น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ เป็นวันแรก ของการบรรยายประจำปีนี้ เป็นโอกาสที่เรียกกันว่า วันขึ้น ปีใหม่ จึงถือเอาความหมายอันนี้ ในการที่จะบรรยายธรรมะ ชุดนี้ เรียกว่า สิ่งที่ต้องทำในปีใหม่ให้ดีกว่าปีเก่า. สิ่งที่ต้องทำในปี ใหม่ให้ดีกว่าปีเก่า ซึ่งเห็นได้ ว่ามันเป็นเรื่องสำหรับทุกคน ไม่ยกเว้นผู้ใด, ถ้าใครไม่ ต้องการให้เลวกว่าหัวเผือกหัวมันที่อยู่ใต้ดิน เขา จะต้องทำ อะไร ๆ แห่งปีใหม่นี้ให้ดีกว่าปีเก่า ไม่น้อยหน้าหัวเผือก หัวมันที่งมอยู่ใต้ดิน, มันก็ยังมีการกระทำที่สมกันกับปีใหม่
น.10 ๒ คือมันมีหัว จำนวนมากกว่าเดิม ใหญ่กว่าเดิม และคุณภาพ ก็ดีกว่าเดิม, นี่เรียกว่ามันสมกับที่ว่ามันเป็นปีใหม่. เรา จะทำ อย่างไร จึงจะมีอะไรใหม่สมกับที่เป็นปีใหม่, ถ้าไม่ได้ ทำมันก็ไม่มีอะไรใหม่, ก็ลองสังเกตดูคนที่ไม่ได้ทำอะไร ให้ดีขึ้นทุกทีนั้น เขาอยู่ในสภาพอย่างไร, จะเป็นคนที่วัด ก็ดี เป็นคนที่บ้านก็ดี ถ้าไม่ได้ทำอะไรให้ดียิ่งขึ้นทุกปี มันจะ อยู่ ในสภาพอย่างไร, แล้วมารวมกันเข้าทั้งที่อยู่บ้านทั้งที่อยู่ ที่วัด มีอะไรที่จะต้องทำเหมือนกันหรือตรงกัน, นี้ก็มีอยู่ และเขาจะต้องทำอย่างไร. ยิ่งเป็น พุทธบริษัท เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยแล้ว ก็ยิ่งจำเป็นที่จะต้องทำอะไรให้มันดีกว่าปีเก่า หรือใหม่กว่าปีเก่า, ให้มันรู้มากกว่าปีเก่า, ให้มันตื่นจากหลับ ยิ่งกว่าปีเก่า, ให้มันเบิกบานยิ่งกว่าปีเก่า, เรียกว่า เป็นพุทธ- บริษัทที่เจริญขึ้นไปตามทางธรรม และมีของใหม่สมกับ ที่เรียกว่าเป็นปีใหม่. เรา พุทธบริษัท มีความหมายว่า เป็นผู้เดินตามพระพุทธเจ้า ก็ได้, หรือ นั่งล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้า ก็ได้, มีพระพุทธเจ้าเป็นผู้นำทางแห่งชีวิต จิตใจ อย่างนี้ก็ได้, ก็ต้องทำให้สมกัน.
น.11 ๓ เดี๋ยวนี้อยากจะพูดเสียคราวเดียวกันว่า พระรัตน- ตรัยทั้ง ๓ นั้น เป็นสิ่งเดียวกันโดยใจความ แม้ว่าภายนอก หรือส่วนภายนอกจะแยกออกได้เป็น ๓ อย่าง ก็สามารถจะ แยกได้เป็น ๓ อย่าง, แต่ว่าภายในหรือความหมายอันแท้ จริงนั้นย่อมเป็นเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะได้วิสัชนากันตามสม ควรแก่เวลา. พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงของธรรมชาติ. ถ้าจะให้มี หลักเกณฑ์ ที่ฟังกันได้ง่าย ๆ เข้าใจกัน ได้ง่าย ๆ ก็ว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบธรรมะ, แล้ว ก็มี สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ก็คือธรรมะ, แล้วก็มี ผู้ปฏิบัติตามความรู้อันนั้น ก็คือมีผู้ปฏิบัติธรรมะ, มัน สำเร็จอยู่ที่ว่า รู้ธรรมะ แล้วก็ ปฏิบัติธรรมะ แล้วก็ ได้ รับผล ของการปฏิบัติธรรมะ ทั้ง ๓ องค์ เนื่องเป็นอันเดียว กันตรงที่ว่า เป็นเครื่องกระทำความดับทุกข์ -ดับทุกข์- ดับทุกข์. ดูกันให้ละเอียด ก็ว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ค้น พบความจริงเรื่องนี้ของธรรมชาติ อันนี้เราอย่าเอาอะไรให้
น.12 ๔ มากนัก, เอาแต่เพียงว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้นั้น คือ ค้นพบความจริงอันสูงสุดของธรรมชาติ ซึ่งจะเรียกว่าเป็น ความลับสูงสุดก็ได้เหมือนกัน, ถ้าไม่มีบุคคลอย่างพระพุทธเจ้า ก็ไม่มีใครค้นพบความจริงข้อนี้. นี้เป็นหน้าที่ของพระ- พุทธเจ้า, ท่านไม่ได้แต่งตั้งหรือบัญญัติเอาตามความ พอใจของท่าน, ความจริงหรือธรรมะนั้นมันมีอยู่อย่างตาย ตัว เป็นกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ตามธรรมชาติว่า เมื่อมีสิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น, เมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น, ใครจะแก้ไขดัดแปลงให้เป็นอย่างอื่นนั้น เป็นไปไม่ได้. พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ ความที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย มันจึงไม่เที่ยง เพราะเหตุ ปัจจัยมันปรุงแต่งอยู่เรื่อยไป, เพราะความที่มันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนไป มันก็ ทำให้เกิดความทุกข์ แก่บุคคลผู้เข้า ไปยึดถือ ว่าจะเอาเป็นของตน จะให้มันเที่ยง มันก็เป็น ความทุกข์ขึ้นมา. เพราะมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์แก่ผู้ เข้าไปยึดถือ ก็เรียกว่ามันเป็นอนัตตา, อนัตตา มิได้
น.13 ๕ เป็นตัวตน มิใช่มีตัวตน ที่จะเข้าไปจับฉวยเอามาได้ตามความ พอใจของตน. ท่านค้นพบความไม่เที่ยง, ความเป็นทุกข์, ความเป็นอนัตตา ก็มาสอนเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งเหล่านั้น แล้วก็ไม่เป็นทุกข์ นี่เป็นความลับของ ธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ มาอธิบายให้เห็นชัด ได้ว่า ความทุกข์เกิดขึ้นมาอย่างไร, ความทุกข์จะดับลงไป อย่างไร, ซึ่งสรุปความว่า จะไปเอาสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มาเป็นของที่เที่ยงหรือตามความพอใจ มายึด มันถือมั่น, จะยึดมั่นถือมั่น ให้สิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นเป็นของ เที่ยง, สิ่งที่เป็นทุกข์มาเป็นไม่ทุกข์, สิ่งที่ไม่ใช่ อัตตามาเป็นอัตตา มันก็ เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้, มันก็ต้องเป็น ทุกข์. เมื่อไม่ยึดถือในลักษณะอย่างนั้น มันก็ไม่เป็นทุกข์ มันก็เป็นของที่ชัดเจนออกมาว่า ถ้าเป็นทุกข์ ก็เป็นเพราะ ความยึดมั่นถือมั่นตามความโง่ของตน, ถ้าจะไม่เป็นทุกข์ ก็ต้องเป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น นี่เรียกว่า รู้ส่วนที่จะเกิดทุกข์ และ รู้ส่วนที่จะดับทุกข์, รู้ทั้ง ๒ อย่างนี้ ก็เรียกว่ารู้สิ้นเชิง.
น.14 ๖ พระพุทธเจ้าท่าน นำมาสอนตามที่ได้ตรัสรู้ คือ ได้เห็นแจ้งโดยประจักษ์ต่อความจริงของธรรมชาติ ว่า ทำ อย่างไรจึงจะเกิดทุกข์, ทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดทุกข์หรือ ดับทุกข์เสียได้. ท่านยังสอนให้เห็นชัดว่า เราบังคับสิ่ง ต่าง ๆ ภายนอกไม่ได้ ที่จะไม่ให้มันเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา ไม่ได้, สิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตามีอยู่ทั่วไป, แล้วมันก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา, เราบังคับมันไม่ได้ ว่าอย่า มาเกี่ยวข้องกะเรา นี้มันก็บังคับไม่ได้ ; แต่เรามีทาง ที่จะ ทำได้ คือว่าควบคุมจิตบังคับจิต อย่าให้ไปรับเอาสิ่ง เหล่านั้นเข้ามา ด้วยความโง่ มายึดถือให้เป็นตัวตนแล้วก็ เป็นทุกข์. ฟังดูให้ดีว่า มันเป็นเรื่องที่เป็นอยู่จริง และมีความ สำคัญอยู่ เราจะบังคับสิ่งต่าง ๆ ไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้มา เกี่ยวข้อง เหล่านี้มัน ทำไม่ได้. มันก็เกิดขึ้น, มันก็มา เกี่ยวข้อง, แต่เราก็บังคับจิตว่า อย่าไปรับเอามันมาด้วย ความโง่ เอามายึดมั่นถือมั่น จงจัดการกับมันให้ถูกต้อง ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น แล้ว มันก็ทำอะไรเราไม่ได้ ; แม้ว่า ในโลกนี้จะเต็มไปด้วยสิ่งที่จะทำให้เกิดทุกข์ ให้เกิดความ
น.15 ๗ ผิดหวัง ให้เกิดความเจ็บปวดทนทรมาน มันก็เป็นได้แต่ สำหรับคนโง่ ที่ไปตะครุบเอา ไปยึดเอา, ถ้าไม่ยึดมั่นถือ มันไม่ตะครุบเอา มันก็ไม่ทำอันตราย อะไรได้. นี้เป็น อุบาย อันใหญ่หลวงที่มีอยู่, สำหรับ ทำให้ไม่ต้องเกิดความ ทุกข์อยู่ในท่ามกลางสิ่งทั้งปวงที่มายั่วมาหลอก สำหรับ จะให้เกิดทุกข์ . คนมีทุกข์เพราะยึดมั่นถือมั่น. ขอให้ท่านทั้งหลายทั้งปวงจงเข้าใจในข้อนี้ โดยประจักษ์ เถิด ว่า เราบังคับสิ่งภายนอกไม่ได้, แต่เราจะบังคับสิ่ง ภายในให้ได้ คือจิต , จะบังคับโลกให้เป็นอย่างนั้นให้เป็น อย่างนี้ อย่ามาเกี่ยวข้องกับเราอย่างนี้ ก็เป็นไปไม่ได้, แล้ว มันก็ต้องอยู่ในโลก ต้องสัมพันธ์กับโลก ; แต่ก็ บังคับจิต อย่าไปโง่ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเอามา อย่างเขลา ๆ ที่ไม่ ต้องรับเอาเสียเลยก็มี, อย่าไปรับเอามา. ถ้า ที่ต้องเกี่ยวข้อง ด้วยต้องรับเอามา ก็ด้วยความเฉลียวฉลาดมีความรอบรู้ จัดการกับมัน อย่าให้มันกัดเอาได้ , เหมือนอย่างที่พูด แล้วเมื่อตอนเช้าวันวานนั้นว่า อย่าโง่จนให้เวลามันกัดเอา,
น.16 ๘ ถ้าต้องการอะไรด้วยความโง่ เวลามันก็กัดเอา, ไม่ต้องการ อะไรด้วยความโง่ แต่ว่า ทำไปด้วยสติปัญญา เวลามันก็ กัดไม่ได้ , ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความร้อนอะไรที่จะเกี่ยวกับ เวลา อย่างนี้เป็นต้น, เพราะรู้จักจัดการกับจิตใจในภายใน. จิตนั้นเป็นสิ่งที่อบรมได้ คือทำให้ฉลาดขึ้นมาได้, แล้วก็ ทำให้ไม่โง่ ไม่ยึดมั่นถือมั่นหรือว่าให้มันปล่อยวางได้ มัน ก็เป็นอย่างนี้. พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงข้อนี้ และนำมาสอน ในฐานะเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำ, นี่ช่วยฟังให้ดี ๆ ว่ามัน เป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำ ถ้าไม่กระทำมันจะเป็นทุกข์ คือสิ่งต่าง ๆ มันจะกัดเอา. อะไร ๆ ก็ตามที่เข้าไปยึดถือว่า เป็นตัวตนของตนแล้ว มันก็กัดเอา , เราจึงมีหน้าที่ ที่จะไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น, แม้จะ เป็นสิ่งที่เป็นภายใน เป็นชีวิตหรือเป็นจิตใจนั้นเอง ก็ไม่ต้อง ยึดมั่นถือมั่น, ไม่ต้องพูดถึงสิ่งภายนอก, เรียกว่ามีจิตใจที่ ไม่หลงโง่ ไปยึดมั่นถือมั่นอะไรไว้ โดยความเป็นตัวตนบ้าง โดยความเป็นของของตนบ้าง, ไม่ยึดมั่น แล้วคิดดูเถอะ
น.17 ๙ มันก็ไม่หนัก ถ้าไปยึดมั่นไปถือไว้ มันก็หนัก ก็หนักมือ ที่ยึดที่ถือนั่นแหละ, นั่นแหละคือความทุกข์ จิตใจไปยึดถือ อะไร มันก็หนัก ก็เพราะยึดถือ, มันเหมือนกับมือที่ไปถือ มันก็หนักมือ ถ้าจิตมันไปยึดถือ มันก็หนักกับจิต เราจงรู้จักทำจิตให้เป็นอิสระจากความยึดมั่น ถือมั่น นี่แหละเขาเรียกกันสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า วิมุตติ หลุดพ้น : หลุดพ้นจากสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น , หลุดพ้นจากความยึดมั่น ถือมั่น, ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไรก็เป็นอิสระ มันก็ไม่หนัก เหมือนกับมือที่ว่างไม่ได้จับฉวยอะไรเอาไว้ มันก็ไม่เมื่อย มือ มันก็ไม่หนักมือ มันก็ไม่มีความทุกข์, ใจความสำคัญ ที่จะไม่เป็นทุกข์ ก็คือความไม่ยึดมั่นถือมั่น. เรามีหน้าที่ ที่จะ ต้องรู้ เรื่องนี้, มีหน้าที่ที่ จะต้อง ปฏิบัติ เรื่องนี้, แล้วก็ จะได้รับผล ของการปฏิบัติเรื่องนี้ คือไม่เป็นทุกข์. นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่, เป็นสิ่งที่เรียกว่า กิจที่ควรทำ, หรือกรณีย์หน้าที่ที่ควรทำ คือทำให้ประจักษ์ แจ้งในสิ่งทั้งปวงจนไม่ยึดมั่นถือมั่น. ถ้าใครไม่ทำ คนนั้น มันก็โง่ มันก็เที่ยวยึดมั่นถือมั่นนั่นนี่ไปทั่วไปหมด มันก็
น.18 ๑๐ ได้มีความทุกข์เต็มที่ เต็มเหลือประมาณนั่นแหละ ; มัน ไม่ได้ทำหน้าที่ มันก็ยึดมั่น, ถ้ามันได้ทำหน้าที่ มันได้ ศึกษาได้ปฏิบัติรู้ความจริงข้อนี้ ไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็หมด หน้าที่ คือทำหน้าที่เสร็จแล้ว มันก็ ไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้น เราจะต้องรู้จักทำหน้าที่อันสำคัญนี้ เพื่อจะได้ไม่เป็นทุกข์, มิฉะนั้นมันจะเป็นทุกข์ไปเสียหมด, จะมีอะไรก็เป็นทุกข์ แม้แต่จะกินจะใช้จะบริโภคอะไรมันก็เป็นทุกข์ ถ้าว่าทำไป ด้วยความยึดมั่นถือมั่น. นี้เรา จะมีชีวิตชนิดที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่รู้สิ่ง ทั้งปวงตามที่เป็นจริงว่า ควรจะไปเกี่ยวข้องกับมัน อย่างไร , ก็ไปเกี่ยวข้องกับมันเท่าที่ควรจะเกี่ยวข้อง หรือ เท่าที่จำเป็นจะเกี่ยวข้อง, ถ้าไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้อง ก็ไม่ ไปเกี่ยวข้องให้เสียเวลา, ถ้าไปเกี่ยวข้องก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่เกี่ยวข้องด้วยความยึดมั่นถือมั่น มันก็ไม่กัดเอา. คิดดูเถิดว่าจิตใจของคนชนิดนี้มันว่าง มันเป็นอิสระ เป็นปกติ มันไม่ไปโง่ไปหลงยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ เหมือน คนที่โง่มี อวิชชามาก ไม่รู้อะไร ก็ยึดมั่นไปหมด , ยึดมั่นไปหมด
น.19 ๑๑ ดีก็ยึดมั่นไปในทางหนึ่ง, ชั่วก็ยึดมั่นไปในทางหนึ่ง, เต็มไป ด้วยความยึดมั่นถือมั่น มันจึงรุงรังไปด้วยปัญหา. ปัญหามันกลุ้มรุมเข้ามารอบทิศรอบทาง จน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร : ดีใจก็นอน ไม่หลับกินข้าว ไม่ค่อยลง, เสียใจก็นอนไม่หลับกินข้าวไม่ค่อยลง, แต่มันก็มีเรื่องที่เขาไป ทำให้ดีใจให้เสียใจไปเสียทุกเรื่อง, เรื่องอะไรเข้ามาเอ้า มัน ก็ยึดมั่นจนว่าไปเกิดความดีใจเข้าจนได้, หรือมิฉะนั้นก็ ไปเกิดความเสียใจเข้าจนได้, มันไม่สามารถจะดำรงอยู่ อย่างเดิม คือเป็นปกติ อยู่เหนือความดีใจเหนือความเสียใจ ไม่ต้องหัวเราะไม่ต้องร้องไห้. ถ้ายังต้องหัวเราะ ยังต้อง ร้องไห้อยู่ ก็หมายความว่ามันยังมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่, หัวเราะก็เหนื่อย, ร้องไห้ก็เหนื่อย, ไม่ต้องหัวเราะไม่ต้อง ร้องไห้นั่นแหละมันไม่เหนื่อย. ขอให้รู้จัก ดำรงชีวิตชนิดที่ ไม่เหนื่อยกันเสียบ้าง, ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็เรียกว่า อยู่เหนือ อำนาจของสิ่งทั้งปวง.
น.20 ๑๒ ถ้าเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เป็นทาสกิเลส. สิ่งทั้งปวงทั้งโลกทั้งจักรวาลทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ มันมี มาแต่สำหรับจะทำให้เราดีใจหรือเสียใจไปเสียทั้งนั้น, อีกทาง หนึ่งถ้าไม่ทำให้ดีใจ ไม่ทำให้เสียใจ ก็ยังทำให้โง่ ให้โง่จนไม่ รู้ว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้. เห็นไหมมันเป็นเสียทุกอย่าง ทุกทาง : ถ้าถูกใจก็โง่เข้าไปรักเอาเข้าไปถือเอา, ถ้าไม่ถูกใจ ก็เกลียดกลัว หรือว่าคิดจะทำลายล้างผลาญเสีย, ถ้ายังเป็น กลาง ๆ ไม่ใช่ถูกใจหรือไม่ใช่ไม่ถูกใจ ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร, ก็ยังสงสัยอยู่ว่า มันจะเป็นอะไร ก็วิ่งวนอยู่ วนเวียนอยู่กับ สิ่งเหล่านั้น ที่ยังเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย ไม่รู้ว่ามันจะเป็น อะไร. เช่นว่า ไปพบก้อนหิน ก้อนหนึ่ง ถ้า สงสัยว่ามันจะ เป็นเพชร ก็เอามา , ความที่ไม่รู้หรือไม่แน่ว่าน่ารักหรือน่า เกลียด มันก็ยังเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย. ดังนั้น สิ่งที่น่ารัก ก็ดี น่าเกลียดก็ดี หรือไม่น่ารักไม่น่าเกลียด มันก็ยัง เป็นที่
น.21 ๑๓ ตั้งแห่งความสงสัย , มันเลย เป็นความยุ่งยากไปเสียทั้ง หมด, ถ้าที่น่ารักก็ไม่น่ารัก ที่น่าเกลียดน่ากลัวก็ไม่เกลียด ไม่กลัว ที่เป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยก็ไม่สงสัย, ไม่มีอะไรที่ ต้องเกี่ยวข้องก็ไม่ต้องเกี่ยวข้อง, อย่างนี้เรียกว่าจิตมัน ออกมาเสียได้, จิตมันออกมาเสียได้จากสิ่งทั้งปวง จากสิ่ง ทั้งปวง, สิ่งทั้งปวงไม่สามารถจะบังคับจิตเหล่านี้ให้ เป็นทาสของมัน. เราไปรักสิ่งใดเข้าก็เป็นทาสของสิ่งนั้น ข้อนี้เกือบจะ ไม่ต้องอธิบายแล้วกระมัง; เพราะแต่ละคนก็เคยรักสิ่งใด สิ่งหนึ่ง, เมื่อรักสิ่งใดก็เป็นทาสของสิ่งนั้นโดยความสมัครใจ หรือถ้าว่าโกรธเกลียดกลัวไม่รัก มันก็เป็นทาส, เป็นทาส เหมือนกัน เป็นทาสของสิ่งนั้นเหมือนกัน, แต่ในอีก ความหมายหนึ่ง เป็นทาสที่ต้องไปยุ่งยากลำบากกับมัน ไปมัว เกลียดไปมัวกลัวมันนั่นแหละ เป็นทาสของมัน. นี้ถ้าไม่รัก หรือไม่เกลียดแต่ไปสงสัยอยู่, มีความสงสัยอยู่ในสิ่งใด ก็ วนเวียนอยู่ในสิ่งนั้น ก็เป็นทาสของสิ่งนั้นด้วยเหมือนกัน. คิดดูให้ดี สิ่งที่เป็นสุข ก็เป็นทาสเพราะความอยากได้, สิ่งที่เป็นทุกข์ ก็เป็นทาสเพราะความเกลียดกลัว คอยแต่
น.22 ๑๔ จะวิ่งหนี ไม่มีผาสุก. สิ่งที่ยังเป็นกลาง ๆ ไม่น่ารักหรือ น่าเกลียด มันก็ยังสงสัย อดสงสัยไม่ได้ อดพะวงไม่ได้ อดอาลัยอาวรณ์ไม่ได้ มัน ก็เป็นทาสของสิ่งที่ว่ายังไม่รู้ อะไร ยังไม่รู้ว่าอะไร แต่ว่าเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย. โลภะ หรือ ราคะ ฝ่ายที่น่ารักน่าพอใจ มันจะเอา, โทสะหรือ โกธะนี้ ฝ่ายที่น่าเกลียด น่ากลัว มันไม่ต้องการ, แต่โ มหะ นั้นฝ่ายที่มันไม่รู้ ว่าเป็นอะไร มันเต็มไปด้วยความสงสัย. นี่ระวังเถอะว่ามันมีทางมากมายนักที่จะทำให้เป็นทุกข์ ในสิ่ง ที่น่ารักให้เกิดความทุกข์ไปอย่างหนึ่ง ที่น่าเกลียด ก็เกิดความทุกข์ไปอย่างหนึ่ง, ที่น่าสงสัยไม่รู้ว่าเป็น อะไรก็ให้เกิดความทุกข์อีกอย่างหนึ่ง. เราอยู่ในท่ามกลาง สิ่งเหล่านี้ ก็ต้องเป็นทุกข์ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยว สะดุ้ง เดี๋ยววิ่งหนี, แล้วแต่ว่ามันจะโง่กันไปในทิศทางไหน. ถ้าฉลาดเห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยเสมอกัน ก็ไม่มีความรู้สึกที่เป็นกิเลสทั้งสามประการนั้น คือไม่รัก และก็ไม่เกลียดและก็ไม่สงสัย, ดูให้ดี ๆ ว่ามันอยู่ด้วยความรัก บ้าง อยู่ด้วยความเกลียดบ้าง อยู่ด้วยความสงสัยว่าจะเป็น อะไรก็ไม่รู้นี้บ้าง ถ้าเอาออกไปเสียได้ จะมีความสุขสบายสัก
น.23 ๑๕ เท่าไร. ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ก็จะเห็นว่า พระพุทธเจ้ามี พระคุณ, มีพระคุณมหาศาลเหลือที่จะกล่าวได้ , เพราะ ท่านได้สอนในสิ่งให้กำจัด ให้ขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปเสียได้ อย่ามาทำให้กูรัก อย่ามาทำให้กูเกลียด, อย่ามาทำให้กูสงสัย. ที่เป็นอันตรายแก่จิตใจ ก็คือความรักความเกลียดความสงสัย เรียกว่ามันไม่ปกติ ก็เรียกว่ามันอยู่ใต้อำนาจของสิ่งเหล่านั้น คือสิ่งทั้งปวง หรือสิ่งที่เรียกว่าโลก โลก โลก, ในโลกมีแต่ สิ่งเหล่านี้สำหรับคนชนิดนี้ , เอาละโลกนี้มีแต่สิ่งเหล่านี้, แต่ว่ามีคนอีกคนหนึ่ง มันไม่โง่ ไม่หลงใหล , ไม่โง่ มันไม่ หลงรัก มันไม่หลงเกลียด ไม่ไปมัวพะวงสงสัย ก็อยู่อย่าง สบาย อย่างนี้เขา เรียกว่าอยู่เหนือโลก เรียกว่า โลกุตตระ บ้าง เรียกว่าโลกอุดรบ้าง. ทั้งโลกันตนรถ และโลกุตตระอยู่ในจิตใจ. เข้าใจว่าบางคนก็เคยได้ยินคำนี้มาแล้ว ว่า โลกอุดร หรือโลกุตตระ แต่เขาสอนกันอย่างไรก็ไม่รู้ ว่ามันไปอยู่ที่ ไหนก็ไม่รู้, มันอยู่เหนือ เหนือ เหนือขึ้นไป จนไม่รู้ว่า อยู่ไหน. โลกอุดรหรือโลกุตตระ ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่จิตใจที่มัน
น.24 ๑๖ ไม่โง่ แล้วมันก็อยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งทั้งปวงในโลก, ใน โลกจะมีอะไรสักเท่าไรมากมายสักเท่าไร ก็ไม่มีอิทธิพล ที่จะ มาครอบงำย่ำยีจิตใจของคนนี้ ให้เป็นทุกข์ได้. นี่เรียกว่าโลก มันไม่มาอยู่เหนือจิตใจของคนคนนี้ ให้เป็นทุกข์ได้, จิตนี้ เรียกว่าเป็นจิตที่เข้าสู่โลกุตตระ คือเข้าสู่สภาวะที่จะ ไม่เป็นทุกข์เพราะโลกอีกต่อไป ; แม้ว่าร่างกายจะอยู่ใน โลกนี้ แต่สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ไม่ทำให้เขาเป็นทุกข์ได้ ในแง่ ของความรักก็ดี, ในแง่ของความเกลียดก็ดี ในแง่ของความ สงสัยก็ดี. โลกุตตระอยู่ที่นี่ อยู่ในจิตใจ, อยู่ที่จิตใจที่มี ความรู้แจ่มแจ้ง จนไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดยความเป็น ตัวตนของตน . เดี๋ยวนี้ เกิดมา มีแต่ความโง่ เพิ่มขึ้น ด้วยความโง่ หลงรัก หลงโกรธ หลงเกลียด หลงกลัว มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก จนบัดนี้ จนแก่เฒ่าชรา, แล้วมันก็ ยังจะหลงที่จะรัก จะเกลียด จะสงสัย เรียกว่า จมอยู่ในโลก, แล้วก็จมลึกลึกลงไปทุกที ๆ อย่างนี้เรียกว่า นรกที่อยู่ลึก ที่สุด เป็นนรกที่มืดที่สุด อยู่เลยใต้บาดาลลงไปอีก.
น.25 ๑๗ คำว่า นรก นี้เชื่อกันว่าอยู่ใต้บาดาล, แล้ว เป็นโลกันต นรก มืดเพราะว่าแสงเดือนแสงอาทิตย์แสงอะไรส่องไปไม่ถึง, มันมืด มืดเหลือประมาณ, แต่มันยังไม่มืดเท่ากับความโง่ ของหัวใจ ของคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อย่างนี้ ช่วยจำกันไว้ให้ดี ๆ ว่า โลกันตนรกลึกสุดเข้าไปใต้บาดาลโน้นมืด มืด มืดจน ไม่รู้จะมืดอย่างไร เพราะมันไม่มีแสงสว่างของอะไรเลย, แต่ มันยังไม่มืดเท่านรกโง่ในจิตใจของคนโง่ ที่ ไม่รู้ว่า อะไร เป็นทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์, อะไรเป็นความดับ ทุกข์, อะไรเป็นทางให้ถึงความดับทุกข์. ความโง่อันนี้ ความไม่รู้อันนี้ มืดยิ่งกว่าความมืดในโลกันตนรก, ใครมีบ้าง ใครมีความมืดอย่างนี้อยู่ในหัวใจบ้าง นั่นแหละความมืด นั่นแหละ นรกมืด มืดยิ่งกว่าโลกันตนรก, แล้วก็ ไม่มี ใครกลัว, แล้วกล้วนรกอะไรกันถ้าไม่รู้, กลัวแต่นรกที่ว่าจะ ไม่ได้ตามที่สมอยาก ไปกลัวแต่นรกอย่างนั้น. ส่วนที่มันมืด จนทำอะไรไม่ถูก ทำให้เกิดทุกข์ทรมานอยู่ตลอดเวลาทุก เวลาทุกวินาทีทุกกระเบียดนิ้วมีแต่ความทุกข์ นี่มันไม่รู้จัก นี่เป็นความมืด.
น.26 ๑๘ เห็นธรรมแล้ว จะเห็นพระพุทธเจ้า. ถ้า มีแสงสว่างขึ้นมาทำให้รู้ นั่นแหละคือพระ- พุทธเจ้า ปัญญาที่ทำให้รู้ตามที่เป็นจริงต่อสิ่งเหล่านี้ ว่าอะไร เป็นอะไร จนไม่มีความมืด ไม่มีความโง่ ไม่มีความหลง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง, แสงสว่างนั่นแหละคือพระ- พุทธเจ้าผู้เห็นธรรม ผู้รู้ธรรม ผู้รู้ความทุกข์ ผู้รู้ความ ดับทุกข์ ผู้รู้การปฏิบัติให้ดับทุกข์ได้. ข้อนี้ก็พูดกันมาหลายครั้งหลายหนแล้ว จนชักจะ เอือมแล้วเหมือนกัน และว่าคนก็คงจะจำได้แต่คำพูด แต่ก็ ไม่รู้ว่าอะไร คือ ประโยคที่ว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคตผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดไม่เห็นธรรม แม้จะ อยู่ใกล้ จนถึงจับชายจีวรอยู่เสมอ ก็ยังไม่เห็นตถาคต. คนที่อยู่ ในอินเดียพร้อมสมัยกับพระพุทธเจ้า เดิน สวนทางกับพระพุทธเจ้าทุกวัน ๆ ก็ไม่รู้จักพระพุทธเจ้ามันเห็น แต่เปลือก แล้วก็ไม่มองในเรื่องที่มีคุณค่าเพื่อความดับทุกข์ ก็ไม่สนใจ ผู้หญิงเป็นฝูง ๆ รุมกันด่าพระพุทธเจ้า ว่าไอ้คนดี
น.27 ๑๙ แต่ทำให้คนเป็นหม้ายนี้, ผู้หญิงเหล่านี้รู้จักพระพุทธเจ้า อย่างไร, เขาด่าพระพุทธเจ้าว่า แกนี่ดีแต่ทำให้คนเป็นหม้าย คือผัวของเขาออกไปบวช. แล้วเขาก็เป็นหม้าย อย่างนี้มัน มาก เขาก็ช่วยกันด่าพระพุทธเจ้าว่า เป็นคนที่ดีแต่ทำให้คน เป็นหม้าย, นี่เขาอยู่กับพระพุทธเจ้าแท้ ๆ เดินสวนทางกัน แท้ ๆ แล้วยังชี้หน้าด่าด้วย, ยังรู้จักพระพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะ ว่าไม่เห็นธรรมะ ไม่เห็นธรรมะที่จะเป็นเครื่องดับทุกข์ ได้นั่น เอง. พระพุทธเจ้าถูกด่าเยอะแยะหลายแง่หลายมุม, อาตมา ถูกค่าอย่างที่ถูกอยู่นี้นิดเดียวแหละ เทียบกับพระพุทธเจ้าไม่ ได้. พระพุทธเจ้าถูกด่ามากกว่านี้ เพราะว่าคนโง่มันมาก แหละ มันมากเหลือเกิน. นี้เรียกว่า ถ้าไม่เห็นธรรมะแล้ว ไม่มีทางที่จะเห็นพระพุทธเจ้า, ไม่รู้จักธรรมะแล้ว ไม่ มีทางที่จะรู้จักพระพุทธเจ้า. ขอให้สนใจดี ๆ ให้รู้จักสิ่งที่ เรียกว่าธรรมะ, ธรรมะที่จะทำให้เห็นพระพุทธเจ้า. ธรรมะคือหน้าที่สิ่งที่ พระพุทธเจ้าทรงเคารพบีเก่า ๆ. ทีนี้ก็จะได้พูดถึงธรรมะอันนี้แหละกันเสียสักหน่อย หรือไม่หน่อยละมากทีเดียว ว่า ถ้าเห็นธรรมะมากขึ้นไป
น.28 เป็นปีใหม่, ถ้าไม่เห็นธรรมะ เท่าเดิมมันก็เท่าเดิม มันไม่มีปีใหม่. ขอให้ทุกคนมีปีใหม่ ปีใหม่ เห็นพระ- พุทธเจ้าคือองค์ของธรรมะ ให้มากขึ้นกว่าเดิม แล้วก็ ให้ เห็นหน้าที่ คือการดับทุกข์ , ธรรมะนั้นเพื่อดับทุกข์ ธรรมะนั้นมีหน้าที่เป็นหน้าที่เพื่อจะดับทุกข์ รู้จักให้มาก กว่าเดิม แล้วทำให้มีมากกว่าเดิม, ปฏิบัติหน้าที่ที่ดับทุกข์ ให้มากกว่าเดิม. นี่แหละจะมีปีใหม่เพิ่มขึ้นมา ที่มีค่าเพิ่มขึ้น มาจากปีเก่า. อยากจะย้ำอยู่เสมอว่า ธรรมะ ธรรมะ ธรรมะนั้น แปลว่าหน้าที่, ถึงธรรมะจะแปลว่าคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็เถอะ, ท่านสอนเรื่องหน้าที่ แล้วคำว่าธรรมะ ธรรมะนี้ มนุษย์ใช้พูดอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด. เขาหมายถึงหน้าที่ หน้าที่คือสิ่งที่จะช่วยให้รอด, ช่วยจำไว้อย่างนี้ หน้าที่นั้น คือสิ่งที่จะช่วยให้รอดคำว่าธรรมะก็มีความหมายว่า สิ่งที่จะ ช่วยให้รอด, ธรรมะกับหน้าที่จึงเป็นสิ่งเดียวกัน ต่างกัน แต่ภาษา เป็นภาษาในอินเดียโบรมโบราณโน้นก่อนพระ- พุทธเจ้าเกิด เขาเรียกธรรมะด้วย. ภาษานั้น ครั้นมาเป็น ภาษาไทย มีคำว่าหน้าที่ ๆ หน้าที่นี้ใช้แทน, ดังนั้นคำว่า
น.29 ๒๑ ธรรมะกับคำว่าหน้าที่นั้น มันเป็นสิ่งเดียวกัน. เขาสอนกัน มาสูงขึ้น สูงขึ้น แต่ไม่สูงสุด, พอพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ท่านสอนสูงสุด, หน้าที่สูงสุด เป็นคาวมดับทุกข์ได้ สิ้นเชิงถึงที่สุด จนไม่มีใครสอนให้สูงไปกว่านี้ได้. บรรดา คำสอนของมนุษย์ สอนกันมาสูงขึ้นสูงขึ้นมาแต่ยังไม่สุด, พอพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นท่านสอนสูงสุดจนดับทุกข์สิ้นเชิง. นี่ วัฒนธรรมของมนุษย์ในแง่ของศาสนานี้ มันสูงสุดแค่ที่ พระพุทธเจ้าท่านได้เกิดขึ้น แล้วท่านได้สอน สอนจนสูงสุด, ไม่มีใครจะสอนให้สูงไปกว่านั้นได้. พวกลูกศิษย์ของพระ- พุทธเจ้าทั้งหลาย จงรู้จักความจริง ข้อนี้ไว้บ้าง แล้วจะได้ พูดให้ถูกต้อง ว่าหน้าที่อันสูงสุดดับทุกข์ได้สิ้นเชิงเรียก ว่าธรรมะ, ธรรมะสูงสุด ซึ่งเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่าน เคารพ. นี้ก็อยากจะพูดเตือนแล้วเตือนอีกจนคนฟังรำคาญ พูดแล้วพูดอีกว่า ท่านทั้งหลายเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า แต่ไม่เคารพสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพ, เคารพพระพุทธเจ้า เกือบเป็นเกือบตาย สละชีวิตก็ได้ แต่ไม่เคารพ สิ่งที่ พระพุทธเจ้าท่านเคารพ, สิ่งนั้นคือหน้าที่ สิ่งนั้นคือ
น.30 ๒๒ ธรรมะ, สิ่งนั้นคือหน้าที่ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ ปรากฏอยู่ในข้อความในพระบาลี . นี้ท่านก็ถามตัวเองขึ้น ว่าต่อไปนี้จะเคารพใคร ? ตรัสรู้อย่างนี้แล้วจะเคารพ ใคร ก็เคารพธรรมะหรือหน้าที่ที่ตรัสรู้ นั่นแหละ, ธรรมะหรือ หน้าที่ที่ตรัสรู้นั่นแหละ สูงสุดมันดับทุกข์ได้ เอ้าตกลง เคารพธรรมะ. พระพุทธเจ้าจึงประกาศออกไปว่า พระ- พุทธเจ้าทุกพระองค์ ในอดีตในอนาคตในปัจจุบันทุก พระองค์ เคารพธรรมะ คือหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ หน้าที่ของพระพุทธเจ้า. หน้าที่ของคนทั้งปวงเพื่อดับทุกข์, เมื่อดับทุกข์ ได้ แล้ว ก็มีหน้าที่ที่จะสอนคนต่อไปมันเป็น สองชั้น อยู่อย่างนี้. สิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ ทำหน้าที่ดับทุกข์ของตน เองให้ได้เสียก่อน ครั้นดับทุกข์ของตัวเองได้ แล้วก็มี หน้าที่จะสอนต่อไป, หรือจะถือโอกาสว่า เราดับทุกข์ได้ เท่าไร ก็มีสิทธิที่จะสอนได้เท่านั้น, ดับทุกข์ได้นิดหนึ่งก็มี หน้าที่หรือมีสิทธิที่จะสอนได้นิดหนึ่งเท่านั้น ไม่เป็นไรไม่ต้อง กลัว, ดับทุกข์ ได้เท่าไรก็สอนเท่านั้นแหละ, เป็นความ ประสงค์ของพระพุทธเจ้าที่ให้ทำอย่างนั้น เพื่อเป็นการ
น.31 ๒๓ ช่วยให้มนุษย์ทุกคน เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย รู้จักหน้าที่ และดับทุกข์. แต่เราก็ไม่เคารพหน้าที่ที่พระพุทธเจ้าเคารพ ไม่ เคารพสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพ อยากจะพูดกรอกหูสัก ร้อยครั้งพันครั้งว่า พวกท่านไม่เคารพสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่าน เคารพ, แม้ว่าท่านจะเคารพพระพุทธเจ้า, เพราะฉะนั้น ขอให้ เปลี่ยนแปลงกันเสียใหม่ ปีใหม่นี้ขอให้เคารพสิ่งที่ พระพุทธเจ้าท่านเคารพ ให้มากกว่าปีเก่า คือหน้าที่ที่จะดับ ทุกข์ได้, จงเคารพหน้าที่ อย่าคดโกง หน้าที่ อย่าบิดพลิ้ว หน้าที่ อย่ากบฏ หน้าที่ อย่ายักยอก หน้าที่, ให้เคารพ หน้าที่อย่างบริสุทธิ์ ผุดผ่องถูกต้อง ตั้งใจจริงที่จะดับทุกข์. ปากเขาว่าพุทธัง สรณัง คัจฉามิ, แต่ใจของเขาสตางค์สรณัง คัจฉามิ ข้อนี้ก็เคยพูดกันมาบ่อย ๆ ปากมันว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ, แต่จิตแท้ ๆ มันว่าสตางค์สรณัง คัจฉามิ, เคารพเงิน เคารพสิ่งที่เป็นปัจจัยแห่งกิเลส. ปากว่าเคารพพระพุทธเจ้า แต่ใจมันเคารพสิ่งที่เป็นกิเลส, นี่คือ ตัวการร้ายที่ไม่เคารพ สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพ, มาเคารพเหยื่อของกิเลส หรือ เคารพกิเลสเสียมากกว่า, กิเลสจะไสหัวมันไปทำอะไร
น.32 ๒ ๔ มันทำได้ทั้งนั้นเลย, นี้มันเรียกว่าเคารพกิเลส ไม่ได้เคารพ สิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพ. ขอให้นึกถึงข้อนี้ ให้มากเถิด, ให้ มากยิ่ง ๆ ขึ้นไปเถิด. ความฉลาดที่ควบคุมไม่ได้ทำให้เกิดปัญหา. สมัยนี้มีการศึกษาที่ไม่เพียงพอ การศึกษา, ที่ไม่เพียงพอ การศึกษาที่เปิดช่องโหว่ให้คนเดินผิดทาง คือ การศึกษาที่ทำให้คนฉลาด แล้ว ไม่มีการศึกษาส่วนที่จะ ควบคุมความฉลาด ช่วยกันประกาศให้ก้องไปทั่วโลก ให้รู้ ไปถึงรัฐบาลทุกรัฐบาลในโลกนี้ ว่าการศึกษาของพวกท่าน ทั้งหลายมันยังโง่, มันยังมีแต่ทำให้คนฉลาด ๆ ฉลาดจนไม่รู้ จะทำอย่างไรฉลาด ๆ ไปโลกพระจันทร์นั้นไปเป็นว่าเล่น, มี คอมพิวเตอร์ มีอีเลคโทรนิค เทคโนโลยีมันเหลือจะฉลาดแล้ว แต่ว่าไม่มีอะไรมาควบคุมความฉลาด. นักศึกษา ที่ฉลาด เหล่านั้น ก็ ใช้ความฉลาดเป็นทาสของกิเลส, คิดดูความ ฉลาดที่ควบคุมไว้ ไม่ได้นั่นแหละ มันสร้างปัญหาขึ้นมา ยิ่ง ฉลาดเท่าไรยิ่งสร้างปัญหาได้มาก, ยิ่งฉลาดเท่าไรยิ่งโกงได้ ลึกซึ้ง. เดี๋ยวนี้การศึกษาในโลกมีแต่ทำให้ฉลาด มันไม่มีส่วน
น.33 ๒๕ ที่จะควบคุมความฉลาด, ดังนั้น โลกยิ่งฉลาดมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งคดโกงกันมากขึ้น เท่านั้น, ยิ่งเบียดเบียนกันลึกซึ้งมาก เท่านั้น, ความทุกข์ในโลกจะมากขึ้นเท่าที่มันยิ่งฉลาด นี้เราก็ได้แต่พูดพล่ามอยู่คนเดียว ไม่มีใครเขาฟัง, เขาอยากจะฉลาด เขาให้ลูกหลานฉลาด, รัฐบาลก็จัดการ ศึกษาให้พลเมืองฉลาด แต่แล้ว ควบคุมความฉลาดของ เขาไม่ได้, เขาก็เอาความฉลาดไปใช้ในทางที่เห็นแก่ตัว. เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัว, ยิ่งฉลาดเท่าไรยิ่งเห็นแก่ตัวได้ลึกซึ้ง ; ฉะนั้นมันจึง มีผลสะท้อนออกมาจากความเห็นแก่ตัวของ คนฉลาดเต็มไปหมดทั้งโลก. ทุกคนยิ่งฉลาดขึ้น ยิ่งเป็น นักวิทยาศาสตร์ก็ยิ่งฉลาดขึ้น, แต่ไม่มีอะไรมาควบคุมความ ฉลาด เขาก็ยกความฉลาดให้แก่กิเลส, แล้วแต่กิเลสมันจะใช้ ความฉลาดอย่างไร โลกจึงเป็นอย่างนี้ เต็มไปด้วยคนฉลาด ฝีไม้ลายมือของคนฉลาด แต่แล้วมันก็เพิ่มปัญหามากขึ้น. ความทุกข์เกิดขึ้นแปลก ๆ มากมายทั้งลึกซึ้ง, ความทุกข์ยิ่งยาก ยิ่งลำบากยิ่งลึกซึ้งและยิ่งมาก เพราะคนมันฉลาด แต่ไม่มี อะไรมาควบคุมความฉลาด, เขาก็ ใช้ความฉลาดไปเสนอ สนองความเห็นแก่ตัว, เอ้าเอาซิ ก็เกิดโลภะ โทสะ โมหะ
น.34 ทำไปตามโลภะ โทสะ โมหะ แรงขึ้น แรงขึ้น, เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น. โลภะ โทสะ โมหะชุดที่เกิดทีหลังต้อง ร้ายกาจกว่าที่เกิดขึ้นชุดก่อนเสมอไป, โลภะ โทสะ โมหะ เกิดเป็นชุด ๆ อยู่เรื่อยมา ๆ ชุดหลัง ๆ ยิ่งร้ายกาจกว่าชุดแรก เสมอไป, ฉะนั้นโลกนี้ยิ่งเต็มไปด้วย โลภะ โทสะ โมหะ ที่ร้ายกาจยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกที. ถ้าว่าคนป่าสมัยโน้น สมัยคนป่าดึกดำบรรพ์ที่เขาอยู่ โพรงไม้อยู่รูก็ได้ เขามาเห็นคนสมัยนี้คนปัจจุบันนี้ อยู่ตึก อยู่วิมานอยู่อะไร มีเรือบิน มีรถยนต์มีอะไรสารพัดอย่าง เขา จะคิดอย่างไร, เขาจะคิดอย่างไร. นี่คนที่ไม่เข้าข้างตัวช่วยคิด แทนดูบ้าง ว่าเขาจะคิดอย่างไร. อาตมาคิดว่ามันจะหัวเราะ เยาะนะ หัวเราะเยาะคนบ้า เราอยู่รู รูเดียวสบายแล้ว, นี้ สร้างตึก ๑๐ ชั้น ๒๐ ชั้น ๓๐ ชั้น ๑๐๐ ชั้น, สร้างตึกขึ้นไป แล้วมันมีอะไรที่มันดีกว่าเราที่อยู่รู, มัน ยิ่งมีไฟฟ้าใช้ ยิ่ง มืดบอดทางจิตใจ, มีน้ำแข็งกิน มันก็ยิ่งร้อนรุ่มทางจิตใจยิ่ง กว่าคนที่ไม่รู้จักน้ำแข็ง, มีรถมีเรือมีเรือบินมีอะไร มันก็ ยังโง่ยังมีความอยากที่วิ่งเร็วกว่าเรือบินอยู่นั่นแหละ. มัน ก็เลยไม่ต้องทำอะไร มันก็ ต้องมีความทุกข์มากขึ้น ๆ, เป็น
น.35 ๒๗ ปัญหามากมายมหาศาลท่วมทับ แก้กันไม่ไหว. นี่คนป่า เขาจะหัวเราะเยาะคนสมัยนี้ที่ว่าเจริญรุ่งเรืองแล้ว. ขอให้เอาไปสนใจ ไปคิดนึกกันบ้าง จะได้ควบคุม ไว้ให้ดี ๆ จะได้ควบคุมไว้ให้ดี ๆ ให้มันถูกต้อง ๆ. ให้มันถูก ต้อง อย่าให้คนป่านั้นเขาหัวเราะเยาะได้ มีไฟฟ้าใช้ จิตใจ มันก็ไม่สว่างเหมือนไฟฟ้า, มันยิ่งมืดเพราะความเห็นแก่ตัว ยิ่งขึ้น ๆ, หรือว่ามีน้ำแข็งกิน, ใจคอมันก็ไม่ได้เยือกเย็น เหมือนน้ำแข็ง, มันยิ่งร้อน ๆ เพราะมันมีอะไรมายั่วให้ต้องการ มากกว่าเดิมนี่. คนป่าเขาจะคิดอย่างไร, เขาจะนึกอย่างไร, เรามีจิตใจเป็นธรรม มีจิตใจไม่เข้าข้างตัว ช่วยคิดดูบ้าง มันทำสิ่งที่เกินจำเป็นมากขึ้น ๆ มากขึ้น, ถ้าทำเท่าที่ จำเป็น แล้วไม่มีปัญหายุ่งยากอย่างที่กำลังได้รับอยู่เดี๋ยวนี้ดอก ขอให้รู้จักว่าอะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น, อะไรเป็น เหตุให้เกิดทุกข์, อะไรเป็นเหตุให้ดับทุกข์, ให้รู้กัน เสียบ้างเถิด แล้วมันก็จะต้องดีขึ้นเป็นธรรมดา, ความทุกข์จะ ไม่มากมายขึ้นตามความฉลาด ๆ ที่มันฉลาด ๆ จนไม่รู้จะฉลาด ไปถึงไหน.
น.36 ๒๘ ความฉลาดที่ไม่มีอะไรควบคุม, ความฉลาดที่ไม่มี สัมมาทิฏฐิควบคุม ระวังให้ดี, ความฉลาดที่ไม่มีสัมมาทิฏฐิ หรือความรู้ที่ถูกต้องควบคุม ความฉลาดนั้นพาไปหา ปัญหายุ่งยาก ไปหาความทุกข์ ยิ่งขึ้นกว่าเดิมทั้งนั้น. ฉะนั้น จงรู้จักฉลาดชนิดที่อยู่ในความควบคุม ของธรรมะ ของสัมมาทิฏฐิ ของปัญญา ของยถาภูตญาณทัสสนะ คือ ความจริงของสิ่งทั้งปวงที่ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. ให้ความรู้เหล่านี้มาควบคุมความฉลาด ความฉลาดจะได้เดิน ไปถูกทาง จะไม่ต้องไปทำสิ่งที่ไม่ต้องทำ ที่มันเกิน เกิน ความจำเป็น. ช่วยจำไว้ด้วยว่า ถ้าเกินความจำเป็นแล้วจะ ต้องเป็นทุกข์, ถ้าพูดตรงไปตรงมาก็ว่า มันจะโง่ ถ้ามันมี อะไรมากเกินกว่าจำเป็นที่ควรจะมีแล้วมันโง่ : มีรถยนต์ คันหนึ่งเกินพอแล้ว มันยังซื้ออีกสองคัน สามคัน, มันก็คือโง่ มันก็คือผิดหลักธรรมะ มันไม่ควรจะสร้างปัญหาขึ้นมา. มีบ้าน บ้านเดียว มันก็เกินพอแล้ว มันจะต้องมีหลายบ้านอย่างนี้ มันก็เป็นเรื่องของความโง่, มันไม่รู้จักว่าควรจะมีเท่าไร, ขอให้ สนใจเถอะว่า ปราศจากความรู้แล้ว ความฉลาดนั่นแหละ
น.37 ๒๙ มันจูงไปลงเหว จูงไปสู่ความยุ่งยากลำบากลึกซึ้งซับซ้อน จนแก้ไม่ได้. ถ้าเราจะจัดการศึกษาในโลกนี้กันเสียใหม่ ให้มีเครื่อง ควบคุมความฉลาด อย่าให้ความฉลาดมันเพ้อ หรือมันเห็น แก่ตัว, เราก็จะไม่มีความทุกข์กันมากมายเท่านี้. ฉะนั้นพูดได้ เลยว่า พวกนิยมคอมมิวนิสต์ หรือคอมมิวนิสต์มันก็ เห็น แก่ตัว, พวกเสรีประชาธิปไตย นายทุนมันก็ เห็นแก่ตัว, พวกที่ไม่เป็นอะไรทั้ง ๒ อย่างมันก็เห็นแก่ตัว ไม่ยกเว้นสัก คนเดียว, ในโลกนี้มีแต่คนเห็นแก่ตัว แล้วมันจะไม่เป็น ทุกข์อย่างไรเล่า, มันก็เป็นทุกข์อยู่ตามลำพังด้วย แล้วมันก็ เป็นทุกข์เมื่อไปเกี่ยวข้องกับผู้อื่นด้วย, มันก็เลย เป็นทุกข์ กันไปหมด. การศึกษาในโลกมันไม่สมบูรณ์ ไม่ถูกต้อง สำหรับการดับทุกข์ ไม่ตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้ ตรัสรู้ : รู้ว่าความทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร, ความทุกข์จะดับ ไปอย่างไร, นี้มันมีความโง่ที่ทำให้เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป.
น.38 ๓๐ โลภะ โทสะ โมหะ ของคนฉลาดน่ากลัวอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าของคนโง่, โลภะ โทสะ โมหะ ของคนโง่นั้น มันทำ อะไรไม่ได้มากนักดอกเพราะมันโง่ ถ้าโลภะ โทสะ โมหะของ คนฉลาดแล้ว มันทำอะไรได้ลึกซึ้งเหลือประมาณ, ยากที่จะแก้ ไข่ไถ่ถอนเลย, ขอให้รู้จักว่า ธรรมะ สติปัญญา ยถาภูตญาณ- ทัสสนะนั้นมีประโยชน์อย่างไร ๆ, มีประโยชน์อย่างไร จำเป็นอย่างไร, ถ้ามีสิ่งนี้แล้วเรียกว่าเป็นพุทธะ ๆ ได้อย่างไร, มีความรู้ที่ถูกต้องอย่างนี้แล้วเป็นพุทธะ คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ได้อย่างไร, ไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้วก็ไม่มีความเป็น พุทธะเลย. นี่ ขอให้ปีใหม่ของเรามีสิ่งนี้มากกว่าปีเก่าเถิด พูด ง่าย ๆ ก็ให้มันมีความเป็นพุทธะมากกว่าปีเก่าเถิด, เราก็จะมี พระพุทธเจ้าอยู่กับเรา. ความรู้ นั่นแหละ เป็นพระพุทธจ้า, การปฏิบัตินั้นเป็นธรรมะ เป็นพระธรรม, ผู้ที่ได้รับผล ของการปฏิบัตินั้น คือพระสงฆ์ พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ เป็นผู้บอก เป็นผู้ชี้ทาง, ความรู้หรือหนทาง ของการ ปฏิบัติที่ท่านชี้ คือพระธรรม, แล้วก็ ผู้ปฏิบัติได้รับผล ของการปฏิบัติ เป็นสุข อยู่ นั่นคือ พระสงฆ์, พระสงฆ์
น.39 ๓๑ ได้รับประโยชน์มีความสุขอยู่ตามภูมิตามชั้นของตน นี่คือ พระสงฆ์. แต่ทั้งหมดนั้นมันขึ้นอยู่กับคำ ๆ เดียวว่า ธรรมะ คือหน้าที่ ๆ พระพุทธเจ้าท่านบอกหน้าที่ หน้าที่คือ พระธรรม ผู้ปฏิบัติหน้าที่คือพระสงฆ์. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสิ่งเดียวกัน โดยเนื้อใน โดยหัวใจ, แม้จะแยกเป็น ๓ อย่างข้างนอก เป็นผู้บอกหน้าที่ ตัวหน้าที่ตัวผู้ปฏิบัติหน้าที่ อย่างที่ชอบสอน เด็ก ๆ กันว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้ พระธรรม พระธรรม พระพุทธเจ้าสอน พระสงฆ์คือผู้ปฏิบัติ คล้ายกับมีตั้ง ๓ องค์ แต่ที่แท้มันไป รวมอยู่ที่คำ คำเดียวว่า ความดับทุกข์ได้, การดับทุกข์ได้ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. เราจึงสามารถมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้พร้อมกัน มีพระพุทธเจ้าเป็นพ่อ, มีพระธรรม เป็นแม่, มีพระสงฆ์ เป็นพี่, พูดอย่างนี้เพื่อให้จำง่าย ๆ ดอก ไม่ใช่เพื่ออะไร จะหาว่าจริงหรือไม่จริงก็ได้, แต่เพื่อจำง่าย ๆ ขอให้มีพระ- พุทธเจ้าเหมือนอย่างกับเป็นพ่อ, มีพระธรรมเหมือนกับอย่าง เป็นแม่, มีพระสงฆ์เหมือนอย่างเป็นพี่, เดินตามกันไป ก็จะมี พระรัตนตรัยที่แท้จริง.
น.40 ๓๒ มีพระรัตนตรัยที่แท้จริงได้ โดย ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง . ขอให้มีพระรัตนตรัยที่แท้จริงอย่างนี้ ยิ่งกว่า ปีที่แล้วมา จะเรียกว่ามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้ง ๓ อย่างก็ได้ ดีกว่าที่แล้วมา, หรือจะพูดว่ามีเพียงอย่าง เดียวก็พอ คือมีหน้าที่ หน้าที่ที่ถูกต้องจริงกว่าปีที่แล้วมา อย่างนี้ก็ได้. คุณลองมีหน้าที่ ที่ถูกต้องแท้จริงเถอะ จะมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ขึ้นมาครบทั้ง ๓ องค์เลยใน หน้าที่นั้น, เพราะว่าในการปฏิบัติหน้าที่นั้น มันต้องมีความรู้ ที่ถูกต้อง นั้นมันเป็นพระพุทธ แล้วทำลงไปมันเป็นพระธรรม ได้รับผลของการกระทำนั้นมันเป็นพระสงฆ์. เราจงมีหน้าที่ที่ถูกต้อง ชนิดที่ดับทุกข์ได้ ชนิดที่ถอนตนขึ้นมาออกเสียจากความทุกข์ได้, ในการกระทำ หน้าที่นั้น มีทั้งพระพุทธ มีทั้งพระธรรม มีทั้งพระสงฆ์ ไม่ต้องไปแยกให้เป็นหลายองค์ให้ลำบาก เดี๋ยวต้องแขวน พระเครื่องอย่างน้อย ๓ องค์, เดี๋ยวนี้แขวนองค์เดียว มันได้ ครบทุกอย่างทุกประการ. คำว่า หน้าที่นี้เป็นสิ่งสูงสุด
น.41 ๓๓ ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าสิ่งใด ต้องพูดได้ว่าหน้าที่นี้ศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านประกาศ ออกไปว่า พระพุทธเจ้านั้นเคารพธรรมะคือหน้าที่. เดี๋ยวนี้คนเขามัวอ้างกันมากมาย ฟังแล้วก็น่าสงสาร, ขออ้างคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล โลก บารมีคนนั้น บารมีคนนี้ จงมาช่วยคุ้มครอง อย่างนี้ ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์แท้จริง. สิ่งศักดิ์สิทธิ์แท้จริง คือหน้าที่ที่ถูกต้อง, ช่วยจำคำนี้ไว้ในหัวใจ ให้ฝั่งลึกไว้ อยู่ในหัวใจ อย่ารู้จักลืม ว่าหน้าที่ที่ถูกต้องนั่นแหละคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดแท้จริงยิ่งกว่าสิ่งใด เหนือพระพุทธเจ้าขึ้น ไปอีก เ พราะว่าพระพุทธเจ้าท่านก็เคารพสิ่งนี้. หน้าที่ ที่ถูกต้อง ช่วยได้จริง, มันมัวแต่อ้างสิ่งสูงสุด แต่ไม่ทำ หน้าที่ถูกต้อง มันไม่ดับทุกข์ได้ดอก, พระเจ้าก็ช่วย ไม่ได้ ให้พระเจ้ามาเป็นฝูง ๆ ก็ช่วยไม่ได้ ถ้าไม่ทำหน้าที่ ที่ถูกต้อง ถ้าทำหน้าที่ที่ถูกต้อง หน้าที่นั้น หน้าที่ หน้าที่ นั่นแหละมัน จะกลายเป็นพระเจ้าที่สามารถช่วยได้จริง มันช่วยคนเหล่านั้นได้จริง คือหน้าที่ที่ถูกต้องนั่นแหละ
น.42 ๓๔ ช่วยได้จริง, ดังนั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเหนือสิ่งใด ก็คือหน้าที่ ที่ถูกต้อง ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านเคารพ. พระพุทธเจ้าท่าน เคารพหน้าที่ แปลว่ายอมรับว่า สิ่งที่เรียกว่าหน้าที่นั้นเหนือ ไปกว่าพระองค์ จึงต้องทรงเคารพ, หน้าที่คือสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ธรรมะในความหมายทั่วไป ความหมายทั่วไปของ ธรรมะก็คือหน้าที่ แล้วมาหลอกลูกเด็ก ๆ นิดเดียวว่า ธรรมะ คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อย่างนี้มันไม่พอดอก มันไม่รู้ ว่าสอนว่าอะไร, ต้องบอกว่าสอนเรื่องหน้าที่ หน้าที่ที่ดับทุกข์ ได้ พระพุทธเจ้าท่านเคารพ. เราจงมีธรรมะอย่างนี้ จะได้ช่วยตัวเองให้รอด, หรือจะเรียกว่าพระพุทธเจ้ามาช่วยให้รอดก็ได้, แต่ว่าเรา ต้องทำหน้าที่ด้วยตนเอง พระพุทธเจ้าเป็นแต่ผู้ชี้ทาง ว่าทำหน้าที่อย่างไร, ทำหน้าที่อย่างไร, ท่านก็ชี้ อกฺขาตาโร ตถาคตา-พระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้บอก บอกให้ทำ บอกวิธี ให้ทำ ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปปํ กิจคือหน้าที่นั้นเป็นสิ่งที่ท่าน ทั้งหลายต้องทำเอง. จงรับรู้ข้อนี้ไว้ให้เต็มที่ว่า เราต้องทำ กิจทำหน้าที่ที่จะช่วยตัวนั้นด้วยตนเอง พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นแต่ผู้บอกวิธี.
น.43 ๓๕ ความรู้เป็นพระพุทธเจ้า การปฏิบัติเป็นพระธรรม การได้รับผลของการปฏิบัติเป็นพระสงฆ์ ไม่แยกกันดอก มันจะมีอยู่ด้วยกัน ไม่อาจจะแยกกัน, แยกกันได้ก็สำหรับพูด เท่านั้นแหละ แต่ที่มีอยู่จริงไม่อาจจะแยกกัน ; ฉะนั้น ขอ ให้ทำหน้าที่ ที่ถูกต้องเถิด จะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง. ปีใหม่นี้ทำหน้าที่ที่ถูกต้องให้มากกว่าปีเก่า แล้ว เราก็จะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริงยิ่งขึ้น ไปกว่าปีเก่า มิฉะนั้นก็เท่าเดิม, ปีใหม่ให้ลิงมันหัวเราะ ปีใหม่ให้คนป่ามันหัวเราะ มันไม่มีอะไรดีกว่าเดิม ไม่มีเพิ่ม อะไรขึ้น. ปี ๆ หนึ่งแต่ละปี ๆ ต้องฉลาดถูกต้อง ทำหน้าที่ ได้ถูกต้องสูงสุดไปกว่าเดิม มันจึงจะมีความใหม่ของปีใหม่, คือดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม. นึกถึงหัวเผือก หัวมัน หัวบุก หัวกลอย ใต้ดินไว้เสมอว่า ปีหนึ่งต้องดีกว่า ต้องมากกว่า ต้องใหญ่กว่า, นั่นแหละจะได้ไม่ลืมตัว จะได้ไม่ลืมตัว. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน จงมีพระรัตนตรัย สำหรับปีใหม่ให้ดีกว่าปีที่แล้วมา, และให้เป็นพระรัตนตรัย
น.44 ๓๖ ที่แท้จริงยิ่งขึ้น ๆ คือเป็นหน้าที่ที่ถูกต้อง ที่สามารถจะช่วย ได้แท้จริงยิ่งกว่าปีเก่าเถิด, ก็จะได้ชื่อว่า ท่านทั้งหลายมีพระ- รัตนตรัยอยู่กับเนื้อกับตัว อยู่ในจิต อยู่ในใจ อยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่กาย วาจาใจ, คอยที่จะช่วย พร้อมที่จะช่วยอย่างยิ่ง ยิ่งขึ้นไป ยิ่งกว่าปีที่แล้ว ๆ มา, แล้วก็จงเป็นผู้ประสบผลที่ดียิ่งขึ้นไปกว่า ปีเก่าอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.
น.45 ำให้ดีกว่าปีเก่า - ๒ - ๙ มกราคม ๒๕๓๑ ทิศ ๖ เนื่องในวันเด็ก. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์วันนี้นับว่าเป็นกรณีพิเศษ คือเนื่องด้วยเป็นวันเสาร์สำหรับบรรยายธรรมะตามธรรมดา, ทีนี้อีกอย่างหนึ่งก็เผอิญมาตรงกันกับที่วันนี้เป็นวันที่เรียก กันว่า วันเด็ก, แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือยังอยู่ในเขตแห่งวันปี ใหม่, วันปีใหม่ยังไม่สิ้นเรื่อง เราก็จะต้องนึกถึงเรื่องปีใหม่ ด้วย ; ดังนั้นในวันนี้ก็จะได้บรรยาย ใน ๓ ความหมาย ใน ฐานะบรรยายธรรมะตามธรรมดา ในวันปีใหม่, และวันเด็ก. ขอให้ตั้งใจฟังให้สำเร็จประโยชน์ ด้วยกันแต่ละฝ่ายทุก ๆ ฝ่าย. สิ่งที่ต้องทำให้ดีกว่าปีเก่า ครั้ง ๒ บรรยาย ๔ ม.ค. ๓๑
น.46 ของคำ "เด็ก" อยากจะพูดว่า คำว่าเด็ก ๆ นี้ มีความหมายว่าอย่างไร, และ ได้อาศัยหลักเกณฑ์อะไร จึงเรียกวันนี้ว่าเป็น วันเด็ก, เด็ก ๆ อย่าน้อยใจ หรืออย่ารู้สึกว่าถูกดูหมิ่นเหยียด- หยามอะไร ในเมื่อเขาเรียกเราว่าเด็ก. ถ้าถืออย่างถือมันก็ รู้สึกว่า ดูหมิ่นดูถูกกันสักหน่อย ที่มาเรียกว่าเด็ก ; แต่แล้ว มันก็มีความจริง มีความจริงที่มันยังจะต้องเรียกว่าเป็นเด็ก, ทางภาคเหนือเขา เรียกว่า ละอ่อน ละอ่อน คือหมายความ ว่ายังเป็นลูกอ่อน ก็เรียกว่าละอ่อน, ทางภาคใต้นี้เรียกกันว่า หนุ่ย ไอ้หนุ่ยลูกหนุ่ย ลูกน้อยลูกหนุ่ย, แต่ว่ามันจะเป็นละอ่อน หรือลูกหนุ่ยก็ตาม มันก็ยังเป็นเด็กอยู่ด้วยกันทั้งนั้น. เรามาพิจารณาความหมายของคำว่า เด็กเด็ก นี่ กันดู ก็ได้ แต่ก็จนปัญญาเหมือนกันแหละ ไม่รู้ว่ามันเป็นภาษา อะไร มันไม่ใช่ภาษาบาลี ที่รู้มันเป็นภาษาไทยที่พูดกันมา, แล้วเอาความว่า เด็ก ก็คือยังเล็ก นั่นเอง, มันคงจะเพี้ยน มาจากคำว่าเล็ก แล้วมาเป็นเด็ก ; แต่เดี๋ยวนี้เราก็ได้ใช้คำว่า เด็ก ๆ จนเป็นที่รู้กันแล้ว คือยังเล็ก หรือยังอ่อน. คำว่านุ้ย
น.47 ๓๙ ก็แปลว่าเล็กเหมือนกัน, ฉะนั้นรวมความแล้วมันก็มาจากคำ ว่า ยังเล็กอยู่ ยังเด็กอยู่. ทีนี้ ดูกันให้ดีว่า ใครเป็นเด็กกันอย่างไร ข้อนี้ ต้องแยกออกเป็น ๒ ประเภท ๒ ความหมาย คือทางร่างกาย หรือทางจิตใจ อย่างนี้ก็ได้, ทางโลกหรือทางธรรมก็ได้ เป็น ๒ ชนิดอยู่, ทางเป็นมนุษย์ธรรมดาหรือจะทางเป็นพระอริยเจ้า. เมื่อพูดถึงความเป็น มนุษย์ตามธรรมดา พวกเธอ ที่มีอายุน้อย ๆ อย่างนี้ ก็ต้องเรียกว่าเป็นเด็ก, มันยังเล็ก สำหรับจะโตขึ้นเป็นมนุษย์ ตามธรรมดา. เอาความเป็น มนุษย์เป็นจุดสูงสุด เรายังไม่ถึงนั้น, เราก็ยังเป็นเด็ก และ เห็นได้ง่าย ๆ ที่ว่า อายุมันน้อย. แต่ถ้าว่า เอาความหมาย ของความเป็นพระอริยเจ้า เป็นจุดสมบูรณ์แล้ว มัน ก็เป็น เด็กกันอยู่ทั้งนั้นแหละ, คนแก่หัวหงอกแล้ว คุณปู่ คุณตา คุณย่า คุณยาย ก็ยังเป็นเด็กอยู่ทั้งนั้นแหละ เ พราะว่ามัน ยังเล็กยังไกลต่อความเป็นพระอริยเจ้า. ฉะนั้นคำว่าเด็ก ถ้าใช้ในความหมายธรรมดา ก็ลูกเด็ก ๆ อายุน้อย ๆ, แต่ถ้าใน ความหมายถึงเป็นพระอริยเจ้ามนุษย์ที่สมบูรณ์แล้ว มันก็เป็น
น.48 ๔๐ เด็กกันทั้งนั้นก็ว่าได้, แม้แก่หัวหงอกแล้วมันก็ยังเป็นเด็ก เพราะมันยังไกลต่อความเป็นพระอรหันต์, มันยังเป็นลูกอ่อน หรือยังเป็นลูกเด็ก, เป็นตัวนุ้ยตัวน้อยต่อการที่จะเป็นพระ- อรหันต์ เมื่อพูดถึงคำว่า เด็ก เด็ก แล้วก็ ข อให้เอาความ หมายในข้อที่ว่า มันยังไกลต่อความเต็มเปี่ยมแห่งดอุมคติ หรือวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง, แล้วแต่เราจะพูดกันใน อย่างไหน. พูดกันอย่างโลก ๆ หรืออย่างภาษาทางกายของ คนธรรมดา, เธออายุน้อย ๆ ก็เรียกว่าเป็นเด็ก. ถ้าพูดอย่าง ภาษาพระอริยเจ้า มีความเป็นพระอริยเจ้าเป็นจุดหมายปลาย ทางแล้ว, ดูจะยังเป็นเด็กกันอยู่ทุกคนแหละ แม้ว่าแก่หง่อม จะเข้าโลงอยู่วันนี้แล้ว ก็ยังเป็นเด็กอยู่นั่นแหละ ถ้ามันยัง ไกลต่อความเป็นพระอริยเจ้า. เอาละ, เราพูด ถึงคำว่าเด็ก ๆ กันนี้ก็เข้าใจเถอะว่า พูดถึงสิ่งที่กำลังเป็นปัญหาที่จะต้อง แก้ไข ให้พ้น คือว่าทำให้พ้นจากความเป็นเด็ก. เอ้า, ทีนี้ พูดอย่างเด็ก เด็กตามธรรมดา ลูกหลาน เล็ก ๆ ที่มาประชุมกันอยู่ที่นี่ เด็กในความหมายธรรมดา ใน
น.49 มนุษย์ธรรมดายังเด็กอยู่ ก็ขอให้เธอสนใจในความ เป็นเด็กของตัวเอง, อย่าน้อยใจว่าถูกดูหมิ่นดูแคลนอะไร. ดูความจริงว่า เรามันยังเล็ก เรามันยังน้อย เรามันยังอ่อน อยู่, ภาษาบาลี มีคำที่ฟังแล้วจะสะดุ้ง คือ คำ ว่าพาละ พาละ คนพาล, พาละ คำนั้น แปลว่าเด็กอ่อน ก็ได้ ยังอ่อนอยู่, เพราะว่ามันยังอ่อนอยู่ คือมันยังไม่รู้อะไร ก็เรียกว่าพาละ, แต่พาละอันธพาลเกเรนั้นก็เรียกว่าพาละเหมือนกันแหละ แต่ เขาเติมคำอย่างอื่นเข้าไป. คำว่า พาละ นี่ หมายความว่ายัง อ่อนอยู่ ไม่ใช่เราทำผิดคิดร้ายชั่วร้ายอะไร, ถ้าเรา ยังอ่อน ด้วยความรู้อ่อนด้วยสติปัญญาความสามารถแล้ว ก็ยัง เรียกว่าพาละ, พาละ. เราจะต้องเติบโตขึ้นมาให้ถูกต้อง ให้พ้นจาก ความเป็นเด็ก, ทุกสิ่งที่มีชีวิตมันเป็นอย่างนั้น จะเป็นต้นไม้ ต้นไล่ก็ดี มันมีเมล็ดออกมา เพาะแล้วมันก็ งอกขึ้นมา เป็นต้นอ่อน, แล้วก็เป็นต้นใหญ่ขึ้น แก่ขึ้น ๆ จนเป็น ต้นไม้ใหญ่ ๆ สมบูรณ์, อย่างที่เราเห็นอยู่นี้ มันโตเต็มที่ แต่มันก็เคยเป็นต้นไม้เด็ก. หรือว่า สัตว์เดรัจฉาน มันออก มาจากท้องแม่ ก็ดูเถอะ ก็เห็นอยู่แล้ว ลูกแมว ลูกไก่
น.50 ๔๒ ลูกวัว ลูกควาย ลูกช้าง ก็ตามใจเถอะมันก็ เป็นลูกอ่อนมา ก่อนทั้งนั้น, แล้วมันก็โต. นี้คนเราเกิดมาจากท้องแม่ ก็เป็นเด็ก, เด็กอ่อนเด็กเล็ก, แล้วก็โตๆ โตมันไม่ได้หยุดอยู่ มัน จะต้องโต จนกว่าจะสมบูรณ์. สมบูรณ์ทางกาย, เอ้า ก็มีร่างกายเต็มที่, สมบูรณ์ ทางจิตใจ ก็มีจิตใจเข้มแข็ง แข็งแกร่งเต็มที่สมบูรณ์ทางสติ ปัญญา ก็มีวิชาความรู้ถึงที่สุด, นี้คือความเติบโต. แก้ จุด ประสงค์มุ่งหมายที่จะต้องไปให้ถึงที่นั่น เพื่อว่าจะได้ ใช้มันนี้ให้เป็นประโยชน์ถึงที่สุด; ถ้าเป็นชีวิตอ่อน ของต้นไม้อ่อน, สัตว์อ่อน, มนุษย์ตัวอ่อนนี้, มันก็ยัง ไม่สามารถจะทำอะไรได้ ต้องโตเต็มที่, แล้วก็ทำประโยชน์ อะไรได้ตามที่ต้องการ นี้ก็ เตรียมตัวสำหรับจะโตให้ถูกต้อง ให้เต็มที่ด้วยกันทุกคน. ทีนี้ เรามาพูดกันเฉพาะในวงแคบ ๆ ในวงของมนุษย์ ธรรมดาของเรา เราเป็นลูกเล็ก เป็นเด็ก มีปัญหาที่เขาจะ ต้องจัดให้เป็นวันพิเศษ วันนี้ ให้ทำอะไรให้ดีที่สุด ให้ ถูกต้องที่สุด, ให้มีประโยชน์ที่สุด แก่พวกเราผู้เป็นเด็ก
น.51 ๔๓ จนเรียกว่าวันเด็ก ถ้าว่าทำถูกต้องมันก็คงจะดีมากแหละ แต่มันก็มีปัญหาว่าจะทำอย่างไร. มีคนเคยพูดตรงๆ ว่า วันครู ครูกินเหล้ามากที่สุด, วันเด็ก เด็กเป็นลิงเป็นค่างมากที่สุด. ดูให้ดีซิ มันมีความจริง มากน้อยเท่าไร ถ้าให้เด็กไปกระโดดโลดเต้นกันตามประสาเด็ก เบ็ดอะไรให้สนุกสนานกันเต็มที่ มันก็เป็นวันที่ว่าเป็นลิง เป็นด่างกระโดดโลดเต้นกันมากกว่าวันอื่น. นี่มันไม่สำเร็จ ประโยชน์ดอก ถ้าว่าวันครู ครูกินเหล้ามากกว่าวันอื่น, วันเด็ก เด็กเป็นลิงเป็นค่างมากกว่าวันอื่น. วันเด็กนี้ ควรจะมานึกถึงความเป็นเด็ก, ศึกษา ความเป็นเด็ก, รู้จักความเป็นเด็ก พร้อมกันไปกับรู้จัก พ่อแม่ให้ดีที่สุด. วันเด็กนี้ ถ้าว่าจะให้ดีที่สุด เรามานั่ง พรรณนาพระคุณของพ่อแม่กันจะดีกว่า, เด็กคนไหน พรรณนาพระคุณของพ่อแม่ได้ดีที่สุด คนนั้นแหละควรจะได้ รับรางวัลในวันเด็ก. แต่เขาไม่ได้จัด เราก็จัดไม่ได้, แต่ยัง เห็นอยู่ว่า ที่จะทำให้ได้รับประโยชน์ที่สุด ก็ควรจะมา พรรณนา นึกคิดแล้วพูดออกมา เป็นพระคุณของบิดา
น.52 ๔๔ มารดาให้มากที่สุด จนบิดามารดาฟังแล้วก็น้ำตาไหล, หรือ ว่าลูกผู้พรรณนาคุณเองก็น้ำตาไหล. ถ้าอย่างนี้แล้วก็จะฝัง แน่นอยู่ในคุณธรรม ที่จะเป็นความเจริญมั่นคงในทาง ศีลธรรม เอาตัวรอดได้. คุณธรรมสำหรับเด็ก. เอาละ, วันนี้ก็อยากจะพูดถึงคุณธรรมสำหรับเด็ก ๆ โดยทั่วไป จงตั้งใจฟังให้ดี, เข้าใจแล้วปฏิบัติตาม จะสำเร็จ ประโยชน์ จะได้รับประโยชน์ที่สุด. เราให้ อุดมคติสำหรับเด็ก ๆ ทุกระดับว่า ไม่ดื้อ อย่างเดียว ดีหมดทุกอย่าง, ช่วยฟังให้ดี ๆ เถอะ ไม่ดื้อ อย่างเดียวเท่านั้นแหละ จะดีหมดทุกอย่าง, เคยดื้อมากี่ครั้ง กี่หน ก็คงจะรู้กันอยู่ดีแล้ว แม้เดี๋ยวนี้ก็ได้ดื้อ คือพ่อแม่ ค้างคาอะไร, เป็นการดื้อที่ค้างคาอะไรอยู่บ้างก็มี จริงหรือ ไม่จริง. มันดื้ออะไรบางอย่างค้างคากันอยู่ก็มีกับพ่อกับแม่ เพราะว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุด.
น.53 ๔๕ ไม่ดื้ออย่างเดียว จะดีหมดทุกอย่าง หมายความว่า เชื่อฟังบิดามารดาครูบาอาจารย์, หรือพวกที่รวมอยู่ใน บิดามารดาครูบาอาจารย์ คือ ผู้หวังดีต่อเรา. อย่าอวดว่าเรา เรียน ในโรงเรียนหรือในวิทยาลัยโว้ย, พ่อแม่ไม่ได้เรียน อะไรยังเป็นคนโง่เง่า เราจะไปเชื่อพ่อแม่แล้วเราก็แย่ เราก็ ทำอะไรผิด ๆ โง่เขลา, อย่าคิดอย่างนั้น. แม้ว่าพ่อแม่ของ เราจะไม่รู้อะไร แต่มันรับประกันได้อย่างหนึ่งว่า เป็น บุคคลที่รักเรามากที่สุดกว่าใคร ๆ ในโลก, บิดามารดา นั้นหวังดีต่อเรายิ่งกว่าใครๆในโลก. ฉะนั้น ด้วยความ หวังดี มัน รับประกันได้ว่า จะไม่ต้องการหรือ ไม่ประสงค์ ให้เป็นไปในทางร้าย ; ฉะนั้นคำพูดของบิดามารดาแม้จะ ไร้การศึกษาอยู่ป่าอยู่ดงโง่เง่าสักเท่าไร ก็ไม่มีทางที่จะให้โทษ เพราะว่า จะพูดไปด้วยความรักและความ หวังดีสุดจิตสุดใจด้วย กันทั้งนั้น. ฉะนั้น จงพิจารณาดูให้ดีเถิด ความต้องการของ บิดามารดา ของญาติ ทั้งหลาย พี่ ป้า น้า อา กระทั่ง ข อง ครูบาอาจารย์ที่เขาจะตักเตือน เขาจะมีส่วนที่เป็นเหตุผล ที่ต้องเชื่อฟัง ทั้งนั้น, ได้ทราบว่าแม้บิดามารดาเป็นโจรหรือ
น.54 ๔๖ พ่อมันเป็นโจร แต่มันก็ไม่อยากให้ลูกมันเป็นโจร. คิดดูเถอะ มันยังมีความหวังดีในลูกอยู่นั่นแหละ. ฉะนั้นเป็นที่เชื่อถือ ได้ว่า ความหวังของ บิดามารดา ผู้รักเราที่สุด ในโลกนั้นมี แต่ความหวังดี, ฉะนั้นอย่าดื้อดึง ผืนความประสงค์ของ บิดามารดาเลย. ถ้าว่าเผอิญมัน ไม่ตรงกันบ้าง ในเวลานี้ ก็ไม่ต้องทะเลาะวิวาทกัน พยายามทำความเข้าใจซึ่งกัน และกันให้เป็นอย่างดี, ให้เป็นที่พออกพอใจด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วก็ทำไปเถิด, จะไปเล่าเรียน จะไปทำการทำงาน จะไปอะไรที่ไหน ก็ให้มันเป็นที่ถูกต้องแก่ความประสงค์ของ ทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วมันก็เรียกว่าไม่เสียหลาย. ทีนี้ ที่ว่า ไม่ดื้ออย่างเดียวจะดีหมดทุกอย่างนั้น หมายความว่ามันมีสิ่ง ที่จะต้องทำหลาย ๆ อย่าง, แล้ว เราก็ไม่สนใจ เพราะว่าไม่ถูกใจเรา เรามีอะไรเป็นตัวเรา คือเรามีกิเลสมีความต้องการของเราเป็นตัวเรา, เมื่อมันไม่ ตรงกับกิเลสของเรา เราก็ไม่เอา; ไม่เฉพาะแก่บิดา มารดาดอก, แม้แก่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ถ้ามัน ไม่ตรงกับเรื่องของเรา เราก็ไม่เอา เราก็ดื้อกันต่อหน้า, หรือว่าอย่างดีที่สุดก็บังคับจิตไม่ได้. การ ที่นักเรียน นักศึกษา
น.55 ๔๗ ไปสถานที่อบายมุข ที่ไม่ควรไป ไม่ควรทำ ไม่ควรเล่นนั้น มันก็เป็น เพราะว่า ไม่เคารพต่อคำสั่งสอนของพระ- พุทธเจ้า หรือความประสงค์ของบิดามารดาครูบาอาจารย์ มันก็เลยทำชนิดที่ไม่ควรทำ, ทำลายตัวเองด้วย ทำลายน้ำใจ ของบิดามารดาด้วย, ทำลายเงินทองของบิดามารดาด้วย, หลอกบิดามารดาว่าไปเรียนหนังสือ แต่เอาเงินไปใช้สุรุ่ยสุร่าย อย่างอื่น แล้วก็ล้มเหลว. นี่ มันเป็นเรื่องที่ว่าดื้อดึง หรือว่า ทะลึ่งไปนอกลู่นอกทาง. ถ้าว่าไม่ดื้ออย่างเดียว คอยฟังว่าต้องการอะไร, บิดามารดาต้องการอะไร, ครูบาอาจารย์ต้องการอะไร, หรือ คอยฟังทั่วไปทั้งหมดทั้งสิ้นในคำสั่งสอนทั้งหลายในโลกนี้ ว่า มันต้องทำอะไรกี่อย่าง ๆ, แล้วก็ พยายามทำตาม น้อมตัว เองเข้าไปทำตาม ไม่ดื้อดึง แล้วมันก็จะดีหมดทุกอย่าง ลูกเด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ น่ะ ไม่ซื้ออย่างเดียว มันจะทำถูกต้อง หมดทุกอย่าง : จะมีกิริยาวาจาที่น่ารัก, จะมีการกินการ อยู่ที่ถูกต้อง จะมีการประพฤติกระทำอะไรที่มันถูกต้อง, มัน จะเล่าเรียนดี มัน จะก้าวหน้าทุกอย่าง.
น.56 ๔๘ ฉะนั้น จึงได้สรุปความว่า ไม่ดื้ออย่างเดียวก็ดี หมดทุกอย่าง, ขอให้ถือว่าเป็นพรก็แล้วกัน เป็นพรปีใหม่ ที่ว่าฝากไว้แก่ทุก ๆ คนที่เรียกตัวเองว่าเด็ก หรือถูกสมมติจัด ไว้ว่าเป็นเด็ก ว่าไม่ดื้ออย่างเดียว ดีหมดทุกอย่าง. นิติธรรมเกี่ยวกับเด็ก. ทีนี้มันก็ยังมีเครื่องรับประกันให้มันแน่นอนอีก อย่างหนึ่ง ก็คือ ขอให้ทุกคนถือหลักว่า ลูก ลูก เกิดมา เป็น ลูกนี่ เกิดมาเพื่อทำให้พ่อแม่สบายใจ, จะเอาตาม หลักนิติธรรมโบราณของเก่าแก่ในอินเดียอะไรก็ได้ ก็มีความ หมายอย่างนี้, จะเอาตามธรรมชาติความรู้สึกของคนธรรมดา สามัญเดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนี้. คือว่าลูก ลูกนี่ เกิดมาด้วย ความหวังของบิดามารดา ที่ว่าจะได้รับความพอใจ. คำว่าบุตร บุตรนี่ มันเป็นชื่อของนรกขุมหนึ่ง นรกแห่ง ความร้อนใจ, คำว่า บุตรนี้ มันไม่ได้มีความหมายว่า เป็น ตัวนรกหรือเรื่องตกนรก แต่ ช่วยป้องกันไม่ให้ตกนรก ชื่อ นั้น, คำว่าปุตตะ-ผู้ที่ป้องกันไม่ให้ตกนรกชื่อนั้น, ความ ร้อนใจของบิดามารดา คือนรกชื่อปุตตะ. บุตรเกิด
น.57 ๔๙ ออกมาก็เพื่อป้องกันไม่ให้บิดามารดาต้องร้อนใจจนกระทั่งตาย, จนกระทั่งตายไปแล้ว ; เพราะเขามุ่งหมายถึงตายไปแล้วว่า บุตรทั้งหลายนี้จะอุทิศทำบุญกุศลส่ง แม้บิดามารดาจะ ตายไปแล้ว, แม้บิดามารดายังอยู่ ก็ไม่ต้องร้อนใจ. ฉะนั้น คำว่าลูก ลูกนี้ ก็คือว่า ผู้ที่เกิดมาเพื่อทำให้บิดามารดา สบายใจ, นี้ว่าตามขนบธรรมเนียมนิติประเพณีที่ถือกันมา. เอ้า ทีนี้มาดูที่คนรู้สึกกันจริง ๆ บิดามารดาอยากจะ มีบุตร อยากจะมีลูกนี่นี้หวังอย่างไร คนที่เคยมีลูกมาแล้ว คือเคยเป็นบิดามารดามาแล้ว ต้องรู้อยู่แก่ใจดี ว่าเมื่อมีลูก ต้องการจะมีลูกหรือกำลังจะมีลูกต้องการอะไร, ต้องการจะ ได้อะไร. ต้องการจะได้ความปลอดภัย ความดีใจ ความสบายใจ ความอุ่นใจ อะไรกับลูกที่อยู่ในท้องนี่. ที่ออกมาแล้วก็จะได้สิ่งเหล่านี้, ลูกนี้ จึงถือว่า เป็นผู้ที่เกิด มาสำหรับทำให้บิดามารดาสบายใจ, ถ้าทุกคนรู้สึกอย่างนี้ ถือหลักเกณฑ์อย่างนี้แล้ว ก็คงจะไม่ดื้อมันก็สำเร็จทุกอย่าง คือดีหมดทุกอย่าง.
น.58 ๕๐ เดี๋ยวนี้ก็ถือว่า เกิดมาสำหรับทำให้บิดามารดาสบายใจ ถ้าตัวเองอยู่ต่อไป. จนเป็นถึงอายุสูงไปแล้ว ไปเป็นบิดามารดา เองก็จะรู้ ก็จะรู้ความจริงข้อนี้, แล้วก็จะต้องการอย่างนี้ เดี๋ยวนี้เรายังไม่ได้เป็นถึงขนาดนั้น มันยังรู้ยาก แต่พอจะ สันนิษฐานได้ พอจะคาดคะเนได้, แล้วพอที่จะเชื่อถือตาม หลักที่เขาถือกันอยู่ได้ ว่าลูกนี้เกิดมาเพื่อทำให้พ่อแม่สบายใจ ถ้ามิฉะนั้นมิใช่ลูก ไม่เรียกว่าลูก ไม่เรียกว่าบุตร, แต่ว่ามัน เป็นก้อนอะไรก็ไม่รู้ อย่าไปเรียกชื่อมันเลย มันออกมาก็ แล้วกัน. ถ้าจะเรียกให้ ชื่อว่าบุตร ว่าลูกแล้ว มัน ต้องเป็น สิ่งที่ออกมาเพื่อทำให้บิดามารดาสบายใจ. นี่ จึงขอให้เป็นของขวัญวันปีใหม่ แก่ลูกเล็ก ๆ ทั้งหลายเหล่านี้ ว่า ขอให้ถือหลักว่า ไม่ดื้ออย่างเดียว ดีหมดทุกอย่าง, และเป็นลูกนี้เกิดมาเพื่อทำให้บิดา มารดาสบายใจ. ถ้ามีอะไร ชนิดที่ทำให้บิดามารดาไม่สบายใจ ติดค้าง กันอยู่ กลับไปถึงบ้านวันนี้ ไปสะสางเสียให้หมด ไปกราบกราน บิดามารดา ขอขมาลาโทษอะไรที่มันติดค้างกันอยู่ ในใจทำให้
น.59 ๕๑ บิดามารดาไม่สบายใจ, จุดธูปจุดเทียนขอขมาลาโทษชำระสะสาง กันให้หมด, อย่าให้มีเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียวในจิตใจ. ให้ บิดามารดาสบายใจ และรับประกันว่า จะไม่ทำอย่างนี้อีก จะไม่ มีเรื่องอย่างนี้อีก, อย่าทำให้บิดามารดาน้ำตาตก. ลูกที่ทำให้ บิดามารดาน้ำตาตกนั้นจะตกนรก, เชื่อไม่เชื่อก็ตามใจ, แต่มีคำพูดที่กล่าวไว้อย่างนี้. ลูกที่ทำให้บิดามารดาน้ำตา ตกนั้น ลูกคนนั้นเองก็จะตกนรก เพราะว่าบิดามารดา ก็ได้ตกนรกแล้ว, น้ำตาที่ไหลออกมามันเป็นเครื่องแสดงว่า บิดามารดากำลังตกนรก, น้ำตามันจึงไหลออกมาจากตาของ บิดามารดา อย่างน้อยก็มีบิดามารดาเป็นผู้ตกนรกคนหนึ่ง แล้วแน่, ฉะนั้นเราผู้ลูก เป็นลูกทำให้บิดามารดาน้ำตาตกนี้ ลูกคนนี้จะตกนรก. ทีนี้ จะบอกให้ยิ่งไปกว่านี้อีกว่า บิดามารดาที่รักลูก รักลูกอย่างยิ่ง ไม่อยากให้ลูกตกนรก ไม่อยากให้ลูกตกนรก บิดามารดาอุตส่าห์กลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้มันตก พอน้ำตามันตก ออกไปลูกมันจะตกนรก นี่ความที่พ่อแม่รักลูกไม่อยากให้ลูก ตกนรกอดกลั้นไว้ไม่ให้น้ำตาตก, แม้ว่าลูกมันจะทำให้เจ็บ
น.60 ๕๒ ปวดเท่าไร เจ็บปวดอย่างไร บิดามารดาอุตส่าห์กลั้นน้ำตาไว้ ไม่ให้น้ำตาตก เพราะกลัวลูกมันจะไปตกนรก. นี่ เธอดูความรักของบิดามารดา เธอมีบิดามารดา อย่างนี้ไหม รู้จักความรักของบิดามารดา ลูกมันทำให้เจ็บปวด รวดร้าวเท่าไหร่ ขัดใจโกรธเคืองเท่าไร ก็ไม่กล้าหลั่งน้ำตา, เพราะกลัวว่าลูกมันจะตกนรก. บิดามารดายอมทนถึงอย่างนี้ แล้วจะไม่เรียกว่าผู้มีความรักสูงสุด มีพระคุณสูงสุด หวังดี สูงสุดอย่างไร. ไปหาที่ไหนในโลกนี้, มีใครรักเรายิ่งกว่า บิดามารดา, มีใครหวังดีแก่เรายิ่งกว่าบิดามารดา. ฉะนั้น เราอย่าต้องทำให้บิดามารดาต้องน้ำตาตกเลย เราจะ ตกนรกเอง, ไปโดนบิดามารดาที่เขาทนไม่ได้ขึ้นมา น้ำตา เขาไหลออกไปแล้วลูกมันตกนรก. อย่าเอาดีกว่า อย่าให้บิดา มารดาต้องหลั่งน้ำตาเลย จะไม่ต้องตกนรกด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย. บุตรที่ประเสริฐ คือบุตรที่เชื่อฟัง. นี่ บุตรที่ดี เกิดมาเพื่อทำให้บิดามารดาสบายใจ สบายใจทุกอย่างแหละ, ทางวัตถุก็สบายใจ, ทางร่างกายก็
น.61 ๕๓ สบายใจ, ทางจิตใจก็สบายใจ, เป็นสบายใจไปเสียทุกอย่าง, นั้นคือบุตรอันประเสริฐ. บุตรอันประเสริฐ มันก็ไป ตรงกับคำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า บรรดาบุตรทั้งหลาย บุตรที่ ประเสริฐที่สุด คือบุตรที่เชื่อฟัง โย จ ปุตฺตา นมสฺสโว บุตรมีหลายชนิด บุตรที่เกิดมาดี รวยสวยกว่าบิดา มารดา, บุตรที่เกิดมาดี รวยสวยพอเสมอบิดามารดา , บุตร ที่เกิดมาดี สวย รวยเลวกว่าบิดามารดา , มี ๓ อย่าง ดีกว่า เสมอกันและเลวกว่า. แต่ว่า ในบุตรทั้ง ๓ อย่างนั้น สู้บุตรที่เชื่อฟังไม่ได้ จะเป็นดีกว่าเลวกว่าอะไรก็ไม่รู้ละ, แต่ถ้า เป็นผู้เชื่อฟังแล้วเป็นประเสริฐสุด เพราะว่าบิดา มารดาไม่ต้องหลั่งน้ำตา. บุตรที่มันเกิดมา เก่งกว่าบิดามารดา น่ะ ระวังให้ดี เถอะบิดามารดาจะหลั่งน้ำตาเป็นเผาเต่าก็ได้, บุตรที่ เลวกว่าบิดามารดาก็ ไม่แน่ แต่มันก็ต้องทำให้บิดา มารดายุ่งยากลำบากใจเหมือนกัน. บุตรที่ เสมอกันมันก็ ไม่แน่. แต่ ถ้าเป็นบุตรที่เชื่อฟังแล้วมันแน่ มันแน่ มันไม่ต้องทำให้บิดามารดาต้องหลั่งน้ำตา. ดังนั้น พระ- พุทธเจ้าจึงตรัสว่า บุตรที่เชื่อฟังเป็นบุตรที่ประเสริฐสุด, บุตรที่ประเสริฐกว่าบุตรทั้งหลายคือ บุตรที่เชื่อฟัง.
น.62 ๕๔ ฉะนั้นเรา จงเป็นบุตรที่ประเสริฐ กว่าบุตรทั้งหลาย ทุกชนิด คือเป็นบุตรที่เชื่อฟัง แล้วมันก็มาเข้ากับคำที่ว่า ไม่ดื้ออย่างเดียว มันดีหมด แหละ, ถ้าเชื่อฟังมันก็ไม่ดื้อ ไม่ดื้ออย่างเดียวมันก็ดีหมดทุกอย่าง มันดีหมดตลอดไป, ดีทั้งชาตินี้ดีทั้งชาติหน้า ดีตลอดไป ดีหมดทุกอย่าง ไม่ว่า จะมองกันในแง่ไหน มันก็ดีหมดทุกอย่าง เพราะว่าไม่ดื้อ อย่างเดียว. ต้นเหตุที่ทำให้ดื้อ. ทีนี้ จะขอพูดถึงคำว่า ดื้อ ดื้อ สักนิดหนึ่ง, ดื้อ หมายความว่าอะไร คำว่าดื้อ ดื้อนั้นมันหมายถึงความโง่, หมายถึงอวิชชา ถึงความไม่รู้สิ่งที่ควรจะทำ สิ่งที่ถูกต้อง ที่ควรจะทำ. มันรู้สึกแต่ว่า กิเลสของมัน โลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง กิเลสของมัน กิเลสมันต้องการ อย่างไร มันจะเอาอย่างนั้น มันไม่พึ่งเสียงว่าอย่างไหน ถูกอย่างไหนผิด, อย่างไหนควรอย่างไหนไม่ควร, อย่างไหน เขาติเตียนอย่างไหนเขาสรรเสริญ, นี้ไม่ฟังทั้งนั้นแหละ มี
น.63 ๕๕ กิเลสอย่างไรจะเอาอย่างนั้น นั่นแหละ เพราะด้วยอำนาจ ของกิเลสเป็นเหตุให้ดื้อ. ถ้ามัน เกิดความดื้อขึ้นมา แล้ว มันหมายความว่า เป็นเรื่องของกิเลสแล้ว, เป็นผีตัวหนึ่งเข้ามาสิง เอาแล้ว ในบรรดาผี ๓ ตัว คือ โลภะ บ้าง โทสะ บ้าง โมหะ บ้าง. โลภะก็ได้ ราคะก็ได้ สิงเอาแล้ว มันต้องการไปตามนั้น มันก็ดื้อ, โทสะโกรธประทุษร้าย ก็เหมือนกันแหละ มันก็ จะเอาแต่ที่จะทำลายล้าง, โมหะมันก็หลงใหล วนเวียน มัวเมาอยู่นั่นแหละ มันก็ไม่ฟังเสียง ไม่ฟังเสียงบิดามารดา ไม่ฟังเสียงความประสงค์ของครูบาอาจารย์ ไม่ฟังเสียง ของพระพุทธเจ้า มันดื้อหมดเลย แล้วมันจะทำทุกอย่างที่ ไม่ควรจะทำ แล้วมันก็วินาศทุกอย่างด้วยเหมือนกัน. ถ้ามัน ดื้ออย่างเดียว มันก็เลวหมดทุกอย่าง แหละ. ถ้ามันไม่ดื้อ อย่างเดียว มันก็ดีหมดทุกอย่าง ฉะนั้นขอให้เราได้รับสิ่งที่ มีค่า มีประโยชน์ในการเกิดมา คือให้มันดีหรือให้มันถูกต้อง หมดทุกอย่าง.
น.64 ๕๖ ทำความเข้าใจกับคำว่า "ถูกต้อง" คำว่า ดี ดี ในที่นี้หมายความว่า มันถูกต้อง มันดีอย่างถูกต้อง, มันไม่ใช่บ้าดี อวดดี เมาดี อย่างนั้นมัน ไม่ถูกต้อง, ต้องระวังหน่อย. บ้าดี อวดดี เมาดี นั้นมักจะมี เหมือนกัน ดีอย่างนี้ ไม่ถูกต้อง, ต้องเป็นดีที่ถูกต้องไม่ต้อง บ้า ไม่ต้องเมา ไม่ต้องอวด, มีการกระทำที่ถูกต้องก็เรียกว่า ดีที่แท้จริง. ทีนี้ คำว่า ถูกต้อง ๆ นี้เอากันอย่างไร ใครเป็นผู้ว่า ว่าถูกต้อง ไม่ต้องมีใครว่า ตัวการกระทำนั้นมันบอก ถ้ามันไม่เป็นอันตรายแก่ใคร แล้วมีประโยชน์แก่ทุก ฝ่ายแล้วก็เรียกว่าถูกต้อง, ถ้าถูกต้องแล้วไม่ทำอันตรายให้ ใครเดือดร้อน ตัวเองก็ไม่เดือดร้อน, ผู้อื่นก็ไม่เดือดร้อน, แล้วก็มีประโยชน์แก่ทุกฝ่าย, นั่นแหละคือถูกต้องไม่ต้องมีใคร มาบอก. ขอให้จำหลักอันนี้ เถอะว่า มันไม่เกิดโทษแก่ ฝ่ายใด, มันเกิดคุณแก่ทุกฝ่าย นี่คือถูกต้อง. ใครบอก อย่าเชื่อ เพราะมันพูดผิด ๆ ก็ได้ว่าถูกต้อง ๆ.
น.65 ๕๗ เราดูของเราเองว่า ถ้ามันไม่เป็นอันตรายแก่ ฝ่ายใด, มันเป็นประโยชน์เป็นคุณแก่ทุกฝ่ายแล้วก็ถูกต้อง ถือหลักถูกต้องอย่างนี้ ไม่มีทางผิด. ถือหลักถูกต้องตามที่เขา ว่ากันนั้นมันไม่แน่, ถ้าคนพาลว่ามันก็ว่าไปอย่างหนึ่ง ถูกต้อง ตามแบบของคนพาลเอามาเป็นหลักไม่ได้. พวกขี้เหล้าเมายา มันก็ว่าโอ ไปกินเหล้าถูกต้อง, อย่างนี้มันเอามาเป็นหลัก ไม่ได้ เพราะว่ากินเหล้าเมายาแล้วมันก็ทำอันตรายคนกิน นั่นแหละ ไม่เท่าไรมันก็ตับแข็งตาย, แล้วก็เบียดเบียนลูก เมียเดือดร้อนไปหมด แล้วมันถูกต้องอย่างไร ที่ไปกินเหล้า เมายา มันทำให้เดือดร้อนทุกฝ่าย, แล้วไม่มีประโยชน์แก่ใคร อย่างนี้ มันก็เป็นเครื่องพิสูจน์อยู่แล้วว่ามันไม่ถูกต้อง. อบายมุข ทั้งหลาย ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนันคบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงานนี้ มันง่าย ง่ายเหลือที่จะเห็นได้แล้วว่า มันไม่ถูกต้อง, เว้นเสียนั่นแหละเป็นการถูกต้อง. ฉะนั้นเรา บางทีไม่ได้เรียนในโรงเรียนดอกว่า ถูกต้อง ถูกต้องอย่างไร มันไม่ใช่ถูกต้องอย่างบทเรียนใน โรงเรียนที่ครูเขากาให้ว่าถูกหรือผิด, นั้นมันถูกต้องอย่างอื่น.
น.66 ๕๘ นี้ ถูกต้องที่ในความเป็นมนุษย์นี้ ดูที่ว่าการกระทำ ทางกาย ทางวาจา ทางใจของเรา มันถูกต้องหรือไม่ ถูกต้อง ; ถ้าถูกต้องมันไม่ทำอันตรายใคร, มันมี ประโยชน์ แก่ทุกฝ่าย. นี่ขอให้ประสบความถูกต้องไปทุก ๆ อย่าง ทุก ๆ ประการ จะได้ไม่มีใครเป็น ผู้ต้องหลั่งน้ำตา, ตัวเองก็ไม่ต้องหลั่งน้ำตา, บิดามารดาก็ไม่ต้องหลั่งน้ำตา, ครูบาอาจารย์ก็ไม่ต้องโมโหโทโส มันดีหมด, ถูกต้องเพราะ เหตุนี้. เอาละ เป็นอันว่า วันเด็กก็ขอพูดสำหรับเด็ก สำหรับลูกอ่อนลูกนุ้ยลูกเล็กน้อย ๆ ของบิดามารดาทั้งหลายนี้ จงฟังให้ดี ว่า เรามันยังเป็นเด็ก นั่นแหละ แต่ว่าเราจะ เป็นเด็กที่ดีที่ถูกต้อง เพื่อจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ที่ถูกต้อง, ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระ- พุทธศาสนา. จงเกิดมาโดยไม่มีการทำให้บิดามารดาลำบาก ยากใจ หรือเป็นทุกข์ แล้วเราไม่ดื้ออย่างเดียว มันจะคุ้มครอง ได้หมดทุกอย่าง ตั้งแต่เล็กที่สุดไปจนถึงโตเป็นหนุ่มเป็นสาว แหละ, กล้าพูดอย่างนี้เลย ตั้งแต่เป็นลูกเล็กเด็กอ่อน เล่นดิน
น.67 ๕๙ กินทรายอยู่นี้ ไม่ดื้ออย่างเดียว จนถึงกับเป็นหนุ่มเป็นสาว มันจะดีหมดทุกอย่าง จะต้องมีทิศ ๖ ให้ดีกว่าปีเก่า. เอ้า ทีนี้ก็มาพูดถึงข้อที่ว่า ยังเป็นวันปีใหม่ ใหม่อยู่ ยังพูดถึงความใหม่อยู่ จะขอพูดถึงว่ามันมีความหมายอย่างไร, มีหน้าที่อย่างไร. วันเสาร์ก่อนได้พูดไปแล้วถึงว่า ปีใหม่เรา จะต้องมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้มาก ให้จริง ให้ถูกต้อง ยิ่งขึ้นกว่าปีเก่า, พูดกันอย่างละเอียดแล้ว ว่ามี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างไร, ใหม่กว่าปีเก่า ดีขึ้นกว่าปีเก่า มากกว่าปีเก่า. ถ้าเราจะถือหลักว่า มีพระพุทธ- เจ้าเป็นพ่อ มีพระธรรมเป็นแม่ มีพระสงฆ์เป็นพี่ เราทำ อย่างไรจึงจะมีความเป็นอย่างนั้นมากขึ้นกว่าปีเก่า, ส่วน วันนี้ จะพูดถึงเรื่อง ว่า เราจะมีทิศทั้ง ๖ ที่ดีกว่าปีเก่า. ทิศทั้ง ๖ ถ้าพูดอย่างภาษาวัตถุ มันก็คือทิศต่าง ๆ ที่เขาจัดไว้ในโลกเป็นทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ตามที่เรียกชื่อกันเป็นทิศ ๆไป คือมันเป็นทิศทางใน
น.68 ๖๐ ทางฝ่ายวัตถุ, แต่มันยังมีทิศทางที่ลึกกว่านั้น คือในทางฝ่าย จิตใจ หรือว่าเป็นเรื่องของธรรมะ มันก็มีทิศเหมือนกัน เพราะว่าจิตใจของคนเรานี้ มันมีทางไป มันมีคติ คือมันต้องไป มันอยู่ไม่ได้ มันอยู่นิ่งไม่ได้ มันจะตายตัวไม่ได้ มันต้องมี ทิศทางไป คือดีขึ้น ๆ, มันต้องมีทิศทางในทางจิตใจ. ฉะนั้น ทิศทางในทางจิตใจมันก็มี, จึงเรียกชื่อไว้อีกอย่างหนึ่งว่า เป็นทิศทาง ทางจิตใจ. พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องทิศไว้เป็นหลัก คือ เมื่อท่านเห็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งไหว้ทิศอยู่กลางแจ้งที่ทุ่งนา ตาม พิธีธรรมเนียมของพวกพราหมณ์สมัยนั้น ท่านก็เอ็นดู ตรัส แนะว่า ให้ไหว้ทิศทางที่ดีกว่า จริงกว่า สำคัญกว่า เมื่อตกลง กันแล้วพระพุทธเจ้าก็สอนให้รู้ว่า ทิศ ทิศทั้งหลายเป็นอย่างไร, ท่านจึงแสดงทิศทั้ง ๖ ให้ฟัง ว่า จะต้องรู้จักทิศทั้ง ๖, แล้ว ก็จะต้องปิดกั้นทิศทั้ง ๖ ให้ดี อย่าให้มีอันตรายอะไร เข้ามา. ท่านใช้คำว่าปิดกั้น ไม่ได้ใช้คำว่าไหว้ ๆ ไม่ได้ใช้ คำว่าไหว้ดอก.
น.69 ๖๑ ถ้า ของเดิมเขาต้องไหว้นะ ไหว้ทิศทั้ง ๖, แต่ เดี๋ยวนี้ก็มี คนที่ยังเชื่ออย่างนั้นอยู่ก็มี ทิศทิศนั้นมีเทวดา มีมหาราช ชื่อ ทศรถ บ้าง วิรูปักษ์ วิรุฬหก อะไรบ้า ๆ บอ ๆ ก็ไม่รู้ อยู่ทิศนั้น, แล้วก็ไหว้ไหว้ เจ้าของทิศนั้นไปตามเรื่อง มันก็ต้องไหว้ทิศ มันก็แบบไหว้ทิศ. แต่เดี๋ยวนี้ ทิศของ พระพุทธเจ้านี้ไม่ต้องไหว้, กลายเป็นว่า ต้องอุดต้องปิด อย่าให้อันตรายเข้ามาในทางทิศนั้น ๆ. ทิศทั้ง ๖ นี้ นักเรียนขนาดนี้แล้ว คงได้เรียนมาแล้วทั้งนั้นในโรงเรียน เรื่องทิศทั้ง ๖ ก็ควรจะรู้จักมันให้ถูกความหมาย ให้ถูกหลัก เกณฑ์ ถูกหัวใจของมัน. ในบรรดาทิศทั้ง ๖ นั้น ทิศข้างหน้า ทิศตะวันออก เรียกว่าทิศข้างหน้า, ทิศตะวันตก เรียกว่า ทิศข้างหลัง, ทิศข้างซ้ายเรียกว่าทิศเหนือ, ทิศเหนือเรียกว่าทิศข้างซ้าย, ทิศใต้ ก็เรียกว่าทิศข้างขวา, แล้วแถม ทิศข้างบน แล้วก็ ทิศข้างล่าง ทิศเบื้องบนทิศเบื้องล่าง เป็น ๖ ทิศ, มันเป็น สิ่งที่ต้องเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. ช่วยฟังให้ดีว่า ทิศทั้ง ๖ นี้ มันเป็นสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้อง มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ; ถ้าปฏิบัติ
น.70 ๖๒ ต่อทิศเหล่านั้นไม่ถูก มันจะเกิดเป็นช่องโหว่ เป็นประตูให้ ความเลวร้ายเข้ามา, ให้ความผิดพลาดเข้ามา, ประตูหน้าทำ ผิด อันตรายเข้ามา, ประตูหลังทำผิด อันตรายเข้ามา, ประตู ซ้าย ขวา บน ล่าง อะไรก็ตาม, อันตรายมันเข้ามา พูดอย่าง ภาษาไสยศาสตร์ เขาเรียกอัปรีย์กลีบรมันเข้ามา, ถ้าทำถูก ต้องศิริ และมิ่งขวัญมันเข้ามา, ฉะนั้นรักษาไว้ให้ดี ๆ. ประตูข้างหน้าคือบิดามารดา ผู้ให้กำเนิด เรามา ผู้มีพระคุณ แก่เรา ผู้ที่เลี้ยงเรามา ทิศข้างหน้า-บิดามารดา. ทิศข้างหลัง คือผู้ที่ บุคคลนั้นจะต้องเลี้ยง จะ เป็นบุตรภรรยาสามีอะไรก็ตามเถอะ ผู้ที่เขาจะต้องเลี้ยง บางที ก็ต้องเลี้ยงภรรยา. บางทีก็เลี้ยงสามี, บางทีก็ต้องเลี้ยงลูก เลี้ยงหลาน, พวกที่มาข้างหลังให้เลี้ยงนี่ เรียกว่าทิศเบื้องหลัง. ทิศข้างซ้ายคือมิตรสหาย คนในโลกจะอยู่คนเดียว ไม่ได้ ต้องมีมิตรสหาย, อยู่คนเดียวในโลกมันก็ตายแหละ มันอยู่ไม่ได้ นี่ทิศข้างซ้ายทิศเหนือนะมันก็เป็นมิตรสหาย. ทิศข้างขวา ทิศใต้ น่ะ ครูบาอาจารย์ ครูบา อาจารย์ในทุกความหมาย.
น.71 ๖๓ ทิศข้างบน ผู้ที่อยู่เหนือเรา ดีกว่าเราสูงกว่าเรา ในทุกความหมาย, จะเป็นผู้มีอำนาจบังคับบัญชาเหนือเราก็ได้. อย่างสมัยปัจจุบันนี้ การทำงานทำการมีผู้บังคับบัญชาเหนือ ๆ เหนือขึ้นไปนั้น นั่นแหละก็อยู่ทิศข้างบนแหละ ถึงพระราชา มหากษัตริย์เป็นถึงอะไร ถึงสมณะ พระอรหันต์อะไร ก็อยู่ ข้างบนทั้งนั้นแหละ, พวกที่อยู่ ข้างบนทุกพวกเรียกว่าทิศ เบื้องบน. ทีนี้พวกที่ อยู่ทิศข้างล่าง คือพวกที่เขาลำบากกว่า เรา มีกรรมมีบาปอะไรมากกว่าเรา อยู่ข้างล่าง ต่ำกว่าเรา ด้อยกว่าเรา เป็นลูกจ้าง เป็นกรรมกร เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา อะไร อยู่ข้างล่าง พวกอยู่ข้างล่าง เรียกว่าทิศเบื้องล่าง. เรา จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องต่อทิศทั้ง ๖, ถ้าปฏิบัติ ไม่ถูกต้อง มันจะเกิดรูรั่วให้สิ่งที่เลวร้ายเข้ามา. ถ้าเราปฏิบัติ ถูกต้อง มันจะปิดกั้นหมด ไม่ให้สิ่งเลวร้ายเข้ามา มันจะมี มาแต่สิ่งที่พึงปรารถนา ความสุข ความเจริญ งอกงามนี่ เรียกว่า ทิศ ทิศ. คำว่าทิศ คำว่าทิศทาง จิตนี้มันมีทางไป ทางมา หรือว่าบ้านเมืองมันก็มีประตูสำหรับเข้าออก ร่างกาย
น.72 ๖๔ ชีวิตอัตตภาพนี้ก็เหมือนกับบ้านเหมือนกับเมือง มันมีทิศทาง ที่จะเข้าจะออก หรือว่าจะเข้ามาแห่งสิ่งข้างนอก, หรือจะออก ไปของสิ่งที่อยู่ข้างใน หรือถ้าว่าเอาจิตใจเป็นหลักนะ มันก็ หมายความว่า มันมีสิ่งที่จะเข้ามาสู่จิตใจ, หรือว่ามันมีจิตใจที่ มันจะออกไปข้างนอกตามทิศทางต่าง ๆ ที่มันควรจะออกไป. ดังนั้นมันจึงจำเป็นที่จะต้องมีทิศทาง แล้วมันช่วยไม่ได้ที่มัน จะต้องมีการเข้า ออก, แล้วมันก็จำเป็นที่จะต้องมีการเข้าและ การออกที่ถูกต้อง ๆ ฉะนั้นเธอจงระวังทิศทางทั้งหลาย เหล่านี้ให้ถูกต้อง ให้ดีกว่าปีเก่าที่แล้วมา ถ้าเคยทำผิดพลาด มันก็ผิดพลาด, ถ้าเห็นว่ามันผิดพลาด แล้วก็อธิษฐานจิต ไม่ทำอีก ไม่ทำให้ผิดพลาดอีก แล้วก็ทำต่อไปให้มันถูกต้อง. เอ้า ขอพูดกันทีละทิศ บิดามารดาก็ได้พูดแล้ว มากมาย ทิศเบื้องหน้า บิดามารดา อย่าให้บิดามารดา ร้อนใจ อย่าให้บิดามารดาต้องน้ำตาไหล แต่จะหายากนะ, บิดามารดาที่จะกลั้นน้ำตาไว้ ได้จะหายาก ถ้าเธอทำเลวร้าย เกินไปน้ำตาไหล จะตกนรกเอง ฉะนั้นก็ต้องระวังให้ดี
น.73 ๖๕ บิดามารดาเป็นผู้ให้กำเนิด เรามา แล้วก็ ให้ชีวิต, แล้วก็ให้ทุกอย่างที่เป็นปัจจัยแก่ชีวิต, เพื่อให้ชีวิตรอด อยู่ได้จนเติบโตมาจนถึงอย่างนี้ บิดามารดาให้ชีวิตเองด้วย ให้ปัจจัยแก่ชีวิตด้วย แล้วก็ให้ทุกอย่างที่จะให้ได้ ที่จะเป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์ที่ถูกต้อง. แล้ว บิดามารดาให้ความรัก ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มี ใครจะรักเราเอ็นดูเมตตาเราเท่ากับบิดามารดา จึงเรียกว่า เป็น พระพรหมของลูก เป็นผู้ให้กำเนิดเกิดมา ก็เรียกว่าผู้ให้ กำเนิด แล้วก็ให้ความรักที่สุด เป็นพระพรหมของลูก. แล้วก็เป็นครูบาอาจารย์คนแรกเรียกว่าปุพพา- จารยะ ปุพพาจารย์ เพราะไม่มีใครจะสอนเราเป็นคนแรกได้ เท่าบิดามารดา. ครูที่โรงเรียนหลายปีต่อไปหา, แต่บิดา มารดาจะสอนตั้งแต่เรื่องว่า จะดูดนมอย่างไร จะกินนมอย่างไร. อันแรกที่สุกที่ลูกจะต้องรู้ บิดามารดาก็สอนแล้ว ; ฉะนั้น เป็นครูคนแรก สอนทุกอย่าง ๆ ตั้งแต่แรกมีชีวิตขึ้นมา นี้เป็น อาจารย์คนแรก สำคัญมาก, สอนดีก็หมายความว่าปลูกฝัง นิสสัยไว้ดี มีจิตใจดี มีนิสสัยดี จะดีมากต่อไปข้างหน้า.
น.74 ๖๖ อาจารย์คนแรกนี้สำคัญมาก ผู้เป็นบิดามารดาระวังให้ดี ทำหน้าที่นี้ให้ดี แล้วผู้ที่จะเติบโตเป็นบิดามารดาข้างหน้าก็ เตรียมตัวไว้ให้ดี ที่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์คนแรกที่ดีที่สุด ของบุตรที่เกิดมา. แล้วก็ว่าเป็นอาหุเนยยะบุคคล หรือเป็นพระ- อรหันต์ของลูก ถ้าบุคคลใดต้องการบุญต้องการกุศลต้องการ อะไรแล้ว จงแสวงหาจากบิดามารดาเถิด บิดามารดาจะเป็น ทักขิเนยยะบุคคล ให้เกิดกุศลแก่ลูก, จะเป็นพระอรหันต์ แก่ลูก. เราจงปฏิบัติต่อบิดามารดาให้สูงสุด ให้เกิด บุญเกิดกุศล ทั้งอย่างเรื่องโลก ๆ และอย่างเรื่องธรรมะ ที่สูงสุดขึ้นไป. ให้มีพระอรหันต์ในบ้านเรือน สำหรับ บำเพ็ญบุญกุศลอยู่ในบ้านเรือนทุกวัน ๆ, อย่างนี้เรียกว่ามี บิดามารดาเป็นอาหุเนยยะบุคคลบ้าง เป็นทักขิเนยยะบุคคลบ้าง เป็นปูชนียบุคคลบ้าง แล้วแต่จะเรียก. นี้ ขอให้ปฏิบัติให้ถูกต้องต่อทิศเบื้องหน้าอย่างนี้ เถิด, จำไว้ว่า บิดามารดาผู้ให้กำเนิด ผู้ให้ความรัก ผู้ให้ เมตตากรุณา เป็นพระพรหมของบุตร เป็นพระอรหันต์ของ บุตร.
น.75 ๖๗ ทีนี้ ทิศเบื้องหลัง จะพูดกับเธอที่ยังเด็กอยู่นี้มันก็ ประหลาดดี แต่พูดไว้สำหรับเป็นความรู้ว่า จะต้องมีการ กระทำที่ถูกต้องต่อผู้ที่จะต้องเลี้ยงดู, ถ้าเธอยังไม่ถึงกับ เป็นภรรยาสามีอะไร ก็ยังเป็นพี่ยังต้องเลี้ยงน้อง, ฉะนั้นสนใจ เรื่องน้องกันบ้าง เลี้ยงมันให้ดี ๆ ให้มันได้รับประโยชน์ที่สุด หรือคนที่อยู่ต่ำกว่า ที่เราจะต้องสงเคราะห์เลี้ยงดูนี้ก็พอได้ แต่เรื่องเป็นบุตรภรรยาสามีไว้ค่อยพูดกันดีกว่า ไม่พูดในวัน เด็ก. แล้วก็ ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องซ้ายก็เรียกว่า มิตร- สหาย อยู่เบื้องซ้าย มิตรสหายนี้มันมีความหมายลึก ๆ จนคนไม่ค่อยจะยอมรับ หรือไม่ค่อยเข้าใจ จะเล่าเรื่องนิทาน ที่ชักจะค่อนข้างจะลืม ๆ เสียแล้ว ว่าความหมายของมิตรสำคัญ อย่างไร. เรื่องลูกเศรษฐีเขาขอเนื้อแก่นายพราน. ลูกเศรษฐี ๔ คนเขาไปดักอยู่ที่ปากทางมาจากป่า. นายพรานฆ่าเนื้อ บรรทุกเกวียนมาในหมู่บ้าน, ๔ คนนั้นคิดว่าจะใช้สติปัญญา ขอเนื้อจากนายพรานให้ดีที่สุด. ลูกเศรษฐี คนแรก เข้าไป
น.76 ๖๘ ถึงบอกว่า ไอ้พรานเอาเนื้อให้กูบ้าง , นี่ มันขออย่างนี้ นาย- พรานก็เอาพังผืดให้, มันตัดพังผืดทั้งหมดให้ลูกเศรษฐีคนนั้น. ทีนี้อีก คนหนึ่ง ว่า พี่พรานขอเนื้อบ้าง , ก็ให้เนื้อที่ดี ๆ เพราะ มันเรียกว่าพี่. ลูกเศรษฐีคนหนึ่งมันบอกว่า พ่อพรานขอ เนื้อฉันบ้าง, นายพรานให้หัวใจเลย ให้หัวใจของเนื้อ. ทีนี้ ลูกเศรษฐีคนสุดท้ายว่า เพื่อนขอเนื้อบ้าง, ใช้คำว่า เพื่อน เพื่อนเอ๋ย เพื่อนพรานขอเนื้อบ้าง, พรานให้หมดเลย. นี่แสดงว่า สมัยโบราณ เขามองเห็นความหมาย ของเพื่อนสำคัญยิ่งกว่าความหมายของพี่ ของพ่อ ของ อะไร ไม่รู้ด้วยเหตุไรนะ แต่มันมีอย่างนี้ แล้วก็เคยเห็น นิติธรรมทั้งหลาย, พูดสรรเสริญเพื่อน นี้มิตรนี้ มากกว่า สิ่งใด ไปเสียอีก, มันคล้าย ๆ กับว่า มันมีความหมายมาก ถึงพ่อก็เป็นเพื่อน, แม่ก็เป็นเพื่อน, พี่ก็เป็นเพื่อน, น้องก็ เป็นเพื่อน, ครูบาอาจารย์ก็เป็นเพื่อน, ใคร ๆ ก็เป็นเพื่อน, พระพุทธเจ้าก็เป็นเพื่อน, มันมีคำว่า กัลยาณมิตรเป็นสิ่ง ทั้งหมด. พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ถ้าสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ มีเราตถาคตเป็นกัลยาณมิตรแล้วไซร้ กลฺยาณมิตฺตํ -สัตว์
น.77 ๖๙ ที่มีความเกิดจะพ้นจากความเกิด, สัตว์ที่มีความแก่จะพ้นจาก ความแก่, สัตว์ที่มีความตายจะพ้นจากความตาย, สัตว์ธรรมดา มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา จะพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา. ท่านตรัสไว้อย่างนี้ ใช้คำว่าเพื่อน กัลยาณมิตร. ตรงนี้ขอบอกซ้ำอีกทีว่า ไม่เอามาสวดเสียนี่, ไม่เอามาสวดกันนี่ ตอนนี้ไม่เอามาสวดกัน, สวดแต่ว่าเรามี ความเกิดเป็นธรรมดา ไม่พ้นความเกิดไปได้ พูดเหมือนจะ ร้องไห้ เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่พ้นความเจ็บไปได้ เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่พ้นความแก่ไปได้ มีความตาย เป็นธรรมดา ไม่พ้นความตายไปได้, ทำเสียงเหมือนจะร้องไห้ มันโง่นี่. พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสแค่นั้น, พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า ถ้าได้อาศัยเราเป็นกัลยาณมิตร พวกที่มี ความเกิดเป็นธรรมดา จะพ้นจากความเกิด, ที่มีความ แก่เป็นธรรมดา จะพ้นจากความแก่, ที่มีความเจ็บเป็น ธรรมดา จะพ้นจากความเจ็บ, ที่มีความตายเป็นธรรมดา จะพ้นจากความตาย, ตอนนี้ไม่เอามาสวดนี่แล้วจะโทษ ใคร.
น.78 ๗๐ ดูความหมายของคำว่าเพื่อน, พระพุทธเจ้าท่าน ยังจัดพระองค์เอง จัดตัวท่านให้เป็นเพื่อนของสัตว์ ทั้งหลาย, ได้อาศัยพระองค์เป็นเพื่อนแล้ว จะพ้นจากความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย. นี่ ในอินเดีย นิติธรรมทั้งหลายในอินเดีย ดูเหมือนจะสรรเสริญความหมายของคำว่าเพื่อนมากที่สุด ใน ความหมายพิเศษน่ะ. ลูกเศรษฐีคนนั้นเมื่อใช้คำว่า เพื่อน เอ๋ย ขอเนื้อบ้าง นายพรานให้ทั้งหมดเลย. นึกดูว่า ถ้าว่าเขายกเราเป็นผู้เดียวครองโลก ยกโลก ทั้งหมดให้เราคนเดียว ให้เราอยู่คนเดียว ให้โลกทั้งหมด คิดดูเถอะ มันอยู่ได้ไหม มันอยู่ได้ไหม มันไม่มีทางดอก, แล้วมันจะต้องตายด้วย ถ้ามันอยู่คนเดียวโดยไม่มีเพื่อน. ดูความหมายของคำว่าเพื่อนซิ, เพราะฉะนั้นเราจงเป็นผู้ที่มี เพื่อนที่ดี มีเพื่อนที่ดี เพื่อนผู้ที่จะช่วยทุกอย่างทุกประการ ทั้งทางวัตถุทางจิตใจทางอะไร. ทิศเบื้องซ้าย น่ะ เขาจัดไว้สำหรับเพื่อน จงมี เพื่อนที่ถูกต้อง มีเพื่อนที่ดี ผู้ช่วยทั้งหลายเป็นเพื่อนทั้งนั้น : ครูก็เป็นเพื่อน, บิดามารดาก็เป็นเพื่อน, ใครก็เป็น
น.79 ๗๑ เพื่อน, พระพุทธเจ้าเป็นเพื่อน เป็นเพื่อนที่ดี, จงจัดทิศ เบื้องซ้ายให้ดี ให้มีเพื่อนที่ดี, ให้เพื่อนทุกคนรักเรา ช่วยเหลือเรา, เพื่อนที่ต่ำกว่าเราก็ช่วยดันเราขึ้นมา, เพื่อนที่อยู่สูงกว่าเรา ก็ดึงเราขึ้นไป, เพื่อนที่อยู่เสมอ ๆ กันก็ช่วยแวดล้อมไว้ให้ปลอดภัย. ขอให้มีเพื่อนอย่างนี้ ถ้าเพื่อนเก่งกว่าเรา มันก็ดึงเราขึ้นไป, ถ้าเพื่อนต่ำกว่าเรา มันก็ดันเราขึ้นมา, ถ้าเพื่อนเท่า ๆ กันก็แวดล้อมเราไว้อย่างดี แล้วจะอะไรล่ะ จะมีปัญหาอะไร. นี่มีเพื่อนที่ถูกต้องเป็น อย่างนี้ เธอจงมีเพื่อนที่ดีที่ถูกต้อง และโดยเฉพาะปีใหม่นี้มี เพื่อนที่ดีกว่าปีเก่า. ทีนี้ ข้างขวาครูบาอาจารย์ เกือบจะไม่ต้องพูดแล้ว เพราะชินอยู่กับครูบาอาจารย์, ครูบาอาจารย์นี้ เขามีความ หมายว่า เปิดประตูทางวิญญาณ. เด็ก ๆ อย่าอวดดี เหมือนกับลูกเป็ดลูกไก่ อยู่ในคอกขังไว้มืด เหม็นสกปรก ออกมาเองไม่ได้, ทีนี้มีคนเปิดประตูให้ มันจะได้ออกมา ขอบใจเขาซิ ผู้เปิดประตู. คำว่าครู ครูนี้ เคยถือกันว่า แปลว่าหนัก หรือพระคุณของอาจารย์เป็นของหนัก, แต่ เดี๋ยวนี้ได้ยินว่า เขาค้นพบรากศัพท์ของคำว่าครูที่ถูกต้อง
น.80 ๗๒ อีกคำหนึ่ง root คำหนึ่งมันแปลว่าเปิดประตู, ครุ ครุนี่แปลว่า ผู้เปิดประตู, เปิดประตูให้ผู้ถูกขังออกมา ก็เป็นผู้มีพระคุณ อย่างยิ่งแหละ. ความหมายที่ว่าผู้มีพระคุณอย่างยิ่งมาทีหลัง, ความหมายที่ว่าเปิดประตูทางวิญญาณให้ออกมานั้นเป็น พระคุณที่แรก, เปิดประตูทางวิญญาณให้ออกมาจากคอก แล้วก็นำ ๆ นำ ๆ ให้เดินไปถูกต้อง แล้วมันก็รอดตัว. ฉะนั้น เราจงเคารพครู ให้ได้รับประโยชน์จากครู ในฐานะเป็นผู้เปิดประตูแห่งความโง่, ให้ความโง่มันถูก เปิดทิ้งไป ให้มีความรู้ ความฉลาด แจ่มแจ้ง เข้ามาแทน. นี่ เราก็มีครูที่แท้จริงได้ด้วยเหตุอย่างนี้, แล้วก็ เราเคารพครู ให้สูงสุด ในฐานะเป็นผู้เปิดประตูทางวิญญาณ, เป็นผู้ นำในทางวิญญาณ เป็นผู้ที่ช่วยให้รอดในทางวิญญาณ. ใน ระดับมนุษย์ธรรมดานี้ อย่าเพิ่งพูดถึงเป็นพระอรหันต์เลย ต้องยกให้บรมครู, ถ้าจะเป็นรอดถึงความเป็นพระอรหันต์ เหนือโลกแล้ว ต้องยกให้ พระบรมครู คือพระพุทธเจ้า. เดี๋ยวนี้ในโลกนี้ทั่ว ๆ ไปนี้ ครูธรรมดานี่ จงมีอย่างผู้เปิด ประตู, ผู้นำทางวิญญาณ ผู้ให้ความช่วยเหลือในปัญหา ทางจิตใจ.
น.81 ๗๓ เอ้า ๔ ทิศแล้ว. ขอให้สนใจข้างบน ทิศข้างบน มันเป็นธรรมดาที่ว่าเราจะเสมอกันไม่ได้, อย่าเป็นคอมมิวนิสต์ เลย คอมมิวนิสต์เขาต้องการให้เสมอกัน, เราเป็นผู้เสมอกัน ไม่ได้ เพราะมันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยตามกรรม. เราจะต้องอยู่ต่างกัน ต่างระดับกัน เพราะฉะนั้นมันจึง มีผู้ที่ เหนือกว่า หรือสูงกว่าเป็นธรรมดา, เราจะต้องจัดต้องทำ กับเขาอย่างถูกต้อง. แล้ว อีกทางหนึ่ง เราก็ต้องมีผู้ที่อยู่ต่ำกว่า ๆ ลด ลงไปเป็นธรรมดา เราก็ ต้องจัดต้องทำกับเขาให้ถูกต้อง มิฉะนั้นจะเกิดปัญหา. เรื่องมันมากแหละ แต่จะพูดเฉพาะ ใจความสำคัญ ก็ว่า ถ้าเขาเป็นผู้บังคับบัญชา เราก็ทำกับ เขาให้ดี ในฐานะเป็นผู้ที่บังคับบัญชา จะต้องประสานงาน กันได้, ต้องพูดกันรู้เรื่อง, ต้องทำให้สำเร็จประโยชน์ตาม กฎเกณฑ์ที่ได้วางไว้ คือเราเป็นผู้อ่อนน้อมเชื่อฟัง, และ บางทีเราก็จะต้องเป็นผู้อดกลั้นอดทนอย่างยิ่ง ชนิดที่ กิเลสมันไม่ค่อยจะชอบให้ทน มันก็เถียงทะเลาะกัน ทำลาย หมด เสียหมด. ฉะนั้น ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาจะต้องมี
น.82 ๗๔ ความอดกลั้นอดทน, จะต้องมีความเคารพ, ความขยัน ขันแข็งในหน้าที่. ทีนี้ถ้า เราอยู่เหนือกว่า มันมีอยู่ คือเขาอยู่ต่ำกว่า เราก็ต้องประพฤติต่อเขาให้ดีๆ เรา อย่าดูถูกดูหมิ่นเขา ในฐานะที่อยู่ต่ำกว่า ด้อยกว่า น้อยกว่า, ถ้าจะใช้ระเบียบ ใช้อำนาจ ใช้อำนาจหรือใช้พระเดชจงใช้ด้วยเมตตา, ถ้าจะใช้พระเดชแก่ใครที่อยู่ต่ำกว่าเรา จงใช้ด้วยเมตตา, ถ้าจะ ใช้พระคุณแก่ใคร ที่อยู่ต่ำกว่าเราจงใช้ด้วยปัญญา อย่า ใช้อย่างโง่ ๆ เดี๋ยวมันจะผิด ผิดเรื่องผิดราว มันไม่ควรจะใช้ ใช้พระเดชด้วยเมตตา ใช้พระคุณด้วยปัญญา, แล้วเธอก็จะ ปลอดภัยในเมื่อเธอมีฐานะอยู่เหนือเขา เป็นผู้บังคับบัญชาเขา, ถ้าเราเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเขา เราก็ต้องเชื่อฟังอดกลั้น อดทน ขยันขันแข็ง นี้ผู้ที่อยู่เหนือเราขึ้นไป. เราจะต้อง ทำตัวให้เหมาะสมที่จะร่วมมือกันได้ ผู้บังคับบัญชาสูงขึ้น ไปจนถึงว่าสูงสุด เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นอะไรก็ตาม ที่อยู่ ข้างบนก็แล้วกัน จงทำให้ถูกต้อง, ที่อยู่ข้างล่าง เป็นคน ต่ำกว่า คนด้อยกว่า อับโชควาสนากว่า ก็ทำด้วยเมตตาด้วย กรุณา.
น.83 ๗๕ นี่ เรียกว่า ทิศเบื้องบนก็ถูกต้อง ทิศเบื้องล่างก็ ถูกต้อง มัน ๖ ทิศแล้ว. แต่ละทิศนี้จงมีให้ดีกว่าปีเก่า ไปสำรวจตรวจดู มันผิดพลาดอะไรบ้าง แล้วก็แก้ไขเสียให้ดี กว่าปีเก่า. เธอจงมีทิศทั้ง ๖ ที่ดีกว่าปีเก่า ปิดกั้น ปิดอุด ปิดกั้น ทิศทั้ง ๖ ดีกว่าปีเก่า, มีบิดามารดาที่ชื่นอกชื่นใจกว่าปีเก่า, มีบุตรภรรยาที่ชื่นใจกว่าปีเก่า มีมิตรสหายที่ชื่นใจกว่าปีเก่า, มีครูบาอาจารย์ที่ชื่นใจกว่าปีเก่า, มีผู้บังคับบัญชาข้างบนที่ ชื่นใจกว่าปีเก่า มีผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาที่ชื่นใจกว่าปีเก่า คือ มันถูกต้อง ถูกต้อง. รวมความแล้วว่าไปจัดเสียให้มันถูกต้อง ทุกๆ ทิศ, นี้เรียกว่า เป็นการไหว้ทิศที่ถูกต้องตามหลัก แห่งพระพุทธศาสนา ไม่ต้องว่าคาถาเหมือนกับที่เขาว่า ๆ กัน ดอก ว่าคาถาอะไรนี้ ไม่ต้องว่า ไม่ต้องมีดอก ไม่ต้องว่า อย่างนั้นดอก มันไม่ใช่เรื่องของเรา. เราว่าแต่ว่าทิศ ข้างหน้า คือบิดามารดา, ทิศข้างหลัง บุตรภรรยา, ทิศ ข้างซ้าย มิตรสหาย, ทิศข้างขวา ครูบาอาจารย์, ทิศข้างบน ผู้อยู่เหนือเรา, ทิศข้างใต้ ผู้อยู่ใต้เรา, ทำให้มันถูกต้อง ถูกต้อง ๆ ทุกทิศ ปีใหม่นี้จะดีกว่าปีเก่าเป็นธรรมดา.
น.84 ๗๖ ขอให้ทุกคน โดยเฉพาะลูกเด็ก ๆ ของพ่อแม่เหล่านี้ จงเป็นผู้ที่เติบโตขึ้นมาอย่างถูกต้อง มันจึงจะเป็นปีใหม่ ดำรงชีวิตอยู่ในปีไหนก็ตามเถอะ. จงปฏิบัติให้ถูกต้องทั้ง ๖ ทิศ และ ๖ ทาง นี้ก็เรียกว่าเป็นปีใหม่ที่แท้จริงยิ่งขึ้น. .... .... .... ธรรมะในพุทธศาสนานั้น แสดงการถูกต้อง ความถูกต้อง ให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง จนกว่าจะ ลุถึงจุดหมายปลายทางอันสูงสุด คือพระนิพพาน, นั้น ค่อยว่ากันทีหลัง. แต่ว่า เดี๋ยวนี้อยู่ด้วยความถูกต้อง ทุก ลมหายใจที่หายใจอยู่นี้ พิสูจน์ได้ว่ามีความถูกต้อง โดย ความไม่มีทุกข์, พิสูจน์ความไม่มีทุกข์ด้วยความไม่มีทุกข์ เป็นความถูกต้อง. ขอสรุปความสั้น ๆ ว่า ปีใหม่นี้จงมีความถูกต้อง ยิ่งกว่าปีเก่าเถิด, มิฉะนั้นแล้วจะต้องละอายหัวเผือกหัวมัน หัวเผือกหัวมันอยู่ใต้ดิน อยู่ใต้ดินงมโง่อยู่ใต้ดิน. แต่อย่า ทำเล่นกับมันนะ หัวเผือกหัวมันหัวบุกหัวกลอย หัวอะไรที่ อยู่ใต้ดินนัน, พอถึงปีใหม่มันโตกว่าปีเก่า แล้วหัวมันก็มาก
น.85 ๗๗ กว่าปีเก่า รสชาติมันก็ดีกว่าปีเก่า ทำเล่นกับหัวมันใต้ดินซิ พอปีใหม่หัวมันโตกว่าปีเก่า มากกว่าปีเก่า อร่อยกว่าปีเก่า. ฉะนั้นเราทั้งหลาย อย่าได้ละอาย อย่าต้องละอายแก่หัวเผือก หัวมันที่อยู่ใต้ดินเลย จงมีอะไรที่ดีกว่าปีเก่า มากกว่าปีเก่า ถูกต้องกว่าปีเก่า ด้วยกันจงทุก ๆ คน. .... .... .... นี่ เรื่องธรรมะในพระพุทธศาสนา, และ เรื่อง วันปีใหม่, และ เรื่องวันเด็ก ก็ได้เอามาพูดกันครบถ้วน แล้ว โดยสมควรแก่เวลา. เธอทั้งหลายจงบำเพ็ญตน ให้เป็นบุตรที่ดี ของบิดามารดา, เกิดมาสำหรับทำให้บิดา มารดาพบแต่ความสบายใจ, ไม่ดื้ออย่างเดียว ดีหมดทุกอย่าง แล้วเจริญอยู่ในคลองแห่งพระศาสนา พระธรรมคำสอนของ พระบรมศาสดา ซึ่งไม่มีอะไรสูงกว่าแล้ว เป็นสุขอยู่ทุกทิพา- ราตรีกาล. การบรรยายสมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยาย เป็น โอกาสแก่พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมสำหรับเตือน- จิตเตือนใจ ให้แกล้วกล้าเข้มแข็งมั่นคงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในการ ปฏิบัติหน้าที่ของตน ในกาลบัดนี้.
Buddhadasa