น.7 คุณ พระไม่ ตาย. "คุณพระ" คือ คุณพระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ รวมเรียกสั้นๆ ว่า "คุณพระ", เป็นสิ่งที่ไม่รู้ จักตาย. ข้อนี้เป็นที่รู้จักกันอยู่ โดยทั่วไป เปรียบเสมือน ไฟ ถ้ามีการสีของแข็ง ด้วยกันที่ไหน ก็จะแสดงตัวออก มา ให้ใช้เป็นประโยชน์ กันได้เมื่อนั้น; ไม่ว่าใครจะ เป็นคนสีให้เกิดไฟนั้น ที่ไหน และเมื่อไร. เมื่อ "คุณพระ" เป็นสิ่งที่ไม่รู้จักตาย ใครเข้า ถึง "คุณพระ" ก็เลยกลายเป็นผู้ไม่รู้จักตาย ไปด้วยกัน, ได้ เข้าถึงอมตะธรรม ที่ตายไม่ได้ คือความจริง ที่มีอยู่ว่า ไม่มีสัตว์บุคคล มีแต่กระแสแห่งการปรุงแต่ง ของเหตุ ปัจจัย ตามธรรมชาติ ตามกฎแห่งปฏิจจสมุปบาท หรือ "ตถาตา" หรือ 'ความเป็นเช่นนั้นเอง'. จิตที่ประ- กอบด้วย อวิชชา ต่างหาก ที่เข้าใจเอาเอง ว่าเป็นสัตว์ บุคคล ผู้เกิดหรือผู้ตาย.
น.8 เราจะต้องเศร้าโศกในเรื่องความตาย ไปทำไมกัน ให้เสียชื่อ เสียเกียรติ ของความเป็นพุทธบริษัท; ควร จะรีบศึกษาและปฏิบัติธรรม จนได้มี "คุณพระ" อยู่กับ เนื้อ กับตัว เสียด้วยกัน จงทุกคน กล่าวคือ เข้าถึง ความจริง ของ "ตถาตา" หรือ ค วามเป็นเช่นนั้นเอง ของ สัจธรรมอันสูงสุด จนไม่มีบุคคล ผู้เกิดแก่เจ็บตาย กัน อีกต่อไป; ก็จะไม่เสียที ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และ ได้พบ พระพุทธศาสนา เป็นแน่แท้. พุทธทาส อินทปัญโญ โมกขพลาราม ไชยา ๒๕๒๔
น.9 ธรรมโอวาท ของท่านพุทธทาสภิกขุ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๔ พระพุทธวจนานุสสติ อาตมาเห็นว่า หัวใจของพระพุทธวจนะทั้งหมด จะมีประโยชน์แก่ความเจ็บไข้ จึงอยากจะมาพูดกันสักหน่อย ด้วยเรื่อง หัวใจของพระพุทธวจนะ ; โดยคิดว่าก็ทราบ อยู่แล้ว แต่อาจจะลืมไปก็ได้ ; เพราะความเจ็บไข้ครอบงำ อาจจะเฟือนไปก็ได้ จึงอยากจะมาพูดด้วยเรื่องนี้ เพื่อเป็น การซักซ้อม ที่มีประโยชน์ที่สุด ในเวลาเช่นนี้. หัวใจของพระพุทธศาสนา หรือพระพุทธวจนะ นั้น อาจจะกล่าวได้หลาย ๆ อย่าง แต่ที่เห็นว่าถูกต้องที่สุด ก็คือ คำกล่าวสั้น ๆ ว่า "ธรรมะทั้งปวง, ธรรมทั้งปวง, สิ่งทั้งปวง
น.10 ๒ เป็นเช่นนั้นเอง" ซึ่ง โดยบาลี ก็คือคำว่า "ตถตา". อาตมา ยังจำได้ว่า ได้เคยพูดกันถึงเรื่องนี้ เมื่อนานมาแล้ว ลอง รำลึกดูว่า ได้พูดอย่างไร ? ตถตา ว่า เช่นนั้นเอง, เช่นนั้นเอง, ทุกสิ่งเป็น เช่นนั้นเอง ทั้งสิ่งที่มีเหตุ มีปัจจัย, หรือ สังขารทั้งปวง มันก็ เป็นเช่นนั้นเอง ตามแบบของสังขาร ; แม้สิ่งที่มิใช่ สังขาร แต่เป็น วิสังขาร เป็นอสังขตะ มันก็มีความ เป็น เช่นนั้นเอง ตามแบบของวิสังขาร. ถ้าเราเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง จะเป็นอย่างไร ? ข้อนี้เคยพูดกันแล้ว เพียงแต่ย้อนระลึกนึกถึง ใจความ เหล่านั้น ก็ควรจะพอ. ทบทวนกันได้ง่าย ๆ สั้น ๆ ว่า พวกที่มีเหตุมีปัจจัย สั งขารที่มีเหตุมีปัจจัย มันก็ มีการเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป. การเกิดขึ้นก็เป็นเช่นนั้นเอง, การตั้งอยู่ก็เป็นเช่นนั้นเอง การดับไปก็เป็นเช่นนั้นเอง. ดังนั้น ความเกิด ก็คือความ เป็นเช่นนั้นเอง, ความแก่ ชรามันก็เป็นเช่นนั้นเอง, ความเจ็บไข้ ก็เป็นเช่นนั้นเอง, กระทั่ง ความตาย ก็เป็น เช่นนั้นเอง.
น.11 ๓ ขอให้ดูให้ดี จนรู้สึกในความจริงข้อนี้ ว่าการที่เรา อยู่สบาย มันก็คือ เช่นนั้นเอง, การที่เราต้อง เจ็บไข้ มัน ก็เช่นนั้นเอง, ถ้า หาย มันก็คือ ความ เป็นเช่นนั้นเอง คือ มีปัจจัยที่ถูกต้อง ; ถ้า ไม่หาย มัน ก็เช่นนั้นเอง เพราะมัน มีปัจจัยที่ไม่ถูกต้อง ; ถ้าสมมุติว่า จะต้องตาย มันก็คือ เช่นนั้นเอง : ถ้า ไม่ตาย มันก็คือ เช่นนั้นเอง. นี่การที่เรามีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหมดทั้งสิ้น นั้น มันก็กลายเป็นเรื่องเช่นนั้นเอง จึงมีคำกล่าวว่า "เราทั้งหลาย มีความเกิดเป็นธรรมดา, มีความแก่เป็น ธรรมดา, มีความเจ็บเป็นธรรมดา, มีความตายเป็นธรรมดา, มีกรรมเป็นของตน, ต้องเป็นไปตามกรรมที่ทำไว้ ดังนี้". ทั้งหมดนี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องของเช่นนั้นเอง, เป็นความเป็น เช่นนั้นเอง ของสังขารทั้งหลายทั้งปวง. แต่พระองค์ได้ ตรัสว่า "ถ้าได้อาศัยพระองค์มา เป็นกัลยาณมิตรแล้ว พวกสัตว์ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากความเกิด, ที่มีความแก่เป็นธรรมดา ก็จะพ้น จากความแก่, ที่มีความตายเป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากความ ตาย,
น.12 ๔ ข้อนี้หมายความว่า อย่างไร ? ข้อนี้หมายความว่า เมื่อเราได้อาศัยพระพุทธองค์เป็นกัลยาณมิตรแล้ว ก็คือได้ฟัง พระธรรมของพระองค์, ได้เข้าใจในธรรมของพระองค์ จน กระทั่งเห็นธรรมะสูงสุด ที่เป็นเช่นนั้นเองสูงสุด คือความ ไม่มีตัวตน. ความไม่มีของตน มีแต่ธรรมชาติแห่งความ เป็นเช่นนั้นเอง ; ทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง ไม่มีความ หมายแห่งตัวตนของมันเลย. เมื่อมองเห็นความเป็นอนัตตา ไม่มีสิ่งที่ควรถือว่า เป็นตัวตน ; สิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ บุคคล ; มันจึง ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครแก่ ไม่มีใครเจ็บ ไม่มีใครตาย ; มี แต่สังขารทั้งหลายเป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัยของมัน เท่านั้น. นี่เรียกว่า เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ของสังขาร ทั้งปวง ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ; มีแต่สังขารทั้ง หลายปรุงแต่งไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา, กฎอิทัปปัจจยตา บันดาลให้สังขารเป็นไป. เรามาสมมุติเอาอาการนั้น ๆ ว่า เป็นความเกิดบ้าง เป็นความแก่บ้าง เป็นความเจ็บบ้าง
น.13 ๕ เป็นความตายบ้าง : ถ้าหลงในสมมุตินี้ ก็จะต้องเป็นทุกข์ เพราะความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. เมื่อได้ อาศัยพระพุทธองค์เป็นกัลยาณมิตร เห็น ความจริงแล้ว ก็เห็นว่าไม่มีใคร ๆ ไม่มีสัตว์ บุคคลใด, มีแต่ สังขารล้วน ๆ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ. นี้เรียงว่า เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ของสิ่งที่เป็นสังขาร คือมีเหตุ มีปัจจัย ปรุงแต่งไปตามธรรมชาติ ทีนี้มาดู พวกที่ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เป็นธรรมะ ประเภทอสังขตธรรม. อสังขตธรรมไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ; พวกนี้ไม่เป็นเหตุ ไม่เป็นผลของอะไร มีแต่สภาพเป็นเช่น นั้นเอง ของธรรมะส่วนนี้ ซึ่งเรียกว่า "วิสังขาร" เป็นที่ ดับแห่งสังขารทั้งปวง ; เราเรียกกันโดยภาษาธรรมดา ๆ ว่า "พระนิพพาน". ธรรมะประเภทนี้ ว่างจากการปรุงแต่ง จึงว่างจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. แม้ว่า สังขารทั้งหลาย จะมีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้าบุคคลมองเห็นวิสังขาร หรือภาวะแห่งการไม่ปรุง- แต่งแล้ว สิ่งที่มีการปรุงแต่ง ก็หมดความหมายไปเอง ; เพราะว่ามันว่างจากสิ่งที่เป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล.
น.14 ๖ ให้พิจารณาดูว่า ในที่ทุกแห่ง ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตน. ที่เกิดเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา ก็เพราะเราเข้าใจเอาเอง, เรา สมมุติกันเอง เพราะเราไม่รู้ เมื่อได้อาศัยพระพุทธองค์เป็นกัลยาณมิตร จึงได้ รู้ว่า สังขารทั้งปวงเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย มีอาการต่าง ๆ กัน, ถูกเอามาสมมุติยึดถือ ให้เป็นเกิด เป็นแก่ เป็นเจ็บ เป็นตาย, แล้วก็เข้าใจตัวเองว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็น เจ้าของ ผู้กระทำการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น. ถ้าเข้าใจถึงหัวใจของพระธรรม หรือของพระพุทธ- วจนะแล้ว ย่อมไม่เกิดความรู้สึกว่า มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตน, ไม่มีอะไรที่น่าเอา เป็นตัวเป็นตน, ไม่มีอะไรที่ควรเอา เป็น ตัวเป็นตน, ไม่มีอะไรที่น่าเป็น ด้วยความยึดถือว่าเราเป็น หรือใครเป็นนั่นเป็นนี่. นี้เรียกว่ามัน เป็นเช่นนั้นเอง ; แล้วก็ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น มาเป็นของเรา. ถ้าเห็นอย่างนี้จิตก็ไม่จับฉวย อะไร, ไม่จับฉวยเอาอะไรมาเป็นตัวเป็นตน หรือเป็นของตน, ไม่จับฉวยเอาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มาเป็นของตน. ไม่มีอะไรที่จะต้องจับฉวยเอามา เป็นตัวตนของตน, และ
น.15 ๗ จับฉวยเอามาเป็นตัวตนของตนก็ไม่ได้ มันทำไม่ได้ เพราะ ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ; เพราะว่ามันว่างจากความเป็นตน หรือของตน มันเป็นเพียงกิริยาแห่งการเปลี่ยนแปลงของ สังขาร ที่มีการเปลี่ยนแปลง. สังขารล้วน ๆ ตามธรรมชาติ โดยกฎของธรรมชาติ มันก็เปลี่ยนแปลง ; นี้เราเรียกว่ากิริยา. แต่ถ้าจิตมันโง่ ไปเอากิริยานั้นมาเป็นของตน มันก็กลายเป็นกรรม แล้วก็ จะมีผลกรรม สำหรับจิตที่หลงยึดถือเช่นนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้ เกิดคำกล่าวที่ว่า เรามีกรรมเป็นของตน จะต้องได้รับผล แห่งกรรมนั้น. ถ้าเรา เห็นความเป็นเช่นนั้นเองเสียแล้ว มันก็ต้อง ไม่เป็นการทำกรรม เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของสังขาร จึงเรียกว่า เป็นกิริยา เท่านั้น, เห็นอย่างนี้แล้วก็ไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์ จิตก็จะน้อมไปเพื่อพระนิพพาน อันเป็น ความดับ ไม่มีอะไรเหลือ สำหรับเวียนกลับมาเกิดอีก. ทีนี้ เมื่อถึงคราวที่สังขารร่างกายนี้ มันจะดับของ มันเองตามธรรมชาติ ให้จิตนี้สมัครดับไม่เหลือ, สมัครใจ
น.16 ๘ ดับไม่เหลือ ; มีความรู้อยู่แก่ใจว่า ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เป็นเพียงกิริยาของสังขารตามธรรมชาติ ก็จะสมัครดับไม่ เหลือ, หรือจะถึงกับพอใจ ที่จะดับไม่เหลือ คือพอใจใน พระนิพพาน. ถ้ายังเหลืออยู่ ก็มีการเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร ; ถ้าดับไม่เหลือก็เป็นนิพพาน ; จึงควรจะสมัครนะ ดับไม่ เหลือ. อย่าให้ต้องน้อยหน้าอนาถบิณฑิกเศรษฐี เศรษฐี คนนี้ ได้ยินได้ฟังเรื่องอนัตตา เรื่องดับไม่เหลือ ; ในวาระ สุดท้าย ก็ยังเอาตัวรอดได้ ดังที่ปรากฏเรื่องในพระบาลีนั้น ๆ. นี่เราก็ เป็นพุทธบริษัทมานาน เข้าใจธรรมะนี้ จึง สามารถที่จะดับไม่เหลือ โดยที่ไม่ต้องน้อยหน้ากัน ; โดย กระทำในใจให้ถูกต้องว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง มันเป็น เช่นนั้นเอง. สังขารที่มีปัจจัยปรุงแต่ง ก็เป็นเช่นนั้นเอง ตามลักษณะของการปรุงแต่ง หรือสังขาร. การปรุงแต่งนี้เราเรียกกันว่า สังขาร : พวกที่เป็น สังขาร ก็เช่นนั้นเอง ไปตามแบบของสังขาร ; พวกที่เป็น วิสังขาร มันก็เป็นเช่นนั้นเอง ไปตามแบบของวิสังขาร ; จึงกล่าวได้ว่า ธรรมทั้งปวง ทั้งสังขาร และวิสังขาร มันเป็น เช่นนั้นเอง.
น.17 ๙ ขอให้ เป็นเช่นนั้นเอง มาปรากฏแก่จิตใจของเรา อยู่ตลอดเวลา ความทุกข์ก็ ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ สมตามที่ ตรัสว่า "ได้อาศัยพระพุทธองค์ เป็นกัลยาณมิตรแล้ว พวก ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ก็พ้นจากความเกิด, พวกที่มี ความแก่เป็นธรรมดา ก็พ้นจากความแก่, พวกที่มีความ เจ็บเป็นธรรมดา ก็พ้นจากความเจ็บ, พวกที่มีความตาย เป็นธรรมดา ก็พ้นจากความตาย" ดังนี้. โดยปกติ เราก็มองเห็นข้อนี้อยู่ จิตก็ไม่ยึดมั่น ถือมั่นอะไรให้เป็นทุกข์ ; และ เมื่อถึงคราวที่สังขาร ร่างกาย นี้มันจะดับลงไป ก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, เห็นว่า มันเป็นเพียง กิริยา - เป็นกิริยา - เป็นกิริยา ; ไม่ใช่การกระทำกรรมของ บุคคลผู้มีตัวตน. จิตที่เห็นธรรมะแล้ว ไม่มีอะไรเป็นตัวตน แล้ว แม้แต่การแตกดับแห่งสังขารนี้ ก็เป็นเพียงกิริยาของ ธรรมชาติ เกี่ยวกับการดับนี้ มันต้องมีแน่ จึงอยากจะ ให้รู้จัก ทำในใจว่า ถ้าจะต้องดับลงไปจริง ๆ ในเวลานี้ จะทำในใจ อย่างไร. ข้อนี้ได้เขียนไว้เป็นคำกลอน เอามาอ่านให้ฟัง สำหรับจะ ระลึก เมื่อสังขารนี้จะแตกดับไป ตามธรรมดา ของสังขาร. คำกลอนนั้นมีว่า :-
น.18 ๑๐ สิ่งปรุงแต่ง ทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มันเกิดก่อ ตามหน้าที่ มีสังขาร แล้วก็ดับ เป็นธรรมดา ตามอาการ ไม่อยู่นาน มันเป็น เช่นนี้ และ สังขารกลุ่ม นี้หนอ ก็เหมือนกัน จะสิ้นสุด ลงในวัน นี้เป็นแน่ ไม่มีใคร เกิดหรือตาย มีได้แต่ สังขารแท้ ๆ มันจะดับ โดยธรรมดา. ความสงบ มีเพราะดับ แห่งสังขาร มันดับเย็น เป็นนิพพาน สิ้นสังสาร์ นามรูปนี้ ดับวันนี้ เป็นกิริยา ไม่มีเชื้อ กลับมา เกิดอีกเลย ขอให้ทบทวนในใจ ให้เห็นชัดอยู่เสมอไป ดังข้อ ความต่อไปนี้ ฟังอีกครั้งหนึ่งนะ :- สิ่งปรุงแต่ง ทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มันเกิดก่อ ตามหน้าที่ มีสังขาร แล้วก็ดับ เป็นธรรมดา ตามอาการ ไม่อยู่นาน มันเป็น เช่นนี้แล.
น.19 ๑๑ สังขารกลุ่ม นี้หนอ ก็เหมือนกัน จะสิ้นสุด ลงในวัน— นี้เป็นแน่ ถึงแม้ว่า มันจะสิ้นสุดลงในวันนี้ ก็ให้ถือว่า :- ไม่มีใคร เกิดหรือตาย มีได้แต่ สังขารแท้ ๆ มันจะดับ โดยธรรมดา ความสงบ มีเพราะดับ แห่งสังขาร มันดับเย็น เป็นนิพพาน สิ้นสังสาร์ นามรูปนี้ ดับวันนี้ เป็นกิริยา คือถ้า นามรูปนี้จะดับวันนี้ ขอให้เป็นเพียงกิริยา กิริยาไม่ใช่กรรม ไม่ใช่การกระทำที่จะมีผลใด ๆ เป็นเพียง กิริยาของธรรมชาติ ของสังขาร ที่ปรุงแต่งตามธรรมชาติ. ไม่มีเชื้อ กลับมา เกิดอีกเลย. นี่คือ หัวใจของพระพุทธวจนะทั้งหมด สรุปรวม อยู่ที่ว่า ทั้งสังขาร และวิสังขาร เป็นเช่นนี้เอง. เมื่อมัน แสดงความเป็น เช่นนี้ ก็ ไม่ต้องมีปัญหา, ไม่ควรจะมีปัญหา จิตปล่อยว่าง - วาง - หรือว่าง จากความยึดถือใด ๆ โดย ประการทั้งปวง.
น.20 ๑๒ ต่อไปนี้ จะสวดพระบาลีให้ฟังสักหน่อย. ขอให้ ตั้งใจอีกที ตั้งใจฟังให้ดี หลับตา สำรวมจิตใจ แล้วฟังให้ดี :- สัพเพ สังขารา อะนิจจา สัพเพ สังขารา ทุกขา สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา สังขารา ปะระมา ทุกขา เตสัง วูปะสะโม สุโข นิพพานัง ปะระมัง สุญญัง นิพพานัง ปะระฆัง สุขัง นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา. อิติปิ โส ภะคะวา, อะระหัง, สัมมาสัมพุทโธ , วิชชาจะระณะสัมปันโน, สุคะโต, โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, สัตถา เทวะมะนุสสานัง, พุทโธ, ภะคะวา ติ. ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก, อะกาลิโก, เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก, ปัตจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหี ติ. สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุ- ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต
น.21 ๑๓ สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง, จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุ- เนยโย, ปาหุเนยโย, ทักขิเณยโย, อัญชะลิกะระณีโย, อนุตตะรัง, ปุญญักเขตตัง โลกัสสา ติ อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ชิปปะเมวะ สะมิชณะตุ สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา จันโท ปัณณะระโส ยะถา มะณิ- โชติระโส ยะถา. สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสะตุ มาเต ภะวัต๎วันตะราโย สุขี ทีฆายุโก กะวะ อะภิวาทะนะ- สีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง. เป็นอันว่า อาตมาได้มาเยี่ยม ด้วยเสียง ด้วยการ กระทำนี้ สมตามความตั้งใจของอาตมาแล้ว. ขอให้คุณพระ สามารถดำรงจิตใจ ที่น้อมไปเพื่อความดับไม่เหลือ ไม่มี ความทุกข์แต่ประการใด เพราะการเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ของสิ่งปวง ดังที่กล่าวมานี้ จงทุก ๆ ประการเถิด
น.22 ตาย ก่อน ตาย ตายเมื่อตาย ย่อมกลาย ไปเป็นผี ตายไม่ดี ได้เป็นที่ ผีตายโหง ตายทำไม เพียงให้ เขาใส่โลง ตายโอ่โถง นั้นคือตาย เสียก่อนตาย ตาย ก่อนตาย มิใช่กลาย ไปเป็นผี แต่กลายเป็น สิ่งที่ ไม่สูญหาย ที่แท้คือ ความตาย ที่ไม่ตาย มีความหมาย ไม่มีใคร ได้เกิดแล คำพูดนี้ ผันผวน ชวนฉงน เหมือนเล่นลิ้น ลาวน คนตอแหล แต่เป็นความ จริงอัน ไม่ผันแปร ใครคิดแก้ อรรถได้ ไม่ตายเอย ฯ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ
น.23 ความเจ็บไข้มาเตือนให้ฉลาด ธรรมเทศนา ของ พุทธทาสภิกขุ ที่ โมกขพลาราม ไชยา เมื่อ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๓ นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน โลกามิสํ ปชฺชเห สนฺติ เปกฺโข — ติ ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตพฺโพ — ติ
น.24 ๑๖ ณ บัดนี้ จะได้แสดงธรรมเทศนา เป็นเครื่องตักเตือน คนเจ็บไข้ จงตั้งใจฟังดังต่อไปนี้ : - ขึ้นชื่อว่าความเจ็บไข้นี้ พึงเห็นว่าเป็นของ ธรรมดาที่จะต้องมีมาแก่สังขารทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือสัตว์ชนิดไหน ; เพราะเหตุว่า สังขารทั้งหลายจะต้อง มีความเปลี่ยนแปลงไป. เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงแล้ว ก็จะ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งขึ้น ๆ และลง ๆ : เปลี่ยนแปลงไป ในทางขึ้นก็ดูสบายดี ; แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงมาในทางลง ก็คือ ความเจ็บไข้, และเมื่อสังขารทั้งหลายมีอายุมากขึ้นตามลำดับ แล้ว ก็มีแต่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางเจ็บ ๆ ไข้ ๆ นี่แหละ คือข้อที่จะต้องมองให้เห็นตามที่เป็นจริง ว่า สังขารทั้งหลาย ย่อมจะเป็นอย่างนี้เอง. สรุปความได้ว่า ความเจ็บ ๆ ไข้ ๆ นี้มันเป็นธรรมดา ของสังขารทั้งหลาย. ทีนี้จะได้พิจารณากันต่อไปว่า ความเจ็บไข้นี้มีมา มาทำไม ? ควรจะพิจารณาให้เห็นว่า ความเจ็บไข้มีมา สำหรับจะตักเตือน. ความเจ็บไข้ไม่ได้มาสำหรับให้เป็น ทุกข์หรือเสียใจ, ไม่ต้องมีเรื่องที่จะต้องเป็นทุกข์ หรือเสียใจ ; จะเป็นทุกข์หรือเสียใจก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะสังขาร
น.25 ๑๗ ต้องเป็นอย่างนั้นเอง. แต่ที่แท้แล้ว ความเจ็บไข้มิได้มา เพื่อให้เป็นทุกข์ หรือเพื่อให้เสียใจ; แต่ว่ามาเพื่อตักเตือน ให้ฉลาด, มาเพื่อสั่งสอนให้ฉลาด, หรือว่ามาเพื่อบอกให้ เตรียมเนื้อเตรียมตัว สำหรับการดับไม่เหลือแห่งความทุกข์. ถ้ายังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร มันก็ต้องเป็นทุกข์ ด้วยความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ; ถ้าจะ ไม่ให้มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็ต้อง อย่าเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร. เดี๋ยวนี้ ความเจ็บความไข้ ได้มาตักเตือน ได้มาแสดงให้เห็นแล้วว่า มันเป็นอย่าง นี้เอง. ถ้าต้องการจะพ้นจากความเป็นอย่างนี้ คือความ เจ็บไข้แล้ว ก็ต้องเตรียมตัวสำหรับ ความดับไม่เหลือ ความดับไม่เหลือนี้ เป็นความดับของสังขาร อย่ามีเชื้อเหลือมาเกิดอีกต่อไป ; ถึงแม้ว่าร่างกายยังไม่ทัน จะแตกดับ จิตใจก็สมัครดับ, เรียกตรง ๆ ว่า สมัครตาย เสียก่อนตาย : เราจะมีการปลงลงไปในทุกสิ่งทุกอย่าง ว่า หมดเรื่องแล้ว สิ้นเรื่องกันที. เราจะต้องรู้สึกว่าถ้าจะขืนเวียนว่าย อยู่ในวัฏฏสงสาร ก็จะต้องเป็นอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด : ถ้าต้องการจะหยุดจะพัก
น.26 ๑๘ มันก็ต้องไม่เป็นอย่างนี้ ก็ดับความรู้สึกของสังขารนั้นๆ ว่า เป็นตัวเราหรือเป็นของเราเสีย. สังขารมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ; ถ้าเราไปยึดถือ เอาว่า สังขารเป็นของเรา ความเจ็บไข้มันก็กลายเป็นของ เรา. เราก็รู้สึกเป็นทุกข์ เสียใจและน้อยใจ. ถ้ามา ตั้งใจ กันเสียใหม่ ให้เด็ดขาดลงไป ด้วยสติปัญญา หรือ ด้วยกำลังจิต อันเข้มแข็ง ว่าเรื่องของ สังขาร ก็จงเป็นไปตามเรื่องของ สังขาร อย่ามาเป็นเรื่องของเรา. เรื่องของ สังขาร ย่อมไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา ; แต่เรื่อง ที่เราปรารถนา นั้นเป็นเรื่อง หยุด เรื่อง ดับ เรื่อง สงบ เรื่อง เย็น เป็น นิพพาน. จิตจะต้องมอง ให้เห็นอย่างนี้เสียก่อน จึงจะไม่ถือเอาเรื่องของสังขาร มาเป็น เรื่องของเรา, ให้สังขารเจ็บไข้ทำลายไปตามธรรมดา จิต ไม่ถือเอา ความเจ็บ ความไข้ หรือ ความตาย นั้น เป็น ของเรา. จิตจะไม่ผูกพันกับความเจ็บไข้และความตาย ; แต่ เปลื้องออกมาเสีย สู่ความเป็นอิสระ. นี่แหละคือคำเตือนของความเจ็บไข้ มัน มาเตือน ไม่ได้มาสำหรับให้เราเป็นทุกข์ หรือเสียใจ ; แต่มาเตือนว่า
น.27 ๑๙ จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมสำหรับความดับไม่เหลือ แห่งความ รู้สึกว่าตัวกูว่าของกู โดยใจความก็คือ ดับตัวกู ดับของกู เสีย. ในการเตรียมตัว เตรียมใจสำหรับจะดับไม่เหลือ นี้ จะแยกออกเป็น ๓ อย่าง คือ : - เรื่องที่ ๑. ให้มีความระลึกว่า เรื่องที่คนเราจะ ต้องประพฤติกระทำ ใน เรื่องโลกิยะวิสัย ต่าง ๆ นานานั้น, เป็นเรื่องโลก ๆ ทั่วไปนั้น บัดนี้ เราได้ทำเสร็จแล้ว ได้ทำ ครบถ้วนแล้ว : ได้เลี้ยงบุตร ภรรยา เพื่อนฝูง มิตร สหาย หรือได้กระทำทุกอย่างแล้ว ที่เป็นเรื่องของโลก ๆ ก็ได้ทำ เสร็จแล้ว นี้เรื่องหนึ่ง. เรื่องที่ ๒. เรื่องบุญกุศลต่าง ๆ นานา เรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสงเคราะห์ สาธารณะประโยชน์อะไร ก็ตาม ที่เป็น เรื่องบุญเรื่องกุศล เราก็ได้ทำเสร็จแล้ว, ได้ทำ เพียงพอแก่อัตภาพแล้ว, ได้ทำเหมาะสมแก่การที่เกิดมา เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ๆ แล้ว, ในการที่จะบำเพ็ญกุศล ได้มาก เพียงไร เราก็ได้ทำเสร็จแล้ว. นี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง.
น.28 ๒๐ เรื่องที่ ๓. นี้ ก็คือทำความระลึกว่า มันพอกันที สำหรับที่จะเวียนว่ายไปในอาการอย่างนี้ คือมัน พอกันที สำหรับที่จะเวียนว่ายไปในสังสารวัฏฏ์ : จะเกิดเป็นมนุษย์, คือจะไปเกิดเป็นมนุษย์อีกมันก็ประสบกันอย่างนี้อีก พอ กันที่ ; แม้จะไปเกิดเป็นเทวดา ก็ยังจะต้องตาย ยังจะ ต้องเป็นทุกข์เป็นร้อนเพราะกิเลส ไม่ดีไปกว่ามนุษย์ ก็พอ กันที สำหรับที่จะไปเกิดเป็นเทวดา. ถ้าเราทำบุญทำกุศลไว้ก็ได้ เกิดเป็นเทวดา นี้แน่ นอน ; แต่ว่าเกิดเป็นเทวดาแล้วไม่ใช่ว่าจะพ้นทุกข์ ยังคง มีกิเลสสำหรับเป็นเหตุให้มีความทุกข์ มีความกลัว มีความ เจ็บไข้ ในทางจิตใจ คือกิเลสเบียดเบียนอยู่เสมอ ; ทำบุญ เพื่อเกิดเป็นเทวดานี้ก็พอกันที. ทีนี้แม้ว่าจะสูงขึ้นไปกว่านั้น ในบางครั้งบางคราว บางชาติ เราก็ เกิดเป็นพรหม คือเป็นเทวดาขั้นสูงสุด ; แต่แล้วมันก็ยังมีตัวมีตน สำหรับที่จะต้องตายอยู่นั่นเอง, ยังมีความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกูอยู่นั่นเอง, ยึดมั่นว่าอะไร ๆ เป็นของกูอยู่นั่นเอง. แม้พวกพรหมก็มีตัวกูมีของกู ที่เข้มข้น ไม่อยากจะตาย เพราะว่าสบายมาก ก็เลยไม่อยากจะตาย ;
น.29 ๒๑ แต่แล้วมันก็ต้องตาย. พวกพรหมก็ ยังต้องเป็นทุกข์เพราะ ความตาย ; เพราะฉะนั้นพอกันที สำหรับที่จะไปเกิดเป็น พรหม. นี้เรียกว่า พอกันที สำหรับที่จะเวียนว่ายไปใน สังสารวัฏฏ์ : เกิดเป็นมนุษย์อีกก็ไม่ไหว, เกิดเป็นเทวดา ก็ยังไม่ไหว, เกิดเป็นพรหมก็ยังไม่ไหวอีก อยู่นั่นเอง ; เพราะฉะนั้นพอกันทีสำหรับสังสารวัฏฏ์ ขอให้ระลึกอย่างนี้ ด้วยอีกเรื่องหนึ่ง. รวมกันก็เป็น ๓ เรื่องด้วยกัน คือระลึกว่า เรื่อง โลก ๆ ก็ได้ทำเสร็จแล้ว, เรื่องบุญกุศลก็ได้ทำเสร็จแล้ว, พอกันทีสำหรับการเวียนว่ายไปในสังสารวัฏฏ์ จง ทบทวน ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในการที่จะระลึกเพื่อ ความดับไม่เหลือเพื่อนิพพาน นั้น จะต้องระลึกว่า. ๑. เรื่องโลก ๆ เราก็ได้ทำเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว. ๒. เรื่องบุญ เรื่องกุศล เราก็ได้ทำเสร็จเรียบร้อย ไปแล้ว. ๓. พอกันทีสำหรับจะเวียนว่ายไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือเป็นเทวดา หรือเป็นพรหมด้วยบุญกุศลนั้น ๆ.
น.30 ๒๒ มีอยู่เป็น ๓ เรื่องดังนี้ ล้วนแต่แสดงว่า พอกันที สำหรับที่จะทำเรื่องโลก ๆ, พอกันทีสำหรับที่จะทำบุญ ทำกุศล, พอกันที สำหรับที่จะเวียนว่ายไปตามอำนาจของ บุญของกุศล, เราต้องการจะหยุด, เราต้องการจะดับไม่ เหลือ, เพื่อความไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป. นี่แหละ เรียกว่า หยุดกันทีสำหรับสังสารวัฏฏ์ ขอสมัครดับไม่เหลือ แห่งตัวกู - ของกูเป็นพระนิพพาน. พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสไว้ว่า "เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน" - เมื่อใดมองเห็นภัย อันเกิดมาจากความเจ็บไข้ หรือความตาย ; "โลกามิสํ ปชฺชเห สนฺติ เปกฺโข" - เมื่อ นั้นจงละเหยื่อในโลกนี้เสีย มุ่งหวังสันติ คือความสงบรำงับ ดับไม่เหลือนั้นเถิด. ทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อใดมองเห็นภัย แห่ง ความเจ็บไข้หรือความตาย เป็นเบื้องหน้าแล้ว เมื่อนั้นจง ละเหยื่อต่าง ๆ ในโลกเสีย มุ่งหวังหาสันติ คือความสงบ รำงับดับเย็น เป็นนิพพานเถิด. เดี๋ยวนี้เราก็มองเห็นอยู่แล้วว่า ความเจ็บไข้หรือ ความตายเป็นภัยที่คุกคาม ; ทีนี้เราจะเอาชนะความเจ็บไข้
น.31 ๒๓ หรือความตายให้ได้ เราก็จะต้องละเหยื่อในโลกเสีย ถือว่า ถ้าเรา ยังไปยินดี หรือไป หวังอะไรในเรื่องโลก ๆ แล้ว ความเจ็บไข้และความตาย มันก็ จะคุกคามเรา ; มันจะบีบ คั้นเราให้เรากลัว ให้เราเสียใจ ให้เราเป็นทุกข์. แต่ถ้าเรา ไม่หวังอะไร ๆ ในโลกแล้ว มันก็บีบคั้นเราไม่ได้, ความ เจ็บไข้ หรือความตายจะมาขู่เข็ญให้เรากลัว ให้เราเสียใจ ให้ เราเป็นทุกข์นั้นไม่ได้ เราเป็นทุกข์เพราะเรายังหวังอยู่ในโลก เรายังติด อยู่ในโลก ยังติดอยู่ในสิ่งสวย ๆ งาม ๆ ของสังสารวัฏฏ์. พอเรามองเห็นว่า นี้เป็นของมายาชั่วครั้งชั่วคราว และหลอกลวงให้เราเป็นทุกข์ ดังนี้แล้ว ; เราก็ ไม่หวังเหยื่อ ไม่หวังที่จะกินเหยื่อ ไม่หวังที่จะเอร็ดอร่อยสนุกสนานใน เรื่องโลก ๆ อีกต่อไป. ไม่หวังที่จะไปเกิดเป็นอะไรที่ไหน อีกทั้งหมด, มันเป็นเรื่องมายาหลอกลวง ชั่วครั้งชั่วคราว ไปทั้งนั้น. เมื่อจิตมา มองเห็นว่า ไม่มีอะไรที่น่าไปเอา ไม่มี อะไรที่น่าไปเป็น ที่โลกไหน หรืออย่างไร ดังนี้แล้ว จิต ก็จะน้อมไปสู่สันติ คือความสงบรำงับ ดับไม่เหลือ
น.32 ๒๔ บัดนี้ จงทำในใจให้เห็นว่า ไม่มีอะไรในโลกไหน ที่น่าเอาหรือน่าเป็น ; มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นคือสันติ ความ สงบรำงับ ดับไม่เหลือ เยือกเย็นเป็นนิพพาน นิพพานคือความเย็น เพราะไม่มีความร้อนคือกิเลส ไม่เวียนว่ายไปในสังสารวัฏฏ์ เป็นความเย็นดังนี้. ความ เจ็บไข้มาเตือนให้เราพอกันที สำหรับความเวียนว่ายไปใน วัฏฏสงสาร. มองเห็นภัยในความเจ็บไข้ และความตาย แล้ว จงสละความอาลัยในเหยื่อโลกเสีย ไม่หวังจะกินเหยื่อ อะไรในโลกอีกต่อไปแล้ว, มุ่งหน้าเฉพาะต่อสันติ ความ ดับเย็นเป็นนิพพาน ไม่มีการเวียนว่ายอีกต่อไปเถิด. ธรรมเทศนาตักเตือนคนเจ็บไข้ สมควรแก่เวลา ยุติลงเพียงเท่านี้. — — — — — — — — — —
น.33 อานาปานสติ (สำหรับคนทั่วไปอย่างง่าย ขั้นต้น ๆ ให้รู้จักไว้ทีก่อน) ในกรณีปกติ ให้นั่งตัวตรง (ข้อกระดูกสันหลังจด กันสนิท เต็มหน้าตัดของมันทุกๆ ข้อ) ศีรษะตั้งตรง ตา มองไปที่ปลายจมูก ให้อย่างยิ่ง จนไม่เห็นสิ่งอื่น ; จะเห็น อะไร หรือไม่เห็นก็ตามใจ ขอให้จ้องมองเท่านั้น. พอชิน เข้าจะได้ผลดีกว่าหลับตา และไม่ชวนให้ง่วงนอนได้ง่ายด้วย. โดยเฉพาะคนขี้ง่วง ให้ทำอย่างลื มตา นี้แทน หลับตา ทำไปเรื่อยๆ ตามันจะหลับของมันเอง ในเมื่อถึง ขั้นที่มันจะต้องหลับ ; หรือจะหัดทำอย่างหลับตาเสียตั้งแต่ ต้นก็ตามใจ. แต่ วิธีที่ลืมตานั้นจะมีผลดีกว่า หลายอย่าง แต่ว่าสำหรับบางคนรู้สึกว่าทำยาก ; โดยเฉพาะพวกที่ยึดถือ ในการหลับตา ย่อมไม่สามารถทำอย่างลืมตาได้เลย. มือปล่อยวางไว้บนตัก ซ้อนกันตามสบาย ขาขัด หรือซ้อนกันโดยวิธีที่จะช่วยยันน้ำหนักตัว ให้นั่งได้ถนัดและ ๒๕
น.34 ๒๖ ล้มยาก. ขาขัดอย่างซ้อนกันธรรมดาหรือจะขัดไขว้กัน นั่น แล้วแต่จะชอบหรือทำได้. คนอ้วนจะขัดขาไขว้กันอย่างที่ เรียกขัดสมาธิเพชรนั้น ทำได้ยาก และไม่จำเป็น ขอแต่ให้ นั่งคู้ขามา เพื่อรับน้ำหนักตัวให้สมดุลย์ล้มยาก ก็พอแล้ว. ขัดสมาธิอย่างเอาจริงเอาจังยาก ๆ แบบต่าง ๆ นั้น ไว้สำหรับ เมื่อจะเอาจริงอย่างโยคีเถิด ในกรณีพิเศษ สำหรับคนป่วย คนไม่ค่อยสบาย หรือแม้แต่คนเหนื่อย จะนั่งอิงหรือนั่งเก้าอี้ หรือเก้าอี้ผ้าใบ สำหรับเอนทอดเล็กน้อย หรือนอนเลยสำหรับคนเจ็บไข้ ก็ทำได้ ทำในที่ไม่อับอากาศ หายใจได้สบาย ไม่มีอะไรกวน จนเกินไป. เสียงอึกทึกที่ดังสม่ำเสมอ และไม่มีความหมาย อะไร ; เช่น เสียงคลื่น เสียงโรงงาน เหล่านี้ไม่เป็น อุปสรรค ; เว้นแต่จะไปยึดถือเอาว่าเป็นอุปสรรคเสียเอง. เสียงที่มีความหมายต่าง ๆ เช่นเสียงคนพูดกัน นั้นเป็น อุปสรรคแก่ผู้หัดทำ ; ถ้าหาที่เงียบเสียงไม่ได้ ก็ให้ถือว่า ไม่มีเสียงอะไร ตั้งใจทำ ไปก็แล้วกัน มัน จะค่อยได้เอง.
น.35 ๒๗ ทั้งที่ตามองเหม่อ ดูปลายจมูกอยู่ ก็สามารถรวม ความนึก หรือความรู้สึกหรือเรียกภาษาวัดว่า สติ ไปกำหนด จับอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก ของตัวเองได้. คนที่ชอบหลับตา ก็หลับตาแล้ว ตั้งแต่ตอนนี้. คนชอบลืมตาลืมไปได้เรื่อย จนมันค่อยๆ หลับของมันเอง เมื่อเป็นสมาธิมากขึ้น ๆ. เพื่อจะให้กำหนดได้ง่าย ๆ ใน ชั้นแรกหัด ให้พยายาม หายใจให้ยาวที่สุดที่จะยาวได้ด้วยการฝืน ทั้งเข้าและออก หลาย ๆ ครั้งเสียก่อน เพื่อจะได้รู้ ของตัวเองให้ชัดเจนว่า ลมหายใจ ที่มันลากเข้าออก เป็นทางอยู่ภายในนั้น มัน ลากถู หรือ กระทบอะไรบ้าง ในลักษณะอย่างไร. และกำหนด ได้ง่าย ๆ ว่า มันไปรู้สึกว่า สุดลงที่ตรงไหน ที่ในท้อง โดยเอา ความรู้สึกที่กระเทือนนั้นเป็นเกณฑ์ ไม่ต้องเอาความจริง เป็นเกณฑ์ ; พอเป็นเครื่องกำหนดส่วนสุดข้างใน และ ส่วนสุดข้างนอก ก็กำหนดง่าย ๆ เท่าที่จะกำหนดได้ คนธรรมดา จะรู้สึกลมหายใจกระทบปลายจะงอย จมูก ; ให้ถือเอาตรงนั้นเป็นที่สุดข้างนอก. ถ้าคนจมูก แฟบ หน้าหัก ริมฝีปากบนเชิด ลมจะกระทบปลายริมฝีปาก
น.36 ๒๘ บน ; อย่างนี้ก็ให้กำหนดเอาที่ตรงนั้นว่าเป็นที่สุดท้ายข้าง นอก ; แล้วก็จะได้จุดทั้งข้างนอกและข้างใน โดย กำหนด เอาว่า ที่ปลายจมูก จุดหนึ่ง ที่สะดือ จุดหนึ่ง แล้วลมหายใจ ได้ลากตัวมันเองไปมา อยู่ระหว่างจุดสองจุดนี้ขึ้นลงอยู่เสมอ ทีนี้ ทำใจ ของเราให้เป็นเหมือนอะไรที่ คอยวิ่งตาม ลมนั้น ไม่ยอมพราก ทุกครั้งที่หายใจทั้งขึ้นและลง, ตลอด เวลาที่ทำสมาธิ. นี้จัดเป็นขั้นหนึ่งของการกระทำเรียกกัน ง่าย ๆ ในที่นี้ก่อนว่าขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา". กล่าวมาแล้วว่า เริ่มต้นทีเดียว ให้พยายามฝืน หายใจให้ยาวที่สุด และให้แรง ๆ และหยาบที่สุดหลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้ พบจุดหัวท้าย แล้ว พบเส้นที่ลากอยู่ตรงกลาง ๆ ได้ ชัดเจน. เมื่อจิต หรือสติ จับ หรือ กำหนด ตัวลมหายใจที่ เข้า ๆ ออก ๆ ได้ โดยทำความรู้สึกที่ ๆ ลมมันกระทบลากไป แล้วไปสุดลงที่ตรงไหน ; แล้วจึงกลับเข้า หรือกลับออก ก็ตาม ดังนี้แล้ว ก็ ค่อย ๆ ผ่อนให้การหายใจนั้นค่อย ๆ เปลี่ยน เป็นหายใจอย่างธรรมดา โดยไม่ต้องฝืน. แต่สติ นั้นคงกำหนดที่ลมได้ตลอดเวลา ตลอดสาย ; เช่นเดียวกับ
น.37 ๒๙ เมื่อแกล้งหายใจหยาบแรง ๆ นั้นเหมือนกัน, คือกำหนดได้ ตลอดสายที่ลมผ่าน จากจุดข้างในคือสะดือ หรือท้องส่วนล่าง ก็ตาม ถึงจุดข้างนอกคือปลายจมูก หรือปลายริมฝีปากบน แล้วแต่กรณี ลมหายใจจะละเอียด หรือแผ่วลงอย่างไร สติ ก็คง กำหนดได้ชัดเจน อยู่เสมอไป โดยให้การกำหนดนั้นประณีต ละเอียดเข้าตามส่วน. ถ้าเผอิญเป็นว่า เกิดกำหนดไม่ได้ เพราะลมละเอียด เกินไป ก็ให้ตั้งต้นหายใจให้หยาบหรือแรงกันใหม่ ; แม้จะ ไม่เท่าทีแรก ก็เอาพอให้กำหนดได้ชัดเจนก็แล้วกัน. กำหนด กันไปใหม่ จนให้มีสติรู้สึกอยู่ ที่ลมหายใจไม่มีขาดตอน ให้ จนได้, คือจนกระทั่งหายใจอยู่ตามธรรมดา ไม่มีฝืนอะไร ก็กำหนดได้ตลอด : มันยาวหรือสั้นแค่ไหน ก็รู้, มันหนัก หรือเบาเพียงไหนก็รู้พร้อมอยู่ในนั้น ; เพราะสติเพียงแต่ คอยเกาะแจอยู่ ติดตามไปมาอยู่กับลมตลอดเวลา. ทำได้ อย่างนี้ เรียกว่าทำการ บริกรรมในขั้น "วิ่งตามไปกับลม" ได้สำเร็จ
น.38 ๓๐ การทำไม่สำเร็จนั้น คือ สติ หรือความนึก ไม่อยู่ กับลม ตลอดเวลา เผลอเมื่อไรก็ไม่รู้ ; มารู้เมื่อมันไปแล้ว และก็ไม่รู้ว่ามันไปเมื่อไร, โดยอาการอย่างไร, เป็นต้น. พอรู้ก็จับตัวมันมาใหม่ และ ฝึกกันไปกว่าจะได้ ในขั้นนี้ ครั้ง หนึ่ง ๑๐ นาที เป็นอย่างน้อย แล้วจึงค่อยฝึกขั้นต่อไป. ขั้นต่อไป ซึ่งเรียกว่า บริกรรมขั้นที่สอง หรือ ขั้น "ดักดูอยู่แต่ตรงที่แห่งใดแห่งหนึ่ง" นั้น จะทำต่อเมื่อทำ ขั้นแรกข้างต้นได้แล้ว เป็นดีที่สุด ; หรือใครจะสามารถ ข้ามมาทำขั้นที่สองนี้ได้เลย ก็ไม่ว่า. ในขั้นนี้ จะให้สติ หรือความนึก คอยดักกำหนด อยู่ตรงที่ใดแห่งหนึ่ง โดย เลิกการวิ่งตามลม เสีย. ให้กำหนด ความรู้สึก เมื่อลมหายใจเข้าไปถึง ที่สุดข้างใน คือสะดือ ครั้งหนึ่ง, แล้วปล่อยว่างหรือวางเฉย, แล้วมากำหนดรู้สึก กันเมื่อลมออกมากระทบ ที่สุดข้างนอก คือปลายจมูก อีกครั้ง หนึ่ง. แล้วก็ปล่อยว่างหรือวางเฉย จนมีการกระทบส่วนสุด ข้างใน คือสะดือ อีก ทำนองนี้เรื่อยไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อเป็น ขณะที่ปล่อยว่าง หรือ ว างเฉยนั้น จิตก็ ไม่ ได้หนีไป อยู่บ้านช่องไร่นา หรือที่ไหนเลยเหมือนกัน :
น.39 ๓๑ แปลว่าสติคอยกำหนดที่ส่วนสุดข้างในแห่งหนึ่ง, ข้างนอก แห่งหนึ่ง, ระหว่างนั้น ปล่อยเงียบหรือว่าง. เมื่อทำได้ อย่างนี้เป็นที่แน่นอนแล้ว ก็ เลิกกำหนดข้างใน เสีย คง กำหนดแต่ข้างนอก คือที่ปลายจมูกแห่งเดียวก็ได้ สติคอยเฝ้ากำหนดอยู่แต่ที่จะงอยจมูก ไม่ว่าลมจะ กระทบเมื่อหายใจเข้า, หรือเมื่อหายใจออกก็ตาม ให้กำหนด รู้ทุกครั้ง. สมมติเรียกว่าเฝ้าแต่ตรงที่ปากประตู ; ให้มี ความรู้สึกครั้งหนึ่ง ๆ เมื่อลมผ่าน นอกนั้นว่างหรือเงียบ ระยะกลางที่ว่างหรือเงียบนั้น จิตไม่ได้หนี ไปอยู่ที่บ้านช่อง หรือที่ไหนอีกเหมือนกัน. ทำได้อย่างนี้เรียกว่า ทำบริกรรมในขั้น "ดักอยู่แต่ ในที่แห่งหนึ่ง" นั้นได้สำเร็จ ; จะไม่สำเร็จก็ตรงที่จิตหนี ไปเสียเมื่อไรก็ไม่รู้. มันกลับเข้าไปในประตู หรือเข้าประตู แล้วลอดหนีไปทางไหนเสียก็ได้ ; ทั้งนี้เพราะระยะที่ว่าง หรือเงียบนั้นเป็นไปไม่ถูกต้อง และทำไม่ดีมาตั้งแต่ข้างต้น ของขั้นนี้. เพราะฉะนั้น ควรทำให้ดีหนักแน่นและแม่นยำ มาตั้งแต่ขั้นแรก คือขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา" นั้นทีเดียว.
น.40 ๓๒ แม้ขั้นต้นที่สุด หรือที่เรียกว่าขั้น "วิ่งตามตลอด เวลา" ก็ไม่ใช่ทำได้โดยง่ายสำหรับทุกคน, และเมื่อทำได้ ก็มีผลเกินคาดมาแล้ว ทั้งทางกายและทางใจ จึงควรทำให้ได้ และทำให้เสมอ ๆ จนเป็นของเล่นอย่างการบริหารกาย ; มี เวลาสองนาทีก็ทำ : เริ่มหายใจให้แรงจนกระดูกลั่นก็ยิ่งดี จนมีเสียงหวีด หรือซูดซาดก็ได้, แล้วค่อยผ่อนให้เบาไป ๆ จนเข้าระดับปกติของมัน. ตามธรรมดาที่คนเราหายใจอยู่นั้น ไม่ใช่ระดับปกติ แต่ว่าต่ำกว่า หรือน้อยกว่าปกติ โดยไม่รู้สึกตัว ; โดย เฉพาะเมื่อทำกิจการงานต่างๆ หรืออยู่ในอิริยาบถ ที่ไม่เป็น อิสระนั้น ลมหายใจของตัวเอง อยู่ในลักษณะที่ต่ำกว่าปกติ ที่ควรจะเป็น ทั้งที่ตนเองไม่ทราบได้. เพราะฉะนั้น จึง ให้เริ่มด้วยหายใจอย่างรุนแรง เสียก่อน แล้วจึงค่อยปล่อยให้เป็นไปตามปกติ ; อย่างนี้ จะได้ลมหายใจที่เป็นสายกลางหรือพอดี และทำร่างกายให้อยู่ ในสภาพปกติด้วย เหมาะสำหรับจะกำหนด เป็นนิมิตของ อานาปานสติในขั้นต้นนี้ด้วย
น.41 ๓๓ ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การบริกรรมขั้นต้น ที่สุดนี้ ขอให้ทำจนเป็นของเล่นปกติ สำหรับทุกคน และ ทุกโอกาส เถิด จะมีประโยชน์ในส่วนสุขภาพทั้งทางกายและทางใจอย่าง ยิ่ง แล้วจะเป็นบันไดสำหรับขั้นสองต่อไปอีกด้วย. แท้จริง ความแตกต่างกันในระหว่างขั้น "วิ่งตาม ตลอดเวลา" กับขั้น "ดักดูอยู่เป็นแห่ง ๆ" นั้น มีไม่มากมาย อะไรนัก ; เป็นแต่เป็นการผ่อนให้ประณีตเข้า คือมีระยะ การกำหนดด้วยสติน้อยเข้า. แต่คงมีผลคือจิตหนีไปไม่ได้ เท่ากัน. เพื่อให้เข้าใจง่าย จะเปรียบกับพี่เลี้ยงไกวเปลเด็ก อยู่ข้างเสาเปล : ขั้นแรกจับเด็กใส่ลงในเปลแล้วเด็กยังไม่ง่วง ยังคอยจะดิ้นหรือลุกออกจากเปล. ในขั้นนี้พี่เลี้ยงจะต้องคอย จับตาดู แหงนหน้าไปมาดูเปล ไม่ให้วางตาได้ ซ้ายทีขวาที อยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เด็กมีโอกาสตกลงมาจากแปลได้ ครั้นเด็กชักจะยอมนอน คือไม่ค่อยจะดิ้นรนแล้ว พี่เลี้ยงก็หมดความจำเป็นที่จะต้องแหงนหน้าไปมา ซ้ายที ขวาที ตามระยะที่เปลไกวไปไกวมา. พี่เลี้ยงคงเพียงแต่มอง เด็ก เมื่อเปลไกวมาตรงหน้าตนเท่านั้นก็พอแล้ว : มองแต่
น.42 ๓๔ เพียงครั้งหนึ่ง ๆ เป็นระยะ ๆ ขณะที่เปลไกวไปมาตรงหน้าตน พอดี เด็กก็ไม่มีโอกาสลงจากเปลเหมือนกัน ; เพราะเด็ก ชักจะยอมนอนขึ้นมา ดังกล่าวแล้ว. ระยะแรก ของการบริกรรม กำหนดลมหายใจในขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา" นี้ ก็เปรียบกันได้กับระยะที่พี่เลี้ยงต้อง คอยส่ายหน้าไปมา ตามเปลที่ไกวไม่ให้วางตาได้ ส่วน ระยะที่สอง ที่กำหนดลมหายใจเฉพาะที่ปลายจมูก หรือที่ เรียกว่าขั้น "ดักอยู่แห่งใดแห่งหนึ่ง" ; นั้นก็คือขั้นที่เด็ก ชักจะง่วงและยอมนอน จนพี่เลี้ยงจับตาดูเฉพาะเมื่อเปลไกว มาตรงหน้าตนนั่นเอง. เมื่อฝึกหัดมาได้ถึงขั้นที่สองนี้อย่างเต็มที่ ก็อาจฝึก ต่อไป ถึงขั้นที่ผ่อนระยะการกำหนดของสติ ให้ประณีตเข้า ๆ จนเกิดสมาธิชนิดแน่วแน่ เป็นลำดับไปจนถึงเป็นฌาน ขั้นใดขั้นหนึ่งได้ ซึ่งพ้นไปจากสมาธิอย่างง่าย ๆ ในขั้นต้น ๆ สำหรับคนธรรมดาทั่วไป, และไม่สามารถนำมากล่าวรวมกัน ไว้ในที่นี้ เพราะเป็นเรื่องละเอียดรัดกุม มีหลักเกณฑ์ ซับซ้อน ต้องศึกษากันเฉพาะผู้สนใจถึงขั้นนั้น.
น.43 ๓๕ ในชั้นนี้ เพียงแต่ขอ ให้สนใจในขั้นมูลฐาน กันไป เรื่อย ๆ จนกว่าจะเป็นของเคยชินเป็นธรรมดา อันอาจจะ ตะล่อมเข้าเป็นขั้นสูงขึ้นไปตามลำดับในภายหลัง ขอให้ ฆราวาสทั่วไป ได้มีโอกาสทำสมาธิ ชนิดที่ อาจทำประโยชน์ทั้งทางกายและทางใจ สมความต้องการใน ขั้นต้นเสียขั้นหนึ่งก่อน เพื่อจะได้เป็นผู้ชื่อว่ามีศีล สมาธิ ปัญญา ครบสามประการ หรือมีความเป็นผู้ประกอบตน อยู่ ในมรรคมีองค์แปดประการได้ครบถ้วน แม้ในขั้นต้น ก็ยัง ดีกว่าไม่มีเป็นไหน ๆ กายจะระงับลงไปกว่าที่เป็นกันอยู่ ตามปกติ ก็ด้วยการฝึกสมาธิสูงขึ้นไปตามลำดับ ๆ เท่านั้น, และจะได้พบ "สิ่งที่มนุษย์ควรจะได้พบ" อีกสิ่งหนึ่งซึ่งทำ ให้ ไม่เสียทีที่เกิดมา. หอสมุดธรรมทาน
น.44 คำประพันธ์ บทพระธรรม ไม่จำเพาะ ที่จะต้อง, ไพเราะ เพราะอักษร หรือ สัมผัส ช้อยชด แห่งบทกลอน ที่อรชร เชิงกวี ตามนิยม ขอแต่เพียง ให้อรรถ แห่งธรรมะ ได้แจ่มจะ ถนัดเห็น เป็นปฐม แล้วได้รส แห่งพระธรรม ด่ำอารมณ์ ที่อาจบ่ม เบิกใจ ให้เจริญ ฯ ได้นิสัย เปลี่ยนใหม่ จากก่อนเก่า ไม่ซึมเศร้า สุขสง่า น่าสรรเสริญ เป็นจิตกล้า สามารถ ไม่ขาดเกิน ขอชวนเชิญ ชมธรรมรส งดกวี ฯ พุทธทาส อินฺทปัญโญ
น.45 ความดับไม่เหลือ บรรยายในพรรษา พ.ศ. ๒๕๐๔ เรื่อง ดับไม่เหลือนั้นมีวิธีปฏิบัติเป็น ๒ ชนิด : คือ ตามปกติ ขอให้ มีความดับไม่เหลือแห่งความรู้สึกยึดถือว่า "ตัวกู" และ "ของกู" อยู่เป็นประจำ นี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่งหมายถึง เมื่อร่างกายจะต้องแตกดับไป จริง ๆ ขอให้ปล่อยทั้งหมด, รวมทั้งร่างกายชีวิตจิตใจ. ให้ดับเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีเชื้ออะไรเหลืออยู่ หวังอยู่ สำหรับ การเกิดมีตัวเราขึ้นมาอีก. ฉะนั้น ตาม ปกติ ประจำวัน ก็ ใช้อย่างแรก, เมื่อ ถึงคราว จะแตกดับ ทางร่างกาย ก็ ใช้อย่างหลัง. ในกรณีที่ประสบอุบัติเหตุ ไม่ตายทันที มีความรู้สึก เหลืออยู่บ้าง ชั่วขณะ ก็ ใช้อย่างหลัง. ถ้าสิ้นชีวิตไปอย่าง กระทันหัน ก็หมายความว่า ดับไป ด้วยความรู้สึกในวิธี อย่าง แรก อยู่ในตัว และเป็นอันว่ามีผลคล้ายกัน คือความไม่อยาก เกิดอีก นั่นเอง. ๓๗
น.46 ๓๘ วิธีปฏิบัติอย่างที่ ๑ คือทำเป็นประจำวันนั้น หมายความว่า มีเวลาว่างสำหรับทำจิตใจเมื่อไร, ก่อนนอนก็ดี ตื่นนอนใหม่ก็ดี, ให้สำรวมจิตเป็นสมาธิด้วยการกำหนด ลมหายใจหรืออะไรก็แล้วแต่ถนัด พอสมควรก่อน ; แล้วจึง พิจารณาให้เห็นความที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทุกสิ่ง ไม่ควรยืด มั่นถือมั่นว่าเป็นเรา หรือ เป็นของเรา แม้แต่สักอย่างเดียว. เป็นเรื่องอาศัยกันไปในการเวียนว่ายตายเกิดเท่านั้นเอง, ยึด มั่นในสิ่งใดเข้า ก็เป็นทุกข์ทันที, และทุกสิ่ง. การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเล่า ก็คือการทนทุกข์ ทรมานโดยตรง, เกิดทุกที่เป็นทุกข์ทุกที, เกิดทุกชนิดเป็น ทุกข์ทุกชนิด, ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ก็เป็นทุกข์ไปตามแบบ ของการเกิดเป็นอย่างนั้น : เกิดเป็นแม่ก็ทุกข์อย่างแม่, เกิดเป็นลูกก็ทุกข์อย่างลูก เกิดเป็นคนรวยก็ทุกข์อย่างคนรวย, เกิดเป็นคนจนก็ทุกข์อย่างคนจน, เกิดเป็นคนดีก็ทุกข์อย่าง คนดี, เกิดเป็นคนชั่วก็ทุกข์อย่างคนชั่ว, เกิดเป็นคนมีบุญ ก็ทุกข์ไปตามประสาคนมีบุญ, เกิดเป็นคนมีบาปก็ทุกข์ ไปตามประสาคนมีบาป ฉะนั้น สู้ไม่เกิดเป็นอะไรเลย คือ "ดับไม่เหลือ" ไม่ได้.
น.47 ๓๙ แต่ทีนี้ สำหรับการเกิด หรือคำว่า "เกิด" นั้น อย่าหมายเพียงการเกิดจากท้องแม่, ที่แท้มัน หมายถึงการ เกิดของจิต คือของความรู้สึก ที่รู้สึกขึ้นมาคราวหนึ่ง ๆ ว่า กู เป็นอะไร, เช่น เป็นแม่เป็นลูก, เป็นคนจนคนมี, คน สวยคนไม่สวย, คนมีบุญมีบาป, เป็นต้น ซึ่งนี่แหละเรียก ว่าความยึดถือ หรืออุปาทาน ว่าตัวกูเป็นอย่างไร ของกูเป็น อย่างไร. ตัวกู หรือ ของกู อย่างที่กล่าวนี้ เรียกว่า อุปาทาน มัน เกิดจากท้องแม่ ของมันคือ อวิชชา , มันเกิดวันหนึ่ง ไม่รู้กี่สิบครั้ง กี่ร้อยครั้ง หรือไม่รู้กี่ร้อยชาตินั่นเอง. เกิด ทุกคราวเป็นทุกข์ทุกคราว อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยง : ทุกคราวที่ตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง หรือ จมูกได้กลิ่น หรือลิ้นได้รส หรือกายได้สัมผัสทางผิวหนัง หรือจิตมันปรุง เรื่องเก่า ๆ เป็นความคิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาเองก็ตาม ถ้าควบคุมไว้ไม่ดีแล้ว ตัวกูเป็นได้โผล่หรือเกิดขึ้นมาทันที และ ต้องเป็นทุกข์ทันที ที่ตัวกูโผล่ขึ้นมา . ฉะนั้นจงระวัง อย่าเผลอให้ "ตัวกู" โผล่หัว ออกมา จากท้องแม่ของมันได้เป็นอันขาด. เพียงแต่ตาเห็นรูป
น.48 ๔๐ หรือหูได้ยินเสียงเป็นต้น และเกิดสติปัญญารู้ว่าควรจัดการ อย่างไรก็จัดไป หรือนิ่งเสียก็ได้ ; อย่างนี้ไม่เป็นไร. ขอ อย่างเดียวอย่าให้ "ตัวกู" ถูกปรุงขึ้นมาจากตัณหา หรือ เวทนา อันเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ได้เห็น หรือได้ยิน เป็นต้นนั้น. อย่างนี้ เรียกว่า "ตัวกู" ไม่เกิด คือไม่มีชาตินั่นเอง, เมื่อ ไม่เกิดก็ไม่ตาย หรือทุกข์อย่างใดทั้งสิ้น. นี่แหละ คือข้อที่บอกให้ทราบว่า การเกิด นั้นไม่ใช่ หมายถึงเกิดจากท้องแม่ทางเนื้อหนังโดยตรง, แต่มัน หมาย ถึงการเกิดทางจิตใจ ของ "ตัวกู" ที่เกิดจากแม่ของมัน คือ อวิชชา. การ "ดับไม่เหลือ" ในที่นี้ก็คือ อย่าให้ตัวกูดังกล่าว นั้นเกิดขึ้นมาได้นั่นเอง. เมื่อ แม่ ของมัน คืออวิชชา ก็ให้ฆ่า แม่ ของมันเสีย ด้วย วิชชา หรือปัญญา ที่รู้ว่า "ไม่มีอะไรควร ยึดมั่นถือมั่น" นั่นเอง, หรืออีกอย่างหนึ่งก็ว่า มันเกิดได้ เพราะเราเผลอสติ, ฉะนั้น เรา อย่าเผลอสติ เป็นอันขาด ถ้าเป็นคนขี้มัก เผลอสติ ก็ จงแก้ด้วยความเป็นผู้ รู้จักอายุ รู้จักกลัว เสียบ้าง : โดย อายว่า การที่ปล่อยให้เป็น อย่างนั้น ๆ มัน เป็นคนสาระเลว ยิ่งกว่าไพร่ หรือขี้ข้าสกุล
น.49 ๔๑ เสียอีก, ไม่สมควรแก่เราเลย. ที่ว่ารู้จัก กลัว เสียบ้างนั้น หมายความว่า มันไม่มีอะไรที่น่ากลัว ยิ่งไปกว่าความเกิด ชนิดนี้ แล้ว มัน ยิ่งกว่าตกนรก หรืออะไรทั้งหมด. เกิดขึ้น มาทีไร เป็นสูญคนเสียคนไม่มีอะไรเหลือ. เมื่อ มีความอาย และ ความกลัว อย่างนี้บ่อยๆ แล้ว สติมันจะไม่กล้าเผลอของมันเอง. การปฏิบัติก็จะดีขึ้น ตาม ลำดับจนเป็นผู้ที่มีการ "ดับไม่เหลือ" อยู่เป็นประจำ. ทุก ค่ำเช้าเข้านอน ต้องมีการคิดบัญชีเรื่องเกี่ยวกับการดับไม่ เหลือนี้ให้รู้รายรับรายจ่ายไว้เสมอไป. ข้อนี้มีอานิสงส์สูงไป กว่าไหว้พระสวดมนต์ หรือทำสมาธิเฉย ๆ. เรื่องเกี่ยวกับ ดับไม่เหลือ ทำนองนี้ ไม่เกี่ยวกับการ เพ่งหรือหลับตาเห็นสี เห็นดวงหรืออะไรที่แปลก ๆ เป็น ทำนองปาฏิหาริย์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์. แต่ เกี่ยวกับสติปัญญา หรือ สติสัมปชัญญะ โดยตรงเท่านั้น. อย่างมากที่สุดที่มันจะ สำแดงออก ก็เพียงถ้ามีสติสมบูรณ์จริง ๆ ได้ที่เต็มที่แล้วก็จะ สำแดงออกมาเป็นความเบากายเบาใจ, สบายกายสบายใจ อย่างที่บอกไม่ถูกเท่านั้นเอง. ถึงกระนั้นก็ อย่านึกถึงเรื่องนี้ จะดีกว่า เพราะจะกลายเป็นที่ตั้งของอุปาทานอันใหม่ ขึ้นมา
น.50 ๔๒ แล้วมันก็ จะดับไม่ลง, และมันจะ "เหลือ" อยู่เรื่อย คือ เกิดเรื่อยทีเดียว เดี๋ยวจะได้กลุ้มกันใหญ่และยิ่งไปกว่าเดิม. พวกที่ทำ วิปัสสนาไม่สำเร็จ ก็เป็นเพราะคอยจับ จ้องเอาความสุขอยู่เรื่อยไป, มุ่งนิพพานตามความยึดถือ ของตนอยู่ร่ำไป : มันก็ ดับไม่ลง หรือนิพพานจริงๆ ไม่ได้, มีตัวกูเกิดในนิพพานแห่งความยึดมั่นถือมั่นของตนเองเสีย เรื่อย. ฉะนั้น ถ้าจะภาวนา บ้างก็ต้องภาวนาว่า ไม่มีอะไร ที่ควรยึดมั่นถือมั่น แม้แต่สิ่งที่เรียกว่านิพพานนั่นเอง, สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย — สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึด มั่นถือมั่น" . สรุปความว่า ทุกค่ำเช้าเข้านอน ต้องทำความ แจ่มแจ้งเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ให้แจ่มกระจ่างอยู่เสมอ จนเคยชินเป็นนิสัย, จนหากบังเอิญตายไปในเวลาหลับ ก็ยังมี หวังที่จะไม่เกิดอีกต่อไปอยู่นั่นเอง. มีสติปัญญาอยู่เรื่อย อย่าให้อุปาทานว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" เกิดขึ้นมาได้ เลยในทุก ๆ กรณี ทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งตื่นและหลับ.
น.51 ๔๓ นี้เรียกว่า เป็นอยู่ด้วย ความดับไม่เหลือ หรือ ความไม่มีตัวตน มีแต่ธรรมะอยู่ในจิตที่ว่างจากตัวตนอยู่ เสมอไปเรียกว่าตัวตนไม่ได้เกิด, และมีแต่การดับไม่เหลืออยู่ เพียงนั้น. ถ้าเผลอไป ก็ตั้งใจทำใหม่เรื่อย. ไม่มีการท้อถอย หรือเบื่อหน่าย ในการบริหารใจเช่นนี้ ก็เช่นเดียวกับเรา บริหารกายอยู่ตลอดเวลานั้นเหมือนกัน ; ให้ทั้งกายและใจ ได้รับการบริหารที่ถูกต้อง คู่กันไปดังนี้ ในทุกกรณีที่ทำอยู่ ทุกลมหายใจเข้า – ออก, เป็นอยู่ด้วยปัญญา ไม่มีความ ผิดพลาดเลย. ทีนี้ก็มาถึง วิธีปฏิบัติอย่างที่ ๒ คือในเวลา จวน เจียนจะดับจิตนั้น อยากจะกล่าวว่ามันง่ายเหมือนตกกระได แล้วพลอยกระโจน ; มันยากอยู่ตรงที่ไม่กล้าพลอยกระโจน ในเมื่อพลัดตกกระไดมันจึงเจ็บมาก เพราะตกลงมาอย่างไม่เป็น ท่าเป็นทาง. ไหน ๆ ก็เมื่อร่างกายนี้มันอยู่ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จิตหรือเจ้าของบ้านก็พลอยกระโจนตามไปเสียด้วยก็แล้วกัน. ให้ปัญญา กระจ่างแจ้งขึ้นมา ในขณะนั้น ว่าไม่มี อะไรที่น่าจะกลับมาเกิดใหม่ เพื่อเอาเพื่อเป็น, เพื่อหวัง อะไรอย่างใดต่อไปอีก. หยุด สิ้นสุด ปิดฉากสุดท้ายกันเสียที ;
น.52 ๔๔ เพราะไปแตะเข้าที่ไหนมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะไปเกิดเป็น อะไรเข้าที่ไหน หรือได้อะไรที่ไหนมา. จิตหมดที่หวังหรือ ความหวังละลาย ไม่มีที่จอด มันจึง ดับไปพร้อมกับกาย อย่าง ไม่มีเชื้อ เหลือมาเกิดอีก. สิ่งที่เรียกว่า เชื้อ ก็คือ ความหวัง หรือ ความอยาก หรือ ความยึดมั่นถือมั่น อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั่นเอง. สมมติว่าถูกควายขวิดจากข้างหลัง หรือรถยนต์ทับ หรือตึกพังทับ ถูกลอบยิง หรือถูกระเบิดชนิดไหนก็ตาม ; ถ้ามีความรู้สึกเหลืออยู่ แม้สักครึ่งวินาทีก็ตาม จงน้อมจิต ไปสู่ความดับไม่เหลือ หรือ ทำความดับไม่เหลือเช่นว่านี้ให้ แจ่มแจ้งขึ้นในใจ เหมือนที่เราเคยฝึกอยู่ทุกค่ำเช้าเข้านอน ขึ้นมาในขณะนั้น, แล้วให้จิตดับไป ก็เป็นการเพียงพอแล้ว สำหรับการ "ตกกระไดพลอยโจน" ไปสู่ความดับไม่มี เชื้อเหลือ ถ้าหากจิตดับไปเสีย โดย ไม่มีเวลาเหลืออยู่ สำหรับ ให้รู้สึกได้ ดังว่า ก็แปลว่า ถือเอาความดับไม่เหลือ ที่เรา พิจารณาและมุ่งหมายอยู่เป็นประจำใจ ทุกค่ำเช้าเข้านอน นั่นเอง เป็นพื้นฐานสำหรับการดับไป; มันจะ เป็นการดับ
น.53 ๔๕ ไม่เหลืออยู่ดี, ไม่เสียท่าเสียทีแต่ประการใด, อย่าได้เป็น ห่วงเลย. ถ้า ป่วย ด้วยโรคที่เจ็บปวดหรือ ทนทรมานมาก ก็ ต้องทำจิตเบ่งรับ ว่าที่ ยิ่งเจ็บมากปวดมากนี่แหละ มันจะ ได้ดับไม่เหลือเร็วเข้าอีก. เรา ขอบใจความเจ็บปวดเสียอีก. เมื่อเป็นดังนี้ ปีติในธรรม ก็จะข่มความรู้สึกปวดนั้นไม่ให้ ปรากฏ หรือปรากฏแต่น้อยที่สุด จนเรามีสติสมบูรณ์อยู่ ดังเดิม และเยาะเย้ยความเจ็บปวดได้. ถ้าป่วยด้วยโรค เช่นอัมพาตและต้องดับด้วยโรคนั้น ก็ให้ถือว่าตัวเราสิ้นสุดไป ตั้งแต่ขณะที่โรคนั้นทำให้หมด ความรู้สึกนั้นแล้ว, ที่เหลือนอนตาปริบ ๆ อยู่นี้ ไม่มี ความหมายอะไร ; ทั้งนี้เพราะว่า จิตของเราได้สมัครน้อม ไปเพื่อความดับไม่เหลือเสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่ก่อนล้มเจ็บเป็น อัมพาต หรือตั้งแต่ความรู้สึกยังดี ๆ อยู่ ในการเป็นอัมพาต ตลอดเวลาที่มีความรู้สึก. ครั้น หมดความรู้สึกแล้ว มันก็เลิกกัน แม้ว่า ชีวิต ยังไม่ดับ ทันที มันก็ หามีตัวตนอะไรที่เป็นตัวกูหรือของกู ที่ไหนไม่.
น.54 ๔๖ อย่าได้คิดเผื่อให้มากไป ด้วยความเขลา ของตัวเอง เลย ; ยังดี ๆ อยู่ นี่แหละ รีบทำความดับไม่เหลือเสีย ให้สมบูรณ์ด้วยสติปัญญาเถิด มันจะรับประกันได้ไปถึงเมื่อ เจ็บ; แม้ในกรณีที่เป็นโรคอัมพาตดังกล่าวแล้ว ไม่มีทาง ที่จะพ่ายแพ้ หรือเสียท่าเสียที แก่ความเจ็บแต่ประการใดเลย ; เพราะเรา ทำลาย "ตัวกู" ให้หมดความเกิดเสียแล้ว ตั้งแต่ เมื่อร่างกายยังสบาย ๆ อยู่นั่นเอง. นี้เรียกว่าดับหมดแล้ว ก่อนตาย. สรุปความในที่สุด วิธีปฏิบัติทั้ง ๒ ชนิดก็คือ จงมี จิตที่มีปัญญาแท้จริง. มองเห็นอยู่ว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่น ถือมั่น แม้แต่สักสิ่งเดียว. ในจิตที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น โดยสิ้นเชิง อย่างนี้แหละ "ไม่มีตัวกู" หรือ "ของกู" ; มีแต่ ธรรมะที่เป็นความหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเราจะสมมติ เรียกว่าพระรัตนตรัย หรือ มรรค ผล นิพพาน หรืออะไร ที่เป็นยอดปรารถนาของคนยึดมั่นถือมั่นนั้นได้ทุกอย่าง. แต่เราไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานในสิ่งเหล่านั้นเลย จึงดับ ไม่เหลือ หรือนิพพาน ได้จริงสมชื่อ : นิ แปลว่า ไม่เหลือ พาน แปลว่า ไป หรือ ดับ ; นิพพาน จึงแปลว่า ดับไม่เหลือ ; เป็นสิ่งที่มีลักษณะ ความหมาย การปฏิบัติ และอานิสงส์ อย่างที่กล่าวมานี้แล.
น.55 ๔๗ ข้อความทั้งหมดนี้ยังย่ออยู่มาก แต่ถ้าขยันอ่านและ พินิจพิจารณาอย่างละเอียดไปทุกอักษรทุกคำ ทุกประโยคแล้ว ก็คงจะพิสดารได้ในตัวมันเอง และเพียงพอแก่การเข้าใจและ ปฏิบัติ. ฉะนั้นหวังว่าคงจะอ่านจะฟังกันอยู่เป็นประจำ โดย ไม่ต้องคำนึงว่ากี่เที่ยวกี่จบ จนกว่าจะเป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งโดย ปัญญา และมั่นคงโดยสมาธิ นำมาใช้ได้ทันท่วงที ด้วยสติ สมตามความประสงค์ ทุกประการ.
น.56 คาถาดับสังขาร สิ่งปรุงแต่ง ทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มันเกิดก่อ ตามหน้าที่ มีสังขาร แล้วก็ดับ เป็นธรรมดา ตามอาการ ไม่อยู่นาน มันเป็น เช่นนี้แล สังขารกลุ่ม นี้หนอ ก็เหมือนกัน จะสิ้นสุด ลงในวัน นี้เป็นแน่ ไม่มีใคร เกิดหรือตาย มีได้แต่ สังขารแท้ ๆ มันจะดับ โดยธรรมดา ความสงบ มีเพราะดับ แห่งสังขาร มันดับเย็น เป็นนิพพาน สิ้นสังสาร์ นามรูปนี้ ดับวันนี้ เป็น กิริยา ไม่มีเชื้อ กลับมา เกิดอีกแล ฯ พุทธทาส อินฺทปญฺโญ
น.57 ธรรมเทศนา ตอน ๑ เกิดมาเพื่อเดินทาง แสดง ณ โรงธรรม สวนโมกข์ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๐๘ เกิดมาทำไม ? นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมา สมฺพุทฺธสฺส ฯ สงฺขารา ปรมาทุกฺขา นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ เอตํ ณตฺวา ยถาภูตํ สนฺติมคฺคํ ว พฺรุหเยติ ธมฺโม สกุกจฺจํ โสตพฺโพ - ติ. ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่อง ประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา ความเชื่อ และวิริยะความพากเพียร ของท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ในทาง แห่งพระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ ทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนาเป็นพิเศษในวันนี้ จักได้กล่าวถึงธรรมะใน พระพุทธศาสนาที่เป็นพุทธภาษิต ที่อาจจะตอบปัญหาของคนทั่วไป ที่มักจะถามกันว่า เกิดมาทำไม ? ดังนี้ได้.
น.58 ๕๐ ข้อแรกที่สุด จะต้องระลึกให้กว้างกันไปสักหน่อย ว่า คนธรรมดาทั่วๆ ไป มีปัญหาอยู่ในใจว่า เกิดมาทำไม จริงหรือเปล่า ? ปัญหาข้อนี้ถือกันว่าทุกคนสนใจและสงสัย. แม้ กระนั้นก็อาจจะมีบางคนมีเล่ห์เหลี่ยมที่จะเยาะเย้ยว่า ก็ พระ- พุทธศาสนา สอนถึงความไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา คือไม่มีใครเกิดดังนี้แล้ว เหตุใดจึงมีปัญหาว่าเกิดมาทำไม ด้วยเล่า ? ถ้าผู้ใดถามซักไปในทำนองนั้น เราจะต้องถือว่า เขาอาศัยหลักของพระพุทธศาสนาชั้นสูงสุด คือชั้นว่าด้วย ความหลุดพ้น มาพูดสำหรับคนธรรมดาสามัญ ที่ยังไม่มี ความหลุดพ้น : เป็นเรื่องที่ไม่ถูก ไม่ตรง คือไม่ถูกฝา ถูกตัว ; เพราะว่า ตามธรรมดาของคนที่ยังไม่รู้ธรรมะถึงที่สุด แล้ว จะต้องมีความรู้สึกว่าตนกำลังเกิดอยู่ และตนมีปัญหา มากมายที่จะต้องทำ กระทั่งไม่รู้ว่าเกิดมานี้เพื่อทำอะไรกัน. โดยทั่วๆไป ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ ถึงที่สุดแห่ง ธรรมในพระพุทธศาสนาแล้วเท่านั้น ที่จะรู้สึกว่ามิได้มีการ เกิดอยู่ในบัดนี้ ; ไม่มีสัตว์บุคคล ตัวตนของใครที่เป็นผู้ที่ เกิดอยู่ในบัดนี้ ; ดังนั้นปัญหาที่ว่าเกิดมาทำไมจึงไม่มีแก่
น.59 ๕๑ พระอรหันต์ แต่สำหรับบุคคลที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ แม้ที่ ยังเป็นพระอริยเจ้าในขั้นต้น ๆ เช่นพระโสดาบันก็ดี ก็ยัง มีความรู้สึกว่า มีตัวตนของตนและตนกำลังเกิดอยู่ทั้งนั้น จึง จัดได้ว่าเป็นผู้ที่ล้วนแต่มีปัญหาอยู่ในใจว่า เกิดมาทำไม ด้วยกันทุกคน. โดยเหตุนี้ขอให้สรุปใจความของปัญหานี้ สั้น ๆ ว่า เกิดมาทำไม ? และว่า เป็นปัญหาของคนทั่วไปที่ ยังไม่เป็นพระอรหันต์. ทีนี้เราจะพิจารณากันดูถึงความรู้สึกที่เกิดอยู่เอง ในใจของคน ซึ่งต่างคนก็มักจะมีความคิดเป็นของเขาด้วย ทั้งนั้น ว่าเขาเกิดมาทำไม ? ถ้าจะถาม เด็กๆดู ก็จะตอบว่า เกิดมาเพื่อเล่นกันให้ สนุกสนานทีเดียว ; ถ้าจะถาม คนหนุ่มคนสาว ก็คงจะตอบว่า เกิดมาเพื่อความสวยงาม ความรื่นเริงบันเทิงกันใน ระหว่างเพศ ; ถ้าจะถาม คนที่สูงอายุ ขึ้นไปในวัยเป็น พ่อบ้านแม่เรือน ก็คงจะตอบกันเป็นส่วนมากว่า เกิดมาเพื่อ สะสมทรัพย์สมบัติไว้กินต่อแก่เฒ่าและให้ลูกให้หลาน ดังนี้ เรื่อย ๆ ไปด้วยกันทั้งนั้น ครั้นอยู่ไปจนถึงแก่ ชรา แก่ หง่อม เมื่อถามดูว่าเกิดมาทำไม ? คงจะงง และ คงจะคิดว่า เกิดมาเพื่อตายไปสำหรับจะเกิดใหม่ต่อๆไป มากกว่าอย่างอื่น.
น.60 ๕๒ ข้อนี้น้อยคนที่จะคิดว่าเกิดมาแล้ว ก็สิ้นสุดกันเพียง ตาย ; เพราะว่าได้ถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ถึงเรื่องโลกอื่น ถึงเรื่องชาติอื่นหลังจากตายแล้ว จนฝั่งอยู่ ในจิตใจด้วยกันแทบทั้งนั้น. สำหรับผู้ที่มีวัฒนธรรมที่รับ มากจากชาวอินเดีย ไม่ว่าจะนับถือพุทธศาสนา หรือศาสนา พราหมณ์ หรือศาสนาอื่น ๆ ส่วนมากมีความเชื่อไปในทาง ตายแล้วเกิดใหม่. คนแก่ ๆ คนชราหมดปัญญาที่จะนึกคิด อะไรแล้ว ก็คงจะตอบว่าเกิดมาเพื่อตายแล้วไปเกิดใหม่ดังนี้. นี้หลักใหญ่ ๆ ทั่ว ๆ ไปก็ตอบได้แค่นี้. ถ้าจะพิจารณาดูกันอีกทางหนึ่งในส่วน รายละเอียด ปลีกย่อย. คนบางคน ก็คงจะตอบว่า เกิดมาเพื่อกิน เพราะ มักมากในการกิน ; และบางคนก็คงจะตอบว่าเกิดมาเพื่อ กินเหล้า เพราะว่าเป็นทาสของเหล้าอยู่ตลอดเวลา ไม่บูชา อะไรยิ่งไปกว่าเหล้าดังนี้ก็มี. บางคน เกิดมาเล่นไพ่ จนถึง กับมีคำกล่าวว่า ยอมหย่าผัวไม่ยอมหย่าไพ่ ดังนี้ก็ยังมี. บางคนยัง หลงใหลในสิ่งอื่น ๆ ในอบายมุขอื่น ๆ แม้กระทั่งของ เล่น จนเห็นว่าเป็นสิ่งที่สูงสุด ในสิ่งที่เขาควรจะได้อย่างนี้ ก็มี. โดยทั่ว ๆ ไป คนที่ เรียกว่า ได้รับการศึกษาดีนั้น มักจะ
น.61 ๕๓ นิยมหลงใหลในเรื่องเกียรติ คือ อยากจะมีเกียรติว่าเป็น อย่างนั้นอย่างนี้ให้สูงสุดขึ้นไป เพราะเกิดมาเพื่อจะสร้าง เกียรติ. เท่าที่กล่าวมานี้ พอจะสรุปได้ว่า เกิดมาเพื่อกิน, เกิดมาเพื่อกาม, และ เกิดมาเพื่อเกียรติ. พวกที่ ๑ คือ เรื่องกิน นั้น เป็นของจำเป็น ครั้น ไปติดในรสของอาหารเข้า ก็หลงใหลในเรื่องของการกิน. ดู คนสมัยนี้สนใจในเรื่องการกินกันมากยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที ตามหน้า หนังสือพิมพ์ก็ดี หรือเครื่องมือสื่อมวลชนอย่างอื่นก็ดี มี โฆษณาเรื่องกินอย่างมีศิลปะกันยิ่งขึ้น จนเป็นที่เชื่อได้ว่า คนจำนวนไม่น้อย หลงใหลบูชาในเรื่องการกิน. เกิดมานี้ ก็เพื่อกิน นี้เป็นพวกที่ ๑. พวกที่ ๒ ที่เรียกว่า เรื่องกาม นั้น หมายถึงความ สนุกสนาน เอร็ดอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายทุกชนิด ; เพราะว่าเมื่อเสร็จจากเรื่องกินแล้ว คน ก็หันมาเรื่องความสนุกสนานทางอายตนะเป็นส่วนใหญ่. นี้ เรียกว่าเป็นเรื่องกาม กลายเป็นคนที่ตกอยู่ใต้อำนาจของ สิ่งเหล่านี้ ถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นทาสด้วยกันทั้งนั้น. แม้
น.62 ๕๔ ที่สุดแต่อบายมุขต่าง ๆ ที่กล่าวนามมาแล้วนั้นก็รวมอยู่ในเรื่อง กาม คือความรู้สึกเอร็ดอร่อยทางจิตใจ ซึ่งเป็นอายตนะที่ ๖ เป็นเรื่องหลงใหลได้ถึงที่สุดด้วยกันทุกอย่าง. นี้เรียกว่า คนเหล่านี้เกิดมาเพื่อสิ่งที่เรียกว่ากาม คือวัตถุอันเป็นที่ตั้ง ของความใคร่ อันอาศัยอายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเครื่องมือ นี้เป็นพวกที่ ๒. พวกที่ ๓ เกิดมา เพื่อเกียรติ นี้ได้รับการอบรม สั่งสอนมาให้บูชาเกียรติ แม้ชีวิตนี้ก็สละได้เพื่อเกียรติ. ถ้า หนทางที่ตน ถือเอาสำหรับแสวงเกียรตินั้น เป็นไปเพื่อ ประโยชน์ผู้อื่น หรือประโยชน์ตนรวมกันไป ก็ยังนับว่า เป็นประโยชน์อยู่มาก ไม่เป็นที่ตั้งแห่งการติเตียนตามวิสัย ชาวโลกทั่ว ๆ ไป. แต่ในทางธรรมะนั้น ถ้าหลงใหลถึง ขนาดตกเป็นทาสของสิ่งที่เรียกว่าเกียรตินี้แล้ว ก็ยังถือกันว่า เป็นสิ่งที่น่าเวทนาสงสาร คือยังไม่ดับทุกข์นั้นเอง. เพราะฉะนั้น เรื่อง กิน ก็ดี เรื่อง กาม ก็ดี เรื่อง เกียรติ ก็ดี จึงมีไว้สำหรับ เป็นเครื่องหลงใหลอย่างยิ่ง ได้ ด้วยกันทุกอย่าง.
น.63 ๕๕ อย่างที่เราจะได้ยินได้ฟังอยู่มากกว่าอย่างอื่น ในหมู่ คนที่ยากจน ว่าจำเป็นที่จะต้องประกอบอาชีพเพื่อได้วัตถุมา เลี้ยงชีวิต. แต่แล้วก็ดูเหมือนว่า ไม่ได้คิดว่ามีสิ่งอื่นซึ่ง สำคัญหรือจำเป็นยิ่งกว่าเรื่องทำมาหากิน จึงถือเอาเรื่อง ทำมาหากินเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตของตน จนกลายเป็น ว่าเกิดมาก็เพื่อทำมาหากิน ทำไร่ ทำนา ค้าขาย หรืออะไรก็ แล้วแต่ถนัด. ทำอย่างนี้เรื่อยจนเน่าเข้าโลงไปทีเดียว ก็ยัง ไม่มีจุดที่ถือได้ว่าเพียงพอ. นี้เรียกว่า เกิดมาเพื่อทำมาหากิน แท้ ๆ ไม่เคยนึกว่ามีสิ่งใดที่สำคัญไปกว่า; เพราะเหตุว่า คนเหล่านั้นไม่ได้นั่งใกล้พระอริยเจ้า. ไม่ได้ฟังธรรมของ พระอริยเจ้า, คงนั่งใกล้แต่เพื่อนปุถุชนด้วยกัน พังคำของ ปุถุชนด้วยกัน ; นับว่าเป็นสิ่งที่น่านึกน่าคิดตรงที่ว่า เขา ถือว่าเป็นการถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ถึงที่สุดเพียงแค่นั้น. แต่ที่แท้แล้วมันจะเป็นการถูกต้องเพียงครึ่งเดียว หรือไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำไป; เพราะว่าคนเรานั้นมีวัตถุประสงค์ มุ่งหมายในการเกิดมา มากไปกว่าที่จะเกิดมาเพียงเพื่อทำมา หากิน.
น.64 ๕๖ นี่แหละคือ ข้อที่ทุกคนจะต้องสนใจศึกษากันให้ เป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า การเกิดมาเพื่อทำมาหากิน ให้มีชีวิตอยู่นี้อยู่ไปทำไมกัน ? ต่อเมื่อมีความเข้าใจอันถูก ต้องว่า มีชีวิตอยู่ไปนี้จะอยู่เพื่ออะไรในที่สุดแล้ว จึงจะรู้ว่า การทำมาหากินนี้เป็นเพียงเรื่องที่สองรองลงมา จากเรื่องที่ ใหญ่ที่สำคัญเรื่องหนึ่ง คือเรื่องที่ว่าเกิดมาเพื่ออะไรนั่นเอง. เราทำมาหากินนี้สำหรับจะได้เลี้ยงชีวิต เพื่อมีชีวิต อยู่แล้วจะได้ทำสิ่งอื่นที่ดีกว่านี้ หรือว่าการทำมาหากินนี้ สำหรับจะได้สะสมทรัพย์สมบัติไม่มีขอบเขต. เท่าที่เห็นกัน อยู่โดยมากเป็นไปในทำนองทำมาหากินเพื่อสะสมทรัพย์ สมบัติอย่างไม่มีขอบเขต ; ไม่ได้ทำมาหากินเท่าที่จำเป็น จะต้องทำ เช่นทำเพียงเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว ให้มี ความเป็นอยู่ผาสุก ไม่มีความยากลำบาก ให้มีการก้าวหน้า ไปตามทางของคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป. คนโดยมากเฝ้าสะสมทรัพย์เท่าไรไม่พอไม่มีขอบเขต จนกระทั่งตัวเองก็บอกไม่ได้ว่า จะเอาไปทำอะไร อย่างนี้ก็มี อยู่มากมายในโลกนี้. การกระทำอย่างนี้ของบุคคลประเภทนี้ ตามทางศาสนาถือว่าเป็นการทำบาปอยู่ในตัว โดยตรงบ้าง โดยปริยายบ้าง.
น.65 ๕๗ ศาสนาคริสเตียนถือว่าการแสวงหาทรัพย์เกินกว่า จำเป็นนั้นเป็นบาปโดยตรง. ในศาสนาอื่นก็ยังมีว่าอย่างนั้น. ใน ศาสนาพุทธ เรานี้ ก็มีหลักการ ในทำนองนั้น คือว่า ผู้ที่ มัวคอยสะสมทรัพย์สมบัติ ไม่มีขอบเขตนั้น มีความหลง ความโง่ ความเขลา อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่. ขึ้นชื่อว่า ความหลงแล้วก็เป็นบาปอยู่ในตัว แม้ไม่ใช่บาปอย่างฆ่าสัตว์ ตัดชีวิตเขา ก็ยังเป็นบาปชนิดใดชนิดหนึ่ง. ดังนั้นควรจะยุติกันเสียสักทีว่า คนเราไม่ควรจะ เกิดมาเพื่อการสะสมทรัพย์สมบัติอย่างไม่มีสิ้นสุด ควรจะนึก ถึงเรื่องอีกเรื่องหนึ่งซึ่งดีกว่านั้น, หมายความว่าเราสะสม ทรัพย์ ก็เพื่อซื้อความสะดวกแก่การเป็นอยู่ในทุกประการ แล้วก็แสวงหาสิ่งอื่น ที่ดีไปกว่าทรัพย์สมบัติให้ได้ สิ่งนั้น ได้แก่อะไร ก็ควรจะได้คิดดูเอาเองตามชอบใจไปพลางก่อน. ทีนี้มาถึงข้อที่ว่า คนที่เกิดมา ลุ่มหลงในทางกาม นั้น น่าจะระลึกนึกถึงภาษิตโบราณสักบทหนึ่งว่า อาหาร นิทฺทา ภยเมถุนญฺจ สามาญฺญเมตปฺปสุภิ นรานํ – การ แสวงหาความสุขจากการกินอาหารก็ดี, การแสวงหาความสุข จากการนอนก็ดี, การแสวงหาความสุขจากเมถุนธรรมก็ดี,
น.66 ๕๘ และการรู้จักขี้ขลาดต่ออันตรายหนีภัยก็ดี, สี่อย่างนี้มีเสมอกัน ในระหว่างสัตว์มนุษย์กับสัตว์เดรัจฉาน. ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส - แต่ว่าธรรมะ เท่านั้น ที่จะทำคนให้ผิดแปลกแตกต่างจากสัตว์. ธมฺเมน หีนา ปสุภิ สมานา - เมื่อปราศจาก ธรรมะแล้วคนกับสัตว์ก็เสมอกัน. นี้เป็นคำกล่าวที่มีมาแต่โบราณกาลก่อนพระพุทธเจ้า และแม้ในยุคพระพุทธเจ้าก็ยังคงยอมรับภาษิตนี้ และใน พุทธศาสนาเราก็ถือว่า คำกล่าวนี้ถูกต้องตามหลักพระพุทธ- ศาสนาด้วย. เป็นอันว่า เท่าที่เกิดมาตามธรรมดาสามัญ นี้ คนเรา มีความรู้สึกเหมือนกับสัตว์ ในเรื่องกินเรื่องนอนเรื่องเมถุน- ธรรม และหนีภัยอันตราย โรคภัยไข้เจ็บศัตรูอะไรก็ตาม เหล่านี้เป็นเรื่องที่สัตว์ก็ทำเป็นเหมือนกับคน. ดังนั้นการที่ จะเกิดมาเพื่อบูชาสิ่งที่เรียกว่า กามคุณ ทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นี้คงจะไปไม่รอด คือแสดง ว่ายังไม่รู้อะไรอยู่บางอย่างหรือมากอย่าง จึงได้ไปลุ่มหลง สิ่งซึ่งแม้ธรรมดาสัตว์เดียรัจฉานก็ทำเป็นดังที่กล่าวมาแล้ว.
น.67 ๕๙ เนื่องจากเหตุที่ สิ่งที่เรียกว่าวัตถุกามนั้น เป็น มูลเหตุดึงดูดใจถึงที่สุด ยากที่สัตว์ตามธรรมดาจะมองเห็น แล้วถอนตนออกมาได้. เราจึงถือว่าสัตว์ตามธรรมดาไม่ใช่ บุคคลสูงสุด ไม่ใช่บุคคลที่ถึงที่สุดแห่งการเกิดมาเป็นคน ; เป็นเพียงผู้ที่กำลังลุ่มหลงอะไรอยู่ในระหว่างทางครึ่ง ๆ กลางๆ เท่านั้นเอง ถือเอาเป็นประมาณไม่ได้. และ ถ้าสิ่งที่ เรียกว่ากามคุณเหล่านั้นเป็นสิ่งสูงสุดแล้ว คนก็ตามสัตว์ก็ตาม ย่อมจะเรียกได้ว่าต่างอยู่ในฐานะถึงสิ่งที่สูงที่สุดแล้วด้วยกัน ทั้งนั้น. บัดนี้เรายอมรับกันแล้วว่า แม้แต่พวกเทวดา ประเภทกามาวจร ซึ่งอยู่ในสวรรค์ประเภทนั้น ก็ยังไม่ใช่ คนดีวิเศษอะไร ยังมีความทุกข์ร้อน, ยังมีความสกปรกเศร้า หมอง, เพราะประพฤติกรรมที่ไม่สมความทางกาย ทางวาจา และทางใจอยู่เป็นประจำ. พวกเทวดาเหล่านั้น เมื่อสำนึกตัว ขึ้นมาได้ทีไร ก็ร่ำหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ ตลอดไป. นี้จึงเป็นอันว่า เรื่องสูงสุดแม้ในทางกาม นั้น ยังไม่ใช่สิ่งสูงสุดของมนุษย์เลย ; ไม่ควรถือว่ามนุษย์ เกิดมาเพื่อสิ่งเหล่านั้น. ทีนี้ก็มาถึง เรื่องเกียรติ . ถ้าจะคิดว่าคนเราเกิดมา เพื่อเกียรติ ก็คงจะเป็นสิ่งที่น่าสงสารมาก เพราะว่าดูจะเป็น
น.68 ๖๐ เรื่องลม ๆ แล้งๆ โดยเหตุที่สิ่งที่เรียกว่า เกียรตินั้น ต้องมีมูลมา จากคนเหล่าอื่นหรือคนจำนวนมากอุปโลกน์ให้ นิยมยกย่อง ให้ ; เป็นเรื่องอุปโลกน์กันผิด ๆ โดยไม่รู้สึกตัวก็มี. เมื่อ คนส่วนมากนั้นเป็นคนโง่ คนเขลา คนหลง คนพาล ไม่รู้จัก ธรรมะแล้ว สิ่งที่เขาหลงนิยมยกย่องให้เป็นเกียรติแก่กันนั้น ก็ต้องเป็นเรื่องธรรมดา ๆ สามัญ ตามประสาที่คนเหล่านั้น ชอบนั่นเอง ; หาใช่เป็นเรื่องที่พระอริยเจ้าท่านสรรเสริญ หรือสั่งสอนแต่ประการใดไม่. ยิ่งในสมัยที่คนลุ่มหลงเรื่องเกียรติกันมาก ก็ดูจะยิ่ง เป็นสิ่งที่น่าสมเพชยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที ; อย่างว่าใครจะออกไป นอกโลกได้ ถือเป็นเกียรติสูงสุด มันก็ยังไม่มีอะไรดีไปกว่า ที่จะทำมนุษย์ทั้งหมดนี้ให้มีความสุขมากขึ้นได้, มีแต่เรื่อง ยุ่งเหยิงสับสนอลหม่านมากขึ้นกว่าเก่าเท่านั้น. นี้เป็นตัวอย่างของสิ่งที่เรียกว่าเกียรติของปุถุชนคน ธรรมดาทั่วไป ซึ่งมีอยู่ในโลกนี้. ดังนั้นถ้าจะถือว่าเกิดมา เพื่อเกียรติ ก็คงจะน่าหัวเราะเท่า ๆ กันกับที่จะเกิดมาเพื่อกาม หรือแม้แต่เพื่อกิน อันอยู่ในระดับที่น่าสงสารเท่า ๆ กัน แล้วแต่ว่าถูกอบรมสั่งสอนกันมาอย่างไร.
น.69 ๖๑ รวมความแล้วเป็นอันว่าทั้ง เรื่อง กิน เรื่อง กาม เรื่อง เกียรติ สามเรื่องนี้ ยังไม่ใช่สิ่งสูงสุด ที่พุทธบริษัท จะพึงปรารถนาเป็นแน่นอน. ทีนี้จะกล่าวถึง พระพุทธภาษิต ที่เห็นว่าจะช่วย ให้เราเข้าใจคำตอบของปัญหาว่าคนเราเกิดมาทำไมนี้ได้ กล่าวคือ พระพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นไว้เป็นนิเขปบทข้างต้น ทีแรกว่า สงฺขารา ปรมาทุกฺขา - สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง, นิพพานํ ปรมํ สุขํ - นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง, เอตํ ญตฺวา ยถาภูตํ สนฺติ มคฺคํ ว พฺรูหเย, - เมื่อรู้ความจริงข้อนี้ อย่างถูกต้องแล้ว บุคคลควรพอกพูนหนทางแห่งสันติ ดังนี้. ข้อแรกที่ว่า สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง นั้นจะต้อง เข้าใจคำว่าสังขารกันให้ดีๆ เพราะสิ่งที่เรียกว่าสังขารนั้น มีอยู่หลายความหมาย สังขารหมายถึงรูปและนาม คือร่างกาย กับจิตใจนี้ก็มี สังขารอย่างนี้เป็นทุกข์ต่อเมื่อมีอุปาทาน เข้า ไปยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นของตน ; ลำพังสังขารล้วน ๆ ไม่ถือว่าเป็นทุกข์ ชนิดที่เป็นเครื่องทรมานใจ หรือทำ ความทนยากให้แก่บุคคล.
น.70 ๖๒ สังขารโดยศัพท์แล้วแปลว่า "ปรุง" คือกระทำครบ ถ้วนอย่างที่เราเรียกกันว่าปรุง ถือเอาตามรูปศัพท์ตรง ๆ อย่างนี้จะดีกว่า โดยจำกัดความลงไปว่า การที่ "ปรุง" เรื่อย นั้น เป็นความทุกข์อย่างยิ่ง. คำว่าปรุงในที่นี้หมายความว่า ไม่มีการหยุด มีการปรุงให้เกิดขึ้นใหม่ ๆ เรื่อย, และ สิ่งที่ เรียกว่า "ปรุง" นี้ หมายถึง กิเลส เป็นผู้ปรุง ต่อเมื่อมีอวิชชา ความโง่ ความหลง ซึ่งเป็นต้นเหตุของกิเลสเหล่าอื่น เช่น โลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นแล้ว ก็มีการปรุง คือปรุงจิตใจ ให้ยึดมั่นถือมั่น เป็นนั้นเป็นนี่ มีนั่นมีนี่ เรื่อยไปไม่มีที่ สิ้นสุด. คำว่า "ปรุง” ในที่นี้หมายถึงมีความยึดมั่นถือมั่นด้วย อุปาทานรวมอยู่ด้วยเสร็จ จึงจะเรียกว่าเป็นการปรุง. ถ้า ไม่มีอุปาทาน ไม่มีกิเลสตัณหาอุปาทาน เข้าไปรวมอยู่ด้วย แล้ว การเกิดขึ้นเหล่านั้นไม่เรียกว่าการปรุงในที่นี้ คือไม่ เรียกว่าการ "ปรุง" ในประโยคที่ว่า สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา, สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา - ของปรุงหรือเครื่องปรุงทั้งหลายเป็นทุกข์ อย่างยิ่ง ; หมายความว่า มันปรุงจนเป็นกิเลสตัณหาจน
น.71 ๖๓ เป็นอุปาทาน มีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว อะไร ๆ ก็เป็น ทุกข์ ไปหมด. ถ้าอย่าปรุงในทำนองนี้แล้วก็ไม่มีความทุกข์. การปรุงในทำนองนี้มีความทุกข์และเป็นความทุกข์อยู่ในตัว การปรุงนั้นเอง. การปรุงทำนองนี้แหละที่เรียกว่า "สังสาร- วัฏฏ์” คือวนเวียนอยู่ ในลักษณะ ๓ อย่าง กล่าวคือ กิเลส เป็นเหตุให้กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป, เมื่อกระทำแล้ว เกิดผลขึ้นมา ก็มีกิเลสที่จะยินดียินร้าย เพื่อทำซ้ำหรือทำ อย่างอื่นต่อไปอีก, วนเวียนอยู่ในเรื่องกิเลส เรื่องกรรม และเรื่องผลของกรรม เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด. นี้คือ อาการ ที่เรียกว่าเป็นการปรุงโดยแท้จริง ในประโยคที่ว่า สังขารทั้ง หลายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง คือความปรุงไม่หยุดนั้นเองเป็นทุกข์ อย่างยิ่ง. ข้อที่ ๒. ที่ว่า "นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ" - นิพพานเป็น สุขอย่างยิ่ง นั้น นี้เป็นคำกล่าวอย่างโวหารชาวบ้าน เพื่อให้ รู้สิ่งที่ตรงกันข้ามกับสังขาร. นิพพานก็คือ ไม่ปรุง, ไม่ ปรุงเมื่อไรก็เป็นนิพพานเมื่อนั้น. ไม่ปรุงเด็ดขาดก็เป็น นิพพานจริง. ไม่ปรุงชั่วคราวก็เป็นนิพพานชั่วคราว หรือ นิพพานชิมลอง. เมื่อผู้ใดรู้เรื่องการปรุงว่าเป็นอย่างไร
น.72 ๖๔ ถึงที่สุดแล้ว ก็ย่อมจะเข้าใจสภาพที่ตรงกันข้าม คือไม่ปรุง ได้โดยไม่ยากนัก โดยเทียบเคียงกันในฐานะเป็นสิ่งตรงกัน ข้าม. นิพพานนี้ แปลว่า ดับ ก็ได้ แปลว่า หยุด ก็ได้ แปลว่า เย็น คือไม่ร้อนก็ได้ แปลว่า ไม่ขบกัดเสียบแทง ก็ได้ ความ หมายก็เหมือนกันหมดตรงที่ว่ามัน หยุด คือ ไม่ปรุง . ปรุง ก็คือไม่หยุด จะต้องเป็นไปในลักษณะที่เร่าร้อน เป็นทุกข์ เสียบแทงทนทรมานเสมอไป. คำว่า นิพพาน ให้ถือเอา ความหมาย ตรงกันข้ามจากสังขาร คือ ไม่ปรุง ในลักษณะ ดังกล่าว. ทีนี้ ข้อที่ ๓. คำกล่าวต่อไปที่ว่า เอตํ ญตฺวา ยลา ภูตํ สนฺติ มคฺคํ ว พฺรูหเย - บุคคลรู้ความจริงข้อนี้อย่างถูกต้อง แล้ว พึงพอกพูนทางแห่งสันติ. นี้หมายความว่า เมื่อรู้ ความจริงข้อนี้แล้ว ให้พอกพูนหนทางแห่งสันติคือนิพพาน นั่นเอง. คำว่านิพพานนั้นบางทีก็เรียกว่าสันติ ซึ่งแปลว่า ความสงบเย็น ใช้แทนกันได้กับคำว่านิพพาน. การพอก พูนทางแห่งสันติก็คือการพอกพูนทางของนิพพาน, หมาย-
น.73 ๖๕ ความว่า ให้ทำทุกอย่างทุกประการ ที่จะให้คนเราใกล้ชิดสิ่งที่ เรียกว่าสันติ หรือนิพพานนั้นยิ่งขึ้นไปทุกที. เพียงเท่านี้ ท่านทั้งหลายก็คงจะได้เค้าเงื่อนบ้างว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายให้คนรู้ความจริงเกี่ยวกับความ ทุกข์และไม่ทุกข์ แล้วให้เริ่มพอกพูนหนทางที่จะดำเนินไปสู่ ความไม่มีทุกข์ โดยประการทั้งปวง คือนิพพาน. พูดสั้น ๆ ก็ว่าคนเราควรจะเกิดมา เพื่อพอกพูนหนทางแห่งนิพพาน นั่นเอง. แต่ถ้าคนไม่รู้เอาเสียเลยว่า มีนิพพานหรือนิพพาน เป็นสิ่งที่ควรปรารถนาอย่างยิ่ง เพราะเป็นความดับทุกข์ อย่างยิ่งแล้ว คนก็ไม่ปรารถนานิพพาน และไม่พอกพูนหน- ทางแห่งนิพพานอยู่นั่นเอง. ต่อเมื่อคนรู้จักว่า การที่เป็น อยู่ ในขณะนี้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง แล้วอยากจะได้สิ่งตรงกันข้าม เท่านั้นแหละ คนจึง จะสนใจในเรื่องของนิพพาน และ พอกพูนหนทางไปสู่นิพพาน. เมื่อเป็นดังนี้เขาก็จะต้องพิจารณาดูภาวะของตนเอง ให้ดีให้ละเอียดให้ลึกซึ้ง ว่าสภาวะที่กำลังเป็นอยู่ของตนนี้
น.74 ๖๖ เป็นสังขารหรือไม่. คนที่ทำกรรมไปตามอำนาจของกิเลส โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำชั่ว เช่นการกินเหล้าเมายา การฆ่า การฟัน การขโมย หรืออะไรต่าง ๆ ที่ถือกันว่าเป็นความชั่ว นั้นมันเป็นการ "ปรุง" ของอวิชชา, ความโง่ ความหลง เรื่อย ๆไป จนเกิดความเอร็ดอร่อย สนุกสนานเพลิดเพลิน แก่บุคคลผู้กระทำ ได้รับทุกข์แล้วก็ยังอยากจะแก้ทุกข์ด้วย กระทำซ้ำ อย่างเดียวกันหรือให้ยิ่งขึ้นไปอีก. นี้เรียกว่า เป็น การปรุงอย่างยิ่ง ขึ้นไปอีก จนกว่าเขาจะมองเห็นว่า นี่เป็น การทนทรมานจึงจะหยุดชะงัก, แล้วเหลียวไปดูทิศทางอื่น เพื่อจะสอดส่ายหาให้พบสิ่งที่ไม่เป็นความทนทรมาน ไม่ต้อง ตกเป็นทาสของเหล้าของการพนันของการทำชั่ว หรือของ การประพฤติผิดนานาประการอีกต่อไป. ทีนี้จะมองดู ในกรณีผู้ที่ทำดี หรือไม่ทำชั่วทำนอง นั้น แต่ว่าทำสิ่งที่เขาเรียกกันว่าดีอยู่ทุก ๆ เวลา ได้รับผล สมจริงตามสิ่งที่เขาเรียกกันว่าดี เช่นมีเงินมีชื่อเสียง มีอะไร ทุก ๆ อย่างตามที่คนดีเขาต้องการกัน. แต่ว่าเมื่อมามองดู ความสุขทุกข์ทางใจแล้วเขาก็ ยังต้องร้องไห้ ระทมทุกข์ เท่า กับที่มีเงินมาก มีเกียรติมาก มีชื่อเสียงมากอยู่นั่นเอง. คน
น.75 ๖๗ มีเกียรติมากก็ร้องไห้บ่อย ๆ เพราะเกียรตินั้น, คนมีทรัพย์ มากก็ร้องไห้บ่อย ๆ เพราะทรัพย์นั้น, คนมีลูกก็ร้องไห้เพราะ ลูก, คนมีหลานก็ร้องไห้เพราะหลาน, หรือมีอะไรที่ตนรัก ตนพอใจก็ต้องร้องไห้เพราะสิ่งนั้น, แม้ที่สุดบางคนก็ต้อง ร้องไห้เพราะวัวเพราะควายเป็นต้น อย่างนี้ก็ยังมี. นี้ล้วนแต่แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า แม้ว่าจะได้กระทำ ไปในทางที่ดี ไม่มีผิด ไม่เป็นบาป ไม่เป็นอกุศลแล้ว ก็ยังไม่ ถึงที่สุดแห่งการดับทุกข์ ยังต้องเป็นทุกข์ตามแบบของคนดี, คนชั่วเป็นทุกข์ตามแบบคนชั่ว. คนดีเป็นทุกข์อย่าง ละเอียดลึกซึ้งตามแบบคนดี ในเมื่อมีความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น ว่าตนเป็นคนดี ; ดังนั้นเมื่อมองดูในลักษณะของธรรมชาติ ล้วน ๆ แล้วจะพบว่า คนชั่วที่กำลังเสวยผลของความชั่ว วนเวียน ๆ อยู่นั้นก็เป็นการปรุง, คนดีที่กำลังได้รับผลของ ความดีวนเวียน ๆ อยู่นั้นก็เป็นการปรุง, ทั้งสองพวกเป็น การปรุงด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีหยุด, จะต้องไหลเรื่อยไปไม่มี หยุด, มีการคิดการทำ ได้รับผลของการทำ แล้วก็มีการ คิดต่อไป, นี้เรียกว่า "สังสารวัฏฏ์" เป็นการปรุงอย่างยิ่ง.
น.76 ๖๘ พอมานึกได้อย่างนี้ คนก็จะสนใจสิ่งที่ตรงกันข้าม คือเห็นว่าเงินก็ช่วยไม่ได้, ชื่อเสียงก็ช่วยไม่ได้, สิ่งเท่าที่ เรามีมาหมดแล้วนี้ช่วยไม่ได้, เราควรจะมีอะไรหรือได้อะไร ที่ดีกว่านี้ ? เมื่อนั้นแหละเขาจะเริ่มชะเง้อหาสิ่งที่ดีกว่าสูงกว่า ไปในทิศทางอื่น จนกระทั่งไปพบพระอริยเจ้า นั่งใกล้พระ- อริยเจ้า ฟังธรรมะของพระอริยเจ้า จึงได้รู้เรื่องสิ่งซึ่งตรง กันข้ามกับสิ่งต่าง ๆ ที่ตนมีตนเป็น ตนกระทำอยู่ นั้นก็คือ เรื่องพระนิพพาน, หรือเรื่องหนทางของพระนิพพานนั่นเอง เขามีความแน่ใจว่า นี่แน่แล้วเป็นสิ่งที่ทุกคน ๆ ควรจะได้ควรจะถึง และคนทุกคนเกิดมาเพื่อสิ่งนี้แน่แล้ว ; เพราะว่า สิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดนั้น ไม่เป็นความดับ ความเย็น ความสงบ ยังเป็นความสับสนวุ่นวาย คือปรุงแต่งอยู่นั่นเอง ; เขาจึงได้สนใจเรื่องของพระนิพพาน ในลักษณะที่จะพอกพูน หนทางของพระนิพพาน โดยถือว่าคนเราเกิดมาเพื่อพอกพูน หนทางของพระนิพพานนั้น. สิ่งที่ควรจะคิดมีอยู่อีกนิดหนึ่งว่า การที่เกิดมานี้ เราต้องการหรือไม่ ? เราพอใจหรือไม่ ? โดยที่แท้แล้วคน ทุกคนไม่เคยรู้สึกเรื่องนี้ ว่าไม่ได้เคยอยากเกิดโดยตรง แต่
น.77 ๖๙ ว่ามัน ได้เกิดมาแล้ว. แต่พอเกิดมาแล้วได้พบสิ่งซึ่งเป็น อารมณ์ที่ถูกใจ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หลงใหลพอใจในสิ่งเหล่านี้ จึงได้ อยากเกิด หรือ อยากเป็นอยู่ อยากให้มีอยู่เพื่อจะได้บริโภคสิ่งเหล่านี้. หรือเมื่อได้ยินได้ฟังว่าทำบุญให้มากตายไปแล้ว จะมี สิ่งเหล่านี้ ชั้นดีกว่านี้ ประณีตกว่านี้ สูงสุดกว่านี้ ก็ มีความ อยากเกิด ยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อจะให้ได้สิ่งเหล่านี้. นี้มีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เพราะได้เกิดมาจึงได้ บริโภค รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ซึ่งถูกอก ถูกใจ เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวตนเป็นของตนขึ้นมา เป็นการเกิดขึ้นมา แล้วก็พอใจยินดีในการเกิด, กลัวความดับ หรือความตายเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าจะต้องพลัดพรากจากสิ่ง เหล่านี้. นี้เรียกว่าโดยเนื้อแท้แล้ว คนไม่ได้เกิดมาเองได้ หรือ ไม่ได้ตั้งใจจะเกิดมา ด้วยเจตนาของตน มันเป็นมาตาม ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่มีการสืบพันธุ์. ครั้นเป็นคนขึ้นมาแล้ว จึงได้รับการอบรมที่ให้เกิด ความรู้สึกคิดนึกไป ในทางที่อยากเกิดในลักษณะที่กล่าวมานี้.
น.78 ๗๐ ถ้าปล่อยไป ตามธรรมชาติ จริง ๆ หรือเอาสัตว์เดียรัจฉานเป็น เกณฑ์กันแล้ว ความอยากเกิดจะมีน้อยมาก และจะไม่มี ปัญหายุ่งยากเหมือนมนุษย์ด้วยซ้ำไป. เดี๋ยวนี้มนุษย์จะยอม รับว่า เราเป็นผู้อยากเกิด และเกิดมาเพื่อจะทำอะไรสักอย่าง หนึ่ง อย่างนั้นจริงหรือไม่ ? ถ้าจะถือว่าเราอยากเกิดมา เพื่อจะมาทำอะไรที่ดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะทำ ตอนนี้ฟังดูแล้วก็คล้าย ๆ กับว่า เป็น ความโง่ความหลง หรือความเสือกกระโหลกอยู่มากเหมือน กัน ; เพราะว่าถ้าเลือกเอาในทางที่ไม่เกิดได้แล้ว มันก็ไม่ ควรจะเกิดมาตั้งแต่ทีแรก. ทำไมจะต้องมาอยากเกิดขึ้นมา เพื่อจะต้องสร้าง ต้องทำ ต้องเดินทาง ไปกว่าจะถึงที่สุด ถึง นิพพานอีกเล่า ? เรื่องไม่เกิดมันก็ดีอยู่แล้ว ทำไมจะเกิดมาเพื่อให้เป็น ภาระด้วยเล่า ? นี่แหละคือ ปัญหาหรือต้นเงื่อนของปัญหาที่ เป็นตัวอวิชชา หรืออย่างน้อยก็มีมูลมาจากอวิชชา ที่ว่าคน เราเกิดมาเอง หรือว่ามีอะไรบังคับให้เกิดมา? และว่าเมื่อ เกิดมาแล้วจะต้องทำอะไรบ้าง ? คนโดยมากไม่คิดมากถึง อย่างนั้น จะคิดตัดบทสั้น ๆ แต่เพียงว่า ที่กำลังเกิดอยู่เดี๋ยวนี้
น.79 ๗๑ จะต้องทำอะไร. พอเห็นว่าเกิดมาเพื่อสะสมทรัพย์ ก็สะสมทรัพย์เรื่อย ๆ ไปก็แล้วกัน. หรือถ้าเกิดมาเพื่อกิน เพื่อเกียรติ ก็ทำไปเพื่อกิน เพื่อเกียรติอีก แล้วก็ถือว่าพอแล้วมีชื่อเสียงมาก พอใจแล้ว กายเป็นสุขแล้ว อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นความถูกของบุคคลนั้นอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ที่ถือเอาเพียงสั้น ๆ เท่านั้น. แต่เดี๋ยวนี้คนเราได้รับการศึกษามีการอบรม ให้รู้จักคิดนึกมากกว่านั้น จนกระทั่งมองเห็นว่า การทำอย่างนั้น การได้เป็นอย่างนั้น การได้ทำจนถึงที่สุดของความเป็นอย่างนั้น ก็ยังไม่เป็นที่พอใจเราเลย ยังมีอะไรที่เรารู้สึกว่าซ่อนเร้นอยู่ เราจำใจจำทำเท่าที่นึกได้เพียงเท่านั้น เราอาจจะถูกหลอกถูกลวงอย่างไรก็ได้. เมื่อสงสัยอยู่ดังนี้ ก็คงจะไม่วายที่จะคิดไปว่ายังมีอะไรยิ่งไปกว่าเกียรติ, ในที่สุดก็จะมาลงร่องลงรอยของธรรมะที่ว่า เกิดมาเพื่อศึกษาให้รู้เรื่องที่สูงสุดที่ประเสริฐสุดของมนุษย์ ให้ได้พบสิ่งที่สูงสุดประเสริฐสุดของมนุษย์ ให้จบให้สิ้นสุดลง ตรงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ไม่มีอะไรดียิ่งไปกว่านั้นแล้ว.
น.80 ๗๒ นี้หมายความว่า เมื่อยอมรับว่าเกิดมา หรือต้องเกิดมา และ เกิดมาแล้ว จะมีอะไรที่จะต้องทำให้ถึงที่สุด จนถือว่าเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ ; ดังนี้ก็ไม่ควรจะมีอะไร มากไปกว่า สิ่งที่ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง และ ภาวะที่เป็นความดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ที่ตนจะพึงลุพึงถึงตามหลักของพระพุทธศาสนา. นี้เป็นการกล่าวได้ว่าพุทธศาสนาเกิดขึ้นมาในโลกนี้ เพื่อทำให้คนรู้จักสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะเข้าถึง หรือได้รับนั่นเอง. ศาสนาอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วก่อนพุทธศาสนา ก็ล้วนแต่พยายามที่จะตอบปัญหา ว่าเกิดมาทำไมอย่างเดียวกันหมด, คือว่า มนุษย์เกิดมาเพื่ออะไรที่ดีที่สุด ด้วยกันทั้งนั้น จึงได้บัญญัติความอิ่มเอิบด้วยกามคุณเป็นสวรรค์ ว่าเป็นสิ่งสูงสุดบ้าง และ บัญญัติความสุขที่ไม่เกี่ยวกับกามคุณ เป็นความสุขที่บริสุทธิ์อย่างพรหมโลก ว่าเป็นสิ่งสูงสุดของมนุษย์บ้าง กระทั่งมีลัทธิที่สอนว่าเกิดมาเพื่อหาความสุขจากความรู้สึก ที่ว่าไม่มีอะไรเลย, ไม่มีอะไรเลย , ดังนี้ก็ยังมี กระทั่งความที่มีอาการเหมือนกับว่า เป็นอยู่ก็ไม่ใช่ ตายแล้วก็ไม่ใช่ คือไม่มีสัญญาในสิ่งใดหมด เกิดความสุขขึ้นมาจากภาวะอย่างนี้
น.81 ๗๓ นี้ก็บัญญัติว่าเป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์จะพึงได้พึงถึงก็ยังมี และ สูงสุดกันอยู่เพียงเท่านี้ ในยุคพุทธกาล. พระพุทธเจ้าทรงขวนขวายศึกษา ตามสำนักต่าง ๆ จนจบจนทั่ว ก็ได้รับคำสอนสูงสุดเพียงเท่านี้. พระองค์มี ปัญญามากพอที่จะไม่เห็นว่า นี้เป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้ จะถึง จึงได้ทรงค้นต่อไปตามวิถีทางของพระองค์เอง จึง ได้ตรัสรู้สิ่งที่ดับทุกข์สิ้นเชิง ที่เรียกว่านิพานนี้ขึ้นมา. แม้ว่า สิ่งที่เรียกว่านิพพาน ๆ นี้ เขามีพูดกันอยู่ก่อนพุทธกาล, แต่ ความหมายของคำว่านิพพาน ในลัทธินั้น ๆ ไม่เหมือนกับ ความหมายของคำว่านิพพานในพุทธศาสนา. ดังเช่นบางลัทธิบางศาสนาในครั้งกระโน้น ถือเอา ความถึงที่สุดของกามารมณ์ว่าเป็นนิพพานและเรียกชื่อว่า นิพพาน : อย่างนี้ก็มี. นี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าคำพูดนั้น ไม่แน่ มันต้องเอาความหมายเป็นเกณฑ์. ถ้าถือว่าเกิดมา เพื่อให้ได้นิพพาน ก็ต้องเป็นนิพพานตามหลักของพุทธศาสนา อย่าได้เป็นนิพพานตามหลักของลัทธิอื่น เช่นเอาความ สมบูรณ์ของกามารมณ์เป็นนิพพาน หรือเอาความสุขเกิดจาก สมาบัติขั้นสูงสุดว่าเป็นนิพพาน ดังนี้เป็นต้นเลย.
น.82 ๗๔ เมื่อถือว่านิพพานเป็นจุดหมายปลายทางของเรา ก็ ต้องหมายเอานิพพานในพระพุทธศาสนา. นิพพานใน พุทธศาสนานั้น เมื่อกล่าวสำหรับคนทั่วไปแล้ว ก็พึงเข้าใจเถิด ว่ามัน ตรงกันข้ามจากคำว่าสังขาร โดยบาลีว่า "สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา - สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง, นิพฺพานํ ปรมํสุขํ - นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง" ดังนี้. ดังนั้นจึงได้ความว่าสิ่งที่ เรียกว่า นิพพาน นั้นก็คือ ไม่ปรุง นั้นเอง. เกิดมาเพื่อไม่ปรุงฟังดูก็ขันดี. ขันดีตรงที่บางคน อาจจะหัวเราะเยาะก็ได้ว่า เกิดมาเพื่อหาให้พบ "ความไม่ปรุง". ความปรุงคือเวียนว่ายไปในสังสารวัฏฏ์ เป็นความทุกข์. ความไม่ปรุงคือมีสติปัญญาสูง ถึงขนาดที่ตัดผ่าวงกลมนี้ ให้ขาดกระจายออกไป ไม่ให้หมุนได้อีกต่อไป คือไม่เป็นสัง สารวัฏฏ์. อย่างนี้เรียกว่าไม่ปรุง คือเกิดมาเพื่อหยุดเสียซึ่ง สังสารวัฏฏ์ให้ถึงที่สุดของความทุกข์ คือไม่มีทุกข์เลย. นี้ เรียกว่า นิพพาน. อย่างนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ลึกลับมหัศจรรย์ เหลือวิสัยของคน หรือว่าเป็นสิ่งที่จะได้ต่อตายแล้ว. ขอให้เข้าใจกันเสียใหม่ให้ถูกต้องว่า สิ่งที่เรียกว่า นิพพานนั้นต้องได้ในขณะที่มีมีความรู้สึกเป็นๆ อยู่อย่างนี้.
น.83 ๗๕ ในขณะใดไม่มีการปรุงแท้จริง ในขณะนั้นเป็นนิพพาน. ถ้าเด็ดขาดก็เป็นนิพพานแท้ ; ถ้าไม่เด็ดขาดก็เป็นนิพพาน ชั่วคราว ดังที่กล่าวแล้ว. เมื่อรู้จักนิพพานชั่วคราวแล้ว ก็เป็นลู่ทางสว่างไสว ที่จะดำเนินต่อไป จนถึงนิพพานถาวรคือนิพพานแท้จริงที่ทำ บุคคลผู้ลุถึง ให้เป็นพระอรหันต์นั่นเอง. นี้ก็เพราะมารู้ว่า สังขารคือปรุง, เป็นทุกข์, นิพพานคือไม่ปรุง เป็น "สุข". คนทุกคนควรจะเกิดมาเพื่อพอกพูนหนทางของพระนิพพาน โดยแท้. เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ด้วยความมุ่งหมายที่จะ ช่วยให้ท่านทั้งหลายเข้าใจว่า หลักธรรมะในพระพุทธศาสนา นั้น เมื่อจะต้องตอบปัญหาที่ถามว่า เกิดมาเพื่ออะไร แล้ว ก็ น่าจะถือเอาพระพุทธภาษิตบทนี้เป็นหลักสำหรับที่จะตอบ ; และเพื่อจะให้คนทุกคนไม่ว่าระดับไหนชั้นไหน ถือเอา ประโยชน์ได้จากพระพุทธภาษิตนี้ จึงได้นำกล่าวในโอกาสนี้ และในลักษณะเช่นนี้.
น.84 ๗๖ หวังว่าในโอกาสแห่งการเข้าพรรษานี้ การเดินทาง ไปสู่สันติของท่านทั้งหลาย คงจะก้าวไปเร็ว เร็วกว่าระยะ กาลนอกพรรษาโดยแน่นอน. ขอให้เป็นผลสมตามความ ปรารถนา โดยสมควรแก่การที่ศึกษา เข้าใจในหนทางแห่ง ธรรมะนี้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยกันจงทุกคน เทอญ ฯ ธรรมเทศนา สมควรแก่เวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.85 ตอน ๒ การเดินทางด้วยปัญญา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๐๘ เกิดมาทำไม ? นโม ตฺส ภควโต อรหโต สมฺมา สมฺพุทฺธสฺส สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา - ติ. ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประดับ สติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา-ความเชื่อ และวิริยะ-ความพากเพียร ของ ท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่ง พระศาสนาของพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายกว่าจะ ยุติลงด้วยเวลา. ๗๗
น.86 ๗๘ ธรรมเทศนาในวันนี้ มีปุพพาปรลำดับสืบต่อจากธรรม- เทศนา ที่ได้วิสัชนาแล้วในวันธัมมัสสวนะก่อน ซึ่งในวันธัมมัสสวนะ นั้น ได้กล่าวถึงข้อที่ว่า เมื่อกล่าวตามหลักพระพุทธศาสนาแล้ว ควรจะ ถือว่า คนเราเกิดมาทำไม ? และได้ให้อรรถาธิบายโดยปริยายต่างๆ, จนสรุปความได้ว่า, เพราะสังขารคือการปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง, และ เพราะนิพานคือการไม่ปรุงเป็นความสุขอย่างยิ่ง. ผู้ที่รู้ความจริงข้อนี้ แล้ว พึงพอกพูนทางแห่งพระนิพพาน อันสรุปเป็นใจความสั้น ๆ ว่า คนเราเกิดมาเพื่อจะเดินไปตามทาง ที่ให้ถึงพระนิพพานในที่ สุด และให้พยายามที่จะพอกพูนหนทางแห่งพระนิพพานนั้นอยู่ ตลอดเวลา ดังนี้. ถ้าไปหลงคิดเสียว่าเกิดมาเพื่อเหตุอย่างอื่นแล้ว ก็คือ คนที่ไม่ได้เดินทางไปสู่พระนิพพาน หรือว่าการเกิดมาของเขานั้นไม่ได้ เลื่อนไหลไป ตามทางของพระนิพพาน มีแต่จะเป็นไปตามประสา สามัญชน ที่เต็มไปด้วยความเขลาความหลง ซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ ในที่สุด. ส่วนผู้ที่ได้ฟังธรรมะของพระอริยเจ้า รู้ได้เหมือนกล่าวแล้วว่า สังขารเป็นทุกข์ นิพพานเป็นสุข คนควรจะพอกพูนทางของนิพพาน ดังนี้. เป็นอันว่าธรรมเทศนาในวันนั้น ได้กล่าวถึงข้อที่ว่า เกิดมา เพื่อจะเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางคือนิพพาน ส่วนในโอกาส นี้จะได้กล่าวถึงการเดินทางนั้นต่อไปตามลำดับ ว่ามีเป็นอย่างไร. เกี่ยวกับข้อนี้ควรจะมองดูกันอย่างกว้าง ๆ ทั่วไปเสีย ก่อนว่า การที่เกิดมานี้เป็นเหมือนการเดินทาง, นี้ข้อหนึ่ง.
น.87 ๗๙ และจะต้องพิจารณาดูว่า เดินอย่างไรเรียกว่าเดินผิดทาง, และ เดินอย่างไรเรียกว่าเดินถูกทาง ? เพราะว่าคนเราอาจจะกำลัง เดินอยู่เป็นอย่างมากก็ได้ แต่ว่ายังผิดทาง. คือไม่ไปถึงที่ ที่ควรจะไปถึง. การเดินชนิดนี้แม้จะเดินทางอยู่เสมอ ก็มิได้หมายถึงในที่นี้; ในที่นี้หมายถึง การเดินที่ถูกทาง มีพระนิพพานคือความดับทุกข์เป็นจุดหมายปลายทาง. ที่ว่าการเกิดของคนเรา เกิดมาในลักษณะที่เป็น การเดินทางไปพระนิพพานนี้ ยังเป็นสิ่งที่เร้นลับ; เพราะ ว่าน้อยคนนักที่จะคิดว่า การเกิดมาของคนเรานั้นเป็นการ เดินทาง. เขาจะคิดไปตามความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามสิ่งแวดล้อม ต่าง ๆ คิดไปตามชอบใจของตน, แต่ละคน ๆ จึงไม่เหมือนกัน. เพราะฉะนั้นจะต้องมีการคิดที่ถูกต้อง การปรึกษาหารือกัน หรือการศึกษาที่เพียงพอ จึงจะช่วยให้รู้ว่า การเดินทางที่ แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร. เดี๋ยวนี้ เราได้อาศัยพระพุทธภาษิตของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบุคคลผู้เดินทางจนถึงที่สุดแล้ว, มาเป็นหลักสำหรับ ศึกษาและปฏิบัติ จึงเป็นการง่ายเข้า. แต่คนส่วนมากก็
น.88 ๘๐ ไม่ได้สนใจในพระพุทธภาษิต ที่เป็นการแสดงถึงทางหรือ การเดินทางนี้ กี่มากน้อย. ยิ่งกว่านั้นยังมีสิ่งที่ควรจะคิดนึกต่อไปอีกว่า คำว่า มนุษย์ ที่เกิดมาเพื่อได้เดินทางนี้ หมายถึงมนุษย์คนไหน ? หรือมากน้อยสักเท่าไร ? ถ้าคนที่มีความคิดกว้าง ๆ ก็จะคิด ได้ว่า เล็งถึงมนุษย์ทั่ว ๆ ไปทั้งหมดทั้งสิ้นด้วยกัน ; เพราะ พิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ว่า กว่ามนุษย์จะรู้เรื่องหนทางหรือ เดินถูกทางนี้, ได้มีมนุษย์เป็นอันมากเดินผิดทาง และค่อย ๆ ถูกทางขึ้นมาตามลำดับ จนกระทั่งเกิดพระพุทธเจ้าที่เป็น ผู้เดินทางได้ถูกต้องจนถึงที่สุด. นี้ก็แปลว่า มนุษย์ช่วยกันเดินทางเรื่อย ๆ มา ซึ่งใน ขณะนั้น ๆ ได้ทำให้คนใดคนหนึ่งมีสติปัญญามากขึ้น ๆ จนเดิน ได้ถึงที่สุดดังนี้. หรือมองกันอีกทางหนึ่งก็คือว่า มนุษย์คนหนึ่ง มีอายุอย่างมากก็ไม่เกินร้อยปี. เขาเดินไปอย่างงุ่มง่ามไม่เท่าไร ก็ตาย, เดินไม่ได้สักกี่มากน้อย แล้ว ใครจะเป็นผู้เดินต่อไป?
น.89 ๘๑ ข้อนี้ก็ควรจะเพ่งเล็งถึง ลูกหลานของบุคคลนั้น, ที่ได้รับช่วง การเดินต่อไป คือได้รับเอาสติปัญญาที่บรรพบุรุษได้ทำให้ เกิดขึ้นเท่าไรก็มาทำต่อไป ให้เป็นการเดินทางไปสู่ความ เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที จนกว่าจะถึงชั่วอายุคนคนหนึ่งซึ่งการ เดินทางนั้นได้ถึงที่สุดเข้าจริง ๆ. นี้ก็เป็นการเห็นได้แล้วว่า แม้แต่การมีลูก มีบุตร เพื่อจะสืบพันธุ์นี้ ก็ควรจะเป็นการสืบพันธุ์ ไว้ เพื่อการเดิน ทางต่อไป จนกว่าจะถึงที่สุด. ลองคิดดูทีว่า คนที่มีลูก มีหลานเดี๋ยวนี้ คิดอย่างนี้หรือไม่ ? มีลูกมีหลานเกิดขึ้น ตาดำ ๆ ออกมาเรื่อยๆ พ่อแม่มีความคิดหรือไม่ว่า พวก นี้แหละคือผู้ที่จะรับช่วงสืบต่อการเดินทาง. ถ้าไม่มีความ รู้สึกอย่างนั้น ก็แปลว่ายังมีความคิดต่ำเหมือนกับสัตว์ ; เช่น สุนัขและแมวเป็นต้น คลอดลูกออกมาก็รู้จักรักลูกอย่างยิ่ง ถึงกับยอมเสียสละชีวิตตน ต่อสู้เพื่อจะเอาลูกรอดไว้, อย่างนี้ สัตว์เดรัจฉานก็ทำได้, มนุษย์ก็ทำได้ เพราะมีความรักที่ ครอบงำจิตใจถึงที่สุดในลักษณะเดียวกัน.
น.90 ๘๒ แต่แล้วถ้าเราจะสังเกตดูว่าสัตว์เดรัจฉานนั้น มีความ รักลูก ต่อสู้เพื่อความรอดอยู่ของลูกทำไม ? เพื่อประโยชน์ อะไร ? เราไม่อาจจะพิสูจน์ได้ว่า สัตว์เหล่านั้นจะมีความคิด อย่างไร ; มันคงมีแต่ความรัก ให้ลูกรอดอยู่เท่านั้น. ดังนั้น ก็ต้องยกให้เป็นเรื่องของธรรมชาติ ว่า ทำไมธรรมชาติจึง สร้างความรู้สึกชนิดนี้ขึ้นในจิตใจของสัตว์เหล่านี้ ? ไป ๆ มา ๆ ก็ เพื่ออย่าให้สูญพันธุ์ นั่นเอง. ทีนี้สัตว์พันผ่าอย่าให้สูญพันธุ์นี้ เพื่อประโยชน์ อะไรต่อไปอีกเล่า ? ในที่สุดก็เพื่อเดินไปเรื่อยๆ โดยวิวัฒน์ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงที่สุดของสัตว์ที่สืบพันธุ์ต่อ ๆ กันมา นั้น ๆ. นี้จะเห็นได้ แม้ ธรรมชาติแท้ ๆ ก็ต้องการไม่ให้ สิ่งที่มีชีวิตสูญพันธุ์ เพื่อประโยชน์แก่วิวัฒนาการจนกว่า จะถึงระดับสูงสุดด้วยกันทั้งนั้น. นี้เป็นความต้องการของ ธรรมชาติ. สัตว์เดรัจฉานทั่วไปก็ตกอยู่ใต้กฎเกณฑ์อันนี้, จะรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัวนั้นไม่เป็นประมาณ. ฉะนั้น จึง เป็นการกล่าวได้ว่า การเกิดมาของสัตว์เหล่านั้น ก็เป็นการ
น.91 ๘๓ เดินทาง และเป็นการเดินไปเรื่อย ๆ ด้วยวิวัฒนาการนั่นเอง ; กว่าจะถึงที่สุด ตามที่เชื่อกันว่าจะเกิดมาเป็นมนุษย์และสูงสุด ขึ้นไปตามลำดับจนเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ ดังนี้ก็มี. ทีนี้เรามามองดูที่คนในปัจจุบันนี้, มีลูกมีหลาน สืบพันธุ์นี้เพื่อประโยชน์อะไร ? คนไหนบ้างที่มีความคิดจริงใจ ว่า มีลูกนี้เพื่อจะสืบพันธุ์มนุษย์เอาไว้จนกว่าจะถึงนิพพาน คือให้เดินไปเรื่อย ๆ ? เท่าที่เห็นกันอยู่ โดยมากก็มีความรัก ลูก, เลี้ยงดูทะนุถนอมยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะความ รักอย่างหลับหูหลับตา เพื่อให้ดี ให้สวย ให้รวย ทำนองนี้ ทั้งนั้น; ไม่เคยคิดว่าจะมีพันธุ์เหลืออยู่เพื่อเดินทางต่อไป หรือสืบต่อหน้าที่ของมนุษยชาติส่วนรวม, ไม่ใช่ของคนใด คนหนึ่ง กว่าจะถึงที่สุด. เขาไม่มีความคิดเช่นนี้เลย, มีความคิดเป็นไปแต่ เรื่องตัวกู เรื่องของกูอย่างแคบที่สุด จนกระทั่งว่าลูกของกู คนเดียวเท่านั้นที่มีความหมาย; จะต้องดีอย่างนั้น จะต้อง เด่นอย่างนี้เป็นต้น ; มีความคิดอุตริวิตถารผืนหลักธรรมชาติ ผิดหลักธรรมะโดยประการทั้งปวง จึงต้องได้รับความทุกข์
น.92 .๘๔ ทรมาน เพราะลูกหลานนั้นอย่างสมน้ำหน้า ; ไม่มีประโยชน์ อะไร ในการที่เกิดลูกเกิดหลานออกมา เพื่อจะช่วยให้ มนุษยชาติเดินทางไปถึงนิพพานเร็วเข้า. นี้แหละหวังว่า เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่จะเร้าให้นำไป คิดกันต่อไปว่า เกิดมาทำไม ? และ จะ ต้องทำอย่างไร? แม้ แต่ว่าจะมีลูกหลานเป็นการสืบพันธุ์นั้น จะให้สืบอะไรต่อไป จึงจะเป็นมนุษย์ที่พบพระพุทธศาสนา และเป็นพุทธบริษัทที่ ถูกต้องแท้จริง. ถ้าเราจะคิดว่าคน ๆ หนึ่งเป็นมนุษย์ของตนเอง แต่ ละคน ๆ ไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว มนุษยชาติก็จะไม่มีทางที่จะ เจริญก้าวหน้า จนเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาในโลกนี้ได้. หรือ แม้แต่ความรู้วิชาการต่าง ๆ ถ้าไม่ช่วยกันสืบต่อมาตามลำดับ แล้ว ก็จะไม่เจริญก้าวหน้า ขึ้นมามากมายได้ถึงเพียงนี้. เดี๋ยวนี้สิ่งที่มนุษย์ชั่วอายุหนึ่ง ๆ ทำได้, ก็กลายมา เป็นมรดกของมนุษย์ชั่วคนชั้นหลังสืบไปตามลำดับ ๆ ทำให้ ก้าวหน้าสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป เราจึงมีวิชาการในโลกนี้เหลือเฟือ. นี้ก็เรียกได้ว่าอยู่ในทำนองเดียวกันกับที่ว่า เกิดมาเพื่อ
น.93 ๘๕ วิวัฒนาการของมนุษย์เป็นส่วนรวมกว่าจะไปถึงที่สุด. แม้ว่า วิวัฒนาการตามประสาชาวบ้านหรือชาวโลก เป็นสิ่งที่ไม่อาจ จะไปถึงที่สุดได้ ส่วน วิวัฒนาการตามแบบของธรรมะที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ เป็นตัวอย่างนั้น ย่อมจะเป็นไปถึง ที่สุดอันเป็นจุดหมายปลายทาง คือ สามารถดับทุกข์สิ้นเชิงได้ โดยแน่นอน. เพราะฉะนั้น เราควรจะได้พิจารณากันต่อไปถึงข้อ ที่ว่า ถ้าถือว่า มนุษย์เกิดมาเพื่อเดินทางไปนิพพานแล้ว เราจะต้องทำอย่างไรกันต่อไป เกี่ยวกับการเดินนั้น ? พระ- พุทธภาษิตมีอยู่ว่า "สพฺเพ สงฺขารา อนิจจาติ ยทา ปญฺญาย ปฺสติ - เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง ; อถ นิพพินฺทฺติ ทุกเข - เมื่อนั้นเขาจะเบื่อ หน่ายในสิ่งซึ่งเป็นทุกข์ ; เอส มฺโค วิสุทธิยา - นั้นคือ หนทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด" โดยใจความก็คือว่า ต่อเมื่อเห็นความจริงของสังขาร ทั้งหลายทั้งปวงแล้วเท่านั้น คนจึงจะรู้สึกเบื่อระอาต่อสิ่ง
น.94 ๘๖ ที่เรียกว่าสังขารนั้น. นี้เป็นต้นเงื่อนของหนทางที่จะไปสู่ พระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด. พระพุทธภาษิตยังมี ต่อไปครบถ้วนถึง ๓ ลักษณะ คือว่า "สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา" "สพฺเพ ธมฺมา, อนตฺตา" อีกด้วย. เมื่อใด เห็นสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง, เห็นสังขาร ทั้งปวงเป็นทุกข์, เห็นธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายต่อสังขารที่เป็นทุกข์, นั่นคือหนทาง แห่งนิพพาน, หรือต้นเงื่อนแห่งหนทางที่จะไปสู่นิพพาน. ข้อนี้ต้องสังเกตให้ดีว่า ต่อเมื่อมีความเข้าใจในเรื่อง ของสังขารดีแล้วเท่านั้น คนเราจึงจะเกลียดสังขารคือความ ทุกข์ . ดังเช่นบทที่กล่าวมาแล้วคราวก่อน ว่า สังขาร ทั้งหลายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง. พอเริ่มมองเห็นว่าสังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์อย่างยิ่ง ก็เบื่อหน่ายต่อสังขารเหล่านั้นซึ่งเป็นทุกข์ อยู่ในตัว. เพราะว่าขึ้นชื่อว่าสังขารแล้วก็มีแต่ความทุกข์ เท่านั้น หามีสังขารที่เป็นสุขไม่. ต่อเมื่อไม่เป็นสังขารคือ นิพพาน จึงจะเป็นความสุข
น.95 ๘๗ แต่ยังมีคำกล่าวบทสุดท้ายของ พระพุทธเจ้านั่นเอง ที่ปฏิเสธเสียทั้งสังขารและไม่ใช่สังขาร, คือว่า จะเป็นสังขาร ก็ตาม ไม่ใช่สังขารก็ตาม ล้วนแต่เป็นอนัตตา คือไม่ใช่ ตัวตนที่จะยึดถือเอาเป็นของตนได้. นี้คือกล่าว อย่าง หมดจดสิ้นเชิง, ว่า สังขารเป็นของไม่เที่ยง สังขารเป็นทุกข์ ทั้งสังขารและทั้งมิใช่สังขาร เป็นสิ่งที่ยึดถือไม่ได้ ไม่มีใคร สามารถที่จะยึดถือได้ ว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของตน. พอ เห็นความจริงข้อนี้ครบถ้วนบริบูรณ์เท่านั้น หนทางจะเริ่ม ตั้งต้นเป็นไปในทางที่ถูก คือตรงดึงไปสู่ความดับทุกข์หรือ ที่เรียกว่านิพพานนั่นเอง. คำว่า "หนทาง" มีคำอธิบายมากมาย, ท่านทั้งหลาย ควรจะเข้าใจเป็นข้อแรกหรือเป็นพื้นฐานเสียก่อนว่า คำว่า "ปฏิบัติ" หรือคำว่า "ปฏิปทา" ก็ตาม สองคำนี้ก็คือคำ ๆ เดียวกับคำว่าหนทาง. ปฏิบัติ แปลว่า ไปตามลำดับ ; ปฏิปทา ก็แปลว่า ไปตามลำดับ. ไปตามลำดับก็คือการเดิน ทางตามลำดับ หรือว่าหนทางที่มีไว้ให้เดินตามลำดับนั่นเอง. ที่เราเรียกว่า "ทาง" เราหมายถึงสิ่งที่ถูกปฏิบัติหรือ ถูกเดิน แต่ว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่อาจจะแยกกันได้ คือถ้ามีการ
น.96 ๘๘ เดินแล้ว มันก็มีคนเดิน มีทางที่เดินและมีการเดินนั้นด้วย. การเดินกับคนที่เดิน และหนทางที่เดิน มันแยกกันไม่ได้. ภาษาบาลีใช้คำ ๆ เดียวกัน คือรากศัพท์รากเดียวกัน แต่ปรุงรูปผิดเพี้ยนกันไปนิดหน่อย, คือเป็น คนผู้เดิน , เป็น หนทางสำหรับเดิน , หรือเป็น กิริยาอาการแห่งการเดิน ดังนี้ทั้งนั้น. ศัพท์เหล่านี้ จึงเป็นศัพท์ที่มีรากศัพท์เป็นอันเดียวกันหมด ; เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้ยินคำว่า ปฏิบัติ หรือคำว่า ปฏิปทา . ก็จงรู้เถิดว่ามัน หมายถึง การเดินทาง . และยังมีคำอื่น ๆ อีก เช่นคำว่า "กรรมบถ" ซึ่งแปลว่า หนทางแห่งการกระทำ ; อันนี้ก็คือ ทางเดินหรือหนทางสำหรับเดิน นั้นอีกเหมือนกัน. เมื่อคำที่มีความหมายเป็นหนทางสำหรับเดินมีอยู่มากคำดังนี้ คนที่ศึกษาไม่ดีอาจจะงงหรือหลงว่าช่างมีมากมายหลายหมวดหลายหมู่. เช่นว่า กุศลกรรมบถสิบ, นี้ก็เป็นหนทาง, หรือว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ก็เป็นหนทาง, หรือว่า อริยมรรคมีองค์แปดนี้ก็เป็นหนทาง, หรือ แม้ที่สุดแต่ว่าเมื่อใดเห็นว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา นี้ก็เป็นหนทาง อย่างนี้เป็นต้น.
น.97 ๘๙ ถ้าท่านผู้ใดมีความรู้สึกที่สับสนกันอยู่อย่างนี้แล้ว ก็ควรจะทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า บรรดาสิ่งที่มีชื่อต่าง ๆ กันนี้ ที่แท้ก็เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน ; เพียงแต่ว่าเป็นการกล่าวที่มองกันไปในแง่หนึ่งมุมหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งจะได้ยกตัวอย่างให้ฟังพอเป็นทางที่จะให้เข้าใจได้. ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัส เรียกการประพฤติ ๑๐ ประการ ว่ากุศลกรรมบถ คือทางกายก็เว้นโทษที่ควรเว้นทางกาย ทางวาจาเว้นทางวาจา, ทางใจก็เว้นในทางใจ, รวมกันเป็น ๑๐ อย่าง ที่เรียกว่า กุศลกรรมบถ. นี้ก็ เพราะว่าถ้าประพฤติตามนั้นแล้ว บุคคลนั้นก็เป็นเหมือนผู้ที่ก้าวหน้าไปในทางสูง เปลี่ยนแปลงไปในทางสูง. ในที่นี้ทรงต้องการจะกล่าวใน ระดับต้น ๆ สำหรับคนทั่วไปทุกคน จึงได้ตรัสไว้ในรูปนั้น ทีนี้เมื่อต้องการจะกล่าวให้สูงขึ้นไปหรือให้เร็ว ๆ เข้า สำหรับผู้ที่มีปัญญา หรือระดับสูงกว่าคนธรรมดา ก็ตรัสเรื่องอริยมรรคมีองค์แปด : มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต เป็นต้น, บัญญัติข้อความที่สูงขึ้นไป
น.98 ๙๐ เป็นการปฏิบัติที่สูงขึ้นไปกว่าระดับชาวบ้านตามธรรมดา ; แต่มีความมุ่งหมายก็อย่างเดียวกัน คือให้ลุถึงพระนิพพาน เป็นจุดหมายปลายทางด้วยกัน เพียงแต่มีน้ำหนักหรือมีระดับ ผิดกันบ้างเท่านั้นเอง. ทีนี้ถ้าจะมองดูพระพุทธภาษิตสั้น ๆ ที่ว่า "เมื่อใด เห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา, เมื่อนั้นเป็นหนทาง" นี้เราจะ ยิ่งเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นไปอีกว่า เป็นการ กล่าวอย่างรวบรัด เฉพาะ ผู้มีปัญญาแต่พวกเดียว เพราะว่าในบาลีนั้นก็ระบุชัดอยู่แล้วว่า เมื่อใดเห็นด้วยปัญญาว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา เมื่อ นั้นจึงจะเป็นหนทาง. ทีนี้ถ้าเราจะมองย้อนกลับลงไปอีกที่หนึ่ง ก็จะเห็น ได้ว่า เมื่อมีปัญญาเข้าใจถูกต้อง ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็น สังขาร หรือเป็นธรรมชาติเหล่านั้นแล้ว ; เมื่อนั้นแหละ คนเราจะประพฤติปฏิบัติทางกาย ทางวาจา ทางใจ ชนิด ที่เป็นความ ถูกต้องอย่างยิ่ง คือไม่ใช่เป็นการทำตามระเบียบ ตามธรรมเนียม, ตามแบบพิธี, โดยที่ยังไม่เข้าใจ.
น.99 ๙๑ หรือถ้าจะ กล่าวอีกทางหนึ่งก็ว่าเพราะคนมองเห็น อนิจจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แล้ว, ปล่อยเขาไปเถอะ จะไม่มีทาง ที่จะทำอะไรผิดทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ เพราะอำนาจ ของความรู้เรื่อง อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา นั่นเองเป็นเครื่องกำกับ เอาไว้, คือ เมื่อรู้หรือเข้าใจหรือเห็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา อย่างถูกต้องแล้ว คนเราจะคิดผิด หรือหวังผิด หรือพูดผิด หรือทำผิดเป็นต้นได้อย่างไรกัน. เพราะว่าปัญญานั้นมองเห็นความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอยู่ชัด ๆ แล้ว จึงหลงผิดอะไรไม่ได้ ทำไปตาม ปัญญานั้นก็มีแต่ความถูกต้อง; เพราะฉะนั้นจึง เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ขึ้นมาเอง หรือว่า เป็นอริยมรรคมีองค์แปด ขึ้นมาเอง หรือว่า เป็น กุศลกรรมบถสิบ ประการขึ้นมาเอง ดังนี้เป็นต้น. นี้จะทำให้ท่านทั้งหลายมองเห็นได้ว่า ถ้าสมมุติว่า เราจะลงมาจากยอด ก็คือเรา ลงมาจากยอด ของปัญญาที่มอง เห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แล้วก็ทำอะไรข้างล่างหรือข้างใต้นี้ ถูกหมด.
น.100 ๙๒ ทีนี้อีกทางหนึ่ง เราจะ ตั้งต้นจากข้างล่าง คือรากฐาน เราก็ต้องสร้างรากฐาน ที่กาย ที่วาจา หรือที่ใจ ให้เป็นการ ประพฤติปฏิบัติชนิดที่เป็นไปในลักษณะที่จะทำให้เราเกิดมี ปัญญาเพิ่มขึ้นทุกวัน. เพราะฉะนั้นถ้ายังเป็นชาวบ้าน ธรรมดา เป็นปุถุชนคนเขลาอยู่ตามสามัญแล้วก็จงเชื่อ แล้ว จงพยายาม ปฏิบัติตามกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนั้นเรื่อยไป ; ไม่เท่าไรก็จะมีปัญญาเกิดขึ้นตามลำดับ เพราะว่ามันเป็นการ เดินที่ถูกทาง ในที่สุดก็จะถึงยอดคือได้รับปัญญา คือได้เกิด ปัญญาที่มองเห็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา อีกนั่นเอง. เพราะเหตุฉะนี้แหละ, เราจะมองดูจากปลายทางมา ต้นทาง, หรือจะมองจากต้นทางไปปลายทาง มันก็ควรจะได้ ทั้งนั้น, แล้วแต่ว่าใครเกิดมา มีพื้นเพอุปนิสัย มีอินทรีย์ มีสติปัญญามากน้อยอย่างไรนั้นมากกว่า. และสำหรับบุคคล ที่ได้เกิดมาในโลกนี้มีอายุยืนยาวมาป่านนี้แล้ว ก็ ควรจะมี ปัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ จนกระทั่งบัดนี้ พอ ที่จะมองเห็นได้ว่า สังขารไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาได้ อย่างไร, หรือว่า การปรุงแต่งไม่หยุดนั้นเป็นความทุกข์ อย่างไร, การไม่ปรุงแต่งเป็นความไม่ทุกข์อย่างไร.
น.101 ๙๓ นี่แหละเป็นคำตอบที่พอแล้ว สำหรับจะช่วยให้มอง เห็นว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสิ่งที่เรียกว่า ทาง หรือ หนทางนี้ ไว้ในลักษณะต่าง ๆ กัน ในอันดับสูง ได้ตรัสสติปัฏฐานทั้ง ๔ ว่าเป็นเอกายน- มรรค คือหนทางอันประเสริฐสำหรับบุคคลผู้เดียว, เดินไป ในทางเส้นเดียว, เพื่อถึงจุดหมายปลายทางเพียงสิ่งเดียว, อย่างนี้ก็มี ; คือได้ตรัสสติปัฏฐานทั้ง ๔ นั้นว่าเป็นตัวทาง และยังมีทางที่ตรัสไว้ในชื่ออื่นอีกมากมาย ไม่จำเป็นที่จะต้อง ประมวลมาในที่นี้ให้มากเกินไป จนทำความฟั่นเฝือรำคาญ. นี่เพียงแต่ต้องการให้ท่านทั้งหลายมองเห็นว่า สิ่งที่ เรียกว่าทางนั้นจะเป็นทางที่แท้จริงขึ้นมา ก็ต่อเมื่อมีปัญญา เห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เข้ามาเจืออยู่ด้วย. ถ้าไม่อย่างนั้น แล้ว ยังไม่เป็นหนทางที่แท้จริง, จะเป็นเพียงการตระเตรียม หรือต้นทางอย่างเดียวเท่านั้น ; หมายความว่า ถ้ายังไม่มี ปัญญาที่จะเห็น อนิจฺจํ ทุกข์ อนตฺตา, การเดินทางนั้นก็ไม่รู้ ว่าจะเดินไปทางไหน มีแต่จะเดินเข้าหาสิ่งซึ่งเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา มากขึ้น แล้วก็จะมีความทุกข์ซับซ้อนมากขึ้น เท่านั้น.
น.102 ๙๔ แต่ถ้า มองเห็นเสียบ้างว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาแล้ว จิตใจก็จะเดินทางหลีกห่างออก จากสังขารเหล่านั้น, ไปตามแนวที่จะข้ามพ้น หรืออยู่เหนือ สิ่งเหล่านั้น ไม่ให้ความเป็น อนิจจํ ทุกฺขํ อนตฺตา นั้นทำ อันตรายตนได้. นี่แหละคือหนทางที่แท้จริง. ที่หลีก ออกไปจากความทุกข์ไปสู่ความดับทุกข์. เป็นอันว่าเราทุกคน จะต้องสร้าง หนทางที่ถูกต้อง แท้จริงขึ้นมาด้วยระบบของปัญญา, พยายามเข้าใจในสิ่งต่างๆ ที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา หรือที่เรียกว่า “ปรุงเรื่อย" ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความทุกข์อยู่ในตัวเอง, ไม่มีอะไรเลย. มีแต่ภาวะแห่งความเป็นทุกข์เท่านั้น, ควรจะหลีกห่างเสีย อย่างยิ่ง; เมื่อเป็นดังนี้ก็จะมีการประพฤติ หรือมีการกระทำ ชนิดที่ไม่เป็นการปรุงด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน. เพราะว่า เมื่อเห็นความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา อยู่แล้ว สิ่งที่เรียกว่าตัณหาอุปาทานจะเกิดขึ้นไม่ได้, จะมี อยู่แต่ปัญญาเท่านั้น. ปัญญานั้นเองเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้ กิเลสตัณหาอุปาทานปรุงขึ้นมาได้ ชีวิตนี้จึงเป็นไปในทางได้
น.103 ๙๕ ในตัวมันเอง คือเป็นวิวัฒนาการที่ดีอยู่ในตัวมันเองเพิ่มขึ้น ๆ จึงนับว่าเป็นการเดินทางอยู่ในตัว. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้ มีความสนใจ ในคำ ๓ คำ คือ คำว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา นี้ ให้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน หรืออยากจะขอร้องว่า ตลอดเวลาแห่งพรรษานี้ คงจะได้สนใจเรื่องอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา กันมากเป็นพิเศษกว่านอกพรรษาหรือกว่าปีที่แล้วมา. ให้พยายามสนใจและทำความเข้าใจในข้อที่ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตานี้ ให้ละเอียดให้ประณีตให้สุขุมยิ่ง ๆ ขึ้นไป ; อย่าเพียงแต่ท่องได้หรือว่าจำได้ตามคำอธิบายของผู้อื่น. ให้มองเห็นอยู่ว่า สิ่งที่เป็นการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยนั้น มีลักษณะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ในเมื่อบุคคลไม่รู้ตามเป็นจริงแล้ว, ก็ไปหลงตะครุบเอามาให้เป็นของเที่ยง, เป็นของสุขหรือเป็นอนัตตา, คือเป็นตัวตนของตน ; เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วมันจะเกิดเรื่องเกิดราวกันอย่างไร ขอให้ลองคิดดู. มันเหมือนกับจะไปบังคับสิ่งซึ่งมีลักษณะอย่างหนึ่งให้เป็นไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเหลือวิสัยที่ใคร
น.104 ๙๖ จะบังคับได้ ; เช่นจะบังคับให้ไฟไม่มีความร้อนอย่างนี้ มันก็เป็นสิ่งที่น่าหัวเราะน่าสงสาร. ฉะนั้น การที่คนเป็นอันมากคิดว่าเราเกิดมานี้จะต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้ ตามชอบใจเราเองไปทุกสิ่งทุกอย่าง ; เมื่อไม่ได้ก็ร้องไห้, เมื่อได้ก็ดีใจ. มีลูกมีหลานเกิดขึ้นก็สอนกันได้เพียงเท่านี้ ไม่มีอะไรเพิ่มขึ้นเป็นความเฉลียวฉลาด มากขึ้นไปกว่านี้. นี่แหละจะเรียกว่า เป็นการเดินทางตามพระพุทธเจ้าได้อย่างไรกัน ? มีลูกมาก็เดินตามพ่อแม่ในลักษณะอย่างเดียวกัน, มีหลานมีเหลนออกมาก็มีการเดินตามกันแต่ในลักษณะอย่างเดียวกัน, ไม่มีความก้าวหน้าผิดแผกแตกต่างออกไป ในการที่จะรู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, หรือว่ายึดมั่นถือมั่นไม่ได้. ฉะนั้น ถ้าเราจะให้ลูกหลานรวมทั้งตัวเราเองเดินทางไปได้โดยสะดวกรวดเร็วแล้ว ก็ควรจะได้สนใจอบรมสั่งสอนความรู้เรื่องความยึดมั่นถือมั่น หรือความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้กันให้มากเป็นพิเศษ. แม้ว่าเราจะอยู่ในโลกนี้จะต้องมีอะไรกิน มีอะไรใช้ มีอะไรทำ มีอะไรดูแลรักษา, ก็จงได้
น.105 ๙๗ กระทำไปโดยไม่ต้องมีความยึดมั่นถือมั่น. แต่ให้กระทำไปด้วยอำนาจของสติปัญญา ที่มองเห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อยู่ตลอดเวลา พร้อมกันไปทีเดียว. เมื่อลูกหลานเขามีปัญญาในข้อนี้ คือเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้อย่างนี้แล้ว, เราก็ปล่อยเขาได้, เขาจะต้องคิดถูกเอง, พูดถูกเอง, กระทำถูกเอง, ในหนทางที่จะไม่เป็นทุกข์. เราควรจะ อบรมสั่งสอนให้เข้าใจอย่างยิ่งในเรื่องความยึดมั่นถือมั่นและความไม่ยึดมั่นถือมั่น ; เพราะว่าเด็ก ๆ ของเราจะไม่ต้องร้องไห้มากเกินไป หรือหัวเราะมากเกินไป. ให้เขามีสติปัญญา ที่จะอยู่เหนือสิ่งที่จะทำให้เขาหัวเราะหรือร้องไห้นั้นให้มากขึ้น ; ให้มากยิ่งขึ้นทุกที เท่ากับที่เขาเจริญเติบโตขึ้นมาทุกที ๆ. อย่างนี้จะได้ชื่อว่า ทำประโยชน์เกื้อกูลแก่ลูกหลานเหลนเหล่านั้นอย่างยิ่งทีเดียว เป็นบิดามารดาหรือเป็นบรรพบุรุษที่ดี ที่มอบหมายช่วงแห่งการเดินทางให้แก่ลูกหลานของตนอย่างถูกต้องและรวดเร็วสมกับข้อที่ว่า มนุษย์นี้เกิดมาเพื่อเดินทาง จากความทุกข์ ไปสู่ความไม่มีทุกข์ :
น.106 ๙๘ และแม้แต่ลูกหลานก็ยังได้รับมอบหมายการเดินทางนี้เป็นช่วง ๆ ไป. ในลักษณะที่จะทำให้มนุษย์นี้ถึงที่สุดจุดหมายปลายทางกันได้สักวันหนึ่งโดยแน่นอน. บัดนี้เราลองดูกันทั่ว ๆ เถิด ว่าในประเทศไทยเรานี้ก็ดี ในประเทศอื่น ๆ อีกมากมายหลายร้อยประเทศ คือทั้งโลกก็ดี เขากำลังพูดกันเรื่องอะไร ? เขากำลังสอนลูกสอนหลานสอนยุวชนของเขาอย่างไร ? และเขาทั้งหมดนั้นกำลังกระทำอยู่ในลักษณะเช่นไร คือเขากำลังต้องการอะไร ? อะไรที่เป็นเหตุให้เขาทำอย่างนั้น จนกระทั่งเกิดความทุกข์ทรมานขึ้นมาท่วมทั่วทุกหัวระแหงในโลก เช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้. นี่แหละคือ ผู้ที่ไม่เดินทางให้ถูกทาง , กลายเป็นเดินวกไปในทางของพระยามาร, หรือซาตาน, หรือภูตผีปีศาจ หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก, ซึ่งมีอย่างเดียวคือ จะต้องเป็นการทนทุกข์ทรมาน ในลักษณะที่น่าเวทนาสงสารมากมายหลายแบบ, ไม่สมกับการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ หรือเป็นมนุษย์ที่พบพระพุทธศาสนาเลย. แม้ที่สุดแต่จะเป็นมนุษย์ทั่ว ๆไปก็ยังไม่ได้ เพราะว่าคำว่ามนุษย์นี้ ถือเอาตามภาษา
น.107 ๙๙ บาลี หรือสันสกฤตแล้วมีความหมายดีมาก คือคำว่า มนุษย์ นี้ แปลว่า มีใจสูง บ้าง, แปลว่าเป็น เหล่ากอของพระมนู ผู้จอม ปัญญาบ้าง : อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นไปในทางที่สูงกว่าธรรมดา ทั้งนั้น. ถ้าเป็นมนุษย์แล้วก็จะต้องเดินถูกทางเป็นแน่นอน ; พอเดินผิดทางก็กลายเป็นไม่ใช่มนุษย์ ไปในขณะนั้นเอง. ท่านลองคิดให้ผิดแนวของธรรมะดูสักขณะหนึ่ง, ในขณะนั้น ก็จะปรากฏว่าท่านไม่เป็นมนุษย์เสียแล้ว กำลังเดินไปตาม ทางของภูตผีปีศาจ ของยักษ์ ของมาร ของสัตว์เดรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่งไปเสียแล้ว นี่ควรจะมองให้ละเอียดถึง ขนาดที่ว่า เราเดินทางกันอยู่เรื่อยไปทุกลมหายใจเข้าออก ทุก ๆ ขณะ ซึ่งจะเรียกว่า ๑ นาทีหรือ ๑ วินาทีก็ตาม. มัน เป็นการเดินทางอยู่เรื่อยไป เผลอเมื่อใดก็วกไปผิดทางเมื่อ นั้น. เพราะฉะนั้น อย่าได้คิดไปในทำนองที่จะทำให้เกิด ความประมาท เป็นคนประมาท เป็นคนอวดดี, ว่าการเดิน นี้เป็นของง่าย, หรืออาจจะปล่อยให้ล่องลอยไปตามกระแส
น.108 ๑๐๐ น้ำไหล แล้วแต่กระแสน้ำจะพาไปก็ยังได้ ดังนี้นับว่าเป็น ความคิดที่ผิดอย่างยิ่ง ; เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านได้สอน ให้ระมัดระวังการเดินทางนี้ทุก ๆ ขณะจิต เผลอนิดเดียว ในขณะจิตใดก็มีการแวะออกนอกทาง, วกออกนอกทางได้ และในบางกรณีอาจจะเป็นเอามาก ถึงขนาดที่เรียกว่าผิดทาง จนยากที่จะกลับเข้ามาสู่หนทางได้อีก, . หรือต้องใช้เวลานาน มากเกินไป ถ้าหากว่าจะได้พลัดตกลงไปในอบายหรือนรก เป็นต้น ; หมายความว่าได้ทำผิดปล่อยให้จิตตกดิ่งลงไปสู่ ความต่ำทรามชนิดที่มีชื่อเป็นอบายหรือนรก จนยากที่จะกลับ ตัวได้ในเวลาอันสั้น อย่างนี้เรียกว่า เป็นการเดินทางที่ก้าวพลาด ถลำตก ร่อง ตกคู ตกเหว พลัดดิ่งลงไปจากหนทางทีเดียว. เพราะ เหตุที่เป็นผู้ประมาท ไม่เดินอยู่ในทาง ไม่มีสติปัญญา ที่จะเห็นอนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา กำกับอยู่อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ; และ ไม่มีมิตรสหายที่ดีที่จะช่วยประคับประคองอยู่เคียงข้าง คอยเตือนไม่ให้พลัดออกไปนอกทาง ; มีแต่คนตาบอดจูง คนตาบอด หรือว่าคนที่ไม่มีลูกตาจูงคนที่ไม่มีลูกตาเปะ ๆ ปะ ๆ กันไปเรื่อย จนโลกนี้เต็มไปด้วยภาวะที่น่าสลดสังเวช
น.109 ๑๐๑ น่าทุเรศสงสารเหลือประมาณ ไม่มีส่วนที่น่าชื่นอกชื่นใจที่ ตรงไหน เพราะเป็นผู้ประมาทเดินออกนอกทางอยู่ด้วยกัน เป็นส่วนใหญ่ ในที่ทุกหนทุกแห่งตลอดเวลาทีเดียว .. ขอให้ท่านทั้งหลายได้มีความคิดนึกไปในทางที่ว่า เรื่อง การเดินทาง หรือ หนทางนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะทำเล่น ๆ ได้เสียแล้ว ; แต่ เป็นเรื่องที่ใหญ่ ที่สุด เป็นเรื่องทั้งหมดทั้งสิ้นของมนุษย์เรา เป็นเรื่องที่จะ ต้องทำด้วยสติปัญญาสามารถอย่างยิ่งหรืออย่างสุดยอดของ มนุษย์เรา. อย่าได้เผลอแม้แต่ชั่วเวลานาทีเดียว, วินาที เดียว, หรือขณะจิตเดียวเลย มันอาจจะพลัดออกนอกทาง ด้วยเวลาชั่วขณะจิตเดียวได้เสมอไป. ถ้าไม่ระวังจิตไว้ทุก ๆ ขณะแล้ว, มีหวังที่จะต้อง พลัดออกนอกทาง ถึงกับจมดิ่งลงไปในอบายก็ได้. ควรจะ กำหนดพิจารณาความน่ากลัวน่าหวาดเสียว ของการทำผิดๆ นิด นี้ไว้ให้มากด้วยกันจงทุกคน, แล้วตั้งตนให้เป็นผู้ที่แจ่มแจ้ง แจ่มใสอยู่ด้วยปัญญา เห็นอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ในสิ่งที่มีอยู่ รอบตัวเราทุก ๆ สิ่งแล้ว การกระทำ การพูด การคิดของเรา ก็จะเป็นไปแต่ในทางที่อนุโลมกันได้กับปัญญาที่เห็นอนิจฺจํ
น.110 ๑๐๒ ทุกฺขํ อนตฺตา นั้น ไม่มีทางที่จะทำผิดจนเกิดทุกข์โทษขึ้นได้ แต่ประการใด. นี้เรียกว่าเป็น วิธีการเดินทางโดยสรุป เอาแต่หัวใจ, คือใจความสั้น ๆ แล้วขยายออกไปเป็นการประพฤติปฏิบัติ ต่าง ๆ นานา หลายสิบหมวด ซึ่งตน อาจจะเลือกเอาได้สัก หมวดหนึ่งที่เหมาะสมแก่อุปนิสัยของตน : เช่น อริยมรรค มีองค์แปด , เช่น สติปัฏฐาน ๔ , เช่น กุศลกรรมบถ ๑๐ , เช่น สิกขา ๓ หรือ บุญญกิริยาวัตถุ ๓ , หรืออะไร ๆ ก็แล้วแต่จะเลือกเอา. พระพุทธเจ้าท่านทรงมีบารมี ๑๐ ประการ เป็นแนว ทางเดินไปจากความเป็นมนุษย์ธรรมดา จนถึงความเป็น พระพุทธเจ้า. นี้ถ้าเราจะคิดว่ามันมากเกินไปสำหรับเราก็ ถูกเหมือนกัน ; แต่ถ้าจะคิดเสียว่าเราทำให้ครบทั้ง ๑๐ อย่าง แต่ไม่ต้องมากถึงพระพุทธเจ้าท่านทำ นี้ก็ถูกอีกเหมือนกัน. คือว่าบารมีเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นการประพฤติกระทำชนิดที่ ถูกควบคุมไว้ด้วยปัญญาที่มองเห็นว่า โลกหรือสังสารวัฏฏ์ หรือสังขารนี้เต็มไปด้วยความทุกข์.
น.111 ๑๐๓ เราต้องการจะข้ามไปจากสิ่งเหล่านี้ ไปสู่ฝั่งโน้น คือนิพพาน ด้วยการกระทำชนิดที่มองเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่ เป็นจริง ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างไรแล้ว ก็ประพฤติปฏิบัติเพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเหล่านั้นเสีย ; เพราะฉะนั้น จึงบำเพ็ญ การให้ทาน บ้าง บำเพ็ญเมตตา บ้าง บำเพ็ญสัจจะ บ้าง บำเพ็ญขันติ บ้าง บำเพ็ญทุก ๆ อย่างเท่าที่เห็นว่าจะเป็นการ ควบคุม หรือบังคับความรู้สึกที่จะไหลไปในทางต่ำ อันเกิด จากความที่ไม่เห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตานั้น. สรุปความในที่สุดนี้ว่า การเดินทางนั้นต้องตั้งต้นที่ การเห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แล้วก็ เดินไปด้วยการเห็น อนิจฺจํ ทุกข์ อนตฺตา แล้วก็ ถึงที่สุดลงด้วยการเห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อย่างแจ่มแจ้งถึงที่สุดเช่นเดียวกัน ; ไม่มีอะไร มากไปกว่านี้เลย. หวังว่าท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท จะได้ถือเอา พระพุทธภาษิตที่พระพุทธ องค์ทรงแสดงหนทางไว้อย่างชัด แจ้งเช่นนี้ จงสำเร็จประโยชน์แก่ตนด้วยกันจงทุก ๆ คน. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.112 เราสร้างดวง อย่าให้ดวงสร้างเรา เราดี ดีกว่าดวงดี เพราะดีนั้นมี— ที่เรา, ดีกว่าที่ดวง ทำดีนั่นแหละเราหน่วง เอาดีทั้งปวง มาทำให้ดวง มันดี ดวงช่วยไม่ได้เลยนี่ ถ้าเราขยันมี ความดีทำไว้ เป็นคุณ อยู่ดี ตายดี เพราะบุญ ทำไว้เจือจุน ตลอดชีวิตติดมา ดวงดีมีอยู่อัตรา ก็เพราะเหตุว่า เราทำดีเป็น เห็นมั๊ย ? เหตุนั้น เราท่านใดใคร ทำดีเสมอไป ดวงดีจักมีสมบูรณ์ ฯ [ลายเซ็นต์ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ.]
น.113 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ๓. การงานคืออะไร ? ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร? ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๗. ปวารณา และธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุคปัจจุบัน ๑ ๑๐. การบวชคืออะไร ? ๑ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน ๑ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๑๖. คุณพระไม่ตาย และเกิดมาทำไม ? ๑ ๑๗. ความรักดี ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๕ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔
น.114 “คุณพระ" คือ คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ : - เป็นสิ่งที่ไม่รู้จักตาย, - ใครเข้าถึงคุณของพระ ก็กลายเป็นผู้ ไม่รู้จักตายด้วย. - เราจะต้องเศร้าโศก เรื่องความตายไปทำไมกัน ? - เพราะเป็นตถาตา หรือความเป็นเช่นนั้นเอง. หัวใจของพระพุทธศาสนาโดยบาลีว่า "ตถตา" - เช่นนั้นเอง. เกิด - แก่ - เจ็บ, หาย, ไม่หาย, หรือตาย ย่อมเป็นเช่นนั้นเอง อาศัยพระองค์ เป็นกัลยาณมิตรแล้ว ไม่เห็นมีใคร ๆ. มีแต่สังขารล้วน ๆ เป็นไปตาม กฎของธรรมชาติ. เห็นเป็นเช่นนั้นเองแล้ว ความทุกข์ไม่อาจจะเกิดขึ้น. ความเจ็บไข้เป็นของธรรมดาต้องมีแก่สังขารทั้งหลาย :- - มีเพื่อเตือน, สอนให้ฉลาด, เตรียมตัวเพื่อดับไม่เหลือ. - สมัครตายเสียก่อนตาย เพื่อดับไม่เหลือ - สังขารย่อมไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. เตรียมใจเพื่อดับไม่เหลือ ๓ ประการ :- ๑. รำลึกว่า เรื่องโลกิยวิสัย ได้ทำเสร็จแล้ว ๒. เรื่องทาน ศีล บุญกุศล ได้ทำเสร็จแล้ว ๓. พอกันทีสำหรับจะเวียนว่ายเป็นมนุษย์, เทวดา, ฯลฯ ไม่มีอะไรที่น่าไปเอาไปเป็น, มุ่งหาสันติ ดับเย็นเป็นนิพพานเถิด.
Buddhadasa