น.7 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย , การบรรยายวันเสาร์ แห่งภาควิสาขบูชา เป็นครั้ง ที่ ๑๒ ในวันนี้นั้น อาตมาก็ยังคงกล่าว เรื่อง อะไรเป็นอะไร ? ต่อไปตามเดิม. ส่วนในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า "สิ่งที่ดี ที่สุดสำหรับมนุษย์นั้นคืออะไร ?". อาตมาเชื่อว่า สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ นั้น คงเป็น ที่สนใจของท่านทั้งหลายอยู่ ; แม้ที่สุดแต่ที่ยังเป็นนักเรียน นักศึกษา คน สนใจ ในเรื่องสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ โดยรู้สึกตัว โดยความต้องการที่จะทราบจริงๆ ก็มี และ สนใจชนิดที่ไม่ได้ ตั้งอกตั้งใจอะไร ก็มี คือเขาคิดเอาเอง. เมื่อจะดูโดยสรุปแล้ว เราก็จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ดีที่สุด. สำหรับมนุษย์นั้น อาจจะกล่าวเป็น ๒ พวก คือ ตามที่เรารู้สึก เอาเอง ว่าเป็นอย่างไร, และอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตามระบบของ ศาสนาต่าง ๆ ได้บัญญัติไว้ ตลอดจนถึงขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ถ่ายทอดออกจากศาสนานั้น. * บรรยายเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๗ มิ.ย. ๒๕๒๑ ๑
น.8 ๒ ขอให้ตั้งใจทำความเข้าใจในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ สำคัญที่สุดสำหรับความเป็นมนุษย์ ; เพราะถ้ามนุษย์ไม่ได้รับ สิ่งที่ดีที่มนุษย์ควรจะได้รับ นั่นก็คือความไม่เป็นมนุษย์นั่นเอง. ในทางศาสนาเขาเรียกว่า "เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และ ได้พบพระพุทธศาสนา" ทั้งที่มีศาสนาบอกให้ แล้วก็ยังไม่ รู้จัก, และเขาก็จะถือเสียว่าเป็นสิ่งที่รู้เอาเองได้. ข้อนี้ก็มีอยู่ จริง ขอให้ทุกคน สังเกตดูจิตใจของตัวเอง ซึ่งได้ยึดเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เป็นยอดสุดของสิ่งที่ปรารถนา เรียกว่า "ยอดชีวิต" หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก. ข้อนี้เป็นธรรมดาที่ว่า ทุกคนจะมีความรู้สึกคิดนึก จนมีความรู้สึกคิดนึกเป็นของตนโดยเฉพาะ เป็นทิฏฐิ ความ คิด ความเห็น ความเชื่อ ความยึดมั่นถือมั่น ของบุคคลนั้นไป เลย. ทุกคนจึง มีความคิดเป็นของตัวเองว่า อะไรดีที่สุด ; แม้ จะไม่ได้พูดออกมาให้คนอื่นได้ยิน ก็เก็บไว้ในใจ ก็ยึดมั่นถือ มั่น จนถึงกับมีเรื่องมีราวได้ เพราะความยึดมั่นถือมั่นนั้น เป็น ไปในทางเสีย มากกว่าที่จะเป็นไปในทางดี. ขอให้ฟังดูให้ดี ๆ ว่า สิ่งที่ดีที่สุด จะมีอยู่เป็น ๒ ชนิด อย่างนี้ คือ ตามที่เขารู้สึกเอาเอง และ ตามที่ระบบของศาสนา บัญญัติไว้. นี่ลองเอาไปเปรียบเทียบกันดู ว่ามันเข้ากันได้ หรืออย่างไร ? เราควรจะปรับปรุงความรู้ ความคิดนึก ความรู้ สึกอันนี้ อย่างไรหรือไม่?
น.9 ๓ เราได้ทราบข่าวจากการโฆษณาสื่อมวลชนอะไรต่าง ๆ ว่า คนกำลังมีความคิดนึกของตนอย่างไร; เมื่อไม่ได้อย่างใจ ก็มีการฆ่าฟัน ทำลายล้างชีวิตซึ่งกันและกัน. อย่างว่า เด็กหญิงคนหนึ่ง เมื่อไม่ได้ตามความต้องการ ของตน ก็ทิ้งพ่อ ทิ้งแม่ ทิ้งบ้านเรือน ไปตามยถากรรม ; เพราะเขาเชื่อว่า ที่เขาว่าเขาดีที่สุดนั้นมันเป็นอย่างนั้น. หรือ ว่าผู้ชายฆ่าบุตร ภรรยา ลูกตาดำ ๆ ของตน แล้วก็ฆ่าตัวเอง ตาม; เขาก็ต้องมีอะไรตามความคิดนึกรู้สึกของเขาว่ามันดี ที่สุด. เมื่อไม่ได้แล้วก็ตายเสียดีกว่า มันจึงมีการฆ่าตัวเอง ตาย, ฆ่าผู้อื่นตาย, กระทั่งฆ่าบิดามารดาของตัวเองตายก็ยังมี. นี่แหละ ปัญหาที่มันเกิดขึ้นจากการที่เราไม่รู้สึกว่าอะไรดีที่สุด สำหรับมนุษย์. ยุวชนทั้งหลายขะมักเขม้นในการศึกษาเล่าเรียน ก็ด้วย ความรู้สึกว่า จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่ตัวควรจะได้ ; ทั้งที่มันยัง มืดมัวสลัวอยู่ไม่รู้ว่าอะไร. หรือว่าตาม ๆ เขาไปว่าเรียนให้มัน มากเข้าไว้; ได้ปริญญามากๆ แล้วก็จะมีเงินมากๆ สำหรับ หาสิ่งที่ตนพอใจ. สิ่งที่ตนพอใจแม้ในความหวัง ในความฝัน นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนนั้น ๆ. ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ ควร พิจารณาดู ว่ามันไป ถึงจุดสูงสุดของสิ่งที่เรียกว่า ดีที่สุด หรือ หาไม่ ?
น.10 ๔ ในตอนแรกก็จะพูดกันถึง สิ่งที่ดีที่สุดตามความรู้สึก ของบุคคล นั้นเองก่อน แล้วจึงค่อยพูดถึงเรื่อง สิ่งที่ดีที่สุด ตามระบบของศาสนา ตามมา ทีหลัง เพื่อจะได้เปรียบเทียบกันดู. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า ผัสสะเป็นต้นเหตุแห่งทิฏฐิ คือได้ตรัสว่า "ผัสสะเป็นต้นเหตุแห่งสิ่งทั้งปวง” โดยเฉพาะใน ที่นี้เราจะเล็งถึงทิฏฐิ ว่าผัสสะเป็นต้นเหตุแห่งทิฏฐิ. การ ที่เรามีความคิดเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมานั้น มันเนื่องจาก ผัสสะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา ไปสัมผัสอะไรเข้า เกิดความรู้สึกอย่างไร เราก็ประกอบเป็นทิฏฐิความเห็นขึ้นมา จากการสัมผัสนั้น. อย่างลูกเด็ก ๆ เพิ่งเกิดมา พอได้รับของอร่อย รู้สึก รสของความอร่อย สัมผัสความอร่อย ก็เกิดทิฏฐิความคิดเห็น ขึ้นเป็นหลักว่านี้ดีที่สุด, นี้เราชอบ, นี้เราต้องการ, หรือ ใคร ๆ ควรจะต้องการ. หรือถ้าในทางตรงกันข้าม พบกันเข้า สัมผัสกันเข้ากับสิ่งที่ไม่อร่อย ก็จัดเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการ; เมื่อ เขารู้เพียงเท่านั้น คำว่า "ดี" ของเขาก็คือที่อร่อย ไม่ดีหรือ ชั่วก็คือไม่อร่อย. ดีที่สุดก็คืออร่อยที่สุด ; ชั่วที่สุดก็คือ เจ็บปวด หรือแสบเผ็ดที่สุด. นี่เรียกว่า ทิฏฐิ เกิดขึ้นจากการ ผัสสะ เป็นทิฏฐิตามธรรมดาสามัญที่สุดและเบื้องต้นที่สุด. ทิฏฐิสูงขึ้นไปอีก มันก็ล้วนแต่จะต้องผัสสะ คือมี ผัสสะเข้ากับสิ่งนั้นก่อนเสมอ เช่น จิตไปสัมผัสเข้ากับบางสิ่ง
น.11 ๕ ที่ตนรู้สึกว่ามันสม่ำเสมอ แน่นอน ก็เข้าใจว่ามันเที่ยง. ที่มัน ไม่นอน ก็เข้าใจว่าไม่เที่ยง. แต่แล้วมันยังผิดได้ สำหรับการ ที่จะยึดถือเอาว่าเที่ยง หรือไม่เที่ยงในระยะสั้น. เช่น หลงว่า ร่างกายนเที่ยง ชีวิตนี้เที่ยง ก็เพราะจิตมันสัมผัส หรือรู้สึกต่อ สิ่งที่เรียกว่าร่างกายนี้อยู่ตลอดเวลา ; เขาจึงมีความเห็น ที่ เรียกว่าทิฏฐิ, หรือจะเรียกว่าความรู้ความเชื่อ ต่อมาอีกก็ได้ ว่ามันเป็นอย่างนั้น ๆ. ฉะนั้นเด็ก ๆ ก็สามารถที่จะสร้างทิฏฐิต่าง ๆ นานาหลาย รูปแบบขึ้นมาจากสิ่งที่เรียกว่า “สัมผัส" ; แล้วแต่เขาไปสัมผัส เข้ากับอะไร, แล้วรู้สึกอย่างไร, ความรู้สึกนั้นก็สร้างทิฏฐิ. เมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็เห็นได้ว่า ทิฏฐินี้มันเกิดขึ้นได้ แก่ทุกคน และหลายรูปแบบต่างๆ กัน ; เราจึงมีความคิดเห็น ไม่เหมือนกัน. เราจึงได้ทุ่มเถียงกันเกี่ยวกับทิฏฐิ ถึงกับทะเลาะ วิวาทกันก็มี, เป็นพี่เป็นน้องมันก็ยังทะเลาะกัน เป็นเพื่อนเป็น ฝูงก็ยังทะเลาะกัน, บางทีทะเลาะกับบิดามารดา, เพราะทิฏฐิ ความคิดเห็นไม่ตรงกันอย่างนี้. นี้ขอให้รับฟังไว้สักครั้งหนึ่งก่อนว่า "อย่าไปเชื่อ ทิฏฐินั้นมันนัก" จะต้องให้โอกาสในการที่จะทดสอบ หรือ ในการที่จะเอาหลักธรรมะในทางศาสนา มาเป็นเครื่องวัด วัด แล้วปรับปรุงกันเสียก่อน. ถ้ามิฉะนั้นแล้ว ก็จะเป็นเหมือน
น.12 ๖ กับที่กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้ คือ คนเป็นอันมากในเวลานี้ เมื่อ ได้สัมผัสกันกับรสอันสูงสุดของวัตถุนิยมทางเนื้อทางหนังมาก ขึ้น ; ทิฏฐิความคิดเห็นก็เปลี่ยนไปในทางที่เป็นกิเลสมากขึ้น และรุนแรงขึ้น ; ตกเป็นทาสของความอร่อยทางเนื้อหนังตาม ทิฏฐินั้นแล้ว มันก็พูดกันไม่รู้เรื่อง ปรองดองอะไรกันไม่ได้ ก็มีแต่ข้อขัดแย้ง มีความขัดแย้งมากขึ้น. โลกนี้ก็เต็มไป ด้วยเสนียดจัญไร คือสิ่งขัดแย้งทั้งหลายนั้น ย่อมเป็นเสนียด จัญไรอยู่ในตัวมันเอง จะทำลายใครเมื่อใดก็ได้ เราอย่าชอบในการที่จะสร้างความขัดแย้งกันขึ้นมา , เราจะชอบการปรับปรุงความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยให้ ทิฏฐิของเรานั้นเปลี่ยนได้ ไปตามเหตุผลของความถูกต้อง. อย่ายึดมั่น อย่างที่เรียกว่า “กระต่ายขาเดียว" แล้วก็ยึดมั่นอย่าง ที่เป็นครั้งแรก แล้วก็ยึดมั่น. นี้เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับมนุษย์ที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็ในยุคแรก ๆ คือที่ยังเป็นเด็กยังเป็นเยาวชน ท่านจึงมีหลักธรรมะ หรือศีลธรรม; ให้เด็ก ๆ เชื่อบิดามารดา ครูบาอาจารย์ หรือพระศาสนาไปก่อน ; มันปลอดภัยกว่า ถึง กับพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่า "บุตรที่ประเสริฐที่สุดนั้นคือ บุตรที่เชื่อฟัง" ; ไม่ได้ตรัสไปถึงบุตรที่สวยงาม เฉลียวฉลาด อะไรทำนองนั้น. แต่ทรงย้ำข้อที่ว่า เชื่อฟังประเสริฐที่สุด สำหรับการเป็นบุตร เพราะยังเล็กอยู่นั่นเอง.
น.13 ๗ ทีนี้ ก็ลองพิจารณาดูถึงข้อที่ว่า ผัสสะมันสร้างทิฏฐิ และได้เป็นมากขึ้น ๆ อย่างไร? ถ้าเขาถามว่า อะไรดีที่สุด สำหรับเรา ? ให้เราเลือก เราก็จะเลือกเอาสิ่งที่มันได้อย่างอก อย่างใจไปเสียหมดนั่นแหละว่าดีที่สุด, จริงไหม ? ขอให้ลอง คิดดูว่า มันได้อย่างใจไปเสียหมดทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละมันดี ที่สุด เราก็จะคิดอย่างนี้, หรือง่ายที่จะคิดอย่างนี้ โดยที่ไม่รู้ว่า ความจริงนั้นมันจะเป็นอย่างไร. เมื่อคนเขาเห็นว่าเงินจะเป็นเหตุให้ได้อะไรไปเสียทั้ง หมดตามที่เราต้องการ ก็เลยหลงใหลในการได้เงิน, ได้เงิน มากๆ ถ้าพูดให้ตรง ๆ ก็จะพูดว่า นักเรียน นักศึกษาทั้ง หลาย ที่นั่งอยู่ที่นี่ ตั้งใจจะเรียนให้สำเร็จเพื่อหวังอะไร ? เห็น ๆ กันอยู่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีทั่วไปว่า เพื่อให้มันได้เงิน; แล้วเงินนั้นจะเอาไปใช้อะไรตามที่ตัวต้องการ ; เลยสรุปความ ว่า ต้องการอะไรได้อย่างนั้น นั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด. นี้เป็นเรื่อง ความรู้สึกที่อาจจะเกิดขึ้นได้เอง ตามวิสัยของชาวโลก ทีนี้ เมื่อมองดูถึง ทางฝ่ายศาสนา เขาก็ยังค้านว่า มันไม่ได้, มันเป็นไปไม่ได้; เพราะว่ามันก็จะต้องการกัน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด อย่างไม่รู้จักอิ่มจักพอ : ต้องการอะไรก็ได้, ต้องการอะไรก็ได้, ต้องการอะไรก็ได้, มันต้องการจนเป็นบ้า เป็นหลังไปเลย ; มันก็ไม่ถึงที่สุด ที่จะทำให้หยุดความต้องการ เสียได้. ทางศาสนาเขาจึงถือไปทำนองที่ว่า สิ่งที่ทำให้เราหยุด
น.14 ๘ ต้องการอะไร ๆ เสียได้นั่นแหละ ดีที่สุด. นี่แหละมันเกิดขัด กันขึ้นมาอย่างนี้ เราจะเลือกเอาอย่างไหน ? เอาซิ, ถ้าเราอยากจะถือว่า ได้ตามที่ต้องการทุกอย่าง ดีที่สุด ก็ลองดู ทำอะไร? ทำอย่างไร? จึงจะได้ทุกอย่าง ที่เราต้องการ. บางคนคิดว่าหาเงิน หาให้มาก แล้วมันก็ได้ ตามที่เราต้องการ ; แต่แล้วมันก็ไม่ปรากฏว่าเป็นจริงอย่างนั้น ; เพราะเขาต้องการมากกว่าที่เงินจะมี หรือเงินจะหามาได้เสมอ. คิดดูก็จะมองเห็นว่า คนมันต้องการอะไรมากกว่าเงินที่มีอยู่ หรือมากกว่าเงิน, กว่าเงินที่จะหามาได้. หรือว่าจะได้เงินมาสัก เท่าไร เราก็ยังจะใช้ให้มันหมดได้ แล้วสิ่งที่ต้องการก็ยังเหลือ อยู่สำหรับจะต้องการอีกต่อไป. นี่แหละ โดยธรรมชาติแล้ว ต้องการอะไรได้อย่าง นั้นไปทั้งหมด มันก็ไม่ทำให้เราหยุด หรือเป็นสุขได้ มัวแต่ บ้าต้องการแล้วได้, ต้องการแล้วได้, ต้องการแล้วได้, อย่าง เป็นบ้าเป็นหลังไปเลย; และความต้องการนั้นจะเป็นไปแรง กล้าขึ้นทุกที จนผิดธรรมชาติ หรือจนอะไรก็ตาม ซึ่งมันเป็น ผลร้าย. เราสมัยนี้ มีสิ่งที่มาให้สัมผัสแต่เรื่องความสุข สนุก- สนานเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง; เราก็หวังจะหาเงินมาซื้อหา สิ่งเหล่านี้ และมีสิ่งเหล่านี้ อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น. เพราะว่า สมัยนี้ เขาอาจจะผลิตสิ่งที่มายั่วยวนความสุขเอร็ดอร่อยนี้ อย่าง
น.15 ๙ ไม่รู้สิ้นสุดเหมือนกัน. คนผลิตขึ้นขายจะแพ้ หรือว่าคนที่หา เงินซื้อจะแพ้? นี่ก็ไปลองคิดดู. มีเงินถือว่าเป็นสารพัดนึก จะใช้อะไรก็ได้ นี้มันเป็นเพียง ทิฏฐิของคนที่สัมผัสแต่เรื่องต่ำ ๆ . เขาไม่รู้ว่า เงินนี้มันช่วยแก้ ปัญหาเรื่องกิเลส หรือเรื่องความเกิด แก่ เจ็บ ตายไม่ได้ ก็ยัง หลงบูชาเงินอยู่นั่นเอง. ถ้าผิดไปจากนี้ ก็ไม่อยากจะเอาใจ ใส่ คืออยากจะให้มันผิดอยู่อย่างนี้ เพราะว่ามันเป็นที่ชอบใจ ของเรา จึงเกิด ลัทธิที่ว่าบูชาเงิน กันขึ้นมา ท่วมไปทั้งโลก. จะหาว่าเป็นเรื่องแกล้งพูด แกล้งด่า ก็ตามใจ; แต่ ขอให้ลองคิดกันดูสักหน่อยว่า โลกนี้กำลังเป็นโลกที่บูชาเงิน เป็นพระเจ้ากันหรือไม่ ? ดูการกระทำของทุกๆ คนเท่าที่เราจะ ดูได้ก็แล้วกัน เขาได้เงินมาแล้ว เขาทำอะไรกันบ้าง? ก็เอามา เพื่อจะ แสวงหาส่วนเกินสำหรับตน ทั้งนั้น ; ไม่ได้ต้องการอยู่เพียง แต่ส่วนที่จำเป็น ที่เรียกว่า "ปัจจัยสี่" คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย หรือ ยารักษาโรค เท่าที่จำเป็น ซึ่งก็ไม่ต้องหามา มากมาย. เดี๋ยวนี้หามาสำหรับ ส่วนเกินยิ่งกว่าเกิน ก็หากัน อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น; แล้วก็ยังแก้ตัวว่า "แสวงหาปัจจัยสี่" อยู่นั่นเอง. ถ้าแสวงหาในลักษณะที่มันเป็นส่วนเกินแล้ว มัน ไม่ใช่ปัจจัยสี่เสียแล้ว.
น.16 ๑๐ ถ้าจะเรียกว่า ปัจจัยสี่ มันจำกัดความอยู่ที่ว่า เท่าที่มัน จำเป็นแก่ชีวิต ที่จะสะดวกสบายได้อย่างไร. เดี๋ยวนี้เขาหามาทำให้จิตใจมันเสียนิสัย ให้กิเลสมัน เฟื่องฟู มีความต้องการไม่รู้จักจบจักสิ้น ก็เกิดเป็นภัยขึ้นมาใน จิตใจด้วยทิฏฐิอันนั้น เพราะไปสัมผัสในรสของสิ่งนั้น ๆ อย่าง ผิดพลาด ไม่ตรงตามความเป็นจริง. ครั้งโบราณเขามีคำพูด ๆว่า "สมบัติจักรพรรดิ์" คือ พระจักรพรรดิ์มีอะไรได้อย่างใจไปเสียทุกอย่าง มีช้างแก้ว ม้าแก้ว ฉัตรแก้ว นางแก้ว ขุนพลแก้ว, อะไรแก้วไปเสีย ทุกอย่าง. คำว่า "แก้ว" ในที่นี้หมายความว่า มันได้อย่างอก อย่างใจไปเสียทุกอย่าง; ในที่สุดพระจักรพรรดิ์นั้น ก็ไม่มี อะไรที่จะดีไปกว่าคนธรรมดา คือว่าต้องเจ็บ ต้องไข้ เรียก อย่างเดี๋ยวนี้ก็เรียกว่า ต้องปวดหัว ปวดศีรษะ ด้วยปัญหาอย่าง อื่นที่มันยังเหลืออยู่. ความรับผิดชอบ หรือการจัดการให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไป อย่างครบถ้วนนั้น มันก็ ยิ่งมากไปตามที่ว่ามันจะได้ไปเสียทุกอย่าง, ไม่สามารถจะครอบงำความโลภ ความโกรธ ความหลง ใน จิตใจได้. ปัญหาต่างๆ ที่เกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของ ธรรมชาติ; เช่นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้นนี้ มันก็ แก้ไม่ได้.
น.17 ๑๑ ฉะนั้น ผู้ที่ฉลาดจึงไม่ได้ต้องการเพียงสมบัติของจักร- พรรดิ์ ; อย่างที่เราอ่านพบในเรื่องราวพุทธประวัติว่า พระ- พุทธองค์ทรงยอมสละสมบัติจักรพรรดิ์เพื่อไปเป็นคนขอทาน คือ ไปเป็นนักบวช, แสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดยิ่งไปกว่าสมบัติจักรพรรดิ์ อย่างนี้. ในสมัยโบราณอีกเหมือนกัน ก็มีคนที่ เคยมีความคิด ยึดมั่นถือมั่นว่า ความสมบูรณ์ด้วยกามารมณ์ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ มนุษย์ ตามความหมายของคำพูดสูงสุดแห่งยุคนั้น คือคำว่า "นิพพาน”. เขาถือว่าการได้สมบูรณ์ในเรื่องกามารมณ์นี้เป็น นิพพาน ; มีคนเห็นด้วย และนิยมลัทธินี้กันมากมายเหมือนกัน ก่อนครั้งพุทธกาล. แม้ครั้งสมัยพุทธกาล ถ้าเป็นอย่าง ธรรมดาสามัญก็เรียกว่า "อย่างมนุษย์". ถ้าเป็นอย่างพิเศษ สูงสุดก็เรียกว่า "สวรรค์" ; ล้วนแต่มีกามารมณ์สูงสุดเป็นสิ่ง ที่ดีที่สุดของมนุษย์ อย่างนี้มันก็เคยมี. ทีนี้ต่อมา คนฉลาดพวกอื่นเขาเห็นว่ามันเป็นเรื่องบ้า คือไม่รู้จักจบจักสิ้น ในเรื่องความหลงใหลในกามารมณ์นั้น ไม่รู้จักจบจักสิ้น มันไม่หยุด มันไม่รู้จักหยุด และมันเป็น เรื่องกระวนกระวายตลอดเวลา ข้อนี้ อยากจะขอให้นักเรียน นักศึกษาทุกคนเข้าใจ คำพูดคำนี้ ตามหลักของพุทธศาสนาที่ว่า เมื่อยังไม่ได้ก็ กระวนกระวาย; ครั้นได้มาแล้วก็ยิ่งกระวนกระวายหนักขึ้น
น.18 ๑๒ สิ่งใดเป็นที่รัก ที่พอใจ ที่ปรารถนา เมื่อยังไม่ได้มามันก็หิวจะได้ ใคร่จะได้ มันก็กระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา. ครั้นได้มามันก็ กระวนกระวาย ด้วยความรัก ความพอใจ ความหึง ความหวง ความหวาดระแวง ในการที่มันจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น แม้ บริโภคใช้สอยอยู่แท้ ๆ มันก็ยังหวาดระแวงว่าจะพลัดพราก จากกันไป. นี้เป็นสัมผัสอันสูงสุดที่เขาได้สัมผัสกันมาแล้ว เขาจึง รู้สึกอย่างนี้, และสร้างทิฏฐิความเห็นขึ้นมาว่า เราจักไม่หลง ใหลในสิ่งใด จะไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด โดยความเป็นของ ที่น่ารัก น่าพอใจ อย่างแน่นแฟ้น. ขอให้ทุกคนอย่าต้องพลัดตกลงไปในหลุมนรกอันนี้ เลย คือเมื่อยังไม่ได้ก็กระวนกระวาย ; ครั้นได้มาแล้วก็ยิ่งกระ- วนกระวายหนักขึ้นไปอีก. เกิดมาที่หนึ่ง ขออย่าได้พลัดตก ลงไปในนรกอันนี้ ซึ่งมีแต่ความกระวนกระวายคอยแผดเผา เร่าร้อน; จงมีสติปัญญา มีธรรมะให้เพียงพอ. ที่ เมื่อยังไม่ได้ และมันควรจะได้ ก็ทำไปด้วยจิตที่ สงบ. อย่างจะเรียนหนังสือ ขอให้เรียนด้วยจิตที่สงบ; อย่าให้ กระวนกระวาย มันจะเป็นโรคจิต เป็นโรคประสาท หรือ เป็นโรคทางร่างกายจนตายไปเสียก็มี. เมื่อยังไม่ได้ ยังต้อง แสวงหาอยู่ ก็ทำไปด้วยจิตที่มันปรกติหรือสงบ ไม่ต้องกระวน กระวาย. ครั้น ได้มาแล้ว ก็ไม่ต้องบ้าหลงรัก พอใจ กระวน
น.19 ๑๓ กระวายเพราะความรัก เพราะความยึดมั่นถือมั่น จนกระทั่ง มีความหึงหวง หวาดระแวง ซึ่งมันก็กระวนกระวาย. แต่ให้ มันมีใจคอปรกติ เกี่ยวข้องใช้สอยสิ่งที่ควรจะเกี่ยวข้อง ใช้สอย หรือมี หรือเป็น หรืออะไรกันไปตามธรรมดาสามัญ โดย ไม่ต้องกระวนกระวาย. นี่เป็น หลักสำคัญในศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธ- ศาสนา ที่มีหลักปฏิบัติขึ้นมาไว้สำหรับที่จะรับประกันว่า เมื่อ ยังไม่ได้ก็ไม่กระวนกระวาย; เมื่อได้มาก็ไม่กระวนกระวาย จึงอยู่ด้วยความเยือกเย็นไปได้จนตลอดชีวิต แล้วก็สามารถที่ จะได้ในสิ่งที่ควรจะได้ สูง ๆ ยิ่งขึ้นไปตามลำดับ จนกว่าจะถึง สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ คืออะไร ? ซึ่งจะได้พูดกันต่อไป. คนฉลาดพวกนั้น เมื่อเห็นว่า เรื่องกามารมณ์เป็น เรื่องเผาลน อย่างนี้แล้ว เขาก็ไปค้นหาสิ่งที่ตรงกันข้าม; เขา จึงได้พบวิธีทำจิตให้หยุด ให้สงบ ซึ่งเรียกว่า "สมาธิ". แล้วก็ มีความสุขเกิดจากสมาธิ เรียกว่า "เข้าฌาน" หรือเรียกว่าอะไร ก็แล้วแต่จะเรียก มีความสุขชนิดที่ไม่เผาลน ก็เลยมีการบัญญัติ ว่านี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ กันพักหนึ่ง. ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า มันตรงตาม หลักที่พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ทิฏฐิเกิดมาจากผัสสะ, ผัสสะให้เกิดทิฏฐิเสมอ.
น.20 ๑๔ พวกฤๅษี มุนี ที่เข้าไปอยู่ในฌาน ในสมาธิ ได้รับ รสความสุขแปลกออกไป เหนือความสุขอื่น ๆ ที่เคยผ่านมา แล้วแต่กาลก่อน จึงบัญญัติสิ่งนี้ว่าเป็น นิพพาน. ทั้งหมดนี้ มันเกิดขึ้นตามสัมผัสทั้งนั้น เรียกว่าสิ่ง ที่ดีที่สุดของมนุษย์ที่เกิดขึ้นจากทิฏฐิ และเกิดมาจากสัมผัส ของเขา. เราจะต้องทำความเข้าใจกันในตอนนี้สักอย่างหนึ่งว่า สิ่งที่ดีที่สุดนั้น มันมีความหมายอยู่ที่การได้ ไม่ได้มีความหมาย อยู่ที่การเป็น : เป็นนั่น เป็นนี่, มันก็เป็นได้ เป็นได้หลาย อย่าง. แต่การเป็นนั้นน่ะ มันเป็นเพื่อจะได้อะไรต่างหาก; เมื่อได้เป็นอะไรแล้วมันจะได้อะไรนั่นแหละ มันจึงอยากจะเป็น อย่างที่ตนอยากจะได้อะไร. เรื่องการเป็นนั่นเป็นนี่ เราไม่พูดถึงก็ได้ เราไปพูด ถึงการได้ ว่าถ้าได้เป็นขึ้นมาแล้วมันจะได้อะไร เช่น ได้เป็น ฤๅษี มุนี ก็จะได้ความสุขจากการเข้าฌาน, เป็นเทวดา ก็จะได้ ความสุขจากกามารมณ์, เป็นเศรษฐี เป็นคนร่ำรวย ก็จะได้ ความสุขจากทรัพย์สมบัติโดยเฉพาะก็คือเงิน ที่จะบันดาลอะไร ให้ตามที่เขาต้องการ. อย่างนี้รวมเรียกว่า มันเป็นทิฏฐิ ความ คิด ความเห็น ของคนเหล่านั้น ที่จะบัญญัติว่า อะไรดีที่สุด สำหรับมนุษย์.
น.21 ๑๕ นี่เรื่องสำหรับมนุษย์ มีความคิดเกิดมาจากสัมผัส เป็นทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็ยึดถือ ถือมั่นกันอยู่ เราคน ธรรมดาทั่วไปก็อยู่ในจำพวกนี้ เรากำลังคิดว่า อะไรเป็นสิ่งที่ดี ที่สุด สำหรับมนุษย์ และขอให้เผื่อไว้บ้างว่า อย่าเพ่อล่มหัว จมท้ายกับความคิดชนิดนั้นโดยส่วนเดียว, ก็ลองคิดดู จะคอย สังเกตดูต่อไปว่ามันจะจริงหรือไม่ ? สำหรับความรู้สึกของคนธรรมดาสามัญ มันก็มีเพียง เท่านี้ ; เมื่อต้องการอะไรได้อย่างนั้นแล้วก็เป็นดีที่สุดสำหรับ เขาแล้ว แล้วเขาก็ค้น ๆ กันไป, จนมาสูงสุดอยู่แค่มีจิตเป็น สมาธิ จนกว่าจะเกิดบุคคลประเภทอื่น ซึ่งมีสติปัญญาสูงขึ้น ไป จนทำให้เกิดระบบทางศาสนาเกิดขึ้น. หรือว่าเขาได้เคย ผ่านมาแล้ว เขาก็สอนไว้สำหรับคนชั้นหลังจะได้ยึดถือเป็นหลัก ปฏิบัติ เมื่อกล่าวตามระบบของศาสนาแล้ว มันก็ไม่มีอะไรที่ จะเหมือนกับที่คนธรรมดาสามัญเขาต้องการ เพราะว่ามันมี สัมผัสกันคนละระดับ มีสติปัญญากันคนละระดับ. ถ้ากล่าวตาม หลักของพระศาสนาทั่ว ๆ ไปที่มีอยู่ เขา บัญญัติไว้ ซึ่งใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ จะชอบหรือไม่ชอบมันก็ แล้วแต่ ; เขาบัญญัติไว้ว่า การอยู่กับพระเจ้า การได้เข้าไปอยู่ เป็นอันเดียวกับพระเจ้า เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์. นี้คงจะมืดมนท์สำหรับหลายๆ คน ที่นั่งอยู่ที่นี่ ที่ไม่ รู้จักว่าพระเจ้านั้นคืออะไร ? หรือถ้าจะรู้จักตามความคิด
น.22 ๑๖ ความนึกของตน ก็ไม่รู้จัก ก็ไม่รู้ว่าเราจะเข้าไปอยู่เป็นอันเดียว กับพระเจ้าได้อย่างไร ? มันยังเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษากัน อีกมาก. แต่เป็นระบบศาสนาที่เขาได้กล่าวไว้แล้ว แล้วเขายัง กล่าวไว้อย่างได้เปรียบที่สุด ; คือว่าต่อตายแล้วก็ได้ เราอุตส่าห์ ทำความดีให้ตรงตามบทบัญญัติของทางศาสนา ตายแล้วก็ได้ ไปอยู่เป็นอันเดียวกันกับพระเจ้า ไม่เกิด ไม่ตาย ไม่อะไรอีก ต่อไป เป็นความสุขสูงสุด แล้วก็เป็นนิรันดร ตลอดนิรันดร. นี่ศาสนาส่วนหนึ่งในส่วนใหญ่ในโลกนี้ก็มีอยู่อย่างนี้ คือศาสนา ที่มีพระเจ้า. แต่บางทีเขาก็ให้ความหมายแก่คำว่า "พระเจ้า" ไป ในรูปนามธรรมก็มี ถ้าพระเจ้าอย่างบุคคล มันก็เป็นเหมือน กับอย่างบุคคล อยู่ในบ้าน ในเมือง แล้วไปอยู่กับท่าน. ถ้า ว่าพระเจ้าอย่างนามธรรม ก็เรียกว่า "บรมอัตตา" "ปรมาตมัน" ไปเป็นตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง คนละจาก โลกนี้ไปแล้ว อัตตานั้นก็เข้าไปรวมกับอัตตาใหญ่ ที่เรียกว่า ปรมาตมัน แล้วก็อยู่เป็นนิรันดร์ เขาถือว่านี้เป็นสิ่งสูงสุด ดีที่สุด หรือสูงสุดสำหรับมนุษย์. ทีนี้ มี พุทธศาสนา เกิดขึ้นมา ไม่สอนอย่างนั้น หรือ อธิบายเป็นอย่างอื่นว่า ดีที่สุดของมนุษย์ก็คือ ทำลายตัวตน ให้หมดสิ้นไป ไม่ต้องไปอยู่กับพระเจ้าที่ไหน. ความสิ้นสุด
น.23 ๑๗ แห่งตัวตนในความรู้สึกของตนนั้นดีที่สุด เมื่อไม่มีความรู้สึก ว่าตัวตน มันก็ไม่อยากจะได้อะไร, มันก็ไม่ผิดหวังอะไร, มันไม่เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลงได้อย่างไร, เพราะ ว่ามันไม่มี "ตัวตน". นี่แหละ ขอให้ทุกคนที่สนใจจะศึกษาพุทธศาสนา ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า มันมีความแตกต่างกันที่ตรงนี้ :- คือศาสนาในประเทศอินเดีย ที่เรียกกันว่า ศาสนา ฮินดู มีอยู่แต่ก่อนนั้น เขาสอน เรื่องความมีตัวตน ; จุดสุด ท้ายก็คือ ตัวตนได้ไปอยู่กับพระเจ้า หรือว่าไปรวมกับ ปรมาตมัน. ทีนี้ ทาง พุทธศาสนา นี้ ตรงกันข้ามว่าไม่ใช่อย่าง นั้น จุดสุดท้ายนั้นก็คือ ตัวตนสลาย ไป เพราะไม่มีความเข้าใจ ว่าเป็น "ตัวตน’ หรือยึดถือเป็น "ตัวตน"; กลายเป็นตัว ตนดับ จิตใจจึงบริสุทธิ์สะอาด ปราศจากความยึดถือว่า "ตัวตน" แล้วก็ไม่ต้องมีความทุกข์อีกต่อไป. เดี๋ยวก็เข้าใจไม่ได้ว่า มันต่างกันที่ตรงไหน ? ครู- บาอาจารย์ในโรงเรียนก็ สอนผิด ๆ เรื่องเกี่ยวกับลัทธิศาสนา เห็นว่ามันไม่ต่างกัน เขาสอน ให้ทำดี ทำจิตให้บริสุทธิ์, อะไร เหมือนกันทั้งนั้น.
น.24 ๑๘ แต่มัน ต่างกันอย่างตรงกันข้าม คือว่า อันหนึ่งไปเป็น ตัวตนที่ถาวรอยู่กับพระเจ้า, อันหนึ่งเป็น การทำลายความรู้สึก ว่า "ตัวตน" นั้นให้หมดไป อย่าให้มีเหลืออยู่. นี่เป็นนิพพาน ในพุทธศาสนา ถ้าเป็นนิพพานฝ่ายนอกพุทธศาสนา เขาไปมี ตัวตนอยู่กับนิพพานนั้น ซึ่งเขาจะเรียกว่า พระเจ้า หรือจะเรียก ว่า ปรมาตมัน ก็สุดแท้ มันต่างกันอย่างนี้. พวกหนึ่งไปมีตัวตนที่ถาวรอยู่ ; พวกหนึ่งมีตัวตน อันสลายแล้ว จิตไม่มีอะไรที่จะไปเกาะเกี่ยวยึดถือ สำหรับจะ มีความทุกข์อีกต่อไป. นี้เรียกว่าความสิ้นตัวตน ก็คือสิ้นกิเลส แล้วก็สิ้นกรรม สิ้นทุกอย่างที่เป็นปัญหาที่ทำให้มนุษย์เราต้อง มีความทุกข์. และ เราอาจถึงสิ่งนี้ หรือนิพพาน ในลักษณะ อย่างนี้เดี๋ยวนี้ก็ได้ ไม่ต้องรอจนกว่าจะตายแล้ว. ถ้าผู้ใดเข้าใจพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง สามารถจะทำ จิตใจของตนให้บรรลุถึงสภาพอันนี้ได้ทันในชาตินี้, รู้สึกได้ ด้วยความรู้สึกในชาตินี้, เรียกว่า บรรลุนิพพานในทิฏฐธรรม คือในภพในชาติที่ตนเห็น ที่ตนรู้สึกอยู่. ทีนี้ เราจะมาดูว่า แม้ว่าลัทธิทั้ง ๒ นี้ คือ มีตัวตน กับ ไม่มีตัวตน นี้ มันต่างกันอย่างนี้; แต่มันมีอะไรมุ่งหมายตรง กันอยู่อย่างหนึ่ง สิ่งนั้นคืออะไร? สิ่งนั้นก็คือ ความไม่มีทุกข์ ความไม่รู้สึกเป็นทุกข์ ในทุกกรณี นั่นแหละมันเป็นจุดมุ่ง หมาย มันเลยเหมือนกันที่ตรงนี้.
น.25 ๑๙ อันนี้ขอให้เข้าใจไว้ด้วย ครูบาอาจารย์ นักเรียน นัก ศึกษา ทั้งหลาย อย่าได้ไปหลงผิด เพราะเขามักจะโฆษณา ชวนเชื่อกันในรูปที่ทำให้หลงผิด เช่นว่า คอมมูนิสต์ก็มีปัญหา ว่าสังคมเป็นทุกข์ แล้วคอมมูนิสต์ก็มีความมุ่งหมายสุดท้ายว่า จะทำให้สังคมไม่มีความทุกข์. ทีพุทธศาสนาก็เหมือนกัน อ้าง หลักว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์, แล้วก็มีวิถีทางที่จะทำให้ชีวิตนี้ไม่มี ความทุกข์. เขาก็เลยเอาไปอ้างว่ามันเหมือนกัน เพื่อจะ โฆษณาให้แก่คอมมูนิสต์ว่า เหมือนกับพุทธศาสนา ; แต่ เขาไม่ได้พูดในข้อที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์ เพราะถ้า เขาไปพูดถึงส่วนนี้ มันก็จะแตกต่างกัน มันเหมือนกันไม่ได้. ไปดูเอาเองเถอะว่า ลัทธิหนึ่งมันก็ต้องการจะทำอะไร ที่ ฝืนธรรมชาติ; ส่วนอันหนึ่งต้องการให้เป็นไปอย่าง ถูกต้อง กับธรรมชาติ คือถ้าจะสูงขึ้นมาถึงลัทธิศาสนา ๒ ชนิดที่ว่าจะ ดับความทุกข์อย่างไร ? พวกหนึ่งก็ว่าไปมีตัวตนที่ถาวรเสีย. แต่พุทธศาสนาก็บอกว่าทำลายตัวตนนั่นแหละเสีย. แม้จะพูด ว่านิพพานในสุดท้ายเหมือนกัน ; แต่การกระทำให้นิพพาน วิธีกระทำให้นิพพานนั้น มันต่างกันอย่างตรงกันข้าม, พวก หนึ่งให้มีตัวตนถึงที่สุด พวกหนึ่งว่าทำลายตัวตนเสียให้ถึงที่ สุดไม่มีเหลือ. เรื่องที่อ้างว่ามันเหมือนกัน โดยที่ว่าตั้งต้นอยู่ที่ความ ทุกข์ แล้วจบลงด้วยความไม่มีทุกข์ เพราะฉะนั้นจึงเหมือนกัน
น.26 ๒๐ นี้ระวังให้ดี วิธีที่จะทำลายความทุกข์หมดสิ้นไปนั้นมันไม่ เหมือนกัน อย่างลัทธิสังคมนิยม หรือคอมมูนิสต์ หรืออะไร เขาก็มีของเขาไปอย่างหนึ่ง, พุทธบริษัทก็มีไปอีกอย่างหนึ่ง ; ดังนั้นมันจึงไม่เหมือนกัน. เรารู้ให้ชัดเจนในข้อนี้ เราก็จะได้พบสิ่งที่ว่าดับทุกข์ ได้จริง เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ได้จริง แล้วที่ว่าดีที่สุดนี้ ขอให้แน่นอนลงไปว่า ได้กันโดยประจักษ์ทันตาเห็นที่นี่ ไม่ ต้องรอต่อตายแล้ว นั่นแหละสำคัญมาก ขอให้มีชีวิตอยู่อย่างที่ ไม่มีความทุกข์เลย. อะไรจะทำให้ไม่ต้องมีความทุกข์เลย ก็คือ ระบบ ปฏิบัติที่เรียกว่า ธรรมะ. นักเรียน นักศึกษา ทั้งหลาย ช่วย จำคำนี้ไว้สักคำหนึ่งว่า ธรรมะคืออะไร ? ธรรมะ คือ ระบบ ปฏิบัติที่ถูกต้อง และก็จำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกขั้นทุกตอน แห่ง วิวัฒนาการของเขา ทั้งในส่วนบุคคล และทั้งในส่วนสังคม ทั้งในฝ่ายวัตถุ และทั้งในฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ. นี้คือระบบที่ เราจะถือเอาเป็นเครื่องบำบัดความทุกข์ และได้สิ่งที่ดีที่สุด สำหรับมนุษย์ชนิดที่แท้จริง; เพราะทันเวลา คือไม่ต้องรอ ต่อตายแล้ว. จะขอย้ำอีกทีว่า ระบบปฏิบัติ มันเป็นการปฏิบัติ แล้วก็ที่ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ, แล้วก็ที่จำเป็นตามกฎ ของธรรมชาติ, แล้วแก่มนุษย์, แล้วก็ทุกขั้นทุกตอนแห่ง
น.27 ๒๑ วิวัฒนาการของเขา ในด้านสังคมก็ดี ในด้านบุคคลแต่ละคน ๆ ก็ดี ในด้านจิตวิญญาณก็ดี ในด้านวัตถุคือร่างกายก็ดี นี้คือ สิ่งที่ดีที่สุดในฐานะที่เป็นเหตุ หรือเป็นเครื่องมือสำหรับ กระทำ; แล้วก็ได้ผลออกมาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ รับ. ธรรมะนี้ดีที่สุดในฐานะที่เป็นเหตุ เพื่อให้ได้รับผลที่ดีที่สุด นั้นอีกทีหนึ่ง. แต่ภาษาบาลีนั้นกำกวม : เหตุ ก็เรียกว่า ธรรมะ ผล ก็ เรียกว่า ธรรมะ ; ธรรมะเป็นเหตุให้ได้ธรรมะ. ธรรมะที่ดี ที่สุดที่สูงสุดก็เป็นเหตุ ให้ได้รับผลที่ดีที่สุดที่สูงสุด. เราจึงมีสิ่งที่ดีที่สุดอยู่ที่ตรงนี้ เมื่อกล่าวโดยระบบทาง ศาสนา ไม่ใช่กล่าวตามความรู้สึกของเรา ที่ว่าอะไร ๆ ก็เงิน, และอะไรก็ได้ ตามที่กูต้องการทุกอย่าง แล้วก็มันดีที่สุด. นั้นมันคนละเรื่องกัน. อย่าเอาไปปนกัน; ดังที่ได้กล่าวมา แล้วข้างต้นว่า ของที่ดีที่สุด ตามความรู้สึกคิดนึกของเรา กับ สิ่งที่ดีที่สุดตามระบบของศาสนา ได้กล่าวไว้อย่างไร. ลอง เอาไปเปรียบเทียบกันดู อย่างไหนมันจะจริงกว่า; จะถูกกว่า. เดี๋ยวนี้ได้ยินว่า นักเรียน นักศึกษาทุกโรงเรียนสนใจ ธรรมะ สนใจศาสนา ปรับปรุงเรื่องการเรียนธรรมะ เรียน ศาสนา กันเป็นการใหญ่ จึงขอแสดงความหวังว่า ขอให้มีการ เรียนการศึกษาที่ถูกต้อง ตรงตามหลักของศาสนา คือให้ได้สิ่ง ที่ดีที่สุดจริง. อย่าเป็นเพียงดีที่สุดตามความหลอกลวงของ
น.28 ๒๒ กิเลส ของบุคคลที่ยังมีกิเลส. เมื่อเรายังมีกิเลสก็ขอให้ระวัง กิเลส มันจะหลอกเราให้ไปถือเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมันไม่ดีเลย มาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ไปก็ได้. ทีนี้ เราจะพูดกันอีกสักหน่อย ถึง สิทธิ หรือ เสรีภาพ ที่เราจะเลือก, ให้คนมีเสรีภาพในการที่จะเลือก, แล้วก็เลือกว่า เราจะเอาอย่างไร? เราจะเอาตามกิเลส หรือว่าจะเอาตามระบบ ของพระธรรม หรือพระศาสนา. ข้อนี้ขอให้ทราบว่า ทำไม จึงเกิดระบบพระธรรม หรือพระศาสนาขึ้นมา ? ก็เพราะว่าถ้า เมื่อปล่อยไปตามเรื่องของคนธรรมดาสามัญแล้ว มันไม่มี ปัญญาที่จะดับความทุกข์ ความกระวนกระวายอย่างที่กล่าวมา แล้วได้. เหมือนตะกี้ก็ยกตัวอย่างให้ฟังหยก ๆ ว่า คนธรรมดา สามัญนั้น เมื่อยังไม่ได้ของรัก ของชอบใจ มันก็ทนทรมาน กระวนกระวาย; เมื่อได้มาก็ยังทนทรมาน กระวนกระวาย มันกระวนกระวายทั้งขึ้นทั้งล่อง เหมือนกับ ตกนรกทั้งเป็น อยู่ อย่างนี้ มันช่วยตัวเองไม่ได้. เขาจึงมีธรรมะ หรือระบบ พระศาสนาเข้ามาช่วย อย่าให้ต้องเป็นอย่างนั้น. ขอให้คิดดู ให้ดี ธรรมะ นี้ไม่ได้มีเพื่ออะไรอื่น เพื่อจะช่วยแก้ปัญหา อย่าง ใหญ่หลวง คือ ความทุกข์ ให้หมดไป ซึ่งความรู้ของคน ธรรมดาสามัญมันไม่รู้ และมันแก้ไม่ได้.
น.29 ๒๓ เราอาจจะตั้งคำพูดขึ้นมาว่า เราจะไม่รู้สึกเป็นทุกข์ ในทุกกรณี. นี่แหละ เป็นคำบัญญัติทางศาสนาที่ดีที่สุด, และขอให้สนใจบ้าง. ถ้ารักที่จะเรียนศาสนา ก็ขอให้ยึดเอา เป้าหมาย, เล็งไปยังเป้าหมายให้ถูกต้อง คือว่าต้องการความ รู้สึกที่ไม่เป็นทุกข์ หรือความไม่รู้สึกเป็นทุกข์ก็ได้ ในทุกกรณี ที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้. แล้วก็ไปดูเอาว่า เรามีความทุกข์อยู่ ในกรณีใดบ้าง ? และจะทำให้มันหมดสิ้นไปได้อย่างไร ? ทางฝ่ายธรรมะ หรือฝ่ายพระศาสนานั้น เขากล้าท้าว่า มีระบบที่จะทำให้คนเราไม่มีความทุกข์ ในทุกกรณี ทุกขั้น ทุกตอนแห่งวิวัฒนาการ นับตั้งแต่อยู่ในท้อง คลอดออกมา จากท้องแม่ เป็นเด็ก เป็นหนุ่ม เป็นสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นคนแก่คนเฒ่า. นี่ก็หลายขั้นตอนอยู่แล้ว ; แล้วก็ในแต่ละ ขั้นตอนมีกรณีอย่างนั้น กรณีอย่างโน้น มากกรณีเหลือเกิน ก็ยังกล้าพูดว่า ในทุกกรณี เราจะไม่มีความทุกข์. เราจะต้องทำอย่างไร ถ้าใครทำได้ คนนั้นเข้าถึง พระศาสนา หรือปฏิบัติพระศาสนาได้จริง เป็นเรื่องยาวมาก ที่ไม่อาจจะพูดให้มันจบได้ในวันนี้. แต่ขอสรุปความว่า มัน มีหลักอย่างนี้ ต้องการอย่างนี้ มุ่งหมายอย่างนี้. ทีนี้ก็ขอตัดบทไปว่า ถ้าเราไม่มีความรู้สึกที่เป็นทุกข์ ได้ในทุกกรณีอย่างนี้แล้ว จะพอใจไหม ? ใครจะพอใจ หรือ ใครจะยังไม่พอใจ; เพราะเราไม่ได้พูดถึงความสุขเลย; พูด
น.30 ๒๔ แต่ว่าจะไม่มีความทุกข์ในทุกกรณี ไม่พูดถึงความสุขเลย. ถ้าจะเอาเปรียบหน่อย ก็จะพูดว่า ที่ไม่ทุกข์เลยนั่นแหละคือ ความสุข อย่างนี้ใครจะพอใจบ้าง. เมื่อตะก็ได้พูดแล้วว่า ต้องการอะไรได้อย่างนั้น ต้อง การอะไรได้อย่างนั้น ต้องการอะไรได้อย่างนั้น แล้วมันจะดับ ทุกข์ได้ทุกกรณีไหม ? มันยังต้องการยิ่งไปกว่าเดิม มันก็สร้าง ความทุกข์ที่แปลกขึ้นมากกว่าเดิม ใหญ่ออกไป ใหญ่ออกไป มันไม่ดับทุกข์ในทุกกรณี ; แม้นว่าต้องการอะไรได้อย่างนั้น มันก็ยังร้อนอยู่ด้วยความที่อยากจะได้ แล้วก็ได้มาสำหรับหลง รัก ยึดถือ หวงแหน วิตกกังวล. นั่นแหละมันจึงต่างกัน. ที่ว่าต้องการอย่างไรได้อย่างนั้น, ต้องการอย่างไร ได้อย่างนั้น, มันก็ยังไม่ดับทุกข์ได้ ; และโดยธรรมชาติแล้ว มันก็เป็นไปไม่ได้ ที่ว่าจะต้องการอะไรจะได้อย่างนั้น, โดย ธรรมชาติมันเป็นไปไม่ได้. ทีนี้จะสมมติว่า แม้มันเป็นไปได้ มันก็ยังไม่ดับทุกข์ได้ ; มันยังต้องการขยายออกไปไม่มีที่สิ้นสุด จนไม่รู้จักอิ่มจักพอจนตายเปล่า. ทีนี้เรามารวบรัดตรงที่ว่า จะไม่มีความรู้สึกเป็นทุกข์ ในทุกกรณี ตั้งแต่เกิดจนตาย และในทุก ๆ กรณีที่มันมาเกี่ยว ข้องในชีวิตของคนเรา เป็นเด็กนักเรียน นักศึกษา อย่างนี้ ทำอย่างไรจึงจะไม่มีความทุกข์เกิดขึ้น, เพราะการศึกษา เมื่อ ศึกษาสำเร็จแล้ว จะไปประกอบอาชีพทำการงาน ทำอย่างไรจึง
น.31 ๒๕ จะไม่เกิดความทุกข์ขึ้นในอาชีพและการงาน. นั่นแหละคือ หน้าที่ของสิ่งที่เรียกว่า พระศาสนา หรือธรรมะ จะเข้ามาช่วย ไม่ให้เกิดความทุกข์ขึ้นได้ ในทุกกรณี จนกว่าจะเข้าโลงไป. ที่ว่าจะทำไม่ให้มีความทุกข์เพราะความเกิด แก่ เจ็บ ตายนั้น มันสูงสุด มันเป็นธรรมะขั้นสูงสุด คือการทำลาย ความยึดถือว่าตัวตนเสีย ดังที่กล่าวแล้ว เมื่อใจไม่มีความยึด ถือว่าตัวตนแล้ว ; มันก็ไม่มีอะไรจะทำให้จิตใจนั้นเป็นทุกข์ได้. ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันกลายเป็นเรื่องของสังขารไป ไม่ใช่ของตัวเรา; เพราะไม่มีตัวเราสำหรับเป็นเจ้าของความ ทุกข์. ฉะนั้น การเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึง ไม่เป็นทุกข์แก่ จิตใจที่ไม่ได้ ยึดถืออะไรเป็นตัวเรา. นี่แหละเขาเรียกว่า จิตหลุดพ้น จิตบรรลุนิพพานกันที่ ตรงนี้ ก็เลยเป็นจิตที่ไม่รู้จักมีความทุกข์อีกต่อไปในทุก ๆ กรณี อย่างนี้ชอบไหม ? อย่างนี้ต้องการไหม? อย่างนี้ถือว่าเป็น สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ไหม ? ก็ไปลองคิดดู ใครคิดเก่ง ก็ลอง ไปหาอะไรที่มันดีกว่านี้มาประกวดกัน. ทีนี้ขอบอกว่า มันยังไม่สิ้นสุดเพียงนั้นนะ. ความ สุข ความไม่ทุกข์ในทุกกรณีนั้น เราจะถือเป็นความสุขก็ได้ เมื่อมันไม่ทุกข์ ; แต่จะขอฝากผนวกเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง คือว่า แม้ในการช่วยเหลือผู้อื่นด้วย มนุษย์ที่สมบูรณ์นั้น ต้องแก้ ปัญหาของตนเอง และผู้อื่น หรือสังคมได้ด้วย. ฉะนั้นเรามี
น.32 ๒๖ หน้าที่ที่จะช่วยสังคม จะปลดเปลื้องความทุกข์ของสังคม เราก็ สามารถทำได้; และเราก็ไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะการช่วยเหลือ สังคม. นี่แหละ มันก็จบกันเท่านี้. เราสามารถทำได้ถึงที่สุด ในการช่วยตนเอง และช่วย สังคม ให้พ้นจากความทุกข์ โดยหลักของธรรมะ โดยหลักของ ศาสนา. ท่านมีการท้าทายอย่างนี้ ว่าระบบนี้เท่านั้น ที่จะ ช่วยให้บุคคลไม่เป็นทุกข์ และสามารถช่วยผู้อื่นได้ถึงที่สุดอีก ด้วย ; ชีวิตของเขาจึงมีประโยชน์มากถึงที่สุดที่มันจะมากได้ อีกเหมือนกัน. ดังนั้นเขาจึงถือว่า สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ อยู่ที่ตรงนี้ คือดับความทุกข์เสียได้ ทั้งโดยส่วนตัว และส่วน สังคม. จะลองจำไว้สักนิดหนึ่งจะเป็นไรไปว่า "มันดับทุกข์ เสียได้ ทั้งโดยส่วนตัว และส่วนสังคม นี้ดีที่สุดสำหรับ มนุษย์" ; ไม่ใช่ว่าหาเงินมากินมาเล่น มาสนุกสนานตาม ความต้องการของกิเลส แล้วก็จะดีที่สุด. นั้นมันถูกผัสสะ หลอนให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ, แล้วก็เข้าใจอย่างนั้น เป็นบ้าขึ้นมา แล้วมันก็ฆ่าตัวตาย. นี่มันโง่กี่มากน้อย มันรักตัว แล้วมัน ก็ฆ่าตัวตาย; เพราะมันไม่ได้สิ่งที่มันต้องการในทางของกิเลส. อย่าไปบูชาเงินกันนัก ว่าเงินมันจะให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ; แต่แล้ว มันในที่สุดมันก็จะให้อะไรก็ไม่รู้ ที่ทำให้บุคคลนั้นต้องฆ่า ตัวตาย ฆ่าลูก ฆ่าเมียตาย ฆ่าบิดามารดาตาย ซึ่งกำลังเป็น ปัญหาอยู่ในโลกนี้ ในเวลานี้ เพราะว่าเขาไม่รู้จักสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ.
น.33 ๒๗ ขอให้ทุกคน ตั้งปัญหาประจำตนไว้ตลอดเวลาว่า "เราเกิดมาทำไม ?" ถ้าใครไม่เคยมีปัญหานี้ ก็ลองหยิบขึ้นมา ดูว่า เราเกิดมาทำไม ? ถ้าเราไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เราก็คงจะทำ ผิดในการเกิดมา ไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรจะได้จากการเกิดมา. ก็ได้บอกแล้วว่า อย่าเอาตามความรู้สึก ผัสสะของตนเอง. ขอให้ระลึกนึกถึงระบบของพระศาสนา ที่ท่านได้วางไว้เป็น ระเบียบรัดกุม, เป็นระบบที่ถูกต้องสำหรับมนุษย์, ทุกขั้น ทุกตอนของวิวัฒนาการ. เราเกิดมาทำไม ? ดูเป็นปัญหาที่ไม่ค่อยมีใครคิดกัน นัก แต่แล้วมันก็มีการคิดอยู่โดยไม่รู้สึกตัว; เพราะว่าเขาได้ ทำอะไรอยู่อย่างสุดความสามารถ เพื่อจะได้อะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งเขาคิดว่ามันต้องได้อย่างนั้น. ฉะนั้น เขาจึงลงทุนทุกอย่าง เพื่อให้ได้อย่างนั้น นั่นก็คล้ายกับว่า มัน เป็นการพยายามอยู่ เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดในการเกิดมา. ทีนี้ เรามารู้เสียให้มันชัดเจนเสียเดี๋ยวนี้ว่า มันควร จะได้อะไรก็ได้ พยายามให้มันได้; แล้วต้องสรุปใจความลง ในคำว่า “ไม่เป็นทุกข์" นะ ตลอดเวลาที่แสวงหา หรือได้มา ต้องไม่เป็นทุกข์ ก่อนแต่ได้ก็ต้องไม่เป็นทุกข์ ได้มาก็ไม่ต้อง เป็นทุกข์ ขอให้มันเป็นอย่างนี้. ทีนี้ ถ้าจะพูดอย่างสมัยใหม่บ้าง เพราะว่านักเรียน นักศึกษา ก็ยึดถือหลักเกณฑ์อย่างสมัยใหม่, ก็อยากจะบอกให้
น.34 ๒๘ ทราบว่า โดยหลักจริยธรรมสากล ซึ่งมันออกจะเป็นรูปแบบ ของปรัชญา หรือ philosophy ของศีลธรรม หรือศาสนาอยู่มาก. เขาก็บัญญัติว่า ดีที่สุดของมนุษย์นั้นก็คือ ความสุขถึงที่สุด คือ ความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์ คือการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่และ การมีความรักเป็นสากล คือไม่เห็นแก่ตัว. เขายุติกันไว้อย่างนี้ แต่มันในรูปแบบของปรัชญา และบางคำก็ไม่ได้อธิบาย, บางคำก็ไม่ได้แสดงหลักของการ ปฏิบัติ; เช่นพูดว่า เราจะมีความสุขถึงที่สุด ก็ยังไม่รู้ว่า ความสุขชนิดไหนกันแน่. ถ้าคนผู้ศึกษาไปยึดถือเอาความสุข ที่เกิดจากเงิน เกิดจากวัตถุ อย่างนี้แล้วมันก็ผิดหมด. เขา ทิ้งค้างไว้ ให้หาคำอธิบายเอาจากทางฝ่ายศาสนาเสียมากกว่า ฉะนั้น เราก็ต้องซื่อตรงต่อตัวเราเองบ้าง. ถ้าว่าพูดถึง "ความสุข" แล้ว ก็ขอให้มันเป็นสุขจริง คืออย่าให้มันเผา. เราชอบพูดเป็นอุปมาตลก ๆ ว่า ถ้าสุก "ก" สะกด แล้วมันเผา; ถ้าสุข "ข" สะกด แล้วมันเย็น. ฉะนั้น ขอให้มันเป็นสุขชนิด ข สะกด; อย่าให้มีการแผดเผาเลย ให้เป็นสุขเด็ดขาดแน่นอนลงไป จึงจะเรียกว่าความสุขถึงที่สุด. นี่แหละ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดข้อแรกสำหรับมนุษย์ตามหลักจริยธรรม สากล. ข้อที่สอง ใช้คำว่า "ความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์แห่งความ เป็นมนุษย์" นี้ตอบยากมาก; เพราะว่า ใครๆ ก็มีความรู้สึก
น.35 ๒๙ เป็นทิฏฐิ ความคิดความเห็น ของตน ตามสัมผัสของตน แล้ว แต่ว่าจิตใจมันจะไปสัมผัสเอาอะไรเข้า. แต่พูดง่าย ๆ อย่าง ภาษาไทยเราก็คือว่า ความเต็มคน. เราเกิดมาเราต้องได้ความ เต็มคน เป็นคน ที่เต็ม หรือเต็มคน นั่นแหละ เรียกว่าดีที่สุด สำหรับมนุษย์. นี้ใคร ๆ ก็ลองไปคิดดูว่าเรานี้ ใครมาว่าเราไม่เต็ม เราก็ด่าให้ ; แต่เราก็ไม่รู้ว่าเต็มนั้น มันคืออย่างไร ? ลอง ลงทุนศึกษากันสักหน่อยว่า ความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ นั้น มันเป็นอย่างไร? อยากจะให้คำตอบเป็นหลักทั่ว ๆ ไปเสีย ทีก่อนว่า ความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ ก็คือ การที่อยู่ เหนือปัญหาของมนุษย์ทุกอย่างทุกประการ. อะไรที่มันเป็น ปัญหาสำหรับมนุษย์ ; เราอยู่เหนือปัญหาเหล่านั้นโดยประการ ทั้งปวง แล้วก็เรียกว่า มีความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์. เมื่อ ยึดถืออย่างนี้กันเสียบ้าง มันก็ดีเหมือนกัน มันไม่ไปหลงเอา เงินเป็นพระเจ้า ไม่บูชากามารมณ์เป็นพระเจ้า. ทีนี้ข้อที่ว่า "ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่" นี้มัน ตามกฎของธรรมชาติ. ธรรมชาติทำให้ทุกสิ่งที่มีชีวิตนั้นมี หน้าที่ ฉะนั้น ต้องทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ อย่าทำหน้าที่เพื่อเงิน และเอามาซื้อหาเหยื่อของกิเลสตัณหา; อย่างนี้ก็ว่าทำหน้าที่ เพื่อกิเลสตัณหา. เราอย่าทำงานเพื่อกิเลสตัณหา คืออย่า
น.36 ๓๐ รับจ้างกิเลสตัณหา หมายความว่า ให้ทำหน้าที่ของมนุษย์ เพื่อ ความเป็นมนุษย์. ก็มีความหมายอย่างที่กล่าวมาแล้วว่า มัน สามารถที่จะปลดเปลื้องความทุกข์ ทั้งส่วนตัวเอง และส่วน ผู้อื่น. ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ของมนุษย์ หมายความว่าอย่างนี้. มนุษย์คนไหนทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ เพื่อความเป็น มนุษย์ เรียกว่ามนุษย์ที่ดีที่สุด ; ส่วนมนุษย์คนไหนทำหน้าที่ เพื่อ "ตัวกู - ของกู" นี่ยังเป็นมนุษย์ที่ไม่ถูกต้อง. ข้อสุดท้ายที่ว่า "มีความรักสากล" คือไม่ได้รัก เฉพาะตน ไม่ได้เห็นแก่ตน รักในรูปแบบที่พุทธศาสนามีไว้ เป็นหลักว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น; แล้วก็รักได้แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน รักได้ แม้แต่สิ่งที่มีชีวิต เช่นต้นไม้ เป็นต้น. อย่างนี้ก็ยังรักได้ ก็ เลยเป็นความรักสากล ต่อสิ่งที่มีความรู้สึกทั้งหมดทั้งสิ้น, คือ ว่าต้นไม้ก็มีความรู้สึก, สัตว์เดรัจฉานก็มีความรู้สึก, มนุษย์ก็มี ความรู้สึก. จะเป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นอะไรสูงไปกว่านั้น ก็มีความรู้สึก. เราต้องรับความรู้สึกว่า เขารู้สึกต้องการจะเป็น เพื่อน ต้องการจะเป็น ผู้มีความสุขด้วยกัน ศีลธรรมสากล จึงวางบทสุดท้ายไว้ว่า ให้มีความรักสากล คือไม่เห็นแก่ตัว. ในที่สุด เราก็จะปรับปรุงกันเข้าได้ กับคำสอน หรือ หลักคำสอนทางศาสนา; แม้ว่าจริยธรรมสากลเขาไม่ได้อิง ศาสนาโดยประการทั้งปวง. เขาอิงหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์
น.37 ๓๑ บ้าง, ทางอะไรบ้าง, หลายทาง ก็มาบัญญัติว่า สิ่งที่ดีที่สุดของ มนุษย์นั้นคือความสุข โดยแท้จริง ; แล้วก็คือ ความเต็มเปี่ยม แห่งความเป็นมนุษย์ โดยแท้จริง, แล้วก็ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ แล้วก็มีความรักที่เป็นสากล ๔ อย่างนี้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ มนุษย์. ถ้าเราชอบวิชาความรู้สากล ก็ลองเอา ๔ อย่างนี้ ไปพิจารณา. แต่ถ้าเราจะยึดไปในทาง หลักของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา แล้ว ก็มีคำพูดคำเดียวว่า "เราเป็น ผู้อยู่เหนือความทุกข์ ทั้งโดยส่วนตัวเรา และผู้อื่น". กำจัด ความทุกข์ของเรา และของผู้อื่น ออกไปเสียได้ นี่เป็นสิ่งที่ดี ที่สุดสำหรับมนุษย์ ในความหมายที่ว่า ธรรมะหรือพระศาสนานี้ มีเพื่อขจัดปัญหาของมนุษย์, ขจัดอุปสรรค หรืออันตราย ของมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์หลุดรอดไปจากอันตราย หรือความ ทุกข์นี้ ได้สิ่งที่ดีที่สุด คืออยู่เหนือความทุกข์โดยประการทั้ง ปวง. นี้เรียกว่า ก้าวล่วงความทุกข์เสียได้โดยประการทั้งปวง นี้เป็นคำธรรมดาสามัญว่า อยู่เหนือความทุกข์โดยประการทั้ง ปวง. ถ้าเป็นบัญญัติเฉพาะทางศาสนา ก็เรียกว่า อยู่เหนือ กรรม, เหนือบุญ เหนือบาป, เหนือดี เหนือชั่ว, เหนือ กิเลส เหนืออะไรต่าง ๆ. เป็นอันว่า อาตมาได้พูดถึงเรื่อง อะไรเป็นอะไร? ในวันนี้ โดยหัวข้อที่ว่า สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์เรานั้นคือ
น.38 ๓๒ อะไร ? และได้แนะให้ระวังว่า ที่เรารู้สึกตามความรู้สึก ความ พอใจ ของเรานั้น มันอีกอย่างหนึ่ง, ที่บทบัญญัติทางศาสนา ได้บัญญัติไว้นั้น อีกทางหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง. เอามาตรวจ สอบกันดูให้ดี ๆ ว่า อย่างไหนที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ คืออย่า ให้ต้องเป็นทุกข์ได้เลย ก็จะเรียกว่า ได้รับรู้ และได้ความรู้ ได้ความเข้าใจ ในเรื่องที่ดีที่สุด สำคัญที่สุด สำหรับมนุษย์ เรา, และก็จะได้เอาไปประพฤติปฏิบัติ ให้ได้รับประโยชน์ นั้นๆ ทันแก่เวลา ต้องทันแก่เวลา คือว่า ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ชาตินี้ คือเราไม่หวังต่อตายแล้ว. หวังกันที่นี่และเดี๋ยวนี้ รีบปรับปรุง จิตใจให้เข้าถึงสภาพอันนี้เสีย ก่อนแต่ที่จะตายไป. อาตมาเห็นว่า การบรรยายในวันนี้ก็พอสมควรแก่เวลา ขอ ยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ ให้พระคุณเจ้าท่านได้สวดบทพระธรรม สำหรับส่งเสริมกำลังใจ หรือการกระทำ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ในการ ที่จะได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ให้ทันในชาตินี้ สืบต่อไป. พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๓ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗
น.39 ของกู - ของสู อันความจริง "ของกู" มิได้มี แต่พอเผลอ "ของกู" มี ขึ้นจนได้ , พอหายเผลอ "ของกู" ก็หายไป หมด "ของกู" เสียได้ เป็นเรื่องดี ; สหายเอ๋ย จงถอน ซึ่ง "ของกู" และถอนทั้ง "ของสู" อย่างเต็มที่ ของเปลี่ยนไป เปลี่ยนมา ทุกนาที เพราะไม่มี ของใคร ที่ไหนเลย . พ. อินทปัญโญ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๓ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗
น.40 สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ สะอาด - สว่าง - สงบ
Buddhadasa