น.10 ข้าพเจ้าใช้วิธีดำเนินเค้าเรื่องไปตามลักษณะของหนังสือ Gospel of the Buddha ของ P. Carus ซึ่งมีจุดประสงค์จะ เปรียบเทียบกันกับหนังสือ เกียรติคุณแห่งพระเยซู คริสต์ ของคณะคริสเตียนมิชชั่นนารี่. ข้อความที่แปลกไปจากที่ เราเคยได้ยินได้ฟังกันอยู่ตามธรรมดานั้น ส่วนมากมาจาก หนังสือพุทธจริต ของท่านอัศวโฆษแห่งอินเดีย ซึ่งร้อยกรอง ไว้เมื่อราว พ.ศ. ๖๐๐, และเป็นหนังสือที่ได้รับความนิยม อย่างยิ่ง ในฝ่ายตะวันตก, และยังมีจากหนังสืออื่น ๆ อีกหลาย เล่ม, และมีหลายตอนที่รวบรวมจากหนังสือ Light of Asia ของ Sir Edwin Arnold, โดยเฉพาะ ส่วนข้อความที่เป็น การชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้า และเป็นการขยายข้อความ ย่อ ๆ บางตอนออกให้พิศดาร หรือให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เพื่อ นำมาซึ่งความเลื่อมใสเป็นพิเศษนั้น เป็นของข้าพเจ้าเอง. ทั้งนี้เป็นเพราะเรากำลังขาดแคลน หนังสือ "ปฐมสมโพธิ สำหรับนักศึกษาหนุ่ม" เป็นอย่างยิ่งในบัดนี้. พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ โมกข์ ๑๑ ม.ค. ๘๑
น.11 ทูตสวรรค์ ณ ยามนี้ เป็นมัชฌิมยามอันสงัดแห่งราตรีกาล เจ้าชายมิได้ทรงรับการพักผ่อนบนพระแท่นอันอ่อนนุ่ม แม้แต่หน่อยเดียว. ภาวะแห่งมนุษยชาติได้ปรากฏว่าลุก โพลงเป็นเปลวไฟขึ้น ทั้งที่ ทุก ๆ คนพากันจงรักภักดีต่อพระ- องค์อยู่. เมื่อทรงเห็นว่าจะมิทรงได้รับความคิด อันเป็น เครื่องรำงับความกระวนกระวายในภายในห้องพระแท่นที่ บรรทมเช่นนี้แล้ว พระองค์จึงเสด็จลงไปในพระอุทยาน ใกล้ ๆ พระตำหนัก : พลางตรัสว่า
น.12 ๒ "โลกหนอโลก, โลกทั้งหมดเต็มไป๒ด้วยความโง่เขลาและมืดบอด ทั้งยังไม่มีใครเลยที่ทราบว่า มนุษย์เราจะเอาชำนะต่อโรคร้าย แห่งภพสงสารนี้ได้อย่างไร. สิ่งที่เราพบได้ ก็มีแต่ความหลงระเริง. อยู่ในโลกอันเป็นมายา และเป็นของชั่วคราวนี้เท่านั้น" แล้วพระองค์ได้ทรงร้องคราง ด้วยความปวดร้าว ในพระทัย. อากาศอันสดใสบริสุทธิ์ภายในพระอุทยาน ได้ช่วย บรรเทาความกระวนกระวายของเจ้าชายลงเป็นส่วนมาก. พระ องค์ทรงเลือกได้ที่ประทับนั่งภายใต้ต้นหว้าใหญ่, เมื่อทรงกระ ทำจิตให้เป็นสมาธิขึ้นได้ ก็ทรงปลอดโปร่งพระทัย เป็นอิสระ จากความวิตกอันยุ่งเหยิงซึ่งรบกวนในภายใน จนหมดสิ้น,
น.13 ๓ ความปรารถนาอันเป็นไปในฝ่ายโลกิยะทุก ๆ ประการ ได้ หมดสิ้นไปจากดวงจิต, แกง และความสงบเย็นอย่างเต็มเปี่ยม ได้เกิดแทนอย่างซาบซ่าน.delucauselrenภัยแล้ง พระองค์จึงทรงปล่อยจิตให้สาละวนอยู่ในการ พิจารณา; ทรงกระทำการวิจารณ์ในปัญหาแห่งชีวิต ความ ตาย และทุกข์โทษของความแก่ชรา. ภาพแห่งคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ซึ่งได้ทรงทอดพระเนตรใน วันประพาสพระอุทยานอันยังคงตรึงติดอยู่ในพระทัยอย่าง สลัว ๆ ได้กลับปรากฏแจ่มแจ้งขึ้นอย่างชัดเจนในขณะนี้. อาศัยความเยือกเย็นแห่งสมาธิจิตกับอากาศอันสดชื่น ประกอบกัน พร้อมทั้งความจริงแห่งสภาวธรรมอันเกี่ยวกับ ภาพอันปรากฏนั้น พระองค์ได้ทรงเห็นแจ้งด้วยพระปัญญา- จักษุยิ่งขึ้นไป ในความยากเข็ญและความทุกข์ทรมานของ สัตวโลก. พระองค์ยิ่งทรงเห็นชัดซึ่ง อาทีนวโทษ อันแรงร้าย ของปวงโลกิยารมณ์ และทรงเห็นสภาพอันสัตว์จะเลี่ยงหลีก มิได้เป็นแน่แท้ คือ ความตายอันฉวัดเฉวียนโบกบินไปมา อยู่ ณ เบื้องบนแห่งสัตว์ทุกรูปทุกนาม, แต่แม้กระนั้น
น.14 ๔ หมู่มนุษย์ก็ยังมิได้สำนึกตน และตื่นตัวต่อสัจจธรรม อัน เป็นทาง ๆ เดียวที่จะเอาชัยชนะเหนือทุกข์ทั้งปวงได้, เช่น เดียวกับปลาที่ชาวประมงล้อมไว้แล้วภายในอวน ก็ยังพากัน เพลิดเพลินหยอกเย้ากันไปมา หรือบางพวกต่างเบียดเบียน ซึ่งกันและกันอยู่ โดยมิได้มีความสำนึกถึงภัยอันร้ายกาจนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น. อาศัยพระปรีชาญาณอันประเสริฐนี้, ความกรุณา ต่อสัตว์โลกอย่างสุดซึ้ง ได้เกิดขึ้นตรึงแน่นในดวงจิตของ พระองค์ถึงขีดสุดในบัดดล อาศัยกำลังพระกรุณาในปวงสัตว์ผนวกกันเข้ากับ ความรังเกียจต่อเพลิงทุกข์ซึ่งเผาลน เป็นสองเท่าทวีคูณขึ้น เช่นนี้ มโนภาพแห่งสมณะผู้ละจากเหย้าเรือนที่ทรงประสบมา ในวันก่อน ก็ยิ่งปรากฏและเร้าพระทัยยิ่งขึ้น จนกระทั่งห้วง แห่งความคิดของพระองค์ได้หยุดนิ่งอยู่ ณ ภาพนั้นนั่นเอง ซึ่งทำให้พระองค์ทรงรู้สึกซาบซ่านประหนึ่งฝันอันเป็นสุข ภายในห้วงแห่งมโนจักษุ, บัดนี้พระองค์ได้ทรง เห็นภาพ ๆ หนึ่ง, เป็นภาพแห่งบุรุษผู้สูงตระหง่าน องอาจ ทั้งสงบและสง่า ภายในจีวรสีเหลือง กำลังยืนอยู่ภายใต้ต้นหว้า
น.15 ๕ ต้นเดียวกัน , พระองค์ได้ตรัสถามว่า "ท่านคือใคร, และ ท่านมาแต่สถานที่ไหน ?" ในลักษณะแห่งการตอบสนองต่อคำถามของพระองค์ ภาพนั้นได้กล่าวขึ้นว่า "ตูข้าเป็นสมณะ, ตูข้าถูกรบกวนในทางจิต เนื่อง จากปัญหาอันเกี่ยวกับความแก่ชรา ความเจ็บไข้ และความตาย อันไม่มีทางอื่นจะเอาชนะมันได้ ตูข้าจึงได้สละบ้านเรือน ออกแสวงหาทางแห่งความรอดพ้น จากความบีบคั้นของสิ่ง ทั้งปวงนี้. โลกและสัตว์โลกทั้งหมด กำลังกุลีกุจอ ชิงกัน หมุนไปสู่ความทรุดโทรมอยู่ทุกเมื่อ, มีแต่สัจจธรรมเท่านั้น ที่เป็นของคงตัวอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลงตลอดนิจกาล. ตูข้ามีมโนรถอันแน่วแน่ต่อความสุขอันมิรู้จักเสื่อม ถอย, ต่อขุมทรัพย์อันมิรู้เสื่อมสิ้น, และต่อสภาพอันไม่มีการ ตั้งต้น และไม่มีการสิ้นสุด. เหตุนั้น ตูข้าจึงได้เลิกร้างความหวังอันเป็นวิสัยโลก เสียทุก ๆ ประการ, แล้วหลีกเร้นอยู่ ณ ท้องถ้ำ และภูผา
น.16 ๖ อันปราศจากเสียงแห่งมนุษย์ผู้สัญจรไปมา เพื่อมีชีวิตอยู่อย่าง วิเวกและขอทานเขาเลี้ยงชีวิต. ตูข้าได้มอบตนให้แก่สิ่งซึ่งปรารถนาดังกล่าวมาแล้วนี้ แต่สิ่งเดียวเท่านั้น ; โดยที่มีความเห็นว่า มันเป็นสาระ อันเดียวแท้จริง ที่ชีวิตนี้ควรเข้าถึงเสียก่อนแต่ที่จะแตกดับ ทำลายไป". พระสิทธัตถะ จึงตรัสถามโดยทันทีว่า "ท่านย่อมหมายความว่าสุขสงบเป็นสิ่ง ที่คนเราจะสามารถลุถึงได้ ในท่ามกลางโลกอัน ปราศจากการหยุดพัก และก่อนแต่ความตายจะมา ถึงนี้เจียวหรือ ? ขอให้เป็นดั่งคำของท่านเถิด ! ข้าพเจ้าได้รับการกระทบกระเทือนใจอย่าง หนัก ซึ่งเกิดมาจากการมองเห็นความไร้สาระแห่ง โลกิยารมณ์ทั้งมวล เพราะมันทำให้ข้าพเจ้าสลดสังเวช และรู้สึกอิดหนาระอาใจต่อกามารมณ์ทั้งปวง. ทุกสิ่ง ทุกอย่างล้วนแต่พากันมากลุ้มรุมที่ดวงใจของข้าพเจ้า และสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั่นแหละได้กลายเป็นภาวะอัน แสนสุดที่จะทานทนได้ไปเสียเองแล้ว."
น.17 ๗ พระสมณะในมโนภาพ ได้ตอบว่า "ที่ใดมีความร้อน ที่นั่นย่อมอาจจะมีความเย็น. สูเจ้าจงดูเถิด, แม้ว่าปวงสัตว์จะกำลังตกอยู่ภายใต้อำนาจการ ย่ำยีบีบคั้นของความทุกข์ แต่สัตว์เหล่านั้นก็ยังกำลังประกอบ ตนพัวพันอยู่ด้วยรสชาติแห่งความเพลิดเพลิน เป็นคู่กัน ไปได้. ที่ตรงมูลรากของความชั่วนั่นเอง ย่อมจะส่อให้เรา เห็นอยู่เสมอว่า ความดีก็เป็นสิ่งที่อาจจะปรากฏขึ้นมาได้ ดุจกัน, เพราะว่าทั้งสองสิ่งนี้เกี่ยวเนื่องกันอยู่อย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับดวงไฟกับความดับของตัวมันเองซึ่งแฝงอยู่ในตัว มันนั่นเสร็จ ฉันใดก็ฉันนั้น. ฉะนั้น ที่ใดมีผู้มองเห็นความทุกข์ทรมานมาก ที่นั่น ย่อมจะพบความสงบสุขได้มาก ทัดเทียมกัน, ถ้าหากว่า คนเราเพียงแต่จะเบิกตาของตัวเองขึ้น เพื่อค้นหามันเท่านั้น. แท้จริงในเรื่องนี้มันเหมือนกับมนุษย์ผู้กำลังถูกไฟ ไหม้อยู่ที่ศีรษะ เขาควรจะรีบแสวงหาสระน้ำใหญ่อันปกคลุม ไปด้วยกอบัว ซึ่งเป็นสระที่อยู่ใกล้ที่สุดเสียโดยเร็ว.
น.18 ๘ ทำนองเดียวกันโดยแท้ สูท่านควรแสวงหาสระน้ำ อันกว้างใหญ่ อันมิรู้จักตาย อันมีพร้อมอยู่ทุกเมื่อ, กล่าวคือ นิพพาน, เพื่อรดตัวท่านให้เยือกเย็นและผ่องแผ้วจากราคี แห่งบาปอันเผาลนเสียโดยเร็วเถิด ถ้าไม่มีใครไปหาสระ และไม่มีการได้อาบรดให้ เยือกเย็น มันก็ไม่ใช่ความผิดของสระเลย, เช่นเดียวกับที่ หนทางนั้นมีอยู่ อันเป็นทางที่จะนำบุคคลผู้ถูกย้อมติดอยู่ ด้วยบาป ให้ลุถึงความหลุดพ้น กล่าวคือ นิพพาน ได้, ถ้า ทางนั้น ไม่มีใครเดิน มันก็หาใช่เป็นความผิดของหนทางไม่ แต่มันเป็นความผิดอันใหญ่หลวงของบุคคลผู้ไม่เดินเองต่าง หาก. หรือเมื่อคนบางคนกำลังรับความทรมานอยู่ด้วยโรค อันร้ายกาจบางอย่าง ทั้งหมอก็มีอยู่ในที่นั้น แต่คนเจ็บนั้น มิได้พยายามทำตนให้ได้รับประโยชน์ จากการช่วยเหลือของ หมอ, นั่นก็หาใช่เป็นความผิดของมนุษย์ผู้เป็นหมอไม่, โดยทำนองเดียวกันนี้ เมื่อมนุษย์กำลังทนทุกข์ ทรมานอยู่ด้วยโรคแห่งการประกอบอกุศลกรรมอันมิใช่เป็น ความฉลาดแล้ว ก็ยังไม่แสวงหามัคคุเทศก์ทางฝ่ายจิต เพื่อ เป็นผู้ชี้ทางให้ลุถึงการตรัสรู้, และนั่นก็หาใช่เป็นความผิด
น.19 ๙ ของมัคคุเทศก์ซึ่งมีความสามารถเป็นผู้นำในวิถีแห่งการถอน ตน ให้รอดพ้นจากกรรม อันเป็นบาปไม่. ถ้าหากว่าสูท่าน พิจารณาเห็นช่องทางอันจะหลุดรอดไปได้โดยวิธีอย่างหนึ่ง อย่างใดแล้ว แต่มาเพิกเฉยเสียหรือมัวพันพัวอยู่ในสิ่งหนึ่ง สิ่งใด นั่นมีแต่จะทำให้สูท่านต้องได้รับความทุกข์ทรมานยิ่ง ขึ้นไปกว่าแต่ก่อนอย่างเดียวเท่านั้น." โดยมิได้ไหวกายกระดุกกระดิกแม้แต่น้อย เจ้าชาย ทรงนึ่งฝั่งถ้อยคำอันประเสริฐยิ่งของผู้มาเยือน และได้ตรัส ขึ้นด้วยความเคารพว่า "ข้าแต่พระสมณะ, ท่านนำข่าวดีอย่างเอก มาสู่ข้าพเจ้า, เพราะว่าในบัดนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าความ เยือกเย็นได้เกิดขึ้นในดวงจิต โดยที่ได้ทราบว่าความ ปรารถนาแห่งใจของข้าพเจ้ามีทางลุถึงผลสำเร็จโดย แน่แท้. พระบิดาของข้าพเจ้าทรงแนะนำให้ข้าพเจ้า ครอบครองราชบัลลังก์ สำเริงบันเทิงชีพ และรับ ภาระแทนท่านในทางฝ่ายโลกิยกรณีย์ โดยประการที่
น.20 ๑๐ มันอาจเกิดเกียรติศักดิ์เกียรติคุณแก่ข้าพเจ้า แก่ วงศ์ญาติของข้าพเจ้า และแก่บ้านเมืองของเรา. พระบิดาทรงบอกกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้า ยังหนุ่มนัก ซึ่งกำลังแห่งชีพจรของข้าพเจ้ายังเต้น กล้าเกินไปกว่าที่จะครองชีพอย่างสงบเย็น เยี่ยงท่าน ผู้เป็นมุนีทั้งหลายได้. ข้าพเจ้าได้รับการผูกมัดขัดขวางโดยทุกๆ ทาง จากบุคคลผู้หวังแต่จะน้อมนำข้าพเจ้าไปตามความ ประสงค์ของเขานั่นคือตามแนวแห่งความเกลือกกลั้ว อยู่กับโลกิอารมณ์ ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นความหลง ใหลอย่างล้นพ้น. ข้าพเจ้ามิได้เพิกเฉยต่อการลากเข็นตัวเอง จากกองเพลิงที่ข้าพเจ้ากำลังมองเห็น แต่ข้าพเจ้า มีความห่วงใยในบรรดาบุคคล ซึ่งมีความรักอันเยื่อ- ใยในข้าพเจ้าดุจเดียวกัน และข้าพเจ้ากำลังพยายาม เอาชนะความผูกพันอันนี้อยู่." ภาพแห่งพระสมณะอัน น่าเคารพ ซึ่งยังคงยืน ตระหง่านอยู่ตรงพระพักตร์ของเจ้าชาย ได้แสดงอาการส่าย
น.21 ๑๑ ศีรษะอยู่ไปมา เพราะความไม่เห็นพ้องด้วยในข้อแนะของ พระบิดา และในความอ่อนแอบางประการของพระองค์ พระสมณะผู้มีแววแห่งความเป็นปราชญ์ ผู้ยิ่งไปด้วยความ กรุณา ได้กล่าวตอบสืบไปว่า "สูเจ้าควรจะทราบไว้ว่า สำหรับการเสาะแสวงหา ธรรมอันเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นย่อมไม่เกี่ยวกับวัยของร่าง- กาย. ในการประพฤติธรรมนี้ ไม่มีฤกษ์ยามซึ่งนับกันว่า เป็นฤกษ์ร้าย คือทำลงไปแล้วนำมาซึ่งความวิบัติหรือไร้ผล อันตนจำนงหวัง ข้อที่ท่านยังหนุ่มอยู่โดยวัยนั้น ย่อมไม่หมายความว่า สูท่านจะต้องยังหนุ่มอยู่ โดยความรู้สึกและความเฉลียวฉลาด ของปัญญาด้วย. ผู้ที่รู้สึกว่าตนกำลังรับทุกข์ถูกบีบคั้นอยู่ โดยภพในวัยหนุ่มเช่นนี้ ย่อมแสดงอยู่แล้วว่า ความรู้สึก ของเขามิได้ยังหนุ่มอยู่ เช่นเดียวกับความรู้สึกของชายหนุ่มทั้งหลาย ผู้กำลัง หลงใหลเพลิดเพลินอยู่ในสังสารวัฏ. ถ้าหากว่าความเข้มแข็ง ของท่านมีมากเท่า ๆ กับความรู้สึกของท่านแล้ว ความอาลัย ห่วงใยในคนรักท่าน ย่อมไม่เป็นเครื่องผูกพันท่านแต่อย่าง
น.22 ๑๒ ใด เพราะว่าความรอดพ้นของท่าน ย่อมหมายถึงความ รอดพ้นของชนทั้งหลายเหล่านั้น อันเป็นที่รักของท่านด้วย" ปีติอันซาบซ่านได้เกิดขึ้น และแผ่ไปท่วมทับทั่ว ดวงใจของพระโพธิสัตว์, ซึ่งได้ทำให้พระองค์ทรงเปล่ง พระวาจา อันแสดงความตกลงพระทัยอย่างเด็ดขาดออกมา โดยเจตนาอันแน่วแน่ "บัดนี้เวลาแห่งการแสวงหาโมกขธรรมได้มาถึง แล้วโดยแท้จริง. บัดนี้มันถึงเวลาที่ตัวเราจะสลัดบ่วงอัน ผูกพันและขัดขวางเราไว้ จากการลุถึงธรรมทรรศนานุตตริย ภาพอันสมบูรณ์. และบัดนี้มันเป็นเวลาที่จะต้องท่องเที่ยว ไปในความโดดเดี่ยว ครองชีพอย่างผู้ประพฤติเพื่อเสาะ แสวงหาทางแห่งความรอดพ้น โดยแน่แท้." พระสมณ ภาพผู้มาเยือน ได้นิ่งฟังคำตกลงใจอัน เด็ดขาดของพระโพธิสัตว์ด้วยความรู้สึกอันสอดคล้อง และ อนุโมทนาด้วย ถ้วนทุกประการ. สมณทูตแห่งสวรรค์ได้ กล่าวสืบไปว่า "แน่นอนทีเดียว, บัดนี้มันเป็นเวลาแห่งการแสวงหา ธรรม เครื่องรำงับทุกข์ โดยสิ้นเชิง ออกเถิด สิทธัตถะ!
น.23 ๑๓ จงกระทำความปรารถนาแห่งจิตของท่านให้ลุถึงผลอันเต็ม- เปี่ยมปานดังที่ท่านจำนงหวัง. เพราะว่า ท่านเป็นโพธิสัตว์ คือผู้ที่ธรรมชาติได้เลือกคัดออกไว้เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ผู้ดับทุกข์ของตนเองและสัตว์โลกทั้งมวล. บัดนี้ ท่านได้ ผ่านขึ้นมาจนถึงขีดสุด อันพร้อมแล้วที่ท่านจะปลุกโลกให้ตื่น จากความหลับด้วยอำนาจแห่งอวิชชา. สูท่านเป็นองค์ตถาคต คือ บุคคลอันเต็มเปี่ยมแล้ว ด้วยความเต็มเปี่ยมแห่งมนุษยภาพ ซึ่งท่านจะสามารถ ประกอบกรรมวิธียังธรรมอันประเสริฐให้เต็มเปี่ยมได้ใน บัดนี้. ท่านเป็นองค์ภควันต์ คือผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความ สุขอันประเสริฐ ซึ่งเป็นพรแห่งโลกุตตรสภาพ. สุท่านเป็นองค์โลกนาถะ คือ บุคคลผู้เต็มเปี่ยม ด้วยกำลัง ในอันที่จะรื้อถอนสรรพสัตว์จากปวงทุกข์ และ คุ้มครองบรรดาสัตว์ที่ยังหย่อนด้วยเวเนยยภาพไว้ในภาวะที่ ปลอดภัย จนกว่าจะถึงเวลาอันแก่รอบของสัตว์นั้น ๆ. ทั้งนี้ เพราะสูท่านเป็นผู้ที่ถูกธรรมชาติเรียกร้อง ขึ้นมา เพื่อเป็นผู้ไถ่ถอนบาปของสัตว์โลก ด้วยการพลีและ
น.24 ๑๔ เสียสละอันใหญ่หลวงของตนจากโลกิยสุข เพื่อประโยชน์แก่ การค้นหาทางรอดพ้น มาแสดงแก่สัตว์นิกร. ถึงแม้ว่า จะมีอสนีบาตตกลงบนเศียรเกล้าของท่าน เพราะเหตุแห่ง การเสียสละของท่าน ก็จงอย่ายอมตนให้แก่ความสำคัญผิด ซึ่งล่อลวงมนุษย์เราให้เขวออกนอกทางแห่งโมกขธรรม ถ้าท่านไม่แวะวกเสียจากทางอันตรงแน่วนี้แล้ว ท่าน จักต้องเป็นพุทธะโดยแน่นอน ดุจดวงอาทิตย์อันเดินตรงตาม จักรราศีของมัน ทุก ๆ ฤดูกาลไม่แปรผันเป็นอย่างอื่น ฉันใด ก็ฉันนั้น. สูท่านจงต่อสู้ด้วยความพากเพียรในการเสาะแสวง จนกว่าจะลุถึงผลอันเป็นรางวัล. คำอำนวยพรของทวยเทพ ของปวงอริยชนผู้ประเสริฐ และของปวงปราชญ์ผู้แสวงหา แสงสว่าง ย่อมอยู่ ณ เบื้องบน ของท่านแล้ว. ดวงไฟแห่ง สวรรค์กล่าวคือปรีชาญาณอันคมกล้า จะส่องนำทางเพื่อให้ เท้าของท่านก้าวเดินไปอย่างถูกต้องทุกๆก้าว. ท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าผู้คุ้มครองโลก ด้วยการ ปลุกโลกให้ตื่นจากหลับ.
น.25 ๑๕ ขอท่านจงเห็นแก่มนุษย์ชาติ โดยการช่วยให้รอดพ้น จากการที่จะต้องสูญเสียไปซึ่งความสุขอันเขาควรจะได้ในวัน หน้าเถิด. ศานติสุขของประชาสัตว์ในสากลโลก ย่อม ขึ้นรวมอยู่ในความสุขอันแท้จริงของสูท่านผู้เดียว." "จงออกเถิด สิทธัตถะ !" เมื่อได้กล่าวดังนี้แล้ว ภพแห่งทูตสวรรค์ ซึ่งเอา กำเนิดมาจากปัญญาบารมีของพระองค์ในอดีตชาติก็หายวับไป, คงทิ้งไว้แต่ปีติอันเปี่ยมล้นอยู่ภายในดวงใจของพระโพธิสัตว์ พระองค์จึงตรัสกับพระองค์เองว่า “เราถูกปลุกให้ตื่นแล้วเพื่อการลุถึงสัจจ- ธรรม, และเราถูกปลอบให้ตกลงใจอย่างแน่แน่วแล้ว เพื่อกระทำให้เจตนาของเราลุถึงผลอันไพบูลย์ เราจักสลัดเสียให้สิ้นเชิงทุก ๆ บ่วง ซึ่ง หน่วงน้อมเราไปในแนวแห่งโลกิยวิสัย, และเราจะ ผละออกจากเหย้าเรือนในคืนนี้อย่างแน่แท้ ถ้อยคำของท่านผู้รู้ทั้งหลายย่อมเป็นสิ่งที่ ถูกต้องและแน่นอนดุจเดียวกับการตกของก้อนศิลา
น.26 ๑๖ ที่ถูกชัดขึ้นไปในอากาศ, ดุจความตายของสัตว์ผู้มี อันตายเป็นสภาพ, และดุจการขึ้นของดวงอาทิตย์ ในอรุณสมัย, ฉันใดก็ฉันนั้น, เราจักประสบความ รอดพ้นเป็นแน่แท้." บ่วงชีวิต เจ้าชายได้เสด็จกลับไปยังห้องบรรทมของพระชายา เพื่อทอดพระเนตรอย่างผาด ๆ ที่ดวงหน้าของคนทั้งสอง ผู้ ซึ่งพระองค์ทรงรักอย่างดูดดื่มกว่าธนสารสิ่งใดในพื้นพิภพ เพื่อเป็นการลาจากไปทั้งหลับ ณ ที่นั่น พระสิทธัตถะได้ประทับยืนเพ่งจ้องดู พระชายาผู้เลอโฉม และพระโอรสอันเป็นยอดเสน่หาของ พระองค์ ด้วยดวงพระทัยอันห่อเหี่ยว. พระองค์ทรงพระประสงค์ที่จะโอบอุ้มพระโอรสอัน แสนรักไว้ในวงพระหัตถ์อีกครั้งหนึ่ง และจุมพิตด้วยการ จุมพิตแห่งการลาพรากเป็นครั้งสุดท้าย. แต่พระกุมารประทม อยู่ภายในวงแขนแห่งมารดา ซึ่งพระองค์มิสามารถจะทรงยก
น.27 ๑๗ ขึ้นมาได้ โดยไม่ทำให้คนทั้งสองตื่นขึ้น และเป็นภัยแก่มหา- ภิเนษกรมณ์อันสูงสุดของพระองค์ เมื่อเจ้าชายทรงจับพระเนตรนึ่งอยู่ดังนี้ ความทรมาน ใจในการจำพรากได้พลันเกิดขึ้นครอบงำพระองค์อย่างแรงกล้า พ้นประมาณ แม้ว่าพระหฤทัยของพระองค์จะแน่นหนัก ถึงกับ ไม่มีสิ่งใดที่สามารถกระทบกระทั่งความอธิษฐานจิตตกลง พระทัยของพระองค์ ให้เปลี่ยนแปลงไปได้ก็ตาม แม้กระนั้น น้ำพระเนตรก็ได้ร่วงพรูลงอย่างง่ายดาย. มันเป็นการสุดวิสัย ซึ่งพระองค์ผู้ยังเป็นเพียง พุทธางกูร จะทรงอดกลั้นหรือกั้นปิดท่อธารแห่งอัสสุชลใน ครั้งนี้ได้. ห้วงแห่งความนึกของพระองค์ได้ว้าวุ่นดุจเลื่อน- ลอยไปในความฝันชั่วขณะหนึ่ง และในที่สุดก็ทรงสามารถ รวบรวมสติสัมปชัญญะให้ฟื้นคืนมาได้ดุจเดิม พระองค์ทรงรำพึงในคนทั้งสองผู้กำลังหลับอยู่ตรง หน้า กับพระองค์เองว่า
น.28 ๑๘ เธอย่อมจะรู้อยู่แก่ใจ ... หลายเวลามาแล้ว ว่าอย่างไรเสีย ... ฉันก็จะต้องลาจากเธอไป มิวันใดก็วันหนึ่ง ... วิญญาณของฉัน ต้องโศกสลด ก็เพื่อประโยชน์แก่วิญญาณของเธอ และของสัตว์โลกอื่น ๆ ...ในสากล รวมทั้งที่ฉันยังไม่เคยรู้จัก และมีมากเป็นพ้นประมาณ จงดูเถิด .... ฉันยินดีรับความทุกข์ทรมาน เพื่อความทุกข์....อันมิใช่ทุกข์ของฉัน มากกว่าของฉันเอง....เช่นนี้ ย่อมเป็นการแสดงว่า... ฉันมีความรักผู้อื่น....มากเพียงใด ชีวิตทุกรูปทุกนาม ล้วนแต่เป็นที่รักของฉัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
น.29 ๑๙ ดวงวิญญาณของเธอ .... ย่อมแนบสนิท...อยู่กับความรักของฉัน เธอเป็นมารดาของลูกน้อย...ของเรา ซึ่งกายของเธอ...ได้ร่วมกับกายของฉัน เพื่อความหวังในลูกน้อ ... อันเป็นที่รักนี้ แม้ว่าวิญญาณของฉัน จะเร่ร่อนไปทั่วพื้นพิภพ เปี่ยมไปด้วยความเมตตาในสรรพสัตว์ แต่...ในที่สุด มันก็เวียนวกกลับมาสู่เธอ... ดุจเดียวกับนกพิราบ...ซึ่งบินไปในท้องฟ้า สู่ดินแดนอันกว้างใหญ่แล้ว ... ก็รีบบินปร๋อกลับมาสู่รัง... และลูกอ่อนของมัน พร้อมด้วยเหยื่อมาฝากลูกน้อย ๆ พ่อนกย่อมจากไป เพื่อประโยชน์แก่นางนก และลูกน้อยของมันเอง ในเวลากลับ
น.30 ๒๐ เช่นเดียว..... ฉัน... ผู้จะจากเธอไป เพื่อเขี่ยค้นหาเหยื่อในทุ่งกว้าง กล่าวคือ...ความวิเวก...จากโลกิยารมณ์ ของเหล่ามุนี ผู้เปรื่องปราชญ์ ครั้นได้เหยื่อ แห่งความจำเริญสุข อันมิรู้จักเปลี่ยนแปลงแล้ว ฉันจักนำมาเผื่อ...มาป้อนเธอ... อันเป็นที่รักยิ่งของฉัน เธอเคยกล่าวด้วยความรักว่า... ความพลัดพรากจากฉัน ย่อมเป็นการร้ายแรง ยิ่งไปกว่าความตายของตัวเธอเอง แม้ว่าฉันจะจากเธอไป เพื่อประโยชน์แก่เธอและสรรพสัตว์ เธอ...ที่รักของฉัน พระบิดาของฉัน ไม่สามารถจะหยั่งทราบ
น.31 ๒๑ ความรักอันนี้... คือความรักซึ่งมีคุณภาพ...และปริมาณ มากกว่าความรักที่จะทำให้ฉันยังคงอยู่... ตามความประสงค์ของเธอ ความรักอันสูงประเสริฐยิ่งนั้น... คือความรักที่สามารถเสียสละ และเข้มแข็งพอ...ที่จะจากไป ค้นหาเหยื่อ... เพื่อชีวิตอันไม่รู้จักตายดังกล่าวแล้ว ในเรื่องนี้.... ย่อมเปรียบเทียบกันได้กับบุรุษ ผู้ตกลงไปเวียนว่าย... อยู่ในท้องทะเลหลวงอันอ้างว้าง พร้อมทั้งครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่ง อยู่วันแล้ววันอีก ซึ่งนับวันแต่จะใกล้ความตาย...เข้าทุกขณะ
น.32 ๒๒ เมื่อทางที่บุรุษนั้นจะผละจากครอบครัว ไปเสาะแสวงหาพ่วงแพ อันจะนำไปสู่ฝั่งบก พ้นจากมฤตยูแห่งมหาสมุทรได้มีอยู่ ความรัก...ซึ่งสูงกว่า และเข้มแข็งกว่า ย่อมบังคับหรือเรียกร้อง ให้เขารีบผละไปจัดหาในทันที แทนความรักอันอ่อนแอ ที่จะทำให้ตกจมอยู่ในสงสารสาคร ..ด้วยกัน มิรู้สร่าง... ฉันเคยรักเธอ... และยังคงรักอยู่เสมอ ฉะนั้น... สิ่งใดที่ฉันเสาะแสวงเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น นอกไปจากตัวฉันแล้ว... สิ่งนั้นต้องเป็นไปเพื่อเธอ มากกว่าผู้อื่น...และก่อนใครอื่น
น.33 ๒๓ ซึ่งข้อนี้ย่อมแสดงว่า ฉันยอมรับรู้ในความรักของเธอ ซึ่งมีอยู่ในฉัน มากกว่าในตัวเธอเอง ประชาสัตว์ในสากลโลก จะได้ประสบศานติสุข...ก็เพราะ ความยอมทนทรมานของเรา คือเธอ...และฉัน มันเป็นความทรมาน ริมัง ซึ่งมีความรักของเราทั้งสอง เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงไว้ จนกว่า...ฉันจะกลับมาหาเธอ พร้อมด้วย... อมฤตธรรม ซึ่งฉันจะนำมาฝาก ฉะนั้น... เธอจงยินดี รับเอาความทรมาน อันเป็นพรของความรักที่บริสุทธิ์ และใหญ่หลวง ทั้งคุณภาพและปริมาณ
น.34 ๒๔ แทนความรื่นเริง เพราะมีฉันอยู่เป็นเพื่อน ซึ่งที่แท้...ก็เป็นเพียง ความอ่อนแอของความรัก ชนิดที่ในตัวมันเองมีแต่ความอ่อนแอเท่านั้น เธอจงฟังเสียงของความรัก...ของฉัน เพื่อเธอจะได้รู้ความจริง... ภายในดวงวิญญาณของฉัน อันเป็นสิ่งซึ่งผู้อื่นเขาไม่สามารถจะรู้ เพราะ... ฉันรักเธอ...มากกว่าสิ่งใด ๆ ซึ่งตามธรรมดา ฉันก็รักเธออยู่แล้วอย่างสุดซึ้ง เจ้าชายได้ยื้อแย่งเอาพระองค์เอง หลุดออกมาจาก ห้วงแห่งความรักได้ด้วยประการฉะนี้. พระองค์ทรงข่มความรู้สึกไว้ได้ในอำนาจด้วยน้ำใจ แห่งลูกผู้ชาย แต่ก็มิสามารถหักห้ามความจำอันตรึงจิต อันมัก
น.35 ๒๕ จะทำให้พระองค์ทรงอ่อนแอไปในบางขณะ. อันอานุภาพ ของความรักนั้น เป็นสิ่งที่ผูกมัดดวงใจยิ่งไปกว่าโซ่ตรวนตาม ธรรมดา เพราะเหตุว่าผู้ถูกผูกไม่อาจรู้สึกหรือค้นพบว่ามัน ผูกอยู่ ณ ที่ใด ซึ่งเป็นการยากยิ่งในการที่จะแก้เงื่อนปมของ การผูกให้หลุดถอนออกไปได้. โซ่ตรวนตามธรรมดานั้น มิตรสหายสามารถที่จะช่วย รื้อถอนหักทำลายให้แก่มิตรผู้เป็นที่รัก แต่โซ่ตรวนในฝ่าย จิตอันเป็นภายในและมิแสดงที่ผูกให้ปรากฏนี้ ย่อมต้องอาศัย ความเด็ดขาดของตนเองเป็นการรวบรัดในเบื้องต้นและอาศัย ปัญญาอันคมกริบในบั้นปลาย เพื่อการสร้างสรรค์ขึ้น ซึ่ง ความรักอันเข้มแข็งกว่า สูงกว่าและลึกซึ้งกว่า ตามนัยอัน พระโพธิสัตว์เจ้าทรงพิจารณาเห็น. ในที่สุดก็สามารถอาศัยความรักอันใหม่นี้เป็นเครื่อง ส่งเสริมน้ำใจ ให้ปลีกตนออกไปบำเพ็ญสารัตถประโยชน์ อันใหญ่ยิ่งได้ด้วยความเบิกบานบันเทิงและภาคภูมิใจยิ่งกว่า จะยังคงอ่อนแออยู่ในความรักแห่งวิสัยโลก. พระมหาบุรุษเจ้าได้ทรงถอนพระองค์หลุดออกมาได้ ด้วยพระปรีชาชาญฉลาดและการเสียสละอันเข้มแข็งประกอบ
น.36 ๒๖ กัน ซึ่งจัดว่าเป็นทิฏฐานุคติอันประเสริฐ สำหรับบรรดาผู้ ที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความรักทุกผู้ทุกนาม. พระเกียรติคุณข้อนี้ ย่อมเป็นผลสำเร็จมา ถึงชาวเราในบัดนี้ และอนุชนของชาวเราทั้งหลาย อันจะมาในอนาคตภาค. ความรักอันยิ่งใหญ่เหนือความรักในพระชายา และ โอรสของพระองค์ในสมัยนั้น ได้ส่องแสงกระจายออกตลอด ไตรภพและตรีกาล แตกต่างกับแสงแห่งความรักอันมีในวง จำกัดเพียงไม่กี่คนและชั่วสมัย, เหลือที่จะคำนวณได้ว่าผิดกัน กี่ร้อยกี่พันส่วน. ความเป็นอิสระเหนือความรัก ได้กระทำ ให้เจ้าชายประสบผลอันใหญ่หลวงไปเป็นลำดับ ๆ ดุจขุนเขา หิมาลัยเพียงเทือกเดียวก็เป็นที่กำเนิดแห่งแม่น้ำใหญ่น้อย ทั้งหลายนับด้วยร้อยด้วยพัน ฉันใดก็ฉันนั้น. พระสิทธัตถะประทับหยุดยั้งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ด้วย ความเบิกบานและโล่งพระทัย ดุจเดียวกับเมื่อความหม่นหมอง นานัปการได้หลุดถอนเกลี้ยงเกลาไปจากดวงจิตแล้ว บุคคล ผู้เป็นเจ้าของก็จะพึงปลื้มปลาบ และชุ่มชื่นอย่างน่าพึงพิศวง ในรสอันใหม่นี้. 1 ส 1 ข 1 2
น.37 ๒๗ พระองค์ทรงรำพึงสืบไปด้วยพระทัยอัน ร่าเริงปาน สัตว์เลี้ยงเมื่อยามเจ้าของปล่อยออกจากคอกที่คุมขัง, ดู ประหนึ่งว่าความหวังของพระองค์ได้ลุถึงผลที่มุ่งหมายแล้ว ทุก ๆ ประการ. ทุกสิ่ง ๆ ที่ทรงรำพึงล้วนแต่ปรุโปร่ง และ คล่องแคล่วไม่ข้องขัด เลื่อนลอยไปโดยเร็วดุจพญานก อันมากไปด้วยกำลังสามารถที่จะถลาร่อนไปมาได้ทั่วทิศในกลาง หาวอยู่อย่างสนุกสนาน ณ ท่ามกลางราตรีอันเงียบสงัดในบัดนี้ คงมีแต่ เทพเจ้าในเบื้องบนเท่านั้น ที่กำลังจ้องมองดูพระองค์อยู่อย่าง ขะมักเขม้นด้วยจักษุ กล่าวคือดาราอันใหญ่น้อยในนภากาศ ทุกดวงทอแสงสีนวลปานประหนึ่งว่ากำลังร่าเริง เพราะมีหวัง ในข้อที่ว่า พระมหาบุรุษจักทรงออกมหาภิเษกรมณ์ เพื่อลุ ถึงความเป็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลกโดยแน่แท้. “เราจักไปในบัดนี้" พระองค์ทรงรำพึงสืบไป “เรายินดีจะเลือกเอาทางแห่งการจาริกไปอย่างโดด เดี๋ยวปราศจากมงกุฎอันเป็นที่เกรงขามของปวงสัตว์ เพื่อ ต้อนรับเรา. เพราะการไปนี้ก็เพื่อสู่ความปราศจากบ้านเรือน
น.38 ๒๘ ที่อาศัย แทนการไปเพื่อเลือดและเหล็กของผู้ยกออกปราบ ปรามเอาอาณาจักรอันอื่นมาเป็นของตน เพื่อความยกตัวขึ้น สู่ความเป็นจักรพรรดิราช เราไม่ต้องการมงกุฎ. เราไม่ยอมรับอาณาจักรใด ๆ ซึ่งขอร้องให้ปกครองด้วยคมดาบ. แต่เราจะขยาย ธรรมาณาจักรของเราออกไปด้วยแสงสว่างแห่งธรรม พร และเมตตา. รถของเราต้องไม่หมุนไปด้วยล้อซึ่งเปื้อนเลือด ซึ่ง จะจารึกนามของเราไว้ให้ติดแดงฉานอยู่ตลอดทางที่มันผ่าน ไป ตามเยี่ยงอย่างแห่งจักรพรรดิ ซึ่งชาวโลกเขานิยมกัน. ทางที่เราผ่านไป จักเป็นทางที่อวลอบด้วยศานติ รสอันเยือกเย็น เพราะมันถูกเหยียบย่ำด้วยเท้าอันบริสุทธิ์ ของเรา ฝุ่นธุลีที่พื้นดิน อันได้สัมผัสกับเราเมื่อยามนอน จะเป็นรอยจารึกแห่งความสันโดษอันประเสริฐ ซึ่งสัตว์ผู้ มีปัญญาจะอ่านออกได้เองในภายหลัง. เราจักแสวงผ้าเนื้อหยาบจากที่ที่เขาทิ้งเพื่อปกปิด กายตามแบบของอนาคาริกบุคคล ผู้ทรงชีพอยู่ด้วยอาหารที่
น.39 ๒๙ คนใจบุญเขาทำทานให้ และถือเอาซอกผาหรือท้องถ้ำและ ร่มเงาของไพรพฤกษ์เป็นที่พำนักกาย เพราะว่าเสียงอันน่า อนาถของปวงสัตว์ผู้หลงงมอยู่อย่างไร้ที่พึ่ง ได้ปลุกเร้า ความเมตตาให้ลุกโพลงขึ้นภายในดวงวิญญาณของเราอย่าง สูง ยิ่งกว่าที่จะเมตตาต่อตัวเราเองได้. โลกอันแร้นแค้น อยู่ด้วยความเผาลนของกิเลส ซึ่งสัตว์พากันบูชาโดยใช้ชีวิตของตนทั้งสิ้นเป็นต้นทุนอยู่นี้ ย่อมมีน้ำหนักอันเพียงพอแล้ว ที่เราจะสละทุก ๆ อย่างที่ เป็นความสำเริงชีพของเราออกไถ่ไว้ ซึ่งจะทำให้เราได้ชื่อ ว่าเราสละตัวเราเองเพื่อโลก ในเมื่อไม่มีพระเป็นเจ้าองค์ ใดเลย ที่สามารถช่วยโลกอันน่าอนาถนี้." ท่านสาธุชนคนใด สังเกตเห็นบ้างไหม, พระเจ้า องค์ใดเล่าที่ยอมเสียสละความสุขของท่านเอง พยายามดิ้นรน ต่อสู้เพื่อศานติสุขของประชาสัตว์ผู้เคารพสักการะต่อท่าน. เมื่อเขาเหล่านั้นพากันสวดสรรเสริญวิงวอนเซ่น สรวงด้วยโภชนาหารประกอบด้วยรสอันเลิศ บูชายัญอยู่ด้วย เนื้อและเลือดของสัตว์ที่รู้จักรัก และกลัวเช่นเดียวกับพระ เป็นเจ้าเอง
น.40 ๓๐ สร้างเทวาลัยอันงดงามวิจิตรเป็นที่สำนักและบำรุง บำเรอนักบวชผู้เป็นเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนของพระองค์อยู่ อย่างที่ความสวามิภักดิ์ จะบังคับให้กระทำไปเพียงไร. แม้กระนั้นก็จงดูเถิด, คนที่กำลังทนทุกข์ทรมาน ควรช่วยเหลืออย่างยิ่ง ก็หาได้รับการช่วยคุ้มครองจากท่าน ไม่. ทุกคนยังหลงใหลอยู่ในขณะที่ทำการบูชายัญอย่างใหญ่ หลวง มิได้สำนึกในวิธีที่จะเอาชนะต่อความตายอันบิน โฉบไปมาอยู่รอบ ๆ ตน. ไม่มีใครเคยคิดว่า แม้จะมีการบูชา ยัญ ด้วยการใช้ชีวิตของเพื่อนสัตว์ด้วยกันเป็นการลงทุน อันนี้ ก็ยังคงมีความทุกข์ทรมานอยู่ในโลกนี้เท่ากันโดยไม่ มีลดหย่อนเลย. ความทรมานใจเพราะผิดหวังในความเป็นอยู่ของตน ก็ดี เพราะสูญเสียจากของรักก็ดีเพราะความแก่ชราและ ความไข้อันกระวนกระวายก็ดี ของใครเคยหมดไปเพราะการ สวดบทกลอนอันไพเราะ เพื่อกล่อมขับถวายแด่พระเป็นเจ้า เหล่านั้นบ้าง. สานุศิษย์ของพระเป็นเจ้าบางคนกระทำหน้าที่ของ ตนกระทั่งแก่ชรา. ความคิดของเขาก็ยิ่งมืดมัวลงตามอายุ
น.41 ๓๑ อันยืดยาวและสลัวไปเหมือนกับดวงตาของเขา ซึ่งบัดนี้ เต็มไปด้วยผ้าและเปียกแฉะ เขายึดเอาแท่นบูชาเป็นที่ ถ่ายบาปและเป็นที่พึ่งพาของเขา ไม่มีสถานที่ใดจะศักดิ์สิทธิ์ และมีอานุภาพเท่าสถานที่นั้น. แต่ จงดูเถิด! นั่นคือการยอมตัวเข้าไปอยู่ในกรง ขังอันใหม่อีกนั่นเอง. เขาขังตัวเองไว้ด้วยซี่เหล็กแห่งความ เชื่ออันแน่นแฟ้นว่า ไม่มีทางอื่นใดที่คนเราจะหลุดรอดได้ นอกจากจะผ่านไปทางแท่นบูชาเหล่านี้. เมื่อเขายังไม่มอบตัวเองให้แก่เรือนจำแห่งนี้ เขา ยังมีอิสระที่จะคิดตามเหตุผล ว่า มีร้อนก็ต้องมีเย็นแก้ มีมืด ก็ต้องมีสว่างแก้ มีชั่วก็ต้องมีดี มีทุกข์ก็ต้องมีสุขแก้ ซึ่ง ล้วนแต่เป็นธรรมชาติของเหตุผลอย่างเดียวกัน ซึ่งทุกอย่าง มีเหตุและเป็นไปตามเหตุ เช่นเดียวกับชาวนาที่หว่านพืช ไว้เช่นใด ย่อมจะได้เก็บเกี่ยวเช่นนั้น. ในบัดนี้เขาไม่สามารถช่วยตัวเองอย่างเสรี หรือ แม้ที่สุดเพียงจะนึกเช่นนั้น ; จะกระทำได้ก็เพียงแต่ในวงที่ เชื่อกันอยู่ว่า แล้วแต่จะทรงโปรด.
น.42 ๓๒ พระเป็นเจ้าใจโหดร้ายดื่มเลือดและเนื้อของสัตว์ที่รู้ เจ็บปวดอยู่เสมอเช่นนั้น จะมีวิธีโปรดปรานแก่สานุศิษย์ของ ตนอย่างอื่นนอกไปกว่าการกระทำให้เป็นผู้ถูกกินถูกใช้ โดย พระเป็นเจ้าเสมอไปอย่างไรได้. พระเป็นเจ้าสร้างสัตว์ทั้งหลายมาให้มีบาปและสัตว์ นั้น ๆ จะต้องถ่ายบาปที่คนอื่นสร้างให้ตนด้วยการพลีเลือด เนื้อหรือชีวิตของตนเอง ซึ่งมันเป็นความยุติธรรมตามแบบ ของพระเป็นเจ้า ผู้ซึ่งโลกถือกันว่าเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติ ธรรมอย่างสูงสุด. ความเกิดความแก่ ความเจ็บและความตาย เป็น พรของพระเป็นเจ้าผู้สร้างสรรพสัตว์ และพรข้อสุดท้ายอัน สูงยิ่ง ก็คือกรงขังที่งดงาม สำหรับขังดวงวิญญาณของตน เองให้เวียนวนทะเยอทะยาน หวังเฉพาะอยู่ต่อสิ่งที่พระองค์ จะทรงโปรด, ในโลกนี้โลกหน้า โลกอื่น และโลกต่อไป อันไม่รู้จักสิ้นสุด ซึ่งก็ยังคงมี ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่าง เดียวกัน. พระเป็นเจ้ายังคงหวังที่จะรับพลีด้วยเลือดและเนื้อ ของปวงสัตว์ไม่มีวันสิ้นสุด เช่นเดียวกับความเวียนว่าย
น.43 ๓๓ อันไม่มีขอบขีดที่จำกัดของชาวเรา, วัด สังสารวัฏของเรายึด ยาวและพ้นพัวกันไปกับตัณหาของพระองค์ โดยไม่มีจุดที่ หมายของความรอดพ้น นอกจากสักว่าเป็นเพียงความหวัง. พี่สาวหรือน้องสาวของเราคนใดบ้าง ที่สักการบูชา พระองค์อย่างเยี่ยม แล้วได้รับพรจากพระองค์ไม่ต้องได้รับ ความเจ็บปวดในยามคลอดบุตรซึ่งหล่อนถือว่าบุตรนั้นก็เป็น พรของพระองค์ดุจกัน. "หล่อนเสียอีกเป็นผู้เข้มแข็งไม่ อ่อนแอ สามารถปฏิบัติหน้าที่แห่งเพศของตนไปได้ด้วยดี ต่างกับพระองค์เอง ซึ่งอ่อนแอจนหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของ ตนไม่ได้โดยวิธีอื่น นอกจากการรีดนาทาเร้นเอาอย่างวิธี ปิดประตูค้าจากสัตว์ที่น่าสงสารเหล่านี้ โดยขู่ว่าถ้าไม่บูชา ยัญจะประสบภัยนานาพิบัติ พระเป็นเจ้าที่อ่อนแอเหล่านี้ แม้จะมีบางองค์ที่มี เมตตาไม่ดุร้ายบ้าง จะสามารถช่วยผู้อื่นได้อย่างไร ในเมื่อ ช่วยพระองค์เองก็ไม่สามารถแม้แต่หน่อยเดียว. ถ้าชาวโลกเข้มแข็งกว่าพระเป็นเจ้าเหล่านั้นแล้ว เราก็ไม่สามารถได้รับหนทางแห่งความรอดพ้นอันใดจากท่าน เราจะต้องหาทางเอาชนะ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย
น.44 ๓๔ เอาเอง เช่นเดียวกับที่พี่สาวและน้องสาวของเราต้องหาทาง ช่วยตัวเองในยามคลอดบุตร ที่ถือว่าเป็นพรของพระองค์ ฉันใดก็ฉันนั้น. พระเป็นเจ้าย่อมตายไปเองในเมื่อไม่มีใครเซ่นสรวง บูชา และได้ตายมาแล้วหลายพระองค์ เช่นเดียวกับนกที่ ขาดเหยื่อ ปรมาณูของพระองค์ได้ย้อนกลับหลังมาก่อรูปใหม่ โดยสร้างคณิตชีวินขึ้นใส่ตน และค่อยวิวัฒน์เป็นสัตว์ชีพอัน ต่ำต้อย กระทั่งเป็นตัวแมลง หนอน สัตว์เลื้อยคลาน ปลา นก สัตว์สี่เท้า กระทั่งเป็นมนุษย์ เทวดาผู้มีกายอันเป็น ทิพย์ และพระเป็นเจ้าในที่สุด ; และจักกลับจุติทำลายลง ไป ย้อนรอยมาใหม่เช่นเดิม มีการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วย เช่นเดียวกับชาวเรา เป็นญาติสืบสายโลหิตกับเรา หรือกล่าว อีกอย่างหนึ่งก็เป็นอันเดียวกัน. แม้กระนั้นเราก็ยังไม่สามารถ เอาชนะความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตายของ เราเองได้. ความไม่มีที่สิ้นสุดมากลายเป็นตัวความเกิดแก่ เจ็บ ตาย ไปเสียเองดังนี้." พระองค์ได้ทรงรำพึงสืบไปว่า
น.45 ๓๕ หากว่ามีผู้ใดสามารถช่วยมนุษย์ให้พ้นจาก ความหมุนเวียนแห่งวัฏฏสงสารได้แล้ว ย่อมมีความหมาย ถึงว่าเป็นการพ้นจาก ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. มัน เป็นความสว่างซึ่งตรงกันข้ามกับความมืด ความสงบซึ่ง ตรงกันข้ามกับความทะยานอยาก และต้องอาศัยเหยื่อ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงอยู่เสมอ; และเป็นความมีอยู่เอง ได้โดยปราศจากความเวียน ซึ่งตรงกันข้ามกับความต้อง วนเวียนจึงจะมีอยู่ได้ ซึ่งเป็นวิสัยของโลกิยะอันยังไม่ หลุดพ้นเป็นโลกุตตระไปจากโลกนี้. เมื่อความมืดกับความสว่างเป็นของคู่กันและมี อยู่จริง, ความรอดพ้นจากปวงทุกข์ ก็ต้องเป็นของ มีจริง. เมื่อสภาพแห่งความรอดมี วิธีที่จะช่วย โลกนี้ให้รอดก็มีแน่นอน. เมื่อวิธีที่จะช่วย มีแล้วตาม กฎแห่งเหตุผลและความจริงมันต้องมีวิธีแห่งการค้น คว้าที่ถูกต้อง อยู่เป็นคู่กันและวิธีการแห่งการค้นคว้า อันนี้เอง ที่เราจะลงมือกระทำนับแต่ขณะที่เราผละจาก ชนอันเป็นที่รักของเราไป.
น.46 ๓๖ เมื่อมนุษย์ยังกินเนื้อสัตว์ หรือเนื้อของเพื่อน มนุษย์ด้วยกันทั้งดิบ ๆ ก็ยังสามารถมีมนุษย์ผู้ค้นพบวิธี การใช้ไฟเพื่อเผาจี่ จนกระทั่งการหุงต้ม และรู้จัก เกษตรกรรมแทนการออกล่าเนื้อ และเก็บเกี่ยวข้าวซึ่งงอก อยู่เองตามป่า กระทั่งสามารถมีบ้านเรือน มีศิลปกรรม และอักษรศาสตร์อันงดงาม สำเร็จขึ้นด้วยนิ้วมืออันอ่อน สลวย ซึ่งนิ้วอันกระด้างในสมัยเพรงกาลจะกระทำไม่ได้ เลย. นี่คือบำเหน็จของการค้นคว้าในวิสัยแห่งธรรม- ชาติซึ่งมันอวยให้แก่ความปรารถนาของมนุษย์เรา แต่ ก็ยังไม่หมายความว่ามันเป็นไปถึงที่สุด เพราะว่าเรายังมี ความอยากที่สูงขึ้นไปกว่าเหลืออยู่อีก. รางวัลอันเป็นผลของการค้นคว้า ย่อมมีให้เท่า กับปริมาณแห่งความปรารถนา และตรงตามกระแสแห่ง ความต้องการของมัน. เท่าที่แล้วมา เพื่อนสัตว์ของเราตกอยู่ภาย ใต้ความมืดบอดในส่วนที่จะขยายขอบเขตแห่งการค้นคว้า ของตนออกไปจนถึงขีดที่จะเอาชนะความทุกข์ทั้งมวลนี้
น.47 ๓๗ ได้ ทั้งนี้ก็เพราะยังไม่อิ่มใจในรสของกาม ซึ่งเขาหาทราบ ไม่เลยว่า มันเป็นสภาพที่ไม่ปราศจากความอิ่มความพอ. เมื่อเขาเกิดมาในท่ามกลางแห่งความสมบูรณ์พูนสุข การ ค้นคว้าของเขาก็ยิ่งขยายตัวออกไป ในทำนองที่จะแสวง กามอันประณีตและวิจิตรยิ่ง ๆ ขึ้นไป และยิ่งขึ้นไป ๆ ทุก ๆ ขั้นที่เขาได้ประสบผล อันสามารถหล่อเลี้ยงตัณหา ของเขาในขั้นนั้น ๆ อันนำมาซึ่งความภาคภูมิใจแก่เขา ยิ่งนัก. แต่เมื่อใดการค้นคว้าของเราเป็นผลสำเร็จ สิ่ง ซึ่งเป็นม่านดำอันปิดกั้นระหัสลับอันนี้จะต้องเผยออกให้ ปรากฏแก่ตาของเพื่อนสัตว์ผู้ตกอยู่ในสภาพอันเดียว กันกับเรา ; โลกทั้งมวลจะพบความรอดพ้น พร้อมทั้ง วิธีที่จะช่วยให้ได้รับความรอดพ้นอันนั้น. นี่, จะเป็น บำเหน็จแห่งการค้นคว้าของเรา และนี่แหละคือสิ่งซึ่ง เราผู้ยอมเสียสละอาณาจักรจะพึงกระทำในบัดนี้. เราอยากจะทำเพราะเรารักอาณาจักรของเรานั่น เอง แต่มันเป็นธรรมาณาจักรอันใหญ่หลวง ตลอด สากลโลกแทนที่แห่งอาณาจักรอันเป็นการเห็นแก่ตัวอย่าง
น.48 ๓๘ วงแคบ ซึ่งเป็นดุจม่านดำผืนน้อย ๆ อันขาดกะรุ่งกะริ่ง ไปแล้วในบัดนี้ เราผู้มีโลกิยาณาจักร อันต้องสลัดทิ้งเพื่อ ธรรมาณาจักร จะเป็นผู้กระทำให้มฤตยูได้เผชิญหน้ากับ ผู้ซึ่งมีอำนาจเหนือมันเอาชนะมันได้แล้วโดยที่มันยังไม่ รู้สึกตัว, สัตว์โลกจะได้รับอุดมเสรีจากความบีบคั้นของ ความชั่ว และความหม่นหมองมืดมนทุก ๆ ประการ. ผองคุณประโยชน์ทั้งปวงนี้ จะแผ่กว้างออก ไปตลอดถึง ทั้งคนที่เรารู้จักหรือไม่รู้จัก ซึ่งในบัดนี้ เขาเหล่านั้นจำจะต้องรอเราไปก่อน จนกว่าการเสียสละ ของเราจะประสบผล ซึ่งเราเชื่อว่ามันต้องเป็นไปใน เวลาอันไม่นานเกินไปกว่าที่พวกท่านจะคอยได้. ดวงดาราทั้งหลายซึ่งกำลังส่องแสงเผยคติให้เรา ในบัดนี้! เราเข้าใจเจ้าแล้ว และเรากำลังจะออกเดิน ทางต่อไป โดยอาศัยแสงของเจ้าเป็นเครื่องส่องทาง. ดวงตาแห่งสวรรค์ทั้งหลายเอย, เราขอบใจ เจ้าซึ่งจ้องจับดูเราด้วยความหวังสวัสดิ์ เพื่อเราจะสามารถ
น.49 ๓๕ ทำตัวเราให้เป็นดวงประทีปอันส่องแสงไปได้ในที่ซึ่ง พวกเจ้าส่องไปไม่ถึง คือในห้วงแห่งความมืดบอดของ มวลมนุษย์ ธรณี เจ้าเอย, เจ้าสามารถทานทรงสัตว์ ทั้งมวลไว้ด้วยทรวงอกของเจ้า. แต่โทษอันเลวทราม และความทุกข์ยากอันชั่วร้ายของสัตว์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ย่อมมีน้ำหนักเทียบเท่าด้วยขุนเขาหิมาลัย ซึ่งนับว่าเป็น หลักโลก. ถ้าความชั่วร้ายเหล่านี้จะหมดไปจากสัตว์ทุก ถ้วนหน้าเมื่อไรแล้ว เจ้าจะได้รับความแบ่งเบาเป็นพ้น ประมาณ แทบจะรู้สึกว่าตนมิได้ทานทรงสิ่งใดไว้เลย. สัตว์โลกทั้งหลายเอ๋ย, ท่านทั้งหลายจำเป็นจะ ต้องอดทนต่อความโศกไปพักหนึ่งก่อน จนกว่าดวง ประทีปจะช่วงโชติชัชวาลขึ้นแล้ว ท่านก็จะสามารถ ปัดเป่าความทนทรมานเหล่านั้นให้หมดไป. บัดนี้ฉันตกลงใจแล้ว. ฉันจะออกเดินทาง, และฉันจะไม่ยอมกลับ จนกว่าดวงประทีปอันกล่าวนี้ จะได้โพลงขึ้น โดยฉันเชื่อว่าการค้นหาด้วยความบาก
น.50 ๔๐ บั่นพยายามของฉันจะสามารถลุผลที่ฉันจำนงหวังในเร็ว วัน." พระองค์ได้เสด็จผ่านไปในหมู่สาวสนมที่กำลังหลับ อยู่เดียรดาษ ล้วนแต่ทรงโฉมสคราญตา เคยเป็นที่พอพระทัย อย่างยิ่งมาแต่ก่อน แต่บัดนี้ปรากฏในคลองพระเนตรปาน ประหนึ่งเพียงดอกประทุมชาติที่ร่วงโรยอยู่เกลื่อนกล่นไปทั่ว สระอันน้ำเนือยนิ่ง และเงียบสงัดอยู่เท่านั้น, มิได้ทรงเร้า ความรู้สึกแห่งความผูกพันแต่ประการใด, นอกจากความรู้สึก แห่งความสงสารอันเป็นความรักที่เจือไปด้วยความกตัญญูใน ความจงรักอย่างยิ่งยอดของสุภาพสตรีเหล่านี้ที่ยอมเสียสละ ชนม์ชีพของตนเอง เพื่อความสุขของพระองค์ได้ทุกเมื่อ พระองค์ตรัสว่า "นางผู้สุดสวาททั้งหลายเอ๋ย, ความสวามิภักดิ์ ของเจ้ากระทำให้เราหนีจากเจ้าไปได้แสนยากนี่กระไร แต่ถ้าเราไม่ทนทำเป็นคนใจจืดพรากเจ้าไป เราทั้ง- หมดก็จะยังคงจำนนต่อความแก่และความตายอัน ไม่มียาแก้.
น.51 ๔๑ ความงามและความแจ่มใสของเจ้าจะสลาย ไป ในเมื่อความแก่และความตายอันดุร้ายนั้นมาถึง เช่นเดียวกับความงามของดอกกุหลาบ ซึ่งประจัน หน้ากันกับความโรยร่วงของมันเอง. แม้เจ้าทั้ง- หลายจะสามารถหลับสนิทและเป็นสุขเช่นในบัดนี้ ได้เสมอไป แต่เจ้าก็จะต้องตายอยู่ดี. ถ้าเจ้าจะพยายามอำนวยความสำราญเบิก บานให้แก่ชนม์ชีพของเรามากขึ้นไป มันย่อมหมาย ความว่า ยิ่งกระทำความขมขื่นให้แก่เรามากขึ้นเท่า นั้น เพราะเป็นการกระทำให้เราทั้งหลายพากันติด จมอยู่.ส่วนเราสิถูกรบกวนด้วยความคับแค้นใจ ในการที่มองเห็นอยู่ตลอดเวลาว่า แทนที่จะช่วยรื้อ ขนพวกเจ้าให้ประสบสวัสดิ์กลับมาเป็นผู้เอาเปรียบ แก่พวกเจ้าผู้หลงใหลไม่รู้สร่าง ซึ่งมันเป็นการน่า ขวยเขินแก่ใจเองเป็นที่สุด. ชีวิตอย่างเจ้านี้ ย่อมหาความเป็นอิสระอัน ใดมิได้, เหมือนกับพืชพันธุ์ผักอันงอกเขียวขึ้นใน ต้นฤดูฝน แล้วทนฝน ทนหนาว ทนแดด ผ่านไป
น.52 ๔๒ ตลอดฤดูกาลแห่งขวบปี แล้วก็ตายไปด้วยความดุร้าย ของฤดูร้อนเท่านั้นเอง แม้จะกลับงอกใหม่อีกกี่ครั้ง ก็หาความเป็นอิสระของตนอันมีอยู่เหนืออุตุนิยม เหล่านี้สักนิดหนึ่งก็หามิได้. ความเพลิดเพลินบันเทิง ซึ่งเรากับเจ้าเคย ได้รับร่วมกันในกาลก่อน ๆ นั้น บัดนี้มันเป็นสิ่งที่ ชาเย็นไปเสียแล้ว ด้วยอำนาจแห่งการมองเห็น ความดุร้ายและขมขื่นของธรรมชาติ อันบีบคั้นชีวิต อยู่ทุก ๆ ขณะ, และเราต้องตกอยู่ในสภาวะเป็นนัก โทษประหาร ซึ่งการประหารของตนใกล้เข้ามาทุกที แล้ว. ความทะยานในทางกามจึงกลายเป็นของต้อง จำผืนไปในบัดนี้. เราจักลาพวกเจ้าไป เพื่อแสวงหาแสงสว่าง ที่ยังไม่ปรากฏ เพื่อมวลมนุษย์ที่ยังหลับใหลอยู่ใน ท่ามกลางแห่งความมืดของตนเองเพราะเรารู้สึก ว่าไม่มีทางอื่นใดที่จะมาทำให้เราได้รับความบันเทิง แทนความปราโมทย์ในทางโลกิยสมบัติได้ นอกจาก ทางที่เรากำลังจะไปนี้."
น.53 ๔๓ ณ ที่นี้ ท่านผู้สดับทั้งหลายควรจะระลึกถึงพระพุทธ- ภาษิต ซึ่งพระองค์ได้ตรัสแก่ มาคัณฑิยะปริพาชก ภายหลัง แต่กาลที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วตอนหนึ่ง ณ ที่โรงบูชาไฟอัน ปูลาดด้วยหญ้าของภารทวาชพราหมณ์ ว่า "มาคัณฑิยะเอ๋ย, ครั้งเมื่อเรายังเป็นคฤหัสถ์ ประกอบการครองเรือน ได้อิ่มพร้อมไปด้วยกามคุณทั้ง ห้า ให้เขาบำเรอตน อยู่ด้วย รูป เสียง กลิ่น รส และ สัมผัสในทางกาย ล้วนแต่ชนิดที่สัตว์พากันอยากได้ รัก- ใคร่ พอใจ ยวนใจ เข้าไปผูกพันไว้ซึ่งความใคร่และที่ เกาะเกี่ยวของราคะ มาคัณฑิยะเอ๋ย, เรามีปราสาท ๓ แห่งเป็น ที่อยู่ในฤดูทั้งสาม คือฤดูฝน ฤดูหนาวและฤดูร้อน ให้เขาบำเรอเราอยู่ด้วยดนตรี มีสตรีล้วน ไม่มีบุรุษ เจือปน. Gerไม่เคยลงจากปราสาทตลอดฤดูฝนสี่เดือน, ครั้นล่วงมาถึงอีกสมัยหนึ่ง เรามาพิจารณาเห็นเหตุผล ความอร่อย โทษที่น่าสงสาร และอุบายเป็นเครื่องออก ไปพ้นจากโทษนั้น ๆ ของกามคุณทั้งหลายตามที่เป็นจริง,
น.54 ๔๔ เราจึงละความอยากในกามทั้งหลายเสีย. ความเดือดร้อนเพราะกามบรรเทาไป และมีจิตสงบอยู่เองในภายใน. ยังได้เห็น สัตว์เหล่าอื่นที่ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาม กำลังถูกตัณหาในกามเคี้ยวกินเอาอยู่ ถูกความกระวนกระวายในกามรุมเผาอยู่ แต่ก็ยังขืนเสพกามอยู่นั่นเอง, ตัวเรามิได้ทะเยอทะยานตามสัตว์เหล่านั้น ไม่ยินดีในการเสพกามเลย ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า ? มาคัณฑิยะเอ๋ย, เพราะว่าคนเราถึงแม้จะมีความยินดีชนิดที่ปราศจากกาม หรือปราศจากอกุศลธรรมทั้งหลาย แต่ก็ยังจัดว่าเป็นสัตว์ที่เลวทรามอยู่เพราะความยินดีนั้น, เหตุนั้นเราจึงไม่ทะเยอทะยานตามสัตว์เหล่านั้น แล้วขืนเสพกามอีกเลย. มาคัณฑิยะเอ๋ย, เทพบุตรที่มีนางอัปสรแวดล้อมอยู่ในสวนนันทวัน ปราโมทย์บันเทิงอยู่ด้วยกามอันเป็นทิพย์. เทพบุตรนั้น ๆ ครั้นเห็นคหบดี หรือบุตรคหบดีในมนุษย์โลกนี้ บันเทิงอยู่ในกามอันเป็นวิสัยแห่ง
น.55 ๔๕ มนุษย์ ท่านจะเข้าใจว่าเทพบุตรนั้น จะทะเยอทะยานต่อกามบันเทิงของคหบดีหรือบุตรคหบดีนั้นเจียวหรือ ?" มาคัณฑิยะปริพาชก ได้ทูลสนองพระดำรัสว่า "หามิได้เลย, พระโคดม, เพราะว่ากามที่เป็นทิพย์ น่ารักใคร่กว่า ประณีตกว่า กว่ากามที่เป็นวิสัยของมนุษย์ " ในเรื่องนี้ ท่านผู้สดับทั้งหลายจะสามารถมองเห็นความที่ดวงจิตของพระองค์หลุดลอยไปได้ พ้นจากความเกาะเกี่ยวของกาม หรือความยินดีทุก ๆ ประเภท เพราะว่าพระองค์ได้ทรงเล็งเห็นสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งประเสริฐกว่าความยินดีเหล่านี้ และสิ่งนั้นก็คือ ความหลุดพ้นและทางที่พระองค์สามารถจะช่วยปวงสัตว์ให้หลุดพ้นจากปวงทุกข์นั่นเอง. ความพัวพันอยู่ในวิสัยโลก คือความหมักหมมจมติดอยู่ในสิ่งอันน่าอิดหนาระอาใจ และความหลุดพ้น คือความปลอดโปร่งจากสิ่งนั้น ๆ. เมื่อพระองค์ทรงเพ่งเล็งไปยังความหลุดพ้นได้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว จิตเพ่งแน่วต่อมหาภิเษกรมณ์อันประเสริฐด้วยประการฉะนี้.
น.56 ๔๖ จากนคร พระโพธิสัตว์ได้เสด็จออกมาภายนอกพระตำหนักและไปปลุกนายฉันนะผู้สารถี. อันนายฉันนะนี้คือตัวอย่างแห่งข้าผู้จงรัก ยอมอุทิศตนเพื่อพิทักษ์เจ้าชาย โดยถือเอาธรณีประตูเป็นที่หลับนอนตลอดมา โดยหวังว่าภัยพิบัติอันใดอันจะย่ำยีเจ้าชายนั้น จำจะต้องผ่านศีรษะของตนเข้าไป หรือมิฉะนั้นตนจะเป็นคนแรกที่จะพลีชีพเพื่อเจ้าชายได้ทุกเมื่อในยามอันตราย. พระองค์ได้เสด็จไปถึงและตรัสว่า "ฉันนะเอ๋ย, ฉันจะจากวังออกไปสู่มหาภิเนษกรมณ์ในบัดนี้. เพื่อนจงไปผูก กัณฐกะ มีเครื่องพร้อมมาให้เราโดยด่วน. มันถึงเวลาแล้ว ที่ฉันจะต้องลาจากวังอันอร่ามเรือง ซึ่งใจของฉันรู้สึกว่ามันเป็นคุกที่คุมขัง, ออกไปแสวงหาสัจจธรรม อันเป็นเครื่องบำบัดสรรพทุกข์ของปวงสัตว์ จนกว่าจะพบ" นายฉันนะได้ทูลสนองว่า "ข้าแต่พระลูกเจ้า, มิเป็นการน่าประหลาดและไร้ประโยชน์เกินไปหรือ ? ในข้อซึ่งบรรดาพราหมณ์ผู้รู้โหราศาสตร์ ได้พากันกล่าว ให้เรามีหวัง
น.57 ๔๗ และรอคอยเวลาที่พระองค์จะทรงครอบครองมหาอาณาจักรเป็นจักรพรรดิราชา เหนือพระราชาทั้งหลาย. พระองค์จะทรงทอดทิ้งพระราชอำนาจอันใหญ่หลวง เพื่อออกไปถือกะลาเป็นคนขอทานเท่านั้นหรือ ? ในเมื่อพระองค์ทรงมีเมืองสวรรค์อันเกษมสุขอยู่นี่แล้ว พระองค์ยังทรงใคร่ที่จะเสด็จไปสู่วิเวกอันอ้างว้าง และทนทรมานเพราะขัดแคลนทำไมหนอ ?" พระมหาบุรุษได้ตรัสว่า "เพื่อนเอ๋ย, ความวิเวกอันอ้างว้างนั่นแหละคือสิ่งที่ฉันต้องการ เพราะมันมีค่ายิ่งไปกว่ามหาอาณาจักร และสรรพสิ่งทั้งปวง ซึ่งล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งความแปรผัน ประหลาดลับไปโดยเร็ว เราจักสร้างสรรค์ธรรมาณาจักร และเราเอง จักเป็นธรรมราชาเหนือราชาแห่งธรรมทั้งหลาย
น.58 ๔๘ และเพราะเหตุนั้น ข้อที่โหรทั้งหลายกล่าวย่อมไม่ผิดไปแม้แต่ประการใด สวรรค์อันเรามีอยู่ ณ ที่นี้นั้น เป็นคุกที่คุมขังอันมีความเสน่หาเป็นซี่เหล็ก นำมาซึ่งความเร่าร้อนอันไม่มีสิ่งใดสามารถรำงับ แต่กะลาแห่งคนขอทานนั่นแหละเพื่อนเอ๋ย, คือนิมิตแห่งความเป็นอยู่ในสวรรค์อันแท้จริง เพราะว่าสามารถอำนวยให้ ซึ่งความเยือกเย็น และอิสรภาพอันแท้จริง. ไปนำกัณฐกะมาโดยเร็วเถอะ เพื่อนเอ๋ย." นายฉันนะคนสนิทยังไม่หมดความพยายามที่จะเหนี่ยวรั้งพระองค์ ได้ทูลยับยั้งสืบไปว่า "ข้าแต่พระลูกเจ้าผู้เป็นดวงชีพของชาวเรา, ขอพระองค์จงหยั่งทราบถึงความโศกอันจะพึงเกิดแก่บิดาผู้มีวัยอันชราแก่รอบแล้ว, แลขอจงคำนึงถึงความพิลาปโศกาดูร อันเกิดขึ้นแก่บรรดาผู้ซึ่งพระองค์ได้เคยรื่นรมย์ร่วมความเกษมสุขด้วยกันมา. พระองค์จะทรงสามารถบำบัดทุกข์ของพวกเราได้อย่างไร ในเมื่อทรงสละละไปโดยปราศจากเกียรติเช่นนี้."
น.59 ๔๙ "ฉันนะเอ๋ย" พระองค์ตรัส "มันเป็นความรักที่มิใช่ความรัก ในการที่จะพัวพันอยู่กับสิ่งที่ตนรัก แต่มันเป็นความเห็นแก่ตัว เพื่อความสนุกสนานของตนโดยถ่ายเดียว. การที่เราจักละท่านทั้งหลายไปสู่วิเวก เพื่อค้นหาธรรมอันสูงสุด นั่นแหละ, คือความรักที่ถูกต้อง ซึ่งฉันมีไว้เพื่อพระบิดาและเทวีของฉัน อันเป็นผู้ซึ่งฉันรัก ยิ่งกว่าความบันเทิงของฉันเอง รวมทั้งความบันเทิงของพระบิดา และแม่นางเทวี ในเมื่อมีฉันอยู่เป็นเพื่อน เข้าด้วยกัน. ฉันยินดีที่จะเลือกเอาฝ่ายความรักอันแท้จริง เพราะว่ามันสามารถช่วยให้เรา รู้วิธีอันถอนตนออกจากบ่วง
น.60 ๕๐ แห่งความหลงใหลเพลิดเพลิน ในความเป็นอยู่ของเราเอง. แน่นอนแล้วเพื่อนเอ๋ย, ไม่มีสิ่งใดที่สามารถแปรผันความมุ่งหมายของเรา ให้เป็นอย่างอื่นไปได้ จงไปนำกัณฐกะมาโดยเร็วเถิด." และในบัดนี้นายฉันนะได้ออกไปจัดตามประสงค์. เมื่อนายม้าต้น จูงกัณฐกะมายังที่ ๆ พระองค์ทรงรออยู่ มันได้เริ่มคำรณในเมื่อได้เห็นพระองค์แต่ที่ไกล ๆ คล้ายกับมันจะล่วงรู้ความประสงค์ของเจ้านายของมัน และพอใจในตนเองที่จะได้เป็นพาหนะแก่เจ้านาย ในยามเสด็จออกเพื่อธรรมาณาจักรอันอุดมเกียรติ. เสียงร้อง ผสมกับเสียงแห่งการคุ้ยเขี่ยด้วยเท้า อันสวมด้วยเกือกเหล็กของมัน สามารถที่จะปลุกให้ตื่นขึ้นทั้งพระราชวังหลวง, ถ้าหากว่าพระสิทธัตถะจะไม่ประคองศีรษะและลูบคลำคออันล่ำสันเป็นมันเหลือบของมัน พร้อมด้วยเสียงกระซิบ .... กระซิบ ดั่งที่พระองค์เคยทรงกระทำแก่มันมา เจ้าชายได้ตรัสว่า ....
น.61 ๕๑ "สงบนิ่งเสียเถิด ... กัณฐกะที่รักของฉัน. ฉันกำลังจะไปสู่วิถีทางไกลอัน ไม่เคยมีอัศวินคนใดสามารถไปถึงมาแต่ก่อน เว้นแต่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันล่วงมาแล้วในอดีต. เพราะว่าคืนนี้...ในบัดนี้ ... ฉันกำลังจะออกเพื่อค้นหาสัจจธรรม ซึ่งการค้นหาของฉัน จะไม่สิ้นสุดลงได้เลย ..., ก่อนแต่ฉันจะได้พบความจริง ซึ่งสามารถจะช่วยบรรดาสัตว์ ไม่เฉพาะแต่ที่เป็นมนุษย์พูดจาได้เท่านั้น แต่ .... มันจะทั่วไปถึงสัตว์ ที่มิรู้จักการพูดจาเช่นนั้นด้วย. จงร่าเริงและว่องไวเถอะนะ .... กัณฐกะ, เมื่อฉันกระตุ้นเตือนว่า จงไป .... ละก็จงไป ให้เร็วยิ่งกว่าลมหวน.
น.62 ๕๒ ในการอาสาของเจ้าครั้งนี้นะม้าเอ๋ย, ถ้าเป็นไปได้แล้วจะได้ชื่อว่าเจ้ามีส่วนกับฉัน ในการบำเพ็ญกุศลบารมีเพื่อช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นจากปวงทุกข์. สัตว์โลกกำลังทนทรมานด้วยความหลง ไม่สำนึก จึงไม่มีความหวัง และไม่ฉลาดพอที่จะช่วยตัวเอง. ม้าที่รักเอ๋ย, จงอย่ามีสิ่งใดสามารถกีดขวางทางของเจ้า เช่นเดียวกับที่ไม่มีสิ่งใดสามารถกีดขวางทางแห่งความจำนงของฉัน แม้ว่าทางของเราจะเต็มไปด้วยดาบตั้งพันเล่มกวัดแกว่งอยู่ และหลุมบ่อนานาประการ." พระองค์ได้เสด็จขึ้นประทับเหนือหลังแห่งกัณฐกะอันมีสีขาวดุจน้ำนมตลอดทั้งตัว เว้นแต่ศีรษะเท่านั้น ซึ่งมีสีดำเป็นมันขลับดุจสีนิล, มีหนวดขาวแข็งดุจเส้นหญ้าปล้อง ประกอบด้วยกำลังพลังเป็นยอดเยี่ยมกว่าม้าพันธุ์สินธู บรรดามีในพระราชวังหลวง. เมื่อยามวิ่งไปบนพื้นอันมีแผ่นศิลาลาด ย่อมก่อให้เกิดประกายเพลิง เพราะเกือกเหล็กซึ่งสวมอยู่ที่เท้าของมัน. ณ บัดนี้ ปรากฏว่ามีดอกไม้ป่าสีแดงโรยอยู่อย่างเกลื่อนกล่น หนาแน่น ตลอดทางที่พระองค์จะเสด็จไป และ
น.63 ๕๓ บางแห่งก็มีพรมเนื้อละเอียดอ่อนปูรองไว้ แม้ว่ากัณฐะกะจะ ออกถลาวิ่ง เผ่นผยองไปอย่างเคย ก็หาทำให้เกิดเสียง อย่างใดไม่. ทั้งนี้ในพระคัมภีร์กล่าวว่า เป็นการกระทำของ ทวยเทพผู้เป็นอทิสสมานกาย และยังมีเทพแห่งสุทธาวาส บางพวก ได้ช่วยกันกุมเสียงดังของเครื่องอันผูกสอด เช่น บังเหียนและสายโซ่อันทำด้วยเหล็ก. ประตูเหล็กซึ่งตาม ธรรมดาต้องอาศัยกำลังแห่งชายฉกรรจ์จำนวน ๑๐๐ คน เพื่อ ทำการเปิดปีดนั้น บัดนี้เปิดกว้างอยู่. เหล่าทหารผู้เป็น ทวารบาลพากันหลับสนิท เพราะมีลมอันประหลาด ซึ่ง สามารถพัดคนให้ง่วงเหงายิ่งกว่าลมแห่งไร่ผืน ได้เชยพัดมา, ซึ่งตามพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า เป็นการกระทำของทวยเทพบาง พวกดุจกัน. เทพเหล่านั้นพากันคำนึงว่า พระมหาโพธิสัตว์ ได้สละ ราชสมบัติอันมากมายเสีย ประดุจว่าก้อนเสลดและน้ำลายที่ คนเราสลัดออกจากปาก, ผิว่าเราจะไม่ช่วยกันกระทำการ ส่งเสริมให้พระองค์เสด็จออกได้ โดยสวัสดิภาพแล้ว ทวยเทพ ถ้วนทั้งสากล จะพากันกล่าวโทษเรา ผู้เป็นอนุปาลกเทพ
น.64 ๕๔ ประจำพระนคร เหตุว่าได้มีการบ่าวประกาศกันแล้วในหมู่ เทพเจ้าว่า พระองค์จะเสด็จออกเพื่อความรอดพ้นของสากล สัตว์ รวมทั้งเทพเจ้าทั้งหลายในเร็ว ๆ นี้ พระมหาบุรุษจึง เสด็จออกจากพระนครได้โดยปราศจากอุปสรรคใด ๆ. พอพระองค์เสด็จพ้นจากประตูพระนคร วัสวดีมาร ผู้เป็นจอมเจ้าแห่งโลกิยสุข ได้ปรากฏขึ้นในคลองพระเนตร ในภายใน มีอาการแห่งมิตรผู้หวังดี ประหนึ่งว่าจะเอื้อนอวย ซึ่งประโยชน์อันใหญ่ยิ่งแด่พระองค์ และได้กล่าวกับพระองค์ ว่า "ดูก่อน, สิทธัตถะผู้มากไปด้วยกำลัง, ในระยะกาล อันไม่เกินกว่า ๗ วันนี้ไป ท่านจักสามารถยึดไว้ซึ่งจักรแก้ว อันเป็นทิพย์ อันเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นจักรพรรดิยา- ธิราช ซึ่งกำลังแขนของท่านจะน้อมนำประชาสัตว์ ในสี่ ทวีปไปได้ตามที่ท่านปรารถนา เพื่อลุถึงความเกษมสุขตาม ที่ท่านประสงค์ ท่านจะสามารถรดดวงจิตของคนทุก ๆ คน ให้เปียกชุ่มด้วยความยินดีว่าพวกเขาเหล่านั้น มีท่านเป็น เจ้านาย, เป็นบุตร, เป็นพี่, เป็นน้องชาย, และเป็นภัสดา ผู้ปกป้อง. ท่านจงกลับคืนเข้าสู่นครและโปรดปรานเขาเถิด."
น.65 ๕๕ แต่พระองค์ทรงทราบว่านั่นคือเสียงแห่งมารผู้คอย จ้องหาโอกาส เมื่อสัตว์เผลอสติแล้วทำลายล้างด้วยอาการอัน ฉาบบังไว้ด้วยมิตรภาพ. พระองค์ตรัสตอบว่า “มารผู้มีบาป, ท่านมาเตือนเรา ถึงสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วทุกเมื่อ. ท่านคอยจ้องหาโอกาส ที่จะหมุนความรู้ของเราให้เปลี่ยนกระแสไป ดุจยาจกผู้มาป้อยอ พอผู้ฟังเผลอตัวแล้ว ก็ขอสิ่งซึ่งเขามีสามารถให้ในยามปรกติ. ดูก่อน, ท่านผู้เป็นอมิตรต่อความดี, ท่านกำลังมาล่อลวงเรา ผู้ถอนตนออกจากกามคุณ ให้กลับลงสู่เปือกตมอันนั้นอีก, ท่านจะทำเรา ผู้หลุดมาแล้วจากหลุมเพลิง ให้กลับคืนลงไปสู่หลุมเพลิงดังเก่า.
น.66 ๕๖ ดูก่อน ... เจ้าผู้มีกามเป็นเหยื่อล่อ, เราจักไม่เผลอตัว กินเหยื่อของเจ้าอีกต่อไป." มารได้หลีกทางให้โดยลักษณะแห่งความคุมแค้นราวกับว่าถ้าพระองค์ทรงเผลอสติเมื่อใด การหน่วงเหนี่ยวให้ออกจากทางก็จะมีขึ้นอีกเมื่อนั้น. ณ ภายนอกพระนครและบนหลังแห่งกัณฐกะ ซึ่งสามารถหมุน กลับตัวเร็วดุจวงล้อของนายช่างหม้อนั้นเอง พระโพธิสัตว์มีพระพักตร์ต่อนคร แล้วได้ทรงกระทำการอำลาด้วยการกล่าวคำอธิษฐานจิตว่า .. ถ้าพระองค์ยังไม่ทรงพบทางแห่งความรอดพ้น และนำพระองค์ข้ามขึ้นจากสงสารสาครแห่งปวงทุกข์ได้เพียงใด จะไม่ทรงกลับมายังนครกบิลพัสดุ์อยู่เพียงนั้น และทวยเทพย่อมเป็นพยานในข้อนี้. แล้วพระองค์ก็ทรงชักบังเหียนม้าหันกลับและกระตุ้นเตือนกัณฐกะให้ห้อเหยียดไปดุจลมพัด มีนายฉันนะจับพวงหางวิ่งแนบข้างไปโดยเร็วซึ่งเป็นธรรมเนียมของนายควานม้าผู้สามารถแห่งอินเดียสมัยนั้น.
น.67 ๕๗ มันเป็นวันเพ็ญบุรณมีแห่งเดือนอาสาฬหะอันเป็นเดือนสุดท้ายของฤดูร้อน. ความมืดซึ่งปกคลุมอยู่ ณ พื้นพิภพ ได้ถูกขับไปโดยรัศมีแห่งแสงจันทร์ และเหล่าดาราใหญ่น้อยอันทอแสงแจ่มจรัสอยู่ในนภากาศ เช่นเดียวกับความอาลัยอาวรณ์ ได้ถูกกวาดล้างไปจากดวงจิตของพระองค์อย่างเกลี้ยงเกลา และเกลี้ยงเกลายิ่งขึ้น นับแต่ขณะที่ได้ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูแห่งนครมา จนกระทั่งถึงการห้อเหยียดของกัณฐกะ ได้นำพระองค์ห่างจากพระนครยิ่งขึ้นทุกที. ความโปร่งโล่งได้เกิดขึ้นภายในดวงพระหทัย นับว่าเป็นรสใหม่อันพระองค์มิเคยทรงได้รับมาก่อน และมาได้รับในครั้งนี้ ย่อมเป็นการรับรองพระดำรัสของพระองค์เอง ซึ่งทรงตรัสแก่ภารทวาชพราหมณ์ผู้หนึ่ง ภายหลังแต่ที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วว่า "ฆราวาสคับแคบนัก ส่วนการบรรพชาเป็นเสมือนท้องฟ้าอันโปร่งโล่ง. อันคนผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์สมบูรณ์เต็มที่ดุจสังข์อันเขาขัดขึ้นเงาดีแล้วนั้น หาได้ไม่." ดังนี้. พระองค์ได้ทรงรับรสแห่งบรรพชาเนกขัมมกิจ ในท่ามกลางกระแสแห่งธารน้ำตาของบุคคลผู้จงรักด้วยความ
น.68 ๕๘ เสน่หาในพระองค์. ด้วยว่าก่อนหน้าถึงวันออกมหาภิเนษกรมณ์นี้ มีเหตุผลนานาประการ นับตั้งแต่ความเบื่อหน่ายที่ปรากฏออก โดยการได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ และคนตาย อันแสดงให้พระบิดาและผู้อื่นทราบได้ว่า พระ-โพธิสัตว์ของชาวเราจักต้องเสด็จออกบรรพชาแน่แล้วเป็นต้นมานั้น ท่อธารแห่งน้ำตาได้หลั่งไหลอยู่ไม่ขาดสายในภายในพระราชวังหลวง และทุกคนทราบดีว่าจะไม่มีผู้ใดสามารถยับยั้งความปรารถนาของพระองค์ เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครสามารถยับยั้งความดิ้นรนของช้างสารผู้เมามัน ฉันใดก็ฉันนั้น. แม้จะไม่มีใครทราบได้ว่าพระองค์จักเสด็จออกในวันไหนก็จริง แต่ทุกคนเชื่อแน่ว่าพระองค์จะต้องเสด็จออก จึงพากันส่งเสด็จไว้ล่วงหน้าด้วยการ หลั่งน้ำตาซึ่งมีแต่เสียงกระซิกอยู่ทั่ว ๆไปในระยะนั้น. แม้ว่าจะไม่มีใครนอกจากนายฉันนะและกัณฐกะที่ได้เห็นพระองค์ในยามเสด็จออก แต่พระองค์ก็ได้ชื่อว่าเสด็จฝ่าออกไปในท่ามกลางดวงใจอันอ่อนระโหยของทุก ๆ คน ผู้ร่ำรักพระองค์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นับแต่เป็นที่นอนใจกันว่า
น.69 ๕๙ อย่างไรเสียพระองค์ก็จักต้องเสด็จออกเป็นแน่แท้. เพราะฉะนั้นพระองค์จึงได้ตรัสแก่พระราชกุมารองค์หนึ่ง เมื่อพระองค์ได้ผ่านพ้นการตรัสรู้ไปแล้วเป็นเวลานานว่า "เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ความคิดได้เกิดขึ้น ในใจเราว่า ศานติสุขอันแท้จริงนั้น ใครจะบรรลุได้ โดยง่ายเป็นไม่มี. ดูก่อนราชกุมาร, ต่อมาเรานั้นทั้งที่ยังหนุ่ม แน่นมีเกสาดำสนิท กำลังงอกงามอยู่ด้วยเยาว์แห่ง ปฐมวัย, ขณะเมื่อมารดาบิดาไม่ปรารถนาด้วย กำลัง พากันร้องไห้ มีน้ำตานองหน้าอยู่ เราได้ออกจาก เรือน, ปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาด เป็น ผู้ไม่มีเรือนไป ๑ ” ดั่งนี้. สรุปความว่า พระสิทธัตถะผู้เป็นเจ้าชายอันมีจักรรัตน์อยู่ในกำมือ ได้ทรงสละโลกิยารมณ์ ทอดทิ้งพระราชบัลลังก์ ปลดเปลื้องบ่วงชีพทุก ๆ ประการ แล้วเสด็จเข้าสู่ภาวะแห่งอนาคาริกชีพ ด้วยอาการอันสัตว์จะพึงทำได้โดยยาก ด้วยประการฉะนี้. ๑. ราชวัคค์ ม.ม. ไตร. ล. ๑๓ น. ๔๔๐. แก่โพธิราชกุมาร
น.70 ๖๐ บรรพชา พระโพธิสัตว์ทรงกัณฐกะควบขับไปในท่ามกลางแห่งราตรี โดยมิหยุดหย่อน มุ่งตรงลงมาทางทิศใต้ ซึ่งตามพระคัมภีร์กล่าวว่าห้อมล้อมไปด้วยทวยเทพอันแน่นขนัด. คบเพลิงได้สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ กระทั่งยอดแห่งเทวันคีรี. นาค ครุฑ กินนร กุมภัณฑ์ คนธรรพ์ แทตย์ และทานพทั้งหลายต่างพากันสำแดงตนด้วยการกระทำการสักการบูชา. ห่าฝนแห่งดอกไม้สวรรค์ได้ตกลงมาสู่พื้นดิน มีดอกมัณฑารวะ และดอกปริฉัตกะเป็นต้น ; ในท้องฟ้าดูประหนึ่งเมฆอันมืดมิดเพราะเหตุแห่งความหนาแน่นไม่ขาดสายแห่งบุปผชาติเหล่านั้น. ทิพย์สังคีตบันลือลั่นปานประหนึ่งเสียงฟ้าอันคนองและเสียงแห่งอสนีบาตซึ่งสลับอยู่เป็นระยะ ๆ ประกอบกับเสียงกัมปนาทแห่งห้วงมหาสมุทรเมื่อยามบ้าคลั่งด้วยลมร้าย. โลกธาตุได้หวั่นไหวอื้ออึงดุจส่งเสียงว่า
น.71 ๖๑ “ชนะแล้วพระองค์, ชนะแล้วเจ้าข้า." หมู่มารพากันกอดเข่านั่งสยบ ก้มหน้านิ่ง ดุจคนผู้เสียทรัพย์สูญสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะความไม่สมหมายในการที่จะอำพรางสัตว์โลกไว้จากทางแห่งความรอดพ้นไปจากอำนาจของมันเองในขั้นนี้ ซึ่งจะต้องคอยหาช่องเกียดกันสืบไปในโอกาสหน้า แต่ก็เป็นการยากที่จะกระทำได้ ยิ่งขึ้นทุกที. เพราะว่ามหาภิเนษกรมณ์ย่อมเป็นเสมือนหนึ่งการแผ้วถางทางอย่างโล่งเตียน ไปสู่วิมุติภาพอันสูงสุดฉันใดก็ฉันนั้น. ในเวลาปัจจุบันสมัย ดวงจันทร์ได้คล้อยลงต่ำ มีรัศมีอันจางลง คล้าย ๆ กับความเมื่อยล้าของพระองค์ ทั้งนายฉันนะและกัณฐกะ ซึ่งในบัดนี้ได้ขับเดินไปอย่างธรรมดา. ในบางคราวที่ลัดเลี้ยวไปทางโน้นทางนี้เป็นเวลานาน ๆ ดวงจันทร์ ได้มาปรากฏอยู่ตรงพระพักตร์ในมุมเฉียงอันต่ำ จึงทำให้รู้สึกประหนึ่งว่าได้มีการจ้องมองซึ่งกันและกัน ระหว่างพระองค์กับดวงศศิธรนั้น. ตามคัมภีร์กล่าวว่า ในชาติอันเป็นอดีตกาลนานไกลครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงเสวยพระชาติเป็นกระต่ายป่า มีสองสัตว์ คือ วานรกับสุนัขจิ้งจอกเป็นสหายร่วมทุกข์สุข.
น.72 ๖๒ ในวันเพ็ญอันแจ่มจรัสเช่นวันเดียวกันนี้นั้น ทั้ง สามสัตว์ได้เสาะแสวงหาอาหารเพื่อบำเพ็ญทานแก่ปฏิคาหก ของตน ๆ. วานรได้ผลไม้จากป่าสูง, สุนัขจิ้งจอกได้ปลา ของชาวประมงที่ตกเรี่ยราด เหลือทิ้งอยู่ตามหาดทรายด้วย ความเผลอ, ส่วนพระโพธิสัตว์ผู้เป็นกระต่ายนี้ ไม่มีสิ่งใด เพราะเหตุที่ตนเป็นสัตว์มีหญ้าเป็นอาหาร. แต่ในที่สุดก็ได้ อุทิศตัวกระโดดเข้าในกองไฟของพราหมณ์ผู้นั่งผิงไฟอยู่ด้วย ความหนาว เพื่อให้เนื้อเป็นทานแก่พราหมณ์นั้นเอง. และ มันเป็นวันเพ็ญเช่นเดียวกับวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่พระองค์กำลัง ทรงเสียสละอย่างใหญ่หลวง เป็นธรรมพลีแก่ปวงสัตว์ใน สากล. ถ้าหากว่าเพียงแต่การสละเนื้อให้แก่พราหมณ์ในครั้ง กระโน้นยังสามารถกระทำให้ท้าวสักกเทวราชจารึกพระคุณ ของพระองค์ไว้ด้วยภาพแห่งกระต่ายในดวงพระจันทร์ ดัง เช่นที่พระคัมภีร์กล่าวไว้แล้ว การเสียสละอันอุกฤษฎ์ในครั้ง นี้ จักควรแก่การจารึกฉันใดเล่า. นอกไปกว่าการประทับ รอยแห่งพระเมตตาธิคุณ ไว้ในดวงใจของปวงสัตว์ทุกถ้วน หน้าแล้ว น่าจะไม่มีการกระทำอย่างใดซึ่งเหมาะสม.
น.73 ๖๓ ถ้าหากสัญชาตญาณแห่งความเมตตาซึ่งกันและกัน ในดวงจิตของปวงสัตว์ทั่วสากล จะสามารถจับกลุ่มรวมตัว กันเข้าเป็นอันเดียวกันได้แล้ว มันก็ยังไม่มากล้นไปกว่า ปริมาณแห่งพระเมตตาบารมีที่พระองค์ได้ทรงสะสมอบรมมา จนถึงกับมีกำลังอันแรงกล้าสามารถให้พระองค์สลัดเสียซึ่ง โลกิยสุขอันยิ่งใหญ่ เพราะเห็นแก่เพื่อนสัตว์ผู้ตกจมอยู่ใน สงสารสาครเช่นเดียวกับพระองค์เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ด้วย. ดาวกัลปพฤกษ์อันแสดงเวลารุ่งสาง ทอแสงสีนวล อยู่ทางทิศตะวันออกในระยะต่ำ. ลมเช้าอันอวลอบด้วยกลิ่น หอมแห่งบุปผชาติได้โชยพัดพร้อมกับทำให้พื้นผิวแห่งน้ำ อโนมา เกิดการกระเทือนเป็นละลอกน้อย ๆ อยู่พริ้ว ๆ ไปตาม ลม. พระองค์ทรงกระตุ้นเตือนกัณฐกะอีกครั้งหนึ่ง เพื่อ รวบรวมกำลังกายแข็งข้อข้ามน้ำไปโดยเร็ว ปานประหนึ่งว่า กระโดดข้ามไปในพริบตาเดียว ปราศจากความรู้สึกอันเกิด ขึ้นว่ามีแม่น้ำเป็นเครื่องกีดขวาง. ข้อนี้ ย่อมแสดงถึงความหมายแห่งการที่พระองค์ จะทรงสามารถข้ามโอฆสงสารได้โดยปราศจากอุปสรรคใด ๆ
น.74 ๖๔ ซึ่งกระทำให้รู้สึกชุ่มชื่นในพระทัยยิ่งนัก. พระองค์ได้ กระโดดลงจากหลังม้าในเวลาพร้อมกันกับรุ่งอรุณแห่งทิวากร ทรงเหยียดพระหัตถ์โอบกัณฐกะที่กกหู ผินพระพักตร์อันยิ้ม แย้มไปยังนายฉันนะผู้สวามิภักดิ์แล้วตรัสว่า "เพื่อนเอ๋ย, เท่าที่เธอได้พยายามมาแล้วนี้ ย่อมเป็นความจงรัก และโชคลาภอันใหญ่หลวง และเธอ ย่อมมีส่วน ในมหาปธานกิจอันใหญ่ยิ่งของเรา จงนั่งลงเพื่อพักผ่อนเถิด." พระสิทธัตถะ ได้ทรงตัดพระเกสาอันเป็นเงางาม ของพระองค์ออก ด้วยพระขรรค์, ทรงนุ่งห่มผ้าเนื้อหยาบ ย้อมดินอย่างง่าย ๆ อันเป็นเครื่องแบบแห่งบรรพชิต ซึ่งทรง แลกเอาด้วยราชพัสตราภรณ์ของพระองค์จากนายพรานผู้หนึ่ง. ประทับนั่งเหนือพื้นทรายสีขาวสะอาดดุจแผ่นเงิน แทบฝั่งน้ำ
น.75 ๖๕ อโนมาอันเป็นเส้นเขตแห่งศากยรัฐ แล้วตรัสกับนายฉันนะ ว่า "จงพาม้าของฉันกลับไป พร้อมทั้งเครื่อง ประดับอันมีค่า พระขรรค์และกองเกสาเหล่านี้เพื่อ ถวายแก่พระราชบิดา. จงกราบทูลพระองค์ว่า ขอพระองค์จงทรงอนุโมทนาในการเสีย สละอันใหญ่หลวงของฉัน. ไม่มีใครที่อุทิศตน เพื่อเสาะแสวงสิ่งอันจะเป็นพรอันประเสริฐแก่สากล โลกดั่งที่ฉันกำลังกระทำ คือ ฉันยอมสละโลกิยสุข และความรักของฉันเพื่อช่วยโลกนี้. ฉันจะเที่ยวไปอย่างโดดเดี่ยว เพื่อการ แสวงสิ่งที่เป็นแสงสว่างของชีวิต ซึ่งเมื่อฉันพบ แล้วจักกลับไปเช็ดน้ำพระเนตรของพระองค์ และ ของคนอื่น ๆ ด้วยผ้าพิเศษกล่าวคือสัทธรรมอัน ประเสริฐ. ขอพระองค์จงทรงรอคอยโดยปราศจาก โศกาดูร จนกว่าฉันจะกลับไปพร้อมด้วยสิ่งซึ่งฉัน ต้องจำพรากพระองค์ออกมาเพื่อแสวงหานั้น.
น.76 ๖๖ ขอพระองค์จงทรงมั่นพระทัยในความไร้ โรคาพาธและภัยพิบัติของฉัน และเชื่อมั่นในความ มุ่งหมายและการพยายามของฉัน ซึ่งฉันหวังว่าจะลุ ถึงจุดที่มุ่งหมายในเวลาอันไม่สายเกินไปเลย." นายฉันนะได้จากพระองค์และกลับไปด้วยใจอันตื้นตัน. พระโพธิสัตว์ได้เสด็จต่อไปตามทางหลวง มีกะลา แห่งคนขอทานในพระหัตถ์. ธาตุแห่งขัตติยชาติในดวง วิญญาณของพระองค์ ยังคงซ่อนอยู่ภายใต้ยาจกภาพอันหุ้ม ห่อพระองค์ไว้อย่างเป็นที่น่าอนาถใจของคนผู้หลงโลกและ หนักอยู่ในโลกิยวิสัยยิ่งนัก การยกย่างพระบาทซึ่งในบัดนี้ได้กลายเป็นเชื่องช้า สงบเสงี่ยมได้เกิดเป็นขบถต่อกำเนิดแห่งความเป็นกษัตริย์ อันทะมัดทะแมงของพระองค์ไปเสียแล้ว. ดวงพระเนตรเริ่มฉายแววแห่งความกระตือรือร้น อันร้อนระอุในการแสวงสัจจธรรม. ความงามอย่างคมขำ แห่งขัตติยมานพอันหนุ่มแน่นของพระองค์ได้เปลี่ยนรูปไป เพราะอำนาจแห่งคุณธรรมอันสูงประเสริฐที่พระองค์เพิ่งจะ
น.77 ๖๗ ได้รับ และเบ่งตัวออกมาแวดล้อมอยู่รอบ ๆ พระเศียรซึ่งดู เป็นวงรัศมี. ดวงพระพักตร์ผ่องใสอิ่มเอิบเพราะศานติรสอันซาบ ซ่านอยู่ภายในจิต ; เช่นเดียวกับบุคคลผู้เชื่อแน่ว่า อย่างไร เสียความปรารถนาของตนก็จักต้องสำเร็จลงโดยสมบูรณ์ใน บัดนี้โดยแน่แท้. พระองค์ทรงก้าวพระบาทไปด้วยสมาธิ ตลอดทาง มีอาการอันสงบสงัดทั้งกายและจิต. ข้อความในพระคัมภีร์กล่าวว่า ในระหว่างทางที่ เสด็จผ่านไปนั้น มีป่าไม้มะม่วงแห่งหนึ่งชื่อว่าป่าอนุปิย อัมพวัน, ซึ่งพระองค์ได้เสด็จเข้าประทับทิวาวิหาร เสวย บรรพชาสุขอันเยือกเย็นตลอดเวลา ๗ วัน โดยเว้นจากการ เสวยพระกระยาหาร เพราะทรงอิ่มด้วยวิเวกรสอันใหม่นี้. อันการเสวยสุขปราศจากการบริโภคเช่นนี้ เป็นสิ่ง ซึ่งผู้มีปัญญาใคร่ครวญ จะหยั่งทราบและเชื่อได้ โดยไม่ต้อง ลำเอียงใจ เพราะฉันทาคติอันเกิดจากความรักและความเลื่อม ใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า. เมื่อคนเราเกิดความปีติอันเป็น ไปอย่างรุนแรง เพราะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนจำนงรัก ด้วยกำลังใจทั้งหมด
น.78 ๖๘ แม้คนธรรมดาก็ยังสามารถที่จะลืมตัวหมดสติ อันจะ สำนึกว่าตนกำลังเป็นอย่างไรไปชั่วคราว ลืมนึกว่าตนยังไม่ได้ รับประทาน หรือเวลาเย็นจวนจะค่ำแล้ว ก็สำคัญว่าเช้าอยู่ บัดนี้เอง. เหล่าโยคีทั้งหลายผู้บำเพ็ญเพียรย่อมเพลินไปใน ความคิด เพิ่งจะนึกได้เมื่อตอนดึก ล่วงเข้ามัชฌิมยามไปแล้ว ว่าตนได้นั่งมาแต่ตอนเช้า. นักพรตผู้บำเพ็ญอัตตกิลมถานุโยคผู้เพ่งจิตต่อการ โปรดปรานของพระเป็นเจ้าในสรวงสวรรค์ ย่อมลืมไปว่าตนได้ ยืนกระโหย่งมาแล้วกี่สัปดาห์ จนเนื้อหนังเหี่ยวแห้งไป มี ร่างอันปรากฏอยู่ราวกะโครงกระดูกล้วนมีสีอันหม่นไหม้. เมื่อมาคำนวณดูถึงกำลังพระหทัยที่ทรงสามารถเสีย สละสิ่งซึ่งบุคคลสละได้ยากอย่างยิ่งแล้ว ก็จะทราบได้ถึงกำลัง บีติอันรุนแรงอันย่อมจะมีปริมาณไล่เลี่ยกัน และพอจะทราบ ได้ด้วยว่าบรรพชาสุขนี้มีความเยือกเย็นอันสามารถจะจับเอาใจ ของบุคคลผู้หนีร้อนมาพึ่งเย็นไว้ได้อย่างหนักหน่วงเพียงไร. ต่อจากนั้น พระองค์ได้เสด็จจากป่าไม้มะม่วงดำเนิน ไปตามแนวป่า. สิริวิลาสอันแช่มช้อยสดใสของพระองค์
น.79 ๖๙ สามารถที่จะครอบงำน้ำจิตอันโหดร้ายของพาลมฤค เช่นเสือ และราชสีห์ ให้เชื่องลงเช่นเดียวกับลูกแกะอ่อนเมื่อยาม สำออยเจ้าของผู้เอ็นดูมันเป็นพิเศษ. แม้สัตว์ที่กินเนื้อแห่งสัตว์อื่นเป็นอาหาร ก็ลืม ตะครุบเหยื่อของตนไปชั่วขณะ ต่างพากันจ้องจับอยู่ที่พระองค์ เพราะความประหลาดใจแปลกตาในท่าทางอันเยือกเย็นและ อ่อนโยน ซึ่งก่อให้เกิดการพิศวงงงงวยยิ่งนัก. เหล่าเนื้อนกซึ่งเคยขยาดต่อเสื้อผ้าสีแดงหม่นของ นายพรานชนิดเดียวกันกับที่พระองค์กำลังทรงห่อหุ้มพระองค์ อยู่ในบัดนี้ เมื่อได้ประสบคลองพระเนตรอันหยาดเยิ้มไปด้วย แววแห่งความเอ็นดูอย่างแรงกล้าในสรรพสัตว์ของพระองค์ ต่างก็พากันลืมที่จะหลบหนี. เช่นเดียวกับเทวีแห่งมหรสพ ย่อมเป็นที่จ้องจับของบุคคลผู้อยู่โดยรอบ. ในบัดนี้ พระองค์ก็เป็นที่รวมแห่งสายตา ของนานา สัตว์ซึ่งพระองค์ได้ทรงดูดดึงเอามันมาด้วยแววพระเนตรอัน อ่อนโยน ยิ่งกว่าดวงตาแห่งนางเนื้อในฤดูสวาท. พระองค์ ได้เสด็จดำเนินไปกระทั่งถึงถิ่นที่มีหมู่บ้านประปราย และทรง แสวงหาบ้านที่ควรแก่ภิกขาจาร.
น.80 ๗๐ ชาวชนบทผู้เห็นภาพบุรุษผู้น่าพิศวงผิดธรรมดาดั่งนี้ ต่างพากันเพ่งจ้องดูพระองค์ ด้วยความสนเท่ห์ใจเป็นพ้น ประมาณ. พวกที่กำลังสาวเท้าไปธุระด่วน ก็ยังถึงกับหยุด ชะงักและเหลียวดู แล้วจึงจากไปพร้อมด้วยการ จารึกภาพ อันเย็นตาของพระองค์ตรึงแน่นไว้ในจิต. พระองค์เสด็จไปยังประตูบ้านที่ควรแก่การภิกขาแล้ว ประทับยืนสงบนิ่ง รอคอยจนกว่าจะมีคนผู้ใจดีนำอาหารมา ใส่ในภาชนะของพระองค์. แต่เมื่อพระโพธิสัตว์ได้เสด็จ เข้าไปในที่ใด ประชาชนต่างก็ได้ถวายอาหารตามที่เขาจะพึง จัดถวายได้ ตามกำลังของตน ๆ และก้มกราบลงเฉพาะพระ- พักตร์ด้วยอาการอันแสนสุขภาพ. ทุก ๆ คนทั้งคนแก่และหนุ่มสาว ต่างพากันแตกตื่น ใจ พูดกันว่า "นี่คือองค์พระมุนีอันประเสริฐผู้ลงมาจากภูเขา หิมวันต์. การได้เข้าใกล้ท่านย่อมนำมาซึ่งกุศลอันใหญ่ยิ่ง. บุญลาภของพวกเรากระไรเช่นนี้ " ทุก ๆ คนมีดวงใจอันเต็มตื้น ด้วยความเคารพรัก และขอบพระคุณในการที่พระองค์ได้เสด็จผ่านมายังถิ่นของ
น.81 ๗่๑ เขา ทั้งไม่ทรงรังเกียจในการที่จะเสด็จไปถึงบ้านเรือนของเขา โดยทั่วหน้า. ครั้นทรงรวบรวมอาหารอันเป็นทาน บริจาคได้เพียง พอแก่การเยียวยาอัตตภาพแล้ว พระองค์ได้เสด็จไปยัง ธารน้ำ ไหล ณ เชิงเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งมีน้ำใสเย็นเป็นที่สบายแก่การ กระทำภัตตกิจ. ทรงประทับนั่งลงแล้วพิจารณาดูพระกระยา- หารที่ทรงขอเขาได้มา. มันเป็นอาหารที่ทรงได้มาจากต่าง ๆ บ้านในชนบทปลายแดน มิหนำซ้ำคลุกเคล้ากันตามแต่ที่มัน จะเป็นไป จึงเป็นที่น่าปฏิกูลยิ่งนัก พระองค์ได้ทรงเสวยพระกระยาหารมื้อสุดท้ายที่แล้ว มาในวังหลวง ทรงได้รับการบำเรอใน ฐานเป็นมกุฎราชกุมาร อันเป็นที่รักปานดวงใจของพระราชบิดา. เมื่อทรงประสบ พระกระยาหารอันปฏิกูลทั้งรสและกลิ่น และยังซ้ำคลุกเคล้า กันเช่นนี้ ในครั้งแรกก็เกิดอาการกระอักกระอ่วนขึ้นโดย กระทันหัน ปานประหนึ่งว่าลำไส้จะทันออกมาทางพระโอษฐ์ ในบัดนี้เป็นโอกาสอันหนึ่งของพญ ามาร ผู้คอย จ้องหาช่องทำลายล้างความหวังของพระองค์, หากแต่พระ องค์ทรงมีพระสัมปชัญญะสำนึกพระองค์ได้ ในการยังชีพให้
น.82 ๗๒ เป็นไปตามแผนอริยวงศ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งบรรพชากิจ. พระองค์จึงทรงตักเตือนพระองค์เอง ทรงมนสิการถึงปฏิกูล สัญญาอันเป็นไปในร่างกายซึ่งมีปฏิกูลภาพแรงกล้ากว่าใน อาหารอันระคนในที่นี้, และทรงพิจารณาโดยเฉพาะตามนัย แห่งปรมัตถธรรม ดังเชนที่พระองค์ได้ทรงสั่งสอนให้สาวก สงฆ์ของพระองค์พิจารณากันในตอนหลัง เมื่อพระองค์ได้ ตรัสรู้แล้ว โดยนัยเป็นต้นว่า อาหารนี้ก็ดี บุคคลผู้ดื่มกินซึ่งอาหารนั้นก็ดี เป็น เพียงธาตุซึ่งเกิดอยู่ตามธรรมชาติ ไร้ความหมายแห่งความ มีตัวตนด้วยกันทั้งสองอย่าง และ การบริโภคก็เป็นไปเพียงเพื่อยังร่างกายให้ตั้ง อยู่ได้สำหรับพรหมจรรย์ คือการประพฤติเป็นไปเพื่อความ รอดพ้นจากปวงทุกข์, เพียงเพื่อบำบัดความหิวระหายอัน เป็นเวทนาเก่า และโทษอันจะเกิดขึ้นเพราะการขาดแคลน อาหาร, และเพียงเพื่อความผาสุกของกาย ; มิใช่บริโภค ด้วยความหวังในรส เพื่อความหรูหรา หรือเพื่อกำลังพลัง เช่นนักมวยปล้ำปรนเปรอกายของตน.
น.83 ๗๓ ครั้นทรงพิจารณาดั่งนี้ ความเสมอกันในระหว่าง อาหารของยาจกกับพระสุธาโภชน์ในวังหลวงก็ปรากฏแก่พระ องค์ และทรงเสวยได้ด้วยรสแห่งปีติ อันเกิดจากความรู้สึก ในข้อที่ว่า พระองค์ได้ทรงดำเนินชีวิตตามแบบแห่งบรรพชิต ผู้แสวงนิพพาน อย่างถูกต้องแล้ว. พระองค์เสด็จจาริกไป โดยอาศัยทานบริจาคของ ชาวชนบทเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงอัตตภาพโดยทำนองนี้มาตาม ลำดับ มีจุดมุ่งลงมาทางทิศใต้ อันเป็นประเทศที่ออด้วย ปราชญ์ ผู้เป็นเจ้าลัทธิคณาจารย์ต่าง ๆ ด้วยประการฉะนี้. พระเจ้าพิมพิสาร พระสิทธัตถะได้เสด็จต่อไปจนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง ได้ทรงลุถึงนครราชคฤห์ อันเป็นนครที่มีภูเขาล้อมรอบเป็น ป้อมปราการถึงห้าภูเขา. ทวยนาครพากันพิศวงงงงวยเพราะได้เห็นลีลาศอัน สง่างาม และดึงดูดใจของพระองค์ ซึ่งแผกผิดไปจากลีลาศ แห่งสามัญชน และบรรดาบรรพชิตที่เคยประสบ. พวกที่
น.84 ๗๔ กำลังเดินทางถึงกับหยุดชะงักตลึงงันอยู่ในอิริยาบถแห่งการ จ้องดู. พวกที่กำลังเดินทอดน่องอยู่ในระยะอันห่าง พากัน รีบสาวเท้าแย่งกันขึ้นหน้ามาโดยเร็ว, พวกที่กำลังนั่งอยู่ ได้กระโดดแผล็วขึ้นจากที่นั่งโดยไม่สำนึก. บางคนแสดงความเคารพด้วยการประนมมือพร้อม ทั้งสายตาอันจับอยู่ต่ำ ๆ. บางคนด้วยการโค้งศีรษะอยู่อย่าง สงบ และบางคนได้กล่าววาจาแสดงความยินดีของตนออกมา ดุจเป็นการต้อนรับพระองค์อย่างไพเราะด้วยความเคารพ, ไม่ มีใครสักผู้เดียว ที่นึ่งอยู่ได้ด้วยการไม่รู้สึกอัศจรรย์ใจ และ แสดงกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งไปตามคนส่วนใหญ่. คนมั่งมีซึ่งนั่งวางภูมิฐานอยู่อย่างอืดอาดภายใน เครื่องแต่งกายอันเกินงาม เพราะร่างกายไม่มีพอให้ตนขนเอา ความมั่งมีมาประดับเป็นการโอ้อวด ซึ่งนิยมเรียกกันว่า "ผู้ดี" เหล่านั้น ต่างพากันขวยเขิน, และรู้สึกว่าพระองค์ทรงร่ำรวย ด้วยพรอันประเสริฐได้ โดยไม่ต้องประดับประดาด้วยเพชร พลอย เว้นแต่ผ้าเนื้อหยาบเก่า ๆ สีหม่นเท่านั้น, รู้สึกว่าแก้ว แหวนที่ประดับอยู่ ณ กายตน เป็นสิ่งที่ติดไว้เพียงเพื่อความ
น.85 ๗๕ รกรุงรัง และเป็นเครื่องหมายของคนวิกลจริต หรืออย่างยิ่ง ก็ของเด็กน้อย. คนที่กำลังส่งเสียงอื้ออึงอยู่ในถนน เพื่อบ่าวประ- กาศการค้าของตนเป็นต้น ก็ล้วนพากันเงียบสงบ. อิทธิพล แห่งความสง่าผ่าเผยและดวงจิตอันประกอบไปด้วยมหากรุณา ได้ดึงดูดใจประชาชนให้รู้สึกรัก และเคารพในพระองค์อย่าง ประหลาด. ทุกคนจ้องจับอยู่ที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของ พระองค์ ซึ่งย่อมแล้วแต่ว่าผู้ใดจะชอบชมในส่วนไหน. พระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งมคธอาณาจักร เมื่อได้ ทอดพระเนตรเห็นความแตกตื่นของมหาชน และการจับกลุ่ม อันคับคั่ง จากพระราชวังส่วนนอกของพระองค์ ก็ตรัสถาม มหาดเล็กข้างเคียงถึงต้นเหตุแห่งเรื่องนี้. มหาดเล็กนายหนึ่งได้ไปสืบ ข่าวมาและกราบทูลว่า มีมุนีองค์หนึ่งซึ่งกล่าวกันว่าอาจเป็นโอรสแห่งศากยราช ผู้มี กรรมภาคย์ในอนาคตกาลอันสมบูรณ์พอที่จะทำให้พระองค์ ได้ลุถึงการตรัสรู้อันสูงสุด หรือมิฉะนั้นก็จักเป็นพระมหาจักร- พรรดิ์ผู้ครอบครองสากลโลก ตามข่าวลืออันกระฉ่อนมาแต่
น.86 ๗๖ กาลนาน, บัดนี้พระองค์ได้เสร็จมาตามท้องถนนหลวง และประชาชนพากันจับกลุ่มมุงแน่นเพราะพระมุนีรูปนั้น. พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงรับสั่งให้มหาดเล็ก หมู่หนึ่งออกติดตามพระองค์ไป เพื่อสืบเสาะให้ทราบว่าพระองค์กำลังเสด็จไปประทับ ณ ที่ไหน เพื่อสิ่งใด, และกลับมากราบทูลพระองค์ให้ทรงทราบ. พระมหามุนีได้เสด็จต่อไปตามท้องถนนด้วยพระบาทซึ่งทรงก้าวไปอย่างแช่มช้าแต่สง่าและแววพระเนตรอันหน่วงหนัก. บัดนี้พระองค์กำลังทรงเสด็จเที่ยวขอพระกระยาหาร จากประชาชน ผ่านไปในสถานที่อันแออัด. แต่ดวงพระทัยทรงกำหนดแน่วอยู่เฉพาะการลุถึงจุดที่ประสงค์ของพระองค์ กล่าวคือความรู้และการหลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งมวล, หาทรงมีความสนใจหรือหวั่นไหวแห่งใจไปเพราะความสับสนของชาวนาครอันเกลื่อนกล่นเหล่านั้นไม่แม้แต่น้อย แม้ว่ากายของพระองค์จะได้หยุดประทับนิ่งอยู่ในท่ามกลางพวกเขาซึ่งเป็นลักษณะแห่งการขอของนักบวชอันไม่ยอมออกวาจา. ครั้นทรงได้รับพอเพียงแก่การเยียวยาอัตตภาพแล้วเสด็จไปสู่ที่ผาสุกด้วยน้ำและสงบเงียบ, ทรงกระทำภัตตกิจ.
น.87 ๗๗ หลังจากพระกระยาหาร พระองค์ได้เสด็จขึ้นสู่ภูเขาปัณฑวบรรพต, เสด็จประทับ ณ ยอดเขา อันประกอบไปด้วยกอไม้และเซิงซุ้ม อันอุดมไปด้วยดอกมีกลิ่นหอม, และอึงอลอยู่ด้วยเสียงร้องของเหล่านกยูง. พระมหาบุรุษทรงหุ้มห่อพระองค์อยู่ด้วยจีวรสีแดง จึงทำให้พระองค์ดูดั่งดวงอาทิตย์เมื่อยามอุทัย กำลังทอแสงเรืองรองอยู่ ณ ยอดเขาแห่งอรุณกาล ฉันใดก็ฉันนั้น. เหล่ามหาดเล็กได้สังเกตเห็นเหตุการณ์เหล่านี้โดยตลอด จึงแบ่งให้พวกหนึ่งกลับมากราบทูลแด่พระราชา, และอีกพวกหนึ่ง คงเฝ้าจับตาดูพระองค์สืบไป. เมื่อพระเจ้าพิมพิสารได้ทรงทราบว่า เจ้าชายผู้เป็นมกุฎราชกุมารแห่งศากยบัลลังก์ของกษัตริย์ผู้อาทิตย์โคตร ได้ทรงเสวยพระกระยาหารริม ธารน้ำไหล ภายในภาชนะแห่งคนขอทานในเขตแคว้นของพระองค์. ก็ทรงกระวนกระวายพระทัยอย่างยิ่ง ; ทรงสวมราชพัสตราภรณ์มีมงกุฎทองน้อยบนพระเศียรแล้วเสด็จออกพร้อมด้วยปุโรหิตผู้เปรื่องปราชญ์และสูงอายุเพื่อไปพบกับแขกเมืองอันแปลกประหลาดนั้น.
น.88 ๗๘ เมื่อได้เสด็จไปจนถึงยอดเขา พระราชาได้ทรงพบ องค์พระศากยมุนี ประทับอยู่ ณ ควงต้นไม้ต้นหนึ่ง. ครั้น ทรงเพ่งพินิจพระพักตร์อันมัธยัสถ์วางเฉย และความสุภาพ เยือกเย็นแห่งอากัปกิริยาของพระองค์ก็ทรงพอพระทัย และ ซาบซึ้งในความงาม ของพระรูปอันมีสิริ ซึ่งเมื่อรวมกันเข้ากับ ลักษณะแห่งความสงบรำงับของจิตแล้ว ได้ทำให้พระองค์ ดูประหนึ่งว่า เป็นกลุ่มก้อนแห่งความดีงามและพรอัน ประเสริฐบรรดามีในโลกนี้ซึ่งได้รวมตัวจับกลุ่มกันสำเร็จเป็น ภาพมนุษย์ขึ้นมา. เมื่อได้เข้าไปในระยะ อันใกล้และสมควรแล้ว พระ ราชาผู้ตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมอันงดงาม ได้ทูลถามพระโพธิ- สัตว์เจ้า ด้วยพระมรรยาทอันเคร่งครัดในธรรมเนียมอัน ประเสริฐ ถึงความผาสุกในฝ่ายอนามัย ซึ่งพระมหาบุรุษเจ้า ได้ตรัสตอบอย่างเหมาะสม. เมื่อได้ทรงโค้งพระองค์ด้วยความ เคารพอีกครั้งหนึ่งแล้ว พระราชาได้ทรงประทับนั่ง ณ แผ่น ศิลาอันต่ำและสมควรแผ่นหนึ่ง และทูลถามพระโพธิสัตว์ถึง พระราชสกุลวงศ์ และมูลเหตุที่ทำไมจึงทรงออกดำรงพระ- องค์อยู่ในยาจกภาพเช่นนี้.
น.89 ๗๙ พระมหาบุรุษได้ตรัสตอบถึงความที่พระองค์เป็น โอรสแห่งพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นเชื้อสายแห่งพวกซึ่งชื่อว่า ศากยะ โดยชาติพันธุ์และอาทิตยะโดยโคตร มีชนบทอยู่แทบ เชิงเขาหิมพานต์ซึ่งทุกคนขยันขันแข็ง มากมูลด้วยความ เพียรเครื่องหาทรัพย์. และพระองค์ออกผนวชเพราะหน่าย ในกาม หลีกออกเสาะแสวงหาธรรมเครื่องรอดพ้น. พระราชาไม่ทรงเห็นด้วยในแนวพระดำริ และได้ ทรงพยายามที่จะกลับความคิดของพระองค์ ให้ทรงยินดีใน การครอบครองอาณาจักรเพราะความเคารพและเสน่หาใน พระโพธิสัตว์เป็นที่ยิ่ง, ได้ตรัสว่า "ข้าแต่พระสมณะ, หม่อมฉันห่วงใย อาลัยรักใน ความมีพระชาติอันสูงของพระองค์ ซึ่งต้นกำเนิดตระกูลสืบ โดยตรงลงมาจากพระสุริยเทพ. หม่อนฉันมีประสงค์จะแสดง ความจำนงรักอันแท้จริง ขอจงได้สดับคำของหม่อมฉัน ด้วยหัตถ์ทั้งสองของพระองค์ เหมาะสมที่จะกุม อำนาจแห่งมหาอาณาจักร ไม่เหมาะแก่การจับฉวยภาชนะ แห่งคนขอทาน.
น.90 ๘๐ ผ้าย้อมฝาดสีหม่นมอของพวกนักบวช เช่นเดียว กับที่พวกพรานและคนไว้ทุกข์เขาใช้กันนี้ ไม่เหมาะสมกับ พระองค์ซึ่งควรแก่การประดับด้วยกระแจะจวงจันทน์. ถ้าพระองค์ไม่ทรงประสงค์จะครอบครองอาณาจักร ซึ่งพระองค์ทรงเป็นทายาทสืบลงมาโดยตรง โดยเห็นว่ายังไม่ เหมาะแก่พระเกียรติแล้ว ขอทรงรับครึ่งหนึ่งแห่งมหาอาณา- จักรของหม่อมฉัน, ขอแต่จงทรงกลับพระทัยเสีย. อันความหวังในอำนาจนั้น เป็นสิ่งที่พอเหมาะกับ ผู้ที่มีดวงจิตอันใฝ่สูงอยู่แล้ว. ทั้งธนสารสมบัติเล่า, ก็มิใช่ เป็นสิ่งที่ควรดูถูกเหยียดหยาม, แต่ การ ที่จะมีความมั่งคั่งร่ำ รวยโดยปราศจากศาสนธรรมเล่า ก็มิใช่ประโยชน์คุณอันแท้ จริง. เมื่อเป็นเช่นนี้, ผู้ที่สามารถมีสิ่งทั้งสาม คืออำนาจ ทรัพย์และศาสนธรรมครบบริบรูณ์แล้ว เสวยสุขารมณ์อยู่ ด้วยปรีชาญาณ ไม่โอ้อวดฟุ้งเฟ้อ นั่นแหละ หม่อมฉันขอ เรียกเขาว่า เป็นมหาบุรุษผู้สูงสุด. ขอจงมาทรงปราโมทย์ บันเทิงอยู่ด้วยสุขสมบัติสามประการ คือ พลานุภาพ ธนสาร สมบัติและความสุขแห่งการบำเพ็ญบุญเถิด.
น.91 ๘๑ ถ้าหากพระองค์ทรงเจตนาที่จะละเลยซึ่งสุขสาม ประการนี้แล้ว หลังจากมรณกาล จะต้องไปกำเนิดในภพ อันต่ำ. ฉะนั้นขอพระองค์จงทรงมอบพระทัย ในการที่จะ ดื่มสุขสามประการ อันเป็นสิ่งที่ปวงปราชญ์พากันกล่าวว่า มันเป็นยอดสุขของผลที่มนุษย์จำนงหวังกันอยู่โดยทั่วหน้า. อีกประการหนึ่ง ถ้าพระองค์ทรงกระทำดังเช่น หม่อนฉันขอร้องแล้ว พระองค์จะทรงสามารถกระทำให้มิตร สหาย และพระประยูรญาติทั้งมวลพลอยเป็นสุขอิ่มเอิบใจได้ ด้วย ซึ่งในเวลาเดียวกันนั่นเอง พระองค์ก็ทรงสามารถ ประสบสุขในทางธรรมพร้อมกันไป และถึงยอดสุดได้ในเวลา อันควร คือยามล่วงเข้าปัจฉิมวัยอันจักมาถึงข้างหน้า. ขอ จงโปรดประทานบุญคุณข้อนี้แก่หม่อมฉันเถิด. ในยามที่ยังคงอยู่ในวัยหนุ่มเช่นนี้ พระพาหาอัน ล่ำสันของพระองค์มีความหมายอันควรแก่การจับศรขึ้นพาด สาย, จงโปรดเถิด, ขอจงอย่าทรงทำให้เป็นหมันไร้ประโยชน์ ไปเสียเลย. พระพาหาทั้งสองของพระองค์ คล้ายกับพาหา แห่งพระเจ้ามันธาตา คือ สามารถปราบปรามได้ตลอดไตรโลก จะต้องกล่าวทำไมกับโลกมนุษย์แต่โดยเดียวนี้.
น.92 ๘๒ ถ้อยคำทั้งนี้ เป็นคำที่ออกมาจากความจงรักอันแท้ จริงของหม่อมฉัน มิใช่เป็นคำที่เกิดขึ้นจากความละโมภ ใคร่ จะได้พระองค์ไว้ร่วมมือกันปราบปรามปรปักษ์ หรือด้วย ความโอ่อวดในความรู้หลักนักปราชญ์แต่อย่างใด. เครื่อง แบบแห่งนักบวชของพระองค์นั้น ทำให้หม่อมฉันรู้สึกปวด ร้าวเป็นพ้นประมาณ และไม่สามารถจะอดกลั้นน้ำตาไว้ได้ หม่อมฉัน สงสารวัยหนุ่มอัน งดงามของพระองค์ที่จะมาถูก กระทำให้เป็นหมันไป. ข้าแต่พระสมณะผู้เยาว์วัย, ขอพระองค์จงทรงพอ พระทัยในโลกิยารมณ์ในขั้นสูงให้เหมาะสมแก่กำเนิดอันอุดม ของพระองค์ ตลอดเวลาที่ความชรายังไม่อาจมาย่ำเหยียบ พระรูปโฉม อันประกอบด้วยสิริน่ารักใคร่ให้แหลกลาญไป เสียก่อน. ในเวลาอันเหลือต่อจากนั้นไป พระองค์ยังสามารถ อุทิศตนแก่การบำเพ็ญวัตรปฏิบัติ ตามแนวศาสนธรรม. ปัจฉิมวัยเป็นวัยที่เหมาะที่สุดของชีวิตในการประพฤติธรรม ตามที่ตนจะมีสัทธาแก่กล้าเพียงใด. ในยามแก่เฒ่า คนเรา ไม่สามารถจะเพลิดเพลินต่อความบันเทิงของโลก
น.93 ๘๓ นั่นแหละ, คือข้อที่ว่าทำไมปราชญ์ผู้คงแก่เรียนจึง บัญญัติโลกิยสุขให้เป็นของสำหรับวัยหนุ่ม, ความเพลิดเพลิน ในการก่อสร้างธนสารสมบัติ เป็นของสำหรับวัยต่อมา, และ การบันเทิงธรรมเป็นของสำหรับวัยแก่เฒ่า. ความหนุ่มเป็นสิ่งที่มีไว้เฉพาะเพื่อความสำเริงชีพ ในทรัพย์สมบัติและคุณงามความดีที่ตนอุตส่าห์สรรค์สร้างขึ้น มาได้. ในวัยนี้คนเราถูกความหลงระเริงทางโลกิยารมณ์ยึด เอาตัวไว้เสียสนิท. ครั้นถึงวัยชรา ย่อมสงบรำงับลงในตัวเองทั้งทาง กายและทางใจ, จึงในขั้นนี้ คนเราสามารถลุถึงความแน่แน่ว แห่งจิตอย่างสมบูรณ์ได้ โดยการใช้ความพากเพียรเพียงเล็ก น้อย. ขั้นสูงขั้นนี้เป็นการจำเป็นที่เราจะต้องผ่านวัยหนุ่ม อันเร่าร้อน, ซึ่งเป็นวัยที่ไม่แยแสต่ออารมณ์อันเป็นขั้น ธรรมดาสามัญ เป็นวัยซึ่งดิ้นรนปราศจากการพักผ่อนของดวง จิตและคอยแล่นตามโลกิยารมณ์อันยวนยั่วอยู่เสมอ. มันเช่น เดียวกับการเข้าไปพักผ่อนในบ้านพักอันบรมสุข ภายหลัง จากที่ได้เดินทางผ่าน ป่าอันน่าอันตรายมาได้อย่างหวุดหวิด.
น.94 ๘๔ เพราะฉะนั้นย่อมเป็นการยากเกินไป ในการที่จะคุ้มครอง อินทรีย์ของตนให้ปลอดโปร่งจากความหลงระเริงไปตาม อารมณ์ ในวัยหนุ่มเช่นวัยของพระองค์ขณะนี้. และถึง อย่างไรก็ตาม ถ้าพระองค์ทรงประสงค์จะบำเพ็ญบุญวิธีฝ่าย พระศาสนา ทั้งที่กำลังครอบครองราชบัลลังก์อยู่ พระองค์ก็ ยังทรงอาจกระทำได้โดยการประกอบยัญญพิธี. เหตุนั้น ขอพระองค์จงทรงยินดีในการที่จะให้วัยอัน หนุ่มแน่นของพระองค์ผ่านไป โดยลักษณะอันเป็นจารีตที่ ปราชญ์ได้กำหนดไว้ โดยทรงเสด็จกลับไปครอบครองราช- บัลลังก์เสวยสุขพร้อมทั้งพระประยูรญาติ, หรือมิฉะนั้นก็จง ทรงรับครึ่งหนึ่งแห่งอาณาจักรของหม่อมฉันร่วมกันก่อสร้าง มหาอาณาจักรอันเป็นงานและเกียรติของวัยหนุ่มเถิด. ขอจง โปรดประทานบุญคุณข้อนี้แก่หม่อมฉันด้วย." ถ้อยคำอันแสดงความจำนงรักแห่งพระราชา ผู้เป็น จอมชนชาวมคธทั้งหมดนี้, ไม่สามารถยังผลอันใดให้เกิดขึ้น แก่พระโพธิสัตว์ผู้ยังคงไม่หวั่นไหวอยู่ดุจเดิม. แล้วพระ- ศากยสิงหะผู้เป็นโอรสแห่งพระเจ้าสุทโธทนะ ได้ทรงยกคลอง
น.95 ๘๕ พระเนตรขึ้นด้วยพระอาการอันยิ้มแย้มและตรัสตอบด้วยพระ- อิริยาบถอันสงบและสง่าว่า "ข้าแต่มหาราชเจ้า, พระองค์เป็นผู้หวังสวัสดิ์ ต่ออาตมาภาพ. พระองค์เป็นเชื้อสายแห่งวงศ์หริยังคะ อันใหญ่ยิ่ง, ซึ่งเป็นการเหมาะสมแก่พระองค์ ในการที่ จะกล่าวคำดังที่พระองค์ได้กล่าวมาแล้ว อันทรงยกเอา ความเห็นแก่มิตรภาพขึ้นเป็นส่วนสำคัญตามจารีตแห่ง ปราชญ์ ในสมัยโบราณกาล. มันย่อมเป็นทำนองเดียว กันกับที่เทพเจ้าแห่งโชคชัย ย่อมไม่ทรงโปรดต่อผู้ ทุพพลภาพไร้กำลัง, เทพเจ้าแห่งมิตรภาพ ไม่ทรงโปรด ประทานมิตรภาพแก่บุรุษผู้คดโกงหาความซื่อสัตย์มิได้. อาตมาภาพย่อมเล็งเห็นว่า ผู้ที่นับว่าเป็นมิตรสหายอัน แท้จริงนั้น คือบุคคลผู้ซึ่งยืนอยู่เคียงข้างไม่ยอมจากไป ในยามวิบัติ. พระองค์ผู้ดำรงในมหาราชภาพอันสูงยิ่ง ได้ โปรดประทานมิตรภาพแก่อาตมาผู้อยู่ในภาวะแห่งผู้ไร้ ทรัพย์และอำนาจ, จึงถ้อยคำที่พระองค์ทรงกล่าวมาแล้ว ทั้งหมดนั้น ล้วนเกิดจากความรักและมิตรภาพชนิดที่พึง
น.96 ๘๖ อำนวยผลแก่อาตมา. ฉะนั้นขอจงทรงให้โอกาสแก่ อาตมาภาพเพื่อกล่าวสิ่งบางอย่างอันมีความหมายแห่งมิตร ที่แท้จริงดุจกัน ต่อพระองค์ด้วย. ขอจงทรงสดับ" "อาตมาภาพได้ครองชีพตามแบบแห่งนักบวช ผละหนีจากคนรักรวมทั้งประยูรญาติข้างเคียงและปฏิเสธ ความเพลิดเพลินในโลกิยารมณ์ ของตนเองอยู่ดั่งนี้ .... ก็ด้วยความมุ่งหมายที่จะหาทางหลุดพ้นไปจากอุ้งมืออัน เหนียวหนักของความแก่ ความเจ็บ และความตาย. ความกลัวของอาตมาภาพซึ่งกลัวต่อความผูก มัดของกามารมณ์นั้น .... มีมากล้นไปกว่าความกลัวต่องู อันมีพิษร้าย กลัวต่ออสนีบาต หรือแม้ที่สุดต่อไฟที่ ล้างโลก. อาตมาภาพมองเห็นอย่างแจ่มชัดว่า มูลฐาปนีย์ ของความบันเทิงทางกามารมณ์นั้น ตั้งอยู่เพียงชั่วครู่ ชั่วคราว ไม่เคยก่อให้เกิดผลอันดีแท้และย่อมเหมือนกัน กับผลอันเกิดจากการใช้เวทมนตร์ของพวกมายาวี. การหมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์ ย่อมเผล็ดผลคือ ความหลงงมอย่างเดียว จะป่วยกล่าวใยเล่า ถึงความหวัง
น.97 ๘๗ ที่จะให้มันอำนวยผลให้สมตามที่เราประสงค์. ไม่มีใคร เลย ที่เคยประสบมนุญญผลอันแท้จริง ซึ่งผลิออกมาจาก กามารมณ์, เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหาพบได้ กระทั่ง แม้ในสรวงสวรรค์ของหมู่เทพ. มันเช่นเดียวกับฟืน ย่อมหล่อเลี้ยงไฟอันคุไหม้ อยู่เปรี๊ยะ ๆ, ความกำหนัดในกามารมณ์ก็หล่อเลี้ยงไฟ คือตัณหาให้ทะยานอยากต่อความบันเทิงในทางกามยิ่ง ขึ้นไปอีก. ไม่มีสิ่งใดอันจะเป็นภัยที่หลอกลวงอย่าง แรงร้ายเท่ากามารมณ์ แม้กระนั้นประชาสัตว์ก็พากัน หลงติดเพราะเหตุแห่งความมืดบอด. ไฉนปราชญ์ผู้กลัวต่อผลอันแรงร้าย จะเอ่ยอ้าง ร้องขอเอามันมาทั้งที่รู้ ๆ อยู่แก่ใจได้เล่า ?" "ข้าแต่มหาราชเจ้า, บุรุษผู้ชนะดินแดนกระทั่ง ลุถึงฝั่งสมุทรทุก ๆ ด้านแล้วก็ยังปรารถนาที่จะข้ามฟาก สมุทรไปชนะดินแดน ณ ฝั่งโน้นอีก. มหาสมุทรมิรู้จักอิ่มด้วยน้ำที่ไหลลงมาสมทบ ฉันใด ตัณหาของประชาสัตว์ก็มีรู้จักอิ่มจักพอด้วย กามารมณ์ฉันนั้น.
น.98 ๘๘ ความปรารถนาในทรัพย์ของพระเจ้ามัน ธาตาที่ พระองค์ทรงเอ่ยถึง ก็ปรากฎอยู่แล้วว่า มิสามารถอิ่มได้ ด้วยการครอบครองแผ่นดินอันกว้างใหญ่ มีสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต, และรวมทั้งการได้รับแบ่งกึ่งแห่งทิพย- สมบัติของพระอินทร์ในเทวโลก. นหุศะ ก็เป็นตัวอย่างอีกผู้หนึ่ง ที่มิสามารถ ทำตนให้ได้รับความอิ่มความพอในโลกิยสมบัติ แม้ว่า จะได้ครอบครองเทพบัลลังก์ ขับพระอินทร์ให้หนีไป ด้วยความช่วยเหลือของ พฤตราสูร และแม้ที่สุดด้วยการ มีรถบุษบก อันเทียมด้วยบรรดามุนีผู้เป็นจอมปราชญ์ เป็นพาหนะของตน. ทั้งนี้ก็เพราะตัณหาในทรัพย์ และ ความทะเยอทะยานในอันจะยกตนให้ก้องเกียรติ. พระเจ้าแม่แห่งโชคชัยไม่เคยมีจิตใจอันแน่นอน เลย, เจ้าแม่ริบเอาความโปรดปรานของนางมาเสียจาก วลิ และมาประทานแก่พระอินทร์. ต่อมาได้ริบเสียจาก พระอินทร์มาประทานแก่ นหุศะ ซึ่งเขาไม่ยอมให้พระ- อินทร์มีสิ่งใดเหลืออยู่เลย แม้แต่เนื้อที่พอซ่อนตัว. ใครหนอจะสามารถมอบความไว้วางใจของตน ให้แก่พวก
น.99 ๘๙ ที่มีจิตอันโลเลล่อกแล่ก เช่นกับพระเจ้าแม่โชคชัย เป็นต้นนี้ ?" "ข้าแต่มหาราชเจ้า, อันข้าศึกซึ่งมีนามว่า " กิเลส และ " ตัณหา " นั้น ย่อมอาจที่จะทำเหล่าพระมุนี ผู้ยังชีพอยู่ด้วยรากไม้และผลไม้ในป่าสูง ให้เหหันไปจาก ทางแห่งการบำเพ็ญพรตได้. ฉะนั้น .... ใครสามารถยอมยกตัวให้เป็นเครื่องบูชาแก่ ศัตรูอันร้ายกาจ ไม่เว้นหน้าใครเหล่านี้. ใครจะหล่อเลี้ยงและส่งเสริมความเพลิดเพลิน ในทางกามารมณ์ ในเมื่อรู้อยู่แก่ใจว่ามีความสุขอยู่ในมัน แต่เพียงเล็กน้อย, ส่วนความทุกข์อันเราจะต้องได้รับ เพราะมีมันเป็นต้นเหตุเล่า ย่อมมีมากเป็นพ้นประมาณ, และมันเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดบาปขึ้นเสมอไป. เมื่อนึกถึงเรื่องราวของอุครายุธะ ผู้ประสบ ความตายโดยน้ำมือของภิศมะ อันเป็นการลงโทษในความ มีตัณหาราคะจัดของเขาแล้ว ทุกคนจะรู้สึกสยดสยองใจ. เหตุนั้น คนเราควรเพิกถอนตัณหาเสีย ในเมื่อ รู้อยู่แก่ใจว่าความดื่มดอมอยู่ในกามารมณ์นั้น ย่อมนำไป สู่ความต้องทนทรมานอยู่เสมอ
น.100 ๙๐ ในขณะเดียวกันกับที่ความว่างโปร่งจากกามา- รมณ์ เป็นความสงบอันเยือกเย็น .... กามกิเลส ก่อให้เกิด ความทะนงตัวอย่างหลงใหล เห็นแต่จะโอ๋อวดกันในทาง สุมเผาและหลอกลวงตัวเอง, และความทะนงอันนี้ ย่อม ทำให้สัตว์เลยลืมหน้าที่อันแท้จริงของตนเสีย คือหน้าที่ แห่งการเอาชนะกามกิเลสเหล่านั้นนั่นแหละ ; ซึ่งใน ที่สุด มันก็นำไปสู่ความแหลกลาญของตนเท่านั้น. อีกประการหนึ่ง มันได้ทำให้สัตว์พยายามทน ตรากตรำอย่างหนัก เพื่อการแสวงหาโลกิยารมณ์ ครั้น เมื่อได้มาแล้วสิ่งนั้นกลับเป็นแต่เพียงเงา หาความแน่- นอนอย่างใดมิได้ ; ผู้มีปัญญาเครื่องวินิจจะว้าวุ่นหลง เสาะแสวงหาความปราโมทย์บันเทิงในมันได้อย่างไรเล่า. สุนัขที่หิวจัด ย่อมไม่อาจหาความอิ่มอกอิ่มใจ ได้จากการแทะกัดท่อนกระดูกอยู่แล้ว ๆ เล่า ๆ, เพราะว่า ส่วนที่บริโภคเข้าไปก่อนย่อมจางหายไปเสียแล้ว ก่อนแต่ ที่ส่วนหลัง ๆ จะเข้าไปรวมกันทำให้รู้สึกอิ่ม รู้สึกพอ ได้ ทันและมันย่อมเป็นไปโดยทำนองนี้อยู่ตลอดกาลานุกาล.
น.101 ๙๑ โดยทำนองเดียวกันนี้มนุษย์เรามิสามารถได้รับ ความสงบสุข จากความเพลิดเพลินในกามารมณ์ แม้จะ เสาะหามาเพิ่มเติมให้แก่ตนได้อย่างอกอย่างใจอยู่เนืองนิจ เพราะว่ากามกิเลสย่อมแล่น ออกหน้ารสแห่งกามารมณ์ที่ หามาได้, อยู่เสมอ." "อีกประการหนึ่ง โลกิยารมณ์ทุกชนิดที่ยวนใจ ย่อมมีความทรมานแฝงอยู่โดยเท่ากัน และล้วนแต่ตกอยู่ ภายใต้วิสัยที่โจรหรือพระราชา จะริบหรือปล้นเอาไป เสมอ และอุทกภัยหรืออัคคีภัยอาจทำลายล้าง ให้วินาศ ได้อย่างตำตา. ภัยพิบัติอันแรงร้าย อาจเกิดขึ้นแก่ บุคคลผู้เข้าเป็นเจ้าของได้โดยเสมอกันทั้งจากมิตรและ จากศัตรูทุก ๆ เวลาและสถานะแห่งเหตุการณ์. แม้ว่า โลกิยศฤงคารนั้น จะเป็นสิ่งที่เราหามาได้ด้วยน้ำมืออัน เก่งกล้าของเราเองก็ตาม แต่มันจะอยู่ในอำนาจเราเพียง ชั่วขณะหนึ่งแล้วจะสูญสิ้นไปตามสมัย เช่นเดียวกับวัตถุ ที่ได้มาเป็นของเราในความฝันเมื่อยามหลับ. ความทะยานต่อโลกิยารมณ์ได้เคยพิฆาตชนพวก กุรุ, วฤศนี, อันธกะ และพวกอื่น ๆ มาแล้วอย่างแหลก ลาญโดยที่มันเป็นต้นเหตุแห่งการแตกร้าวแข่งดีกันขึ้น."
น.102 ๙๒ "ผู้ซึ่งหนาไปด้วยกามกิเลสนั้นย่อมขายตนของ ตนเองให้เสียแล้ว กับผีอันชั่วร้าย, มันเป็นการประพฤติ ผิดชั้นมหันตโทษและน่ารังเกียจเกลียดชังอย่างยิ่ง, จึง ต้องทนรับโทษถึงตายหรือถูกจำขังตลอดนิจกาลเป็นการ ตอบแทน. มันย่อมเหมือนกับเนื้อสมันที่ต้องประสบกับ ความตาย เพราะถูกลวงด้วยเสียงเป่าอันไพเราะของพราน ป่า, และเหมือนกับปลาที่กลืนเบ็ด เพราะถูกล่อด้วย เหยื่ออันโอชะ. คนเราก็เช่นนี้ ต้องประสบกับมรณกรรม ความพินาศหรือความทนทรมานอันร้ายกาจก็เนื่องจาก ถูกลวงให้หลงโดยวัตถุแห่งโลกิยรสอันยวนใจ. อันสิ่งที่เรียกว่า "ตัณหา" นั้น มิใช่ได้แก่ตัว วัตถุนั้น ๆ เลย แต่มันได้แก่ความกำหนัดอันแน่นเหนียว ที่ติดอยู่ในวัตถุนั้น ๆ. วัตถุต่าง ๆ ที่จำเป็นแก่การครองชีพ มิใช่วัตถุ อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลงระเริง เช่นน้ำเป็นสิ่งที่แก้ กระหาย, อาหารสำหรับรำงับความหิว, บ้านเรือนสำหรับ
น.103 ๙๓ ป้องกันอันตรายอันจะเกิดจากอากาศหรือฤดู, เสื้อผ้าป้องกันหนาว, ที่นอนสำหรับการนอน, ยานพาหนะสำหรับการคมนาคม, และการอาบน้ำก็เพียงเพื่อความสดชื่น และสะอาดหมดจดของร่างกาย. ไม่มีใครเลย ซึ่งมีปัญญาเครื่องวินิจ จะเห็นไปว่าสิ่งเหล่านี้ย่อมหมายถึงการปรนเปรอ ให้เกิดรสในทางกามแก่อินทรีย์ของมนุษย์เรา. สิ่งที่เป็นเหยื่อของตัณหาเพื่อความบันเทิงทางกามารมณ์นั้น ย่อมจะต้องมีการด่างพร้อยแห่งธรรมจรรยาปรากฏให้เป็นเครื่องสังเกต หรืออีกอย่างหนึ่งวัตถุใดเป็นเค้ามูลให้เกิดความเพลิดเพลินในทางกาม ครั้นนานออกไปอีกหน่อยย่อมจะเป็นต้นเค้าให้เกิดการทนทุกข์ขึ้นด้วย." "ข้าแต่มหาราช, สิ่งอันจะพึงสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือความลวงของวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งตัณหา, ซึ่งลวงมนุษย์เราให้เวียนวนไม่มีสร่าง, ผ้าเนื้อหยาบให้ความสบายในฤดูหนาว, ผ้าเนื้อละเอียดให้ความสบายในฤดูร้อน, แต่ถ้ากลับกันเสียมันจะไม่ให้ความผาสุกแต่อย่าง
น.104 ๙๔ ใดทั้งสองชนิด, แสงจันทร์และแป้งกระแจะให้ความสบายเป็นอย่างยิ่งในฤดูร้อนแต่ในฤดูหนาวกลับเป็นความรำคาญไม่ผาสุก. ดังนั้น วัตถุทุก ๆ อย่าง ย่อมทรงไว้ซึ่งปัจจัตตลักษณะในตัวมันเองครบทั้งสองประการ เป็นแต่มนุษย์เรายกเอาแง่ใดแง่หนึ่งขึ้นมาเชิดชูและใหลหลงไปตามความมืดบอดเท่านั้น. สิ่งซึ่งให้ความรักอย่างดูดดื่มในครั้งหนึ่งนั้น ย่อมให้สิ่งอันตรงข้ามในอีกขณะหนึ่ง. มันให้ความสุขโสมนัสในลักษณะอันหนึ่งพร้อมกันกับที่มันกำลังใส่ทุกข์ให้ในลักษณะอีกอันหนึ่ง. นั่นแหละ, คือข้อที่ว่า ทำไมอาตมาภาพจึงมีความเห็นอันเด็ดขาดว่า การเป็นพระมหากษัตริย์กับการเป็นทาส ย่อมมีสภาวะเป็นอย่างเดียวกัน กำลังได้รับผลทั้งสองอย่างเดียวกัน เป็นแต่ความนิยมอันหลงผิดของมนุษย์เรา ยกย่องกันแต่ในฝ่ายที่ตรงกับกิเลสของตน ๆ เท่านั้น. มันไม่มีความจริงอันแน่นอนตายตัวว่า พระมหากษัตริย์จะต้องได้ประสบความสุขใจตลอดเวลาหรือถ้าเป็นทาสแล้ว จะต้องทนทรมานอยู่ทุกขณะ.
น.105 ๙๕ ความรับผิดชอบของพระราชาย่อมครอบกว้างไปถึงความต้องทรงห่วงใยในสุขทุกข์ของประชาราษฎร์ ซึ่งมันย่อมเป็นความทุกข์อยู่ในตัวแล้ว. พระราชาต้องทรงรับผิดชอบในหน้าที่ของพระองค์, ถ้าทรงมอบความไว้วางพระทัยของพระองค์ในอำมาตย์ผู้คดโกง แม้โดยทรงสำคัญผิด, พระองค์ย่อมประสบความวิบัติอันใหญ่หลวง, และถ้าพระองค์จะไม่ทรงไว้วางพระทัยในผู้ใดเสียเลยพระองค์ก็ต้องหวาดระแวงอยู่เสมอ, ซึ่งเป็นความทรมานอย่างหนัก. แม้พระองค์จะทรงมีอำนาจเป็นเจ้าของปกครองแผ่นดินทั้งหมดก็ตาม พระองค์ก็ยังจำต้องประทับอยู่ในปราสาทหลังเดียวในนครแห่งเดียวในคราวหนึ่ง ๆ เช่นเดียวกับคนธรรมดา. ส่วนความลำบากเป็นเอนกในการปกครองแว่นแคว้นทั้งหมดนั้นคือการทนทรมาน ที่ทรงทนทำไปเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น. ในการเสด็จประพาส ก็ทรงใช้รถได้เพียงคันเดียว, บรรทมบนพระแท่น ๆ เดียว, เสวยพระกระยาหารส่วนน้อย ๆ ส่วนเดียวเพื่อรำงับความหิว ซึ่งยังประ
น.106 ๙๖ โยชน์ให้สำเร็จแก่ร่างกายเช่นเดียวกับของคนสามัญ หรือแม้ของพวกทาส ส่วนเครื่องประดับพระเกียรติทั้งหลายนั้น มิใช่อื่นไกลนอกไปกว่าเครื่องหมายเพื่อแสดงความไว้ตัวและความมีศักดิ์สง่าเพราะคนมีกิเลสเขานิยมกันเท่านั้น. ไม่มีความหมายอันแปลกอย่างใดเลย ในหมู่ชนผู้ปราศจากกิเลส หรือมีกิเลสอันบางเบา." "ดูก่อนมหาราช, ความพอใจของตนเองย่อมเป็นมูลรากของความสุข. และอาตมาภาพก็มีความพอใจอันนั้นได้ โดยไม่ต้องมีราชบัลลังก์. เพราะฉะนั้นย่อมไม่มีผลดีอันใดในการที่จะชักชวนให้อาตมาภาพหมุนกลับไปสู่โลกิยารมณ์อีก, โดยที่ในบัดนี้ อาตมาภาพก็กำลังได้รับความพอใจอยู่แล้ว. แต่ความพอใจอันนี้ ยังหาใช่ยอดสุดของความสุขไม่ เพราะเหตุแห่งมิตรภาพที่พระองค์ทรงมีในอาตมาขอพระองค์จงทรงใช้มิตรภาพนั้น เพื่อการเตือนแล้วเตือนอีก ให้อาตมาพยายามรักษาความตั้งใจของ
น.107 ๔๗ อาตมาเอง ในสิ่งซึ่งจะนำความสุขมาสู่ตน. อาตมาภาพได้ยึดเอาแบบแห่งการครองชีพอันสงบสุขนี้ เพื่อเสาะแสวงหาความหลุดพ้นอันเป็นความสุขที่สูงขึ้นไปโดยไม่ต้องใช้ความพอใจเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ทั้งเชื่อแน่ว่าความสุขประเภทนั้นต้องมีอยู่. อาตมาภาพมีความเสียใจที่ไม่สามารถรับเอาคำตักเตือนและการเชื้อเชิญของพระองค์ได้, เพราะเป็นการกระทำให้หมุนกลับไปสู่สิ่งซึ่งอาตมาภาพได้ผละหนีมา. บางคนเคยถูกงูกัดมาแล้ว ยังไปเล่นกับงูอีก, แม้เคยถูกไฟไหม้เอาแล้ว ก็ยังจับถ่านไฟที่ลุกโพลงอีก. คนจำพวกนี้เท่านั้นที่จะกลับตกเป็นทาสแห่งตัณหา ซึ่งแม้ว่าในครั้งหนึ่งตนได้สละมันมาแล้วทั้งหมด. คนชนิดนี้เท่านั้น .... แม้ตาของตนยังดีอยู่ ก็ยังนึกว่าตาบอด นั่นแหละเป็นสิ่งประเสริฐ ....... แม้เป็นอิสระอยู่ ก็หลงไปว่าการถูกกักขังจองจำเป็นสิ่งที่ควรปรารถนายิ่งนัก, .... แม้มีสติสมบูรณ์แจ่มใสอยู่ กลับสำคัญเอาความคิดนึกที่ฟั่นเฟือนนั้นว่าเป็นความคิดที่ถูกต้อง .... มันได้แก่คน
น.108 ๙๘ ชนิดนี้และคนชนิดนี้เท่านั้นที่จะวิ่งติดตามโลกิยารมณ์ไปอย่างไม่ลดละ." "อาตมาภาพขอร้องต่อพระองค์ ! ขอพระองค์จงอย่าสงสารอาตมาภาพเลย. อาตมาภาพจะได้เป็นผู้ที่ตกอยู่ในภาวะอันน่าสงสารก็หามิได้ เพราะอาตมาภาพได้รับเอาการครองชีพตามแบบแห่งนักบวชเข้ามาสู่ตนก็ด้วยจุดประสงค์ในอันที่จะเอาชนะต่อความแก่และความตาย. ขอพระองค์จงทรงสงสารต่อพวกที่กำลังมีภาระหนัก โดยที่ยอมตนเข้าไปเป็นคนรับใช้ของกามตัณหาหมักดองตัวเองอยู่ในเปือกตมแห่งความมั่งมีอันใหญ่หลวง หรือเหล่าพระราชาซึ่งกำลังทนทุกข์อยู่ด้วยภาระแห่งการระมัดระวังรักษาราชาธิปัตย์ของตน ๆ หรือกำลังทนทุกข์อยู่เพราะความถูกลวงโดยความสมบูรณ์พูนสุขของเขาเอง. เขาเสวยสุขารมณ์อันนี้อยู่อย่างโยกโคลงเพราะว่าเขาต้องสะบัดร้อนสะท้านหนาวอยู่เสมอ เนื่องจากการต้องสูญเสียสิ่งซึ่งเขารักปานดวงใจอยู่บ่อย ๆ. และเมื่อถึงแก่กรรมเขามิสามารถพาติดตัวไปได้ จะเป็น
น.109 ๙๙ ทองหรือแม้แต่กรอบพระพักตร์ที่เป็นเครื่องหมายของความเป็นราชาก็ตาม. ในร่างกายของพระราชาที่สิ้นพระชนม์แล้ว ไม่มีอะไรที่น่าชอบใจยิ่งไปกว่าที่มีในร่างกายของคนขอทาน ที่ตายแล้วดุจกัน. ดวงจิตของอาตมาภาพ มุ่งจ้องต่อผลอันเยือกเย็น ที่มิได้มีความโหดร้ายเจือปนอยู่ด้วย. ดังนั้นอาตมาภาพจึงได้ปลดกรอบหน้าอันเป็นเครื่องแสดงขัตติยภาพทั้งเสีย และรักที่จะเป็นอิสระจากภาระหนักของชีวิต เช่นราชภาระนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นขอพระองค์จงอย่าพยายามที่จะผูกพันอาตมาภาพไว้ในความเกี่ยวดองและตำแหน่งหน้าที่อันนี้เลย. และขอจงอย่าขัดขวางอาตมาภาพเสียจากการทำสืบต่อไปในสิ่งที่ได้เริ่มทำมาแล้วให้สำเร็จลุล่วงไป. เหตุการณ์อันเกี่ยวกับอาตมาภาพตามที่เป็นมา ได้บังคับอยู่ในตัวมันเองแล้วอย่างเด็ดขาด ให้พระองค์ทรงหวังได้แต่เพียงการ กระตุ้นเตือนส่งเสริมอาตมาภาพให้ก้าวรุดหน้าในงานอันเป็นหน้าที่ของอาตมาภาพ เท่านั้น."
น.110 ๑๐๐ “ ข้าแต่มหาราชเจ้า, อาตมาภาพมิได้ประสงค์แม้ที่สุดแต่การครองเทวบัลลังก์ในสรวงสวรรค์ จะป่วยกล่าวไปใยถึงการครอบครองอาณาจักรในมนุษย์นี้. โอหนอ, พระองค์ได้ตรัสแก่อาตมาภาพว่า พร ๓ ประการคือ พลานุภาพ ธนสารสมบัติ และความสุขอันเกิดจากการบำเพ็ญบุญตามหลักศาสนา นี้เป็นความสุขสงบอันสูงสุด. แต่มโนภาพในภายในของอาตมาได้บอกกล่าวแก่อาตมาว่าพรทั้ง ๓ ประการนั้น ยังเป็นสิ่งซึ่งมีได้เพียงชั่วครู่ยาม และในเวลาเดียวกันนั่นเองมันไม่เป็นสิ่งซึ่งสามารถหยุดยั้งความปรารถนาแห่งใจ ให้สงบลงได้. เพราะสิ่งที่เรียกว่าบุญนั้น ก็ยังไม่มีความหมายที่ถึงขีดสุดได้อย่างใด คงวนเวียนอยู่ในวงแห่งโลกิยสุขที่เป็นกามารมณ์ชั้นประณีตเท่านั้น." "อาตมาภาพพิจารณาเห็นว่า สภาพอันสงบสุขแท้จริงนั้น ต้องเป็นสภาพที่หยุดเสียได้ซึ่งความปรารถนาของมนุษย์เรา. ไม่มีสิ่งใดที่ดีกว่าหรือสูงกว่า อันเหลืออยู่สำหรับให้ปรารถนาอีกต่อไป, ทั้งเป็นสภาพที่
น.111 ๑๐๑ ปราศจาก ความเกิด ความตาย ความทนทรมาน ความกลัว และปราศจากการกลับคืนมาใหม่แห่งความทุกข์ทั้งมวลนี้ซึ่งได้สงบไปแล้ว. ตามที่พระองค์ทรงขอร้องให้รอคอยจนถึงสมัยที่แก่เฒ่า จึงค่อยบำเพ็ญพรตประพฤติธรรมมั้น มีความแน่นอนอยู่ ณ ที่ใดเล่า ที่ว่าอาตมาภาพจักมีชีวิตอยู่ไปได้จนแก่เฒ่า. มนุษย์เราสามารถลุถึงจุดที่ประสงค์ของตนได้ ด้วยความพากเพียรพยายาม ไม่มีการจำกัดขั้น จำกัดวัยแห่งชีวิตของเขาเอง เช่นเดียวกับเมื่อร่างกายรู้สึกหิวระหายเมื่อใด ความจำเป็นที่จะดื่มและรับประทานก็จำต้องมีเมื่อนั้น. ผลไม้ เพราะฉะนั้น เมื่อมนุษย์เราไม่มีเวลาตายอันกำหนดเอาได้อย่างแน่นอนแล้ว เราจะสามารถรอคอยเวลาแห่งการบำเพ็ญพรตในยามแก่เฒ่าได้อย่างไรเล่า ? ความตายนี้ เช่นเดียวกับนายพราน, มันคอยซุ่มซ่อนตัวอยู่ในซุ้มอันรกชัฏ ....... กล่าวคือสิ่งที่คนเราเรียกกันว่าโชค หรือ วาสนานั่นเอง, พร้อมด้วยอาวุธที่ถืออยู่ในมือ .... กล่าวคือความชราทรุดโทรมและไข้เจ็บคอยจ้องที่
น.112 ๑๐๒ จะล้างผลาญหมู่เนื้อ .... กล่าวคือมนุษยชาติ. ดังนั้นจักเป็นความดีงามฉันใดเล่า ที่จะรอคอยให้ถึงเวลาอันแก่เฒ่าเสียก่อน." "ข้อที่พระองค์ทรงแถลงว่า คนเราสามารถประกอบการบูชายัญแสวงบุญพร้อมกันไปในขัตติยบัลลังก์ ตามจารีตประเพณีของเราเพื่อผลอันอร่ามเรือนั้น, อาตมาภาพไม่มีความประสงค์ที่จะเข้าเกี่ยวข้องกับการบูชายัญซึ่งผู้ประกอบได้รับผลสมใจของตนเอง โดยการใช้ความทนทุกข์ทรมานของสัตว์อื่นเป็นเดิมพัน. ผู้ใดก็ตามหากว่าเขาจะมีเมตตาจิตเหลืออยู่ในตน แม้ที่สุดสักปรมาณูหนึ่งแล้ว ย่อมไม่สามารถที่จะลงเนื้อลงใจเห็นด้วย ในการที่จะใช้เลือดของสัตว์อื่นอันไร้ที่พึ่งเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงต้นไม้แห่งความหวังของตนเองได้. และแม้ว่าผลแห่งยัญนั้น ๆ จะเป็นสิ่งที่ยั่งยืนถาวรก็ตาม อาตมาภาพก็ยังไม่มองเห็นส่วนที่ดี ในการที่จะประกอบมันขึ้น เพราะว่ามันจำต้องมีการพล่าชีวิตของเพื่อนสัตว์ที่ทนทรมานเช่นเดียวกันกับเราให้แหลกลาญไปเป็นธรรม."
น.113 ๑๐๓ "ข้าแต่มหาราชผู้หนักในมิตรภาพ, ก็ในโลกนี้นี่เอง เมื่อสิ่งใดที่เราได้มาด้วยอาการอันชั่วร้าย สิ่งนั้นย่อมให้ผลเป็นทุกข์ทรมานใจ โดยประจักษ์เป็นธรรมดาอยู่แล้วจะเป็นที่น่าสงสัยอันใดอีกเล่าว่า ผู้กระทำทารุณต่อชีวิตของสัตว์อื่น จะไม่ต้องได้รับความหม่นหมองในโลกหน้า." "ข้าแต่มหาราชเจ้า. ขอจงอย่าทรงหน่วงเหนี่ยวอาตมาภาพ ให้หมุนกลับไปสู่การครองชีพตามแบบแห่งโลกิยวิสัยอีกเลย. ไม่มีสิ่งใดที่ควรจะเยื่อใยในโลกนี้เพราะโลกิยารมณ์ทั้งมวลเป็นของชั่วคราวเช่นเดียวกับแสงแห่งฟ้าแลบ. ในวันนี้เองอาตมาภาพมีความเสียใจที่จะต้องจากพระองค์ไปเพื่อสู่อาศรมบทแห่งท่านอาฬาระผู้กาลามโคตร ซึ่งสามารถสั่งสอนศาสนธรรม, โดยความหวังจะใคร่พบท่านและพบทางที่เราอาจก้าวล่วงพ้นบาปและปวงทุกข์ไปได้. ข้าแต่พระมหากษัตริย์, อาตมาภาพหวังในความสุขสวัสดิ์ของพระองค์ทุก ๆ ประการ. ขอให้ประเทศของพระองค์ จงประสบความปราโมทย์บันเทิง อยู่ด้วย
น.114 ๑๐๔ สันติสุขและความมั่งคั่งสมบูรณ์, และขอให้แสงสว่างแห่งปัญญา จงส่องสาดลงยังระบอบการปกครองของพระองค์ดุจแสงสว่างแห่งทิวากรเมื่อยามเที่ยง. ขอให้พระราชอำนาจของพระองค์จงแน่นแฟ้นและทรงมีความยุติธรรมเป็นคทาอาญาสิทธิ์อยู่ในพระหัตถ์. ขอพระองค์จงทรงสามารถปกป้องรัฐสิมามณฑล และพลางหว่านโปรยพืชแห่งพระการุณยภาพด้วยพระหัตถ์อันปราศ จากความลำเอียง ของพระองค์เถิด. และขอจงกรุณาให้อภัยแก่อาตมาภาพ ผิหากว่าอาตมาได้กล่าวคำอันไม่เป็นที่สบพระราชหฤทัยอย่างหนึ่งอย่างใดลงไปในที่สุด ซึ่งอาตมาภาพจะขอลาจากพระองค์ไปในบัดนี้." พระราชาทรงประคองอัญชลี ประนมพระหัตถ์แน่นสนิทด้วยความเคารพอย่างยอดยิ่ง พลางน้อมพระองค์ลงเฉพาะพระพักตร์แห่งองค์พระศากยมุนี ทรงขอร้องให้พระองค์ทรงประทานพรอันใหญ่หลวง ด้วยการเสด็จมาเยี่ยมเยียนและประทานธรรม ในเมื่อพระองค์ทรงประสบผลอันไพบูลย์ในกรณียกิจของพระองค์แล้ว โดยพระราชดำรัสว่า
น.115 ๑๐๕ "ขอให้พระองค์จงทรงลุถึงสิ่งที่ทรงแสวงโดย เร็วพลัน, และเมื่อทรงบรรลุแล้ว หม่อมฉัน ขออ้อนวอน ว่า จงเสด็จกลับมา และจงทรงกระทำหม่อมฉันให้เป็น สาวกผู้หนึ่งของพระองค์ด้วย." พระโพธิสัตว์ทรงรับรอง และได้เสด็จลงจาก ภูเขา จากพระราชาไป โดยมิตรภาพและความหวังสวัสดิ์ มีเจตนารมณ์แห่งความยินยอมตาม คำขอร้องของพระ- ราชาเต็มเปี่ยมอยู่ภายในพระหฤทัยของพระองค์ ตรงแน่ว ไปสู่อาศรมบทแห่งมุนีผู้ก้องเกียรติ พระราชาทรงจ้องจับอยู่ ณ ภาพ อันค่อย ๆ ดำเนินจากไป...ด้วยความรัก...จนกระทั่ง... ลับคลองพระเนตร ด้วยประการฉะนี้.
น.116 บทเสริม ขอชักชวนเพื่อนพุทธบริษัท ให้คุ้ยค้นหาพระคุณนั้น ๆ อันเร้นลับ อยู่ในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีอยู่อย่าง น่าอัศจรรย์และไม่น้อย. หวังว่าถ้า ได้ตั้งใจพิจารณา คงจะพบ มากพอ ที่จะทำให้มีความเชื่อ ความเลื่อม- ใส ในพระผู้มีพระภาคมากยิ่งขึ้น กว่าที่แล้วมา. พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๖๙-๗๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศริริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และโฆษณา พ.ศ. ๒๕๓๒ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๓๒๒๑๖๗๔
น.117 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๙ ศิลปแห่งการดู ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๒. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๓. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๒ ๔. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม (มีภาษาจีน ) ๔ ๕. พูดกับเณร ๑ ๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๒ ๗. เห็นธรรมชาติ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๘. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ ๙. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๑๐. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๑๑. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๑๒. ธรรมพรปีใหม่ ๓ ๑๓. ตถตาช่วยได้ ๑ ๑๔. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ ๑๖. ค่าของครู ๒ ๑๗. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ๑๘. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๑๙. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๒ ๒๐. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ ๒๑. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๒ ๒๒. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ ๒๓. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๒ ๒๔. อานาปานสติและดับไม่เหลือ ๒ ๒๕. ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ ๒๖. ความมั่นคงภายใน ๑ ๒๗. โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก ๒ ๒๘. การทำงานเพื่องาน ๑ ๒๙. สันโดษไม่เป็นอุปสรรค แก่การพัฒนา ๑ ๓๐. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ๑ ๓๑. เค้าเงื่อนของธรรมะ และ อิทัปปัจจยตา ๑ ๓๒. การอยู่ด้วยปัจจุบัน ๓๓. ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ๑ ๓๔. พุทธศาสตร์ กับไสยศาสตร์ ๑ ๓๕. อานาปานสติภาวนา (มีภาษาจีน ) ๒ ๓๖. อิทัปปัจจยตาในฐานะ สิ่งสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา ๑ ๓๗. นรกกับสวรรค์ ๑ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๓๘. ดับทุกข์สิ้นเชิง ๑ ๓๙. มรดกธรรมคำกลอน ๑ ๔๑. ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ๒ ๔๒. ฟ้าสางทางฝ่ายบรรพชิต ๑ ๔๓. มหรสพของพระอรหันต์ ๑ ๔๔. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๑ ๑ ๔๕. เช่นนั้นเอง ๑ ๔๖. ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ๑ ๔๗. อะไร ๆ ในชีวิตสักแต่ว่า เป็นเรื่องของจิตสิ่งเดียว ๑ ๔๘. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๒ ๑ ๔๙. ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ๑ ๕๐. พบชีวิตจริง ๑ ๕๑. สมถวิปัสสนาสำหรับยุคปรมาณู ๑ ๕๒. ธรรมะที่ควรเติมลงในชีวิต ๑ ๕๓. ฟ้าสางทางการเมือง ๑ ๕๔. ธรรมสัจจะของสมถวิปัสสนา แห่งยุคปรมาณู ๑ ๕๕. ฟ้าสางทางปรมัตถ์, อภิธรรม, อุบาสก และบรรพชิต ๑ ๕๖. ผัสสะ สิ่งที่ต้องรู้จักและควบคุม ๑ ๕๗. ความสุขแท้เมื่อสิ้นสุดแห่ง ความสุข ๑ ๕๘. แนวสังเขปทั่ว ๆ ไปของการ พัฒนา ๑ ๕๙. ธรรมชีวีกับความเป็นฆราวาส ๑ ๖๐. การศึกษาและการรับปริญญา ในพระพุทธศาสนา ๑ ๖๑. การบำเพ็ญบารมีที่ถูกแนวทาง ๑ ๖๒. ทำงานให้สนุกได้อย่างไร ๑ ๖๓. การทำวิปัสสนาและใจความ สำคัญของวิปัสสนา ๑ ๖๔. หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น ๑ ๖๕. ธรรมะเป็นคู่ชีวิต ๑ ๖๖. รอยของพระธรรม ๑ ๖๗. สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา ในฐานะ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ๑ ๖๘. การทำชีวิตให้มีธรรมะ ๑ ๖๙. หัวใจของธรรมะโดยหลักพื้นฐาน ๑ ๗๐. การบวชอยู่ที่บ้าน ๑ ๗๑. หัวใจปรมัตถธรรม ๖ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๗๒. หาสุขได้จากทุกข์ ๑ ๗๓. ทานบริจาค ๑ ๗๔. ฟ้าสางทางธรรมานุภาพ ๑ ๗๕. การช่วยผู้อื่นให้มีธรรมะ ๑ ๗๖. การทำความเข้าใจระหว่าง ศาสนา ๑ ๗๗. จิตตภาวนาทุกรูปแบบ ๑ ๗๘. ความถูกต้องของอิทัปปัจจยตา ๑ ๗๙. ชีวิตใหม่และมรรคหรือหนทาง ที่จะมีชีวิตใหม่ ๑ ๘๐. แก่นพระพุทธศาสนา ๑ ๘๑. ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ๑ ๘๒. การดับทุกข์ที่มีอยู่ในตัวการ ดำรงชีวิต ๑ ๘๓. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ ๘๔. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ ๔ ๑ ๘๕. มนุษย์ควรมีสันติภาพ ๑ ๘๖. จนกว่าโลกจะมีสันติภาพ ๑ ๘๗. สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเคารพ ๑ ๘๘. สันติภาพของมนุษย์มีรากฐาน อยู่บนความไม่เห็นแก่ตัว ๑ ๘๙. ชีวิตเย็น ๑ ๙๐. ธรรมสำหรับผู้สูงอายุ ๑ ๙๑. การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง ๑ ๙๒. อิสรภาพหรือเสรีภาพใน ทางธรรม ๑ ๙๓. เรื่องเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ ๑ ๙๔. การบำเพ็ญบุญปรารภอายุ ๑ ๙๕. มีธรรมะสีเกลอให้มากกว่าปีเก่า ๑ ๙๖. จัดการที่เหตุ ของสิ่งที่มีเหตุ ๑ ๙๗. การมีกุศลชนิดที่แท้จริง ๑ ๙๘. สิ่งที่ต้องทำให้ดีกว่าปีเก่า ๑ ๙๙. มารู้จักพระพุทธศาสนากัน ให้ยิ่งกว่าที่แล้วมา ๑ ๐๐. เกียรติคุณของพระพุทธเจ้า ๑
น.118 เรียนธรรมะ เรียนธรรมะ อย่าตะกละ ให้เกินเหตุ จนเป็นเปรต หิวปราชญ์ เกินคาดหวัง อย่าเรียนอย่าง ปรัชญา มัวบ้าดัง เรียนกระทั่ง ตายเปล่า ไม่เข้ารอย. เรียนธรรมะ ต้องเรียน อย่างธรรมะ เรียนเพื่อละ ทุกข์ใหญ่ ไม่ท้อถอย เรียนที่ทุกข์ ที่มีจริง ยิ่งเข้ารอย ไม่เลื่อนลอย มองให้เห็น ตามเป็นจริง. ต้องตั้งต้น การเรียน ที่หูตา ฯลฯ สัมผัสแล้ว เกิดเวทนา ตัณหาวิ่ง- ขึ้นมาอยาก เกิดผู้อยาก เป็นปากปลิง "เรียนรู้ยิง ตัณหาดับ นับว่าพอ ฯ" พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ
Buddhadasa