น.9 นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ อภิวาทนสีลิสฺส นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน ฯลฯ คารโว จ นิวาโต จ ฯลฯ เอตมฺมงฺคลมฺตฺตมํ สุวโจ จสฺส มุทุ อนติมานี – ติ. ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตพฺโพ – ติ. ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประ- ดับสติปัญญา, ส่งเสริมศรัทธา - ความเชื่อ และวิริยะ - ความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่ง พระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา, อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ๑
น.10 ๒ ธรรมเทศนาในวันนี้ เป็น ธรรมเทศนาเนื่องในวันปวารณา จึงควรจะได้กล่าวถึงใจความของกิจกรรมอันนี้ ให้เป็นที่เข้าใจกัน ทั่วไป, และให้ถือเอาประโยชน์ให้ได้ โดยสมควรแก่สติปัญญา ของตน ๆ, จะได้ชื่อว่า เป็นธรรมเทศนาโดยอนุวัตรแก่กาลเวลา ของพุทธบริษัทโดยเฉพาะ. วันเช่นวันนี้ เรียกว่าเป็น วันปวารณาออกพรรษา. การ ปวารณานี้ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้กระทำปีหนึ่งเพียงวันเดียว คือ วันเช่นวันนี้ ซึ่งเป็นวันออกพรรษา ดังที่กล่าวแล้ว. ตามธรรมดา ทำอุโบสถทุก ๆ ปักษ์ แต่ปักษ์นี้ให้ทำปวารณา เพราะว่าเป็นกิจ สำคัญอันหนึ่ง ซึ่งจะต้องทำ ; เพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่นของ คณะสงฆ์. ดังนั้นจึงมีการทำปวารณากันทั่วไปในวันนี้; แต่ ว่า การทำปวารณา นี้ มีความหมาย หรือ มีใจความกว้าง พอที่ คนทุกคนจะถือเอาเป็นประโยชน์ได้ ไม่ใช่เฉพาะแต่พระภิกษุ เท่านั้น ; เพราะฉะนั้นควรจะได้ศึกษากันต่อไป. ความหมายของคำ "ปวารณา" ข้อแรกก็คือ ความหมายของคำว่า ปวารณา คนโดยมาก มักจะเข้าใจว่า ปวารณา คือการบอกให้ขอ อนุญาตให้ขอได้ ; นั่น เป็นเพียงความหมายที่ไกลออกไป. ความหมายที่ใกล้กว่านั้น คือ ตามตัวหนังสือ นั้น แปลว่า การห้ามตัวเอง การปิดปากตัวเอง ; อย่าง ภิกษุปวารณานี้ ก็คือปิดปากตัวเอง ไม่ให้เถียง ในเมื่อมีใครมา ว่ากล่าว ตักเตือน แนะนำ สั่งสอน.
น.11 ๓ แต่ การปิดปากตัวเองนี้เราต้องเป็นผู้บอกแจ้งเขาก่อน ว่า เราขอปวารณาให้ว่ากล่าวตักเตือนเราได้ จึงจะเป็นการปิดปากตัว เอง ; ถึงแม้ที่สุดแต่การปวารณาด้วยปัจจัยสี่ ที่ทายกทายิกา กระ- ทำแก่ภิกษุทั้งหลาย นั้นก็มีลักษณะเหมือนกับการปิดปากตัวเอง เหมือนกัน ; คือเมื่อได้บอกปวารณาปัจจัยสี่แก่ภิกษุแล้ว ก็เป็น อันว่าปิดปากตัวเองไม่ให้ปฏิเสธ ไม่ให้เถียง ไม่ให้แย้ง เมื่อภิกษุ นั้นแสดงความประสงค์ที่จะได้ปัจจัย ตามที่ได้ปวารณานั้น. ถึงแม้การปวารณาอย่างอื่น ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน นี้คือ ผู้ปวารณาปิดปากตัวเองไม่ให้พูด ไม่ให้เถียง ไม่ให้แย้ง ในเมื่อ เขาเรียกร้อง ตามที่เราได้ปวารณาไว้. ดังนั้น จึง ขอให้ถือเอาความ หมายของคำว่า ปวารณานี้ ว่า เป็นการปิดปากตัวเอง. เรื่องอื่น ๆ นั้น ไม่สำคัญเท่ากับเรื่อง ปิดปากตัวเอง ; ในเมื่อมีคนเขามาว่ากล่าว ตักเตือน สั่งสอน, แนะนำ, ชี้แจง เราควรจะเปิดโอกาสให้คนว่ากล่าว ตักเตือน แนะนำ สั่งสอน ชี้แจงได้เสมอไป ; นั่นแหละคือ หนทางที่จะให้เกิดผลดีแก่ บุคคลนั้น. ถ้าเราจะถามว่า ปวารณา คืออะไร ? จะต้องตอบว่า คือ การบีดปากตัวเอง ไม่ให้เถียง ไม่ให้แย้ง เมื่อเขาว่าเขากล่าว แนะ นำสั่งสอน ดังที่กล่าวแล้ว.
น.12 ๔ เหตุที่มีการปวารณาเกิดขึ้น. เหตุใด จึงได้เกิดการกระทำที่เรียกว่าปวารณานี้ขึ้นในโลก และ โดยเฉพาะในหมู่สงฆ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ? ข้อนี้ก็เนื่องจาก ว่า ตามธรรมดานั้น คนโดยมากไม่ยอมใคร ใครก็ต่างไม่ยอม ใคร. ความไม่ยอมแก่กันและกันนี้แหละ ทำบุคคลให้ฉิบหาย, ทำบ้านเมืองให้ฉิบหาย, หรือ ทำโลกนี้ ให้ฉิบหาย. ในที่สุด เราจะเห็นได้ว่า ความไม่ยอมด้วยมานะทิฏฐินั้น ทำให้เกิดการ ทะเลาะวิวาท เบียดเบียนกันได้โดยง่ายที่สุด. เรื่องนิดเดียว แท้ ๆ ก็ขยายออก เป็นเรื่องใหญ่โตไปได้ เพราะความไม่ยอม ; และเมื่อลงโกรธแค้นกันขึ้นแล้ว ก็มีความ พยาบาทยืดยาวออกไป ; เมื่อเกิดความระแวงกันแล้ว ก็หาทาง ที่จะทำลายฝ่ายตรงกันข้ามให้ฉิบหายเสมอไป. ในที่สุดก็มีความ ฉิบหายเกิดขึ้นจริงๆ ในระหว่างบุคคล, ในระหว่างบ้านเมือง หรือว่าทั้งโลกก็ยังได้. การที่จะรบกันทั้งโลก ก็จะคงต้องเนื่องมาจาก ความไม่ ยอมอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป; เพราะว่าถ้ามีการยอมกันเสียใน ตอนต้นตอนแรกแล้ว ก็ไม่ก่อชะนวนให้เกิดสงคราม ซึ่งขยาย ลุกลามใหญ่โตไปทั่วโลกได้. ดังนั้น กุศลกรรม คือ การปวารณานี้ มัน เกิดขึ้นเพราะมูลเหตุ คือความชั่วร้ายที่มีอยู่ในโลกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ความไม่ยอมแก่กันและกัน.
น.13 ๕ ประโยชน์ของการปวารณา. ถ้าจะถามว่า การปวารณา นี้ เพื่อประโยชน์อะไรต่อไปเล่า? ก็ต้องตอบว่า เพื่อความเจริญของคนในโลก นั้นเอง. แต่ สำหรับในธรรมวินัยนี้ มีคำกล่าวไว้ชัดเจนแล้วว่า "เอวํ สํวฑฺฒา หิ ตสฺส ภควโต ปริสา" -บริษัทของพระผู้มีพระภาคเจ้า เจริญรุ่งเรืองได้ ด้วยอาการอย่างนี้ คือ "ยทิทํ อญฺญมญฺญ วจเนน อญฺญมญฺญ วุฎฺฐาปเนน" คือ การว่ากล่าวซึ่งกันและกัน ตักเตือนซึ่งกันและกัน ยังกันและกันให้ออกจากอาบัติ ดังนี้เป็นต้น; ซึ่งสรุปความได้ว่า การทำปวารณานี้ ก็เพื่อความเจริญอันจะได้เกิดขึ้นจากการช่วย ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกัน. เราจะต้องนึกถึงข้อที่ว่า ถ้าทุกคนเกลียดกันแล้ว หวัง ร้ายต่อกันแล้ว ก็มีแต่ความเสื่อมเสีย ความหายนะโดยท่าเดียว ; เกิดความดูดายขึ้นมาในระหว่างกันและกัน ปล่อยให้เพื่อนกันทำ ผิด เสียหาย ฉิบหาย ตายไปอย่างต่อหน้าต่อตาก็ได้ ; เพราะ ความดูดาย เพราะความเกลียด ความไม่หวังดีต่อกันนั่นเอง ; เนื่องมาจากความหัวแข็งต่อกัน ไม่ยอมต่อกัน. แต่ถ้ามีความหวังดีต่อกัน มีความยอมแก่กันและกันแล้ว ก็มีทางที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ด้วยความรักความเอ็นดู. ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า ปวารณา นี้ จึง เป็นปัจจัยสำคัญ อันหนึ่ง ซึ่งคน ทุก คนจะต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ แก่ตน ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้.
น.14 ๖ การปฏิบัติตามหลักปวารณา. ทีนี้ ถ้าจะถามว่า จะทำโดยวิธีใด ? ก็ต้องตอบว่า ยอม นั่นเอง คือ ยอมให้เขาตักเตือนเราได้ ทั้งผิด และทั้งถูก. เขา ตักเตือนเราอย่างถูกต้องนี้ ใคร ๆ ก็ควรจะยอมได้ ; แต่ถ้าเขา ตักเตือนผิด ตักเตือนไม่จริง น้อยคนนักที่จะยอม, กลับจะด่า ตอบ ว่าตอบ เสียดสีตอบ ; อย่างนี้ไม่เป็นการถูกต้องเลย. แม้ว่า เขาจะตักเตือนเราไม่ถูก คือ ตักเตือนผิด ๆ เรา ก็ควรยอม คือนิ่งเสียก็แล้วกัน ไม่ต้องไปทำให้เขาเก้อกระดาก เพราะไปทำให้รู้กันขึ้นมาว่า เขาตักเตือนผิด ; อย่างนั้น ไม่ มีประโยชน์อะไรเลย. คนนั้นก็อายและโกรธ ; เราก็ไม่ได้รับ ประโยชน์อะไร. แต่ ถ้าเรานิ่งเสีย ในเมื่อเขาตักเตือนผิด ๆ นั้น เรื่อง ร้าย ๆ เหล่านั้นก็ไม่เกิด และ เราก็เป็นคนมีธรรมะเพิ่มขึ้น อีกตั้ง หลายเท่าตัว คือ อดทนได้ คือ ปลงตก หรือ ยอมได้ นั่นเอง. เมื่อเป็นดังนี้ ควรจะถือว่า ที่เขาตักเตือนผิด ๆ นั่นยิ่งดี ยิ่งมีประโยชน์แก่เรา มากกว่าที่ตักเตือนถูกเสียอีก เลยได้ผลดีทั้ง ตักเตือนผิด และตักเตือนถูก. เราจึงควรยอมให้เขาตักเตือน ไม่ว่ามันจะผิด หรือมันจะถูก จะต้องยอมไปทั้งนั้น. นี่แหละ คือ จะแก้นิสัยกระด้าง ทิฏฐิมานะของตัวเองให้อ่อนลง และให้ มีโอกาส ที่จะรู้สิ่งที่ยังไม่รู้ ได้จากการตักเตือนของบุคคลผู้อื่น.
น.15 ๗ รวมความว่า การปวารณา นั้น คือ การปิดปากตัวเอง ; เกิดขึ้นมาจากการที่โลกนี้จะฉิบหาย เพราะความไม่ยอมแก่กัน และกัน, และจะเพื่อทำให้โลกนี้มีความเจริญ เราจึงมีระเบียบ ให้ ตักเตือนซึ่งกันและกัน และจะ ต้องปฏิบัติ ให้เต็มที่ ด้วยการยอม ทั้งตักเตือนผิด และตักเตือนถูก. ทีนี้คำว่า "ตักเตือนซึ่งกันและกัน” นั้น ยังมีความหมาย อะไรบางอย่างพิเศษอยู่บ้าง. คิดดูให้ดีแล้วจะเห็นได้ว่า ให้เขา เตือนเรา ดีกว่าเราเตือนเขา เขาเตือนเราไม่มีทางขาดทุน เราเตือน เขาต้องระวังให้มากสักหน่อย พอใจให้เขา เตือนเรา ดีกว่าเรา เตือนเขา. แต่เดี๋ยวนี้คนเราไม่เป็นอย่างนั้น ; เป็นคนปากมาก ชอบเตือนคนอื่นเสียตะพืด, หรือกลายไปเป็น ว่าคนอื่น นินทาคน อื่น เตลิดเปิดเปิงไปทีเดียว ; เห็นได้ว่า มีอยู่ในที่ทั่วไป คือ คนปากมาก ดีแต่ตักเตือนเขา พูดพร่ำ ไม่มีที่สิ้นสุด พอทีเขาตักเตือน ตัวเข้านิดเดียว เท่านั้น ก็เป็นยักษ์ เป็นมาร เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ขึ้นมาทีเดียว. ดังนี้ เห็นได้ว่า คนคนนั้นไม่มีธรรมะ ข้อที่เรียกว่า ปวารณา นี้แต่ประการใด ; เป็นคนโง่ ๆ เป็นคนไร้การศึกษา อย่างโง่เขลา ตามธรรมดานี่เอง ไม่มองเห็นว่า เขาเตือนเรา ดีกว่าเราเตือนเขา. นั้นคือความโง่ของคนคนนั้น ; ที่แท้ก็ไม่มี ความรู้อะไรในเรื่องนี้ ดีแต่มีกิเลสจะว่าคนอื่น, จะเตือนคนอื่น
น.16 ๘ เอาหน้า, เที่ยวเตือนคนอื่น ให้เขาสรรเสริญ ว่าตัวเป็นคน เตือนคนอื่นได้ ; อย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นผู้ที่ทำถูกในข้อนี้ คือไม่ มีธรรมะที่ชื่อว่า ปวารณา นี้เลย. ต่อเมื่อมีความหวังดี มีสติปัญญาเพียงพอ มีเจตนา บริสุทธิ์ มีความตั้งใจบริสุทธิ์ แล้วก็พูดไปด้วยความหวังดี นั่นแหละจึงจะเป็นการกระทำที่ถูกต้อง : ให้เขาเตือนเรา มาก กว่าเราเตือนเขา ไว้เสมอไป. มาคิดดูอีกทีหนึ่ง อาจจะเห็นได้ว่า แม้ว่าเราจะเสนอตัว เข้าไปให้เขาเตือน ก็ยังไม่มีความเสียหายอะไร, คือว่า อยู่ดีๆ เราก็ เที่ยวเสนอตัว ให้เขาช่วยเตือน อย่างนี้ก็ยังไม่เป็นการเสียหาย อะไร, ไม่เป็นการกระทำที่มากเกินไป. เพราะว่า เราทำไป ด้วยความกลัวผิด กลัวความไม่รู้ กลัวเขาจะไม่กล้าเตือน จึงได้ เสนอตัวให้เขาเตือน. แต่คนธรรมดาทั่วไปไม่ชอบ, ไม่ชอบทำอย่างนี้ ไม่อยาก ให้ใครเตือนเสียด้วยซ้ำไป ; แต่ว่า พระภิกษุในพระพุทธศาสนานี้ พระพุทธเจ้าท่านไม่ยอมให้ทำอย่างนั้น. ดังนั้นท่านจึง บังคับให้เสนอตัว ให้ผู้อื่นเตือน เช่นที่พระสงฆ์ทำปวารณาในวันนี้ เป็นการเสนอตัว ให้ผู้อื่นเตือนโดยตรงทีเดียว ปรากฏชัดอยู่ในคำปวารณานั้นแล้ว คือพระสงฆ์ปวารณาแก่กันและกันว่า : - สงฺฆมฺภนฺเต ปวาเรมิ - ข้าพเจ้าขอปวารณาแต่สงฆ์, ทิฏฺเจน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา -
น.17 ๙ คือถ้าท่านได้เห็นเองก็ดี ได้ฟังเขาเล่าก็ดี หรือสังเกตดูท่าทางจะเป็นไป อย่างนั้นก็ดีว่าข้าพเจ้ามีการทำผิดทำชั่วอย่างใดแล้ว, วทนฺตุ มํ อายสุมนฺ- โต อนุกมฺปํ อุปาทาย - ขอท่านจงว่ากล่าวตักเตือนซึ่งข้าพเจ้า โดยอาศัย ความเอ็นดูเป็นที่ตั้งเถิด, ปสฺสนฺโต ปฏิกฺกริสฺสามิ - เมื่อข้าพเจ้าเห็น อยู่ว่าเป็นอย่างนั้น หรือเป็นอย่างไรแล้ว ข้าพเจ้าก็จะได้ทำคืน คือกลับ ตัวเสียใหม่ให้ถูกต้อง ดังนี้. นี่แหละลองพิจารณาดูเถิดว่า พระสงฆ์ต้องเสนอตัวให้ผู้อื่น เตือน’ เพราะพระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ ว่าให้ทำอย่างนั้น และ เปิดไว้กว้างว่า ได้เห็นว่าทำไม่ดีก็ได้ ได้ยินเขาเล่าว่าทำไม่ดีก็ได้ ; หรือดูกิริยาท่าทางแล้ว น่าจะเชื่อว่าเป็นคนทำไม่ดีก็ได้ ; ทั้งสาม ประการนี้เป็นหลักฐาน หรือมีน้ำหนักเพียงพอแล้ว ที่จะให้ผู้อื่นว่า กล่าวตักเตือน. การว่ากล่าวตักเตือนนั้น ทำไปด้วยความเมตตากรุณา ; ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะกระทำผิด, และเมื่อถูกตักเตือนแล้ว ก็ไม่เป็น คนเถียง ไม่ดื้อกระด้าง และจะกลับตัวใหม่ คือทำคืนเสียใหม่ ดังนี้. นี่แหละคือ ถ้อยคำที่พระภิกษุสงฆ์กระทำปวารณาในวันนี้, และมีความหมายอย่างนี้ ; เรียกว่าเป็นการเสนอตัวให้เขาเตือน. ดังนั้น พุทธบริษัทควรจะถือเป็นหลักว่า การเสนอตัวให้เขาเตือนนั้นไม่เสียหาย อะไร; มีแต่จะได้ คือไม่เสียเกียรติ หรือไม่เสียประโยชน์อันใด มีแต่จะได้ จะได้อะไรบ้าง; ลองคิดดู ก็เห็นว่าจะได้มากมายหลาย อย่างทีเดียว.
น.18 ๑๐ การเสนอตัวให้เขาเตือน ด้วยความเมตตากรุณานั้น ไม่ต้องถือว่าเป็นการเสียเกียรติ เสียหน้าอะไร; เพราะว่า ถ้าถือเกียรติ ถือหน้า อย่างนี้, ก็เป็นเกียรติ เป็นหน้าของกิเลส ของความโง่ ความหลง ทั้งนั้น; ไม่ใช่ความถูกต้อง. ดังนั้น จึงถือว่าไม่ใช่เป็นเรื่องเสียเกียรติ และไม่เสียหาย คือไม่ขาดทุน ไม่เสียอะไรไปเพราะเหตุนั้น. ผลที่ยอมได้. ทีนี้จะได้อะไร? ก็จะเห็นได้ว่า อย่างน้อยที่สุด ก็จะ ต้อง ได้คำตักเตือน นั่นเอง. คำตักเตือนนั้นอาจจะดีที่สุด เหมาะ ที่สุด เป็นประโยชน์ที่สุดก็ได้ หรือว่าอย่างน้อยที่สุด ก็ต้อง เป็นคำตักเตือนที่ควรฟังไว้ อยู่นั่นเอง ปะเหมาะก็เป็นคำตักเตือน ที่มีค่าที่สุดในชีวิตของบุคคลผู้นั้นก็ได้ นี้ก็เรียกว่าเป็นการได้ที่ดี เป็นการได้ที่เพียงพออยู่แล้ว. ทีนี้จะได้อะไรอีก ? ก็จะมองเห็นได้ว่า จะได้ความรัก- ใคร่เอ็นดูจากผู้นั้น; เพราะว่าการที่เราเสนอตัวให้เขาเตือนนั้น แสดงว่าเรามีความยอมแก่เขา มีความนับถือเคารพเขา. ดังนั้น ผู้นั้น อย่างน้อยก็จะต้องมีความเอ็นดู เมตตา ปรานี กรุณา ต่อเรา; เราก็ได้ความเมตตา กรุณา ปรานี คือความเอ็นดูนั้น จากผู้นั้นมาเป็นของเรา. นี้ก็ยังนับว่าเป็นการได้ที่ดี ที่มีค่าที่ ควรจะได้.
