Buddhadasa.org
หนังสือตัวตน คือ อะไร ? › อ่านฉบับเต็ม

📖 ตัวตน คือ อะไร ?

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ตัวตน คือ อะไร ?

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.7 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาขบูชา เป็น ครั้งที่ ๑๐ ในวันนี้อาตมาก็จะได้กล่าวเรื่อง อะไรเป็นอะไร ต่อ ไปตามเดิม. เฉพาะในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า "ตัวตน คืออะไร ?". ขอทำความเข้าใจกันไว้เสมอไปว่า การที่จะพูด เรื่อง อะไรเป็นอะไร นี้ จะพูดในลักษณะที่ธรรมดาสามัญที่สุด ที่คนทั่วไป จะต้องเกี่ยวข้อง หรือใช้พูดจา หรือใช้เป็นหลักปฏิบัติ ให้สำ- เร็จประโยชน์ให้มากที่สุด ; แต่ก็ไม่พ้นไปจากเรื่องที่มีอรรถะ หรือความหมายอันลึกซึ้ง ดังที่มีกล่าวอยู่ในพระคัมภีร์. * บรรยายเมื่อ ๓ มิถุนายน ๒๕๒๑ ๑

น.8 ๒ ปัญหาต้องพิจารณาคือหลักศาสนาว่าไม่มีตัวตน, แต่คำสอนบางกรณีมีตัวตน. สำหรับปัญหาที่ว่า ตัวตนคืออะไร นั้น ท่านทั้งหลาย ลองคิดดูว่า มัน เป็นปัญหาอยู่อย่างไร ในบัดนี้ ? พระพุทธ ศาสนากล่าวถึงความไม่มีตัวตน ไม่ใช่ตัวตน ; แต่คนทั่วไป ก็ยังมีความรู้สึก ที่เป็นตัว เป็นตน ; แม้พระพุทธภาษิตก็ยัง มีอยู่ประเภทหนึ่ง ซึ่งกล่าวว่ามีตัวตน เช่นกล่าวว่า ตนเป็น ที่พึ่งแก่ตน ดังนี้เป็นต้น. ปัญหาก็คงจะเกิดขึ้น เป็นธรรดา ว่า ตัวตนนั้นมันมี หรือไม่มี ? ถ้ามี มัน ได้แก่อะไร .? คนทั่วไปรู้สึกว่ามีตัวตน ; แต่หลักธรรมะในพระพุทธศาสนา กล่าวว่าไม่มีตัวตน. คือมีแต่สิ่งที่มิใช่ตัวตน แล้ว พุทธบริษัท จะทำอย่างไร, หรือบุคคลนั้นจะต้องมีความคิด มีความแน่ใจ ลงไปอย่างไร จึงจะมีความเป็นพุทธบริษัท ที่ถูกต้องได้. อาตมาเห็นว่ามันมีความจำเป็นอย่างนี้ จึงได้เอาเรื่องนี้มาพูด ในวันนี้ โดยหัวข้อว่า ตัวตนนั้นคืออะไร. เมื่อกล่าวโดยทาง ภาษา ตามที่ใช้กันอยู่ ก็มีอยู่ ๒ อย่าง คือ ความรู้สึกที่เป็นตัวเป็นตน เ ป็นสัตว์ เป็นบุคคล เอาเสียจริง ๆ นี้ก็อย่างหนึ่ง. ทีนี้ก็มีความหมายเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ อีกอย่างหนึ่ง คือ มีความหมายเพียงแต่ว่า มันเป็นชิ้นเป็นอัน; เช่นคนบางคน จะพูดว่า ทำอะไรไม่เป็นตัวเป็นตนเสียเลย คือเขาไม่ได้ทำให้ มันจริง ให้มันจัง ให้เป็นชิ้นเป็นอัน, ก็เรียกว่าไม่เป็นตัว

น.9 ๓ เป็นตนเสียเลย; อย่างนี้ก็อีกความหมายหนึ่ง, ล้วนแต่เป็น ความหมายที่ใช้พูดจากันอยู่ทั้งนั้น. ในขั้นต้นอยากจะทำความเข้าใจว่า เราจะพูดกันถึง ตัวตน ในลักษณะที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ. เ รามีอะไรเป็น ตัวเรา ตามความรู้สึกของเรา; นี้ก็รู้สึกว่าเรามีตัวตน. แล้ว เรามีอะไร ๆ เป็นของเรา ตามความรู้สึกนี้ ก็ว่ามันเป็นของตน ตนชนิดนี้มันอยู่ที่ไหน ? มันจริงสักเท่าไร? จะไปยึดถือได้ หรือไม่ ? หรือว่าควรยึดถือหรือไม่ ? บางพวกเอาจิตที่คิดนึกได้เป็นตน, บางพวกเอาร่างกายเป็นตน. ข้อความตามที่กล่าวไว้ ในพระคัมภีร์ ได้ยินได้พึ่งกัน อยู่ พอจะสรุปความได้ว่า ในลักษณะหนึ่ง ก็เอาจิตที่คิดนึกได้ ว่า เป็นตัวตน, หรือ อีกทางหนึ่งก็เอาร่างกาย ซึ่งเป็นรูปเป็นร่างนี้ ว่าเป็น ตัวตน. พวกที่เอาจิตเป็นตัวตน นั้น อธิบายว่า มีความคิด ของจิต นั้นเอง ว่าอย่างนั้นอย่างนี้, มีความรู้สึกว่า เป็นอย่าง นั้นอย่างนี้ หรือรู้สึกว่าฉันอยาก ฉันต้องการ ฉันเป็นสุข ฉันเป็นทุกข์ แล้วฉันก็คิดนึกอย่างนั้นอย่างนี้ ได้มากมาย ; ตามความรู้สึกของคนธรรมดาทั่วไป จึงสำคัญเอาว่า จิตที่คิดนึก ได้นั่นแหละ เป็นตัวตน. เรื่องนี้ บาลีก็มีอยู่ว่า จิตฺตํ อตฺตา นาม -จิตนั่นแหละ ชื่อว่าตัวตน.

น.10 ๔ ท่านทั้งหลายลองคิดดูให้ดี ทบทวนความรู้สึกของตน เองดูให้ดี จะพบว่า โดยส่วนใหญ่ แล้ว เราจะรู้สึกว่า สิ่งที่คิด- นึกได้นั่นแหละ เป็นตัวตน; แล้วเราก็ไม่รู้อะไรมากไปกว่า นั้น. รู้แต่เพียงว่า มีสิ่งหนึ่งซึ่งมันคิดนึกอย่างนั้นอย่างนี้ได้, แล้วเราก็เข้าใจเอาว่า นี้เป็นตัวตน มันจะถูกหรือผิด ก็ค่อย พิจารณากันต่อไป. นักปราชญ์ฝรั่ง ที่เขาจัดไว้เป็น นักปรัชญา สูงสุดพวก หนึ่ง เขาถือหลัก อย่างนี้ ว่า ข้าพเจ้าคิดได้ ดังนั้นข้าพเจ้ามีอยู่ ; ก็ ถือว่ามีตัวตน. แต่ว่าการถืออย่างนี้ มีคนถือมาแล้ว ตั้งแต่ ครั้งพุทธกาล หรือก่อนพุทธกาลนู้น การที่นักปราชญ์ฝรั่งจะ มาคิด แล้วมีบทบัญญัติตั้งขึ้นมา ว่าเป็นตัวตน เมื่อสัก ๒๐๐ ปี มานี้ มันเป็นของใหม่เมื่อวานนี้เอง แล้วมันก็ไม่แปลก เราทำความเข้าใจกันว่า มีผู้คิดอย่างนี้กันทั่ว ๆ ไป แล้วก็จะรวมทั้งเราเองด้วย ว่า จิตนั่นแหละคือตน ; เพราะ คำว่า จิต นี้ก็แปลว่า คิด ; ฉะนั้นตัวสิ่งที่มันคิด หรือความคิด นั้น ก็เป็นตัวตน นี้พวกหนึ่ง. ทีนี้ พวกที่เรียกว่า กายเป็นตน นั้น ก็เป็นความรู้สึก ที่เกิดได้แก่คนทั่วไป ; เพราะว่า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา มันมี ความหมายว่า เป็นตัวใครคนใดคนหนึ่ง นอกจากเรา จะเป็น มิตรหรือเป็นข้าศึกแก่เรา, ก็เกิดความรู้สึกว่า มันเป็นตัวเขา ; ก็เอารูปร่างที่เห็นนั้น ว่าเป็นตัวตน, หรือว่าเราจะคิดว่า ร่าง

น.11 ๕ กายนี้มันเป็นตัวเป็นตน ก็มีทางที่จะคิดได้ ; เพราะอะไร ๆ มันมาสำเร็จอยู่ที่ร่างกาย มีความรู้สึกอยู่ที่ร่างกาย. พระพุทธเจ้าก็ยังตรัสว่า ถ้าจะเอากายนี้เป็นตัวตน ก็ยังมี เหตุผล หรือดีกว่าที่จะเอาจิตเป็นตัวตน ; เพราะว่าร่างกายนี้ ยังตั้งอยู่ ๑ ปีบ้าง ๒ ปีบ้าง ๓ ปีบ้าง กระทั่ง ๑๐๐ ปีบ้าง. ส่วนสิ่งที่เรียกว่าจิตนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป, ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป, ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่ง ดับไป, สลับกันอยู่อย่างรวดเร็วอย่างนี้ ตลอดทั้งวันตลอดทั้ง คืน. เมื่อจะเอาเป็นตัวเป็นตนกันแล้ว เอาที่ร่างกายดีกว่า ; เพราะมันยังตั้งอยู่ ๑ ปีบ้าง ๒ ปีบ้าง กระทั่ง ๑๐๐ ปีบ้าง อย่างนี้ก็มี. เมื่อจะเปรียบเทียบ ระหว่างกายกับจิต ที่มีความแตก ต่างกันมาก แล้วควรจะเอาอะไรเป็นตัวตนอย่างนี้ พระพุทธ- เจ้าท่านก็ยังตรัสอย่างนี้ ; แต่อย่าเข้าใจไปว่า พระพุทธเจ้า ท่านสอนให้ยึดถือเอาร่างกายนี้ ว่าเป็นตัวตน. ข้อความมันมี อยู่ชัดว่า ถ้าจะเอาเป็นตัวตนกัน ในระหว่างกายกับจิตแล้ว เอากาย เป็นตัวตน มันดูมีเหตุผลกว่า ดังที่ว่ามาแล้ว ทีนี้ร่างกายนี้ ตามความรู้สึกของเด็ก ๆ. เด็ก ๆ เขา ก็ต้องรู้สึกว่า ร่างกายนี้มันทำอะไรได้, มันคิดอะไรได้, มัน สัมผัส รู้รสอะไรได้, ก็ควรจะรู้สึกได้เองว่า เป็นตัวตนด้วย

น.12 ๖ เหมือนกัน ; ดังนั้นจึงมีการยึดถือตัวตนทางร่างกาย หรือเอา ร่างกายเป็นตัวตน นี้ก็มี. นี่เลย ได้หลักเกณฑ์ขึ้นมาว่า พวกหนึ่งยึดเอาจิตเป็น ตัวตน, พวกหนึ่งยึดเอาร่างกายเป็นตัวตน ; เป็นอันว่า ตัวตน มันได้มีอยู่แล้ว ในการพูดจา. แต่ในที่นี้ต้องขอยกเว้นคำพูดภาษาท้องถิ่น เช่น ภาษา ปักษ์ใต้ เราตรงนี้ เป็นต้น มีคำว่า ตน ขึ้นมาใช้อีกคำหนึ่ง คือ ใช้เป็นบุรุษที่ ๒ หมายถึง ท่าน. นี้ถ้าคนพูดภาคใต้ก็จะพูดว่า ตน เมื่อหมายถึงคนที่ ๒ ที่พูดกันกับเรา. ตนอย่างนี้เป็น เพียงสรรพนาม ใช้พูดแทนบุคคลที่ ๒ ที่พูดกันกับเรา ; ยก เว้นเสียก็ได้ ไม่มารวมอยู่ในปัญหาข้อนี้. ปัญหาข้อนี้มันเล็ง ถึง การพูดไปตามความรู้สึก ที่รู้สึกว่ามีตัวตน. ทีนี้สิ่งที่ต้องคิดต่อไปก็มีว่า มนุษย์ทั้งหลาย ทั้งปวง ก็ได้ พูดจากัน ด้วยคำ ว่า เรา ว่า ตัวเรา หรือ ตัวตนของเรา ตามความรู้สึกที่ว่ามีตัวตน ; แม้ พระพุทธเจ้าเอง ก็ได้ตรัสคำว่า ตัวตน ใช้ในการพูดจา, อย่างที่สั่งสอนว่า ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน . อย่างนี้ก็มี. การสั่งสอนเรื่องกรรมว่า เราทำกรรมใดไว้ จะได้ รับผลแห่งกรรมนั้น : ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม อย่างนี้ก็มี. เมื่อ ตรัสถึงพระองค์เอง ก็ใช้คำว่า เรา, เราตถาคต : ใช้คำว่า อหํ ว่า เรา เหมือนกับที่เขาพูดกันอยู่ทั่ว ๆ ไป ; ก็แปลว่า ท่านก็ พูดจาด้วยคำว่าเรา ว่าตัวเรา เหมือนกับประชาชนทั้งหลาย.

