น.7 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้ง ที่ ๗ ในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงเรื่อง ธรรมสัจจะปกิณกะ ต่อไปตามเดิม แต่จะได้ให้หัวข้อย่อยเฉพาะวันนี้ว่า ทางออกที่ ๓ ของโลกแห่งยุคปัจจุบัน. ท่านบางคนอาจจะไม่ทราบว่า ทาง ออกที่ ๓ นั้นคืออะไร ? โลกปัจจุบันจะต้องการหนทางออกไปทางไหน ? อย่างนี้เป็นต้น ก็จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในข้อนี้กันเสียก่อน ในตอนแรก. [ ทบทวน .] ในครั้งที่แล้วมาเราพูดถึงเรื่อง สิ่งทั้งปวงเป็นไปตามปัจจัย. ความที่สิ่งทั้งปวงเป็นไปตามปัจจัยนั้น มีความหมายกว้างขวางมาก. การที่โลกมันมีความยุ่งยากอยู่ในทุกวันนี้ ก็เพราะว่าสิ่งทั้งหลาย เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยนั้นเหมือนกัน ; เป็นไปตามเหตุปัจจัย ที่ทำให้ยุ่งยาก นี้มันก็ยุ่งยาก ; ถ้าเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้สงบ ------------------------------ *บรรยายเมื่อ ๑๘ ก.พ. ๒๕๑๒ ๑
น.8 ๒ มันก็สงบ. เดี๋ยวนี้เรามาดูสถานการณ์ปัจจุบัน เห็นว่าโลกมัน อยู่ในความยุ่งยาก เพราะเหตุปัจจัยชนิดนั้น ; เราก็มา แก้ไข สถานการณ์อันนี้ : แต่ก็ต้อง ด้วยกฎที่ว่า สิ่งทั้งหลายเป็นไป ตามเหตุปัจจัย อยู่นั่นเอง. .... ..... .... .... .... .... [ เริ่มการบรรยายครั้งนี้ .] ทางออกที่ ๓ เป็นคำทางการเมือง กำลังพิจารณาแก้ปัญหากันอยู่. คำว่า ทางออกที่ ๓ เดี๋ยวนี้เป็นคำใหม่ เป็นคำทาง การเมือง , เป็นภาษาการเมือง : ว่าทางออกที่ ๑ ก็มี, ทางออก ที่ ๒ ก็มี, ล้วนแต่เป็นเรื่องทางการเมือง. เมื่อทางออกที่ ๑, ทางออกที่ ๒ มันแก้ปัญหาไม่ได้; เขาก็ต้องหาทางออกที่ ๓ เพื่อจะแก้ปัญหาต่อไป. พวกที่ยึดมั่นในทางออกที่ ๑ คือเรื่อง ของอำนาจของทุนของความมั่งมี นั้นเขาก็ยึดถือทางนั้นสำหรับ จะแก้ปัญหา. อีกพวกหนึ่ง เขาถือเอาความยากจนของคนจน เป็นหลัก ถึงกับว่าจะทำลายคนมั่งมีไปเจือจานคนจน นี่ก็เป็น ทางออกที่ ๒, ก็มีคนอีกพวกหนึ่งเห็นว่าทั้งสองทางนั้นใช้ไม่ได้ เขาจะหาทางออกที่ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่เขาจะนึกจะคิด ; เป็นเรื่องที่กำลังเถียงกันอยู่ ยื้อแย่งกันอยู่ว่า ทางออกที่ ๓ นี้จะ ต้องเป็นอย่างไร ? มีคนออกความเห็นต่าง ๆ กัน ยังไม่เป็นที่ยุติ.
น.9 ๓ ทีนี้ พวกเราในฐานะเป็นพุทธบริษัท อาตมาเห็นว่า ควรจะออกความคิดเห็นเกี่ยวกับทางออกที่ ๓ นี้กันบ้าง. บางคน อาจจะแย้งว่า นั้นมันเป็นเรื่องการเมือง ไม่ใช่หน้าที่ของพุทธ- บริษัท ; ถ้าแย้งอย่างนั้นก็แล้วไป ก็ไม่ต้องพูดกัน. เดี๋ยวนี้ เราก็ มาเห็นว่ามีอะไรอยู่ในพุทธศาสนา โดยเฉพาะที่จะใช้เป็น ทางออกที่ ๓ ได้ ; ดังนั้นเราจึงเสนอตัวเข้ามา. พูดง่ายๆ ก็ว่า เรามีเหตุผลแต่เพียงว่า เรามีอะไรที่จะใช้แก้ปัญหาของโลก ปัจจุบันได้ ในฐานะที่เป็นทางออกที่ ๓ ก็เห็นว่าควรจะพูดถึง เรื่องนี้; โดยไม่ต้องปัดทิ้งออกไปเสียว่า เป็นเรื่องของการเมือง. พุทธบริษัทเห็นควรเสนอข้อแก้ปัญหา เป็นทางออกที่ ๓ บ้าง. ทีนี้ ถ้าจะพูดให้ถูกให้จริงยิ่งขึ้นไปกว่านั้นแล้ว ก็จะพูด ว่า แม้จะเป็นเรื่องของการเมือง เราก็ยังต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ยังจะต้องสนใจ; เพราะว่า ถ้าโลกไม่มีความสงบสุขได้ ก็ยังเป็น ปัญหาแก่ทุกคน, และ เป็นปัญหาแก่พุทธบริษัท ที่จะสนองพระพุทธ- ประสงค์ในข้อที่ว่า จะช่วยกันทำให้โลกนี้มีความสงบสุข. อาตมาก็ได้กล่าวมาแล้วหลายครั้งหลายหน ซึ่งเป็นการ เตือนท่านทั้งหลายอยู่เสมอว่า พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ เองว่าการ ที่ตถาคตอุบัติบังเกิดขึ้นมาในโลกนี้ ก็เพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลก
น.10 ๔ ทั้งปวง ทั้งเทวดาและมนุษย์. ขอให้จำไว้ให้แม่นยำว่า พระองค์ ทรงประสงค์ในวงกว้างว่า การเกิดขึ้นของพระองค์ก็ดี, การมี พระธรรมเป็นของพระองค์ในศาสนานี้ก็ดี, การมีคณะสงฆ์ใน ศาสนานี้ ในโลกนี้ก็ดี, ล้วนแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ แก่สัตว์ ทั้งหลายทั้งปวง ทั้งเทวดาและมนุษย์. คำว่า " ทั้งเทวดาและมนุษย์ " นั่นแหละ มีความหมาย ชัดเจนอยู่แล้ว; แต่บางคนไม่เข้าใจ. ในที่นี้เราให้ความหมาย จำกัดลงไปว่า เทวดานั้นคือพวกคนรวย มนุษย์นั้นคือพวกคน จน, หรือถ้าจะพูดให้ดีให้ถูกกว่านี้ก็พูดว่า เทวดานั้นคือ คนที่ไม่มี ปัญหาเรื่องปากเรื่องท้อง ไม่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ; ส่วน พวกมนุษย์ นั้น คือคนที่ยังมีปัญหาเรื่องปากเรื่องท้อง ยังจะต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ : มันก็มีอยู่สองพวกเท่านั้นในโลกนี้ แล้วบัดนี้มันก็ มีปัญหาระหว่าง คนสองพวกนี้ คือคนที่ไม่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ กับคนที่ต้อง อาบเหงื่อต่างน้ำนี้แหละ. เขากำลังวิวาทกัน ; ไม่ใช่ชกต่อย กันโดยตรง แต่ว่ากำลังวิวาทกันทุกอย่างทุกทาง โดยความคิด ความนึก โดยการต่อสู้ โดยความพยายามกระทำต่างๆ นานา. ท่านทั้งหลายก็ทราบอยู่ดีแล้วว่า คือปัญหาเรื่องที่เกี่ยวกับนายทุน และกรรมกร. สรุปแล้วก็คือ ระหว่างคนมั่งมีกับคนยากจน. โลกกำลังแบ่งออกเป็น ๒ พวก : พวกหนึ่งถือหลักเอา ความมั่งมี เป็นความประเสริฐ, พวกหนึ่งก็ยากจน , ก็ถือเอาการต่อสู้ คนมั่งมีเป็นหลักปฏิบัติของเขา ; เกิดเป็น ๒ พวกกันอยู่อย่างนี้ ;
น.11 ๕ พยายามจะทำลายล้างกัน อยู่ทุกวัน ๆ ในโลกปัจจุบันนี้. นี้เรียกว่า วิกฤติการณ์ คือภาวะอันเลวร้ายของโลกแห่งยุคปัจจุบัน. ทำ อย่างไรจะช่วยให้โลกนี้ออกไปเสียได้ จากภาวะอันเลวร้ายนี้ ? พวกหนึ่งก็เสนอวิธีการที่หนึ่ง คืออย่างนายทุน. พวกหนึ่งก็ เสนอวิธีการอีกอย่างหนึ่ง คืออย่างพวกชนกรรมาชีพ. ทีนี้ เราพุทธบริษัทก็มีของตนเองอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งจะได้ กล่าวต่อไป เขาจะเอากันหรือไม่เอานั้น ก็ไม่ทราบไม่รู้ ; แต่ ว่าเรามันมีอย่างนี้ เราก็ต้องพูดกันอย่างนี้. เมื่อเขาเห็นด้วย มัน ก็ง่าย ที่ว่าพุทธศาสนาจะเป็นประโยชน์แก่โลก, หรือว่า โลกจะ รอดออกไปได้ โดยอำนาจของพระศาสนา. นี้แหละคือใจ ความสำคัญของเรื่องที่จะพูด คือทางออกที่ ๓ ที่จะช่วยให้โลก ออกมาเสียได้จากปัญหาแห่งยุคปัจจุบัน. คำว่าทางออก, ทาง ออกนี้ เป็นภาษาการเมืองยุคปัจจุบัน ใหม่ ๆ หยก ๆ คือทางที่โลกจะ ออกไปเสียจากความเลวร้าย ที่กำลังมีอยู่ในทุกวันนี้. ปัญหามีอยู่ว่า มนุษย์กำลังแตกกัน เพราะกิเลสครองโลก. ทีนี้ ปัญหาที่จะต้องมองดู ก็คือความเลวร้ายของโลก แห่งยุคปัจจุบันนั้นเอง แสดงผลอยู่ โดยตรงก็มี โดยอ้อมก็มี. โดยตรง ก็คือ ต่อสู้กันระหว่างลัทธิ ทั้งสองนี้, โดยอ้อม ก็คือ สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นความยากลำบาก ที่เป็นผลเกิดมาจากการต่อสู้
น.12 ๖ ของคนสองฝ่ายนั้น. เหมือนอย่างว่า ช้างสารชนกันหญ้าแพรกมัน ก็แหลกละเอียด . นี้แหละ คนโบราณเขาพูดไว้ตั้งแต่ครั้งกระโน้น. ช้างสองตัวมันชนกัน มันก็เจ็บปวดด้วยกัน แพ้ชนะ เป็นตายตามเรื่องของมัน ระหว่างช้างสองตัวนั้น. แต่ที่แผ่นดิน นั้น หญ้าแพรกพลอยแหลกละเอียดไปเป็นอันมาก. นี้เราเรียก ว่าปัญหาโดยอ้อม, เป็นผลพลอยได้ ; ที่เห็น ๆ อยู่ ก็คือว่า เมื่อเขาทำสงครามกัน มันก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่างๆ นานาขึ้นมา ในโลก, ทำให้เศรษฐกิจปั่นป่วน ทำให้ทุกอย่างที่เป็นความสงบ นั้นสูญหายไปหมด. เดี๋ยวนี้เราเห็นว่า มันมีอาชญากรรมเต็มไปทั้งโลก ไม่ เฉพาะในบ้านเราหรือประเทศของเรา ยังไม่สิ้นสุด ; แม้ว่าการ สงครามโดยตรงจะสิ้นสุดไปแล้ว ผลพลอยได้อันเลวร้ายนี้ก็ยังไม่ สิ้นสุด. เดี๋ยวนี้ สงครามในทางจิตใจก็ยังไม่สิ้นสุด ยังมีการ ต่อสู้กันอยู่ ผลมันก็ยังมีอยู่อย่างอื่นต่อไปอีก. ถ้าจะดูในแง่ที่ลึก จะมองเห็นว่า มนุษย์กำลังแตก ; พูดว่ามนุษย์แตกนี้ ฟังเร็ว ๆ ก็น่าหัวเราะ ว่ามนุษย์มันแตกได้ เหมือนกับถ้วยชาม. คำว่า มนุษย์ มัน ควรจะเป็นมนุษย์คนเดียว กันทั้งจักรวาล นี้แหละเรียกว่ามนุษยชาติ : - มีหน่วยเดียวเพียง มนุษยชาติ มีอะไร ๆ ถูกต้องตามความหมายของมนุษย์ เป็น มนุษย์อย่างถูกต้อง เป็นมนุษยชาติเพียงหน่วยเดียว.
น.13 มนุษยชาติ นั้นแหละ กำลังแตกออกเป็น ๒ พวก แล้วมันก็ฆ่าฟันกันเอง คือทำลายกันเอง; อย่างนี้เรา เรียกว่า มนุษย์มันแตก ไม่ใช่โลกแผ่นดินมันแตก แต่มนุษย์ โลกนั้นมันแตก. โลกแห่งมนุษย์หรือมนุษยชาตินี้มันแตก, มันกำลังแตก ; นี้เป็นปัญหาที่กำลังมีอยู่จริง. ความเดือดร้อน เพราะมนุษย์แตกกันนี้ มันก็มากขึ้น ๆ แล้วยังจะมากกว่านี้อีก มาก ; เพราะว่าการแตกกันนั้นมันเป็นไปตามอำนาจของกิเลส ก็หมายความว่า ยิ่งแตกแยกกันเท่าไร กิเลสจะยิ่งครองโลกมาก ขึ้นเท่านั้น. เพราะคนเรานี้ เมื่อได้ทะเลาะวิวาทกันอย่างที่เรียก ว่าเลือดมันเข้าตาแล้ว ก็ไม่มีวันละที่มันจะพูดกันรู้เรื่อง มีแต่จะ ทะเลาะวิวาทกันยิ่งขึ้น ฉะนั้นจึงต้องหาทางที่จะปรับปรุง. การมาพูดกันถึงเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่มีเหตุผล, มีเหตุผล สำหรับมนุษย์ ที่จะเป็นมนุษย์ให้มีประโยชน์ ตามความหมาย ของคำว่ามนุษย์. ถ้าเขาจะเป็นมนุษย์เฉพาะเขาเอง เห็นแก่ ประโยชน์ของเขาเอง ไม่รู้ไม่ชี้กับคนอื่น มันก็ได้เหมือนกัน ; มนุษย์คนนั้นเป็นมนุษย์ที่ไม่ใช่มนุษย์, ไม่มีความหมายเต็มตาม ความหมายของคำว่ามนุษย์. มนุษย์ต้องมีจิตใจสูง ; มีจิตใจ สูงนั้นต้องรู้อะไร ดีกว่ามนุษย์ที่มีจิตใจต่ำ, คือเห็นแต่แก่ตัวเอง อย่างเดียว. ด้วยเหตุนี้แหละ เราจึงควรจะพูดกันถึง เรื่องทาง ออกที่ ๓ ; ใครจะไม่เห็นด้วยก็ตามใจ. อาตมาเห็นว่าเป็น เรื่องที่ต้องหยิบขึ้นมาพิจารณา ในหมู่พุทธบริษัทเรา ; ด้วย เหตุผลเพียงง่าย ๆ อย่างเดียว ก็คือว่า พุทธบริษัทเราอาจจะช่วย
น.14 ๘ ได้ ; เมื่ออาจจะช่วยได้แล้วเราไม่ช่วย เราก็เป็นคนเห็นแก่ตัว, แล้วก็จะหมดความเป็นพุทธบริษัทไปในตัว, ฉะนั้นจึงขอให้ทน ฟังเรื่องนี้บ้าง. ท่านทายกทายิกาทั้งหลาย ก็สนใจแต่เรื่องบุญกุศล โดยไม่ค่อยรู้ความหมายว่า บุญกุศลนั้น คืออะไร. อาตมาอยากจะ ให้ถือความหมายให้มันกว้าง ว่า ถ้าเป็นบุญเป็นกุศลจริง ต้อง เป็นไปเพื่อความสงบสุข เป็นไปเพื่อความเป็นปกติ มีสันติสุข ส่วนบุคคล, มีสันติภาพในส่วนรวม หรือส่วนสังคม. นี้แหละ จะเรียกว่า สิ่งที่ต้องช่วยกันทำของผู้ที่มีสติปัญญา หรือว่าเป็นบุญ เป็นกุศล. คำว่า บุญ นั้นมันล้างบาป, บาปคือความเลวความชั่ว ความร้ายกาจอะไรทุกอย่าง. บุญนั้นเป็นชื่อของสิ่งที่ล้างบาป, กุศล ก็เป็นชื่อของสิ่งที่ตัดปัญหาได้ เหมือนกับของมีคม. ถ้าเรามีกุศล เราจะตัดปัญหาของความทุกข์นานาชนิดได้ ; นี้เรียกว่ากุศล. เราควรจะมีกันทั้งบุญ ควรจะมีกัน ทั้งกุศล ช่วยกันล้างสิ่ง สกปรกเศร้าหมองในโลกนี้, ช่วยกันตัดปัญหาอันยุ่งยากใน โลกนี้. นี้จึงจะเรียกว่า เป็นคนที่มีบุญมีกุศลโดยแท้จริง ; ไม่ใช่มีกันแต่ปากว่า, พูดเพ้อ ๆ ไป ว่ามีบุญมีกุศล, แล้วก็ไม่ เห็นว่ามันมีอะไรที่เป็นประโยชน์ ตรงตามความหมายของ คำ ๆ นั้น.
น.15 เราจะใช้สมรรถภาพหรือคุณสมบัติ หรืออะไร ก็ตามของพุทธบริษัทนี้ จะช่วยล้างความชั่วความเลวในโลก จะช่วย ตัดปัญหาอันยุ่งยากในโลก ซึ่งโลกนี้กำลังต้องการอยู่อย่างแท้จริง นั้นก็วกมาหา ความที่ ต้องการ ที่จะออกไปเสียให้พ้นจาก วิกฤติการณ์อันเลวร้ายแห่งยุคปัจจุบัน. เราจึงเสนอตัวเข้าไป ในฐานะเป็น ทางออกที่ ๓ ซึ่งเขากำลังต้องการกันอยู่ทั้งโลก ว่าเรามา ใช้หนทางที่ ๓ นี้ แล้วเราก็จะออกไปจากปัญหาได้ ; พุทธบริษัทก็มีกับเขาด้วยส่วนหนึ่ง. เพื่อช่วยแก้ปัญหา จึงต้องค้นหาธรรมสัจจะ จากสัจจธรรมมาใช้. ทีนี้ จะทำความเข้าใจกันต่อไปถึงคำว่า ธรรมสัจจะ ปกิณกะ. อาตมาก็ได้บอกมาทุกครั้งว่า เราจะพูดกันถึง ธรรม สัจจะ คือการปฏิบัติเพื่อจะแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปให้ ได้จริงๆ จึงจะเรียกว่าธรรมสัจจะ ; ไม่เป็นแต่สัจจธรรมอยู่ เฉย ๆ เป็นหลักเป็นตัวหนังสือเป็นคำพูด เป็นกฎเกณฑ์อยู่เฉย ๆ อย่างนั้น ซึ่งยังไม่แก้ปัญหา. ต้องเอาสัจจธรรมเหล่านั้นแหละมา ให้ถูกเรื่อง ถูกปัญหา ถูกประเด็น แล้วเอามาประพฤติปฏิบัติให้แก้ ปัญหาได้ ; ในส่วนนี้เราจะเรียกว่าธรรมสัจจะ. ทีนี้ เราพูดกันถึง ธรรมสัจจะปกิณกะ ก็หมายความว่า จะพูดเป็นเรื่อง ๆ ไม่พูดเป็นชุดเหมือนกับบรรยายบางเรื่อง. ที่พูด
น.16 ๑๐ ประจำวันเสาร์นี้ พูดเป็นชุดติดต่อกันอย่างเกี่ยวพันกันไป ตั้ง ๑๒ เรื่อง ๑๓ เรื่อง อย่างนั้นก็มี. เดี๋ยวนี้ภาคมาฆบูชานี้ ไม่ อาจจะทำอย่างนั้น ; เพราะเหตุอะไรก็เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่พูด, จึงต้องพูดในลักษณะเป็นปกิณกะ คือเบ็ดเตล็ดเฉพาะเรื่อง ๆ จบ อยู่ในตัว. ทีนี้ วันนี้พูดถึงธรรมสัจจะปกิณกะที่ ๗ เป็นครั้งที่ ๗ นี้ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับครั้งที่ ๖ ที่ ๕ อะไรนัก เพราะเรา จะพูดเรื่องทาง ออกที่ ๓ ของโลกแห่งยุคปัจจุบัน. เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าจะ พูด ให้เป็นสัจจธรรม ก็พูดว่า ทุกอย่างเป็นไปตามปัจจัย ; เพราะ ปัญหาจะเกิดขึ้นปัญหาจะหมดไป ก็เป็นเพราะกฎที่กล่าวไว้ว่าทุก อย่างเป็นไปตามปัจจัย. สันติภาพมีได้เพราะศีลธรรม, หรือว่า ศีลธรรมมีไว้เพื่อให้เกิดสันติภาพ. ถ้าการกลับมาแห่งศีลธรรมมี ก็คือการกลับมาแห่งสันติภาพ ; เดี๋ยวนี้ไม่มีสันติภาพก็เพราะว่า ไม่มีศีลธรรม. การกลับมาแห่งศีลธรรมก็คือการกลับมาแห่ง สันติภาพ. นี้แหละ พูดไปในรูปของความจริง, หรือเกี่ยวกับความ จริง ; ให้รู้กันอย่างนี้เสียก่อน เรียกว่าเป็นการกล่าวในรูปแบบของ สัจจธรรม. ธรรมสัจจะที่แก้ปัญหาได้ก็คือ การกลับมาแห่งศีลธรรม. พอจะกล่าว ในรูปแบบของธรรมสัจจะ ก็มีปัญหาเกิดขึ้น มาว่า จะทำอย่างไร ? ก็ ชี้ให้เห็นว่า การกลับมาแห่งศีลธรรม
น.17 ๑๑ นั้นแหละ มันเป็นการกลับไปสู่ทางเก่า, กลับไปสู่ทางถูกต้อง, ทางที่จะไม่มีความเห็นแก่ตน อาจจะ แก้ไข หรือ ทำลายความเห็น แก่ตนของทุกคน. เราก็ต้องมาพูดกันถึงส่วนนี้ มันจึงจะเป็น ธรรมสัจจะ ; ส่วนที่เป็น การพูดโดยหลักธรรมนั้นเป็นสัจจธรรม, ส่วนที่ ปฏิบัติให้ได้ผลตามหลักเกณฑ์อันนั้น ก็ เป็นธรรมสัจจะ. เดี๋ยวนี้ อยากจะบอกพร้อม ๆ กันไปว่า ทางออกที่ ๓ นี้ มันกลายเป็นการกลับไปหาทางเก่า. ทีนี้คนที่เขายึดมั่นในเรื่อง ทางออกที่ ๑, ทางออกที่ ๒, เขาก็จะเถียงว่า มันไม่ควรจะเรียก ว่าทางออกที่ ๓. ทีนี้เราก็โมโหขึ้นมาบ้าง เราก็จะเถียงว่ามันไม่ มีทางออกที่ ๑ ที่ ๒ อะไร ; มันเป็นแต่เพียงการไม่เดินไปตาม หนทางของศีลธรรม ทั้งฝ่ายนายทุน หรือ ฝ่ายชนกรรมาชีพ เป็นเรื่องของการไม่เดินไปตามทางของศีลธรรม ; ถ้าเดินตาม ทางของศีลธรรม จะไม่เกิดปัญหา อย่างนี้. เมื่อดูให้ดีแล้วก็ เห็นได้ทันทีว่า มันเป็นการเดินผิดทาง. ทีนี้ก็เดินเสียใหม่ให้ถูกนี้แหละ ก็มีเท่านี้เอง ; แต่จะ มาเรียกว่าเป็นทางออกที่ ๓. เพราะว่าเขาเอาเหตุการณ์ในปัจจุบัน เป็นหลัก ; แล้วมุ่งหมายการแก้, แล้วก็แก้อย่างวกวน. ทำความ เข้าใจกันตรงนี้ อีกหน่อยหนึ่ง ว่า โลกนี้กำลังตกอยู่ในห้วงเหว หรือความครอบงำของความเลวร้าย, มีความเลวร้ายหุ้มห่ออยู่ โดยรอบด้าน แล้วก็จะหาทางออกจากวิกฤติการณ์อันนี้. นี้เขา มาตั้งต้นกันเสียที่ตรงนี้.
น.18 ๑๒ พวกที่ ๑ เขาเสนอว่าต้องใช้วิธีอย่างที่เรียกกันว่า นาย ทุนคืออำนาจศักดินา ขุนศึก หรือทุกอย่างที่เป็นเรื่องของการใช้ อำนาจเงิน อำนาจอาวุธ อำนาจอะไรตามที่จะมีใช้ เพื่อจะแก้ ปัญหานี้ ; พวกนี้เขายืนยันอย่างนี้. พวกหนึ่งก็ไม่เอา ; ต้องการ จะเอาตรงกันข้าม, คือไม่ใช้อย่างนั้น ; ให้มาเห็นกับคนยากจน ซึ่งกำลังเป็นปัญหาแท้จริงในโลก ก็คือ ให้ทำลายคนมั่งมี, ให้ ประโยชน์ตกมาหาคนยากจน ; จะเป็นทางออกที่ ๒ อีกอันหนึ่ง จะแก้ปัญหาของโลก ทีนี้ เราก็ไม่เห็นด้วย เราจึงเสนอทางออกที่ ๓ ว่าการ ทำลายคนมั่งมีลงเสียนั้น มันก็เป็นเรื่องบ้า, การยกคนจนขึ้น มาแทนคนมั่งมี มันก็เป็นเรื่องบ้า ; เพราะว่ามันเป็นกฎของ ธรรมชาติ ที่จะต้องมีคนมั่งมี และคนยากจนอยู่ในโลกนี้. ข้อนี้ ขอให้ช่วยฟังให้ดีให้เข้าใจว่า ในโลกนี้จะต้องมีคนมั่งมีและคน ยากจน เป็นสองพวกที่ตรงกันข้ามอยู่เสมอ จึงจะถูกต้อง ตามกฎ ของธรรมชาติ. กฎของธรรมชาติก็คือเรื่อง กฎของกรรม. ทีนี้มนุษย์ย่อมไม่เสมอกัน ไม่เท่ากัน ก็ทำกรรมไม่เหมือนกัน ; เพราะฉะนั้น จึงต้องต่างกัน จึงต้องมีคนมั่งมีอยู่พวกหนึ่ง มีคน ยากจนอยู่พวกหนึ่งนี้มันหลีกไม่ได้. ทีนี้ การที่จะยุบคนมั่งมีให้หมดไป มันเป็นเรื่องบ้า, การจะเลิกคนจนเสีย มันก็เป็นเรื่องบ้า. เรื่องดี ต้องทำให้คน มั่งมีกับคนยากจนนั้นอยู่ด้วยกันได้ ; นั้นคือความมุ่งหมายของ
น.19 ๑๓ ศาสนาทุกศาสนา, ไม่เฉพาะพุทธศาสนา. โดยเฉพาะพุทธศาสนา เราก็ถือว่า สั ตว์ทั้งหลายมันต้องต่างกัน เพราะว่ากรรมเป็นผู้จำแนกให้ มั่งมีบ้าง ยากจนบ้าง อ่อนแอบ้าง แข็งแรงบ้าง รูปสวยบ้าง ไม่สวยบ้าง แล้วแต่ที่จะเป็นของต่างกัน. แต่ว่าเมื่อมันต่างกัน อย่างนี้แล้ว ต้องมีอะไรอีกอันหนึ่งทำให้อยู่ด้วยกันได้ ไม่มีใคร เป็นทุกข์ . เดี๋ยวนี้ ในโลกนี้ เพราะเกิดการแตกต่างกันนี้ มีผล ปรากฏออกมาเป็นความทุกข์ : คือพวกร่ำรวยสูบเลือดสูบเนื้อคน ยากจน, จนจะไม่มีเลือดมีเนื้อเหลือ มันจึงเป็นปัญหาที่ทนอยู่ ไม่ได้. เขามีปัญญา มีอุบาย หรือมีวิธีการที่เฉลียวฉลาด ที่จะ เอาเปรียบคนอีกฝ่ายหนึ่ง. ทีนี้คนอีกฝ่ายหนึ่งก็มีอุบาย มีปัญญา ที่จะต่อสู้ มันก็ได้รบกันแล้วทำลายล้างกัน. ทีนี้ ใครไปถือลัทธิฝ่ายไหน มัน ก็ไประดมกำลังกับ ฝ่ายนั้น ; อย่างที่เราเห็นก็อยู่ในโลกปัจจุบันนี้. ทั้งโลกกำลัง เป็นอย่างนี้ ค่ายที่ ๑ สมมติว่าเป็นของพวกนายทุน, ค่ายที่ ๒ มันก็เป็นของชนกรรมาชีพ. แล้วทำไมจะมาร่านหาทางออกที่ ๓ ? ทำไมไม่ใช้วิธีสองวิธีนั้นแก้ปัญหาให้ได้ ? บางคนก็เสนอว่า เอากันคนละครึ่ง มาพบกันครึ่งทาง. อาตมาก็ไม่เห็นด้วย มัน ยังคงกัดกัน อยู่นั่นเอง ; ถ้าไม่มีสิ่งที่พุทธศาสนาเสนอให้ สิ่ง นั้นคือศีลธรรม,
น.20 ๑๔ ต้องทำให้ชนทุกชั้นมีศีลธรรม ปัญหาจึงจะหมดไป. ศีลธรรมจะแก้ปัญหานี้ได้ ; พอใส่เข้าไปที่คนมั่งมี ก็หมดปัญหาทันทีเหมือนกัน. พวกนายทุนจะตายหมด ; เกิด เป็นเศรษฐีใจบุญขึ้นมา. หมายความว่าพวกนายทุนเกิดใหม่ หมด, เกิดเป็นเศรษฐีใจบุญขึ้นมา แล้วจะมีปัญหาอะไร? จะทำ อันตรายใคร? ทีนี้ถ้าเอาสิ่งนี้ใส่เข้าไปที่พวกชนกรรมาชีพ ; ชนกรรมาชีพก็ละอบายมุขหมด ปฏิบัติตนดี ไม่ตกจม กลายเป็น สัตบุรุษเหมือนอย่างในพุทธศาสนาขึ้นมา : เป็นพลเมืองที่ดี เป็น สัตบุรุษ ประกอบกิจการงานตามสติปัญญาสามารถของตน ; ไม่เท่าไรก็พ้นจากความยากจน. หรือแม้ว่าเขาไม่อาจจะพ้นได้ เพราะกรรมมันมีมากเป็นคนยากจนอยู่ ; เขาก็ไม่ต้องทุกข์ร้อน เพราะเขาทำดีทำถูกที่จะทำให้มีชีวิตรอดอยู่ได้, และแม้ว่ามันจะมี โชคร้าย มีกรรมเลวเข้ามาทับถม จนกระทั่งจะต้องตายไป เขาก็ ไม่เป็นทุกข์. แต่เดี๋ยวนี้ มันไม่ต้องเป็นอย่างนั้น เอาเพียงว่าคนจน ทั้งหลายประพฤติธรรม แล้วธรรมะนั้นจะช่วยให้พ้นความ ยากจน อยู่ได้พอสบาย ; ไม่ต้องมั่งมีเป็นเศรษฐีอะไรที่ไหน. แต่มันก็ว่าไม่ได้ เพราะเมื่อประพฤติดีอยู่ ประพฤติอย่างถูก ต้องอยู่ คนจนก็จะกลายเป็นคนมั่งมีได้. เดี๋ยวนี้ที่มันยังยากจน
น.21 ๑๕ อยู่ มั่งมีไม่ได้ เพราะว่าประพฤติผิดธรรมะของคนยากจน ; อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่ ก็คือว่า คนจนนั้นจนเพราะอบายมุข, แล้วก็ยังเลื่อมใสพอใจในสิ่งที่เรียกว่าอบายมุขอยู่นั่นเอง แล้ว เมื่อไรจะพ้นจากความยากจน ? นี่แหละ เรามาดูกันใหม่อีกทีหนึ่งว่า ทางออกที่ ๑ ของ คนมั่งมีร่ำรวย มีอำนาจ มีเผด็จการ มีอะไรก็ตาม มันช่วยโลก ไม่ได้ ถ้าไม่มีศีลธรรม, แล้วมันจะไม่ช่วยด้วย. ทีนี้ทางออก ที่ ๒ ของคนยากจน นี้มันก็ช่วยไม่ได้ ถ้าไม่มีศีลธรรม. เอ้า, ต่อรองกันคนละครึ่ง มาพบกันกลางทาง มันก็มากัดกัน เพราะ ไม่มีศีลธรรม ; จะต้องมีศีลธรรมจึงจะไม่กัดกัน, แล้วมันก็รอด ไปได้. ฉะนั้น จะเป็น ทางออกชนิดไหนก็ตามใจ ถ้าปราศจาก ศีลธรรมแล้ว จะไม่เป็นทางออกไปได้เลย. ขอให้เราสนใจกันตอนนี้ ว่าพุทธบริษัทนี้ร่ำรวยอยู่ด้วย ศีลธรรม ; ถ้าเป็นพุทธบริษัทแท้จริงนะ ไม่ใช่เป็นพุทธบริษัท แต่ปาก แต่ทะเบียน แต่ชื่อ, หรือเรียกว่าแต่เปลือกก็แล้วกัน มันเป็นแต่เปลือก ข้างในไม่เป็น. แต่ถ้า เป็นพุทธบริษัทแท้จริง แล้ว จะร่ำรวยด้วยศีลธรรม นั้นจะแก้ปัญหาได้. ทีนี้ มองดูตัวเองให้ดี ถ้าในหมู่พุทธบริษัทแท้ๆ ก็ยัง มีปัญหาอย่างนี้อยู่แล้ว ก็ขอให้เชื่อเถอะว่า ไม่มีความเป็น พุทธบริษัทที่แท้จริง ; แม้จะประกาศตัวว่า นับถือพระพุทธศาสนา อยู่อย่างนี้ ก็ยังไม่มีศีลธรรม, ก็ไม่เป็นพุทธบริษัทแท้จริง, ไม่แก้
น.22 ๑๖ ปัญหาของตนได้, ยังเป็นพุทธบริษัทที่ยากจนข้นแค้นอยู่เรื่อยไป ก็ได้. หรือว่าถ้าเผอิญไปเป็นคนมั่งมีเข้า ก็เป็นนายทุนสูบเลือด, ไม่เป็นเศรษฐีใจบุญ ก็ไปเป็นนายทุนสูบเลือด ; อย่างนี้ก็เป็น พุทธบริษัทไม่ได้. ถ้าไม่มีศีลธรรมแล้วพุทธบริษัทเป็นไม่ได้, เป็นพุทธบริษัทไม่ได้, เป็นเศรษฐีก็เป็นไม่ได้, เป็นคนยากจน ก็เป็นไม่ได้. ถ้ามีศีลธรรมแล้วก็เป็นได้ทั้งเป็นคนมั่งมี หรือ ว่าเป็นคนยากจน. ให้เราถือหลักให้ถูกต้องหรือมั่นคงไว้ อย่าง ที่ได้ยืนยันอยู่เสมอว่า กรรมมันจำแนกให้มั่งมีและยากจน. ทีนี้ เราจะแก้ปัญหาเรื่องกรรมนี้ได้อย่างไร ? ก็ต้องแก้ได้ ด้วยศีลธรรม. เราจะเรียกว่าทางออกที่ ๓ ก็ได้, หรือจะไม่เรียก อย่างนั้น ก็คือย้อนกลับไปทางเก่า อย่างนี้ก็ได้. ส่วนทางออก ที่ ๑ หรือทางออกที่ ๒ ที่เขาพูดกันอยู่ในเวลานี้ ในโลกนี้นั้น มันใช้ไม่ได้; เพราะว่านั้นคือตัวสร้างปัญหาขึ้นมาเอง : วิธี การที่เรียกว่าทางออกที่ ๑ ทางออกที่ ๒, เป็นคนที่ได้สร้าง ปัญหาขึ้นมา สร้างความเลวร้ายขึ้นมาในโลก, แล้วจะให้สิ่งนี้ไป แก้ปัญหานั้นได้อย่างไร ; เช่นเดียวกับที่เราไม่อาจจะเอาน้ำโคลน มาล้างเท้าที่มันเปื้อนโคลน. เรา ต้องเอาน้ำที่มันใสสะอาด หรืออย่างอื่น มาล้างเท้าที่มันเปื้อนโคลน. เอาละ, สรุปว่า กฎของธรรมชาติบังคับให้ต้องมีคนมั่งมี และคนยากจน. ที่นี้ มนุษย์ทำผิด ลืมความเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายระหว่างกันและกัน. คนมั่งมีเกิดเป็นพวกนายทุน พวกศักดินา
น.23 ๑๗ พวกอะไรก็แล้วแต่ ที่เห็นแก่ตัว. ทีนี้พวกยากจนมันก็เกิด ยากจนลึกลงไปอีก ; เพราะว่ามันเกิดมีคนเอาเปรียบ มันก็มุทะลุ ขึ้นมา จะฆ่ากันให้หมดโลก ; ก็เป็นอันว่าเราไม่มีทางที่จะทำ อย่างอื่น, จะต้องแก้ความเลวร้ายที่ทำให้เกิดคนสองพวกนี้ขึ้นมา. จะไปมัวฆ่าคนมั่งมี มันก็ตายเปล่า มันเป็นเรื่องบ้า, จะไปมัวฆ่า คนยากจน มันก็ตายเปล่า มันก็เป็นเรื่องบ้า, เพราะฉะนั้นไม่ ต้องฆ่าใครดีกว่า ทำให้ศีลธรรมกลับเข้ามา แล้วก็พูดกันรู้เรื่อง. ขอให้ศีลธรรมของทุกศาสนากลับมาตามเดิม จะแก้ปัญหาได้. นี้จึงสรุปความว่า ศีลธรรมนั้นเป็นทางออกที่ ๓ ; ถ้า จะเรียกอย่างสมัยปัจจุบันนี้ ก็เรียกว่าทางออกที่ ๓ ตามแบบของ พุทธบริษัท, หรือ ถ้าไม่เรียกอย่างพวกนักการเมือง เขาเรียกกัน เวลานี้ เราก็เรียกว่าทางเก่า, หนทางเก่าของเราของมนุษย์ ; กลับ ไปสู่หนทางเก่ากันเสียให้ถูกต้อง มันมีทางเดียว. เราเดินมาผิด แยกมาผิด หรือว่าวกไปทางไหนก็ตาม เรียกว่ามันเดินผิด แล้ว ก็ย้อนกลับไปทางเก่าให้ถูกต้อง มันก็จะหมดปัญหา ; ถ้าอย่างนี้ เรียกว่าทางเก่า ไม่เรียกว่าทางออกที่ ๓. ทางเก่านั้นกลายเป็นทางออกไปเสียจากความทุกข์ยาก ลำบาก ; เหมือนกับว่าเราเดินไปในป่าดงอันลึกลับมหาศาล
น.24 ๑๘ แล้วไปหลงอยู่ในนั้น ออกมาไม่ได้; ก็หลงอยู่ในนั้นแล้วจะทำ อย่างไร ? มันก็ต้องไปหาทางเก่าที่ถูกต้อง แล้วออกมาเสียให้ได้. โลกปัจจุบันนี้ ก็เป็นอย่างนี้ มัน หลงเข้าไปในวัตถุนิยม, มัวเมาใน เรื่องของเนื้อของหนังของเอร็ดอร่อย เป็นกิเลสท่วมหัวท่วมหูไปหมด ออกไม่ได้ ; แล้วก็เกิดไป แตกแยกกันเป็นสองพวก คือพวกจนกับ พวกมั่งมี แล้วก็รบราฆ่าฟันกัน; นั่นน่ะคือดงที่เข้าไปหลงไป ติดอยู่ออกไม่ได้. ฉะนั้น ควรกลับออกทางเก่า หรือถ้าจะเรียกว่าเป็นทาง ออกที่ ๓, วิธีการที่ ๓, ก็ต้องเป็นเรื่องของออกมาได้, เป็นเรื่อง ของการออกมาได้ ก็คือศีลธรรม. อาตมาจึงคิดว่า เราถือ ศีลธรรม หรือ การกลับมาแห่งศีลธรรม เป็นเรื่องของทางออก คือเป็นทางเก่า, หรือจะเรียกว่าทางออกที่ ๓ ก็แล้วแต่. แต่อย่า ลืมว่าเดี๋ยวนี้เขามีกัน เรื่องเป็นทางออกที่ ๑ ทางออกที่ ๒ ทาง ออกที่ ๓ ; เขาเห็นอย่างนั้นเขาพูดกันอย่างนั้น. เอ้า, ก็พูด กับเขาด้วยก็ได้ ว่า ทางออกที่ ๓ ของพุทธบริษัทที่จะเสนอเข้าไปใน โลกนี้ คือการกลับมาแห่งศีลธรรมของศาสนาทุก ๆ ศาสนา ; ไม่เฉพาะ แต่พุทธศาสนา. ขอให้ศีลธรรมของทุกศาสนากลับมาทำหน้าที่ ของตนได้ โลกนี้ก็จะปลอดภัย.
น.25 ๑๙ ปัจจุบันนี้มนุษย์หลงทาง : เข้าใจผิด, และเกลียดศาสนา. ทีนี้ ก็จะพูดถึงเรื่องศีลธรรมหรือทางออกที่ ๓ นี้ให้ละเอียด ออกไป ในปัจจุบันนี้มีความเข้าใจผิดต่อสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม อยู่มากมายหลายชนิดและหลายระดับ. อาตมาเชื่อว่าท่าน ทั้งหลายคงจะมองเห็นได้เองอยู่มากแล้ว, เดี๋ยวนี้คนกำลังไม่ชอบ ศีลธรรม ถึงกับเกลียดก็มี คนบางพวกไม่ถึงกลับเกลียดดอก ; แต่ถือว่าไม่มีประโยชน์ หมดสมัยแล้ว ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่สนใจกับ ศีลธรรมแล้ว อย่างนี้ก็มี. ทีนี้ มีคนอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเลวร้ายที่สุด. เพราะ เขาไม่รู้ไม่ชี้ศีลธรรมนี้ เขาจะเอาแต่ประโยชน์ของเรา ; ฉะนั้น เขาก็เหยียบย่ำทำลายศีลธรรม ประกอบอาชญากรรมอยู่ในโลก ปัจจุบัน. ทีนี้ถ้าเราอ่านหนังสือพิมพ์สมัยปัจจุบันนี้ เราจะพบ ว่าทุกฉบับ มันจะมีเรื่องเลวร้าย, ขนาดเลวร้าย คือเป็นเรื่อง อาชญากรรมนี้สองเรื่อง สามเรื่อง สี่เรื่อง ห้าเรื่องเสมอ ; หมาย ความว่ามันมากขึ้น. ความปลอดภัยไม่มีแล้ว แม้ที่ใจกลางเมือง หลวง, กลางวันแสกๆ ก็ยังไม่รับประกันได้ว่าจะปลอดภัย. นี้แหละ ความไม่มีศีลธรรม โดยบุคคลพวกนี้ มัน รุนแรงมาก ถึงอย่างนี้ เรียกว่าเหยียบย่ำศีลธรรมกันเลย ; ตัวใคร ตัวมัน, เอาแต่ประโยชน์, ที่นี้มันก็มีอะไรเกิดขึ้น ? ก็ลอง
น.26 ๒๐ คิดดู : มีแต่ความไม่ปลอดภัย, มีแต่ความสะดุ้งหวาดเสียว, ไม่ รับประกันอะไรได้นี้. ถ้ามันเป็นมากขึ้นทุกทีๆ ก็คือวินาศ โลกนี้จะต้องวินาศ. ทีนี้ จะดูเฉพาะความเข้าใจผิดต่อศีลธรรม ของบุคคล บางพวก ที่ควรจะจัดการให้มนุษย์มีศีลธรรมนี้ เช่นว่ารัฐบาล ก็ดี หรือกระทรวงศึกษาธิการของรัฐบาลนั้น ๆ ของประเทศไทย ก็ดี ประเทศไหนก็ดี ในโลกนี้เขาไม่มองที่ศีลธรรม ; เห็นว่า ศีลธรรมไม่จำเป็น, แยกศาสนาแยกวัดวาอารามออกไปเสียจาก การศึกษาของเด็ก ๆ. ก่อนนี้ความรู้ทางศาสนาหรือทางศีลธรรมนี้ รวมอยู่ในการศึกษาของเด็ก ๆ ; แล้วเขาเพิ่งมาแยกออกไปเสีย เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ ให้เห็นเป็นเรื่องส่วนตัวบุคคล. ในโรงเรียนนั้น ให้เรียนแต่หนังสือ, ให้เรียนวิชาชีพให้ฉลาดในการทำมาหากิน, ให้ได้กิน ได้กาม ได้เกียรติ ก็พอแล้ว. เรื่องศีลธรรมเรื่อง ศาสนาแยกออกไปไว้ต่างหาก ใครสนใจก็ไปหาเอาเอง ; ไม่มา รวมอยู่ในการศึกษาเล่าเรียนของลูกเด็ก ๆ ; เพราะฉะนั้น ศีลธรรมของคนเรา มันจึงยุบยับไปหมด. คนโบราณกลัวบาปรักบุญ เพราะอบรมกันทุกทาง. อยากจะเล่าเรื่องที่สังเกตเห็นว่า ทำไมสมัยปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา จึงมีศีลธรรมดีกว่าคนสมัยนี้มาก ? คือกลัวบาปอยู่ใน
น.27 ๒๑ สายเลือด รักบุญอยู่ในสายเลือด. อาตมาก็เพิ่งมาสังเกตเห็น อย่างหนึ่งในหลายๆ อย่าง ว่า ทำไมศีลธรรมสมัยปู่ ย่า ตา ยาย เขามีมากแน่นแฟ้นลงไปในสายเลือด ? เพราะว่าเขาสนใจ เรื่องนี้มาก กว่าเรื่องอื่น เขาอยากจะรู้หรืออยากจะเรียน อยากจะปฏิบัติศีลธรรม นี้มากกว่ารู้หนังสือ ; เพราะเขาเห็นว่ามันเป็นเรื่องบุญกุศล, เรื่อง หนังสือนั้นมันไม่รวมอยู่ในเรื่องบุญกุศล. แล้วทีนี้ที่เรียกว่าบังเอิญก็ได้ หรือจะโดยเจตนาของ ผู้มีปัญญาอะไรก็ตาม สมัยโบราณที่เขายังไม่ค่อยรู้หนังสือ ไม่มี การเรียนหนังสืออะไรกันนัก. เขาเรียนเรื่องศีลธรรมกันมาก. พอ เด็ก ๆ เรียน ก. ข. ก. กา แล้ว จะอ่านหนังสือ ไม่มีหนังสือ อื่นอ่านนอกจากหนังสือศีลธรรม, มันไม่มีการ์ตูน ไม่มีหนังสือพิมพ์ การ์ตูน, ไม่มีอะไรให้เด็กอ่านเหมือนอย่างเดี๋ยวนี้. พอเด็กเรียน ก. ข. นอโม เสร็จแล้ว ก็อ่านหนังสือ ที่เรียกกันว่าอะไรก็ไม่ ทราบ เป็นสมุดข่อย ; พอเปิดอ่านเข้า อ่านไปอ่านมา, สอน อ่านกันไปสอนอ่านกันมา พอจบเรื่องในสมุดข่อยนั้น มันมีเรื่อง ศีลธรรม ฝังลงไปในจิตใจของเด็ก กล้วนรกอย่างยิ่งแล้วก็หวัง ต่อสวรรค์อย่างยิ่ง ยกตัวอย่าง เช่นหนังสือที่เรียกกันว่า หนังสือสุบิน ใน หลาย ๆ เรื่องมีเช่นเรื่องหนังสือสุบิน เป็นหนังสือที่แต่งให้เด็กอ่าน. พอเรียน ก. ข, นอโม มาแล้วก็อ่าน สอนอ่านก็อ่านหนังสือสุบิน ; มันก็มีแต่เรื่องที่จูงให้มีศีลธรรม ว่าเณรสุบินนี้เกิดขึ้นมาในสกุลเลว
น.28 ๒๒ หรือสกุลพราน พ่อเป็นพราน, พรานนะไม่ใช่พราหมณ์ ; เกิดใน สกุลพราน ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่มีเรื่องศีลธรรม. แต่พอพ่อตายแล้ว เหลือแต่แม่อยู่ เณรสุบิณเขาจะบวช แม่ไม่ให้บวช ต้องทะเลาะกัน จนในที่สุดตัดแม่ตัดลูกกัน เณรสุบินก็ไปบวช โดยความรู้สึกในจิตใจ ของเขา. แม่ก็ยากจนลงถึงขนาดต้องหักฟืนขาย ไปหักฟืนมาขายคน ในหมู่บ้าน. ทีนี้เขาเหนื่อยก็นอนพักอยู่ในป่า พวกยมบาลที่เขาส่ง ขึ้นมาจากนรกมาพบเข้า ก็เห็นมานอนอยู่อย่างไม่น่าไว้ใจอย่างนี้ เป็น ผู้หญิงคนเดียวมานอนอยู่ที่นี่. เขาจับเอาตัวไปในนรก ไปให้นาย ของเขาตรวจสอบ ถามว่าได้ทำบุญกุศลอะไรบ้าง ? ผู้หญิงคนนั้นก็ บอกว่าเปล่า, ไม่เคยรู้จักคำว่าบุญกุศลอะไร. เขาเกิดในตระกูล นายพราน เขาก็ถูกพิพากษาว่า เอาไปโยนหม้อทองแดงที่มีไฟลุกโพลง. พอเขาพาไปใกล้หม้อทองแดงที่ไฟลุกโพลง ผู้หญิงคนนี้ก็ ร้องขึ้นมาว่า โอ๊ย ! ไฟนี้สีเหมือนกับจีวรของลูกสุบิน. พอพวก ยมบาลได้ยินเท่านี้ เขาก็สงสัยขึ้นมาทันที เอ๊ะ ! เมื่อตะก็ทำไมบอกว่า ไม่ได้ทำบุญอะไรเลย. นี้ลูกสุบินอะไรที่ไหนที่บวชเณร ; ก็เล่า ให้ฟังว่าลูกได้บวชเณร. พวกยมบาลเขาเปลี่ยนคำสั่งใหม่ เอามาส่ง คืน ; แต่ว่าก่อนที่จะเอามาคืนในเมืองมนุษย์นี้ พาไปเที่ยวตระเวน ดูนรกอย่างนี้ นรกอย่างนั้น ๆ กี่ขุมกี่ขนาดกี่อย่าง ๆ ก็อย่าง ๆ จนทั่ว หมด แล้วก็เอาขึ้นมาส่งตรงที่แกนอนหลับอยู่.
น.29 ๒๓ ทีนี้ พอตื่นขึ้น ก็ตัวสั่นงันงก ขึ้นมาจากนรกนี่ วิ่งไปวัดเลย ไม่ไปบ้านละทีนี้, วิ่งไปหาลูกทั้งที่ไม่ดีกันอยู่ ; ไปหาเณรสุบิน ไปสารภาพไปอะไรต่าง ๆ จนแตกตื่นกันถึงเรื่องเมืองนรกเป็นอย่างไร. พวกชาวบ้านมาฟังผู้หญิงคนนี้เล่า ก็กล้วนรกเป็นการใหญ่ ; แล้วก็ รู้ไปถึงพระราชา. พระราชาก็รับสั่งให้ไปเล่าเรื่องเมืองนรกให้ฟัง ทีนี้พระราชาและบริวารของพระราชาก็รู้เรื่องนรก, แล้วก็กล้วนรกกัน เป็นการใหญ่ทั้งบ้าน ทั้งเมือง ทั้งประเทศเลย. พระราชาพอใจจน ถึงกับปวารณาว่า ถ้าเณรสุบินครบบวชเมื่อไรก็จะบวชพระ ; พระราชา จะเป็นเจ้าภาพให้อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้ แม่นั้นเขาก็บวชชี ทีนี้เมื่อเณรสุบินอายุครบบวช แม่ชี นี้ก็ไปทูลพระราชาตามที่ได้ตกลงกันไว้. พระราชาก็จัดการอุปสมบท ให้อย่างเป็นนาคหลวง แล้วก็ฉลองกันเป็นการใหญ่. ข้างบิดาที่ ตายไป ไปเป็นเปรตอยู่. ในวันที่บวชพระสุบินนี้เขาได้รับส่วนกุศล เขาก็พ้นจากความเป็นสัตว์นรก, พ้นจากความเป็นเปรตเป็นอะไร ; มาแสดงตัวให้ปรากฏ จนมีคำพูดขึ้นมาในหนังสือนั้นว่า "บวชเณร โปรดแม่, บวชพระโปรดพ่อ" เป็นคำที่ฝังแน่นลงไปในจิตใจของ ผู้อ่านผู้ฟัง. พระสุบินนี้ก็ได้ปฏิบัติตนจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ บิดามารดาก็ได้พ้นทุกข์ไปเกิดในสวรรค์. เรื่องย่อ ๆ มีอย่างนี้ โดย รายละเอียดนั้นเขาพรรณนาดีมาก มากจนจับใจ จนต้องเปลี่ยนจิตใจ. นี้ยกตัวอย่างให้ฟังว่า หนังสือที่เขาให้เด็กอ่านนั้น มันเป็นอย่างนี้ เขาไม่มานั่งดูการ์ตูนอยู่อย่างสมัยนี้ เขาไม่อ่าน
น.30 ๒๔ เรื่องอวกาศไปนอกโลก รบราฆ่าฟันกันอย่างแบบบ้า ๆ บอๆ ไร้สาระเหมือนเด็กสมัยนี้ ซึ่งมันจะเห่อเหิมทะเยอทะยานไปเกี่ยว กับพระเอกนางเอก. ทีนี้เด็กพอได้รับความรู้ครั้งแรก ก็เป็นเรื่องศีลธรรม ฝังลงไปในจิตใจเสียแล้ว ; มันมีโอกาสก่อน, มันฝังลงไปก่อน, แม้ทีหลังจะได้ฟังเรื่องอย่างอื่น มันก็ลบล้างไม่หมด. เพราะสิ่ง นี้มันชิงฝังลงไปในสันดานเสียก่อน หนาแน่นแฟ้น : กล้วนรก ชอบสวรรค์ กลัวบาป รักบุญ มีเหตุผลที่จะรักบุญ, และยังมี เหตุผลตั้งแต่ต้นเรื่องว่า แม้จะเกิดในตระกูลที่เลว ก็ยังดีได้นะ. อย่าไปคิดว่า เกิดในตระกูลที่เลวแล้วมันก็จะหมดโอกาส. แม้ เกิดในตระกูลที่เลวที่สุดแล้ว ก็ยังมีโอกาสโปรดพ่อโปรดแม่โปรด ตัวเองได้อย่างนี้ ถ้าเด็ก ๆ โตขึ้นมาด้วยการศึกษาหนังสืออย่างนี้ ๔ -๕ เล่มกว่าจะจบ นี้เขาก็ เป็นคนที่กล้วบาปอย่างแน่นแฟ้น รักบุญ อย่างแน่นแฟ้น ก็มีศีลธรรมเท่านั้นเอง. ส่วนเด็ก ๆ ที่เกิดขึ้น ในสมัยนี้ ไม่มีโอกาสจะทำอย่างนี้ได้ ; เพราะเขาสอนเรื่องให้ทะเยอ ทะยาน ให้เห็นแก่รวยแก่สวย เห็นแก่ตัว เห็นแก่อะไรเสียตั้งแต่ ทีแรกแล้ว เป็นบาปเป็นกิเลสเสียตั้งแต่ทีแรก. หนังสือเล่มแรก ที่อ่านแล้ว ไม่ทำให้กลัวบาป ไม่รักบุญเหมือนกับสมัยโบราณ. นี้เป็นคำตอนที่ว่า ทำไมปู่ ย่า ตา ยาย จึงมีศีลธรรม ได้ดี ได้ง่าย แน่นแฟ้น, แล้วติดมาในสายเลือด กระทั่งชั่วลูก
น.31 ๒๕ ชั่วหลาน ก็ยังดีอยู่หลาย ๆ ชั่ว ; แล้วก็ค่อยๆ จางไป ๆ จนกระ- ทั้งไม่มีเหลือแห่งยุคนี้ จะไม่มีศีลธรรมอย่างนี้เหลือ. พอเอา หนังสือศีลธรรมมาให้เด็กยุคนี้อ่าน มันโห่เลย. ลองดูก็ได้, เอาสิ, เอาหนังสืออย่างเล่มที่ว่ามาให้เด็กสมัยนี้อ่าน มันก็โห่เลย ; อย่า ว่าแต่เด็กๆ เลย แม้ครูก็โห่เลย. ครูอาจารย์ก็โห่เลย. พวก เป็นบัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลายในโลกนี้ก็โห่เลย ก็เลยไม่มีใคร เปิดหนังสืออย่างนี้อ่านดู. แล้วหนังสืออย่างนี้อย่างที่ว่านี้ มันก็แปลกอยู่หน่อยหนึ่ง ว่า มันเกิดอยู่ในภาคใต้ เขาแต่งกันขึ้นในภาคใต้ ในระยะราว ร้อยปีมานี้ ก่อนนั้นก็ไม่ทราบได้. แต่เราเห็นอยู่มันเป็นภาษา ภาคใต้ เขียนที่ภาคใต้ ; ก็ควรจะถือเป็นหลักได้ว่า คนภาคใต้มี ศีลธรรมมาในสายเลือด โดยลักษณะนี้ เป็นที่น่าพอใจ, แล้ว ในที่สุด เดี๋ยวนี้ก็หายไป ๆ จนไม่มีร่องรอย. เขาจะไปเป็นคอมมิวนิสต์บ้าง จะไปเป็นนายทุนบ้าง แล้วแต่จะชอบ เขาก็อ่านหนังสือสุบินไม่ ได้ รวมทั้งหนังสืออื่น ๆ อีกที่มันคล้ายกัน. นี้คือความที่ว่าศีลธรรม มันมีรกรากอย่างไรในตัวคน ; แล้วปู่ ย่า ตา ยายของเราเคยได้มีรกรากนี้อย่างไร, แล้วเป็นสุข สนุกสบายนอนตาหลับ ไม่มีอันตรายกันมายุคหนึ่งนั้นอย่างไร. เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนหมด ปู่ ย่า ตา ยายของเรามีศีลธรรม ประพฤติตาม ศีลธรรม อย่างที่คนสมัยนี้ คนสมัยใหม่จะหาว่าโง่ ว่างมงาย เอ้า, ยอมเหมือนกัน โง่ งมงาย อ่านหนังสือย่างนี้แล้วเชื่ออย่างนี้. แต่
น.32 ๒๖ ขอให้ยอมรับรู้สักหน่อยว่า ฉันโง่อย่างดีนะ ไม่เหมือนพวกที่โง่ อย่างเลวนะ ; ฉันโง่อย่างดี แกมันโง่อย่างเลว. โง่อย่างดี คือโง่ ไม่กล้าทำบาป, โง่อย่างเลว คือพวกแกนั้นมันโง่กล้าทำบาป กล้าหาญ ในการที่จะทำบาป ; ความโง่ของแกกับความโง่ของฉัน มันต่าง กันถึงอย่างนี้นะ. ขอให้ ช่วยจำไว้ ด้วยว่า โง่นี้มี ๒ โง่ โง่อย่างดีนั้นทำ ให้ไม่กล้าทำบาป, โง่อย่างเลวทำให้กล้าทำบาป . นี้ใครโง่กว่า ใคร ? ฉะนั้นถ้าใครกล้าทำบาป ก็ขอให้ถือว่าโง่อย่างเลว แหละ ; แม้จะไปเล่าเรียนที่ไหนมา มีวิทยฐานะมีปริญญายาว เป็นหาง มันก็โง่อย่างเลวแหละ ถ้ามันโง่สำหรับกล้าทำบาป. ถ้า ไม่กล้าทำบาป แม้ไม่มีปริญญาดีกรีอะไร ก็ยังโง่อย่างดี. เรา ต้องการคนโง่อย่างดี เราต้องการสัตบุรุษกลับมา เป็นคนโง่ที่ ไม่กล้าทำบาป. สมัยนี้โลภจนเกิน แต่สมัยก่อน มีส่วนเกินไว้ทำบุญ. ปู่ ย่า ตา ยายของเราไม่ทำผิดในเรื่องเอาส่วนเกิน ; ส่วนเกินนั้นมันคือ ของสำหรับทำบุญ เข้าใจไหม ? สิ่งที่เรียก ว่าส่วนเกินของคน ๆ หนึ่งนั้น มันคือของสำหรับคนนั้นจะทำ บุญ : ไม่ใช่กินเข้าไป, ไม่ใช่อะไรเข้าไปเพื่อความเห็นแก่ตัว.
น.33 ๒๗ ลองไปกินไปใช้ของส่วนนั้น มันก็จะเป็นคนที่กิน หรือใช้ หรือ แตะต้องส่วนเกิน. ปู่ ย่า ตา ยาย เขาจะกินเท่าที่มันจำเป็น มันก็เหลือ ; เหลือกินมันก็เป็นของส่วนเกิน. ของนั้นเอาไป ทำบุญ ศาสนานตั้งอยู่ได้ ; เพราะพวกตายายเขาไม่แตะต้อง ส่วนเกิน, เขาเอาส่วนเกินไปทำบุญ. ทีนี้ ถ้าเป็น ลูกหลานสมัยนี้ มันก็กินหมด, มัน ไม่ เหลือเป็นส่วนเกินสำหรับเอาไปทำบุญ. มันไปกินเหล้าหมด ไป สูบบุหรี่หมด ไปเที่ยวบ้ากามารมณ์ สถานอาบอบนวดหมด, หมดๆ จนซื้อนั้นซื้อนี้ที่ไม่ควรจะซื้อมาใส่ในบ้านจนรถไปหมด จนไป เป็นหนี้เป็นสินเขา; ตกนรกทั้งเป็นด้วยการเป็นหนี้เป็นสินเขา. นี้ลูกหลานที่กินส่วนเกิน มันเป็นอย่างนี้; เป็นคนธรรมดา สามัญหาเช้ากินค่ำ แล้วยังไปซื้อโทรทัศน์มาดู, ไปผ่อนส่งเขามา เป็นหนี้เป็นสินจนยุ่งยากลำบาก, จนวินาศฉิบหายไป เพราะของ ผ่อนส่งสวยๆ งาม ๆ ที่เอามาใส่เต็มบ้านเต็มเรือน; แล้วก็ต้องถูก ยึดไป, แล้วก็ตกนรกทั้งเป็น. ลูกหลานเดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างนี้. ฉะนั้น ใครกำลังแตะต้องส่วนเกิน นึกเสียใหม่ ใคร่ ครวญดูให้ดีว่า นั้นน่ะคือบาป ผิดศีลธรรม, คือคดโกงเอาส่วน ที่ควรทำบุญนั้นมาใช้มากินเสียหมด จนไม่มีส่วนที่จะทำบุญ ; ไม่เหมือนบู ย่า ตา ยายของเรา เขาไม่กินส่วนเกิน มันก็เหลือ มากสำหรับเอาไปทำบุญ.
น.34 ๒๘ นี้หลายคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ไปถามตัวเองดูเถอะ เหล้านั้นมัน เกินไหม ? ถ้าเกินก็หยุดเถอะ, บุหรี่นั้นมันเกินไหม ? ถ้าเกินมันก็ หยุดเถอะ, ของเอร็ดอร่อยต่าง ๆ ที่ชอบกันนัก ถ้ามันเกินก็หยุด เถอะ, ของที่เขาทำให้อร่อยโดยประดิษฐ์ประดอยนั้น มันทำให้กินเกิน ทั้งนั้น. อาตมาจะบอกว่า น้ำจิ้มถ้วยเล็ก ๆ ที่หลาย ๆ ถ้วย มาวาง กลางโต๊ะนั้นแหละ ระวังให้ดี มันจะหลอกให้กินส่วนที่เกิน. ถ้า ไม่จิ้มให้แปลก ๆ นั้นมันกินไม่ลงแล้ว, กินเข้าไปไม่ได้แล้ว; แต่ ถ้าไปจิ้มน้ำแปลก ๆ นั้น มันกินเข้าไปได้อีก. นี้แหละมันจะ ตะกละกินเข้าไปได้อีก ๆ จนมันเกิน. ระวังถ้วยน้ำจิ้มเล็กๆ นี้ แหละ มันทำให้กินเกิน, ผงชูรส ก็เหมือนกันแหละ มัน ทำให้กิน เกิน. แม้ที่สุดแต่ ของแช่เย็น นั้น ถ้าไม่แช่เย็นมันกินเท่านี้ ; พอแช่เย็นมันกินมากกว่านั้น. นั้นแหละมันไปหลงไปโง่ ทำให้ กินส่วนเกิน. คนที่ชอบน้ำแข็งก็ระวังให้ดี. อาตมานี้ก็ระวัง อยู่เสมอแหละ, แต่มันก็เผลอไม่ได้เหมือนกัน เพราะเรื่องของ ส่วนเกินนั้นมันยั่วยวน. ถ้าน้ำอัดลมมันเกินก็เลิกเสีย, ถ้าน้ำแข็ง มันเกินก็เลิกเสีย, อะไร ๆ ที่ทำให้กินมากกว่าธรรมดาก็เลิกเสีย. วิธีกินอย่างเหมือนกับคนบ้าเลิกเสีย : ต้องจัดห้องกินอย่างนั้น, ต้องมีคนมาป้อน, ต้องร้องเพลงให้ฟัง กินไปพลาง, นี้เลิกเสีย เถอะ มันเกินทั้งนั้นแหละ, เรื่องนี้ที่ทำให้ครูเงินเดือนไม่พอใช้, ตำรวจเงินเดือน ไม่พอใช้, ข้าราชการเงินเดือนไม่พอใช้, ลูกจ้างคนไหนก็เงิน
น.35 ๒๙ เดือนไม่พอใช้. เพราะ ปีศาจตัวนี้ตัวเดียว คือกินส่วนเกิน. พอหยุดกินส่วนเกิน เงินเดือนเหลือใช้ ; เพียงแต่ไม่สูบบุหรี่ กับกินเหล้า นี้เงินเดือนเหลือใช้แล้ว. วันเสาร์วันอาทิตย์ก็ไม่ ต้องออกไปเที่ยวหาส่วนเกิน เงินมันก็เหลือ, ตนก็อยู่บ้านพักผ่อน สอนลูกสอนเด็กได้. เดี๋ยวนี้เขาไม่มีเวลาที่จะสอนลูกสอนหลาน ; เขาไปหาส่วนเกิน ขี่รถยนต์ไปลิบนั้น ไปหาส่วนเกินเอร็ด อร่อยของเขา นี้มันไม่เหมือนกับปู่ ย่า ตา ยาย. ปู่ ย่า ตา ยาย ไม่แตะต้องส่วนเกิน เพราะเสมือนหนึ่ง เป็นบาป ; ไม่แตะต้องส่วนเกิน เพราะส่วนเกินนี้ทำให้เกิดบาป ทำให้เกิดกิเลส. ทีนี้ ส่วนเกินมันก็เหลือมาก สำหรับจะเอาไป ทำบุญ คือช่วยผู้อื่น. เขาช่วยผู้อื่นโดยวิธีใดก็ตามเรียกว่าทำ บุญ จนเกิดเป็นนิสัยเห็นแก่การทำบุญมากกว่าการที่จะกินเอง. เมื่ออาตมายังเด็กอยู่ได้เห็นเขาทะเลาะกัน สามีเขาเป็น จีน ภรรยาเขาเป็นไทย ; ของดีๆ ผลไม้ดี ๆ เขาเอาไปใส่บาตร หมด, แล้วสามีของเขาโกรธเขาด่า ว่าเขาเป็นผัวของแก ; ทำไม จึงเอาของที่ดี ๆ ไปให้พระกินหมด. นี่แหละมันมากถึงอย่างนี้ จะว่าเกินไปก็ได้, เขาอยากจะทำบุญมากกว่าจะกินเอง หรือสามี จะกิน. นี้เป็นสิ่งที่ได้เคยมีมาแล้วจริง ๆ. อาตมาได้เห็นมา ด้วยตาได้ยินมาด้วยหู ว่าครั้งหนึ่งนั้นเขามีศรัทธามากเกินพอดี อย่างนี้ก็ได้ ; เพราะหมกมุ่นกันแต่เรื่องทำบุญทำกุศล. ฉะนั้น ถึง เรื่องบุญเรื่องกุศลก็ต้องระวังอย่าให้มันเกิน,
น.36 ๓๐ สมัยนี้ก็ยังมีทำบุญแบบเกินอยู่เหมือนกัน แล้วก็ให้โทษ เหมือนกัน. นี้เรียกว่าอย่าไปแตะต้องส่วนเกิน ด้วยความมีกิเลส เห็นแก่ตัว. แต่เรื่องทำบุญนี้, ถึงอย่างไรมันก็ต้องเป็นสิ่งที่ดึง ดูดใจมากๆ ; ทำให้ทำสิ่งที่ทำยากได้ จนกลายเป็นสิ่งที่ทำง่าย ไปเลย. มีหนังสือพิมพ์ลงข่าวอะไรออกมา ได้ยินได้ฟังเมื่อไม่ กี่วันนี้ ไม่รู้จะเป็นเรื่อง make up หรือเรื่องจริง แต่เชื่อว่าเป็น เรื่องจริง. เขาบอกว่ารถปอเต็กตึ๊งมาถึงที่ไฟไหม้ก่อนรถดับ เพลิง : ที่แห่งหนึ่งมันเกิดไฟไหม้ใหญ่ขึ้นมา รถปอเต็กตึ๊ง ที่จะคอยช่วยคนถูกไฟไหม้ มาถึงก่อนรถดับเพลิง. รถปอเต๊ก ตึ๊งมาเตรียมต้มข้าวต้มพร้อมแล้ว เพื่อว่าคนเหล่านี้ไฟไหม้หมด แล้ว, ไม่มีบ้านเพราะถูกไหม้หมดแล้ว ; เขาต้องการความช่วย เหลือ. รถปอเต็กตึ๊งมาถึงก่อนรถดับเพลิง คงจะบางสายบางกรณี. แต่เอาเถอะ ก็อยากจะชี้ให้เห็นว่า ความปรารถนาบุญ ความต้องการได้บุญนั้น บริสุทธิ์มาก แล้วรุนแรงมาก มันรวดเร็ว มาก; รถปอเต็กตึ๊งจึงมาต้มข้าวต้มพร้อมเสร็จแล้วก่อนรถดับ เพลิง. คิดดูเถอะ มันเป็นสิ่งที่มีอำนาจมากเหมือนกัน ถ้าเรา อย่าไปทำให้มันเกิน ; อย่าให้เป็นบุญที่เกิน ให้มันพอดี ๆ โลก นี้ก็มีสันติภาพ. นี้ก็เป็นผลของศีลธรรม. รถการกุศล หรือ องค์การการกุศลที่พร้อมที่จะช่วยนั้น ช่วยด้วยความหวังบุญ และด้วยอำนาจของศีลธรรม. ส่วนรถ
น.37 ๓๑ ดับเพลิงนั้น ดูจะเป็นเรื่องราชการ ไม่ใช่ว่าทำด้วยหวังบุญ หรือ ว่าเป็นหน้าที่ที่เขาบังคับ ก็อิดเอื้อนไม่อยากจะทำ มันก็มาช้า ; เพราะไม่ได้ทำไปด้วยอำนาจของศีลธรรม. นี้ขอให้เอาอันนี้เป็น คู่เปรียบ ว่าอำนาจของบุญกุศลนั้นเป็นอย่างไร, ว่าอำนาจของ การจ้างออนด้วยวัตถุสิ่งของ ของผู้เห็นแก่ตัวนั้น มันเป็นอย่างไร. นี้เรารู้เรื่องศีลธรรมดี; แล้วเราก็จะรู้เรื่องทางออกที่ ๓ ได้ดี. ขอให้สนใจให้มากๆ เรื่องศีลธรรม. การกลับมาแห่งศีลธรรม ต้องปลูกฝังไปตั้งแต่เล็ก ๆ จนผู้ใหญ่. ทีนี้ อาตมาจะสรุปความว่า ขอให้สร้างนิสัยศีลธรรม ให้ลูกเด็ก ๆ เหมือนอย่างพระสุบินนั้น ให้กลับมาใหม่. ถ้าผู้ใด ทำได้ ลูกหลานของตนพออ่านหนังสือได้แล้ว ให้อ่านหนังสือ อย่างหนังสือเจ้าสุบินกัน ดีกว่าที่จะไปอ่านการ์ตูนชนิดที่ทำให้มัน เป็นบ้าเป็นหลัง หลงใหลกันไปแต่ในเรื่องปากเรื่องท้อง. นี้ พ่อแม่ต้องทำตัวอย่างที่ดี : อย่ากินส่วนเกิน อย่ากินเหล้า, อย่าสูบบุหรี่ ให้ลูก ๆ เห็น ลูกจะได้เอาอย่าง. ทีนี้ ส่วนเกินนี้เหลือรวบรวมเอาไว้เป็นทรัพย์สมบัติ เพื่อความมั่นคงแห่งวงศ์ตระกูลก็ได้ ; ส่วนหนึ่งก็ เอาไปทำบุญ ทำกุศล ช่วยผู้อื่นก็ยิ่งดี มันแก้กิเลส. การบริจาคออกไปนั้น
น.38 ๓๒ เป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว ทำลายกิเลส ควรจะมีอยู่เสมอ ; แต่ก็ไม่ใช่ให้เอาไปให้หมด จนตัวเองไม่ต้องกินอะไร; นี้มัน ก็ไม่ถูกต้อง. เราหามาให้มากด้วยความมีศีลธรรม สนุกสนาน ในการทำงาน หาเงินหาประโยชน์; นี้หาให้ได้เต็มที่ไม่ต้อง กลัวเกิน. พึ่งให้ดีนะ อาตมาบอกว่า ในส่วนที่หานั้นไม่ต้องกลัว เกิน: มีสติปัญญาเท่าไรหาไว้ให้มาก ไม่ต้องกลัวเกิน. แต่ พอหามาได้แล้วอย่ากินเกิน , หามาได้แล้วอย่ากินเกิน, กินเท่าที่ จำเป็นเท่าที่พอดี. พอมี เหลือจากนั้นแล้วเอาไปช่วยผู้อื่น, นึกถึงช่วยผู้อื่นก่อน; แล้วขยักไว้เป็นหลักทรัพย์บ้าง. เมื่อ หาไม่ต้องกลัวเกิน; แต่พอได้มาแล้ว อย่ากินเกิน, อย่าใช้ เกิน, ให้มันเหลืออยู่สำหรับเป็นประโยชน์ ทำหน้าที่อย่างมนุษย์ ที่มีจิตใจสูง. ฉะนั้นใครมีปัญญาสามารถหาเงิน หาทรัพย์สมบัติได้ มากๆ เดือนละแสนละล้านก็ได้ ไม่ว่า : ไม่เกิน. แต่ ได้มา แล้วอย่ากินเกิน ; กินเท่าที่ท้องมันมี, อย่าไปกินอาหารมื้อ ละพันมื้อละสองพัน เหมือนที่เขาชอบอวดกันเดี๋ยวนี้; แล้ว ก็ไปเที่ยวเล่นอย่างนั้นไปเที่ยวเล่นอย่างนี้. บางคนไปเที่ยวเล่น รอบโลกสามหนแล้ว ก็มีนะ, มันไปเที่ยวเล่นนะ, รอบโลกสามหน แล้วนะ. อาตมายังไม่เคยไปเลย; แล้วเขาก็บอกว่าดี ดี ๆ, เงินเท่าไร ๆ ก็ไม่ต้องคำนวณกันแหละ, มันเป็นประโยชน์แก่เขา
น.39 ๓๓ คนเดียว; แล้วเขาก็อวดสิ่งที่เขาซื้อมากิน ซื้อมาใช้ ซื้อมา ประดับประดาตกแต่ง; นี้มันมีอย่างนี้. ฉะนั้น ขอให้ชำระสะสาง ทำสังคายนา ระบบศีลธรรม ในครอบครัวกันเสียใหม่; เสร็จแล้วจะได้มีการเกิดใหม่ใน โลกนี้, จะมีการเกิดใหม่. พ อศีลธรรมกลับมาสิงสถิตอยู่ใน จิตใจของคนทุกคน ทั้งหลายแล้ว จะเปลี่ยนหมด จะเป็นการ เกิดใหม่: อย่างที่พูดมาแล้วเมื่อตะกี้ว่า นายทุนขูดรีดทั้งหลาย จะตายหมด แล้วจะเกิดเศรษฐีใจบุญขึ้นมาแทน. เศรษฐีใจบุญไม่ใช่นายทุนขูดรีด. เศรษฐีใจบุญมีมา แต่ครั้งพุทธกาล มีโรงทานมีอะไรอย่างนี้ก็เรียกว่า เศรษฐีใจบุญ : รักคนจนทุกคนเหมือนลูกหลานของตัวเอง. เศรษฐีหาทรัพย์ ได้มากแล้วก็ฝังไว้ เพื่อเป็นทุนสำรอง อย่าให้โรงทานนั้นมันขาด เงิน; เขาทำอย่างนั้น. ถึงสมัยนี้ก็เป็นได้ ถ้าเขาอยากจะเป็น ; แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่เป็นกันนี่. เขาเป็นนายทุนขูดรีด เอาเงินมาใช้ ส่วนตัว ไปเที่ยวรอบโลกปีละสามครั้งเสียดีกว่านี้. ทีนี้ ถ้า ศีลธรรมกลับมา นายทุนก็ตายหมด , แล้ว เศรษฐีใจบุญก็เกิด ขึ้นมา. นี้ทางฝ่ายทางออกที่ ๑ มันเปลี่ยนเป็นอย่างนี้. ทีนี้ พวกชนกรรมาชีพทั้งหลาย พอมีศีลธรรมเข้ามา ก็เปลี่ยนเป็นสัตบุรุษ ไม่ลุ่มหลงอบายมุข ; ทำงานสนุก พอใจ ในการทำงานยกตัวเอง ; เดี๋ยวก็พ้นจากความยากจน เป็นพลเมือง ที่ดี เป็นสัตบุรุษด้วยกันทั้งนั้น ก็ร่วมมือกันกับเศรษฐีใจบุญได้.
น.40 ๓๔ ถ้าเขาทำตัวเป็นชนกรรมาชีพ ก็ร่วมมือกับนายทุนขูดรีดไม่ได้ มันเป็นขมิ้นกับปูนต่อกันอยู่. พอคนหนึ่งเกิดใหม่เป็นสัตบุรุษ เป็นพลเมืองที่ดี ไม่เป็นทาสของกิเลส ไม่เป็นทาสของอบายมุข ก็เข้ากันกับเศรษฐีใจบุญได้ ก็เลยไม่มีปัญหาอะไร. คนหนึ่งจะ มีเงินมากล้นฟ้า คนหนึ่งมีพอกินพอใช้ไปวันหนึ่ง ๆ ก็ไม่มี ปัญหา, ร่วมมือกันได้ รักใคร่กันได้. ทีนี้ พอศีลธรรมกลับมา พวกศักดินา พวกมีอำนาจ พวกจักรวรรดินิยม หรือว่าพวกพระราชาเผด็จการอะไรทั้งหลาย ที่เขาเคยรังเกียจกันนัก ก็เกิดใหม่หมด มาเป็นผู้ที่มีคุณธรรม. ถ้า เป็นพระราชาก็ประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรม เป็นเหมือน กับบิดาของคนทั้งปวง. พระราชาที่ประกอบด้วยทศพิธราชธรรม เป็นเหมือนกับบิดาของคนทั้งปวง เป็นที่ยึดหน่วงของคนทุกคน ในประเทศ หรือว่าในโลก. เดี๋ยวนี้พระราชาเขาไม่เป็นอย่าง นั้นกัน เลยถูกกำจัดถูกปฏิวัติเปลี่ยนระบบการปกครองกันไปแล้ว ตั้งมากมาย ; โดยเฉพาะในยุโรป ในบ้านเมืองของพวกฝรั่ง เขากำจัดพระราชากันไปเกือบจะหมดแล้ว. ดูเยี่ยงอย่างพระราชาประกอบด้วย ทศพิธราชธรรมบ้าง. ทีนี้ ถ้าว่าพระราชาอย่างพุทธกาล อย่างมีศีลธรรม มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น แล้วจะดีที่สุด. นี้อาตมายังคิดว่า ถ้ามี
น.41 ๓๕ พระราชาประกอบด้วยทศพิธราชธรรมแล้ว โลกนี้จะร่มเย็น มากกว่าที่จะมีอย่างระบบ อย่างเดี๋ยวนี้ ซึ่งผลัดกันครองเมือง, แย่งกันครองเมือง, ไม่เป็นธรรมแน่นอน, ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้รับ ผิดชอบประเทศ. ทีนี้ พวกข้าราชการ ก็เหมือนกัน ถ้ามีศีลธรรมแล้วก็ หมดปัญหา แหละ ; อย่าต้องอธิบายเลย, เรื่องนี้มันรู้เกินรู้แล้ว อย่าต้องอธิบายเลย. ให้ข้าราชการมีศีลธรรมตามความหมายของ คำว่าราชา. คำว่า "ราชา” เกิดขึ้นในโลก หลุดมาจากปากของ ประชาชนเอง; เพราะว่ามีพระราชาที่ปกครองบ้านเมืองจน พอใจสงบสุข. ประชาชนร้องออกมาว่า ราชา - ราชา - ราชา คือ แปลว่า พอใจ - พอใจ - พอใจ นี้คำว่า ราชา นั้นแปลว่า พอใจ เป็นที่พอใจ, ข้าพเจ้าพอใจ. นี้เป็นเรื่องกี่พันปี กี่หมื่นปีมา แล้วก็รู้ไม่ได้; ในประเทศอินเดีย คำว่า ราชา ๆ มันเกิดขึ้น อย่างนี้. ทีนี้ ถ้าว่าเราเป็นข้าราชการ ทำงานของพระราชา ก็ทำ ให้ประชาชนพอใจ ก็พอใจในผู้ที่ทำงานของพระราชา ฉะนั้น ข้าราชการก็คือ ผู้ที่สนองพระประสงค์ของพระราชา ให้สมตาม คำว่าราชา. ฉะนั้น อย่าได้โง่ไปถึงรังเกียจพระราชา ที่ประกอบ ไปด้วยทศพิธราชธรรม ตามความเข้าใจผิด. ในตำราพวกของฝรั่ง ไม่มีพระราชา ที่ประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรม ; ฉะนั้น หนังสือที่ ฝรั่งเขียนมา เขาจึงรังเกียจพระราชา.
น.42 ๓๖ แต่ ทางฝ่ายตะวันออก เรานี้ ยังมีพระราชาที่ประกอบ ไปด้วยทศพิธราชธรรม ไม่มีส่วนที่น่ารังเกียจเลย ยิ่งเป็นพระ- ราชาเผด็จการมีศีลธรรมด้วยแล้วก็ยิ่งดี คือมันยิ่งเร็ว มันไม่งุ่มง่าม เหมือนกับประชาธิปไตยงุ่มง่าม. ประชาธิปไตยงุ่มง่าม ๆ อยู่ อย่างนี้ ที่ยิ่งไม่มีศีลธรรมด้วยแล้วก็ยิ่งร้ายกาจ. ถ้าเป็น พระราชาระบบพระราชา มันรวดเร็ว ถ้ามีศีลธรรมด้วยก็ยิ่งดี. ในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของเรา ก็มีพระราชา; เช่น พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นพระราชาเผด็จการ เป็นคนเฉียบขาด เผด็จการ. เมื่อยังไม่ค่อยรู้ภาษีภาษา ไม่มีธรรมะ ก็เคยฆ่าคน เสียมาก, เรียกว่าฆ่าคนเป็นประเทศ ๆ กระทั่งฆ่าพี่ ฆ่าน้องก็เคย เพราะเขาเป็นคนเฉียบขาดตรงไปตรงมา ; เขามีสติปัญญาอย่างไร ก็ทำไปอย่างนั้น. พอมาได้รับพุทธศาสนา เป็นพระราชาที่ ประกอบไปด้วยธรรม ; ที่นี้ ทำถูกหมด มีแต่ทำถูกหมด และ คงใช้อำนาจอย่างเดิม แล้วความเปลี่ยนแปลงมันก็เกิดขึ้น มีความ ดีความเจริญในยุคพระเจ้าอโศกมหาราช แม้แต่ศาสนาก็ถูก ชำระชะล้างจนสะอาด. นี้แหละพระราชาที่ประกอบไปด้วย ธรรม มีดีอย่างนี้. ทีนี้ ข้าราชการก็ดีตามพระราชา; แล้วมีข้าราชการ พวกหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก ก็เรียกว่า ธมฺมอมฺโจ เป็นไทย ๆ ก็ว่า ธรรมอำมาตย์ เป็นเจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ทั่วบ้าน ทั่วเมือง ว่าใครได้ประพฤติศีลธรรมถูกต้องตามกฎของศีลธรรมหรือ
น.43 ๓๗ ไม่, หรือตามคำสั่งของพระเจ้าอโศกหรือไม่. พระเจ้าอโศกสั่งไป อย่างไร ต้องทำหมด; แล้วก็มีพวกธรรมอำมาตย์เหมือนกับ ตำรวจ ลักษณะเหมือนกับตำรวจ เที่ยวตรวจว่าใครได้ทำตาม พระราชโองการแล้วหรือยัง. พระราชโองการนั้นเป็นต้นว่า ต้องขุดบ่อน้ำ ต้องปลูก ศาลา ต้องปลูกต้นพิกุล ต้องปลูกต้นมะม่วง ต้องปลูกต้นมะขาม อะไรไปต่างๆ แล้วแต่ว่าจะสั่งอย่างไร. ให้เลิกกินเนื้อ : บางที ก็เลิกกินเนื้อ ก็ไม่มีการกินเนื้อ, หรือกินเนื้อแต่น้อย หรือทำนั้น ทำนี้ มันก็ต้องทำตามหมด. นี้แหละ ธรรมอำมาตย์ เที่ยว ตรวจสอบเพื่อให้คนประพฤติศีลธรรมตามคำสั่งของพระเจ้า- แผ่นดิน, โดยเฉพาะคือพระเจ้าอโศกมหาราช. นี้มีข้าราชการ อย่างนี้ ซึ่งเดี๋ยวนี้เราคงจะหาไม่ได้กระมัง ; เราคงจะมีไม่ได้ กระมัง; เพราะมันไม่มีหลักการที่จะทำอย่างนี้ เราจึงได้มีกันแต่ เรื่องคอร์รัปชั่น. นี้คือ การเกิดใหม่ในเมื่อศีลธรรมกลับมา. ถ้าศีลธรรมกลับมาใหม่ จะมีการเกิดใหม่หมดเลย ; ทุกคนจะกลายเป็นคนใหม่ เกิดใหม่หมด ก็มีศีลธรรมกันหมด. ฉะนั้นขอให้ช่วยกันนึกถึงข้อนี้ คือการเกิดใหม่อย่างนี้ ช่วยกัน ตั้งอกตั้งใจภาวนาว่า ขอให้มันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย ในทางที่ถูกต้อง ; แล้วให้เกิดใหม่กันทุกคน, ทุก ๆ คนนั่น แหละ ชวนกันเกิดใหม่ คือเปลี่ยนไปในทางที่มันตรงกันข้ามกับ ภาวะที่ไม่มีศีลธรรม. นี้เราจะเรียกโดยสมมติว่า ทางออกที่ ๓ ก็ได้,
น.44 ๓๘ หรือจะเรียกตามตรง ๆ จริงๆ ไปตามเดิมก็ว่า กลับไปสู่ทางเก่า ก็ได้เหมือนกัน แล้วแต่จะชอบเรียกอย่างไหน. พุทธบริษัทจำเป็นต้องสำแดงตน, เดินตาม พระพุทธประสงค์ให้ถูกต้อง. ทีนี้ อาตมาก็จะพูดถึงข้อที่ว่า เรานี้เป็นผู้ที่ช่วยกันได้. เมื่อคืนนี้ก็ได้พูดกับทายกทายิกาพวกหนึ่งแล้วว่า พวกเรานี้ อุบาสกอุบาสิกาภิกษุภิกษุณี วัดวาอารามนี้ สามารถจะช่วยสร้าง ทางออกที่ ๓ ได้. ข้อแรกที่ จะต้องนึกก็คือข้อที่ว่า พระพุทธองค์ ได้ทรงมอบหมายพระศาสนาของพระองค์ไว้ในกำมือ ของพุทธบริษัท- สี่ ว่าจะอยู่หรือมันจะหมดไป วินาศไปก็เพราะพุทธบริษัทสี่ ; เท่ากับ พระองค์ได้ทรงมอบหมายพระศาสนาไว้ในกำมือของพุทธบริษัทสี่. ท่านที่เป็น อุบาสกอุบาสิกาก็ต้องรับผิดชอบ รู้ความหมายของ คำว่าอุบาสกอุบาสิกาให้ดี แล้วก็ สนองพระพุทธประสงค์อันนี้. เดี๋ยวนี้ ทางภิกษุบรรพชิต นี้ อาตมาจะใช้คำว่าวัด วัด- วาอาราม สามารถที่จะสร้างทางออกที่ ๓ ได้ง่ายดาย เพราะว่ามัน สะดวกอยู่หลาย ๆ อย่าง : เป็นมันสมอง เป็นผู้นำ เป็นผู้กระทำ ตัวอย่าง ในการที่จะสร้างทางออกที่ ๓ ก็มีรายละเอียดมาก พูด วันนี้ไม่หมด. จะพูดโดยใจความว่า วัดวาอารามสามารถช่วย กันสร้างทางออกที่ ๓ ได้หลายอย่าง หลายชนิดและหลาย ๆ
น.45 ๓๙ ระดับ, อย่างอ่อน ๆ อย่างเข้มข้น, แล้วก็อย่างชนิดนั้นชนิดนี้ ให้คนมีศีลธรรมก็แล้วกัน. ถ้าวัดไม่ทำหน้าที่นี้ ก็ไม่มีความเป็นวัดแหละ; ถ้าวัด- วาอารามไหนไม่ได้ทำหน้าที่อันนี้ ก็ไม่มีความเป็นวัดวาอาราม. ภิกษุบรรพชิต นี้ก็เหมือนกัน ถ้าไม่ทำหน้าที่อันนี้คือช่วยเหลือ ผู้อื่น อันนี้จะเรียกว่า มีความเป็นภิกษุเหลือครึ่งเดียว. เอ้า, ต่อให้เป็นพระอรหันต์ก็จะพูดว่ามีความเป็นภิกษุเหลือครึ่งเดียว ; เพราะว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า ประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น หรือประโยชน์ทั้งสองฝ่ายนั้น ต้องทำให้เต็มตามความสามารถ เต็ม ตามสติกำลัง. ฉะนั้นเมื่อได้ทำประโยชน์ตนเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้ว มันก็เท่านั้นแหละ ; ถ้าประโยชน์ผู้อื่นยังไม่ได้ทำเสียเลย มันก็ขาดไปครึ่งหนึ่งแหละ. ฉะนั้น ขอให้ทำประโยชน์ผู้อื่นด้วย ทุกคนสามารถทำ ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ด้วย การทำตัวอย่างให้ดู. มีปากก็อย่าไปพูด เพ้อเจ้อ ; เอาไว้พร่ำสอนลูกหลานเด็กๆ ประชาชนทั้งหลาย ให้เราได้รู้นั้น รู้นี้เพิ่มขึ้น. อย่าเอาไว้พูดเพ้อเจ้อเหมือนกับที่ พระเณรเขาทำกันโดยมาก; เอาไว้ศึกษาแต่เรื่องกิเลสเรื่องส่วน ตัวเสียโดยมาก มันไม่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น. ฉะนั้นจึงเรียกว่าถ้ามี กำลังทำอะไร แล้ว ก็ให้นึกถึงตัวเองครึ่งหนึ่ง ผู้อื่นครึ่งหนึ่ง ; ช่วยตัวเองได้เท่าไร ก็ช่วยผู้อื่นได้เท่านั้น. นี้เรียกว่า วัดของ ศาสนาและทุกศาสนา ด้วย จะช่วยสร้างทางออกที่ ๓ ให้แก่
น.46 ๔๐ มนุษย์ ซึ่งกำลังจนแต้มหรือจนท่า ; หาทางออกไม่ได้อยู่ในบ่า ลึกของโมหะ ของความลุ่มหลงในวัตถุนิยม ให้ช่วยกันออกมา เสียจากป่าลึกนั้นให้ได้. ทุกคนต้องอยู่ในศีลธรรม, หวังความ สงบสุขแก่เพื่อนมนุษย์ทั่วโลก. ทีนี้ จะพูดต่อไปอีกนิดหนึ่งว่า เมื่อพูดถึงทางออกที่ ๓ แล้ว ก็ ขอให้มีใจกว้างนึกถึงทางออกของคนทั้งโลกเถิด. อย่า นึกแต่ทางออกของกูคนเดียว; ไม่ต้องนึกถึงของประเทศเราเพียง ประเทศเดียว. ขอให้นึกทีเดียวทั้งโลกดีกว่า; เพราะว่าโลก มันกำลังจะฉิบหาย, แล้ววิกฤติการณ์ในโลกทั้งโลกมาครอบงำเอา ประเทศไทย, ฉะนั้นต้นตอมันอยู่ที่เรื่องของโลกทั้งโลก. ขอให้ช่วยกันนึกถึงเรื่องของโลกทั้งโลก หาทางออกที่ ๓ ให้โลกทั้งโลกแหละก่อน, นึกถึงก่อน แล้วทำไปเถอะ มันจะ เป็นประโยชน์แก่เราเอง, แก่ประเทศของเราเองทันทีพร้อมกันไป ในตัว ทั้งที่เรามุ่งหวังจะให้เป็นประโยชน์แก่โลกทั้งโลก. ฉะนั้น ถ้าว่านึกถึงตัวคนเดียว; เดี๋ยวมันก็กลับไปเห็นแก่ตัวอีก, เผลอ ไม่ทันรู้, เป็นกิเลส เป็นเห็นแก่ตัวไปไม่ทันรู้. นี่แหละ คือเรื่องที่อาตมาจะพูดในวันนี้ โดยใจความ ก็คือทางออกที่ ๓ ; เมื่อทางออกที่ ๑ ทางออกที่ ๒ มันไม่
น.47 ๔๑ สามารถจะช่วยมนุษย์ คือไม่เป็นทางออกได้ ก็เหลือแต่ ทางออก ที่ ๓ คือพระศาสนา, การกลับมาแห่งศีลธรรมในพระศาสนา เป็นทางออกที่ ๓ ของโลกปัจจุบัน. ถ้าพูดให้ถูกก็คือ ทาง เก่าที่เราจะต้องวกกลับไป ให้มันถูกตามเดิม เหมือนสมัยที่โลก ยังมีศีลธรรมดีอยู่. นี้แหละ คือ ธรรมสัจจะปกิณกะ แห่งวันนี้ พูดถึง ทาง ออกที่ ๓ ของโลกแห่งยุคปัจจุบัน คือการกลับมาแห่งศีลธรรม ของพระศาสนา; โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ พุทธศาสนาสำหรับพุทธ บริษัทเรา เพราะว่าเราถนัดมือ ในการที่จะทำตามหลัก ของพระ พุทธศาสนา. แล้วก็ให้ใจกว้างพอที่จะนึกถึงว่า : ทุก ๆ ศาสนา ก็มีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน, แล้วก็คงจะสามารถแก้ปัญหาได้ อย่างเดียวกัน; ฉะนั้น อย่ามาแตกแยกกันเสียอีกระหว่างศาสนา ที่มีอยู่ในโลกนี้. โลกนี้โลกเดียวกำลังถือศาสนาต่างๆ กันมากหลายสิบ หลายร้อยศาสนา; ถ้าจะพูดโดยรายละเอียด ก็อย่าให้สิ่งนั้นมา เป็นอุปสรรค หรือเป็นปัญหาเลย : ทำไมว่าอย่างนั้น ? ก็เพราะ ว่า ทุก ๆ ศาสนามีศีลธรรมอย่างเดียวกัน คือมีศีลธรรมว่า เรา เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน, เราต้องบังคับความรู้สึก ของกิเลส, เราต้องเอาชนะความทุกข์ให้ได้, อยู่ด้วยความรู้สึกที่ ไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน. ทุกศาสนาเป็นอย่างนี้.
น.48 ๔๒ ก็เป็นอันว่า การบรรยายในวันนี้ มุ่งชี้เฉพาะแต่ ทาง ออกที่ ๓ คือการกลับมาแห่งศีลธรรมของศาสนาทุกศาสนา เป็น การบรรยายที่สมควรแก่เวลาแล้ว. อาตมาก็จะเป็นหวัดเจ็บคออยู่แล้ว. ต้องขอยุติการบรรยาย" ในวันนี้เพียงเท่านี้ ให้พระสงฆ์ท่านได้สวดคุณสาธยายเพื่อส่งเสริมกำลัง จิตต่อไป. —————————— (รูปภาพ) พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๔ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗
น.49 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๓ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ๓. การงานคืออะไร ? ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๗. ปวารณา ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุคปัจจุบัน ๑
น.50 ทางออกที่ ๓ แห่งยุคปัจจุบัน (ในฐานะเป็นพุทธบริษัท) ———• – • – •——— ควรมีทางออกเพื่อช่วยแก้ปัญหา :- ทางออกที่ ๓ ของโลกปัจจุบัน เป็นคำทางการเมือง. เขากำลังพิจารณาแก้ปัญหาเรื่องระหว่างคนมั่งมีกับคนจน. พุทธบริษัทสมควรทำหน้าที่ช่วยแก้ปัญหานี้ ซึ่งไม่ควรต้องเรียกว่าทางออกที่ ๓ แต่ควรเรียกว่า "กลับไปทางเก่า" ; ทางเก่า คือต้องให้ศีลธรรมของทุกศาสนากลับมา : ทั้งคนมั่งมีคนจน มีศีลธรรมประกอบในทุกกรณี ปัญหาก็หมด. เดี๋ยวนี้คนเข้าใจผิดและละทิ้งศีลธรรม, หลงแต่วัตถุนิยม. พุทธบริษัทต้องทำหน้าที่แต่ละฝ่ายให้ถูกต้องทั้งส่วนตนและสังคม. ทุกศาสนาต้องปลูกฝังความรักเพื่อนร่วมโลกเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน, แต่ละศาสนาไม่แตกแยกเหยียบย่ำกัน. ต้องฝึกบังคับกิเลสให้ได้. ไม่ยอมเป็นอยู่ด้วยความทุกข์บีบบังคับเพระทำชั่ว ขอให้ศีลธรรมกลับมา ความสงบสุขจักพึงมีได้.
Buddhadasa