Buddhadasa.org
หนังสือปัญหาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมูรณ์แบบ › อ่านฉบับเต็ม

📖 ปัญหาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมูรณ์แบบ

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปัญหาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมูรณ์แบบ

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.7 ท่านผู้เป็นครูอาจารย์ และที่จะเป็นครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย, การบรรยายครั้งนี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ปัญหา หลายประการที่เกิดมาจากการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ เราได้พูด กันถึงเรื่องการศึกษาที่สมบูรณ์แบบมาแล้ว พอเป็นที่เข้าใจกัน ได้. ทีนี้ จะพูดถึง การศึกษาที่ไม่สมบูรณ์แบบ มันจะนำมาซึ่ง ปัญหาอะไรบ้าง. การพูดนี้เป็นความเห็น หรือเป็นสิ่งที่เคย สังเกตมา แล้วก็รู้สึกอยู่ และเป็นเรื่องทั่วไปทั้งโลก ไม่เฉพาะ ประเทศไทยเรา. บรรยายอบรมคณะวิทยาลัยครูสงขลา ณ สวนโมกข์ ไชยา ๒๘ ส.ค. ๒๕๑๘ ๑

น.8 ๒ ความเป็นครูนั้นเป็นเรื่องของโลก เป็นเรื่องของมนุษย์ เป็นส่วนรวม ; ถ้าเราจะพูดว่า สถาบันของครู ก็หมายถึงครู ทุกคนในโลก ที่กำลังนำโลกไปอย่างไร. โลกนี้มันถูกสร้างขึ้นด้วย การศึกษานั่นเอง ; ไม่ลึกซึ้งอะไร ที่จะมองให้เห็นว่าโลกนี้ มันสร้างขึ้นจากการศึกษา คือ คนเราได้รับการศึกษาอย่างไร ก็ทำไปตามที่ได้รับการศึกษามา เพราะฉะนั้น โลกมันก็อยู่ใน สภาพอย่างนั้น จึงเรียกว่า การศึกษาเป็นสิ่งที่สร้างโลกขึ้นไม่ ผิดเลย. ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องอาชีพ ของคน ๆ หนึ่ง ซึ่งทำงานหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ไปด้วยการ สอนหนังสือ. ขอให้มองเห็นให้กว้าง ให้ไกลว่า ครูเป็น สถาบันที่ใหญ่ที่ครอบโลก เหมือนกับสถาบันอื่นบางอย่าง : เช่น สถาบันตุลาการ เป็นสถาบันที่รักษาความเป็นธรรม หรือ กฎหมายของโลก, เป็นสถาบันอันหนึ่งซึ่งใหญ่มาก. แต่คิด ว่าไม่ใหญ่เท่าสถาบันของพวกครูบาอาจารย์ ที่เป็นผู้อำนวยการ ศึกษา ; เพราะว่ามันปั้นโลกได้เต็มที่ ถ้าการศึกษาผิด โลกนี้ ก็เป็นโลกของมนุษย์ที่ผิด ถ้าการศึกษาถูกก็เป็นโลกที่น่าดู. ความหมายอันลึกของการศึกษา. เมื่อพูดถึงการศึกษา เราก็จะนึกถึงเรื่องของมนุษย์ทั้ง โลกมากกว่า ; การที่ท่านทั้งหลายมาขอร้องให้อาตมาพูดอะไร สักอย่าง สองอย่าง ในชั่วระยะเวลานี้ ก็ไม่มีเรื่องอะไรควรพูด

น.9 ๓ ยิ่งไปกว่าเรื่องที่จะช่วยให้เข้าใจความหมายของศึกษา และของ การเป็นครูบาอาจารย์ ให้ลึกซึ้งเท่านั้นเอง. เรื่องนอกนั้น ก็มีสอนกันอยู่แล้วทั่ว ๆ ไปในวิทยาลัย, ถ้าพูดโดยหลักวิชาแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูด. ฉะนั้นจึงได้พูดไปในเรื่องของ อุดม- คติ หรือสิ่งที่จะ เป็นเครื่องกระตุ้น ให้การงานของครูบา อาจารย์นี้เป็นไปอย่างเต็มที่ คือสูงสุด ตามความหมายของคำ ๆ นี้ สมที่เรียกว่า ครู เป็นผู้เปิดประตู หรือเป็นผู้นำวิญญาณ ของสัตว์ ให้เดินไปถูกทาง. ในครั้งที่แล้วมา ได้พูดถึงการเปรียบเทียบว่า ครูเป็น สถาบันที่คุ้มครองโลก อย่างเดียวกับศาสนา คือที่อยู่ในรูปของพระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ : มีผู้ให้ธรรมะ - มีธรรมะสำหรับ ให้ - แล้วก็มีผู้รับเอาธรรมะไปปฏิบัติ - แล้วก็ให้กันต่อไปอีก อย่างไม่มีที่สิ้นสุด. บางคนอาจจะคิดว่า นี่จะประจบพวกครู เกินไปแล้ว หรือว่าให้เกียรติพวกครูเกินไปแล้ว ; แต่พูดไป ตามความรู้สึกที่แท้จริง ตามที่มองเห็น อย่างที่ว่า ครูเป็นผู้ สร้างโลก. ทีนี้บางคนอาจจะคิดว่า การมาพูดกับครูเป็นราย บุคคล หรือครูที่ยังเยาว์วัยอยู่อย่างนี้ มันจะมีประโยชน์อะไร ? ก็อยากจะพูดว่า เป็นการดี ที่จะพูดให้รู้กันเสียตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ แรกเริ่ม มันจะได้ติดอยู่ในใจ มันจะได้เจริญงอกงาม แล้วก็ ฝังอยู่ในใจตลอดเป็นเวลานาน ให้เป็นการเข้าใจที่ถูกต้อง ไปเสีย

น.10 ๔ ตั้งแต่ทีแรก เพราะมาเป็นครูนี้จะได้ไม่เสียใจทีหลัง. ครูจะรู้ จักทำตนให้เป็นครูที่สมบูรณ์แบบไม่สายเกินไป มันควรรู้ตั้งแต่แรก เริ่มเดิมทีอย่างนี้ เหมือนกับว่าเป็นการหว่านเมล็ดพืชลงไปใน จิตใจ สำหรับงอกงามขึ้นมาเป็นครูที่สมบูรณ์แบบ ขอให้รับ เอาไว้ในลักษณะอย่างนี้ก่อนก็ได้ ถ้ายังไม่ชอบ หรือไม่วางใจ ที่จะเคารพนับถือตัวเองมากถึงอย่างนั้น. ในเรื่องอายุนี่ ว่ากันไม่ได้ บางทีอายุมาก หัวหงอก แล้ว ไม่รู้ประสีประสาอะไร ยังเป็นเด็ก ๆ อยู่ ไม่มีสติปัญญา พอที่จะเข้าใจเรื่องของอุดมคติได้. เมื่อถือว่า ครูบาอาจารย์ เป็นคนมีปัญญา อบรมมาอย่างเป็นคนมีปัญญา ก็ ควรจะพูด เรื่องที่เป็นอุดมคติกันได้ ; อย่าให้ได้กลายเป็นครูผีเสื้อ ครู ผีสิงอะไรเสียก่อน แล้วก็มานึกได้ทีหลัง มันสายเกินไป. ครูผีเสื้ออย่างที่พูดมาแล้ว นั้นมีเสื้อสวย ๆ มากเกินไป สำหรับแต่งตัวอวดคนอื่น ; ถ้าเป็นไปนานเกินไป มันก็อาจ กลับไม่ได้. เพราะฉะนั้น อย่าเป็นเสียตั้งแต่ทีแรกนี้ จะดีกว่า, เป็นครูตามอุดมคติ ด้วยการจัด การศึกษาให้สมบูรณ์แบบ คือ ว่าการศึกษาที่ไม่เป็นทาสของกิเลส. การศึกษาที่เป็นทาสของ กิเลสมันก็พาไปหาแต่เรื่องทางวัตถุ คนก็คอยแต่จะเอาเปรียบ ทำคอรัปชั่นบ้าง อะไรบ้าง ; นี่การศึกษาที่เป็นทาสของกิเลส กระทั่งกิเลสของคนผู้นั้นเอง ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือหา ประโยชน์อย่างไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม.

น.11 ๕ การศึกษาที่เป็นทาสของกิเลส นี่เป็นการทำลาย : สร้างโลกที่เลวขึ้นมา. ถ้าครูเรารู้หลักเกณฑ์เหล่านี้ไว้ตั้งแต่ ทีแรกรู้จุดหมายปลายทางว่า การศึกษาเป็นอย่างไร ; อาตมา เชื่อว่า จะดีมากทีเดียวจะได้เคารพ "เกียรติของครู" ว่า ได้ถูก เปรียบไว้กับวงกลมของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่คุ้ม ครองโลก, เราเป็นครูหรือผู้ให้วิชา และมีผู้รับเอาไปสอนต่อๆ กันไป. นี่คือข้อความในครั้งที่แล้วมา. เพื่อจะชี้ให้เห็นการศึกษาที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งก็ได้มา จากครู ที่เป็นครูสมบูรณ์แบบ, เป็นการศึกษาที่ถูกต้อง หรือ สมบูรณ์แบบ, แล้วก็มีลูกศิษย์ หรือผู้รับเอาไปอย่างสมบูรณ์ แบบเป็นศิษย์ที่ดี ; ต่อมาก็ เป็นครูที่ดี แล้วก็ ให้ต่อไป เป็นวง กลมที่คุ้มครองโลก ไว้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด ; โลกนี้ก็จะเป็นโลก ของมนุษย์ หรือสัตว์ที่มีใจสูง เต็มไปด้วยสันติสุขส่วนบุคคล และสันติภาพโดยส่วนรวมของสังคม. นี่เราจึงพูดเรื่องการ ศึกษาที่สมบูรณ์แบบ กันเสียให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้ง. อันตรายของการศึกษาที่ไม่สมบูรณ์แบบ. ทีนี้เพื่อประกอบหรือสนับสนุนให้พอใจในการศึกษา ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น จะพูดถึงโทษหรืออันตรายของการศึกษา ที่ไม่สมบูรณ์แบบ ให้เป็นที่เข้าใจชัดเจนด้วยเหมือนกัน ; เราจะเรียกว่า ปัญหา ที่เกิดมาจากการศึกษาที่ไม่สมบูรณ์แบบ

น.12 ๖ ที่กำลังเป็นอยู่ทั่ว ๆ ไปในโลกนี้. ขอ อย่าได้ถือว่าเป็นเรื่องที่ สูง หรือ ไกลเกินไป กว่าฐานะของเรา ในการที่ว่าเราจะมอง ดูโลก ให้เข้าใจโลก แล้วช่วยกันจัดโลกนี้ให้มันเหมาะสม ซึ่ง เป็นหน้าที่ของครูอยู่ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม. เวลานี้ทั้งโลก กำลัง มีปัญหาอย่างเดียวกันหมด ; คำ พูดนี้มันเป็นคำพูดที่เล็งถึงโลกโดยส่วนรวม ไม่ใช่ว่าจะดูถูก เหยียดหยามตัวเอง หรือเหยียดหยามคนไทย ประเทศไทย หรือการศึกษาของไทย เป็นการกล่าวไปตามที่เป็นจริงว่า เพราะเรามีการศึกษาที่ตามก้นพวกฝรั่งตั้ง ๙๐% นิยมอะไร ๆ ทั้งหมดของพวกฝรั่ง. ไปเรียนมา ไปขนเอามา อะไรก็ตาม มันเป็นการทำตามเขา เรื่องของเราจึงได้มีปัญหา ; มันมี ปัญหาอยู่ที่คน ที่เป็นผู้นำการศึกษาในโลก คือประเทศที่เป็น ประเทศที่ได้รับการยกย่องว่า มีเกียรติที่เป็นผู้นำในการศึกษา ; แล้วก็ไปดู ไปเรียน ไปขน เอามาจากที่นั่น, ความหมายของ การพูดจานี่ก็มุ่งไปยังที่นั่น ; ทั้งที่ว่าเราไม่มีอำนาจอะไร ที่ จะไปแก้ไขเขา แต่เราจะดูให้รู้ สำหรับแก้ไขเรา. โลกมีปัญหาอย่างเดียวกัน ก็เพราะเหตุที่ไปตาม ๆ กันไปหมด เป็นเหมือน ๆ กันไปทั้งโลก ; ยิ่งเดี๋ยวนี้ ยิ่งง่าย ดายที่สุด : การไปรอบโลก ไปได้ในเวลาอันสั้น ไปเอาอะไร มาที่ไหน เมื่อไรก็ได้มันจึงเหมือนกันไปหมด. เมื่อเห็นว่า เรา ล้าหลังเขา เราก็ตามเขา ; ถ้าเราไม่รู้เท่า เราก็ตามไปทั้ง ๆ

น.13 ๗ ที่มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะตาม มันก็เลยมีอะไร ๆ เหมือน ๆ กัน ไปหมด. นี่คือปัญหาที่กำลังมีอยู่ในโลกนี้ ซึ่งเหมือนกันไป หมด. ที่พูดนี้อาจจะใช้คำพูดที่ค่อนข้างฟังแล้ว มันโสกโดก ไปหน่อย แต่ก็ไม่มีคำอื่นที่ดีกว่านี้ ในการที่จะช่วยให้ฟัง ง่ายๆ ; เข้าใจง่าย ๆ ; เดี๋ยวก็จะพูดถึงโลกที่มันอยู่ในสภาพ ที่ไม่น่าดู ใช้คำที่ไม่น่าฟังอีก. โลกที่อยู่ในสภาพที่ไม่น่าดู. เดี๋ยวนี้ ศีลธรรมในโลกกำลังแฟบ นี่เป็นหัวข้อที่ฝาก ไว้ให้ช่วยดูช่วยคิดกันต่อไปว่า : ศีลธรรมมันแฟบ แทบจะ เป็นโลกไม่มีศีลธรรม ; เมื่อศีลธรรมมัน แฟบ การศึกษามัน ก็ เฟ็ด ออกไปนอกลู่นอกทาง. เมื่อการศึกษามันเฟ็ด ประชาธิปไตยมันก็ เฟ้อ เฟ้อจนไม่รู้ว่าความเป็นธรรมมีอยู่ที่ ไหน ; เมื่อประชาธิปไตยมันเพ้อ ยุวชนมันก็ ฟุ้ง . ตัว ฟ ทั้งนั้นเห็นไหม ยุวชนฟุ้ง คุณเข้าใจได้, คุณเข้าใจมากยิ่ง กว่าอาตมาเสียอีกว่า ยุวชนกำลังฟุ้งอย่างไร. เมื่อยุวชนมันฟุ้ง การปกครอง มันก็ เฟือน : กฎหมู่ อยู่เหนือกฎหมาย, ประโยชน์อยู่เหนือกฎหมาย, ความรอด ตัวอยู่เหนือกฎหมาย, นี่การปกครองมันก็เฟือน. เมื่อการ

น.14 ๘ ปกครองมันเฟือน การเมืองมันก็ ฟุบ : เดี๋ยวนี้เรามีการเมือง ที่ฟุบ จนไม่เป็นที่ไว้วางใจของใคร ทั้งในประเทศนอก ประเทศ. เมื่อการเมืองมันฟุบ สังคมมันก็ เฟะ : สังคมไทย ด้วย สังคมทั้งโลกนี้ด้วยกำลังเฟะ ; สังคมมันเฟะ ทำให้ เศรษฐกิจมัน ฟ่าม ไม่มีรส ไม่มีชาติอะไร ที่จะเป็นประโยชน์ แก่มนุษย์. เศรษฐกิจมันปั่นป่วน และมันฟ่ามที่จะช่วยให้ มนุษย์รุ่งเรืองมั่นคง ; เมื่อเศรษฐกิจมันฟ่าม ศาสนาก็พลอย ฟั่น : ฟั่นเป็นเกลียวหลาย ๆ เกลียวยุ่งไปหมด เรียกว่า ศาสนา กำลังฟั่น ฟั่นเฝือจนไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่. เอาไสยศาสตร์ มาเป็นศาสนา เอาศาสนาแท้จริงไปทิ้งเสียที่ไหน หรือเอา ไปเป็นประโยชน์แก่การเมือง ; นี่เรียกว่าศาสนาฟั่นเฝือ. เมื่อ ศาสนา มัน ฟั่น วัฒนธรรม มันก็ เฟี้ยว คือมัน บ้า ; วัฒนธรรมมันกำลังเป็นบ้า เฟี้ยวไปตามกระแสคลื่นลม ที่ไม่อยู่ในรูปแบบ หรือร่องรอย. วัฒนธรรมเฟี้ยวแล้ว ประเทศชาติมันก็ ฟอน , คือมันถูกอะไรฟอนเหมือนกับหนอน มันเที่ยวไช ทะลุปรุพรุนไปหมด ; อย่างนี้เรียกว่าฟอน ประเทศชาติมันกำลังฟอน. เมื่อประเทศชาติมันฟอน รัฐธรรมนูญมันก็ ฟาง มันเป็นกระดาษฟาง ไม่ใช่กระดาษข่อย เมื่อรัฐธรรมนูญมัน

น.15 ๙ ฟาง ความเป็นไทยมันก็ เฟื้อย เดี๋ยวนี้เรามีความเป็นไทยที่ เฟื้อยเจื้อยไป อย่างไม่เป็นตัวเอง. นี่ ๑๓ หัวข้อแล้ว จะมากเกินไปแล้ว พอกันทีถ้า จำได้ก็ช่วยเอาไปคิด ช่วยกันแก้ไข. ศีลธรรมแฟบ - การศึกษาเฟ็ด - ประชาธิปไตยเฟ้อ - ยุวชนฟุ้ง - การปกครองเฟือน - การเมืองฟุบ - สังคมเฟะ - เศรษฐกิจฟ่าม - ศาสนาฟั่น- วัฒนธรรมเฟี้ยว-ประเทศชาติ ฟอน - รัฐธรรมนูญฟาง - ความเป็นไทยก็เฟื้อย. ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะการศึกษาไม่ถูกต้อง การศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ ตรงกับกฎของธรรมชาติ หรือที่พระเจ้าต้องการ. อย่าลืมนะ ขอเตือนไว้ด้วยว่า ไม่ได้พูดเฉพาะเมือง ไทย ; ประเทศไหนก็เหมือนกัน. ได้กล่าวมาแล้วว่า เรา กำลังตามเขา เราก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะ เราไปตามเขา ; ทั้งโลก ที่เป็นผู้นำ ควรจะรับผิดชอบ. แต่ นี้เราก็ไม่ได้ไปคิดค่าเสียหาย อะไรจากใครได้ เราก็ต้องมา พิจารณาดู เพื่อจะช่วยตัวเราเอง ให้มันรอด : - ข้อที่ว่า ศีลธรรมแฟบ. ข้อที่ ๑. ที่ว่า ศีลธรรมแฟบ มันเกี่ยวข้อง มันเป็น เหตุผลกันและกัน กับการศึกษา : ถ้าการศึกษาถูกต้อง ศีลธรรมก็ถูกต้อง, การศึกษาสมบูรณ์ ศีลธรรมก็สมบูรณ์.

น.16 ๑๐ เรายกเอาศีลธรรมขึ้นมาเป็นข้อแรก ทั่วไปทั้งโลก; สิ่งที่ เรียกว่าศีลธรรมกำลังแฟบ จนถึงกับว่า คัดเอาออกไปเสียจาก วงการศึกษา ไม่มีสอนในโรงเรียน ในวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัย สอนบ้างพอเป็นพิธี สำหรับนักเรียนจดใส่สมุดไป แล้วก็บีด. จะสอนศีลธรรมกันสักที ต้องแต่งบทละครขึ้นมาสัก เรื่องหนึ่ง เอามาเล่นให้ดู ต้องง้อกันไปอย่างนั้น คนจึงจะสนใจ คำว่า ศีลธรรม, ต้องแต่งเพลงร้องบ้าง ต้องสร้างหนังให้ดู บ้าง. มันโง่อย่างที่เกินกว่าที่จะเรียกว่าโง่ : ไปลงทุนถึง ขนาดนั้น แล้วก็ไม่ได้อะไร ไม่ได้ประโยชน์ที่จะเกิดความ รู้สึกทางศีลธรรมขึ้นในจิตใจ; เพราะว่าเด็ก ๆ เขาก็ไป รับเอา แต่ส่วนที่เป็นเรื่องของกิเลส ส่วนที่เป็น เรื่องศีลธรรมเขาไม่ได้ รับเอามา. เมื่อเอาไปปนกันเข้า ก็ถูกคัดแยกออกไป เฉพาะ ส่วนที่มันปนมากับกิเลส; เหมือน การสอนเรื่องเพศศึกษา นี่เป็นความโง่ชนิดหนึ่ง ที่ไม่รู้ว่าเด็ก ๆ มันจะคัดเลือกเอาแต่ที่เป็น เรื่องเพศ . ส่วนการศึกษาที่ไม่ถูกใจเขา มันเลือนหายไป; มันไม่ได้ผลอย่างนี้. เรื่องศีลธรรมนี้ ยังไม่รู้ว่าคืออะไรกัน เสียมากกว่า. ศีลธรรม แปลว่า ธรรมที่ทำความปกติ หรือผลที่เป็น ความปกติ หรือความปกติอยู่ตามธรรมชาติ; นี่เราเรียกว่า ศีลธรรม. เดี๋ยวนี้เราไม่ได้ประพฤติสิ่งที่จะช่วยให้เกิดความปกติ ; ถ้าเราไม่สอนกัน ก็เลยไปทำสิ่งที่ตัวชอบใจ ตามชอบใจ

น.17 ๑๑ จะปกติไม่ปกติก็ไม่รู้ มันจึงมีอาชญากรรมมากขึ้น เท่าที่ ศีลธรรมลดลงไป. อีกทางหนึ่ง มัน มีเรื่องที่ยั่วยวนให้กิเลสมันแก่กล้า ; เพราะว่าเดี๋ยวนี้ทั้งโลก เขาระดมทุ่มเทความรู้ ความคิด หรือ การผลิตอะไรต่างๆ ผลิตแต่สิ่งที่มันจะช่วยให้เกิดความ สนุกสนาน เพลิดเพลินบันเทิง เริงรื่น. เพราะมันขายได้ เพราะเขาต้องการเงิน เขาจึงขวนขวายกันแต่ในด้านนี้; คน จึงหลงกันแต่ในความสุขสนุกสนาน เพลิดเพลิน. ทางศาสนา เรียกกันว่า เรื่องทางเนื้อหนัง, เรื่องกิเลสเขาเรียกกันว่า เรื่องเนื้อหนัง ไม่ใช่เรื่องธรรมะ ไม่ใช่เรื่องพระเจ้า. ทุกหนทุกแห่ง มันเต็มไปด้วยเรื่องยั่วยวนทางเนื้อ หนัง : มีแต่การสร้างขึ้นที่นั่น ที่นี่ ที่โน่น แล้วก็มีกิจกรรม ที่เป็นไปเพื่ออย่างนั้น เต็มไปหมด; ในเมืองไทย ในประเทศ ไหน เราก็เห็น ๆ กันอยู่ ถ้าเทียบกับเมื่อสมัย ๕๐ ปีมาแล้ว ก็น่าใจหาย ซึ่งสมัย ๕๐ ปีมาแล้ว มันหาไม่ค่อยจะได้, สิ่ง ยั่วยวนให้หลงใหลในเนื้อหนัง มันหาไม่ค่อยได้; เดี๋ยวนี้ เต็มไปหมด จนล้น จนเอ่อไปหมด. ความมีศีลธรรม มันทนอยู่ไม่ได้ ค่อยๆ ละลายหายไป โดยไม่รู้สึกตัว ; เพราะความที่มันค่อยๆ หายไปทีละน้อย ๆ นี่แหละ เราไม่ค่อยรู้สึก ก็ไม่ได้ป้องกัน หรือไม่กลัว, มันจึง เป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง คือมันต่ำลงไป มันทรามลงไป โดย

น.18 ๑๒ ไม่รู้สึกตัว โดยไม่แสดงให้ปรากฏ. พอถึงขนาดที่มันเป็น อันตรายเต็มที่มันปรากฏ นี่ก็แก้ไขไม่ทัน; นี่สภาพของศีล ธรรม มันเป็นอย่างนี้. ความเสื่อมศีลธรรม เข้ามาโดยไม่แสดงให้เห็น ชั่ว ๒๐ ปี ๓๐ ปี นี่มันไกลมามาก จนเหลือวิสัยที่ว่า ลูกเด็ก ๆ เขาจะต่อสู้ หรือต้านทานเอาไว้ได้ มันก็ยอมแพ้แก่ชั่ว. คน โต ๆก็เหมือนกัน ไม่สามารถจะต้านทานสิ่งเหล่านี้ไว้ได้ จึง ยอมไป ตามอำนาจของอบายมุข โดยเฉพาะเรื่อง กามารมณ์เป็น เบื้องหน้า , แล้วก็เรื่องเมามายต่าง ๆ อย่างที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสเรียกว่า ประตูแห่งอบาย. ประตูแห่งอบาย คือ ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน ; นี่มีในหนังสือแบบเรียน ไปหาอ่านดู. ศีลธรรมนั้นแฟบ ก็หมายความว่า มันเหลืออยู่น้อย จนไม่มีเนื้อจะเหลือ มีอยู่แต่เปลือก คือเป็นเงา ๆ, หรือเป็น รูปแบบบ้างนิดๆ หน่อยๆ ให้เป็นพิธีรีตอง ช่วยใครไม่ได้ ; นี่ศีลธรรมมันแฟบ เพราะการศึกษาไม่สมบูรณ์ ถึงกับจะต้าน ทานศัตรูของมนุษย์คือกิเลสไม่ได้. ศีลธรรมมันแฟบ เพราะการศึกษามันไม่สมบูรณ์ ไม่มีครู ที่ดี ไม่มีการศึกษาที่ดี ไม่มีศิษย์ที่ดี , หรือว่าถ้ามากไป ก็ไม่มีครู

น.19 ๑๓ ที่ถูกต้อง ไม่มีการศึกษาที่ถูกต้อง ไม่มีศิษย์ที่ถูกต้อง ที่จะ ดำเนินการศึกษา ไปให้ถูกต้องตามรูปแบบที่พระเจ้าต้องการ หรือที่กฎธรรมชาติต้องการ. กฎธรรมชาตินั้นเฉียบขาด : ถ้าทำอย่างนี้ ต้องเกิด อย่างนี้, ถ้าทำอย่างนี้ ต้องเกิดอย่างนี้, ถ้าทำอย่างนั้น ต้องเกิด อย่างนั้น ; นี่คือกฎธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้เราไปทำเข้าในลักษณะ ที่จะให้เกิดอย่างนี้ อย่างที่อาชญากรรมเต็มไปหมดทั้งโลก ; ก็ไปอ่านดูเอาเองก็แล้วกันว่า อาชญากรรมอะไรบ้าง. ข้อที่ว่า การศึกษา เฟ็ด. ข้อ ๒ ที่ว่า การศึกษาเฟ็ด คือมัน ออกนอกลู่นอก ทาง มันเอาออกไปนอกทาง; เพราะว่าการศึกษาถูกจัดโดย บุคคลที่มีศีลธรรมแฟบ. เมื่อบุคคลที่มีศีลธรรมแฟบ แล้วมาจัด การศึกษา การศึกษามันก็ต้องเฟ็ดออกไป นอกร่องรอยของธรรม หรือของศีลธรรม; มันก็แน่นอนที่จะต้องเป็นไปตามความ บีบคั้นของกิเลส ซึ่งไปเป็นทาสของวัตถุนิยม. เราจึงมีการ ศึกษาชนิดที่ ทำให้ฉลาด เรียนแล้วทำให้ฉลาดสามารถ แต่ แล้วเราก็ เห็นแก่ตัว ; เพราะว่าตัวมันพ่ายแพ้แก่กิเลส มัน บูชาเรื่องสุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อย ที่ว่าเป็นเรื่องเนื้อหนัง โดยเฉพาะเรื่องกามารมณ์ทั้งหลาย.

น.20 ๑๔ ผู้เรียนมุ่งเพื่อประโยชน์ทางเนื้อหนังอย่างนั้น ไม่ได้ มุ่งตรงไป ยังความรู้ความสามารถ ที่จะควบคุม กาย วาจา ใจ ให้อยู่ในความถูกต้อง ให้อยู่ในความสงบหรือสันติสุข อย่าไป เป็นทาสของอารมณ์เหล่านั้น ; ซึ่งการศึกษาแท้จริงมีความ หมายอย่างนั้น. ถ้ามุ่งตรงไปที่นั่น ก็เรียกว่าการศึกษาถูกต้อง และตรงจุดเป้าหมาย ที่จะให้มนุษย์นี้ เป็นมนุษย์อย่างสงบ เยือกเย็นเป็นสุข. เดี๋ยวนี้การศึกษามันเฟ็ด มันเลี้ยวไปทางข้างที่ตรงไป หาเหยื่อของกิเลส ซึ่งเป็นนายเหนือบุคคลในโลกนี้มากขึ้น ทุกที. อย่าเข้าใจว่า เป็นการกระแนะกะแหน หรือว่าด่า หรือ อะไรทำนองนั้น; พูดกันตรงๆ นี่แหละ ว่า การศึกษามันกำลัง เหวี่ยงออกไปนอกทางของสันติสุขตามที่ควรจะเป็น ถ้าถือว่าการศึกษาเพื่อการรอด มันก็เพียงแต่รอดชีวิต ตามแบบของคนธรรมดา; ถ้าพูดตามแนวเรื่องศาสนา อย่าง นี้คนมันตายแล้ว, คนที่ไม่มีศีลธรรม มีค่าเท่ากับคนตายแล้ว . ทีนี้ต่อไปนาน ๆ แม้แต่ชีวิตก็ไม่รอดอยู่ได้ ถ้ามีการศึกษากัน แบบนี้ : เห็นแก่ตัวจัด, เห็นแก่ตัวจัดมากขึ้น ๆ แล้วจะฆ่ากัน อย่างที่เรียกว่ายุคมิคสัญญี ; และก็มีหวัง, ไม่ได้อยู่ไกลเกินไป เท่าไหร่หรอก ถ้ามีการศึกษาแบบเห็นแก่ตัวกันเรื่อย ๆ ไป โลกนี้จะถึงยุค มิคสัญญี ; แม้แต่ชีวิตทางร่างกายนี้ก็จะไม่ได้รอดอยู่.

น.21 ๑๕ ถ้าถือทางธรรมะ ความรอด คือ ความรอดอยู่อย่างถูก ต้อง รอดอยู่อย่างสงบเย็น , เป็นมนุษย์ที่มีค่า สมตามความ มุ่งหมายของคำว่า มนุษย์. การศึกษาควรจะเป็นไปเพื่อความ รอดอย่างนั้น; แต่นี่มันเลี้ยวไปหาความตาย ความเห็นแก่ตัว แล้วก็จะทำลายกันและกัน. ประเทศไทยเราเล็กเกินไป ไม่ ต้องหยิบขึ้นมาพูด, ประเทศใหญ่ๆ เขาทำอยู่ เป็นผู้นำอยู่ใน โลกนั้น ก็จะถึงจุดหนึ่งที่ทำลายล้างกัน ; เพราะการศึกษามันทำ ให้เห็นแก่ตัว จะรวมกลุ่มของพวกเห็นแก่ตัว เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ แล้วก็จะทำลายกัน. ข้อที่ว่า ประชาธิปไตย เฟ้อ ข้อที่ ๓. ที่ว่า ประชาธิปไตยเฟ้อ นี้ก็ มาจากการ ศึกษาไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์ อีกนั่นแหละคนจึงไม่รู้ว่าประชา- ธิปไตยนั้น ควรจะเป็นอย่างไร. ประชาธิปไตย ตามใจกิเลส อย่างนี้มัน เป็นประชาธิปไตยไปไม่ได้ ; เพราะ ว่าต่างคนต่างก็ มีกิเลส แล้วกิเลสของแต่ละคน มันก็ไม่ตรงกัน. เมื่อทุกคน มีสิทธิ์ที่จะเอาตามกิเลส มันก็คือการขัดขวางกันทันที , จะมีการ ขัดกันทันที จึงได้มีอาการที่เรียกว่า เราเอาตามใจเรา. เมื่อ เขาเอาตามใจเขา มันก็เป็นอะไรกันล่ะ คิดดูเถอะ ; มันก็ เป็นเรื่องที่หลับหูหลับตา กระทบกระทั่งกันเท่านั้นเอง. การเป็น ประชาธิปไตย ถ้าหมายถึง แท้จริงก็ต้องทุกคน ประกอบอยู่ด้วยธรรม มีการศึกษาดี มีศีลธรรมดี, ทุกคน

น.22 ๑๖ ประกอบไปด้วยธรรม มันก็ตรงกันหมด ถือเอาตามความถูก ต้องของคนทุกคน. สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" มันก็รวมตัวกันเข้า เป็นธรรมะอันใหญ่ยิ่ง; ทุกคนก็ยึดถือธรรมะนี้ ประพฤติ ปฏิบัติต่อกันและกัน. นี่ประชาธิปไตยก็อยู่ในร่องในรอย หรือเป็นแก่นเป็นสาร ไม่ฟุ้งเฟ้อไปตามกิเลสของคนเหมือน ที่เป็นอยู่ในโลกนี้ มีประชาธิปไตยไม่รู้กี่สิบแบบ : ประชา- ธิปไตยเสรีนิยมก็มี สังคมนิยมก็มีอะไร ๆ ล้วนแต่มีกันหลายๆ แบบ. ประชาธิปไตยเฟ้อจนมนุษย์ไม่รู้จะเอาอย่างไรมันก็ เฟ้อไปทางที่จะใช้สิทธิเสรีภาพของตน เลือกเอาตามชอบใจ ของตน มันก็จะต้องกระทบกระทั่งกันไป ไม่มีที่สิ้นสุด ; เพราะ ประชาธิปไตยมันเฟ้อ ไม่รู้ว่าความถูกต้องนั้นอยู่ที่ไหน. จะ บูชาประชาธิปไตย ก็ต้องเอาความถูกต้องเป็นหลัก เป็นแกน หรือว่าเป็นแก่นของมัน มนุษย์จึงจะอยู่รอดได้. เดี๋ยวนี้ในประเทศไทยประเทศเดียว ก็มี ประชาธิปไตย ที่ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ? มันเฟ้อเหลือกำลังจนพูดกันไม่รู้เรื่อง ; นี่เพราะว่าการศึกษามันไม่พอ ไม่สมบูรณ์ ที่จะทำให้รู้จัก ประชาธิปไตย, ยิ่งสอนยิ่งไม่รู้จัก. เพราะว่าสอนไม่ถูกความ จริงของธรรมชาติว่าประชาธิปไตยจะต้องเป็นอย่างไร จึงสอน ถูกแต่ตามกิเลสของมนุษย์ ; กิเลสของมนุษย์มันบัญญัติ มันก็ มากรูป มากแบบ จนพูดกันไม่รู้เรื่อง. อย่างนี้เรียกว่า ใน

น.23 ๑๗ โลกนี้มันมีประชาธิปไตยโดยที่หลับหูตา แล้วก็เฟ้อไปตามเรื่อง ตามราว. ข้อที่ว่า ยุวชน ฟุ้ง. ข้อ ๔. เมื่อประชาธิปไตยเฟ้อ ยุวชนก็ฟุ้ง คือว่า เมาประชาธิปไตยเพื่ออย่างผีสิง , เมายิ่งกว่ายาเสพติด เมา ประชาธิปไตยนี่ยิ่งกว่ายาเสพติด ยอมเสียสละชีวิตก็ยังได้ ยอมตายได้. เมื่อประชาธิปไตยมันเฟ้อ สิ่งที่เมามันก็เฟ้อ; ยิ่ง เป็นของใหม่ ขนาดที่เกิดมาไม่เคยพบ เพิ่งได้พบวันนี้ มัน ก็ยิ่งไปกันใหญ่. ถ้าการศึกษาสมบูรณ์ ยุวชนจะไม่ฟุ้งอย่างนี้. เดี๋ยวนี้อยากจะพูด จะยืนยัน ไม่กลัวใครโกรธว่าการ ศึกษามันไม่ถูกต้อง ให้แก่เยาวชนไม่เพียงพอ ไม่ถูกต้อง ; ฉะนั้นยุวชนจึงไปฟุ้งตามประชาธิปไตยที่เฟ้อ แล้วก็ เมา เสรีภาพ เมาอะไรยิ่งกว่ายาเสพติด จนไม่รู้ว่าจะพูดกันให้รู้เรื่อง ได้อย่างไร จึงต้องเบียดเบียนกัน ต้องทำอันตรายแก่กันและ กัน ไม่มีประโยชน์อะไรเลย; นี่จึงขอให้ยุวชนทั้งหลาย ปรับ ปรุงตัวเอง ให้มีการศึกษาให้ถูกต้อง แล้วก็จะรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ; เมื่อเขาทำสิ่งที่ไม่ควรทำ เราไม่ไปทำ เราก็เก็บตัวเสีย ก็จะไม่มีใครทำอะไรที่เดือดร้อนได้.

น.24 ปกครอง เพื่อน. ข้อที่ ๕. ที่ว่า การปกครองเพื่อน นั้น ก็เพราะว่า การ ศึกษามันไม่สมบูรณ์อีกน่ะแหละ. ทีนี้ผู้ปกครองก็เพื่อน ผู้ถูกปกครองก็เพื่อน แม้แต่ประชาชนพลเมืองก็เพื่อน; เพราะ การศึกษามันไม่ถูกต้อง ไม่มีจุดอันแน่นอนว่า จะเป็นอย่างไร จะเอาอย่างไร มีแต่เป็นไปตามความต้องการของกิเลส. เอาคนชนิดที่มีกิเลสไปเป็นผู้ปกครอง ก็ ปกครองไป ตามความรู้สึกของกิเลส ; นี้เป็นเหตุที่ทำให้ยุ่งกันไปหมด พูดกันไม่รู้ เรื่องในการปกครอง. เมื่อกิเลสเป็นใหญ่ ก็เห็นแต่แก่ประโยชน์ ตามความต้องการของกิเลส การปกครองจึงทุจริต เดี๋ยวนี้เรา พูดกันมาก ว่ากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย คือประโยชน์มันอยู่ เหนือกฎหมาย หรือว่า ความบ้าคลั่งของคนจำนวนหนึ่ง เขาไม่ ยอมเชื่อพึ่งกฎหมาย. ในประเทศเราอาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ ในประเทศ ใหญ่ ๆ ของเขา เป็นเรื่องใหญ่กว่านี้มาก ซึ่งเราจะได้ยินได้ฟัง กันอยู่เสมอ : บุคคลระดับสูงสุดของประเทศ เป็นประธานา- ธิบดีก็ตาม ฯลฯ ทำอะไรไม่อยู่ในร่องรอยของการปกครองที่ดี ที่มีประโยชน์ เป็นแกนของการปกครอง; มันฟื้นเพื่อนจนถึง กับว่า การปกครองมันไม่เป็นการปกครอง แต่เป็นการแสดง ละครอะไรสักพักหนึ่ง แล้วก็เปลี่ยนหน้ากัน จนไม่มีหลักเกณฑ์ อะไรที่แน่นอน นี้เรียกว่ามันเฟือน.

น.25 เมือง ฟุบ. ข้อที่ ๖. ที่ว่า การเมืองฟุบ ; คำว่า การเมือง นี้คือ ระบอบที่เราจัดขึ้น เพื่อให้คนหมู่มากเข้าใจกันได้ ให้คนหมู่มากอยู่กัน เป็นผาสุก, ให้รู้จักรักใคร่ เมตตาอารี เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ แลก เปลี่ยนความดีซึ่งกันและกัน เรียกว่าการเมือง; เมื่อการศึกษา มันไม่สมบูรณ์ การเมืองก็ไม่ถูกต้อง. พวกนักการเมืองทั้งหลาย ก็ไม่ถูกต้อง, ทำไปเพื่อ ประโยชน์ของนักการเมืองนั้นเอง จนไม่เกิดความเคารพนับถือ ในนักการเมือง ไม่มีความไว้ใจในนักการเมือง, เป็นนักการ- เมืองที่ไร้เกียรติ เป็นนักการเมืองที่ต้องเอาอำนาจเข้ามาเป็น เครื่องพยุงตัว อย่างนี้. จะเป็นการเมืองในประเทศ หรือ การเมืองนอกประเทศ หรือการเมืองทั้งโลก มันก็เป็นอย่างนี้ กันเสียหมด; เพราะการศึกษาไม่ได้ทำให้เขารู้จักพระเจ้า. การศึกษาในโลกปัจจุบันนี้ ไม่ได้ทำให้คนหนุ่มเหล่า นั้น รู้จักแม้แต่ความเป็นสุภาพบุรุษที่ถูกต้อง ; มันจะเกินควร ไปแล้ว ที่ไม่รู้จักการเป็นสุภาพบุรุษที่ถูกต้อง. นี่เขาก็ยังคิด ว่าเขายังเป็นนักศึกษา เป็นปัญญาชน เป็นสุภาพบุรุษกัน ที่ดี ที่สุดที่มนุษย์ต้องการ. ถ้าการศึกษานี้ถูกต้อง ก็ไม่เกิดคน ชนิดนี้ขึ้นมา การเมืองมันก็เป็นไปตรงตามจุดหมายที่ว่า : ระบบที่จัดไว้เพื่อให้คนจำนวนมากอยู่กันเป็นผาสุก.

น.26 สังคม เฟะ. ข้อที่ ๗. ว่า สังคมมันเฟะ นี่ก็หมายถึงสังคมหน่วย ย่อย ๆ ทั่วๆ ไป ที่มีความนิยมเหมือน ๆ กันเป็นสังคม ๆ, และ กำลังจะเฟะ. ที่ว่า เฟะ นี้เพราะเป็นทาสของกิเลส เพราะการ ศึกษาไม่มีสอนเรื่องให้เอาชนะกิเลส มีสอนแต่ให้เห็นแก่ตัว ให้ได้ตามที่ตัวต้องการ จะเป็นกิเลส หรือไม่เป็นกิเลสไม่รู้ เอาแต่ได้ตามความต้องการ ตามพอใจของตัว. มีคำโบราณอยู่คำหนึ่งเรียกว่า "ยังมัวเมาอยู่ในเพศรส และเมรัย" ; เพศรส หมายความว่า รสที่เกิดจากเพศตรงกัน ข้าม แล้วแต่จะเป็นฝ่ายบุรุษหรือฝ่ายสตรี ก็มัวเมาในเพศรส ที่เกิดจากเพศตรงกันข้าม, เมรัย คือ สิ่งที่มึนเมาทั้งหลาย จะเป็น สุรา ยาเมา หรือเป็นอะไรก็ตาม. นี้เขาจัดไว้เป็นเครื่องหมาย เป็นลักษณะของความบูด ความเน่า ความเสียทางจิตใจของ มนุษย์. ยังมีอะไรอีกมาก ที่มีลักษณะที่เรียกว่า เฟะ จนกระทั่ง ถึงสิ่งที่เรารู้จักกันดีว่า คอรัปชั่น. คอรัปชั่นนี้ก็คือความเน่าบูด ของจิตใจ, จุดดำในพื้นขาวได้เกิดขึ้นเรียกว่า คอรัปชั่น ก็เป็น ความเฟะของจิตใจด้วยเหมือนกัน; แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับเพศรส และเมรัย. ที่คนทำคอรัปชั่นนั้น คนนั้นต้อง เป็นทาสของ เพศรสและเมรัย จึงไปทำคอรัปชั่น: ต้นเหตุที่แท้จริงอยู่ที่

น.27 ๒๑ ความไปหลงใหล มันเมาในเพศรสและเมรัยต่างหาก, คอร์ป- ชันนี้มันเป็นผลที่เกิดจากสิ่งนั้นอีกทีหนึ่ง. เมื่อเขาไม่สามารถ จะหาทรัพย์สมบัติมาให้ทันแก่ความต้องการ โดยสุจริต เขาก็ ต้องทำคอรัปชั่น ; สังคมที่บูชาสิ่งเหล่านี้ มันก็เป็นสังคมที่ เน่าเฟะ. พูดกันโดยไม่ต้องเกรงใจ เพราะว่าจะพูดความจริง สำหรับที่จะให้เข้าใจ เพื่อแก้ไขสถานะของมนุษย์. สังคมเฟะ ก็เนื่องมาจากการศึกษาที่ไม่เพียงพอ, การศึกษาไม่สมบูรณ์พอ ที่จะทำให้เขาบังคับตัวเองได้. เขาบังคับตัวเองไม่ได้ เขาก็ ปล่อยไปตามอารมณ์ มันก็เป็นเรื่องของการเฟะ ก็อยู่ที่การ ศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ. ถ้าใครไม่ยอมเชื่อก็ไปคิดดูเอาเองว่า เป็นเพราะอะไร ที่สังคมมันเฟะ ถ้าต้นเหตุที่แท้จริงไม่ใช่การ ศึกษาที่สมบูรณ์แล้วจะได้แก่อะไร. ข้อที่ว่า เศรษฐกิจ ฟ่าม. ข้อที่ ๘. ใช้คำว่า เศรษฐกิจฟ่าม คำว่า ฟ่าม นั้นคือ ไร้สาระที่แท้จริง ไร้รสชาติที่แท้จริง : มันฟ่าม มันไม่บำรุง เนื้อหนังอะไรให้จริงจังได้; เพราะทำไปเพียงแต่ว่า แก้ปัญหา เฉพาะหน้าของคน, เฉพาะหน้าของคนโง่เขลา, ไม่รู้ลึกซึ้ง ถึงว่า มันลึกซึ้งถึงไหน อะไรมันจะเป็นของจริงแท้. ถ้าเป็น เรื่องการทำมาหากินธรรมดา ก็ไม่มีปัญหาอะไร; ถ้าเป็น

น.28 ๒๒ เรื่องใหญ่โต ขนาดเรื่องเศรษฐกิจของสังคม เศรษฐกิจของ ประเทศชาติ มันก็เป็นสิ่งที่เข้าใจยากทำผิดได้โดยไม่รู้ตัว. เดี๋ยวนี้ เราทำลายเศรษฐกิจอยู่ เรายังพูดว่า เราเจริญ ด้วยเศรษฐกิจอย่างนี้ก็มี, เราใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น เราเป็น อยู่ด้วยลักษณะที่มันไม่จำเป็น; นั่นแหละคือการทำลายเศรษฐ- กิจ. เราต้องหาให้มาก จึงจะพอใช้ในส่วนบุคคล, แม้ส่วน ของประเทศก็เหมือนกัน. ประเทศไทยเรานี้ ถ้าว่ามีความเจริญทางเศรษฐกิจ ; แต่ ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจนี้ยิ่งกว่า ไปเสียอีก : มีสิ่งที่ไม่ จำเป็นมากเหลือเกิน, เมื่อดูกันทั้งโลกแล้วก็ยิ่งเป็นอย่างนี้. ใน โลกนี้มีสิ่งที่ไม่จำเป็น แล้วเอามาจัด เอามาทำ เอามาบริหาร กันอยู่ ก็เลยต้องช่วงชิง ต้องเอาเปรียบอะไรกันมันจึงจะทำไป ได้; ใครมีปัญหาที่จะเอาเปรียบทางเศรษฐกิจได้ มันก็ใหญ่ โตไป ร่ำรวยไป มีอำนาจอะไรไป; ใครพ่ายแพ้ก็ถูกบีบคั้น ในส่วนบุคคลก็เป็นอย่างนี้, ในส่วนสังคมก็เป็นอย่างนี้ ในส่วน ประเทศ ในส่วนโลก ก็เป็นอย่างนี้, ที่ว่าเศรษฐกิจไม่ได้เป็น ไปเพื่อจะช่วยให้ประเทศรอด หรือมั่นคง. มันเป็นเรื่องรวน กันไป รวนกันมา เอาเปรียบกันไป เอาเปรียบกันมา มีแต่ อย่างนี้ เศรษฐกิจก็เลยเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับกวนโลกให้วุ่นวาย ให้มันขุ่น ให้มันยุ่งเหยิง ระส่ำระสาย ไม่มีที่สิ้นสุด; จะจริง ไม่จริง ก็ขอให้จำไว้ก่อน แล้วสังเกตดูว่าเศรษฐกิจ เดี๋ยวนี้คือ

น.29 ๒๓ สิ่งที่กวนโลก ให้ระส่ำระสายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีอะไร เปรียบได้. ข้อที่ว่า ศาสนา ฟั่น. ข้อที่ ๙. เรื่องศาสนาฟื้น นี่ก็มันพื้นกันกับสิ่งอื่น ; คำว่าฟื่น หมายความว่า หลาย ๆ องค์ประกอบเอามาพื้น ฟื่น จนเฝื่อ จนว่ า ไม่เป็นตัวเอง. เมื่อการเมืองมีอำนาจ ก็บังคับ เอาศาสนาไปเป็นเครื่องมือการเมือง, หรือว่าเมื่อนักศาสนา พ่ายแพ้แก่กิเลสก็เอาศาสนาไปปน ไปปลอม ไปเทียบเข้ากับ เรื่องอย่างอื่น; นี่เรียกว่ามันฟื่นเฝื่อ ทีนี้เมื่อพลเมืองไม่ฉลาด ก็ยิ่งเป็นไปได้มาก ไปถือ เรื่องไสยศาสตร์เป็นศาสนา : ส่วนที่เป็นศาสนากลับไม่สนใจ นี่คือความพื้นเผื่อ. ศาสนาที่แท้จริงคือ ทางรอด ทางกาย ทาง ใจ ทางวิญญาณ, เป็นความรอด คือไม่มีความทุกข์ไม่มีปัญหา นั่นแหละคือตัวศาสนา : เป็นทางแห่งความรอด คนเดินไป ตามทางนั้นแล้วก็รอด อย่าเข้าใจว่าโบสถ์ วิหาร ศาลาการ- เปรียญอย่างนี้ หรือว่าอะไรที่เขาเรียกว่า วัตถุปูชนียสถาน อะไรต่าง ๆ นั้น ว่าเป็นเครื่องหมายของศาสนา; ไม่ใช่ตัวแท้ ของศาสนา วัดวาอาราม นี่เป็นเพียงเครื่องหมาย ของศาสนา คือเป็นสำนักงานของเจ้าหน้าที่ทางศาสนา.

น.30 ๒๔ ตัวศาสนาแท้ นั้นเป็นนามธรรม คือ เป็นหลักสัจจะ ที่บุคคลปฏิบัติตาม แล้วรอดได้, รอดได้จากอันตรายทั้งทาง กาย ทั้งทางจิต ทั้งทางวิญญาณ. ขอให้เข้าใจคำว่า "ศาสนา" ไว้ในลักษณะอย่างนี้ด้วย และถือว่า ชีวิตทุกชีวิต มีระบบแห่ง การรอดของชีวิตของมัน ซึ่งเป็นศาสนาของมัน. ชีวิตนี้มี ๒ ความหมาย : สำหรับมนุษย์แล้ว ชีวิต ทางเนื้อหนังร่างกาย นี่เป็นชีวิตหนึ่ง, ตายแล้วเอาไปเข้า ใส่โลง. มีอีกชีวิตหนึ่ง มันเป็นชีวิตทางจิต ทางวิญญาณ บางทีร่างกายไม่ทันตาย มันก็ตายแล้ว, คนที่ไม่มีความดี มี แต่ความชั่ว ก็เรียกว่ามันตายแล้ว ไม่มีชีวิตแล้ว ไม่มีชีวิต อย่างธรรมะ, ไม่มีชีวิตชนิดที่เป็นตัวชีวิตจริง มันมีแต่เปลือก ชีวิต. ร่างกายนี้เป็นชีวิตทั้งเปลือก จึงรอดอยู่ได้. ชีวิตที่แท้จริงคือคุณธรรม ความดีความงามของความ เป็นมนุษย์ มันจึงมีได้แต่พวกมนุษย์ ; พวกสัตว์เดรัจฉานไม่ จำเป็นต้องมีชีวิตชนิดนี้. คำว่า ศาสนา จึงกินความไปทั้ง ๒ ทาง คือ ความรอดชีวิตทางร่างกายก็ได้ และ ความรอดชีวิต ทางคุณธรรมก็ได้ ถ้ามันรอดได้จริง ก็คือเรียกว่า ศาสนา. ทีนี้คนเราเดี๋ยวนี้ ไม่มีการศึกษาที่สมบูรณ์ในทาง ศาสนา; แม้เรียนมากก็เรียนอย่างเฟ้อ ไม่ถูกตัวศาสนา ไป ถูกเปลือกถูกอะไรของศาสนาเสียหมด. บางทีก็เรียนรู้เรื่องราว แต่ ไม่ได้นำมาสู่การปฏิบัติ ; อย่างนี้ก็ไม่มีตัวศาสนา มัน มี

น.31 ๒๕ แต่เปลือกศาสนา อยู่นั่นเอง. มันต้องมีการปฏิบัติที่ถูกต้องตาม นั้นอีกทีหนึ่ง แล้วผลเกิดขึ้น เป็นความรอดทางจิตใจ; นี่ เรียกว่า คนมีศาสนาต้องเป็นอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ความคิดของคนเปลี่ยนไป ไม่ต้องการความรอด ทางจิตใจ ต้องการความรอดทางเนื้อหนังทางร่างกาย, แล้วก็ ต้องการเกินจำเป็น; ไปเอาเรื่องทางสนุกสนาน เอร็ดอร่อย ทางกามารมณ์เสียแล้ว. กฎเกณฑ์ของความรอดของมนุษย์ มัน ก็เปลี่ยนหมดจนฟั่นเฝือ : เอาความตายมาเป็นความรอด, เอา หนทางแห่งความตาย มาเป็นหนทางแห่งความรอด; ก็เรียก ว่าศาสนาฟั่นเฝือ เพราะการศึกษาทางศาสนามันไม่พอ, และ การศึกษาพื้นฐานทั่วไป ก็เรียกว่า ไม่สมบูรณ์ นั่นเอง ถ้ามนุษย์มีการศึกษาสมบูรณ์แล้ว การศึกษาทาง ศาสนาจะผิดไปไม่ได้ มันเรื่องเดียวกัน อย่างที่พูดมาแล้วว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นตัวการศึกษาที่สมบูรณ์. ข้อที่ว่า วัฒนธรรม เฟี้ยว. ข้อที่ ๑๐. ว่า วัฒนธรรมมันเฟี้ยว ; คำว่า เฟี้ยว นี้ คือมัน ไม่หนักแน่น มันเหมือนกับปลิวว่อนไปตามลม, เพียง แต่ลมพัดมานิดหน่อย มันก็หวั่นไหว เปลี่ยนแปลงไปหมด ; วัฒนธรรมในสายเลือด ของบรรพบุรุษแต่บรมโบราณ มานั้น

น.32 ๒๖ มันปลิวไปหมด เพราะมันต้านทานลมพายุอารยธรรมเนื้อหนัง แห่งสมัยปัจจุบันไม่ไหว. ถ้าจะเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องย้อนไปดูกันว่า เมื่อสมัย บรรพบุรุษของเรา เขาอยู่กันอย่างไร ? เอาเพียงสัก ๕๐ ปีมา นี้ ก็ยังจะพอเห็น, แต่ให้ดีกว่านั้นก็สัก ๘๐ ปี - ๑๐๐ ปี บรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา อยู่อย่างมี วัฒนธรรมไทย แท้ มีพุทธศาสนาเป็นรากฐาน อยู่กันด้วยความสุขความสงบ ความพอใจ โดยที่คนเหล่านั้นไม่ได้รู้หนังสือเลย. คนสมัย ปู่ ย่า ตา ยาย หายากที่จะรู้หนังสือ แต่กลับ มีคุณธรรมสมบูรณ์ มีอะไร ๆ ที่น่านับถือ ; เช่นมีความเมตตา กรุณา แก่กันและกัน อย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้กับสมัยนี้ : มีความบังคับตัวเอง อดกลั้น อดทน ไ ม่บันดาลโทสะ เหมือน กับคนสมัยนี้ เพียงเท่านี้ก็ไม่มีอาชญากรรมเกิดขึ้นได้แล้ว. วัฒนธรรมให้อภัยเป็นไปถึงที่สุด เดี๋ยวนี้มีวัฒนธรรม ไม่ยอมให้อภัย เป็นยักษ์ เป็นมาร เข้าใส่กัน : กลางถนนที่ กรุงเทพฯ มีมากที่สุด วัฒนธรรมหน้ายักษ์หน้ามารเข้าใส่กัน ที่ในป่านีหายาก. นี่วัฒนธรรมมันเฟี้ยวหาที่ตั้งไม่ได้ ไปตาม ทิศทางของกิเลส; แล้วยิ่งสมัยนี้ ความยั่วยวนของกิเลสมันมี มากขึ้น ตามความก้าวหน้าของวัตถุ วัฒนธรรมเดิม ๆ จึงทน อยู่ไม่ได้ ค่อยสลายไป ๆ; ชั้นลูก ชั้นหลาน ชั้นเหลน นี่ก็ เหลือน้อยเต็มที่แล้ว เป็นวัฒนธรรมเนื้อหนังไปหมด.

น.33 ๒๗ วัฒนธรรมที่เป็นธรรมะแท้ ทางจิต ทางวิญญาณ เกือบจะ หาไม่พบ ; นี่อย่าหาว่าด่านะ เป็นการบอกให้พิจารณา ให้ เห็นข้อเท็จจริง ที่มีอยู่จริง ๆ แล้วมันเสีย คือไม่ทราบว่าจะทำ อย่างไรที่จะให้คนอายุเพียง ๓๐ ปี มองเห็นสภาพเมื่อ ๘๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปีมาแล้ว เชื่ออาตมาบ้างก็แล้วกัน ; เดี๋ยวนี้อายุ ๗๐ ปี ก็เคยเห็นสิ่งต่าง ๆ เมื่อ ๕๐ - ๖๐ ปีมาแล้วดี เอามาเล่า ให้พึ่ง, มาเล่าให้คนอายุ ๒๐ - ๓๐ ปีฟัง ไม่เอามาหลอก นี่เป็นความจริง. เขาอยู่กันกับพระเจ้า, อยู่กันกับ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็นองค์แห่งการศึกษาที่สมบูรณ์แบบ อย่างที่ เราพูดกันมาแล้ววันก่อน. ท่านไม่ต้องรู้หนังสือ ท่านไม่ต้อง ทำอะไร ไม่ต้องมีรถยนต์ขี่ ไม่ต้องมีเรือบินขี่ ไ ม่ต้องแต่งตัว สวย ๆ อย่างคนเดี๋ยวนี้, ไม่ต้องทำอะไรมากมาย แล้วก็อยู่กัน อย่างผาสุกที่สุด จนกระทั่งเรียกว่า ไม่ต้องปิดประตูเรือน คือ ว่าเรือนไม่ต้องใส่กุญแจ ไปไหนก็ได้ ข้อที่ว่า ประเทศชาติ ฟอน. ข้อที่ ๑๑. ว่า ประเทศชาติฟอน มันถูกฟอน คือ มีตัว หนอนเกิดขึ้นหลายชนิด : เป็นนักการค้า นักเศรษฐกิจ นักการ- เมือง นักบ้าประชาธิปไตย นักอะไรก็สุดแท้แต่; มันเป็น เหมือนตัวหนอนชนิดหนึ่ง ๆ ไซฟอนประเทศชาติ ให้พรุนไป

น.34 ๒๘ หมดเลย เพราะว่าการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ, ตกที่ว่าการศึกษา ที่ไม่สมบูรณ์แบบทั้งนั้นเลย; ถ้าการศึกษาสมบูรณ์แบบแล้ว มันเป็นอย่างนี้ไม่ได้. ช่วยไป นึกถึงการศึกษาที่สมบูรณ์แบบกันให้มาก; ประเทศชาติเป็นผู้จัดการศึกษา แต่แล้วจัดการศึกษาขึ้นมาใน รูปที่ไม่ช่วยประเทศชาติ; กลายเป็นมาช่วยกันฟอนประเทศ ชาติ เพราะประเทศชาติมันก็คือ คนหลาย ๆ คนประกอบกัน ขึ้นมา ด้วยทรัพยากรต่าง ๆ. ถ้าคนเหล่านั้น มีการศึกษาไม่ถูกต้อง ตามความต้อง การของพระเป็นเจ้า, มีแต่ความถูกต้องตามความต้องการของ กิเลส ก็ จะจัดการศึกษาไปในแบบที่ได้เปรียบฝ่ายกิเลส และ เสียเปรียบฝ่ายพระเป็นเจ้า. ตัวเองก็ได้สนุกสนาน ไปตาม ความต้องการ; แต่แล้วก็ถูกพระเจ้าลงโทษ ให้เป็นผู้หา ความสุขไม่ได้. คนสุจริตจะต้องเป็นอย่างนี้, คนทำผิดแม้ โดยไม่เจตนา ก็ยังต้องเป็นอย่างนี้, นับประสาอะไรกับคน ที่ เจตนาจะทำทุจริต ก็ต้องได้รับโทษตรงตามธรรมชาติกำหนด ไว้ ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม ไม่เดี๋ยวนี้ก็วันหน้า; จะต้องมี ความเดือดร้อนกันหมดทั้งบ้าน ทั้งเมือง ทั้งประเทศ กระทั่ง ทั้งโลก แต่ละประเทศ ก็เหมือน ๆ กันหมด. แต่ละประเทศ ถูกฟอน ด้วยตัวแทนของกิเลส หลาย ทิศทาง จนพรุนไปหมด มากมายหลายชนิด และในหนึ่งชนิด

น.35 ๒๙ มีหลาย ๆ ระดับ รุนแรงมาก ทำลายประเทศชาติมาก ; อย่าง จะช่วยกันรักษาทรัพยากรธรรมชาตินี้ ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง ยิ่ง ทำลายให้ร่อยหรอลงไปทุกที เพราะการศึกษามันไม่สมบูรณ์. ข้อที่ว่า รัฐธรรมนูญ ฟาง. ข้อที่ ๑๒. ที่ว่า รัฐธรรมนูญฟาง คือกลายเป็น กระดาษฟาง ; แต่อย่านึกอะไรมากนักสำหรับคำว่ากระดาษ ฟาง; เอาเพียงไม่ใช่กระดาษข่อยก็แล้วกัน คือไม่มีใครเคารพ นับถือ มีค่าเพียงกระดาษฟาง เอาไปใช้อะไรก็ไม่รู้. ถ้าเป็น กระดาษข่อย ก็มีคนนับถือ ทุกคนจะบูชา จะเชื่อฟัง จะตั้งตัว อยู่ในระบบที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างถูกต้อง ไม่มีใคร ฉีกรัฐธรรมนูญกันบ่อย ๆ. การศึกษาไม่พอ ที่จะรู้จักประชาธิปไตย จึงไม่มีคน ที่เหมาะสม ที่จะถือระบบประชาธิปไตย, ก็มีรัฐธรรมนูญ เห่อ ๆ ตาม ๆ กันไป เดี๋ยวก็เปลี่ยน - เดี๋ยวก็เปลี่ยน - เดี๋ยวก็ เปลี่ยน อย่างนี้ทั้งโลก เป็นไปทั้งโลก; เพราะว่ารัฐธรรมนูญ นั้นก็ช่วยกันสร้างขึ้นมา โดยคนที่มีกิเลส. คนที่ไม่มีกิเลสก็ไม่มี โอกาสที่จะมาช่วยร่าง หรือสร้างรัฐธรรมนูญ; เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญมันสร้างขึ้นโดยคนที่มีกิเลส เพื่อคนที่มีกิเลส มันก็ต้องไปตามบทบาทของคนที่มีกิเลส เพราะว่าการศึกษา ไม่พอ.

น.36 ๓๐ ถ้าการศึกษาพอ มันก็ไม่สร้างรัฐธรรมนูญกันใน รูปนี้ ; การศึกษาที่เพียงพอ จะสร้างมนุษย์ สร้างประชาชน สร้าง พลเมืองที่ดี ก็ออกความคิดมาดี วางระเบียบ หรือกฎเกณฑ์ ต่าง ๆ ขึ้นมาดี, แล้วสามารถที่จะรักษาเอาไว้ได้ เรียกว่า ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าศักดิ์สิทธิ์ สมกับที่เราบัญญัติกันไว้ ว่า รัฐธรรมนูญเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นทางรอดของประเทศชาติ. แต่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นกระดาษฟาง เพราะว่ามันมาจากการ ศึกษาที่ไม่สมบูรณ์. ข้อที่ว่า ความเป็นไทย เฟื้อย. ข้อที่ ๑๓. ความเป็นไทยเฟื้อย ความเป็นไทย ไม่ จำเป็นจะต้องหมายถึงเฉพาะประเทศเรา ที่มีชื่อว่าประเทศไทย ทุกๆ ประเทศ ต้องการความเป็นไทยทั้งนั้น ในโลกนี้ ; ที่เรา มีชื่อว่าประเทศไทย ยิ่งต้องการความเป็นไทย. เดี๋ยวนี้ความ เป็นไทยของแต่ละประเทศมันเฟื้อย มันเฟื้อยไปหาความเป็น เทศ; อย่างคนไทย มันไหลออกยอดงอกงามเฟื้อยไปหา ความเป็นเทศ ไม่รักความเป็นไทย ในสายเลือดของบรรพบุรุษ ตั้ง ๑,๐๐๐ - ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว. เมื่อความเป็นไทยมันเฟื้อย มันออกยอด ไหลไปหา ความเป็นเทศ เป็นขี้ข้าทางวัฒนธรรม; แม้ว่าจะมานั่งอยู่ที่นี่ สักคนหนึ่ง ก็กล้าพูด : การที่เอาผมยาว ๆ มาใส่ไว้บนหัวนี้

น.37 ๓๑ มันหมดความเป็นไทย, ที่เขาเรียกว่า ฮิปปี้ ฮิปป๋า นี่ มันมี ผมยาว จนไม่รู้ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย. จะยกตัวอย่าง อย่างนี้แหละ เราเป็นทาสเขาเสียแล้ว เมื่อ สัก ๕ - ๖ ปีมาแล้ว มาที่นี่ แรกมีฮิปปี้ เป็นชั้นอาจารย์ใน มหาวิทยาลัย มีผมยาว จนเราดูไม่ออกว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย. เราถามเขาว่า ทำไมจึงได้ทำอย่างนี้ ? เขาตอบว่า เขาต้องการ ความอิสระ. ต้องการความเป็นอิสระ ก็อย่าทำให้คนอื่น ลำบากเลย. เดี๋ยวนี้มันทำให้เราเสียเวลาดูคุณตั้งหลายนาที โดยไม่รู้ว่าคุณนี่เป็นคนบ้าหรือคนดี, อยากจะวิ่งหนีก็อยาก, จะวิ่งหนี เข้าใจว่าเป็นคนบ้า; แล้วทำให้ความคิด กระวน- กระวายไปหมด ว่านี่เรากำลังพูดกับคนดีหรือคนบ้า. ได้บอกเขาว่า ถ้าเราทำอย่างนี้จะได้ไหม? คือว่าเขา ทำกันอย่างไร ก็ทำอย่างนั้นก็แล้วกัน. ถ้าเราทำอะไร แปลก ออกไป ก็ทำให้คนอื่นเสียเวลา ที่จะนั่งเฝ้าดูว่า นี่มันดีหรือบ้า; แม้แต่เพียงจะดูว่านี่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย มันก็ยังเสียเวลา เพราะว่าจะต้องต้อนรับเขาให้เหมาะสม ว่าเขาเป็นผู้หญิงหรือ ผู้ชาย. นี่เรียกว่าเป็นทาสในทางวัฒนธรรม. ถ้าวัฒนธรรม นั้นมันไม่ทำให้ยุ่งยากลำบากอย่างนี้ มันก็ควรจะรับ. วัฒนธรรมที่ไม่ทำความยุ่งยาก แต่มัน เป็นผลดี ควร จะรับ; เพราะวัฒนธรรมมีหลายแขนง มากแขนงเหลือเกิน : วัฒนธรรมในทางด้านศาสนา หรือในรูปแบบของศาสนา;

น.38 ๓๒ ถ้าดีกว่าเราก็รับ. ประเทศไทยเป็นขี้ข้าทางวัฒนธรรมของ ประเทศอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของศาสนา, เรารับรูปแบบของศาสนา มาถือปฏิบัติ ก็ต้องยอมรับว่าเรา เป็นทาสทางวัฒนธรรมของอินเดีย. ศิลป อื่น ๆ ก็เหมือนกัน มาจากอินเดียมากกว่า : การ แต่งเนื้อแต่งตัว อาหารการกิน กระทั่งกวีนิพนธ์ บทกลอน ต่าง ๆ ถ่ายทอดทางวัฒนธรรมอินเดีย มาทั้งนั้น; อย่างนี้ก็เรียก ว่า เราเป็นทาสทางวัฒนธรรม ยอมรับกันดีกว่า. แต่มัน เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ มันช่วยเราได้ ที่เรามีอยู่ก่อนนั้นมัน ไม่ดีเท่า เราก็ยอมรับเอามา เพื่อให้เราดีขึ้น เราสูงขึ้น. แต่ ถ้าสิ่งใดมันไม่เป็นอย่างนั้น มันกลับให้เสียเวลา และให้โทษ แล้ว ก็อย่ารับเอามาเลย. เมื่อเราต้องการความเป็นไทย ก็ขอให้เป็นไทยให้ มาก ๆ; อย่าเผลอ อย่าหละหลวม รับเอาอะไรมาใส่เข้าที่ตัว แล้วจะเสียความเป็นไทยทันที. อย่างเดี๋ยวนี้ชอบเต้นรำแบบ ฝรั่ง ร้องเพลงแบบฝรั่ง หรือว่าอะไรอย่างฝรั่ง; อย่างนี้ไม่ จำเป็น มันสู้ของไทยไม่ได้ อย่าไปรับเอามาทำให้มันเลวลงเลย. ในเรื่องเพลงหรือดนตรี ดนตรีของไทยนั้นมันแบบหนึ่ง ของฝรั่งมันแบบหนึ่ง ; เราเคยออกความเห็น และเคยพูดไว้ ด้วยว่า ดนตรีไทยมันเหมือนช้าง ช้างมันเนิบนาบ เนิบนาบ อ่อนโยน และ ดนตรีฝรั่ง มัน เหมือนกับลิงเมาเหล้า ; อย่างนี้มี

น.39 ๓๓ คนเอาไปเขียนในกลุ่มนักดนตรี. ดนตรีฝรั่งผิดกับดนตรีไทย ซึ่งทำให้เย็นแล้วก็หยุดลงได้, ดนตรีฝรั่งมันกระตุ้นให้ลุกขึ้น แม้ในทางจิต ทางวิญญาณ มันก็ลุกขึ้นเร่าร้อน. ฉะนั้น ความเป็นไทยของเราก็หายไป ถ้าเราไปเอาสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ และเป็นอันตรายมา แล้วก็เลิกของเดิมของความเป็นไทยทิ้ง ไปเสีย. จึงขอให้นึกถึงการแต่งเนื้อแต่งตัว การพูดจ า กิริยา ท่าทาง ขอให้มีความเป็นไทย ให้มีอุปมาเปรียบเหมือนกับ ลีลาของช้าง อย่าให้เหมือนกับลีลาของลิงเมาเหล้า. ไปยก แข้งยกขาอยู่หน้าจอโทรทัศน์ นี่มันไม่ไหวหรอก. อย่าให้สูญเสียวัฒนธรรมไทย หรือความเป็นไทยที่ มันเป็นอิสระ ไม่ใช่กิเลส อย่างดีอยู่แล้ว. อย่าไปรับ วัฒนธรรมที่เป็นทาสของกิเลสมา ความเป็นไทยมันจะเสียไป ที่เรียกว่าความเป็นไทยมันกำลังเฟื้อย ไปหาความเป็นทาส โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะว่าการศึกษาไม่สมบูรณ์. ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ไม่ต้องโกรธ ไม่มีสิทธิ์ที่จะ โกรธ ในเมื่ออาตมาว่าอย่างนี้; เ พราะว่าตัวเองไม่มีความ รับผิดชอบสักที. ที่พูดนี้เราพูดถึง การศึกษาที่แล้วมา หรือ กำลังเป็นอยู่นี้ มันไม่ถูกต้อง และ ไม่สมบูรณ์ มันจึงไม่สร้าง เยาวชน ชนิดที่เป็นผู้มีสติปัญญาสมบูรณ์แบบ ซึ่งสามารถ ที่จะขจัดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาออกไปเสีย เอาไว้แต่สิ่งที่พึง ปรารถนา.

น.40 ๓๔ ต่อไปข้างหน้า ทีนี้แหละก็จะได้ดูกันว่า ครูบาอาจารย์ เหล่านี้จะไปสร้างการศึกษาที่สมบูรณ์แบบ หรือไม่สมบูรณ์ แบบ มันก็ไป ดูผลได้จากลูกเด็ก ๆ ที่จะโตขึ้นมา ๆ รับการ ศึกษามาอย่างนั้นแล้ว, มาประพฤติปฏิบัติตัวต่อตนเอง และ ประเทศชาติอย่างไร อีก ๒๐ - ๓๐ ปีข้างหน้าก็คงจะได้เห็น. ผลิตผลของครูบาอาจารย์รุ่นปัจจุบันนี้ ที่จะผลิต เยาวชนรุ่นนั้นขึ้นมา อีก ๑๐ ปี, ๒๐ ปี, ๓๐ ปี อย่างมาก ข้างหน้า ประชาชนของไทยเราจะเปลี่ยนหรือไม่ ? ความวุ่นวาย วิกฤติการณ์ทั้งหลายจะหายไปหรือไม่ ? ความสงบเย็นจะเข้า มาแทนหรือไม่ ? ถ้ามันเปลี่ยนไปในรูปสงบเย็น มันก็จะเป็นไทยแก่ ความทุกข์ เป็นไทยแก่กิเลส เป็นไทยแก่พญามาร เป็น ไทยแก่ สิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ก็นับว่าเป็นการถูกต้อง. . . . ... ... สิบสามอย่างนี้ ก็พอแล้ว มันจะเกินไปเสียอีก ที่ยก มาเป็นตัวอย่าง ๑๓ อย่าง : ศีลธรรมแฟบ การศึกษาเพ็ด ประชา- ธิปไตยเฟ้อ ยุวชนฟุ้ง การปกครองเพื่อน การเมืองฟุบ สังคมเฟะ เศรษฐกิจฟ่าม ศาสนาฟัน วัฒนธรรมเฟียว ประเทศชาติฟอน รัฐธรรม- นูญฟาง ความเป็นไทยเฟื้อย ; นี่มากไปแล้ว ตัวอย่างที่ยกมานี้ มากไปแล้ว, เอาแต่ใจความที่สำคัญก็แล้วกันว่า การศึกษาที่ ไม่สมบูรณ์แบบ ได้ทำให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น. มีอีกมาก พูดกันตั้ง ๒๐ ข้อ ก็น่าจะได้; แต่มันพอแล้ว สำหรับจะ

น.41 ๓๕ เข้าใจว่า การศึกษาที่ไม่สมบูรณ์แบบ ได้ทำให้ปัญหาเหล่านี้ เกิดขึ้น. ถ้าได้มี ความสมบูรณ์แบบในการศึกษาเมื่อไร ปัญหา เหล่านี้จะหายไปเลย ไม่อาจจะเกิดขึ้นมาใหม่ ; จริงหรือไม่จริง ช่วยเอาไปคิด แล้วจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง. ที่ว่าได้มาพบกันที่นี่ มาที่สวนโมกข์นี่ มันไม่มี เรื่องอะไรดีกว่าเรื่องนี้; ฉะนั้น ช่วยเอาไปพิจารณาอยู่ใน ใจอยู่เสมอ ถ้าการศึกษาสมบูรณ์แบบ ปัญหาเหล่านี้ก็จะ หมดไป. คำว่าปัญหานี้ไม่ใช่คำถามในกระดาษ ไม่ใช่ปัญหา อย่างนั้น มันเป็น ปัญหาคือความยุ่งยาก หรืออันตรายที่เราจะ ทนอยู่ไม่ได้ นี่เรียกว่าปัญหาในที่นี้. ใครจะช่วยให้ปัญหา เหล่านี้หมดไป? ก็โดยการศึกษาที่สมบูรณ์แบบ. ทีนี้ใครจะนำมาซึ่ง การศึกษาที่สมบูรณ์แบบ ? ก็คือ องค์ประกอบทั้ง ๓ อย่าง ที่ว่ามาแล้ว; ชั้นสูงสุดก็คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ : พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ - สิ่งที่ท่าน สอนก็คือพระธรรม พระสงฆ์รับปฏิบัติ ได้ผลแล้วก็สอนต่อ ๆ กันไป. นี่องค์ ๓ นี้ก็จะช่วยขจัดปัญหาทั้งหมดในโลก. วงแคบเข้ามาก็คือ ครูบาอาจารย์ ให้การศึกษาที่ถูกต้อง แก่ศิษย์-ศิษย์ที่ดีรับไปแล้วก็ปฏิบัติ-ปฏิบัติแล้วก็สอนต่อ ๆ กันไป. นี้ ตอนนี้แหละจะแก้ปัญหาได้ คือถ้าว่าจะให้มันเหลือเพียง อย่างเดียว ก็จะพูดว่า ครูที่สมบูรณ์แบบนั่นแหละ ครูที่

น.42 ๓๖ สมบูรณ์แบบจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ในอนาคต ไม่มีเรื่องอื่น ไม่มีทางอื่น. ขอย้ำ ยืนยัน หรือท้าทายอยู่เสมอว่า ครูบาอาจารย์ เป็นคนสร้างโลก เป็นพระเจ้าที่สร้างโลก สร้างให้เลวก็ได้ สร้างให้ดีก็ได้ สร้างพอดีพอร้ายก็ได้; มันอยู่ที่ว่า ๆ ครูนั้น จะเป็นอย่างไร. เราหวังว่าครูที่สมบูรณ์แบบ จะช่วยเป็นผู้ สร้างโลกที่น่าอยู่ น่าพอใจ. วันนี้ได้พูดกันถึง ปัญหาที่เกิดมาจากการศึกษาที่ไม่ สมบูรณ์แบบ จะแก้ได้ก็ด้วยครูบาอาจารย์ที่สมบูรณ์แบบ ก็นับ ว่าพอสมควรแก่เวลาสำหรับการพูดจา. ขอยุติการบรรยายไว้ ต่อไปก็เป็นโอกาสของการถามปัญหา ถ้าจะมี จะมีใครถามปัญหา. ถาม ดิฉันอยากจะเรียนถามพระคุณเจ้าว่า ประพฤติตน อย่างไร จึงจะได้ชื่อว่า เป็นครูที่สมบูรณ์แบบ เจ้าค่ะ ? ตอบ นี่ก็ถามปัญหาที่ตอบแล้วเมื่อวาน, ครูที่สมบูรณ์แบบ พูดกันเมื่อวาน. ความเป็นครูที่สมบูรณ์แบบ มีอุดม- คติ เป้าหมาย คือผู้เปิดประตูทางวิญญาณ ผู้นำทาง วิญญาณ ให้สัตว์ที่อยู่ในความมืดออกมาสู่แสงสว่าง นี่เป็นอุดมคติก่อน. ทีนี้ก็ทำให้สำเร็จตามนั้น โดย

น.43 ๓๗ ถือเอาอุดมคตินั้นเป็นหลักที่มุ่งหมาย, มีความเป็น มนุษย์ที่ตัวเอง ถูกต้องเสียก่อนจึงจะมีภาวะแห่งจิตใจ เต็มความหมายของคำว่ามนุษย์ สูงพอที่จะไม่ตกอยู่ใต้ อำนาจของความชั่ว หรือกิเลสเป็นต้น, พร้อมกัน นั้นก็ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูกศิษย์. ตัวครูเอง นั่นแหละ ต้องทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี ใน การที่จะเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา เป็นศิษย์ที่ดีของครูบา- อาจารย์ เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ ชาติ เป็นสาวกที่ดีของพระศาสดาแห่งศาสนาของตน ๆ ราย ละเอียดปลีกย่อยมากกว่านี้ ก็ดูจากตำรานักธรรมก็มี. หนังสือ ทางฝ่ายศาสนาก็มี ถ้าต้องการ; ในเรื่องทิศหก : ครูที่ดี ก็คือ อบรมดี ให้เรียนดี ไม่หวงวิชา ยกย่อง แล้วก็ คุ้มครอง. ศิษย์ดี ต้อนรับด้วยความเคารพ การรับใช้ การเชื่อฟัง การช่วยเหลือ ตั้งใจ เรียนดี. ถ้าศิษย์ดีอย่างนี้ ความเป็นครูก็สำเร็จ; ถ้าศิษย์ไม่ดี เป็นครูก็ไม่มีทางจะสำเร็จเหมือนกัน มันต้องถูกฝาถูกตัว. ฉะนั้น ครูจึงเป็นปูชนียบุคคล ไม่ใช่ลูกจ้างสอนหนังสือเลี้ยง ชีวิต; ให้ถือว่าเงินเดือนที่ได้มานั้น เป็นเครื่องช่วยให้เรา มีชีวิตอยู่ ได้ทำสิ่งที่ประเสริฐสุด คือการยกสถานะทางวิญญาณ ของลูกศิษย์ให้สูงขึ้น ๆ. ถ้าเป็นครูที่แท้จริงละก็ จะขึ้นสังกัด อยู่กับพระพุทธเจ้า ไม่สังกัดอยู่กับกระทรวงศึกษาฯ หรืองค์ การปกครองท้องถิ่น.

น.44 ๓๘ ถ้าครูที่แท้จริงควรไปขึ้นอยู่กับพระพุทธเจ้า; เพราะ พระพุทธเจ้าท่านเป็นบรมครู. ที่เข้าใจเสียว่าเราขึ้นสังกัดอยู่ กับกระทรวงศึกษาบ้าง และองค์การท้องถิ่นบ้าง นั้นมันต่ำไป มันตื้นไป. ทีนี้เรากลัวไว้ให้มาก ๆ อย่าไปเป็นครูชนิดที่ จำเป็นเลี้ยงชีวิต; อย่าคิดอย่างนั้น มันไม่ถูก. เราต้องไป ทำหน้าที่ที่มีค่ามากกว่านั้น ; เงินเดือนนั้น ให้มันเป็นเครื่อง บูชาคุณ, แล้วก็ให้สิ่งที่เราทำประโยชน์ลงไปในโลกนี้ มัน มีค่ามากกว่าเงินเดือน. ให้ครูรู้สึกตัวอยู่เสมอ ตลอดเวลาว่า เราเป็นเจ้าหนี้ เราไม่ใช่ลูกหนี้ ในเมื่อเราทำประโยชน์มากกว่าเงินเดือน หรืออะไรก็ตาม ที่สังคมเขาได้ใช้ให้แก่เรา. เราต้องเคารพ นับถือตัวเองในขนาดนี้เสมอ เพราะหน้าที่ที่เราปฏิบัติไปมีค่า ตีราคากันไม่หวาดไหว; เงินเดือนที่เราได้รับเพียง ๑๐๐๐- ๒๐๐๐ บาท มันก็ไม่เท่าไร. ฉะนั้น เราเป็นเจ้าหนี้อยู่เสมอ ไป จึงจะเรียกว่าเป็นครูที่ถูกต้องตาม อุดมคติของครู ที่ว่า เป็น ผู้เปิดประตูทางวิญญาณ. นี่ก็เว้น ครูที่เอามาไว้ล้อ ๆ กันเป็น ครูผีเสื้อ เป็นครูผีสิง เป็นครูอะไรก็ไม่รู้; ได้ยินเขาพูดกัน เอาของเขามาพูดอีกที นั่นก็ไม่ต้องพูดถึง. ครูที่แท้จริงจะเป็นปูชนียบุคคล ทำงานอย่างเดียวกัน กับพระภิกษุสงฆ์ คือเปิดประตูทางวิญญาณ : เด็กไม่รู้ กอ ขอ กอ กา ก็ทำให้รู้ กอ ขอ กอ.กา ก็เป็นการเปิดประตูทาง

น.45 ๓๙ วิญญาณ ไม่ใช่รับจ้างสอนหนังสือ; พึงรังเกียจความเป็น ลูกจ้าง เราไม่พอใจ. ถ้าเด็กไม่รู้อะไร ก็สอนจนรู้ ไม่รู้อะไร ก็สอนจนรู้. เขาไม่สามารถจะเลี้ยงชีวิต ก็สอนให้สามารถ เลี้ยงชีวิต สอนให้รู้จักความดี รู้จักความชั่ว รู้จักความเป็นตัว ของตัวเอง ฝึกให้อยู่แต่ในฝ่ายที่ดี; นี่แหละคือความที่จะเป็น ครูสมบูรณ์แบบ โดยย่อ ๆ เป็นอย่างนี้. ถาม ทำไมการสอนเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียน จึงเป็น เรื่องโง่ ตามที่ท่านได้กล่าวเมื่อตะกี้นี้ ? ตอบ นี้ไม่ใช่ว่าจะว่าในเฉพาะประเทศไทย คือว่าทั้งโลก เขาคิดกันว่า เดี๋ยวนี้ศีลธรรมทางเพศมันเสื่อม หรือ ว่ามีอันตรายเกี่ยวกับไม่มีความรู้เรื่องนี้ เพราะฉะนั้น ควรมีการสอนเรื่องเพศศึกษา. ทีนี้การสอนเพศศึกษานั้นยังมีปัญหามาก ถ้าสอนไป ในรูปของการศึกษาก็นับว่าดีอยู่ ; แต่ดูแล้ว การสอนมัน เป็นเรื่องโง่เขลารู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือสอนใน วิธีที่เด็กเขาจะรับ เอาไว้ แต่เพียงเรื่องความหมายทางเพศ ส่วนตัววิชาแท้จริง มันเลือนหายไป มันหลุดออกไป. เอาหนังสือเรื่องเพศศึกษามาอ่านดูก็แล้วกัน มันจะ จำได้แต่เพียงความหมาย ฝังลงไปในความรู้สึก แต่เรื่องที่เกี่ยว กับเพศ ส่วนที่จะเป็นทฤษฎีการศึกษาล้วน ๆ นั้น มันไม่ได้ ติดอยู่. ความรู้สึกทางเพศมันก็รุนแรง หรือรวดเร็วยิ่งไป

น.46 ๔๐ กว่าเดิม; มันก็ไม่ได้ผลในตอนนี้. รู้สึกว่าหลักสูตรที่เอา มาสอนแบบฉบับที่เอามาสอน ยังไม่เป็นไปได้ ไม่สำเร็จ ประโยชน์ในการที่จะให้ผู้เรียน มีความรู้สึกทางศีลธรรมเกี่ยว กับเพศ หรือแม้แต่ทางโรคภัยไข้เจ็บเกี่ยวกับเพศ มันก็ไม่ สำเร็จประโยชน์ เป็นการเร่งความรู้สึกทางเพศให้เร็วกว่ากำหนดไป เสียอีก เพราะฉะนั้น จึงถือว่า เป็นการโง่เขลาเบาปัญญา. ขอให้คอยดูผล ในการสอน เพศศึกษากันในโลก ทั้งโลก ว่ามันจะมีผลอย่างไรในอนาคต; เขาให้สิ่งทั้ง ๒ นี้ ไปซ้อนกัน ในลักษณะที่ทำให้ผู้เรียนเลือกไว้แต่ฝ่ายที่ตรงกับ กิเลส หรือทางเพศ. ที่โง่เขลา จนถึงกับบ้าหลังเลวทราม ก็ได้ยินว่า บางประเทศเอาคนจริง ๆ มาแสดง นิทรรศการ ทางเพศ มันยิ่งไปกันใหญ่ อย่าพูดถึงดีกว่า. ถาม ผมมีปัญหาอยู่ว่า เนื่องจากปัจจุบันนี้ การปกครอง ของเรากำลังเพื่อนมาก เพราะ ได้เลือกบุคคลที่ได้รับ การศึกษาที่ไม่ถูกต้องเอาไป; แล้วเราจะมีวิธีการ ทำอย่างไร จึงจะให้พวกนี้ปกครองให้ดี ? ถ้าจะรอ ให้พวกผมที่เป็นครู เข้าไปจัดการ มันก็ยังใช้เวลา อีกนานครับ, หรือในบางครั้งก็ยังไม่แน่ ว่าจะได้ เป็นครูหรือเปล่า? เพราะว่า เดี๋ยวมีการรับนักศึกษา ที่จบไปน้อย งานมีตำแหน่งน้อยครับ.

น.47 ๔๑ ตอบ นี่เป็นปัญหาทางการเมือง อยู่นอกขอบเขต ได้บอก แล้วว่า อย่าถามปัญหานอกขอบเขต. ปัญหานี้ อยู่นอกขอบเขตของการบรรยาย ๒ ครั้งนี้ ปัญหา ของคุณเป็นปัญหาทางการเมืองมีสิทธิที่จะไม่ตอบ ถ้าตอบ มันก็ตอบอย่างเป็นเรื่องขัดไม่ได้ จะแถมพก เป็นพิเศษคือว่า :- มันก็ไม่มีทางอื่นดอก ที่เราจะทำได้ คือการช่วยกัน ศึกษา สั่งสอนอบรม ให้ลูกเด็ก ๆ ในอนาคต เป็นคนที่มี ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ถูกต้องขึ้นมา; ส่วนปัญหาเฉพาะหน้า ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องของนักการเมืองนั้น มันเป็นปัญหา การต่อสู้ทางการเมือง. เราก็ลองไปเป็นนักการเมืองไม่ต้อง เป็นครู ให้ต่อสู้ทางการเมือง ถ้าทำได้ก็ดีเหมือนกัน; แต่ นี่เราพูดกันในขอบเขตของการศึกษา ชี้ให้เห็นว่าการเมืองนี้ ไปไม่รอด เพราะนักการเมืองไม่ประกอบไป ด้วยคุณธรรมที่ ถูกต้องของนักการเมือง เพราะการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ. ปัญหาทางการเมืองเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องพูดกันไม่รู้จบ ก็เป็นยุวชนพุ่งขึ้นมาอีกนั่นแหละ มันก็มีปฏิกิริยาอย่างนั้น. ขอปัญหาอื่น ที่อยู่ในขอบเขตของการศึกษา และอยู่ ในขอบเขตของการบรรยาย ๒ ครั้งที่แล้วมา. ถาม การที่พระคุณท่านได้กล่าวว่า การศึกษาที่สมบูรณ์ แบบนั้น ต้องยึด พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

น.48 ๔๒ ตลอดจนถึงครูบาอาจารย์ กระผมอยากจะทราบราย ละเอียดว่า ที่ว่า ยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น หมายความว่าอย่างไร ? และครูอาจารย์นั้น ควรจะมี รายละเอียด เกี่ยวกับให้การศึกษาที่สมบูรณ์แบบนั้น อย่างไร ? ตอบ ที่ว่า ให้มองไปยัง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ให้มองในฐานะเป็นตัวอย่าง เป็นอุทาหรณ์ เป็น ทัศนคติ เอามาเป็นทัศนคติ ว่ากิจกรรมของเรา พวกครูบาอาจารย์จะสอนศิษย์นี่นะมันมีรูปการ มี เจตนารมณ์อย่างเดียวกันกับที่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้มีอยู่ในโลก, แล้วก็เป็นการทำให้โลกนี้ มีความปลอดภัย. ให้เอามาเป็นแนวสำหรับคิดนึกว่า พระพุทธเจ้าท่านให้ การศึกษาขั้นสูงสุดแก่มนุษย์ ให้การศึกษาสูงสุด เพื่อมนุษย์ สมบูรณ์แบบ กล่าวคือ ธรรมะที่ดับทุกข์ได้พระสงฆ์ก็คือผู้รับเอามา ปฏิบัติแล้วก็สอนคนอื่นต่อไป. ให้ดูคติอันนี้ ดูทิฏฐานุคติอันนี้ให้เข้าใจแล้วก็ จะได้ มีกำลังใจ สำหรับเราจะทำงานของเรา ให้เป็นไปในความหมาย อย่างนั้น มันก็จะได้รับผลตามสัดส่วนที่เราจะพึงกระทำใน หน้าที่ ของครูบาอาจารย์ ในขอบเขตของครูบาอาจารย์. ให้ ความรู้ที่ถูกต้องด้วยเจตนา ด้วยความพยายามอะไรอันแท้จริง

น.49 ๔๓ อันบริสุทธิ์ อันหวังดี อันเมตตากรุณา นี้ก็มี ลูกศิษย์ที่ได้รับ ความรู้นี้ เอาไปใช้เป็นประโยชน์ได้จริง. ที่พูดนี้ก็เพื่อว่า จะได้เป็นเครื่องประกันว่าเรา อย่าได้ ทำกันอย่างเล่นๆ หรืออย่างปล่อย ๆ; ให้ทำอย่างหมายมั่น อย่างมันเป็นอุดมคติ สงเคราะห์เข้าไปในกิจกรรมของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ดังนี้มากกว่า. ส่วนรายละเอียดนั้นก็คือ ปฏิบัติหน้าที่ของครูตามหลักวิชาครู หรือวิชาที่เกี่ยวกับครู : จะต้องรู้ จะต้องปฏิบัติ จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดี. ครูเป็นผู้ปฏิบัติที่ดี เป็นตัวอย่างนั้น เป็นการสอนที่ดี แล้วก็มีคุณธรรมครบถ้วน. ที่ว่าครูมีความรู้ และมีการปฏิบัติ ตามความรู้ให้ดี และก็ได้รับผลจากการปฏิบัตินั้น เป็นตัวอย่าง ประจักษ์ชัด อยู่ที่เนื้อที่ตัวของเรา; พวกลูกศิษย์เขาเห็น เขาจึงรับเอาด้วยความไว้ใจ เคารพนับถือเต็มที่, ถ้าเราดี แต่พูดอย่างเดียว เราไม่ทำ มันก็ล้มเหลว ล้มละลาย เป็นการ รับจ้างมาเป็นนกแก้วนกขุนทองไปวันหนึ่ง ๆ มันจะเป็นเสีย อย่างนี้. เรื่องรายละเอียด เกี่ยวกับการปฏิบัติของครู เป็น อย่างไรก็อยู่ในหลักสูตรของครู ที่เล่าเรียนกันมาแล้ว; อย่างนี้ บอกแต่สิ่งที่มันเป็นอุทาหรณ์ เป็นเครื่องให้กำลังใจแก่ครู เพื่อความเป็นปูชนียบุคคลนั้นเอง. นี่ขอให้คิดไว้เสมอ อย่า ลืมว่า เราเป็นครูผู้สังกัดอยู่กับพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ไปสังกัด

น.50 ๔๔ อยู่กับองค์การศึกษาท้องถิ่น หรือกระทรวงมหาดไทย ซึ่ง เป็นผู้เลี้ยง ผู้ให้เงิน; นั่นมันเป็นเรื่องที่เขาให้เรามีชีวิตอยู่. ให้เราทำงานตามอุดมคติของพระพุทธเจ้า ช่วยจัดโลกให้รอด- พ้นจากปัญหาทั้งปวง เป็นแกนของอุดมคติ ถ้าเอาไว้ได้แล้ว ประเสริฐที่สุด. รายละเอียดนั้นไปหาเอาเอง มันมากนัก มันไม่หวาดไหวที่จะเอามาพูดในเวลาอันสั้น, ไปอ่านได้จาก ตำรับตำรา สรุปแล้ว ให้ครูเป็น ปูชนียบุคคล สมกับว่าครู เป็นที่ เคารพสักการะของมนุษย์ ; เพราะว่าพวกครูเป็นสถาบันที่ สร้างโลก ให้งดงาม ให้สงบสุข ให้มีค่า. ---------------------------------------------------------------- พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๔๒ – ๔๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๓ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗

น.51 การงาน อันการงาน คือค่า ของมนุษย์ ของมีเกียรติ สูงสุด อย่าสงสัย ถ้าสนุก ด้วยการงาน เบิกบานใจ ไม่เท่าไร รู้ธรรม ฉ่ำซึ้งจริง ตัวการงาน คือตัวการ ประพฤติธรรม พร้อมกันไป หลายส่ำ มีค่ายิ่ง ถ้าจะเปรียบ ก็เหมือนคน ฉลาดยิ่ง นัดเดียววิ่ง เก็บนก หลายพกเอย ฯ พ. อินทปัญโญ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๔๒ – ๔๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๓ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต