Buddhadasa.org
หนังสือเรื่องเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ › อ่านฉบับเต็ม

📖 เรื่องเกี่ยวกับปาฏิหาริย์

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกข ๑๐ สิงหาคม ๒๕๑๔ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๑๔

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 การบรรยายในวันนี้ ก็จะได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้า ซึ่ง เราจะถือเอาเป็นที่พึ่งให้ถูกวิธียิ่ง ๆ ขึ้นไปได้อย่างไร เลยนึกขึ้น ได้ว่า จะได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า ปาฏิหาริย์ เพราะเป็นเรื่อง ที่เนื่องกันอยู่. เรื่องปาฏิหาริย์ก็เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง สำหรับคนทั่วไป แต่แล้วสิ่งที่เรียกว่า ปาฏิหาริย์ นั่นเอง กลับ เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดปัญหา หรือเป็นอุปสรรค ในการ ที่จะถึงพระพุทธเจ้า. [ทบทวน ] ในวันก่อน ๆ ได้พูดถึง ว่า เราทุกคนเกิดมาเพื่อเป็น ลูกของพระพุทธเจ้า โดยเราจะรู้สึกตัวหรือไม่ก็ตาม, โดยที่บิดา ธรรมบรรยาย ภาคอาสาฬบูชา อบรมพระภิกษุผู้บวชใหม่ ๑๐ ส.ค. ปี ๒๕๑๔ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา

น.10 ๒ มารดาจะรู้สึกหรือต้องการอย่างนั้นหรือไม่ก็ตาม, แต่ตามธรรม ชาติบังคับให้ต้องเป็นไปอย่างนั้น ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็หลีกไม่ พ้น คือจะต้องมีความทุกข์, เพื่อจะไม่มีความทุกข์ ก็ต้อง มีภาวะเหมือนกับว่าเราเป็น ลูกของพระพุทธเจ้า คือภาวะ ที่ธรรมะคุ้มครอง. แล้วก็ได้ขอร้องว่า อย่าทำเล่นกับเรื่องนี้ คือจะต้อง พยายามชำระสะสางสิ่งซึ่งเป็นปัญหาเป็นอุปสรรคอะไรต่าง ๆ ให้เราได้เข้าถึงความเป็นอย่างนั้นให้จนได้ คือเรียกโดยอุปมา หรือโดยเปรียบเทียบว่า ความเป็นลูกของพระพุทธเจ้า โดย เฉพาะอย่างยิ่งพวกที่เป็นบรรพชิต ก็มีขนบธรรมเนียม ประเพณีเรียกว่า สมณะสากยปุตติยะ หรือว่าพุทธชิโนรสอะไร อย่างนี้อยู่แล้ว. ซึ่งหมายความว่า ภิกษุทั้งหลายนั้น เป็นลูกของพระ พุทธเจ้า นั้นก็ เป็นธรรมเนียมมา ตั้งต้นด้วยการเป็นตาม ธรรมเนียม, แล้วก็เป็นโดยวินัยที่บังคับไว้ อย่างในบทอนุ- ศาสน์เป็นต้น. เดี๋ยวนี้ก็มาถึงที่มันจริงกว่านั้น คือโดยสัจจะ หรือโดยธรรมะ มันก็ต้องเป็นลูกของพระพุทธเจ้ากันให้ได้

น.11 ๓ จริงๆ นี่ปัญหาก็มีอยู่หลายอย่าง. ในวันนี้ก็จะพูดเฉพาะ ปัญหาที่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ปาฏิหาริย์. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] ปาฏิหาริย์มีไว้สำหรับคนโง่ นี้เป็นบทสูตรที่จะต้อง จำไว้, แล้วจะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์ได้ในที่สุด คนมัน โง่ ไม่มีสติปัญญาในการที่จะเข้าถึงธรรมะ หรือความจริงได้ โดยอำนาจของความจริง ; ดังนั้น จึงต้องมีวิธีอื่น ซึ่งผู้ที่มี ปัญญา มีเมตตา มีกรุณา หรือมีความประสงค์อย่างใดก็ตาม จะต้องทำให้เขาเข้าถึงธรรมะนั้น โดยวิธีที่เรียกว่าปาฏิหาริย์. ปาฏิหาริย์เป็นเครื่องมือให้สำเร็จประโยชน์. ทีนี้ขอให้ทราบไปเสียให้ตลอดว่า สิ่งที่เรียกว่าปาฏิ- หาริย์นี้มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ก่อนพระพุทธเจ้า แล้วก็ไม่เกี่ยว กับธรรมะ ไม่เกี่ยวกับศาสนาก็มี, มันเป็นเรื่องของมันเอง เรื่องหนึ่ง คือ เป็นเรื่องของเครื่องมือ ที่จะทำให้สำเร็จ ประโยชน์ ตามที่ตัวต้องการได้ ในลักษณะที่น่าอัศจรรย์ คือไม่ใช่ตามธรรมดา. สิ่งที่เรียกว่าฤทธิ หรือปาฏิหาริย์

น.12 ๔ เป็นของมีก่อน จะก่อนพุทธศาสนาหรือก่อนสิ่งที่จะเรียกว่า ศาสนาด้วยซ้ำไป ก็หมายถึงปาฏิหาริย์อย่างง่าย ๆ อย่างเลว ๆ คำว่า ปาฏิหาริย์ นี้ ถ้าดู ตามตัวหนังสือ อาจจะพูด ได้ว่า การนำไปหรือสิ่งที่จะให้เกิดการนำไป เฉพาะ คือตรงตาม จุดหมาย ตามตัวหนังสือว่านำไปเฉพาะ แต่ความหมายของ มันก็คือการนำไปตามความต้องการของผู้กระทำปาฏิหาริย์นั้น เอง. คำว่า เฉพาะ ในที่นี้หมายถึง เฉพาะ ความต้องการของ ผู้ที่ทำปาฏิหาริย์. ฉะนั้นสิ่งใดที่เขาแสดงออกไป ในลักษณะ ที่ครอบงำผู้อื่นได้ จนผู้อื่นต้องยอมทำตามความประสงค์ ของเขา อย่างน่าอัศจรรย์ นี้ก็เรียกว่าปาฏิหาริย์ทั้งนั้น, มี สำหรับใช้กับผู้อื่น. ต่อมาก็มาเป็นเรื่องที่จะใช้กับประโยชน์ ของตัวเอง ทำประโยชน์ให้แก่ตัวเอง. แต่มันก็ไม่พ้นจากที่ จะไปทำเพื่อครอบงำผู้อื่น จึงจะเรียกว่า ปาฏิหาริย์. โดยหลักทั่ว ๆ ไปที่กล่าวไว้ เรื่องปาฏิหาริย์นี้ ใน พระคัมภีร์ก็มี, ในคัมภีร์ฝ่ายพุทธศาสนานี้ กล่าวถึงปาฏิหาริย์ ทุกอย่าง จัดไว้เป็น ๓ อย่าง หรือ ๓ ประเภท.

น.13 ๕ มี อิทธิปาฏิหาริย์ -ปาฏิหาริย์ที่กระทำโดยการใช้ฤทธิ ใช้อิทธิ, อิทธิ แปลว่า ฤทธิ. ฤทธิ แปลว่า เครื่องให้สำเร็จ แต่เขาหมายถึงอิทธิที่มันเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป นับตั้งแต่ว่ามัน บังคับเอาหรือว่าอะไรเอาโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง, กระทั่งถึงมีฤทธิ์ ชนิดที่คนกลัว เช่นว่าใคร แสดงฤทธิ์ได้ เหาะได้ ดำดินได้ แปลงกายได้ ทำอะไรออกมาเป็นสิ่งที่น่ากลัวต่าง ๆ ได้เหล่านี้ ทั้งหมดนี้รวมกันเรียกว่า อิทธิปาฏิหาริย์ หรือฤทธิปาฏิหาริย์ มีมาแต่โบรมโบราณ, พวกยักษ์พวกมารพวกอะไรก็ทำได้, ชาวบ้านตามธรรมดาทำไม่ได้ ก็ต้องไปอบรม นี้ก็เป็นเรื่อง ทางจิตใจ ฝึกฝนให้ถูกตามวิธีที่มีอยู่ ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าฤทธิ์ นั้นขึ้นมาได้. ทีนี้ ๒ เขาเรียกว่า อาเทสนาปาฏิหาริย์ เป็นเรื่อง ดักใจ ทายใจ อย่างนิ่มนวล อย่างไม่ต้องหวาดเสียว หรือว่า อะไรเหมือนกับฤทธิปาฏิหาริย์ ก็ทำให้อีกฝ่ายยอมแพ้ได้. ทีนี้ ๓ อันสุดท้าย เรียกว่า อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือการพูดจาชี้ชวนสั่งสอน การชี้แจงให้เข้าใจ จนเขาทำตาม ความประสงค์ หรือความต้องการได้ ; นี่ใช้เหตุผล ก็เป็น

น.14 ๖ ปาฏิหาริย์ที่ใช้อยู่ในการสั่งสอนหรือเผยแผ่ศาสนา, ถือกันว่า พระพุทธเจ้าท่านใช้ปาฏิหาริย์อันนี้ อันที่ ๓ นี้ คือ คำสั่งสอน แต่มันมีความหมายพิเศษหรือยิ่งไปกว่านั้น เดี๋ยวก็จะลองว่า ให้ฟัง, เราควรจะพูดกันถึงปาฏิหาริย์ ๓ อย่างนี้ให้เป็นที่เข้าใจ ก่อน เพื่อจะได้ไม่เอาปาฏิหาริย์ไปปนกับเรื่องบางชนิด ที่มัน ไม่ใช่ปาฏิหาริย์, แล้วก็จัดเป็นปาฏิหาริย์ไปหมด. สำหรับ การแสดงฤทธิ์ได้ ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมแพ้ นั้น นี้ พระพุทธเจ้าท่านรังเกียจว่า พวกอันธพาลก็ทำได้ ถ้าพระสาวกหรือพระพุทธเจ้าเองจะไปใช้ปาฏิหาริย์ อย่างนั้น เข้า มันก็จะถูกเหมาว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แล้วก็จะพานดูหมิ่น เอาว่าใช้วิธีอย่างพวกอันธพาลใช้, พวกยักษ์พวกมารใช้, พวก ที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตทั้งหลายเขาก็ใช้ในการรบราฆ่าฟันในการ เอาเปรียบผู้อื่น. นี้มัน เกี่ยวกับการใช้อำนาจจิตอย่างแรง มันจึงจะมีฤทธิ์มีปาฏิหาริย์ขึ้นมาได้ คือให้มีการแสดงออกมา ในลักษณะที่น่าหวาดเสียวน่ากลัว หรือไม่น่าเชื่อ ก็จะเป็นไป ได้ จนต้องยอมแพ้ .. เราได้ยินในเรื่องหนังสือเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่องที่เขาเรียกกันทำนองนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ เรื่อง รามเกียรติ์ นี้ ใช้ปาฏิหาริย์ในการรบราฆ่าฟันกัน คือ

น.15 ๗ แสดงฤทธิ์ แผลงฤทธิ์ แม้ว่าที่ใช้ไปในทางไม่ทำอันตราย ใครก็มี คือ เนรมิต นั่นนี่ขึ้นมา ให้คนเขากลัว ให้คนเขาเชื่อ อย่างนี้ก็ยัง เรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ เหมือนกัน ถ้าใช้ในการ ทำลายผู้อื่น ก็เรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์. นี้โดยหลักใหญ่ ๆ เราอาจจะมองดูได้ว่า เป็นเรื่อง มายา คือไม่ใช่เรื่องจริงสิ่งที่แสดงออกมานั้นเป็นการแสดง ด้วยการบังคับทางจิตใจ ให้เห็นอย่างนั้น : ให้รู้สึกอย่างนั้น, ให้ได้กลิ่นอย่างนั้น ให้เจ็บปวดอย่างนั้น. เมื่อมีอำนาจจิต สูงกว่า ก็บังคับฝ่ายหนึ่งให้รู้สึกอย่างนั้น ตามผู้แสดงต้อง การ ; ที่มันกลัวจนขาดใจตายไปก็ได้ ; ถ้าต่างฝ่ายต่าง มีฤทธิ์เท่ากัน ก็เลยทำอะไรกันไม่ได้ ก็เลิกกันไป. นี้ส่วน ที่นิรมิตขึ้นมาเป็นนั่นเป็นนี่ "พอเสร็จเรื่องแล้วก็เป็นสิ่งที่ มิได้เหลืออยู่ คือหายไปไม่มีร่องรอย, เพียงแต่บังคับให้ เกิดขึ้นในความรู้สึกแก่ฝ่ายข้าศึก ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น, ที่แท้ ก็คือ เป็นมายา. มีเรื่องที่มีพูดไว้ในคัมภีร์ฝ่ายพุทธศาสนา ในชั้น อรรถกถานี้ก็มี แล้วก็มีไม่น้อยเหมือนกัน, แสดงปาฏิหาริย์

น.16 ๘ อย่างนั้นอย่างนี้โดยพระเถระองค์นั้นองค์นี้ ; พอเสร็จเรื่อง แล้วก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ คือเป็นมายาเหมือนกัน แสดง ปาฏิหาริย์เนรมิตให้มีอะไรออกมา เป็นกุฏิวิหาร เป็นวัด วาอาราม เป็นข้าวปลาอาหารอะไรก็สุดแท้ แต่เสร็จแล้วก็ มิได้มีอยู่จริง ก็หายไปในเวลาที่กำหนดไว้. เพราะฉะนั้น จึง ใช้ปาฏิหาริย์นี้เนรมิตข้าวกินไม่ได้, เนรมิตกุฏิวิหารอยู่ อย่างถาวรไม่ได้ ยังต้องไปบิณฑบาต. หรือยังต้องไปให้คน เขาปลูกกุฏิวิหารให้อยู่ อยู่นั้นเอง. ดังนั้น สรุปความว่า เรื่อง อิทธิปาฏิหาริย์นี้มัน เป็นเรื่องที่แสดงออกมาด้วยกำลังของจิต เพื่อกระทำแก่ บุคคลฝ่ายตรงข้าม ชั่วขณะชั่วเหตุการณ์ แต่มันมีแรงมาก จนบุคคลฝ่ายที่ถูกกระทำนั้นไม่รู้ว่า เป็นเรื่องมายาหรือเป็น เรื่องเล่นตลก, มันรู้สึกจริงจังในขณะหนึ่ง จึงได้ยอมแพ้ หรือ ถึงกับตายไป เพราะการกระทำที่เข้าใจไม่ได้นี้. ดังนั้นเรา อย่าไปหลงเชื่อปาฏิหาริย์ชนิดนี้ ให้มากเกินความจริง ไป; ในหมู่คนโบราณที่ไม่มีอะไรรบกวนจิต ก็มีจิตใจสูง เข้มแข็งอบรมกันแต่ทางจิต ก็มีกำลังจิตสูง, แล้วประชาชน ก็มีกำลังจิตใจอ่อน มันก็ทำได้ อิทธิปาฏิหาริย์ก็เป็นสิ่งที่ทำได้

น.17 ๙ ครั้นมาถึง สมัยนี้ ผู้ที่จะบำเพ็ญฤทธิ์ นั้นมันเป็น คนที่มี จิตใจเลว . เห็นแก่วัตถุนิยมเนื้อหนัง, มันก็ ไม่มีกำลังใจพอที่จะเป็นสมาธิ หรือแสดงฤทธิ์ได้. ทีนี้ประชาชนทั้งหลายก็ฉลาดมีจิตใจเข้มแข็ง มันก็บังคับไม่ได้, เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์มันก็เลยสลายตัวไปเอง ยังเหลืออยู่ก็แต่ เป็นเรื่องของคนโง่ที่สุด คือโง่ไปกว่านั้น มันอยากจะเชื่อ มันก็สมมติเชื่อเอาไปตามข่าวเล่าลือ มันกลายเป็นข่าวเล่าลือ หรือเป็นมายายิ่งขึ้นไปอีก. ทีนี้เชื่อผี เชื่อสาง เชื่อเทวดา, แม้แต่พระพุทธรูปก็มีปาฏิหาริย์ กินเด็กได้, ทำให้คนมีบุตร ได้ อะไรได้, มันก็เป็นเรื่องโง่กว่าธรรมดา ซึ่งเขามีไว้ระดับ หนึ่งสำหรับให้เชื่อปาฏิหาริย์, นี้ก็เป็นเครื่องชี้ให้เห็นชัดว่า เรื่องปาฏิหาริย์เป็นเรื่องของคนโง่ หรือคนโง่ที่สุด. ทีนี้เรื่อง อาเทสนาปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ด้วยการดัก ใจหรือทายใจ นี้ก็เหมือนกันอีก ต้องมีจิตใจพิเศษ, คือมี จิตที่มีสมาธิพิเศษ อบรมมาเป็นพิเศษ มันจึงจะอ่านความ รู้สึกของผู้อื่นได้, ที่ทำให้ดีที่สุดถึงที่สุด ก็คือว่า อ่านความ รู้สึกของฝ่ายที่ตรงกันข้ามได้ เพราะคนทุกคนมันก็มีความรู้สึก คิดนึกอะไรอยู่. ทีนี้เมื่ออีกคนหนึ่งมันสามารถที่จะใช้กระแส

น.18 ๑๐ จิตของตัว ดูหรือมองหรือสัมผัส กระแสจิตของอีกคนหนึ่งมันก็ยิ่งกว่าทาย มันไม่ใช่ทาย มันอ่านไปตามนั้น. ดังนั้น มันจึงบอกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์ เป็นวิชาเล่นกลชนิดหนึ่ง ในสมัยโบราณเขาเรียกว่า มนต์มณิกา หรือ มณิกามนต์ มณิกามนต์ มนต์มณิกา ฝึกถึงที่สุดแล้วก็ทายใจผู้อื่นได้, เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติอยู่มาก. เมื่อเล็ก ๆ ผมก็เคยสังเกตการเล่นชนิดนี้ คืออาจารย์ให้เราเด็ก ๆ เล็ก ๆ หลาย ๆ คนด้วยกัน กำอะไรไว้ในมือ เป็นก้อนกรวดเล็ก ๆ เป็นเม็ดผลไม้เล็ก ๆ หรือเป็นอะไรแล้วแต่จะหาได้ กำไว้กี่ชั้นกี่เม็ด เอามาให้อาจารย์บอก ทายว่ากำอยู่กี่เม็ด, การทายมันก็ถูกเป็นส่วนมาก เพราะว่าเรากลัวว่าจะทายถูก เรารู้อยู่ว่ามันกี่เม็ด ในใจของเรามันก็ภาวนาอยู่แต่จำนวนนั้น ; เช่น ๓ เม็ดอย่างนี้ มันก็คิดอยู่แต่ว่า ๓ เม็ด แล้วกลัวว่าเขาจะทายถูก. ถ้าเขาอ่านใจเราได้ เขาก็เห็นเลข ๓ ในใจเรา ไม่ใช่เห็นตัวเลข คือว่ารู้สึกว่าไอ้ ๓ นี้มันแน่นอน ยิ่งไปดูหน้าดูตา เพ่งที่ลูกตาเด็ก ๆ เหล่านั้นอีก

น.19 ๑๑ มันก็ยิ่งง่ายขึ้น. นี้เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะอธิบายคำว่าการทายใจนี้ทำได้อย่างไร. นี้คนที่มีสมาธิมาก มีสมาธิลึก มันบังคับได้มากกว่านั้น นี้เขาเชื่อกันว่ากระแสความคิดนึกมันมีอยู่เป็นพลังอะไรอันหนึ่ง ที่ออกมาจากจิตใจของคน แผ่ไปโดยรอบ, ถ้าคนมีจิตใจดีมีสมาธิสูง ทำจิตสำหรับต้อนรับกระแสความรู้สึกที่แผ่อยู่นั้นได้ มันก็อ่านออกหมดได้, ดังนั้น จึงรู้ว่าเขากำลังคิดอย่างไร. รวมความแล้วก็ เป็นเรื่องทางจิตที่มีสมาธิอย่างเดียวกันกับอิทธิปาฏิหาริย์ ยิ่งจิตเป็นสมาธิได้มากเท่าไรก็ยิ่งสามารถจะอ่านจิตใจ หรือความรู้สึกของผู้อื่นได้มากเท่านั้น ; ดังนั้น จึงผิดธรรมดาถึงขนาด ที่เรียกว่าปาฏิหาริย์หากินได้. ครั้งกระโน้นเขาใช้มณิกามนต์นี้หากินได้ หรือว่าทำอะไรที่มันมากไปกว่านั้น ซึ่งมันก็ต้องเป็นเรื่องทุจริตอันธพาลอีกอยู่ดีจึงจะเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตนได้. แต่ ความมุ่งหมายใหญ่ ๆ กว้าง ๆ ก็คือว่าให้เขายอมแพ้หรือทำตามประสงค์ของผู้แสดงปาฏิหาริย์. นี้ก็เลยได้

น.20 ๑๒ ทั้ง ๒ อย่างจะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ก็ได้, อาเทสนาปาฏิหาริย์ ก็ได้, เขาก็ยอมทำ จะยอมหรือไม่ยอมก็พูดยาก แต่เขาจะ ต้องทำตามความประสงค์. ประโยชน์ของปาฏิหาริย์. ทีนี้เราก็มาดูกันในแง่ที่ว่าเป็นประโยชน์อย่างไร ? ประโยชน์จากปาฏิหาริย์มีน้อยมาก ; เพราะว่าผู้ที่เลื่อม ใสเพราะเขามีปาฏิหาริย์นั้น มันก็หยุดอยู่แค่นั้น ไม่ทำให้รู้ ธรรมะได้, ผู้ที่แสดงปาฏิหาริย์ ๒ วิธีนี้ ไม่ทำให้ผู้ที่ถูก กระทำปาฏิหาริย์นั้นรู้ธรรมะ หรือว่ามีความแจ่มแจ้งใน ธรรมได้ มันจึงเลยไม่มีประโยชน์อะไร, จนกว่าเมื่อไรผู้ที่ พ่ายแพ้นั้นจะยอมฟังคำพูด. นี่มัน จึงเลื่อนมาเป็นอนุ- สาสนีปาฏิหาริย์. สมมติว่าทีแรกแสดงฤทธิ์ให้ดูจนกลัว จนกลัวทุกอย่างเลย ยอมทำตามคำสั่ง ก็ต้องเอามาสอนกัน เรื่องธรรมะธัมโม เรื่องที่จะตัดกิเลสได้อีกทีหนึ่งก็โดยอนุ- สาสนีปาฏิหาริย์นี้ หรือว่าจะชนะเขามาโดยอาเทสนาปาฏิหาริย์ คือการอ่านความรู้สึก ทายความรู้สึก นี้ก็เหมือนกันอีก เพียงเท่านั้นมันช่วยไม่ได้ มันไม่มีประโยชน์แก่การดับทุกข์

น.21 ๑๓ มันก็ ต้องเลื่อนมาถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์, ซึ่งเป็น ธรรมดาที่ครูบาอาจารย์จะต้องใช้ โดยเฉพาะพระพุทธเจ้า. อนุสาสนี ก็แปลว่า พร่ำสอน สั่งสอน ไม่ใช่สอนคำ เดียวเลิกกัน ; อนุสาสน์ หรือ อนุสาสนี นี้แปลว่าพร่ำสอน ถ้า สาสน์ เฉย ๆ นั่นแปลว่าสอน ถ้าใส่ อนุ เข้าไปด้วย แปลว่า ตาม หรือ ตามลำดับ คือทำเรื่อย, อนุสาสนีจึงคือการสั่งสอน ด้วยการพร่ำสอนจนกว่าจะรู้ คือพูดกันหลายคำ แต่ถ้าพระ- ศาสดาเป็นผู้มีปัญญา เป็นพระพุทธเจ้าเป็นอะไร ก็พูดกัน น้อยคำ ถึงอย่างนั้นก็ต้องมีการพูดกันหลายคำอยู่ดี. นี้จะเห็นได้ว่ามันเป็นของที่ต่างกันกับปาฏิหาริย์ ๒ อย่างข้างต้น. ปาฏิหาริย์ ๒ อย่างข้างต้น ใช้แก่คนที่โง่ หรือโง่มาก, แต่แม้ปาฏิหาริย์อันที่ ๓ คือ อนุสาสนีปาฏิ- หาริย์ก็ต้องใช้แก่คนโง่เหมือนกัน, แม้จะไม่โง่อย่างงมงาย ไม่ใช่โง่อย่างดักดานมันก็ยังอยู่ในวิสัยที่เรียกว่ายังไม่รู้ คือ ยังโง่ ยังต้องสอนให้หายโง่. ดังนั้น ก็ใช้ ปาฏิหาริย์ ชั้นดีนี้สอนคน ที่โง่น้อย ให้รู้สิ่งที่ควรจะรู้, ถ้าโง่มากก็สอนไม่รู้เหมือนกัน. ดังนั้นเขา จึงมีหลักไว้ว่า เหมือนกับบัวต่าง ๆ ชนิด : บัวที่จะ

น.22 ๑๔ บานเดี๋ยวนี้, บัวที่จะบานกันต่อไป, บัวที่ยังไม่โผล่จากน้ำ บัวที่ไม่อาจจะโผล่ขึ้นมาได้เลย. ถ้าคนโง่เกินไป แม้พระ- พุทธเจ้าก็โปรดไม่ได้ ในทางที่จะให้ดับกิเลสหรือดับทุกข์, ฉะนั้น มีความโง่น้อยมีความฉลาดมากก็พอที่จะรับอนุสาสนี ปาฏิหาริย์ได้. พระพุทธเจ้าทรงกระทำอย่างอนุสาสนีปาฏิหาริย์. พระพุทธเจ้า โดยเฉพาะ ท่านรู้อะไรมากไปกว่า เรื่องที่ท่านจะสอน, คือท่าน รู้อุปนิสัย อินทรีย์ อะไร ต่างๆของบุคคล, ก็แปลว่าท่านรู้จักบุคคลที่จะรับคำ สั่งสอนนั้นดี, อีกทีหนึ่ง อย่างที่เรียกเดี๋ยวนี้กันว่า วิชาครู แต่พระพุทธเจ้าท่านมีมากกว่านั้น เป็นเรื่องทางจิตใจที่ลึกกว่า สูงกว่า มีจิตใจที่เป็นสมาธิแหลมคมกว่า ก็ดูจิตใจของผู้ที่รับ คำสั่งสอนได้ดีกว่า, เลือกเรื่องได้ดีกว่า ; ดังนั้น ท่านจึง ทรงสอนสำเร็จเมื่อเป็นกรณีของคนธรรมดา ไม่โง่เกิน ไป. อันนี้ก็เรียกว่าปาฏิหาริย์ได้ สามารถที่จะทำคนที่กำลัง เป็นอันธพาล หรือร้ายกาจหรือกำลังทำผิดอะไรอยู่ ให้กลับเป็น ตรงกันข้ามได้. เรื่องที่รู้จักกันดีที่สุด เช่นเรื่ององคุลีมาล

น.23 ๑๕ เป็นต้น ; แต่เรื่องนั้นยังเล็กน้อยกว่าเรื่องคนที่เขามีทิฏฐิจัด ทิฏฐิมานะจัด มีความเห็นผิดมาแต่เดิม นี้ พระพุทธเจ้า สามารถล้างความเห็นผิดของเขาได้ ; เช่นนักบวชล์ทธิ อื่นศาสนาอื่นที่ยอมแพ้แก่พระพุทธเจ้า แล้วก็มาเป็นผู้ ประพฤติพรหมจรรย์ในศาสนานี้ อย่างนี้, นี้คือปาฏิหาริย์. การล้างทิฏฐิที่เรียกกันว่าการล้างสมองนั้นมันยาก, มัน ต้อง ทำถึงขนาดที่เป็นปาฏิหาริย์, อย่างนี้ เรียกว่าอนุสาสนี ปาฏิหาริย์ มุ่งหมายให้เป็นเรื่องบริสุทธิ์ แล้วก็เป็นเรื่องของ สติปัญญา หรือเหตุผลเป็นอย่างน้อย, ต่างจากปาฏิหาริย์ ๒ อย่างข้างต้น. ทุกสิ่งมีปาฏิหาริย์อยู่ในตัวเอง. ทีนี้ก็ยังมีส่วนที่อยากจะพูดให้เห็น ให้มองเห็น ซึ่ง ไม่มีหรืออาจจะไม่รวมอยู่ใน ๓ อย่างที่ว่ามาแล้วนี้ คือจะพูด เป็นประโยคสำหรับจำง่ายอีกทีหนึ่งก็ว่า ความจริงทุกอย่าง ย่อมมีปาฏิหาริย์อยู่ในตัวมันเอง, ความจริงย่อมมีปาฏิหาริย์ อยู่ในตัวมันเอง สั้นที่สุดก็ว่าอย่างนี้, ความจริงที่เป็นของจริง ทุกชนิด จะมีปาฏิหาริย์อยู่ในตัวมันเอง แล้วพวกเราจะพ่าย

น.24 ๑๖ แพ้แก่ปาฏิหาริย์ ไม่มีทางดิ้นไปได้, นี้ขอให้มองสิ่งที่เรียกว่า ความจริง. เมื่อพูดถึง ความจริง นี้ก็ต้องหมายถึงความจริง ชนิดที่จริง จริงๆ, จริงกันโดยสมมติ จริงกันโดยโวหาร ธรรมดานี้ ไม่รวมอยู่ในข้อนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังใช้กฎอันนี้ได้ ใช้กฎเกณฑ์อันนี้ได้ ว่าความจริงย่อมมีปาฏิหาริย์อยู่ใน ตัวมันเอง, จะจริงอย่างสมมติ จริงอย่างเด็ก ๆ จริงอย่างอะไร ก็ตาม มันก็ใช้กฎอันนี้ได้. แต่ โดยเนื้อแท้ เราไม่ประสงค์ ความจริงอย่างเด็กอมมือ หรือความจริงระดับธรรมดาอย่างนั้น เราเล็งถึงความจริงที่เป็นหลักธรรมะ ที่เป็นความจริง ของธรรมชาติ, โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจริงเรื่องที่จะ ดับทุกข์ ที่เรียกว่า อริยสัจจ์ นั้น. ความจริงที่เมื่อใคร รู้แล้ว หรือเข้าถึงแล้ว หรือมีแล้ว มันดับทุกข์ได้ เรา เรียกว่าความจริงในที่นี้, แล้วก็มี ปาฏิหาริย์อย่างยิ่งอยู่ใน ตัวมันเอง; ส่วนความจริงนอกไปจากนั้นต่ำ ๆ ลงไป มัน ก็มีปาฏิหาริย์อยู่ในตัวมันเองเหมือนกัน แต่มันเป็นเรื่องเล็กๆ เมื่อเอาไปเทียบกับเรื่องความจริงสูงสุดแล้ว มันไกลกันมาก.

น.25 ๑๗ ความจริงเช่นว่า พูดจริง ความสัตย์นี่เรียกว่าความ จริง คนนี้พูดจริง ถือความสัตย์จนใครๆ รู้ ความสัตย์หรือ ความจริงของเขานั้น มันก็ทำให้คนอื่นชอบนับถือเลื่อมใสไป ได้ ความจริงอันนั้นของเขามีอำนาจครอบงำจิตใจบุคคลอื่นได้; นี้ก็เรียกว่าความจริงมีปาฏิหาริย์ในตัวมันเองได้เหมือนกัน. หรือแม้แต่จริงที่มันรู้กันอยู่ อย่างเด็ก ๆ ก็รู้ เช่นไฟนี้มัน ร้อนจริง, หรือน้ำตาลมันก็หวานจริง, บอระเพ็ดมันก็ขมจริง อะไรนี้มันก็เรียกว่า จริงชนิดหนึ่งเหมือนกัน, มันก็จริงตามที่ รู้อยู่ว่าเป็นอย่างไร มันก็มีปาฏิหาริย์ คือมันมีปาฏิหาริย์ที่คน จะต้องยอมรับและกลัว. หรือว่าเชื่อไปตามนั้น ลงมัน จริง แล้ว มันก็มีปาฏิหาริย์อยู่ในตัวมันเอง. นี้เราเอาความจริงที่มันมากกว่านั้น, นั้นมันธรรมดา เกินไป; นับขึ้นมา ตั้งต้นที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตานี้ นี่ให้เข้าถึงความจริงข้อนี้. สังขารคือสิ่งที่ประกอบ อยู่ด้วยเหตุปัจจัยนั้น เป็นของไม่เที่ยงและเป็นทุกข์, แล้วสิ่ง ทุกสิ่งเป็นอนัตตานี้ไม่ว่าจะประกอบอยู่ด้วยเหตุปัจจัย หรือไม่ ประกอบอยู่ด้วยเหตุปัจจัย ย่อมเป็นอนัตตา. ความจริง

น.26 ๑๘ อันนี้ใครไปรู้เข้าสิ มันจะมีปาฏิหาริย์เหลือประมาณ นับตั้งแต่จะทำให้คนนั้นชอบใจ พอใจ ศรัทธาเลื่อมใส เปลี่ยน ความรู้สึกคิดนึก, แล้วมันก็จะเปลี่ยนจิตใจของบุคคลนั้น ให้ มีความจางคลายของกิเลส จนไม่มีกิเลสเหลืออยู่, นี่เรียกว่า ความจริงนี้มันมีปาฏิหาริย์อยู่ในตัวมันเอง. ดังนั้น เรายอมรับความจริงนี้ โดยไม่ต้องใช้ปาฏิ- หาริย์อื่นแม้อนุสาสนีปาฏิหาริย์ นั้นจึงจะถูกต้อง ; เพราะ ว่า พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสยืนยันว่าให้ใช้ความเห็น แจ้งของตัวเองนี้ อย่าเชื่อตามผู้อื่น, อย่างในหลักกาลาม- สูตร เอาไปจดจำกันไว้บ้าง. ให้เชื่อความเห็นแจ้งด้วย ปัญญาอันถูกต้องตามที่เป็นจริงของตนเอง, แม้ว่าพระ- พุทธเจ้าจะเป็นผู้บอกก็ยังไม่เชื่อ เพราะมันเชื่อไม่ได้. ถ้า เราไม่เห็นเองมันเชื่อไม่ได้ คือมันไม่ยอมเชื่อ; ถ้าเชื่อมัน ก็ยังไม่มีประโยชน์ มันไม่ทำให้จิตใจนี้เปลี่ยนแปลงได้. ต่อ เมื่อเราเห็นด้วยปัญญาเอง จิตใจมันจะเปลี่ยน ; เช่นเรา จะ เชื่อด้วยความเชื่อ หรือความเคารพพระพุทธเจ้าว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ มันก็ ไม่เกิดผลอะไรขึ้นในจิตใจ ในทางที่

น.27 ๑๙ จะทำลายกิเลส ; ต่อเมื่อเราเห็นชัดด้วยปัญญา ความ เชื่อ ความรู้สึกของตนเองจึงจะเปลี่ยนได้, มันกลายเป็น เชื่อความจริงหรือตัวสิ่งนั้นเองที่มองเห็นนั่นแหละ มันจึง เปลี่ยนจิตใจ ทำให้หมดกิเลสได้. ศึกษากาลามสูตรให้เข้าใจ. เรื่อง กาลามสูตร นี้บางคนยังไม่เคยได้ยิน บางคนได้ ยินแล้วก็ไม่ค่อยสนใจ, ผมขอร้องให้ไปดูกันเสียให้เข้าใจด้วย ไม่ใช่เพียงแต่จำได้ ต้องเข้าใจด้วย. เกี่ยวกับได้ยิน ได้ฟัง มีอยู่ ๓ ข้อ : มา อนุสฺสเวน -อย่าเชื่อเพราะได้ฟังตาม ๆ กันมา, มา อิติกิราย - อย่าเชื่อ เพราะมันกำลังลือกระฉ่อนอยู่อย่างนั้น, มาปรมปราย - อย่า เชื่อเพราะว่ามันสืบ ๆ กันมาแต่ดึกดำบรรพ์ อย่างนี้. นี้ที่ เกี่ยวกับหนังสือหนังหาคัมภีร์ตำรับตำรามี อยู่ ๑ ข้อ : มา ปิฎกสมุปทาเนน - อย่าเชื่อเพราะว่าข้อนี้ มันมีอยู่ในตำรา. นี้ที่ เกี่ยวกับการคิดการคำนวณ มันก็ มีอยู่ ๔ ข้อ : มา ตกฺกเหตุ-อย่าเชื่อตามวิธีของตรรก, มา นยเหตุ - อย่าเชื่อตามวิธีของนัยยะ คือปรัชญา นั้นเอง คือหลักวิธี

น.28 ๒๐ ปรัชญา, มา อาการปริตกฺเกน - อย่าเชื่อตามสามัญสำนึก ตามที่ตรึกไปตามอาการ, ตัวหนังสือว่าอย่างนั้น. มา ทิฏฺฐินิชฌานกฺขนฺติยา - อย่าเชื่อเพราะว่านี้มันทนต่อการพิสูจน์ ของเราได้, ข้อนี้ฟังยาก แต่มันหมายความว่า เรามันยังโง่ไป, การพิสูจน์ของเรามันยังไม่พอ อย่าเชื่อแต่เพียงว่า มันทนต่อ ความพิสูจน์แก่ความเห็นของเราได้. นี้ เกี่ยวกับผู้อื่น ก็ มีอยู่ ๒ ข้อ : มา ภพฺพรูปตาย -อย่าเชื่อเพราะว่าคนนี้มันดูน่าเชื่อ, อันสุดท้ายที่สำคัญก็ มา สมโณ โนครูติ. - อย่าเชื่อเพราะว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา. นี่ มันก็หมดกันเท่านั้น. เป็นอันว่า พระพุทธเจ้าท่านปฏิเสธ ตัวเองด้วย, อย่าให้ใครมาเชื่อท่าน เพราะว่าท่านเป็น ครูของเขา. อย่างนี้เขาเรียกว่า หลักกาลามสูตร. ให้เชื่อด้วย อะไร ? ให้เชื่อต่อเมื่อประจักษ์แก่ความรู้ในภายใน อย่าง ถูกต้องตามที่เป็นจริงเรียกว่า ยถาภูตสัมมัปปัญญา - ปัญญา ที่ถูกต้องตามที่เป็นจริง แต่ปัญญานี้ไม่ใช่ปัญญาเล่าเรียน หรือปัญญาคิดคำนวณ ปัญญาจากความรู้สึกนี้ ถ้ายังไม่รู้สึกก็ต้อง พยายามไปจนรู้สึก ให้มันเห็นว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง

น.29 ๒๑ อนัตตาจริง อย่างนี้เป็นต้น, หรือว่ากิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อย่างนี้ ไม่ต้องคำนวณด้วย เหตุผล มันต้องมีกิเลสจริง แล้วเป็นทุกข์จริง แล้วรู้ได้จากความที่มันเป็นทุกข์จริง รู้สึก ; อย่างนี้ก็เรียกว่า ปัญญาถูกต้องตามที่เป็นจริง. คำนี้ก็ไม่ ค่อยจะรู้กัน แต่ในบาลีมันมี ให้ เชื่อ ด้วย หรือ ตาม ยถาภูตสัมมัปปัญญา-ปัญญาที่ถูกต้องตามที่เป็นจริง, จำ ง่าย ๆ เช่นว่าไฟร้อนนี้ เขาบอกยังไม่เชื่อ, เห็นคนอื่นไฟ ไหม้มือ แสดงอาการว่าร้อน นี้ก็ยังไม่เชื่อ, เพียงแต่เชื่อว่า คงจะเป็นอย่างนั้น จนกว่าตัวเองไปหยิบไฟเข้าจริง ๆ แล้วร้อน นี้จึงจะเชื่อ, ความรู้แจ่มแจ้งว่าไฟนี้ร้อนจริงด้วย ตนเอง นี้ก็เรียกว่า ยถาภูตสัมมัปปัญญา นี้เรื่องในใจมัน เป็นเรื่องของกิเลส ตัณหา-เป็นเรื่องในใจ มันมีทางทำได้ง่าย กว่านั้น เพราะมันเคยอยู่แล้ว, มันเคยรัก เคยเกลียดเคยกลัว เคยโลภเคยหลงอะไรอยู่แล้ว ก็ศึกษาจากความรู้สึกโดยตรงนั้น มันก็รู้ได้หลาย ๆ หนูเข้าก็ยิ่งรู้ชัดขึ้น ๆ ทุกที. เราจะพ่ายแพ้แก่ความจริง ซึ่งมีปาฏิหาริย์อยู่ในตัว มันเอง ไม่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า, เรื่องนี้ พระพุทธเจ้าท่านทรง

น.30 ๒ ๒ ยืนยันอยู่เสมอว่า ตถาคตจะเกิดขึ้นหรือตถาคตจะไม่เกิดขึ้นก็ ตาม ธรรมฐิติหรือธรรมธาตุ ย่อมมีอยู่อย่างนั้นเอง, หมายถึง กฎธรรมดา กฎธรรมชาติ หรือ ความจริงของธรรมชาตินั้น มันจะมีอยู่อย่างนั้นเอง. ดังนั้น ในนั้นแหละมีปาฏิหาริย์ ไม่ต้องมีใครมาพูด หรือเอามาพูด หรือมาชี้แจงอะไรก็ได้. ลองไปเข้าถึงมันเถอะ มันจะมีปาฏิหาริย์ ที่ครอบงำจิตใจของ บุคคลนั้นให้ยอมแพ้ ; เช่นเดียวกับว่า ไฟมันร้อน นี้เรา ยอมแพ้ทันที, พอไปถูกเข้า รู้ความจริงเข้า ก็เป็นปาฏิหาริย์ ซึ่งไม่รวมอยู่ในปาฏิหาริย์ ๓ อย่างที่ว่ามาแล้ว, เป็นปาฏิหาริย์ อันลึกซึ้ง อันพิเศษอยู่ในตัวความจริง, แล้วเราก็รอดตัวมา ด้วยปาฏิหาริย์ เชื่อไม่เชื่อลองไปคิดดู. เรามิได้รอดตัวมา ได้ด้วยอนุสาสนีปาฏิหาริย์ หรืออะไรเพียงเท่านั้น, เรา มาพ่ายแพ้แก่ปาฏิหาริย์ของความจริงในตัวมันเอง เราจึง รอดตัวได้. นี่เรียกว่า พระธรรมเป็นผู้แสดงบทบาทใน ข้อนี้, เป็นปาฏิหาริย์ของพระธรรม หรือธรรมะ หรือว่า ธรรมธาตุ หรือว่าธรรมฐิติอะไรก็แล้วแต่จะเรียก มันเป็นตัว ความจริงของความจริงของมันเอง. พอใครเห็นธรรมะนี้

น.31 ๒๓ คือรู้ธรรมะนี่, ธรรมะนั้นจะแสดงปาฏิหาริย์ขึ้นมาทันที คือว่า เปลี่ยนจิตใจของบุคคลนั้น. นี้เรารอดตัวมาก็ด้วยปาฏิหาริย์อันนี้ ; แต่ว่าเราอาจจะ ไม่รู้สึก เพราะไม่เคยคิดไม่เคยดูอะไรก็ได้. แต่ ต่อไปข้าง หน้ามันจะต้องดู เพราะเรื่องมันสำคัญมากขึ้น คือมันจะ ไปถึงความดับทุกข์ ความพ้นทุกข์ต่าง ๆ. แต่ที่แล้วมา ตั้ง แต่เด็ก ๆเล็กๆมา เราก็เกี่ยวข้องกับปาฏิหาริย์, แล้ว ก็รอดตัวมาได้ ด้วยปาฏิหาริย์เรื่อยๆไป; เพราะพ่อแม่สั่ง สอนอย่างไรเราก็ยังไม่เชื่อ จนกว่าธรรมะหรือความจริงอะไร อันหนึ่ง นี้จะเรียกว่าพระธรรม หรือพระเจ้า หรืออะไรก็ แล้วแต่จะเรียก นี้จะเข้ามาสั่งสอน จะเข้ามาแสดงปาฏิหาริย์ มาแสดงบทบาท ; ถ้ามันเหมาะสมกันเราก็พ่ายแพ้ แล้วยอม เปลี่ยนนิสัยเปลี่ยนสันดานที่เลวหรืออะไรไปเป็นคนดีได้. ถ้า ความจริงหรือพระธรรมอันนี้ยังไม่แสดงบทบาท มันก็ ยังไม่มีการเปลี่ยน, มันก็ยังดื้อพ่อ ดื้อแม่ ดื้อศาสนา ดื้อ คำสั่งสอน ดื้ออะไรทุกอย่าง บางทีมันจะไปยอมแพ้อิทธิ ปาฏิหาริย์ หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์แบบโน้นไปเสียมากกว่า ; แต่แล้วก็ไปไม่รอดอยู่ดี เพราะว่าคนที่แสดงอิทธิปาฏิหาริย์

น.32 ๒๔ ก็ไม่เคยสอนให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในทางจิตใจ นี่เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ของอิทธิปาฏิหาริย์ เว้นเสียแต่ว่าจะเอามาสวมต่อ ๆ ๆ ๆ กันเข้า เลื่อนลำดับมาเรื่อย จากอิทธิปาฏิหาริย์มาถึงอาเทสนาปาฏิหาริย์, จากอาเทสนาปาฏิหาริย์ มาถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์, จากอนุสาสนีปาฏิหาริย์ มาถึงธรรมะปาฏิหาริย์หรือสัจจะปาฏิหาริย์อะไร คือปาฏิหาริย์ในตัวความจริงนั้นเอง. ทีนี้ก็มาถึงข้อที่จะต้องมองดูกันว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ถือว่าร่างกายเป็นองค์ ๆ นั้น เป็นพระพุทธเจ้า, ท่านสอนให้มองจนเห็นว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรมจึงจะได้ชื่อว่าเห็นเรา, เห็นด้วยตาที่เดินอยู่หรือว่าเข้าไปจับตัวเกาะแข้งเกาะขาได้ นั้นก็ไม่ใช่พระพุทธเจ้า มันเป็นเพียงภาชนะหรือเปลือก หรืออะไรอันหนึ่งซึ่งซ่อนความเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ขางใน. ความเป็นพระพุทธเจ้าก็คือธรรม, ต้องเห็นธรรม ก็คือเห็นความจริงที่ว่านี้. ธรรมะที่ดับทุกข์ได้นั้นคือธรรม, ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา, คือเห็นธรรมอันนี้แหละ จึงได้ชื่อว่าเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเราก็หมายความว่าผู้นั้นเห็นธรรม. ดังนั้น

น.33 ๒๕ ตัวพระพุทธเจ้าแท้ใครเห็นเข้าก็จะพ่ายแพ้ คือเห็นธรรมหรือความจริงซึ่งมีปาฏิหาริย์อยู่ในตัว, พอเห็นเข้า ก็จะเปลี่ยนจากคนธรรมดาที่มีความทุกข์ ความโง่ ความหลงไปเป็นคนที่ประเสริฐ, เป็นพระอริยเจ้าในลำดับแรก และเป็นต่อไปตามลำดับ จนถึงที่สุดได้. นี้เราเรียกว่า ธรรมะ มีปาฏิหาริย์อยู่ในตัวธรรมะเอง เข้าไปแตะต้องเกี่ยวข้องให้ได้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ; คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน, คนถึงธรรมหรือธรรมถึงคน แล้วแต่จะพูดด้วยประโยคไหนมันเหมือนกัน. ถ้าคนถึงธรรม ธรรมนั้นก็ถึงคน, ถ้าธรรมถึงคน คนก็ถึงธรรม นี้มันเป็นความหมายเดียวกัน. ฉะนั้น เราเมื่อจะเป็นบุตรที่ดีของพระพุทธเจ้า หรือมีการเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าจริง ๆ มันก็ต้องถึงข้อนี้ คือถึงธรรมซึ่งเป็นปาฏิหาริย์อยู่ในตัวมันเอง. แล้วมันก็จะเปลี่ยนในสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ให้กลายเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาไปจนหมดสิ้น. ดังนั้น การประพฤติธรรมทั้งหลาย ที่เราเรียนหรือสอน หรือปฏิบัติกันอยู่ ก็เพื่อจุดประสงค์อันนี้

น.34 ๒๖ ประพฤติศีล สมาธิ ปัญญา ก็เพื่อจุดประสงค์จะให้ถึง ธรรม. การประพฤติธรรม ก็เพื่อจะให้ถึงธรรม เมื่อ ถึงธรรมในความหมายที่ถูกต้องอย่างนี้มันก็จบเรื่อง. นี้จะ มองกันในแง่ไหนก็ได้, นี้เราพูดกันอุปมาว่า เดี๋ยวนี้เป็นลูก ของพระพุทธเจ้าจริงๆ คือถึงธรรมจริง ๆ แล้วประโยชน์ ก็เกิดขึ้น คือว่ามันก็ดับทุกข์ได้, มี ความทุกข์ดับไปตาม สัดส่วน ที่ว่าถึงได้มากน้อยเท่าไร ถึงที่สุดก็มีประโยชน์ที่สุด แต่อย่างน้อยก็ขอให้มันถึงในระดับที่เขาเรียกว่าถึงประตู ซึ่ง เป็นไวพจน์ของความเป็นพระโสดาบัน, ถึงประตูของธรรม หรือว่าถึงประตูของนิพพาน. เป็นอันว่ามันเปลี่ยนเป็น อย่างอื่นไม่ได้มันมีแต่จะไปตามทางที่ถูกต้อง จนถึงอันดับ สุดท้าย. ข้อความที่ได้พูดมาแล้ววันก่อน ๆ ก็เป็นเรื่องนี้ เรื่องที่ว่าธรรมชาติมันสร้างเรามา เพื่อมาเป็นลูกของพระ- พุทธเจ้า โดยที่เราจะรู้หรือไม่รู้, ยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม, พ่อแม่ของเราจะรู้หรือไม่รู้ ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม, ธรรม- ชาติมันต้องการอย่างนี้; ถ้าไม่ทำอย่างนี้จะลงโทษ คือ จะให้เป็นทุกข์นานาชนิด หาความสุขไม่ได้. ดังนั้น

น.35 ๒๗ ก็รีบเอาชนะ หรือว่าถึงธรรมะ เสียในเวลาอันสมควร ; พูด อุปมาก็ว่า เป็นลูกของพระพุทธเจ้าเสียให้ถึงขั้นที่ ปลอดภัย. แล้วก็ขอแถมในข้อที่ว่า อย่าไปหลงโง่หวังพึ่ง ปาฏิหาริย์ ชนิดที่คนธรรมดาเขาหวังพึ่งกันนัก, เอา ธรรมะใส่ไว้ในใจ ดีกว่าจะมาห้อยอะไรไว้ที่คอให้มันรุงรัง ธรรมะในใจนั้น เป็นปาฏิหาริย์กว่าสิ่งที่ห้อยไว้ให้รุงรังอยู่ที่คอ. เอาละ, พอกันที.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต