Buddhadasa.org
หนังสือชีวิตเย็น › อ่านฉบับเต็ม

📖 ชีวิตเย็น

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ ลานหินโค้ง ๑๔ มีนาคม ๒๕๓๐ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๓๐

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคมาฆบูชา เป็น ครั้งที่ ๘ ในวันนี้อาตมาก็ยังคงบรรยายในชุด ธรรมะคือสิ่งที่ พัฒนาชีวิต ต่อไปตามเดิม แต่มีหัวข้อย่อยสำหรับบรรยายใน วันนี้โดยเฉพาะ ว่า ชีวิตเย็น. [ ทบทวน. ] เรื่อง พัฒนาชีวิต ที่บรรยายเรื่อย ๆ มานี้ อาจจะ รู้สึกสับสนแก่ผู้ฟังบางท่านบ้างก็ได้ ถ้าไม่ได้กำหนดพิจารณา ให้เข้าใจมาโดยลำดับ จึงขอดึงมายัง เรื่องที่จะกำหนดได้ ธรรมะคือสิ่งที่พัฒนาชีวิต ครั้งที่ ๘, ๑๔ มี.ค. ๒๕๓๐

น.10 ๒ ง่าย ๆ กันอีกสักครั้งหนึ่ง คือเรื่องคำว่า ชีวิตเย็น . เราได้ พูดกันมามากมายถึงข้อควรทราบในเบื้องต้น เกี่ยวกับชีวิตเป็น อย่างไร, ชีวิตขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมอย่างไร, ชีวิตกับสิ่ง หล่อเลี้ยงชีวิตผูกพันกัน อย่างไร ; มีทางที่จะพัฒนาได้ โดยพัฒนาสัญชาตญาณนั้น ๆ ให้เป็นไปในทางแห่ง โพธิ, อย่าได้เป็นไปในทางแห่งกิเลส เหล่านี้เป็นต้น. ทั้งหมดนั้นมันก็ เพื่อจะรู้จัก สิ่งสักสิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญที่สุด คือ สิ่งที่เรียกว่า ชีวิตเย็น. ระดับของความเย็นมีทั้งศีลธรรม-ปรมัตถ์. ขอให้เข้าใจไว้ตลอดกาลเลยว่า เรื่องของคำพูดนี้ มันกำกวมได้, คำพูดของมนุษย์กำกวมได้ ไม่ว่าแต่โบราณ หรือเดี๋ยวนี้, ไม่ว่าภาษาไทยหรือภาษาบาลีมันกำกวมได้, ต้อง รู้ว่าเรากำลังพูดกันถึงเรื่องอะไร ระดับไหน โดยเฉพาะ มันก็จะไม่กำกวม, เราจึงต้องพูดกันในข้อนี้แหละเป็นส่วน ใหญ่ ว่าเรากำลังพูดกันในแง่ไหนส่วนไหน. ฉะนั้น คำว่า เย็น ๆ ในภาษาไทย ธรรมดาสามัญที่ เป็น ภาษาคน มันก็อย่างหนึ่ง, ภาษาบาลีที่เป็นภาษา

น.11 ๓ ธรรม ก็อีกอย่างหนึ่ง. ในภาษาไทยมันก็ยังกำกวมในข้อ ที่ว่า ถ้าเย็นสบายอยู่ใต้ร่มไม้มีลมพัด มันก็เย็นสบาย คำว่า เย็นก็เป็นสิ่งที่ปรารถนา; แต่ถ้ามันเย็นหมดไม่มีความ ร้อนเหลืออยู่เลย มันก็คือตาย มันก็สู้ไม่ไหว, เย็นมันก็ คือตาย ถ้ามันไม่มีความร้อนเหลืออยู่เลย. นี่คำว่าเย็น ๆ มัน ก็เลยเป็นคำที่กำกวมขึ้นมา. บางทีคำว่า เย็น ๆ มีความหมายที่ไม่ต้องการ ปรารถนากันก็มีอยู่ ; เช่นว่าคนนี้ ใจเย็น เสียเหลือเกิน จนไม่รู้จักจะทำอะไร, ใจเย็นจนไม่รู้จักจะทำอะไร อย่างนี้ มันก็ไม่ไหว, ถ้าว่า ใจเย็นทนได้ไม่โกรธง่าย นี้มันก็ดี. ดูความกำกวมของภาษา แล้วก็รู้ไว้ดี ๆ ว่า เรากำลังพูดถึง ความหมายไหนในลักษณะอย่างไร. ภาษาบาลี ก็เหมือนกัน มันมีอยู่หลายระดับ : ใน ระดับชาวบ้าน มันก็เย็นสบาย เย็นอกเย็นใจ เรียกว่า นิพพุตะ , ถ้า สูงสุด ก็เรียกว่า นิพพาน แล้ว ภาษาบาลีคำว่าเย็นนี้ใช้ได้หลายความหมาย ซึ่งจะได้ พิจารณากันข้างหน้า. รวมความว่า เย็นในความหมายศีลธรรม ก็อย่าง หนึ่ง, เย็นในความหมายของปรมัตถธรรม มันก็อย่างหนึ่ง.

น.12 ๔ ในความหมาย ทางศีลธรรม ก็หมายถึงเย็นอกเย็นใจ เรียก โดยภาษาบาลีว่านิพพุติ ๆ. พอให้สังเกตอีกครั้งหนึ่งว่า ที่ พระบอกอานิสงส์ศีลว่า สีเลน นิพพุติง ยันติ-ไปถึงนิพพุติได้ ก็เพราะศีล ; นิพพุติ นี้ก็แปลว่า เย็น แต่ยังไม่ถึงนิพพาน คือเย็นอย่างชาวบ้านต้องการ เย็นอกเย็นใจนั่นแหละ เรียกว่า นิพพุติ ; แต่ ถ้าในระดับปรมัตถธรรม มันหมายถึง เย็น เพราะหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง, เย็นอย่างนี้ ไม่เรียกว่านิพ- พฺติ เสียแล้ว, เรียกว่านิพพาน เลย นิพพาน เย็นในส่วน จิตใจในส่วนลึกของจิตใจ. นี่ความหมายของคำว่าเย็น ๆ ในทางศีลธรรมทั่ว ๆ ไปนี้ก็อย่างหนึ่ง, ในทางปรมัตถธรรม ชั้นสูงสุดก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง, ถ้าว่าเย็น ในทางสูงสุด ก็เป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ซึ่งคนธรรมดาจะไม่ชอบ ไม่ต้องการก็ได้, มันเย็นจนเรียกว่าชาวบ้านไม่ต้องการ, คน มีกิเลสไม่ต้องการเย็นชนิดนั้น เย็นอย่างนิพพาน. นี่ความ ที่ว่ามันกำกวม มันปนกันยุ่ง ไม่มีอะไร ปรุงแต่ง มีความสะอาด มีความสว่าง มีความสงบถึง ที่สุด คนก็ว่าจืดชืดเกินไป หรือว่าไม่รู้จักรัก ไม่รัก ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่กลัว ไม่ตื่นเต้นต่ออะไร ไม่วิตกกังวลอาลัย

น.13 ๕ อาวรณ์อะไร ไม่อิจฉาริษยาใคร ไม่ดูหมิ่นใคร ไม่ยกตนข่ม ท่าน ไม่หวงไม่หึง ไม่อะไรไปเสียทุกอย่าง, คนธรรมดาก็ ว่าจะมากเกินไป เพราะเขายังชอบให้มีอะไรมายั่วยุให้ ตื่นเต้น ให้สนุกสนาน. เย็นอย่างศีลธรรม. จะพูดกันถึงคำว่า เย็นในแบบศีลธรรม ก่อน คือ นิพพุติ, นิพพุติเป็นคำบาลี ควรจะได้ยินได้ฟัง แล้วก็ควร จะจำไว้ได้ด้วย, แล้วควรจะเข้าใจดีด้วย แปลว่า เย็นในความ หมายทางศีลธรรม คือยังอยู่ในโลก ยังเป็นไปตามวิสัยโลก, พวกเราคงจะพูดกันอยู่บ่อยๆ ด้วยคำว่าเย็นอกเย็นใจ เย็นอก เย็นใจ อย่างนี้ ไม่ได้หมายถึงนิพพาน. ในบาลีก็มีเรื่องราวถึง คำนี้พอเป็นเครื่องสังเกตได้ อย่างเรื่องในอรรถกถาธรรมบท : ในวันที่เขาประกวดเลือก พระชายาของพระสิทธัตถะ มีหญิงสาวโคตมีในตระกูลโคตมะ คนหนึ่ง เขาก็ร้องออกมาว่าบุรุษนี้หมายถึงคนหนุ่ม พระสิท- ธัตถะคนนี้ ถ้าเป็นลูกของผู้หญิงคนใด แม่คนนั้นก็จะเย็นเป็น

น.14 ๖ นิพพุตา, ถ้าเป็นลูกของพ่อคนใด พ่อนั้นก็จะเย็นคือเป็นนิพ- พฺโต, ถ้าเป็นภัสดาของหญิงใด หญิงนั้นก็จะเย็นเป็นนิพพุตา ; อย่างนี้ ไม่ใช่นิพพาน, เห็นกันชัดๆ ว่า คำว่าเย็นในความ หมายว่านิพพุติ ๆ นี้ไม่ใช่นิพพาน. เย็นอย่างชาวบ้านต้องการ กันทั่ว ๆไป ว่าเย็นอก เย็นใจ ; มีบุตรดีพ่อแม่ก็เย็นอกเย็นใจ, มีภรรยาดีสามีก็เย็นอก เย็นใจ, มีสามีดีภรรยาก็เย็นอกเย็นใจ, มีเพื่อนดีเพื่อนก็ เย็นอกเย็นใจ, มีลูกศิษย์ดีก็เย็นอกเย็นใจ, มีคนใช้ดีก็เย็นอก เย็นใจ, มีเจ้านายดีก็เย็นอกเย็นใจ, แม้แต่มีสัตว์เลี้ยงดี มี สุนัข มีแมว มีไก่ดี มันก็ยังเย็นอกเย็นใจ: เคยได้ยินเขา เรียกกันว่า แมวคู่ทรัพย์, ไก่คู่ทรัพย์, หมาคู่ทรัพย์ อะไรกันก็ ไม่รู้ มันก็คงมุ่งหมายอย่างเดียวกันนี่แหละ; ถ้ามันมีหมา แมวชนิดนี้ แล้วก็คนเจ้าของก็เย็นอกเย็นใจ, ที่จริงมันก็น่า สนใจอยู่เหมือนกัน ถ้ามีแล้วมันเย็นอกเย็นใจ. ความเย็นอก เย็นใจในความหมายธรรมดา ที่คนทั่วไปก็รู้สึกได้ และต้องการ กันอยู่นี้เรียกว่า เย็นแบบศีลธรรม เย็นแบบนิพพุติ ยัง ไม่ใช่นิพพาน.

น.15 ๗ เย็นอย่างนิพพาน. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า นิพพาน คำว่านิพพานนี้มันมี ประวัติยืดยาว ตั้งแต่อย่างต่ำ ๆ เตี้ย ๆ จนมาถึงสูงสุด ทีเดียว คือมนุษย์ก็รู้จักคำว่าเย็นหรือความเย็น ก็เรียกความ เย็นแม้ในระดับต่ำที่สุดของปุถุชนว่าเย็น ๆ, ต่อมามีผู้มีปัญญา สูงขึ้นไป โอ้, แค่นี้ไม่เย็น ยังไม่เอา เราจะเอามากกว่านี้, แล้วก็เอามากกว่านี้ จนกว่าจะถึงนิพพานแท้จริงและสูงสุด. ฉะนั้นคำว่า นิพพาน ๆ ในภาษาบาลีนั้น มัน มีตั้งแต่อย่าง ต่ำที่สุด ไม่ถึงศีลธรรม ด้วยซ้ำไป เป็นเพียงธรรมชาติ เย็นตามธรรมชาติ, แล้วก็เย็นทางศีลธรรมทางคุณธรรม สูงขึ้นมา, ก็เรียกว่าเย็น ๆ คือนิพพาน ๆ ทั้งนั้น. มนุษย์ รู้จักก่อนเพราะ รู้จักได้ง่าย แล้วก็ถือเป็นหลักว่าเราต้องการ. ถ้าครูบาอาจารย์พวกไหนมาสอนเรื่องเย็นก็สนใจ แล้วก็ปฏิบัติ ตาม เพื่อเย็น ๆ ๆ ขึ้นไปตามลำดับ. เมื่อคนยังโง่มาก ยัง เป็นป่าเถื่อน ยังเป็นชาวป่าอยู่ ก็รู้จักเย็นกันแต่ในระดับ ต่ำ ๆ ระดับน้อย ๆ, มันจะรู้มาตั้งแต่ก่อนนั้นเสียอีก คือรู้มา ตั้งแต่เรื่องทางวัตถุไม่ได้เกี่ยวกับจิตใจ มันเย็นทางวัตถุ เช่น น้ำเย็นนี้ ก็เอาคำว่าเย็นนี้เป็นคำตั้งต้นของความรู้สึกที่ควรจะ

น.16 ๘ มี ; ดังนั้นคำว่า นิพพาน ๆ นี้จึงได้ใช้กันมา ตั้งแต่เรื่อง ทางวัตถุทางร่างกาย กระทั่งเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ สูงขึ้นมาตามลำดับ, ขอให้เข้าใจไว้ด้วยสำหรับคำว่านิพพาน. นิพพานในทางวัตถุ เช่นว่าถ่านไฟแดง ๆ เย็นลง เป็นสีดำนี้ ก็เรียกว่านิพพาน คือถ่านมันนิพพาน, ถ่านไฟที่ ลุกโพลงมันนิพพาน กระทั่งว่าอาหารคือข้าวสุกข้าวต้มหุง ปรุงขึ้นมาใหม่ ๆ ทันที กินไม่ได้ ร้อน ต้องรอให้มันนิพพาน เสียก่อน. นี่คำพูดอย่างนี้ใช้กันอยู่ในครัว ในบ้านในเรือน ในครัวว่า เย็นลงแห่งสิ่งที่ร้อน วัตถุที่ร้อน, ทำวัตถุที่ร้อน ให้เย็น ก็เรียกว่าทำให้นิพพาน. ในบาลีมีกล่าวถึงช่างทอง เมื่อเขาจะทำให้ทองที่หลอมเหลวคว้าง เย็น เขาเอาน้ำมารด เอาน้ำมารดมันให้มันเย็น, คำนี้ก็ใช้คำว่าทำให้มันนิพพานด้วย. คำว่า นิพพานเป็นคำธรรมดา ถึงขนาดนี้, ทำให้เย็นก็ เรียกว่า ทำให้นิพพานในทางวัตถุ. ทีนี้ต่อมา ใช้นิพพานกับสัตว์เดรัจฉาน, สัตว์ ดุร้ายมีอันตราย หรือสัตว์ป่าที่ไม่ได้รับการฝึกฝน มี อันตรายมาก เอามาฝึกฝน ๆ จนเชื่อง, ที่เราเห็นได้ง่าย ก็ เช่นช้างป่า มันดุร้ายเท่าไร เอามาฝึกมาทำกันไม่กี่เดือนมัน

น.17 ๙ เชื่องเหมือนกับแมว. ช้างป่าควายป่าอะไรป่าที่ต้องเอามา ฝึกกันจนกว่าจะเชื่อง นี่ก็เรียกว่าทำให้มันนิพพาน, ทำ ให้มันเย็น เหมือนกัน, นี่ก็ความหมายหนึ่ง. ทีนี้ก็มาถึงคน เรื่อง นิพพานของคน มีความรู้สึก ของคนต่าง ๆ กัน ใครชอบรู้สึกเย็นอย่างไร ก็เอาอย่างนั้น แต่ที่เป็นกิจลักษณะกล่าวไว้ในบาลี ก็มีตั้ง ๓ ขั้น : เอา กามารมณ์ พอใจ ได้กามารมณ์ พอใจไปเสียทุกอย่าง ก็เรียก ว่าเย็นเรียกว่านิพพาน เอานิพพานเป็นกามารมณ์, ฟังดู สมัยนี้แล้วก็น่าหัวหรือน่าขยะแขยง ว่า เอากามารมณ์เป็น นิพพาน. ต่อมามีอาจารย์ที่พบสูงกว่าโอ้, ไม่ไหว ๆ เรา ไม่เอา ก็ เอารูปฌานสมาธิประเภทรูปฌานนั้นเป็น นิพพาน, เป็นจบของความเย็น ที่สุดของความเย็น. ต่อ มาก็มีการค้นพบสูงขึ้นไปกว่า คือพบอรูปฌาน เอ้า, ก็ไม่ เอาแล้วรูปฌาน เอา อรปฌาน ก็สูงสุดกันอยู่ที่นั่นเสียที หนึ่งก่อน, ก่อนพระพุทธเจ้า เกิด. อาจารย์คนสุดท้ายของพระพุทธเจ้าก็สอนเรื่องเนว- สัญญานาสัญญายตนะ, อุทกดาบสรามบุตรหรืออะไรชื่อ

น.18 ๑๐ อย่างนั้นสอนให้แก่พระพุทธเจ้า, แล้วก็ว่านี่ ที่สุดแห่งความ ทุกข์ คือนิพพาน นั่นแหละ ; แต่พระพุทธเจ้าท่านยอม รับไม่ได้ หมายความว่าท่านไม่ยอมรับ ก็ออกจากอาจารย์ คนนั้น ไปค้นหาของพระองค์เอง จึงพบเรื่องนิพพาน หรือเรื่องเย็นเป็นที่พอใจ ที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ความไม่รู้สึกว่ามีตัวมีตนมีของตน, ไม่ยึดมั่น สิ่งใดโดยความเป็นตัวตนเป็นของตน, ไม่เกิดกิเลสใด ๆ ขึ้นมาได้เลย. โลภะเกิดไม่ได้, โทสะเกิดไม่ได้, โมหะเกิด ไม่ได้, กิเลสทั้งหลายเกิดไม่ได้ เพราะไม่มีความยึดมั่น ถือมั่นว่าตัวตน, ทรงพอพระทัยนี้เป็นที่สุด เป็น นิพพานที่ควรจะถือเอาเป็นที่สุด ; แล้วก็ ทรงสอนอย่าง นั้น แล้วก็สอน เรื่อยๆ มา จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ ไม่มีใคร สามารถบัญญัตินิพพานให้สูงไปกว่านั้นได้. ก่อนนี้มัน ก็มีแต่ระดับต่ำแล้วก็ค่อยสูงขึ้นมา-สูงขึ้นมา-สูงขึ้นมา, ชีวิต เย็นเป็นนิพพานจบลงตรงที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้ว สอน, หมดอวิชชาตณหาอุปาทานว่าตัวตน แล้วก็ไม่ เกิดกิเลสใด ๆ.

น.19 ๑๑ กิเลสทั้งหลายเป็นความร้อน ; เมื่อไม่เกิด กิเลสใด ๆ มันก็ไม่มีความร้อน มันก็มีความเย็น ; แต่ มันก็เป็นเรื่องเย็นทางจิตทางวิญญาณอีกความหมายหนึ่ง, ไม่ ใช่เย็นทางวัตถุทางฟิสิคส์ เหมือนอย่างที่หมอถือว่าถ้ามันไม่ มีความร้อนเหลือเลย คนมันก็ตายทั้งนั้นแหละ, มันคน ละอย่างอย่างนี้. ใ นทางจิตทางวิญญาณไม่มีความร้อน เหลือเลย หมดโลภะ โทสะ โมหะ โดยประการทั้งปวง คนก็ไม่ตาย แล้วก็เย็น ก็คือเย็น แล้วก็ไม่ใช่ตาย. นิพพานนั้นไม่ใช่ตาย ถ้าว่านิพพานคือตาย มันก็ง่ายนิดเดียว ซื้อยาฆ่าแมลงมากินถ้วยหนึ่งก็ได้นิพพานแล้ว, มันก็ไม่ ลำบากอะไร ถ้านิพพานหมายถึงตาย. ฉะนั้นให้รู้ว่า นิพพาน นั้นคือเย็นที่ถูกต้องถึงที่สุด คือเย็นทางจิตทางใจ ไม่มี ความร้อนทางจิตทางวิญญาณ ก็เรียกว่านิพพาน, หรือชีวิต เย็นในระดับสูงสุดฝ่ายปรมัตถธรรม. เอ้า, สรุปความสั้น ๆ อีกทีว่า ถ้า เย็นในฝ่ายศีล ธรรม มันก็ นิพพุติ เย็นอกเย็นใจ, เย็นอยู่ที่บ้าน เย็นอยู่ ที่เรือน ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ไม่ต้องเกิดโมโหโทโส, นั่น

น.20 ๑๒ เท่านั้นแหละได้เพียงเท่านั้น, ยังมีตัวตนอยู่ มีอะไรที่ว่า รบกวนอยู่ แต่ไม่ถึงกับจัดว่าเป็นอันตรายศัตรูอะไรนัก เพราะ เราต้องการกันในระดับต่ำอยู่ที่บ้านที่เรือน มีแต่ความเย็นอก เย็นใจก็พอแล้ว, นี่ก็เรียกว่าชีวิตเย็น. เอาละ, เป็นอันว่า ชีวิตเย็นนี้แบ่งได้เป็น ๒ ประ- เภท คือ อย่างศีลธรรม , แล้วก็ อย่างปรมัตถธรรม ; แล้ว แต่ละอย่าง ๆ แบ่งออกไปได้เป็นหลายระดับ เป็น หลายระดับ แล้วแต่จะมุ่งหมายกันถึงพวกไหน ในปริมาณ เท่าไร ในระยะกาลเวลาเท่าไร. นิพพานอย่างไม่มีเชื้อเหลือ ไม่มีอุปธิเหลือ, นิพพานอย่างไม่มีอุปธิเหลือ นี่แม้สูงสุด แล้วก็ยังมีแบ่งเป็นระดับ. เรามาพูดกันถึงเรื่อง ชีวิตเย็น เท่าที่เราในสมัยนี้ จะประพฤติปฏิบัติได้ จะมีได้ ก็จะดี, แม้ว่าจะ ยังไม่ถึงกับ เป็นพระอรหันต์ หมดกิเลสโดยสิ้นเชิง ก็ขอให้รู้จักควบคุม มันไว้ อย่าให้มันโพลงขึ้นมา. นี่คุณต้องเข้าใจว่า กิเลส นั้น ถ้ามัน โพลงขึ้นมาได้ มันก็ร้อน, ถ้าว่าควบคุมไว้ไม่ให้ โพลงขึ้นมา มันก็ยังไม่ร้อน ไม่ต้องร้อน. อีกอันหนึ่ง

น.21 ๑๓ มันหมดกิเลสเลย หมดกิเลสเลยนั้นมันอย่างหนึ่ง นั้นมันไม่ มีปัญหา ; แต่ถ้ามันมีปัญหายังมีกิเลสอยู่ มันก็ต้องคุมไว้อย่า ให้มันโพลงขึ้นมา, เหมือนกับไฟนี้ถ้าอย่าให้มันลุกขึ้นมา มัน ก็ไม่ไหม้บ้านไหม้เรือน. ฉะนั้น คนมีกิเลส ก็ตั้งหน้าตั้งตา ควบคุมมันไว้ อย่าให้มันโพลงขึ้นมา; พอมันได้เหยื่อทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อะไรก็ตาม, มี สติสัม- ปชัญญะควบคุมมันไว้ดี ๆ อย่าให้มันโพลงขึ้นมา ก็ได้รับ รสอย่างเดียวกับนิพพาน ; แม้ว่าจะไม่เป็นนิพพานโดย สมบูรณ์ โดยถึงที่สุด มันก็เป็นนิพพานที่น่าพอใจ ที่ควรจะ พอใจ หรือน่าพอใจ, ที่ว่ากิเลสมันไม่โพลงขึ้นมา มันจะมี เชื้อแห่งโลภะ โทสะ โมหะ อยู่ข้างในก็ตามใจมัน ฉันไม่ให้ มันโพลงขึ้นมาได้ มันก็เย็นแหละ มันก็เยือกเย็น. ฉะนั้นเรา มี สติปัญญาสัมปชัญญะ ครบถ้วนจัดการ ไว้ดี ควบคุม สิ่งเหล่านี้ไว้ให้ดี ทั้งภายนอกและภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ให้เป็นเป็นไปอย่างชนิดที่มันไม่โพลงเป็นไฟขึ้น

น.22 ๑๔ มา ก็จะเรียกว่า ชีวิตเย็น ในรูปแบบแห่งนิพพาน เกิน กว่านิพพุติ ซึ่งเย็นอย่างชาวบ้าน หลักปฏิบัติในการมีชีวิตเย็น. ถ้าจะพูดให้เป็นหลัก ๆ เย็นอย่างนิพพาน ก็จะ พอพูดได้ว่า :- ข้อที่ ๑ เพราะไม่มีการยึดมั่นในสิ่งใด เพราะ เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เสมอในสิ่งที่มากระทบ หรือในสิ่งที่เป็นภายใน ที่ตั้งอยู่. เช่นขันธ์ทั้ง ๕ เช่นอายตนะทั้ง ๖ อะไร เหล่านี้ เราเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของ มันอยู่ ก็ไม่ไปยึดมั่นในสิ่งเหล่านั้น ทั้งภายนอกและ ภายใน, ไม่ยึดมั่นโดยความเป็นตัวตนเป็นของตน เห็นความ ไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาของมันอยู่เสมอ จนกระทั่ง เห็นว่ามันเป็นอย่างนั้น แล้ว มัน ไม่มีตัวตน เป็นสุญญตา คือว่างจากตัวตน, แล้วดีที่สุดกว่านั้นก็คือ เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง.

น.23 ๑๕ เรื่องนี้อาตมาได้พูดมากี่ครั้งแล้ว ขอให้ช่วยทบทวน กันดูบ้าง : เรื่องคำว่า เช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง พูดกัน มากี่สิบครั้งแล้ว แล้วใครได้รับประโยชน์หรือเอาไปใช้ให้ เป็นประโยชน์ได้อย่างไร. ถ้าเห็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง โดยถูกต้องครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ก็เป็นพระตถาคตองค์หนึ่ง เสียแล้ว ไม่ต้องมานั่งทรมานอะไรกันอยู่อย่างนี้อีก. ขอให้จำคำว่า สุญญตา ตถาตา สุดยอดไว้เถอะ เห็นอนิจจังว่า มันไม่เที่ยง, เห็นทุกขังว่า เพราะไม่เที่ยงมันจึง ทรมานเอา, แล้วเห็นว่า ไม่มีใครต่อต้านมันได้มันเป็นอนัตตา, ทั้งหมดนี้รวมกันแล้ว คือ มัน ไม่มีตัวตนโว้ย มันเป็น สุญญตา เป็นสุญญตาแล้ว. สรุปเรียกอีกทีหนึ่งว่า โอ, เช่นนั้นเองโว้ย, เช่นนั้นเองโว้ย. เมื่อเห็นสุญญตา- ตถาตาแล้ว มันจะไม่ยึดมั่นสิ่งใด, ไม่ยึดมั่นสิ่งใด โดย ความเป็นตัวตนของตน. นี่ กิเลสไม่เกิด กิเลสที่มีอยู่ก็ ร่อยหลอไป, ร่อยหลอไป จนกระทั่งหมดไป เพราะความ ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดยความเป็นตัวตนหรือของตน, นี้เป็น ข้อที่ ๑ ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดยความเป็นตัวตนเป็น ของตน.

น.24 ไม่มีการปรุงแต่ง คำนี้คงจะฟังยาก อธิบายยากและฟังยาก, ไม่มีการปรุงแต่ง. เมื่อใดมีการ ปรุงแต่ง เมื่อนั้นมีของร้อน มีกิเลส; ปรุงแต่งโดยเฉพาะ ก็ในภายใน, ปรุงแต่งข้างนอกเป็นเรื่องวัตถุ ไม่มีปัญหาอะไร, ปรุงแต่งข้างในซิมันมีปัญหา : รูปเข้ามาทางตา, เสียงเข้า มาทางหู, กลิ่นเข้ามาทางจมูก อะไรก็ตาม, มาถึงจิตใจ แล้ว มันมีการปรุงแต่ง, ปรุงแต่งเป็นวิญญาณขึ้นมาบ้าง, ปรุงแต่ง เป็นผัสสะขึ้นมาบ้าง, ปรุงแต่งเป็นเวทนาขึ้นมาบ้าง, ปรุง แต่งเป็นตัณหาเป็นอุปาทาน, มีการปรุงแต่งของสิ่งเหล่านั้น ของปัจจัยเหล่านั้น ปรุงมา ๆ ๆ ๆ พอมาถึงขั้นอุปาทาน มีตัวกู เป็นของกู แล้วไม่ต้องสงสัย ทีนี้มัน ก็เป็น ทุกข์ เพราะมันมีตัวขึ้นมาแล้ว มันก็หนัก เพราะแบกตัว ถือ ตัว ดำรงตัว เห็นแก่ตัว หนักที่สุด ; ถ้าไม่มีการปรุงแต่ง อย่างนั้น มันก็ไม่มีเรื่องอะไร. เพราะมันมีสังขารคือ การปรุงแต่ง มันจึงมีเรื่องไปทั้งหมด : ปรุงแต่งอย่างดี ก็บ้าไปตามดี ยุ่งไปตามดี เมาดีบ้าดีไปตามเรื่องของมัน, ปรุงแต่งไปในทางชั่ว มันก็เป็นทุกข์ทรมานลำบากเจ็บปวด ยุ่งยาก เอ้า, มันก็ทุกข์ไปตามแบบของมัน, เรื่องนี้ไม่ค่อย จะอยากพูด เพราะว่ามันเสี่ยงต่อการถูกค่า. ถ้าว่า ปรุงแต่ง

น.25 ๑๗ ไปตามบุญ มันก็ยุ่งไปตามแบบบุญ, ถ้าปรุงแต่งไป ทางบาป มันก็ยุ่งไปทางบาป ; อย่าปรุงแต่งกันเสียเลย อย่าต้องเป็นบุญเป็นบาป อย่าต้องเป็นดีเป็นชั่ว อย่าให้มีการ ปรุงแต่ง พึงใช้ธรรมะสี่เกลอ. ทีนี้ จะไม่ปรุงแต่งได้อย่างไร ก็มี สติ สัมปชัญ- ญะ สมาธิ ปัญญา ธรรมะ ๔ เกลอครบถ้วนอยู่ อะไรเข้ามา ก็เผชิญหน้าด้วยธรรมะเหล่านี้. สติสัมปชัญญะ สำคัญ ที่สุด ; ถ้าพูดกันอย่างเดียวก็พูดเรื่องสติ, สติมีแล้วก็จะ หยุดการปรุงแต่ง คือไม่ให้เกิดการปรุงแต่ง, แล้วก็จะหยุด กระแสแห่งการปรุงแต่งด้วย. ถ้ามันมีการปรุงแต่งไปบ้าง แล้ว มีกระแสกำลังไหลไป สติมันก็หยุดกระแสเหล่านั้นเสีย ; นี่มัน มีประโยชน์ทั้งที่ว่าจะไม่ให้เกิดการปรุงแต่ง, ไม่ให้ เกิดกระแสแห่งการปรุงแต่ง, แล้วมันยังสามารถที่จะ หยุด กระแสแห่งการปรุงแต่ง ที่เกิดขึ้นมาบ้างแล้ว ให้หยุดเสีย. สตินี่เป็นธรรมะสำคัญที่สุด, ขอให้สนใจคำว่า สติ ๆ, ถ้าปราศจากสติไม่มีสติแล้ว มันล้มละลายหมดแหละ

น.26 ๑๘ แม้จะเดินไปไหนมาไหนก็เดินไม่ถูก จะทำอะไรมันก็ทำไม่ถูก. ถ้ามีสติมันเป็นเหตุให้ระลึกได้ : ผิดถูกอย่างไร ชั่วดี อย่างไร มันระลึกได้มันระลึกได้. ระลึกอะไรล่ะ ก็ระลึก เอาปัญญาที่ได้ศึกษามาเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในการกระทบกันกับอารมณ์ เอาปัญญามาเฉพาะส่วนที่มัน จะแก้ไขเหตุการณ์อันนี้, ไม่ใช่ต้องเอามาทั้งหมด, ไม่ใช่ ต้องระลึกทั้งหมด เอามาเฉพาะส่วนที่มันจะต่อสู้สถานการณ์ อันนี้ มากลายรูปเป็นสัมปชัญญะ ยืนคุมอยู่ทีเดียว มา เฝ้าจ้องยืนคุมอยู่ ไม่ละไปจากสายตา, นี่เป็นสัมปชัญญะ. แล้ว ก็ มีสมาธิ คือมีกำลังใจพอที่จะทุ่มเทกำลังจิตทั้งหมด ที่ จะให้มันเป็นไปตามความถูกต้องของสติ นี่ก็ต้องใช้สมาธิกัน ในตอนนี้ จึงจะสู้อารมณ์นั้นไหว. ขอให้จำธรรมะ ๔ อย่างนี้ไว้ว่าสำคัญที่สุด แล้ว มันเป็น team work คือมันต้องทำงานร่วมกัน สติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธิ ถ้าเรียงอย่างนี้ก็เป็นไปตามลำดับเหตุ- การณ์, มีสติระลึกได้ เป็นข้อแรก เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นว่า อะไรเป็นอย่างไร ก็คือ ระลึกถึงความถูกต้องหรือปัญญา เพราะต้องการปัญญา สติระลึกถึงปัญญา แล้วก็เอาปัญญา

น.27 ๑๙ ส่วนที่มันตรงกับเรื่องที่เกิดขึ้น , ไม่ใช่เอามาทั้งหมด เพราะมันหลายชนิดนัก หลายเรื่องนัก, เอาปัญญานั้นมาทำ เป็นสัมปชัญญะ คุมเหตุการณ์นั้น ๆ. ถ้ากำลังใจอ่อน ไปมันสู้ไม่ไหว มันจะยอมแพ้ มันจะล้มละลาย ต้องมี สมาธิ มีสมาธิที่ดำรงไว้อย่างมั่นคง เหตุการณ์มันก็เป็นไป ในทางร้ายไม่ได้ มันก็เปลี่ยนมาในทางความถูกต้อง. สติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธิ เป็นแกนใหญ่ เป็นตัวสำคัญ, สัก ๔ อย่างนี้พอ ตั้งชื่อให้ใหม่ ๆ ว่า ธรรมะ ๔ เกลอ. ธรรมะ ๔ เกลอ ใช้ต่อสู้กับเหตุการณ์ใด ๆ ได้ทั้งหมดทั้งสิ้ น, แล้วมันก็ไม่เกิดการปรุงแต่ง ให้เป็น กิเลส ตัณหา อุปาทานและความทุกข์, มันสามารถที่จะหยุด จับไว้ไม่ให้มีการปรุงแต่ง, ไม่ให้มีการปรุงแต่ง มันก็ไม่มี ความทุกข์ ชีวิตนี้ก็เย็น เพราะมันไม่มีการปรุงแต่ง. อย่าลืมว่า การปรุงแต่งนี้ก็เรียกว่าสังขาร เหมือน กันแหละ, การปรุงแต่งนี้ก็เรียกว่าสังขารเหมือนกัน ไม่ใช่ สังขารอยู่ที่ร่างกาย หรือไม่ใช่สังขารอยู่ที่ความหมายอย่างอื่น มันมีความหมายอยู่ที่ว่ามัน เป็นการปรุงแต่ง ในฐานะเป็น

น.28 ๒๐ ผู้ปรุงแต่งก็ได้, ในฐานะเป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งก็ได้. ถ้า ไม่มีการปรุงแต่ง แล้ว มัน ก็ไม่มีผู้ปรุงแต่ง, ไม่มีผู้ถูก ปรุงแต่ง, นี่คือไม่มีการปรุงแต่ง กิเลสไม่เกิดขึ้น. ทีแรกมันเป็นเพียงอายตนะภายใน อายตนะภาย- นอกเท่านั้น, แต่ พอมากระทบ การปรุงแต่ง มีวิญญาณ ทางอายตนะ วิญญาณทางตา หู ทางจมูก เกิดขึ้นมามันมี วิญญาณขึ้นมา, ทั้ง อายตนะ ๒ และวิญญาณ ๑ รวมกัน เป็น ๓ ทำงานกันอยู่ ทำงานร่วมกันอยู่ เวลานั้นเรียกว่า ผัสสะ, ผัสสะก็เกิดขึ้น - ผัสสะเกิดขึ้นก็ปรุงแต่งเวทนา - เวทนาก็ปรุงแต่งตัณ หา - ตัณ หาก็ปรุงแต่งอุปาทาน -อุปาทานก็ปรุงแต่งภพ ชาติ และเป็นทุกข์. พูดยืด ยาว โดยรายละเอียดก็คือปฏิจจสมุปบาท, พูดสั้นๆ ง่ายๆ ก็ คือการปรุงแต่งตามลำดับชั้น จนเกิดตัวกู-ของกู ก็มีปัญหา มีความทุกข์, ถ้าไม่มีการปรุงแต่ง ก็ไม่มีปัญหาไม่มีความทุกข์. ข้อที่ ๒ เราเรียกว่าไม่ปรุงแต่ง, ข้อที่ ๑ ว่าไม่ยึดมั่น ใด ๆ โดยความเป็นตัวตนของตน, ข้อที่ ๒ ว่าไม่ปรุงแต่งใดๆ โดยความเป็นตัวตนเป็นของตน.

น.29 ก็ว่า ไม่หลงของที่เป็นคู่ นี้ตัดบท หน่อย เป็นคล้าย ๆ ตอนปลายเรื่องก็ได้ แต่มันก็เนื่องกันมา ตั้งแต่เบื้องต้น. ถ้ามันจะเกิดการปรุงแต่งขึ้นมาเป็นคู่ ๆ เราก็ไม่หลง, ไม่หลง, ไม่หลงในความหมายของสิ่งที่เป็นคู่ ๆ ข้อที่ ๓ นี่ว่าไม่หลงของคู่ ไม่หลงความหมายของสิ่งที่เป็นคู่ ของคู่ ๆ นั้น ภาษาเด็ก ๆ ภาษาวิทยาศาสตร์ สมัย ใหม่ที่ใช้เรียนกัน สรุปเป็นบวกและลบ บวกหรือลบ ; บวก คือดี คือ ได้ คือ พอใจ, ลบ คือ ไม่ดีไม่ได้ไม่พอใจ ที่ เรียกว่า positive หรือ negative รวมทั้งที่ยังสงสัยอยู่ว่าจะเป็น positve หรือ negative ถ้าถือตามหลักธรรมะในพุทธศาสนา แต่พวกฝรั่งเขาไม่มี, พวกฝรั่งเขามีเพียง positive และ negative ในพุทธศาสนา เราจะยังมีแถมว่า ที่กำลังสงสัย อยู่ว่าจะเป็น positive หรือ negative นี่ก็เป็นของคู่ เหมือนกัน แล้วแต่มันจะสงสัยว่าอะไร สงสัยในฝ่ายไหน. ข้อนี้มีความยากลำบากแก่การเข้าใจและการศึกษาอยู่ อย่างหนึ่ง ซึ่ง ขอให้สนใจเป็นพิเศษ เรื่องเวทนา, เรื่อง

น.30 ๒๒ เวทนา : เวทนาที่เป็นสุข เวทนาที่เป็นทุกข์ และเวทนา ที่ไม่เป็นสุขและเป็นทุกข์ นั่นแหละ, ถ้าไม่สอนหรือ ไม่ อธิบายกันจริงๆ จัง ๆ แล้วก็จะไม่เข้าใจ ว่าเวทนาที่ไม่ สุขไม่ทุกข์มันจะให้เกิดตัณหาได้อย่างไร. ในโรงเรียน นักธรรมชั้นเอกก็ไม่สอนเรื่องนี้, ไม่สอนกันโดยรายละเอียด อย่างนี้ ว่า เวทนาที่เป็นสุขมันก็ให้เกิดตัณหาที่จะเอา, ที่เป็นทุกข์ก็เกิดตัณหาที่จะทำลาย, ที่ไม่เป็นสุขไม่เป็น ทุกข์จะเกิดตัณหาอะไร พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสว่ามีอยู่ ๓ เวทนา, ทั้ง ๓ เวทนาให้เกิดตัณหาเสมอ ๆ กัน. เวทนาที่ ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็คือเวทนาที่กำลังสงสัยอยู่ว่าจะเป็นสุข หรือเป็นทุกข์. นั่นแหละ นี่เราเก่งกว่าหลักวิชาของพวก ฝรั่งที่มีเพียง positive และ negative เขาไม่เอาอันที่ระหว่าง นั้น คือที่กำลังสงสัยอยู่ว่าจะเป็น positive หรือเป็น negative เข้ามาอีกอันหนึ่ง เพราะว่ามันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดกิเลสด้วย เหมือนกัน มันไม่ใช่พ้นจากนั้นไปเลย. ของเป็นคู่คือบวกหรือลบ, แล้วที่กำลังสงสัยอยู่ ว่าจะเป็นบวกหรือจะเป็นลบ นี้เป็นเรื่องของโมหะ สำหรับ โมหะ เป็นคู่สมรสของโมหะ. ที่เป็น บวกก็เป็นคู่สมรสของ

น.31 ๒๓ โลภะหรือราคะ, ที่เป็น ลบก็เป็นคู่สมรสของโทสะหรือโกธะ, ที่เป็นไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ยังอยู่ในข้อสงสัยว่าบวกหรือ ลบ มันก็เป็นคู่สมรสของโมหะ เพราะมันไม่รู้ มันมาจาก ความไม่รู้ ซึ่งไม่อาจจะตัดสินลงไปได้ว่าสุขหรือทุกข์ ยินดี หรือยินร้ายนั่นเอง. ขอให้รู้จักเวทนาไว้ทั้ง ๓ เวทนา เถิด จะสมบูรณ์, จะมีความรู้ที่สมบูรณ์ในเรื่องของเวทนาหรือ หลักของพระพุทธศาสนา. ศึกษาให้รู้จักของคู่. ทีนี้ก็ไปแยกเอาเองเถอะ มันมีเป็นคู่ ๆ แต่เราเอา กันแต่ที่มนุษย์รู้จักและพูดกันอยู่ก็ได้ อย่างที่มนุษย์คน ธรรมดาสามัญบุถุชนจะไม่สนใจกับอทุกขมสุขเวทนา ที่มา สอนมาพูดมาเถียงมาแย้งมีแต่เรื่องสุขเวทนาและทุกขเวทนา. เรื่องอทุกขมสุขเวทนา คนไม่เข้าใจ ไม่ต้องเอามาพูด มันก็ยัง เหลือแต่ของคู่ ๆ ของเป็นคู่ ๆ ตามที่มันชัดลงไปว่า มัน เป็นบวกหรือเป็นลบ มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์, เราจึงมีคู่ ๆ ว่าดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์, ทุกคู่ที่กำลังมีอยู่ในโลกของมนุษย์ ที่ยังเป็นคนธรรมดา.

น.32 ๒๔ เคยนับดูว่าตั้ง ๓๐-๔๐ คู่ ที่นึกออก แต่เดี๋ยวนี้ก็ ลืมไปหมด เพราะมันไม่จำเป็น มันคงจะมีมากกว่านั้น. ดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ ได้เสีย แพ้ชนะ ได้เปรียบเสียเปรียบ กำไรขาดทุน. แล้วก็ยังมีเป็นคู่ธรรมดาตามธรรมชาติ ข้าง บนข้างล่าง ข้างเหนือข้างใต้ ข้างน้ำข้างบก อะไรก็แล้วแต่เถอะ มันเป็นคู่ ๆๆ ๆ แล้วมันก็น่าหัวที่ว่า มันต้องมีเป็นคู่ ถ้า ไม่มีเป็นคู่ มันไม่เกิดความหมาย. ถ้าไม่มีชั่ว ดีก็ไม่มี ความหมายอะไร, ถ้าไม่มีบาป บุญก็ไม่มีความหมายอะไร, ถ้า ไม่มีทุกข์ สุขก็ไม่มีความหมายอะไร, หรือจะพูดกลับกันก็ได้ว่า ถ้าไม่มีดี ชั่วก็ไม่มีความหมายอะไร, ถ้าไม่มีบุญ บาปก็ไม่มี ความหมายอะไร, เพราะมันจะต้องเป็นคู่ที่สัมพันธ์กัน ที่ทำ ให้เกิดความหมายแก่กันและกัน. เรื่องของคู่ นี้แหละ ทำให้เกิดปัญหาแก่มนุษย์ คือให้เกิดกิเลส เกิดความต้องการไปตามความหมาย ของสิ่งนั้น ๆ : ถ้าดีมันก็เกิดต้องการขึ้นมา, ถ้าชั่วมันก็ต้อง การจะฆ่าเสีย ทำลายล้างเสีย คือไม่ถูกใจ. ถ้าบุญก็อยาก ได้ ถ้าบาปก็ไม่อยากได้, มันก็ เป็นเรื่องที่ทำอันตราย ทั้งสองฝ่าย เพราะว่าบุญก็ปรุงแต่งไปตามแบบบุญ, บาปก็

น.33 ๒๕ ปรุงแต่งไปตามแบบบาป, ดีก็ปรุงแต่งไปตามแบบดี, ชั่วก็ ปรุงแต่งไปตามแบบชั่ว, บางที คู่ที่ร้ายกาจที่สุด มันก็ยัง อยู่ที่ตัวผู้คู่ตัวเมียนั้น, คู่ตัวผู้คู่ตัวเมียนั้นเป็นคู่ที่เลวร้าย หรือสร้างปัญหามากที่สุด, เรื่องผัวเรื่องเมียนั่นแหละ เรื่อง ตัวผู้ตัวเมียนั่นแหละ มันจะเป็นคู่ที่ร้ายกาจที่สุด ที่กำลัง ครอบงำมนุษย์เดี๋ยวนี้. ถ้าไม่หลงในความเป็นของคู่เหล่านี้ มันก็ไม่มีปัญหา อะไร, แต่มันก็ไม่อาจจะหลีกไปจากของคู่เหล่านี้ เราอยู่ใน โลกมันไม่อาจจะหลีกไปจากของเป็นคู่ ๆ เหล่านี้ มัน เหลืออยู่แต่ว่า เราจะจัดการกับมันอย่างไร อย่าให้เป็น โทษเป็นทุกข์เกิดขึ้นมา; จัดการกับความดีก็จัดการไป อย่าง, จัดการกับความชั่วก็จัดการไปอย่าง อย่าให้เกิดเป็น ทุกข์ขึ้นมา. เรื่องกามารมณ์ เรื่องผัวเรื่องเมีย เรื่องหญิง เรื่องชาย เรื่องอะไรก็ตามเถิด มันก็ต้อง จัดการไปอย่างถูก ต้อง อย่าให้ความหมายของมันครอบงำจิตใจ จนทำไป ผิดๆ ๆ ๆ เหมือนที่เป็นทุกข์เดือดร้อน ฆ่าตัวเองตายเหมือน ว่าเล่น, นี่ต้องไม่หลงของคู่. สัตว์ทั้งหลายหลงอยู่ในของ คู่อย่างไร ในเรื่องกำไรเรื่องขาดทุน เรื่องมีเกียรติเรื่องเสีย

น.34 ๒๖ เกียรติ เรื่องโลกธรรมนั้น, ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ ได้นินทาได้สรรเสริญ, ได้สุขได้ทุกข์ล้วนแต่เป็นเรื่องของคู่ ทั้งนั้น. ๓ หัวข้อนี้แหละพอ จะพูดอย่างอื่นอีกก็ได้ แต่ เห็นว่า ๓ หัวข้อนี้พอ : ข้อ ๑ ไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยความ เป็นตัวตน, ข้อ ๒ ไม่ปรุงแต่งให้มันเป็นตัวตนเป็น ทุกข์อะไรขึ้นมา, ข้อ ๓ ไม่หลงในของคู่ หรือความ หมายแห่งของคู่ แล้วให้รู้ว่ามัน มีอยู่อีก อันหนึ่งมัน เป็นปัญหาว่า จะเป็นฝ่ายไหน จะเป็นตัวฝ่ายไหน มันก็ต้องอีกอันหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน มันยังไม่ชัดว่ามันดีหรือชั่ว, มันสงสัยว่าจะ ต้องดีหรือจะต้องชั่ว จะต้องได้หรือจะต้องเสีย จะต้อง แพ้หรือจะต้องชนะ มันก็รบกวนจิตใจเท่ากัน. เราอยาก จะบอกให้คนที่เขาศึกษากันเพียง positive กับ negative ว่า ยังไม่หมด, มันยังมีสิ่งที่สงสัยอยู่ว่าจะเป็น positive หรือ เป็น negative ก็มีปัญหาทรมานจิตใจได้โดยเท่ากัน. เหมือน กับคำว่า อทุกขมสุขเวทนา ไม่ใช่เรื่องไม่มีความหมาย

น.35 ๒๗ เป็นเวทนาเท่ากัน ให้เกิดตัณหาเท่ากัน สร้างความทุกข์ ได้เท่ากัน ทั้งสุขเวทนา ทั้งทุกขเวทนา, ทั้งอทุกขมสุขเวทนา. ถ้าไม่มีเวทนา โดยประการทั้งปวงมันจึงจะไม่มีปัญหา อะไร, แต่นี้มันยังมีเวทนาชนิดที่ไม่แสดงออกไปชัดว่าสุข หรือทุกข์ แต่มันก็ยังเป็นเวทนา มีอิทธิพลครอบงำจิตใจ ให้เกิดความต้องการความหวั่นไหวไปได้ทุกทิศทุกทาง แล้ว แต่มันจะสงสัยไปในทางไหน. พิจารณาดูสิ่งที่มีทั้งเย็นและร้อน. เอ้า, ที่นี้ก็จะดูกันต่อไปให้ละเอียดว่า แม้ที่มันเป็น ฝ่ายที่ถูกใจ ฝ่ายที่พอใจยินดี เป็นอิฏฐารมณ์พอใจ, เช่นดี เช่นสุข เช่นบุญ เช่นอะไรนี้ ยังแบ่งได้อีกนะ คือมีทั้งชนิด ร้อนและชนิดเย็นนะ ดูให้ดี ๆ. เอ้า, สวรรค์ เอาสวรรค์ก่อนเลย สวรรค์นั้นมีทั้ง ชนิดร้อนและชนิดเย็น กามารมณ์ในโลกนี้เป็นสวรรค์. หรือว่าที่มันดี ดี ชนิด ร้อน ก็มี ดี ชนิด เย็น ก็มี ถ้ามันต่ำนัก ดี ๆ ๆ ของปุถุชน คือ ดีที่บ้าได้ หลงได้ เมา

น.36 ๒๘ ได้ ดีนั้นยังมีทั้งร้อนและมีทั้งเย็น ดีนั้นยังมีทั้งร้อนและทั้ง เย็น, ที่ว่าสุขล่ะ เป็นสุข กันล่ะ ก็ยังมีทั้งสุขร้อนและสุข เย็น, นี่อิฏฐารมณ์. บุญก็มีทั้งบุญที่ร้อนและบุญที่เย็น , บุญที่ร้อน เป็นบุญของกิเลสของอวิชชา ยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป มันก็ กัดเอาเหมือนกันแหละ. ตัวตน ๆ นี้ก็มีทั้งตัวตนร้อนและตัวตนเย็น ; ตัวตนที่ยังไม่ร้อนดีกว่า ยังเป็นตามสัญชาตญาณเฉย ๆ รู้สึก เป็นตัวตนตามสัญชาตญาณเฉยๆ ไม่สูงขึ้นมาถึงระดับกิเลส อุปาทาน มันก็ยังไม่ร้อน; ฉะนั้นตัวตนตัวกูนี้มีทั้งร้อน และทั้งเย็น. ทรัพย์สมบัติมีทั้งร้อนและทั้งเย็น, ทรัพย์สมบัติ ที่หลงใหลที่มัวเมาที่ยึดถือนั้นเป็นทรัพย์ร้อน, ทรัพย์สมบัติ ที่ไม่ยึดถือไม่หลงใหลมันก็ไม่ร้อนก็เป็นทรัพย์เย็น. ชื่อเสียง ก็เหมือนกัน มีทั้งร้อนและทั้งเย็น, ชื่อ เสียงนั่นแหละระวังให้ดี มีทั้งร้อนและทั้งเย็น อย่างน้อยก็มี

น.37 ๒๙ คนกวน มีคนกวนไม่มีหยุดแหละ. เราไม่กล้ามีชื่อเสียงมาก ๆ กับเขา เพราะว่าเรากลัวคนมารบกวน, ชื่อเสียงก็ยังมีทั้งร้อน และมีทั้งเย็น. เพื่อนมิตรสหายก็มีทั้งเพื่อนร้อนและเพื่อนเย็น, ความเป็นเพื่อนก็ต้องการ แต่บางทีก็กลายเป็นของร้อนยุ่งยาก ลำบาก การคบค้าสมาคมสังคมกันด้วยดีสามัคคีกันนั่นแหละ ยังมีทั้งร้อนและทั้งเย็น, สามัคคีกันให้ร้อนทั้งเมืองก็ได้ จึงกล่าวได้ว่า สิ่งที่เป็น อิฏฐารมณ์ ที่ปรารถนากัน นักนั่นแหละ ก็ยังมีแบ่งแยกไปได้เป็นร้อนและเป็นเย็น, มิฉะนั้นไม่มีการพูดว่าเงินร้อนเงินเย็น. พูดอย่างนี้ก็เข้าใจ กันดีแล้วว่าเงินร้อนมันเป็นอย่างไร, เงินเย็นมันเป็นอย่างไร, เงินร้อนมันแผดเผาเจ้าของ เดี๋ยวมันก็หนีหายไปเสีย. ถ้า เป็นเงินเย็นมันก็ไม่เป็นอย่างนั้น ทรัพย์สมบัติที่ไปขโมยเขา มา มันก็เป็นเงินร้อน ไปโกงเขามาอะไรเขามาก็เป็นเงินร้อน เงินก็ยังมีร้อนและมีเย็น, ฝ่ายดีแท้ ๆ ฝ่ายอิฏฐารมณ์แท้ ๆ ฝ่ายบวกแท้ ๆ มันก็ยังมีร้อนและมีเย็น, รู้จักกันไว้ให้ดี ๆ.

น.38 ๓๐ เรื่องสวรรค์ร้อนสวรรค์เย็นนี้อธิบายยาก, แต่ พอจะรู้กันได้ว่า สวรรค์ชนิดความหมายธรรมดาสามัญก็ เต็มไปด้วยกามารมณ์, เทพบุตรคนเดียวนางฟ้าตั้งห้าร้อย มันคงจะบ้าอยู่ตลอดเวลา มันจะเย็นได้อย่างไร. "ฉะนั้น สวรรค์มันก็เลยมีทั้งสวรรค์ร้อนสวรรค์เย็น ; แล้วสวรรค์นี่ รู้จักกันให้ดี ๆ, สวรรค์ ๆ ในภาษาธรรมดา ๆ แล้วก็มีทั่วไป แล้วแต่ว่ามันรักมันพอใจในสิ่งใดสุดขีดสุดเหวี่ยง สิ่งนั้นจะ เป็นสวรรค์ขึ้นมาหมด, นั่นแหละ เรื่องสวรรค์ร้อนหรือเรื่อง สวรรค์ที่จะหลอกลวง. ถ้าคนชอบเล่นไพ่ วงไพ่คือสวรรค์ของคนนั้น ถ้า ชอบสวนดอกไม้ เข้าไปในสวนดอกไม้ก็เป็นสวรรค์ของคน นั้น. ถ้าเป็นสถานเริงรมย์ คนชอบเรื่องกามารมณ์ เริง รมย์ ไปที่นั่นก็ไปสวรรค์ของเขา เด็ก ๆ หนีไปสวรรค์ของ เขา เขาไม่เล่าไม่เรียน. คนที่มีจิตใจละเอียดประณีต ไปอยู่ที่ยอดเขาโล่งเวิ้ง สวยงาม ก็เป็นสวรรค์ของเขา, หรือไปอยู่ที่ริมทะเลสวยงาม

น.39 ๓๑ ก็มีความรู้สึกพอใจที่สุด ริมทะเลก็เป็นสวรรค์ของเขา แต่ พวกที่ชอบเล่นไพ่จะสั่นหัวไม่เอาดอก. สวรรค์มันอยู่ที่วงไพ่, มันจะไปอยู่ที่ริมทะเลที่สวยงามไม่ได้. ถ้าเป็นอุบาสกอุบาสิกาเครียดหน่อย ก็วัดนั่นแหละ เป็นสวรรค์, ที่วัดนั่นเป็นสวรรค์ ที่ทำบุญให้ทานวัดนั่น เป็นสวรรค์ ; แต่คนบางคนไม่เอาดอก มันเป็นสวรรค์ไป ไม่ได้. คนที่บ้าหนังสือ ห้องสมุดนั่นแหละคือสวรรค์ของ เขา ข้อนี้เคยได้แก่ตัวเอง มันเคยยืนยันได้ ได้แก่ตัวเอง. บางยุคบางสมัยมันบ้าหนังสือ ห้องสมุดที่สมบูรณ์ที่ครบถ้วน เป็นสวรรค์ของเรา พอใจรู้สึกเหมือนกับได้ขึ้นสวรรค์ ได้ เห็นห้องสมุดที่ประเทศอินเดียมันช่างสมบูรณ์เหลือเกิน รู้สึก ว่าเป็นสวรรค์เอาเสียทีเดียวในห้องสมุด, ห้องสมุดเป็นสวรรค์ ของคนที่บ้าหนังสือ ห้องสมุดเป็นสวรรค์. นี่สิ่งใดที่ชอบ ถึงขนาดเป็นกิเลสขึ้นมา มันก็เป็นสวรรค์หมด. ทีนี้ ขอแนะสวรรค์ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งคือ การ ทำหน้าที่, อะไรเป็นหน้าที่ นั่นแหละ ให้รัก ให้พอใจ

น.40 ๓๒ ให้ทำหน้าที่อย่างเพลิดเพลิน มีความสุขเมื่อทำหน้าที่, สวรรค์อยู่ที่หน้าที่ อย่างนี้แหละรอดตัว, ใครมีสวรรค์ อยู่ที่หน้าที่จะรอดตัว ทำงานสนุกไปเลย. ฝนตกก็ยิ่งเอา ใหญ่ยิ่งสนุก, บางทีฝนตกผลัดผ้าลงมาอาบน้ำฝน ถากหญ้า มันยิ่งสนุก. การงานที่พอใจก็เป็นสวรรค์ได้, ก็มีสวรรค์ นานาชนิด ที่อาจจะหาได้ตามพอใจของตนในโลกนี้ ทำไม ไม่เอา ทำไมไม่ทำให้ทุกสิ่งเป็นสวรรค์, พอใจ พอใจ ในสิ่งที่ให้เกิดความพอใจเป็นสวรรค์. นับตั้งแต่วงไพ่ แล้ว ก็ดูซิว่ามันสวรรค์ร้อนหรือสวรรค์เย็น สวรรค์แท้จริงหรือ สวรรค์หลอกลวง, สวรรค์ถาวรหรือสวรรค์ชั่วขณะ ตาม ความรู้สึกของกิเลส พอใจหลงไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัวเป็นสวรรค์ แม้แต่บ่อนเล่นการพนันก็กลายเป็นสวรรค์ไปได้เพราะเหตุนี้, อย่างนี้จะเรียกว่าชีวิตเย็นได้หรือไม่ ? มันไม่เย็นได้สวรรค์ แบบนี้ สวรรค์แบบนี้เป็นสวรรค์ร้อนไม่เย็น, อสัคคะเป็นสวรรค์แท้จริง. ทีนี้จะดูให้เป็น สวรรค์ที่ดีกว่า ที่ตรงกันข้าม คือ ไม่ต้องอาศัยกิเลส อยากจะพูดว่า ความไม่ถูกอะไรรบ-

น.41 ๓๓ กวน, ใครรู้จักบ้าง ความไม่ถูกอะไรรบกวน เรียกเป็นบาลี หน่อยว่า วิเวก ๆ วิ แปลว่า สิ้นเชิง เอกะ แปลว่า หนึ่งเดียว หนึ่งเดียวโดยประการทั้งปวงโดยสิ้นเชิง เรียกว่าวิเวก ไม่มี อะไรรบกวน. เมื่อไม่มีอะไรรบกวนเรา เราสบายกี่มากน้อย, เราสบายกี่มากน้อย ; คนก็ไม่รบกวนเรา, กิเลสก็ไม่รบกวน, เรา, เหตุการณ์ภายนอกก็ไม่รบกวนเรา, ตามธรรมชาติหรือไม่ ธรรมชาติเหตุการณ์ทั้งหลายก็ไม่รบกวนเรา, ความรับผิด ชอบใด ๆ ก็ไม่ต้องมี ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร, เรียกว่าไม่มี อะไรรบกวนถึงขนาดนี้นะ. คนก็ไม่รบกวน, กิเลสก็ไม่ รบกวน, เหตุการณ์ปรากฏการณ์อะไรก็ไม่รบกวน, กระทั่ง ว่าความรับผิดชอบก็ไม่ต้องมี ไม่มีความรับผิดชอบที่คอย รบกวน อย่างนี้สบายไหม ? เย็นไหม ? แล้วมันจะเย็น กว่าสวรรค์อย่างแรก ๆ สวรรค์อย่างที่ว่า. แล้วก็จะพูดคำที่ว่าจะไม่ยอมเชื่อก็ตามใจ, ว่าไม่ใช่ สวรรค์นั่นแหละคือสวรรค์, ไม่ใช่สวรรค์นั่นแหละคือสวรรค์ คำพูดนี้ถ้าไม่เคยเรียนบาลีมันก็ฟังไม่ค่อยถูก. คำว่าสวรรค์ เป็นภาษาไทย, ภาษาบาลี มัน สคฺค หรือ สฺวรฺค ในสันสกฤต

น.42 ๓๔ สัคคะ หรือ สะวะระคะ มันก็ แปลอย่างเดียวกัน ว่ามันเกี่ยว ข้องมันผูกพัน. ที่เรียกว่า สวรรค์ ๆ นั่น เป็นเครื่องเกี่ยวเกาะ หัวใจสัตว์, สัคคะแปลว่าเกี่ยวข้องผูกพัน แล้วคนมันบ้า กี่มากน้อย เอาความเกี่ยวข้องผูกพันว่าเป็นสวรรค์. ถ้าไม่ มีเกี่ยวข้อง ไม่ผูกพัน ไม่ใช่สวรรค์นั่นแหละจะคือ สวรรค์ คือสวรรค์ที่วิเวก ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องไม่มีอะไร รบกวน ; เพราะฉะนั้น ไม่ใช่สวรรค์นั่นแหละคือสวรรค์. สักคะคือสวรรค์ของคนพวกนั้น, แต่เราว่า อสัคละไม่มีอะไร เกี่ยวข้องนั่นแหละคือสวรรค์ที่แท้จริง. สวรรค์ที่มิใช่สวรรค์กลับเป็นสวรรค์ที่แท้จริง, สวรรค์ สัคคะนั้นมีแต่ความรบกวน : ถ้า สวรรค์ชั้นกามา- รมณ์ กามาวจร ก็รบกวนด้วยกามารมณ์, สวรรค์ชั้นรูป ฌานก็ รบกวนด้วยความสุขแบบนั้น, อรูปฌานก็รบกวน ด้วยความสุข แบบนั้น. ถ้าเรียกว่าสวรรค์แล้วกลายเป็นเครื่องรบกวน, สวรรค์ที่ไม่ใช่สวรรค์นั้นคือสวรรค์ที่แท้จริง.

น.43 ๓๕ ทีนี้มัน มีปัญหาที่ความเชื่อของคนทั่วๆ ไป ใน โลกมันก็มีอยู่ว่า สวรรค์เป็นที่อยู่ของพระเจ้า, พระเจ้าอยู่ ในสวรรค์. แต่คำพูดอย่างนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา, พุทธ- ศาสนาไม่มีพระเจ้า แล้วก็ ไม่มีสวรรค์ สำหรับพระเจ้า, มี แต่สวรรค์ที่เป็นเรื่องของคนมีกิเลส : พอใจในกามา- รมณ์ หลงใหลในกามารมณ์ ได้อย่างอกอย่างใจไปในทาง กามารมณ์ ซึ่งบางยุคบางสมัยบางคนบางพวกเอาเป็นนิพพาน ไปเสียก็มี. แต่ถ้าว่า เป็นสวรรค์ที่ไม่ใช่สวรรค์ นั่นแหละ จะเป็นที่อยู่ของพระเป็นเจ้า เพราะว่าพระเป็นเจ้านั้นต้อง เป็นผู้สูงสุด อยู่เหนือทุกอย่าง เหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญ เหนือบาป เหนืออะไรทั้งหมด จะไปอยู่ในสวรรค์ที่มีเครื่อง เกี่ยวข้องได้อย่างไร, ถ้าไปอยู่ก็ไม่ใช่พระเจ้าจริง เป็นพระ- เจ้าปลอม, พระเจ้าที่จะไปหมกมุ่นอยู่ในสวรรค์นั้นก็เป็น พระเจ้าที่ปลอมไม่ใช่พระเจ้าที่แท้จริง. นี่เรารู้จักว่า สวรรค์คืออะไร สวรรค์ ร้อนก็มี สวรรค์ เย็นก็มี, สวรรค์ที่มิใช่สวรรค์นั่นแหละคือสวรรค์ เย็น คือเป็นวิเวก หมด ไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องรบกวน, เป็น สวรรค์ที่มิใช่สวรรค์คือไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้อง, แต่แล้วนั่นคือ

น.44 ๓๖ สวรรค์ที่แท้จริง, ที่ควรจะพอใจ. เดี๋ยวนี้มันก็ มีสวรรค์ที่ เมาได้ หลงได้, สวรรค์ชนิดนี้ร้อนทั้งนั้นแหละ. แต่ ก็ ซื้อได้ไม่แพงดอก ตักบาตรช้อนเดียวก็ได้วิมานหลัง ซื้อได้ ไม่แพง กว่าจะหมดความโง่ความหลงในเรื่องนี้. ถ้ายังมีกิเลสก็มีความร้อน. สรุปความว่า อิฏฐารมณ์แท้ๆ ก็ยังมีทั้งที่ร้อน และที่เย็น, ถ้ามันเป็นเรื่องไม่มีอะไรรบกวน มันก็จะเย็น ไม่มีอะไรรบกวนสุข พอใจ. เดี๋ยวนี้มัน มีอะไรรบกวนอยู่ แม้ว่าไปอยู่ ในสวรรค์ชั้นกามาวจรก็มีราคะ, มีราคะที่เป็น เหตุให้บริโภคสวรรค์ชนิดนั้น, จะไปอยู่ในสวรรค์ ชั้นพรหม, ชั้นพรหมนี้ถ้าเรียกตามภาษาบาลีกลาง ๆ ก็เรียกว่าเป็นสวรรค์ ได้เหมือนกัน ก็เรียกว่าสวรรค์ชั้นพรหม ก็รบกวนด้วย โมหะว่ามีตัวกู ๆๆ ดีกว่าใคร, ตัวกูสูงสุด ตัวกูชนิดที่ไม่ เกิดไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายอะไรอีก, ต่อไป มัน มีตัวกู ก็มีโมหะ มีไฟโมหะนั่นแหละรบกวนอยู่ในสวรรค์ชั้นพรหม.

น.45 ๓๗ รวมความว่า มีกิเลสที่ไหนก็มีความร้อนที่นั่น, มี กิเลสที่ไหนก็มีความร้อนที่นั่น, ชั้นพรหมสูงสุด ภวัคคพรหม มันก็ยังมีกิเลสโมหะว่ามีตัวกู ๆๆ. พวกพรหมนี่คือพวกที่ กลัวตายที่สุด ไม่ใช่เรื่องพูดเล่นนะ, พวกพรหมสูงสุดของ สัตว์ทั้งปวง เป็นพวกที่กลัวตายที่สุด เพราะว่าพอใจในการ เป็นพรหม, เป็นตัวกูที่เลิศ ตัวกูประเสริฐ ตัวกูสูงสุด, มัน เลยไม่อยากตายที่สุด. ถ้าคนที่สุข ๆ ทุกข์ ๆ ล้มลุกคลุกคลาน นี้ก็ไม่เท่าไร มันอยากตายก็ได้ ; แต่ถ้า พอใจที่สุด ยินดี ที่สุด มันก็ไม่อยากตาย เพราะฉะนั้นพวกพรหมเป็นพวก ที่กลัวตายที่สุด. ชั้นพรหมยังไม่ใช่เย็นอย่างนิพพาน มันยังมี ไฟรบกวนอยู่คือโมหะ แม้ว่าไฟราคะหรือโทสะจะไม่ได้ รบกวนหรือไม่ค่อยจะมีมารบกวน แต่ก็ยังมีไฟโมหะรบกวน เต็มที่, เกี่ยวกับกิเลสมีก็เป็นของร้อน. ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะชื่อเหล่านี้คุ้นเคยกันดี แล้ว แต่รู้จักความหมายของมันให้ถูกต้อง แล้วก็จะรู้จักดีขึ้น ไฟราคะ หรือ โลภะนี้เป็นไฟสำหรับจะดึงเข้ามาหา มา

น.46 ๓๘ กอดรัดไว้ มาทะนุถนอมบำรุงบำเรอ, ไฟนี้ดึงเข้ามาหาตัว. ไฟโทสะโกธะไฟนี้ผลักออกไป, ฆ่าเสียให้ตาย ทำลายเสีย ให้หมด. ส่วน ไฟโมหะนี้ไม่รู้จะทำอย่างไร เลยวิ่งอยู่ รอบ ๆ วิ่งอยู่รอบ ๆ ไม่ดึงเข้ามาไม่ผลักออกไป, คล้าย ๆ กับ ไม่ positive ไม่ negative ไม่บวกไม่ลบ, แต่มันยังมีความที่ จะเป็นบวกหรือเป็นลบ มันก็เลยวิ่งอยู่รอบ ๆ, ไฟโมหะ ไม่ มีไฟเหล่านี้ก็เย็น. ศึกษาความเย็นอันถูกต้อง. แต่คอยระวังเอาเองนะ คำว่าเย็น ๆ นั้นในความ หมายที่ถูกต้องนะ ; ถ้าเย็น ๆ ไม่มีความร้อนในทางวัตถุ มันก็คือตาย, ชีวิตที่ไม่มีความร้อนเหลืออยู่เลยเย็นหมด มัน ก็คือตาย. หรือถ้าว่าเย็นมากเกินไปมันก็คือหนาว, พวกที่ ไม่เคยไปชิมหนาวมาก่อน ก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าหนาวนี้น่าเกลียด น่าโกรธคือเป็นทุกข์. อาตมาก็เคยไปชิมหนาวที่บวกห้าที่เชียงใหม่ หนาว ๙ องศา ลดลงเหลือ ๙ องศา ทุรนทุรายอย่างยิ่ง ทำอะไรก็

น.47 ๓๙ ไม่ได้ เว้นไว้แต่ว่าจะอาบน้ำ เมื่อเช้า ๆ เมื่อกำลังหนาวอาบ น้ำเหมือนเข็มแทง อาบน้ำเหมือนไฟลวก, ทนอาบ พออาบ แล้วก็พอสบายพอจะทำ อะไรได้. แล้วไปถูกหนาวเหลือ ๕ องศาที่ดาจิลิงที่ประเทศอินเดีย มันจะร้องไห้เสียให้ได้. มัน หนาวจนบอกไม่ถูก ผ้าห่มไม่มีความหมายอะไร ผ้าห่มกี่ผืน ๆ มันก็ไม่มีความหมายอะไร, ผ้าห่มขนสัตว์หนา ๆ ๓ ผืนซ้อน ไม่มีความหมายอะไรเลย, ต้มน้ำร้อนใส่กระติกไว้เดี๋ยวมันก็ เย็นหมด, มันหนาว ถ้ามันหนาวมันเกินเย็น มันก็ไม่ไหว เหมือนกัน. ทีนี้ พระนิพพานไม่ใช่เย็นอย่างนั้น พระนิพพาน ที่ว่าเย็น ๆ ไม่ใช่เย็นเพราะหนาว อย่างนั้น หรือเย็นหมด ความร้อน ก็ตายเลย. ไม่มีกิเลสมันก็เย็น แต่ไม่ใช่ตาย ไม่ใช่เย็นจนว่าต้องตาย, หรือว่าเย็น จนหนาวทรมานถึง กระดูก. ทีนี้ ความเย็นนี้มันยังดูกันได้อีกว่า มันไม่มี ของหนัก ; ถ้ามีของหนักมาทรมานอยู่ให้หนัก หนักกาย หนักใจ หนักวิญญาณ มันก็ไม่ใช่เย็นเหมือนกัน. คำว่า

น.48 ๔๐ เย็นนี้ต้องไม่มีของหนัก ไม่มีของร้อน อย่างไม่มีกิเลสเหล่านั้น ก็พูดแล้ว, ทีนี้ก็ไม่มีของหนัก. อะไรเป็นของหนัก ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นของหนัก , ยึดมั่น เป็นตัวกู - ของกูขึ้นมา ตัวกู - ของกูก็เป็นของหนัก. การ ยึดถือบุตรภรรยาสามีทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองอะไรขึ้นมา เป็นตัวกู - ของกู, สิ่งนั้นก็เป็นของหนัก, ทีนี้คนอาจจะเข้าใจผิด แล้วจะอยู่กันอย่างไร, เรา ก็ต้องอยู่โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น นะซิ. บุตรภรรยาสามี ทรัพย์สมบัติ เงินทองข้าวของ เกียรติยศชื่อเสียง มีโดยไม่ ต้องยึดมั่น , มี โดยไม่ต้องยึดมั่น มีตัวตนมีตัวกูโดยไม่ต้องยึด มั่นว่าตัวกู. ฟังยากสักหน่อย แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำได้, เมื่อมัน อยากจะมีตัวกูมีตัวตนก็มี แต่อย่ายึดมั่นมัน , มีตัวตน อย่างที่ไม่ยึดมั่นเป็นของตนเป็นตัวตน มีตัวกูก็ไม่ต้องยึดมั่น มีทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงเกียรติยศก็ไม่ต้องยึดมั่นว่าเป็นของกู แต่ใช้มันให้เป็นประโยชน์, ใช้มันตามหน้าที่ที่จะต้องใช้.

น.49 ๔๑ คำสอนคริสเตียนก็ยังมีพูดถึงข้อนี้ว่า มีภรรยาก็เหมือนกับไม่ มีภรรยา มีภรรยาก็เหมือนกับไม่มีภรรยา ก็ไม่ได้หมายความ ว่าไม่ทำหน้าที่อะไร, ระหว่างสามีภรรยา ก็ทำหน้าที่ตามแบบ ฉบับสามีภรรยา แต่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าของกู จึงเรียกว่ามี ภรรยาก็เหมือนกับไม่มีภรรยา, มีทรัพย์สมบัติก็เหมือนกับ ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวกู-ของกู มาสุม อยู่ในจิตใจ, ไม่ยึดมั่นถือมั่น . ช้าง ม้า วัว ควาย ก็อยู่ที่ ทุ่งนา, เงินทองก็อยู่ในธนาคาร, ไม่มาอยู่บนหัว ไม่มาอยู่ ในจิตใจ, นี่เรียกว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นมีก็เหมือนกับไม่มี . ถ้าถือหลักไม่ยึดมั่นถือมั่นได้นั้น จะเย็น ชีวิต นั้นมันจะเย็น , ไม่ใช่ว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วมันจะหนีหาย ไปหมด เงินก็จะสูญหายไปหมด, ผัวเมียก็จะทิ้งหนีไปหมด, มันไม่ได้หมายความอย่างนั้น มันไม่ยึดมั่นถือมั่นให้เป็น ของหนักอกหนักใจ ทรมานอยู่บนจิตบนใจ, หรือเมื่อจะ ต้องพลัดพรากจากกันไป ก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ร้อนอะไร มัน เป็นเช่นนั้นเอง . นี่เรียกว่า ไม่ยึดมั่น โดยความเป็นตัวตน ของตนในทุกสิ่ง โดยเฉพาะชีวิต นั่นแหละ ไม่ยึดมั่นชีวิต ว่าเป็นของตน, มีชีวิตโดยไม่ต้องยึดตัวชีวิตเป็นของตน,

น.50 ๔๒ กระจายออกเป็นขันธ์ทั้ง ๕ เป็นชีวิต ก็ไม่ยึดมั่นขันธ์ ทั้ง ๕, กระจายมาเป็นตาหูจมูกลิ้นกายใจ ก็ไม่ยึดมั่น ถือมั่นว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของตน, แม้แต่ ของภายนอก เช่นบุญ เช่นกุศล ก็มีอย่าง นั้นแหละ โดยไม่ต้องยึดมั่นให้เป็นตัวตนของตน ก็ใช้ เป็นประโยชน์ไปได้ตามแบบของบุญของกุศล, จะใช้เป็น ประโยชน์อะไรก็ใช้ได้ แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตน เป็นของตน มันจะหนัก , บุญจะกลายเป็นของหนักขึ้นมา, ความดีจะกลายเป็นของหนักขึ้นมา กดทับจิตใจของบุคคลนั้น. เกียรติยศชื่อเสียงอะไรก็ตาม เมื่อยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันก็กลายเป็นของหนักขึ้นมา อย่าเป็นตัวกู-ของ กู มันก็คือไม่ได้แบกอะไร ไม่ได้หามอะไร ไม่ได้ทูนอะไร ไม่ได้หิ้วอะไร, ไม่มีอะไรที่ยึดไว้เป็นตัวกู-ของกูนี่ มันก็ สบาย มันก็ ไม่เห็นแก่ตัวได้ เพราะมันไม่มีตัวที่จะเห็น มันไม่มีตัวที่จะยึดถือ มันก็อยู่ด้วยความไม่เห็นแก่ตัว มันก็ เลยสบาย.

น.51 ๔๓ ละความเห็นแก่ตัวเสียจะไม่มีการทรมานใด ๆ. ถ้ามีตัว มีเห็นแก่ตัวมันก็ทรมานจิตใจ คือ ถือตัว ยึดตัว ต้องทรมานในการยึดถือตัวในการมีตัว, อยู่ คนเดียวก็เป็นทุกข์ ถ้ามันเห็นแก่ตัว, นี้เผลอเข้ามันก็ไป ทำอันตรายคนอื่นเป็นทุกข์ต่อไปอีก เป็นทุกข์กันทั้ง โลก ถ้าคนมันเห็นแก่ตัว. ถ้าไม่เห็นแก่ตัว มันก็ไม่เบียด- เบียนตัว และไม่เบียดเบียนผู้อื่น ; ถ้าเห็นแก่ตัวมันกลับ เบียดเบียนตัว ให้ทรมานให้ลำบาก เพราะมันต้องแบกตัว ยึด ถือตัว, เป็นห่วงตัว วิตกกังวลอาลัยอาวรณ์เกี่ยวกับเรื่องตัว เรื่องของตัว. นี่เรียกว่ามัน เบียดเบียนตัว เพราะว่ามัน ยึดถือตัว เห็นแก่ตัว มันมีความเห็นแก่ตัว แล้วมันก็ต้อง เบียดเบียนตัว, ระวังให้ดีข้อนี้มันทำให้ร้อน, ไม่เห็นแก่ตัว มันก็เย็น. ไม่เห็นแก่ตัว วิเศษมาก ลองไม่เห็นแก่ตัวสิ มัน ก็ไม่ต้องมีตัวคนเดียวที่เห็นแก่ตัว, มัน จะรักคนทุกคน ทั้งหมดทั้งสิ้นได้ เพราะมันไม่เห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้มันเห็น แก่ตัวมันรักใครไม่ได้, มันรักแต่ตัว พอไม่เห็นแก่ตัว มัน

น.52 ๔๔ สามารถจะรักคนทั้งหมดทั้งสิ้นได้ เรียกว่า ทุกคนเป็นเพื่อน , แล้วก็เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายขึ้นมา ทันทีเลย. ถ้าอยากจะมีเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้นนั้น อย่ามัวแต่ท่องอยู่เลย, อย่ามัวแต่ท่องอยู่เลย ท่อง กันมากี่สิบครั้งแล้ว มันก็ไม่มี, ละความเห็นแก่ตัวเสียเถอะ, ละความเห็นแก่ตัวเสีย เท่านั้นแหละ ทุกคนทุกชีวิตจะ เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเราขึ้นมาทันทีเลย , เข้ามาทันทีเลย, ไม่ต้องเจริญภาวนาท่องบ่นอะไร ทุกคนจะ มาเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายของเราด้วย กันทั้งหมดทั้งสิ้น ทั้งสากลจักรวาล ทั้งเทวดาและมนุษย์ พวกที่ นั่งเจริญเมตตา กรุณา อุเบกขา มุทิตา ว่าแต่ปากกลับมี ตัว, มีตัวฝ่ายนั้น มีตัวฝ่ายนี้ , มีตัวฝ่ายที่จะช่วย มีตัวฝ่าย จะถูกช่วย มีตัวฝ่ายจะรัก มีตัวฝ่ายจะถูกรัก, มันก็ยังมีตัวอยู่ มันก็จดจ่ออยู่ที่ตัว, มันไม่เห็นแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงได้ดอก ละ, ทำลายความเห็นแก่ตัวออกไปเสีย ก็จะ เป็นการเจริญพรหมวิหารหรืออัปปมัญญา อะไรก็แล้วแต่

น.53 ๔๕ จะเรียกอย่างดี อย่างแท้จริง ขึ้นมา, นี่แล้ว ก็มีสัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น , แม้นี้มันก็เป็นชีวิตเย็น. ขอให้เป็นอย่างนั้น จริง ๆ ให้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ชีวิตนี้จะเป็นของเย็น ไม่ มีศัตรู ไม่มีที่ต้องหวาดกลัวอะไร , จิตใจไม่ต้องกลัวอะไร อยู่ก็อยู่ ตายก็ตาย โดยไม่ต้องหวาดกลัวอะไร นี่เรียกว่าชีวิต มันเย็น. พุทธบริษัทต้องมีชีวิตเย็น. เอาละ, เรียกว่า ชีวิตเย็นเป็นสิ่งที่ต้องสนใจ โดย หลักเกณฑ์ที่กล่าวมาแล้ว ให้เข้าใจกันไว้อย่างถูกต้องและ เพียงพอ, มัน เป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ที่สามารถจะ ทำได้ ไม่ใช่เรื่องทางวัตถุ, มันมีคำพูดสำหรับพูดในเรื่อง ทางจิตทางวิญญาณ บางคำก็ใช้กันไม่ได้กับเรื่องทางวัตถุ. เดี๋ยวนี้เราเอาความหมายทางจิตทางวิญญาณกันเป็นหลัก รู้จัก คำว่าเย็น ๆ อย่างถูกต้อง . เขารู้จักคำ ๆ นี้ ใช้พูดคำนี้มา ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ก็เป็นความเย็นที่ยังต่ำ ยังอยู่ในระดับ ต่ำ หรือยังมีอวิชชามาก, แล้วก็ค่อยรู้ความเย็นที่สูง ๆ ขึ้นมา

น.54 ๔๖ จน พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ทรงสั่งสอนความเย็นที่แท้จริง ถึงระดับสูงสุด ไม่มีใครสอนให้เย็นไปกว่านี้อีกได้. ธรรมชาติมีไว้ให้ แล้วอย่างนี้ แล้วทำไมมนุษย์จึงไม่ได้รับ, เพราะว่า มนุษย์ไม่รู้เรื่องนี้เสียเลย , ไม่รู้เรื่องแม้แต่เรื่อง ของตัวเองว่ามีอะไรบ้าง ? มีกิเลสอย่างไร , มี ความทุกข์ อย่างไร เพราะเหตุไรจึงมีกิเลส เพราะเหตุไรจึงมีความ ทุกข์ ก็ไม่รู้ , มันก็ควรจะรู้กันเสียบ้าง ถ้าเป็นพุทธบริษัท แล้วก็จะยิ่งต้องรู้ไม่อย่างนั้นจะ ไม่เป็นพุทธบริษัท ถ้าร้อนแล้วมันก็ไม่ใช่พุทธบริษัท เพราะ มันมีกิเลสเผา. จะต้องเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานตามพระ พุทธเจ้า จึงจะเป็นพุทธบริษัท, แล้วก็ อย่าหลงเอาของ ร้อนมาเป็นของเย็น จะเที่ยวแสวงหาสวรรค์ในบ่อนไพ่นั่น เพราะมันเอาของร้อนเป็นของเย็นกลับกันเสีย. นี่ก็สำคัญ เหมือนกัน อย่าเข้าใจผิด, อย่าให้มันกลับกันเสีย. ต้องทำ หน้าที่, ทำหน้าที่ให้ถูกต้องในการดับทุกข์, หน้าที่คือ ธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่, หน้าที่คือธรรมะ, ธรรมะ คือหน้าที่, ปฏิบัติถูกต้องแล้วมันไม่ร้อนมันเย็น , ถูก ต้องพอใจ ถูกต้องพอใจ ทำอะไร ๆ รู้สึกว่าถูกต้อง ถูกต้อง

น.55 ๔๗ และพอใจ ๆ ชีวิตนี้ก็เย็นแหละ เย็นแน่ ๆ จะกินข้าว จะอาบ น้ำ จะล้างถ้วยล้างจาน กวาดบ้านถูเรือน ทำด้วยสติสัม- ปชัญญะให้ถูกต้องพอใจ แล้วชีวิตนี้มันก็เย็น. ในที่สุดมันก็ได้ความว่า เรารู้จักชีวิตเย็นกันพอสมควร ก็พยายามดำรงชีวิต ดำเนินชีวิต ให้มันเย็น.นี่เรื่องชีวิต เย็นนี้มันก็เป็นอย่างนี้ อย่างที่พูดมานี้สมควรแก่เวลาแล้ว ชั่วโมงครึ่ง พูดเรื่องชีวิตเย็น. ขอให้ จำเค้าเงื่อนไว้ดี ๆ ไปจัด ไปทำ ไปเตรียมอะไรให้มันเดินไปตามทางที่มันจะเย็น จะไปร้อนมันทำไม มันไม่มีประโยชน์อะไร. ธรรมชาติ สร้างมาสำหรับพบกับความเย็นในที่สุด ก็ขอให้พบกับ ความเย็นในที่สุด, ให้เป็นพุทธบริษัท ไม่เสียทีที่เกิด มาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา. ขอให้ท่าน ทั้งหลายได้รู้จักเรื่องความเย็น ดำเนินตนไปตามแนวแห่ง ความเย็น มีความเย็นยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกทิพาราตรีกาลเทอญ. การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังจิตกำลังสติ สมาธิ ปัญญาในการปฏิบัติธรรมะ ให้สำเร็จตามความประสงค์มุ่งหมายตลอดไป ในกาลบัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต