอวิชชา. ทีนี้ พอมาถึงวิราคะ นิโรธ นี้แล้ว มันก็เป็น นิพพานญาณ, ญาณฝ่ายพระนิพพาน คือเบื่อหน่ายจน คลายกำหนัด เป็นวิราคะ, ญาณในวิราคะ ญาณในนิโรธะ เห็นความดับ กระทั่งญาณในมรรค ๔ ญาณในผล ๔ ญาณ ในนิพพาน ๑ อะไรก็ตาม เรียกว่านิพพานญาณ. ความรู้ จัดเป็น ๒ ขั้น ๒ ฝ่ายอยู่อย่างนี้ : ฝ่ายที่ให้รู้แจ้งแทง ตลอด ขึ้นมาตามลำดับ เรียกว่านิพเพธิกญาณ, แล้ว ฝ่าย ที่จะเป็นนิพพาน เป็นไปเพื่อนิพพาน เพื่อจะดับกิเลส ดับทุกข์สิ้นเชิงไป ก็เรียกว่านิพพานญาณ. ตามธรรมดา
น.45 ๓๗ เราก็สะสมไว้ได้เรื่อยพวกนิพเพธิกญาณ เห็นนั่นเห็นนี่, เข้าใจอย่างลึกเข้าไปเข้าใจยิ่งขึ้นในการที่จะไม่โง่ไม่หลง. การที่ว่านักวิทยาศาสตร์ จะคิดเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องเทคโนโลยี เรื่องอะไรจนไปโลกพระจันทร์ก็ได้ ไปอะไร ก็ได้, อย่างนี้เราไม่เรียกว่า นิพเพธิกญาณ แม้ว่ามันจะมี อาการเหมือน คล้ายกันอยู่มากคือมันรู้ลึกเข้าไป ๆ ; แต่มัน ไม่ได้เป็นไปเพื่อดับทุกข์ ไม่ได้เป็นไปเพื่อดับกิเลส, มันอาจ จะส่งเสริมกิเลสเสียอีกก็ได้. ฉะนั้น ความรู้ที่รู้ลึกเข้าไป ๆ นั้น ต้องเป็นไปเพื่อดับกิเลสทั้งนั้น จึงจะเรียกได้ว่า เป็นนิพเพธิกญาณ. มีญาณอยู่ ๒ ชั้น : ชั้นที่จะรู้ความจริงของสิ่งทั้ง ปวง แทงตลอดความจริง ของสิ่งทั้งปวง เรียกว่านิพเพธิก ญาณ–ญาณที่เจาะแทง. คำนี้แปลว่าเจาะแทง, ครั้นเจาะ แทงเข้าไปถึงที่แล้ว มันก็ ปล่อยวาง, ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ เลย เป็นญาณฝ่ายนิพพาน, ฝ่ายที่จะสิ้นทุกข์ ดับทุกข์ เป็น นิพพาน. ควรจะศึกษาสังเกต ที่มันมีอยู่ในชีวิตประจำวัน บางทีเราก็เกิดญาณชนิดนี้ได้เหมือนกัน, ญาณที่ทำให้เบื่อ
น.46 ๓๘ หน่ายในสิ่งที่เคยหลงใหล. เมื่อใดเกิดความรู้ หมดความ หลงใหล ในสิ่งที่เคยหลงใหล มัน ก็เป็นนิพเพธิกญาณ ข้อใดข้อหนึ่ง อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งก็มีมากแหละ ในชีวิต ฆราวาสนี้ก็มีได้, ก็นับว่า เกิดผลเป็นความสงบรำงับ เป็นสุขสงบเย็นขึ้นมานี้ก็เป็นนิพพานญาณ. เดี๋ยวนี้มันเป็นความลับ ที่ว่าพระอริยเจ้าหรือ พระ พุทธเจ้าทรงค้นพบออกมาได้ แล้วก็มาสอน, มาสอน แล้วก็เข้าใจได้แต่บางคน, ส่วนมากไม่เข้าใจ มันจึงมี ลักษณะเหมือนกับว่ายังเป็นหมันอยู่มาก. ฉะนั้นขอให้ทำ ให้มันเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ แก่มนุษย์ โดยตรงยิ่ง ๆ ขึ้น ทุกที. นี่ หมวดที่ ๒ นี้เป็นหมวดปัญญา หรือวิปัสสนา ภาวนา, สูงขึ้นมาจากหมวดสมถภาวนา คือเป็นเพียงสมาธิ, เดี๋ยวนี้เป็นปัญญา. นี้พูดแยกให้เห็นกันอยู่ แต่ที่จริงมันสัมพันธ์กัน ; ถ้าความหลุดพ้นนั้น มันใช้กำลังของปัญญามากกว่า สมาธิ ก็เรียกว่าหลุดพ้นด้วยปัญญา ; ถ้าความหลุดพ้น
น.47 ๓๙ ในกรณีหนึ่ง มันมีอำนาจของจิต ด้วยอำนาจของจิตออก หน้า ออกนำหน้าปัญญา, การหลุดพ้นนั้นก็เรียกว่า หลุดพ้นด้วยเจโต หรือด้วยจิต เรียกว่าเจโตวิมุตติ, หลุด พ้นด้วยอำนาจของกำลังจิตที่มีมาก. แล้วอีกพวกก็ปัญญา วิมุตติ รู้หรือหลุดพ้นด้วยอำนาจของปัญญา, แต่ทั้ง ๒ พวก นี้มีทั้งสมาธิทั้งปัญญา ควบคู่กันอยู่มันทำอย่างเดียวไม่ได้, เพียงแต่ถ้าอย่างไหนออกหน้าก็เอาอย่างนั้นมาเป็นชื่อเรียก, จึงมีคำว่า เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ, หลุดพ้นด้วยจิต, หลุด พ้นด้วยปัญญา. หมวดสมาธิและปัญญาควบคู่กัน. เอ้า, ทีนี้หมวดสุดท้ายที่จะพูด ก็เรียกว่าควบคู่กัน ไปเลย มีภาวนาอย่างควบคู่กันไปทั้งสมาธิและทั้งปัญญา อย่างว่าควั่นเกลียวกันอย่างนี้ ; อยากจะพูดถึงพวก นิกาย เซน ก่อน, เซนเป็นพุทธศาสนาแบบหนึ่งที่เขาทำให้เกิด ขึ้นมา หรือ ตั้งต้นกันที่เมืองจีน โดยควบสมาธิกับปัญญาเข้า ด้วยกัน เพ่งออกมาทีเดียวพร้อมกัน, นั่นแหละวิธีของเซน เพราะฉะนั้นวิธีของเซนเขาจึงหัวเราะเยาะพวกที่นั่งสมาธิ,
น.48 ๔๐ ทำสมาธิแต่อย่างเดียวนี้พวกเซนเขาหัวเราะเยาะ, จนถึง กับมีอุปมาล้อเลียนว่า กบตัวหนึ่งมันนั่งอยู่ปากรูมันก็พูดว่า ถ้าเป็นพระอรหันต์กันด้วยการนั่งสมาธิแล้ว เราก็เป็น อรหันต์องค์หนึ่งเพราะเรานั่งสมาธิมาตลอดเวลา. นี่เขา ล้ออย่างนี้ ล้อพวกที่ยึดถือสมาธิมากเกินไป. ถ้าอยากรู้เรื่องเซนก็ไปหาหนังสือเรื่องเซนอ่าน ที่ เรียกว่าปริศนา, ปริศนาที่อาจารย์มอบให้ลูกศิษย์ไปคิด, ไม่ออกก็ไม่ออก ; ถ้าออกมันก็โพล่งออกมาทั้งสมาธิและ ทั้งปัญญา, หรือว่าการคิดนั้นมันก็เป็นสมาธิอยู่แล้ว, การ ตั้งใจคิด ควบคุมความคิด, ให้คิดอยู่ก็เป็นสมาธิอยู่แล้ว แล้ว ก็โพล่งออกมาถึงที่สุด เป็นความจริง. นี่จึงไม่มีการแยก เป็นสมาธิและปัญญาอย่างชัดแจ้งเหมือนฝ่ายเรา คือพวกเซน นั้นเขาคิดแบบใหม่ขึ้น มันก็ต้องแปลกกัน, ถ้าไม่แปลกกัน ก็ไม่เรียกว่าใหม่ ; เมื่อคิดแบบใหม่มาได้ มันก็ต้องแปลกกัน เพราะฉะนั้น พวกเซ็นเขามีวิธี ที่จะควบคู่กันออกมาเลย ทั้งสมาธิและทั้งปัญญา. แต่ว่าลักษณะอย่างนี้อย่าเข้าใจว่าไม่มีในฝ่ายนี้, ไม่มี ในฝ่ายเถรวาท. เดิมแท้ เถรวาทก็มี ก็คือระบบอานา-
น.49 ๔๑ ปานสติ ๑๖ ขั้นนั่นแหละ, ๑๖ ขั้นนั่นแหละคือทั้งหมดใน นั้นจะมีเจือกัน, เร่งกำลังกันขึ้นมาทั้งสมาธิและทั้งปัญญา ตามหลักของอริยมรรค ปัญญาต้องมาก่อน ให้รู้จักทำ แล้วก็ทำ แล้วก็ทำให้เป็นศีล, เป็นสมาธิยิ่งขึ้นไป ปัญญา ก็ยิ่งขึ้นไปอีก, ก็ทำให้ศีลสมาธิยิ่งขึ้นไป, ปัญญายิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็มาทำศีลสมาธิให้ยิ่งขึ้นไป, ปัญญาผลักดันศีลสมาธิยิ่งขึ้น ไป ๆ จนในที่สุดถึงขั้นที่จะทำลายกิเลสได้ :- อานาปานสติหมวดที่ ๑ รู้ลมหายใจยาว รู้ลมหายใจ สั้น, รู้ลมหายใจกับกายว่าปรุงแต่งกัน, แล้วรู้จักทำลมหาย- ใจให้สงบรำงับ, มัน ก็มีลักษณะเป็นทั้งสมาธิและทั้ง ปัญญา. ปัญญาเป็นเหตุให้ทำ ให้รู้จักกระทำ ; ครั้น กระทำ เข้าแล้ว มันก็ มีผลออกมา มี ลักษณะเป็นปัญญา ครั้นมาถึง หมวดที่ ๒ เวทนา ก็เป็น ปัญญาเพิ่มขึ้น, ที่เป็น สมาธิ ก็เป็นอุปกรณ์. ครั้นมาถึง หมวดจิต ก็บังคับจิต, นี้ก็เป็นพวกจิต พวก สมาธิมากขึ้น ปัญญาก็เป็นอุปกรณ์.
น.50 ๔๒ ครั้นมาถึง หมวดที่ ๔ อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี, ปฏินิสสัคคานุปัสสี นี้มัน กลมกลืนกัน ไปหมด : เห็นอนิจจัง ถึงที่สุด ก็ เกิดวิราคะ, คลายความ ยึดมั่น ถือมั่นแล้ว เป็นนิโรธะคือดับลงแห่งความยึดมั่น ถือมั่น, แล้วก็รู้ว่าเดี๋ยวนี้มันสิ้นสุดแล้ว คือ ดับกิเลส สิ้นเชิงแล้ว. พอจะมองเห็นภาพว่า มันเป็นของที่สัมพันธ์กันมา ผูกพันกันมา ; ฉะนั้นเราอย่าเข้าใจว่า มันเป็นสิ่งที่จะแยก กันได้ โดยเด็ดขาด. พระพุทธเจ้าท่านมีคำตรัสไว้ชัดแล้ว ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ปัญญามา แล้วก็มีศีล มีสมาธิ, แล้วยิ่งทำก็ยิ่งมี ยิ่งทำก็ยิ่งมี มันวนเวียนเพิ่มกำลังให้ตัวเอง มากขึ้น ๆ ดังนั้น เรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งซึ่งไม่ค่อยได้ยินกัน นักดอก แต่ก็เคยเอามาเทศน์มาบอกกันบ้างแล้ว อริยสมาธิ, อริยสมาธิ มีบริขาร ๗. ในสูตรบางสูตรกล่าวถึงอริยสมาธิ คือสมาธิชั้นอริยะมีบริขาร ๗ ก็คือ สัมมาสมาธิองค์สุดท้าย นั่นแหละ มีองค์ ๗ องค์ข้างต้นเป็นบริขาร. เอาสัมมา- สมาธิตั้งเป็นหลัก แล้วสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมา- วาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ
น.51 ๔๓ ๗ นี้เป็นบริขาร เป็นบริขารของสัมมาสมาธิ, แล้วก็ ตรัส ยืนยันไว้เอง เอเสวมคฺโค นตฺถญฺโญ,– นี้เท่านั้น ทางนี้ เท่านั้น ทางอื่นไม่มี คือ เมื่อมีอริยสมาธิแล้ว ก็ทางเดียว เท่านั้นที่จะดับทุกข์ได้, ทางอื่นไม่มี คือ เอาสัมมาสมาธิ ซึ่งมีลักษณะเป็นสมาธิ มีคุณค่าเป็นสมาธิ มาเป็นตัวกำลัง สำหรับให้องค์ทั้ง ๗ นอกนั้นสนับสนุน. อริยสมาธินี้ จึงสามารถตัดกิเลส ทำลายกิเลส คือกำลังของสมาธิ นี่ก็ยิ่งเห็นชัดว่า กลมกลืนไปทั้งสมาธิและทั้ง วิปัสสนา แล้วจะดีกว่าของพวกเซนเสียด้วยซ้ำ. อาตมา พูดอย่างนี้มันก็คล้าย ๆ กับพูดแก้ตัว เพราะมีคนเป็นอันมาก ในกรุงเทพ ฯ เขาด่าว่าอาตมาสอนเซน, แล้วเป็นพวกเซน, เป็นลูกศิษย์เซนก็มี ในกรุงเทพฯ นั่นแหละ, จะผิดจะถูกก็ แล้วแต่. แต่ว่าเดี๋ยวนี้มาบอกให้รู้ว่ามันเป็นอย่างนี้ : ถ้า เราถือตามหลักอริยสมาธิมีบริขาร ๗ แล้ว มันก็เป็น เรื่องที่ควั่นกันทั้งสมาธิและปัญญากลมกลืนกัน เรียก ว่า ธรรมสมังคี. คำนี้ก็มีค่ามาก ควรแก่การจำ, ธรรมสมังคี เป็น คำที่มีค่ามาก ควรแก่การจำ. ธรรมสมังดี สมังดี-มีองค์
น.52 ๔๔ เสมอกัน คือมีหน้าที่ตามหน้าที่ของตน, แต่มีกำลังเสมอกัน รวมกำลังกัน. การรวมกำลังกันของธรรมะ แสดงว่า ท่านไม่ได้ตรัสว่าเรื่องเดียวสำเร็จประโยชน์, ท่านตรัสว่า ทั้งหมดเมื่อรวมกำลังกันแล้วสำเร็จประโยชน์. อันนี้ก็ใช้ได้แม้ในเรื่องโลก ๆ เรื่องชาวบ้าน ; อุปกรณ์หรือการกระทำอะไรที่มันถูกต้อง เมื่อ หลาย ๆ เรื่อง รวมกันเข้าแล้ว ก็สำเร็จประโยชน์ใหญ่, ไม่ใช่เรื่องเดียว สำเร็จประโยชน์. นี่มันก็หลักเกณฑ์อย่างเดียวกับว่า อัฏฐัง คิกมรรค มรรคมีองค์ประกอบ ๘ องค์ ทำหน้าที่ของ ตนครบถ้วน ๆ กันทุกองค์, แล้ว รวมกันเป็นอริยสมาธิ มีบริขาร ๗ มันก็เลยสำเร็จประโยชน์. อย่าคิดว่า เรื่องเดียวสิ่งเดียวมันจะสำเร็จประโยชน์ นี้เราก็ต้อง ถูกต้อง ครบถ้วนทุกเรื่องที่มันเกี่ยวข้องกัน, มัน เกี่ยวข้องกันกี่เรื่อง มันถูกต้องครบถ้วนกัน ก็สำเร็จประโยชน์. นี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า สมาธิกับวิปัสสนารวม กำลังกัน, หรือควบคู่ หมวดที่มันควบคู่กัน. ถ้าเราจะ พูดสมาธิแต่เรื่องของสมาธิ มันก็ได้แต่เรื่องพูดเท่านั้นแหละ, พอเป็น เรื่องทำจริง ปัญญามันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ.
น.53 ๔๕ ถ้าเราจะพูดแต่เรื่องปัญญา ๆ ปัญญา ก็ได้แต่เรื่องพูดแยกกัน เป็นปัญญา ; แต่ความจริง สมาธิมันหนุนอยู่ข้างใต้ ปัญญา มาเป็นรากฐานของปัญญาอยู่เสมอ. ฉะนั้น การที่หลับตาพูดเรื่องสมาธิเดี่ยว ๆ ปัญญาเดี่ยว ๆ นี้ ดูจะยัง เป็นเรื่องหลับตาอยู่ไม่มากก็น้อย ; ถ้าจะ ลืมตาเห็นตาม ที่เป็นจริงแล้ว มันต้องควบคู่กัน. สมาธิกับปัญญา เป็นยุคธรรม เป็นธรรมคู่, เหมือนกับวัวควายคู่ เป็นคู่ เทียมกันแล้วไถนา. บางที พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียกว่า สมโถ จ วิปสฺ- สนา จ แทนที่จะเรียกว่า อัฏฐังคิกมรรค, ในบางกรณี ท่าน ไม่ตรัสว่า อัฏฐังคิกมรรคมีองค์ ๘ ท่านกลับ ตรัสว่า สมโถ จ วิปสฺสนา จ นั่นแหละเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้ก็มี. คู่กันนี้มันรวมกำลังกันหรือมันช่วยกัน ; อย่างไถนาด้วย ควาย ๒ ตัว มันรวมกำลังกัน, แม้แต่ตัวหนึ่งเล็กตัวหนึ่ง ใหญ่ มันก็ยังรวมกำลังกันได้. ตัวหนึ่งฉลาดตัวหนึ่งโง่ มัน ก็ยังรวมกำลังกันได้ เรียกว่าสมังคี ไม่บกพร่องในหน้าที่ของ ตน ๆ มีองค์ประกอบเท่ากันเสมอกัน นี้เรียกว่าควบคู่กัน.
น.54 ๔๖ การทำจิตตภาวนาเรามองดูได้เป็น ๓ แง่ว่า : แนวที่ ๑ ทำสมาธิ แนวสมาธิ เพื่อสมาธิ. แนวที่ ๒ ก็ ทำวิปัสสนา เพื่อปัญญา เป็นแนวของปัญญา. แนว ที่ ๓ ก็ ควันเกลียวกันไป. เรื่องควั่นเกลียวกันไปนี้เป็นความสำเร็จประโยชน์ เป็นความจริง เป็นข้อเท็จจริงและเป็นความจริง ไม่ใช่เรื่อง พูด ; แต่ถ้าไปแยกสมาธิออกไป แยกปัญญาออกไป ไม่ เกี่ยวข้องกัน มันเป็นได้แต่เรื่องพูด มันเป็นได้แต่เรื่องพูด, เช่นเดียวกับ เรื่องนามรูป เป็นของที่ต้องไปด้วยกัน ; แยก นามออกจากรูปมันก็ตายหมดแหละ. แต่ถ้าเรา พูดก็พูดได้ พูดแต่เรื่องรูป เป็นตุเป็นตะ แล้วพูดเรื่องนามเป็นตุเป็นตะ คล้ายกับว่าเป็นคนละเรื่อง, นั้นมันพูดเท่านั้น, มันเรื่องพูด เท่านั้น. แต่ถ้าเป็นเรื่อง ความจริงของธรรมชาติแล้ว มันแยกกันไม่ได้ ; เพราะถ้าไม่มีรูป นามมันทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าถ้าไม่มีนาม, รูปมันก็เท่ากับไม่ได้ทำอะไรเลย, เลยนามกับรูปต้องเป็นของที่ควั่นเกลียวกัน อยู่ด้วยกัน. นี้ ก็เรียกว่า ธรรมสมังดี ด้วยเหมือนกัน ความที่รวมกำลัง กันของธรรมะ. ขอให้ถือเป็นหลักทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าจะทำ
น.55 ๔๗ อะไร ขอให้รวมความถูกต้องทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่อง นั้น ๆ มาเป็นเรื่องเดียวกัน, มันมีความถูกต้อง หรือมี แง่มุม มีองค์ประกอบ, มี factor มีอะไรกี่อย่าง ๆ เอามาให้ ถูกต้องทุก ๆ ส่วนประกอบ, ธรรมชาติเป็นอย่างนี้. นี้จึง พูดว่า โดยหลักพื้นฐาน จิตตภาวนาโดยหลักพื้นฐานเป็น อย่างนี้, นี้ไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะ รายละเอียดนั้นมันก็ต้องรวมกันเป็นหลักเป็นเรื่อง อย่างใดอย่างหนึ่ง. นี้เป็นการบรรยายครั้งที่ ๔ เรื่องจิตตภาวนาโดย หลักพื้นฐาน ซึ่งต่อกันมาตามลำดับ, จะต้องรู้เรื่อง ธรรมชาติของอัตตภาพโดยหลักพื้นฐานเสียก่อน ว่าคนแต่ละ คนประกอบขึ้นมาด้วยอะไร, แล้วก็มารู้เรื่องปัญหาของมนุษย์ โดยหลักพื้นฐาน ตามธรรมชาติมนุษย์มีปัญหาอย่างไร, คือ มีความทุกข์รบกวนอย่างไร, แล้วก็มี เรื่องการดำรงชีวิตที่ ถูกต้อง ที่เหมาะสมที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาพื้นฐานของ ธรรมชาติได้, นั้นก็ เป็นเรื่องที่จะต้องรู้ ด้วยเหมือนกัน ว่า ดำรงชีวิตอย่างนี้ ๆ โดยหลักพื้นฐาน. คราวนี้ครั้งนี้ก็พูด
น.56 ๔๘ ถึงจิตตภาวนา โดยตรง โดยหลักพื้นฐาน, เพราะการดำรง ชีวิตอยู่อย่างถูกต้องโดยหลักพื้นฐานนั้น มันขึ้นอยู่กับ จิตตภาวนาเป็นส่วนใหญ่. หรือจะพูดเสียใหม่เดี๋ยวนี้ สำหรับทุกคนว่า เรื่องเป็นมนุษย์ของเรานี้ มันขึ้นอยู่ กับการดำรงจิตให้ถูกต้องเป็นหลักสำคัญ, ที่เราจะเป็น มนุษย์ชนิดที่อยู่เหนือความทุกข์ จะต้องมีจิตตภาวนาถูกต้อง โดยหลักพื้นฐาน แต่มันก็ไม่อาจจะทิ้งร่างกายไปได้ดอก เพราะร่างกายนั้นมันเป็นรากฐานพื้นฐานของจิต เป็นที่รอง รับจิตเป็นที่ให้จิตแสดงบทบาท ทีนี้ถ้าว่า จิตถูกต้อง มันก็ดึงให้ร่างกายถูกต้อง ได้เอง ทางธรรมะจึงมุ่งไปที่จิต มากกว่าที่จะมุ่งไปที่ ร่างกาย, เรียกว่าจิตตภาวนา การพัฒนาจิตให้สูงขึ้น ๆ จน ถึงที่สุดที่มนุษย์จะได้รับประโยชน์จากจิตสักเท่าไร, นี้เป็น การบรรยายครั้งที่ ๔ ต่อเนื่องกับ ๓ ครั้งที่แล้วมา ; ถ้า สนใจก็ต้องไปนึกถึง ๓ ครั้งที่แล้วมา ที่บรรยายแล้ว แล้ว ถ้าไม่เคยฟัง ก็ต้องไปหาฟัง หาอ่านเอาเอง เรื่องจึงจะ สมบูรณ์.
น.57 ๔๙ นี่การบรรยายในวันนี้ ก็คือเรื่องหลักพื้นฐาน หรือ โดยหลักพื้นฐาน ของสิ่งที่เรียกว่าจิตตภาวนา มีธรรมชาติ ของมนุษย์โดยหลักพื้นฐาน, มีปัญหาของมนุษย์โดยหลักพื้น ฐาน, มีการดำรงชีวิตของมนุษย์โดยหลักพื้นฐาน, มีจิตต- ภาวนาของมนุษย์โดยหลักพื้นฐาน, แล้วยังจะมีหลักพื้นฐาน อะไรอีกสักเรื่องสองเรื่อง ก็ค่อยว่ากันต่อไป. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทพระธรรมคณ- สาธยาย ส่งเสริมกำลังใจ ในการประพฤติปฏิบัติธรรมะ สืบต่อไป. —————————
Buddhadasa