น.19 ๑๑ หรือว่าอย่างน้อยที่สุด ก็ยังจะ ได้ความเป็นกันเอง ไว้ใจซึ่งกันและกัน; ถ้าหากว่าเป็นเพื่อนฝูงกัน อยู่ในฐานะที่ เสมอกัน ก็จะได้ความเป็นกันเอง คือความสนิทสนมกลมเกลียว รักใคร่ ไว้ใจกัน. นี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน. คนเรา, ถ้าลงไม่มีความเป็นกันเองแล้ว มักจะมองกัน แต่ในแง่ร้ายทั้งนั้น. พอมีความเป็นกันเองแล้ว ก็มองกันแต่ ในแง่ดีทั้งนั้น ; ดังนั้นจึงมีความอยู่เป็นผาสุกได้ตามปรกติ ได้ ความเป็นกันเองอย่างนี้ ก็เรียกว่าเป็นการได้ที่ดี ที่มาก ไม่ น้อยเลย. ทีนี้ พิจารณาดูต่อไปอีก ต้องพิจารณาดูด้วยปัญญา ของคนที่มีปัญญา ก็จะมองเห็นว่า เราจะได้ของวิเศษ อะไรชนิด หนึ่งมา เป็นเครื่องกดกิเลสของเราให้จมลงไป, เป็นเครื่องบีบ คั้นกิเลสของเราให้แตกกระจายไป หรือว่าเป็นเครื่องขูดเกลา ชำระชะล้างกิเลสของเราให้ร่อยหรอไป. กิเลสที่กล่าวในที่นี้ก็คือ กิเลสที่เรียกว่า ตัวกู - ของกู ที่เป็นเหตุให้ยกหู ชูหาง เพราะทิฏฐิมานะจัด. นั่นแหละคือ กิเลส ที่น่ารังเกียจที่สุด. ถ้าเราพยายามปวารณาให้คนอื่นเตือนเราอยู่ เสมอแล้ว; การกระทำนั้น มันเป็นการย่ำยีทิฏฐิมานะของตน ให้น้อย ให้เบาบางลงไป. ดังนั้นจึงถือว่า การเสนอตัวให้เขาเตือนนั้นไม่เสียเกียรติ ไม่เสียหายอะไร ; แต่ เรากลับได้เครื่องมือ ที่จะมากดหัวตัวกูนี้
น.20 ๑๒ ให้มันจมลงไป จนกระทั่งสูญหายละลายไป. ให้กิเลส คือ มานะทิฏฐิ ที่กลุ้มขึ้นมาว่า ตัวกู - ตัวกู อยู่เสมอนี้ ถูกบีบคั้น ถูกขุดราก ถูกทำลายให้สูญสิ้นไปตามลำดับ ๆ. การที่เรา ยอมให้เขาเตือน ก็หมายความว่า เรายอมแพ้ เราไม่มีทิฏฐิมานะ จะถือตัวถือตนอยู่, และเมื่อเขาเตือน เราก็ ไม่เถียง. นี่แหละ คือการที่กิเลสชื่อนี้ ถูกกดหัวให้จมลงไป และให้ตายเสียในที่สุด ; นับว่าเป็นการได้ที่ดีที่สุด ที่สูงสุด คือเป็นการได้บรรลุ มรรค ผล นิพพานนั่นเอง. จึงสรุปความว่า การปวารณาให้เขาเตือนนั้น ไม่มีทางเสีย เกียรติ ไม่มีทางเสียหายอะไรที่ตรงไหน ; มีแต่จะได้ สิ่งที่ประเสริฐ วิเศษที่สุด ดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งสรุปความได้ว่า เราจะได้คำตักเตือน ที่ดี และอาจจะดีถึงที่สุดในชีวิตของเราก็ได้. เราจะได้ความ เอ็นดู เมตตา ปรานี จากผู้นั้น. เราจะได้ความเป็นกันเอง รักใคร่ ไว้วางใจ ซึ่งกันและกันจากผู้นั้น. แต่ว่าที่ดีที่สุดนั้น เราจะได้ เครื่องมือที่จะมาทำลายกิเลส อันชื่อว่าตัวกูนั้น ให้ร่อยหรอไป ตามลำดับ. นี่แหละจึงนับว่าเป็นการได้ที่ดี ทำให้มีสิ่งที่เรียก กันว่า พรสี่ประการ คือ อายุ วัณณะ สุขะ พละ ดังที่มีปรากฏ อยู่ ในคำอนุโมทนาทานของภิกษุทั้งหลายว่า อภิวาทนสีลิสฺส นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ ซึ่งแปลว่า ธรรมทั้งหลาย สี่ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ และ
น.21 ๑๓ พละ จะเจริญงอกงามแก่บุคคลที่มีปกติอ่อนน้อมอยู่เป็นนิจ ต่อบุคคล ที่ควรอ่อนน้อม. ข้อนี้เราจะต้องเข้าใจ หรือเห็นชัดกันทีเดียวว่า คนที่ อ่อนน้อมนั้นก็คือคนที่ยอม, และคนที่จะยอมนี้ จะต้องฝึกตน ด้วยการปวารณา ให้เขาว่ากล่าวตักเตือนได้. ที่เราเข้าไปอ่อนน้อมต่อบุคคลที่เจริญกว่า ต่อบุคคลที่ ควรกราบไหว้นั้น; ไม่ใช่ไปกราบไหว้เฉยๆ, หรืออ่อนน้อม เฉยๆ; แต่ไปอ่อนน้อมกราบไหว้เพื่อให้เขาเอ็นดู ให้เขา พูดจากับเรา, ให้เขาตักเตือนเรา. เราก็ ได้รับแสงสว่างมา เพราะการอ่อนน้อมนั้น มันทำลายกิเลส ตัณหา ที่เป็นเหตุให้คือ กระด้าง มานะทิฏฐิ. เราจึงกลายเป็นคนที่น่ารัก น่าเอ็นดู ; ดังนั้น จึงได้เจริญด้วยธรรมะสี่ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ดังที่กล่าวแล้ว. อานิสงส์ของความเป็นผู้ยอมในแง่ของมงคล. ถ้าจะกล่าวกัน ในแง่ของความเป็นมงคล ท่านก็ว่า เป็นมงคลสูงสุด ดังบาลีในมงคลสูตรว่า "คารโว จ นิวาโต จ เอตมุมงคลมุตฺตมํ". ในบรรดามงคลทั้งหลาย ๓๘ ประการนั้น มีมงคลสองอย่างชื่อว่า คารโว และ นิวาโต; คารโว แปลว่า ความเคารพ, นิวาโต แปลว่า ความอ่อนน้อม. นิวาโต ตามตัว หนังสือแปลว่า ไม่พองลม.
น.22 ๑๔ คนเย่อหยิ่ง จองหอง อวดดี นั้น เขาเรียกว่า คน พองลม ; เหมือนกับสูบลมใส่เข้าไว้ ไม่ยอมใคร; ส่วน นิวาโต นั้น คือ เอาลมออกเสีย มันก็แฟบต่ำลงมา คือยอมใครทุกคน ทุกอย่างหมด นั่นเอง. นิวาโต แปลว่า ความอ่อนน้อม คู่กันกับ ความเคารพ ถ้าไม่อ่อนน้อมแล้วก็เคารพใครไม่ได้. ถ้าเคารพใครได้ ก็แปลว่า มีความอ่อนน้อม ไม่พองลม เป็นมงคลสูงสุด; เพราะว่าจะได้รับความรักใคร่ เอ็นดู เมตตา ปรานี รอบด้าน, และว่าความ ไม่พองลม นั้น มันก็คือ การ ทำลายกิเลส ที่เรียกว่า ทิฏฐิ มานะ อยู่ในตัวเองแล้ว, เป็น ทางให้เจริญงอกงามไปสู่มรรค ผล นิพพาน ได้. ในทางโลกนี้ก็ เป็นมงคล เพราะมีคนรักใคร่ เอ็นดู เมตตา ปรานี; ในทาง ธรรมะก็เป็นมงคล เพราะว่าเป็นไปเพื่อทำลายกิเลส ให้เป็นผู้มี ความสุข เนื่องจากความไม่มีกิเลสนั้น คำกล่าวนี้ยังเห็นได้จาก พระบาลีกรณียเมตตสูตร สืบไปอีกว่า "สุวโจ จสฺส มุทุ อนติมานี" ดังนี้เป็นต้น. พระสูตรนี้มีใจความแสดงถึงลักษณะของบุคคลที่จะเป็น พระโสดาบัน นับตั้งต้นแต่ว่า สกฺโก สุหุชู - มีความองอาจ มีความตรง และอะไรอีกหลายอย่าง แล้วก็รวมคำว่า สุวโจ จสฺส มุทุ อนติมานี เข้าไว้ด้วย, เป็นองค์คุณสมบัติของผู้ที่เป็นพระ- โสดาบัน. สุวโจ แปลว่า เป็นผู้ว่าง่าย , มุทุ แปลว่า ผู้อ่อนโยน, อนติมานี แปลว่า ผู้ไม่แข็งกระด้าง. สุวโจ - เป็นผู้ว่าง่าย
น.23 ๑๕ หมายความว่า มีใครตักเตือนได้ นั่นเอง. ใครก็ตักเตือนได้ ; แม้แต่เด็กเล็ก ๆ จะมาตักเตือน เขาก็ไม่โกรธ. แม้ว่าคนที่โง่กว่า ต่ำกว่า มาตักเตือน เขาก็ไม่โกรธ, ยินดีรับฟังเอาไปคิดไปนึก. อย่างนี้เรียกว่า สุวโจ แปลว่า ผู้ว่าง่าย. มุทุ แปลว่า ผู้มีความ อ่อนโยน, นี่หมายความว่า มีความอ่อนโยนแก่คนทุกคน ไม่ แสดงตนเป็นผู้พองลมเหมือนที่กล่าวมาแล้ว. อนติมานี ไม่มี ความกระด้างด้วยมานะ ทิฏฐิ. ทั้งหมดนี้ ทั้งสามคำนี้ จะเห็นได้ว่า มันเรื่องเนื่องกัน ไปทีเดียว เพราะเป็นคนอ่อนโยนจึงว่าง่าย และ ไม่กระด้าง, หรือ เพราะเป็นผู้ไม่กระด้าง จึงอ่อนโยน และ ว่าง่าย หรือ เพราะว่าง่าย ก็ย่อมแสดงว่าอ่อนโยน และไม่กระด้างอยู่แล้ว. นี่แหละ ลองคิดดูเถอะว่า พระพุทธภาษิตนี้ ได้ย้ำความ ข้อนี้ ด้วยถ้อยคำถึงสามคำ คือ สุวโจ คำหนึ่ง, มุทุ คำหนึ่ง, อนติมานี คำหนึ่ง; ล้วนแต่มีความหมาย เหมือน ๆ กันทั้งนั้น. เป็นการแสดงให้เห็นว่า พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า ธรรมะข้อนี้ สำคัญมาก จึงได้ตรัสไว้อย่างนี้ เพื่อความเป็นผู้ที่ใคร ๆ ว่ากล่าว ได้นั่นเอง; จึง ควรจะสนใจกันให้มาก สำหรับผู้ที่ต้องการ จะก้าวหน้าไป ในทางของธรรมะนั้น. พึงรู้ไว้เถิดว่า ความเป็นผู้ว่าง่าย, ความเป็นผู้มีความอ่อน โยน, และ ความเป็นผู้ไม่กระด้างด้วยทิฏฐิมานะนี้ เป็นคุณสมบัติของ พระโสดาบัน. ถ้าเราเคารพนับถือพระอริยบุคคล แม้ขั้นต้นที่
น.24 ๑๖ เรียกว่าพระโสดาบันแล้ว ก็จงทราบไว้เถิดว่า บุคคลเหล่านั้นมี ความว่าง่าย สอนง่าย อ่อนโยน ไม่กระด้างด้วยมานะ ทิฏฐิ, เป็น ผู้ที่ใคร ๆ ว่ากล่าวตักเตือนได้ ไม่โกรธ ไม่ส่งเสียง แสดงความ ไม่พอใจ แม้แต่ประการใด. คนธรรมดาใครไปทักเข้า ก็ส่งเสียงฟู่ๆ เหมือนสัตว์ เดรัจฉาน เช่นงู เช่นลูกแมว เป็นต้น ; เพราะมีการไม่ยอม มีการ ต่อสู้, เขาก็ยังจะโกรธ ประทุษฐร้ายเอาอีก. นี่แหละ คือปุถุชน คนหนาคนพาล คนโง่ คนเขลา ยังห่างไกล จากความเป็นพระ โสดาบัน มากหรือน้อยเพียงไร ลองคิดดูก็แล้วกัน. บางทีก็อยู่ในเพศที่บวชเป็นพระ เป็นเณร เป็นชี เป็น อุบาสก อุบาสิกา เรียกตัวเองว่า พุทธบริษัท ; แต่แล้วก็ ยังเป็น ผู้ที่ใคร ๆ ว่ากล่าวตักเตือนไม่ได้ ร้องตวาดแหว ๆ อยู่ทั่วไปในที่ทุกหน ทุกแห่ง. อย่างนี้มันยังไกล ต่อความหมายของธรรมะข้อที่เรียกว่า ปวารณา นี้มากเกินไป. ขอให้ไปคิดดูกันเสียใหม่ อย่าให้ความหวังของพระพุทธ- องค์เป็นหมันในข้อนี้เลย, คือข้อที่ พระพุทธองค์ทรงหวังว่า พุทธ- บริษัททั้งหลายจะเป็นผู้ยอมให้แก่กันและกัน เป็นผู้ว่ากล่าวซึ่งกันและ กันได้ ยังกันและกันให้ออกจากโทษ คือออกจากความชั่วได้ ทำหมู่ คณะนี้ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า สูงขึ้นไปตามลำดับ จนกระทั่ง เป็นพระอริยบุคคลในขั้นพระโสดาบัน เพราะละมานะ ทิฏฐิ ข้อนี้ได้.
น.25 ๑๗ ทีนี้ยังมีพระพุทธภาษิตที่น่านึกอีกข้อหนึ่ง เป็นเรื่องที่ เกี่ยวกับเด็ก ๆ ; มีปัญหาเกิดขึ้นว่า บุตรชนิดไหน เป็นบุตรที่ดี ที่สุด ประเสริฐที่สุด? มีผู้ออกความเห็นต่าง ๆ กันว่า บุตรที่ ฉลาดบ้าง บุตรที่เก่งกว่าบิดามารดาบ้าง, หรือเก่งเหมือนบิดา มารดาบ้าง, แต่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ในบุตรทั้งหมดนั้น "โส จ เสฏฺโจ ว ปุตฺตา นํ โย จ ปุตฺตา นมสฺสโว" คือว่า ในบรรดาบุตร ทั้งหลายนั้น บุตรที่เชื่อฟังบิดามารดา เป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุด. ขอให้คิดดูเถิดว่า ทำไมพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสอย่างนี้ ไม่กล่าวเหมือนกับคนอื่นกล่าวกันทั่ว ๆ ไปว่า ลูกที่น่ารัก น่า เอ็นดู เฉลียวฉลาด ทำอะไรได้เก่งนั้น เป็นลูกที่ประเสริฐที่สุด ; แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุตรที่เชื่อพึ่ง เป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุด . ข้อนี้หมายความว่า ลูกที่เชื่อฟังนั้นมีช่องทางที่จะดีได้ ทุกอย่างทุกประการ ไม่ว่าความดีอย่างไหนหมด คือเป็นลูกที่มี สิริมงคลอยู่ในตัวเอง ; เพราะว่า เมื่อเชื่อฟังแล้ว ก็มีคนเมตตา เอ็นดู รักใคร่ กันรอบด้าน, มีคนที่จะช่วยแนะนำสั่งสอนสง- เคราะห์กันรอบด้าน, และเขาก็รับเอาได้หมด เพราะความเป็น ผู้ไม่ดื้อ ไม่กระด้าง. ดังนั้น เขาก็ต้องดี ต้องเก่ง ต้องประเสริฐ ไปทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมดา. นี้เรียกว่า เป็นความหมายที่ดีที่สุดแล้ว ของคำว่า "ความ เป็นผู้ที่ใคร ๆ ว่ากล่าวตักเตือนได้" ซึ่งเป็นความหมายอันแท้ จริงของคำว่าปวารณา นั่นเอง. คนนี้กลับวิเศษตรงที่ว่า ไม่ต้อง
น.26 ไม่ต้องสัญญาให้ผูกมัดตัวเอง ก็ยังเป็นผู้ที่ไม่เถียง ไม่ ดื๊อ ปิดปากตัวเองได้โดยไม่ต้องมีการสัญญากัน ; เรียกว่าเก่ง กว่า คนที่ต้องทำสัญญาบีดปากตัวเองเป็นไหนๆ. ถ้าคิดดูให้ดีแล้ว เราจะเห็นว่า ความว่านอนสอนง่าย ของใครก็ตาม นั้นเป็นทางมาแห่งความเจริญ ความดี ความ ประเสริฐ ทุกอย่างทุกประการ ดังนี้. ควรจะได้กำหนดไว้ใน ฐานะเป็นทางมาแห่งสิริมงคล หรือสวัสดิมงคลอย่างยิ่ง, และถ้า ไม่มีทางที่จะทำได้ โดยวิธีอื่นแล้ว ก็จงทำโดยวิธี เสนอตัว ให้เขา ว่ากล่าวตักเตือน โดยไม่ต้องนึกกระดากละอายแต่ประการใด ; ค่อยๆ แก้นิสสัยที่กระด้างด้วยมานะนั้น ให้หายไป ก็จะกลายเป็น ผู้มีความว่าง่ายสอนง่าย มีความอ่อนโยน มีความไม่กระด้างด้วย ทิฏฐิ มานะ ดังที่กล่าวแล้ว. ความว่าง่าย ทำให้มีที่พึ่ง. ในที่ทั่วๆ ไป เราควรจะพิจารณากันให้กว้างออกไปว่า ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่ายนี้ ท่านจัดไว้ในฐานะเป็นคุณธรรม พิเศษ อีกมากมายหลายอย่างหลายประการ. ในหมวดธรรมที่ เรียกว่า นาถกรณธรรม นั้น ก็มีคำว่า "โสวจสฺสตา" ไว้ด้วย. คำ ว่า โสวจัสสตา แปลว่า ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย. ความเป็นผู้ ว่าง่ายสอนง่ายนี้ เรียกว่า นาถกรณธรรม. นาถกรณธรรม นี้ แปล ว่า ธรรมที่จะทำที่พึ่งให้แก่บุคคล นั้น ธรรมะหลาย ๆ อย่าง ล้วนแต่ทำ
น.27 ๑๙ ที่พึ่ง ให้แก่บุคคลนั้น ; แต่ว่า มีธรรมชื่อว่า โสวจสฺสตา รวม อยู่ด้วย. โสวจสฺสตา คือ ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย นี้จะเป็นที่พึ่งให้ แก่บุคคลนั้นได้อย่างไร ? ก็อาจจะเห็นได้ดังข้อความที่ได้กล่าวมา แล้วข้างต้น ว่าเมื่อเรา เป็นผู้ว่าง่ายสอนง่ายแล้ว ก็จะมีแต่คนรัก มี แต่คนเอ็นดู มีแต่คนเมตตา ปรานี ไม่มีใครดูดายแก่เราเลย . ดัง นั้นเราจึงได้ที่พึ่งรอบด้าน จึงจัดความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่ายนี้ไว้ ในฐานะเป็น นาถกรณธรรมข้อหนึ่ง , ในบรรดานาถกรณธรรม หลายๆ ข้อด้วยกัน. ความอ่อนน้อมเป็นบุญญกิริยาวัตถุ. ในที่อื่น เรียก ความเป็นผู้อ่อนน้อมว่าง่ายสอนง่าย นี้ ว่าเป็น บุญญกิริยาวัตถุ คือว่า เป็นวัตถุที่ให้เกิดบุญ ด้วยเหมือนกัน เรียกว่า อปจายนมัยบุญญกิริยา ; หมายความว่า เราทำบุญให้เกิด ขึ้นมาได้ ด้วยการอ่อนน้อมถ่อมตน , หรือว่า การอ่อนน้อมถ่อมตน นั้น เป็นบุญอยู่ในตัวเอง อย่างหนึ่งก็ได้เหมือนกัน, และยังเป็น ทาง ให้เกิดบุญอย่างอื่น อีกมากมาย. ความอ่อนน้อมถ่อมตนนั้น เป็นบุญอยู่ในตัวมันเอง แล้วอย่างไร ? ลองคิดดูก็จะเห็นได้ว่า ความอ่อนน้อมนั้น ทำให้ สบายใจ ทำให้มีความสุข อิ่มอกอิ่มใจอยู่ได้ในตัวแล้ว; นั่น เป็นบุญอยู่ในตัวความอ่อนน้อมนั้นแล้ว.
น.28 ๒๐ ทีนี้ความอ่อนน้อมจะนำมาซึ่งบุญอื่น อีกเป็นอันมาก ก็คือ ว่า จะเป็นทางให้ได้รับคำแนะนำ ชี้แจง ตักเตือน ว่ากล่าว จากบุคคล อื่นอีกรอบด้าน ; ให้รู้จักให้ทาน ให้รู้จักรักษาศีล ให้รู้จักเจริญ เมตตา ภาวนา, ให้รู้จักทำอะไรอีกมากมายหลายอย่าง ซึ่งล้วน แต่เป็นบุญทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า ความอ่อนน้อม ถ่อมตนนี้ จะดึงเอาบุญจากที่อื่นมาอีกเป็นอันมาก คือเป็น เครื่องมือให้เกิดบุญอีกเป็นอันมาก : ตัวเองก็เป็นบุญด้วย อยู่ใน ตัวด้วย, แล้วยังเป็นเครื่องมือ ดึงมาซึ่งบุญอื่น ๆ อีกมากมาย หลายอย่างด้วย ; ควรจะสนใจกันให้มากในข้อนี้. คนเรา ถ้าไม่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน คือมี ความกระ- ด้าง เสียแล้ว มันก็ เท่ากับปิดประตูบุญเสีย ทุกหนทุกแห่ง ไม่ ให้หลั่งไหลเข้ามาสู่ตน ; นับว่าเป็นการเสียโดยไม่ควรจะเสีย, เป็นการเสียด้วยอำนาจของความโง่ ของบุคคลผู้นั้นเอง โดยแท้. เมื่อบุคคลใดต้องการด้วยบุญแล้ว จงพยายามอ่อน น้อมถ่อมตนให้เป็นพื้นฐานไว้ จะเป็นการขูดเกลากิเลส ที่เป็น เหตุให้ยกหูชูหางนั้นด้วย, จะเป็นทางให้ได้รับคำแนะนำสั่งสอน, และการประพฤติปฏิบัติอย่างอื่น ๆ อีกมากมาย จากบุคคลที่รักใคร่ เอ็นดูด้วย ; เรียกว่ามีแต่ความดีโดยส่วนเดียว. ทั้งหมดเท่าที่กล่าวมานี้ ท่านทั้งหลาย ลอง พิจารณาดู ตั้งแต่ต้นจนปลายเถิด, จะเห็นว่า ความเป็นผู้ที่คนอื่นว่ากล่าวได้ ตักเตือนได้นี้ มีความสำคัญอย่างไร. มันมีความสำคัญมาก
น.29 ๒๑ น้อยอย่างไร, จึงถึงกับพระพุทธเจ้าต้องทรงบัญญัติ เป็น ร ะเบียบ ขึ้นไว้อันหนึ่ง บังคับให้ภิกษุทั้งหลายทำปวารณา อันมีความหมาย ที่จะให้เป็นผู้ที่บุคคลอื่นว่ากล่าวตักเตือนได้ สั่งสอนได้ นั่นเอง. ปวารณามีคุณค่าอย่างยิ่งแก่มนุษย์. เมื่อวันนี้เป็นวันปวารณาแล้ว เราก็ควรจะถือเอาประ- โยชน์ จากสิ่งที่เรียกว่าปวารณานั้นให้ได้, จงด้วยกันทุกคน. ภิกษุทำปวารณาแล้ว ยังคงอยู่ในธรรมวินัยนี้ ก็เจริญงอกงาม ในทางของธรรมวินัยนั้น เพราะเป็นผู้ที่บุคคลอื่นว่ากล่าวตักเตือน ได้ ; แต่ถึงแม้จะละไปจากเพศภิกษุ ไปอยู่เป็นเพศฆราวาส ก็จงเข้าใจเถิดว่า แม้ในหมู่ฆราวาสนั้น ก็ต้องการสิ่งที่เรียกว่า ปวารณา นี้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น ฆราวาสจงชวนกันทำปวารณา เหมือนกับ ที่ภิกษุทั้งหลาย กระทำแก่กันและกันก็ได้, คือ เปิดโอกาสให้ผู้อื่น ว่ากล่าวตักเตือนได้ นั่นเอง โดยทำนองเดียวกันกับที่พระภิกษุ กระทำ, คือเราบอกเขาว่า ถ้าเขาเห็นว่าเราจะมีส่วนบกพร่อง ผิด พลาด ไม่ดีที่ตรงไหน ด้วยการเห็นก็ดี ด้วยการฟังเขาเล่าลือก็ดี โดย การสังเกตท่าทางไม่น่าไว้ใจก็ดี ก็จงช่วยว่ากล่าวแนะนำ ตักเตือน สั่ง สอน ด้วยอาศัยความเมตตา กรุณา เป็นที่ตั้งเถิด. เมื่อข้าพเจ้าเห็น อยู่ว่าผิดอย่างนั้นแล้ว ก็จักได้ละเสีย จักกระทำคืนเสีย อย่างนี้ ไม่ เห็นว่าจะมีข้อขัดข้องที่ตรงไหน ไม่เห็นว่าจะมีเสียหายที่ตรงไหน.
น.30 ๒๒ แต่เดี๋ยวนี้ พวกฆราวาสกลับเห็นไปเสียว่า เรื่องของ พระนั้น ฆราวาสทำตามไม่ได้ อย่างนี้ต่างหาก. มันเป็นการ ปิดประตู ตัดหนทางที่จะเป็นความเจริญของตนเสีย. พวก ฆราวาสจึงไม่นิยมกระทำ เหมือนที่ภิกษุกระทำ คือไม่เสนอตัว ให้บุคคลอื่นว่ากล่าว ตักเตือน สั่งสอน อยู่เป็นปรกติ ดังนี้ ; จึง เป็นเหตุให้แม้แต่เด็ก ๆ ก็แข็งกระด้างต่อบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ของตน ; ไม่เชื่อพึ่งแม้แต่บิดามารดา ครูบาอาจารย์ของตน อย่างนี้แล้ว จะมีผลเป็นอย่างไร. ท่านทั้งหลายลองคิดดูเถิด จะเป็นสิ่งที่เสียหายแก่เด็ก นั้น อย่างไม่มีอะไรจะเสียหายเท่า ; เพราะว่าการกระทำอย่างนั้น เป็นช่องเป็นโอกาส ให้กระทำบาปหรือกระทำความชั่วอีกมาก มาย หลายร้อยหลายพันอย่างทีเดียว. แต่ถ้าเราได้หัดนิสสัยให้แก่ลูกหลาน ให้ถูกให้ตรง มา เสียตั้งแต่ทีแรก ด้วย การอบรม ให้พอใจในการที่มีผู้อื่นว่ากล่าว ตักเตือน ไม่ดื้อกระด้าง ดังนี้ ก็จะเป็นประโยชน์, เรียกว่า เป็น ผู้ที่โปรดลูกหลานนั้นให้ขึ้นจากนรกได้ที่เดียว. แต่ว่าการอบรมเด็ก ๆ ให้มีนิสสัยไม่ดื้อกระด้างนั้น มัน ไม่สำเร็จได้ด้วยการพูดด้วยปาก ; ยิ่งพูดด้วยปาก เขาจะยิ่งไม่ เชื่อ. ทางที่ดีที่สุดบิดามารดานั่นเอง จะต้องทำตัวอย่างที่ดี ให้ดู คือเป็นผู้ที่ไม่ดื้อกระด้าง เป็นผู้ที่ว่านอนสอนง่าย ให้เด็กดู เด็กจึงจะทำตามด้วยความสมัครใจเอง.
น.31 ๒๓ เดี๋ยวนี้ บิดามารดาเป็นเสียเอง ก็เป็นผู้ที่ดื้อกระด้าง ปากร้าย พูดจาด่าทอบุคคล ที่ว่ากล่าวตักเตือนอยู่เสมอ ดังนี้ ไม่มีใครยอมใครอยู่ดังนี้ เป็นสมาคมของคนโง่ คนพาล คนเขลา ของยักษ์ ของมาร ที่ทะเลาะวิวาทกันอยู่เสมอ ดังนี้แล้ว เด็ก ๆ จะเกิดนิสัยว่านอนสอนง่ายได้อย่างไร ย่อมไม่มีหนทางที่จะเป็น ไปได้เลย. ทางที่ดีก็มีอยู่ทางเดียว คือ บิดามารดานั้นเป็นผู้ยิ้มแย้ม แจ่มใส เป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย เป็นผู้มีความอ่อนโยน ไม่คือ กระด้างด้วยมานะทิฏฐิ แม้แต่ประการใด แม้แต่ เด็กเล็ก ๆ เตือนก็ยังฟัง อย่างนี้จึงจะเป็นตัวอย่างที่ดี, ที่จะประทับใจฝังจิต ฝังใจให้เด็ก ๆ เหล่านั้น เกิดนิสสัยเป็นผู้ว่านอนสอนง่ายขึ้นมา. เขาก็ จะเอาตัวรอด ได้จนตลอดชีวิต เ พราะคุณธรรมอันประเสริฐ ที่เรียกว่าปวารณานั้น. เราควรจะชักจูงซึ่งกันและกันให้มีขนบธรรมเนียมประเพณี ที่เปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันและกัน, หรือเสนอตัวให้ตักเตือน ซึ่งกันและกัน ; รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตัว รู้จักขอโทษ แก่กันและกัน. ให้ได้ชื่อว่าเป็นชนที่เจริญแล้ว ด้วยอารยธรรมข้อนี้ให้มากที่สุด ก็จะ ได้ชื่อว่า ประกอบไปด้วยคุณธรรม อันสำคัญอันหนึ่ง ซึ่งเป็นองค์ คุณของพระโสดาบัน : - ดังที่กล่าวแล้วว่า สุวโจ จสส มฺทฺ อนติมานี - ความว่า ง่าย ความมีความอ่อนโยน และความไม่ดื้อกระด้างด้วยมานะ ทิ ฏฐินี้
น.32 ๒๔ เป็นหนทางของพระโสดาบัน ดังนี้. หรือว่า คารโว จ นิวาโต จ เอตมมงฺคลมุตฺตมํ - ความเคารพ และความไม่พองลมนั้น เป็นมงคล อันสูงสุด. ในที่สุด บุตรที่เชื่อฟังบิดามารดานั้น ก็เป็นบุตรที่ ประเสริฐสุดเหนือบุตรทั้งหลาย ดังที่กล่าวมาแล้วได้ทุก ๆ ประการ. นี่แหละคือความหมายของคำว่า ปวารณา ที่ภิกษุกระทำ กันในวันนี้ ; ถ้ามีปัญญาพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า เป็นเรื่อง เป็นราวที่สำคัญมากมายอย่างยิ่งที่เดียว. แต่ถ้ามองไม่เห็นแล้ว ก็จะเข้าใจไปแต่เพียงว่า ทำพิธีอย่างหนึ่งในวันออกพรรษาเท่า นั้นเอง, ไปว่าอะไรกันคนละคำสองคำ แล้วก็เลิกกันสิ้นสุดกัน เพียงเท่านั้น. นั้นเป็นความโง่ เป็นความหลง เป็นความเขลา ทั้งของคนว่า และทั้งของคนทำ. ถ้าภิกษุกระทำปวารณา เพียงสักว่าทำพิธี เช่นนั้นแล้ว ก็เป็นความโง่ความเขลาอย่างยิ่ง. ถ้าชาวบ้านเห็นว่า ภิกษุทำ พิธีเพียงเท่านั้น แล้วก็ออกพรรษาแล้ว ก็เป็นความโง่ความเขลา อย่างยิ่ง. ทั้งชาววัด และชาวบ้าน จะต้องรู้ความหมายของคำว่า ปวารณา ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริงเหมือนที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่ง อาจจะสรุปความได้ว่า : - เมื่อถามว่า ปวารณา คืออะไร ? ก็ตอบว่า ปวารณา คือ การปิดปากตัวเอง ไม่ให้พูดในเมื่อมีคนมาว่ากล่าวตักเตือนแนะนำ.
น.33 ๒๕ และเมื่อถามว่า ปวารณา นี้เกิดมาจากอะไร ? ก็ต้องตอบ ว่า เกิดมาจากความที่โลกนี้จะฉิบหาย เพราะความที่ไม่ยอมแก่กัน และกัน เพื่อป้องกันความฉิบหายนี้ เราจึงมีระเบียบปวารณา. ถ้าถามว่า ทำปวารณาเพื่อประโยชน์อะไร ? ก็ตอบว่า ทำปวารณาเพื่อความเจริญของหมู่คนในโลกนี้ เป็นคน ๆ ไป, สูงขึ้นไป จนกระทั่งถึงทั้งครอบครัว ทั้งบ้าน ทั้งเมือง หรือทั้งโลก ; จะได้ อยู่กันด้วยความเป็นผาสุก. มีความเจริญเหมือนกับว่าเป็นคนคน เดียวกัน, มองดูกันด้วยความเมตตาปรานี เข้ากันได้สนิทเหมือนกับ น้ำนมกับน้ำ ฉันใดก็ฉันนั้น. และถ้าถามว่า จะปวารณาสำเร็จได้โดยวิธีใด ? ก็ตอบว่า ทำให้สำเร็จได้ โดยวิธีที่ยอม ยอมทั้งผิด และทั้งถูก, และยินดีใน เมื่อต้องยอมทั้งผิด ๆ ยอมทั้งที่เขาตักเตือนผิด เพราะมันเป็นการแก้ มานะ ทิฏฐิ ของตัวได้อย่างสูงสุด. เป็นผู้ยอมทั้งที่เขาตักเตือนผิด และตักเตือนถูก คือเป็นผู้ยอมโดยประการทั้งปวง ; สิ่งที่เรียกว่า ปวารณา ก็จะเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ และเต็มเปี่ยมทุกประการ. นี่แหละ คือความหมายที่เป็นใจความสำคัญ ของคำว่า ปวารณา ดังนี้ ซึ่งภิกษุสงฆ์ได้กระทำแล้วในวันเช่นวันนี้ ซึ่งถือ กันว่าเป็นวันออกพรรษา ภิกษุที่จะอยู่ก็เป็นผู้ว่านอนสอนง่าย, ภิกษุที่จะไปก็เป็นผู้ว่านอนสอนง่าย, จะไปในที่ใด ก็ยินดีรับคำ ว่ากล่าวตักเตือนของสงฆ์ในที่นั้น ๆ เรียกว่าเป็นผู้ว่านอนสอนง่าย
น.34 ๒๖ ทั้งผู้อยู่และผู้ไป มีความเจริญงอกงามก้าวหน้า ตามทางธรรม และทางวินัย ไม่มีบกพร่องแต่ประการใด. ทางวินัยนั้น ทำให้หมู่คณะนี้อยู่กันเป็นผาสุก ; ทาง ธรรมนั้น เป็นการแก้กิเลส ตัณหา ที่เรียกว่า ตัวกู - ของกู นั้น ให้สูญสิ้นไป, มีคุณธรรมสูงขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งถึงความ เป็นพระอริยเจ้า นี้เรียกว่าเป็นการได้ประโยชน์ ทั้งโดยธรรมะ และโดยวินัย, ได้ประโยชน์ทั้งชาววัดและชาวบ้าน, ได้รับ ประโยชน์สูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม ไม่มีส่วนเสียหายขาดทุน แม้แต่นิดเดียวที่ตรงไหนเลย. ท่านทั้งหลายจงได้ จำคำว่า ปวารณา, ปวารณา ๆ นี้ ไว้ให้ขึ้นใจ เพื่อไปใช้เป็นเครื่องปิดปากตัวเอง ไม่ให้เถียง ไม่ให้ต่อต้าน ในเมื่อมีคนว่ากล่าวตักเตือน เป็นผู้ยอมโดย ประการทั้งปวง, เป็นผู้มีปวารณา คือปิดปากตัวเอง ไม่ให้เถียง อยู่อย่างนี้ ทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งหลับและทั้งตื่น. แม้จะ ผืนก็จงฝันว่า เป็นผู้ยอมโดยประการทั้งปวง, ก็จะเป็นผู้มีความ เจริญ งอกงามก้าวหน้า ตามทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จพระ- บรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ได้สมตามความ ประสงค์ทุก ๆ ประการ. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มี ด้วยประการฉะนี้.
น.35 ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจ ในธรรมทั้งหลาย, การแสดงปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาจะขอกล่าวโดย หัวข้อว่า “ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษาทั้งอย่างมีตัวตนและ อย่างไม่มีตัวตน". ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตดูให้ดีว่า อาตมากำลังกล่าวว่า ธรรมะนั้นเราต้องศึกษา; เมื่อต้องศึกษาก็ต้องศึกษาทั้งชนิดที่มี ตัวตน และชนิดที่ไม่มีตัวตน เป็นสองอย่างกันอยู่. ปัญหามันมีอยู่ว่า คนจำนวนมาก แม้ที่เป็นพุทธบริษัท กำลังสงสัยอยู่ว่า "จะเอาอย่างไรกันแน่ จะว่ามีตัวตน หรือไม่มีตัวตน?" นี่เป็นสิ่งที่ไขว้เขว ซ่อนเร้น หรือสับสนกันอยู่ แม้ใน พระพุทธภาษิต ที่ปรากฏอยู่เป็นหลักฐานก็มีอยู่ทั้งสองอย่าง เช่น ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๑๖ วันอาทิตย์ที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ เวลา ๐๘.๐๐ - ๐๘.๓๐ น. ๒๗
น.36 ๒๘ ศัพท์ว่า "อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ" แปลว่า "ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน" และติด ๆ กันนั้น ในคัมภีร์เดียวกันนั้น ก็ยังมีว่า "อตฺตา หิ อตฺตโน นตฺถิ" แปลว่า "ตนของตนนั้นไม่มี" "กุโต ปุตฺโต กุโต ธนํ" แปลว่า "บุตรของตน ทรัพย์ของตน จะมีมาแต่ไหน" อย่างนี้ เป็นต้น, ในพระพุทธภาษิตเองก็ยังมีอยู่ทั้งสองอย่าง. เดี๋ยวนี้ เราก็ได้รับคำสั่งสอนว่า พุทธศาสนาสอนเรื่อง ไม่มีตัวตน นั้นก็เป็นความจริง. เรื่องไม่มีตัวตนนี้นักศึกษาชาว ต่างประเทศทั้งโลกก็พูดกัน เป็นที่ยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนเรื่อง อนัตตา คือไม่มีตัวตน, ผิด จากศาสนาอื่น ๆ ก็ที่ตรงนี้เอง. เป็นอันว่า โดยหลักใหญ่ยอมรับกันทั่วไปทั้งหมดว่า พุทธศาสนาสอนเรื่องไม่มีตัวตน หรือ มือนัตตา นั่นแหละเป็น หลักของพระพุทธศาสนา. นี่ปัญหามีอยู่อย่างนี้ เราจะต้องมองดูให้เห็นข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงก็ปรากฏอยู่แล้วว่า ทรงสั่งสอนทั้งชนิดที่มีตัวตน และ ไม่มีตัวตน. ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ? ในส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์ หรือเหตุการณ์ครั้ง พุทธกาลนั้น ก็มีอยู่ว่า พระองค์ได้ตรัสรู้ขึ้นมาในหมู่ชนที่ถือ ลัทธิว่ามีตัวตนกันอยู่เป็นประจำ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลัทธิ- อุปนิษัท ที่สอนว่า มีตัวมีตนเวียนว่ายตายเกิดเรื่อยไปๆ ค่อย
น.37 ๒๙ บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น จนกว่าจะไปเป็นอัตตาใหญ่ อัตตาถาวร ไม่เวียน ว่ายอีกต่อไป. นี่ประชาชนทั้งหมดหรือแทบทั้งหมดได้รับคำสั่ง สอนอย่างนี้อยู่เป็นพื้นฐานอันแน่นแฟ้นที่สุด. ทีนี้อีกอย่างหนึ่ง คนเรา ตามความรู้สึกโดยสัญชาตญาณ ก็มีความรู้สึกว่ามีตัวตนได้เอง และรุนแรงฝั่งเหนียวแน่นอยู่ในใจ ; สองแรงรวมกันเข้า คือ แรงที่ได้รับคำสั่งสอน, และแรงที่เป็น ไปตามสัญชาตญาณ สัตว์ทั้งหลายก็รู้สึกว่ามีตัวตน. พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ความจริง เรื่องไม่มีตัวตน ขึ้นมา ใน ท่ามกลางหมู่ชนเช่นนี้; ท่านก็ ทรงท้อพระทัยจนคิดว่าจะไม่สั่งสอน มันคงจะเข้าใจกันไม่ได้. แต่ทีนี้ ก็มีความคิดแทรกแซงขึ้นมาว่า คนที่ยังพอจะเข้าใจได้ก็ยังมีอยู่ ; เพราะฉะนั้น ก็ควรจะสอน ก็ตัดสินพระทัยที่จะสอน ก็เป็นอันว่า ต้องสอน เรื่องไม่มีตัวตน แก่มหาชนที่ยึดถือเรื่องตัวตน. แล้วมันจะเป็นอย่างไร ? ท่านก็ ต้องสอนชนิดที่มีตัวตน ให้เป็นประโยชน์แก่ คนที่ยึดถือว่ามีตัวตน; นี้จะเรียกว่าธรรมะจำเป็นก็ได้. พระองค์ ทรงทราบเรื่องไม่มีตัวตน, แต่ก็ต้องสอนแก่คนที่มีตัวตน ก็ต้อง สอนอย่างมีตัวตน ดังนั้น จึงสอนคำสอนประเภทที่ว่ามีตัวตนด้วย. สรุป ความว่า สอนให้ทำตัวตนให้ดี ดี- ดี- ดี จนถึง ที่สุด ; เมื่อ เอือมระอาต่อความดี ก็จะต้องเลิกมีตัวตน จึงจะ ดับทุกข์ได้, หรือจึงจะอยู่เหนือความดี.
น.38 ๓๐ ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า การสอนเรื่องมีตัวตน ก็สอน เพื่อเป็นพื้นฐาน สำหรับจะไปไม่มีตัวตนในกาลข้างหน้า; ทั้งนี้ เพราะเหตุว่า มันต้องรู้จักตัวตนก่อน, แล้วก็ทำตัวตนให้ดี. เมื่อดีเท่าไร ๆ ก็ยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ มันจึงจะเลิกตัวตน ; มีความรู้เรื่องทำให้ไม่มีตัวตน ก็หยุดเวียนว่ายในวัฏฏะ. ตอนนี้แหละ เป็นตอนที่เป็นคำสอนโดยแท้จริงของ พระองค์ คือ เป็นตัวพุทธศาสนา; แต่เมื่อต้อง สอนเรื่องตัวตน ไปก่อน แก่คนที่ติดแน่นในตัวตน ก็สอน เพื่อจะให้เขาอยู่ดี : เวียนว่ายดี, เวียนว่ายตายเกิดชนิดดี จนกว่าจะเอือมระอา. จึงสรุปความได้ว่า คำสอนเรื่องตัวตน ก็เป็นบุพพภาค ทั้งหมด เพื่อ จะให้รู้เรื่องไม่มีตัวตน นั่นเอง ไม่ขัดอะไรกัน, และจำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้น คือ สอนให้มีตัวตนที่ดี. เมื่อ เอือมระอาต่อตัวตนที่ดี ก็สอนไปในทางที่หยุดมีตัวตน คือ หลุดพ้นจากตัวตน หรือหลุดพ้นจากความทุกข์. สำหรับในประเทศไทยเรานี้ ก็มีปัญหาทำนองนั้น คือ ว่าลัทธิของศาสนาพราหมณ์ ได้เข้ามาสู่ประเทศไทย ก่อนพุทธ- ศาสนา. ครูบาอาจารย์ที่เป็นพราหมณ์ก็มาสอนเรื่อง "อัตตา" หรือ มีตัวตน เจตภูต วิญญาณ เวียนว่ายตายเกิด อย่างเดียว กับที่สอนกันอยู่ในอินเดีย ประชาชนคนไทยก็มีลัทธิฝังแน่นเรื่อง มีตัวตน.
น.39 ๓๑ ที่นี้ ประกอบกับสัตว์ ประชาชน พวกไหนก็ตาม; ตาม สัญชาตญาณก็ย่อมรู้สึกว่ามีตัวตน นี้ก็บวกเข้าอีกแรงหนึ่งก็เป็น สองแรง คือ คำสอนก็สอนว่ามีตัวตน, สัญชาตญาณก็บอกมา ในทางที่มีตัวตน. ประชาชนคนไทยก็มีความยึดมั่นถือมั่นใน เรื่องตัวตน ยากที่จะรับคำสั่งสอนเรื่องไม่มีตัวตน ; ดังที่ปรากฏ อยู่ในคัมภีร์ว่า การที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระเถระมาสอน ศาสนาทางสุวรรณภูมินี้ ก็ต้องมาปราบยักษ์ปราบมารปราบผี อะไรต่างๆ ที่เป็นข้าศึกให้ราบคาบไปเสียก่อน จึงจะสอนพระ- พุทธศาสนาโดยถูกต้องได้. นี่ก็คือต้องมาทำความเข้าใจกับพวกที่ยึดถือเรื่องตัวตน อย่างหนาแน่นอยู่ก่อน จึงจะสอนเรื่องไม่มีตัวตนได้. ขอให้ เห็นข้อเท็จจริงอันนี้. ขอให้เห็นใจผู้สอน หรือขอให้เห็น พระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่จำเป็นอย่างไร ที่จะมาสอนเรื่อง "อนัตตา" ไม่มีตัวตนแก่สัตว์ทั้งหลายที่ติดแน่นอยู่ในอัตตา มันก็เหมือนกับว่ากลิ้งครกขึ้นภูเขา. ทีนี้ พวกลูกศิษย์สมัยนี้จะทำอย่างไร ? ก็ต้องเรียนรู้ทั้งสอง เรื่อง คือ เรื่อง "อัตตา" อันเป็นสมบัติเดิม, และเรื่อง "อนัตตา" อันเป็นสมบัติใหม่ที่จะได้รับจากพระพุทธเจ้า. มองดูไปยังสิ่งที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ" ในพระพุทธ- ศาสนานี้ก็ มีอยู่เป็นสองอย่าง :-
น.40 ๓๒ สัมมาทิฏฐิ ในเบื้องต้น เรียกว่า "โลกิยสัมมาทิฏฐิ" ก็ได้. นี้ก็สอนเรื่องมีตัวตน มีสัตว์ มีบุคคล มีบิดามารดา มีโลกนี้มีโลกอื่น มีการทำบุญให้ทาน ; อย่างนี้เป็น สัมมาทิฏฐิ ชนิดที่มีตัวตน. ทีนี้ สัมมาทิฏฐิ ที่สูงขึ้นไป อย่างไม่มีตัวตน จะไม่ สอนอย่างนั้น, จะไม่พูดอย่างนั้น ; จะพูดแต่เพียงว่า "นี้ความทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับ ทุกข์ คือ เรื่องอริยสัจจ์นั่นเอง. ที่สอนยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ ไม่มีคู่สุดโต่ง มีแต่ตรงกลาง ที่เรียกว่า "อิทัปปัจจยตา" ไม่พูดว่ามีหรือไม่มี: มีแต่พูดว่า มีแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา, ไม่มีสัตว์บุคคล, แล้วก็ไม่ใช่ไม่มี อะไรเสียเลย แล้วก็ไม่พูดว่าตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด ซึ่งเป็นความเห็นผิดทั้ง ๒ อย่าง แต่พูดอยู่ตรงกลางว่า "มัน แล้วแต่เหตุปัจจัย" หรือ "อิทัปปัจจยตา" . มันไม่มีคน ตัวตน ; มัน มีแต่อิทัปปัจจยตา มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา. เราสมมติว่ามีคน สมมติส่วนนั้นว่าเกิด, สมมติส่วนนี้ ว่าตาย. โดยเนื้อแท้แล้ว มีแต่สิ่งที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามกฎของธรรมชาติ. สัมมาทิฏฐิอย่างมีตัวตนนั้น ทำให้เวียนว่ายไปในวัฏฏะ อย่างดี สัมมาทิฏฐิอย่างไม่มีตัวตนนั้น ทำให้หยุดเวียนว่าย โดยประการทั้งปวง.
น.41 ๓๓ ทีนี้ สิ่งที่เราจะต้องเข้าใจต่อไป ก็คือ ตัวตนเป็นที่ตั้ง แห่งความดีความชั่ว มันมีตัวตน มันจึงมีดีได้หรือชั่วได้ ; ก็เวียน ว่ายไป ด้วยอำนาจของความชั่ว และอำนาจของความดี. ถ้ายัง ไม่เอือมระอา ก็ยังสร้างเหตุปัจจัยนี้สำหรับเวียนว่ายต่อไป. ถ้า มองเห็นโทษของการเวียนว่าย ก็ต้องการจะหยุดเวียนว่าย. ดังนั้น หลักพระพุทธศาสนา ที่เรียกกันว่า "โอวาทปาฏิโมกข์" จึงแบ่งออก เป็น ๓ ขั้นตอน คือ :- ละชั่วเสีย ขั้นตอนหนึ่ง ; ก็ทำความดีให้เต็ม นี่ขั้นตอนหนึ่ง; แล้วก็- ทำจิตให้บริสุทธิ์ อยู่เหนืออิทธิพลของความชั่วและ ความดี; ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องความชั่วความดีอีกต่อไป ตอนนี้ แหละเป็นตอนที่เรียกว่า สอนเรื่อง อนัตตา เพื่อจะหยุดเสียซึ่งความยึดถือ ว่าตัวตน หรือ ว่าดีว่าชั่ว ในตอนต้นก็ต้องสอนเรื่องมีตัวตน มีดีมีชั่ว ทำให้ถึง ที่สุดเสียก่อนในเรื่องของความดี จึงจะสามารถยกตนขึ้นเหนือความดี, คือยกจิตใจขึ้นอยู่เหนือตัวตน, หรือเหนือความชั่วของตัวตน. พูดง่าย ๆ ก็ว่า ละตนชั่วเสีย แล้วก็มีตนดี. ทีนี้ ก็มาถึงเหนือตนหรือ หมดตน เหลืออยู่แต่อะไร ? ก็ เหลืออยู่แต่ร่างกาย จิตใจ ที่บริสุทธิ์สะอาด เกลี้ยงเกลาจากความโง่ เขลาว่ามีตัวตน , เป็นความเห็นแจ้งที่ถูกต้องว่าไม่มีตัวตน ; แต่ก็
น.42 ๓๔ มิใช่จะไม่มีอะไรเสียเลย มันก็มีกายมีใจตามธรรมชาติ ที่เปลี่ยน แปลงไปตามกฎของธรรมชาติ ; มันก็บริสุทธิ์สะอาด เพราะ ว่า ไม่มีความหลงว่าตัวตน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกิเลส. อะไรคือความจริง ? มันก็จริงทั้งสองอย่าง คือ ความ รู้สึกว่าตัวตน มันก็มีอยู่จริง ; แต่มันเป็นความโง่. โดยที่ แท้ แล้ว สิ่งที่มีอยู่จริงนั้นมิใช่ตัวตน ; พุทธศาสนาจึงสอนว่า "สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา" - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่ใช่ตน. มันก็มีอยู่จริง แต่มิใช่ตน, จะเป็นสังขารร่างกายชีวิต จิตใจนี้ก็มีอยู่จริง แต่เป็นกระแสอิทัปปัจจยตา ตามกฎของธรรม- ชาติ ; ไม่ใช่ตัวตน, ไม่ควรจะยึดถือว่าตัวตน. ดีหรือชั่ว บุญหรือบาป ก็มีอยู่จริง ; แต่มิใช่เป็นตัวตน. มันเป็นสิ่งที่เป็น ไปตามเหตุตามปัจจัย. ถ้ายังยึดติดอยู่ในสิ่งเหล่านี้ก็ต้องเวียน ว่ายต่อไป และมีความทนทรมาน, จะต้องสลัดสิ่งเหล่านี้ออกไป จิตใจจึงจะบริสุทธิ์ หลุดพ้นไปสู่พระนิพพาน นี้คือ ความจริง. ถ้าถามว่า "ตัวตน" คืออะไร ? ก็จะต้องดูให้ดีว่า ตัวตน นี้เป็นสมบัติเดิมที่เป็นมายาหลอกลวง ที่เรามีอยู่กันทุกคน, มีมา ตั้งแต่เด็ก ๆ คือว่า เด็กอยู่ในท้องแม่ ไม่มีความรู้สึกเรื่องตัวตน พอคลอดออกมาจากท้องแม่ พบของเอร็ดอร่อย สวยงาม ก็ติดใน รสของความเอร็ดอร่อยสวยงาม มีความอยากในสิ่งที่อร่อย. นี้ก็ มีความอยากขึ้นมาแล้ว.
น.43 ๓๕ ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า ความอยากที่เกิดขึ้นมา เป็น ความรู้สึกที่ต้องเกิด, และเกิดตามธรรมชาติเท่านั้น ; ไม่ต้องมี ตัวตนอะไรที่ไหน มัน เป็นจิตใจที่รู้สึกได้, มันก็ รู้สึกไปตาม การปรุงแต่งของธรรมชาติ มันจึงอยากในสิ่งที่ตัวชอบ. ความ อยาก นี้เอง ทำให้เกิดความรู้สึก ถัดขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง คือรู้สึก ว่า "ฉันเป็นผู้อยาก". ความรู้สึกว่า ตัวตน หรือฉันนี่ มัน เกิดมาที่หลังความ อยาก. เด็กออกมาจากท้องแม่ ไม่ต้องมีความรู้อะไรมากไป กว่ารู้ว่า อะไรอร่อย, อะไรไม่อร่อย, อะไรถูกใจ, อะไรไม่ถูก ใจ, แล้วมันก็อยากเป็นของมันเอง มันมีความอยากได้เอง. เมื่อมีความอยากแล้ว ความอยาก นี้ก็ จะปรุงให้เกิด ความรู้สึกที่ถัดมาว่า "กูผู้อยาก" ; นี้ตัวตนก็เกิด. เมื่อเด็กรู้ ประสีประสาต่อสิ่งเอร็ดอร่อยสวยงาม ; ความอยากก็เกิด, ตัวตน ก็เกิด, แล้วก็เกิดมากขึ้น ๆ จนเป็นหนุ่มเป็นสาว. นี้เรียกว่า สมบัติเดิม ที่เราได้มา ได้รับตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องแม่. ส่วน อนัตตา นั้น เป็นความจริง ที่ซ่อนอยู่ข้างใต้นั้น ว่า นั่นมันเป็นอย่างนั้น เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา ; ไม่ใช่ ตัวตนอะไรที่ไหน. นี่ ตัวตนคือสมบัติเดิม ที่ติดอยู่ในจิตใจของสิ่งที่มีชีวิต กว่าจะได้รับสมบัติใหม่ของพระพุทธเจ้า คือ เรื่องความจริงอัน ไม่มีตัวตนนี้ มันแสนยากอย่างนี้.
น.44 ตนนี้, ตัวตนนี่ มันเป็นเพียงความรู้สึก เท่านั้น "เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น". ขอให้สังเกตดูให้ดี และ รู้สึกด้วยอวิชชา คือความโง่, ตัวตนซึ่งเป็นผู้อยากนั้นคลอด ออกมาจากความอยาก. จงเรียนพุทธศาสนาที่นี้ อย่าเรียนจาก ตำหรับตำราอะไรที่ไหนเลย มันจะไม่รู้. มันต้องรู้ เมื่อเรียนจากตัวความรู้สึกในใจโดยตรง มี ความอยาก มีความรู้สึกว่า " กูผู้อยาก" แล้วมันก็ เ ห็นแก่กู, เห็นแก่ตน, แล้วทำความชั่วได้ ตามอำนาจของความเห็นแก่ตน. ตนชั่วก็เห็นแก่ตน ก็เป็นอันตรายต่อผู้อื่น ; ถึงแม้ตนดี เมื่อ ยึดถือมันก็หนัก และเป็นความทุกข์. คนต้องเป็นทุกข์ เพราะความดี เพราะยึดถือความดี เพราะแบกความดี ; ฆ่าตัวตายเพราะปัญหาเรื่องความดีนี้ ก็มีอยู่ มาก ; เพราะว่า ความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตนนี้ละได้แสนยาก, มันเหนียวแน่นเหลือประมาณ. อย่างว่าคนรู้ว่าภรรยามีชู้ ไม่ซื่อ สัตย์ต่อเราแล้ว ก็ยังตัดความอาลัยอาวรณ์นั้นได้ยาก, ยากที่จะหย่า ขาดกับเขาได้, หย่ากับเขาแล้วก็ยังไปนึกถึงด้วยความอาลัยอาวรณ์ อยู่. นี่เรียกว่า ความยึดถือมันเหนียวแน่น อย่างนี้. แม้รู้สึกว่าชั่ว ไม่น่ายึดถือ มันก็ยังละไม่ได้; เช่น พระโสดาบันมีความเห็นว่า ขันธ์ทั้ง ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; แต่ความเห็นนี้ยังน้อย ยังละความยึดถือไม่ได้, ทั้งที่มีความเห็นว่า
น.45 ๓๗ ขันธ์ ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ทิฏฐิ มองเห็น; แต่ อุปาทานยังละไม่ได้ เพราะมีความยึดถืออันเหนียวแน่นนั่นเอง. ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า เรากำลังเป็นอย่างนี้กันทุกคน : สามียากที่จะตัดขาดจากภรรยา, ภรรยาก็ยากที่จะตัดขาดจากสามี. แม้รู้ว่าเล่นไม่ซื่อ แล้วก็ยังตัดยาก เพราะมีความยึดถือว่าตัวตน หรือ ของตน มันเหนียวแน่น . ทีนี้ ก็มาดูพระพุทธศาสนาด้วยหลักธรรมะที่เป็นหัวใจ ของพุทธศาสนาว่า มัน ไม่มีสิ่งที่ควรเรียกว่าตัวตน มีแต่ธรรม ชาติ ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นไปภายนอก, ภายใน คิดนึกได้ แล้ว ก็คิดนึกไปในทางโง่จนมีตัวตน ; เลิกโง่เมื่อไร มันก็ไม่มีตัวตน, มีแต่ธรรมชาติที่เป็นไปตามธรรมชาติ. ไม่มีปัญหาเรื่องตัวตน, ไม่มีปัญหาเรื่องตายแล้วเกิด; เพราะว่า มันไม่มีคน มันมีแต่สิ่ง ที่เป็นไป ตามเหตุ ตามปัจจัย ของธรรมชาติ. ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาส ธาตุ วิญญาณ, ๖ อย่างนี้ประกอบกันเข้าเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า "สัตว์ บุคคล" แล้วก็เป็นไปตามธรรมชาติ มันอยู่ด้วยอวิชชา มันควบ คุมอยู่ด้วยอวิชชา จึงมีตัวตน. พุทธศาสนาต้องการให้ทราบ เรื่องนี้ เลิกคิด เลิกยึดถือ เลิกโง่ว่ามีตัวตน ให้มีอยู่แต่ธรรมชาติที่เป็นไปตามกฎ ของ ธรรมชาติ : มีร่างกายจิตใจอันสะอาด, ควบคุมอยู่ด้วยวิชชา คือ
น.46 ๓๘ ความรู้ตามที่เป็นจริง แล้วกิเลสทั้งหลายก็เกิดไม่ได้. เราก็อยู่ เป็นสุขด้วยกันทั้งหมดทุก ๆ ฝ่าย. ทีนี้ ก็มาถึง ระบบการศึกษา ในโลกนี้ไม่มีคำสอนเรื่อง ไม่มีตัวตน , มีแต่สอนเรื่องมีตัวตน. สอนยุให้มีตัวตนหนักขึ้น ไปๆ; เราจึงมีแต่คนเห็นแก่ตนเต็มไปทั้งโลก, ขจัดความ ทุกข์ยาก ที่เกิดมาจากการเบียดเบียนไม่ได้; เพราะว่า คนมีแต่ ความเห็นแก่ตัวตนกันทั้งโลก. โลก ควรจะศึกษาสัจจะของ พระพุทธเจ้า เรื่องไม่มีตัวตนนี้กันเสียให้ถูกต้อง. ตัวตนเป็นความรู้สึกของจิตโง่. จิตที่โง่จึงจะคิดว่ามี ตัวตน. จิตที่ฉลาดแล้ว มองเห็นทุกสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวตน. ตัวตนนี้ เป็นของมายาเหลวคว้าง, ไม่มีวิทยา- ศาสตร์, ไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ในตัวตนนั่นเลย ; แต่ใน สิ่งที่ไม่มีตัวตน ในความรู้ว่าไม่มีตัวตนนี้ เป็นวิทยาศาสตร์, คือเป็นความจริงของธรรมชาติ; เพราะมันเป็นไปตามธรรมชาติ, เป็นธรรมชาติที่เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ไม่มีตัวตน. ฉะนั้น เรื่องไม่มีตัวตน จึงเป็น วิทยาศาสตร์ หรือมี วิทยาศาสตร์ ; เข้าถึงธรรมชาติอันบริสุทธิ์, มีชีวิตอยู่ได้ไม่ ตาย ; แต่เต็มไปด้วยปัญญาที่ทำให้ตัวเองก็ไม่เป็นทุกข์, ไม่ทำ ให้ใครเป็นทุกข์. ลองคำนวณดูว่าถ้าในโลกนี้ สัตว์ในโลกมี ความรู้สึกถูกต้องเรื่องไม่มีตัวตน ก็คือ มีปัญญาสูงสุด ก็ไม่มี
น.47 ๓๙ ความเห็นแก่ตน แล้วก็ไม่เบียดเบียนกัน ; มีแต่ความรักผู้อื่น ได้โดยอัตโนมัติ. อัตโนมัติ นี้ พึ่งดูให้ดีว่า มัน ไม่ต้องพยายามอะไรมาก ; เพียงแต่เรารู้สึกว่าไม่มีตัวตนเท่านั้น เราก็ไม่เห็นแก่ตัว. การเบียด เบียนผู้อื่นก็มีไม่ได้ การเบียดเบียนผู้อื่นนั้น มีเพราะความเห็น แก่ตัว; พอหมดความเห็นแก่ตัว มันก็เกิดความรักผู้อื่นโดย อัตโนมัติ. ถ้า ความรู้เรื่องอนัตตา เข้ามาเป็นแสงสว่างในจิตใจ ของคนทุกคนแล้ว; คนก็หมดความเห็นแก่ตน ทำไปด้วยสติ ปัญญา, รู้หน้าที่ที่ควรกระทำ. เขาก็ทำการสงเคราะห์กันและ กัน เพราะมีความเห็นแก่ธรรมะ คือ ความจริง, คือ เห็นว่า ร่าง กายจิตใจกลุ่มไหน ก็ล้วนแต่มีปัญหาเรื่องความทุกข์. เรามา ช่วยกันดับความทุกข์ ; จนเป็นความรักผู้อื่น ก็จะเกิดขึ้นโดย อัตโนมัติ, เสนียดจัญไรของโลกก็หมดไป. เสนียดจัญไรของโลก ก็คือ ความเห็นแก่ตนนั่นเอง เสนียดจัญไรนี้หมดไป คนก็รักกัน โลกพระศรีอริยเมตไตรย ก็เกิดขึ้นทันที. ศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรย คือ ศาสนาแห่งเมตตา ; รัก ผู้อื่นสูงสุด และอย่างดีเลิศ จึงได้เรียกว่า "ศรีอาริยะ " " เมตไตยะ" คือ ความเมตตา. ความรักผู้อื่น เป็นโดยอัตโนมัติ; เพราะ ธรรมะอันสูงสุด คือ ความไม่มีตัวตน หรือ ไม่เห็นแก่ตน. -
น.48 อัตตา ตัวตน นี้ คือ สมบัติโง่ที่เรามี กันอยู่ ตั้งแต่คลอดออกมา แล้วเป็นอยู่ตลอดเวลา, กำลังมีอยู่ ในจิตใจของทุกคน เป็นสมบัติประจำตน ; แต่มันเป็นของเท็จ ของไม่จริง. ส่วน อนัตตา นั้น คือ ความจริงของธรรมชาติ ที่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มีอยู่เบื้องหลังของตัวตนที่เป็นความโง่ ความ เท็จ. ความโง่ ความเท็จ เกิดขึ้นเพราะอวิชชา; เรามีไว้ เป็นสมบัติ หอบหิ้วหาบหามกันอยู่พะรุงพะรังเต็มตัวด้วยกันทุก คน. แต่เบื้องหลังนั้น มีความจริงเรื่องอนัตตา ว่า มันไม่ใช่ ตัวตน มันเป็นอนัตตา. นี่สมบัติใหม่ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ และนำมาประทานให้แก่เรา, เพื่อจะดับเสียซึ่งความทุกข์อันเกิด จากความเห็นแก่ตน เพราะมีตัวตน. อนัตตา นั้น เป็นความจริงของธรรมชาติ, ควบคุมสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงทั้งหมดทั้งสิ้น ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็มีอยู่ ตามธรรมชาติ แต่แล้วก็มิใช่ตัวตน. ความจริงที่ว่า มิใช่ตัวตนนี้ ควบคุมอยู่ในทุกสิ่ง ; แต่เราโง่ เราไม่เห็น. เราเอาทุกสิ่งมาเป็นตัวตน มาเป็นของตน เราต้องทำบาป ทำผิด, เราต้องรับบาป ต้องสนองบาปด้วย ความทนทุกข์ เวียนว่ายอยู่ในตัวตน หรือในสิ่งที่เนื่องด้วยตัวตน. พอรู้เรื่องนี้แล้ว เราก็สลัดความคิดอันนี้ออกไปเสีย ; เราก็เป็นอิสระ ที่เรียกว่า "หลุดพ้น", ไม่ถูกผูกพันบีบคั้นอยู่
น.49 ๔๑ ด้วยเรื่องของตัวตน หรือเรื่องของความดีความชั่ว; ขึ้นเหนือ ความดีความชั่ว ที่เรียกว่า "เหนือโลก", เป็น "โลกุตตระ" บรรลุมรรค ผล นิพพาน. เรื่อง อัตตา มีอยู่จริง เป็นสมบัติโง่ ที่เรากำลังมีอยู่. เรื่อง อนัตตา เป็นสมบัติใหม่ ที่ยังไม่ได้รับ ที่พระ พุทธเจ้าทรงมุ่งหมายที่จะให้ได้รับ แล้วพวกเราก็ไม่ค่อยยอมรับ เพราะมันติดแน่นในตัวตน ยากที่จะหย่าขาดกันได้. ขอให้มีความรู้เรื่อง "มิใช่ตน" นี้ให้เพียงพอ แล้วก็ จะหย่าขาดกันได้จากความโง่ความหลงว่ามีตัวตน เพราะเหตุ ฉะนี้เอง เป็นการแสดงให้เห็นชัดแล้วว่าพุทธศาสนาหรือพระ- ธรรมนี้ เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาและต้องศึกษาทั้งสองชนิด คือ :- ชนิดที่มีตัวตน ให้รู้ความจริงของความมีตัวตน ซึ่ง เป็นเพียงผลของอวิชชา. และ ให้รู้ความจริงเรื่องอนัตตา เป็นความจริงแท้ของ ธรรมชาติ ; แล้วเราก็จะหมดปัญหาอันเกี่ยวกับตัวตน, เกี่ยวกับ ชีวิตจิตใจ, เกี่ยวกับความสุขความทุกข์ ทุกอย่างทุกประการ. อาตมาจึงขอร้องท่านทั้งหลายว่า “ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้อง ศึกษาทั้งอย่างชนิดที่มีตัวตน และไม่มีตัวตน" โดยประการฉะนี้. เวลาสำหรับบรรยายก็หมดแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยาย ครั้งนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ ด้วยความหวังว่าท่านทั้งหลาย ทุกคนจะมีความรู้ ประจักษ์แจ้ง ทั้งอย่างชนิดที่มีตัวตน และไม่มีตัวตนนี้ จงทุกประการ เถิด.
น.50 บางนาที ท่านมีมัน รสอะไร ไม่ประเสริฐ หรือสุทธิ-ศานติ์ ยิ่งไปกว่า รสของการ "ไม่ต้องได้ ไม่ต้องเป็น ไม่ต้องอยู่ ไม่ต้องตาย ไม่ระหาย ไม่สงสัย ไม่กังวล ไม่หวั่นไหว ไม่ถือ ร้ายหรือดี ไม่ถวิล หวังที่ มันสับสน" เช่นจวนได้ หรือจะได้ แต่กลายวน เป็นไม่แน่ ว่าตน จะได้มัน รส "ความว่าง” อิ่มโอชะ ตลอดกาล เป็นสัมปราย- โวหาร พระอรหันต์ ดูให้ดี บางนาที ท่านมีมัน แต่ว่าท่าน ดูไม่ดี ไม่มีเอย ฯ ของท่านอาจารย์พุทธทาส ๒๗ พ.ค. ๑๙
น.51 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๓ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๓ ๓. การงานคืออะไร? ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดคืออะไร ? ๑ ๖. ปัญญาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๗. ปวารณา ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ ของโลกแห่งยุคปัจจุบัน ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๓ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗
น.52 ให้ประโยชน์สูงสุดแก่มนุษย์. ควรจัดให้มีขึ้นเลียนแบบสงฆ์ เพื่อมีความเจริญและสันติสุข :- ปวารณาฝ่ายสงฆ์, พระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้ทำปีละครั้ง. ที่ใช้คำปวารณา หมายถึงปิดปากตัวเอง คือยอมรับฟังคำเตือน. เหตุที่มีระเบียบนี้ เพราะป้องกันความฉิบหาย โดยที่ไม่ยอมกัน. ประโยชน์จักมีแต่ละคน, เป็นความผาสุก เมตตาปรานีกัน. ปวารณา, ทำให้เป็นผู้ว่าง่าย, หมู่คณะเป็นสุขสงบ, กระทั่งถึงพระอริยะ ความสำเร็จในการปวารณา :- ยอมให้เขาตักเตือนทั้งถูกทั้งผิด, เป็นการแก้มานะทิฏฐิของตนเอง. กลุ่มชนทำปวารณาเป็นนิจ จะรู้จักบังคับตนเอง, ไม่กล้าทำผิด ; แต่ละคนยอมรับฟังคำตักเตือนกัน ย่อมมีแต่ความเจริญ. ความยอมได้ เป็นเหตุให้เพิ่มพูนคุณธรรมอีกหลายประการ เช่น :- ได้รับความเมตตาปรานี. มีมิตรสหายแท้จริง, เป็นกันเอง. ไม่ยกหูชูหาง, แก้ทิฏฐิตนให้น้อยลง, อ่อนน้อมไม่พองลม. เป็นผู้อ่อนโยน ไม่กระด้าง, ไม่โกรธง่าย, ไม่ต่อต้าน, เป็นบุตรที่เชื่อฟัง ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าประเสริฐที่สุด. ความอ่อนน้อมนำมาซึ่งบุญรอบด้าน. การทำปวารณาให้เกิดผล ผู้ใหญ่ต้องแสดงตัวอย่างนำ, แล้วอบรมกันอยู่เนือง ๆ.
Buddhadasa