น.13 ๗ นี่ก็เกิดเป็นปัญหาขึ้นมาว่า พระพุทธองค์ทรงยอมรับความมี ตัวตน ตรงตามคำที่พูดจากันนั้นหรือไม่ ? พระพุทธเจ้าทรงยอมรับใช้ถ้อยคำตามที่โลกสมมติเป็นตัวตน. ข้อนี้ขอให้ทราบว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ ว่า พระองค์ตรัสด้วยถ้อยคำ ตามที่โลกเขาใช้สมมติพูดจากัน ; แต่ไม่ได้ ยึดถือความหมายนั้น . ดังนั้น ถ้าพระองค์ตรัสว่า "ตน" ก็เป็น แต่เพียงตรัส ตามที่ประชาชนเขาพูดกัน ไม่ได้ยึดถือความ- หมาย ว่าเป็นตัวตน. ข้อความในพระบาลี มีกว้างขวางถึงกับว่า พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสว่า อัตตา ๓ ชนิด คืออัตตาใหญ่ ๆ หยาบ ๆ อย่างที่คน รู้กันทั่วไป, หรือว่า อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ มองเห็นได้ราวกับว่า เห็นเส้นด้ายอยู่ในแก้วมณี, หรือว่า อัตตาชนิดที่ไม่มีรูป เป็นนาม ธรรม ซึ่งจะตรงกับคำว่า อาตมัน ที่ใช้กันอยู่, เป็นเรื่องฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ ล้วน ; มีอยู่เป็น ๓ ชนิด ๓ อัตตา ดังนี้. พระองค์ก็ได้ตรัสถึงสิ่งเหล่านี้ ในเมื่อจะต้องตรัสกับ คนทั้งหลาย ที่มีความเชื่อ ความยึดถือ เกี่ยวกับอัตตาทั้ง ๓ นี้ อยู่. พระองค์ก็ใช้คำนั้น ๆ ตรัส ในเมื่อจำเป็นจะต้องตรัส อย่างนั้น. แต่ว่าพระองค์ เพียงแต่กล่าวไปตามโวหาร ของคน เหล่านั้น ; ไม่ได้ยึดถือโดยความเป็นตัวตนอันแท้จริงอะไร, เรียกว่า เป็นการกล่าวไป ตามโลกสมัญญา คือ การรับรู้ของชาวโลก,

น.14 ๘ เป็นโลกบัญญัติ คือ ตามที่ชาวโลกเขาบัญญัติไว้, เป็นโลกนิรุตติ คือ การพูดจาของชาวโลกนั้น, เป็นโลกโวหาร คือ โวหารที่ใช้พูดจากันอยู่ ในโลก. คำ ๔ คำนี้มีความสำคัญมาก ซึ่งควรจะเข้าใจ และ รู้ความจริงไว้ สำหรับประพฤติปฏิบัติ อย่างเดียวกับที่ พระพุทธองค์ท่านได้ทรงกระทำ. คือพูดไปตามที่ชาวโลกเขา พูดกัน ; แต่จิตใจ มิได้ยึดถือความหมายเป็นตัวเป็นตน ด้วย อุปาทาน วิธีการ นั้นเรียกว่า โลกบัญญัติ เรียกว่า โลกสมัญญา เรียกว่า โลกนิรุตติ เรียกว่า โลกโวหาร ; แต่พระพุทธเจ้าท่าน ได้ตรัสว่า ยา หิ ตถาคโต โวหรติ อปรามสนฺโต - ตถาคตย่อมกล่าว ด้วยโวหารใด แต่ก็มิได้ยึดถือตามโวหารที่กล่าวนั้น หรือตามคำที่กล่าว นั้น. ในการสอนตรัสตามชาวโลก แต่โดยแท้จริง จิตมิได้ยึดถือตาม. สรุปความสั้น ๆก็ว่า พระองค์ก็ยังตรัสไปตามที่ ชาวโลกเขากล่าวว่า อัตตาชนิดนั้น อัตตาชนิดนี้ อัตตาชนิด โน้น มันมีอยู่ ; แม้อัตตาที่เรียกว่า เราหรือตัวเรา ก็ตรัส. แต่แล้วใน ความรู้สึกในใจนั้น ไม่ได้ยึดถือเป็นตัวเป็นตน เป็น สัตว์ เป็นบุคคล ซึ่งเมื่อยึดถือแล้วเกิดปัญหา เป็นความทุกข์ ขึ้นมา.

น.15 ๙ นี่สรุปความว่า คำพูดว่า ตัวตน มีอยู่ ใช้กันอยู่ ; แม้พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงใช้. แต่ท่านใช้สักว่าเป็นโวหารพูด ตามประสาที่ชาวโลกเขาพูด ; จิตใจไม่ได้ยึดถือโดยความเป็น ตัวตน ไปตามคำพูด. ทีนี้ พวกเราคนธรรมดาสามัญ เล่า เมื่อพูดจาอยู่ด้วย คำพูดเหล่านั้น ด้วยโวหารเหล่านั้น จิตใจมันยึดถือ หรือมิได้ ยึดถือ ? ถ้าจิตใจมันยึดถือ ก็หมายความว่าไม่ได้รู้ อย่างเดียว กับที่พระพุทธเจ้าท่านรู้. เรารู้สึกเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็น บุคคลเสียจริง ๆ, หรือว่าได้ยินได้ฟังมา แล้วก็เชื่อแน่นแฟ้น ว่ามีตัว มีตน มีสัตว์ มีบุคคลอย่างนั้นเสียจริง ๆ. มันก็เลย ผิดกันมาก, หรือตรงกันข้าม กับที่พระพุทธเจ้าท่านรู้สึก ซึ่ง ท่านได้กล่าวว่า เราก็พูดตามโวหารที่เขาพูดกันนั้น, ด้วยคำ เหล่านั้น, ด้วยสมมติบัญญัติอย่างนั้น, แต่จิตใจนั้น มิได้ยึด ถือความหมายเช่นนั้น. ตัวตนมีขึ้นเพราะตัณหา, มานะ, ทิฏฐิ, ทำให้ยึดมั่นถือมั่น. ทีนี้ จะดูไปถึงข้อที่ว่า ความรู้สึกว่า ตัวตน ที่สำคัญ อย่างยิ่ง ที่เกี่ยวกับตัวเรานั้น เกิดมาจากอะไร ? ตามหลักมีกล่าวไว้ ในอรรถกถาว่า มาจากสิ่งทั้ง ๓ คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ. ตัณหา คือ ความรู้สึกอยาก ด้วยอำนาจของอวิชชา . มานะ คือ ความสำคัญมั่นหมาย เอาว่าอย่างนั้น ว่าอย่างนี้ ตาม

น.16 ๑๐ อำนาจของอวิชชา. ทิฏฐิ ก็คือ ความคิด ความเห็น ความ เข้าใจ อย่างนั้นอย่างนี้ ไปตามอำนาจของอวิชชา, เรียกว่า ทิฏฐิ หมายถึงมิจฉาทิฏฐิ. ตัณหา เป็นเหตุให้ยึดถือเอา โดยความหมายว่า ของเรา เช่นว่า ตัวตนของเรา. ความรู้สึกว่าตัวตนของเรานี้ มัน เกิดขึ้นเพราะอำนาจแห่งตัณหา ที่มันอยากจะมีอะไร อยาก จะเป็นอะไร, อยากจะได้อะไร. ทีนี้ ถ้าว่ามันเป็น เรื่องของมานะ คือ ความสำคัญ มั่นหมาย. มันมีความรู้สึกเกิดขึ้นมาว่า นั่นเป็นเรา ; ความ รู้สึกคิดนึกก็ดี แล้วแต่มันจะยึดถือเอาร่างกายหรืออะไรก็ดี มันก็สำคัญเอาว่าเป็นเรา. เมื่อ ตัณหาทำให้ยึดถือว่า นั่นของเรา คือ เอตํ มม นั้นแล้ว, มานะก็ทำให้ยึดถือเอาว่า เอโส หมสฺมิ - นั่น เป็นเรา ครั้นมาถึง ทิฏฐิ - ความสำคัญผิดด้วยอำนาจของอวิชชา ทำให้เกิดความรู้สึกยึดถือขึ้นมาว่า เอโส เม อตฺตา - นั่นอัตตา ของเรา. ทีนี้ คนเรามีทั้งตัณหา มีทั้งมานะ มีทั้งทิฏฐิ ตามเหตุ ตามปัจจัย ที่ให้เกิดมีตัณหา มานะ และทิฏฐิ. สิ่งทั้ง ๓ นี้ เป็นปัจจัยให้เกิดความยึดถือขึ้นมาว่า นั่นของเรา, หรือว่า นั่น เป็นเรา, หรือว่า นั่นเป็นอัตตาของเรา, ว่าเราก็มี ว่าของเรา ก็มี ว่ามีอะไรที่เป็นของเราก็มี. ความรู้สึกทำนองนี้ เป็นไป ได้ตามธรรมดาสามัญที่สุด โดยง่ายที่สุด.

น.17 ๑๑ เราจะระลึกนึกถึงลูกเด็ก ๆ ที่มันเพิ่งเกิดออกมา ไม่ เท่าไร มันก็จะเกิดความรู้สึกยึดถือในรูปแบบนี้ครบถ้วน ; เพราะไม่เท่าไร เขาก็สอนให้เด็กๆ รู้จักคิดว่า นั่นของเรา : บ้านของเรา เรือนของเรา พ่อของเรา แม่ของเรา พี่ของเรา น้องของเรา. นี้ไม่เท่าไร ก็ มีสิ่งแวดล้อม ทำให้เด็กรู้สึกคิดนึกว่า นี่แหละคือ กู, นั่นเป็นตัวเรา. ทีนี้ ถ้าเด็กได้รับการศึกษาละเอียดลออยิ่งขึ้นไปอีก ก็ รู้จักยึดถือ เอาจิตเป็นต้น ว่านั่นเป็นอัตตาของเรา ; อยู่กัน มาจนโต ก็มีสิ่งแวดล้อม ทุกๆ รูปแบบ ทุกทิศทุกทาง จน คน ๆ หนึ่งก็รู้จักยึดถือว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็น อัตตาของเรา นี้เรียกว่า ความยึดถือ. ตัวตน เป็นเพียงความคิดรำลึกยึดถือ, ทำให้เป็นทุกข์. ถ้าจะสังเกตดูให้ดีสักหน่อย ก็จะพบได้เองว่า ที่ว่า เรา ว่า ตัว ว่า ตนของเรา นั้น มัน เป็นเพียงความยึดถือ, เป็นเพียง ความคิดนึก รู้สึก และ ยึดถือ. ฉะนั้น คำพูดที่แรกที่ว่า จิต นั่นแหละคืออัตตาตัวตน ก็เป็นความจริง, คือว่าตัวตนนั้น เป็น เพียงความคิดเท่านั้น ; เช่นทุกคนสามารถจะคิด และรู้สึกว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นอัตตาของเรา. ขอให้ สังเกตดูให้ดี กันจงทุกคน อย่าต้องอาศัย ข้อความในพระคัมภีร์นักเลย. จงอาศัยเรียนพระคัมภีร์ข้างใน,

น.18 ๑๒ คือที่กาย ที่ใจ ที่ความรู้สึกคิดนึก ; อย่างนี้จะรู้ธรรมะจริง กว่า ถูกกว่า เร็วกว่า. เพื่อจะเข้าใจข้อความนี้ว่า ความรู้สึกว่าของเรา ว่า ตัวเรา ว่ามีอะไรเป็น ของเรา มัน เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ? ก็ลองคำนึงคำนวณ ถึงความรู้สึกคิดนึก ที่เคยรู้สึกคิดนึกมาแต่ กาลก่อน จนกระทั่งบัดนี้ ว่ามันได้มีความยึดถืออย่างนี้ เกิด ขึ้นแล้วอย่างไร, และเป็นความจริงถึงที่สุดอย่างไร, อย่างที่จะ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ; อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ถ้าขืนอยู่กัน ในโลกนี้ ให้สิ่งต่างๆมันแวดล้อมกันอยู่อย่างนี้แล้ว มันจะ ต้องเกิดความรู้สึกคิดนึกอย่างนี้ ว่าของเราว่าตัวเรา, ว่าอะไร อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวตนของเรา. สรุปความว่า สิ่งที่เรียกว่า ตัวตน - อัตตา นี้ เกิดมา จากตัณหา ก็มี เกิดมาจาก มานะ ก็มี เกิดมาจาก ทิฏฐิ ก็มี ซึ่ง เป็นเพียงความคิดเท่านั้น, แล้วมันจะเป็นตัวจริงได้อย่างไร ? แต่ในที่สุดมันก็เป็นตัวจริงที่สุด ที่ทำให้คนเป็นทุกข์ทรมาน เหลือประมาณ แล้วยังจะทำให้ คนกับคนนี้ฆ่าฟันกันได้ ทำร้ายกันได้ ; อย่างที่ว่า สัตว์เดรัจฉานมันก็ยังไม่ทำถึง ขนาดนั้น. เดี๋ยวนี้เราอ่านดูหนังสือข่าว หรืออะไรก็ตาม เราจะ พบว่า คนยึดมั่นถือมั่นกันรุนแรงมาก จนฆ่าผู้อื่น ฆ่าตัวเอง ฆ่าลูกฆ่าเมีย อย่างที่ว่าสัตว์เดรัจฉานมันก็ทำไม่ได้ มันยังทำ

น.19 ๑๓ ไม่เป็น; เพราะคนมันยึดมั่นเกินไป จึงได้เลวกว่าสัตว์เดรัจ- ฉานเพราะเหตุนี้. นี่ขอให้ระวังให้ดี ๆ สำหรับสิ่งที่เรียกว่า ตัวตน ซึ่ง เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น. ทีนี้ก็ดูต่อไปว่า ยึดมั่นนี้ ยึดมั่นที่อะไร ที่เอามาเป็น ตัวตน. ? โดยหลักทั่วไปมีกล่าวไว้ ใน พระบาลีอภิสมยสังยุตต์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สมณพราหมณ์บางพวก ถือเอาปัญจฺปาทานขันธ์ เป็นตัวตน, หรือบางพวกถือเอาขันธ์ ๆ ใดขันธ์หนึ่ง ในปัญจุปาทาน ขันธ์นั้นว่าเป็นตัวตน. ขันธ์ทั้ง ๕ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้ ได้อธิบายกันมาเป็นที่เข้าใจกันแล้ว ว่าคืออะไร. สัตว์ บางพวกยึดเอาทั้ง ๕ รวมกัน ว่าเป็นตัวตน อย่างนี้ก็มี, สัตว์ บางพวกยึดถือเอาแต่ขันธ์เดียวขันธ์ใด ว่าเป็นตัวตน อย่างนี้ ก็มี, เราจะพิจารณากันอย่างหลังนี้ก่อน ว่ายึดถือเอาขันธ์ใด ขันธ์หนึ่ง ว่าเป็นตัวตน. สัตว์บางพวกบางคน จะมีความรู้สึกเหมือนเด็ก ๆ ยึดถือเอารูปขันธ์ คือร่างกายนี้ เป็นตัวตน ; อย่างนี้มันเป็นไป ได้ง่าย เหมือนกับลูกเด็ก ๆ เขาก็สำคัญวัตถุว่าเป็นตัวตน เมื่อ เขาวิ่งไปโดนเสา เขาคิดว่าเสาเป็นตัวตน, ร้องไห้ ให้พ่อ ให้แม่ ให้พี่ ช่วยตีเสา. พอให้ตีเสาสักทีหนึ่งแล้ว เด็กก็หยุด ร้องไห้ อย่างนี้ก็หมายความว่า ยึดเอารูปขันธ์เป็นตัวตน.

น.20 ๑๔ ทีนี้คนบางคน ยึดเอา เวทนาขันธ์ เป็นตัวตน : ความ รู้สึกที่เป็นทุกข์ เป็นสุข เป็นอทุกขมสุข ว่าเป็นตัวตน ; เพราะว่า เป็นสิ่งที่จับใจ เอาว่าเป็นตัวตนของขันธ์ คือของเวทนานั้น แล้วจะเอาเวทนานั้น มาเป็นของตนอีกทีหนึ่ง ; อย่างนี้ก็คือ ยึดเอาเวทนาเป็นตัวตน. ทีนี้บางพวก ยึดเอา สัญญาณขันธ์ : ความสำคัญมั่นหมาย ว่าอะไรเป็นอะไร ขึ้นมาเป็นตัวตน. สัญญาในที่นี้หมายถึง ความ สำคัญมั่นหมาย ด้วยอำนาจของอวิชชา : สุขสัญญา-สำคัญว่า สุข, ทุกขสัญญา-สำคัญว่าทุกข์, นี้ก็คือเอาเวทนามา เป็นวัตถุ สำหรับสำคัญ. นิจจสัญญา - สัญญาว่าเที่ยง, สุขสัญญา - สัญญาว่าสุข, อัตตสัญญา - สัญญาว่าตัวตน ; ความสำคัญมั่น หมายเหล่านี้ ก็ง่ายที่จะถูกยึดถือว่าเป็นตัวตน. ปุริสสัญญา- สำคัญว่าชาย, อิตถีสัญญา - สำคัญว่าหญิง ; นี้ก็เป็นการง่าย ที่จะยึดถือเอาขึ้นมาเป็นตัวเป็นตน. เขาสำคัญมั่นหมายสิ่งใดลง ไปในลักษณะอย่างไร, ก็ยึดถือเอาสิ่งนั้น โดยความเป็นตัวตน ของสิ่งนั้นบ้าง, เป็นตัวตนของเราอีกทีหนึ่งบ้าง. ความสำคัญ มั่นหมายอย่างนี้ ก็ถูกยึดถือว่าเป็นตน ได้โดยไม่ยาก. ที่นี้มาถึง สังขารขันธ์ ปรุงแต่งเป็นความคิดนึก : ต้อง การอย่างนั้นอย่างนี้, จะกระทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็หมายถึงจิตที่ ทำการคิดนึกนั่นเอง. ความคิดนึก หรือจิตที่คิดนึก มีลักษณะ เหมือนกับตัวตน อย่างชัดเจนอย่างนี้. สังขารขันธ์จึงถูกยึดถือ ว่าเป็นตัวตน ได้โดยง่าย ในฐานะเป็นผู้ คือ ผู้คิด ผู้รู้สึก.

น.21 ๑๕ ครั้นมาถึง วิญญาณขันธ์ ถ้าเป็นวิญญาณขันธ์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีคำอธิบายว่า มันมีอะไรอยู่ ที่วิ่งมาทำ ความรู้สึกที่ตา ในการเห็นรูป ; วิ่งมาทำความรู้สึกที่หู ใน การได้ยินเสียง วิ่งมาทำความรู้สึกที่ในการที่จะได้กลิ่น ; วิ่ง มาทำความรู้สึกที่ลิ้น ในการที่จะรู้รส ; วิ่งมาทำความรู้สึก ทางผิวกาย ในเมื่อจะรับสัมผัสทางผิวหนัง ; กระทั่งจะมา รู้สึกได้ทางจิตใจ ก็ ยึดถือเอาวิญญาณนั้น ๆ ว่าเป็นตัวตน ในความ หมายที่ว่า เป็นตัวผู้กระทำ, ผู้กระทำการเห็น การได้ยินได้ฟัง การได้ดม การได้ลิ้ม การได้สัมผัสทางผิวหนัง และ ได้คิดได้นึก. ยิ่งมีความยึดถือ ไกลออกไปนอกพุทธศาสนา ว่า เป็นวิญ- ญาณ เป็นเจตภูติ ที่จะวิ่งเข้าวิ่งออกกับร่างกายนี้, ไปเกิดภพใหม่ อย่างนั้นอย่างนี้ ด้วยวิญญาณนั้น ดังนี้แล้ว ; วิญญาณในความ หมายนั้น ก็ยิ่งถูกยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวตนยิ่งขึ้น. แต่ขอให้มองดูเถอะว่า แม้ที่สุดแต่วิญญาณ ในความ หมายที่ว่า สิ่งที่สามารถจะรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้นี้ ก็เป็นของง่ายดาย ที่จะถูกยึดถือเป็นตัวเป็นตน. แต่ถ้าอธิบายกัน ในรูปแบบของปรมัตถ์ ที่แท้จริง อย่างยิ่งแล้ว นั่นแหละคือปฏิสนธิวิญญาณ คือเมื่อวิญญาณ ได้ทำหน้าที่ที่ตา ที่หู ที่จมูก เป็นต้นแล้ว มันเหมือนกับก่อ ปฏิสนธิ, คือจะก่อให้เกิดผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท ในเวลาอันสั้นในพริบตา

น.22 ๑๖ เดียวก็ยังได้ ; ฉะนั้นจึงให้ถือว่า เมื่อตาสัมผัสรูปมันเป็นการ ก่อเรื่องแล้ว ก่อเรื่องที่วิญญาณ มันสัมผัสอารมณ์แล้ว คือจะ เป็นผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน และภพ เกิดแล้ว สิ่งที่ เรียกว่า วิญญาณ ง่ายต่อการที่จะถูกจับฉวย เอามาเป็นตัวตน อย่างนี้. ทีนี้ยังมี สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ซึ่งดูจะได้เปรียบ คือ ยึดถือเอาทั้ง ๕ ขันธ์เลย มารวมกันเข้าแล้วโดยความเป็น ตัวตน. นี้ก็ยิ่งมีเหตุผลมากขึ้น เพราะมันครบชุดบริบูรณ์ดี ในการที่จะทำหน้าที่ ทั้งทางกายและทางจิต จึง ยึดถือเอาเบญจ- ขันธ์ ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานนั้น ว่าเป็นตัวตน อย่างนี้. แต่ว่าในสูตร เช่น พรหมชาลสูตร ก็มีกล่าวถึงการยึด ถือ ก็ได้ตรัสว่า สมณพราหมณ์บางพวก ก็ได้ยึดถือเอาอายตนะทั้ง ๖ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง ว่า เป็นตัวตน ว่ามันเป็น อัตตาที่เที่ยงแท้ ยั่งยืน ถาวร ไม่เปลี่ยนแปลง ตั้งอยู่สม่ำเสมอ ตลอดไป จนตลอดชีวิต :- เรามีตา สำหรับเห็นรูปสม่ำเสมอตลอดไป จนตลอด ชีวิต. เรามีหูสำหรับได้ยินเสียงสม่ำเสมอ ไปจนตลอดชีวิต. เรามีจมูก สำหรับดมกลิ่นสม่ำเสมอ ไปจนตลอดชีวิต, มีลิ้น รู้รสอย่างตลอดชีวิต, มีกาย สำหรับสัมผัสผิวหนังตลอดชีวิต, มีจิต คิดนึกรู้สึกได้ตลอดชีวิต โดยเอา ๖ อย่างนี้ อย่างใดอย่าง หนึ่งเป็นตัวตนไปก็มี.

น.23 ๑๗ ทีนี้ การที่ยึดถือเอาสิ่งเหล่านี้เป็นตัวตนนั้น มันโง่หรือฉลาด? ก็ขอให้ลองคิดดู. ถ้าเราไม่รู้ เราก็คิดว่ามันถูกต้อง. นี้แหละคือ ข้อยากลำบาก ของการที่จะรู้ความจริง รู้สัจจะของจริง. เรา รู้สึกอย่างไร เราก็ยึดอย่างนั้น ; เรารู้สึกเท่าไร เราก็ยึดถือ เท่านั้น ; เราไม่ยอมรับ สิ่งที่เรายังไม่รู้สึก. เราจึงต่างคน ต่างมีความยึดถือของตัวต่างกัน แล้วแต่ใครจะยึดถืออะไร ; จึงเป็นเหตุให้ยึดถือรูปบ้าง, ยึดถือเวทนาบ้าง, สัญญาบ้าง, สังขารบ้าง, วิญญาณบ้าง, โดยความเป็นตัวตน. หวังว่าท่านทั้งหลายทุกคน คงจะได้เอาข้อความที่ กล่าวนี้ ไปทดสอบดูใหม่ว่า เราเคยมีความรู้สึกในบางครั้งบาง คราว ยึดถืออะไรว่าเป็นตัวตน. อย่าลืมว่า แม้พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสคำว่า ตัวตน ในความ หมายเดียวกับชาวบ้าน. เหมือนกับพวกเราทุกคนที่ยังไม่รู้อะไร เมื่อเราต้องพูดกันถึงตัวตนอย่างไหน พระพุทธเจ้าท่านก็พูด ด้วยได้ ; ท่านก็ตรัสด้วยได้ โดยไม่ขัดคอ : แต่แล้วท่าน ตรัส เพียงแต่จะอธิบายอะไรสักอย่างหนึ่ง, ไม่ได้ยึดถือความ หมายเป็นตัวตน แน่นแฟ้นในจิตใจ เหมือนที่เรากำลังยึดถือ. พระอริยเจ้ารู้ภาษาธรรมรู้จักความไม่มีตัวตนแต่ยอมใช้ภาษาคน ขอให้สังเกตตรงนี้ให้มาก เพราะว่าเป็นเรื่องสำเร็จ ประโยชน์ที่สุด ว่าภาษาพูดของมนุษย์ มีอยู่เป็น ๒ ภาษา

น.24 ๑๘ คือ ภาษาคน กับ ภาษาธรรม ; ล้วนแต่พูดไปตามความรู้สึก ทั้งนั้น. ภาษาคน คือ คนธรรมดาพูด , คนธรรมดาก็พูดไป ตามความรู้สึก ; เช่นว่ามีตัวตน มีตัวฉัน มีของฉัน มีอะไร ไปตามความรู้สึกของคนธรรมดาสามัญ. คำพูดเหล่านี้จึงเป็น ภาษาคน. ทีนี้ พระอริยเจ้ารู้ธรรมถึงที่สุด โดยเฉพาะพระ- อรหันต์ เมื่อท่านมองไม่เห็นว่าเป็นตัวตน, ท่านรู้สึกว่าไม่มี ตัวตน, ท่านก็พูดไปตามความรู้สึก ว่ามันไม่มีตัวตน, มันเลย เกิดเป็นภาษาขึ้นมา เป็นภาษาธรรม ของผู้รู้ธรรม ผู้เห็นธรรม พูด มันเลยขัดขวางกัน. คนหนึ่งพูดว่ามีตัวตน มันก็ถูกตามความรู้สึกของเขา ; คนหนึ่งพูดว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตน มันก็ถูกตามความรู้สึก ของเขา. เรื่องเดียวกันมีการถูกทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งที่พูดไม่ตรง กัน. นี่แหละมันเป็นเรื่องสำคัญ ที่มนุษย์ จะต้องเข้าใจกันไว้ คนหนึ่งพูดภาษาคน, คนหนึ่งพูดภาษาธรรม. ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านทรงรวมอยู่ในพวกไหน ? ท่าน รวมอยู่ในพวกพระอริยเจ้า ผู้รู้ธรรมถึงสูงสุด ท่านก็ตรัสภาษา ธรรม ตามความรู้สึก ; แต่ครั้นในบางคราว ท่านต้องมา ตรัสกับคนที่ไม่รู้ คือคนปุถุชนธรรมดา ท่านก็ต้องตรัส

น.25 ๑๙ ภาษาคน ; ฉะนั้น จึงกล่าวได้เลยว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสทั้ง ๒ ภาษา. พระพุทธเจ้าท่านได้ใช้ภาษาพูด ทั้ง ๒ ภาษา คือ ตรัสได้ทั้ง ๒ ภาษา : ในคราวที่ต้องตรัสภาษาคน ท่านก็ตรัส ภาษาคน, ในคราวที่ต้องตรัสภาษาธรรม ท่านก็ตรัสภาษา ธรรม ซึ่งตามความรู้สึกแท้จริงในพระทัยของท่าน ; แต่ ครั้นคราวที่ท่านจะต้องตรัสโดยภาษาคน ท่านก็ตรัสแต่โดย โวหารภาษาคน ในใจไม่ได้ยึดถือความหมายเหล่านั้น ; ดังที่ ได้กล่าวให้ฟังข้างต้นแล้วว่า ท่านตรัสตามโลกสมัญญา โลกโวหาร โลกบัญญัติ โลกนิรุตติ ; ท่านตรัสได้. ถ้าท่านตรัสภาษาคน ไม่ได้ ท่านก็สอนคนธรรมดาสามัญไม่ได้ ; ดังนั้นท่านจึงต้อง ตรัสในบางคราว เหมือนกับคนธรรมดาพูด คือตรัสด้วยภาษา คน. อย่างท่านจะตรัสว่า กมฺมสฺสโกมฺหิ กมฺมทายาโท กมฺมโยนิ กมุมพนฺธุ กมฺมปฏิสรโณ, ยํ กมฺมํ กริสฺสามิ กลฺยาณํ วา ปาปกํ วา, ตสฺส ทายาโท ภวิสฺสามิ. นี่เป็นการพูดในภาษาคน ว่า เรามี กรรมเป็นของตน เราเป็นทายาทแห่งกรรม เรามีกรรมเป็นต้นเหตุ มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราต้องเป็นผู้รับผลตกทอดแห่งกรรมนั้น. นี้มี พูดภาษาคน ถึงว่า มีเรา แล้ว มีการกระทำกรรม มี ผลกรรมเป็นของเรา, แล้วมีการแบ่งแยกว่า เป็นกรรมดี

น.26 ๒๐ และกรรมชั่ว ; พูดว่ามีดีมีชั่ว นี้พูดเป็นภาษาคน. ถ้า ภาษาธรรมแท้ ๆ มีแต่กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ซึ่งไม่มีความ เป็นของดี หรือของชั่ว, ล้วนแต่เป็นกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ไปตามเรื่องของปฏิจจสมุปบาท. เดี๋ยวนี้ท่านได้ ตรัสโดยภาษาคนเต็มที่ ว่า มีคน มีเรา มีคนที่เป็นเรา, มีการ กระทำกรรม ซึ่งเป็นกรรมดีและกรรมชั่ว แล้วเราจะต้องรับผลแห่งกรรมนั้น. พอท่าน ตรัสโดยภาษาธรรม ขึ้นมา ก็ ไม่มีคน ไม่มี การกระทำกรรม ไม่มีดี ไม่มีชั่ว, แล้วตรัสถึงการกระทำให้ สิ้นกรรม, ไปตรัสกรรม ที่ทำความสิ้นสุดแห่งกรรมดีและ กรรมชั่ว. นี้มันเป็นภาษาคนละภาษา ; บางคราวท่านตรัส ถึงความไม่มีคน มีแต่การเคลื่อนไหวไปตามกระแสของเหตุ ปัจจัย ไม่มีกรรม ไม่มีการรับผลกรรม ไม่มีบุคคลผู้รับผลกรรม และไม่อาจจะเรียกว่าดี ว่าชั่ว. ขอให้คิดดูอย่างนี้. ภาษาคน ก็พูดว่า มีตัว มีตน ตามความรู้สึกมาตั้งแต่ อ้อนแต่ออก นี้พูดภาษาคน. พูด ภาษาธรรม มีแต่กระแส แห่งอิทัปปัจจยตา มัน ไม่มีตัวตน. ถ้าพูดภาษาคน ก็พูดว่าดีๆ ทำดีให้มาก ทำดีที่สุด ; แต่ถ้าพูดภาษาธรรมก็ว่า อย่าบ้าไปนักเลย จะไปทำดีถึงที่สุด สำหรับยึดมั่นให้ถึงที่สุด มันก็จะมีความทุกข์มากถึงที่สุด. ถ้าพูดภาษาธรรม มันก็กลายเป็นอย่างนี้.

น.27 ๒๑ ถ้าพูดภาษาคน ก็มีตัวตน เขาสอนว่า ให้แสวงหา ตัวตนอันสูงสุด ที่เรียกว่า มหาอัตตา มหตฺตมภิกงฺขตา นี้คงจะ ได้ยืมเอาภาษาคนพื้นบ้าน ในประเทศอินเดียสมัยนั้น เขาเชื่อ ว่ามีอัตตา. แล้วแสวงหามหาอัตตา, มหาตฺตมา คือ มหาอัตตา ว่าเป็นอัตตาที่สูงสุด, ให้พยายามแสวงหาให้พบมหาอัตตา คือ ให้ได้ไปรวมกับ ปรมาตฺตมา ปรมอตฺตตา อย่างนี้. ถ้าสอนมี อัตตาก็สอนไปอย่างนั้น ; เรียกว่าสอนตามภาษาคน ชาวบ้าน พื้นเมืองเขาพูดกันอยู่. ครั้นมาพูดตามแบบของพระองค์ ก็ตรัสว่า มันไม่มี อัตตา ; แต่ถ้าต้องใช้คำว่า มีอัตตา ก็ได้ ก็ตรัสเหมือนกัน : ให้แสวงหาที่พึ่งแก่ตน, ให้แสวงหามหาอัตตา อย่างนี้ก็มี มหตฺตมภิกงฺ- ขตา สทฺธมฺโม ครุกาตพฺโพ สรํ พุทฺธานสาสนํ. ผู้ที่ ต้องการมหา- อัตตา ก็จงเคารพในพระสัทธรรม ระลึกอยู่ถึง คำสั่งสอนของท่านผู้รู้ อยู่ตลอดเวลาเถิด. อย่างนี้ก็มี. สรุปว่า ถ้า พูดภาษาคน ก็ให้แสวงหาอัตตาอันสูงสุด ถ้า พูดภาษาธรรม ก็ เลิกอัตตาเสียโดยประการทั้งปวง . การสอนอย่างภาษาคนหรือภาษาธรรม ขึ้นอยู่กับภูมิรู้ในจิตของผู้ฟัง ทีนี้ ถ้าว่า พูดอย่างภาษาคน มันก็ มีนั่น มีนี่ มีสารพัด อย่าง ; เช่นมีการให้ทาน มีการได้รับผลของทาน นรกมี

น.28 ๒๒ สวรรค์มี โลกนี้มี โลกอื่นมี บิดามี มารดามี โลกหน้ามี คนที่ ปฏิบัติดีถึงที่สุดก็มี, ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของคนไปทั้งนั้น, เป็น เรื่องของผล, เป็นเรื่องการกระทำ ที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น ถือมั่น ไปเสียทั้งนั้น. พอถึงคราวที่จะพูดจริงขึ้นมา เป็นภาษาธรรม กลับ บอกว่า ไม่มีอะไร นอกจากปฏิจจสมุปปันนธรรม คือ สิ่งที่ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยทั้งนั้น ; ไม่มีอะไรนอกไปจาก สิ่งที่ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ; จะมาบัญญัติเอาว่าเป็นนรก เป็น สวรรค์ เป็นอะไรเป็นต้น ก็ตามใจ เป็นได้ในภาษาคน. แต่ในภาษาธรรม ที่เป็นความรู้สึกแท้จริงนั้น ไม่มองเห็น อย่างนั้น มีแต่สิ่งที่เป็นไปตามปัจจัย โดยประการทั้งปวง. เรื่องภาษาคนจึงสอนสัมมาทิฏฐิ ในรูปแบบที่เป็นตัว เป็นตน ว่ามีสัตว์ มีบุคคล มีบิดามารดา มีดี มีชั่ว มีนรก มีสวรรค์ มีอะไรไปตามแบบของการมีตัวตน. แต่พอถึงสัมมาทิฏฐิที่แท้จริง กลับพูดว่า มันไม่มี อะไร มีแต่ความว่างจากตัวตน ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น, แล้วยังแถมบัญญัติลงไปว่า อย่าไปถือว่ามีหรือไม่มี พูดว่ามี ก็บ้า พูดว่าไม่มีก็บ้า; เพราะมัน มีแต่กระแสแห่งความ เปลี่ยนแปลงไปตามกฎเกณฑ์ของ อิทัปปัจจยตา, มันมีแต่ กระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง ก็ใช้คำพูดว่า มันแล้วแต่เหตุ แล้วแต่ปัจจัย, มันมีแต่ความเปลี่ยนแปลง ไปตามเหตุตามปัจจัย

น.29 ๒๓ อย่าพูดว่ามีโดยส่วนเดียว, อย่าพูดว่าไม่มีโดยส่วนเดียว. นี่ห้าม การพูดโดยส่วนเดียว ในภาษาธรรม. ทีนี้ เมื่อพูดใน ภาษาคน ก็ต้องเรียกว่า คนเกิดมา คนเป็นอยู่ แล้ว คนจะตายไป แล้วคนจะเกิดใหม่ ; นี่ก็พูด เป็นตัวตนอย่างนี้. พอพูด ในภาษาธรรม ว่าไม่มีอะไร ไม่มี อะไร, มีแต่สิ่งซึ่งเป็นเหตุปัจจัย ปรุงแต่งกันเรื่อย ๆ ไป, ถ้า ยังมีเหตุมีปัจจัย มันก็ยังเป็นไปไม่หยุด, หมดเหตุหมดปัจจัย มันก็หยุด มันมีแต่เกิดและดับ. ฉะนั้น การเวียนว่ายของ บุคคลในวัฏฏสงสารอย่างนี้ เป็นการพูดในภาษาคน. ถ้าพูด ในภาษาธรรม มันมีแต่กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ที่มีอยู่ใน ความรู้สึก ในใจของมนุษย์. แล้วที่มันเกี่ยวข้องกับคนเราโดยมาก ก็คือ การบัญ- ญัติที่เป็นคู่ ๆ นั้นล้วนแต่เป็นภาษาคน ทั้งนั้น เช่น โ ลกธรรม ๘ ประการ ก็มี ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ ได้นินทา ได้ สรรเสริญ ได้สุข ได้ทุกข์ มันต่างกันถึงกับตรงกันข้าม. แต่ ถ้าพูดในภาษาธรรมแล้ว มันเป็นเรื่องบ้าเสมอกัน, ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่นแต่ประการใด, มันเป็นเรื่องทำให้เกิดความทุกข์ ได้เสมอกัน. อย่าไปยึดเอาฝ่ายที่ว่า ได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้สุขเลย. บางทีส่วนนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ มาก กว่าสิ่งที่ตรงกันข้ามกันเสียอีก; แต่คนก็ไม่ค่อยจะคิด ; เช่น

น.30 ๒๔ ว่าความทุกข์มันมาสอนให้รู้จักความจริง, ความสุขมันมาหลอก ให้หลงใหล. เราก็ชอบแต่ความสุข มากกว่าที่จะไปชอบ ความทุกข์ ; เพราะเราไม่อาจจะรู้สึก ว่ามันเป็นอย่างนั้น. สิ่งที่แยกกันเป็นคู่ ๆ เหล่านี้ มัน เป็นเพียงกระแสแห่ง การปรุงแต่ง ตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา ; ฉะนั้นอย่าได้ เห็นอะไร ให้มันกลายเป็นตัวตน สำหรับยึดถือขึ้นมา : เรื่อง สุขเรื่องทุกข์ก็ดี เรื่องบุญเรื่องบาปก็ดี เรื่องแพ้เรื่องชนะก็ดี เรื่องยากจนร่ำรวยก็ดี มันเป็นเรื่องที่เป็นไป ตามกฎเกณฑ์ แห่งเหตุปัจจัยปรุงแต่งที่เรียกกันว่า อิทัปปัจจยตา. นี่ภาษาคน กับ ภาษาธรรม พูดไปตามความรู้สึกที่ ตรงกันข้ามอย่างนี้ ฉะนั้นภาษาที่พูดมันจึงต่างกัน. ความจำเป็นของผู้สอนต้องใช้ภาษาอนุโลมตามผู้ฟังเท่านั้น. ฉะนั้นขอให้มองให้เห็นโดยสรุปว่า มีภาษาพูดอยู่ ๒ ภาษา พระพุทธเจ้าท่านก็ใช้ตรัสทั้ง ๒ ภาษา แล้วแต่ความจำเป็น หรือความต้องการ ที่จะต้องพูดภาษาไหน. เมื่อท่านพูดภาษา คนท่านก็พูดได้ ; แต่ใจไม่ได้ยึดถือตามความหมายแห่งถ้อย คำนั้น ๆ ในภาษาคน. ส่วนเรา คนธรรมดาสามัญนี้ ความรู้สึกในทางธรรม ในทางสัจจธรรม ยังไม่แท้จริง ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่เด็ดขาด ยังมีความรู้สึกอยู่อย่างบุถุชน คือ อ ยู่ภายใต้อำนาจของความ

น.31 ๒๕ ยึดมั่นถือมั่น ; ดังนั้นจึงพูดไปตามความรู้สึก และเป็นความ ยึดมั่นถือมั่นความยึดมั่นถือมั่นให้เกิดกิเลสอย่างไร ก็ทำไปใน รูปแบบของกิเลสนั้น ๆ ; เช่นบางคราวก็โลภจัด บางคราว ก็โกรธจัด บางคราวก็โง่จัด นี่เรียกว่ามีความโลภ ความโกรธ ความหลง อยู่ในความรู้สึก; พูดอะไรออกมา มันก็พูดออก มาตามความหมายของความโลภ ความโกรธ ความหลง. คนธรรมดาเป็นอย่างนี้. รู้จักกันเสียในตอนนี้ว่า ความรู้สึกมันต่างกันอยู่เป็น ๒ ชั้น คือ ความรู้สึกของคนที่รู้ธรรม เห็นธรรม ประกอบอยู่ ด้วยธรรม เป็นพระอริยเจ้า นั้นมันอย่างหนึ่ง. ความรู้สึก ของคนธรรมดาสามัญ ไม่รู้ธรรม ไม่เห็นธรรม ไม่มีธรรม นี้ มันก็อีกอย่างหนึ่ง. เมื่อพูดออกมา ก็ควรจะรู้จักทำความเข้าใจกันได้ อย่า ต้องทะเลาะวิวาทกันเลย. เมื่อคนหนึ่งพูดว่ามีตัวตน, อีกคน หนึ่งพูดว่าไม่มีตัวตน แล้วก็ชกกัน ; อย่างนี้มันก็ไม่เห็นว่า จะได้ประโยชน์อะไร. เรารู้ภาษาคน รู้ภาษาธรรม ทั้ง ๒ ภาษา แล้วก็เลือกพูดจา ให้สำเร็จประโยชน์ ตามความหมายแห่ง เรื่องนั้น ๆ. ทีนี้ก็จะพูดถึงตัวตน ในความหมายอื่น คือ ตัวตนที่ พระพุทธเจ้าท่านนิยมใช้ตรัส ที่ว่าจะให้พึ่งตน ก็มีตรัสว่า อตฺตทีปา อตฺตสรณา ธมฺมที่ปา ธมฺมสรณา มีใจความว่า เธอจงเป็นผู้มี

น.32 ๒๖ ตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ มีธรรมะเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็นสรณะ. พูดติดกันไปเลย ว่า มีตนเป็นที่พึ่ง ก็มีธรรมะเป็นที่พึ่ง มีตนเป็น สรณะ ก็มีธรรมะเป็นสรณะ. ทีแรกก็พูดภาษาคนธรรมดา ตามความรู้สึกของคน ก็ต้องบอกว่า อตฺตทีปา - มีตนเป็นที่พึ่งกันนะ แล้วขยายความว่า มีตนเป็นที่พึ่งนั้น คือมีธรรมะเป็นที่พึ่ง . หรือพูดว่า มีตนเป็น สรณะ นั่นก็คือมีธรรมะเป็นสรณะ , จะมีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็น สรณะได้ ก็ต่อเมื่อเห็นว่า ธรรมะนั้นจะเป็นที่พึ่ง หรือเป็น สรณะได้. อีกความหมายหนึ่งก็ว่า ไม่มีใครช่วยใครได้ ฉะนั้นเรา ต้องช่วยตัวเราเอง. เมื่อเราจะมีธรรมะเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็นสรณะ เราก็ต้องทำเอง ; ทำให้เรามีธรรมะเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็น สรณะ; ไม่ได้หมายความว่า ตัวตนนั้นมันจะมีอยู่โดยแท้จริง; เอาแต่เพียงว่า ตัวตนมันมีอยู่โดยลักษณะอย่างไร ก็ให้ใช้ ตัวตนนั้นทำหน้าที่ ให้สำเร็จตามที่เราต้องการ คือทำให้ ตัวตนนั้นกลายเป็นธรรมะไป. คนธรรมดายังมีตัวตนจำต้องสอนให้ทำตัวตนให้ดีเสียก่อน. ท่านช่วยสนใจ ศึกษา เข้าใจคำนี้ให้ดี ๆ เพราะว่า ตามธรรมดา คนเราก็มีความรู้สึกว่าเป็นตัวตน มีตัวตนของความ ยึดถือ แล้วจะทำอย่างไรกับสิ่งนี้ ? ก็คือ ทำให้ตัวตนที่เรารัก ที่เรา

น.33 ๒๗ ยึดถือนั่นแหละ เข้าถึงธรรมะ. พอเข้าถึงธรรมะ ก็จะไปเอา ตัวตนที่ธรรมะ, แล้วเลิกตัวตนที่เคยยึดถือ ซึ่งเป็นตัวตนของ กิเลส, มันหนัก และมันเป็นทุกข์. ถ้าเรา อยากจะมีตัวตน อยากจะอยู่โดยความมีตัวตน ก็ ให้เอาธรรมะเป็นตัวตน โดยที่เอาตัวตนที่หลอกลวงนั่นแหละ ไปแลกเอามา คือ สละตัวตนที่หลอกลวง ที่เป็นเรื่องของกิเลส นี้เสีย ไปแลกเอาตัวตนที่แท้จริง คือธรรมะเข้ามา. เอา ความจริงเข้ามา ตัวตนที่เคยเป็นเรื่องของมิจฉาทิฏฐิหรือกิเลส มันก็หายไป ; เพราะมีตัวธรรมะ ตัวสัจจะ ตัวจริงเข้ามา. การที่สอนไว้เป็นแบบฉบับนั้น เป็นเพียงแนวสำ- หรับเอาไปปฏิบัติเอง ; มันจะเปลี่ยนปุบปับ ด้วยเหตุเพียง แต่ว่าได้ยินได้ฟังคำแรก แล้วก็จะเปลี่ยนได้ อย่างนี้มันเป็น ไปไม่ได้. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ว่าสิ่งทั้งปวง เป็นอนัตตา. เราก็ต้องพยายามดู จนเห็น จนเข้าใจ จนเห็น แจ้ง จนประจักษ์แก่ใจ ว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีความหมายใดๆ ที่ ควรจะยึดถือว่าเป็นตัวตน ; เพราะว่าสิ่งเหล่านั้น เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ เป็นตามธรรมดาของธรรมชาติ, มันเป็นของ มันอย่างนั้นเอง. นี่เราต้องไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นให้ถูก ต้อง ความทุกข์จึงจะไม่เกิดขึ้น. ถ้าเราไปเกี่ยวข้องกับสิ่ง

น.34 ๒๘ เหล่านั้นผิด มันก็ผิด คือมันโง่ มันหลง, มันยึดมั่นถือมั่น, แล้วความทุกข์ก็จะเกิดขึ้น. เราไปเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งปวง โดยความเป็นสิ่งที่จะ ไม่ยึดถือเป็นตัวเป็นตน, ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ เป็นตัวธรรมชาติ. เรา ต้องการอะไร ที่จำเป็น แก่เรา เราก็ไป ทำให้ถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แล้ว ก็อาจจะได้มากินมาใช้ โดยที่ไม่ต้องไปยึดถือให้มันหนักอก หนักใจ. นี้เป็นวิธีปฏิบัติสำหรับมนุษย์ ที่คอยแต่จะยึดมั่น ถือมั่นอะไร ไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง จึงมีความทุกข์มากขึ้น จน เป็นบ้าเป็นหลัง จนกระทั่งตายไปเพราะเหตุนั้น. คำสอน เรื่องตัวตน และเรื่องไม่มีตัวตนนี้ จะต้อง เข้าใจกันให้ดี อย่างนี้ รู้จักแยก ว่า เมื่อไรพูดโดยภาษาคน ว่า มีตัวตน เมื่อไรพูดโดยภาษาธรรม ว่าไม่มีตัวตน. สำหรับสิ่งที่จะมองให้เห็น มันก็อยู่ลึกมาก. เพราะ ว่าเรามันเต็มอัดอยู่ด้วยตัวตน, เห็นอยู่แต่ตัวตน, มองไปทาง ไหนก็เป็นตัวตน, ถ้าไม่ใช่ตัวตนของเรา ก็ตัวตนของเขา, หรือตัวตนของมัน, เห็นอะไรเป็นตัวตนของใครไปเสียทั้งนั้น.

น.35 ๒๙ ฝึกรู้จักแยกดูขันธ์ตามความจริง จะรู้จักอนัตตา. เดี๋ยวนี้ก็มามองดูกันเสียใหม่ มองดูในภายใน มองดู ตัวเอง; ถ้าได้ศึกษามาเพียงพอ รู้จักแยก เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณแล้ว ก็มา แยกดูทีละอย่าง จนเห็นว่า ไม่มีส่วนไหนที่ควรจะยึดถือ ว่าเป็นตัวตน หรือเป็นตัวเรา. มองให้เห็นตามที่เป็นจริงว่า ; เมื่อตัวเรามันก็ไม่มีแล้ว ของเรามันจะมีอย่างไรได้. พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัส อย่างนี้ ว่า เมื่อตัวเรามันก็ไม่ได้ มีแล้ว อะไร ๆ ที่เป็นของเรา มันจะมีอย่างไรได้ ; แต่เราก็ยังยึดถือ ว่า เงินของเรา ทองของเรา บุตร ภรรยา สามี ของเรา อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นของเรา โดยที่ไม่มองเห็นว่า แม้แต่ตัวเรา ก็มิได้มีเสียแล้ว. ถ้ามองเห็นว่า ตัวเราแท้จริงมันก็มิได้มี มีแต่ ธรรมชาติชนิดหนึ่ง รู้สึกคิดนึกได้ พูดจาได้ ทำอะไรได้ ; แต่ ก็มิใช่ตัวตนอันแท้จริง เป็นแต่ธรรมชาติอย่างนั้นเท่านั้นเอง. ถ้า มองเห็นอย่างนี้ แล้ว จิตนั้นก็จะไม่ยึดถืออะไร ว่าเป็น ของเรา. ถ้าจิตนั้นมันฉลาดพอ มันจะมองเห็นต่อไปอีกว่า แม้สิ่งต่างๆ เหล่านั้น มันก็ไม่อาจจะเป็นของสิ่งที่มิใช่ตัวเรา. ฟังให้ดีนะ เดี๋ยวจะไม่เข้าใจ ว่าเมื่อตัวเราก็มิได้มีแล้ว สิ่งที่ เป็นของเราก็มิได้มี. สิ่งที่มิได้เป็นของเรานั้น จะเป็นของใคร

น.36 ๓๐ แม้จะไปเป็นของสิ่งที่มิใช่ตัวเรานั้นก็ไม่ได้ คือมันจะเป็นของ อะไรไม่ได้ นอกจากจะเป็นของธรรมชาติ. เพราะว่าสิ่งเหล่านั้น มันก็เกิดขึ้นตามกฎเกณฑ์แห่ง ปฏิจจสมุปบาท มันจึงเป็นของธรรมชาติ ไม่เป็นของเราด้วย, แล้วไม่เป็นของที่มิใช่ของเราด้วย. เพราะว่าเราจะไปยัดเยียด ให้ว่า เมื่อไม่ใช่เป็นของเรา แล้วก็มันก็ต้องไปเป็นของสิ่งที่ มิใช่เป็นของเรา. ความจริงมันจะเป็นของอะไร ไม่ได้ ; เพราะว่า แต่ละสิ่งละอย่าง มันเป็นไปตามกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา ; จะเอาอะไรไปยัดเยียดให้เป็นของใครมันไม่ได้. ถ้าเห็นความจริงถึงขนาดนี้แล้ว ปัญหาเรื่องตัวเรา เรื่องตัวตน เรื่องของตน มันก็จะไม่มี. จิตก็จะปล่อยวาง จะเกลี้ยงเกลาไปจากความยึดมั่นถือมั่น ; ฉะนั้น เราควรจะ ปฏิบัติ ไปในทางให้ มองเห็นชัด ให้ละเสียได้ ซึ่งความยึดถือ ว่าตัวเรา ว่าของเรา. สิ่งที่สำคัญที่สุด เกี่ยวกับเรื่องนี้มีอยู่สิ่งหนึ่ง ชื่อก็ยาว มาก, แล้วก็ไม่ค่อยผ่านหูผ่านตา ไม่ค่อยได้เอามาพูดจาสั่งสอน กัน : สิ่งนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า อหังการ มมังการ มานานุสัย. ฟังดูชื่อมันยาวมาก อหังการมมังการมานานุสัย.

น.37 ๓๑ อหังการมมังการมานานุสัย อนุสัย คือ มานะ เครื่องทำ ความสำคัญว่า เรา, เครื่องทำความสำคัญว่า ของเรา, อนุสัย เครื่องทำความสำคัญมั่นหมาย ว่าเรา ว่าของเรา. ในที่นี้ระบุไว้ในฐานะเป็นอนุสัย ไม่ใช่เป็นกิเลส หรือเป็นทิฏฐิโดยตรง ; ระบุไว้ในฐานะเป็น อนุสัย คือ ความ เคยชิน แห่งความรู้สึกที่สะสมไว้ จนง่ายและไว และ พร้อมที่จะรู้สึก อย่างนั้นเสมอ จึงเรียกว่า อนุสัย. ตั้งแต่เราเกิดมา เราก็มีความรู้สึกเป็นตัวเรา เป็น ของเรา อยู่ตลอดเวลา มันก็สะสมความเคยชิน ที่จะรู้สึกว่า เป็นตัวเรา ของเรา เพิ่มขึ้น ๆ ๆ จนบัดนี้ ; เหมือนกับยุ้งฉาง ใหญ่ ๆ สะสมความเคยชิน ที่จะให้รู้สึกเป็นตัวเราของเรา ไว้ มากมายอย่างนี้ ในสันดานของแต่ละคนมียุ้งฉางอันนี้. ถ้ายังไม่รู้ ก็รู้จักเสียเดี๋ยวนี้ ว่า มัน มีการสะสมความ เคยชิน ที่จะรู้สึกว่าตัวเรา ว่าของเรา สิ่งนี้เรียก โดยพระบาลีว่า อหังการมมังการมานานุสัย. เมื่อเราทำความรู้สึก ว่าเรา ว่าของเรา ครั้งหนึ่งนั้น ยังไม่เป็นอนุสัย ; แต่พอ ทำเสร็จแล้ว มันก็เกิดเป็นอนุสัย สะสมไว้ นิดหนึ่ง, แล้วทำความรู้สึกว่าเรา ว่าของเราอีกทีหนึ่ง, มันก็สะสมความเคยชิน ว่าอย่างนั้นอีกนิดหนึ่ง. ทีนี้ ทำไว้ ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง มันก็สะสมความเคยชิน

น.38 ๓๒ อย่างนั้น ไว้ตั้งมากมายเท่านั้น. ฉะนั้น เราจึงไว เร็ว ยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ที่จะเกิดความรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกู. อะไรที่มันเป็นเหตุปัจจัย เพื่อความรู้สึกอย่างนั้นผ่านเข้ามา มันก็เกิดความรู้สึกเป็นตัวกู – ของกู เร็วขึ้นมา ยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ; นั่นเพราะมันสะสมไว้ ในคลัง ในยุ้ง ในฉางแห่งอนุสัย. ใครมีกี่มากน้อย ? ก็ลองทดสอบตัวเองดู ว่าเรานี้ ง่ายที่จะเกิดความรู้สึก ว่าตัวกู ว่าของกู ได้ช้าหรือเร็วสักกี่มากน้อย ; แต่มันก็คงจะยากลำบากเหมือนกัน ที่จะให้ตัวเองวัดตัวเอง ; ถ้าจะให้คนอื่นมาช่วยวัดให้ มันก็ไม่ได้. ฉะนั้น ลองเปรียบเทียบดูบ้างสักนิดหน่อย ว่า เพื่อนของเราบางคนน่ะ เขาเกิดตัวกู – ของกู นี้ช้า หรือเร็วกว่าเรา มากหรือน้อยกว่าเรา เท่านี้ก็นับว่าดีมาก. เรื่องนี้ไม่ยกเว้นใคร ไม่ว่าภิกษุ สามเณร หรือบรรพชิต หรือคฤหัส อุบาสก อุบาสิกา ต่างก็มียุ้งฉางแห่งอนุสัย ตัวกู – ของกู นี้ กันอยู่ด้วยกันทั้งนั้น. ฉะนั้น จึงมีความรู้สึกเป็นตัวตน ที่จะล้นปรี่ออกมา ; หรือปรี่แล้วล้นออกมา ในรูปแบบของอาสวะ, เป็นกิเลสอาสวะ ตามความหมายแห่งตัวตนหรือของตน, แล้วก็ไม่พ้น ที่จะออกมาในรูปแบบของโลภะ โทสะ โมหะ อีกนั่นเอง. สรุปความว่า เราสะสมความรู้สึก ที่จะเกิดเป็น ตัวกู – ของกู ไว้มากมาย ยิ่งกว่าสิ่งใดในขันธสันดาน. เอ้า, ที่นี้จะทำอย่างไร ?

น.39 ๓๓ การปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ก็เพื่อจะละสิ่งนี้เสียเมื่อกล่าวโดยทางภายนอก ก็คือ จะให้ละ ความยึดถือว่าตัวตน – ของตน นี้เสีย จะได้ไม่เกิดโลภะ โทสะ โมหะ. แต่ทีนี้ ส่วนละภายนอกนี้มันละไม่ได้ ; เพราะว่าส่วนลึกในกันสันดานนั้นมันมีอยู่ คืออนุสัยอันที่ว่านี้ ฉะนั้นเรา ต้องทำลายยุ้งฉาง นั้นเสีย. ท่านคิดดูเถอะว่า มันจะยากง่ายกี่มากน้อย ? เพราะตั้งแต่เกิดมา พอเกิดมา พอรู้ความ พอรู้จักเอร็ดอร่อย สวยงาม ยึดมั่นถือมั่น มันก็สร้างยุ้งฉาง แห่งอหังการมมังการมานานุสัยแล้ว. สมมติว่า เดี๋ยวนี้มีอายุ ๕๐ ปี มันสร้างเติมลงไป ๆ ไม่รู้ว่ากี่หมื่น ก็แสนครั้งแล้ว, แล้วจะให้มาละกันเดี๋ยวนี้จะละได้อย่างไร ? ถ้าท้อใจยอมแพ้ ก็เลิกกัน มันก็ไม่ต้องพูดกัน. ถ้าไม่ยอมแพ้ ถือว่าเป็นพุทธบริษัททั้งที ก็ไม่ยอมแพ้ในเรื่องนี้ ก็ตั้งใจที่จะละมันเสีย ก็พยายามเป็นอยู่ ชนิดที่จะไม่เกิดความรู้สึกว่า ตัวกู – ของกู ; มันเป็นเรื่องการย้อนกลับหรือตีกลับ. ถ้าเรา ไม่เกิดความรู้สึกว่า ตัวกู – ของกู ครั้งหนึ่ง ; ยุ้งฉางนั้นก็ถูกตักตวงออกทิ้งเสียส่วนหนึ่ง ; เหมือนกับว่าเราสะสมไว้มาก ๒๐ เกวียนอย่างนี้ ถ้าเราบังคับได้ ไม่เกิดตัวกู – ของกู ครั้งหนึ่ง ก็เหมือนตักออกทิ้งเสียถังหนึ่ง. ทำ

น.40 ๓๔ บ่อย ๆ เข้า มันก็เหมือนถูกตักออกทิ้งไปเสีย ทีละถัง ๆ ๆ จนหมดเกวียนหนึ่ง จนหมด ๒ เกวียน ๓ เกวียน มันก็หมดได้. ฉะนั้น ขอให้มีหิริโอตตัปปะ – ละอายแก่ความเป็นพุทธบริษัท ว่าเราเป็นพุทธบริษัท ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ มันไม่สมควรแก่ความเป็นพุทธบริษัทเลย. พอละอายอย่างนี้ ก็จะเกิดสติสัมปชัญญะขึ้นมา, ระวังไม่ให้เกิด ตัวกู – ของกู ; มันก็ไม่เพิ่มความเคยชิน แห่งความรู้สึกอันนั้น. ท่านจึงสอน ให้ปฏิบัติ เพื่อจะให้ละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ทำลายอวิชชานุสัย เหมือนอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วโดยแยกเป็น ๓ อย่าง : ว่าเมื่อใดเกิดความโลภขึ้นมา ก็เพิ่มราคานฺสัย, เมื่อใดเกิดความโกรธขึ้นมา ก็เพิ่มปฏิฆานุสัย, เมื่อใดเกิดโมหะความโง่ขึ้นมา ก็เพิ่มอวิชชานุสัยหนึ่ง ๆ. ทีนี้ไม่โลภ มีสติควบคุมไว้ได้, ไม่โลภในกรณีที่มันยั่วให้โลภ ; อย่างนี้มันลด หรือมันตวงออก มันตักทิ้งออกไป ซึ่งอนุสัยที่เคยสะสมไว้. ไม่โลภ ไม่กำหนัด ได้ทีหนึ่ง ก็ตัดราคานุสัยให้ลดจำนวนลงไปได้หน่วยหนึ่ง. ไม่โกรธ ที่หนึ่ง ก็ลดปฏิฆานุสัย ในสันดานลง ไปหน่วยหนึ่ง. ไม่โมหะ ไม่โง่ ทีหนึ่ง ก็ ลดอวิชชานุสัยไปได้หน่วยหนึ่ง. ให้ทำการลดอนุสัยทั้ง ๓ อย่างนี้อยู่เป็นปรกติ อย่าให้มันเกิดได้, แล้วก็จะเป็นการทำลายอหังการมมังการมานานุสัยโดยตรง ; เพราะอนุสัยที่จะทำความรู้สึกเป็น ตัวกู – ของกู

น.41 ๓๕ นี้ มันก็มีความเคยชินมาจากความโลภ ความโกรธ ความหลงเหมือนกัน ; ฉะนั้นตัดทอนลงไป ทางความโลภ ความโกรธ ความหลง ความรู้สึกเป็นตัวกู – ของกู มันก็ถูกตัดทอนด้วยเหมือนกัน. เมื่อประพฤติปฏิบัติอยู่อย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า ผู้นั้นจะกระทำที่สุดแห่งความทุกข์ ได้ในทิฏฐธรรม คือจะหมดกิเลสหมดทุกข์ได้ ในทันตาเห็น ด้วยตนเอง. ก็เรียกว่า ทิฏฐธรรม : ให้มีสติ ไม่ให้เพิ่มราคานุสัย, ไม่ให้เพิ่มปฏิฆานุสัย, ไม่ให้เพิ่มอวิชชานุสัย แล้วอหังการมมังการมานานุสัยก็จะสลายลง ๆ, แล้วผู้นั้นก็จะทำที่สุดแห่งความทุกข์ได้ ในทิฏฐธรรม คือในชั่วเวลาที่ตนนี้จะทันเห็น ; ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว ให้ผู้อื่นเห็นซึ่งเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครเห็นของใครได้. ถ้าตนตายแล้ว ตนก็ไม่อาจจะเห็นได้ ; ฉะนั้นมัน ต้องเห็นกันในชีวิตนี้ นี่เรียกว่าในทิฏฐธรรม. ผู้ที่จะเห็น ที่สุดแห่งความทุกข์ของตน ในทิฏฐธรรมก็จงทำลายอหังการมมังการมานานุสัย กล่าวคือทำลายความเคยชิน ที่ทำให้เกิดความรู้สึก ว่าตัวกู ว่าของกูนั้น อยู่เป็นประจำทุกกรณี. คำว่า "ทุกกรณี" หมายความว่า ทุกเรื่องทุกราวที่มันจะทำให้เกิดความรู้สึกเป็น ตัวกู – ของกู. นี่แหละท่านดูให้ดีว่า เรื่องตัวตนนี้มันสำคัญกี่มากน้อย มันเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องเล่นหรือเรื่อง

น.42 ๓๖ จริง, เราจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ตัวตน ตัวเรา หรือของเรา นั้นแหละให้ดี ๆ. หัดเป็นคนปากอย่างใจอย่าง อย่างพระพุทธเจ้า กันเสียที เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เมื่อฉันพูดกับประชาชน ตามโลกิยโวหาร ตามโลกิยสมมติ ตามโลกิยบัญญัติ ตามโลกิยสมัญญา ตามโลกิยนิรุตติ ; แต่ใจของฉัน ไม่ได้ยึดถือความหมายนั้น. นี่ต้อง เรียกว่า ท่าน ตรัสอย่างหนึ่ง แต่ในใจนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง. นี้เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เราก็ควรจะทำได้ คือว่า แม้ปากนี้พูดอยู่โดยภาษาคน ว่า มีตัว มีตน ของกู ของ ฉัน อะไรก็ตาม ; แต่ ในความรู้สึกภายในนั้น ควบคุมไว้ให้ ได้ด้วยสติ ว่า มันไม่มีความรู้สึกมั่นหมาย เป็นตัวเป็นตน เป็นของตน อย่างนั้นเลย, ควบคุมความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกู ไว้ให้ได้ตลอดเวลา. อย่ามีความรู้สึกหมายมั่น เป็นตัวเรา เป็นของเรา ที่เป็นเหตุให้เกิดโลภ โกรธ หลง ออกมาแล้ว เป็นความทุกข์หนัก ทนทรมาน. เมื่อจะต้องพูดว่า ตัวฉัน ก็พูดไป ว่า ฉันต้องการนั่น ต้องการนี่, ไปที่ตลาด ฉันขอซื้อปลาสัก ๒ ตัว อย่างนี้ ในใจอย่า ได้รู้สึกว่า มีตัวฉัน แล้วอย่ารู้สึกว่า ซื้อเอามาเป็นของฉัน ด้วยสิทธิ เพราะเงินของฉัน. นี่ทำอย่างนี้ เรียกโดยภาษาของชาวคริส เตียนว่า "ซื้อของที่ตลาดแล้วไม่ได้เอาอะไรมา". ที่ได้ยกตัวอย่างเช่นนี้ ก็เพราะว่าทุกคนก็ไปซื้อของ ที่ตลาดอยู่เสมอ ; ระวังให้ดี ว่ามันจะเป็นหนทางให้เกิด และ

น.43 ๓๗ เพิ่มความรู้สึกประเภท ตัวกู-ของกู, ทำในใจให้เป็นการปฏิบัติ ธรรมขั้นสูงสุดได้ แม้ในขณะที่ไปจ่ายซื้อของที่ตลาด. เพราะ ทุกคนก็ไปซื้อของที่ตลาด, จ่ายตลาดของสด หรือตลาดอะไร ก็ตาม มีอยู่เป็นประจำ. ขอให้เป็นการ ฝึกหัดปฏิบัติ ในการที่จะทำลาย ตัวกู- ของกู เสียให้ได้ ; แม้ในขณะที่กำลังจ่ายตลาดอยู่อย่างนั้น ก็พูดปากอย่างใจอย่าง : ฉันอย่างนั้น ฉันอย่างนี้ ; แต่ในใจ ไม่มี ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งของที่ซื้อได้มา ก็เรียกว่าไม่ได้ เอาของที่ซื้อแล้วมา. แม้ว่ามือหิ้วมากิน มาใช้ที่บ้านที่เรือน ก็ไม่มีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา ว่าตัวฉัน ว่าของฉัน, ว่าฉันซื้อ มา ว่าฉันอย่างนั้นฉันอย่างนี้. นี้ยกตัวอย่างในเรื่องไปซื้อของ ในเรื่องอื่น ๆ ก็ เหมือนกัน จะทำอะไรก็ทำ ; แต่ในใจอย่าเป็นเรื่อง ของตัวกู หรือ ของของกู. ให้รู้สึกอยู่ว่า มัน เป็นเรื่องที่เป็นไปตาม กระแส แห่งเหตุปัจจัยของนามและรูป ตามกฎเกณฑ์ของ ปฏิจจสมุปบาท หรืออิทัปปัจจยตา มันเป็นอย่างนั้น. นี่ทำอย่างนี้ จะเป็นผู้มีวิปัสสนาอยู่ตลอดเวลา ; แม้ อยู่ที่บ้านที่เรือน ง่วนอยู่ด้วยการงาน, แม้ไม่มานั่งหลับตาอยู่ ตามโคนไม้ มันก็มีวิปัสสนาอยู่ตลอดเวลา ด้วยอำนาจของสติ สัมปชัญญะ คอยควบคุมความรู้สึกไว้ให้ได้, อย่าให้เกิดความ รู้สึกมั่นหมาย เป็น ตัวกู และ ของกู. ฉะนั้นใครจะทำนา

น.44 ๓๘ ก็ทำไป, ใครจะค้าขายก็ทำไป, ใครจะทำอะไรก็ทำไป ; ทุก คน ต้องควบคุมความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกู ไว้ให้ได้, แล้วก็พูด ปากอย่างใจอย่าง อย่างกับพระพุทธเจ้า. เมื่อ ปากพูดภาษาคน ใจก็ยังอยู่กับความจริงของพระ ธรรม. ต่อเมื่อพูดกันกับผู้ที่รู้ธรรมะด้วยกัน ก็พูดภาษาธรรมะ คือไม่มีตัวตนได้ ; แต่เมื่อไปพูดกับคนทั่วไป ที่เป็นคน ธรรมดาสามัญ ก็ต้องพูดภาษาคน คือมีตัวมีตน, ไม่อย่างนั้น เขาก็ฟังไม่ถูก. เราต้อง พูดกับคนด้วยภาษาคน ที่เขาฟังถูก แต่ในจิตใจอย่าได้ยึดมั่นถือมั่นเลย. นี้คือข้อปฏิบัติ ที่จะต้องปฏิบัติไป ให้ถูกต้องตาม หลักเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา ที่ได้ตรัสไว้ด้วยเรื่องอนัตตาว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา, ธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ ควรยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวเรา-ของเรา. อาตมาจึงนำมาพูดในวันนี้ โดยหัวข้อว่า ตัวตนนั้น คืออะไร. ถ้าท่านทั้งหลาย รู้ จักว่า ตัวตนคืออะไร, จะต้อง พูดจาเกี่ยวกับมันอย่างไร, จะต้องปฏิบัติเกี่ยวกับมันอย่างไร, ก็จะได้รับประโยชน์ ในการปฏิบัติพระพุทธศาสนาได้ โดยง่าย ดาย. สรุปว่า การปฏิบัติเกี่ยวกับ ตัวตน นี้ ก็คือ มีอัตตา มีตัวตน แต่สำหรับพูดจาในภาษาคน ; ตามแบบของ โลก สมัญญา คือแบบที่ชาวบ้านเขารับรู้กันทั่วไป, โลกโวหาร คือคำ

น.45 ๓๙ ไว้ใช้สำหรับพูดในโลก, โลกบัญญัติ ตามที่ในโลกเขาบัญญัติ ความหมายแห่งคำนั้น ๆ อย่างไร, โลกนิรุตติ แล้วแต่ว่าเขาใช้ คำนั้น ในความหมายว่าอย่างไร. เราก็อยู่ได้ในโลกนี้ เรียก ว่า มีอัตตาไปได้ตามแบบวิธีของโลกสมมติ, ตามที่โลกสมมติ ; แล้วก็มีอัตตาไปตามแบบที่โลกสมมติ อย่ามีอัตตาจริง. ดังนั้น เรา ไม่ต้องยกเลิกระบบคำสั่งสอน ที่ว่า มี อัตตา ต้องทำดี ตายแล้วเกิดดี กรรมดีเป็นของตน มีกรรมเป็น ของแห่งตน, คำสอนเหล่านี้ไม่ต้องยกเลิก เพราะว่ามันเป็น การกล่าวอย่างภาษาคน หรือโดยโลกสมัญญา ; เราได้ฟัง อย่างนี้ แต่เราก็ถือเอาความหมายที่ลึกกว่านั้น คือว่าไม่ได้มี ตัวตน แต่มีกระแสแห่งการปรุงแต่ง ตามปัจจัยของนามและ รูป ที่เคลื่อนไหวไปอย่างไร มันก็ต้องได้รับผลแห่งการเคลื่อน ไหว ไปตามสมควรแก่การเคลื่อนไหว. นี้เราเรียก ภาษาคน ว่า เราทำกรรมใดไว้ เราจะได้รับผลแห่งกรรมนั้น หรือว่า เรา มีกรรมเป็นของแห่งตน. เรา อย่าไปยกเลิก คำสอนทางศีลธรรม ที่สอนไว้ใน ภาษาคน ว่ามีตัวมีตน นั้นไม่ต้องยกเลิก, แล้วเราก็ถือได้ตาม หลักที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน คือ เราก็มีตัวตน ชนิดที่จะทำที่พึ่งแก่ ตัวตน . ตัวตนนี้มันยังโง่ มันยังยึดถือ ก็ใช้ความยึดถือนั่น แหละ ขวนขวายกระทำ ๆๆ จนให้มีธรรมะ ที่รู้ว่ามันไม่มี ตัวตน, ใ ห้ตัวตนนี้ช่วยตัวตน, ให้ตัวตนช่วยทำลายกิเลสของ

น.46 ๔๐ ตัวตน ; แล้วก็จะได้ธรรมะมา จะสมมติเรียกว่าตัวตนอีกก็ได้ ; แต่ไม่จำเป็น ให้มันหมดตัวตนกันเสียดีว่า. แต่ บางคนยังรักที่จะมีตัวตน เขาก็จะเรียกว่าตัวตน ก็ตามใจเขา ; เขาละตัวตนที่เลวเสีย มีตัวตนที่ดีกว่า จนมีตัวตนที่ดีที่สุด เขาก็พูดปากอย่างใจอย่าง ไปตามเดิม. พูดว่ามีตัวตนที่ดีที่สุด ; แต่ใจมิได้ยึดถือสิ่งนั้น โดยความเป็นตัวตน มันก็ได้เหมือนกัน. ฉะนั้น สรุปความว่า ตัว อัตตา นี้เป็นตัวตน ที่เป็นสัตว์ตลบแตลงชนิดหนึ่ง ซึ่งเรา จะต้องมีไว้อย่างมิใช่ตัวตน. ตัวตนนี้มันเป็นสัตว์หลอกลวง, สัตว์ที่ตลบแต่ลงชนิดหนึ่ง ซึ่งเราจะต้องเลี้ยงมันไว้ ในลักษณะที่มิใช่ตัวตน. เราจะเรียกมันว่าตัวตน แต่ใจของเราก็ไม่ยึดถือว่าเป็นตัวตน เราเลี้ยงสัตว์ตลกหลอกลวงตัวนี้ไว้ ในฐานะที่มิใช่เป็นตัวตน. นี่คนที่ยังละตัวตนไม่ได้ ก็ควรจะรู้สึกอย่างนี้ไว้, แล้วคงจะช่วยได้มากทีเดียว ว่าอัตตานี้เป็นสัตว์ตลกหลอกลวงตัวหนึ่ง ซึ่งเรายังเลี้ยงมันไว้ อย่างที่มิใช่เป็นตัวตน ; พูดอย่างมีตัวตน แต่จิตก็มิได้ยึดถือโดยความเป็นตัวตน มันก็คงจะลำบากบ้าง, แล้วมันก็น่ากลัว หรือน่าอันตรายอยู่เหมือนกันที่จะพลอยเล่นตลกเหมือนกับสัตว์ตัวนั้นไปด้วย คือมีปากอย่างพูดอย่าง ใจอย่าง, อย่างที่ระวังไว้ดีที่สุด ไม่ให้ผิดพลาดได้.

น.47 ๔๑ สรุปอีกทีหนึ่งว่า วันนี้จะพูดว่า ตัวตนนั้นคืออะไร ? แล้วก็จะตอบว่า ตัวตนนั้นคือสัตว์ตลกชนิดหนึ่ง ที่เราจะต้องมีมันไว้ อย่างมิใช่เป็นตัวเป็นตน. เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ เป็นโอกาสให้พระสงฆ์ทั้งหลาย สวดสาธยายบทพระธรรม ที่จะเป็นเครื่องกำจัดความรู้สึกว่าตัวตน ได้ตามสมควรแก่สติปัญญาของคนนั้น ๆ ต่อไป.

น.48 จิตลุถึง พุทธ-ธรรม-สงฆ์ อย่างแรงกล้า นั้นซึมซาบ สุญญตา สว่างไสว ในสุญญตา มีกรุณา เต็มสุดใจ แต่ผู้ให้ และผู้รับ กลับไม่มี กรุณา ที่เป็นตัว สุญญตา คือมหา อุเบกขา วิสุทธิ์ศรี ใครเห็นชัด เหลือจะจัด ว่าชั่วหรือดี เขาเห็นพุทธ- มณฑลที่ ในกายตน. ดังนั้นจัด ให้มหา อุเบกขา นำวิญญาณ์ สู่วิมุตติ วิสุทธิผล ดวงประทีป แห่งปัญญา ถ้าเต็มพล ย่อมเต็มล้น ด้วยมหา กรุณา. พ. อินทปัญฺโญ

น.49 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๓ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ๓. การงานคืออะไร ? ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๗. ปวารณา และธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุคปัจจุบัน ๑ ๑๐. การบวชคืออะไร ? ๑ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๔ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗

น.50 ตัวตนคืออะไร ? ต้องศึกษาให้เข้าใจ ปัญหาว่า มีตัวตน กับ ไม่มีตัวตน. คนทั่วไปรู้สึกว่ามีตัวตน แต่หลักธรรมะว่า ไม่มีตัวตน. บางพวกเอาจิตเป็นตน บางพวกเราร่างกายเป็นตน. พระพุทธเจ้าทรงยอมรับใช้ถ้อยคำตามโลกสมมติว่าเป็นตัวตน. แต่จิตใจมิได้ยึดถือความหมายเป็นตัวตนด้วยอุปาทาน. ตัวตนมีขึ้นเพราะตัณหา มานะ ทิฏฐิ, ทำให้ยึดมั่นถือมั่น. ตัวตนเป็นเพียงความคิดรู้สึกยึดถือ, ทำให้เป็นทุกข์. สมณพราหมณ์บางพวกถือเอาขันธ์ ๕ เป็นตัวตน. นอกพุทธศาสนายังยึดถือวิญญาณขันธ์เป็นเจตภูติ, เป็นตัวตนยิ่งขึ้น. บางพวกยึดเอาอายตนะ เป็นตัวตน, ล้วนแต่ตามความรู้สึก. พระอริยเจ้ารู้จักความไม่มีตัวตน แต่ยอมใช้ตามภาษาคน. จึงควรจะรู้จักความหมายของภาษาคนกับภาษาธรรม. พระพุทธเจ้าตรัสภาษาคนแก่คนธรรมดา ; แต่ตรัสภาษาธรรม จะไม่มีคนมีแต่กระแสอิทัปปัจจยตา. การสอนอย่างภาษาคน, ภาษาธรรม ขึ้นอยู่กับภูมิรู้ของผู้ฟัง. พระพุทธเจ้าตรัสทั้งภาษาคนภาษาธรรม ตามความจำเป็น. คนธรรมดายังมีตัวตน จำต้องสอนให้ทำตัวตนให้ดีก่อน. เพื่อความพ้นทุกข์ ต้องฝึกรู้จักธรรมชาติของทุกสิ่งทุกอย่าง. ฝึกให้รู้จักความเคยชินต่อความมีตัวกู - ของกู. ควบคุมความรู้สึกแห่งตัวกู - ของกูไว้ให้ได้. การสอนทางศีลธรรม ถือหลักมีตัวตนไปก่อน แล้วศึกษาปฏิบัติต่อไป จนรู้จักความไม่มีตัวตน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต