น.9 คำปรารภ พอพูดถึง "อายุ" ใคร ๆ ก็ต้องเข้าใจว่า คือระยะเวลา แห่งการมีชีวิตนับตั้งแต่คลอดจากครรภ์มารดา ไปจนกระทั่ง ลมหายใจเฮือกสุดท้าย อายุจึงเป็นสิ่งที่รักใคร่หวงแหนยิ่งนัก เราต่างก็ปรารถนาความมีอายุยืนด้วยกันทั้งนั้น วันนี้ท่าน เจ้าคุณอาจารย์ได้กรุณาบอกยาให้กินเพื่อเปลี่ยนอายุที่สั้น ๆ ยาว ๆ นี้ ให้เป็นอายุนิรันดรไปเลย อายุ เป็นเพียงกระแสแห่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันมีแต่ความไหลไป ๆ ไม่คงที่ เรามาสมมติกันขึ้นเองว่ามีอายุ เท่านั้นเท่านี้ แท้จริงอายุหามีไม่ ถ้าใครขืนไปยึดมั่นหวงแหน ยื้อยุดฉุดเอาไว้ ก็มีแต่จะถูกมันกัดกินเอา ให้ดิ้นเร่า ๆ อยู่ด้วย ความขลาด ความกลัวตาย ด้วยเหตุนี้ท่านเจ้าคุณอาจารย์ จึง ได้ชักชวนพวกเราให้มาทำบุญเลิกล้างอายุกัน เพื่อจะได้ไม่ ต้องถูกมันกัดกินอีกต่อไป การเลิกล้างอายุ ไม่ได้หมายถึงการชวนให้มาฆ่าตัว ตาย คำ ๆ นี้มีความหมายลึกซึ้ง หมายถึงให้ถอนความยึดมั่น
น.10 ๒ แต่แล้วมันก็ต่างกัน ในข้อที่ว่า เขา มีความรู้สึกต่ออายุนั้น อย่างไร ในระดับไหน ในระดับต่ำในระดับกลางหรือในระดับ สูง ; รู้สึกต่ออายุอย่างต่ำ ๆ ก็ทำบุญปรารภไปอย่างแบบ ต่ำ ๆ, รู้สึกต่ออายุในระดับกลาง ก็ทำบุญปรารภอายุ ไปในระดับกลาง, รู้จักอายุในระดับสูง ก็ทำบุญปรารภ อายุไปในระดับสูง, มันจึงได้เป็น ๓ ระดับ. การทำบุญอายุสามระดับ. ในที่นี้ก็จะชี้ให้เห็นง่ายๆ ว่า เราจะมีการทำบุญ ๓ ระดับ : ที่จริงจะเรียกว่า ทำบุญก็ไม่ถูกดอก เรียกให้มัน เป็นกลาง ๆ ก็เรียกว่าทำอะไรอย่างหนึ่ง, ทำการปรารภ นั่นแหละ ปรารภอายุ เพราะว่าบางอย่างมันต้องเหนือบุญ ขึ้นไป ปรารภอายุชนิดที่มันเหนือบุญขึ้นไปอีก ก็ประกอบ กิจกรรมปรารภอายุ ; อย่างที่หนึ่งเรียกว่า ทำบุญต่ออายุ, อย่างที่สองเรียกว่า ทำบุญล้ออายุ, อย่างที่สามเรียกว่า ทำ บุญเลิกล้างอายุ.
น.11 ๓ อย่างที่หนึ่ง ทำบุญต่ออายุ ก็มีความหมายว่า ให้ มันยาวออกไป เพราะกลัวตาย ยังไม่อยากจะตาย ก็ต่ออายุ เข้าไว้ที่ก่อน. ทีนี้อย่างที่ ๒ ล้ออายุ ก็เพราะเห็นว่ามันเป็นเรื่อง ที่น่าสังเวช เป็นเรื่องที่เราขลาดกลัวกันไปเอง ก็เลยเอามา ล้อเล่นว่า แหมมันน่าล้อ. ทีนี้อย่างที่ ๓ ก็เลิก เลิก เลิกความหมายของคำว่า อายุ ; นี่ มันเป็นใน ๓ ระดับ จากต่ำที่สุดไปถึงกลางไปถึงสูง. ถ้าหากว่าชีวิตของท่านผู้ใดเจริญ ๆ เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น ไปในทางธรรมะ, เจริญด้วยความรู้สติปัญญา มันก็จะต้อง เป็นอย่างนี้แหละ, ดังนั้น ก็จะได้พิจารณากันไปทีละระดับ ทีละระดับ ให้เข้าใจให้เพียงพอ. ระดับแรก ระดับต้น หรือระดับต่ำก็แล้วแต่จะเรียก เรียกว่า ทำบุญเป็นการต่ออายุ นี้มันต้องเป็นเรื่องของ คนที่กลัว, กลัวตาย แล้วมีตัวตนต้องมีอะไรเป็นตัวตนเป็น ของตน ยึดมั่นโดยความเป็นตัวตนไม่อยากตาย ยึดมั่นโดย
น.12 ๔ ความเป็นของตน อยากจะอยู่กับสิ่งที่เป็นของตนเรื่อย ๆ ไป มันต้องมีความรู้สึกเป็นตัวตนอย่างนี้, มันจึงจะขลาดกลัว แล้วก็ทำบุญต่ออายุ. มัน เป็นประเพณีให้พร ซึ่งใช้กันอยู่ทั่ว ๆ ไป ; เมื่ออาตมาเด็ก ๆ ไปไหว้ใคร เขาก็บอกว่า ให้อายุยืนนะลูกนะ อาตมาก็ไม่รู้ว่าอะไร อายุยืน แต่ก็หมายความว่ามันคือไม่ตาย ก็พอใจ ตามที่จำได้นี้, มีคนแก่เคยให้พรอย่างนี้หลายคน ทีเดียว มันจะจริงของเขาละกระมัง, เดี๋ยวนี้อาตมามีอายุ ๘๓ ปีแล้ว คงจะเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้ เพราะเคยไหว้คน แก่ ๆ, ไปที่ไหนก็ไหว้ เพราะว่าโยมสอนให้ ไหว้คนแก่ ๆ. เมื่ออยู่วัด เมื่อเล็ก ๆ อยู่วัด อาจารย์ก็บังคับให้ไหว้ คนแก่ ๆ, มีคนแก่ผ่านมาในวัดออกไปทางทุ่งนา เด็ก ๆ ต้องไหว้ แล้วก็ไหว้ทุกคน ไม่ว่าแก่ชนิดไหนเท่าที่จำได้, ตา หลวงรองเมือง หลวงรองเมืองสมัยโบราณเป็นคนแก่ ใครๆ ก็นับถือ มีอายุ ก็ไหว้ทุกคราวที่แกเดินผ่านวัด, แล้วแกก็ ให้พรอย่างนั้นเหมือนกัน, มีคนบ้าชื่อตาเหมีย ผ่านมาก็ต้อง ไหว้เหมือนกัน เพราะว่าเป็นคนแก่ถ้าไม่ไหว้ก็จะถูกตี แต่
น.13 ๕ ไม่เห็นให้พรอะไร. เราถูกสอนให้ไหว้คนแก่เป็นนิสัยนี้ ถึงเขาจะไม่ได้ให้พร แต่เขาก็ต้องนึกไปในทางดีแหละ, นึกไป ในทางเป็นมงคลแน่นอน ถ้ามีคนให้พรและนึกไปในทางนั้น มาก ๆ อายุมันก็อาจจะเจริญยืดยาวจริงด้วยได้เหมือนกัน. นี่ก็ ยังนึกว่า มันเป็นประเพณีวัฒนธรรมที่ดีอยู่ ที่จะต้องไหว้คน แก่เพื่อให้มีอายุยืน ก็มีประเพณีให้พรกันอย่างนี้ให้อายุยืน ; แม้ในคำให้พรที่พระให้ทุกคราวที่มีการทำบุญให้ทานอนุ- โมทนา : อภิวาทนสีลิสฺส นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลิ, มันมีคำว่าอายุรวมอยู่ด้วย ถ้าอภิวาทนะสีลิสสะ - มีปรกติกราบไหว้อยู่เสมอ, อภิวาทนะ- สีลิสสะ ที่จริงก็สีลิ ถ้าหมายถึงการกระทำก็ว่า อภิวาทนะ สีลิตา - มีปรกติเป็นผู้กราบไหว้อยู่เนืองนิจ แล้วก็ จะได้พรโดย ตรง ได้พรโดยอ้อม แล้วก็มีอายุยืน. เด็ก ๆ ก็ชอบอายุยืน ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าอายุยืนคืออะไร หมายถึงอะไร, มันก็คิดไปในทางว่ามันจะไม่ต้องตาย มันจะ ไม่เจ็บไม่ไข้ มันจะไม่ต้องตาย ไม่ได้รู้ว่ายิ่งอายุยืนน่ะยิ่ง ลำบาก ก็พอใจ ๆ ที่จะมีอายุยืน กลัวตายกันมาแต่เด็ก ๆ
น.14 ๖ เด็ก ๆ ก็รู้จักกลัวตาย มันก็ต้องหาสิ่งที่ว่าจะทำให้ไม่ตาย แล้ว ก็ขอพรอย่าให้ต้องตาย. คนที่มาที่นี่ขอพรมากที่สุด ไม่ได้ขอความรู้ ไม่ได้ ถามปัญหาดับทุกข์ มีแต่ว่าขอพร ขอพรแล้ว ต้องการจะให้ ให้พรชนิดที่ไม่ตาย, ให้เป่าหัวมากที่สุด ก็มีมูลมาจากกลัวตาย ให้ปลอดภัยให้ไม่ต้องตาย ; ถ้าเป่าหัวแล้วไม่ตาย มันก็อยู่กัน เต็มโลก. อาตมาบอกว่าทำไม่เป็น ทำไม่เป็นเขาก็ไม่เชื่อ ว่าทำไม่เป็น บอกว่าทำไม่เป็น ทำไม่เป็น เพราะไม่เชื่อว่า มันจะมีประโยชน์อะไร, หัวสกปรกเสียเปล่า ๆ หัวมันดีอยู่แล้ว อย่าไปเป่าให้มันสกปรกเลย ก็ดูเขาไม่เชื่อ แล้วก็พาลโกรธ เอาด้วย. นี่ ความเชื่อมั่น เชื่อมั่นในเรื่องไม่ตายใน เรื่องอายุยืน มันเหนียวแน่นมาก ถึงขนาดนี้. สังเกตดูอีกทีว่าคนเหล่านี้ ต้องการอายุยืนไป ทำไม, มันก็ไม่มีอะไร นอกจากว่ามัน กลัวตายเท่านั้นเอง, ไม่รู้ว่าธรรมชาติต้องการให้มีอายุ ธรรมชาติต้องการให้มีอายุ ยืนนั้น มันต้องการทำไม, หรือว่าธรรมชาติไม่ได้ต้องการ ให้ใครอายุยืน นี่ก็ไม่รู้ ล้วนแต่ไม่รู้, แต่ว่าต้องการจะมีอายุ
น.15 ๗ ยืน ขอมีอายุยืน ทั้งที่ไม่รู้ว่ายืนไปทำไม. เหมา ๆ เอาว่า ยืนไม่ตาย แล้วมันก็ดีละ มันก็ รู้เพียงเท่านั้น จึงมีคนทำ บุญ, ทำบุญต่ออายุ. ในลักษณะเช่นนี้ ต้องเรียกว่า ทำบุญละ เพราะมันเป็นเรื่องของความดี, เป็นเรื่องของ ความต้องการจนทำบุญชนิดธรรมดาสามัญให้อายุมันยืน ทำบุญต่ออายุ ก็ทำกันโดยทั่วไป แหละ นิมนต์ พระไปทำบุญอะไรก็ถือโอกาสต่ออายุบังสุกุลเป็น, เอาผ้าคลุม คนเป็น ๆ แล้วสวดบทอวิชชาปัจจยาอะไรต่าง ๆ ให้ต่ออายุ. นี่ อาตมาก็เคยทำ ก็ทำตามธรรมเนียม ตามประเพณี ตามที่ เพื่อน ๆ เขาก็ทำกัน ก็เรียกว่าอย่างนั้น ติดไปด้วยในคณะเขา ก็เลยทำเหมือนกัน, แล้วก็ไม่เชื่อว่ามันจะต่ออายุได้อย่างไร, เราผู้ทำให้ ก็ไม่รู้ว่าต่ออายุได้อย่างไร, มันจะต่ออายุได้อย่างไร ก็ไม่รู้, ไม่เชื่อว่ามันจะต่ออายุได้จริง แต่ก็ต้องทำ, ไม่ทำ เดี๋ยวเขาก็โกรธเอา, ไปในหมู่ด้วยกัน นี่เรียกว่า ต่ออายุตาม พิธีรีตองธรรมเนียมประเพณี ให้ได้สบายใจแก่ ฝ่ายเจ้าภาพผู้ทำ , แล้วมันก็ ได้ปัจจัยแก่ฝ่ายพระผู้ทำ เรื่องมันก็เท่านั้นเอง, มันก็ ทำกันไปได้ ฝ่ายหนึ่งได้สบายใจ ฝ่ายหนึ่งก็ได้ปัจจัย มัน เข้ารูปเข้ารอยกันไป มันก็ทำกันไปได้. .
น.16 ๘ แต่ อยากจะบอกว่า ถ้าอยากจะต่ออายุ แล้วก็ เชื่อคำพระบาลีที่กล่าวนั้นแหละถูกต้องที่สุด ที่พระกล่าว ทุกคราวทุกทีที่มีการอนุโมทนา ยถา วารีวหา ฯ แล้วมันจะจบ ลงด้วยธรรมะทั้ง ๔ คืออายุ วรรณะ สุขะ พละ จะเจริญ รุ่งเรืองแก่บุคคลผู้มีปรกติกราบไหว้เป็นนิจนั่นแหละ, วิธีที่ แท้ วิธีที่แท้ต้องเป็นอย่างนั้น เป็นผู้กราบไหว้อ่อนน้อม อยู่เป็นนิจ อย่างน้อยก็เขาให้พร, แล้วก็คิดดูว่า คนที่ อ่อนน้อมอยู่เป็นนิจนั้น ไม่มีใครเกลียด, ไม่มีใครฆ่า ให้ตาย มี แต่คนเอ็นดู สงสารไปเสียทั้งหมด ไม่มีใครเกลียด, อายุมันก็ยืน จริงด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้น ถ้าคนนั้น เป็น คนอ่อนน้อม อ่อนโยน อ่อนน้อมอยู่เสมอน่ะ มันทำ บาปไม่เป็นนะ, มุทฺปสันนา - มีความเลื่อมใสอ่อนโยน สมบูรณ์ไปด้วยศรัทธา, คนอ่อนน้อมอย่างนี้มันไม่ทำบาปนี่ มันก็ไม่มีโอกาสที่จะไปเผชิญกับอันธพาลหรือใครอะไรที่ไหน อ่อนน้อมอยู่เป็นนิจ, ทุกคนเห็นก็อนุโมทนาสาธุ, แม้ไม่ได้ ไหว้เขา แต่เขาก็พลอยให้พรด้วย ทั้งที่ไม่ได้ไหว้เขา เขาก็ พลอยให้พร, หวังดีให้พรด้วยว่า ให้เด็กคนนี้เป็นเด็กดี มีอายุยืนวัฒนาถาวร.
น.17 ๙ จึงมียากินต่ออายุ ศักดิ์สิทธิ์อยู่สิ่งหนึ่งคือ อภิวาทนะ สีลิตา - เป็นผู้มีปรกติกราบไหว้อยู่เป็นนิจ. แต่ถ้าถือตาม หลักธรรมะ ก็ต้องกราบไหว้ผู้ที่ควรกราบไหว้ ก็มีในมงคล ปูขาจปูชนียานํ-บูชาผู้ที่ควรบูชา อย่างนี้มันก็ไม่มีที่ติ ดอก, แต่ถ้ามันกราบไหว้ไปเสียหมดโดยไม่รู้ว่าอะไร นี้มันก็ยังเป็น ปัญหาอยู่. แต่อาตมาก็คิดว่า มันปลอดภัยดีกว่าไม่กราบไหว้, เช่นไปกราบไหว้จอมปลวก เอ้า เขากราบไหว้กันทั้งบ้านทั้ง เมือง พลอยกราบไหว้กับเขาด้วย ก็ยังเป็นพวกกับเขา, ยัง ปลอดภัยดีกว่าไม่กราบไหว้, พวกอาซิ้มก็จุดธูปไหว้หัวสิงโต บันไดหัวสิงโตก็จุดธูปกราบไหว้ ; อาตมาก็เห็นมาก เพราะ ว่าวัดปทุมคงคา หัวบันไดวัดปทุมคงคาที่ไปอยู่เป็นหัวสิงโต เห็นอาซิ้มมาจุดธูปไหว้อยู่เรื่อย ไม่ได้มีอะไร, มาจุดธูปไหว้ หัวสิงโต มันจะอยู่ในพวกที่ควรกราบไหว้หรือไม่ ถ้าคิด ลวก ๆ หยาบ ๆ ก็มันบ้าไหว้หัวสิงโต. แต่มาดูให้ดี โอ มัน คงมีความหมาย มันคงทำให้อาซิ้มคนนั้นมีจิตใจอ่อนโยน ๆ นิ่มนวล อ่อนโยน ไม่กล้าทำบาปก็ได้ มันไม่กล้าทำบาปก็ได้ เพราะว่าเขาไหว้แม้แต่หัวสิงโต.
น.18 ๑๐ เป็นอันว่า มีปรกติกราบไหว้อยู่เป็นนิจ นี่ จะ ไม่เสียหาย ไม่เสียหลายเสียแล้ว, แต่ว่าสมัยนี้ก็ควรระวังบ้าง เดี๋ยวมันจะถูกโห่, เลือกดูให้ดีๆ ว่า ควรกราบไหว้ควร บูชา. เขากราบไหว้เขาบูชากันอยู่ทั่ว ๆ ไป ก็บูชากราบไหว้ มันก็ได้เพื่อน ได้เพื่อนแยะ มันเจริญทางสังคม ทางสมาคม อะไร มันก็ต้องเป็นไปในทางดี, ช่วยให้ตายยากเข้า ช่วยให้ มีโอกาสตายน้อยลง. เป็นอันว่า ถ้าจะต่ออายุจริง ๆ แล้ว ขอให้ทำ ให้ถูกวิธี ถูกวิธี มีปรกติอ่อนน้อมถ่อมตัว ; อ่อนน้อม ถ่อมตัว อ่อนน้อมถ่อมตัวให้ถูกวิธี, กราบไหว้บูชาสิ่งที่ ควรกราบไหว้บูชาให้ถูกวิธี, นั่นแหละจะจริง จริงสมบูรณ์ เพียงแต่อธิษฐานอ้อนวอนแม้แต่ทำบุญอย่างอะไรก็ไม่รู้ ก็ อธิษฐานอ้อนวอน นั้นก็เป็นเพียงพิธี เอาหมดเลย พิธีก็ทำ การปฏิบัติที่ถูกต้องก็ทำ พิธีรีตองอย่างไรให้ทำก็ทำ เป็น อันว่าต่ออายุ. การเป็นอยู่ให้ถูกวิธี นั่นแหละ มัน เป็นการต่อ อายุที่ดีที่ถูกต้อง ใช้คำสูงสักคำหนึ่งว่า สัมมาอาชีโว -ดำรง
น.19 ๑๑ ชีวิตอย่างถูกต้อง นั่นแหละ เป็นองค์มรรคองค์หนึ่งในมรรคมี องค์ ๘ ก็พอ พอจะมีอายุยืน หรือ ถ้าได้ทั้ง ๘ องค์มรรค ก็ วิเศษแหละ อายุยืนแน่ ด้วยเจตนาจะต่ออายุออกไป จึงจัด เป็นประเภทที่หนึ่ง คือต่ออายุ. ทีนี้ ประเภทที่ ๒ มาถึงประเภทที่ ๒ ก็ใช้คำว่า ล้ออายุ นี้จะเรียกว่าบุญหรืออะไรก็ยังเป็นที่สงสัยอยู่ แต่ว่า บุญมันมีความหมายหลายอย่างนะ โดยมากมักจะรู้กันแต่ว่า ทำบุญ ทำบุญ ชื่นอกชื่นใจ ไปสวรรค์ อิ่มใจ เรียกว่าบุญ. แต่ว่า บุญ คำนี้มันยัง มีคำแปลอีกคำหนึ่ง มาแต่ดั้งเดิมเก่า แก่ว่า ล้างบาป หรือชำระบาป คือเครื่องชำระบาปคำว่า บุญ ; ถ้ามีสติปัญญา ก็จะทำบุญไปในลักษณะที่เป็นเครื่อง ชำระบาป มันก็เป็นเรื่องของคนกล้า ไม่กลัวตาย คนนี้ไม่ กลัวตายแล้ว, ต่ออายุมันของคนกลัว กลัวตาย. ล้ออายุ มัน ของคนไม่กลัว, ต่ออายุ มันเรื่อง ของคนกลัว. ฟัง ให้ดีๆ เดี๋ยวมันสับสนกันหมด ต่ออายุมันเรื่องของคนขลาด คนกลัว คนมีตัวตนเต็มที่, ทีนี้พอมาถึงล้ออายุ นี่เรื่อง ของคนไม่ขลาดไม่กลัว มันกล้าล้ออายุก็เท่ากับกล้าล้อความ
น.20 ๑๒ ตายน่ะ, เป็นคนเริ่มละวางตัวตน ละวางตัวตน มีตัวตน อันจางออก ๆ. นี่ก็เป็นอีกความหมายหนึ่ง เป็นเรื่องของคนกล้า มีความปรารถนาจะละตัวกู ละของกู, รู้สึกไม่งอนง้อตัวกู- ของกู เพราะมาเห็นว่าอายุ ๆ นี้ มันเป็นภาระหนัก เป็น ภาระหนัก ยิ่งมีมากมันก็ยิ่งมีการผูกพันมาก. ทีแรกมีตัวคน เดียวก็ไม่มีภาระหนัก ไม่ผูกพันอะไร พอมีลูกมีหลานเข้า พอมีลูกภาระก็มากขึ้นผูกพันมากขึ้น, พอมีหลานยิ่งมากเข้า ไปอีก เหลนโหลนก็ยิ่งมากเข้าไปอีก, อายุมากเท่าไรก็ยิ่งมี สิ่งผูกพันเป็นภาระหนักเพิ่มขึ้น. นี่มันชักจะไม่ค่อย ชอบอายุแล้ว จนเห็นว่า โอ นี่มันน่าเอาหรือว่าน่าเลิก มันก็ เริ่มล้อ, ดีนักโว้ย ยิ่งมีมากยิ่งยุ่ง ยิ่งมีมาก ยิ่งภาระหนัก ยิ่งผูกพันมากจนกระดิกไม่ไหวนี่ ก็เริ่ม ล้ออายุ ว่า โอ้ มัน อย่างนี้เอง มันอย่างนี้เอง. ล้ออายุต้องใช้วิธีที่มองเห็นความจริงขึ้นมาตาม ลำดับ ว่าไม่มีอะไร มีแต่กระแสแห่ง อิทัปปัจจยตา, ผู้ใดอยากจะล้ออายุ ก็ขอให้พยายามศึกษา อิทัปปัจจยตา เห็น
น.21 ๑๓ ว่าอายุนั้นมันไม่ใช่อะไร มันเป็นเพียงกระแสไหลไปแห่ง อิทัปปัจจยตา, เป็นสายโซ่เกี่ยวเนื่องกันไป ในหลักปัจจัย ปรุงแต่ง ปัจจัยปรุงแต่ง ปรุงแต่งปัจจัย กลายเป็นผลแห่ง ปัจจัย แล้วกลายเป็นเหตุแห่งปัจจัย, ก็ได้ผลแห่งปัจจัย แล้ว ก็กลายเป็นเหตุแห่งปัจจัย. นี่ผลกลายเป็นเหตุ ผลกลาย เป็นเหตุ ผลกลายเป็นเหตุ, ปรุงแต่งเรื่อยไป อย่างนี้มัน สนุกอะไร ก็เลยเกิดความคิดที่จะหัวเราะเยาะ ล้ออายุ. อิทัปปัจจยตา ใช้ได้ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต, เฉพาะสิ่งที่มีชีวิตรู้สึกเป็นทุกข์ ก็เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท, คำนี้ได้พูดมาแล้ว ได้พูดมามากแล้ว และคงจะจำได้กันอยู่ เรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา. อายุนั้นมัน เป็นเพียงกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา ไม่มีตัวจริงที่ตรงไหน สักขณะหนึ่ง, เดี๋ยวเป็นเหตุ แล้วก็กลายเป็นผล ผลแล้ว ก็กลายเป็นเหตุ เหตุกลายเป็นผล ผลกลายเป็นเหตุ เหตุ กลายเป็นผล, ไม่มีตัวจริงที่จะชี้ลงไปได้ว่านั้น ว่านี้ เพราะ มันไหลเรื่อย มันไหลเรื่อย; ไม่มีอะไรที่จะชี้ลงไปได้ว่าเป็น อะไร มันไหลไปเรื่อย เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ; ในส่วนร่าง กายก็เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย, ในส่วนจิตใจก็เปลี่ยนแปลงอยู่
น.22 ๑๔ เรื่อย, ในส่วนสติปัญญามันก็เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย, มีแต่กระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง ในลักษณะที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, กระแสสายแห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าอายุ ๆ ไปคิดดูเถิด มันน่าบูชาน่ายึดมั่นถือมั่นอย่างไร ; ฉะนั้น ถ้า ใครอยากจะทำบุญชนิดล้ออายุ ก็ขอให้ศึกษาเรื่อง อิทัปปัจจยตา ให้มากขึ้น ๆ ก็จะมองเห็นความจริงที่จะเอามาล้ออายุได้มากทีเดียว. ที่นี้ การทำบุญ ประเภทที่ ๓ ก็เลิกอายุ ๆ ต่ออายุแล้วก็ล้ออายุ ครั้นล้ออายุแล้วก็เลิกอายุ เลิกอายุ, คนขี้ขลาดฟังแล้วตกใจกลัว ไม่ชอบหรือกลัว ว่าเลิกอายุนั้นมันคือตาย. แต่ถ้าฟังถูกแล้วเข้าใจไม่ต้องตาย แต่ว่า เลิกให้ความหมาย กับสิ่งที่เรียกว่าอายุ มีแต่กระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงตาม อิทัปปัจจยตา, จะไปบูชา จะไปหลงใหลกับมันทำไม เลิกมีอายุ, เลิกความหมายว่ามีอายุเท่านั้นปีเท่านี้ปี กันเสียทีเถอะ มีแต่ความไหลไปแห่ง อิทัปปัจจยตา, มีแต่กระแสแห่ง อิทัปปัจจยตา ไหลไป ไหลไป, ไม่มีจริง มีแต่สมมติว่าอายุเท่านั้นอายุเท่านี้. สมมติว่าเป็นเด็ก เป็นคน หนุ่ม เป็นคนแก่ ที่จริงมันก็ไม่มีดอก เด็ก หนุ่ม แก่, มี
น.23 ๑๕ แต่กระแสแห่ง อิทัปปัจจยตา นี่มันจะมองเห็นอย่างนี้แล้วมันก็ไม่ขลาดไม่กลัว, มันก็เกินกว่ากล้าไปเสียอีก มัน กลายเป็นคนปล่อย เป็นคนสลัดทิ้งออก ไป ๆ เรียกว่าคนปล่อยละทีนี้ คนปล่อยวาง เรียกว่าละตัวตน. เรากินอายุได้จะเหนือทุกข์กระทั่งเป็นอตัมมยตา. คนต่ออายุ นั้นมัน มีตัวตน สงวนตัวตน รักษาตัวตน, ทีนี้ คนล้ออายุ นั้นมันคนเริ่ม เริ่มที่จะละตัวตน, เริ่มที่จะปล่อยตัวตน ; พอมาถึง คนล้างอายุ นี่ มันคน ละตัวตนโดยสมบูรณ์ ละตัวตนโดยสมบูรณ์ มันมองเห็นชัดเกี่ยวกับเรื่องอายุเกี่ยวกับเวลา ลึกลงไปกว่าคนธรรมดามองเห็น, ถึงแม้คนธรรมดาก็ควรจะมอง เพื่อว่าคนธรรมดาจะได้กลายเป็นคนไม่ธรรมดา คือเป็นคนที่เอาชนะความทุกข์อยู่เหนือความทุกข์กันได้เพิ่มขึ้น ๆ. ถ้าเรารักอายุ เราชอบอายุ รักอายุ อายุก็ทรมานเรา อายุก็กัดเรา, คิดดูซิ เราก็มีความหนักอกหนักใจเพราะอายุ. นี่ ถ้าเรารักอายุ อายุมันก็กัดเรา กัดเรา ทรมานใจเรา.
น.24 ๑๖ พอเราเห็นว่าอายุนี้ไม่ไหว ไม่มีตัวจริง มีแต่กระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง ไม่มีความหมายแห่งอายุมันก็เบื่อ เบื่อสิ่งที่เรียกว่าอายุ อายุก็หยุดกัดเรา แหละ, อายุมันหยุดกัดเรา มีอายุชนิดที่มันไม่กัดเรา. ถ้าไม่รู้เรื่องนี้มันจะอยู่ด้วยอายุมันกัดเอา ๆ มีปัญหาสารพัดอย่าง ทรมานใจอย่างนั้นอย่างนี้, เกิดอะไรขึ้นเกี่ยวกับอายุ มันก็เป็นหนักอกหนักใจหมด, ความเจ็บความไข้อะไรก็เป็นเรื่องหนักอกหนักใจไปหมด จะดีที่ตรงไหน. เรารักอายุ อายุมันจะกัดเรา, ถ้าพอเลิกอายุไม่รักมัน มันก็ไม่กัดเรา. แล้ว เรานี่ก็จะกินอายุ ก่อนนี้อายุมันกินเรา กินเรา กินเรา, เดี๋ยวนี้เราจะกินอายุบ้าง เพราะเราเลิกอายุเสีย เลิกความหมายแห่งอายุเสีย เลิกความยึดมั่นถือมั่นในอายุเสีย, เลิกความพอใจในอายุเสีย มันก็กลายเป็นตรงกันข้าม แทนที่อายุจะกินเรา เหมือนแต่ก่อน เราก็กินอายุ. ก็เรียกว่าความหมายของอายุนั้นมันเปลี่ยนไป จากการเป็นสิ่งที่น่ารักน่าพอใจน่าหวงแหน กลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ, กลายเป็นเรื่องที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นให้มันหนักอกหนักใจ อายุมันจะเป็นไป มันจะบีบคั้น มันจะทรมาน ก็ขอให้มัน
น.25 ๑๗ บีบคั้นทรมานแต่ร่างกายสังขารเถิด, อย่ามาทรมานใจ, แล้วก็จะไม่เอาจิตใจเป็นตัวตน สำหรับให้อายุมันกัดเอาหรือทรมานเอา. นี้มันจะต้องไปถึงความรู้สูงสุดที่เกี่ยวกับปัญญา, มองเห็นสิ่งที่เรียกว่าอายุนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นตถาตา กระทั่งเป็นอตัมมยตา, อดพูดไม่ได้ เอาอตัมมยตามาพูดอีกวันนี้. อตัมมยตาคือสิ่งที่จะไม่อาศัยมัน อีกต่อไป, สิ่งที่จะไม่เอาเป็นที่พึ่งอาศัยอีกต่อไป, จะไม่ยุ่งกับมันอีกต่อไป, อตัมมยตา ความรู้นี้ต้องสูงสุดถึงระดับที่ว่าเป็นอตัมมยตา ; ก่อนนี้หวังพึ่งอายุ อยู่กับอายุ รอดตัวอยู่กับอายุ, ทีนี้ อ้าว นี้มันเรื่องทรมาน เรื่องหลอก เรื่องทรมาน ไม่เอากับมันอีกต่อไป ไม่หวังพึ่งพาอายุอีกต่อไป, ฟังดูก็ฟังยาก แต่มันก็พอจะเข้าใจได้ นื่อตัมมยตามา เรื่องก็จะสิ้นสุดลงแค่อตัมมยตา. วิปัสสนาญาณมันสูงสุดแค่อตัมมยตาหลังจากนั้นแล้วมันก็เป็นมรรค ผล นิพพาน. ต้องกล้ามีชีวิตอยู่ตามวิธีของ อิทัปปัจจยตา. เคยถนอมอายุอย่างยิ่ง เดี๋ยวนี้ไม่ถนอมแล้ว คือไม่หวาดกลัวไม่อะไรเดี๋ยวนี้ ไม่หวังจะพึ่งจะอาศัย แต่ก็มิได้
น.26 ๑๘ หมายความว่าจะไปแกล้งทำมัน ให้มันตาย หรือปล่อยให้มันตาย, ไม่ใช่. ส่วนเรื่องของร่างกาย เรื่องของร่างกาย ร่างกายก็มันทำของมันเอง มันจะกินอาหาร มันจะแสวงหาอาหาร มันจะบริหารร่างกาย มันจะทำหน้าที่ทุกอย่างได้เอง โดยไม่ต้องกลัวตาย, โดยไม่ต้องกลัวตาย, ไม่มีความกลัว ไม่ต้องตัวสั่นงันงกในเรื่องอะไรอีกต่อไป. ทำบริหารร่างกาย มันก็ทำเล่น ๆ สนุก ๆไปอย่างนั้นแหละ, อาศัยความถูกต้อง มีความถูกต้องอยู่ทุกเวลาทุกกระเบียดนิ้ว มันก็ไม่ตายแหละ. ขอให้เป็นเรื่องของสังขารร่างกาย บำรุงรักษาให้เป็นที่ตั้งแห่งชีวิต, แต่มิใช่เป็นสิ่งที่บูชาหรือหลงใหล หรือฝากไว้กับสิ่งนั้น ซึ่งมันมีแต่จะต้องเปลี่ยนแปลง, มีแต่จะต้องเปลี่ยนแปลง จะบริหารรักษาทะนุถนอมอย่างไร มันก็ยังเปลี่ยนแปลงไปสู่ความแก่ ไปสู่ความเจ็บ ไปสู่ความตายอยู่นั่นเอง. ร่างกายมันต้องเป็นอย่างนั้น, หรือว่าอายุมันต้องเป็นอย่างนั้น. นี้เราก็ไม่บูชา ไม่หลงใหล ไม่ยึดมั่น ไม่หวังพึ่งพาว่าจะต้องตรงกันข้าม. นี่เป็นอิทัปปัจจยตา เป็นวิธีของอิทัปปัจจยตา รู้แล้วก็ปล่อยวาง, ปล่อยวางแล้วก็เลิกพึ่งพา, เลิกพึ่งพา
น.27 ๑๙ แล้วก็เป็นอตัมมยตา ถ้ายังหวังจะพึ่งพาชีวิต หรือหวังจะพึ่งพาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ขออภัยที่จะกล่าวว่า แม้แต่หวังจะพึ่งพาบุญกุศล มันยังไม่ถึงอตัมมยตาดอก ; แม้แต่บุญกุศลที่เรายังหวังจะพึ่งพาอาศัยอยู่ มันก็ไม่เป็นอตัมมยตา มันก็อยู่แค่นั้นแหละ, หวังพึ่งพาบุญกุศลอยู่กับกุศลอะไร เดี๋ยวก็ได้ต่ออายุกันอีก. นี่ทำบุญในระดับเลิกอายุ, เลิกความหมายของอายุ เลิกคุณค่าของอายุ เลิกความยึดมั่นถือมั่นในอายุ, นี่ใครทำได้ ใครทำได้ ใครมีความรู้และมีความกล้าหาญถึงจะทำอย่างนี้ได้. เลิกอายุเสีย มีชีวิตอยู่อย่างพุทธศิลป. เอ้า, ขอให้มองให้เห็นชัดในความหมายทั้ง ๓ นี้ว่า คนหนึ่งทำบุญต่ออายุ คนหนึ่งทำบุญล้ออายุ, คนหนึ่งทำบุญเลิกอายุ ; ต่ออายุ ล้ออายุ เลิกอายุ ลองดูทั้ง ๓ ความหมายซิ ไม่กล้าจริง ๆ ก็ลองล้อ ล้อดูเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่กล้าเลิกเด็ดขาดก็เลิกดูบางครั้งบางคราว. เวลาใดเลิกไม่ยึดมั่นถือมั่น เวลานั้นสบายที่สุด, เวลาที่รู้สึกว่ากูไม่เอากับมึง เวลานั้นแหละสบายที่สุด สบายที่สุด ไม่มีเวลาไหนสบายเท่า. เอ้า,
น.28 ๒๐ เดี๋ยวก็ลืมไป เอ้า กูเอากับมึงอีกแล้ว มันก็มาอีกแหละ, ซ้อมไว้เสมอว่า มันอาศัยไม่ได้ ว่าที่ไปยึดมั่นถือมั่นหวังจะพึ่งพาอาศัยแล้ว จะไม่มีความทุกข์นั้นเป็นไม่มี, ไปยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้าแล้ว จะไม่มีความทุกข์นั้นมันไม่มี, มันมีแต่ว่าไปยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้าแล้ว มันต้องมีความทุกข์. ฉะนั้น อายุที่เคยเป็นที่รักใคร่หวงแหนนักหนา ก็ดูให้ดีเถิด ว่าหยุดความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้เสีย มันจะเบาสบายเท่าไร, จิตใจมันจะเบาจะสบายจะโปร่งจะอิสระสักเท่าไร ๆ. ตัวอย่างเห็นอยู่ง่าย ๆ, พอนึกถึงความมีตัวตน ความมีอายุขึ้นมาทีไร มันก็หนักอกหนักใจ, นอนหลับเสียมันก็สบายใจไม่ได้นึกถึง, หรือยังไม่หลับ ตื่น ๆ อยู่นี้ยังไม่นึกถึง มันก็ไม่มีปัญหาอะไร. พอไปเอาเรื่องนั้นมาคิด มานึก มาปรากฏอยู่ในใจ มันก็มีปัญหา : เรื่องทรัพย์สมบัติ ข้าวของ เงินทอง บุตร ภรรยา สามี เกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจวาสนา ทุกอย่างกี่อย่าง ๆ พอเอามานึกเป็นตัวตนเป็นของตนเมื่อไร มันก็หนักขึ้นมาทันที, อายุมันก็รวมอยู่ในสิ่งเหล่านั้นด้วย บริหารมันไปโดยไม่ต้องนึกถึงก็ยังได้ บริหารร่างกาย. แต่พอเอามาให้เป็นจริงเป็นจัง เป็นตัวเป็นตนเป็นจริงเป็นจัง จะเอา
น.29 ๒๑ อย่างนี้ จะเอาให้ได้อย่างนี้ จะมีอย่างนี้ขึ้นมา มันก็เป็นภาระหนักทันที, ไม่ได้แล้วมันกัดหัวใจด้วย. นี่ศิลปะแห่งการมีชีวิต คือศิลปะที่อย่าให้ความทุกข์มันเกิดขึ้นในใจ. อาตมาบอกพวกฝรั่งว่า ธรรมะหรือ พระพุทธศาสนา นี้ มัน เป็นทั้งศิลปะ และเป็นทั้ง วิทยาศาสตร์ ; เป็นศิลปะ นั้นคือ มีความงดงามอย่างยิ่ง ในการทำลายความทุกข์ การเลิกละความทุกข์ไม่ให้เกิดขึ้นนี้ มันงามที่สุด งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในเบื้องปลายนี่ งาม ๓ สถานเพราะว่าการดับความทุกข์เสียได้ กำจัดความทุกข์ออกไปเสียได้, ส่วนนี้ เป็นศิลปะเพราะว่าอาศัยความงามเป็น หัวใจ ; แต่ที่ว่า เป็นวิทยาศาสตร์ นั้น คือเป็นสิ่งที่ทำได้ตามหลักแห่งเหตุผล รู้จักเหตุรู้จักผลของทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว, จัดการให้ถูกต้องในส่วนเหตุ ผลมันก็ได้ตามที่ต้องการ. ลักษณะอย่างนี้เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องไหว้จอมปลวก, ไม่ต้องไหว้หัวสิงโต, ไม่ต้องบนบานศาลกล่าว, ไม่ต้องทำพิธีรีตองให้ผีสางเทวดาที่ไหนมาช่วย ; ทำให้ถูกต้องที่เหตุของมัน แล้วผลมันก็เกิดขึ้นมาตามนั้น อย่างนี้เป็นวิทยาศาสตร์. ธรรมะของเราเป็นทั้งศิลปะ เป็นได้ทั้ง
น.30 ๒๒ วิทยาศาสตร์ คือทำได้ตามกฎแห่งเหตุผล, แล้วการที่ทำได้ อย่างนั้นมีความงดงามที่สุด เป็นศิลปะของชาวพุทธ. เดี๋ยวนี้เขาพูดกันมากแหละ ศิลปะของชาวพุทธหรือ พุทธศิลป์ แต่เป็นเรื่องวัตถุทั้งนั้น เรื่องโบสถ์งาม เรื่อง พระพุทธรูปงาม เรื่องพระเจดีย์งาม อะไรงามนั้น ว่าเป็น ศิลปะของชาวพุทธ, อย่างนี้ไม่ใช่, มันเป็นศิลปะของวัตถุ ของความบัญญัติ ของความสมมติ ของความโง่. ศิลปะที่ แท้จริง มันต้อง เป็นเรื่องความงามทางจิตใจ, จิตใจมัน งามเพราะมันไม่มีความทุกข์ เพราะมันไม่มีกิเลส ไม่มีความ ทุกข์, ไม่มีปัจจัยแห่งความทุกข์ที่สะสมไว้ แล้วจะไม่ให้มัน งามอย่างไรล่ะ มันเกลี้ยงมันบริสุทธิ์ เรียกว่ามีความงาม. เดี๋ยวนี้รู้จักงามกันแต่ทางวัตถุ มีเสื้อผ้างาม มีบ้าน- เรือนงาม มีอะไรงาม แล้วก็มีสิ่งของงาม อันนั้นมันเป็นเรื่อง ที่สมมติขึ้น หลอกกันเอง ให้มันมีความหมายขึ้นมา, แล้วก็ ซื้อหากันแพงเหลือประมาณ ศิลปะวัตถุบางชิ้นราคาเป็นแสน เป็นล้าน แต่ว่าเอามาทำไม้พื้นหุงข้าวสักหม้อหนึ่งก็ไม่ได้, หรือว่าเพชร เพชรแพงมากราคาเป็นแสนเป็นล้าน เอามา
น.31 ๒๓ ทำอะไรก็ไม่ได้, นอกจากเอามาแขวนให้คนอื่นเห็นว่ามัน งาม ๆ มันงามมันมีของที่แพง. ถ้ามัวงามกันแต่อย่างนี้ มัวงามกันอยู่อย่างนี้ ไม่เป็นพุทธดอก ก็ไม่เป็นพุทธศิลป์ ไม่เป็นความงามอย่างพุทธบริษัท. ความงามอย่างชาวพุทธคือว่างจากทุกข์. เราจะต้องรู้จักความงามของความดับทุกข์, พูด ให้เขาว่าบ้า ก็จะพูดว่างามที่ความว่าง. ไม่มีอะไรจะงามเท่า ความว่าง คนก็คิดว่า บ้าแล้วใช่ไหม ? ความว่างมันงาม อย่างไร มันไม่รู้นี่ว่าความว่างหมายความอย่างไร, ไม่มีอะไร ปรุงแต่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย อยู่เหนือ การปรุงแต่ง ว่างจากตัวกู ว่างจากของกว่างจากความทุกข์ ว่างจากเหตุแห่งความทุกข์, มันว่างจากการปรุงแต่ง มันก็ ไม่มีความหม่นหมอง มีแต่ความงาม. คำ ๆ นี้มันก็อธิบายยาก ว่าง ว่างนี่ ว่างจากอะไร ก็มักจะเข้าใจว่าว่าง โดยไม่มีอะไร หรือสูญเปล่าไปเสีย, ถ้าอย่างนั้นไม่ได้. มันมี มันมีแต่สิ่งที่มันไม่มีปัญหา เรียกว่า
น.32 ๒๔ ว่างจากการปรุงแต่ง ก็แล้วกัน ไม่มีการปรุงแต่งให้สิ่งใหม่ เกิดขึ้น, ไม่มีกิริยาอาการที่เป็นการปรุงแต่ง, แล้วก็ไม่มี ผลของการปรุงแต่งเกิดขึ้นเป็นสิ่งใด. นี่ ว่างจากการปรุง แต่ง, ว่างจากสังขาร ในความหมายที่ว่าเป็นการปรุงแต่ง ทั้งทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ ทางอะไรก็ตาม ไม่มีการ ปรุงแต่ง มันก็ว่างจากการปรุงแต่ง, ไม่มีความรู้สึกเป็น ตัวตนเป็นของตน มันก็คือว่างหมด แหละ ไม่มีเอาอะไร มาเป็นตัวตนหรือเป็นของตน เมื่อไม่มีตน ไม่มีตนอย่างเดียว มันก็ไม่มีอะไรที่จะมาเป็นดีเป็นชั่ว เป็นบุญเป็นบาป เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นได้เป็นเสีย, เป็นแพ้เป็นชนะ เป็นกำไรเป็น ขาดทุน. ไม่มีตัวตนเสียอย่างเดียว มันจะไม่มีอะไร หมดที่ว่าเป็นคู่ ๆ : มีความดีมีความชั่ว มีความสุข มี ความทุกข์ มีบุญมีบาป มีได้มีเสีย มีแพ้มีชนะ มีได้เปรียบ มีเสียเปรียบ, กระทั่งมีความเป็นผู้หญิงมีความเป็นผู้ชาย มี ความเป็นสามีเป็นภรรยา เป็นพ่อ เป็นลูก เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้อง มันก็ว่างจากความหมายเหล่านี้หมด. จิตจะเป็น อย่างไร ถ้าว่างจากความหมายเหล่านี้ทั้งหมดแล้วจิตจะเป็น อย่างไร ขอให้คิดดู ขอให้คิดดูงามไหม ? ความว่างนั้น
น.33 ๒๕ งามไหม ? อาตมาก็ยอมเป็นคนบ้า ให้เขาว่าว่าเป็นคนบ้า ที่จะยืนยันว่า งามที่สุดนั้นคือความว่าง, ไม่มีอะไรจะงาม เท่ากับความว่าง. ความว่างแหละเป็นนิพพาน, ความว่างอย่างยิ่ง แหละเป็นนิพพาน, และความว่างอย่างยิ่งนั่นแหละให้เป็น ความเย็น เป็นความเย็น เพราะไม่มีการปรุงแต่ง ; ถ้ามันมี การปรุงแต่ง มันก็ไม่ใช่ความว่าง ปรุงแต่งนิดหนึ่งก็เป็น ความวุ่นนิดหนึ่ง ปรุงแต่งมากก็เป็นวุ่นมาก เพราะฉะนั้น ว่าง ๆ ว่าง ไม่มีการปรุงแต่ง ก็เลยงดงามที่ไม่มีความยุ่ง ไม่มีความวุ่น ไม่มีการไป ไม่มีการมา, ไม่มีการขึ้นไม่มี การลง นี่เรียกว่าว่าง สิ่งที่งดงามที่สุดนั้นคือความว่าง เขาไม่เห็น เขา ไม่รู้จัก เขาก็ไม่เห็นด้วย, แล้วเขาก็ว่าบ้าแล้ว ๆ. ความว่าง นี้จะงามได้อย่างไร เอ้า, ก็ว่าไปก่อน ก็อุตส่าห์ทำให้มันว่าง ก่อนเถอะ เดี๋ยวก็จะชอบเองแหละ, เดี๋ยวจะชอบ ปากที่ เคยพูดว่าไม่ชอบจะกลายเป็นชอบ จะเห็นด้วยขึ้นมา. นี่ ความว่างนี้ประหลาดมันอยู่เหนืออะไรหมด อิสระที่สุด เหนือ
น.34 ๒๖ สิ่งใดทั้งหมด. นี่ ทำอายุให้มันว่าง ทำอายุให้มันว่าง เลิกล้าง อายุ เลิกอายุ อายุได้กลายเป็นความว่าง. ทีนี้ใครจะเป็น คนอายุยืนที่สุด ก็ความว่างนั่นแหละ ความว่างมันไม่รู้จักตาย, ความว่างนี่มันไม่รู้จักเกิด แล้วก็ สิ่งที่มีอายุยืนที่สุดก็คือ ความว่าง นั่นแหละ ใน บางลัทธิ นิกายเขา เรียกว่าอมิตายุ อมิตายุ, อมิตยุ แปลว่า มี อายุที่กำหนดไม่ได้ ประมาณไม่ได้ นับไม่ได้ คือมันมีอายุตลอดไป, นั่นคือความไม่ปรุงแต่ง ความไม่ปรุงแต่งอะไรเป็นอสังขตะ, ไม่ปรุงแต่งอะไร ไม่ถูก อะไรปรุงแต่ง ไม่เป็นผู้ปรุงแต่งอะไร และไม่เป็นผู้ที่ถูกอะไร ปรุงแต่ง, นั่นแหละ ความว่างเป็นอย่างนั้น แล้วอายุยืนที่สุด ยืนจนไม่มีปากจะพูดจะนับจะคำนวณได้ นี่ทางฝ่ายมหายาน เขาใช้คำนี้ ว่าเป็นสิ่งสูงสุด เป็นพระพุทธเจ้าประเภทหนึ่งเลย แต่ไม่ใช่เป็นบุคคล เป็น พระพุทธเจ้าประเภทธยานิพุทธะ เรียกว่าอมิตาภะ อมิตายุ. คนรับใช้ของพระอมิตายุ ก็คือ อวโลกิเตศวร ที่ สนามหญ้าตรงโน้น ไปดูอวโลกิเตศวร รูปนั้น เป็นผู้รับใช้ พระพุทธเจ้าอมิตาภะ คือช่วยให้คนไม่ตาย, ช่วยให้คนเข้าถึง อมิตายุ คือมีอายุที่กำหนดไม่ได้. พูดให้ง่าย ๆ ก็ ช่วยให้
น.35 ๒๗ คนเข้าถึงความว่าง เมื่อคนมันเข้าถึงความว่างแล้วมันไม่ ตายนี่ รู้จักใช้อมิตาภะ, พระพุทธเจ้าอมิตาภะให้เป็นประโยชน์ มีพระอวโลกิเตศวรเป็นผู้รับใช้, เป็นผู้เผยแผ่เที่ยวประกาศ ที่นั่นที่นี่เที่ยวชักชวนมนุษย์ที่โง่ ๆนั่นแหละ ให้รู้จัก อมิตาภะ, ให้รู้จักอมิตายุ แล้วมันจะได้ไม่ตาย, นี่ ความ หมายของอวโลกิเตศวร อยากจะให้คนรอดจากความ ตายไปถึงอมิตาภะ ไปถึงอมิตายุที่ไม่รู้จักตาย, อุตส่าห์ พยายามทุกอย่าง ทุกแบบ ทุกรูป ทุกรูปแบบ ตามเรื่อง ของฝ่ายโน้น ; ไม่ใช่ฝ่ายทางเถรวาทดอก ของฝ่ายมหายาน ที่เขาต้องการให้คนทุกประเภทไปได้ รอดตัวไปได้ โดยการ ช่วยเหลือของอวโลกิเตศวร. เมื่ออวโลกิเตศวรต้องการจะ ช่วยมนุษย์ก็แปลงเป็นมนุษย์, เมื่อต้องการจะช่วยยักษ์ก็แปลง เป็นยักษ์, เมื่อต้องการจะช่วยเทวดาก็แปลงเป็นเทวดา. อวโล- กิเตศวรแปลงเพศ แปลงภาพแปลงเพศเป็นอะไร ทุกอย่าง หลายสิบอย่าง แล้วแต่ว่าจะไปช่วยอะไร, จะต้องช่วยสัตว์ ก็ต้องแปลงเพศเป็นสัตว์จะได้ช่วยสัตว์, นี่ ผู้ที่มีเมตตาใหญ่ หลวง ต้องการจะช่วยคนไปสู่ความว่าง.
น.36 ๒๘ ความว่างช่วยให้พ้นจากทุกข์. สิ่งดีที่สุด ประเสริฐที่สุด ไม่มีอะไรจะดีเท่า ก็คือ ความว่าง มัน ช่วยให้พ้นจากความผูกพันของอายุ ของ ความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนว่าของ ๆ ตน, ถ้ าเข้าถึงอนัตตา ตัวตนซึ่งมิใช่ตัวตน มันก็ไม่มีอะไรผูกพัน, เดี๋ยวนี้มันยัง มีตัวกู ตัวกูของความโง่ของอวิชชา, พอใจ ๆ แล้วก็คิดขึ้น มาว่ากูพอใจ, ไม่พอใจขึ้นมาก็คิดว่ากูไม่พอใจ, กูนี่เพิ่งเกิด ออกมาจากความโง่เมื่อพอใจหรือเมื่อไม่พอใจ, ตัวกูมันเป็น อย่างนั้น แล้วมันยังไม่อยากตาย, มันยังอยากจะอยู่แสดง บทบาทเรื่อยไป มันเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ตื้น มันเป็นเรื่องที่ลึก. แต่ถ้าพูดว่าเรื่องลึกเดี๋ยวก็ไม่เอาเสียอีก เดี๋ยวก็กลัว เสียอีก เดี๋ยวก็ไม่กล้าเสียอีก, บอกว่ามัน ไม่ลึกเกินไปดอก พอจะมองเห็นว่า ถ้าไปผูกพันไว้กับสิ่งที่เรียกว่าอายุ แล้วก็จะต้องหมุนติดไปกับอายุ ซึ่งไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง เป็นทุกข์อะไรตามเรื่องของอายุ. เลิกอายุ ๆ เลิกอายุ เป็น ผู้ไม่มีอายุ ไปอยู่กับพระพุทธเจ้าอมิตายุดีกว่า ที่นี่แหละ, เมื่อใดเลิกผูกพันในอายุเสีย ก็กลาย เป็นสาวกของพระ-
น.37 ๒๙ พุทธเจ้าอมิตายุ คืออสังขตะ หรือ วิสังขาร หรือนิพพาน ได้ที่นี่, ไม่ต้องตายแล้วเกิด ตายแล้วเกิด จึงจะไป. ถ้าว่าโง่เกินไป เขาก็มีวิธีสอนให้บริกรรมว่าอมิตายุ ๆ อมิตายุนี่แปดหมื่นครั้ง แล้วก็จะได้ไปอยู่กับอมิตายุ, พวก อาซิ้มเขาก็ทำอย่างนั้น อาตมาไปพบที่โรงเจที่ชลบุรี แกว่า แกทำได้ แกทำได้ครบแปดหมื่นครั้งแล้ว มีแต่เกิน ๆ ๆ. พอเจ็บไข้ลงเท่านั้นแหละ รถก็มารออยู่บนหลังคา, พอตาย ลงก็ขึ้นรถไปอยู่กับพระพุทธเจ้าอมิตายุ ไม่ตายอีกต่อไป. ต้องยอมว่าเขาเก่งนะ มหายาน ๆ ที่เขาแตกแยกแขนงออกไป อย่างวิจิตรพิสดาร, เขาเก่ง ๆ ๆ เก่งที่จะพาคนโง่เอาไปได้. อาตมายอมแพ้ ๆ ไม่สามารถจะพาคนโง่ไปได้, ได้ แต่บอกตรง ๆ จนคนโง่สั่นหัว, คนฉลาดก็สั่นหัว, เป็นความ หย่อนความสามารถของเราเอง ที่พาใครไปไม่ได้, แต่ก็ พยายามแหละ. ถ้าเป็นเถรวาท, ลัทธิเถรวาทนี้ ก็จะ พยายามไปตามแบบของเถรวาท บอกกันตามตรง ๆ ไม่ใช้ อุบายเล่ห์เหลี่ยมอะไร, บอกว่า ถ้าแกยึดมั่นถือมั่นแล้วแกก็ จะต้องเป็นทุกข์, ถ้าแกไม่ยึดมั่นถือมั่น แกก็จะไม่เป็นทุกข์,
น.38 ๓๐ บอกกันตรงๆ อย่างนี้. อย่าไปยึดมั่นถือมั่น โดยเฉพาะ ในสิ่งที่เรียกว่าอายุน่ะ เดี๋ยวจะกลัวตายขึ้นมา, อยู่สบาย ๆ ก็กลัวตายขึ้นมานี่. คิดดูซิไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มันก็กลัวตาย ขึ้นมา เพราะมันยึดมั่นในอายุนี่, เดี๋ยวมันก็ได้เป็นโรค ประสาท แล้วเดี๋ยวมันก็จะได้ตายจริง ๆ นั่นแหละความที่ว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดย ความเป็นตัวตนของตน เป็นความรู้สูงสุด จงเอาเข้ามา, จงเอาเข้ามาเพื่อจะได้เป็นผู้ที่สามารถเลิกล้างอายุ. คำว่า อายุนี้เลิกกันที เลิกกันที ไม่มีอายุดีกว่า หมายความว่า มีอายุ ไม่จำกัดดีกว่า, เอาสิ่งที่ไม่มีอายุ จำกัดว่ามีอายุเท่าไร มันมีอายุตลอดกาล, เอาสิ่งนั้นดีกว่า สิ่งนั้นคือความไม่ ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน พอไม่มีตัวตนแล้วมันก็ไม่มีอายุดอก. เห็นไหมว่าทำอะไร ทำพิธีหรือทำกิจกรรมหรือ อะไร ที่เกี่ยวกับอายุนั้น มันมีได้ถึง ๓ ความหมาย : ต่อ อายุ ก็ได้ ของ คนขลาด, ล้ออายุ ก็ได้ ของคนกล้า, เลิกอายุก็ได้ ของคนปล่อยวาง. ท่านทั้งหลายที่ยังขลาด อยู่ก็ต่ออายุไปก่อนเถอะ, ถ้ากล้าพอแล้วมาล้ออายุกันเล่น,
น.39 ๓๑ ถ้าต้องการจะหลุดพ้นแล้วก็เลิก ๆ เลิก เลิกอายุ ไม่รู้ไม่ชี้ กู ไม่เอากับมึงแล้ว อตัมมยตามาแล้ว กูไม่เอากับมึงแล้ว. สามความหมาย จงรู้จักเลือกเอา เลื่อนชั้นขึ้นไป; ที่มัน ทำยากนั้น ทำได้เป็นบางครั้งบางคราวก็ยังดี, ทำได้บางครั้ง บางคราวก็ยังดีกว่าทำไม่ได้เสียเลย ; ครั้นทำได้บ่อยเข้า ๆ บ่อยเข้า มันก็จะมากขึ้น จนจะไม่บางครั้งบางคราวแล้ว มัน จะติดต่อกันไปตลอดสาย มันก็ถึงที่สุดแห่งธรรมะ ถึงที่สุด แห่งพรหมจรรย์ ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง. เลิกผูกพันอายุ ความตายจักไม่มี ดุจคาถาของพระพุทธเจ้า. เลิกอายุ นั่นแหละ วิเศษ ; ถ้าเลิกอายุเสียความ ตายก็เก้อ, พั่งให้ดีซิ ถ้าเราเลิกอายุเสียได้ ความตายก็ มาจับตัวเราไม่ได้ ความตายก็เก้อ. มัจจุราชที่ว่าถือบ่วง เที่ยวไป จะคล้องคอคนที่จะตาย มันคล้องคอใครเอาไป คนนั้นก็ตาย ; นี่ เรามันเล็กอายุนี้ เรามันว่างไม่มีอายุนี้ มัจจุราชจะเอาบ่วงมาคล้องอะไร, มัจจุราชก็เก้อไป หาไม่พบ ไม่รู้ว่าคนนี้มันอยู่ที่ไหน, คนนี้มันไม่มีอายุ คนนี้มันไม่มี
น.40 ๓๒ ตัวตน ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น, ความเกิดก็ไม่มี ความแก่ ก็ไม่มี ความเจ็บก็ไม่มี ความตายก็ไม่มี. สวดพระคาถานั้นกันเสียให้เต็ม ๆ ว่าถ้าได้อาศัย พระพุทธองค์เป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ที่มีความเกิดเป็น ธรรมดา จะพ้นจากความเกิด, สัตว์ที่มีความแก่เป็นธรรมดา จะพ้นจากความแก่, สัตว์ที่มีความเจ็บเป็นธรรมดา จะพ้นจาก ความเจ็บ, สัตว์ที่มีความตายเป็นธรรมดา จะพ้นจากความ ตาย. คำนี้พระพุทธเจ้าตรัสเอง แต่ไม่มีใครเอามาพูด มาสวด, เอามาครึ่งท่อน ว่าเรามีความเกิดเป็นธรรมดา ไม่พ้นความเกิดไปได้, เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่พ้น ความแก่ไปได้, เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่พ้นความเจ็บ ไปได้, เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่พ้นความตายไปได้, เรามีกรรมเป็นของตัว ทำกรรมใดไว้จะต้องเป็นไปตามกรรม นั้น ทำไมไม่เอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามา ที่ว่าได้ อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตรแล้ว มันพ้นจากความ เกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย, พ้นจากกรรม พ้นจากการทำกรรม, พ้นจากการที่จะต้องเป็นไปตามกรรม
น.41 ๓๓ เพราะมันว่างจากตัวตน มันว่างจากตัวตน มันไม่ทำกรรม มันไม่มีผลกรรม มันไม่ต้องรับผลกรรม. ต้องเอาบทนี้ มาสวด กันสักทีว่า ถ้าได้อาศัยเราตถาคตเป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ที่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย จะพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตายนี้, อ ย่าได้เอามาสวดครึ่งเดียวครึ่งท่อน แล้วก็มา วิตกกังวลหมดหวัง มีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่พ้นจาก ความเจ็บไปได้. ธรรมะนี้ช่วยให้อยู่เหนือความเจ็บ ให้ความเจ็บเป็นของไม่มีความหมาย ความแก่ ความตาย เป็นของธรรมดา ไม่มีความหมาย, จิตใจอยู่เหนือนั้น. ค นที่ว่าเลิกล้างอายุเสียได้ ก็คือคนที่เลิกตัวตน เสียได้ คนก็ไม่มี มัน มีแต่ความว่าง, มีสติเห็นความว่าง จากตัวตนอยู่เป็นนิจเถิด มัจจุราชก็จะไม่มองเห็นท่าน ความว่างนั่นแหละเป็นอมิตายุ มีอายุที่ไม่จำกัด มีอายุ ตลอดกาลนิรันดร, เลิกอายุของตัวตนเสีย ไม่มีตัวตนแล้ว มันจะมีอายุชนิดใหม่ ซึ่งมันเป็นเอง โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น เป็นอายุนิรันดร, เป็นอมิตายุ คือความว่าง. ให้ได้ความ ว่าง ให้จิตลุถึงความว่าง ให้จิตลุถึงความว่าง จิตอยู่กับความ ว่างก็อยู่กับสิ่งที่มีอายุเป็นนิรันดร, พอร่างกายตาย จิตมันไม่
น.42 ๓๔ รู้สึกเท่านั้นแหละ มันก็เลิกกัน, พอร่างกายมันตายตาม ธรรมชาติ จิตก็ไม่รู้สึก, เลิกกันมันก็เลิกกัน แต่ต้นจน ปลาย ไม่มีความทุกข์เลย. เอาละ, พูดเรื่องการทำบุญปรารภอายุ ๓ ความหมาย : ต่ออายุ ล้ออายุ เลิกอายุ, ช่วยจำไว้ ๓ คำ : ต่อ คำหนึ่ง ล้อ คำหนึ่ง เลิก อีกคำหนึ่ง. เวลาไหนจะต่ออายุด้วยความ ขลาดขึ้นมา ก็นิมนต์พระมาต่ออายุ. เวลาไหนกล้าหน่อย ก็ล้อได้โอ เด็กเล่นอายุนี่ ล้อมันเสียบ้าง, บางเวลา เห็น จริงแล้ว โอ้ย กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย, กูไม่เอากับมึงแล้ว โว้ย เป็นเล็กอายุด้วยอตัมมยตา, คำนี้ต้องพูดไว้เรื่อย ๆ เดี๋ยวจะลืมไปเสียอีก จะลืมกันเสียหมด ยังไม่ติดบ่อน, อดัม- ม่ยตา อตัมมยตา กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย, "บุญ บาป กุศล อะไรทุกอย่าง ๆ ที่เป็นสังขาร คู่ไม่เอากับมึงแล้วโว้ย, เอาว่าง โว้ย เอาว่างโว้ย!าน นี้ต้องถูกด่าแน่ ที่พูดอย่างนี้มีคนตั้งหลาย ล้าน ๆ ค่า ว่าให้ไม่เอาอะไร เอาความว่างนี่. แต่ไม่เป็นไร ค่าก็ไม่ถูกดอก ถ้ามันว่างเสียแล้ว จะด่าถูกอะไร มันว่าง นี่ให้ใครค่าทั้งเมืองก็ไม่ถูกดอก,เพิ่มแล้วมันก็กลับไปหาคน
น.43 ๓๕ ด่าเอง, คนถูกด่ามันว่างเสียแล้ว มันด่าไม่ถูกแล้ว, ฉะนั้น ไม่ต้องกลัว, อย่ากลัวว่าเขาจะด่า เราจึงพูดไปได้เรื่อย โดย ที่ไม่ต้องกลัวว่าใครมันจะด่า, ทำบุญเลิกล้างตัวตน เลิกล้าง ตัวกู เลิกล้างของกู เลิกล้างอายุ, เลิกล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ เป็นสังขารการปรุงแต่ง. การบรรยายในวันนี้มีเท่านี้แหละ ต่ออายุ ล้ออายุ เลิกอายุ, แล้ว อยู่กับความว่าง เป็นนิรันดร ๆ พูดนี้ง่าย แต่ว่าทำคงจะยาก .. พูดนี้มันก็พักเดียวจบแหละ แต่ว่าทำนี้ คงจะยาก เป็นปี ๆ หรือหลายๆ ปีมันก็ยังไม่ค่อยจะได้, แต่ก็ อย่ายอมแพ้, อย่ายอมแพ้ อุตส่าห์ทำ อุตส่าห์ตั้งหน้าทำ ไปเถิด. เอาละ, การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลา มันหมดแรง ด้วย มันสมควรแก่เรี่ยวแรงพูดแล้ว ก็ต้องยุติการบรรยาย เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคณสาธยาย พร้อม ๆ กัน ถึงธรรมะที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดกำลัง ศรัทธา สติ วิริยะ สมาธิ ปัญญา ในการปฏิบัติพระธรรมในพระพุทธ- ศาสนา สืบต่อไปในกาลบัดนี้.
Buddhadasa