Buddhadasa.org
หนังสือการศึกษาคืออะไร ? › อ่านฉบับเต็ม

📖 การศึกษาคืออะไร ?

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การศึกษาคืออะไร ?

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.7 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย .! การบรรยายประจำวันเสาร์ เป็นครั้งที่ ๑ แห่งชุดที่ ๒ สำหรับภาควิสาขบูชา ในวันนี้นั้น เป็นการบรรยายที่เปลี่ยน ชุดใหม่ มีวันนี้ เป็นวันแรก. อาตมามีความตั้งใจว่า จะมีการบรรยายเฉพาะเรื่อง ทีละเรื่อง และแต่ละเรื่องนั้นเป็นเรื่องพื้นฐาน สำหรับให้มี ความรู้ เพื่อรู้เรื่องอื่นที่สูงขึ้นไป เลยจะเรียกการบรรยายชุดนี้ ว่า เป็นการบรรยายเรื่อง " อะไรเป็นอะไร ". ท่านทั้งหลายคงจะ พอฟังถูก คือจะบอกว่าอะไรเป็นอะไร? อะไรเป็นอะไร ? อะไรเป็นอะไร? ไปทีละเรื่อง คราวละเรื่อง จนกว่าจะเห็นว่า เป็นการเพียงพอ. ในครั้งแรกนี้ จะให้หัวข้อว่า “การศึกษาคืออะไร ?' แล้วก็จะได้กล่าวถึงเรื่องอื่นถัด ๆ ไปตามลำดับ เพื่อเป็นชุด สำหรับจะทำความเข้าใจเรื่องที่สำคัญที่สุดต่อไปอีก. บรรยายเมื่อ ๑ เม.ย. ๒๑ ๑

น.8 ๒ ในวันนี้ จะพูดถึงการศึกษา ว่า การศึกษาคืออะไร? ก็เพื่อเป็นรากฐานของการศึกษา แม้จะพูดว่าการศึกษาคือ อะไร ซึ่งมีผู้เคยพูดกันมามากแล้วก็ตาม เราก็จะได้กล่าวไป ตามทัศนะของพุทธบริษัท หรือว่าตามทัศนะของผู้ที่ถือเอา ศาสนาเป็นหลัก ไม่ยึดหลักสากล. ท่านทั้งหลายคงจะทราบ ได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าการศึกษานั้น ถือเป็นเรื่องสากล ใคร ๆ ก็ ล้วนแต่สนใจ มีการคิดค้น มีการบัญญัติ มีการแต่งตำรับตำรา ไว้มากมาย และส่วนใหญ่ก็นิยมทำกันไปในรูปของปรัชญา ซึ่งเขาเรียกกันว่า ปรัชญาของการศึกษา เป็นต้น. แต่อาตมาเห็น ว่า เราไม่สามารถจะถือเอาประโยชน์ได้สักกี่มากน้อย ดังที่จะ ได้เห็นอยู่แล้วว่า โลกในปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร. ถ้าการศึกษา อย่างที่บัญญัติ แล้วสั่งสอนกันอยู่ในเวลานี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง จริง โลกนี้ก็คงจะไม่มีวิกฤตกาล คือความทุกข์ยากลำบาก ระส่ำระสายมาก เหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้. จะพูดไปก็น่าหัวเราะ คือจะพูดว่า ยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้ ยิ่ง ศึกษายิ่งไม่เข้าใจอะไรอย่างถูกต้อง จึงไม่สามารถที่จะแก้ไข ปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่. ในเวลานี้ยิ่งเรียน ดูจะยิ่งเป็น การสร้างปัญหา; ยิ่งเรียนยิ่งเปิดโอกาสให้เกิดปัญหา แล้ว ก็ไม่แก้ปัญหาเหล่านั้นเลย ; อย่างที่ได้พูดมาครั้งหนึ่งแล้วว่า การศึกษาตามที่เขาทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ยิ่งมีมากก็ยิ่งหลง ในรสอร่อย เพราะว่าสามารถประดิษฐ์สิ่งที่มีรสอร่อยทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขึ้นมาไม่มีที่สิ้นสุด.

น.9 ๓ แล้วก็ยังน่าหวัวมากไปอีกที่ว่า ยิ่งเรียนยิ่งหลงยา เสพติด เหมือนกับการค้าและการกำจัดยาเสพติดในปัจจุบันนี้ กำลังเป็นปัญหาหนัก ซึ่งท่านทั้งหลายก็ทราบอยู่แล้วเป็น อย่างดี. ปัญหาที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นมาให้ผีมันหัวเราะนั้น คือ ปัญหาเรื่องยาเสพติด. คนที่ศึกษาเล่าเรียนแล้วก็ยังหลงใน ยาเสพติด โดยเฉพาะยาเสพติดยุคปรมาณู เช่น เฮโรอีน เป็นต้น; และยิ่งเรียนแล้วก็ยิ่งบ้ากู บ้าตัวกู หลงใหลในตัวกู ยกหูชูหาง, ได้ทะเลาะวิวาทกันด้วยการศึกษา. แล้ว ยิ่งเรียนก็ยิ่งบ้ากาม ความรู้สึกทางเพศ จนไม่ เห็นว่ามีอะไรเป็นสิ่งที่ลามกอนาจาร, เอาสิ่งลามกอนาจารมา เป็นเครื่องเชิดชูไปเสีย. ยิ่งเรียนก็ยิ่งไม่มีสถาบันแห่งผู้มี บุญคุณ บิดามารดาครูบาอาจารย์เป็นต้น ; นี้เรียกว่า เคยเป็น ผู้ได้รับยกย่องว่ามีบุญคุณ ; แต่การศึกษาสมัยนี้ ยิ่งเรียนยิ่งทำ ให้ไม่มีสถาบันของผู้ที่มีบุญคุณ. แล้ว ยิ่งเรียนก็ยิ่งลบหลู่สถาบันศักดิ์สิทธิ์ หรือมีความ สำคัญ เช่นสถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดถึงสถาบันศักดิ์สิทธิ์อย่างอื่น ที่เคยเป็นที่ยึดหน่วงแห่ง จิตใจของประชาชน ทีนี้ ยิ่งเรียนก็ ยิ่งเจริญด้วยอบายมุข อบายมุขเป็นสิ่ง ที่ใครๆ ก็รู้จักกันมาดีแล้ว ว่า ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการ เล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านการทำงาน

น.10 ๔ เป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง; แต่เดี๋ยวนี้ยิ่งเรียนก็ยิ่งเจริญด้วยอบายมุข เพราะเขาทำน้ำเมาให้ชวนดื่มยิ่งขึ้นทุกที. เที่ยวกลางคืนก็มี อะไรที่ชวนให้เที่ยวยิ่งขึ้นทุกที. ดูการละเล่น ก็มีการละเล่นที่ ชวนให้ดูยิ่งขึ้นทุกที. เล่นการพนัน ก็เล่นกันระดับชาติหรือ ระดับโลกก็ยังมี ก็ลองคิดดูเถอะว่า อะไรบ้าง ไม่ต้องออกชื่อ. คบคนชั่วเป็นมิตร ก็หมายความว่าคบกันเพื่อทำลายล้างฝ่าย ปรปักษ์ศัตรู โดยเอาประโยชน์เป็นที่ตั้ง ไม่เห็นแก่ความ ถูกต้องหรือเป็นธรรมอะไร. และเกียจคร้านทำการงาน ก็คือ ว่าเราไม่อยากให้เหงื่อออกแม้แต่หยดเดียว ก็ประดิษฐ์นั่นนี่ ขึ้นมา เพื่อว่ามนุษย์ไม่ต้องทำงานด้วยเรี่ยวด้วยแรง จนมนุษย์ เป็นสัตว์ที่แปลกประหลาดไปเสียแล้ว; อย่างจะเดินนี้ก็จะเดิน ไม่เป็นเสียแล้ว เพราะว่ามีรถ หรือว่าจะทำอะไรด้วยมือก็ทำ ไม่ได้เสียแล้ว เพราะมันมีเครื่องจักรมาทำให้ มนุษย์ก็มีนิสัย ไม่อยากทำอะไรมากขึ้น. นี้ต้องถือว่าเป็นเรื่องเกียจคร้านทำ การงาน. คนสมัยนี้เขาทำงานอย่างขี้เกียจที่สุด เพราะว่าไม่ เห็นว่าเป็นของสนุก หรือมีความสุขในการงานนั้น ๆ. ทั้งหมดนี้ ก็พอเห็นได้ชัดเจนแล้ว ว่ายิ่งเรียนก็ยิ่ง หลงในอบายมุข และ ยิ่งเรียนก็ยิ่งเห็นกงจักรเป็นดอกบัว นี้ก็ น่าหวัวมากขึ้นไปอีก สิ่งที่เป็นของให้โทษกลับเห็นเป็นคุณ เห็นการทำลายล้างเป็นของดี จนว่าในโลกนี้จะไม่มีอะไรเหลือ อยู่ให้มนุษย์ได้ใช้สอยอีกต่อไป. มีการทำลายธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ เป็นต้น อย่างนี้ก็ทำลายกันเสีย ไม่เฉพาะในประเทศไทย.

น.11 เรื่องว่า ให้กินอยู่แต่พอดี ก็กลายเป็นเรื่องกินอยู่ที่เกิน พอดี, หลงใหลในเรื่องของส่วนเกิน. ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่าง ที่พอจะทำให้เห็นได้ว่า การศึกษาอย่างที่กำลังเป็นอยู่ในโลกนี้ ในเวลานี้นั้น ไม่น่าจะพอใจ; เพราะว่าเป็นเครื่องทำลาย โลก มากกว่าที่จะเป็นเครื่องสร้างโลก. อาตมายึดถือเป็นหลักสั้น ๆ ว่า การศึกษานี้เป็นสิ่งที่ สร้างโลก และเคยพูดมาหลายครั้งแล้ว ท่านทงหลายก็คง จะยังจำได้อยู่ ; เพราะว่าโลกนี้มันจะเป็นโลกชนิดไหนหรือ อย่างไรนั้น มันแล้วแต่ว่าคนที่อยู่ในโลกนั้นเป็นอย่างไร นี้ก็ มองเห็นได้ง่ายไม่ต้องใช้หลักปรัชญาอะไร มาช่วยให้คิดให้นึก ให้เสียเวลาเปล่า ๆ มองเห็นอยู่ชัดๆ ว่า คนในโลกส่วนใหญ่ เป็นอย่างไร โลกนี้มันก็เป็นอย่างนั้น. ทีนี้ อะไรเล่าที่ทำให้คนเป็นอย่างไร? ก็คือการศึกษา นั้นเอง ก็แล้วแต่ว่าการศึกษา จะผิดจะถูก จะดีจะเลวอย่างไร. เมื่อมันมีอยู่ในโลก มันก็ทำโลกทำคนให้เป็นคนชนิดนั้น ตาม หลักของการศึกษานั้น แล้วรวมกันเข้าก็เป็นโลก มันก็มีโลก แบบนั้น. นี้จะถือว่า การศึกษานั้นมันคือสิ่งที่สร้างโลก. ทีนี้ เมื่อตั้งปัญหาขึ้นมาว่า การศึกษาคืออะไร ? เขา ก็ได้เคยเขียนเคยกล่าวกันไว้มากมาย ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว และก็มากมายหลายความเห็น จนเหลือที่จะจำให้หมดได้; แต่ ที่เราจะได้ยินได้ฟังมากที่สุด ก็จะมีว่า การศึกษานี้เป็นสิ่งที่จะช่วย ให้รอดอยู่ได้ . นี้มันก็จริง คือว่าให้รู้จักทำมาหากิน ให้รู้จัก

น.12 ๖ หลีกเลี่ยงศัตรู ให้รู้จักแก้ไขโรคภัยไข้เจ็บเป็นต้น. การศึกษา สมัยนี้มันก็ช่วยให้รอดชีวิตอยู่ได้ แต่แล้วมันก็ไม่เห็นว่ารอด อยู่อย่างมีความสงบสุข. นักปราชญ์บางคนก็ได้เคยพูดมาแล้ว ว่า การศึกษานี้ เพื่อความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ นี้มันก็ถูกโดยตัวหนังสือหรือ โดยเหตุผล; แต่แล้วข้อเท็จจริงมันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างนั้น ยิ่งมีการศึกษามนุษย์ยิ่งไม่สมบูรณ์ คือมนุษย์ยิ่งเห็นแก่ตัว มนุษย์ยิ่งมีกิเลสมาก ยิ่งมีตัณหามากเท่าไร มันก็ยิ่งบกพร่อง หรือว่าพร่องหรือกลวง ไม่มีความสมบูรณ์ ; จนในที่สุด บาง คนก็บัญญัติว่า การศึกษานี้มันเพื่ออาชีพ. นี้เป็นความรู้สึกที่ ต่ำมาก หรือค่อนข้างจะเลวมาก; แต่แล้วมันกลับเป็นความ จริงที่สุด ที่ว่าการศึกษาในยุคปัจจุบันนี้ ไม่มีอะไรเลยนอกจาก จะเป็นไปเพื่ออาชีพ ได้อาชีพที่ดีที่สุด เหนื่อยแต่น้อยแล้วก็ ได้เงินหรือได้ประโยชน์มาก. นี้คือสิ่งที่กำลังต้องการกันอยู่ใน บัดนี้ ซึ่งแต่ก่อนไม่เป็นอย่างนี้. การศึกษาในยุคที่แล้วมาแต่หนหลังโน้น ไม่เป็นอย่างนี้ แม้เมื่อสัก ๕๐ - ๖๐ ปีมานี้ มันก็ยังไม่เป็นอย่างนี้ คือมันไม่ ใช่การศึกษาเพื่ออาชีพ. เขามีการศึกษาเพื่อเป็นมนุษย์ที่ดี ; แต่เดี๋ยวนี้ความดีของมนุษย์มันเปลี่ยนมาอยู่ ที่ได้ หรือ ได้เงิน ได้อำนาจวาสนา; การศึกษามันก็เลยเปลี่ยนมาเพียงเพื่อเป็น อาชีพ,

น.13 ๗ ขอให้มองดูเถอะว่า การศึกษาที่ไหนแขนงไหนที่ไม่ เป็นไปเพียงเพื่ออาชีพอย่างใดอย่างหนึ่ง. เราหมายถึงการ ศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในโลก มีแต่เรื่องอาชีพ แขนงใดแขนงหนึ่งทั้งนั้น แม้จะเป็นเรียนทางเรื่องจิต เรื่อง ปัญญา เรื่องนามธรรมอะไรก็ตาม มันเป็นไปเพื่ออาชีพเท่านั้น. อย่างการศึกษาก้าวหน้าทางปรมาณู ทางอีเลคโทรนิคอะไร ก็ตาม ซึ่งเป็นความฉลาดมาก ก็ไม่ใช้เพื่ออย่างอื่น นอกจาก เพื่ออาชีพ ; ถ้าผิดจากนั้นก็เพื่อเป็นเครื่องมือที่ทำลายผู้อื่น แต่แล้วก็เพื่ออาชีพของตนอีกนั่นเอง. ทีนี้เดี๋ยวนี้ ก็มีบางคนที่พูดว่าการศึกษานี้ เพื่อประชา- ธิปไตย นี้ก็มีส่วนจริงอยู่มาก. เดี๋ยวนี้เขาต้องการการศึกษาเพื่อ ประชาธิปไตย แต่แล้วดู ๆ มันก็เพียงแต่ปากว่า คือว่าประชา- ธิปไตยอย่างไรก็ไม่มีใครรู้จริง. ประชาธิปไตยอย่างที่มีกันอยู่นี้ มันยิ่งมีแล้วก็ยิ่งยุ่ง ยิ่งไม่มีความเป็นประชาธิปไตย. การศึกษา เพื่อประชาธิปไตยก็กลายเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ หรือกลายเป็น เรื่องหน้าไหว้หลังหลอกไปในที่สุด. ทีนี้ เรามามองดูกันแบบปัจจุบัน หยก ๆ ว่าการศึกษา ในยุคนี้ มันก็ เพื่อเทคโนโลยี่ ที่เขาหลงใหลกันนัก; ถ้าพูดภาษา โสกโดกกลางตลาด ก็ว่าเทคโนโลยี่แขนงที่กำลังฮิตที่สุด นั้น แหละ เขาบูชายกย่องกันนัก. การศึกษาทั้งหลายก็หมุนไปหา เทคโนโลยี่ เหมือนกับว่าคนบ้า หรือเป็นบ้าเป็นหลัง เพราะ

น.14 ๘ เขาหวังพึ่งสิ่งที่เรียกว่า เทคโนโลยี่ ยิ่งกว่าสิ่งใดหมด ว่าเทคโน- โลยี่จะเป็นเครื่องนำมาซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการ ; เขาจึง บูชาเทคโนโลยี่ยิ่งกว่าบูชาพระเจ้า ยิ่งกว่าบูชาศาสนา ; ขวน ขวายกันแต่วิชานี้เพื่อจะกอบโกยเอาสิ่งที่ตัวต้องการ ; และ เทคโนโลยี่ที่ฮิตมากที่สุด ก็ดูจะเป็นเทคโนโลยี่ที่สนับสนุนการ เมืองให้วิถีทางการเมืองของตนได้เปรียบผู้อื่นมากเท่าไรก็ยิ่งดี : จะเป็นไปในแง่ของเศรษฐกิจ หรือจะเป็นในแง่ของพานิชกรรม อะไรก็ตาม ที่มันเป็นประโยชน์ทางการเมืองมากๆ แล้วก็มี เทคโนโลยี่ให้สำเร็จตามนั้น การศึกษาจึงมาหยุดอยู่ที่นี่. เมื่อถามว่าการศึกษาคืออะไรแล้ว โดยข้อเท็จจริงของ คนสมัยนี้แล้ว มันก็มาอยู่ที่นี่ คือมาอยู่ที่เรื่องทางวัตถุทางเนื้อ ทางหนัง เพื่อประโยชน์แก่การกอบโกยทั้งส่วนตัวบุคคลและ ทั้งส่วนรวม, ของส่วนรวมของประเทศชาติหรือของกลุ่มของ ประเทศชาติ. ท่านทั้งหลายลองคิดดูเถอะว่า การศึกษาชนิดนี้ มันจะพาโลกไปในทิศทางอย่างไร? ไม่ต้องคิดมาก เพียงแต่ เหลือบตาดูสักแวบหนึ่ง ก็จะเห็นได้ว่า มันพาไปสู่ความวินาศ ของความเป็นมนุษย์ ; แต่เขากลับเห็นว่า มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หรือน่าปรารถนาที่สุด จึงได้จัดกันแต่การศึกษาในรูปนี้หรือ แบบนี้. อาตมาเห็นว่าถ้าจะถามกันว่า การศึกษานี้คืออะไร ? หรือเพื่ออะไรกัน? แล้วอยากจะตอบอย่างคุณตาคุณยายแก่ๆ

น.15 ๙ งกๆเงิ่น ๆว่า การศึกษานี้ ก็เพื่อให้มันรู้ประสีประสาดีกว่า. การศึกษานี้ไม่ต้องมีอะไรมาก การศึกษานี้ก็เพื่อให้คนรู้ประสี ประสานี้จะถูกที่สุด ; ถ้าทำอะไรผิดไปมันก็คงเป็นคนบ้า คนไม่รู้ประสีประสา. การศึกษาที่ทำให้โลกมันเจริญไปในทาง ยุ่งยากยิ่งขึ้นนั้น นั่นแหละคือตัวที่ไม่รู้ประสีประสา เพราะว่า มันเห็นกงจักรเป็นดอกบัว คนจะเดินดุ่มลงไปในนรก เรียกว่า คนไม่รู้ประสีประสาที่สุดเลย. คนที่รู้ประสีประสาจะไม่ทำให้มนุษย์ต้องเป็นอย่างนั้น ; แล้วคนที่รู้ประสีประสาอย่างนี้ ไม่ต้องรู้หนังสือสักตัวหนึ่งก็ได้ ไม่ต้องมีปริญญาที่ยาวเป็นหางก็ได้ แต่เขารู้ประสีประสาว่าทำ อย่างไร ให้มนุษย์เราจะรู้สิ่งที่ควรจะรู้ หรือสิ่งที่ทำให้อยู่กัน อย่างเป็นผาสุกในทุกระดับ; เมื่อมองเห็นข้อนี้แล้ว อาตมาก็ อยากจะให้คำนิยามสำหรับคำว่า การศึกษา เสียเลยว่า ถ้ามี การถามขึ้นมาว่า การศึกษานี้คืออะไร? ดังนี้ แล้วก็อยากจะ ตอบว่า การศึกษา คือสิ่งที่ทำชีวิตให้ก้าวหน้า จนเต็มตามความ หมายของคำว่าชีวิต. การศึกษา คือสิ่งที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าจนเต็มตาม ความหมายของคำ ๆ นั้นคือคำว่า "ชีวิต". ท่านลองคิดดูว่า มันจะมีข้อบกพร้องที่ตรงไหนบ้าง ? จะเป็นการศึกษาอะไร ? อย่างไร? แขนงไหน ? มันก็ต้องเป็นการก้าวหน้าของมนุษย์ เรื่อย ๆ ไป ให้ชีวิตมันก้าวหน้าเรื่อย ๆ ไป จนเต็มตามความ หมายของคำว่าชีวิตโดยแท้จริง.

น.16 ๑๐ คำว่า ชีวิต แปลว่าอะไร? ลูกเด็กๆ ในโรงเรียนก็ได้ เล่าได้เรียนมาแล้ว บอกว่าครูเขาสอนว่า ชีวิต แปลว่า ความ เป็นอยู่ นี้ก็ถูกที่สุดชีวิตคือความเป็นอยู่ นี้ถูกที่สุด ; แต่เขา ไม่รู้ความหมายทั้งหมด. ถ้าชีวิตคือความเป็นอยู่แล้วทำไม มันตายเล่า ? อย่างคนหรือสัตว์หรือต้นไม้ ทำไมเดี๋ยวเดียวมัน ก็ตายเล่า ? จะเรียกว่ามันมีชีวิตอย่างไร ? ถ้ามันมีชีวิตมันก็ ต้องไม่ตาย ; ฉะนั้นชีวิตที่แท้จริงนั้นต้องเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักตาย. ความไม่รู้จักตายนั่นแหละ คือความหมายอันเต็มเปี่ยม ของคำว่าชีวิต ฉะนั้นเราควรจะสนใจคำว่าชีวิต และให้รู้ความ หมายทั้งหมดหรือสมบูรณ์ที่สุดของคำว่า "ชีวิต" นั่นเอง คือให้ ขึ้นไปจนถึงกับว่าเป็นชีวิตนิรันดร ไม่รู้จักตาย. เพราะฉะนั้น การศึกษาก็คือ สิ่งที่ทำชีวิตให้ก้าวหน้า ๆ ไปตามลำดับจนลุถึง ชีวิตนิรันดร. สิ่งนี้มีความหมายลึกเกินไปกว่าที่เด็ก ๆ จะเข้าใจ ได้ ฉะนั้นจึงต้องยกเว้นสำหรับเด็ก ๆ ; แต่สำหรับพุทธบริษัท ที่ได้ศึกษาธรรมะอยู่เป็นประจำแล้ว ควรจะเข้าใจได้เพราะหลัก ธรรมในพระพุทธศาสนานี้ เรามีการกล่าวกันถึงเรื่องอมตะ คือ ไม่ตาย. สิ่งซึ่งไม่มีอะไรปรุงแต่งได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักตาย ; เราต้องรู้จักถึงสิ่งนั้นเข้าถึงสิ่งนั้น จิตใจจะต้องเข้าไปถึงสิ่งนั้น ซึ่งเรียกว่าชีวิตนิรันดร. ก ารศึกษาก็ต้องเพื่อให้คนเข้าถึงสิ่งซึ่งเรียกว่าชีวิต นิรันดร นับตั้งแต่ชีวิตเล็ก ๆ น้อย ๆ ของมดแมลง ของสัตว์

น.17 ๑๑ ของคน เรื่อยขึ้นไป ที่มันรู้จักตายพวกหนึ่งก่อน คือเป็นชีวิต ชั่วขณะแล้วก็ตาย แล้วก็ไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น มันก็สูงขึ้นไปๆ เป็นชีวิตที่ไม่รู้จักเกิดและไม่รู้จักตาย นี่คือเป็นชีวิตที่เป็น ปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา ตามหลักทางพระพุทธศาสนาไปไกลถึง อย่างนี้ แต่ว่านักศึกษาแห่งโลก ทางโลก ฝ่ายโลก เขาคงไม่ ต้องการ. ทำไมต้องใช้คำว่า เขาคงไม่ต้องการ ? เพราะว่า เดี๋ยวนี้เขายังไม่รู้จัก แต่เชื่อว่าแม้เขาจะรู้จัก เขาก็คงจะไม่ ต้องการ ; คงจะไม่ต้องการ เพราะไม่เห็นว่ามีประโยชน์อะไร แก่เขา เพราะเขาต้องการอย่างอื่น : เขาต้องการชีวิตเนื้อหนัง ชีวิตที่ล้มลุกคลุกคลาน ชีวิตที่สนุกสนานเอร็ดอร่อย หัวหก ก้นขวิดไปตามแบบของวัตถุนิยม; ฉะนั้นเขาคงไม่ต้องการ ชีวิตนิรันดร ที่กล่าวไว้ในศาสนา. นี่ คือความหมายของคำว่าชีวิต ที่อาตมาอยากจะให้ บทนิยาม ว่า การศึกษาคือสิ่งที่ทำชีวิตให้ก้าวหน้า จนเต็มตาม ความหมายของคำว่าชีวิตนั้น ; เมื่อท่านทั้งหลายเข้าใจข้อนี้ก็จะ มองเห็นได้ทันทีว่า ที่ว่าการศึกษาคือสิ่งที่จะช่วยสร้างโลกนี้ ดูเป็นของเล็กไปเสียแล้ว. การศึกษาที่มีคุณค่ามีสมรรถภาพ อะไร ที่จะให้ช่วยสร้างโลกได้ นี่มันก็เป็นของเล็กไปเสียแล้ว ; เพราะว่าโลกชนิดนี้มันยังไม่ใช่ชีวิตนิรันดร เป็นโลกของ มนุษย์อย่างธรรมดาสามัญ แต่ว่ามีความสงบสุขกันสักหน่อย.

น.18 ๑๒ หรือแม้ว่าจะมีความสงบสุขมากถึงที่สุด แต่มันก็รู้จักตาย มัน ยังจะต้องตาย มันไม่ใช่นิรันดร ; เราจึงไม่ปรารถนาผลของ การศึกษา เพียงแต่ว่าจะช่วยสร้างโลกให้ดี, ให้สงบ. เรา ต้องการให้มันไกลไปกว่านั้นว่า การศึกษาจะช่วยสร้างชีวิต นิรันดร หรือว่าจะ ช่วยทำ ให้ชีวิตนิรันดรปรากฏออกมา หรือว่า ให้ถูกกว่านั้นก็ต้องพูดว่า เพื่อช่วยให้มนุษย์เข้าถึงชีวิตนิรันดร นั่นเอง. ทีนี้ ก็จะขยายความของบทนิยามนี้ ให้เห็นชัดได้ง่าย ขึ้นไปอีก คือจะแยกออกให้เห็นเป็นตอน ๆ ก็จะให้รูปบทนิยาม ขึ้นมาใหม่ว่า เมื่อถามว่าการศึกษาคืออะไร ? ก็จะตอบว่า ก าร ศึกษาคือสิ่งซึ่งทำความก้าวหน้าอย่างถูกต้อง เพื่อมนุษย์ได้ลุถึง สิ่งที่ดีที่สุดในทุกขั้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการของเขา. อาตมาขอร้องอย่างไม่กลัวจะถูกหาว่าอวดดี อวดเบ่ง อวดเก่ง คือจะขอร้องท่านทั้งหลายว่า ช่วยจำประโยค ๆ นี้ไว้ ให้แม่นยำ คือบทนิยามของคำว่า การศึกษา นี้ว่า การศึกษา คือสิ่งที่ทำความก้าวหน้าอย่างถูกต้อง นี่ตอนหนึ่ง, เพื่อมนุษย์ ได้ลุถึงที่ดีที่สุด นี่ตอนหนึ่ง, และก็ ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ ของเขา, ตอนหนึ่ง. อธิบายอย่างย่อ ๆ กันเสียทีหนึ่งก่อนว่า การศึกษา คือ สิ่งที่ทำความก้าวหน้าอย่างถูกต้อง มันเน้นอยู่ที่คำว่า "อย่าง

น.19 ๑๓ ถูกต้อง" เพราะว่าความก้าวหน้าที่ไม่ถูกต้องนั้นมันก็มีอยู่และมี มากกว่า. ลองมองดูให้ดี, ลองพิจารณาดูให้ดี ความก้าวหน้า มันหมายความแต่เพียงว่ามันมากกว่าเดิม หรือมันไกลออกไป กว่าเดิม ; แต่แล้วมันไม่ถูกต้องก็มี ไปลงเหวลงนรกก็มี มันไป สร้างความยุ่งยากลำบากอย่างใหญ่หลวงให้ก็มี ; เหมือนกับ ความก้าวหน้าในทางวัตถุนิยมแห่งโลกปัจจุบันนี้ เป็นความ ก้าวหน้าอย่างมากและเร็ว ; แต่ความก้าวหน้านี้ ไม่ถูกต้อง พิสูจน์ตรงความที่มันนำวิกฤติการณ์ คือความทุกข์ยากลำบาก เข้ามาสู่ในโลกนี้มากขึ้น จึงถือว่าไม่ถูกต้อง. เราจึงต้องบัญญัติ ให้ชัดลงไปว่า สิ่งที่ทำความก้าวหน้าอย่างถูกต้อง ก็เป็นอันว่า ตายตัว ; เว้นส่วนที่มันไม่ถูกต้องออกไปเสียโดยสิ้นเชิง เหลือ แต่สิ่งที่เรียกว่า "อย่างถูกต้อง" คือจะทำให้เกิดประโยชน์ปราศ จากโทษโดยส่วนเดียว นี้เรียกว่า "ถูกต้อง". ทีนี้ ก็มาถึงตอนที่ ๒ ที่ว่า เพื่อมนุษย์ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ หรือตามที่ชีวิตนี้มันจะได้รับ มันอาจจะ ได้รับอะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุด. นี้ก็เป็นคำที่ทิ้งไว้อย่างกำกวม คือมีความหมายกว้างแล้วแต่ใครจะไปตีความอย่างไร. แต่ถ้าตี ความผิดมันก็เข้าใจสิ่งที่ดีที่สุดนั้นผิด ก็ไปเอาสิ่งที่เลวที่สุด มาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดก็ได้ ; เหมือนกับพวกที่เห็นกงจักรเป็นดอก บัว ฉะนั้นเราจะต้องเล็งถึงสติปัญญาที่ถูกต้อง แล้วไปคว้า เอาสิ่งที่ดีที่สุด ที่ถูกต้องสำหรับมนุษย์มา.

น.20 ๑๔ แต่ถึงอย่างไรก็ดี จะยอมให้ได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าดีที่สุดนี้ ก็ยอมให้เป็นขั้นตอน ตามที่มนุษย์นั้นจะรู้จักได้อย่างไร ; เพราะว่าเราจะไปเกณฑ์ให้มนุษย์คนหนึ่งรู้จักสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทีเดียวหมดตลอดสาย นั้นเป็นไปไม่ได้, ยิ่งสิ่งที่เรียกว่าความดี หรือความดีที่สุดนี้ด้วยแล้ว มนุษย์ไม่อาจรู้ได้ว่ามันคืออะไร ทีเดียวตลอดสาย. เพราะฉะนั้นเขาจะรู้เพียงเท่าที่สติปัญญา ของเขามีอยู่ในขณะนั้น ว่าอะไรดีที่สุด, แล้วต่อมาสติปัญญา ก้าวหน้า เขาก็เลื่อนต่อไปได้ว่า อะไรดีที่สุดที่สุดที่สุด เป็น ลำดับ ๆ ไป จนกว่าจะถึงสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งเมื่อกล่าวตามทางของ ศาสนาแล้ว ก็คือชีวิตนิรันดรอีกอยู่นั่นเอง. ชีวิตที่เข้าถึง ความเป็นนิรันดรไม่มีเกิดไม่มีตาย. แต่ทีนี้ เรายังจะต้องนึกถึงคนที่ยังเข้าถึงชีวิตระดับนั้น ยังไม่ได้ หรือเข้าถึงความดีที่สุดในระดับนั้นไม่ได้ จึงต้อง ผ่อนผันให้ด้วยตอนที่ ๓ ของบทนิยามนี้ว่า ทุ ก ๆ ขั้นตอนแห่ง วิวัฒนาการของเขา คือให้เขาได้รับสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับมนุษย์ ทุกๆ ขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา. คำว่า วิวัฒนาการ นี้เราจะถือเอาความหมายไหนก็ได้. ถ้าวิวัฒนาการของมนุษยชาติคือมนุษย์ทั้งหมด แล้วขั้นตอนนั้น มันก็ไกล คือนับมาตั้งแต่ว่ายังเป็นสัตว์เดรัจฉาน, แล้วก็เป็น ครึ่งคนครึ่งสัตว์, แล้วก็เป็นมนุษย์ในยุคแรกๆยังเรียกว่ามนุษย์ คนป่าคนดอยอะไรก็ตาม เรื่อยๆ มา จนเป็นมนุษย์ที่มีความ

น.21 ๑๕ เจริญ, แล้วก็จะเจริญยิ่งขึ้น จนเป็นมนุษย์สูงสุดอย่างนี้ก็ เรียกว่า วิวัฒนาการทุกขั้นตอนแห่งมนุษย์ด้วยเหมือนกัน. แต่อาตมายังไม่ประสงค์อย่างนั้น เพราะว่านั่นมันก็ยัง เป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม เกินช่วงแขนของเราที่จะเอื้อมไปถึง ได้ ก็เอาที่ใกล้ ๆ ดีกว่า ว่าทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการนี้ หมาย ความว่า ตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องแม่ ; แล้วก็มีวิวัฒนาการ เรื่อยมา เรื่อยมา เรื่อยมา จนกว่าจะตายเข้าโลงไป มันเป็น วิวัฒนาการด้วยเหมือนกัน ; จะมีกี่ขั้นกี่ตอนนั้น มันก็แล้วแต่ ว่าเราจะพูด หรือจะแบ่ง จะจัดตามเรื่องที่ต้องการจะจัด ; เอา เป็นว่าระยะของวิวัฒนาการนี้ นับตั้งแต่คลอดออกมาจากท้อง แม่จนถึงตายเข้าโลง. คนนั้นจะเป็นพระอรหันต์ได้ทันแก่เวลา หรือไม่ทันแก่เวลา นั้นมันก็อีกเรื่องหนึ่ง ; แม้ว่าจะเป็นพระ อรหันต์ได้ทันแก่เวลา มันก็ยังอยู่ในระยะที่ว่า นับตั้งแต่คลอด จากท้องแม่จนถึงเวลาที่ตายเข้าโลง ; เพียงระยะเท่านี้ก็ลอง แบ่งไปดู ว่ามันมีกี่ขั้นก็ตอน. นี่เป็นหลักสำหรับมุ่งหมายใน ขั้นนี้ ในระยะแรกของการศึกษา. การที่จะถือว่า ตั้งแต่อยู่ในครรภ์อย่างนี้มันจะมากเกิน ไป และมันอธิบายยาก จะนับตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ แล้วก็ คลอดออกมาจากท้องแม่ แล้วกว่าจะเน่าเข้าโลงไปอย่างนี้. ในระยะที่ยังอยู่ในครรภ์นั้น มันจะมีการศึกษาได้อย่างไร พิสูจน์ยาก เพราะฉะนั้นตัดออกไปเสีย ; ตัดทิ้งออกไปเสีย

น.22 ๑๖ ได้ ให้เหลือแต่ว่าตั้งแต่คลอดออกมาจนถึงเข้าโลง. มันจะมี อยู่กี่ขั้นก็ตอน ขอให้เป็นความถูกต้องที่สุด หรือดีที่สุด ทุกขั้น ทุกตอนก็แล้วกัน. อาตมายังเชื่อว่าความเก่งกล้าของมนุษย์ ที่จะก้าวหน้า ต่อไปข้างหน้า เขาอาจประดิษฐ์สิ่งเครื่องมือ หรือวิชาความรู้ ที่อาจให้เกิดผลดี เป็นการแวดล้อมแก่เด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ก็ยังได้ หรืออย่างน้อยก็ทางร่างกาย ให้เด็กมีร่างกายที่ดีตั้งแต่ ตั้งปฏิสนธิในท้องในครรภ์ หรือว่าให้เด็กมันได้เกิดมาเป็นเด็ก มีมันสมองที่ดี เพราะว่าเขาได้ให้การบริหารที่ดี ตั้งแต่เด็กยัง อยู่ในครรภ์ อย่างนี้เขาก็ยังทำได้ แต่เอาละ, เราไม่หวังมากถึงอย่างนั้น เพราะว่า คนส่วนใหญ่เขาไม่อาจทำได้ เอาแต่เพียงว่า ถ้าได้คลอด ออกมาจากท้องแม่แล้ว ก็ขอให้ได้รับการศึกษาทันที ให้ดี ที่สุดทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของคน ๆ นั้น. ทีนี้ บางคนก็ชักจะงงๆแล้วก็ได้ คือเมื่ออาตมา พูดว่า พอเด็กคลอดออกมาจากครรภ์มารดา ก็รีบให้การ ศึกษาทันที ให้ดีที่สุดเท่าที่ทารกนั้นจะรับได้. ถ้าท่าน เข้าใจถึงขนาดนี้ก็เข้าใจว่า การศึกษาให้ได้แม้แก่ทารกที่คลอด ออกมาเดี๋ยวนี้ แล้วก็ย่อมแสดงว่าท่านเข้าใจความหมายของ คำว่า การศึกษา ถูกต้องถึงที่สุด.

น.23 ๑๗ เดี๋ยวนี้ คนโดยมากเข้าใจคำว่า ศึกษา ๆ นี้น้อยนัก คือว่าไปโรงเรียนโน่น จึงจะมีการศึกษา เขียนอ่านในหนังสือ หนังหา เรียกว่าการศึกษา ; ถ้ารู้จักการศึกษาเพียงเท่านี้แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะพึ่งเข้าใจว่า เราจะให้การศึกษาแก่ทารกที่ สักว่าคลอดออกมาจากครรภ์เดี๋ยวนี้ได้อย่างไร. นี่แหละคือข้อ ที่เราจะต้องให้ความหมาย หรือให้อธิบายแก่คำว่าการศึกษาให้ สมบูรณ์ว่า การที่ทำให้มันดีขึ้นทั้งทางกายและทางจิต ก็เรียก ว่าการศึกษาได้ทั้งนั้น. ลูกเด็ก ๆ พอคลอดออกมาก็ได้รับการแวดล้อม ให้รู้ จักทำอย่างนั้น ให้รู้จักทำอย่างนี้ ที่เด็กเขาทำได้เองนับตั้งแต่ วันที่คลอดออกมา เช่นดูดนมเป็น ; อย่างนี้ลูกหมามันก็ทำได้ อาตมาเห็น. มันต้องมีอะไรที่มากไปกว่านั้น คือเขาจะต้อง แวดล้อมอบรมให้เด็กฉลาด มากออกไปกว่าที่เพียงแต่ว่าจะ ดูดนมเป็น หรือว่าถ้าจะดูดนมเป็น มันก็ยังจะต้องดูดให้ดีให้ มีประโยชน์ อย่าให้เกิดโทษทั้งทางกายและทางจิต แก่ทารก ที่เพิ่งคลอดออกมา. ขอให้ท่านทั้งหลายไปคิดดูเอาเองว่า เราจะแวดล้อม เด็กทารกที่เพิ่งคลอดออกมานี้ ให้ได้รับประโยชน์มากที่สุด และดีที่สุดอย่างไร ? นั่นแหละเรียกว่าเราเริ่มให้การศึกษาแล้ว ตั้งแต่ขั้นแรกหรือตอนแรกแห่งวิวัฒนาการของเขา.

น.24 ๑๘ เด็กทารกในชั่วโมงแรกคงจะลืมตาไม่ได้ หรือว่า ยังดูดนมไม่ได้ มันก็ต้องรอไปตามลำดับ แล้วแต่จะให้กินน้ำ หรือว่าจะกินอะไรไปก่อนจนกว่าจะดูดนมได้. นี่เป็นโอกาส หรือเป็นระยะสำหรับการศึกษาทั้งนั้น ; ฉะนั้นขอให้มันมีความ ถูกต้อง ไปตั้งแต่ระยะนี้ จึงจะเรียกว่าไปตามลำดับทุกขั้นทุก ตอนแห่งวิวัฒนาการ. เดี๋ยวนี้เด็กทารกนั้นก็กินอาหารเป็น เด็กทารกนั้นก็นั่งได้ เดินได้ วิ่งได้ เล่นหัวอะไรได้ รู้จักมี อารมณ์รัก อารมณ์โกรธ อารมณ์เกลียด อะไรยิ่งขึ้นทุกที จนกว่าจะเป็นหนุ่มเป็นสาว ทุกตอนทุกขั้นตอนนี้จะต้องได้รับ การศึกษาที่ถูกต้อง. ฉะนั้นอะไรที่ทำให้เขาได้รับความก้าว หน้ามีประโยชน์ ทุกขั้นทุกตอนนี้เราเรียกว่า การศึกษา รวม ทั้งเรื่องในโรงเรียนด้วย. ท่านทั้งหลาย อย่าได้มุ่งมองไปยังการศึกษาในโรงเรียน อย่างเดียว ว่านั่นเป็นการศึกษา ; ถ้ามองอย่างนั้นแล้วมันจะโง่ มากกว่าครึ่ง เพราะว่าคนเราดีได้ในทางจิตใจนั้นมันไม่ได้รับ มาจากทางโรงเรียนอย่างเดียว และมันไม่ได้รับมาจากทาง โรงเรียน มากกว่าที่เราจะได้มาจากทางบ้าน จากพ่อแม่ จาก พี่เลี้ยง จากทุกสิ่งทุกอย่างที่แวดล้อมตัวเรา. เราไปโรงเรียน เราก็เพื่อจะเรียนหนังสือเสียมากกว่า อย่างอื่น โดยเฉพาะสมัยนี้แล้วก็เป็นเรื่องเรียนหนังสือ. แต่ ที่เราได้รับจากสิ่งแวดล้อมที่บ้านนั้น มันมากกว่าที่เรียน

น.25 ๑๙ หนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีค่ามากที่สุด ก็คือสิ่งที่จะสร้าง นิสัยใจคอ คือบิดามารดาหรือทุกคนที่อยู่ในบ้านในเรือนนั้น เขาเป็นอย่างไร ? เขาอยู่ด้วยจริต นิสัย มรรยาทอย่างไร ? นั่นแหละจะทำให้เด็กเล็กๆ หรือเด็กทารกนั้นเกิดมีนิสัยจิตใจ อย่างนั้น. นี่เป็นการศึกษาอย่างลึกซึ้ง เป็นการศึกษาอย่าง รุนแรง เป็นการศึกษาไม่ทันรู้ตัว หรือไม่ต้องรู้ตัว. เราเกิดมาชาติหนึ่งนี้มีอะไรเป็นนิสัย มันก็คือสิ่งที่ ได้ฝังลงไปแล้ว ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ๆ อยู่ในบ้านในเรือน ก่อนที่ จะไปโรงเรียนด้วยซ้ำไป. เขาจะเป็นคนมีนิสัยดี มีนิสัยเลว มีนิสัยซื่อตรง คดโกง ขี้โกรธ ไม่ขี้โกรธ จองหอง ไม่จองหอง อะไรเหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่ฝังลงไปแล้วในนิสัยนั้นตั้งแต่อยู่ที่ บ้าน กระทั่งไปโรงเรียนก็มีส่วนที่จะปลูกฝังด้วยเหมือนกัน. ขอให้ถือว่านี้แหละคือตัวการศึกษาที่สำคัญ ที่จะสร้างคน ๆ นั้น ขึ้นมาอย่างไร ; คือให้ดีหรือให้เลว ให้รอดได้หรือไม่ให้รอด. เราจึงถือว่า การศึกษาซึ่งเป็นความก้าวหน้าอย่างถูกต้องของ มนุษย์นั้น ต้องเป็นไปทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา ตั้งแต่คลอดจากท้องแม่ จนถึงวาระสุดท้ายคือ การเข้าโลงไป ทีเดียว. เราจะแบ่งขั้นตอนนี้เป็นกี่ขั้นกี่ตอน มันก็แล้วแต่ เราต้องการ. ถ้าเราแบ่งกันอย่างหยาบ ๆ ก็แบ่งเป็นปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย มันก็สามวัยเท่านั้นเอง ก็ต้องให้ถูกทุก

น.26 ๒๐ วัย : ให้มีการศึกษาที่ถูกต้องทั้งปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิม- วัย. แต่เราไม่อยากจะแบ่งหยาบ ๆ อย่างนั้น ก็แบ่งให้ละเอียด ลงไปได้ เช่นอย่างในคัมภีร์, อย่างคัมภีร์วิสุทธิมรรค เป็นต้น เขาก็แบ่งคนนี้เป็น ๑๐ ตอน ตอนละ ๑๐ ปี : ๑-๑๐ ปี, ๑๐ ปี- ๒๐ ปี ให้ชื่อเป็นตอน ๆ อย่างนี้ก็ได้ มันก็ต้องมีส่วนที่จะต้อง ได้รับการศึกษาให้ถูกทุกขั้นตอนเหมือนกัน แต่อาตมาไม่ สนใจที่จะแบ่งด้วยตัวเลข หรือจะแบ่งกันอย่างเครื่องจักร อย่างนั้น มันเป็นการแบ่งเหมือนกะว่า เอาไม้บรรทัดมาวัด อย่างนั้น มันจะไม่สำเร็จประโยชน์ก็ได้. ฉะนั้น ขอให้พิจารณาดูว่า มันเป็นขั้นตอน ตามที่ มันจะมองเห็นได้หรือรู้สึกได้มากกว่า ว่าเด็กๆ ของเรา เมื่อมัน ยังกินนมอยู่ต้องมีความถูกต้องอย่างไร ? แล้วมันเลิกกินนม มากินข้าว มันจะมีความถูกต้องอย่างไร ? แล้วมันจะทำอะไร? ต่อไปอย่างไร ? มันจะไปเกี่ยวข้องกับใคร ? มันจะไปโรงเรียน หรือมันจะไปฝึกฝนอะไรต่อไปอีก ซึ่งมันไม่เหมือนกัน เพราะ ว่าเรามีคนที่เป็นกรรมกรบ้าง คนที่เป็นชาวนาบ้าง เป็นพ่อค้า บ้าง เป็นข้าราชการบ้าง เป็นอะไรบ้าง มันก็ยังไม่ค่อยจะ เหมือนกัน ส่วนที่เหมือนกันมันก็ยังมีอยู่มาก แต่ว่าส่วนที่ไม่ เหมือนกันมันก็มีอยู่ และมันมีความสำคัญเหมือนกัน ฉะนั้น มันก็เป็นหน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องดูแลเอาเอง ให้มีความ ถูกต้องทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของเด็ก.

น.27 ๒๑ อาตมาสังเกตดูเด็ก ๆ อยู่ในสายตา ที่เห็นอยู่ทุกวัน แม้ในวัดนี้ ก็ยังเห็นได้ว่ามันเปลี่ยนทุกปี บางอย่างมันเปลี่ยน ทุกครึ่งปี. ท่านลองสังเกตดูให้ดี นิสัยใจคอ อากัปกิริยา ความคิดความนึก ความปรารถนาหรือกิเลสของเด็ก มันก็ เปลี่ยนทุกครึ่งปีที่มองเห็นได้ชัด, บางทีบางเรื่องมันจะเปลี่ยน ทุกเดือนก็ได้. เราจึงต้องระวังให้ดี สอดส่องให้ดี ให้มันมี ความถูกต้อง ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา แล้วแต่ว่า มันจะเป็นวิวัฒนาการชนิดไหนที่มันจะเปลี่ยนทุกเดือน หรือ เปลี่ยนทุกครึ่งปี หรือว่าเปลี่ยนทุกปี อย่างนี้เป็นต้น. บิดา มารดาจะต้องเอาใจใส่ ยิ่งกว่าการงานที่ละเอียดอย่างอื่น จึงจะ มองเห็นว่า ลูกหลานของเรานี้มันมีวิวัฒนาการอย่างไร ; จะ ต้องคอยสอดแทรกให้เกิดความถูกต้องขึ้นมา ในวิวัฒนาการ นั้นทุกขั้นตอนอย่างไร ; และ นี่แหละคือการศึกษา. สิ่งที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าไปอย่างถูกต้องเพื่อความ เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด ในทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา นี้ อาตมาถือว่าเป็นบทนิยาม คือเป็นคำจำกัดความ ที่อยากจะถือ ว่าเป็นคำจำกัดความที่ดีที่สุด ที่จะใช้แก่คำว่าการศึกษา ถ้าเรามีบทนิยามอย่างนี้แล้ว เราจะสามารถจัดให้มนุษย์ได้รับ การศึกษาที่ดีที่สุด ที่มีประโยชน์ที่สุด ทั้งทางฝ่ายวัตถุและฝ่าย จิตใจ. หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็พูดว่า ถูกต้องที่สุด ดีที่สุด ทั้งอย่างคดีโลกและคดีธรรม หรือพูดเป็นศัพท์เป็นแสงมากไป กว่านั้น ก็ว่าทั้งอย่างโลกิยะและทั้งอย่างโลกุตตระ.

น.28 ๒๒ รวมความว่า สิ่งที่เรียกว่าการศึกษานี้ มันมีขอบเขต ที่จะครอบงำ นับตั้งแต่จุดตั้งต้นที่สุด จนถึงจุดปลายสูงสุด ทั้งอย่างโลกิยะและอย่างโลกุตตระ ให้รอดอยู่ได้อย่างอยู่ใน โลก แล้วก็ให้รอดอยู่ได้อย่างที่อยู่ในธรรม. เพราะฉะนั้น การที่พูดว่า การศึกษานั้น คือสิ่งที่ทำให้รอดนั้นจะต้องให้มี ความหมายกว้างถึงอย่างนี้ อย่าให้เพียงแต่รอดชีวิตอยู่ได้ และ อย่าให้ตกต่ำลงไปถึงกับว่า เอาตัวรอดเป็นยอดดี ; อย่างนี้ มันไปขโมยเขากินก็ได้. มันต้องให้มีความถูกต้องจริงๆ จึงจะ เรียกว่าเป็นการศึกษา. ทีนี้ ก็จะได้ขยายความบทนิยามบทนี้ ให้ละเอียดออก ไปอีก เพื่อให้สำเร็จประโยชน์แก่การศึกษาของท่านผู้ฟัง แล้ว จะเอาไปทำให้สำเร็จประโยชน์แก่การศึกษาของลูกเด็ก ๆ ทั้ง หลาย ของลูกหลานทั้งหลาย ให้เขาได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้รับ. ในบทนิยามนั้นก็มีชัดอยู่แล้วว่า การศึกษาคือ สิ่งที่ทำความก้าวหน้าอย่างถูกต้อง เพื่อมนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา. เดี๋ยวนี้ ก็เอาตรงที่ว่าสิ่งที่ทำความก้าวหน้า หรือตัว การศึกษานั้นคืออะไร ? เอาคำว่า ศึกษา กันก่อน คำว่าศึกษาคำนี้ มีความ หมายที่เปลี่ยนจากเดิม. คำ ๆ นี้เป็นภาษาอินเดีย เป็นภาษา บาลีก็ได้ เป็นภาษาสันสกฤตก็ได้ ซึ่งจะเรียกโดยบาลีว่า สิกฺขา

น.29 ๒๓ จะเรียกโดยสันสกฤตว่า ศิกฺษา มันก็มีความหมายอย่างเดียวกัน ใช้ในทางสูง โดยเฉพาะสิกขา ในพระพุทธศาสนานั้นใช้เรียก ศีล สมาธิ ปัญญา และการประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา. นี้คือสิ่งที่เรียกว่าสิกขาหรือศึกษา แต่พอมาเป็น ภาษาไทย คำนี้มันกลายเป็นการศึกษาที่โรงเรียนเท่านั้น สำหรับลูกเด็ก ๆ เขาเรียนกันที่โรงเรียน จนจะขึ้นชั้นมัธยมและ กว่าจะไปชั้นอุดมในมหาวิทยาลัย มันก็อยู่เพียงเท่านั้น ; แล้ว มันก็ไม่ลงไปถึงว่า ตั้งแต่นาทีที่คลอดออกมาจะต้องได้รับการ ศึกษาด้วย ความหมายมันสั้นลงมาก. เอาแหละ, เป็นอันว่าเดี๋ยวนี้เราก็ยอมรับความหมาย ของคำว่าศึกษาตามหลักภาษาไทย แต่ขอให้มองให้ละเอียดให้ เห็นได้ทุกแง่ทุกมุม ในระดับแรกก็มองการศึกษาที่การเล่าเรียน การค้น คว้า การทดลอง ตลอดถึงอุปกรณ์แห่งการศึกษา รวมอยู่ใน นั้นด้วย เด็ก ๆ ก็เรียนอย่างที่เรียกว่าเล่าเรียน ทีแรกก็เรียน หนังสือ, ครั้นรู้หนังสือแล้วก็เรียนวิชาที่จะเป็นประโยชน์ แก่ ชีวิตในอนาคตคือวิชาชีพ นี้ก็คือเรียน เรียกว่าการศึกษา. ทีนี้ ที่แยกแตกออกไป ก็คือการค้นคว้าเพื่อให้เกิด การริเริ่มหรือว่าการก้าวหน้าที่ดี เด็กก็ได้รับการสั่งสอนอบรม ให้มีการค้นคว้าและเด็กฉลาดนั้น เขาค้นคว้าของเขาเอง เพราะ ว่าเขารู้จักสังเกตของเขาเอง. เด็กคนไหนฉลาด คนนั้นจะมี

น.30 ๒๔ นิสัย หรือมีอุปนิสัยแห่งการสังเกตเอาด้วยตนเอง แล้วก็มอง เห็นอะไรออกไปโดยเร็ว. เด็กนอกนั้นเป็นเด็กโง่ หรือเด็ก ส่วนมากก็เป็นเด็กโง่. ฉะนั้นเราจึงเห็นข้อเท็จจริงอยู่อย่าง หนึ่งว่า ทำไมเด็กสองคนนั้นมันจึงต่างกันมาก ? หรือทำไม มันจึงทิ้งกันเร็วเหลือเกิน ? คนหนึ่งคลานงุ่มง่ามอยู่ที่นี่, อีก คนหนึ่งวิ่งไปไกลลิบแล้ว. เพราะว่าการศึกษาอบรมมาตั้งแต่ คลอดจากท้องแม่นั้นมันต่างกัน ; บางทีมันก็จะเลยไปถึงสิ่งที่ เรียกว่า กรรมพันธุ์ที่สืบสายเลือดมาจากบิดามารดานั่นแหละ จะทำให้มองเห็นว่า ขอบเขตของการศึกษาของคน ๆ หนึ่งนั้น มันสืบเนื่องไปถึงสายเลือดของบิดามารดาปู่ย่าตาทวดที่แล้วมา ก็ได้. ที่แน่นอนก็เป็นเพราะว่า เด็กคนนี้เขามีอุปนิสัยแห่ง การสังเกตอย่างเฉียบแหลม ในเมื่อเด็กอีกคนหนึ่งไม่มี ; ฉะนั้นเด็กคนนี้จะมีการค้นคว้า ทั้งอย่างที่เขาสอนให้ ; และ ทั้งอย่างที่เขารู้สึกได้เอง เพราะฉะนั้นจะต้องถือเอาว่า คำว่า "การค้นคว้า" นี้รวมไว้ในการศึกษาด้วย. ทีนี้ ก็มาถึงคำว่า การทดลอง การศึกษาก็ดี การค้น คว้าก็ดี ถ้าปราศจากการทดลอง หรือการวัดผล หรือการ พิสูจน์ อย่างใดอย่างหนึ่งเสียแล้ว มันหาความแน่นอนอะไร ไม่ได้ แล้วก็จะไม่ก้าวหน้าไปตามทางที่ควรจะก้าวหน้า ; ฉะนั้นจึงต้องมีการทดลอง คือมีการพิสูจน์ผลของการศึกษา และการค้นคว้า ดังนั้นเราจึงต้องรวบเอาการทดลองนั้น รวม เข้าไว้ในความหมายของคำว่าการศึกษาด้วย.

น.31 ๒๕ ทีนี้ การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างถูกต้อง เพื่อการศึกษา นั้น รวมทั้งตัวอุปกรณ์นั้นเองด้วย ก็ต้องรวมเข้าไว้ในความ หมายของคำว่าการศึกษาด้วยเหมือนกัน. นี้เราจึงได้ความหมาย สำหรับคำว่าการศึกษาในระดับแรกที่สุดนั้นว่า การเล่าเรียน การค้นคว้า การทดลอง การใช้อุปกรณ์ในการศึกษาค้นคว้า ทดลองให้ดีที่สุด. นี้คือระดับแรกที่คนทั่วไปมองเห็น ที่คน ทั่วไปยอมรับ หรือว่าบันทึกเข้าไว้ สำหรับการทำปทานุกรม อย่างธรรมดาสามัญ. ทีนี้ มันก็ไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น มันมีระดับที่สูงขึ้นไป ที่ท่านทั้งหลายอาจจะเข้าใจได้ ในเมื่อเราใช้การพินิจพิจารณา ไปตามแนวของการศึกษาธรรมะ หรือปฏิบัติธรรมะ. แม้อาตมา เองก็เหมือนกัน เมื่อได้ใช้วิธีการศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ ที่เป็นเรื่องทางจิตใจ มากกว่าเรื่องทางวัตถุภายนอก เราก็พบ ลึกลงไปชั้นหนึ่งว่า การกระทำที่ได้ผ่านไปในความรู้สึกของเรา นั่นแหละเป็นการศึกษายิ่งไปกว่า. จะต้องขอย้ำ ไม่ใช่การเรียน การค้นคว้า การทดลอง หรือการใช้อุปกรณ์อยู่ที่นั่น แต่ต้องเล็งถึงการที่เราได้กระทำ มีการกระทำที่ได้ผ่านไปในความรู้สึกของเรา ; เช่นว่าเรากินน้ำ มีการกระทำชนิดหนึ่งคือกินน้ำ แล้วการกระทำนั้นมันผ่านไป ในความรู้สึกของเรา เรารู้สึกว่าน้ำนั้นเป็นอย่างไร ? กินเข้าไป แล้วเป็นอย่างไร ? มีผลอย่างไร? อันนี้เป็นการศึกษากว่า ที่จะ

น.32 ๒๖ เรียนจากหนังสือหนังหา เราจึงเรียกเสียใหม่ว่า การกระทำที่ ผ่านไปในความรู้สึก เราเคยกระทำอะไรมาก็อย่าง กี่สิบอย่าง กี่ร้อยอย่าง กี่พันอย่างแล้ว ย่อมรู้สึกต่อการกระทำนั้น. การ กระทำที่ได้ผ่านไปในความรู้สึกนั้น เป็นการศึกษาที่ลึกกว่า แล้วเราก็ได้อาศัยการศึกษาอย่างนี้กันทั้งนั้น ทำให้เราเป็นผู้ สามารถที่จะทำอะไรได้ หรืออยู่ในโลกได้. สรุปความสั้น ๆ ว่า เดี๋ยวนี้การศึกษามิได้อยู่ที่การเล่า เรียนเสียแล้ว แต่ การศึกษามาอยู่ในความรู้สึก ที่รู้สึกอยู่เมื่อ กระทำสิ่งนั้น ๆ ; จะยกตัวอย่างเหมือนอย่างว่า จะสานตะกร้า สานกระบุง นั่งดูเขาทำอยู่จนตลอดเวลาก็เป็นการศึกษาเหมือน กัน แต่เป็นการศึกษาผิวเผินมาก จนกว่าเมื่อเรามาทำเอง เรา ทำการสานตะกร้าหรือกระบุงนั้นเองจนเสร็จ มันก็เป็นการ ศึกษาที่มากกว่าจะนั่งดูเขาทำ. ฉะนั้นการศึกษาในระดับที่เป็น ตัวการกระทำ. แล้วกระทำให้ดีให้ยิ่ง ให้ละเอียดประณีต ยิ่งขึ้นไป นี้แหละเป็นการศึกษา. ฉะนั้นเราจึงมีการกระทำ ในทางโลก การทำการทำงานทำทุกสิ่งที่ต้องกระทำ และมีการ กระทำในทางธรรมะ คือประพฤติทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป นี้จึงเป็นการศึกษาที่ดีกว่า ที่เหนือกว่า ที่ลึก กว่า ; แล้วก็วกเข้าไปหาความหมายเดิมของคำว่าศึกษา หรือ สิกขา ในภาษาบาลีที่เรายืมเอามาใช้.

น.33 ๒๗ สรุปความว่า นี้เป็นความหมายของคำว่า การศึกษา ในอันดับที่ ๒ คือจากอันดับที่ ๑. อันดับที่ ๑ คือศึกษาเล่าเรียน. อันดับที่ ๒ นี้คือการกระทำที่ได้กระทำสิ่งนั้น แล้วมีความรู้สึก เกิดขึ้นในการกระทำนั้น. ทีนี้ อยากจะแถมให้อีกสักขั้นหนึ่ง เป็นขั้นที่ ๓ ให้ ลึกไปกว่านั้นว่า การศึกษาคือการที่ได้รู้รสชาติจากการกระทำ นั้น ๆ มาแล้วอย่างโชกโชน. ขออภัยใช้คำโสกโดกกับเขาบ้าง เหมือนกันว่าอย่างโชกโชน คือการที่ได้รู้รสได้ดื่มรสที่เกิดจาก การกระทำนั้น ๆ มาแล้วอย่างโชกโชน ; หมายความว่าหลังจาก ที่เราได้ทำอะไรลงไปแล้ว เราได้รับผลจากการกระทำนั้นมา ดื่มอยู่ มาบริโภคอยู่ มารู้สึกอยู่ในใจอย่างถึงที่สุด คือมันเป็น ความเจนจัดอันสุดท้าย, เป็นความเจนจัดในขั้นที่เสวยผลของ การกระทำ นี้จึงจะเรียกว่าเป็นการศึกษาที่แท้จริง. ถ้าเป็นเรื่องโลก ๆ ก็จะแบ่งเป็นขั้นตอนว่า เราเรียน ที่โรงเรียนมีความรู้ นี้ก็เป็นการศึกษาอันหนึ่ง แล้วต่อมาเรา ก็ทำงานเป็น ทำงานได้ดี รู้จักการงานดี นี้ก็เป็นการศึกษา ตอนหนึ่ง ต่อมาเราได้เสวยผลของการงานนั้นอย่างเต็มที่ นี้ เป็นการศึกษาอีกตอนหนึ่ง เป็นสามตอนอยู่ด้วยกัน. คนแก่วัดก็จะร้องถึงบางอ้อ ว่าอ้อ, อ้อ, ขึ้นมาแหละ. นี้เรื่องปริยัติ เรื่องปฏิบัติ เรื่องปฏิเวธนี้เอง ทั้ง ๓ อย่างนี้มัน เป็นการศึกษาที่เนื่องอยู่ด้วยกัน และลึกเข้าไป, ลึกเข้าไปใน ทางจิตทางใจ เป็นการศึกษาที่สมบูรณ์อย่างนี้.

น.34 ๒๘ เรื่องทางโลก ๆ นี้ มันก็มีเรื่องเรียน เรื่องกระทำแล้ว ได้ชิมรับผลของการกระทำ. เรื่องทางธรรมะทางศาสนานี้ก็ เหมือนกัน มันมีการเรียน การปฏิบัติ และมีการชิมรส เสวย ผลของการปฏิบัติ ; ต่อเมื่อมันผ่านไปถึงขั้นชิมรส หรือเสวยผล ของการงานแล้วจึงจะเรียกว่าเป็นการศึกษาที่สมบูรณ์. ฉะนั้น เมื่อพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าศึกษา หรือสิกขา หรือการศึกษาแล้ว ขอ ให้มองให้เห็นความหมายที่แตกต่างกันอยู่ หรือว่าลึกซึ้งกว่ากัน อยู่เป็น ๓ ระดับอย่างนี้เถิด. อย่าให้เป็นว่าพอได้ยินว่าการศึกษา แล้วก็นึกถึงการเล่าเรียนของลูกเด็กๆ ในโรงเรียน เพียงเท่านั้น มันไม่พอ. ถ้ารู้เพียงเท่านั้นแล้ว การศึกษานั้นไม่สามารถทำ มนุษย์ให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ได้ เพราะว่าเขาไม่รู้จัก อะไรจริง, รู้จักแต่ผิวหรือผิวนอกในขั้นแรก ที่เป็นขั้น ตระเตรียมเท่านั้น. เอาละ, เป็นอันว่าตัวการศึกษานั้นในระดับแรกก็อยู่ ที่การเรียน การค้นคว้า การทดลองอะไรไปตามแบบของการ ศึกษาภายนอก, แล้วก็มาถึงการศึกษาที่เป็นตัวการกระทำ จน เราเกิดความรู้สึกมาจากการกระทำนั้น, แล้วก็มาถึงการเสวยผล รู้สึกต่อผล ได้ชิมรสของการกระทำนั้นด้วยจิตใจ. ทั้งหมดนี้ เรียกว่าตัวการศึกษา. ทีนี้ จะให้มองดูต่อไปอีกนิดหนึ่ง สิ่งทั้งหมดนี้มัน อยู่ที่ไหน ? การศึกษาในสามความหมายนี้มันอยู่ที่ไหน ? ถ้า

น.35 ๒๙ เล็งถึงการศึกษาอย่างลูกเด็ก ๆ เขาศึกษา ก็อยู่ที่โรงเรียน ถ้า เล็งถึงตัวการทำงานมันก็อยู่ที่งาน ถ้าการได้รับผลของงาน มันก็อยู่ที่เงิน อย่างนี้ไม่ถูก คือมันเป็นผิวนอก เป็นเรื่องทาง วัตถุมากเกินไป. เราอยากจะให้มองข้างใน คือตัวสิ่งที่เรียกว่าชีวิต เพราะเรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องของชีวิต ที่จะต้องก้าวหน้า ไป จนกว่าจะเต็มตามความหมายของคำว่าชีวิต. ฉะนั้น การ ศึกษานั้นคือสิ่งที่มีอยู่แล้ว ในตัวชีวิตนั้นเองตลอดเวลา เป็น ความหมายที่แทรกเข้ามา เพื่อจะรวบรวมเอาความหมายทั้งหมด เข้าไว้อีกชั้นหนึ่ง ว่าการศึกษานั้นคือ สิ่งที่มีอยู่ในตัวชีวิต นั่นเองตลอดเวลา. พอคลอดออกมาจากท้องแม่ ก็มีการศึกษาอย่างหนึ่ง โตขึ้นมาเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นคนเฒ่า คนแก่ กระทั่งตายไป ตลอดสายแห่งชีวิตนี้เป็นการศึกษาอยู่ ในตัวมันเอง เป็นการศึกษาที่จริงที่สุด ก็คือการศึกษาที่รู้สึก ได้ด้วยตนเอง. การศึกษาที่เบาหรือเพลาไปกว่านั้น ก็คือการศึกษา ที่คนอื่นเขาสอนให้ ฉะนั้นเราจะรู้จักอะไรดีนั้น สิ่งนั้นต้อง ผ่านตัวเราไปเอง ที่เขาเขียนให้อ่าน เขาบอกใส่หูให้ฟัง นี้มัน ยังไม่ถึงตัวจริง. ฉะนั้นตัวจริงของการศึกษานั้นคือสิ่งที่ได้ผ่าน ไปเอง ผ่านไปในตัวชีวิตนั่นเอง ; เหมือนกับว่าได้กินน้ำก็รู้ว่า

น.36 ๓๐ น้ำเป็นอย่างไร, ได้กินน้ำตาลก็รู้ว่าน้ำตาลนั้นเป็นอย่างไร, ยิ่ง กว่าที่เขาจะบอกให้ทราบว่า น้ำนี้มันเย็น มันจืด น้ำตาลนี้มัน หวาน ; อย่างนี้มันเหมือนกับว่านกแก้วนกขุนทองนั่นแหละ มันเพียงแต่บอกแต่เสียง มันรู้ไม่ได้ ; แต่เราก็ได้ผ่านสิ่งนั้น ๆ จริงมาตงแต่คลอดมาจากท้องแม่ แล้วก็มากขึ้น ๆ ตามลำดับ เราจึงรู้จักสิ่งนั้นจริง คือสิ่งทุกสิ่งที่มันมีอยู่ หรือมันเกี่ยวข้อง กันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าชีวิตของเรานั่นเอง เราหิวเป็นอย่างไร? เราอิ่มเป็นอย่างไร ? เราง่วงนอนเป็นอย่างไร? เราสบายเป็น อย่างไร? เราเจ็บไข้เป็นอย่างไร ? นี่มันรู้ด้วยตนเองอย่างนี้. นี้เรียกว่ามันเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวชีวิตนั้นเองตลอดเวลา. การศึกษาชนิดนี้เท่านั้น ที่จะให้รู้จักธรรมะอย่าง ลึกซึ้ง แล้วก็บรรลุมรรคผลนิพพานได้ ไม่ใช่การศึกษาใน พระไตรปิฎก จากพระไตรปิฎก หรือนั่งอยู่กับพระไตรปิฎก ; แต่มันเป็นการศึกษาที่เข้าไปปรากฏแก่จิตใจอยู่ตลอดเวลา จน ทำให้รู้ว่าเป็นอย่างไร? ว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอย่างไร? แล้วก็นิพพิทาเป็นอย่างไร? แล้วก็วิมุติเป็นอย่างไร? อย่างนี้ นี่เป็นการศึกษาจริง ซึ่งมันมีอยู่แล้วในตัวมันเองของสิ่งที่ เรียกว่าชีวิตนั้น. เราต้องใช้คำว่า "ในชีวิตนั้น" เพราะว่าถ้า ตายแล้วมันรู้ไม่ได้; ร่างกายที่มันตายแล้วนั้นมันรู้สึกอะไรไม่ได้ ฉะนั้นจึงต้องพูดถึงชีวิตที่ยังเป็น ๆ อยู่ แล้วมันก็รู้สึกอะไรได้ นี้แหละคือตัวสิ่งที่เรียกว่าการศึกษา เมื่อได้ผ่านไปแล้ว ได้มี ไปแล้ว ได้มีขึ้นแล้วก็ได้รู้จริง.

น.37 ๓๑ ขอให้เข้าใจคำว่าการศึกษาไว้อย่างนี้ คือผู้รู้จริง แล้วก็จะทำอะไรถูกต้องจริง. ถ้ารู้ไม่จริงคือรู้ผิดก็ต้องทำผิดจริง; อย่างที่เราได้ยินว่า นักศึกษาในโลกเวลานี้ ก็คือผู้ที่รบกวน รัฐบาลมากที่สุดกว่าใครๆ ในโลกนี้ทั้งโลก. พวกนักศึกษา นี้คือพวกที่ต่อสู้รบกวน ยุแหย่ รัฐบาลมากที่สุด, ที่สุดยิ่งกว่า ใครๆ แล้วมันจะตรงกับความหมายของคำว่าศึกษาหรือไม่? เราก็พอจะเข้าใจได้ ถ้าว่าเขามีการศึกษาถูกต้องแท้จริงแล้ว มันก็ไม่เกิดอาการอย่างนี้ มันก็จะเกิดอาการที่ร่วมมือกัน สมัคร สมานสามัคคีกัน ช่วยกันทำให้โลกนี้มีความสงบสุข. เดี๋ยวนี้ นักศึกษาในโลกนี้ ก้าวขึ้นมาถึงระดับที่ว่าเป็นผู้ยุแหย่ก่อกวน รัฐบาลยิ่งกว่าใคร ๆ ในโลก. ยกตัวอย่างเพื่อจะเปรียบเทียบ ให้เห็นสำหรับความหมายของคำว่าการศึกษา. ทีนี้ ก็มาถึงคำว่า ความก้าวหน้า การศึกษาคือสิ่งที่ ทำความก้าวหน้าอย่างถูกต้อง ให้มนุษย์ได้สิ่งที่ดีที่สุด. คำว่า "ก้าวหน้า" เป็นคำพูดธรรมดา ๆ เข้าใจว่าท่านทั้งหลายคงจะ เข้าใจได้เองอยู่แล้วเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากจะ พูดถึงบ้าง สำหรับความหมายที่รัดกุม. ความก้าวหน้า เราจะต้องเล็งลงไปถึงความรู้ด้วย เหมือนกัน คือความรู้ต้องก้าวหน้า แล้วการกระทำจึงก้าวหน้า ; เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าความก้าวหน้านั้น ในชั้นแรกจะต้อง เล็งถึงความสามารถรู้จักเลือกคัด รู้จักต่อสู้ เช่นว่าเด็กทารก

น.38 ๓๒ คลอดออกมาจากท้องแม่ เมื่อถ้ามีความก้าวหน้าในทางกาย เขาก็เจริญขึ้นโดยทางกายอย่างถูกต้อง ; แต่สำคัญนั้นมันอยู่ที่ เรื่องของจิตใจ เขาจะต้องรู้จักเลือกคัดว่าอะไรเป็นอะไร คือ จำอะไรได้มากขึ้น จำนั้นจำนี้จำโน้นได้มากขึ้น ; แล้วก็รู้จัก เลือกคัดแยกแยะว่าอะไรเป็นอย่างไร, อะไรเป็นอย่างไร, อะไร อยู่ในฝ่ายที่เป็นมิตร อะไรอยู่ในฝ่ายที่เป็นศัตรู ; เด็ก ๆ ก็ค่อย รู้มากขึ้น. นี้ก็เป็นความก้าวหน้าในทางเลือกคัด. ทีนี้ เขาจะต้องก้าวหน้าในการต่อสู้ ซึ่งหมายถึงความ สามารถในการต่อสู้ ; จะเป็นเรื่องศัตรู อุปสรรคในตัวมันเอง หรือภายนอกตัวเอง. เด็กทารกนี้จะต้องสามารถรู้จักต่อสู้ เพราะ ว่าเขารู้จักเลือกคัด เขารู้จักแยกว่าอะไรเป็นศัตรู อะไรเป็นมิตร. ทีแรกเขาเห็นแมลงชนิดหนึ่ง เขาไม่รู้เขาก็ลองจับดู มันต่อย มือเอา เขาก็รู้จักเลือกคัด ว่ามันเป็นอะไร และเขาก็รู้จักต่อสู้ ที่จะป้องกันตัว หรือว่าจะทำลายสิ่งที่เป็นอุปสรรคศัตรู. นี้แหละ เป็นจุดตั้งต้น เขาก็รู้จักเลือกคัดและต่อสู้ที่สูงขึ้นมา ๆ กระทั่ง ถึงเรื่องความเจ็บความไข้ การทำการ ทำงาน หรือการที่จะต้อง สังคมสมาคมกับเพื่อนเด็ก ๆ ด้วยกัน. นี่เขารู้จักเลือกคัดและ รู้จักต่อสู้. ทีนี้ เขาก็สามารถที่จะสร้างสรรค์ คือทำให้มันเกิด อะไรใหม่ขึ้นมา เพิ่มขึ้นมาที่เป็นประโยชน์ เขาสามารถสร้าง สรรค์คือความก้าวหน้า กระทั่งเขารู้จักทำให้มันเจริญดียิ่ง ๆ

น.39 ๓๓ ขึ้นไปจนกว่าจะถึงที่สุด อย่างนี้เราเรียกว่าความก้าวหน้า : ก้าวหน้าในการรู้จักอะไรเป็นอะไร, รู้จักแยก คัดเลือกเป็น อะไร, รู้จักต่อสู้, รู้จักสร้างอะไรขึ้นมา, รู้จักทำให้เจริญถึงที่สุด. ในเรื่องของโลก ๆ ทำมาหากินก็เป็นอย่างนี้, เรื่องทางธรรมทาง ศาสนา มันก็เป็นอย่างนี้. ทุกอย่างนี้มันอาศัยความรู้ ฉะนั้น จึงต้องอาศัยความก้าวหน้าของความรู้ก่อน แล้วก็เป็นความ ก้าวหน้าของการกระทำ แล้วจึงจะมีผลของการกระทำ ที่มัน ก้าวหน้าหรือกว้างขวางออกไป. เพราะฉะนั้น เราจะสรุปเหลือ เพียงบทสั้น ๆ ว่า ความก้าวหน้าก็คือ ความสามารถที่ทำให้ เป็นไปอย่างถูกต้อง ตามที่ควรจะปรารถนา โดยอาศัยความรู้. ทีนี้ รวมความหมายเข้าด้วยกันทั้งสองบทว่า มีการ ศึกษาเป็นอย่างนี้แล้ว ก็มีความก้าวหน้าอย่างนี้ การศึกษาคือ สิ่งที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าไปอย่างถูกต้อง. นี้แหละเป็นคำอธิบาย ของบทนิยามตอนหนึ่งเสร็จสิ้นไปแล้ว. ทีนี้ ก็มาถึงบทนิยามตอนที่ ๒ ที่ว่า เพื่อให้ได้สิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ นี้แหละมันเป็นการตอบคำถามที่ว่าเกิดมา ทำไม ? ถ้าคนยังไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม มันก็เหมือนกับว่าตาบอด ไม่สามารถจะถึงจุดหมายปลายทางของมนุษย์. เดี๋ยวนี้เราต้อง รู้ว่าเกิดมาเพื่อได้สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ ; แต่เรารู้จักทีเดียวหมด ไม่ได้ เราต้องรู้จักตามขั้นตอน. แต่เดี๋ยวนี้อาตมาพูดก็พูดได้ ก็เลยพูดว่าสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ มันมีอยู่อย่างไรกันเสียก่อน เพื่อจะเข้าใจได้ง่ายและประหยัดเวลา.

น.40 ๓๔ สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ มันก็ต้องของมนุษย์แหละ เพราะมันต้องสูงกว่าของสัตว์เดรัจฉาน ; และสัตว์เดรัจฉานก็ ไม่ค่อยเกี่ยวกับความดีความชั่วอะไรนักด้วย เพราะมันไม่มี ความรู้สึกคิดนึก. ฉะนั้นคำนี้ก็คงจะไม่ต้องเอาไปใช้ กับสิ่งที่ ต่ำลงไปอีก เช่นต้นไม้ หญ้า บอน เป็นต้น เพราะเขาไม่รู้จัก เพราะมันไม่รู้จัก แต่ถ้าเราจะพูด จะเอามารวมกัน พูดใน ความหมายเดี๋ยว ๆ กัน : ความดีที่สุด มันก็จะต้องใช้ได้เหมือน กันทั้งแก่มนุษย์ แก่สัตว์เดรัจฉาน และแก่ต้นไม้พฤกษชาติ ทั้งหลาย ที่มันก็มีความรู้สึกแม้ว่าจะไม่มีความคิดนึก หรือว่ามี สติปัญญาที่จะวินิจฉัย หรือพิจารณาอะไรได้เหมือนกับคนเรา. เพราะฉะนั้น เราจึงต้องแยกกันดีกว่า ว่าดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ก็ของมนุษย์, ดีที่สุดของสัตว์เดรัจฉานก็ของสัตว์เดรัจฉาน, ดีที่สุดของต้นไม้ หญ้าบอนอันนี้ ก็ดีที่สุดของมันอย่างต้นไม้ หญ้าบอนไม่เอามาปนกัน. ทีนี้ มาพูดถึงเรื่องดีที่สุดของมนุษย์ ว่ามันคืออะไร ดีที่สุดของมนุษย์นี้อยากจะชี้ให้เห็นเป็นสามขั้นตอน อะไรก็ ชอบใช้ ๓ สามขั้นตอน หรือว่าสามชนิดนี้มากเหลือเกิน ว่าดี ที่สุดของมนุษย์ในระดับต่ำสุด ก็คือ ความรอดอยู่ได้ อันดับที่ ๑ ก็คือ ความรอดอยู่ ได้ ไม่ตายเสีย รอด ชีวิตอยู่ได้ ไม่ตายเสีย. นี้เอาเป็นจุดตั้งต้นก่อน ว่าดีที่สุด สำหรับมนุษย์. ความรอดชีวิตนี้มันมีอยู่เป็นสองระดับ เหมือน

น.41 ๓๕ กับว่ารอด สักว่ารอดอยู่ได้ก็น่าทุเรศ. ทีนี้มันก็รอดอยู่ได้อย่างดี นี้มันก็น่าชื่นอกชื่นใจ ; ฉะนั้นว่ารอดอยู่ได้นี้ มันต้องรอดอยู่ ได้อย่างน่าชื่นอกชื่นใจ. ฉะนั้น เราจึงหมายถึงมีการกระทำ ที่ถูกต้องอยู่มากทีเดียว ในการที่จะทำให้ชีวิตรอดอยู่ได้ สะดวก สบายพอสมควรแก่ธรรมชาติจะจัดสรรให้ได้, ตามที่ธรรมชาติ จะจัดสรรให้ได้นี้ตอนหนึ่ง. ทีนี้ ตอนสองสูงขึ้นมา มันต้องว่าเป็นอย่างดีที่สุด หรือถูกต้องที่สุด. ครั้งแรกนั้นมันพอสักว่ารอดชีวิตอยู่ได้ อย่าง สมัยคนป่าไม่มีวัฒนธรรมอะไร ไม่มีอารยธรรมอะไร ไม่มีอะไร ก็แต่ว่ารอดชีวิตอยู่ได้ มีความผาสุก สงบสุขอยู่ได้ตามแบบ คนป่าสมัยหิน ก็ได้ ก่อนกว่าสมัยหิน ก็ได้ มันสักว่ารอดชีวิต อยู่ได้อย่างดีตามแบบนั้น. ตรงนี้ยังมีปัญหาอยู่ มองใน บางแง่แล้ว คนที่รอดอยู่ได้ตามธรรมชาติแบบคนป่านั้น ยังมี อะไรดีกว่าคนสมัยนี้อีกมาก แต่อย่าเพ่อเอามาพูดในตอนนี้เลย เวลามันไม่พอ, แล้วมันจะกลายเป็นเรื่องด่ากันไม่รู้จักสิ้นสุด ว่าคนบ่ามันก็รอด สักว่ารอดอยู่ได้ ทีนี้ อันดับที่ ๒ มัน ร อดอยู่อย่างดี ที่ภาษาโลก ๆ เขาก็ว่ากินดีอยู่ดี, กินดีอยู่ดี, กินดีอยู่ดี, จนไม่มีขอบเขตที่สุด ไม่มีขอบเขต กินอาหารเท่านี้ พอมีเงินมากขึ้นมาก็กินอย่างนั้น จนกินอาหารมื้อละพัน เขาว่ามีเหมือนกัน. ได้บ้านอย่างนี้อยู่ แล้วก็เปลี่ยนเป็นบ้านที่ราคาแสน แล้วต่อมาเปลี่ยนเป็นบ้าน

น.42 ๓๖ ที่ราคาล้าน หลายล้าน. ขี่รถยนต์คันละแสน แล้วก็จะขี่ รถยนต์คันละล้าน. นี้เรียกว่ามีความดีชนิดหนึ่งที่ผิดแล้ว ที่ผิดธรรมชาติแล้ว มันไม่ใช่สักแต่ว่ารอดชีวิตอยู่แล้ว, มัน เกินรอดชีวิตอยู่แล้ว. มันก็บ้าไปอีกทางหนึ่ง เป็นเรื่องของ ชาวบ้าน เป็นเรื่องของชาวโลก ที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ในโลกนี้. ที่ตรงไหนเจริญที่สุด มันก็บ้ามากกว่าที่มันยังล้าหลัง อยู่. ที่กรุงเทพฯ ก็บ้ากันมากกว่าบ้านนอก ที่เมืองฝรั่งก็บ้า มากกว่าที่กรุงเทพฯ อย่างนี้เป็นต้น เรื่องกินดีอยู่ดีที่ไม่มีขอบ เขตนี้ เป็นเรื่องทางโลก. พอเป็นเรื่องทางธรรมะ ตามหลัก ของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาไหน ก็จะเหมือน ๆ กันหมด แหละ ที่เขาจะมีบทบัญญัติขึ้นมาว่า กินอยู่แต่พอดี. เรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องใช้ เรื่องสอย เรื่องอะไรต่าง ๆ ให้มันพอดี อย่าให้มีเฟ้อ หรือ อย่าให้มีเกิน ; ฉะนั้น จึงไม่ ต้องอยู่บ้านราคาล้าน หรือขี่รถยนต์ราคาล้าน หรือว่าจะไป เอาเครื่องเล่น เครื่องบำรุงบำเรอกามารมณ์อะไรมาสุมหัวกัน อย่างที่เหมือนที่ทำอยู่เดี๋ยวนี้. ขอแต่ว่าให้ทุกอย่างมันพอดีที่จะ เป็นอยู่อย่างผาสุก ไม่เดือดร้อน ไม่แร้นแค้น ไม่ลำบากยุ่งยาก ; แต่ว่ามีความสะดวกสบายตามที่ควรจะมี, แล้ว อยู่อย่างสงบสุข, แล้ว อยู่อย่างมีส่วนเหลือ สำหรับจะช่วยผู้อื่นด้วย. คุณลองอยู่ อย่างกินดีอยู่ดี เหมือนคนสมัยนี้เขาบ้ากันนัก ลองดูเถอะ มัน จะไม่มีอะไรเหลือสักสตางค์แดงหนึ่งที่จะช่วยผู้อื่น. แต่ถ้าว่า เรากินดีอยู่ดีตามแบบของพระพุทธเจ้าแล้ว เงินมันจะเหลือมาก

น.43 ๓๗ สำหรับไปช่วยผู้อื่น หรือจะเป็นหลักทรัพย์เอาไว้ช่วยตัวเองใน ยามแก่ยามเฒ่า ก็ได้ หรือว่าที่ดีที่สุดนั้นมันจะทำให้เงินเดือน พอใช้. เดี๋ยวนี้ คนส่วนมากเงินเดือนไม่พอใช้ รายจ่ายมาก กว่ารายรับ เพราะว่าเขาไปทำส่วนที่เกิน หยุดส่วนที่เกิน มากินอยู่แต่พอดีแล้ว เงินเดือนก็จะเหลือ ไม่ต้องเรียกร้องกัน อย่างวุ่นวาย เหมือนที่กำลังเรียกร้องกันอยู่เวลานี้ ; เพราะว่าเขา จะต้องการกินดีอยู่ดีชนิดที่ไม่มีขอบเขตจำกัด เป็นคนธรรมดา สามัญต้องการบ้านอย่างนี้ ต้องการรถยนต์อย่างโน้น ต้องการ เรื่องที่ไม่จำเป็นนะ ; อย่างตู้เย็น อย่างทีวีสี อย่างนี้มันไม่ จำเป็น มันก็จะมีให้ได้, แล้วที่โง่ที่สุดก็สูบบุหรี่ เอาควันเข้า ไปรมปอดของตนให้ตายเร็วอย่างนี้ มันก็ยังทำได้, แล้วก็ยังกิน เหล้าหรือทำอะไรอีกมากมาย ทำให้ตัวตายเร็ว ทำให้เงินไม่ พอใช้. นี้มันดีผิดทาง มันรอดผิดทาง มันรอดอยู่อย่างผิด ๆ เราก็ต้องมารอดกันอยู่อย่างถูกต้อง. นี้ก็เป็นอันดับที่ ๒ ที่ว่า รอดอยู่อย่างน่าดู. ทีนี้ อันดับที่ ๓ จะต้องไปจนถึงจุดสูงสุดของมนุษย์ โดยแท้จริง. ถ้าเพียงแต่รอดอยู่ได้ รอดอยู่ดีนี้, ถ้าจิตใจยังไม่อยู่ เหนือความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงแล้ว มันยังอยู่ด้วยจิตใจที่ หนักอึ้ง อยู่ด้วยจิตใจที่ถูกรบกวนด้วยความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวลอะไรต่างๆ นานา. จิตยัง

น.44 ๓๘ ไม่หลุดพ้น จิตยังไม่เป็นอิสระ จิตยังไม่อาจจะปกติ ; พูดภาษา ที่ถูกล้อ ก็ต้องพูดว่า จิตมันยังไม่ว่าง, มันต้องอยู่ด้วยจิตที่เป็น ปกติ เป็นอิสระเหนือสิ่งใด เป็นจิตว่างจากการรบกวนโดย ประการทั้งปวง. นี้แหละรอดระดับสูงสุด หรือว่าสิ่งที่ดีที่สุด ของมนุษย์มันมาสิ้นสุดอยู่ที่ตรงนี้ : ข้อที่ ๑ มันรอดอยู่ได้. ข้อ ที่ ๒ มัน รอดอยู่อย่างดี ที่น่าพอใจ. ข้อที่ ๓ มัน ถึงจุดสูงสุดที่ อยู่เหนือดี เหนือการปรุงแต่ง เหนือความเปลี่ยนแปลง. ดีที่ สุดของมนุษย์อยู่ที่ตรงนั้น. เราอยู่ในโลกนี้มีชีวิตอยู่ที่นี่ นั่งอยู่ที่นี่ก็ได้ เมื่อมีจิต อยู่เหนือการปรุงแต่งรบกวนของกิเลส หรือสิ่งแวดล้อมแล้วก็ เรียกว่าอยู่ในความหมายอื่น ในระดับอื่น, ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ เด็ดขาดก็เป็นพระอรหันต์ไปเลย ; ถ้าไม่เด็ดขาด กลับไป กลับมา มันก็เป็นอย่างคนธรรมดา แต่บางเวลาก็มีจิตที่งดงาม น่าดูเหมือนกัน : นั่งอยู่ที่นี่ เวลานี้ถ้าใครไม่มีความทุกข์ร้อน อะไรเลย มันก็เป็นจิตที่น่าดู เรียกว่าได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้รับ สักแวบหนึ่งก็ยังดี. นี่แหละโดยส่วนตัวเรา ก็ ให้ได้รับความสงบสุขอย่างนี้ ; แล้วเพื่อนฝูงของเรา สังคม ที่อยู่ร่วมกันกับเรา ก็ควรจะได้รับความสงบสุขอย่างนี้. นี้แหละ การได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ มันมีความหมาย อย่างนี้,

น.45 ๓๙ เรื่องทรัพย์สมบัติ แก้วแหวน เงินทองนั้น มันไม่แน่ บางทีมันเป็นเครื่องรบกวนจิตใจ หรือเป็นทางมาแห่งอันตราย. ที่ว่าดี ดีนั้นนะ ทำคนให้บ้า ทำคนให้ตายเสียมากแล้ว เพราะ มีคนอิจฉาริษยา เพราะมีอะไรต่างๆ นานา แต่ที่มันทำอันตราย เอามาก ก็เพราะว่าเจ้าตัวเองนั่นแหละหลงยึดมั่นถือมั่นใน ความดีของกู จนนอนไม่ค่อยหลับ หนักเข้าก็เป็นโรคทางจิต ทางประสาท. ระวังสิ่งที่เรียกว่า "ดี", ถ้าดีจริงมันไม่ทำอย่าง นั้น ไม่ทำให้เจ้าตัวต้องเป็นโรคอย่างนั้น ; ถ้าดีที่สุดด้วยแล้ว ก็หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง. นี้แหละ เรียกว่าสิ่งที่ดีที่สุด ของมนุษย์ที่เขาจะได้รับจากการศึกษา. เอ้า, นี้จะต้องพูดแข่งเวลากับฝนจะตกเสียแล้ว นี้เวลา มันก็มากแล้ว ก็จะพูดถึงตอนที่สามของบทนิยาม คือทุกขั้น ตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา ย้ำอีกทีหนึ่งว่า การศึกษา คือสิ่ง ที่ทำความก้าวหน้าอย่างถูกต้อง เพื่อมนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดทุก ขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา ; ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ ของเขานี้ ก็ดูจะได้พูดมากแล้วในตอนต้น แต่ไม่พูดอย่าง รัดกุม. ฉะนั้นขอพูดอย่างรัดกุมเสียหน่อย ว่าทุกขั้นตอนแห่ง วิวัฒนาการของเขา : ขั้นตอนนี้จะแบ่งโดยวัย ก็ว่าวัยปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย นับตั้งแต่คลอดจากท้องแม่จนถึงเข้าโลง. ทุกขั้นตอนนี้จะต้องมีวิวัฒนาการ คือมันเจริญขึ้น มันไม่ได้ เสื่อมลง.

น.46 ๔๐ เด็กคลอดออกมาเดี๋ยวนี้ ก็ต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่เด็ก เพิ่งคลอดออกมาเดี๋ยวนี้จะต้องได้รับ. เด็กอายุ ๒ ขวบ ๓ ขวบ ก็ต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่เด็กอายุ ๒ ขวบ จะต้องได้รับ, กระทั่ง เด็กวัยรุ่น เด็กหนุ่มสาว ก็ต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาจะต้อง ได้รับ ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา ด้วยอำนาจ การศึกษาที่ถูกต้อง. นี้ก็คือมีทุกขณะทุกโอกาสที่มันจะเกิดขึ้น ขณะหรือโอกาสนี้ไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลา มันเป็นความสมดุลย์ ความประจวบเหมาะ เพียบพร้อมของเหตุปัจจัยหลายๆ อย่าง ; แล้วเป็นโอกาสที่จะบรรลุนั้น บรรลุนี้, ก้าวหน้าอย่างนั้นอย่าง นี้ มันก็มีเฉพาะโอกาส. เขาก็จะต้องถือเอาโอกาสนั้นให้ได้ เพื่อจะให้เกิดความเจริญแก่เขา ถ้าเขามีการศึกษาดี. ทีนี้ ว่าทุกรูปแบบแห่งวิวัฒนาการของเขา จะเป็น เรื่องอาชีพเขาก็ทำได้ดี, จะเป็นเรื่องหน้าที่การงานเขาก็ทำได้ดี, แม้แต่เรื่องที่เป็นปัญหาที่สุด คือเรื่องเพศ เรื่องกามารมณ์ซึ่ง มนุษย์ทุกตัวทุกตนตามธรรมดาสามัญจะต้องมี เขาก็ต้องทำได้ดี คือทำได้ถูกต้อง ไม่เกิดอันตราย เกิดความเลวทรามขึ้นเพราะ สิ่งนั้น, เรียกว่าทางร่างกายของเขาก็ถูกต้อง ทางจิตของเขา ก็ถูกต้อง ทางวิญญาณของเขาก็ถูกต้อง. ทางร่างกายก็มีปัจจัยสี่ มีอาหาร มีเครื่องนุ่งห่ม มีที่อยู่อาศัย มีการบำบัดโรคอย่างดี ที่สุด ; แต่ว่าอย่างดีที่สุดนี้คือ อย่างเหมาะสมที่สุด ไม่ใช่อย่าง บ้าบอที่สุด คือมันผิดจากข้อเท็จจริงที่ธรรมชาติควรจะมี.

น.47 ๔๑ ทีนี้ ในทางจิตนั้น ก็มีจิตที่มีสมรรถนะ สมรรถภาพ ดีที่สุด มีกำลังจิตที่เป็นสมาธิที่ดีที่สุดอย่างนี้ ก็เป็นวิวัฒนาการ ทางจิต. ทีนี้ ก็ทางวิญญาณคือทางสติปัญญา ก็มีความถูกต้อง ของสติปัญญาไปตามลำดับ ๆ ถึงที่สุด นี้ก็เรียกว่า ทุกขั้นตอน แห่งวิวัฒนาการของเขา. เรื่องทางจิตนี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก มันจึงลำบากที่ต้องศึกษาฝึกฝนกันเป็นพิเศษ, แล้วมันก็เกี่ยว เนื่องไปถึงเรื่องปัญญา. ฉะนั้นเราจะต้องมีความถูกต้องในทุก ความหมาย เช่นเดียวกับเรื่องทางวัตถุ, วัตถุที่ไม่มีจิตมีวิญญาณ แต่มันแวดล้อมตัวเราอยู่นี้ ก็ควรจะถูกต้อง. มีสติปัญญาจัดวัตถุ ให้มันถูกต้อง, มีสติปัญญาจัดร่างกายนี้ให้มันถูกต้อง, มีสติ ปัญญาจัดจิต, ตัวจิตให้มันถูกต้อง, แล้วมีสติปัญญาจัดตัวสติ ปัญญานั้นเอง ก็ให้ถูกต้อง. การศึกษาที่แท้จริงจะต้องสร้างความถูกต้อง เพื่อ ความก้าวหน้าอย่างนี้. ที่การศึกษาในปัจจุบัน ที่ถือกันเป็นหลัก ทั่ว ๆ ไปในโลกว่าพุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา หัตถศึกษา นั้นมันก็ถูกต้อง; ถ้าทำไปอย่างถูกต้อง ในทุกแง่ทุกมุม. เดี๋ยวนี้ มันเรียนผิด หรือใช้ความรู้นั่นผิด ความประพฤติ นั้นมันไปตามความนิยม จะเป็นแฟชั่นเสียมากกว่า. ฉะนั้น เรื่องลามกอนาจารก็เอามาเป็นเรื่องที่ถูกต้อง หรือนิยมชมชอบ กันได้. เรื่องพลศึกษานี้ก็ยังเป็นปัญหา บางทีมันก็เกินไป ไม่ คุ้มค่าที่ลงทุนก็มี. ฉะนั้นต้องให้มันชัดลงไปว่า พุทธิศึกษา

น.48 ๔๒ ก็ถูกต้อง จริยศึกษาก็ถูกต้อง พลศึกษาก็ถูกต้อง หัตถศึกษา ก็ถูกต้อง นี้จึงเรียกว่าถูกต้องในทุกแง่ทุกมุม ที่วิวัฒนาการของ คน ๆ หนึ่งต้องการ จะให้เจริญก้าวหน้าไปอย่างถูกต้อง นี้เรียก ว่าทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ มันเป็นอย่างนี้. ทีนี้ ขอโอกาสพูดต่อไปอีกสักนิดหนึ่ง ถึงสิ่งที่มันตรง กันข้าม คือความผิดพลาด. เดี๋ยวนี้เรามีความผิดพลาดเกี่ยว กับการศึกษาทั้งโลกก็ว่าได้ เดี๋ยวนี้เขาเรียนเพียงเพื่ออาชีพ อย่างที่ได้พูดมาแล้วข้างต้นว่าการศึกษาในปัจจุบันนี้ สรุปแล้ว เหลือเพียงเพื่ออาชีพอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น; มันไม่เลย ไปถึงความเป็นคนที่ดี เป็นสุภาพบุรุษ หรือเป็นสัตบุรุษ เหมือนกาลก่อนโน้น, ก่อนโน้นเขาเรียนเพื่อความเป็นสุภาพ- บุรุษที่เป็นคนดี. เมื่อสัก ๕๐- ๖๐ ปี มานี้ การไปเรียนเมืองนอก เขาไม่ได้เรียนเอาปริญญาลากหางมาอย่างเดี๋ยวนี้ เขาเรียนเพื่อ ความเป็นสุภาพบุรุษ. ถ้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด หรือเคมบริดจ์ หรืออะไรเหล่านี้ คนที่เขาไปเรียนสมัยนั้นเขา มาเล่าให้ฟัง เขาไปเรียนเพื่อความเป็นสุภาพบุรุษ ส่วนที่จะ ได้ปริญญาวิชาแขนงไหนนั้น เป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง เอาไว้ ข้างล่าง. แต่ว่าทุกสาขาปริญญานั้น ผู้ได้รับปริญญานั้นต้อง เป็นสุภาพบุรุษ, แล้วต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษ; เพราะการ ศึกษานั้นเขามุ่งหมายที่ความเป็นสุภาพบุรุษ. ฉะนั้นคนที่เป็น

น.49 ๔๓ สุภาพบุรุษนั้น โกงใครไม่ได้ เห็นแก่ตัวไม่ได้ อะไรไม่ได้ เพราะว่าเป็นคนดี ทำบ้านเมืองให้สงบสุข ทำโลกนี้ให้สงบเย็น. เดี๋ยวนี้ มันเปลี่ยนหมดไม่ว่าที่ไหน การศึกษาแบบ นั้นมันเปลี่ยนหมดแล้ว เขาตัดเรื่องของธรรมะ หรือเรื่องของ ศาสนาออกไปหมดแล้ว; อย่างจะว่ากินข้าว ก็ไม่ต้องสวดมนต์ ภาษาลาติน, จะนอนก็ไม่ต้องสวดมนต์ภาษาลาตินก่อนนอน เหมือนมหาวิทยาลัยสมัยโน้นแล้ว; นี้มันเปลี่ยนอย่างนี้ เปลี่ยน เป็นเพียงเพื่ออาชีพ. คนก็เห็นแก่ตัวจัด ยิ่งมีปริญญายาวเป็น หางยาวเท่าไร มันก็ยิ่งเห็นแก่ตัวจัดมากเท่านั้น. นี้คือความ ผิดพลาดของการศึกษาไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ. พูดอย่าง ไทย ๆ ก็คือไม่มีความเป็นสัตบุรุษ คือคนดีที่มีจิตใจอย่างมนุษย์ ที่มีจิตใจสูง. เดี๋ยวนี้ จะไปหามหาวิทยาลัยไหนในโลก ที่สอนเพื่อ ความเป็นสุภาพบุรุษหรือสัตบุรุษนั้น ไม่มี นี้คือความผิดพลาด ของการศึกษาแห่งยุคปัจจุบัน เขาแยกเรื่องโลก ๆ ออกจากเรื่อง ของธรรมะหรือศาสนา หรือว่าแยกศาสนาออกจากการศึกษา อย่างโลกๆ เมื่อก่อนมันก็เรียนพร้อมกัน; ดังนั้น เขาจึง เป็นสุภาพบุรุษได้. เดี๋ยวนี้พอเลิกเรื่องศาสนา เรื่องธรรมะ ก็เหลือแต่ความเป็นคนที่ไม่ถึงความเป็นมนุษย์ คือมีใจต่ำ ไม่มีจิตใจสูง เหมือนกับความหมายของคำว่ามนุษย์. นี้แหละ คือความผิดพลาดของการศึกษา; ดังนั้นจึงไม่ทำให้ได้รับสิ่ง ที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ.

น.50 ๔๔ ทีนี้ มองต่อไปอีกชั้นหนึ่งคือ ปัญหาที่กำลังมีอยู่ เกี่ยวกับการศึกษา ผู้ที่มีปัญญาเขาได้ยอมรับ ประกาศออกมา อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าเดี๋ยวนี้จนใจที่จะทำให้ยุวชนใน โลกนี้สนใจเรื่องศีลธรรม. การศึกษาที่เขาให้อยู่ในมหาวิทยา- ลัยนั้นมันก็ดีเลิศ แล้วมันช่วยโลกไม่ได้ โลกมันจะรอดได้ เพราะมีศีลธรรม และเขาก็ไม่มีปัญญาที่จะทำให้ยุวชนทั้งหลาย สนใจในศีลธรรม จึงมีแต่การศึกษาที่ทำให้คนมีความเห็นแก่ ตัว มีประโยชน์อย่างโลก ๆ อย่างชาวโลก อย่างปุถุชนธรรมดา สามัญมีความเห็นแก่ตัว ไม่ทำให้โลกนี้มีสันติภาพอันถาวรได้. การศึกษาไม่ทำให้ยุวชนเข้าใจชีวิต ในความหมาย ที่สูงอย่างที่ว่ามาแล้วข้างต้น การศึกษาปัจจุบันนี้ไม่สามารถ จะถอน จะกระชาก ยุวชนเหล่านั้น ออกมาเสียจากการผูกมัด ของเนื้อหนังของวัตถุนิยม. การศึกษาเดี๋ยวนี้ไม่มีกำลัง ไม่มี ความสามารถที่จะดึงยุวชน ออกมาเสียจากความหลอกลวงของ เนื้อหนัง คือวัตถุนิยม. นี้แหละ คือ ปัญหาที่เหลืออยู่สำหรับ การศึกษา. รวมความว่า เขาไม่สามารถจะทำคนให้เป็นมนุษย์ หรือเป็นสุภาพบุรุษที่ประกอบอยู่ด้วยคุณธรรม. การศึกษา มาล้มละลาย มาล้มเหลวลงที่ตรงนี้ โลกนี้จึงไม่มีสันติภาพ. เมื่อใดการศึกษาทำให้เกิดความก้าวหน้าอย่างถูกต้อง ทุกขั้น ทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของคนเราแล้ว เราจะมีสุภาพบุรุษเต็ม ไปทั้งโลก ไม่มีอันธพาล, คนรวยก็ไม่เห็นแก่ตัว, คนจนก็ไม่

น.51 ๔๕ เห็นแก่ตัว, อยู่กันได้อย่างสงบสุข, ไม่ต้องต่อสู้ฟาดพื้นกัน ระหว่างคนจนกับคนมั่งมี ซึ่งล้วนแต่มีความเห็นแก่ตัว เพราะ การศึกษาไม่ถูกต้องนั่นเอง จึงขอให้สนใจสิ่งที่เรียกว่า การ ศึกษา มีอรรถาธิบายดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าคือสิ่งที่จะ ทำชีวิตให้ก้าวหน้าอย่างถูกต้อง เพื่อมนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ และในทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการ ของเขา. เพราะฉะนั้น การศึกษาจึงเป็นการสร้างโลกมนุษย์ อย่างที่เป็นอริยมนุษย์ เป็นอารยชน ไม่มีปัญหา และไม่มีความ เดือดร้อนเป็นทุกข์ ทั้งแก่ตนเองและแก่สังคมด้วย; เรียกว่า การศึกษานี้สร้างบุคคลและสร้างสังคม ให้ถูกต้องพร้อมกันไป ในตัว. นี่แหละ อาตมาได้พูดถึงเรื่องอะไรเป็นอะไร ใน วันแรกนี้โดยหัวข้อว่า การศึกษาคืออะไร? แล้วก็ให้คำนิยาม อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว และขอร้องย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า กรุณาช่วย จำเอาไปด้วย เพื่อหมุนสิ่งต่าง ๆ ให้มันเป็นไปอย่างถูกต้องตาม คลองของการศึกษา ว่า การศึกษา คือสิ่งที่ทำชีวิตให้ก้าวหน้า อย่างถูกต้อง จนมนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับมนุษย์นั้น ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา. การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว อาตมาขอยุติการ บรรยายในวันนี้ ไว้เพียงเท่านี้ เพื่อให้พระคุณเจ้าท่านสวดบท พระธรรม สำหรับส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติธรรมะต่อไป.

น.52 เปิด - เปิด - เปิด เปิด - เปิด ตา : ให้รับแสง แห่งพระธรรม ยิ่งมืดค่ำ ยิ่งเห็นชัด ถนัดถนี่ สมาธิมาก ยิ่งเห็นชัด ถนัดดี นี่วิธี เปิดตาใจ ใช้กันมา ฯ เปิด - เปิด หู : ให้ยินเสียง สำเนียงธรรม ทั้งเช้าค่ำ มีก้องไป ในโลกหล้า ล้านล้านปี ฟังให้ชัด เต็มอัตรา คือเสียงแห่ง สุญญตา ค่าสุดใจ ฯ เปิด - เปิด ปาก : สนทนา พูดจาธรรม วันยังค่ำ อย่าพูด เรื่องเหลวไหล พูดแต่เรื่อง ดับทุกข์ได้ โดยสัจจนัย ไม่เท่าไร เราทั้งโลก พ้นโศก แล ฯ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ _ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๒ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗

น.53 ดับ สังขาร. อนิจฺจา วต สงฺขารา “สิ่งที่เหตุ ปรุงขึ้นมา ไม่เที่ยงหนอ !” อุปาท วยธมฺมิโน ; พอ เกิดแล้วก็ แปรไป เป็นธรรมดา อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ มันเกิด, ผลิ แล้วก็ดับ ลับต่อหน้า เป็นเช่นนี้ เวียนวัฏฏ์ อยู่อัตรา ใครจะว่า วอนอย่างไร ไม่ฟังกัน เตสํ วูปสโม สุโข ; แปล ว่า สุขแท้ คือสงบการ ปรุงแต่งนั่น ไม่ปรุงแต่ง ตัวตนอะไร สักสิ่งอัน ชีวิตดับ หรือไม่, นั้น ไม่เป็นประมาณ ฯ พ. อินฺทปัญฺโญ

น.54 การศึกษาที่แท้จริง ควรทำให้เกิดมี :- (ตามทัศนะของพุทธบริษัท) ความไม่มีวิกฤตกาลในโลก (อย่างที่กำลังมี) ความที่ไม่มีใครติดยาเสพติด การไม่ขัดแย้งทะเลาะวิวาทกันด้วยการศึกษา ความไม่บ้ากามารมณ์ ความไม่เอาสิ่งลามกอนาจารมาเป็นศิลป์ ความมั่นคงแห่งสถาบันผู้มีพระคุณ (บิดามารดาครูบาอาจารย์) ความรู้จักมีสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์แท้จริง (ชาติ- ศาสนา-มหากษัตริย์) ความขยะแขยงต่ออบายมุข ทุกชนิด การกินอยู่แต่พอดี พลวปัจจัยในการสร้างโลกศรีอารยเมตไตรย การช่วยให้รอดในทุกความหมาย, (ทางกาย - วิญญาณ - ของมนุษยชาติ) ความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์ ในความหมายที่แท้จริง การได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ความรู้ประสีประสา (รู้ภาสีภาสาตามที่คุณยายเรียก) ความก้าวหน้าของชีวิต ที่เต็มตามความหมายของคำว่า "ชีวิต" ความถูกต้องทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของมนุษย์ การสร้างรากฐานที่ถูกต้องของวัฒนธรรมประจำชาติมนุษย์ การได้อนุชนที่สามารถสืบต่อมรดกมนุษยธรรมที่ยิ่งขึ้นไป ความถูกต้อง ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสติปัญญา ความรู้ในตัวชีวิต จากตัวชีวิต ผ่านตัวชีวิต ความรู้ทั้งจากการเรียน การกระทำ การเสวยผล ความสามารถในการค้นหา ต่อสู้ สร้างสรร ความสงบสุข ทั้งส่วนตนและสังคม ในขณะที่ทำหน้าที่การงาน ในที่สุด คือ ได้ลุถึงอมตธรรม หรือชีวิตนิรันดร.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต