Buddhadasa.org
หนังสือแก่นพระพุทธศาสนา › อ่านฉบับเต็ม

📖 แก่นพระพุทธศาสนา

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — แก่นพระพุทธศาสนา

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.94 * ท่านอาคันตุกะทั้งหลาย มีท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน, เนื่องในการฟื้นฟูส่งเสริมความรู้ทางพุทธศาสนา ให้ แก่นักศึกษาระดับอุดมศึกษา. อาตมาภาพขอแสดงความ ยินดี ต้อนรับการมา และสนองความประสงค์แห่งการมา ด้วยความรู้สึกอนุโมทนาด้วยเป็นอย่างยิ่ง *คำบรรยายเนื่องในการประชุมทางวิชาการพระพุทธศาสนา ของชมรม พุทธศาสน์ระดับอุดมศึกษา ครั้งที่ ๖ วันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม อ. ไชยา

น.95 ๒ ในชั้นแรกนี้ อยากจะขอปรารภเรื่องค่อนข้างจะส่วน ตัว คือว่าได้มีการต้อนรับ ตามแบบประเพณีของวัดนี้ คือ การนั่งกลางดิน, ใช้เสนาสนะกลางดิน เป็นที่ประกอบพิธี หรือทำการประชุม ข้อนี้มีเหตุผล คือว่าการนั่งกลางดินนั้น ทำให้ ระลึกนึกถึง ข้อเท็จจริงอันสูงสุดข้อหนึ่งว่า พระพุทธเจ้า ท่านประสูติกลางดิน โคนต้นไม้, พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เมื่อ นั่งกลางดินโคนต้นไม้ , พระพุทธเจ้าท่านสอนพระศาสนา ส่วน ใหญ่แทบทั้งหมด เมื่ออยู่กลางดิน, เกือบจะกล่าวได้ว่า พระ ไตรปิฎกทั้งหมดนั้นมีกำเนิดที่กลางดิน ; เพราะว่าที่ประทับ อยู่ของพระองค์ก็พื้นดิน, เสนาสนะต่างๆ เกี่ยวกับภิกษุสงฆ์ นั้นก็พื้นดิน, และในที่สุดพระพุทธองค์ ไ ด้เสด็จปรินิพพาน กลางดิน เป็นข้อสุดท้าย. อาตมามีความเห็นว่า ก ารทำในใจถึงข้อนี้กันเสีย ก่อน จะมีประโยชน์ ในการที่ปรับปรุงจิตใจให้เหมาะสม ที่จะฟังธรรมะในลักษณะนี้, เรียกว่า ใกล้ชิดธรรมชาติ หรืออยู่กลางดิน ทำจิตใจให้เสมือนแผ่นดิน ก็ย่อมเหมาะสม ที่จะศึกษาเรื่องราวของพระธรรมนั้น ๆ. ไม่มีพระศาสดา

น.96 ๗ องค์ไหนในโลก ที่ได้ตรัสรู้บนมหาวิทยาลัย หรือบนตึกบน วิมาน, ศาสดาทุกองค์ตรัสรู้เป็นพระศาสดา เมื่ออยู่ กลางดินทั้งนั้น, ไม่เฉพาะแต่ในพระพุทธศาสนา ; อย่างในพระพุทธศาสนานี้ ยิ่งแจ้งชัดถึงขนาดว่า ประสูติ กลางดิน ตรัสรู้กลางดิน สอนกลางดิน อยู่กลางดิน นิพพาน กลางดิน. นี่ขอได้โปรด ทำในใจให้เสมือนแผ่นดิน หรือ จะลูบคลำแผ่นดินดู ด้วยความรู้สึกที่เป็นพุทธานุสสติ อย่างยิ่ง ก็จะมีจิตใจที่เหมาะสมที่สุด ที่จะเข้าถึงพระ ธรรม ซึ่งมีกำเนิดขึ้นมาจากกลางดิน. นี้เป็นข้อแรกที่ขอ ทำความเข้าใจ. สำหรับ เรื่องที่จะพูด ก็ขอแสดงความยินดี ใน การเปิดประชุม ส่งเสริมอบรมความรู้ทางพระศาสนาใน ระดับอุดมศึกษา ณ สถานที่นี้. อาตมาก็ขอปวารณาตัว อยู่ตลอดเวลา ว่าได้พยายามสนองความประสงค์อันนี้ตลอดมา เป็นเวลานานแล้ว, และในวันนี้ก็มีความยินดีอย่างยิ่ง เพื่อ กิจกรรมอันนั้น.

น.97 ๔ สำหรับ การศึกษาอบรม เพิ่มพูนความรู้ทาง พระพุทธศาสนา ในระดับอุดมศึกษานี้ รู้สึกว่า เป็นความ จำเป็นอย่างยิ่ง มีความสำคัญอย่างยิ่ง หรือจะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง ; เพราะว่าท่านเหล่านี้ สำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ ออกไปเป็นผู้มีหน้าที่การงาน ในทางสังคมอันกว้างขวาง ย่อมทำให้เกิดประโยชน์ ได้อย่างมากมาย เท่าที่จะมีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องอันเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา. พระพุทธศาสนากับประเทศไทยนั้น ใคร ๆ ก็ ทราบดีแล้วว่า สัมพันธ์กันอย่างไร จนกล้ากล่าวได้ว่า รอดตัวมาได้ก็เพราะพระพุทธศาสนา คือ มีประมุขแห่ง ประเทศชาติ ตามกาลตามสมัย ที่ได้แก้ปัญหาระหว่าง ประเทศ, หรือปัญหาการเมืองอันเลวร้าย ด้ วยการมีหลัก ธรรมในพระพุทธศาสนา ที่บรรพบุรุษได้เสริมสร้างมาให้ ไว้เป็นอย่างดี ในอุปนิสัยจิตใจของแต่ละคน แต่ละคน ซึ่ง ประกอบกันขึ้นเป็นประเทศชาติ ทำให้ประเทศชาติมีเอกราช อยู่ได้ ในท่ามกลางประเทศทั้งหลายที่สูญเสียเอกราชไป. นี้เราถือว่า เป็นพระคุณอย่างสูงยิ่งของพระพุทธศาสนา, แล้ว ก็ควรที่จะส่งเสริมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป.

น.98 ๕ ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่จะบรรยาย ตามหัวข้อในหมาย กำหนดการ มีระบุว่า ให้อาตมาบรรยายเรื่อง แก่นพระ- พุทธศาสน์, เข้าใจว่าคงจะมีความเข้าใจถึงความมุ่งหมาย ของคำว่า แก่นพระพุทธศาสน์, แต่ดูจะมีอะไรที่สะดุดกันอยู่ บ้างก็ได้ ถ้าอาตมาจะเรียกเสียใหม่ว่า แก่นของต้นโพธิ์. หลายคนเคยเห็นเคยรู้จักต้นโพธิ์, และก็ปรากฏว่า มีแก่นชนิดที่ไม่เหมือนใคร. คือไม่ได้มีแก่นเหมือนอย่าง ไม้แก่นทั้งหลาย. ต้นโพธิ์นั้น ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าไม่มี แก่น ; ความจริงนั้นยังถือเอาใจความสำคัญได้ว่า ต้นโพธิ์ มีแก่นเป็นความว่าง; หัวใจพระพุทธศาสนาที่เป็น อย่างละเอียดที่สุด ก็คือเรื่องความว่าง : ว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์, เมื่อลุถึงความว่างในทางจิตใจแล้ว ย่อมอยู่ เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวง เอาละเป็นอันว่าจะพูดถึงเรื่อง แก่นของพุทธศาสน์ แล้วก็ สำหรับนักศึกษา ในระดับอุดมศึกษา. สภาวะอันแท้จริงของพระพุทธศาสนา. ข้อแรกก็อยากจะระบุไปยัง ลักษณะหรือ สภาวะ อันแท้จริงของพระพุทธศาสนา คือว่าเราบรรดาที่เป็น

น.99 ๖ พุทธบริษัท นับถือพุทธศาสนา แล้วในโลกก็ยังมีศาสนา อื่น ๆ อีกมากด้วยกันหลาย ๆ ศาสนา, ศาสนาทั้งหมดนี้แบ่ง ได้เป็นเพียง ๒ ประเภทเท่านั้น :- ประเภทที่ ๑. คือ ศาสนาที่ถือว่ามีพระเจ้าเป็น ผู้สร้าง ผู้บันดาลเหตุการณ์ทั้งหลาย สุขและทุกข์มาจากพระ เจ้า, มีพระเจ้าเป็นผู้สร้าง สร้างโลกและสร้างทุกสิ่ง. ทีนี้ ประเภทที่ ๒. ไม่ถืออย่างนั้น ถือว่า ทุก อย่างนี้เป็นขึ้นมาตามกฎของธรรมชาติ ที่ในพระพุทธ- ศาสนาเรียกว่า กฎอิทัปปัจจยตา ไม่ได้มีพระเจ้าที่เป็น บุคคล ตัวตนอะไรสร้างสรรค์ขึ้นมา ความสุขและ ความทุกข์ มันจะเป็นไปตามการปฏิบัติผิดหรือปฏิบัติถูกต่อ กฎอิทัปปัจจยตา มันมีความต่างกันอย่างนี้ ถ้าพูดเป็นอย่างสากล เขาก็แบ่งพระศาสนาออก เป็น ๒ พวก : พวกแรกมีพระเจ้าสร้าง นี้เรียกว่าพวก crea- tionist คือพวกที่ถือว่า มีผู้สร้าง มีบุคคลผู้สร้าง, แล้ว อีกพวกหนึ่ง เรียกว่า evolutionist ถือว่า วิวัฒนาการขึ้น มาเอง ตาม กฎของธรรมชาติ ก็ไปดูในเรื่องต่าง ๆ ที่เขา พูดกันในโลกนี้ ปัจจุบันนี้แบ่งศาสนาออกเป็น ๒ ชนิด.

น.100 ๗ ถ้าเราถูกถาม เราก็ตอบง่าย ๆ ว่า เราเป็นพวก evolutionist, ในเมื่อพวกอื่นเขาเป็น creationist ที่เป็น creationist มีพระเจ้าสร้างนั้นมาก มีมากศาสนา. พวกที่ ถือว่าเป็นไปตามกฎวิวัฒนาการนี้ จะมีแต่พระพุทธ- ศาสนาเท่านั้น ที่เป็นจริงจัง นอกนั้นก็โดยอ้อม. ศาสนา บางศาสนาในอินเดีย เช่น ศาสนาไขนะก็ไม่ถือว่ามีพระเจ้า สร้าง, มีว่าเป็นไปตามกฎของธรรมะ, แต่ยังไม่ชัดเจน เฉียบขาดอย่างพระพุทธศาสนา ที่ถือว่าไม่มีผู้สร้าง, มีแต่ การวิวัฒนาขึ้นมาตามกฎธรรมชาติ. ถ้าจะเรียกคนทั้งโลกมาถามคราวเดียวกันท่านเป็น พวกไหน เราก็ตอบเป็นพวก evolutionist ในเมื่อพวกอื่น เขาเป็น creationist นี่เป็นคำตอบง่าย ๆ สั้น ๆ ที่ใช้กันอยู่ใน ปัจจุบันนี้ เมื่อมีการพูดจาระหว่างศาสนามันแบ่งได้เป็น ๒ พวกเท่านั้น, หรือจะใช้คำพูดอย่างอื่น ว่าพวกมีพระเจ้า, พวกไม่มีพระเจ้า นี้ก็เป็นความเข้าใจผิดกันอยู่มาก เพราะว่าคำว่า พระเจ้านี้ มักจะหมายถึงบุคคล ที่มีความรู้สึกอย่างบุคคล เป็นพระเจ้า ; กฎของธรรมชาติเขาไม่ถือว่าเป็นพระ-

น.101 ๘ เจ้า; แต่ที่จริงนั่นแหละกลับเป็นพระเจ้าอย่างยิ่ง เป็น พระเจ้าที่มีอำนาจเด็ดขาดอย่างยิ่ง. ฝรั่งเขาจัดให้พุทธศาสนา ไม่มีพระเจ้าผู้สร้าง, แล้วพาลกล่าวหาว่าไม่ใช่ศาสนา คือพุทธ ศาสนาไม่ใช่ religion เพราะไม่มีพระเจ้า. ถ้าจะให้เป็น religion ต้องมีพระเจ้าผู้สร้าง นี่เขาจัดให้พุทธศาสนานี้มิใช่ ศาสนา เพราะไม่มีพระเจ้าผู้สร้าง. นี้เราเห็นว่า ไม่ถูกต้อง ; เรามีผู้สร้าง หรือมี สิ่งสูงสุดทำนองผู้สร้าง อย่างเดียวกับพระเป็นเจ้า แต่ ไม่ใช่พระเป็นเจ้าอย่างเป็นบุคคล, มันเป็นอย่างกฎของ ธรรมชาติอันเฉียบขาด อันเด็ดขาด อันสูงสุด มีคำว่า absolute ใช้ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย ฝ่ายที่มีพระเจ้าผู้สร้างนั้น เขาก็ให้ พระเจ้านั้นเป็นองค์ absolute. นี้เราพุทธศาสนาก็มีกฎ ของ อิทัปปัจจยตานั่นแหละเป็นองค์ absolute, ก็เลยเป็นว่า พุทธศาสนามีพระเจ้า แต่มิใช่อย่างบุคคล. การที่พวกฝรั่ง เขาขัดให้พุทธศาสนาเป็นศาสนา ไม่มีพระเจ้านั้น เพราะเขามองตื้นเกินไป ไม่รู้จักพระ- เจ้าชนิดที่เป็นกฎของธรรมชาติ ซึ่งแท้จริงยิ่งกว่า. ฉะนั้น พวกเราควรจะรู้จักไว้ด้วย ; ถ้าเมื่อจะต้องสนทนาโต้แย้ง

น.102 ๙ อะไรกันในระหว่างศาสนา แล้วก็อย่าได้พูดให้ผิดไปจาก ข้อเท็จจริง. เราเป็นศาสนาที่ถือว่า ไม่มีพระเจ้า ผู้สร้าง อย่างบุคคล; แต่มีกฎของธรรมชาติเป็นผู้สร้าง จึงมี การประพฤติกระทำแตกต่างกัน ถ้าว่า มีพระเจ้าผู้สร้างเป็นบุคคล มันก็อาศัย ความเชื่อ; เพราะว่าไม่มีใครเห็น, ไม่มีใครเห็นพระ- เจ้า ก็ถูกเกณฑ์ให้เชื่อ ก็ถือไว้ได้ด้วยความเชื่อ ว่ามีพระ- เจ้าอย่างบุคคล. แต่ถ้าถือว่า ผู้สร้างคือกฎของธรรมชาติ อย่างนี้ต้องเห็นด้วยปัญญา, ต้องเห็นจริงประจักษ์ลงไป ที่สิ่งนั้นด้วยปัญญา จึงมีปัญญานั่นแหละเป็นส่วนสำคัญ, ใน เมื่อฝ่ายที่มีพระเจ้าผู้สร้าง มีศรัทธาเป็นส่วนสำคัญ แล้วก็ ไม่ให้โต้แย้ง ไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ คำกล่าวใด ๆ ซึ่งเป็น หลักของศาสนา. ส่วน พุทธศาสนา นี้ไม่มีพระเจ้าชนิด นั้น, ไม่มีพระเจ้าที่ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหน. มีแต่กฎของ ธรรมชาติ ที่จะมองเห็นด้วยปัญญาของตนเองว่า เมื่อ มีสิ่งนี้ สิ่งนี้ก็จะเกิดขึ้น, เมื่อทำลงไปอย่างนี้ ผลอย่างนี้ ก็จะเกิดขึ้น โดยเหมาะสมแก่การกระทำเสมอ. นี่เรา มี ปัญญาเป็นรากฐาน.

น.103 ๑๐ นี้ก็ได้ความว่า ศาสนาพวก creationist ต้องมี ศรัทธาที่เรียกว่า faith บางทีก็เป็นอย่างหลับหูหลับตาด้วยซ้ำ ไป เป็นกำลัง. พวกที่ถือ evolutionist - วิวัฒนาการ ตามกฎของธรรมชาติ นี้เห็นอยู่ด้วยปัญญา, เป็นอย่าง สันทิฏฐิโก ตามหลักของพระธรรมที่ว่า สวฺากขาโต ภควตา ธมฺโมสนฺทิฏฺฐิโก, ต้องเห็นชัดเป็นสันทิฏฐิโกอย่างนั้น ไม่ ต้องอาศัยความเชื่อที่งมงาย. นี่มัน จำเป็นที่จะต้องพูดเปรียบเทียบ แต่ก็มิได้ มีเจตนาร้าย ที่จะข่มขี่ดูหมิ่นดูถูกผู้ใด, เป็นแต่เพียงการ พูดให้เห็นชัดลงไปว่า มันแตกต่างกันอยู่อย่างไร. ทีนี้ถ้าจะ นึกถึงข้อที่ว่า จะต้องอยู่ร่วมโลกกัน เราจะต้องสมัคร สมานสามัคคีกัน ก็อย่ายืนยันในข้อนี้ให้มันมากนัก : อย่ายืนยันในข้อมีพระเจ้าไม่มีพระเจ้า กันให้มากนัก, จะ มุ่งไปมองแต่ว่า ท่านมีวิธีให้ดับความทุกข์อย่างไร อย่างนี้ จะดีกว่า ; เพราะว่าคนในโลกมีหลายระดับ ขออภัยจะ ใช้คำว่า โง่ดักดานก็มีอยู่มาก, ไม่สู้จะโง่ก็มีอยู่มาก, แล้วก็ ฉลาดน้อยกับฉลาดมาก. ดังนั้นจะถืออย่างเดียวกันไม่ได้ มันจะมีหลักปฏิบัติอย่างเดียวกันไม่ได้, จะต้องมีหลัก

น.104 ๑๑ สำหรับยึดถือปฏิบัติอย่างเหมาะสมแก่ภูมิชั้นของตัว ; ด้วยเหตุนี้เอง ศาสนาทุกศาสนาแม้จะมีอะไรผิดแปลกไป อย่างไร ก็ยังมีผู้ถือ, ในโลกนี้จะยังมีผู้ถือศาสนาทุกศาสนา เป็นแน่นอน. ถ้าพูดไปมันก็กลายเป็นดูหมิ่นผู้อื่น แต่ไม่ได้เจตนา จะดูหมิ่นว่า ผู้ที่ยังจะต้องถือศาสนาชนิดมีพระเจ้าผู้สร้าง ก็ยังมีมาก. แต่ดูเอาเถิด จะเห็นได้ว่า เมื่อวิทยาศาสตร์ ก้าวหน้าขึ้นมาเท่าไร ความเชื่อถือในพระเจ้าผู้สร้าง ก็ ลดลงไปเท่านั้น, จนเกิดปัญหาขึ้นมาว่า ไม่มีพระเจ้าแล้ว จะถืออะไรกัน, จะเอาอะไรมาแทนพระเจ้า ให้ลูกเด็ก ๆ นับถือแทนพระเจ้า, นี่พวกฝรั่งกำลังมีปัญหาดังนี้. เมื่อ วิทยาศาสตร์มันพิสูจน์ความไม่มีพระเจ้าอย่างบุคคล ก็ เท่ากับพระเจ้าตายไปแล้ว แล้วจะให้เด็กเขาถืออะไร, ยึดถืออะไรแทนพระเจ้า, นี่เขามีปัญหาอย่างนี้. ส่วน ชาวพุทธ เ รา ไม่มีปัญหา อย่างนี้, เพราะ ยึดถือกฎของธรรมชาติ แล้วก็เห็นได้ รู้สึกได้ และพิสูจน์ ได้ ด้วยตนเอง จึงเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักตาย, ถ้าวิทยาศาสตร์ ยิ่งก้าวหน้ายิ่งเจริญในโลก พุทธศาสนายิ่งมีรากฐานอัน

น.105 ๑๒ มั่นคง, ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ก้าวหน้าไปเท่า ใด ยิ่งเป็นเครื่องสนับสนุนรับรองพระพุทธศาสนา ให้ เข้มแข็งมั่นคงยิ่งขึ้นเท่านั้น. ดังนั้นศาสนาพุทธ จึง ไม่ได้มีการเผยแพร่ศาสนาโดยวิธีจ้างออนอะไรต่าง ๆ, ผู้ที่ ต้องการพุทธศาสนากลับจะต้องเป็นผู้ลงทุนเอง เที่ยว หาเอาเอง, ไม่เหมือนกับศาสนาที่มีพระเจ้า ที่จะต้องมี การเรียกว่าต้องจ้างออน คือจะต้องมีอะไรให้ มีอะไรชักจูง มีอะไรให้เป็นเครื่องตอบแทน ที่มาถือศาสนานั้น ๆ. ทั้งหมดนี้จะเป็นแก่นของพุทธศาสนาหรือไม่ใช่ ? ขอให้ท่านนักศึกษาทั้งหลายลองพิจารณาดู ; เพียงแต่ว่า โลกนี้มันแบ่งเป็น ๒ พวก : เป็นพวก creationist กับพวก evolutionist ๒ พวกเท่านั้น. นี้ก็เป็นแก่นของพุทธ- ศาสนาอย่างยิ่งอยู่แล้ว. พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ แต่มี ไสยศาสตร์มาแต่เด็ก. เอ้าที่นี้ ซึ่งควรจะแคบเข้ามา ว่า พุทธศาสนาเป็น วิทยาศาสตร์ แต่แล้ว ทำไมจึงมีการกระทำอย่างไสย-

น.106 ๑๓ ศาสตร์. พวกนักศึกษาที่เป็นฝรั่ง เป็นนักศึกษามีปัญญา เขายังมองว่า พุทธศาสนายังมีการกระทำที่เป็นไสยศาสตร์ ไสยศาสตร์ คำนี้ ต่างจากพุทธศาสตร์ คือว่าไสย- ศาสตร์นั้น มีหลักการใหญ่ ๆ ว่า พึ่งผู้อื่นนอกไปจากตัว. ถ้าเป็นไสยศาสตร์จะพึ่งผู้อื่นนอกไปจากตัว แล้วรับนับถือ สิ่งที่ไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว ; ถ้าเป็น พุทธศาสนาต้องมีการพึ่งตัว, มีตัวเป็นที่พึ่งแก่ตัว แล้วก็สิ่ง นั้นเป็นที่รู้จักประจักษ์ชัดแก่จิตใจ. ไสยศาสตร์พึ่งภูตผี ปีศาจ เทวดา พระเจ้าอะไรก็ตาม ซึ่งล้วนแต่ไม่มีใครรู้จัก ตัวทั้งนั้น, แล้วการพึ่งนั้นก็เป็นการพึ่งผู้อื่น มิใช่พึ่งตัว. แต่ถ้าเป็น พุทธศาสตร์มันต้องพึ่งตัวเอง คือการกระทำ ของตัวเอง แม้ว่าการกระทำนั้นได้รับการแนะนำมาจากพระ- พุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านก็ยังตรัสว่า เป็นการพึ่งตัวเอง, แล้วสิ่งนั้นมองเห็นอยู่ ประจักษ์ชัดอยู่แก่ความรู้สึกในจิตใจ จึงไม่มีความงมงาย. เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ ควรจะทราบอย่างยิ่ง เหมือน กับว่าเป็นแก่นของพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน นั่นคือว่า คนเราพอเกิดมาจากท้องแม่ อย่างนี้ ก็ถูกอบรม

น.107 ๑๔ ให้พึ่งผู้อื่น เสียแล้ว : ผู้อื่นให้กิน ผู้อื่นให้อะไรทุกอย่าง ผู้ อื่นเป็นผู้เลี้ยงดู เป็นผู้ช่วยเหลือทุกอย่าง ก็เลยมีนิสัยพึ่งผู้ อื่น ซึ่งเป็นรูปแบบของไสยศาสตร์, แล้วบางทีเด็กทารกนั้น ก็ ถูกหลอก ให้กลัวผี ให้กลัวสิ่งไม่มองเห็นตัว สิ่งที่ไม่มี อยู่จริง, อย่างนี้ เด็กนั้นก็มีนิสัยน้อมเอียงไปในทางเป็น ไสยศาสตร์ เช่นเชื่อผีและกลัวผี แล้วก็มีความรู้สึกว่า ผู้ อื่นต้องช่วยเรา. แต่ก็ดูเถอะ พอว่า เด็ก ๆ นั้นโตขึ้นมา โตขึ้นมา ความที่ต้องพึ่งผู้อื่นก็น้อยลงไป น้อยลงไป. นี่เรียกว่า วิวัฒนาการทางจิตทางวิญญาณ แล้วก็เริ่มไม่กลัวผี, เริ่มไม่ เชื่อว่ามีผี หรือเรื่องอะไรที่เป็นเรื่องหลอก ๆ สำหรับเด็ก, เมื่อเด็กโตขึ้นมาแล้วก็หมดไป. นี้หมายความว่า เรายิ่งโต ขึ้นมาเท่าไร ก็ยิ่งเปลี่ยนจากไสยศาสตร์มาสู่ความเป็น พุทธศาสตร์ ; ถ้าใครเปลี่ยนได้เร็ว มันก็น่าดู, แต่บาง คนไม่เปลี่ยนจนตายก็มี พาเข้าโลงไปด้วยเลยก็มี อย่างนี้มัน ก็น่าสงสาร.

น.108 ๑๕ ไสยศาสตร์เป็นที่พึ่งอย่างง่าย ๆ ในเมื่อไม่รู้จักพุทธศาสนา. คำว่า ไสยะ นี้ตามภาษาบาลีเขา แปลว่าหลับ พุทธะ ตามภาษาบาลี แปลว่าตื่น คือตื่นจากหลับ , ก็ลองเทียบกันดู เถอะว่า หลับกับตื่นมันต่างกันอย่างไร. เด็ก ๆ เกิดขึ้นมา ออกมาจากท้องแม่ มันก็เหมือนกับหลับออกมาแล้วมันก็ ค่อยๆ ลืมตา, ค่อย ๆ ตื่น ค่อย ๆ ตื่น จนรู้จักอะไรเป็นอะไร, แล้วก็ได้ศึกษาธรรมะหรือพระศาสนาพอสมควรแล้ว มันก็ ตื่นเต็มที่. ถ้ายังหลับก็ยังเป็นไสยศาสตร์, ถ้ารู้ว่าอะไร เป็นอะไร เหมือนกับคนตื่น มันก็ถือพุทธศาสตร์ ซึ่งจะ เรียกได้อย่างหนึ่งว่าเป็นวิทยาศาสตร์ แต่เขาไม่ค่อยเอาไปเรียก พุทธศาสนานั้นโดยลักษณาการแล้วเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นของคนตื่น เป็นของคนมองเห็นโดยครบถ้วน ว่าอะไร เป็นอะไร อะไรเป็นอย่างไร ; ส่วน ไสยศาสตร์ นั้น ไม่ มีทางที่จะเป็นวิทยาศาสตร์ ก็ต้องฝากไว้กับความไม่รู้ ความ ไม่เข้าใจ ความเชื่อตะพึดอยู่เรื่อยไป. นี่ก็เป็นใจความ สำคัญ ที่ขอร้องให้นักศึกษาทั้งหลาย รู้จักความแตกต่าง ระหว่างพุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์.

น.109 ๑๖ และอย่าลืมว่า เรื่องของไสยศาสตร์นี้เหนียวแน่น, อีกทางหนึ่งก็มีประโยชน์ มีประโยชน์ที่ให้คนทำอะไร จริงจังได้มาก เหมือนกัน. การเชื่ออย่างไสยศาสตร์ เป็นเหตุให้ปฏิบัติข้อปฏิบัติ, ปฏิบัติธรรมะหรือปฏิบัติ ศาสนา ได้อย่างเคร่งครัด แล้วดูจะ ง่ายกว่าอย่างที่เป็น วิทยาศาสตร์ ซึ่งมันเข้าใจยาก ดังนั้นร ะบบการเมือง สมัยโบราณ จึงส่งเสริมไสยศาสตร์. หรือบางทีเลือกเอาฐาน รากเป็นไสยศาสตร์. การปกครองบ้านเมืองยอมให้ประ- ชาชนถือทั้งไสยศาสตร์และทั้งพุทธศาสตร์ เพราะว่าอย่าง ไสยศาสตร์นั้น ทำให้เชื่อมั่น ทำให้ยึดมั่นจริงจัง เรียกว่า ง่ายสะดวกแก่การปกครองอย่างยิ่ง. คัมภีร์ที่พูดถึงกันมาก เช่น คัมภีร์ไตรภูมิพระร่วง ส่วนใหญ่เป็นหลักอย่างไสยศาสตร์ , แล้วก็มีพุทธศาสตร์เจืออยู่เป็นหัวใจ แสดงว่าพระเจ้าแผ่นดิน หรือรัฐบาลก็ดี ใช้นโยบายอย่างนี้ เพื่อง่ายเพื่อสะดวกแก่ การปกครอง. ฉะนั้น จะไปโทษไสยศาสตร์ ว่าไร้ ประโยชน์โดยประการทั้งปวงก็ไม่ได้.

น.110 ๑๗ และคำว่า ไสยะ นี้ยังแปลได้อีกอย่างหนึ่ง แ ปลว่า ดีกว่า, ดีกว่าไม่มีเสียเลย, เป็นความรู้ที่ดีกว่าไม่มีเสียเลย, นี่เรียกว่าไสยศาสตร์ แต่ไม่ถึงที่สุด ; ถ้าถึงที่สุดต้องเป็น พุทธศาสตร์. ฉะนั้นขอให้ปรับปรุง ปรับปรุงให้เข้าสู่ความเป็น พุทธศาสตร์เสียโดยเร็ว, อย่าให้อยู่เหมือนอย่างกับว่า ออก มาจากท้องมารดา แล้วก็ตั้งต้นด้วยไสยศาสตร์, แล้วก็ ไสยศาสตร์ไปจนตายอย่างนี้ มันก็ไม่ถูก, มันต้องเปลี่ยน เป็นขั้นพุทธศาสตร์ คือช่วยให้รอดได้ ด้วยลักษณะที่มี เหตุผล. โบราณถือทั้งไสยทั้งพุทธ. ทางโบราณคดี บ้านเมืองไหนที่มีอายุเกินกว่า พันปี เช่นไชยา เช่นนครศรีธรรมราช กตาม จะมีซาก โบราณสถาน ทั้งอย่างพราหมณ์และทั้งอย่างพุทธ อยู่ เป็นคู่กัน ; เช่นวัดสำคัญที่ไชยานี้ ทางตะวันออกของวัด ออกไป จะมีโบสถ์พราหมณ์ ทุกวัดมีโบสถ์พราหมณ์, ใน โบสถ์พราหมณ์นั้นมีการไหว้พระเป็นเจ้าอย่างพราหมณ์, แถว

น.111 ๑๘ ไชยานี้ถืออย่างนิกายวิษณุไ วษณวะมาก คื อถือพระนารายณ์, ทางนครศรีธรรมราช ถืออย่างศิวะหรือไศวะ ก็เต็มไปด้วย ศิวลึงค์. บุคคลประชาชนรับนับถือทั้งสองอย่างพร้อมกัน อย่างกับว่ามาวัดนี้ ก็ไหว้ที่โบสถ์พราหมณ์, เสร็จแล้วก็ มาไหว้ที่เป็นโบสถ์พุทธ, หรือจะไหว้ที่โบสถ์พุทธ กลับไปก็ ยังต้องแวะไหว้ที่โบสถ์พราหมณ์, แล้วยิ่งกว่านั้น ในพุทธ- สถานของฝ่ายพุทธแท้ ๆ เช่น พระเจดีย์องค์ประธานที่วัดแก้ว. ที่ตรงกลางศูนย์กลางของพระเจดีย์ ขุดค้นได้ทั้งพระพุทธรูปที่ เป็นฝ่ายพุทธ และทั้งศิวลึงค์และคเณศ พระคเณศ ซึ่งเป็น ฝ่ายพราหมณ์หรือฮินดู รวมอยู่ด้วยกัน. นี่เป็นเรื่อง นโยบาย ที่ยอมให้ประชาชนถือทั้งอย่างพุทธและอย่าง พราหมณ์. ถ้าจะพูดภาษาธรรมดา ก็ถือทั้งพุทธและไสย, ถือทั้งไสยศาสตร์และพุทธศาสตร์ไปด้วยกัน แต่ครั้น มาถึงบัดนี้ ความจำเป็นอันนี้มัน หมดแล้ว มันค่อย ๆ หมดไป มันจึง เหลือแต่พุทธศาสตร์มากขึ้น ; ฉะนั้นขอให้เราสนใจ เรียกว่ารู้จักโต เกิดมาแล้วก็รู้จักโต หรือว่ามีการเลี้ยงแล้วก็รู้จักโต, คือเลื่อนชั้น ๆ ขึ้นมา ฉลาด แจ่มแจ้ง หรือลืมตา ตื่นจากหลับมากขึ้นทุกที.

น.112 ๑๙ การแขวนพระเครื่องควรทำอย่างพุทธศาสตร์. ทีนี้ที่มีปัญหาอยู่ในที่ทั่วไป ก็เช่นว่า เดี๋ยวนี้ก็มีพระ- เครื่องแขวนคอ ทำมากขึ้น ๆ เป็นจำนวนล้าน ๆ, มีปัญหา ว่า ผู้ที่แขวนพระเครื่องนั้น แขวนอย่างไสยศาสตร์หรือ แขวนอย่างพุทธศาสตร์. ถ้าแขวนอย่างพระเครื่อง ศักดิ์สิทธิ์จะช่วยคุ้มครอง เหมือนกับเทพเจ้าหรือพระเจ้า มาช่วยคุ้มครอง เป็นของขลังของศักดิ์สิทธิ์, อย่างนี้ก็คือ การแขวนพระเครื่องนั้น อย่างไสยศาสตร์ คือพึ่งผู้อื่น และ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นตัว. ถ้าเอาพระเครื่องมาแขวน ด้วย ความรู้สึกในพระธรรม ว่าดับทุกข์ได้อย่างไร แล้วพอใจ ในระบบการดับทุกข์ของพระพุทธเจ้า แล้วบูชาคุณของพระ- พุทธเจ้า เอาพระเครื่องมาแขวนที่คอเป็นพุทธานุสสติ ไม่ใช่แขวนอย่างขลังอย่างศักดิ์สิทธิ์ เพื่อว่าจะเตือนให้ระลึก นึกถึงธรรมะอยู่เสมอ ถ้าอย่างนี้ก็เป็นพุทธศาสตร์. ฉะนั้นขอให้สนใจกับพระเครื่อง ที่สร้างขึ้นมาเป็น ล้าน ๆ องค์แล้วนี้ มันจะเพิ่มพุทธศาสตร์หรือจะเพิ่มไสย- ศาสตร์ ? ข้อนี้มันก็อยู่ที่ผู้ใช้ หรือผู้มี หรือผู้แขวนนั้นเอง

น.113 ๒๐ ขอให้นักศึกษามีสติปัญญา แล้วก็ รู้จักแยกแยะว่า แขวน อย่างไรเป็นไสยศาสตร์, แขวนอย่างไรเป็นพุทธศาสตร์. อย่างพวกโจร พวกอันธพาล ก็เอาพระเครื่องมาแขวน คอ ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะคุ้มครอง, คุ้มครองอย่างไม่มี เหตุผล อย่างของขลังของศักดิ์สิทธิ์, แล้วอันธพาลเหล่านี้ก็ นอนตาย, ตำรวจยิงตายพระเครื่องเต็มคอ ; ลักษณะที่เป็น ไสยศาสตร์มันก็เป็นอย่างนี้. ถ้าว่าเขาแขวนพระเครื่อง อย่างพุทธศาสตร์ ไม่มีใครจะยิงตายได้ ; เพราะ มันไม่มีการทำอะไรชนิดที่ทำให้ผู้อื่นจะต้องเดือดร้อน หรือต้องเกิดเป็นศัตรูคู่อาฆาตขึ้นมา. ถ้าแขวนพระเครื่อง อย่างไสยศาสตร์เป็นของขลังศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองป้องกัน ฆ่าไม่ ตายอย่างนี้, เดี๋ยวมันก็ได้ตาย ได้นอนตาย เพราะว่าแม้ไม่ มีใครฆ่ามัน ก็ตายแล้ว, ตายด้วยความโง่อย่างยิ่งอยู่แล้ว. นี่พุทธศาสนาจะแยกตัวออกมาจากไสยศาสตร์ ได้อย่างไร สิ่งที่เรียกว่า ไสยศาสตร์นั้นเป็นของพื้นฐาน แรกเริ่มเดิมที มีมาก่อนศาสตร์ใดๆ ซึ่งพอจะพูดได้ว่า ดีกว่าไม่มี, วิชาอันนี้ความรู้อันนี้ ดีกว่าไม่มีอะไรเสียเลย. ดังนั้น คนในชั้นแรกจึงถืออย่างไสยศาสตร์ นับตั้งแต่ถือ

น.114 ๒๑ เรื่องต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ต้นหญ้าต้นบอน ศักดิ์สิทธิ์ ต้นอะไรก็ล้วนแต่ศักดิ์สิทธิ์, กระทั่งมีเทวดาในฝน ในฟ้า ในอากาศ ในแม่น้ำ. นี่เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นได้โดย ง่าย ตั้งแต่สมัยแรก ๆ ที่สติปัญญาของคนเหล่านั้น จะเดาได้, ต้องใช้คำว่าจะเดาได้หรือจะสันนิษฐานได้ ก็เกิด เป็นไสยศาสตร์ขึ้นมา เป็นพื้นฐานก่อน แต่โดยเหตุที่ว่า แม้จะเป็นไสยศาสตร์ ชนิดนั้น มัน ก็มีความจริงอยู่บ้าง เพราะว่าบางเรื่องมันเนื่องด้วยกำลังจิต; ถ้าเป็นไสย- ศาสตร์ที่มันเนื่องด้วยกำลังจิตมาก ๆ มันก็ อาจจะให้ผลตรง ตามความต้องการได้บ้าง, เช่น ทำให้เจ็บไข้ลงก็ได้, ทำให้ หายไข้ฟื้นจากไข้ก็ได้ เพราะว่ามันทำด้วยกำลังจิต, แต่ไม่ใช่ เป็นความจริง. นี่เรียกว่า ไสยศาสตร์ คือศาสตร์ที่ ยังหลับอยู่ แล้วก็ พุทธศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ ตื่นแล้ว. ขอให้นักศึกษา รู้จักแยกออกจากกัน, และรู้จักความที่พุทธศาสตร์ เป็น วิทยาศาสตร์ด้วย คือพิสูจน์ได้ทดลองได้ โดยประจักษ์. อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ ; แม้จะเป็นเรื่องทางจิตใจ ก็เป็นเรื่องที่รู้สึกได้ เช่นว่า พอเรา เกิดกิเลสขึ้นมันก็เป็น

น.115 ๒๒ ทุกข์, มันก็เห็นได้ รู้สึกได้, เป็นความจริงที่เห็นได้พิสูจน์ ได้ ; หรือ เมื่อทำผิดจากกฎของธรรมชาติ ผลก็เกิดขึ้น มาเป็นทุกข์, เมื่อ ทำถูกต้องตามกฎของธรรมชาติที่มัน จะไม่เกิดทุกข์ มันก็ไม่เกิดทุกข์. หลักพุทธศาสนาให้ความเป็นอิสระแก่ตัว. ที่นี้ก็มีแง่ที่จะมองดูออกไปอีกว่า เหมาะสมสำหรับ คำว่าไทย, อธิบายลำบากอยู่หน่อยหนึ่ง ที่คำว่าไทยนี้ เขาเอา ตัว ย สะกดเข้าไปด้วย ถ้าว่าจะเป็นไทยที่แปลว่าอิสระแล้ว ไม่ควรมีตัว ย. แต่นี้ก็ได้เขียนอย่างมีตัว ย เป็น เทยยะ, เทยยะแปลว่าของที่ให้ได้หรือถูกให้ ไม่เป็นอิสระแก่ตัวถ้า เทยยะ. ถ้าเป็นไทเฉย ๆ ดูจะว่ามาจากคำว่าอิสระโดยสมบูรณ์ ; แต่ก็ต้องสมมติเอาว่า เป็นว่า แม้จะมีตัว ย สะกด ก็คือไท คือความเป็นอิสระนี่เหมาะกับหลักของพระพุทธศาสนา ที่ให้ความเป็นอิสระแก่ตัว, แล้วถ้ายิ่งมองถึงเรื่องประชา- ธิปไตยแล้ว ก็ยิ่งมีมาก มากที่สุด. ในศาสนาที่ถือพระเจ้า จะมีไม่ได้, ความเป็นอิสระ ความเป็นประชาธิปไตย

น.116 ๒๓ อย่างในพุทธศาสนานี้ มีไม่ได้ในศาสนาที่มีพระเป็น เจ้า. อยากจะพูดให้ฟัง พอรู้เรื่องแต่ย่อ ๆ เพราะเรื่อง มันมาก จะพูดแต่ย่อ ๆ ว่า พุทธบริษัทได้รับคำสั่งสอน จากพระพุทธองค์ ในการที่จะเชื่ออะไร ; ท่านสอนว่า อย่าเชื่อโดยเหตุ ๑๐ ประการ :- ๑. อย่าเชื่อเพราะเหตุสักว่า ได้ฟังคำบอกต่อ ๆ กันมา, ได้ฟังบอกต่อ ๆ กันมา แม้จะมากมายอย่างไรก็ไม่ เชื่อ ๒. แล้วก็ ไม่เชื่อด้วยเหตุสักว่า กระทำ ๆ กระทำ ตาม ๆ สืบ ๆ กันมา. ๓. แล้วก็ อย่าเชื่อด้วยเหตุสักว่า เล่าลือกันอยู่ กระฉ่อน, ทั้งบ้านทั้งเมืองทั้งโลกว่าเป็นอย่างนี้ ๆ ก็อย่าเพ่อ เชื่อ ๔. แล้วก็ อย่าเชื่อเพราะมีที่อ้างในปิฎก ในบี๋ฎกนี้ พระไตรปิฎกนี้ บางคนไม่กล้าแปล ไม่กล้าถือตามตัวปิฎก ไปแปลว่าตำราอะไร, แล้วก็เป็นตำราขี้ โกงไปเสีย. พระพุทธ เจ้าท่านตรัสชัดลงไปว่า ไม่เชื่อแม้มีอ้างได้ในที่ถูก ก็เพราะ

น.117 ๒๔ โดยเหตุที่ว่าปีฎกนั้น มันก็เป็นสิ่งที่แตะต้องได้ปรุงแต่งได้, อยู่ ในอำนาจที่ใครจะเพิ่มเติม หรือตัดทอนอะไรได้ จึงยังไม่เชื่อ ๕. แล้วก็ อย่าเชื่อว่าถูกต้องตามหลักของตรรก- วิทยา เมื่อดูเหตุผลทาง logic แล้วมันถูก นี้ก็ยังไม่เชื่อ ๖. ไ ม่เชื่อโดยเหตุผลทางนยะ คือทาง philosophy แม้ทาง philosophy พิสูจน์อย่างไร ได้ผลออกมาว่านี้จริงนี้ถูก ก็ยังไม่เชื่อ ๗. แล้วก็ อย่าเชื่อด้วยการตรึกไปตามอาการ คือ ตามความรู้สึกตามสามัญสำนึก หรือ common sense ก็ยังไม่ เชื่อ ๘. แล้วก็ ไม่เชื่อด้วยเหตุที่ว่า คำพูดนั้นมันทน ได้ต่อการเพ่งพินิจของเรา เพราะว่าความเพ่งพินิจของเรา มันผิดได้, ไม่ใช่ว่ามันตรงกับความคิดของเราแล้วมันจะถูก. ๙. แล้วก็ อย่าเชื่อว่าผู้พูดอยู่ในฐานะที่น่าเชื่อ ๑๐. แล้วข้อสุดท้าย อย่าเชื่อเพราะว่าสมณะนี้ เป็นครูของเรา ก็คือพระพุทธเจ้าเอง . พระพุทธเจ้าเอง เป็นสมณะ แล้วก็เป็นครูผู้สอนของเรา.

น.118 ๒๕ ยังไม่เชื่อด้วยเหตุ ๑๐ อย่างนี้ เป็นประชาธิปไตย เท่าไร ; แต่จะเชื่อด้วยเมื่อมองดูแล้ว มันเป็นอย่างนั้นได้ จริง ; เช่นบอกว่า ราคะ โทสะ โมหะ เป็นของร้อน, เป็น ไฟ เป็นทุกข์ ; พอมองดูแล้วเห็นได้จริง ก็ไม่ต้องเชื่อ ตาม ๑๐ อย่างนั้น, หรือว่าสิ่งที่ทำลงไป มันเบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น แล้วมันสร้างผลที่เลวร้ายขึ้นมา, อย่างนี้มัน ก็เชื่อได้ โดยตัวมันเอง มันพิสูจน์อยู่ในตัวมันเองนั้น. ฉะนั้นชาติไทยจะมีศาสนาใดเป็นศาสนาประจำชาติ จึงได้แก่ พุทธศาสนา คือทำให้เกิดความเป็นไทย แล้ว ก็เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง ; แม้แต่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็น ครูของเราตรัส ก็ยังไม่เชื่อ ยังไม่ทันเชื่อ, ยังไม่ยอมเชื่อ จะต้องดูอีกทีดูอีกทีหนึ่ง ว่ามันจะเป็นอย่างนั้นได้จริง นี่คือ หลักที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา หรือ จะ เป็นแกนของพุทธศาสตร์ ที่ว่าไม่เชื่อโดยเหตุ ๑๐ ประการ นั้น, แต่เชื่อโดยเหตุผลที่ประจักษ์อยู่จริง ๆ ที่ตัวการกระทำ หรือมีผลออกมาให้เห็นได้ว่า มันเป็นอย่างนั้นจริง. ถ้ามัน เป็นสิ่งที่ยังไม่มีผลออกมา แต่มันมีเหตุผล ว่าน่าลองดูก็ได้ ; แต่คำว่าน่าลองดูนี้ยังไม่เชื่อ, ต้องลองดูทุกอย่างแล้ว ลองดู

น.119 ๒๖ ถึงที่สุดแล้ว มีผลอย่างนั้นจริง จึงค่อยเชื่อ. เป็นอันว่ามี แต่สติปัญญา, เชื่อด้วยสติปัญญาอยู่เรื่อยไป, นี่คือแก่น ของพระพุทธศาสนา. พุทธศาสนาสอนเรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์. ทีนี้ก็มาดูถึงว่า พุทธศาสนานั้นสอนเรื่องอะไร, สอนเรื่องอะไร ? เดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็จะเป็นพุทธศาสนาเสียหมด ซึ่งกระทำมาอย่างเป็นไสยศาสตร์ทั้งนั้น ; แต่ก็ถูกเข้าใจว่า เป็นพุทธศาสนาไปทั้งหมด. นี่เพื่อให้มันแยกออกจากกันได้ ก็ต้อง อาศัยพระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า แต่ก่อนก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี ตถาคตบัญญัติเฉพาะเรื่องความทุกข์ กับความดับไม่เหลือแห่ง ทุกข์เท่านั้น. ความข้อนี้ พวกนักศึกษาต่างประเทศที่มาสนใจ พุทธศาสนา เขายึดถือกันเป็นหลักอย่างยิ่ง ; พวกเราคน ไทยกลับไม่เคยได้ฟัง, แล้วไม่ได้ถือด้วยซ้ำไป. พวกฝรั่ง เหล่านั้นเขายึดถือเป็นหลักสำคัญอย่างยิ่ง ถึงกับจำบาลีได้ ปุพฺเพจาหั ภิกขเว เอตรหิ จ ทุกฺขญฺเจว ปญฺญาเปมิ ทุก- ขสฺส จ นิโรธิ. นี่ถ้าเป็นบาลีก็มีเท่านี้ ภิกษุทั้งหลาย ก่อนนี้

น.120 ๒๗ ก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี ตถาคตบัญญัติเฉพาะเรื่องความทุกข์ กับเรื่อง ความดับทุกข์เท่านั้น ถ้าเรื่องนอกนั้นแล้วมันไม่ใช่ คำของ พระพุทธเจ้าตรัส หรือไม่ใช่หลักที่ต้องการจะตรัส. แล้วมัน ก็มีเรื่องที่มากออกไป แม้ที่สุดแต่เรื่องตายแล้วจะเกิดหรือไม่ เกิด ? อะไรจะไปเกิด ? จะไปเกิดโดยวิธีใด อย่างไร ? อย่างนี้ ก็ยังไม่ต้องสนใจก็ได้ ; เพราะถ้าเกิดแล้ว มันก็มีความทุกข์ ก็สนใจเรื่องดับทุกข์ก็พอแล้ว ; ถ้ามันไปเกิดอีก มันก็ต้อง มีปัญหาที่เรื่องดับทุกข์, ถ้ามันไม่ไปเกิดอยู่ที่นี่ มันก็มีปัญหา เรื่องดับทุกข์ ; เพราะฉะนั้น สนใจแต่เรื่องที่จะดับทุกข์ อย่างไร นั้นจะอยู่ในขอบเขตของพุทธศาสนา. สวรรค์ในอก นรกในใจ เป็นหลักในพุทธศาสนา. ทีนี้ถ้าไปพูดนอกเรื่องออกไป ไกลออกไป ไกล ออกไปมากมายมหาศาล ก็ไม่ใช่เรื่องตัวพุทธศาสนา ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง นรกอย่างนั้นอยู่ใต้ดิน เรื่อง สวรรค์อย่างนั้นอยู่บนฟ้า, อย่างนี้ เ ขาพูดกันก่อนพระ- พุทธเจ้า ; เขาพูดกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า มัน ไม่ได้เกี่ยว

น.121 ๒๘ กับดับทุกข์โดยตรง, แล้วบางทีมันจะซ่อนความหมายอัน ลึกลับไว้ให้เข้าใจผิด ว่าแม้ในสวรรค์ก็ยังเต็มไปด้วยความ ทุกข์. เพราะว่า สวรรค์เต็มไปด้วยกามารมณ์, เต็มไป ด้วยของถูกใจ ในทางกามารมณ์, ในสวรรค์นั่นแหละตัวจะ หนาแน่นไปด้วยกิเลส. ถ้ามันเต็มไปด้วยกามารมณ์ มัน ก็ เต็มไปด้วยราคะ โลภะ, ถ้ามันเต็มไปด้วยราคะ มันก็ต้อง เต็มไปด้วยโทสะ ; เพราะว่ามันไม่ได้อย่างใจ, ไม่ได้อย่างที่ ราคะต้องการ มันก็ ต้องโกรธ, แล้ว การที่ทำอย่างนั้นอยู่ ก็คือโมหะ, หลงอย่างนั้นโมหะ ; ฉะนั้นใน สวรรค์ที่เต็ม ไปด้วยกามารมณ์ นั่นแหละ มันไม่ใช่ที่ที่จะพึงปรารถนา แล้วมัน ไม่ดับทุกข์. ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า เรื่องทุกข์กับดับทุกข์เท่านั้น ที่ตถาคตบัญญัติขึ้นสอน, มันจึง ต้องดูว่า จะดับราคะ โทสะ โมหะ อย่างไร . เรื่องนี้มันก็น่าหัว ที่ว่าเราสอนกันเรื่องไปสวรรค์, เอาสวรรค์ให้ได้, แล้วก็ สวนทางกันกับพวกเทวดา มีในพระ บาลีในสูตรสูตรหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงการที่พวกเทวดา บนสวรรค์ ; พอเขาจะตาย คือจุติจะต้องตาย ก็มีปัญหาว่า เทวดานี้จะไปเกิดที่ไหน จึงจะเป็นสุคติ มองแล้วก็ไม่มีที่ไหน

น.122 ๒๙ นอกจากในโลกมนุษย์ ; เพราะว่าในโลกมนุษย์นี้ จะหาพระ- พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้ง่าย, เทวดาจึงจุติมาหาสุคติใน มนุษย์โลก. แล้ว อีกทางหนึ่งมนุษย์โลก จะไปหาสุคติ ในเทวโลก, มันสวนทางกันอย่างนี้, แล้วใครมีเหตุผล ? ถ้าเหตุผลมันมีอยู่ว่า ดับโลภะ โทภะ โมหะ มันเป็นดับทุกข์ มันก็ไม่มีเหตุผลเลยที่ว่า จะต้องทำบุญทำทาน เพื่อไปเกิด ในสวรรค์ในเทวโลก ที่สมบูรณ์ไปด้วยกามารมณ์ ซึ่งเป็น เหยื่อของกิเลส. นี่ พูดกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า เขาก็มี เหตุผล พูดเพียงว่าให้คนทำดี ได้ไปเกิดในสวรรค์, มันก็มีผลดีทางสังคม. ทีนี้พอพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ในหมู่คนที่เขาเชื่อ เรื่องนรกเรื่องสวรรค์กันอย่างนั้น พระพุทธองค์ทำ อย่างไร ; พวกเราที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ช่วยถือ หลักข้อนี้ ให้มันถูกต้องสักหน่อย คือว่าเขาพูดกันอยู่อย่างไร นั้น อย่าไปค้านเขา, อย่าไปทะเลาะกับเขา, อย่าไปค้าน เขา, ถ้าเรามีอะไรจะพูดก็พูดดีกว่า. พ ระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมา ในหมู่คนที่เขาเชื่อเรื่อง นรกเรื่องสวรรค์อย่างนี้อยู่แล้ว, ท่านก็เข้ารอยไปเลยว่า

น.123 ๓๐ ถ้าอยากไปสวรรค์ให้ปฏิบัติอย่างนี้, ปฏิบัติอย่างนี้ ซึ่ง ข้อปฏิบัตินี้มันดีกว่าที่เขาสอนกันอยู่ก่อน ; ถ้าไม่อยาก ไปนรก ก็อย่าปฏิบัติอย่างนี้, อย่าปฏิบัติอย่างนี้. นี่มัน ดีกว่าที่สอนกันอยู่ก่อน ท่านก็เลยไม่ต้องมีการกระทบ กระทั่ง เป็นข้าศึกศัตรูกับที่เขาเชื่อกันอยู่ก่อน. ครั้นมาถึง เรื่องที่จะตรัสเป็นของพระองค์เอง ก็ตรัสว่า, โอ, นรกอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, สวรรค์ อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. สวรรค์หรือนรกที่อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ ฉันเห็นแล้ว, บอกคนเหล่านั้นว่า ฉัน เห็นแล้ว เมื่อทำผิดที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมีการกระทำผิด มันก็เป็นนรกขึ้น มา, เมื่อมีการกระทำถูกต้อง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็เป็นสวรรค์ขึ้นมา ; มันจึงอยู่ที่นี่ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ ไม่ต้องต่อตายแล้ว. แต่เมื่อเขาเชื่อกันว่า มันต่อตายแล้ว แล้วก็นรกอยู่ ใต้ดิน, สวรรค์อยู่บนฟ้า ก็ตามใจ, เพราะว่ามัน ส อนอยู่ ก่อน แล้วมัน เหมาะสำหรับคนประเภทหนึ่ง; แต่เมื่อ จะ ต้องการให้ดีขึ้น ท่ านก็ตรัสว่า ให้มันแน่นอนจะไป

น.124 ๓๑ สวรรค์อย่างที่คุณว่า ก็ทำอย่างนี้ ๆ เช่นทำ ประพฤติดี ประพฤติชอบตามหลักใหม่ที่สอนให้, ไม่ใช่บูชายัญ หรือ ไม่ใช่ทำพิธีรดน้ำ ที่ก่อน ๆ มันสู้ไม่ได้ สู้การกระทำที่ถูก ที่ดีนี้ไม่ได้. นี่เราเป็น สาวกของพระพุทธเจ้า จงถือหลัก อย่างนี้ด้วย ในฐานะเป็นหลักหัวใจเหมือนกัน คืออย่าไป ปะทะหรือไปเผชิญหน้า กับลัทธิที่มีอยู่ อย่างใดอย่าง- หนึ่ง ; ถ้าเรามีอะไรจะพูด ก็พูดไปเลย. ถ้าเราจะพูดให้ มันกลมกลืนกันไปได้ ก็พูดให้มันกลมกลืนกันไปได้ , เ ช่น พระองค์ตรัสว่า ถ้าจะไปสวรรค์อย่างที่ต้องการ ก็ให้ปฏิบัติ อย่างนี้ ๆ : ให้ทาน รักษาศีล ไปตามวิธีนี้ แล้วก็ไม่ไป นรก. แต่ถ้าว่าถ้า นรกจริงสวรรค์จริงนั้น มันอยู่ที่ทำผิด หรือทำถูก ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; ถ้าตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส ผิวกายได้สัมผัส จิตได้รับ อารมณ์แล้ว มันทำผิดหรือมันคิดผิด, มัน ปรุงเป็น ความคิดผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ จนเกิดราคะ โทสะ โมหะ นั่นแหละนรก คือนรก. ถ้าทำถูกไม่เกิดนรก, เกิดผลดี ก็เป็นสวรรค์.

น.125 ๓ ๒ ขอให้นึกถึง ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ที่ท่านเคยพูดไว้ ถูกต้องแล้วว่า สวรรค์ในอก นรกในใจ ถูกตามหลัก ของพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง. สวรรค์อยู่บนฟ้า นรกอยู่ใต้ ดินนั้น ไม่รู้ใครพูด, พูดมาตั้งแต่ก่อนแรกเริ่มมีมนุษย์. ฉะนั้นอะไร ๆ ถ้าจะให้เป็นพุทธ ละก็ ของให้อยู่ที่นี่และ เดี๋ยวนี้, ถ้าเอาไปไว้ในส่วนที่ไม่มองเห็น แล้วก็ไม่มี เหตุผล แล้วต้องเชื่อ ๆ ๆ อย่างนี้ ไม่ใช่พุทธ, มันก็ เป็นไสยศาสตร์ อย่างที่ว่า เป็นศาสตร์ของคนหลับ. ถ้า เป็นศาสตร์ของคนตื่น มันต้องมีลักษณะอาการเหมือนกับว่า ลืมตา, แล้วก็เห็น ๆ เห็นอยู่อย่างนี้, นี่จึงจะเป็นพุทธศาสตร์. เรื่องทุกข์กับความดับทุกข์มีอยู่ในกาย ที่เป็น ๆ มีสัญญาและใจ. ทีนี้ที่เนื่องกันต่อไปก็ว่า เรื่อง ค วามทุกข์กับความ ดับทุกข์ มีอยู่ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง ที่ยัง เป็น ๆ มีสัญญาและใจ นี้ก็เป็นหลักที่พวกเราละเลย. เนื่องจากอาตมาได้สัมพันธ์กับชาวต่างประเทศ, ชาวต่าง ประเทศกลับยึดเรื่องนี้มากกว่าพวกเราชาวไทย ในข้อที่

น.126 ๓๓ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับ แห่งโลกก็ดี ทางให้ถึงทางดับแห่งโลกก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ใน ร่างกายที่ยาววาหนึ่ง ที่มีทั้งสัญญาและใจ" . คำว่า " โลก" ในที่นี้เป็นอุปมา เป็นภาษาธรรม คือ ทุกข์ นั่นเอง, โลกก็คือทุกข์ โลกก็คือปัญหา, ตัวทุกข์ก็ดี ตัว เหตุให้เกิดทุกข์ก็ดี ความดับแห่งทุกข์ก็ดี ทางให้ถึงความดับ ทุกข์ก็ดี ตถาคตบัญญัติว่า มีอยู่ในกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ที่ยังมีสัญญาและใจ, หมายความว่าที่ยังเป็น ๆ ที่ยังเป็น ๆ ต้องในร่างกายที่ยังเป็น ๆ จึงจะศึกษาสิ่งเหล่านี้ หาได้ครบ ถ้วน. ถ้าร่างกายตายแล้วก็ไม่มี เพราะว่าร่างกายตาย แล้วมันไม่มีความทุกข์ แล้วไม่มีเหตุให้เกิดทุกข์ มันไม่มีอะไร. ในขณะที่ยังเป็น ๆ อยู่เดี๋ยวนี้ที่นี่ เดี๋ยวนี้ยังเป็น ๆ อยู่นี่ ขอให้รีบสนใจในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ให้พบ ว่าความทุกข์เป็นอยู่อย่างไร เหตุของมันคืออะไร แล้ว ความดับแห่งความทุกข์นั้นเป็นอย่างไร ให้ปรากฏอยู่ ในใจ ที่นี่และเดี๋ยวนี้, แล้ว ทางของมัน คือการปฏิบัติ อย่างถูกต้องทางกาย ทางวาจา ทางใจ, ปฏิบัติถูกต้องนี้

น.127 ๓๔ ก็ทางให้ถึงความดับทุกข์ มันก็มีอยู่ในเฉพาะในร่างกายที่ยัง เป็น ๆ. นี้เราไม่สนใจที่จะศึกษาอะไร ๆ จากภายใน โดยมาก ยิ่งถ้า ไ ปถืออย่างไสยศาสตร์ จะมีอะไรมาช่วยด้วยแล้ว มัน ก็เลยไม่ต้องสนใจกันเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่ต้องสนใจ เพราะว่าจะมีของศักดิ์สิทธิ์มาช่วย. แต่ พุทธศาสนา จะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ จะดับทุกข์ได้ ก็ต้อง ด้วยการกระทำให้ถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของความทุกข์ ว่ามันเกิดขึ้นมาจากอะไร, แล้วมันจะดับไปเพราะการกระทำ อย่างไร. ขอให้เริ่มวางหลักกันอย่างนี้ ขอร้องนักศึกษาทั้ง หลาย ให้สนใจเฉพาะเจาะจงเรื่องความทุกข์กับความดับ ทุกข์; ข้อปลีกย่อยมากมาย ที่เอามาเถียงกันจนทะเลาะ วิวาทกัน ไม่ใช่พุทธศาสนา, หรือไม่ใช่ตัวที่พระพุทธองค์ ทรงประสงค์จะให้ศึกษา. เรื่องตายแล้วเกิดหรือตายแล้วไม่ เกิด อย่างนี้เถียงกันมาก แล้วมักจะถามก่อนที่ว่าจะดับทุกข์ อย่างไร ; เพราะว่าเขาไม่ได้มองเห็นว่า, เขามีปัญหาเฉพาะ หน้า คือความทุกข์. แต่เขาก็ไปสนใจเรื่องที่ชวนให้

น.128 ๓๕ สนใจ เรื่องตายแล้วเกิด ตายแล้วไม่เกิด อะไรไปเกิด, มันก็เลยไปถึงว่า ทำอย่างไรถึงจะได้เห็น จะได้มีตาเห็นคน ที่ตายไปแล้ว, เห็นโลกของคนที่ตายไปแล้ว, มันก็เตลิด เปิดเปิงไป จนไม่ได้ดับทุกข์ จนไม่มุ่งไปหาความดับทุกข์ เรื่องที่มันไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์ แล้วก็ไม่ใช่ พุทธศาสนา ; ฉะนั้นเราจะไม่ต้องมีปัญหาอย่างอื่น. เรา เกิดมาก็เพื่อดับทุกข์ หรือว่าเราจะไปเกิดอย่างอื่นอีก มันก็มี ปัญหาคือความทุกข์และดับทุกข์อยู่เรื่อย ๆ ไป, ปัญหาอื่นไม่มี นอกจากความทุกข์และความดับทุกข์. ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ให้ศึกษาเรื่องนี้ ในร่างกายที่ยังเป็น ๆ คือเอาร่างกายที่ยังเป็น ๆ เป็นห้อง ทดลอง เป็นห้องศึกษา หรือเป็นห้อง lab อย่างศึกษา วิทยาศาสตร์ ; ดังนั้น จะต้องรู้จักความทุกข์คืออย่างไร, คือเกิดขึ้นมาอย่างไร. เรื่องสุขทุกข์มิใช่ผลของกรรมเก่า แต่เกิดเพราะเหตุปัจจัย. มีเรื่องที่ควรจะทราบ แล้วก็เข้าใจกันผิด ๆ อยู่บาง เรื่องอีก คือว่า คนครั้งก่อนพุทธกาลโน่นแล้ว ที่เขา

น.129 ๓๖ มีความเชื่อว่า ความสุขหรือความทุกข์เกิดมาจากกรรม เก่า ที่ได้ทำไว้ นั่นไม่ใช่พุทธศาสนา. แต่เดี๋ยวนี้มีคน ยืนยันว่า อย่างนี้คือพุทธศาสนา, สุขหรือทุกข์เกิดมาจาก กรรมเก่าที่ได้ทำไว้, หรือสุขหรือทุกข์เกิดมาจากพระเจ้า อิ - ศว - ระ คือพระเจ้า เกิดมาจากอิศวรคือพระเจ้า, หรือ ว่า สุขทุกข์นี้ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยอะไรเลย มันเกิดเอง เฉย ๆ; สามอันนี้คือหลักที่ผิด, ไม่ใช่พุทธศาสนา. ที่ว่า สุขทุกข์ไม่ได้เกิดเองเฉย ๆ ได้ ต้องมีเหตุ ต้องมีปัจจัย ต้องมีการกระทำผิด ๆ มาตามลำดับ จึงจะ เกิดความทุกข์ ; เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจสัมผัสอะไร แล้วมันทำผิด ก็เกิดทุกข์, ความทุกข์จะเกิดเองโดยไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัยนี้ไม่ได้. นี้ก็เป็นหลักพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง. ที่ว่า มีเหตุมีปัจจัยทั้งนั้น ถ้าจะดับมัน ก็ต้องดับที่เหตุ ของมัน ; พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอน เรื่องเหตุเรื่อง ปัจจัย เรื่องอิทัปปัจจยตา เรื่องปฏิจจสมุปบาท นี้ก็เป็น หลักสำคัญอันหนึ่ง ว่า พุทธศาสนาสอนว่าเกิดมาแต่เหตุ ทุกอย่างเกิดมาแต่เหตุ.

น.130 ๓๗ ที่ว่า สุขทุกข์เกิดมาจากพระเจ้า พระเป็นเจ้านี้ ไม่มี, ในพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้าชนิดนั้น ซึ่งเขาสอน กันอยู่ในอินเดียครั้งก่อนโน้น, มีพระเจ้า อ้อนวอนพระเจ้า บวงสรวงพระเจ้า ทำพิธีบูชายัญพระเจ้า ถูกใจพระเจ้า, แล้ว พระเจ้าก็จะทำให้เกิดความสุข หรือถ้าไม่ถูกใจพระเจ้า ก็จะ ทำให้เกิดทุกข์. ข้อนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา เป็นสิ่งที่สอน อยู่ก่อนแล้วก็ ไม่มีพระเจ้าอะไรที่จะทำให้เป็นเช่นนั้นได้; เพราะว่าความทุกข์และสุขนี้ มันจะเกิดมาจากการกระทำถูก หรือผิดของเราเอง : ถ้าเรา ทำผิดจากกฎอิทัปปัจจยตา ความทุกข์ก็เกิด, ทำถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตา ความ สุข ก็เกิด. ทีนี้ถ้า สมมติว่ามีพระเจ้า มีผีสางเทวดาอะไรตามใจ แล้วพระเจ้าหรือผีสางเทวดาเหล่านั้น แกล้งลงโทษ, แกล้ง ทำให้คนนี้มีความทุกข์, ไม่เป็นไร เราต้อนรับด้วยการ ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของอิทัปปัจจยตา ; ให้ผีสาง เทวดา พระเจ้าทั้งโขยง มารุมทำให้มีความทุกข์, ก็ไม่มีความ ทุกข์. พุทธบริษัทจะมีหลักชนิดที่แน่นอนแน่นแฟ้นอย่างนี้.

น.131 ๓๘ ทีนี้ข้อที่ว่า สุขทุกข์เกิดจากกรรมเก่านั้น ไม่, ไม่ใช่, สุขทุกข์ เดี๋ยวนี้ ที่นี่ ชาตินี้ เวลานี้ มันเกิดมา จากการทำผิดหรือทำถูก ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อ มีอะไรมากระทบ. สมมติว่ามีกรรมเก่า จะให้มาเกิดความ ทุกข์ ; แต่ ถ้าเราปฏิบัติถูกต้องตามหลักของอิทัป. ปัจจยตา จะไม่ทุกข์, แม้ว่าจะมีกรรมเก่ามาแกล้งให้ทุกข์ มาบันดาลให้ทุกข์ เรื่องนี้ เป็นเรื่องหัวใจอย่างยิ่ง ที่ว่าทำผิดหรือ ทำถูกต่อกฎอิทัปปัจจยตา ในขณะที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รับอารมณ์ ; จึงขอบอกนักศึกษาทั้งหลายว่า จ งได้สนใจ เรื่องนี้เป็นพิเศษ, จะเรียกว่า ก ข ก กา ของพระพุทธศาสนา ก็ได้ ในฐานะที่เป็นเบื้องต้น. อย่าเข้าใจว่าเป็น ก.ข. ก กา แล้วจะไม่สำคัญ, ความเป็น ก.ข. ก.กา นั่นแหละมีความ สำคัญ เพราะมันเป็นรากฐานที่จะงอกงามขึ้นไปเป็นหลัก ศึกษาพระพุทธศาสนา ต้องเริ่มที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. สิ่งแรกที่ผู้ศึกษาพุทธศาสนาจะต้องสนใจ เหมือน กับว่าเมื่อเราจะเรียนหนังสือ เราก็เรียน ก.ข. ก กา, เอ บี ซี

น.132 ๓๙ อะไรตามเรื่อง ; ถ้าจะลงมือ ศึกษาพุทธศาสนา ก็ให้ลง มือศึกษา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ . อย่าเข้าใจว่าเป็น คำครึกระ เป็นคำของคนครึกระงุ่มง่ามอยู่ในวัด, เรื่องของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่งใน พระพุทธศาสนา. เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ใช่ไหม มันจึงมีปัญหา ต่าง ๆ นา ๆ เกิดขึ้นมาได้ ? สมมติว่าถ้าเราไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ไม่มีทางที่จะเกิดปัญหาอะไร, ลองคิดดู ในข้อนี้ให้เห็นเสียก่อนว่า ถ้าสมมติว่าเราไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไม่รู้สึก อะไร, ไม่สัมผัสอะไร, แล้วปัญหาอะไรจะ เกิดได้ มันก็ไม่มีปัญหา. ดังนั้นจึงถือเอา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้เป็นตัวการ ที่จะทำให้เกิดปัญหา. เกิดปัญหา อย่างไร เพราะว่าในโลก หรือที่เรียกโลก โลกทั้งหลาย โลก ทั้งหลายมันไม่มีอะไร นอกจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ คือของคู่ คู่ กันกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ฉะนั้นขอร้องให้ ช่วยจำ คำ ๖ คู่นี้ไว้ให้ดีที่สุด เถิด; ถ้าอยากจะเป็นนักศึกษาพุทธศาสนา ตา หู จมูก ลิ้น

น.133 ๔๐ กาย ใจนี้จำง่ายแล้ว. รูปที่จะมากระทบตา, เสียงที่จะมา กระทบหู, กลิ่นที่จะมากระทบจมูก, รสที่จะมากระทบ ลิ้น, สัมผัสผิวหนังที่จะมากระทบทางผิวหนัง, แล้วก็ ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นในใจ, ก็เป็นครบ ๒ คู่ ประกอบ กันอยู่เป็นเรื่องทั้งโลก. เราพูดได้โดยไม่ต้องเชื่อใคร ไม่กลัวผิด ไม่ผิดว่า, ถ้าเราไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรื่องก็ไม่มี, หรือว่า ถ้าเรามีแต่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ ไม่มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ที่จะมากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ไม่มีปัญหาอะไร เหมือนกัน. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ค้างเต็งอยู่ ทำอะไรไม่ได้ นี่ โดยเหตุที่ว่า ในโลกมันมี รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. ฉะนั้นคำว่า โลก ๆๆ ในพระพุทธศาสนาท่านระบุไปยัง ๖ อย่างนี้, แผ่นดินนี้จะมีความหมายอะไร ถ้าไม่มีลักษณะ ให้มาเป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. ฉะนั้น อะไร ๆ ในโลกที่มีความหมายขึ้นมา ก็เพราะมันเข้ามากระทบ กับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วมีเรื่อง แล้วมีเรื่อง, ใช้คำ อย่างนี้ก็แล้วกัน ว่ามันมีเรื่อง.

น.134 ๔๑ ฉะนั้นเราจึงรู้ ว่ามันมี ข้างใน คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ข้างนอก คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมา- รมณ์, แล้วมันก็ จับคู่กันข้างนอกกับข้างใน. จะยก ตัว อย่างเรื่องตา :- ตากับรูป รูปอยู่ข้างนอก ตาอยู่ข้างใน คือในคน พอมันถึงกันเข้ามันก็เกิดวิญญาณทางตา; นี่วิญญาณ เพิ่งเกิดเดี๋ยวนี้, วิญญาณตอนนั้นก็ไม่มี, วิญญาณในพุทธ- ศาสนาเป็นอย่างนี้. ถ้า วิ ญญาณในศาสนาอื่นเป็นตัว เป็นตน เป็น เจตภูต เป็นชีโว อะไรของเขามีอยู่อย่างอื่น ในความหมาย อย่างอื่น เข้าออกร่างกายนี้ ไปเที่ยวมาเที่ยว นั้นเป็น วิญญาณอย่างอื่น. ถ้า วิญญาณเป็นอย่างพุทธศาสนา ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อคู่ ๆ เหล่านี้กระทบกัน : เมื่อตา กระทบรูป เกิดวิญญาณทางตา, เมื่อหูกระทบเสียง เกิดวิญญาณทางหู, เมื่อกลิ่นกระทบจมูก เกิดวิญญาณทาง จมูก, เมื่อรสกระทบลิ้นเกิดวิญญาณทางลิ้น, เมื่อโผฏฐัพพะ มากระทบผิวกาย ก็เกิดวิญญาณทางผิวกาย, ความรู้สึกมา

น.135 ๔๒ กระทบจิตก็เกิดวิญญาณทางจิต มโน. นี่วิญญาณ เมื่อของ ข้างในกับของข้างนอกถึงกันเข้า ก็เกิดวิญญาณ เมื่อวิญญาณนี้ทำหน้าที่ รู้สึกอยู่ทางตา หรือทาง หูก็ตาม มันทำหน้าที่รู้สึกอยู่อย่างนั้น ๓ อย่างคือ, ตา กับ รูป กับ วิญญาณ ๓ อย่างนี้ ทำหน้าที่อยู่ นั่นแหละคือสิ่ง ที่เรียกว่าผัสสะ. เรื่อง ผัสสะนี้สำคัญมาก คือ เ ป็นที่เกิดแห่ง ปัญหาทั้งปวง ทุกอย่าง สารพัดอย่างเป็นเรื่องลึกละเอียด เกินไป ไม่อาจจะนำมาบรรยายในวันนี้หรือที่นี่ได้. แต่ขอ ให้ทราบไว้เป็นการล่วงหน้าว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่อง ผัสสะไว้ ในฐานะเป็นที่ตั้งต้นแห่งปัญห าทุกชนิดไม่ว่าปัญหา อะไร . เมื่อ มีผัสสะแล้ว มันก็มีเวทนาคือรู้สึกถูกใจ ไม่ถูกใจ, รู้สึกสุขหรือเป็นทุกข์หรือเฉย ๆ, เวทนา นี้ คือเวทนาซึ่งเกิดอยู่เป็นประจำ นี่พอ เ กิดเวทนาแล้ว, มันก็ จะเกิดความอยากไปตามเวทนานั้น; ถ้าเวทนามันมาแต่ ความสวยงาม เอร็ดอร่อย หอมหวน มันก็ เกิดความอยาก จะได้, ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้น เกิดอยากจะฆ่าเสีย จะ

น.136 ๔๓ ทำลายเสีย, ถ้ามันยังไม่เป็นอย่างไรแน่ ก็ได้แต่สงสัย ไว้ก่อน มัวเมา อาลัยอาวรณ์ ทึ่งหรือสนใจไว้ก่อน. นี้ที่ว่า เกิดอยากได้ นั้นเป็นโลภะหรือราคะ, ที่ไม่ชอบไม่ อยากได้ อยากจะทำลายเสีย นั้นคือ เป็นโทสะหรือโกธะ, ที่ไม่รู้จะทำอะไร แต่สนใจอยู่ก่อน นี้ ก็เป็นโมหะ . นี่ ราคะ โทสะ โมหะ มันเกิดขึ้นมาอย่างนี้ เป็นทุกข์ทั้งนั้น, ไป ลองชิมดูเถอะ. แต่เดี๋ยวนี้เราก็ไม่ได้สนใจ สิ่งที่เรียกว่า ราคะ โทสะ โมหะ. ถ้าอยากจะรู้พุทธศาสนาต้องสนใจเรื่องนี้ ต้องเรียน ลงไปที่เรื่องนี้ ที่มีอยู่จริง ถ้าไม่อย่างนั้นไม่มีทาง. ถ้าอยาก รู้พุทธศาสนา ต้องเรียนลงไปที่ตัวความทุกข์, และ เหตุ ให้เกิดความทุกข์, แล้วก็ ความดับทุกข์, แล้วก็ ทางให้ ถึงความดับทุกข์, ที่มันมีอยู่ในชีวิตจริง ๆ แต่ละวัน ๆ. นี้เรียกว่า เวทนาให้เกิดตัณหา คือความอยาก เมื่อ เกิดตัณหาอย่างใด อย่างหนึ่งขึ้นในจิตแล้ว มันก็ จะเกิดความรู้สึกเองตามธรรมชาติ คือรู้สึกเป็นตัวฉัน ตัวกู ก็ได้ ผู้อยาก เป็นเจ้าของเรื่องขึ้นมา. พออย่างนี้ แล้วก็เรียกว่า เกิดอุปาทาน ยึดถือเป็นตัวตน ยึดถือเป็น

น.137 ๔๔ ของ ๆ ตน กลายเป็นหิ้วของหนัก ตัวตนก็หนักไปตาม แบบตัวตน, ของ ๆ ตนก็หนักไปตามแบบของตน. ความ รู้สึกยึดถือมันมีแต่ ๒ อย่างเท่านั้น ว่าเป็นตัวตน หรือเป็น ของตน. นี้อะไร ๆ มันเอามาเป็นของตนหมด : เอาโลกนี้มา เป็นของตน, เลยเป็นปัญหาทั้งโลก, หรือเอาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งเป็นของธรรมชาติมาเป็นของตน มันก็ได้มี ความทุกข์เพราะเกิด แก่ เจ็บ ตาย สมน้ำหน้ามัน ; ถ้ าอย่า ไปเอามาเป็นของตน มันก็ไม่มีเรื่อง. นี่อุปาทานเป็นเหตุให้ยึดถือว่ามีตัวตน ที่จะเป็น เจ้าของอะไรต่างๆ แล้วก็ ยึดเอามาเป็นของตน. พอมี อุปาทานแล้วช่วยไม่ได้แล้ว มันเป็นทุกข์ คือมันหิ้วของ หนักแล้ว, อะไร ๆ มันก็เป็นเรื่องของตนหมด : เรื่องได้เรื่อง เสีย เรื่องกำไรเรื่องขาดทุน เรื่องแพ้เรื่องชนะ, เรื่องอะไร เป็นตัวตน เป็นของตนหมด, มันก็มีปัญหา. ถ้าไม่มีความรู้สึกว่าเป็นของตนหรือตัวตน มัน ก็ไม่มีความทุกข์แก่จิตใจ ; แต่มีปัญญารู้ว่าจะทำอย่างไร, เรื่องนี้ควรทำอย่างไรก็ทำไป โดยไม่ต้องยึดถือหมายมั่นให้ เป็นตัวตนของตน ก็ไม่มีความทุกข์. ฉะนั้นเราจึงอยู่ใน

น.138 ๔๕ โลกนี้ได้ แล้วปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุดได้ โดยไม่ต้อง เป็นทุกข์ ; ไม่ใช่ว่าถ้าต้องทำงานตามหน้าที่แล้ว จะมี ความทุกข์ไปทั้งหมด ; มันอยู่ที่ว่า ยึดถือด้วยความโง่เขลา หรือไม่. ถ้ายึดถือด้วยความเป็นตนของตนมันก็หนักอึ้ง ไปหมด, ถ้าไม่ยึดถือ ทำไปตามสติปัญญามันก็ไม่หนัก อะไร และมันก็ ไม่เป็นทุกข์อะไร, เรื่องมีเท่านี้. ถ้าว่า เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือเรื่องอิทัปปัจจยตา หรือเรื่องปฏิจจสมุปบาท มันมีเท่านี้. อิทัปปัจจยตาเป็นหัวใจพุทธศาสนาอย่างยิ่ง. ขอให้กำหนดให้ดี ๆ เถอะ ถ้าว่าต้องการเรื่องหัวใจ ของพุทธศาสนาแล้วมันมีเท่านี้ , แล้วหลักธรรมะนี้ เรียก ว่า อิทัปปัจจยตา. ขอให้ช่วยจำหน่อยเถิด แม้มันจะเป็น คำแปลกหูฟังรุงรัง ก็ขอให้ช่วยจำหน่อย; เพราะว่ามัน เป็นคำที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา เรื่องอิทัปปัจจยตา - เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เพราะมีสิ่ง นี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น มันพูดแต่เท่านี้, เพราะมีสิ่ง

น.139 ๔๖ นี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. นี่เป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง ในพุทธศาสนา. ที่เรียนวิทยาศาสตร์ ทางฟิสิกส์ เคมี ก็ลองมาจับกันดู จะพบว่ามันตรงกับกฎของอิทัปปัจจยตา เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; แล้ว ก็มาถือ ว่าเป็นของตัวตน มันก็เป็นคนขี้โกง มันเป็นของธรรม- ชาติ เกิดขึ้นตามกฎของธรรมชาติ, แล้วยึดถือเอามาเป็น ของตน มันก็เป็นคนขี้โกง, เ มื่อขี้โกงมันก็ต้องถูกลงโทษ ให้เป็นทุกข์ เท่านั้นเอง. อิทัปปัจจยตาคือเรื่องปฏิจจสมุปบาท มันแปลว่า อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น, อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น อาศัยกันแล้ว เกิดขึ้น เป็นเรื่องหัวใจแท้ ๆ ก็อย่างที่ว่ามาแล้ว : อาศัยตา กับรูปถึงกันเข้าเกิดวิญญาณ ๓ ประการนี้มีอยู่ก็เกิดผัสสะ, มีผัสสะแล้วก็มีเวทนา, เพราะมีเวทนาจึงมีตัณหา, เพราะมี ตัณหาจึงมีอุปาทาน ยึดมั่นเป็นตัวตนเป็นของตน, นี่เพราะ มีอุปาทาน ยึดมั่นเป็นตัวตนของตน ความทุกข์ทั้ง. หลายก็เกิดขึ้น อะไร ๆ ที่มันเป็นตามธรรมชาติก็เอามาเป็น ของตน.

น.140 ๔๗ พระอรหันต์ท่านไม่ยึดถืออะไรมาเป็นของตน, ดังนั้น ท่านจึงไม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. พระ อรหันต์ร่างกายของท่านก็มีแก่ มีเจ็บ มีตายเหมือนกัน แต่ไม่ เป็นทุกข์ เพราะไม่ได้ถือว่านั้นมันเป็นของตน, ส่วนคนเรา ถือเอาเกิด แก่ เจ็บ ตาย มาเป็นของตน จึงได้เกิดเป็นทุกข์. นี่เรื่อง ความทุกข์เกิดขึ้นอย่างนี้ เพราะมีสิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่ง นี้จึงเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องทุกข์, แล้วเรื่องอื่น ๆ ก็เหมือน กันหมด เป็นเรื่องโลกล้วน ๆ เป็นเรื่องแผ่นดินโลกล้วน ๆ เรื่องอุตุนิยม เรื่องดินฟ้าอากาศ เรื่องทั้งหลาย ; เพราะ มีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้นทั้งนั้น. นี่เรียกว่า ฝ่ายวัตถุธรรมข้างนอก ก็อาศัยกฎเกณฑ์อันนี้ ที่เป็นภายใน เรื่องจิตใจก็อาศัยเหตุ อาศัยเกณฑ์ข้อนี้. นี่เป็นหลักพระพุทธศาสนา ในพระบาลีที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ที่ท่านตรัสเล่าเอง ท่าน ตรัสเล่าถึงการตรัสรู้ ปฏิจจสมุปบาท อย่างที่ว่ามาตะกี้ : เพราะ มีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ชรา, เพราะมีอะไรเป็นปัจจัยจึง มีภพ, เพราะเหตุอะไรเป็นปัจจัยจึงมีชาติ จึงมีอุปาทาน จึงมี

น.141 ๔๘ ตัณหา จึงมีเวทนา, จึงมีอะไรถอยหลังเข้ามาเรื่อย. พอ ตรัสรู้เรื่องนี้หมดก็คือการตรัสรู้; เมื่อตรัสรู้แล้วก็ ทรงทบทวน, นั่งทบทวนเรื่องนี้อยู่ ที่เรียกว่านั่งพักใน เรือนแก้ว ที่ว่าพิจารณาธรรม ก็คือ พิจารณาทบทวน ปฏิจจสมุปบาทที่ได้ตรัสรู้ ซึ่งถ้าเรียกสั้น ๆ ก็เรียกว่า อิทัปปัจจยตา, ทรงพิจารณากฎเรื่องอิทัปปัจจยตาแล้ว อยู่แล้ว ๆ เล่า ๆ ตั้ง ๗ วันไม่ลุกขึ้น. แล้วทีนี้ยังแปลกที่ว่า ต่อมา ๆ นานมาแล้ว ๆ บาง คราวพระพุทธองค์ก็ทรงเอาเรื่องนี้มาสาธยาย พูดอย่างง่าย ๆ ก็เหมือนกับว่าเด็กเขาท่องสูตรคูณกันลืม คือพระองค์จะเอา เรื่องนี้มาท่อง. วันนั้นท่านก็ท่องเรื่องนี้อยู่ โดยเข้าใจว่าไม่มี ใคร ท่านก็นั่งท่องเรื่องนี้อยู่ว่า : จกขฺฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺณติ จกฺขุวิญฺญาณํ ติณฺฺณํ ธมฺมานํ สงฺคติ ผสฺฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรา- มรณํ โสกปริเทวทุกขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ ฯลฯ ท่านนั่งท่องเหมือนเด็กท่องสูตรคูณ ไม่ใช่ว่าจะทรงลืม, ไม่ ใช่. แต่ว่ามันเป็นของที่โปรดปรานอย่างยิ่ง.

น.142 ๔๙ และเมื่อตรัสรู้แล้วใหม่ๆ ก็เกิด ตั้งปัญหาถามพระ- องค์เองว่า เป็นพระพุทธเจ้าแล้วนี้ จะเคารพอะไร ? ทรงใคร่ ครวญไปมาก็พบ โอ, เคารพธรรมที่ตรัสรู้นั้นเอง คือ เคารพธรรมะ เรื่องอิทัปปัจจยตาที่ตรัสรู้นั้นเอง. เรื่อง อิทัปปัจจยตา คือเรื่องทุกข์เกิด ทุกข์ดับ ; พระพุทธเจ้าทรงเคารพหลักเกณฑ์อันนี้. คือกฎของอิทัป- ปัจจยตา เป็นสิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนา จนกระทั่งว่า พระพุทธเจ้าก็ทรงเคารพ. นี่จึงพูดว่า ถ้าเราจะมีสิ่งสูงสุด ในพุทธศาสนาเทียบกับพระเจ้าแล้ว, เรามีกฎอิทัปปัจจยตานี้ เทียบกันกับพระเจ้าในศาสนาอื่น เมื่อศาสนาอื่นเขาเคารพ พระเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด, พุทธบริษัทก็เคารพกฎอิทัปปัจจยตา ซึ่งพระพุทธเจ้าเองก็ทรงเคารพ ว่าเป็นสิ่งสูงสุด, แล้วก็ ตรัสทับลงไปว่า พระพุทธเจ้าในอดีตก็ดี ในอนาคตก็ดี ใน ปัจจุบันก็ดี ทุกองค์ล้วนแต่เคารพธรรมะ ธรรมะที่ตรัสรู้คือ เรื่องอิทัปปัจจยตา. นี่เป็น สิ่งสูงสุดไม่มีอะไรสูงกว่าใน พระพุทธศาสนา ก็คือธรรมะเรื่องอิทัปปัจจยตา ที่พระ- พุทธเจ้าก็ทรงเคารพ.

น.143 ๕๐ แล้วจากหลักอันนี้ ที่จะออกมาเป็นพระพุทธ เป็น พระธรรม เป็นพระสงฆ์ เป็นศีล สมาธิ ปัญญา, เป็นอะไร ต่าง ๆ นา ๆ, ทุกอย่างที่จะเกิดเป็นหลักธรรมะขึ้นมา ออก มาจากจุดรวมจุดเดียวคือ กฎเกณฑ์เรื่องอิทัปปัจจยตา. ขอได้ช่วยจำไว้ด้วยเถิดคำ ๆ นี้, แล้วก็หาศึกษาเพิ่มเติมเรื่อย ๆ ไป. เรื่องอิทัปปัจจยตามีที่ไหนแล้วอุตส่าห์ศึกษา ก็ศึกษา เพิ่มเติมไว้เรื่อยๆ แล้วก็จะพบหลักพระพุทธศาสนา ครบถ้วนและสมบูรณ์ได้. อิทัปปัจจยตาแปลว่า เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ จึงมี ; ถ้าจะพูดอย่างวิทยาศาสตร์ ดวงอาทิตย์มาจากอะไร ? นักวิทยาศาสตร์ก็ตอบไป ต่างๆ นา ๆ ; แต่ถ้าเป็น พุทธ ศาสนาก็ตอบว่า มันมาจากกฎของอิทัปปัจจยตา ซึ่งไม่มี ทางจะผิด," มันมีเหตุ มีปัจจัย. สิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่ให้เกิดอะไรก็ตาม เกิดหมอกเพลิง หรือเกิด nebula ที่จะ รวมกันเป็นดวงอาทิตย์, มันก็ มาจากคำว่า เพราะมีสิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น มันเลยไม่มีทางผิด ทุกอย่างที่มีอยู่รอบตัวเรานี่ เหลียวไปดูต้นไม้ต้นไล่ ทุกอย่างรอบตัวเรานี้ มันก็คือสิ่งที่กำลังเป็นไปตามกฎอันนี้ ;

น.144 ๕๑ ฉะนั้นเราไม่ต้องไปดูที่ไหน เหลือบตาไปทางไหนก็จะเห็น ผลงานของอิทัปปัจจยตา เกิดเป็นต้นไม้ ต้นไล่ เกิดเป็น ก้อนหิน ดิน ทราย เกิดเป็นสัตว์ เกิดเป็นคน ทั่วไปหมด, มันคือความเป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา. มันก็เลยไป ถึงความรู้ที่เรียกว่า มัน เป็นอนัตตา เป็นตัวตนไม่ ได้ เพราะมันเป็นได้แต่เพียงเป็นไปตามกฎของอิทัป. ปัจจยตา, มีแต่สิ่งที่เป็นไปตามกฎของธรรมชาติหรืออิทัป- ปัจจยตา. ดังนั้น จะเอามาเป็นตัวเป็นตนของบุคคล อย่างไรได้ จึงสอนเรื่องอนัตตาต่อไปว่า ทุกอย่างนี้ เป็นอนัตตา; เพราะเป็นเพียงสิ่งที่เป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัย ตามกฎของอิทัปปัจจยตา. นี้เรียกว่า แก่นพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งที่สุดแล้ว เท่าที่อาตมาศึกษาสนใจรวบรวมมา เป็นเวลาหลายสิบปี ; แต่ ฟังพูดแล้วก็คล้าย ๆ กับไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร คือ มารวมอยู่ที่ ว่า เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้นเท่านั้นเอง. นี่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา. ที่เขายกเอาบาลีอื่นมาพูด มันก็เรื่องเดียวกัน ; จะยกเอาเรื่องคาถาพระอัสสชิ หรือ จะยกเอา อริยสัจจ์ หรือจะยกเอา โอวาทปาฏิโมกข์ มา

น.145 ๕๒ เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ก็ตาม เรื่องมันก็อยู่ที่ตรง นี้ : เรื่องอยู่ที่ เ พราะมีเหตุก็เป็นไปตามเหตุ, พอดับ เหตุเสียได้มันก็ดับลงไป; ฉะนั้นถ้า เราจะดับทุกข์ เราจะต้องดับที่เหตุแห่งความทุกข์. ต้องรู้จักนิวรณ์-เครื่องรบกวนใจ. เดี๋ยวนี้อาการมันหนักถึงกับว่า เราไม่รู้จักความทุกข์ อาการนี้หนักมาก ว่าเรานี่ไม่รู้จักความทุกข์ ไม่รู้สึกว่าเรามี ความทุกข์ แล้วจะดับทุกข์กันอย่างไร. ฉะนั้นขอให้สนใจ ขั้นแรกที่สุด ก็ให้รู้จักว่าเรากำลังมีความทุกข์ สิ่งที่เป็น ปัญหารบกวนจิตใจทุกชนิดนั่นแหละคือความทุกข์. แม้ที่ เป็นอย่างเนือย ๆ น้อย ๆ ที่เรียกว่านิวรณ์, นิวรณ์นี้ ช่วยรู้ จักกันเสียทีเถอะ จะรู้จักพุทธศาสนาง่ายขึ้น ; เช่นเรา อยากจะมีจิตใจโปร่ง เย็นสบาย ทำอะไรให้ได้ดี สะดวกสบาย เย็นอกเย็นใจ ต้องการอย่างนั้น แล้วมันเป็นไปไม่ได้ เพราะ มันมีนิวรณ์.

น.146 ๕๓ ข้อหนึ่ง คือ ค วามนึกน้อมไปทางกามารมณ์. ความนึกน้อมไปทางกามารมณ์รบกวน มาชิงเอาความโปร่ง ใจไปหมด ; ข้อสอง หรือบางทีมันก็มี ความคิดที่น้อมนึก ไปในทางโกรธเคือง ขัดแค้น หงุดหงิด คือไม่ชอบ, รบกวน. ข้อสาม บางที จิตมันก็แฟบเสีย หดหู่เสีย รบกวน. ข้อสี่ บางที จิตก็ฟู ๆ จนฟุ้งซ่านเสีย. ข้อห้า หรือบางทีมันก็ ลังเล ความไม่แน่ใจ ว่าสิ่งที่กำลังกระทำนี้ ถูกต้องแล้ว. ขอให้สังเกตดูให้ดี เราลังเลอยู่ด้วยความไม่ แน่ใจ ว่าถูกต้องแล้ว, มันลังเลอยู่แต่ว่าไม่ถูกต้อง, ไม่แน่ ใจว่าหลักปฏิบัตินี้ถูกต้องแล้ว เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว, มัน ลังเลในตัวเอง ลังเลในความสามารถของตัวเอง, ลังเลในกฎ ในระเบียบ ในอะไรทุกอย่างไปเลย นี้ก็เรียกว่านิวรณ์. นี่ ความทุกข์น้อยๆ เ นือย ๆ ที่รบกวนจิตใจทุก วัน ๆ นี้ ก็ไม่สนใจ; ถ้าสนใจก็จะรู้สึกว่า นี้ต้องกำจัด ออกไป เพื่อเราจะได้มีจิตใจเยือกเย็น เป็นสุขสงบ, แล้วก็ จะได้ทำอะไรด้วยจิตใจที่เยือกเย็น ที่โปร่งที่แจ่มใส ที่สดใส มีชีวิตเยือกเย็น จะได้มีชีวิตเยือกเย็น. ส่วนที่เป็นราคะ โทสะ โมหะ รุนแรง นั้นไม่ใช่เนือย ๆแล้ว นั่นรุนแรง

น.147 ๕๔ เสียแล้ว, มีโลภะเต็มที่ มีโทสะเต็มที่ โมหะเต็มที่. ที่ ยังเนือย ๆ นี้เรียกว่า นิวรณ์ แล้วก็ มีอยู่ทุกวัน ๆ ทุกคน และทุกวัน. แล้วก็ ไม่มีใครสนใจ. ถ้าสนใจเพียงแต่ทำสมาธิบ้าง นั้นจะหายไป ก็ได้ จิตใจที่โปร่ง สดใส เยือกเย็นมา แล้วก็ทำอะไรได้เป็นที่พอใจ ; ถ้านิวรณ์เกิดขึ้นรบกวนจิตใจแล้ว มัน ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่จะเขียนจดหมายสักฉบับหนึ่ง ก็ไม่เป็นที่พอใจได้, เพราะมันรบกวน ความสงบความโปร่งความเยือกเย็นแห่ง จิตใจ. จึงขอร้องว่า ขอให้สนใจที่จะรู้จักข้าศึก, สิ่งที่ เป็นข้าศึกพื้นฐานที่สุด ให้ทุกท่านพยายามรู้จัก สิ่งที่เป็น ข้าศึก โดยพื้นฐานที่สุด คือนิวรณ์ทั้ง ๕, แต่ละวัน ๆ ทุกคน มีหาอ่านได้จากแบบเรียนก็ได้. นิวรณ์ แปลว่าสิ่ง ที่มากลุ้มรุมจิต ให้สูญเสียความปกติ หรือความสงบสุข โดยหลักใหญ่ก็มี ๕ : ความรู้สึกน้อมไปในทางกาม, ความ รู้สึกน้อมไปในทางเกลียดชัง, ความรู้สึกที่หดหู่เหี่ยวแห้งแฟบ ลงไป, ความรู้สึกที่จิตฟูขึ้นฟุ้งซ่าน เตลิดเปิดเปิง ทำอะไร ไม่ได้, และ ความที่ไม่แน่ใจ, ไม่แน่ใจชัดเจนลงไปว่า นี้ถูก

น.148 ๕๕ แล้ว นี้ถูกแล้ว. แม้สิ่งที่ปฏิบัติอยู่ก็ยังลังเล ไม่แน่ว่าจะถูก หรือไม่ถูก แล้วมันก็รบกวนอยู่ตลอดเวลา ; เช่นทุกคน ไม่แน่ใจว่าเราปลอดภัยแล้ว การศึกของเรานี้ที่มีอยู่นี้ จะ ทำความปลอดภัยให้แก่เราแน่, หรือว่าชีวิตของเราจะเป็นไป อย่างถูกต้อง ไม่มีสิ่งอะไรที่เป็นอุปสรรค มันก็ไม่แน่ใจลง ไปได้ เสียเวลาเปล่า ๆ จงพยายามที่จะไม่มีนิวรณ์ แล้วใจก็โปร่งเย็นสงบ ทำอะไรก็ทำได้ดี. นี่หลักที่ว่า จะจัดการกับความทุกข์ในเบื้องต้น ก็คือขอ ให้รู้จักสิ่ง ที่เรียกว่านิวรณ์นี้เสียก่อน. เครื่องมือที่ จะเล่นงานสิ่งเหล่านี้ ก็คือสติ; ถ้า มันเกิดขึ้น ก็ขอให้มีสติรู้จัก. เดี๋ยวนี้มันเกิด เกิดจนขยำ ขยี้หัวใจแหลกลาญไปหมดแล้ว เราก็ยังไม่รู้จักว่าอันนี้เป็น นิวรณ์ หรืออันนี้เป็นทุกข์ ; ฉะนั้น จะต้องศึกษาให้รู้ว่า อันนี้มันเป็นความทุกข์, เป็นความทุกข์พื้นฐาน, มีสติ ระลึกได้ว่า เป็นความทุกข์พื้นฐาน. ต้องพยายามที่จะไม่ ให้มันเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วก็ขจัดออกไป, เป็นหลัก ที่จะให้รอดได้ในพระพุทธศาสนา.

น.149 ๕๖ ความหมายของธรรมะคือหน้าที่. ทีนี้คำสุดท้ายอีกสักคำหนึ่ง ข อให้นักศึกษาทั้ง หลาย สนใจที่จะเข้าใจ คือมันเป็นคำที่ประหลาด ที่เรา ไม่รู้จักความหมายของคำ ๆ นั้นอย่างถูกต้องตรงจุด หรือที่ เป็น apply คือจะจัดการให้เป็นประโยชน์ได้ ไม่ค่อยจะรู้ คำนั้นก็คือ คำที่เรียกว่าธรรม หรือพระธรรม พระธรรม ธรรม ๆ รู้จักมาแล้วว่าอย่างไร. ถ้ารู้จักว่าธรรมะคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อย่าง นี้แล้วก็น่าสงสาร, ถ้าครูคนไหนสอนอย่างนั้น ก็เรียกว่า สอนไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ถูกต้อง เพราะคำว่า ธรรม คำนี้ เขาพูดกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด. ในประเทศ อินเดียนั่นแหละก่อนพระพุทธเจ้าเกิด เขามีคำว่าธรรมนี้พูด กันอยู่แล้ว, ธรรมะของอาจารย์นั้น, ธรรมะของอาจารย์นี้, ธรรมะของอาจารย์โน้น, จนกระทั่งพระพุทธเจ้าเกิด ท่าน ก็อธิบายคำว่าธรรม คำว่าธรรมนี้ให้สมบูรณ์ จนถึงกับว่า ดับทุกข์ได้จริง.

น.150 ๕๗ ทีนี้ คำว่า ธรรมโดยความหมายอันแท้จริงนั้น แปลว่า หน้าที่, แปลว่า duty สั้นๆ ธรรมะแปลว่า duty, นี่ dictionary เด็ก ๆ ในอินเดียเขาเรียนกัน. คำว่าธรรมเขา แปลว่า duty. แต่ในเมืองไทยจะแปลไปทางไหนก็ไม่แน่ แต่ ดูจะแปลว่าคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นี้มันถูกนิดเดียว, เพราะว่ามันมีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด. ครั้นพระพุทธเจ้า เกิดแล้ว ท่านก็ปรับปรุงความหมายของคำว่าธรรมนี้ให้ ดียิ่งขึ้น, แต่แล้วก็เรียกว่าธรรมเหมือนกันหมด. ศาสดา ตั้งหลายองค์ คู่แข่งขันของพระพุทธเจ้า ก็มีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมเหมือนกัน สอนประชาชนอยู่ ; ประชาชนเขาจึงพูด กันถามกันว่า ท่านชอบใจธรรมะของใคร, ท่านชอบใจธรรม ของใคร, หมายความว่าท่านชอบธรรมของพระสมณโคดม หรือชอบใจธรรมของนิคันถนาฏบุตร มักขลิโคสาล แล้วแต่ ว่าเขาจะถามถึงศาสดาคนไหน, แต่ ทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมเป็นเครื่องสั่งสอน. ทีนี้เมื่อเอาความหมายของคำ ๆ นี้ ให้ถูกตรงตาม หลักของพุทธศาสตร์ ; ซึ่งไม่ใช่ไสยศาสตร์ ; ธรรมะ แปลว่าหน้าที่, ชี วิตทุกชนิด สิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด ต้อง

น.151 ๕๘ มีหน้าที่ ต้องทำหน้าที่ ; ถ้าไม่ทำหน้าที่มันตาย. ถึง แม้พระพุทธเจ้าจะใช้คำว่าธรรมอธิบายเป็นอย่างไหน ๆ มันก็ ไม่พ้นจากความเป็นหน้าที่ : ปฏิบัติธรรมะคือปฏิบัติหน้าที่, ที่ว่าหน้าที่ หน้าที่นั้นจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิต. ช่วยคิด ถึงข้อนี้ให้มาก ให้เห็นชัดเลยว่า สิ่งที่มีชีวิตต้องมีหน้าที่, สิ่งที่เรียกว่าหน้าที่คือสิ่งที่ช่วยให้รอด ; ถ้าชีวิตไม่มี หน้าที่มันก็ตาย หรือว่า ถ้าไม่ตาย มันก็อยู่ด้วยความทน ทุกข์ทรมาน. หน้าที่จึงเกิดขึ้นเป็น ๒ ขั้นตอน : คือ ว่า หน้าที่เพื่อให้รอดตาย นี้อย่างหนึ่ง, หน้าที่เพื่อให้รอด พ้นจากความทุกข์ทุกชนิด นี้อย่างหนึ่ง. ธรรมะแปลว่า หน้าที่ ถ้าได้ทำหน้าที่ก็ขอให้รู้สึกว่ามีธรรมะ นับตั้งแต่ ว่าจะหาอาหารกิน จะอาบน้ำ จะถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะนี้ ก็ต้องทำ คือเป็นหน้าที่, ถ้าไม่ทำเป็นอย่างไรบ้างคิดดู. ถ้าไม่กินอาหาร ไม่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะแม้แต่ไม่อาบน้ำอย่างนี้ มันก็จะตายแล้ว. ฉะนั้น หน้าที่ทุกอย่างนั้นคือธรรม : ธรรมคือสิ่งที่ ช่วยให้รอดชีวิต, และในขั้นต่อมาธรรมคือ ช่วยให้รอดจากความทุกข์ทั้งปวง.

น.152 ๕๙ ท่านสอนเป็นเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา เรื่องอะไรก็ ตาม คือบอกเรื่องหน้าที่ ว่าจะต้องทำอย่างนั้น ๆ ; ดังนั้น ขอ ให้สนใจสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ แล้วก็ภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เมื่อได้ทำหน้าที่ โดยรู้สึกว่า นี้คือการปฏิบัติธรรม. ทุก ท่านมีหน้าที่อย่างไร ก็ทำ ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ; อย่าง เป็นนักศึกษา หน้าที่โดยตรงก็คือศึกษา, แต่อย่าลืมว่า หน้าที่ที่ทำให้ชีวิตรอดมันก็ยังมีอยู่, จะต้องหาอาหารกิน, จะต้องทำทุกอย่างที่ให้รอดชีวิต, แล้วเมื่อ รอดชีวิตอยู่ ต้องทำหน้าที่อีกชนิดหนึ่ง คือให้อยู่อย่างสบาย ให้อยู่ อย่าง หมดปัญหา, ฉะนั้น หน้าที่ใด ๆ ก็ตาม เรียกว่า ธรรม เมื่อได้ปฏิบัติแล้วควรจะพอใจ ควรจะรู้สึกพอใจ, นั่นแหละ เป็นผู้มีธรรม เป็นผู้ประพฤติธรรม. ชาวนาไถนาอยู่ นั้นคือธรรมะของเขา, ชาวสวน ทำสวนอยู่ คือธรรมะของเขา, คนค้าขายค้าขายอยู่อย่างถูก ต้อง ไม่ใช่โกง ก็คือธรรมะของเขา คนข้าราชการ ทำ ราชการอยู่อย่างถูกต้อง ก็เป็นธรรมะของเขา, คนกรรมกร ทำกรรมกรอยู่อย่างถูกต้อง จะแจวเรือจ้าง จะกวาดถนน จะล้างท่อถนน ตามแต่เถอะ ; เมื่อทำหน้าที่ของตนอย่าง

น.153 ๖๐ ถูกต้องแล้ว ก็เรียกว่ามีธรรมะ ธรรมะของกรรมกร, แม้แต่ว่าจะนั่งขอทานอยู่ ก็เป็นขอทานที่มีธรรมะ ธรรมะ ของคนขอทาน. ฉะนั้น หน้าที่ทั้งหลาย ตั้งแต่หน้าที่ของคนขอทาน ขึ้นไป ๆ จนถึงหน้าที่ของมหาจักรพรรดิ์, หน้าที่ของเทวดา อะไรก็ตาม เรียกว่าธรรมทั้งนั้น. นี่คำว่าธรรมคืออย่างนี้ แล้วใครบ้างที่จะเว้นจากธรรมได้ ; ถ้าเว้นจากธรรมมันก็ ตายเท่านั้นเอง. ฉะนั้นควรจะทำหน้าที่หรือปฏิบัติธรรม นั้นให้ดีที่สุด คือถูกต้อง. คำว่า ธรรมนี้ หน้าที่ที่ถูก ต้อง, หน้าที่ไม่ถูกต้องนั้นไม่เรียกว่าธรรม ; เดี๋ยว อันธพาล พวกอาชญากรก็จะอ้างขึ้นว่า เขาก็ทำหน้าที่ เพราะ หน้าที่ของเขาคือขโมย ปล้นจี้ก็ได้ ก็เป็นธรรมของอันธพาล มันเป็นธรรมของอันธพาล เรารับไม่ได้ จึงต้องใช้คำว่า หน้าที่ที่ถูกต้อง. ที่นี้สำหรับนักศึกษา ที่เรียน logic เรียนตรรกะ อะไรมา บางทีจะลำบากเพราะเรื่องคำว่า ถูกต้อง ๆ เพราะ ถูกต้องตาม logic หรือตาม philosophy นั้นมันยุ่ง ไม่ค่อยมี จุดจบ, เอา ถูกต้องตามหลักของพุทธศาสนา ดีกว่า คือ

น.154 ๖๑ มัน ไม่ทำอันตรายใคร และมีประโยชน์แก่ทุกคน : คำว่า ถูกต้องตามหลักธรรมะ มันเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายและทุก คน, ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน. อย่างนี้ไม่มีทางผิด แล้วไม่ ต้องพูดมาก ว่าถูกต้อง. ฉะนั้น หน้าที่ที่ถูกต้อง ครั้นทำแล้วทำให้รอด ชีวิต แล้วก็ เป็นอยู่อย่างดีที่สุดยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตามที่จะดีได้ จนกระทั่งดีที่สุด คือผลของหน้าที่ ก็เรียกว่านิพพาน จน กว่าจะบรรลุถึงพระนิพพาน เป็นผลของหน้าที่. ทุกคนพึงทำหน้าที่อย่างถูกต้อง. ๑ เราเป็นมนุษย์ มีหน้าที่อย่างมนุษย์ ก็อย่าได้ บกพร่องเลย, สัตว์เดรัจฉานก็ต้องมีหน้าที่อย่างสัตว์เดรัจฉาน, ดูเถอะมันกระทำหน้าที่อย่างไม่บกพร่องเลย. ไม่ต้องมีใคร เลี้ยงมัน มันก็อยู่ได้ เพราะมันทำหน้าที่ถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ. ทีนี้ หน้าที่ของต้นไม้, ต้นไม้นี่น่าเลื่อมใส ต้นไม้ สดชื่น ชุ่มชื่น เยือกเย็นอยู่อย่างนี้. ในสภาพที่ประจักษ์ตา อยู่อย่างนี้ มันก็ทำหน้าที่. ได้ยินว่าต้นไม้คายออกซิเจน

น.155 ๖๒ ทั้งวัน ให้เราได้รับออกซิเจน, กลางคืนคายคาร์บอนได ออกไซด์ทั้งคืน, ก็แปลว่าต้นไม้ทำงานวันละ ๒๔ ชั่วโมง. คนทำได้ที่ไหน ใครทำงานวันละ ๒๔ ชั่วโมง ทำงานสัก ๘ ชั่วโมงก็ยังบ่นแล้ว, เรียกว่าธรรมชาติแท้มันมีหลักเกณฑ์ กำหนดได้ตายตัว. ต้องทำหน้าที่ถูกต้องตามที่ควรจะทำ, ในชั้นแรกก็รอดชีวิตอยู่ได้, ในชั้นที่สองจะต้องดียิ่ง ๆ ขึ้นไป จนอยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง. ฉะนั้น เมื่อได้ทำหน้าที่แล้วจงภาคภูมิใจ แล้วก็ อย่าดูหมื่นดูถูกหน้าที่ ; บางเวลาช่วยทำหน้าที่กวาดบ้าน เสียบ้าง, ถูบ้านถูเรือนเสียบ้าง แม้จะเป็นครูบาอาจารย์ แล้วก็ลองดู ทำหน้าที่ถูบ้านกวาดบ้าน ล้างถ้วยล้างจานดูบ้าง ซิ, แล้ว ถ้ามีธรรมะจริง ถ้ามีความรู้จริงจะพอใจ เหมือน กัน. จะพอใจเหมือนกันแม้จะต้องทำหน้าที่ล้างส้วม ล้าง จาน ถูบ้าน ถ้ามองในแง่ที่ว่าเป็นหน้าที่แล้ว มันก็จะพอใจ เพราะมีธรรมะ มีธรรมะเมื่อไรจะพอใจเมื่อนั้น, มีธรรมะ เมื่อไรจะเป็นสุขใจเมื่อนั้น. เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยทำหน้าที่ แล้วก็เรียกร้องแต่ สิทธิ : หวังจะได้เงินเดือนโดยไม่ต้องทำหน้าที่, พอทำ

น.156 ๖๓ หน้าที่ก็ทำอย่างเสียไม่ได้ เอาเปรียบตลอดเวลา, เอาเปรียบ งานในหน้าที่อยู่ตลอดเวลา. ที่ทำงานนั้นทำเพราะความจำใจ ต่างหาก, ไม่ทำเพราะรักหน้าที่. นี้เปลี่ยนเสียเถอะ จะทำ หน้าที่อะไรก็ขอให้ทำ เพราะว่าหน้าที่คือธรรมะ, หน้าที่ เป็นเสมียน เป็นหัวหน้า เป็นอะไร กระทั่งว่าเป็นกรรมกร. แล้วเรามีโอกาส จะทำหน้าที่ได้ตลอดเวลา ถ้าอยู่ ที่ออฟฟิศทำงาน ก็ทำงานอย่างที่ออฟฟิศ, ถ้าอยู่ที่บ้านก็ช่วย ล้างจาน ช่วยล้างส้วมบ้างซิ แล้วก็มีความพอใจ ว่าได้ทำ หน้าที่เช่นเดียวกัน, ให้เวลาทุกนาทีหรือทุกวินาทีเต็มไป ด้วยการทำหน้าที่. เอาละ ถ้าเหนื่อยนักก็ต้องนอน, ถ้า เหนื่อยนักก็ต้องพักผ่อน. การพักผ่อนนี้ก็ต้องรวมอยู่ใน หน้าที่ ; เพราะว่าถ้าไม่พักผ่อนมันทำหน้าที่อีกไม่ได้ มัน ก็ต้องพักผ่อนเพื่อให้ทำหน้าที่ต่อไปอีกได้. เพราะฉะนั้น การพักผ่อนนี้ก็ต้องนับรวมอยู่ในการทำหน้าที่, มีหน้าที่ต้อง พักผ่อนก็พักผ่อน ; แต่อย่าพักผ่อนจนไม่ต้องทำหน้าที่อะไร คือขี้เกียจ. ฉะนั้นการพักผ่อนก็ให้พอเหมาะพอดี, แล้วก็ ชื่นใจเมื่อได้ทำหน้าที่. พอมาถึงที่ที่ทำหน้าที่ แล้วก็พนม มือให้หน้าที่ ให้ห้องทำงาน, เข้ามาในห้องทำงาน ออฟฟิศ

น.157 ๖๔ ทำงาน หลับตาพนมมือให้แก่หน้าที่ หรือห้องทำงานสักแวบ หนึ่ง, นั่นคือเคารพธรรมอย่างยิ่ง. เรื่องนี้มี คนโบราณเขาถือเป็นหลัก : เอาควายมา จะไถนาก็ พนมมือให้ควายให้ไถเสีย ก่อนที่ลงมือทำนา ; เพราะว่ามันเป็นหน้าที่ เพราะมันเป็นสิ่งสูงสุด, มันเป็น หน้าที่. เครื่องไม้เครื่องมือที่จะทำงานหากินนั้น ควรจะ เคารพมัน รักษาให้ดี ให้สะอาด ให้พร้อม, แล้วพอถึง เวลาจะทำงานพนมมือให้กับมันเสียสักทีก็ดี นั่นแหละมันจะ มั่นคง มั่นคง มั่นคงในหน้าที่ มีความยึดมั่นในหน้าที่ ; อย่างน้อยมันก็ ทำให้มีสติ ; เช่นว่ามาถึงห้องทำงาน ก่อน แต่จะลงมือทำงานหลับตาก็ได้ พนมมือเฉย ๆ, จิตนึกถึง หน้าที่. ถ้าทำได้อย่างนี้ จิตนั้นจะเหมาะสมที่จะทำงาน, จิตนั้นจะมีสมาธิ มีความหนักแน่นที่จะทำงาน มันก็ทำได้ดี. นี่มันเป็นการทำได้ตลอดเวลา ทั้งวันทั้งคืน ทั้ง หลับทั้งตื่น, ที่ว่าทำทั้งหลับ หมายความว่าเมื่อก่อนแต่จะ หลับ กำหนดทำหน้าที่อย่างดีที่สุด แล้วก็หลับ หลับนั้น ไม่มีอะไร. พอตื่นขึ้นมาก็จับหน้าที่ต่อไป ; อย่างนี้ท่าน ยอมให้กล่าวได้ว่า ทำหน้าที่อยู่ทั้งหลับและทั้งตื่น : พอ

น.158 ๖๕ ถึงจบวันสิ้นวัน รู้สึกว่าได้ทำหน้าที่อย่างดีมาตลอดวัน, ก่อน แต่จะนอนยกมือไหว้ตัวเอง, ยกมือไหว้ตัวเอง ก่อนแต่จะ นอนลงไปวันนี้ ที่ได้ทำหน้าที่ครบถ้วนไม่บกพร่องอะไรเลย, ยกมือไหว้ตัวเองเสียครั้งหนึ่งก่อนแต่ที่จะนอน ยกมือไหว้ตัวเอ ง อย่างนี้ คือยกมือไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ บิดามารดาพร้อม หมดเลย, ยกมือไหว้การที่ตัวเองทำหน้าที่มาตลอดทั้งวัน รวมอยู่ในนั้นหมด ไม่ต้องไหว้หลายครั้งก็ได้ ไหว้ครั้งเดียว เป็นการไหว้หมด. พอยกมือไหว้ตัวเองได้ นั้นคือ สวรรค์ที่แท้จริง ; ความถูกต้องทางกาย วาจา ใจ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความถูกต้องที่ใจ นั่นคือสวรรค์ สวรรค์ ที่แท้จริง. ยกมือไหว้ตัวเองได้เมื่อไร เป็นสวรรค์ที่ แท้จริงเมื่อนั้น, เกลียดชังตัวเองเมื่อไรเป็นนรกที่นั่น เมื่อนั้น. หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะได้เข้าใจคำว่า หน้าที่ ซึ่ง ทุกอย่างมันเป็นไปเพื่อดับทุกข์, เพื่อรอดตาย และเพื่อ ดับทุกข์, นั่นก็เป็นหลักหรือว่า เป็นแก่นของพระศาสนา ด้วย เหมือนกัน. พระศาสนามีสำหรับช่วยให้พ้นทุกข์ให้

น.159 ๖๖ ดับทุกข์ ก็คือทำหน้าที่, ทำหน้าที่คือปฏิบัติธรรมะ แล้วเป็นสุข พอใจเมื่อได้ทำหน้าที่, แล้วก็ไม่ต้องไปหา อาบอบนวดที่ไหนอีกแล้ว. คนที่ไม่พอใจในหน้าที่ฝืนทำ โกงเวลาราชการไปอาบอบนวด มันก็ไม่ถูกแล้ว ; เดี๋ยวนี้ เมื่อพอใจในหน้าที่ขนาดยกมือไหว้ตัวเองได้เมื่อทำหน้าที่ มัน ก็เลยมีความสุขแท้จริงที่ไม่หลอกลวง. สุขกามารมณ์เป็น เรื่องความเพลิดเพลินที่หลอกลวง, หนักเข้าจะทำให้เงิน เดือนไม่พอใช้ จะต้องคอรัปชั่น จะต้องเกิดเรื่อง, ถ้าว่า เป็นสุขเมื่อทำหน้าที่ สุขแท้จริงแล้ว มันก็ไม่ต้องใช้เงิน, เงินมันก็เหลือ เงินเดือนมันก็เหลือจนไม่รู้ว่าจะเอาไปทำ อะไร. นี่ความที่รู้จักหน้าที่ ว่าธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ มีความหมายอย่างนี้ ขอได้โปรดเข้าใจว่า เป็นแก่นพุทธ- ศาสน์ด้วย อย่างหนึ่ง. .... .... .... เอาละเป็นอันว่า เวลาหมดแล้ว ขอแสดงความ ยินดีต้อนรับ ที่มาเพื่อแสวงหาธรรมะ สำหรับนักศึกษา ระดับอุดมศึกษา, นั่งกลางดินนี้ คือที่นั่ง ที่นอน ของพระ- พุทธเจ้า จงพอใจ เชื่อว่าจะทำให้มีจิตใจเหมาะสมที่จะรับ

น.160 ๖๗ ธรรมะ. บางทีเขาไปพูดกันบนโรงแรมชั้นหนึ่ง เรื่อง ชาวนาไม่มีน้ำทำนา อย่างนี้เรียกว่ามันไม่ตรงจุด, ถ้าพูดกับ ชาวนาไม่มีน้ำทำนา ต้องไปพูดกันกลางนา, ไม่ใช่มาพูดบน โรงแรมชั้นหนึ่ง. นี้ก็เหมือนกัน ถ้า จะพูดถึงเรื่องพระ- พุทธเจ้า แล้วก็ จงพูดกันกลางดิน ซึ่งมันเป็นจุดสำคัญ ที่สุดสำหรับพระพุทธเจ้า. แล้วก็รู้ว่าพุทธศาสนานี้เป็น evolutionist ; ถ้า อย่างที่เมืองนอกพูดเพียงเท่านี้เขาก็รู้แล้ว, พูดว่าเราเป็นพวก evolutionist คือถือศาสนาชนิดที่ไม่มีพระเจ้า มีแต่กฎ ธรรมชาติ. เรามีความมุ่งหมายที่จะดับทุกข์ พุทธศาสนาไม่มี เรื่องอื่น นอกจากเรื่องดับทุกข์ . เรื่องทุกข์และดับทุกข์ มีอยู่ในร่างกาย ในชีวิตที่เป็น ๆ ยังไม่ตาย ต้องค้นหาให้ พบ แล้วก็ ต้องจัดการให้ได้ . เป็นพุทธศาสตร์ต้องมีสติปัญญา , เป็นไสยศาสตร์ มีแต่ศรัทธา, เป็นไสยศาสตร์ เชื่อของขลังของศักดิ์สิทธิ์ว่า จะช่วย มีลักษณะให้ผู้อื่นช่วย, ถ้า เป็นพุทธศาสตร์เชื่อ ปัญญา สติปัญญาของตนเอง แล้วก็ เป็นการช่วยตนเอง ,

น.161 ๖๘ ก ข ก กา ของพุทธศาสนานั้น คือเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ , อย่าได้ประมาท. อย่าได้ดูถูกเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, แล้วเอาไปหัวเราะเยาะ ไปล้อ ซึ่งเด็ก ๆ โดยมากไม่ค่อยรู้เรื่องความสำคัญของธรรมะ ที่พูดเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, นั่นแหละเป็นจุดตั้งต้นของ ทุกอย่าง. โลกนี้มันมีขึ้นมาก็เพราะว่า เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ , แล้วมันเข้ามาถูกเราทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต้อง จัดการกับโลกนี้ให้ถูกต้อง, มีสติทุกคราวที่เกี่ยวข้องกับ สิ่งเหล่านี้ . ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่ทุกอย่างเป็นธรรมะเสมอ กันหมด แล้วก็ขอให้สนุกเป็นสุขเมื่อทำหน้าที่ สนุกเมื่อ ทำงาน เป็นสุขเมื่อทำการงานปัญหาจะไม่เกิด เงินเดือนจะ เหลือใช้จนไม่รู้จะเอาไปไหน เพราะมันเป็นสุขเสียแล้ว, ไม่ต้องเอาเงินไปซื้อความสุขหลอกลวง หรือความเพลิดเพลิน ที่หลอกลวง. ขอให้นักศึกษาทั้งหลาย กำหนดใจความโดยย่อ เป็นเค้า ๆ เป็นข้อ ๆ อย่างที่กล่าวมาแล้วนี้ ไปศึกษาต่อไป ข้างหน้าให้ละเอียดลออ เต็มตามความต้องการเถิด

น.162 ๖๔ อาตมาก็ได้พูดตามกำหนดในโปรแกรมแล้ว การ เปิดประชุมของเราก็เป็นอันว่าเปิดแล้ว, การทำหน้าที่ในการ ประชุมตามรายการที่มีอยู่ ก็จะได้กระทำกันต่อไป. ขอให้สนุกและเป็นสุขในการ ทำหน้าที่ในการประชุม นี้อย่างยิ่ง ด้วยกันทุกคนทุกท่านเถิด.

น.163 ศึกษากันท่าไร ? โลกยุคนี้ มีศึกษา กันท่าไหน ยุวชน รุ่นใหม่ ได้คลุ้มคลั่ง บ้างติดยา เสพติด เป็นติดตัง บ้างก็ฝัง หัวสุม ลุ่มหลงกาม บ้างดูหมิ่น พ่อแม่ ไม่มีคุณ บ้างก็เห็น เรื่องบุญ เป็นเรื่องพล่าม บ้างลุ่มหลง love free เป็นดีงาม บ้างประณาม ศาสนา ว่าบ้าบอ บ้างไปเป็น ฮิปปี้ มีหลายชนิด บ้างทวงอิส- ระพ้น จนเหลือขอ บ้างที่มี ดีกรีมาก โฮกฮากพอ โลกเราหนอ ให้ศึกษา กันท่าไร. พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ

น.164 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๙ ศิลปแห่งการดู ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๒. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๓. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๒ ๔. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม (มีภาษาจีน ) ๔ ๕. พูดกับเณร ๑ ๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๒ ๗. เห็นธรรมชาติ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๘. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ ๙. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๑๐. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๑๑. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๑๒. ธรรมพรปีใหม่ ๓ ๑๓. ตถตาช่วยได้ ๑ ๑๔. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ ๑๖. ค่าของครู ๒ ๑๗. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ๑๘. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๑๙. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๒ ๒๐. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ ๒๑. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๒ ๒๒. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ ๒๓. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๒ ๒๔. อานาปานสติและดับไม่เหลือ ๒ ๒๕. ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ ๒๖. ความมั่นคงภายใน ๑ ๒๗. โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก ๒ ๒๘. การทำงานเพื่องาน ๑ ๒๙. สันโดษไม่เป็นอุปสรรค แก่การพัฒนา ๑ ๓๐. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ๑ ๓๑. เค้าเงื่อนของธรรมะ และ อิทัปปัจจยตา ๑ ๓๒. การอยู่ด้วยปัจจุบัน ๓๓. ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ๑ ๓๔. พุทธศาสตร์ กับไสยศาสตร์ ๑ ๓๕. อานาปานสติภาวนา (มีภาษาจีน ) ๒ ๓๖. อิทัปปัจจยตาในฐานะ สิ่งสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา ๑ ๓๗. นรกกับสวรรค์ ๑ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๓๘. ดับทุกข์สิ้นเชิง ๑ ๓๙. มรดกธรรมคำกลอน ๑ ๔๑. ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ๒ ๔๒. ฟ้าสางทางฝ่ายบรรพชิต ๑ ๔๓. มหรสพของพระอรหันต์ ๑ ๔๔. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๑ ๑ ๔๕. เช่นนั้นเอง ๑ ๔๖. ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ๑ ๔๗. อะไร ๆ ในชีวิตสักแต่ว่า เป็นเรื่องของจิตสิ่งเดียว ๑ ๔๘. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๒ ๑ ๔๙. ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ๑ ๕๐. พบชีวิตจริง ๑ ๕๑. สมถวิปัสสนาสำหรับยุคปรมาณู ๑ ๕๒. ธรรมะที่ควรเติมลงในชีวิต ๑ ๕๓. ฟ้าสางทางการเมือง ๑ ๕๔. ธรรมสัจจะของสมถวิปัสสนา แห่งยุคปรมาณู ๑ ๕๕. ฟ้าสางทางปรมัตถ์, อภิธรรม, อุบาสก และบรรพชิต ๑ ๕๖. ผัสสะ สิ่งที่ต้องรู้จักและควบคุม ๑ ๕๗. ความสุขแท้เมื่อสิ้นสุดแห่ง ความสุข ๑ ๕๘. แนวสังเขปทั่ว ๆ ไปของการ พัฒนา ๑ ๕๙. ธรรมชีวีกับความเป็นฆราวาส ๑ ๖๐. การศึกษาและการรับปริญญา ในพระพุทธศาสนา ๑ ๖๑. การบำเพ็ญบารมีที่ถูกแนวทาง ๑ ๖๒. ทำงานให้สนุกได้อย่างไร ๑ ๖๓. การทำวิปัสสนาและใจความ สำคัญของวิปัสสนา ๑ ๖๔. หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น ๑ ๖๕. ธรรมะเป็นคู่ชีวิต ๑ ๖๖. รอยของพระธรรม ๑ ๖๗. สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา ในฐานะ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ๑ ๖๘. การทำชีวิตให้มีธรรมะ ๑ ๖๙. หัวใจของธรรมะโดยหลักพื้นฐาน ๑ ๗๐. การบวชอยู่ที่บ้าน ๑ ๗๑. หัวใจปรมัตถธรรม ๖ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๗๒. หาสุขได้จากทุกข์ ๑ ๗๓. ทานบริจาค ๑ ๗๔. ฟ้าสางทางธรรมานุภาพ ๑ ๗๕. การช่วยผู้อื่นให้มีธรรมะ ๑ ๗๖. การทำความเข้าใจระหว่าง ศาสนา ๑ ๗๗. จิตตภาวนาทุกรูปแบบ ๑ ๗๘. ความถูกต้องของอิทัปปัจจยตา ๑

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต