น.11 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ เป็นวันแรกของ ภาคอาสาฬหบูชา การบรรยายในภาควิสาขบูชาสิ้นสุดไปแล้ว ตั้งแต่วันเสาร์ก่อน. วันเสาร์นี้เราจึงเริ่มภาคใหม่ วันนี้ เป็นวันแรก เป็นครั้งที่หนึ่งของการบรรยาย วันเสาร์ประจำ ภาคนี้, ในการเปลี่ยนภาคใหม่นี่ อาตมาก็จะเปลี่ยนเรื่องใหม่ ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี ให้สำเร็จประโยชน์ต่อไป. การเปลี่ยนเรื่องใหม่นี่จะมีหัวชื่อของเรื่องว่า เรื่อง สันติภาพของโลก, สันติภาพของโลก ทำไมจึงพูดเรื่องนี้ *บรรยายครั้งที่ ๑ ชุดสันติภาพของโลก เมื่อ ๕ กรกฎาคม ๒๕๒๙
น.12 ๒ มันก็มีเหตุผลหลายอย่าง. ปีนี้เขาสมมติกันเป็นปีสันติ ภาพของโลกด้วย, แต่เขาจะสมมติหรือจะไม่สมมติ มัน ไม่สำคัญ. เรื่อง สันติภาพ นั้นมัน สำคัญอยู่ในตัวมันเอง คือจำเป็นสำหรับชีวิต ทุกชนิด ด้วยซ้ำไป ไม่ว่าชีวิตใน ระดับไหน ล้วนแต่ต้องการสันติภาพ หรือมันอยู่ได้ด้วยความ มีสันติภาพ. สันติภาพนี้จะแจกเป็นส่วนบุคคล เป็นสันติภาพของ บุคคลแต่ละคน ๆ นี้ก็ได้, เป็นสันติภาพส่วนบุคคล หรือจะ เป็นสันติภาพของสังคมของหมู่ของคณะก็ได้ ซึ่งก็ต้องการ สันติภาพ, มีสันติภาพหมู่คณะแล้ว อยู่กินเป็นสุข หรือจะ เป็นสันติภาพของทั้งหมด คือของทั้งโลก ทั้งโลกเลย, หรือ จะกล่าวว่าทุก ๆ โลกทั้งสากลจักรวาลก็ยิ่งดี มันก็มีอยู่. ถ้า ทุก ๆ โลกมีสันติภาพ สากลจักรวาลก็มีสันติภาพ ไม่ว่าจะใน ระดับไหน ล้วนแต่ต้องการสันติภาพ. ท่านทั้งหลาย แต่ละคน ก็ต้องการสันติภาพส่วน ตน ซึ่งจะต้องช่วยสร้างสรรค์ขึ้นมา หรือว่าปรุงแต่งขึ้นมา ก็ได้, จะปล่อยไปตามธรรมชาติธรรมดานั้น มันก็จะไม่ได้ อย่างที่เราต้องการ, นี้ก็ต้องมีสติปัญญาจึงจะปรุงแต่งขึ้นมา
น.13 ๓ ได้; เมื่อแต่ละคนแต่ละคนมีสันติภาพ ก็มีหมู่คณะที่มี สันติภาพ เพราะว่าหมู่คณะมันรวมขึ้นมาด้วยบุคคล, ถ้าคณะ ทุกคณะมีสันติภาพ โลกทั้งโลกมันก็มีสันติภาพ, มันเนื่อง กันอยู่อย่างนี้ และเป็นสิ่งที่ต้องพึงประสงค์ตลอดกาลตลอด เวลา ตลอดกาลนิรันดร, ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราว นับว่าเป็น เรื่องใหญ่ที่สุดสำหรับสิ่งที่มีชีวิต ถ้าไม่มีสันติภาพ สิ่งที่มี ชีวิตก็เดือดร้อน มันก็อยู่ไม่ได้, จะเรียกว่าตายเสียยังดีกว่า ถ้ามันอยู่ด้วยความทนทุกข์ทรมานโกลาหลวุ่นวาย เต็มไปด้วย วิกฤตการณ์ ; นี่เราจึงมองกันในแง่ที่ว่า เป็นสิ่งจำเป็น อย่างยิ่งสำหรับสิ่งที่มีชีวิต. ตามปรกติ ไม่มีอะไรรบกวนความสงบสุข เรียก ว่าสันติภาพ; จะเรียกว่า สันติสุข ก็ได้ มันเป็นชื่อ, จะ เรียกสันติภาพก็ได้ มันเป็นภาวะของสิ่งที่มีชื่ออย่างนั้น, มี สันติหรือมีความสุข นี้มันก็ชัดอยู่แล้ว. ภาวะแห่งความมี สันติหรือมีความสุข นี่ ก็เป็นภาวะ เราเลยเรียกว่า สันติภาวะ หรือสันติภาพ นี้คือสิ่งที่เราจะพูดกัน. ดูอีกทีหนึ่งว่า ทำไมเราจะต้องพูดกันถึงเรื่อง สันติภาพ ? เหตุผล ที่จำกัดเข้ามามันก็มีอยู่ว่า โลกกำลัง
น.14 ๔ ไร้สันติภาพมากยิ่งขึ้นทุกที ; มิใช่ว่ายิ่งเจริญแล้วยิ่งมี สันติภาพ, กลายเป็นว่า ยิ่งเจริญแล้วยิ่งวุ่นวาย ยิ่งยุ่งยาก ยิ่งโกลาหล จนจะไม่เป็นโลกของมนุษย์อยู่แล้วแต่ก็ไม่รู้จะ เรียกว่าโลกของอะไร มันก็ยังมีคนหรือมนุษย์อยู่ในโลกอัน วุ่นวายนี้ ไม่รู้จะหนีไปไหน, เพราะเหตุที่ว่าโลกไม่มีสัน- ติภาพยิ่งขึ้น เห็นชัดปรากฏอยู่ เราก็ทนไม่ได้ จึงมาปรึกษา หารือกัน. พุทธบริษัทนี้มีส่วนรับผิดชอบอยู่ตามธรรม- ชาติ เพราะว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้า ทรงประสงค์สันติภาพ หรือความสุขแก่โลก, พระองค์เกิด ขึ้นมาเพื่อประโยชน์แก่ความสุขเกื้อกูลแก่มหาชนทั้ง เทวดาและมนุษย์, ท่านจึงตรัสว่า เพื่อประโยชน์ทั้งแก่เทวดา และมนุษย์ , ก็หมายความว่าแม้แต่ เทวดาก็ยังไม่มีสันติภาพ ยิ่งเล็งถึงสันติภาพภายในจิตใจด้วยแล้ว จะยิ่งไม่มี, เพราะว่ามี เรื่องมัวเมาเพลิดเพลินอะไรมากไปกว่ามนุษย์. พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ; ตรัสรู้ ก็รู้ เรื่องสันติภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความดับทุกข์ แล้วก็เป็นผู้ตื่นจากความไม่รู้ ความหลับคือความไม่รู้ ก็แปลว่า สลัดความหลับออกไปได้หมด เป็นผู้ตื่นหรือเป็นผู้รู้, ครั้นแล้ว
น.15 ๕ ก็เป็นผู้เบิกบาน, เบิกบานตามความหมายของคำว่า เบิกบาน เหมือนดอกไม้บาน เป็นสุขร่าเริงสงบสุข นี่ก็ เป็นผลของมัน คือมีสันติภาพ, มีสันติภาพ ก็เบิกบาน. นี้เราเป็น สาวกของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีหลักเกณฑ์ อย่างเดียวกัน ; ต้องเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. ขอท่าน ทั้งหลายจงถือหลักอันนี้ ดำเนินตนอยู่ในหลักเกณฑ์อันนี้ คือจะเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน, จะต้องรู้ที่ควรจะรู้, บรรดาสิ่งที่ควรจะรู้แล้วควรจะรู้ให้ครบ. ที่เป็น ปัญหา ใหญ่ของมนุษย์ ก็คือเรื่องไม่มีสันติภาพ, เรื่องมีแต่สิ่ง ตรงกันข้าม เราก็เรียกว่าวิกฤตการณ์ ; ฉะนั้น เราต้องรู้ เรื่องของสันติภาพ และสิ่งตรงกันข้าม คือวิกฤตการณ์ ว่ามันมีอยู่อย่างไร มันเกิดมาเพราะเหตุไร, เราจะมีความ สำเร็จในการมีสันติภาพได้อย่างไร, เรียกว่า รู้สิ่งที่ควรรู้, แล้วก็ตื่น ตื่นจากความไม่รู้ ตื่นเสียจากความผิดพลาด ลุ่มหลง งมงายในเรื่องนั้น ๆ ก็หมายความว่า ละความผิดพลาดได้ มีแต่ความถูกต้อง, แล้วก็มา เป็นผู้เบิกบาน ตามอย่าง พระพุทธเจ้า.
น.16 ๖ ทั้งโลกจำเป็นต้องมีสันติภาพ. ทีนี้ถ้าเราจะมองดูกันทั้งโลก ก็จะเห็นว่า มัน จำ- เป็นที่จะต้องมีสันติภาพทั้งโลก, และว่ามันเป็นสิ่งที่เนื่อง กันอยู่ทั้งโลก คือเราจะมองดูโลกนี้ ในแง่ของธรรมชาติล้วนๆ, ธรรมชาติล้วน ๆ เมื่อมนุษย์ ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เป็น ธรรม- ชาติล้วน ๆ มันก็ต้องมีสันติภาพ และมันก็มีสันติภาพตาม แบบของธรรมชาติล้วน ๆ. ทีนี้ถ้าจะมอง ในแง่ของการเมือง คือการที่มนุษย์ เข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เข้าไปจัดเข้าไปทำกับ ธรรมชาติเหล่านั้นจนเปลี่ยนแปลงไป; ถ้าว่ามันถูกต้อง มันก็ควรจะมีสันติภาพยิ่งขึ้นไป. แต่เดี๋ยวนี้มันจะไม่เป็น อย่างนั้น มันกลับตรงกันข้าม ยิ่งมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง เท่าไร ธรรมชาติก็สูญเสียปรกติภาวะเดิมของมันมากเท่านั้น, แล้วมันก็ไม่ได้กลายเป็นสันติภาพยิ่ง ๆ ขึ้นไป มันมากลาย เป็นความเลวร้ายที่เรียกว่าวิกฤตการณ์ ; เพราะว่า คน นี่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมชาติด้วยกิเลส ตัณหา, แล้ว มันทำไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา เพื่อดึงเอามาเป็น
น.17 ๗ ประโยชน์แก่กิเลสตัณหา มันเลยสันติภาพไม่ได้, เพราะ มันถูกเกี่ยวข้องด้วยกิเลสตัณหาของมนุษย์. เรามองดูให้ดีว่า สันติภาพนี่มันควรจะมีทั้งโดย ธรรมชาติ, และมีทั้งโดยที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง ผิด จากธรรมชาติ. ทีนี้ มันไม่เป็นอย่างนั้น มันกลับกันอยู่ ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติ ยังจะมีสันติภาพมากกว่า ; นี่ก็เป็น ความผิดของมนุษย์ ที่มีกิเลสตัณหา แล้วก็ใช้กิเลส ตัณหาเข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ, ทำลายปรกติภาวะ ของธรรมชาติ. แต่แล้วมนุษย์ก็เรียกว่าความก้าวหน้า ความ เจริญ การพัฒนา ธรรมชาติแหลกลาญไปเท่าไร มนุษย์ก็ยิ่ง เห็นเป็นความเจริญก้าวหน้าเป็นการพัฒนา มันจึงเป็นปัญหา ที่แก้ไม่ตก ไม่รู้จักจบจักสิ้น เพราะมันไปทำตนเป็นศัตรูผู้ ล้างผลาญต่อสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาตินั่นเอง. เราจึงต้องคิด กันใหม่ในเรื่องนี้ ว่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ อย่างไร จึงจะไม่เป็นการทำให้ธรรมชาติสูญเสียความ สงบ หรือคุณสมบัติดั้งเดิมของธรรมชาติ. ดูให้ดีก็จะมีหน ทางที่จะพิจารณากันต่อไป.
น.18 ๘ สันติภาพขึ้นอยู่กับมนุษย์. ทีนี้ก็ย้อนมามองดูข้างใน คือในฝ่ายมนุษย์ ในตัว มนุษย์, โลกนี้มันขึ้นอยู่กับมนุษย์ เพราะมนุษย์ประกอบกัน ขึ้นเป็นโลก มนุษย์เป็นอย่างไรโลกมันก็เป็นอย่างนั้น, มนุษย์ ดีโลกมันก็ดี มนุษย์บ้าโลกมันก็เป็นบ้า, โลกมันขึ้นอยู่กับ มนุษย์, โลกจะเป็นอย่างไรก็ต้องแล้วแต่มนุษย์. ทีนี้ดูถึง มนุษย์ มนุษย์เองก็ขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์ จิตใจของมนุษย์ เป็นอย่างไรมนุษย์มันก็เป็นอย่างนั้น จิตใจดีมนุษย์ก็ดี จิตใจ บ้า มนุษย์ก็บ้า มนุษย์ก็ขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์อีกทีหนึ่ง ; ดังนั้นจิตใจของมนุษย์นี่แหละเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่อง ต้นตอของความเปลี่ยนแปลงทั้งปวง จะสันติภาพหรือจะ วิกฤตการณ์มันขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์ ดังนั้นเราจึงต้อง พัฒนาจิตใจของมนุษย์ คือปรับปรุงจิตใจของมนุษย์ให้ถูก ต้อง ฟังดูอีกทีหนึ่งว่า โลกนี้มันขึ้นอยู่กับมนุษย์ แล้ว มนุษย์ขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์ ดังนั้นเราจะต้องพัฒนาที่ จิตใจ ปรับปรุงที่จิตใจ ควบคุมแก้ไขที่จิตใจจึงจะต้องพัฒนา จิตใจของมนุษย์ ให้เป็นไปในทางของสันติภาพ ทำจิตใจของ
น.19 ๙ มนุษย์ให้เป็นไปในทางของสันติภาพได้แล้ว มนุษย์ก็เป็น มนุษย์ที่มีสันติภาพ มนุษย์มีสันติภาพแล้ว โลกทั้งโลก มันก็เป็นโลกที่มีสันติภาพ ดังนั้นการปรับปรุงจิตใจของมนุษย์ ก็คือการปรับปรุงโลกนั่นเอง อย่าเห็นเป็นอย่างอื่นไปเลย. การที่เราช่วยกันปรับปรุงจิตใจของเราแต่ละคน ๆ ให้ดี ให้ถูกต้อง นั่นแหละคือการปรับปรุงโลกทั้งหมด นับ ว่าเป็นสิ่งที่ควรสนใจยิ่งกว่าสิ่งใด ; เราจะมีชีวิตมีทรัพย์ สมบัติไปทำไม ถ้าไม่มีสันติภาพ นี่ควรจะตายเสียดีกว่าถ้ามัน ไม่มีสันติภาพ. ทีนี้เพื่อให้มันถูกต้องให้มันน่าอยู่ หรือให้งดงามนี้ ก็ ต้องช่วยกันทำให้มีสันติภาพ โดยช่วยกันสร้างสันติภาพ ออกไปจากจิตใจของมนุษย์, โดยมีจิตใจของมนุษย์นี้ เป็นรากฐานของสันติภาพ ; ดังนั้นเราจึงควรพูดกันถึง เรื่องสันติภาพ โดยเหตุผลตามธรรมชาติมันก็มีอยู่อย่างนี้ ที่เราควรจะพูดกันถึงเรื่องสันติภาพ เดี๋ยวนี้องค์การโลกเขา จัดให้ปีนี้เป็นปีสันติภาพ. เราก็เลยผสมโรงกับเขา เอาละ, ช่วยกันพิจารณาเรื่องสันติภาพ ให้มันมีขึ้นมาในโลก. เราไม่ ได้เป็นบ่าวเป็นทาสอะไรของเขา แต่ว่า เราก็เป็นมนุษย์ที่
น.20 ๑๐ มีส่วนร่วม ที่อยู่ในโลกซึ่งต้องการสันติภาพ ก็เป็นการ เหมาะที่เราจะร่วมมือกัน, ดูต่อไป ก็จะเห็นได้ว่า มันถึงเวลา หรือเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว ที่ควรจะพูดถึงเรื่องนี้ ด้วยเหตุ ผลดังที่กล่าวมาแล้วว่ามันถึงเวลา ที่ว่าโลกมันกำลังไม่มี สันติภาพ มันวุ่นวายยิ่งขึ้น วุ่นวายยิ่งขึ้น ซึ่งควรจะดูกัน เหมือนกันในแง่นี้ ว่ามันวุ่นวายอย่างไร. ในชั้นต้นจะพูดว่า ใครควรจะพิจารณากันเรื่อง สันติภาพ ? อาตมาก็คิดว่า พวกเราทุกคน เราทุกคน ควร จะพูดกันด้วยเรื่องสันติภาพ, อาตมาก็เป็นคนหนึ่งแล้วที่ ประเดิมขึ้นมา นี่พูดถึงเรื่องสันติภาพ, ชักชวนกันมาให้ พิจารณาถึงเรื่องของสันติภาพ. พวกเราควรพิจารณากันถึง เรื่องสันติภาพ แต่ว่า จะพิจารณากันไปในแง่ของการ พัฒนาจิตใจ มันมีหลายแง่หลายมุมที่จะพูด, เราพุทธบริษัท นี้เหมาะสมที่สุดที่จะพูดกันถึงในแง่การพัฒนาจิตใจให้ถูกต้อง ให้เป็นที่ตั้งแห่งสันติภาพ หรือให้เป็นที่ไหลออกมาแห่ง สันติภาพ.
น.21 ๑๑ จะพิจารณาทางจิต ดูในแง่ร้ายก่อน. ดูกันในแง่ร้ายก่อน จะเห็นได้ว่า โลกนี้เต็มไปด้วย วิกฤตการณ์ ความยุ่งยากลำบากอันไม่น่าปรารถนา จะเรียก ว่าวิกฤตการณ์ ตรงกันข้ามกับสันติภาพ. โลกมีความกลัว เป็นอยู่ด้วยความกลัว เพราะมีสิ่งที่ทำให้เกิดความกลัวหรือ น่ากลัวมากขึ้น, แล้วมันก็ เกิดความวิตกกังวล วิตกกังวล ไว้ใจไม่ได้ตามมา, มันมีความวิตกกังวลไปเสียทุกอย่าง ยิ่ง เห็นอะไรก้าวหน้า แล้วมันก็ยิ่งชวนให้วิตกกังวล. ความก้าวหน้าเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งอย่าง ยิ่ง อย่างเรื่องที่เมืองภูเก็ต ที่กำลังเป็นเรื่องราวพูดจากันอยู่ เวลานี้ ก็เป็นผลของการก้าวหน้า แต่เป็นไปในทางความ ขัดแย้งอย่างยิ่ง ฉะนั้นยิ่งมีความก้าวหน้าที่ไหนจะเกิดความ ขัดแย้ง เพราะความวิตกกังวลของคนในที่นั้น ๆ มันมี ความกลัว มีความวิตกกังวล แล้วมีอย่างอื่นอีกมากมาย กำลังเป็นไปทั้งโลกจนเรียกว่าโลกนี้ มันอยู่ด้วยความคิดที่เป็น ความกลัว เป็นความวิตกกังวล, มีผลออกมาทำให้เป็นโรค ทางจิต เพราะมีการรบกวนในทางจิตมากเกินไป โรคทาง ประสาทนะมาก่อน ; เพราะการอยู่ด้วยความกลัวความวิตก
น.22 ๑๒ กังวลมันก็มีโรคประสาทถ้ามันเลยไปกว่านั้นมันก็เป็นบ้าวิกล จริต ตามสถิติมันก็บอกอยู่อย่างนี้. สถิติทางการแพทย์ของโลกก็ยืนยันอยู่ว่า คนเป็น โรคประสาทมากขึ้น, เมื่อเทียบสัดเทียบส่วนกันแล้ว มัน เป็นมากเกินไปกว่าที่จำนวนพลโลกมันมากขึ้น, มันเกิน สัดส่วนของจำนวนพลโลกที่เพิ่มขึ้น เป็นโรคทางประสาท ทางจิตทางนี้กันมากขึ้น ๆ เกินกว่าธรรมดา แล้วรุดหน้าไป เร็ว เพราะสิ่งที่ทำให้วิตกกังวลมันมาก มากเร็ว มันมาก เกินไป, แล้วมันมากเร็วเกินไป เราจึงอยู่ด้วยกันด้วยความ ยากลำบาก ด้วยความยากลำบากยิ่งขึ้น, อยู่กันในโลกด้วย ความยุ่งยากลำบาก มีสิ่งรบกวนประสาทมากขึ้น ยิ่งขึ้นทุกที นี่ผลมันเป็นอย่างนี้. ขอให้คิดดูให้ดี ๆ ว่า มันน่าดีใจหรือ น่าเป็นห่วง เป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลอย่างไร ; พวกคนป่าจะ หัวเราะเยาะคนที่เรียกว่าเจริญรุ่งเรืองเอาก็ได้ เพราะเขาไม่มี เรื่องยุ่งยากลำบากมาก. คนสมัยนี้ยิ่งวิ่งเข้าไปหาความ ยุ่งยาก, สร้างความยุ่งยากที่ไม่จำเป็น โดยไม่จำเป็นนี้ ยิ่งขึ้นทุกทีๆ มันไปเกิดความนิยมชมชอบมีนั่นมีนี่มีโน่น ซึ่งไม่จำเป็นมากยิ่งขึ้นทุกที, ยิ่งไปชอบความก้าวหน้าแบบนี้
น.23 ๑๓ เท่าไร มันก็ยิ่งเพิ่มปัญหาเพิ่มความยุ่งยาก. ควรจะรู้จัก ควบคุมกันเสียบ้าง อย่าให้มีสิ่งที่ไม่จำเป็นที่เป็นข้าศึกแก่ สันติภาพ แม้ที่เป็นความสงบสุขส่วนตัว. แม้ว่าจะดูกัน ในแง่ของสุขภาพอนามัย ความ ปรกติสุขตามปรกติมันก็ลดลงไปมาก มีสุขภาพที่ไม่ต้าน ทานต่อโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น คือว่าจะเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น หรือจะเป็นไปเสียทั้งหมด สุขภาพกำลังเป็นที่น่าวิตกว่า โลกนี้ มันจะเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ; แม้ว่าจะพบการรักษาเยียวยา กันอยู่ตลอดเวลา มันก็เพิ่มโรคแปลก ๆ ใหม่ ๆ ออกมา ยิ่ง ไปกว่าเสียอีก, เลยก้าวหน้ากันแต่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ และ วิธีรักษาโรคภัยไข้เจ็บ อย่างไม่หยุดไม่หย่อน เพราะว่าจิตใจ มันไม่มีสันติภาพ ร่างกายมันก็ปั่นป่วนไปตามจิตใจ โรคภัยไข้เจ็บมันก็ได้โอกาสง่ายสะดวกดายที่จะเกิดขึ้นในหมู่ มนุษย์, พอดีพอร้ายก็เป็นโรคมะเร็งบ้าง เป็นโรคอย่างอื่นที่ ร้ายไปกว่านั้นอีกบ้าง แล้วโรคอะไรบ้างก็ไม่รู้ ที่เขากำลัง กลัวกันนัก กลัวกันทั่วโลกเวลานี้ นี้เรียกว่าภายในมนุษย์ ส่วนมนุษย์มันก็มีปัญหา.
น.24 ๑๔ ถ้าดูแต่ภายนอก มันก็พบปัญหา ปัญหาทาง เศรษฐกิจ กำลังทำให้โลกปั่นป่วนรวนเร ไม่มีใครจะ หาความสงบสุขได้. แข่งขันกันในทางเศรษฐกิจยังไม่พอ กลับใช้เศรษฐกิจนั่นแหละเป็นเครื่องมือบั่นทอน ทำลายพวก อื่น หรือฝ่ายที่เรียกว่าตรงกันข้ามที่เป็นคู่ปฏิปักษ์กัน ซึ่ง เป็นสงครามที่ลึกซึ้งยืดเยื้อซับซ้อนที่สุดยิ่งไปกว่าสงครามทาง อาวุธไปเสียอีก. ข้อนี้ถ้าไม่รู้เรื่องกับเขาบ้าง ก็คงจะไม่ กลัวหรือไม่วิตก ; แต่ถ้ารู้เรื่องกันแล้วก็จะพบว่า มันเป็น เรื่องที่เลวร้ายที่สุด ยากแก่การแก้ไข ยิ่งไปกว่าสงครามที่ฆ่า กันด้วยอาวุธ. สงครามที่ทำลายกันด้วยวิธีทางเศรษฐกิจ นี่ มัน จะไม่สิ้นสุด มันมีแต่จะขยายตัวออกไป. เพราะกิเลส ตัณหาของมนุษย์มันขยายตัวออกไป เศรษฐกิจเพื่อหล่อ เลี้ยงสงคราม, สงครามก็เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจของตนดี ขึ้น, เศรษฐกิจของตนดีขึ้น ก็เพื่อจะช่วยหล่อเลี้ยงสงคราม มันก็เลยก้าวหน้ากันใหญ่ทั้งทางเศรษฐกิจและทางสงคราม, แล้วเศรษฐกิจนั้นมันก็กลายเป็นสงครามเสียเอง, ใช้เศรษฐ- กิจเป็นเครื่องมือบีบคั้น หรือทำลาย หรือกลืน ประเทศอื่นที่สู้ไม่ได้ มันก็มีแต่เรื่องทำสงคราม,
น.25 ๑๕ สงครามตรง ๆ กับสงครามโดยอ้อม สงครามร้อน ๆ และ สงครามเย็น ๆ เป็นเรื่องสงครามไปหมด. เดี๋ยวนี้ชักจะกลัว สงครามทางเศรษฐกิจมากกว่าสงครามทางอาวุธไปเสียแล้ว, มีการเตรียมรบ กันเท่าไร มีการเตรียมป้องกันตัว กัน เท่าไร, เตรียมรบก็เตรียมไป, เตรียมป้องกันตัวก็เตรียมไป คือที่จะรุกรานผู้อื่นก็เตรียมกัน, ที่จะป้องกันตัวก็เตรียมกันไป, มันเลย ไม่มีความสงบสุข, ไม่มีใครที่จะอยู่ด้วยความ สงบสุขได้ เพราะ มีแต่การเตรียมรบและเตรียมป้องกัน ตัว. นี่เป็นสิ่งที่เห็นได้ว่า มัน ทำลายความสงบสุข อย่างไม่มีเวลาว่าง ไม่มีเวลาสร่าง เลยมีบาปเลวร้าย เกิดขึ้น คือว่าเราอยู่ในโลกในลักษณะที่จำเป็นจะต้อง โกหกหลอกลวงกันมากยิ่งขึ้น เท่าไร ! ฟังดูก็น่าแปลก น่าอัศจรรย์ หรือบางทีก็น่าเชื่อบางทีก็ไม่น่าเชื่อ; แต่เท่า ที่มองเห็น เห็นว่า มันอยู่ในโลกนี้ด้วยความจำเป็นที่จะต้อง โกหกหลอกลวงกันอย่างสุดเหวี่ยง. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง การทูต, การทูต คือเป็นเรื่องหาหนทางหาวิธีที่จะเอา เปรียบ หรือที่จะเอาชนะอยู่ตลอดเวลา, ทั้งที่ปากพูดว่า
น.26 ๑๖ เจริญสัมพันธไมตรี, สัมพันธไมตรี แต่จิตใจนั้นมันก็คือการ คิดที่จะลักล้วงเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตัว ทั้งนั้น แหละ. นี่จะเรียกว่าอะไรถ้าไม่เรียกว่า เราใช้ความหลอก ลวงซึ่งกันและกันแก่กันและกัน เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ ให้แก่ตัว ; แต่ละประเทศแต่ละพวกก็ต้องดำเนินกิจการ อันนี้, หลอกลวงให้ได้ประโยชน์ก็มี หลอกลวงเพื่อป้องกัน ประโยชน์ก็มี, หลอกลวงเพื่อคุ้มครองรักษาเอาคืนมาซึ่ง ประโยชน์ก็มี. มันก็เป็นเรื่องอยู่กันด้วยความหลอกลวง ทั้งโลกเลย, ทั้งโลกเลย. ถ้าเราไม่มองก็อาจจะไม่เห็น แต่ถ้ามองให้ลึกให้ ละเอียด สอดส่องให้ละเอียด ก็จะพบว่า ยิ่งอยู่กันด้วย ความหลอกลวง ปากพูดจาอย่างมิตรไมตรี เจริญสัมพันธ มิตรไมตรี แต่ว่าในใจนั้นมันมีแผนการที่จะลักล้วงเอา ประโยชน์ของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา, เรียกว่าอยู่ในลักษณะที่ จำเป็นจะต้องโกหกหลอกลวงกันมากยิ่งขึ้น, มากยิ่งขึ้น ; เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จะมีสันติภาพได้อย่างไร. ขอให้ ลองคิดดู. เอาละนี่คือเหตุผลที่ว่า โลกมันไร้ สันติภาพมาก ขึ้นมากขึ้น จนเราจะต้องพิจารณาเรื่องนี้กันแล้ว, คือต้องมา
น.27 ๑๗ พูดกัน พิจารณากัน ปรึกษาหารือกัน จะประพฤติกระทำ อย่างไรดี จึงจะรอดไปจากอันตรายอันนี้ ควรปรึกษากันในหมู่ปัญญาชน. ทีนี้ก็จะมาถึงปัญหาต่อไปว่า จะพูดเรื่องนี้กับใคร จะทำความเข้าใจเรื่องนี้กับใคร? อาตมาก็อยากจะตอบว่า มันควรจะพูด หรือ ควรเอามาพูดกันกับพวกปัญญาชน, เป็นครูบาอาจารย์, ครูบาอาจารย์ ศาสตราจารย์อะไรก็ตาม ที่มีผู้เชื่อฟังเคารพนับถือหรือสั่งสอนเขาอยู่, แล้วเขาก็เป็น ปัญญาชน มันต้องเป็นปัญญาชน จึงจะมองเห็นอะไรลึกซึ้ง. ไปพูดกับเต่ากับแรดอย่างนี้มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร จะต้อง พูดกับปัญญาชน ที่มีสติปัญญาพิจารณามองเห็นว่ามันเป็น อย่างนี้จริง ; ฉะนั้นเรา จะต้องพูดกับครูบาอาจารย์ ซึ่ง จะไปแนะนำสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาต่อไปเป็นจำนวนมาก เพื่อ คนทุกคน หรือคนทั้งโลก จะได้มีความรู้มีความเข้าใจใน เรื่องนี้. แต่ว่า ผู้ที่มิได้เป็นครูบาอาจารย์ ก็จะต้องพูด เรื่องนี้ จะต้องรู้เรื่องนี้โดยเป็นผู้ฟัง. ครูบาอาจารย์เป็น ผู้พูด, แล้วเราก็จะเป็นผู้พูดต่อ ๆ กันไปได้ ว่าเราจะช่วย
น.28 ๑๘ กันรักษาสันติภาพ ในโลกนี้ไว้ได้อย่างไร, ไว้ได้อย่างไร, ขอให้รับทราบกันไว้. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาในระดับอุดมศึกษาจำเป็นมาก เพราะว่าเขาใช้การศึกษาในระดับอุดมศึกษานี้เป็นที่ปรึกษาหารือเป็นหลักเป็นเกณฑ์ เป็นผู้วางแผนการ เป็นผู้ทำอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับประเทศชาติหรือความรอดของประเทศชาติ กระทั่งสันติภาพของโลกทั้งโลก ; ฉะนั้นก็จะต้องพูดกับผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ ที่จะกระจายความคิดหรืออุดมคติเหล่านี้ออกไป ๆ ทางอื่นมันไม่มี. มันไม่ใช่เรื่องของคนโง่, มันไม่ใช่เรื่องของคนหลับหูหลับตาไม่มีสติปัญญา แต่มัน เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับคนที่เฉลียวฉลาด สามารถดำเนินกิจการนี้ให้เป็นไปได้ตามที่ประสงค์. ในชั้นนี้ เรามาพูดกันในป่าอย่างนี้ มันก็โดยหวังว่า เป็นการทำความเข้าใจกันในขั้นต้น เป็นการปลูกความสนใจในเบื้องต้น ให้มันเกิดรุ่งอรุณของสัมมาทิฏฐิ, เป็นรุ่งอรุณหมายความว่ามันริเริ่ม มันส่องแสงทองขึ้นมาเป็นรุ่งอรุณของสัมมาทิฏฐิ เพื่อจะได้เจริญงอกงามก้าวหน้าต่อไปเป็นเวลากลางวันเต็มไปด้วยแสงสว่าง, เรื่องรณรงค์นั้นมัน
น.29 ๑๙ ต้องลงมือ. การกระทำต่อสู้ต่อต้าน ทำเป็นขบวนการอะไรมันก็ยังไม่ถึง เรายังไม่สามารถจะกระทำเช่นนั้นได้ ; เดี๋ยวนี้เอาเป็นแต่เพียงว่า เรามามองดูให้รู้ให้มีความเข้าใจอย่างทั่วถึง ให้เห็นลู่เห็นทาง ว่าจะทำอย่างไร, ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ เหล่านี้เป็นต้น. หวังว่าท่านทั้งหลาย คงจะรับไปพิจารณา ในฐานะเป็นรุ่งอรุณของสัมมาทิฏฐิอันเกี่ยวกับสันติภาพ, ให้รุ่งอรุณเกิดขึ้นมาในจิตใจ ทอแสงขึ้นมาในจิตใจ ที่พูดตามธรรมดาสามัญของชาวบ้านว่าในหัวนั่นแหละ ให้ในหัวนี่มันมีแสงสว่างตั้งต้นขึ้นมา สำหรับจะรู้ทุกเรื่องทุกอย่างที่จำเป็น ที่ควรจะรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องสันติภาพ. ที่จริง พุทธบริษัท ก็สนใจกับธรรมะ รู้เรื่องธรรมะอยู่อย่างพอสมควรแล้ว แล้วมันก็เป็นเรื่องที่จะไปผสมผสานกันเข้าได้กับเรื่องของความทุกข์ หรือกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์. ธรรมะในพุทธศาสนา เราไม่มีเรื่องอะไร นอกจากเรื่องความทุกข์ กับความดับทุกข์ ; รู้จักความทุกข์, และ กิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, และก็ รู้จักเรื่องความดับทุกข์ พร้อมทั้งการปฏิบัติที่ถูกต้องอันสามารถจะดับทุกข์ได้. เรื่องเหล่านี้มันก็
น.30 ๒๐ เป็นเรื่องจิตใจของมนุษย์ ความผิดความถูกในจิตใจของมนุษย์ที่เป็นภายในอย่างลึกซึ้งอยู่แล้ว ; ถ้าขยายให้ออกเป็นเรื่องภายนอกของสังคมของส่วนรวม มันก็ไม่ยากลำบากเพราะมันเป็นเรื่องเดียวกัน. ถ้ามีกิเลสเป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวแล้ว มันก็ต้องสร้างความทุกข์ขึ้นมาเป็นแน่นอน, สร้างความทุกข์เพื่อตัวเองก่อน แล้วก็สร้างความทุกข์เพื่อผู้อื่นต่อภายหลัง. ความเห็นแก่ตัว ความมีตัว อย่างโง่เขลา มีตัวมีตนอย่างโง่เขลา เห็นแก่ตัวด้วยกิเลสนี่ มันก็ ทำให้เกิดกิเลสครบทุกอย่าง ทุกประการ : เกิดโลภะ อยากได้ด้วยความโง่เขลา ในสิ่งที่ไม่ควรจะได้, เกิดโทสะ โกรธเคืองขัดแค้นอย่างโง่เขลาในสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องไปโกรธไปแค้นให้เสียเวลา, แล้วก็เกิด โมหะ หลงใหลในสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรด้วยซ้ำไป, เหมา ๆ กันไปอย่างนั้นแหละ ; นี่มันมีโลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นมาได้เพราะอย่างนี้. ทีนี้เมื่อเอามาเป็นเรื่องของส่วนรวมนั่นแหละ มันก็กลายเป็นเรื่องของโลก, เป็นความทุกข์เดือดร้อนของคนทั้งโลก, เป็นความไม่สงบสุขของคนทั้งโลก ก็เพราะเหตุของกิเลสที่มีอยู่ในหัวใจของคน
น.31 ๒๑ แต่ละคนที่อยู่ในโลก. ทุกคนมีกิเลส ก็หมายความว่า โลกทั้งโลกมันมีกิเลส. ถ้าแต่ละคนไม่มีกิเลส โลกมันก็ไม่มีกิเลส, ถ้าคนในโลกมันมีกิเลสน้อย โลกนี้มันก็มีกิเลสน้อย, ฉะนั้นอย่างน้อยที่สุด เราเอา ให้มีกิเลสน้อยกันไว้ ก่อน สันติภาพก็จะรักษาไว้ได้. นี้หลักเกณฑ์อย่างนี้มันเป็นสัจจธรรม, สัจจธรรมคือความจริงของธรรมชาติ, มันเป็นสัจจธรรมของธรรมชาติและ ตกเป็นหน้าที่ของคนทุกคน ที่จะต้องรู้จักและจะ ช่วยกันรักษาไว้, รู้จักสัจจธรรมคือกฎเกณฑ์ อันเฉียบ ขาดของธรรมชาติในข้อนี้, รู้จักว่ามันเป็นอย่างนี้ มันไม่มีทางเป็นอย่างอื่น, แล้วก็ปฏิบัติตามให้ถูกต้อง ช่วยกันรักษาไว้ให้ถูกต้อง คืออยู่ในทางที่จะไม่เกิดความทุกข์แก่มนุษย์นั่นเอง. คำว่า ความถูกต้อง ของเรามีความหมายง่ายนิดเดียว คือมันไม่เกิดความทุกข์ นั่นแหละคือถูกต้อง, ถ้าเกิดความทุกข์ก็เรียกว่าไม่ถูกต้อง, ไม่ต้องเถียงกันมากในข้อที่ว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง, ไม่ต้องอ้างเหตุผลอย่างอื่น, เอาเหตุผลแต่ว่าถ้ามันมีผลเป็นความทุกข์ขึ้นมา แก่ตัวเองก็ตาม แก่ผู้อื่นก็ตาม เรียกได้ว่าไม่ถูกต้องแล้ว. ถ้ามีผลดี
น.32 ๒๒ แก่ทั้งสองฝ่าย ก็เรียกว่าถูกต้องแล้ว, ถูกต้องแล้วรักษาความถูกต้องไว้ โดยรู้กฎของธรรมชาติว่ามันเป็นอย่างไร. นี้เราเป็น พุทธบริษัท ก็ควรจะรับผิดชอบอยู่ในตัว เพราะเรียกตัวเองว่าพุทธบริษัท บริษัทของบุคคลผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ; เมื่อยังเรียกตัวเองว่า เป็นพุทธบริษัทอยู่ ก็ต้องรู้จักและสนใจในเรื่องของสันติภาพ, อันเป็นความมุ่งหมายอย่างยิ่งของพระพุทธเจ้า หรือของพระพุทธศาสนา. ดังนั้นจึง ขอชักชวน ให้เรามาเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยการรับผิดชอบในสันติภาพของโลก ก็จะเป็นพุทธบริษัทเต็มตัว, พุทธบริษัทที่เต็มเปี่ยมเหมือนหรือตรงกับพระพุทธประสงค์นั่นเอง, จึงได้เอาเรื่องนี้มาพูดเพื่อให้เราเป็นพุทธบริษัทกันมากขึ้น ; จะเอาชีวิตหรือเวลาไปทำอะไรที่ไหน ที่มันจะดีไปกว่าการเป็นพุทธบริษัทให้มากขึ้น ใช้ชีวิตใช้เวลาใช้อะไรทั้งหมด เพื่อทำให้เราเป็นพุทธบริษัทมากขึ้นนั่นแหละ, เป็นสิ่งที่ดีที่สุด. พุทธบริษัทจึงมีหน้าที่ที่จะต้องรับรู้ เรื่องสันติภาพ ก็ขวนขวายพยายามช่วยกันและกัน ให้มันเกิดสันติภาพขึ้นมา อย่างน้อยที่สุดก็ในหมู่พุทธบริษัทนี่แหละ
น.33 ๒๓ ก่อน. ถ้าว่าในหมู่พุทธบริษัทก็ไม่มีสันติภาพแล้ว จะไปคุยอะไรกันที่ไหนอีก, จะไปพูดถึงคนอื่นทำไม, ถ้าในหมู่พุทธบริษัทแท้ ๆ มันยังไม่มีสันติภาพ. ฉะนั้นเราจะต้องศึกษาหารือกันในภายในนี่แหละก่อนว่า ภายในพุทธบริษัทเราจะสร้างสันติภาพขึ้นมาได้อย่างไร, มันจะช่วยให้ความเป็นพุทธบริษัทนั้นถูกต้องยิ่งขึ้น แท้จริงยิ่งขึ้น มีมากยิ่งขึ้นและมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ในการเป็นพุทธบริษัท. นี้เรียกว่าเราจะพูด ศึกษาหารือกันในหมู่ผู้มีสติปัญญา ที่อาจจะเข้าใจได้, ช่วยกันพิจารณาทำความเข้าใจแก่กันและกัน, หาความร่วมมือกัน ในการที่จะสร้างสรรค์สันติภาพ ดังที่กล่าวแล้ว. คนบูชาวัตถุมาก, เป็นอุปสรรคในการพัฒนาจิต. ทีนี้ข้อต่อไปที่จะมอง ก็คืออุปสรรค มันมีอุปสรรคในการที่จะทำความเข้าใจกันในหมู่มนุษย์ในโลกนี้, มีอุปสรรคอยู่หลายประการ ที่เราจะพูดกันไม่รู้เรื่อง ที่เราจะสามัคคีกันไม่ได้ หรือว่าจะถึงกับว่าจะไม่ยอมรับฟังเอาเสียเลย ; ทั้งนี้ก็เพราะว่า ส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดในโลกนี้ มันบูชาวัตถุ.
น.34 ๒๔ คำว่า "บูชาวัตถุ" นี่ฟังยาก แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป. เข้าใจ ว่าพอจะฟังออกว่า พวกคนทั้งหมดในโลกนี้กำลังบูชาวัตถุ หวังพึ่งวัตถุ เข้าใจว่าวัตถุจะช่วยได้, เข้าใจว่าความเจริญทาง วัตถุ นี่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ ทั้งหมดได้ ก็เลยสนใจกันแต่ เรื่องทางวัตถุ ไม่มาสนใจในเรื่องทางจิตใจ. ทีนี้พอไปเล่นกันกับวัตถุ ไปเกี่ยวข้องกันกับวัตถุ ความเอร็ดอร่อยสนุกสนานเพลิดเพลินของวัตถุ มันก็จูงจิตใจ จับจิตจับใจของคนเหล่านั้นไว้ ให้เป็นทาส เป็นทาสของวัตถุ บูชาวัตถุ, เชื่อและหวังว่าจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยเรื่องทาง วัตถุ เช่น ที่กำลังเชื่อว่า เราจะทำความเจริญทางวัตถุ แล้วจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้หมดได้ เป็นผู้ฝากเนื้อฝากตัว ไว้กับเรื่องทางวัตถุถึงขนาดนี้ นี่เรียกว่าพวกบูชาวัตถุ. เขา ไม่มองเห็นว่า ความสำคัญนั้นมันอยู่ที่เรื่องของจิตใจ, เขาไม่มองเห็นอย่างที่เรามองว่า โลกนี้มันขึ้นอยู่กับมนุษย์ มนุษย์มันขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์ ; ดังนั้นเราต้องจัดการ กับจิตใจของมนุษย์ให้ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้เขาเห็นว่าอะไรมันก็ แล้วแต่วัตถุ : ถ้าวัตถุมันเจริญโลกมันก็จะเจริญ, วัตถุดี แล้วโลกมันก็จะดี, อย่างนี้เขาเรียกว่า เป็นวัตถุนิยมชั้น
น.35 ๒๕ สูงสุด เป็นวัตถุนิยมชั้นสูงสุด โดยถือวัตถุสำคัญกว่าจิตใจ, อะไร ๆ เป็นไปตามอำนาจของวัตถุ เขาเรียกกันทั่วไปก้องไป ในโลกว่า dialectic materialism วัตถุเป็นใหญ่. เขาถือวัตถุ เป็นใหญ่ จิตใจตามหลังวัตถุ, เขาก็ไม่สนใจเรื่องจิตใจ มัวแต่ ทำวัตถุให้ดีแล้วจิตใจก็จะดีเอง. เดี๋ยวนี้คนทั้งโลกหรือเกือบทั้งโลก หรือหมดทั้งโลก เป็นอย่างนี้ไปเสียหมดแล้ว ก็เลยพูดกันไม่รู้เรื่อง, เมื่อเรา พูดว่าจะต้องแก้ปัญหาทางจิตใจ จัดการทางจิตใจให้ถูกต้อง ให้เจริญ, เขาก็ถือหลักว่าวัตถุต่างหาก, ต้องแก้ไขทาง วัตถุ, ต้องปรับปรุงทางวัตถุ ต้องส่งเสริมทางวัตถุ ให้ สมบูรณ์ถึงที่สุด แล้วจิตใจก็จะดีเอง มันเลยพูดกันไม่รู้เรื่อง. เดี๋ยวนี้เราจะไปหาเพื่อนหาฝูงที่มาสนใจทางจิตใจมันจึงหายาก มีแต่คนจะสนใจทางวัตถุ ลุ่มหลงทางวัตถุ บูชาวัตถุ เรียกว่า เป็นทาสของวัตถุ, นี้ก็ชักจูงทุกคนให้ไปเป็นทาสของวัตถุ ร่วมกันกับเขา. ทั้งโลกกำลังเป็นพวกบูชาวัตถุ เสีย อย่างนี้ นี่ก็เป็นอุปสรรคในการที่จะชักจูงมาช่วยกัน แก้ไขโดยเรื่องทางจิตใจ.
น.36 ๒๖ แม้ครูบาอาจารย์ในโลกจะเป็นชั้นศาสตราจารย์ในโลก เป็นผู้ที่โลกเชื่อฟัง ก็ยังเป็นเรื่องวัตถุเสียโดยมาก เป็นผู้ที่รู้แต่เรื่องทางวัตถุ, เป็นผู้ที่บูชาวัตถุแก้ปัญหาด้วยการเจริญทางวัตถุ, เฉลียวฉลาดแตกฉานในเรื่องทางวัตถุ เช่นที่เรียกกันว่าทางเทคโนโลยี ทางอะไรเหล่านี้ มันเป็นเรื่องทางวัตถุทั้งนั้น, โดยกฎเกณฑ์ทางวัตถุ มีกฎเกณฑ์อย่างวัตถุเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวัตถุ มันก็เลยเป็นวัตถุกันหมด, ก็ไม่รู้เรื่องทางจิตใจ มันก็แก้ไขทางจิตใจไม่ได้, หรือไม่คิดจะแก้ไขกันเสียเลยด้วยซ้ำไป. นี้ เมื่อครูบาอาจารย์ที่นำโลก มันเป็นเสียอย่างนี้ ก็เป็นเรื่อง นำไปในทางวัตถุเสีย หมด ไม่นำในเรื่องจิตเรื่องวิญญาณกันเสียเลย, แล้วมันยังน่าหัวว่า แม้จะมีศาสตราจารย์ ครูบาอาจารย์บางคนเห็นเรื่องทางจิตใจสำคัญ จะมาแนะนำเรื่องทางจิตใจ ชักจูงในเรื่องทางจิตใจ ก็ไม่มีใครเอาด้วย ; เพราะลูกศิษย์ลูกหาคนหนุ่มคนสาวเหล่านั้นเขาก็ไม่สนใจเรื่องทางวิญญาณ, เขาสนใจแต่เรื่องทางวัตถุ. ถ้าครูบาอาจารย์คนใดจะมาแนะนำชักจูงในเรื่องทางจิตใจ เขาก็จะคิดว่ามันบ้า แล้วเขาก็จะไม่เอากับครูบาอาจารย์คนนั้นก็ได้ ; นี่กำลังเป็นอุปสรรคอยู่อย่าง
น.37 ๒๗ มากมาย อย่างนี้ในโลกนี้ในปัจจุบันนี้. แต่อาตมาเชื่อว่าครูบาอาจารย์ในโลกแทบทั้งหมด ยังเป็นทาสวัตถุ ยังเชื่อทางวัตถุ, ยังมุ่งหวังที่จะใช้วัตถุเป็นเครื่องแก้ปัญหา, ยังบูชาความก้าวหน้าทางวัตถุเป็นพระเจ้าอยู่นั่นเอง. ฉะนั้นสิ่งที่ว่าเป็นความเจริญก้าวหน้า มันจึงเป็นไปในทางวัตถุหมด ไม่สามารถจะควบคุมให้มาในทางจิตใจ ซึ่งไม่มีความก้าวหน้าเลย. เดี๋ยวนี้เขาอาจจะคิดในทางวัตถุ จะทำยาเม็ดยาอะไรขึ้นมา กินเข้าไปแล้วหายโลภ กินเข้าไปแล้วหายโกรธ หายหลงก็ได้, เขาก็คิดว่าอย่างนั้น มันก็มีส่วนจริงเหมือนกันแต่มันมีส่วนน้อย. ถ้าควบคุมระบบต่าง ๆ ในภายในได้ ยาเม็ดนั้นมันทำให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทางเคมีในทางภายในแล้ว มันอาจจะบรรเทาความโลภ ความโกรธ ความรัก ความเกลียด ความกลัวอะไรได้บ้างเหมือนกัน ไม่ใช่จะไม่มีเสียทีเดียว, แต่มันไม่พอ จะต้องจัดการด้วยเรื่องทางจิตใจล้วน ๆ แล้วจิตใจไปบังคับทางกาย อีกทีหนึ่ง. แต่ทีนี้มันละเอียดลึกซึ้ง สุขุมมากเกินไป คนไม่เข้าใจ มันก็มองไม่เห็นจึงไม่มีใครสนใจเรื่องทางจิตใจ ; ดังนั้น เรื่องทางจิตใจ
น.38 ๒๘ ทั้งหลาย จึงตกต่ำไปมาก, แม้ที่สุดแต่เรื่องจิตใจทางมิจฉาทิฏฐิ ทางวิทยาอาคม ทางเสน่ห์ยาแฝดอะไรก็ตาม ซึ่งเป็นทางจิตใจ มันก็ตกต่ำลงไปมาก เพราะว่าความเจริญทางวัตถุมันแทรกแซงเข้ามา. เรื่องทางจิตใจที่เป็นฝ่ายผิด ก็ยังตกต่ำไปสูญหายไป, เรื่องจิตใจทางฝ่ายที่ถูกต้องมันก็ยิ่งไม่มีโอกาส. นี่เรามาสนใจกันอย่างนี้ มาพูดกันอย่างนี้ ก็เหมือนกับมาทวนกระแสน้ำ ทวนกระแสความต้องการของมนุษย์ในโลกในปัจจุบันนี้ ซึ่งบูชาวัตถุ มันก็มีความยากลำบากหรือเป็นอุปสรรค, ทุกคน เขาเชื่อเสียว่า จะรอดได้ ก็เพราะวัตถุมันเจริญ เขาก็ไม่มาฟังที่เราจะพูดว่า ต้อง ทำจิตใจให้เจริญ มัน จึงจะรอดได้, นี่เป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ในการที่จะพูดจากันด้วยเรื่องสันติภาพ ให้คนสมัยนี้ฟัง ขืนพูดไปมันก็จะเหมือนกับเป่าปี่ให้แรดฟัง เป่าปี่ให้เต่าฟังและอาตมาเองก็ได้เป่าไปกี่มากน้อยแล้วก็ไม่รู้, ได้พยายามจะพูดแต่เรื่องนี้อยู่เสมอไป, นี่ก็นึกหวั่น ๆ ตัวเองอยู่ด้วยเหมือนกัน. แต่ถึงอย่างไรก็ดี ไม่ยอมแพ้ก็จะต้องพยายามต่อไปอีก ในการที่จะพูดกันถึงเรื่องความจริง อันแท้จริง
น.39 ๒๙ ของพระธรรม ของธรรมชาติ จึงมาพูดเรื่องนี้ขึ้นมาในสมัยนี้ ในโอกาสเช่นนี้ คือพูดเรื่องจิตกับหมู่มนุษย์ที่เขาบูชาวัตถุ. ต้องใช้อริยสัจจ์ ๔ เป็นหลักการ. เอ้า, ทีนี้ก็จะได้พูดเป็นการล่วงหน้าไว้เสียเลยว่า เราจะมีหลักการสำหรับพิจารณาและศึกษากันอย่างไร ? เรื่องที่จะพูดจะทำกันต่อไปข้างหน้านั้น จะมีหลักการอย่างไร ? ตอบง่าย ๆ แหละ ว่าเราเป็นพุทธบริษัท เราเป็นพุทธบริษัทในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท เราก็จะใช้หลักการหรือวิธีการของพระพุทธเจ้า คือตามหลักของอริยสัจจ์สี่นั้นเอง. ขอให้รู้ไว้เถิดว่า หลักอริยสัจจ์ ๔ ของพระพุทธเจ้า ในพระพุทธศาสนานี่แหละ จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ จึงขอยืนยันไว้, และบอกกล่าวไว้เป็นการล่วงหน้าว่า เราจะต้องใช้หลัก อริยสัจจ์ ๔ ซึ่งจะใช้กันอย่างละเอียดถี่ถ้วนสุขุมอย่างไร ก็ไว้พูดกันในคราวหลัง ๆ, ในคราวนี้ก็จะพูดได้เป็นหลักเกณฑ์หรือความมุ่งหมายส่วนใหญ่ว่าใช้หลักอริยสัจจ์ ๔.
น.40 ๓๐ อริยสัจจ์ ๔ ใน เรื่องสันติภาพ นี้ จะมีอย่างไร ? เรื่องที่ ๑ เรื่อง ทุกข์ เราก็จะมองเห็นว่า วิกฤตการณ์ คือความไม่มีสันติภาพนั้น มันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง มีอยู่ในโลกจริง ๆ มีอยู่กับเนื้อกับตัวจริงๆ ความทุกข์หรือวิกฤตการณ์มันก็เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง, แล้วเป็นสิ่งที่โลกบูชาเสียด้วย โลกบูชาเสียด้วย มันเป็นตัวร้าย แต่ว่ามันได้รับการบูชาอย่างยิ่ง เอากับมันซิ. นี่คือ ความทุกข์หรือวิกฤตการณ์ จะต้อง รู้จักมัน ในฐานะที่มันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในโลก จะต้อง จับเอาตัวมาดูให้รู้จัก กันให้จริง ๆ ว่ามีอยู่อย่างศัตรูที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเรา, เหมือนกับว่าเชื้อโรคหรืออะไรที่ร้าย ๆ ที่ร้ายกาจ ที่มันซ่อนเร้นอยู่ในตัวเรา เราจะต้องจับตัวเอามาดู มารู้จัก มากำจัด มาทำลายเสียให้หมดสิ้น นี้เรื่องที่ ๑. เรื่องที่ ๒ เหตุแห่งวิกฤตการณ์ คือเหตุแห่ง ความทุกข์ ตามที่มันมีอยู่จริง ที่มันเป็นต้นเหตุอันแท้จริงก็จะกล่าวได้ว่า ต้นเหตุที่แท้จริงของวิกฤตการณ์ในโลก ก็คือ ความไม่มีศีลธรรม, ความไม่รู้จักธรรมะแล้วก็ไม่มีศีลธรรม. เมื่อไม่มีศีลธรรมมันก็เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัว, ให้เห็นแก่ตัว ; พอเห็นแก่ตัวเท่านั้น มันก็มีความทุกข์
น.41 ๓๑ แก่บุคคลนั้นทันที, มันหนักอกหนักใจวิตกกังวลอะไรเพราะความเห็นแก่ตัว ; ยึดมั่นถือมั่นตัว ก็เป็นทุกข์ส่วนตัวแล้วเมื่อเห็นแก่ตัว มันก็รุกล้ำเข้าไปในประโยชน์ของผู้อื่น, คิดเอาประโยชน์ผู้อื่น ลักล้วงผู้อื่น, เบียดเบียนผู้อื่น เอาประโยชน์ของเขามาเป็นของตัว ผู้อื่นก็พลอยเดือดร้อนด้วย. นี่ เมื่อมีความเห็นแก่ตัว มันก็เดือดร้อนทั้งตนเอง และเดือดร้อน ทั้งผู้อื่น, นี่ความเห็นแก่ตัวจึงเป็นต้นเหตุอันแท้จริงแห่งวิกฤตการณ์ หรือความทุกข์ของโลก. ถ้าพูดเป็นเรื่องความทุกข์ ก็ต้องเป็นความทุกข์ของโลกมิใช่ของบุคคลแล้ววิกฤตการณ์เป็นความทุกข์ของโลก, เหตุแห่งวิกฤตการณ์ ก็เป็นเหตุแห่งความทุกข์ของโลก. ทีนี้ก็ เรื่องที่ ๓ ความดับทุกข์ คือสันติภาพ นั่นแหละ, สันติภาพนั่นแหละคือตัวความดับทุกข์ ในโลกนี้, อยู่กันอย่างโลก ๆ ก็ดับทุกข์กันได้ตามแบบโลก ๆ ตามภาษาชาวโลก ตามธรรมดาทั่วไป, เป็นนิพพานในความหมายหนึ่งสำหรับชาวโลกทั่วไป ยังไม่ถึงเหนือโลก ก็มีความหมายแห่งนิพพาน เรียกว่า นิพฺพุติ. นิพฺพุติ ความหมายเหมือนกับนิพพาน, สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ ท่านทั้งหลายจะได้
น.42 ๓๒ ยินมากมายเหลือประมาณแล้ว. เอาว่ากันใหม่ทั้งหมดว่า สีเลน โภคสมุปทา สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย สีเลน สุคตึ ยนฺติ - ศีลให้ถึงสุคติ, สีเลน โภคสมุปทา-ศีล ให้ถึงโภคทรัพย์, สีเลน นิพฺพุตี ยนฺติ - ศีลให้ถึง นิพฺพุติ, นิพฺพุติ ความหมายของนิพพานในขั้นอย่างในโลกทั่วไป ยัง ไม่เด็ดขาดสิ้นกิเลส แต่ว่าเป็นความหมายของนิพพาน คือ เป็นชีวิตเย็น เหนือโลกคือ ไม่หลงโลก ไม่จมโลก แต่ก็ยังไม่ พ้นไปจนถึงโลกุตตระ นี่ นิพฺพุติ คำนี้ ก็คือ นิพพานสำหรับ คนทั่วไปในโลก แม้อย่างนี้ก็เรียกสันติภาพได้. ทีนี้ถ้า นิพพานเต็มที่ เป็นโลกุตตระ หมดกิเลส สิ้นเชิง เป็นพระอรหันต์อย่างนี้ เป็น สันติภาพแท้จริง , เป็นสันติภาพสูงสุด ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น. สันติภาพ ระดับชาวโลก ทั่ว ๆ ไป ก็มีได้ในชื่อ นิพพุติ เป็นชีวิต ที่เยือกเย็น, เป็นการเป็นอยู่ที่เยือกเย็น สงบเย็น เย็นอก เย็นใจ นั่นแหละ มันก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง. ถ้าว่ายิ่งไปกว่านั้น ก็เป็นโลกุตตระ ไม่มีกิเลสโดยประการทั้งปวง, มันก็เย็นอก เย็นใจ โดยประการทั้งปวง. นี้คือสิ่งที่เรียกว่าสันติภาพ ความดับแห่งวิกฤตการณ์ทั้งหลาย, โดยย่อมีอย่างนี้.
น.43 ๓๓ เรื่องสุดท้าย เรื่องที่ ๔ ทางให้ถึงสันติภาพ, ทาง ให้ถึงสันติภาพ ก็คือความถูกต้องทุกประการ รวมกันเข้า เป็นหนทางที่เรียกว่า อัฏฐังคิกมัคค์ - มรรคมีองค์แปด - ความถูกต้องแปดประการรวมกันเข้าเป็นหนทางอันประเสริฐ, นั่นแหละทางแห่งสันติภาพ แล้วมันเป็นเรื่อง ถูกต้อง ๆ ถูก ต้อง ๆ ไปทุกๆ อย่างที่มันควรจะถูกต้อง เรียกว่า มรรคมี องค์ ๘. ถ้าจะเอาใจความธรรมดาสามัญ ก็เพ่งถึงคำว่าถูก ต้อง ๆ. คือ คำว่า สัมมา ๆ สัมมา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ, สัมมา ทั้งหลาย มันแปลว่า ถูกต้อง ; เมื่อถูกต้อง ๆ มารวมเข้าแล้ว มันก็เป็นหนทาง เดิน ไปในทางแห่งความถูกต้อง อย่างนี้ก็เรียกว่าอริยมรรค. อย่างที่เราได้ยินได้ฟัง ได้พูดอยู่กันเสมอ เรื่องมรรคมีองค์ ๘ ; แต่ขอเติมเข้าไปอีกองค์หนึ่งว่า สัมมาญาณะ, ต่อจากสัมมา สมาธิ แล้วมีสัมมาญาณะ คือ มีญาณ-ความรู้อันถูกต้อง เป็นผลของแปดองค์ แล้วก็มีลักษณะเป็นเหตุน้อย ๆ อยู่ว่า มีสัมมาญาณะแล้วก็จะมีสัมมาวิมุติ.
น.44 ๓๔ ที่จริงถ้าจะเอาตัวเรื่องความดับทุกข์ มาพูดให้หมด สิ้นแล้ว ต้องพูดถึงความถูกต้อง ๑๐ ประการ, ความถูก ต้อง ๑๐ ประการนั้น มันก็เพิ่มเข้าไปอีก ๒ ประการ จาก ๘ ประการที่เรารู้อยู่เป็นอย่างดีแล้ว. ท่านทั้งหลายรู้ อยู่เป็นอย่างดีแล้วเรื่องความถูกต้อง ๘ ประการ : มรรคมี องค์ ๘ ถูกต้องทางทิฏฐิ ถูกต้องทางความดำริ ถูกต้องทาง การพูดจา ถูกต้องทางการทำการงาน ถูกต้องทางการดำรง ชีวิต ถูกต้องในความพากเพียร ถูกต้องในความมีสติ ถูกต้อง ในความมีสมาธิ แปดประการนี้ เรียกว่ามีองค์ ๘, ขอเพิ่ม ถูกต้องว่า ถูกต้องในทางความรู้เรียกสัมมาญานะ กับสัมมา วิมุติ, คือวิมุติหลุดพ้นอย่างถูกต้อง รวมเป็น ๑๐ ประการ นั้นจึงจะสมบูรณ์. ถ้าพูดแต่เพียง แปดอย่างนี้ ก็พูดแต่ เพียงที่ เป็นเหตุ ส่วนที่เป็นเหตุ, ส่วน อีกสองอย่าง นั้น เป็นผล คือ สัมมาญาณะความรู้ถูกต้อง, สัมมาวิมุติ ความ หลุดพ้นถูกต้อง, นี้มันเป็นผล, ผลนี้มีสอง เอาไปรวมกับ เหตุที่มีแปดเป็นสิบ เรียกว่า ความถูกต้อง ๑๐ ประการ นั้นก็คือกล่าวอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนหมด โดย เป็นตัว แท้ของพระพุทธศาสนา. เมื่อมีสัมมาวิมุติแล้ว มันก็จะ
น.45 ๓๕ สมบูรณ์, สมบูรณ์ คือมีผล อันสุดท้ายมีผลสุดท้ายที่เป็นจุด มุ่งหมายปลายทาง. นี่คือหนทางที่เราจะได้รับสันติภาพ มรรคมีองค์ ๘ ก็พอ แต่ก็พูดให้ชัดง่ายขึ้นให้ชัดง่ายขึ้นก็สัมมาญาณะอีกข้อ หนึ่งเถิด. แต่ที่เหตุว่ามันไม่ไปไหนเสีย ถ้ามีมรรคมีองค์ ๘ ครบถ้วนแล้ว มันก็จะมีสัมมาญาณะเอง, ครั้นมีสัมมาญาณะ แล้วมันไม่ไปไหนเสีย มันก็มีสัมมาวิมุติเอง ; น่าจะเอามา พูดมาสวดมาท่องกันเสียให้ครบ, มีพระสูตรที่จะสวดได้ ง่าย ๆ ครบถ้วนเป็น ๑๐ ประการ อย่างนี้ก็มี, คิดว่าจะ หามาไว้ให้สวดท่องกันเสียให้สมบูรณ์ ไม่เพียงแต่ ๘ ประการ ให้มันถึง ๑๐ ประการ, แล้วมีอานิสงส์มาก เหมือนกับที่ว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ถ้าได้อาศัย เราเป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา จะพ้นจากความเกิด สัตว์ที่ มีความแก่เป็นธรรมดา จะพ้นจากความแก่ สัตว์ที่มีความเจ็บ เป็นธรรมดา จะพ้นจากความเจ็บ สัตว์ที่มีความตายเป็น ธรรมดา จะพ้นจากความตาย. ที่ว่าได้อาศัย พระองค์เป็น กัลยาณมิตรแล้วจะเป็นอย่างนี้นั้น ก็เพราะว่า ถ้าได้อาศัย พระองค์เป็นกัลยาณมิตร แล้ว จะเกิดความถูกต้อง ๑๐
น.46 ๓๖ ประการนี้ขึ้นมา คือตามมรรคมีองค์ ๘ แปดประการ แล้ว อีก ๒ ประการคือ สัมมาญาณะ กับสัมมาวิมุติ ; ถ้าถึงสัมมา- วิมุติแล้วคือสันติภาพอันสมบูรณ์. นี่เราควรมองเห็นให้ชัดว่า มันมีอยู่ มีอยู่แท้ ๆ, มันมีอยู่อย่างที่จะเป็นไปได้ ในการที่เราจะมีสันติภาพ, มีหน- ทางแห่งสันติภาพชนิดที่เป็นไปได้ คือชนิดที่ปฏิบัติได้ และได้รับผลได้ ปรากฏชัดด้วยตนเอง, นี้มันมีอยู่. นี่คือ หนทางแห่งสันติภาพ นี้เราก็จะพูดกัน โดยหลักของอริย- สัจจ์ ๔ ก็คือ :- ๑. วิกฤตการณ์ ความไม่มีสันติภาพ. ๒. เหตุแห่งวิกฤตการณ์ ก็คือ กิเลส ตัณหา ทั้งหลาย. ๓. สันติภาพ ก็คือความสงบสุขทั้งในแง่ของ โลกิยะ ทั้งในแง่โลกุตตระ. ๔. ก็คือ ทางแห่งสันติภาพ มันก็คือ ความถูก ต้อง ๘ ประการ ซึ่งเป็นส่วนเหตุ แล้วถูกต้อง ๒ ประการ ซึ่งเป็นส่วนผล มีเข้ามาแล้วมันก็มีสันติภาพเท่านั้นเอง. นี้ เป็นเรื่องอริยสัจจ์ โดยตรง โดยหัวใจ ที่เกี่ยวกับเรื่องวิกฤต-
น.47 ๓๗ การณ์หรือสันติภาพของมนุษย์ในโลก ซึ่งเราควรจะนำมา พิจารณากันอย่างยิ่ง, แล้วก็จะได้พิจารณากัน ในอันดับต่อ ๆ ไปของการบรรยาย ให้ชัดเจนเป็นเรื่อง ๆ ไปตามลำดับ. ในอันนี้ก็เป็นการริเริ่มเรื่องที่จะชวนให้เกิดความ สนใจ. สรุปความได้ว่า โลกกำลังจะวินาศหรือปราศจาก สันติภาพยิ่งขึ้นทุกที เป็นเวลา ที่สมควรแล้ว ที่เราจะ ได้พูดกันถึงเรื่องนี้, และให้รู้ว่าเป็นหน้าที่ของพุทธ- บริษัท ที่จะต้องรับรู้ เรื่องนี้, พูดกันถึงเรื่องนี้, ชักจูงกัน ถึงการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ในเรื่องนี้, เป็นหน้าที่ของพุทธ- บริษัทโดยตรง หรือจะเรียกว่าในความรับผิดชอบของพุทธ- บริษัท ก็อย่าให้เสียทีที่มีพุทธบริษัทอยู่ในโลก. เพราะเหตุ ที่มีพุทธบริษัทอยู่ในโลก โลกนี้จะรอดได้ ; ดังนั้น จึงถือว่าเป็นความรับผิดชอบของพุทธบริษัท ที่มีอยู่ใน โลกนี้ จะต้องช่วยเหลือโลกนี้ ให้มันรอดได้, แล้วก็จะเป็น พุทธบริษัทสมชื่อ, สมชื่อคือเหมือนพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. สาวกของพระพุทธเจ้าก็จะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่มหาชนทั้งหลาย ทั้งเทวดาและมนุษย์ คือว่าทั้งคนที่ยังรู้จักเหงื่อ และคนที่
น.48 ๓๘ ไม่รู้จักเหงื่อ. มนุษย์เป็นคนรู้จักเหงื่อ เทวดาเป็นคนไม่รู้จัก เหงื่อ แต่ก็ยังมีความทุกข์ด้วยกัน ; ฉะนั้นเราจะต้องทำ ประโยชน์ให้เกิดขึ้น ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ คือ ทำให้มี สันติภาพขึ้นในจิตใจของมนุษย์ มนุษย์ก็จะมีสันติภาพ, แล้ว โลกนี้ก็จะมีสันติภาพ, เป็นเรื่องที่ควรสนใจ และ ถึงเวลาแล้วที่ควรจะสนใจ, หรือถึงเวลาแล้วที่ควรจะพิจารณา ปรึกษาหารือให้เข้าใจกันยิ่ง ๆ ขึ้นไป เป็นเหมือนกับการจุด ชนวนก็ได้ เป็นเหมือนกับการทำให้เกิดรุ่งอรุณทางสัมมา ทิฏฐิขึ้นมาในหัวใจของมนุษย์ แล้วเราก็จะได้เป็นมนุษย์, มนุษย์ชนิดพุทธบริษัทเต็มรูปแบบ ไม่มีข้อบกพร่อง จน เรียกได้ว่า ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธ ศาสนา. นี้เป็นเรื่องที่ตั้งใจจะบรรยายในวันแรกโดยหัวข้อ ที่ว่า ทำไมจึงปรารภเรื่องสันติภาพ, ทำไมจึงปรารภเรื่อง สันติภาพ. ผู้ที่มาพลอยฟังเป็นครูบาอาจารย์ เป็นข้าราชการ ทั้งหลาย ก็ขอได้สนใจเป็นจุดตั้งต้นว่า สันติภาพในโลก มันเป็นอย่างนี้ ท่านทั้งหลายมีหน้าที่สั่งสอน ให้กุลบุตร รู้เรื่องสันติภาพ หรือท่านทั้งหลายมีหน้าที่ควบคุม ให้การ
น.49 ๓๙ กระทำเพื่อสันติภาพยังคงมีอยู่ในบ้านในเมือง ในฐานะที่ เป็นครูบาอาจารย์, เป็นข้าราชการ จงจดจำ ไว้เป็น อย่างดี, นำไปใช้ให้สำเร็จประโยชน์ สมตามความ ปรารถนา ด้วยกันทุกคน. การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว อาตมาขอยุติการ บรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรม ในรูปแบบคณะสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติธรรมะ นี้ ให้ก้าวหน้ารุ่งเรืองต่อไปโดยรวดเร็วเทอญ ในบัดนี้.
Buddhadasa