Buddhadasa.org
หนังสือการบวชคืออะไร ? › อ่านฉบับเต็ม

📖 การบวชคืออะไร ?

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การบวชคืออะไร ?

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.59 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจ ในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาควิสาขบูชา เป็น ครั้งที่ ๓ ในวันนี้นั้น อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่อง อะไรเป็นอะไร ? ต่อไปตามเดิม เฉพาะในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า การบวช คืออะไร? ขอให้ท่านทั้งหลาย ย้อนระลึกนึกถึงคำบรรยายครั้งที่ แล้ว ๆ มา ที่บอกว่า อะไรคืออะไร? บางคนเข้าใจไปว่า มาพูดให้เสียเวลา เพราะมันเป็นสิ่งที่รู้ ๆ กันอยู่แล้ว. แต่ขอ ให้พิจารณาดูให้ดีว่าที่ท่านรู้กันอยู่แล้วนั้น มันเหมือนกับที่ อาตมาเอามาชี้แจงให้ฟังหรือหาไม่? นับตั้งแต่ครั้งแรกที่สุด ว่า : การศึกษาคืออะไร? การงานคืออะไร? การคบหาสมาคม คืออะไร? ศาสนาคืออะไร? การทำบุญสุนทรทานคืออะไร? ชีวิตจิตใจคืออะไร ? ทรัพย์สมบัติคืออะไร? ดังนี้เป็นต้น. แม้ที่สุด ยังต้องพูดว่า ทรัพย์สมบัติคืออะไร? ท่าน ทั้งหลายก็มีทรัพย์สมบัติ และรู้ว่าทรัพย์สมบัตินั้นคืออะไร * บรรยายวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา ๒๔ มิ.ย. ๒๑

น.60 ๒ จริงหรือ ? ถ้าอาตมาเอาเรื่องที่รู้อยู่แล้วมาพูด อาตมาก็เป็น คนโง่ ; แต่ถ้าท่านทั้งหลายไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าทรัพย์สมบัติ นั้นอย่างเต็มความหมายของคำๆ นั้น ท่านทั้งหลายก็เป็น คนโง่. เรามาผลัดกันโง่ก็ได้ หรือโง่กันทั้ง ๒ ฝ่ายก็ได้ ถ้า ว่าจะช่วยให้เกิดความเข้าใจ อันถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไปในสิ่งเหล่านี้. คิดดูมันก็น่าหัว ที่จะมาพูดกันว่า ชีวิตจิตใจคือ อะไร ? ทรัพย์สมบัติคืออะไร? การทำงานคืออะไร? เหล่านี้ ถ้าท่านรู้จักสิ่งเหล่านี้จริง ปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังเกิดอยู่นี้ ก็จะ ไม่เกิดขึ้น. ในวันนี้ เป็นวันสุดท้ายของการบรรยายภาควิสาข- บูชา อาตมาก็พูดถึงเรื่องการบวช ว่า การบวชนี้คืออะไร ? ทำไมจึงพูดเรื่องการบวชในวันนี้ ? เพราะว่ามันเป็นฤดูบวช. ใครๆ ก็จะบวชลูกบวชหลาน; ถ้าทำไม่ดีก็เป็นคนโง่ เพราะ ไม่รู้ว่าการบวชนั้นคืออะไร. เป็นพระเป็นเณรเดินเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หลายองค์ ซึ่งแสดงท่าทางให้เห็นว่า ไม่รู้เลยว่า บวชนี้คือ อะไร ? ท่านทั้งหลายที่เป็นพ่อแม่ ที่จะเตรียมตัวบวชลูกบวชหลานนี่ ก็เตรียมเงินตั้งพันตั้งหมื่น สำหรับจะบวชลูกบวชหลานให้สมใจ นี่ก็โง่ ตั้งพันตั้งหมื่น เพราะว่าการบวชนั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องใช้เงินเลย. ถ้าเป็นการบวชที่แท้จริง จะไม่ใช้เงินเลยก็ได้, ยิ่งใช้เงินมาก เท่าไร ยิ่งไม่เป็นการบวชมากเท่านั้น. บางคนก็ใช้เงินตั้งหมื่น

น.61 ๓ ในการบวชลูกคนเดียวชั่ว ๕ วัน ๗ วัน มันยิ่งโง่ตั้งหมื่น, มันยิ่งไม่เป็นการบวชเท่านั้น. ฉะนั้น ใครที่จะบวชลูกบวชหลานของตน เตรียมเงิน ไว้ตั้งพันตั้งหมื่นนั้น ก็เตรียมโง่ไว้ตั้งพันตั้งหมื่นก็แล้วกัน. นี้มันเป็นฤดูที่กำลังจะบวชกันอยู่อย่างนี้ ขอให้ฟังดูให้ดี ว่าการ บวชนี้มันคืออะไร ? จะต้องใช้เงินตั้งพัน ตั้งหมื่น จริงหรือ ไม่ ? จะต้องฆ่าหมู ๔ ตัว ฆ่าวัว ๑ ตัว ฆ่าควาย ๑ ตัว หรือ ไม่ ? ยิ่งทำอย่างนั้น ยิ่งไม่เป็นการบวช หมายความว่าอะไร ? เพราะเหตุผลอย่างที่ว่ามานี้ อาตมาจึงถือว่า เราควร จะพูดเรื่องการบวชนี้คืออะไร กันเสียที โดยตั้งปัญหาขึ้นมาว่า การบวชคืออะไร ? (ก) ว่าโดยตัวหนังสือ กันก่อน ตัวหนังสือหรือคำพูด คำว่า การบวชนั้น ก็คือ คำบาลีว่า ปพฺพชฺชา หรือ บรรพชา นี้เรียกว่า การบวช คนที่บวชนั้นเรียกว่า ปพฺพฺชิโต หรือ บรรพชิต คำว่า บรรพชา คู่กันกับ บรรพชิต การบวชเรียกว่า บรรพชา ผู้บวชเรียกว่า บรรพชิต . ทีนี้ ปพฺพชฺชา หรือ ปพฺพฺชิโต นั้น มันแปลว่าอะไร ? คำนี้แปลว่า ไปหมด เว้นหมด; ไปหมดเว้นหมดจากอะไร ? ถ้า เกี่ยวกับเรื่องการบวช ก็ไปหมด เว้นหมดจากความคับแคบในบ้าน เรือน จากปัญหาต่าง ๆ ในโลกนี้, หรือจะให้แคบเข้ามาอีกก็ว่า ไปหมด เว้นหมด จากสิ่งที่เป็นอุปสรรคแก่การก้าวหน้าทางวิญญาณ.

น.62 ๔ เราต้องการความก้าวหน้าทางวิญญาณ บ้านเรือนนี้ เป็นอุปสรรค แก่การก้าวหน้าทางวิญญาณ; เพื่อให้พ้นจาก อุปสรรคเหล่านี้ จึงออกไปบวช. นี้ก็เป็นอันว่า ไปหมดจาก อุปสรรค ที่มีอยู่ในบ้านเรือน, หรือ เว้นเสียจากอุปสรรค ที่มี อยู่ในบ้านเรือน. ตัวหนังสือแปลว่า ไปหมด หรือเว้นหมด ในลักษณะอย่างนี้. (ข) ทีนี้ มาดูที่ ความหมายอันกว้างขวางของคำ ๆ นี้ กันจะดีกว่า จะได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า การบวชนั้น อย่างครบถ้วน ยิ่งขึ้น. ในปัจจุบันนี้ การบวชก็มีอยู่เป็น ๒ ชนิด คือ บวช สมบูรณ์, ตามความหมายของคำว่า บวช โดยทั่วไปนั้นอย่าง หนึ่ง, บวชชั่วคราว หรือชั่วคราวอย่างยิ่ง นั้นอีกชนิดหนึ่ง. บวชสมบูรณ์แบบ หรือบวชตลอดไป ตามความ หมายของคำว่า การบรรพชา นั่นแหละ คือเรื่องที่จะพูดกันใน วันนี้. ส่วนเรื่องบวชชั่วคราวนั้น เป็นการพูดโดยอ้อม หรือ ว่าโดยแฝงพร้อมกันไปในตัว; ถ้าเข้าใจการบวชโดยแท้จริง โดยสมบูรณ์แล้ว ก็พอจะเข้าใจได้ว่า การบวชชั่วคราวนั้น มุ่งหมายอะไร. เดี๋ยวนี้เพราะ ไม่เข้าใจคำว่าการบวช, การบวชชั่ว- คราวก็ยิ่งไม่เข้าใจ และยิ่งไม่ได้ผล ; ลงทุนเป็นพันเป็นหมื่น แล้วก็บวช ๕ วันบ้าง ๗ วันบ้าง ๑๕ วันบ้าง แล้วก็สึก คงได้แต่ความโง่กลับไป, เกี่ยวกับเรื่องการบวชไม่ได้อะไร ;

น.63 ๕ ฉะนั้นจะพูดถึงเรื่อง การบวชสมบูรณ์แบ บ คือในความหมาย หรือหลักทั่วไปของสิ่ง ๆ นี้. ๑. ข้อแรกที่สุด จะพูดว่า การบวชคือการออกไปค้น ออกไปแสวงหา ว่าอะไรเป็นกุศล. นี่ยืมคำพูดคำตรัสของ พระพุทธเจ้ามากล่าว. เมื่อพระพุทธเจ้าจะออกบวช ท่านได้เล่าเรื่องไว้ว่า : ท่านรู้สึกว่าอยู่กันในโลกนี้ อย่างไม่รู้จักสิ่งที่มีความเกิด ความแก่ ความ เจ็บ ความตาย, แล้วก็หลงอยู่ในสิ่งที่มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย, ทำให้ชีวิตฆราวาสนี้มันคับแคบ เต็มไปด้วยธุลี คือสิ่ง สกปรก. ถ้าอย่างไรก็จะออกจากเรือนนี้ ออกไปบวชเพื่อแสวงหาว่า อะไรเป็นกุศล? ท่านใช้คำว่าอย่างนี้ คือ ออกบวชเพื่อแสวงหา ว่าอะไรเป็นกุศล. ฉะนั้น การบวชก็คือ การออกไปค้น ไปแสวงหาว่า อะไรเป็นกุศล . นี้มันเป็นความรู้สึกของคน ที่รู้สึกว่า อยู่ใน บ้านเรือนนี่ มันอยู่ในท่ามกลางแห่งความโง่ แห่งความหลง. ทุก ๆ อย่างที่มีอยู่ในบ้านเรือนนี้ มันเป็นอกุศลเพราะว่ามันอยู่ด้วยความ โง่ อยู่ด้วยความหล ง จึงบวช ออกไป เพื่อจะแสวงหาว่าอะไร เป็นกุศล. นี้ คำตรัสของพระพุทธเจ้า. เมื่อถือเอาตามหลักนี้ เราก็จะเห็นได้ว่า การบวชนั้น คือ การออกไปแสวงหา ค้นหา ว่าอะไรที่มันเป็นกุศล คือ มันดีกว่าการครองเรือน. บางที พระองค์ก็ตรัสเล่า ซึ่งทำให้

น.64 ๖ เราทราบได้ว่า แต่โบราณกาลนั้น เขาออกบวชกันทำไม? ความ หมายก็อย่างเดียวกันแหละ คือ เ ขาเบื่อ เอือมระอาความซ้ำซาก ของความเป็นฆราวาส มันก็มีเท่านั้นแหละ. ท่านทั้งหลายก็พอจะรู้ได้เองว่า "เท่านั้นแหละ" มัน คือเท่าไหน ? มันไม่มีอะไรดีไปกว่านั้น; ฉะนั้น เขาจึง หลีก ออกไป ค้นหาว่าอะไรดีกว่านี้ ; แล้วก็ไป พบเรื่องของการบำเพ็ญ ทางจิตทางใจ พบความสุขอย่างใหม่ เป็นความรู้อันใหม่ ตั้งเป็น แบบฉบับขึ้น ไว้สอนสืบ ๆ กันต่อไปในการออกบรรพชา. แต่ว่ามันยังไม่ก้าวหน้าถึงที่สุด มันจึงมี จุดสุดท้าย เพียงว่า ได้บังเกิดในพรหมโลก คือ เขาออกไปบำเพ็ญเพียร ทางจิต ทางเมตตา กรุณา อย่างที่เรียกว่า มีจิตใจไม่ข้องแวะ ในโลก ที่เต็มไปด้วยกามารมณ์ ตายไปก็ไปพรหมโลก ; หมายความว่า ทิ้งโลกนี้แล้วก็มีโลกอย่างพรหมโลก. นี้ก็มี ความหมายอย่างเดียวกัน ว่าบวชเพื่อจะออกไปค้นหาว่าอะไร มันดีกว่านี้. ๒. ทีนี้ ถัดมาอีก อาตมาอยากจะพูดว่า การบวช คือการออกไปอยู่อย่างต่ำต้อย อย่างไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร. นี่ถ้ามันเป็นเรื่องของคนบวชชั่วคราว เช่น ลาบวช ๓ เดือน อย่างนี้ มันก็กลายเป็นการไปฝึก และไปทดลอง. นี่ใครบวช ๓ เดือน หรือไม่ถึง ๓ เดือน ก็ลองฟังข้อนี้ดูบ้าง

น.65 ๗ ว่าถ้าอย่าให้โง่ อย่าให้ตกเป็นความโง่แล้วก็ขอให้ถือว่า . การ บวชชั่วคราวนี้ ออกไปฝึก ออกไปทดลองการเป็นอยู่อย่าง ต่ำต้อย, ไม่ต้องใช้เงิน และเป็นอยู่อย่างไม่มีทรัพย์สมบัติ อะไร, เป็นอยู่ในลักษณะของคนขอทาน , เรียกว่า มีชีวิตที่ต่ำ ต้อย. ลองดูว่า มันจะอยู่ได้ไหม ? ทำไมจึงกลัวกันนัก ? แล้วก็อยู่อย่างไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร นี่ก็เพื่อให้รู้ว่า มันอยู่ ได้ไหม ? ทำไมจึงกลัวนัก ? นักบวชทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นในพุทธศาสนา หรือนอก พุทธศาสนาก็ตาม ล้วนแต่มีความเป็นอยู่ที่ต่ำต้อย คือ ระดับ ขอทาน : เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยอาหาร แล้วแต่ใครจะได้มาอย่างไร. ที่ไปไกลกว่านั้น ก็คือไปอยู่ในป่า กินใบไม้ กินผลไม้ กิน รากไม้ กินฝักบัว แล้วแต่ว่าฤดูไหนมันจะมีอะไรให้กิน. นี้ก็ เรียกว่า อยู่อย่างต่ำต้อย. การกินอาหารก็ดี เครื่องนุ่งห่มก็ดี ที่อยู่อาศัยก็ดี ยา รักษาโรคก็ดี ล้วนแต่อยู่ในระดับที่ต่ำต้อยไปทั้งนั้น; เราก็ เรียกว่า ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเลย. อย่าง ภิกษุนี้ควรจะมีแต่ จีวรกับบาตร เท่านั้น เหมือนกับที่ได้ทรงเปรียบโดยอุปมาว่า มีแต่ปีกเป็นภาระเหมือนกับนก. นกไม่ต้องมีทรัพย์สมบัติ เป็นภาระ. ภิกษุก็ควรจะเป็นอย่างนั้น มีแต่บาตรและจีวร เท่าที่จำเป็น, เป็นภาระติดตัวก็มีเพียงเท่านั้น.

น.66 ๘ การอยู่อย่างนั้น มีความจำเป็นมาก สำหรับการ ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อจะบรรลุถึงนิพพาน คืออยู่อย่าง ต่ำต้อย ไม่ยกหูชูหาง ; นี่มันก็ดีมากอยู่แล้ว. ถ้าไม่คิดอยู่ อย่างต่ำต้อย มันก็คิดจะยกหูชูหาง, จะต้องอยู่อย่างไม่มี ทรัพย์สมบัติ มันจึงไม่มีการสะสม. ถ้าอยู่อย่างยกหูชูหาง และสะสมทรัพย์สมบัติ มันก็ไม่เป็นการบวชเลย ; ไม่ต้อง มีใครมาบอก มาด่า มาว่า มันไม่เป็นของมันเอง; เพราะว่า การบวชนั้นมีหลักเกณฑ์อย่างนี้. ๓. ทีนี้ ดูถัดไปอีก ก็จะพบว่า การบวชนั้น คือการ ฝึก การทดลองในการบังคับตน บังคับอินทรีย์. นี่หมายความว่า ออกไปบวชนั้น ไปถือศีล ถือ สิกขาบท หลาย ๆ อย่าง ล้วนแต่เป็นการบังคับตน คือ บังคับ จิต บังคับความรู้สึก ไม่ให้เป็นไปอย่างผิด ๆ คือ เป็นกิเลส แล้วก็บังคับความควบคุมอินทรีย์ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; ต้องควบคุม ต้องบังคับอินทรีย์ และจะ ต้องมีการเสียสละ ของรัก ของชอบใจ ขั้นสุดยอดในโลกนี้. สัตว์โลกที่อยู่ในโลกของกามาวจรนี้ มันมีกามารมณ์ หรือเรื่องของเพศ เป็นของรัก ของชอบใจสุดยอด. คนบวช จะต้องสละสิ่งนี้ ; มันจึงบังคับจิต บังคับความรู้สึก ไม่ให้ เกี่ยวข้อง หรืออาลัยในสิ่งเหล่านี้ ; จึงเรียกว่า มีการบังคับ ความรู้สึก, แล้วก็บังคับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจต่อไป ในเมื่อ

น.67 ๙ จะไปพบอารมณ์อะไรทำนองเดียวกันนี้ ข้างหน้าต่อไปอีก; ไม่ใช่ว่า บวชแล้ว ก็จะไปอยู่ชนิดที่ไม่แตะต้องกับอารมณ์ ทางเพศ. เหมือนกับว่า บวชเป็นพระ เป็นเณรแล้ว มันก็ยัง มีการได้เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรสอยู่นั่นเอง, และ บางทีมันก็เป็นเรื่องทางเพศ เพราะยังต้องใกล้ชิดกันอยู่ ยัง ต้องไปบิณฑบาต ซึ่งยังต้องใกล้ชิดในทางเพศ; พระเณร ก็ยังต้องใกล้ชิดสตรีเพศ. ปัญหาลำบากยุ่งยากใจของเราที่นี่ ก็เรื่องพระเณรที่ จะบรรยายภาพในโรงหนัง ซึ่งมีผู้หญิงมาก บางทีก็หน้าตา สวย ๆ ยั่วยวนเสียด้วย; พระเณรนี้เดือดร้อน ยอมแพ้ไปก็มี หรือถึงกับว่าล้มเหลวในทางจิตใจไปก็มี. นี่คิดดูเถิดว่า มัน เป็นสิ่งที่ตนหนีไม่พ้น; จึงถือเอาเป็นบทเรียน เป็นสนาม สำหรับคนจริง คนที่กล้า คนที่เป็นลูกตถาคตจริง มันจะได้ ฝึกฝนในการที่จะต่อสู้ เพื่อการบังคับตน หรือบังคับอินทรีย์. อย่างที่ว่ามา; นี้เราเรียกว่า การบวช คือ การถือ ระเบียบปฏิบัติ ที่เราเรียกว่า ศีล ในการบังคับตน บังคับ อินทรีย์ พรากจิตเสียให้ห่างจากของรักของชอบใจ ตามวิสัย คนที่อยู่ในโลกกามาวจร. ทีนี้ ถ้าว่า เป็นพระเณรที่ บวชชั่วคราว มันก็เท่ากับ ว่า ลองฝึกดู ว่ามันจะได้หรือไม่? ถ้าได้แล้ว มันจะมีประ

น.68 ๑๐ โยชน์สักกี่มากน้อย? พวกที่ บวชจริง บวชตลอดไป ก็ไม่ใช่ เรื่องลองฝึกดู แต่ เป็นเรื่องทำจริงตลอดไป . พวกบวชชั่วคราว ก็เรื่องลองฝึกดูว่ามันจะได้หรือไม่ ? ๔. ทีนี้ ต่อไปอีก ก็อยากจะพูดว่า การบวชคือความ สะดวก ในการที่จะเดินทางออกไปนอกโลก. นี้มันเป็นคำพูดที่เป็นภาพพจน์; บางคนก็ฟังไม่ถูก ว่าการเดินทางออกไปนอกโลกนั้นคืออะไร ? แล้วการบวชนี้ มันเป็นความสะดวก ที่จะเดินทางออกไปนอกโลกอย่างไร? เดินทางออกไปนอกโลกนี้หมายถึงเดินด้วยจิตใจ ให้ จิตใจวิวัฒนาการขึ้นไป ในการที่จะอยู่เหนือการครอบงำของ โลก. ออกไปนอกโลก ก็หมายความว่า มันมีจิตใจชนิดที่ โลกนี้ทำอะไรไม่ได้. นี่ก็คือการบรรลุคุณธรรม ที่สูงขึ้นไป ในทางจิตใจ : ตัวอยู่ในโลก แต่ใจอยู่นอกโลก, ปัญหาใด ๆ ในโลกนี้ไม่ครอบงำบุคคลนั้น ไม่ทำบุคคลนั้นให้ลำบาก. การบวชนี้มันสะดวกแก่การที่จะเดินทางออกไปนอก โลก เพราะว่า การบวช นั้น ทำให้ ไม่มีอะไรเป็นภาระ มันมี ภาระเหลือแต่เพียงเหมือนกับว่านกมีแต่ปีก เป็นภาระบินไป; จะเปรียบเทียบกันง่ายๆ ก็ว่า คนเดินตัวเปล่า กับคนหาบบ้าน ไปด้วยนี้ มันผิดกันเท่าไร ? คนหนึ่งเดินตัวเปล่า มันสะดวก คล่องแคล่วอย่างไร ? คนหนึ่งหาบเอาบ้านเรือนไปด้วยมันจะ

น.69 ๑๑ ลำบากยุ่งยากสักเท่าไร; ฉะนั้น การบวชจึงเป็นความสะดวก ในการที่จะเดินทางออกไปนอกโลก ในลักษณะอย่างนี้. ๕. ที่นี้ จะพูดให้เห็นชัด ถัดไปอีก ก็อยากจะพูดว่า การบวชคือโอกาสแห่งการได้สิ่งสูงสุดของมนุษย์, โอกาสแห่ง การได้สิ่งสูงสุด หรือดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ? มันเป็นเรื่อง ที่เข้าใจยากสำหรับเด็ก ๆ หรือสำหรับคนธรรมดาสามัญ; จะ ต้องทราบถึงลักษณะแห่งจิตใจของคนเราที่มันมีอยู่เป็นชั้น ๆ จนกว่าจะถึงชั้นสุดยอด. กล่าวตามพระคัมภีร์ ก็กล่าวว่า :- ก. คนธรรมดาสามัญ ที่มีความรู้สึกพอใจในเรื่อง ทางเพศ เพศหญิง เพศชาย นี้อยู่; คนอย่างนี้เขาเรียกว่า มีจิตใจอยู่ในระดับ กามาวจร คือจิตใจของเขา เอาแต่จะท่อง เที่ยวไป ในความรู้สึกทางเพศ รู้สึกอย่างอื่นไม่เป็น คิดอย่าง อื่นไม่เป็น. นี้คือคนทั่วไป เป็นมนุษย์ก็ได้ เป็นเทวดาก็ได้ กระทั่งว่าเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังได้ แต่ยังไม่มากเหมือนมนุษย์ ; มนุษย์เป็นมากกว่า. มนุษย์หลงใหลในกามารมณ์มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน. แต่พวกเทวดานั้น รู้สึกว่าจะเป็นขนาดหนัก; เพราะเรื่อง ของเทวดาแล้ว ก็พูดแต่เรื่องกามคุณ. สัตว์เหล่านี้เรียกว่า สัตว์ที่อยู่ในกามาวจรภูมิ มีจิตใจคอยแต่จะท่องเที่ยวไปใน กามารมณ์เท่านั้น. นี้เป็นธรรมดา ไม่สูงอะไร ไม่ดีอะไร.

น.70 ๑๒ ข. ระดับที่จะดีขึ้นไป กว่านี้ มันก็เป็นไปตามลำดับ คือว่าไม่ลุ่มหลงในกามารมณ์ ก็ ไปลุ่มหลงในวัตถุที่บริสุทธิ์ ที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์. ถ้าว่า มีความสุข ก็มีความสุขเกิด จากสมาธิ เป็นสมาธิที่อาศัยสิ่งที่มีรูปเป็นอารมณ์ ก็เรียกว่า สูงขึ้นไป คือว่า ไม่หลงใหลในกาม หรือเรื่องทางเพศ. ยกตัวอย่างเห็นได้ง่าย ๆ บางคนที่อาตมารู้จัก เขารัก ปลากัด รักนกเขา ยิ่งกว่าลูก กว่าเมีย จนอยู่กันไม่ได้ หรือ จนอยู่กันด้วยความยากลำบาก; เพราะนายคนนี้รักปลากัดยิ่ง กว่าเมีย, รักนกเขายิ่งกว่าเมีย. นี่เพื่อบอกให้รู้ว่า เรื่องวัตถุล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับ กามารมณ์ มันก็มีอิทธิพลมากเหมือนกัน, ทำให้โยคี มุนีบาง จำพวก หลงใหลอยู่แต่ในความสุขที่เกิดจากรูปฌาน คือสมาธิ ที่มีรูปธรรมเป็นอารมณ์. นี่เป็นความดีที่เลื่อนขึ้นไปใน ระดับแรก, ความสูงที่เลื่อนขึ้นไปในระดับแรก. ระดับแรก คือกาม, ระดับที่ ๒ นี้คือ รูป รูปธรรมอันบริสุทธิ์. ค. ที่นี้ ระดับที่สูงขึ้นไปอีก ก็ไปสู่สิ่งที่ไม่มีรูป ก็ เรียกว่า อรูป หรืออรูปธรรม แสวงหาและได้รับความสุข ที่ เกิดมาจากสิ่งที่ไม่มีรูป ได้แก่อรูปฌานทั้งหลาย. คนที่เคย ศึกษาเล่าเรียนนักธรรมมาแล้ว ย่อมรู้ดีว่ารูปฌานทั้ง ๔ คือ อะไร ? อรูปฌานทั้ง ๔ คืออะไร ?.

น.71 ๑๓ เดี๋ยวนี้ คนชั้นนี้เลื่อนขึ้นมาถึง อรูปฌาน แสวงหา ความสุขจากอรูปฌาน หลงใหลอยู่ในอรูปฌาน อากาสานัญ- จายตนะ เป็นต้น; ก็เรียกว่า จิตใจสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง. ถ้าจะพูดอย่างธรรมดาสามัญ ก็ไปหลงใหลในสิ่งที่เป็นนาม- ธรรม เช่น หลงความดี หลงบุญ หลงกุศล หลงเกียรติยศ ชื่อเสียง อะไรก็ได้ หลงอย่างยิ่ง. นี้เป็นเรื่อง หลงในอรูป เป็นนามธรรม มันก็สูงไป กว่าที่แล้วมา คือ ดีกว่าที่จะไปหลงในปลากัด นกเขา อย่าง ที่ว่ามา เป็นตัวอย่างของชาวบ้านบางคน. นี้มาถึงชั้นอรูป- ธรรม นี้ก็เรียกว่า อรูปาวจรภูมิ; ในชั้น รูปธรรม ก็เรียกว่า รูปาวจรภูมิ ต่ำลงไป ก็คือ กามาวจรภูมิ. เมื่อมาถึงขนาด อรูปาวจรภูมิ แล้ว ก็จะเห็นได้ว่า มัน สูงขึ้นมามาก มันไม่ตกลงไปในกาม ซึ่งเป็นเหมือนกับเปลือก ตม โคลน เลน อีกต่อไป; มันจึงเลื่อนไปทีเดียวก็ถึงขั้น โลกุตตรภูมิ ง่ายที่จะขึ้นไปถึงชั้นโลกุตตรภูมิ; คือว่าบรรดา อะไร ๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ จะไม่ครอบงำใจของเขาได้อีกต่อไป : เรื่องกามารมณ์ก็ดี, ความสุขเกิดจากรูปก็ดี, เกิดจากอรูปก็ดี ไม่ครอบงำจิตใจของเขาได้อีกต่อไป. เขาก็ตั้งอยู่ในโลกุตตร- ภูมิ. นี่คือสิ่งสูงสุด จุดหมายปลายทางอันสุดท้าย ที่มนุษย์ จะไปถึง. ง. การบวชเป็นโอกาสแห่งการได้สิ่งสูงสุด ที่มนุษย์ จะพึงได้พึงถึง ในระดับโลกุตตรภูมิ คือ เป็นอริยบุคคล นับ

น.72 ๑๔ ตั้งแต่โสดาบัน เป็นต้น จนถึงพระอรหันต์เป็นปริโยสาน ; มันเป็นโอกาสที่จะได้สิ่งสูงสุดของมนุษย์โดยง่าย. ถ้าจะพูด รวม ๆ กันอีกทีหนึ่ง ก็ว่า มันเป็นโอกาสแห่งการได้ภาวะที่เป็น อิสระ เป็นเสรี เป็นความหลุดพ้น และเป็นอมตะ. โลกุตตรภูมิ นั้น มีความหมายเป็นอิสระหรือเสรี คือ โลกครอบงำเขาไม่ได้ โลกทำอันตรายเขาไม่ได้ มีจิตใจ เหนือโลก โลกทำอะไรไม่ได้ ; อย่างนี้เรียกว่า อิสรภาพก็ได้ เสรีภาพก็ได้, ความหลุดพ้นไปจากความผูกพันในโลกก็ได้. เรียกชั้นเลิศอีกทีหนึ่ง ก็ว่า ถึงระดับอมตะ คือไม่ตายอีกต่อไป. ได้เข้าถึงความจริงที่เห็นชัดว่า ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ที่เกิดอยู่ หรือตายไป มีแต่ธรรมชาติ อันเปลี่ยนไปตามเรื่อง ของธรรมชาติ; ฉะนั้น จึงรู้จักสิ่งที่ไม่ตาย. จิตจึงไม่รู้จัก กับความตาย เรียกว่า จิตได้บรรลุอมตธรรม หรืออมฤตธรรม การบวชเป็นโอกาสที่จะทำให้จิตได้ลุถึงอิสรภาพ เสรีภาพ ความ หลุดพ้น หรืออมฤตธรรม อย่างนี้. ขอให้คนบวชทุกคนฟังดูให้ดี ๆ มองดูให้ดี ๆ ว่า การ บวชนั้นเป็นโอกาส สำหรับการบรรลุถึงสิ่งสูงสุด ที่มนุษย์ ควรจะได้รับ ในลักษณะอย่างนี้. ๖. ทีนี้ จะพูดอีกทีหนึ่ง อีกชั้นหนึ่ง ก็จะพูดว่า การบวช คือการอยู่บนหัวคนทุกคน.

น.73 ๑๕ ขออภัยพูดหยาบคายไปหน่อย ว่าการบวชนั้น คือ การอยู่บนหัวคนทุกคน จริงหรือไม่จริง ก็ลองคิดดู? การบวช บวชแล้ว ก็ถูกสมทบเข้าไปในหมู่พระอริยเจ้า หมู่พระอริยสงฆ์ เป็นที่เคารพบูชาของสัตว์โลก เป็น อาหุเนยฺโย ปาหุเนยฺโย ทกฺขิเณยฺโย อญฺชลีกรณีโย อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส. ฉะนั้น การบวช คือการอยู่บนหัวคนทุกคน จะยาก จนเข็ญใจอะไรมา พอบวชแล้ว ทุกคนเขาไหว้ เมื่อไม่บวช ไม่มีใครไหว้เลย พอบวชแล้ว ทุกคนก็ไหว้, เจ้าใหญ่นายโต ราชามหากษัตริย์ ก็ยอมไหว้. นี่ดูที่ว่า การบวชนี่ มันทำให้ ไปอยู่บนหัวคนทุกคน เพราะว่าไปสมทบเข้ากับหมู่สงฆ์ หมู่ พระอริยเจ้า. คิดดู แล้วก็จะเห็นว่า มันมีอะไรพิเศษอยู่ ; ฉะนั้น พระเณรที่บวชใหม่นี้ อย่าทำอะไรมักง่ายกับเกียรติยศ เกียรติคุณ ของการบวช. ถ้าทำผิด แล้วมันจะกัดเอา ; การบวชนั่น แหละ มันจะทำความวินาศฉิบหายให้แก่คน ที่ไม่รู้จักการบวช; เมื่อบวชแล้ว ได้อยู่บนหัวคนทุกคน : เอาอะไรไปให้พระ ก็ต้องไหว้, เอาของไปให้กินแล้วยังต้องไหว้อีก แล้วที่พระ ให้เรา เราก็ยังต้องไหว้อีก. ทำไมไม่แลกเปลี่ยนกันล่ะ ? ทีพระให้เรา เรายัง ต้องไหว้อีก, เราให้พระ เราก็ไหว้, เราก็ไหว้ทั้งขึ้นทั้งล่อง. ที่จริง เมื่อเราให้พระ พระควรจะไหว้เรา แต่มันไม่เป็นอย่าง

น.74 ๑๖ นั้น เพราะว่า มันอยู่กันคนละระดับเสียแล้ว. เอาของไป ถวายพระ ก็ต้องไหว้พระ; เมื่อพระให้ของเรา เราก็ต้อง ไหว้พระ เรามีแต่ไหว้ข้างเดียว. นี่จงดูความที่ว่า การบวชนั้นไปอยู่บนหัวทุกคน มี อะไรดี สำหรับจะอยู่บนหัวคนทุกคน? มันก็มีการ บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง คือเป็นนักบวชจริง แล้วสั่ง สอนคนอื่นต่อไปจริง เท่านั้นแหละ มันจึงจะมีอะไรดีชนิดที่ว่า อยู่บนหัวคนทุกคน; ถ้าไม่อย่างนั้น มันเป็นคนหลอกลวง เป็นคนปล้น เป็นคนขโมย อยู่ด้วยความเป็นขโมย อย่างยิ่งก็ คืออย่างนี้. พระพุทธเจ้าก็เคยตรัส อย่างนี้ ว่า คนที่ไม่บรรเทากิเลสนั้น เป็นขโมยอย่างยิ่ง หลอกลวงอย่างยิ่ง เหมือนนายพรานปลอมตัว เข้าไปใกล้สัตว์ เพื่อจะยิงสัตว์ใกล้ ๆ. พระนี้ก็เหมือนกัน เมื่อไม่ได้ทำอะไรให้สมกับการบวช มันก็เหมือนกับนายพราน ชนิดนั้น ปลอมตัวอยู่ เพื่อบริโภคปัจจัย ๔ ของชาวเมือง; แต่ถ้าทำให้ถูกต้องแล้วเรื่องมันก็จะไปอยู่ในรูปคำอย่างที่ว่า การ บวชนั้นคือการอยู่บนหัวคนทุกคน แล้วก็ในทุกภพ คือ ใน ไตรภพ. ไตรภพ ชาวบ้านอาจจะไม่รู้ว่าอะไร ? ไตรภพ ก็คือ กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร สามอย่าง อย่างที่กล่าวมาแล้ว. ที่พูดโดยภาษาธรรม ก็หมายความว่า จิตใจใน ๓ ระดับ. ถ้า

น.75 ๑๗ พูดในภาษาคนก็จัดเป็นโลก ๆ : กามภพ ก็คือ โลกมนุษย์ ธรรมดาสามัญ รวมทั้งเทวดาสามัญ, รูปภพก็ชั้นรูปพรหม, อรูปภพ ก็ชั้นอรูปพรหม, มีอยู่ ๓ ภพอย่างนี้. พวกที่เล่นละคร แต่งเป็นกาพย์กลอนที่น่าหัวเราะว่า บัดนั้น พระอภัยจอมไตรภพ คนโง่ ไม่รู้ว่า ไตรภพนั้นคืออะไร เขาก็เขียนไปว่า พระอภัยจอมไตรภพ พระอภัย คนบ้า ๆ บอๆ ลุ่มหลงในกามาวจรอย่างยิ่ง จะเป็นจอมไตรภพได้อย่างไร ไตรภพ คือ กามาวจรภพ รูปาวจรภพ อรูปาวจรภพ คน อย่างพระอภัยจะเป็นจอมไตรภพได้อย่างไร นี่เพราะว่า เขา ไม่รู้จักคำว่า ไตรภพ เดี๋ยวนี้ มารู้จักคำว่า ไตรภพ กันเสียอย่างนี้ แล้วก็ จะได้รู้ว่า การบวชนั้นอยู่บนหัวคนทั้ง ๓ ภพ คือทั้งไตรภพ สัตว์ ใน กามาวจรภพ ก็ไหว้คนบวช, สัตว์ใน รูปภพ ก็ไหว้คนบวช, สัตว์ใน อรูปาวจรภพ ก็ไหว้คนบวช คือการอยู่บนหัวคนทุกคน ทั้ง ๓ ภพ เรื่องมันเล็กหรือใหญ่ ก็ลองคิดดู ๗. ที่นี้ ก็ดูต่อไปอีก ว่า การบวช คือโอกาสแห่ง การทำประโยชน์เพื่อบุคคลอื่นอย่างมหาศาล ; การบวชคือ การทำประโยชน์ผู้อื่น อย่างมหาศาลหรือสูงสุด. ใคร ๆ ก็ยอมรับนับถือความเป็นมนุษย์ เป็นคนของ ตัวแล้ว เขาไม่ยอมให้ชีวิตนี้เป็นหมันเปล่า เมื่อประโยชน์ตน

น.76 ๑๘ ทำไปแล้ว ก็ยังเหลือที่จะทำประโยชน์ผู้อื่น ไม่มานั่ง ๆ นอน ๆ เสียเฉยๆ; เช่นว่า มีเงินพอใช้ นอนสบาย จะนอนสบาย อย่างไรก็ได้ แล้วก็นอนเสียอย่างนี้ มันเป็นคนที่ไม่คำนึงถึง ประโยชน์ผู้อื่น; ในพุทธศาสนาต้องการให้บำเพ็ญทั้งประ- โยชน์ตน และประโยชน์ผู้อน. ผู้บวช เมื่อทำประโยชน์ตนเสร็จไปแล้ว ก็มุ่งหวังที่จะ ทำประโยชน์ผู้อื่น จนให้หมดเวลา หมดเรี่ยวหมดแรง หมด ความสามารถไปเลย ; นี้คือ ข้อที่พระอรหันต์ทั้งหลาย แม้ เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังขวนขวายช่วยเหลือผู้อื่น เรียกว่า บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น; ถึงจะไม่เป็นพระอรหันต์ ก็นึกถึง ประโยชน์ผู้อื่นได้ ตามที่เราจะทำได้. เราไม่พูดอย่างคนเขลา คือพูดว่า ได้เป็นพระอรหันต์ เสียก่อน จึงจะช่วยเหลือผู้อื่น. อาตมาจะพูดว่า หรือพูดแล้ว ด้วยว่า เราช่วยได้เท่าไร เราก็ช่วยไปเถอะ แม้เรายังไม่เป็น พระอรหันต์, เรารู้เท่าไรก็บอกไปเท่านั้น, เราทำได้เท่าไร ก็สอนเขาเท่านั้น, ไม่ต้องรอเป็นพระอรหันต์ ก็เพื่อว่า จะได้ มีการทำประโยชน์ผู้อื่นพร้อมกันไป. พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า เมื่อเป็นการสมควร จะทำ ประโยชน์ตน ก็ทำให้เต็มที่ด้วยความไม่ประมาท เมื่อ เป็นการสมควรที่จะทำประโยชน์ผู้อื่น ก็ทำประโยชน์ผู้อื่น

น.77 ๑๙ ด้วยความไม่ประมาท ; เมื่อเป็นการสมควรที่จะทำประโยชน์ แก่คนทั้ง ๒ ฝ่าย ผูกพันกันไป ก็ทำด้วยความไม่ประมาท นี้เรียกว่า ประโยชน์ผู้อื่น. การบวชเป็นการทำประโยชน์ผู้อื่นอย่างมหาศาลอย่าง สูงสุด อาตมากำลังพูดว่า ถ้าไม่บวชมันไม่เป็นโอกาสที่จะทำ อย่างนั้นได้. ทำอย่างนั้น คือทำอย่างไร ก็ดูรายละเอียดต่อไปนี้ ว่าประโยชน์มหาศาลสูงสุดนั้น ; (ก) การเป็นผู้นำในทางวิญญาณ ให้แก่สัตว์โลก. สัตว์โลกอยู่ในที่มืดมนท์ คือ อวิชชาเป็นคอก เป็นเล้า อัน เหม็น อันมืด อันสกปรก ติดอยู่ในคอก ออกมาไม่ได้; ผู้ บวชหรือพระอริยเจ้า ก็นำสัตว์โลกออกมาได้. นี้เรียกว่า เป็นผู้นำในทางจิตทางวิญญาณ. หนังสือพิมพ์ออกข่าวว่า คนไทยเรานี้เป็นบ้ามากขึ้น ทุกที ๆ ขณะนี้ดูเหมือนจะเป็นกันถึง ๒ แสนคน หรืออะไร แล้วสำหรับคนบ้า; เพราะเหตุการณ์ในโลกมันผันผวนมาก เกินไป หาทางออกไม่ถูกก็เป็นบ้า ฆ่าตัวเอง ฆ่าพ่อแม่ ฆ่า ลูกเมีย อะไรหลายๆ อย่างที่เรียกว่า เป็นความบ้า. นี่เพราะ ไม่มีผู้นำในทางวิญญาณ วิญญาณมันหาทางออกไม่ได้ มัน ก็เลยทำอะไรไปตามวิญญาณ ที่ถูกกักขังอยู่ด้วยอวิชชา คือ

น.78 ๒๐ ความมืดบอด. ผู้บวชสามารถเป็นผู้นำในทางวิญญาณ นี้ อย่างหนึ่ง. (ข) ผู้บวชสามารถสืบอายุพระศาสนาไว้ให้คงมีอยู่ใน โลก. ศาสนานี้ก็เป็นสังขาร มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่ง ถ้าไม่มี อะไรปรุงแต่งไว้ มันก็สูญหายไป ดับไป จึงต้องมีผู้ที่สืบอายุ พระศาสนา คือ ภิกษุ ผู้บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง สอนจริง; นี้คือเหตุปัจจัยของความมีอยู่แห่งพระ ศาสนาในโลกนี้. ถ้าโลกยังมีศาสนา คือ มีธรรมมันก็ยังพอ จะอยู่ไปได้ มีโอกาสที่จะมีความสงบสุข. ศาสนาทุกศาสนา จำเป็นแก่สัตว์ในโลก. การบวชเป็นการสืบอายุพระศาสนา ไว้ได้อย่างดี ดีกว่าความเป็นฆราวาส ซึ่งสืบได้น้อยไปหน่อย; ฉะนั้น จึงถือว่าการบวชเป็นการสืบอายุพระศาสนา. (ค) การบวชมีโอกาส แม้จะทำประโยชน์ผู้อื่น อย่าง กุศลสาธารณะ. นี้เอาที่เห็นชัดๆ อยู่วัดวาอารามที่เจ้าอาวาส มีใจกว้าง ก็สามารถช่วยเหลือประชาชนเรื่องกุศลสาธารณะ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยก่อน เรื่องทำถนนหนทางก็ดี เรื่องคู เรื่องคลอง เรื่องบ่อน้ำสาธารณะ ศาลาอะไรก็ดี สร้างวัดวา อารามก็ดี ท่านสมภารทำได้ดีกว่าชาวบ้าน. อาตมาอยากจะยกตัวอย่างตัวเอง ซึ่งใครจะเห็นว่า อวดดีก็ตามใจ ไม่กลัว; อย่างวัดนี้ อย่างสวนโมกข์นี้; ถ้า อาตมาไม่ได้บวช มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร. นี่จะท้าทายอย่างนี้

น.79 ๒๑ ว่าวัดนี้ ถ้าอาตมาไม่ได้บวช มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ถ้า อาตมาไม่บวช หรือบวช แล้วสึกไปแล้วนี่ มันจะเกิดขึ้นได้ อย่างไร ? วัดนี้มันเป็นประโยชน์สาธารณะ แก่คนทั่วไป จึง ถือว่า การบวชนั้น มันมีโอกาสที่จะทำประโยชน์สาธารณะ ; เพราะว่า คนบวช ไม่มีครอบครัว ไม่มีลูกเมีย ที่จะต้อง รับภาระรุงรัง มันจึงมีเวลาว่างมาก มีโอกาสเสียสละมาก แม้ แต่จะไปช่วยกันสร้างถนนหนทาง บูรณะห้วยหนองคลองบึง บาง อะไรก็ทำได้ และเคยทำแล้ว. นี้เรียกว่า แม้แต่การกุศลสาธารณะอย่างโลกแท้ ๆ ท่านสมภารก็ทำได้ดีกว่าชาวบ้าน และเป็นหัวหน้านำชาวบ้าน ให้ทำด้วย จึงถือว่า การบวชก็เป็นการทำประโยชน์กุศล สาธารณะได้ทั่วไป. เพราะไม่มองเห็นกันอย่างนี้ มันจึงไม่ คิดว่า อยู่เพียงเพื่อกุศลสาธารณะก็ยังได้ ก็สึกออกไป เพื่อ ประโยชน์ส่วนตัวเสีย. ฉะนั้น ขอให้ถือเป็นหน้าที่ หรือเป็น สิ่งที่ควรทำกันอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน ว่าการบวชอยู่นั้น มัน มีโอกาสที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ในด้านกุศลสาธารณะ ทั่วไป. (ง) การบวชเป็นการดึงบุรพการี ญาติวงศ์ พงศาให้ เข้ามาผูกพันอยู่กับศาสนา. ถ้าพระเณรองค์ไหนบวชเข้ามา เขาจะดึงบิดามารดา ญาติวงศ์พงศาให้มาติดนุงนังกันอยู่กับ

น.80 ๒๒ วัดวาอาราม หรือพระศาสนา; เพราะฉะนั้น เขาเรียกว่า การบวชนี้ ทำบิดามารดาให้เป็นญาติในพระศาสนา. ถ้าลูก หลานไม่บวช บิดามารดาก็ไม่ใคร่สนใจ; ข้อนี้ปรากฏเป็น ประจักษ์พยานมาหลายรายหลายแห่งหนแล้ว. อาตมาเคยเห็น ว่าถ้าลูกไม่บวช เขาไม่มายุ่งกับวัดวา หรือศาสนา; พอลูกมาบวช มายุ่งกับวัดวาอาราม ตัวเป็น เกลียว. นี้จึงถือว่า ได้เป็นหลักตลอดไปในอนาคต ว่าการ บวชนั้น เป็นการทำให้บิดามารดาเป็นญาติในพระศาสนา คือเกิดการผูกพันกันขึ้น, เรียกว่าดึงบิดามารดาเข้าหาศาสนา. นี่ ๔ ข้อนี้ ก็พอแล้ว ที่จะเป็นคำอธิบายของคำว่า การบวช ; เป็นการทำประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างมหาศาล และ อย่างสูงสุดมหาศาล คือ กว้างขวางหรือมากมาย สูงสุดนั้น มัน ก็คือ สูงสุด. ประโยชน์มหาศาล ประโยชน์สูงสุด ที่จะทำให้ แก่ผู้อื่นนั้น การบวชช่วยให้ทำได้โดยง่าย. จะเห็นได้ว่า คน บวชหลาย ๆ คนที่เดียว ได้ทำอะไรให้เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ แก่ผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่ตัว; แม้ในเรื่องโลก ๆ จะจัด โรงเรียน จะจัดอะไรก็ตาม คนบวชจัดได้ดีกว่า นี้ก็เห็น ๆ กันอยู่. ๘. ทีนี้ ข้อถัดไปอีก ก็จะพูดว่า การบวชเป็นการ มาอยู่ในเพศอันสูงสุด.

น.81 ๒๓ คำว่า เพศนี้ ไม่หมายแต่เพศหญิงเพศชาย หมายถึง เพศในความหมายอื่น คือการเป็นอยู่ การประพฤติกระทำ ในแบบอื่น ; บางทีก็เรียกว่า วรรณะ ในวรรณะอื่น ก็แปล ว่า เพศ, วรรณะเช่นนี้ก็แปลว่า เพศ; เช่น เราพูดกันเป็น ภาษาไทยว่า อยู่ในเพศคฤหัสถ์อยู่ในเพศบรรพชิต อยู่ในสมณ- เพศ อยู่ในเพศของสมณะ ; การบวช คือการเข้ามาอยู่ใน เพศอันสูงสุด. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีในเพศฆราวาส. ลองคำ- นวณดูให้ดีว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีในเพศฆราวาส, พระปัจเจกพระพุทธเจ้า ก็ไม่มีในเพศฆราวาส, พระอรหันต์ ก็ไม่มีในเพศฆราวาส, จะมีอยู่ในสมณเพศ คือ เพศบวช ; ดังนั้นเพศฆราวาสมันจึงไม่ใช่สูงสุด มันยังต่ำหรือต่ำเกินไป. การบวชเป็นการอยู่ในเพศสูงสุด ทำไมไม่มองให้เห็น เป็นของดี ของวิเศษกันบ้าง แล้วยินดีที่จะอยู่ในสมณเพศ ตลอดไป หรือให้มันนานสักหน่อย. เดี๋ยวนี้บวชกันเพียง เดือนเดียว มันก็ร้อนเป็นไฟ มันจะสึก ; บางที ๗ วันก็สึก หรือที่ยังทนอยู่ได้นี่ ก็เร่าร้อนเหมือนกับว่าจีวรนั้นมันทำด้วย ไฟ. นี่ก็เพราะไม่มองเห็นว่า การบวชนั้นเป็นเพศอันสูงสุด คือ เพศสำหรับทรงไว้ซึ่งพระอรหันต์, สำหรับ ทรงไว้ซึ่งพระ ปัจเจกพุทธเจ้า, สำหรับ ทรงไว้ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. ถ้า เรามองเห็นว่า การบวชเป็นการอยู่ในเพศอันสูงสุด ก็คงจะ พอใจ.

น.82 ๒๔ นี่อาตมาได้พูดมา ให้เห็นว่า การบวชคืออะไร ใน หลายแง่หลายมุม; มากพอที่จะทำความเข้าใจกันสำหรับ ผู้บวช, และสำหรับบิดามารดาของผู้บวช. ขอให้บิดามารดา ของผู้บวชโดยเฉพาะ พิจารณาดูให้ดีว่า การบวชนั้นคืออะไร ? แล้วก็ไปจัดไปกระทำให้ลูกหลานของตน ได้มีการบวชอย่าง ถูกต้อง. การบวชจะต้องใช้เงินเป็นพัน เป็นหมื่น จะต้อง ฆ่าวัว ๒ ตัว ฆ่าควาย ๓ ตัว หรือไม่ ก็ลองคิดดู. อาตมา พูดว่า ถ้าเป็นการบวชที่แท้จริง ไม่ต้องลงทุน แม้แต่สักสตางค์ เดียว; แต่คนโง่เขาไม่ชอบ. อย่างครั้งพุทธกาล ถ้าใครจะบวช พ่อแม่อนุญาต แล้วก็ไปอยู่วัด ฝากเนื้อฝากตัวกับพระพุทธเจ้า หรือพระ อรหันต์ พระมหาเถระองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วท่านก็จัดให้บวช. จีวรนั้นหากันตามมีตามได้ : จีวรที่เหลือใช้ หรือจีวรที่มัน เกิดขึ้นได้; อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ซื้อได้ขายกัน เขาให้. ฉะนั้น อุปัชฌาย์เสียอีกจะเป็นผู้ให้ เมื่อรับจะอุปการะคน ๆ นี้ให้บวชแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของอุปัชฌาย์จะทำให้มีจีวรมาจาก ทิศไหน ทางไหนก็ตาม, แล้วก็เอามาให้ บวช, แล้วก็บวช ให้ ไม่ได้เสียสตางค์สักหนึ่งสตางค์. ลองคิดดู นั่นแหละ การบวชที่แท้จริง ในครั้งพุทธกาล. เดี๋ยวนี้ ถ้าบวชมันก็ต้องเสียอะไรมากเป็นร้อยเป็น พัน ; แล้วบางแห่งเขาว่าเป็นหมื่น นั้นมันโง่กี่เท่า มันโง่

น.83 ๒๕ ร้อยเท่า โง่พันเท่า โง่หมื่นเท่า คือ ทำให้ไม่เป็นการบวช, ทำการบวชให้ไม่เป็นการบวช. แถวนี้ก็ยังมีการฆ่าหมู ๓ ตัว ฆ่าวัว ๑ ตัว ฆ่าควาย ๑ ตัว เพราะการบวช. นี้เขาบวช อะไรกัน ? มันไม่เกี่ยวกับการบวชเลย, มันทำให้ไม่เป็นการ บวช เพราะเป็นเหตุให้เมามายด้วยการกิน เมามายด้วยการ กระทำชนิดที่ไม่สมควรแก่มนุษย์ ; แล้วจะเป็นการบวชอะไร กัน. นี่คนที่เป็นบิดามารดา จะไปบวชลูกบวชหลาน จงคิด นึกถึงข้อนี้ให้มาก; แล้วตัวลูกหลานที่จะบวชนั้นเอง ก็จง คิดถึงข้อนี้ให้มันมาก เหมือนอย่างที่อาตมาได้พูดมาแล้วว่า : - -การบวชนั้นเป็นการออกไปแสวงหา ไปค้นหาว่าอะไร ที่มันดีกว่าการที่อยู่ครองเรือน. - การบวชนั้นเป็นการปฏิบัติการมีชีวิตอยู่อย่างต่ำต้อย ไม่มีทรัพย์สมบัติเลย. - การบวชนั้นเป็นการปฏิบัติศีล บังคับตน บังคับ อินทรีย์ สละของรัก ของชอบใจสุดยอดในโลกนี้ ออกไปบวช. - การบวชนั้นเป็นความสะดวก ในการที่จะเดินทาง ไปนอกโลก นี้พูดอย่างอุปมา. - การบวชนั้นเป็นโอกาสที่จะได้สิ่งสูงสุด ที่มนุษย์ควร จะได้รับ คือได้รับความรอดแห่งจิตใจ ได้รับอมตธรรมความ ไม่ตายแห่งจิตใจ.

น.84 ๒๖ - การบวชนั้น มันอยู่บนหัวคนทุกคน ถ้ามันเป็นการ บวชจริง. - การบวชนั้นทำประโยชน์ผู้อื่น; แม้อย่างประโยชน์ โลก ๆ ได้ยิ่งกว่าคนไม่บวช ถ้าใครมันจริง มันไม่โกหก ตัวเอง มันว่าอยากจะทำประโยชน์แก่ผู้อื่นแล้ว. บวชเพื่อ ทำประโยชน์ผู้อื่นอย่างเดียวก็ยังพอ ; ยังไม่ต้องบรรลุ มรรค ผล นิพพาน มันก็ยังมีโอกาสทำได้ แล้วก็ทำลายกิเลส ความ เห็นแก่ตัวไป ในการช่วยเหลือกุศลสาธารณะ. - และการบวชนั้นเป็นเพศอันสูงสุด คือ สมณเพศ เป็นเพศที่ทรงไว้ซึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจก- พุทธเจ้า และพระอรหันต์โดยทั่ว ๆ ไป. ขอให้พิจารณาดูกันอย่างนี้ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ผ้าเหลืองก็คง จะไม่ร้อนนัก มันคงจะบวชกันได้ ๒ พรรษา ๓ พรรษา ๔ พรรษา ๕ พรรษา จนกระทั่งลืมสึกไปก็ได้. อาตมาเห็นประโยชน์อย่างนี้ จึงมาพูดกันในวันนี้ว่า การบวชคืออะไร ? การบวชคืออย่างนี้ มันวิเศษกี่มากน้อย ; แล้วมันกลับไม่ต้องลงทุนอะไร เป็นเงินเป็นทอง, ทำนอง เดียวกันกับที่พูดว่า นิพพานเป็นของให้เปล่า ไม่ต้องเสีย สตางค์ อย่างไรก็อย่างนั้น. นี่คือ การบวชที่แท้จริง ซึ่ง เป็นการบวชจริง แล้วมันก็ตลอดไป.

น.85 ๒๗ ทีนี้ เหลืออยู่นิดหนึ่ง ก็จะพูดถึงการบวช ที่เป็น การ บวชชั่วคราว ไม่ได้ตำหนิติเตียนอะไร ที่ว่าเป็นการบวช ชั่วคราว เมื่อมันมีความสามารถเช่นนั้น ก็บวชชั่วคราว แต่ขอให้ทำจริง ๆ ให้มันได้ผลจริงๆ บวชพรรษาเดียวก็ได้ แต่ขอให้มีการกระทำที่ตรงตามความหมายของการบวช :- (๑) มันเป็นการค้นหาอะไร ที่ดีกว่าอยู่บ้านเรือน. (๒) ให้เป็นการทดลองอยู่อย่างไม่มีทรัพย์สมบัติ อยู่ อย่างต่ำต้อย พระเณรคนไหนที่จะบวชเพียงพรรษาเดียว ก็ขอ ให้ถือเป็นโอกาสทดลอง. ว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างต่ำต้อย ไม่ต้อง มีทรัพย์สมบัติเลย. (๓) ทดลองการบังคับตัว บังคับจิต บังคับความ- รู้สึก บังคับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ . (๔) ทดลองสละทรัพย์สมบัติ ของรัก ของพอใจ ทด ลองไปทุกสิ่งทุกอย่าง ในเมื่อบวชได้เพียง ๓ เดือน มันก็จะเป็นการบวช ที่มีอานิสงส์มหาศาล อย่างที่ท่านอาจารย์แต่กาลก่อน ท่ านพูด ไว้เป็นอุปมา เพื่อการคำนวณ ; เพราะว่ามัน ไม่อาจจะพูด อย่างอื่น, คือ ท่านพูดว่า ให้เอาผ้าทั้งหมดนี้ เป็นเหมือนกับ กระดาษ แล้วก็เอาภูเขาพระสุเมรุ เหมือนกับปากกา หรือพู่กัน ให้เอา แผ่นดินเหมือนกับหมึก เอาน้ำในมหาสมุทรเป็นน้ำละลายหมึก แล้ว เขียนกันให้เต็มท้องฟ้า มันก็ไม่หมดอานิสงส์ของการบวช. ท่านไม่รู้

น.86 ๒๘ จะพูดอย่างไร ก็เลยพูดไว้เป็นอุปมาอย่างนั้น ว่าการบวชนั้น ถ้าบวชกันจริง มันมีอานิสงส์มากอย่างนั้น. แล้วเดี๋ยวนี้ เราได้อานิสงส์อย่างนั้นกันหรือเปล่า? เพราะแม้แต่ว่าการบวชคืออะไร ก็แทบจะไม่รู้เสียแล้ว. ฉะนั้น ขอให้ไปศึกษากันดูใหม่ ในระหว่างอุปัชฌาย์อาจารย์กับ ผู้บวช, ในระหว่างผู้บวชกับผู้บวช, ในระหว่างผู้บวชกับ บิดามารดา ญาติ มิตร สหายทั้งหลาย, ว่าเราจะเอาประโยชน์ อะไรจากการบวชกันให้ถูกต้อง ให้ตรง ตามความมุ่งหมาย อันนี้ . ทีนี้ จะพูดถึงว่า บวชชั่วคราวนั้น คืออย่างไรบ้าง ? บวช ๓ เดือน ก็ยังเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีเกิดขึ้นใหม่ ครั้งพุทธกาลเขาไม่มีเรื่องบวช ๓ เดือน; ธรรมเนียมบวช ๓ เดือนมันไม่มี. เดี๋ยวนี้ เราเห็นว่ามันมีประโยชน์ ; เอ้า, ก็บวชกัน ๓ เดือน แล้วก็ให้บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ตลอด ๓ เดือน. ทีนี้ ก็ยังมีที่มันเล็กลงไปอีก เล็กลงไปอีก เรียกว่า บวชเฉพาะวัน วันนี้เป็นวันอุโบสถ ถือศีลอุโบสถ ก็เป็น การบวชชนิดหนึ่ง บวช ๑ วัน คือวันอุโบสถ, แล้วก็ถือศีล อุโบสถ ตรงตามความหมายของสิกขาบท ทำตามรอยพระ อรหันต์ ๘ ประการนั้นแล้ว โดยจิตใจก็ยังได้รับอะไร ๆ เหมือนกับการบวชทุกประการ; เพราะว่า ในวันที่ถือศีล

น.87 ๒๙ อุโบสถนั้น ต้องทำให้มีจิตใจ เป็นอย่างอื่น : เป็นจิตใจที่อิสระ หลุดพ้น เป็นจิตใจที่สงบ ได้ดื่มรสของพระนิพพาน, คือ ความเยือกเย็น, ไม่มีการรบกวนของกิเลส ไม่เกี่ยวข้องกังวล ด้วยอะไร; เหมือนกับว่า สละออกไป แม้แต่ชีวิตก็ไม่ได้คำนึง ถึง เหลืออยู่แต่การประพฤติปฏิบัติให้ดีที่สุด ในการตามรอย พระอรหันต์. นี้เรียกว่า เป็นการอยู่ในรอยของพระอรหันต์ หรือเดินตาม หลังพระอรหันต์ไป ฉะนั้นจึงถือว่าการบวช แม้บวชวันเดียว ก็มีอยู่ ; เช่น การสมาทานอุโบสถศีล เป็นต้น หรือว่า ใครจะสมาทานการบวช อย่างอื่นที่มันคล้าย ๆ กัน บวชวันหนึ่ง สองวัน เจ็ดวัน อะไร ก็ยัง ทำได้ แต่ขนบธรรมเนียมประเพณี มันมีให้อยู่แล้วว่า ถึงวันอุโบสถ ก็บวชกันเถอะ ถึงวันอุโบสถก็บวชกันเถอะ บวชหนึ่งวัน มันเป็นการ ตามรอยพระอรหันต์ แล้วก็จะได้รับอานิสงส์ของการบวช อย่างที่ว่ามา แล้ว ไม่มากก็น้อย. เอ้า, จะพูดให้มองเห็นกันเต็มที่ ว่าถืออุโบสถหนึ่งวัน มันก็เป็นการออกไปค้นไปแสวงหา ว่าอะไรมันดีกว่ากัน ระหว่างอยู่เป็นฆราวาสกับการบวช. นี่เข้ารอยของพระพุทธ- เจ้าแล้ว; ออกไปบวชเพื่อแสวงหาว่าอะไรมันเป็นกุศล ใน ระหว่างที่ถืออุโบสถวันนั้น : ก็เป็นอยู่อย่างต่ำที่สุด เป็นอยู่ อย่างไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเลย, อยู่อย่างมีสติระวังอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีของรักของชอบใจ อันเป็นที่ตั้ง

น.88 ๓๐ แห่งความหลง, เป็นวันที่เขาสบายที่จะก้าวหน้าไปตามทาง ของธรรมะ ไปสู่โลกุตตระ ไม่ข้องแวะด้วยกามาวจร ก็พอที่ จะทำให้ทุกคนยอมรับนับถือ เป็นบิดามารดา ถือศีลอุโบสถ ได้รับความเคารพ นับถือจากลูกจากหลาน ในวันนั้นเป็นพิเศษ มันก็ดีอยู่; ยัง อาจจะทำประโยชน์อย่างอื่น แก่ผู้อื่นได้; เช่น พร่ำพูดจา สั่งสอนให้คนข้างเคียง ในวันอุโบสถนั้นมาพูดจา ศึกษา อบรม สั่งสอนคนข้างเคียง แล้ววันนั้นก็เว้นขาดจากความเป็นฆราวาส ถือศีลพรหมจรรย์ ไม่มีการกระทำของบุคคลที่อยู่กันเป็นคู่. นี่ อุโบสถศีลคือ การบวช ๑ วันก็ยังได้อานิสงส์มากมาย ถึงอย่าง นี้. ขอให้ไปพิจารณาดูให้ดี แล้วปรับปรุงการถืออุโบสถศีล ของตน ๆ ให้เกิดผลอันสูงสุดดังที่ว่ามาแล้วยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ทั้งหมดนี้ สงเคราะห์รวมอยู่ในคำว่า การบวชคือ อะไร ? ยิ่งเป็นการบวชเท่าไร ยิ่งไม่ต้องใช้สตางค์เลย ยิ่งใช้ สตางค์มากเท่าไร ยิ่งไม่เป็นการบวช ; แต่เป็นการบ้ามากขึ้น เท่านั้น. บวชกับบ้านั้น ไม่เหมือนกัน ; พระเณรองค์ไหน ใช้สตางค์มากในการบวช, บวชแล้วก็ยังใช้อยู่ คอยสะสมเงิน ทองอยู่ มันไม่เป็นการบวชแล้ว มันเป็นการบ้า. ฉะนั้น วันนี้ พูดเรื่องการบวชคืออะไร กันเสียที ก็ดี เหมือนกัน เพราะมันจะเข้าพรรษา เป็นฤดูบวช แล้วก็ได้บวชกัน เข้ามาแล้วก็มาก กำลังออกจากการบวชอยู่ก็มาก พูดกันในระยะนี้ ก็ดี ว่าการบวชนี้คืออะไร ?

น.89 ๓ ๑ วันนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะพูดอะไรมากไปกว่าคำพูดคำเดียว ว่า การบวชคืออะไร? เพราะมันมีเหตุผลเกี่ยวข้องกัน ทายก ทายิกาทั้งหลาย ก็เตรียมตัวสำหรับจะบวชลูก บวชหลาน จะ ทำบุญกุศล กันเป็นการใหญ่ เนื่องในการเข้าพรรษา. คน หนุ่มก็จะบวชกันเพื่อจะเข้าพรรษา เพื่อจะจำพรรษา; พูดกัน ก็น่าฟังว่าจะบวชเพื่อบุญ เพื่อกุศล เพื่อสืบอายุพระศาสนา; แต่แล้วมันจะเป็นตามนั้นจริงหรือไม่? ก็ขอได้พิจารณาดู โดย ข้อความดังที่อาตมาได้กล่าวมาแล้วว่า การบวชคืออะไร ? เป็นเวลา ๑ ชั่วโมงแล้ว. การบรรยายวันนี้ ขอถือโอกาสเพียงเท่านี้ น้อยกว่า ทุกที แต่ถือว่าเป็นการสมควรแก่เวลาแล้ว. ขอยุติการบรรยาย เฉพาะวันนี้ อันเป็นวันสุดท้ายของภาควิสาขบูชา วันเสาร์หน้า ก็จะได้เริ่มภาคใหม่ คือภาคอาสาฬหบูชา ต่อไป. ขอกล่าวปิดภาควิสาขบูชา ด้วยเรื่องว่า การบวชคืออะไร ในบัดนี้ ? ขอโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลายท่านได้สวดบาลีคณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจของผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป.

น.90 อัตตา หิ อัตตโน นาโถ. มิใยใคร จะพึ่ง ซึ่งพระเจ้า แต่พวกเรา ชาวพุทธ ศาสนา ผู้เชื่อฟัง โอวาท พระศาสดา พึ่งธรรมา คือพึ่ง ซึ่งตัวเอง ; ประกอบกรรม นำมา ซึ่งโภคผล ตั้งแต่ต้น จนปลาย ได้เหมาะเหมง ทั้งทางโลก ทางธรรม ก็ยำเกรง ถือเลบง สร้างตัว อยู่ทั่วกัน “อัตตา หิ อัตตโน นาโถ” แปล ว่าตัวพึ่ง ตัวแน่ แก้บิดผัน เป็นอื่นไป วนเวียน พาเหียรครัน พึ่งเขานั้น ไม่ “หนึ่ง” เหมือนพึ่งตัว ฯ พุทธทาส อินทปัญโญ

น.91 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๓ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ๓. การงานคืออะไร ? ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๗. ปวารณา และธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุคปัจจุบัน ๑ ๑๐. การบวชคืออะไร? ๑ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๑๒. ตัวตนคืออะรไ? ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๔ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗

น.92 ผู้จะจัดพิธีบวชและผู้เข้าบวช ควรรู้ว่า การบวชคืออะไร ? การบวชที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงินมาก. ความมุ่งหมายของการบวช : ก. ตามบาลี คือ เว้นหมดจากอุปสรรคในบ้าน ข. บวชสมบูรณ์แบบ หรือบวชชั่วคราว ก็มีความหมายแต่ละอย่าง. หลักทั่วไปในเรื่อง การบวชสมบูรณ์แบบ มีดังต่อไปนี้ :- ๑. การบวชคือออกไปแสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล. ๒. ไปอยู่อย่างต่ำต้อย ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร เริ่มแต่ฝึกกระทั่งปฏิบัติจริง. ๓. การไปถือศีล สิกขาบท ล้วนเป็นการบังคับจิต บังคับความรู้สึก. ๔. เป็นความสะดวกที่จะเดินทางออกไปนอกโลก, อยู่เหนือโลก. ๕. เป็นโอกาสได้สิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้, ซึ่งควรรู้ระดับของจิต. - คนธรรมดา สิ่งดีที่สุด คือ กามาวจรภูมิ, - สูงขึ้นไป พอใจใน รูปาวจรภูมิ, - สูงขึ้นไปอีก พอใจ อรูปาวจรภูมิ, ง่ายที่จะถึงโลกุตตรภูมิ. - ระดับโลกุตตรภูมิ เป็นภาวะจิตเหนือโลก จิตถึงอิสรภาพ. ๖. การบวชทำให้มีสภาพอยู่เหนือศีรษะของคนในโลก. ๗. ผู้บวชมีโอกาสทำประโยชน์เพื่อบุคคลอื่นอย่างมหาศาล เช่น :- ก. เป็นผู้นำทางวิญญาณ, ข. สืบอายุพระศาสนา, ค. ทำประโยชน์กุศลสาธารณะ, ง. ดึงบุพการีญาติทั้งหลายมาผูกพันศาสนา. ๘. การบวชเป็นการมาอยู่ในเพศอันสูงสุด. - เพศสูงสุดคือทรงไว้ซึ่งพระอรหันต์, พระปัจเจกพุทธเจ้า, พระสัมมา- สัมพุทธเจ้า. การบวชชั่วคราว ต้องทำจริงมีผลจริงตามความหมายของการบวช ที่กล่าวข้างต้น ซึ่งขอให้เป็นโอกาสฝึกทดลองตลอดเวลาที่กำหนด. บวชวันเดียว เช่นสมาทานอุโบสถศีล ก็ยังนับว่าได้ตามรอยพระอรหันต์. ควรพิจารณาดูทั้งผู้บวชและผู้จัดให้บวช ว่าได้ทำถูกตรงเพียงไรหรือไม่ ?

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต