น.7 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ เป็นครั้งที่ ๑๑ แห่งภาค วิสาขบูชา ในวันนี้อาตมาก็ยังจะคงกล่าวเรื่อง สิ่งสำคัญที่พากัน มองข้าม ต่อไปตามเดิม แต่ในวันนี้ จะกล่าวโดยหัวข้อว่า ความรักดี คือสิ่งสำคัญที่พากันมองข้าม. ขอทำความเข้าใจเป็นพิเศษในวันนี้ ว่า การบรรยาย เป็นประจำสัปดาห์ ในวันนี้ ได้มีพระคณาธิการ ที่เป็น ครูบาอาจารย์สอนปริยัติธรรมทั้งหลาย มาเพื่อประกอบพิธี ปีดการประชุมในวันนี้ ; และขอร้องให้อาตมากล่าวสิ่งที่เป็น ประโยชน์ แก่ท่านครูบาอาจารย์เหล่านั้นด้วย นี้ประการหนึ่ง.
น.8 ๒ แล้วก็อีกประการหนึ่งมีนักเรียนจำนวนใหญ่จำนวนหนึ่ง ก็มา พ้องกันในวันนี้ เพื่อฟังธรรมะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่จะเป็น ประโยชน์แก่หน้าที่การงานของตน จึงถือเอาเป็นโอกาสรวม กันเข้าเป็นเรื่องเดียว คือการบรรยายประจำสัปดาห์ ; ซึ่ง จะต้องติดต่อไปตามเนื้อหาของเรื่องนั้น ก็ดี, คำพูดที่จะฝากไว้ กับพระคณาธิการครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ก็ดี, คำบรรยาย ที่จะ กล่าวแก่นักเรียนทั้งหลาย ก็ดี, สามเรื่องนี้ ขอบรรยาย รวมกันโดยเรื่องว่า ความรักดี ในฐานะเป็นสิ่งที่พากันมองข้าม. [ปรารภและทบทวน.] ขอทำความเข้าใจแก่ท่านทั้งหลาย ที่เพิ่งมาฟังในวันนี้ ให้เป็นที่เข้าใจสักเล็กน้อยก่อนว่า เรากำลังพูดกันถึง เรื่องสิ่ง สำคัญที่พากันมองข้าม หมายความว่า เราสร้างความเจริญให้แก่ตัว ไม่ได้, ให้แก่สังคมไม่ได้, ให้แก่ประเทศชาติศาสนาก็ไม่ได้, ก็เพราะไม่มีทางก้าวหน้าในทางศีลธรรม หรือวัฒนธรรมนั่นเอง. โทษอันนี้มันเกิดขึ้น เพราะเราพากันมองข้าม สิ่งสำคัญที่ไม่ควร จะพากันมองข้าม ; เราก็พากันมามองข้ามเสียหมด จึงขอเตือนว่า ให้ดูกันเสียให้ดีๆ อย่าได้มองข้ามสิ่งสำคัญเหล่านั้นเลย. ขอให้ สนใจไปตั้งแต่สิ่งแรก ซึ่งอาตมาจะได้กล่าวทบทวนอีกครั้งหนึ่ง.
น.9 ๓ ข้อที่ ๑. สิ่งแรกก็คือ มนุษย์กำลังจะสิ้นสุด มนุษยธรรม. มนุษยธรรม คือความเป็นมนุษย์ หรือ ธรรมะที่จะทำความเป็นมนุษย์. เดี๋ยวนี้มนุษย์ในโลกกำลังจะ สิ้นสุดแห่งมนุษยธรรมเขาไม่รู้ว่าเป็นมนุษย์นั้นเป็นทำไม ? เป็น อย่างไร ? เป็นมนุษย์จะไปไหน ? เขารู้แต่เรื่องประโยชน์ทาง วัตถุ เอาประโยชน์ทางวัตถุ, เรื่องกินเรื่องกามเรื่องเกียรตินี้, เอามาเป็นมนุษยธรรมก็เป็นเรื่องวัตถุไปหมด มันก็ส่งเสริมกิเลส ยิ่งขึ้น. มนุษย์ นี้ก็ เลวลง ๆ คือ ไม่มีธรรมะ ไปมุ่งมั่นแต่เรื่อง ความเจริญทางวัตถุ. การศึกษาในโลก มีสภาพเหมือนกับหมาหางด้วน : สอน แต่หนังสือกับอาชีพ นักเรียนทั้งหลาย ก็จงสังเกตตัวเองให้ดี ว่าเราเรียนกันแต่เรื่องที่ ๑ หนังสือ กับเรื่องที่ ๒ วิชาชีพ แล้ว ก็จบกัน; เรื่องสำคัญที่ ๓ คือเรื่องธรรมะสำหรับความเป็น มนุษย์นั้น เรายังไม่ได้เรียน. เมื่อโรงเรียนเขาไม่สอน เรารักตัวเรา เราก็ต้องแสวงหา เอาเอง; เรียนหนังสือในโรงเรียน, เรียนวิชาชีพในโรงเรียน, ส่วน เรื่องที่ ๓ นั้นเราต้องแสวงหาเอาเอง ให้สุดความสามารถ ของเรา. บิดามารดาที่รักลูกรักหลาน ต้องช่วยหามาให้ ให้ ลูกหลานได้ศึกษาได้เล่าเรียน แม้แต่นอกโรงเรียน. เรื่องความ เป็นมนุษย์อย่างไร ? ครูบาอาจารย์พระเจ้าพระสงฆ์ ที่สอนปริยัติ- ธรรม ก็ช่วยรับภาระในเรื่องนี้ คือ สอนเรื่องของธรรมะสำหรับ
น.10 ๔ ความเป็นมนุษย์. ถ้าได้เรื่องนี้มาอีกเรื่องหนึ่ง การศึกษาก็ สมบูรณ์ ไม่เป็นหมาหางด้วนอีกต่อไป ; มนุษย์เราก็จะเอา ตัวรอดได้. เดี๋ยวนี้มนุษย์เขาเรียนแต่เรื่องหนังสือกับเทคโนโลยี จน เป็นคนเก่งกล้าสามารถเหลือประมาณ; แต่ครั้นไปถามเขาว่า นี่พวกคุณจะไปไหนกัน ที่เก่งกล้าสามารถถึงอย่างนี้ ? เขาก็ตอบ ว่า ข้าพเจ้าไม่รู้, ขอให้ไปถามคอมพิวเตอร์. เราถามเขาต่อไปว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นั้นคืออะไร ? เขาก็บอกว่า ข้าพเจ้า ไม่รู้ ขอให้ไปถามคอมพิวเตอร์. แล้วก็ถามว่า เมื่อไม่รู้ว่าอะไร เป็นสิ่งที่ควรจะได้แล้ว เดี๋ยวนี้ท่านจะเดินหรือประพฤติปฏิบัติให้ ถูกกับเรื่องนั้นๆ ได้อย่างไร ? เขาก็ตอบว่าข้าพเจ้าไม่รู้ ให้ไปถาม คอมพิวเตอร์. มันเป็นเรื่องบ้าบอสักกี่มากน้อย ก็ลองคิดดูเถิดว่า อะไร ๆ ก็ให้ไปถามคอมพิวเตอร์. นี่คือการศึกษาหมาหางด้วน มันเป็นอย่างนี้ มันมีผลที่ว่า อะไร ๆ ก็ไปถามคอมพิวเตอร์. ฉะนั้น พวกเธอทั้งหลายจงพยายามศึกษาหาความรู้ ที่จะทำให้รู้ว่าเราจะเป็นมนุษย์กันอย่างไร ? อะไรที่เรียกว่ามนุษย์- ธรรม ? มันกำลังจะสิ้นสุดอย่างไร ? เราก็ช่วยกันต่อต้านไว้ไม่ให้ มันสิ้นสุด. นี้คือสิ่งแรก ข้อที่ ๑ ที่เราพากันมองข้าม คือ ข้อ เท็จจริงที่ว่า มนุษย์กำลังจะสิ้นสุดมนุษยธรรม. ทีนี้ ข้อที่ ๒ สิ่งที่พากันมองข้ามนั้น ก็คือข้อที่ว่า โลกของพระศรีอารย์นั้นอยู่แค่ปลายจมูก โดยทั่วไป
น.11 ๕ เขาจะฝากกันไว้อีกกี่กัปป์กี่กัลป์ก็ไม่รู้ ว่าจึงจะถึงโลกพระศรีอารย์ นั่นคือเขามองข้ามโลกพระศรีอารย์ที่นี่และเดี๋ยวนี้. คำว่า ศ รีอารยเมตไตรย แปลว่า อาศัยเมตตาอัน ประเสริฐสุด ; อาศัยเมตตาอันประเสริฐสุดนั้นคือคำว่า ศรี อารยเมตไตรย. เมื่อใดมีเมตตาถึงขนาดเต็มเปี่ยม เมื่อนั้น โลกนี้ก็เป็นโลกพระศรีอารย์ หรือศรีอารยเมตไตรย. ข้อที่ ๓ ความเมตตา คือความรักผู้อื่น เป็นหัวใจศาสนาทุกศาสนา ; จะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลามอะไร เขาก็เน้นความรักผู้อื่น, เมื่อรักผู้อื่นแล้ว มันหมดปัญหาโดย ประการทั้งปวง. ช่วยมองไปในทางที่ว่า เมื่อรักผู้อื่นแล้ว เรา ฆ่าเขาไม่ได้; การฆ่าก็ไม่มีในโลก เมื่อรักผู้อื่นแล้ว ก็ ขโมย ใครไม่ได้ การขโมยก็ไม่มีในโลก. การเอาเปรียบ การฉ้อฉล โดยวิถีทางการเมือง ทางอะไรก็ตาม มันก็ ฉ้อฉลใครไม่ได้ และ รักผู้อื่นแล้ว การประพฤติผิดประเพณีในลูกเมียบุตรภรรยาสามี ใครก็ทำไม่ได้ เพราะว่าเรารักผู้อื่น. เมื่อเรารักผู้อื่นแล้ว เราก็ โกหกหลอกลวงไม่ได้ รักผู้อื่นแล้ว เราก็ ดื่มน้ำเมาให้เมามาย ให้เป็นที่รำคาญแก่ผู้อื่นไม่ได้. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว มันก็ไม่มีอันตรายใดๆ ในหมู่มนุษย์ มีแต่ความรัก, มีแต่ความอยู่กันเป็นผาสุก. รักผู้อื่นคำเดียว ทำ ให้โลกพระศรีอารยเมตไตรยเกิดขึ้น. ดังนั้น จึงกล่าวว่า โลก
น.12 ๖ พระศรีอารยเมตไตรยนั้นอยู่แค่ปลายจมูก ; เพียงแต่ทุกคนรัก ผู้อื่นเท่านั้น โลกนี้ก็จะเป็นโลกพระศรีอารยเมตไตรยขึ้นมาทันที. ถ้าเราต้องการ เราก็ช่วยกันประพฤติ ปฏิบัติ กระทำ ต่อสู้ รณรงค์ หาแนวร่วมอะไรก็ตาม ให้มันเกิดความรักผู้อื่นขึ้นมา ที่นี่เดี๋ยวนี้ ให้จนได้ ก็เกิดโลกพระศรีอารยเมตไตรย. ทีนี้ ข้อที่ ๔ ที่พากันมองข้าม คือคำว่า ทำภาวนา การทำภาวน า เด็ก ๆ มักจะเอาไปหัวเราะเยาะว่า ทำภาวนา ปากว่างุบงิบ ๆ ทำภาวนา เหมือนกับคนบ้าคนบอ เราไม่อยากจะ เล่นด้วย, ไม่อยากจะเอาด้วย. นี้พากันมองข้ามอย่างผิดๆ ทำ ภาวนานั้น คือเขาทำจิตให้เจริญ ; ทำจิตให้เจริญโดย วิธีใด วิธีนั้นเรียกว่าทำภาวนา. ระวังดูให้ดี จิตมันกำลังทราม มันกำลังต่ำทราม ด้วย อารยธรรมแผนใหม่ ที่เข้ามาสู่เมืองไทย ทำให้บ้ากามารมณ์, ทำให้นิยมความฟรีความเพื่อในกามารมณ์, จิตมันต่ำทรามลงไป ลงไป จนไม่มีอะไรเหลือ. ถ้าเรา ทำภาวนา ก็หมายความว่า ทำให้จิตใจมันสูง ๆ ๆ คือให้มัน เจริญ มันก็ไม่มีอันตรายจาก อันตรายในโลก ; แล้วก็เป็นผู้อยู่ด้วยความผาสุก ทั้งส่วนตนเอง และทั้งส่วนบุคคลอื่น เพราะว่าจิตมันสูง. ฉะนั้น ใคร ๆ อย่า ได้ดูหมื่นดูถูก คำว่าทำภาวนาต่อไปอีกเลย ; ทุกคนจงยินดีที่ จะทำภาวนา.
น.13 ๗ ข้อถัดไป ข้อที่ ๕. คือคำว่า จิตประภัสสร จิต- ประภัสสรคือ จิตที่กำลังว่างจากกิเลส. เมื่อไรก็ได้ ที่ไหน ก็ได้ โดยวิธีใดก็ได้ ขอให้จิตว่างจากกิเลสก็แล้วกัน; เมื่อนั้น เราเรียกว่าจิตประภัสสร. ตามหลักของ พระพุทธเจ้า ที่ท่าน ตรัสไว้ว่า จิตนี้ประภัสสร มันเศร้าหมองก็เมื่อกิเลสเป็น อาคันตุกะเข้ามา. เราเห็นความสำคัญของจิตประภัสสร ว่า ชีวิตที่บริสุทธิ์ อยู่โดยพื้นฐาน ก็คือด้วยมีจิตประภัสสร. จงพยายามเสาะหาให้ พบทุกวัน ๆ ว่า เมื่อไรเรามี จิตว่างจากกิเลส คือ ว่างจากความ รู้สึกประเภทโลภะ โทสะ โมหะ เมื่อว่างนั่นแหละ คือจิต ประภัสสร. จงพอใจจิตชนิดนั้น แล้วก็จะชอบมันมากขึ้น, แล้ว ก็อยากจะมีจิตชนิดนั้นมากขึ้น, ก็เป็นการปฏิบัติเพื่อป้องกันกิเลส หรือละกิเลสไปในตัว จนกระทั่งจิตประภัสสรนั้นเป็นการถาวร เปลี่ยนเป็นจิตเศร้าหมองอีกไม่ได้. ที่แล้วมานั้น จิตประภัสสร มันเป็นไปตามธรรมชาติ นั้นมันกลับเศร้าหมองได้. ทีนี้เรามา อบรมโดยหลักพระพุทธ- ศาสนา ให้จิตประภัสสรคงตัว เปลี่ยนเป็นจิตเศร้าหมองไม่ได้ ก็มีความสุขสูงสุด ทั้งส่วนตนเองและบุคคลอื่น เรียกว่า บรรลุมรรค ผลในพระศาสนา.
น.14 ๘ เข้าใจคำว่า จิตประภัสสรกันเสียอย่างนี้แล้วถือเป็นพื้น ฐานของชีวิต; ถ้าอย่างไร ๆ ขอให้เรามีชีวิตอยู่ด้วยจิตประภัสสร เถิด จิตเป็นกิเลสอย่างนั้นอย่างนี้ ให้มันมาเป็นครั้งคราว, แล้ว มาก็รีบละเสีย, มีสติคอยป้องกันไว้, อย่าให้โอกาสแก่มันแล้วก็ เป็นการดีที่สุด. นี้เรียกว่า ชีวิตพื้นฐานอยู่ด้วยจิตที่ว่างจากกิเลส อย่าเข้าใจว่า จิตนั้นมันอยู่ด้วยกิเลสเป็นพื้นฐาน. ให้เชื่อตาม พระพุทธเจ้า ที่ว่า กิเลส มัน เพิ่งมา เหมือนกับแขกมาบ้านเรา เป็นครั้งเป็นคราว, ไม่ได้มาอยู่ประจำให้จิตของเราว่างจากกิเลส, ให้กิเลสมีมาได้เป็นครั้งคราว, แล้วมาไม่ได้เสียเลยก็เป็นการดี. ข้อต่อไป ข้อที่ ๖ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ตถตา แปลว่า ความเป็นอย่างนั้นเอง. มันเป็นอย่างนั้นเองตามธรรมชาติ, มันเป็นอย่างนั้นเอง, เรามันโง่ ไม่มองเห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง. เมื่อน่ารักก็รัก, เมื่อน่าเกลียดก็เกลียด, เมื่อน่าโกรธก็ โกรธ; เราก็ไปยินดีในบางอย่าง, ไปยินร้ายในบางอย่าง, ไม่ มองเห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง. นี่คือสิ่งที่ เรามองข้าม ความที่ มันเป็นอย่างนั้นเองตามกฎของธรรมชาติ นั่นแหละ เรามอง ข้าม : เห็นส่วนหนึ่งเป็นเรื่องดี, เห็นส่วนหนึ่งเป็นเรื่องชั่ว, เรา ก็ต้องหัวเราะบ้าง ร้องไห้บ้าง สลับกันไป; เดี๋ยวยินดี เดี๋ยว ยินร้าย เหมือนกับคนในโลกปัจจุบันนี้เขาเป็นกันอยู่ ไม่เท่าไร ก็เป็นโรคประสาท ไม่เท่าไรก็บ้า ไม่เท่าไรก็ตาย.
น.15 ๙ ขอให้สนใจคำว่า ตถตา ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธ- ศาสนา, เป็นคำสรุปของ คำว่า ปฏิจจสมุปบาท, คืออะไร ๆ มัน เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ที่เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ; ออกมา ในรูปอย่างนี้ เรารักเราพอใจ, ออกมาในรูปอย่างอื่น เราเกลียด เราโกรธ เรากลัว; ถ้าอย่างนี้มันยังโง่อยู่. ถ้าเห็นว่ามันเป็น อย่างนั้นเอง แล้วก็เฉยได้ ปกติได้ อะไรควรจะทำก็ทำไป ให้มันสำเร็จประโยชน์ ไม่มามัวนั่งร้องไห้ หรือมานั่งหัวเราะ ชอบใจอยู่ ในบางสิ่งบางอย่าง. ขอให้จำไว้ให้ดีว่า อะไรเกิดขึ้น ก็ขอให้ถือว่า มันเป็น อย่างนั้นเอง : สอบไล่ตก มันก็อย่างนั้นเอง เพราะเหตุปัจจัยมัน เป็นอย่างนั้น เราไม่ต้องมานั่งร้องไห้อยู่ ; มาพยายามเรียนให้ดี กว่านั้น กว่าที่แล้วมา. สอบไล่ได้ก็ไม่ต้องดีใจโลดเต้น เต้นแร้ง เต้นกา มันจะเป็นคนบ้า ถือว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง. นี้เราต้องการความปกติของจิตใจ ซึ่งถูกต้องตามกฎ- เกณฑ์ของธรรมชาติ: ไม่ขึ้นๆ ลง ๆ ไม่ฟู ๆ แฟบๆ, ไม่ให้ เรื่องในโลกนี้มันเชิดเรา ให้เป็นอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้, เดี๋ยวฟู เดี๋ยวแฟบ เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวหัวเราะ. นี่เรียกว่า ตถตา หรือ ตถาตา, ผู้ใดถึงตถตา คือรู้ความ จริง ชนิดนี้โดยเด็ดขาดไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว ผู้นั้นเรียกว่าตถาคต พระตถาคต คือผู้ที่ถึงตถาตาถึงที่สุด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร อีก หมายความว่าไม่ยินดียินร้ายในอะไรได้อีกต่อไป.
น.16 ๑๐ นี้ข้อต่อไป ข้อที่ ๗ คือ ธรรมะนั่นแหละคือ พระเจ้า เราจะมีพระเจ้ากันหรือไม่มีพระเจ้ากันดี ? ที่แท้นั้นมี พระเจ้า ไม่ว่าคนชาติไหน ภาษาไหน ศาสนาไหน ล้วนต้อง ยอมรับว่า มีสิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งมีอำนาจบังคับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้ เป็นไป : จะสร้างโลกให้โลกเกิดขึ้นก็ได้, ให้โลกอยู่ในระเบียบ อย่างนี้ก็ได้, หรือว่าให้โลกดับลงก็ได้. สิ่งนั้น พวกอื่น เขาเรียก กันว่า พระเจ้า มีลักษณะเป็นบุคคล, มีความรู้สึกอย่างบุคคล แต่ ในพระพุทธศาสนา เราไม่มีพระเจ้าอย่างบุคคล แต่ มีพระเจ้า อย่างพระธรรม คือกฎของธรรมชาติ นั่นเอง เรียกว่าพระเจ้า. กฎของธรรมชาติบังคับ ให้โลกนี้เกิดขึ้น, บังคับให้ โลกนี้ตั้งอยู่, บังคับให้โลกนี้เป็นไป; บังคับให้สิ่งต่างๆ เป็นไป สิงอยู่ในเรา, คือบังคับให้ร่างกายนี้เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ อย่างน่าอัศจรรย์ลึกซึ้งถึงที่สุด เหลือที่จะเอามาพูดได้. นี้ เรามีพระเจ้า มีพระธรรม นั่นแหละเป็นพระเจ้า ฉะนั้น เรา อย่าไปยกตนข่มผู้อื่น ว่า แกมันโง่มีพระเจ้า พวกเรา เป็นชาวพุทธ ฉลาดไม่มีพระเจ้า; นั่นแหละ จะโง่เอง. ขอให้ มองเห็นให้ชัดว่า กฎของธรรมชาติ เราเรียกว่าพระธรรม, พระ ธรรมเป็นพระเจ้า. เราก็มีพระเจ้า แล้วเราก็จะเข้ากันได้กับ ทุกคนในโลกที่เขามีพระเจ้า.
น.17 ๑๑ คนที่ไม่มีพระเจ้าไม่ถือพระเจ้านั่นแหละ เป็นคน อันตราย เป็นมนุษย์อันตราย จะเบียดเบียนผู้อื่นเมื่อไรก็ได้ ; เพราะมันไม่มีหลักมีเกณฑ์ คือไม่มีกฎของธรรมชาติ หรือไม่ มีกฎของพระเจ้าเป็นเครื่องยึดถือ. ฉะนั้น เราอย่ามองข้ามพระเจ้า: เรามองเห็นพระเจ้า, แล้วเราเคารพพระเจ้า, เราทำให้ถูกใจพระเจ้า คืออย่าให้เกิดเป็น ความทุกข์โทษขึ้นมา โดยทะเลาะกันกับกฎของธรรมชาติ. เรา เอาชนะกฎของธรรมชาติให้ได้แล้ว เราก็จะมีพระเจ้าที่อำนวย ความสุข. ข้อถัดไป ข้อที่ ๘ หลักพื้นฐานทางศาสนาและศีลธรรม ว่า เราจะต้องมีหลักที่เป็นพื้นฐาน สำหรับประพฤติ ปฏิบัติ ทั้งทางศาสนาและศีลธรรม. ข้อนี้ระบุไปยัง เคารพตัวเอง, ความเชื่อตัวเอง, และการบังคับตัวเอง. โดย เฉพาะนักเรียนทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ อาตมาขอร้องว่า ช่วยจำคำ ๓ คำ นี้ไว้ให้ดี ว่าเคารพตัวเอง แล้วก็เชื่อตัวเอง แล้วก็บังคับ ตัวเอง. เคารพตัวเอง คือเคารพว่าเราเป็นมนุษย์ ; เราอย่าให้มี อะไรเลวกว่าความเป็นมนุษย์ คือเป็นมนุษย์ให้ได้ อย่าให้สูญเสีย ความเป็นมนุษย์ นี้เรียกว่าเคารพตัวเอง.
น.18 ๑๒ แล้วก็มีความเชื่อตัวเอง คือเชื่อว่า เราสามารถสร้างสิ่ง ที่เราปรารถนาได้ โดยเฉพาะก็คือ เราสามารถศึกษาและปฏิบัติ ธรรมะได้ หรือว่าอะไร ๆ ที่มนุษย์ควรจะศึกษาและปฏิบัตินั้น เราเชื่อตัวเองว่า เราทำได้. ทีนี้อีกขั้นหนึ่ง ก็คือ. บังคับตัวเอง อย่าปล่อยให้มันเป็น ไปตามอำนาจของกิเลส; แต่บังคับไว้ให้อยู่ในร่องรอยของพระ- ธรรม. ความเหลวไหลเกิดขึ้นแก่คนผู้ใดก็ตามในโลกนี้ เพราะว่า เขาไม่บังคับตัวเอง เขาอยากจะทำชั่วทำเลวอย่างไรเขาก็ทำ. เขา ไม่บังคับตัวเอง เขาจึงเป็นคนที่หมดความเป็นมนุษย์ ไม่มีอะไร ดีเหลืออยู่ เพราะว่าเขาไม่บังคับตัวเอง : แม้แต่ไม่กินเหล้า เขา ก็ยังทำไม่ได้, แม้แต่ไม่สูบบุหรี่เขาก็ทำไม่ได้ ไม่สุรุ่ยสุร่าย ด้วยอบายมุขต่างๆ เขาก็ทำไม่ได้, นี้เขาไม่บังคับตัวเอง แล้วเขาก็โทษว่ารัฐบาลให้เงินเดือนน้อยไป ไม่พอใช้. เขาไม่ มองดูที่ความโง่ของตัวเอง ที่ไม่บังคับตัวเอง ; บังคับตัวเอง สองสามเรื่องเท่านั้น เงินเดือนจะพอใช้ อย่างนี้เป็นต้น. ลูกเด็ก ๆ เหล่านี้ ถ้าบังคับตัวเองได้ จะสอบไล่ได้ทุกที ไม่มี ตก. นี่มันไปเหลวไหลในเรื่องการเรียน ปล่อยให้ตกเป็น ทาสของกิเลส เหลวไหลในการเรียน ใช้เงินเปลือง เป็นเจ้าชู้ ตั้งแต่เล็ก ; ขออภัยพูดคำหยาบคาย. นี่คือการไม่บังคับ ตัวเอง มันก็ล้มละลายไม่มีอะไรเหลือ.
น.19 ๑๓ ขอให้ช่วยจำคำว่า เคารพตัวเอง เชื่อตัวเอง บังคับตัวเอง ซึ่งฝรั่งนี่เขาเคยเอาคุณธรรม ๓ อย่างนี้ มาอวดอย่างยิ่ง เมื่อหลาย สิบปีมาแล้ว ฝรั่งเข้ามาในประเทศไทย เขาจะอวดคุณสมบัติเหล่านี้ ว่าฝรั่งนั้นเขาดีที่ตรง เคารพตัวเอง เชื่อตัวเอง บังคับตัวเอง เหนือคนไทย. ที่จริง ทั้งสามคำนี้ เป็นหลักในพระพุทธศาสนา, เป็นมรดกดั้งเดิมของพุทธบริษัทไทย. แต่ว่าเดี๋ยวนี้ ฝรั่งเองก็ไม่มีเคารพตัวเอง เชื่อตัวเอง บังคับตัวเอง เหมือนฝรั่งสมัยโน้นเสียแล้ว ; นี่เราจะไปตามก้นฝรั่ง ชนิดนี้กันทำไมอีก. เราปลีกตัวมาถือตามหลักของบรรพบุรุษ ; มีพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดถือว่า เราจะเคารพตัวเอง ว่าเรา เป็นมนุษย์, เราเป็นพุทธบริษัท, เราจะต้องเป็นให้ได้, แล้วเรา ก็ต้องมีศรัทธา มีความ เชื่อตัวเอง ว่าเราจะต้องประพฤติปฏิบัติ ตามหลักพระศาสนานั้นได้, แล้วก็ บังคับได้จริงๆ มี สัจจะ ทะมะ ขันติ จาคะ บังคับได้. ทีนี้ เรามามองข้าม เราไม่เห็นว่า บังคับตัวเอง เคารพ ตัวเอง เชื่อตัวเองนี้ เป็นของสำคัญ; เราปล่อยให้มันลอยๆ ไป เป็นคำพูดเท่านั้น ไม่มาเป็นเรื่องจริง สำหรับประพฤติปฏิบัติ. ข้อถัดไป ข้อที่ ๙ ก็คือ ความกระหายต่อธรรม คือ ธัมมกามยตา. เรามองข้าม เราไม่ได้สร้างสมให้เกิดขึ้น ในนิสัย ไม่ได้อบรมให้ลูกเด็ก ๆ เขามีความกระหายต่อธรรม. เพราะว่าพ่อแม่ก็ไม่รู้ว่าธรรมะนั้นคืออะไร, แล้วเลยกระหายไม่ถูก.
น.20 ๑๔ ต้องรู้จักว่าธรรมะคืออะไร, แล้วก็กระหายอย่างยิ่งต่อธรรม นั้นเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ. เดี๋ยวนี้ เรามองข้าม เราไม่สนใจ เราไม่มีจิตใจที่กระหายต่อธรรม มันก็เลยไม่มีธรรม ไม่มีพระธรรม ทีนี้ จึงมาถึงข้อถัดไปว่า ข้อที่ ๑๐ ต้องมีพ่อแม่ ที่สมบูรณ์แบบ. ลูกจะกระหายต่อธรรมได้ ต้องมีพ่อแม่ที่ สมบูรณ์แบบ. เรามักจะไม่เห็นความสำคัญ ในการที่จะมีพ่อแม่ สมบูรณ์แบบ. พ่อแม่คลอดลูกออกมาแล้ว ก็เป็นพ่อแม่เอง อย่างไร ๆ ก็ได้เป็นพ่อแม่เอง ; แต่มันสมบูรณ์แบบหรือหาไม่ นี่ต้องไปคิดดู. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ หมายความว่า พ่อแม่ที่ทำให้ลูก เป็นลูกที่ดีมาตั้งแต่ในท้อง, คลอดออกมาก็แวดล้อมดี,โตขึ้นให้ การศึกษาดี, แต่งงานแล้วก็ยังคอยเป็นที่ปรึกษาที่ดี, จนกระทั่ง เน่าเข้าโลงไปด้วยกัน. เดี๋ยวนี้ พ่อแม่มีแต่จะไปประกอบอบายมุข คือ ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน คบคน- ชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน. พ่อแม่เป็นเสียอย่างนี้ แล้วมันจะเป็นพ่อแม่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร. เขาไม่รับผิดชอบ แม้ลูกที่เกิดมาว่าจ ะต้องปลอดภัย ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ทั้งทาง- วิญญาณ. เขาคิดว่าไปกินเหล้าเสียสักแก้วหนึ่ง ยังดีกว่ามานั่งเฝ้า
น.21 ๑๕ อบรมลูกจู้จี้พิรี้พิไร, คิดเสียอย่างนี้ ก็เลยไปซื้อเหล้ามานั่งกิน กันเป็นขวด ๆ แทนที่จะนั่งชี้แจงให้ลูกรู้ว่าอะไรเป็นอะไร. พ่อแม่ไม่สมบูรณ์แบบ พ่อแม่อย่างนี้ในทางบาลี เขาเรียกว่า มาตา สตฺตุ ปีตา เวรี - แม่นั่นแหละเป็นศัตรู พ่อนั่นแหละเป็นไพรี ; เพราะว่าเขาไม่เอาใจใส่ ในการที่จะดูแล ลูกให้มีธรรมะ หรือให้ปลอดภัย. มันเท่ากับว่าพ่อแม่นั่นแหละ ฆ่าลูกมาเสียแล้วตั้งแต่เล็กๆ, เขาเห็นแก่ขวดเหล้ายิ่งกว่าเห็น แก่ลูก, เขาไปทำอบายมุขได้ทุกอย่าง ไม่เป็นพ่อแม่ตามความ หมายของคำว่าพ่อแม่. นี่ครั้งสุดท้าย ได้บรรยายมาถึงที่นี้ ว่าเป็นสิ่งที่คนสมัยนี้ กำลังมองข้าม มองข้ามความเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ ไม่อดกลั้น อดทน เพื่อทำตนให้เป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ เพราะว่าเขารัก ขวดเหล้ามากกว่าลูกนั่นเอง. [เริ่มบรรยายครั้งนี้.] เอ้า, ที่นี้ก็จะพูดต่อไปถึง สิ่งสำคัญที่พากันมองข้าม ที่เรียกว่า ความรักดี. ความรักดี น่าจะฟังถูกกันโดยมากแล้ว ว่า หมายถึงอะไร เราจะได้ยินพ่อแม่คนแก่บางคนดูเด็กว่า แกมันไม่ รักดี. นี้ถือกันว่า พ่อแม่ผู้กล่าวนั้นก็รู้ว่า ความรักดีนั้นคืออะไร; ลูกเด็ก ๆ ที่ถูกดูนั้น ก็รู้ว่าความรักดีนั้นคืออะไร. ฉะนั้นขอให้ถือ เอาคำนี้ เป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้วนี้มาพูดกันใหม่ว่าเรากำลังมองข้าม
น.22 ๑๖ คือ เราไม่สร้างความรักดีนี้ให้เกิดขึ้นในสันดาน, ไม่สร้างความ รักดีให้เกิดขึ้นในสันดาน นี้มันยาก เรื่องนี้มันยาก. อาตมาก็จะ ขอโอกาสพูดไปตามที่เห็นว่าควรจะพูด. .... .... .... ทุกคนขาดความรักดี. เดี๋ยวนี้ เราขาดความรักดี ลูกเด็ก ๆ หญิงชายเหล่านี้, แล้วไม่ยกเว้นแม้แต่ภิกษุสามเณร พระเจ้า พระสงฆ์, อุบาสก อุบาสิกา มันก็หาความรักดีไม่ค่อยจะได้. ทำไมมันไม่ค่อยจะ ได้ ? ก็เพราะไม่รู้ที่ว่าดีดีนั้นมันคืออะไร. มักจะดูถูกเสียว่า ที่เรารู้สึกนั้นก็พอแล้ว, เรารู้สึกอยากได้อะไร นั่นก็เรียกว่าเป็น ของดี ; อย่างนี้มันไม่พอมันต้องดีจริง. คำว่า ความรักดีนี้ ต้องหมายถึงดีจริง ที่จะเป็น ประโยชน์หรือเป็นที่พึ่งแก่ตนได้ ; ตามความจริงนั้นมันไม่มีอะไร มากไปกว่านี้ อยากจะบอกว่ามันไม่มีอะไรมากกว่านี้ ไม่มีอะไร มากไปกว่าความรักดี. ขอให้มีความรักดีที่ถูกต้องและสมบูรณ์เถิด เรื่องมันจะพอ. ความรักดี นี่แหละมัน เป็นปัจจัยอันสูงสุด เกี่ยว- กับสันติภาพของมนุษย์ ถ้ามนุษย์รักดี แล้วก็จะหมดปัญหา. ตามพระบาลี พระพุทธภาษิตนั้น พระพุทธองค์ทรง ออกบวช เพื่อแสวงหาว่า อะไรเป็นความดี ? ฟังแล้วมันก็
น.23 ๑๗ น่าหัวอยู่ พระพุทธเจ้าออกผนวช ทรงเล่าเรื่องของพระองค์เองว่า ออกผนวชไปแสวงหาอยู่ว่า อะไรคือความดี, แสวงหาอยู่ว่า อะไรเป็นกุศล. กุศล ในที่นี้แปลว่า ความดี ในอรรถกถากล่าวคลุม เคลือมาก ไม่ชัดเหมือนในพระบาลี ที่กล่าวเจาะจงลงไปว่า พระพุทธเจ้าท่าน เสด็จออกผนวชแสวงหาอยู่ว่า อะไรเป็นกุศล. อยู่ในรั้วในวัง เป็นพระราชามหากษัตริย์ มันก็มีทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง มีเรื่องกินเรื่องกามเรื่องเกียรติอันสมบูรณ์. ทำไมพระองค์จึงยังต้องออกไปผนวช เพื่อแสวงหาว่า อะไร เป็นความดี ? ถ้าว่าเรื่องเหล่านั้นมันเป็นดีอยู่ในบ้านในเมืองใน ปราสาทราชฐานแล้ว ก็ไม่ต้องออกผนวชไปหาความดี. ฉะนั้น การที่เสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาความดี นี่ก็แปลว่าสิ่งที่มีอยู่ใน บ้านในเมืองในพระราชวังนั้น มันยังไม่ใช่ความดี. เรานี่แหละจะไปหลง ว่า เท่าที่มีอยู่นั้นเป็นความดี ; เพราะว่าเราอุตส่าห์เรียน เพื่อจะให้มีการประกอบอาชีพ มีเงิน มีเงินเดือนมาก มีอิทธิพลมาก แสวงหาทรัพย์ได้มาก แล้วก็เป็น อยู่อย่างสุดเหวี่ยง เกี่ยวกับเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ มันมา ดีอยู่ที่ตรงนี้. ท่านผู้ใดบูชาเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ว่าเป็น ความดีก็ควรจะคิดดูเสียใหม่ ว่ามันเป็นความดีจริงหรือไม่ ? โดย เฉพาะนักเรียนทั้งหลาย เธอทั้งหลาย ก็คงมีความหมายมั่นที่จะทำ
น.24 ๑๘ ความดี, หมายมั่นที่จะได้รับผลของความดี. แต่ขอให้สนใจให้จริง ให้จัง ให้รู้จัก ความดีที่แท้จริง, แล้วได้ความดีนั้นมา ในฐานะ เป็นความดีที่แท้จริง คือไม่สร้างปัญหาอะไรขึ้นอีกต่อไป. คนมีเงินก็หลงใหล แล้วก็ ทำบาปเพราะเงิน, รวยแล้ว ก็ยังคอร์รัปชัน เพื่อให้รวยยิ่ง ๆ ขึ้นไป; เพราะมันไม่รู้ว่าจะดีที่ ตรงไหน ; ก็จะเอาดีแต่เรื่องมีเงินมาก, มีปัจจัยแห่งกามารมณ์มาก เท่านั้นเอง. มันดีอยู่ที่ตรงนั้น ก็เลยเลวตั้งแต่ต้น จนตลอดสาย เพราะจิตใจมันต่ำทราม ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน. เพราะว่าสัตว์ เดรัจฉานก็ไม่บ้ากามารมณ์มากเหมือนคนชนิดนี้. คนชนิดนี้ มันจึงเลวกว่าสัตว์เดรัจฉาน; มันจึงคอร์รัปชั่นได้ไม่เลือกหน้า ไม่เลือกสถานที่ ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกกาลอะไรหมด. ความรักดีต้องนำสันติสุขมาให้. ฉะนั้นเราจะต้องรู้ว่า ความดีที่เราจะรักนั้น คืออะไร ? ถ้ากล่าวล่วงหน้าโดยสรุป มันก็ หมายถึงสิ่งที่จะนำมา ซึ่งความ สงบสุขหรือสันติภาพ ทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้อื่น. ที่ได้เงินได้ของ มาสำหรับเห็นแก่ตัวยิ่ง ๆ ขึ้นไป คดโกงไม่มีที่สิ้นสุด นี้มันจะ เรียกว่าดีที่ตรงไหน ? เดี๋ยวนี้ในโลกนี้ ก็เอาอย่างกันแต่ในทาง
น.25 ๑๙ อย่างนี้เสียหมดแล้ว, คือดีที่ได้ตามที่ตัวต้องการ, แล้วมันก็เป็น อันตรายแก่ผู้อื่นมากขึ้น. การศึกษาแบบหมาหางด้วนนั้น ยังไม่ทำให้ดีได้ ; คือเรียนหนังสือ รู้หนังสือดี นี้มันก็ดี สำหรับรู้หนังสือ สำหรับ ฉลาด เท่านั้น. ทีนี้ก็ เรียนอาชีพ ก็ใช้ความฉลาดประกอบอาชีพ ; มันก็ได้เงินมาก ได้ปัจจัยเครื่องสนองความต้องการมาก, ก็ว่าดี มันก็ดีเท่านี้. ไม่มีธรรมะสำหรับว่าจะดีให้ถูกต้อง ตามที่มันควร จะดี, หรือดีโดยรู้จักผิดชอบชั่วดี, หรือว่าดีโดยมีธรรมะ มีศาสนา เป็นหลัก อย่างนี้มันไม่รู้. เขาก็เลยดีเอาตามที่ความรู้สึกของตัว จะต้องการ มันก็ไม่ดีไปกว่าสัตว์เดรัจฉาน. ถ้าอย่างนั้น ต้องรู้ เสียก่อนว่า ที่เราต้องการนั้น มันผิดหรือมันถูก มันชั่วหรือ มันดี ให้คุณหรือให้โทษ อย่างไรกันเสียก่อน. พึงรู้จักความดีสามชั้น. ทีนี้ก็อยากจะกล่าวพอเป็นแนว สำหรับศึกษาและสังเกต ว่าที่เรียกว่าดีหรือความดีนี้ ขอจำแนกออกเป็น ๓ ชนิด หรือ ๓ ชั้นด้วยกัน : ชั้นแรก ความดีตามความรู้สึกตามสัญชาตญาณ. ชั้นที่ ๒ ความดีตามความรู้สึกของกิเลส. ชั้นที่ ๓ ความดี ตามความรู้สึกของโพธิปัญญา. ความดีตามความรู้สึกของสัญชาตญาณ มันก็ไม่มีอะไร คือไม่มีสติปัญญา แล้วกิเลสก็ยังไม่มากมายอะไร ; เหมือน
น.26 ๒๐ อย่างว่า สัตว์เดรัจฉานไม่มีกิเลสมากมายอะไร ไม่มีปัญหาอะไร. ฉะนั้น ดีของเขาก็คือได้กิน ได้ปลอดภัย มีเท่านี้เอง. ถ้าจะ พูดกันแต่มนุษย์ ก็จะเล็งถึงมนุษย์ที่ยังอยู่ในท้องแม่ หรือมนุษย์ที่ เพิ่งคลอดออกมาใหม่ ๆ เด็กทารกเพิ่งคลอดออกมาใหม่ ๆ รู้สึกดี ก็คือสบาย ; เพราะว่าไม่รู้สึกหิว ไม่รู้สึกลำบาก ไม่รู้สึกเจ็บ ปวด ; อย่างนี้เขาเรียกว่า ดีตามสัญชาตญาณ. ทีนี้ต่อมามนุษย์ลูกมนุษย์นี้มันค่อย เติบโตขึ้น จนรู้จัก ยึดมั่นถือมั่น รู้จักกิเลสรู้จักความโลภ ความโกรธ ความหลง รู้จักมีตัณหา อุปาทาน เขาก็เลื่อนขึ้นมา, เลื่อนขึ้นมา เป็นความดี ตามความรู้สึกของกิเลส : ความโลภต้องการอย่างไร, โทสะ ต้องการอย่างไร, โมหะต้องการอย่างไร, เขาก็มีความดีอย่างนั้น. เรียกว่า ดีตามความรู้สึกของกิเลส, ก็เรียกว่า แล้วแต่กิเลสจะต้อง การ. ถ้าได้ตามกิเลสต้องการแล้วก็เรียกว่าดี; นี้แหละ คือ สิ่งที่เรียกว่าดีของคนสมัยปัจจุบันนี้ ที่เขา ถือศาสนาว่าได้แล้ว เป็นดี, ถือศาสนาว่าได้แล้วเป็นดี. คนแต่ก่อนเขาต้องได้อย่าง ถูกต้อง ได้อย่างมีศีลธรรม จึงจะเรียกว่าดี. คนเดี๋ยวนี้ ถ้าได้ตาม กิเลสแล้วก็เรียกว่าดี; จะทั้งโลกถือศาสนาว่า "ได้แล้วเป็นดี", ไม่ต้องรู้เรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องผิดเรื่องถูกอะไรกัน. นี้ดีตาม ความรู้สึกของกิเลส เป็นอย่างนี้.
น.27 ๒๑ ทีนี้ ดีตามความรู้สึกของโพธิปัญญา . โพธิ ก็แปลว่า ความรู้ ปัญญา ก็แปลว่า ความรอบรู้ของมนุษย์ ที่เป็นไป ตามอำนาจของสิ่งที่เรียกโพธิ คือปัญญาที่ถูกต้อง ; นี้มัน อีกอย่างหนึ่ง. ถ้าเอา ดีตามความรู้สึกของโพธิปัญญาแล้ว มัน จะไม่มีชั่วแทรกแซง เข้ามาได้เลย, มันไม่เป็นไปตามอำนาจของ กิเลสเลย, มันเป็นไปตามอำนาจของปัญญาที่แท้จริง. เราอุตส่าห์สะสมสิ่งที่เรียกว่าโพธิ คือความรู้ที่ถูกต้อง ที่ดูแล้วจะเห็นได้ว่า เป็นพืชพันธุ์ที่ธรรมชาติสร้างให้มา ให้เรา รู้จักเลือก ให้เรารู้จักแยกออกว่าอะไรเป็นอะไร, รู้สึกว่าอย่างนี้ มันไม่ทำอันตรายใคร, มันเป็นประโยชน์แก่ทุกคน แล้วก็ยึดถือ ความรู้อันนี้. ถ้ามีปัญญาก็อาศัยความรู้ที่เรียกว่าโพธินี้ เราก็ ได้ความดีที่ถูก ที่จริง ที่แท้ ที่ควรปรารถนา. ฉะนั้น ขอให้จดจำไว้ ให้ดี ๆ ว่า ความดีตามความรู้สึก ของสัญชาตญาณ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็ทำเป็น นี้มันก็อย่าง หนึ่ง. ทีนี้ ความดีตามความรู้สึกของกิเลส ของมนุษย์ นี้มัน ก็อย่างหนึ่ง. ความดีตามความรู้สึกของโพธิปัญญา นี้มันก็ อีกอย่างหนึ่ง. เพราะอำนาจความรู้สึกของโพธิปัญญานี่แหละ ที่ทำให้ พระพุทธเจ้าต้องออกผนวชไปจากราชสมบัติ แล้วก็ไปเที่ยว แสวงหาอยู่ว่า อะไรเป็นความดี คือยังไม่ได้พบความดีตามความ
น.28 ๒๒ รู้สึกของโพธิปัญญา; มีแต่ความดีตามแบบชาวบ้าน : เรื่อง สวยเรื่องงามเรื่องกินเรื่องเกียรติ เรื่องอำนาจวาสนานั้น พระองค์ ยังไม่เห็นว่าดี ; หรือรู้สึกว่าดี ก็ดีแบบชาวบ้าน, คือดีตามความ รู้สึกของกิเลส. พระองค์ไม่พอพระทัยเพียงเท่านี้ จึงได้ออก ผนวช. เพื่อ แสวงหาว่าอะไรเป็นความดี ก็หมายถึงดีต่อไปตาม แบบของโพธิปัญญา. ทีนี้เราอยู่ในโลกนี้ เราก็มีอิสสระที่จะคิด จะนึก จะ ศึกษา ก็ให้ถือเอาเป็นโอกาส สำหรับจะคิดจะนึกจะศึกษาให้มัน ถูกต้อง. เมื่อยังขาดโพธิปัญญา ก็ยากที่จะรู้ว่า อะไรเป็นความดี อันแท้จริง, เมื่อยังขาดโพธิปัญญา ย่อมเป็นการยากที่จะรู้ว่า อะไร เป็นความดีอันแท้จริง มันไปดีตามแบบของกิเลส หรือมันไปดี ตามแบบของสัญชาตญาณเสียหมด ขอให้เปรียบเทียบกัน พิจารณาดูความดีของแต่ละขนาด. แม้แต่ในหมู่ปุถุชนนี้นะ ก็ลองคิดดูเถิดว่าเด็กในครรภ์ ที่ยังไม่ลืมตา อยู่ในครรภ์ รู้สึกดีที่ว่า ไม่รู้สึกเจ็บปวด ไม่รู้สึกหิว มันก็ไม่ดิ้น มันก็มีเพียงเท่านั้น. ทีนี้เด็กคลอดออกมา เป็นเด็กเล็กๆ มันก็ดีที่ได้กินได้ เล่น ได้มีของสวยงามมันก็ดี.
น.29 ๒๓ ทีนี้มาถึงวัยหนุ่มวัยสาว มันก็มักจะหลงไปในทางเรื่องของ คนหนุ่มสาว ได้เหตุปัจจัยที่กระตุ้นความรู้สึกของหนุ่มสาว แล้ว ก็ว่าดี แล้วไปดูเอาเองว่า มันถูกต้องหรือยังมันเพียงพอหรือยัง ? ทีนี้ต่อมาก็เป็น ผู้ใหญ่ เป็นบิดามารดา อะไรดี ก็ดีไป ตามแบบของบิดามารดา ซึ่งคนวัยรุ่นไม่ค่อยจะเห็นด้วย ; รู้ได้ ง่าย ๆ ที่ว่า คนวัยรุ่นจะดื้อบิดามารดากันตอนนี้เอง เพราะเห็นว่า ที่ว่าดี ๆ นั้นมันไม่ตรงกัน. ฉะนั้น ขอให้ คนวัยรุ่นทั้งหลายอย่าเอาตามกิเลสของ ตน, อย่าเอาตามความรู้สึกของตน, ให้เหลือไว้สำหรับไปพิจารณา ถึงความรู้สึกของบิดามารดากันบ้าง. ในที่สุดก็ไปถึงเรื่องของ คนเฒ่าคนแก่ เขาก็มีความ ดีไปอีกแบบหนึ่ง ตามความรู้สึกของคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งจะเป็นไป ในทางความพักผ่อนเพื่อความสงบ เสียโดยมาก ; นี่มันดีต่างกันอย่างนี้. สรุปว่า ดีอย่างมนุษย์ ดีอย่างเทวดา ดีอย่างพระ อริยเจ้า. คงจะจำง่าย พอที่จะจำได้ง่าย ๆ ว่า ดีอย่างมนุษย์, แล้วก็ดีอย่างเทวดา, แล้วก็ดีอย่างพระอริยเจ้า. ดีอย่างมนุษย์นี้ เป็นความดีที่ต้องอาบเหงื่อ, ต้อง ลงทุนด้วยความเหน็ดเหนื่อยอาบเหงื่อ แล้วมันก็ดีอย่างมนุษย์. ถ้า ดีอย่างเทวดา คือพวกที่ไม่รู้จักเหงื่อ ไม่ต้องมีเหงื่อ ; มีบุญ
น.30 ๒๔ มีวาสนา มีความร่ำรวย ไม่ต้องรู้จักเหงื่อ; นี่ก็มีดีอีกแบบหนึ่ง. ทีนี้ ดีอย่างพระอริยเจ้า นี้ เหนือไปอีก เหนือเหงื่อหรือเหนือไม่ รู้จักเหงื่อไปอีก. พูดกันให้เข้าใจก็ว่า มนุษย์ ต้องดี อย่างมีเหงื่อ : ทำไร่ทำนาอยู่อย่างเหงื่อไหลไคลย้อย กลางแดดกลางฝนกลางลม นี้ก็ต้องพอใจ; มันเป็นความดีตามแบบนั้น แล้วเขาก็มี ความสุข. คนรุ่นปู่ย่าตายาย เขาดีกว่าเรามาก เพราะว่าเขา หาความพอใจได้ในเหงื่อ จากเหงื่อ เขาเป็นสุขอยู่เมื่ออาบเหงื่อ; นี่เขาเก่งกว่าเรา. ลูกหลานสมัยนี้ มันเกลียดเหงื่อ. เหงื่อนั้นมันก็ดี เพราะไม่นำให้ทำชั่ว. เมื่อไม่ทำ อะไรได้มากกว่านั้น คนก็สมัครทำเท่านั้น; แม้ว่ามันจะต้อง ออกเหงื่อ ก็ยังเป็นเหงื่อที่บริสุทธิ์, เป็นเหงื่อที่สร้างความดี. คนมีความสุข จากความมีเหงื่อก็ยังได้; แล้วส่วนใหญ่มันก็ จะต้องเป็นอย่างนี้ เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติ. ธรรมชาติของ สัตว์ทั้งหลาย ต้องบริจาคเหงื่อ เพื่อจะสร้างประโยชน์ขึ้นมา. เราได้ทำประโยชน์ ได้ประพฤติประโยชน์ ได้ทำหน้าที่แล้วก็ ควรจะพอใจ. เราไม่ลักขโมย ใครที่ไหน เราถือหลักว่า เป็น ขอทานก็ยังดีกว่าเป็นขโมย. ถ้าเราทำงานไม่ได้ เราเป็น ขอทานดีกว่าไปเป็นขโมย ; เรายังถือหลักอย่างมนุษย์ มีความดี อย่างมนุษย์.
น.31 ๒๕ ทีนี้ ดีอย่างเทวดา สูงขึ้นไป เพราะได้ทำความดีอย่าง มนุษย์ไว้มาก แล้วมันก็เลื่อนชั้นขึ้นไป เสวยผลของความดีอย่าง เทวดา; มันก็ไม่ต้องรู้จักเหงื่อ, มันก็สบายมากขึ้นไปอีก. สนุก สนานเพลิดเพลินยิ่งขึ้นไปอีก. แต่แล้วอย่าลืมว่า มันจะโง่มาก ขึ้นไปอีกก็ได้ พวกเทวดาที่หลงใหลในความสุขนั้น ไม่ได้เป็น คนฉลาด ถ้าฉลาดมันไม่หลงใหล ถ้าหลงใหลมันก็โง่. เรื่องของเทวดานี้ เขาจะวางหลักเกณฑ์ ในรูปแบบ ของคำพูดซ่อนความหมายไว้ ว่า เทวดานี้โกรธไม่ได้; พอโกรธ ต้องหมดความเป็นเทวดา. เทวดานี้ หิวไม่ได้; ถ้าหิวก็ต้อง หมดความเป็นเทวดา. ถ้า หิวเกิดความเป็นเปรต ขึ้นมา, ถ้า โกรธเกิดความเป็นยักษ์เป็นมาร ขึ้นมา, มันหมดความเป็นเทวดา. ฉะนั้น เทวดาต้องรู้จักประคองจิตใจให้ปรกติ ให้มีบุญกุศล, แล้วพอใจอยู่ในบุญกุศล, แล้วร่าเริงหลงใหลอยู่ในบุญกุศล. อย่า ให้มันเผลออย่าให้มันพลาด ออกไปนอกแนวของกุศล. นี่ เทวดาก็มีความดี ชนิดที่ไม่มีเหงื่อ ไม่รู้จักเหงื่อ. เอาละ, เป็นอันว่า ใครอยากเป็นเทวดาก็ได้. พยายาม สะสมความดีให้ยิ่งไปกว่าความดีอย่างมนุษย์ อย่าไปทำชั่ว อย่าไป ทำบาป อย่าตกนรก. ทีนี้ ดีอย่างพระอริยเจ้า ท่านเห็นว่า เหงื่อหรือไม่เหงื่อ นั้นมันอย่างนั้นเอง. เราจะมีจิตใจอยู่เหนือนั่นขึ้นไปอีก; เหงื่อ มันก็เท่านั้นแหละ, ไม่เหงื่อมันก็เท่านั้นแหละ. สนุกสนาน
น.32 ๒๖ เอร็ดอร่อยสรวลเสเฮฮา มันก็เท่านั้นแหละ, หรือว่าทุกข์ยากลำบากบ้าง เจ็บป่วยบ้าง มันก็เท่านั้นแหละ. ฉะนั้น ท่านจึงไม่ให้ความหมายอะไรแก่คำว่า มีเหงื่อหรือว่าไม่มีเหงื่อ ; นี่เรียกว่าดีอย่างพระอริยเจ้า นับตั้งแต่พระโสดาบัน สกิทาคามี อะไรขึ้นไปจนถึงพระพุทธเจ้าเอง. นี่พระพุทธเจ้าท่านไปค้นหาความดีที่เหนือเหงื่อหรือไม่เหงื่อ ; ท่านจึงไปพบ, ท่านจึงเป็นพระพุทธเจ้า. พิจารณาตนเองว่าสมควรทำดีระดับใด. นี้เราพิจารณาดูเถิดว่า มัน มีความดีอยู่อย่างนี้ เราจะเอาอย่างไหน ? เราจะไม่ทรมานตนให้เกินกว่าเหตุ ; เราควรจะพอใจในระดับไหน เราก็ควรจะพอใจอย่างนั้น. ถ้าเรามันเหมาะสมที่จะเป็นชาวนา ก็อย่าบ้าไปเรียนมหาวิทยาลัยให้มันยากเลย ; พอใจที่จะเป็นชาวนา มันก็ยังดีได้ มีความสุขได้ แม้ว่ามันต้องอาศัยเหงื่อ. ถ้าเรา ทำผิด จากนี้ เราจะลำบาก แล้วเรา ก็จะไม่ประสบความสำเร็จด้วย จะมีความทุกข์ด้วย ; เพราะว่ามันไม่ตรงกันกับเรื่อง มันไม่ถูกฝาถูกตัว ไม่ถูกกับเหตุปัจจัยที่เรียกว่า บุญธรรมกรรมแต่งอะไร. ถ้าบุญยังน้อย เราก็ต้องแสวงหาเหตุปัจจัยบำเพ็ญบุญกุศลให้มันมากเข้า, แล้วความดีหรือความสุขนั้น มันก็จะค่อยๆ เลื่อนชั้นของมันขึ้นไปตามลำดับ.
น.33 ๒๗ ขอให้เรา รู้จักความดีให้ถูกต้อง, และรู้จักความดี ในระดับสูงสุด ; แล้วคำว่า "รักดี" ของเรานั้น ก็ จะเกิดขึ้นมาอย่างถูกต้อง คือเราจะรักดีอย่างถูกต้อง ที่พอดีกับสถานะสภาวะของเรานี้อย่างหนึ่ง. เราจะไม่ผัดเพี้ยน จะไม่ปฏิเสธความดี ที่พอเหมาะพอสมกันกับเรา. ทีนี้ถ้าเรารู้ว่าความดีสูงสุด คืออะไร เราก็ยังจะมุ่งมั่นไป. เพื่อถึงความดีอันสูงสุดอย่างนั้นได้ ; พ้นจากความดีอย่างมนุษย์ ไปถึงความดีอย่างเทวดา, พ้นจากความดีอย่างเทวดา ไปถึงความดีอย่างพระอริยเจ้า, ไม่มีใครหวงกรรมสิทธิ์. ทุกคนมีอิสระมีเสรีภาพ ที่จะประพฤติปฏิบัติเป็นของตนเอง เพื่อเลื่อนชั้นความดีของตนเองนี้ ให้สูงขึ้นไป ให้สูงขึ้นไป จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งความดี. ที่สุดแห่งความดี นี้มันเป็นความดี แบบของพระอริยเจ้า ท่านไม่ยึดมั่นในความดี ; ความดีอย่างชาวบ้าน ไม่มีความหมายสำหรับท่าน ความดีที่เหนือความดีอย่างชาวบ้านนี้ เราเรียกว่า ความดีอย่างเหนือโลก, หรือเป็นโลกฺตตระไปอีกชั้นหนึ่ง มันมีจิตใจพิเศษ เป็นจิตใจที่ไม่รู้จักความทุกข์ความร้อนอีกต่อไป. อะไรจะเกิดขึ้น ก็ไม่มีปัญหา : ความเจ็บไข้จะมีมา ก็หัวเราะเยาะได้, ความตายจะมีมา ก็หัวเราะเยาะได้, อะไร ๆ จะเกิดขึ้น มันก็เห็นเป็นอย่างนั้นเอง เท่านั้นเอง. มันเห็นเสียในลักษณะที่ว่าไม่สร้างปัญหา มนุษย์มันไปสูงสุดกันอยู่ที่ตรงนั้น ไม่ต้องไปถามคอมพิวเตอร์,
น.34 ๒๘ มนุษย์ควรมีจิตใจเหนือความทุกข์. คิดเอาเองก็ได้ ว่า มนุษย์นี้มันไปสูงสุดอยู่ตรงที่ว่า มีจิต ใจอยู่เหนือปัญหาเหนือความทุกข์ โดยประการทั้งปวง ; ให้มัน รวย มันสวย มันอะไรก็ตาม มีกิน มีกาม มีเกียรติ อย่างยิ่งก็ ตาม ; แต่มันยังต้องนั่งร้องไห้บ้าง หัวเราะบ้าง เพราะความเปลี่ยน แปลงของทรัพย์สมบัติ หรือของสิ่งที่เขารักใคร่หวงแหน. อย่างนี้ มันเป็นเรื่องจมอยู่ในความโง่ จมอยู่ในความทุกข์; ไม่ใช่ที่สุด หรือว่าสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์. มนุษย์จะต้องไปให้ถึงจุดสูงสุด คืออยู่เหนือปัญหา เหนือความทุกข์, มีจิตใจที่ไม่หวั่นไหวในสิ่งใด ; อย่างนี้เขาเรียก ว่า เข้าถึงอมตธรรม, เข้าถึงอมฤตธรรม เข้าถึงความที่ไม่ตาย. ความตายไม่มีความหมายให้แก่บุคคลชนิดนี้ มันจึงรวมทั้งความเกิด ความแก่ ความเจ็บ อะไรทั้งหมดทั้งสิ้นด้วย มันไม่มีความหมาย แก่บุคคลชนิดนี้. นี่เรียกว่าเขาไปถึงที่สุดที่มนุษย์ควรไปถึงได้ แล้วก็ได้เข้าถึงภาวะแห่งจิตใจ ที่ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป, เรียก ว่าอยู่เหนือโลก เหนือทุกอย่าง, นี่เรียกว่ารู้จักดีถึงที่สุด. มันน่ากลัวไหม ? บางคนคิดว่าน่ากลัว ; เพราะเขากลัว ไปว่า ถ้าไปหวัง "ดี" อย่างนั้นแล้ว อยู่ที่นี่ไม่มีรสไม่มีชาติ ไม่ สนุกอะไรเลย. นี้คนเข้าใจผิด ไม่มองเห็นให้หมด ว่ามันไม่ขัด ขวางอะไรกัน. ถ้ายังชอบดีอย่างโลก ๆ อยู่ที่นี่มันก็ ดีได้; แต่ว่า
น.35 ๒๙ อย่าไปโง่ ไปหลงให้มันมากนัก. รู้แต่ว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง, มันเป็นเท่านั้นเอง. ความเอร็ดอร่อยในทางกามคุณ ก็รู้สึกว่า มันเป็น อย่างนั้นเอง, มันเป็นเท่านั้นเอง, มันเป็นสักว่าความรู้สึกของ อายตนะเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรดีไปกว่านั้น, มันเป็นเพียงความ รู้สึกเท่านั้นเอง. ถ้าใครมองเห็นข้อนี้แล้ว คนนั้นจะไม่ลุ่มหลง ในเรื่องสิ่งยั่วยวนทางกามคุณ หรือทางกามารมณ์. ถ้ามองไม่เห็น มันก็ลุ่มหลง เห็นเป็นของประเสริฐวิเศษสูงสุดของมนุษย์ ก็บูชา สิ่งนี้เป็นสิ่งสูงสุดของมนุษย์ เมื่อไม่ได้ก็ต้องฆ่าตัวตาย. ดูมันโง่ กี่มากน้อย ? ไม่ได้ของที่มันปรารถนาอย่างโง่ๆเขลา ๆ แล้วมันก็ ฆ่าตัวตาย ได้ฆ่าผู้หญิงตายแล้วก็ฆ่าตัวเองตาย ฆ่าเจ้าของบ้านตาย. ในหนังสือพิมพ์ก็มีอยู่บ่อยๆ เป็นครูด้วย ไปรักลูกสาว เจ้าของบ้าน ที่พลอยอาศัยอยู่. ลูกสาวเจ้าของบ้านเขาไม่รักด้วย, เท่าไร ๆ เขาก็ไม่รักด้วย แล้วยังมีเค้าว่าจะไปแต่งงานกับคนอื่น. ครูคนนั้นก็ยิงหญิงสาวคนนั้นตาย แล้วก็ยิงตัวเองตาย, แล้วก็ยิง เจ้าของบ้านตาย. นี้มันเป็นครู แล้วรู้อะไรกี่มากน้อย? ทำไมจะ ต้องทำอย่างนั้น บูชาอะไรมันจึงทำอย่างนั้น ? นี้ขอให้ลองคิด ดูว่า ความรู้จักว่าอะไรดี นี้สำคัญหรือไม่สำคัญ? แล้วความ รักดีอย่างถูกต้องนี้ มันสำคัญหรือไม่สำคัญ. ... ... ...
น.36 ๓๐ ปัจจัยที่จะให้รู้จักรักดี. ทำอย่างไรเด็กๆ จึงจะรู้จักรักดีอย่างถูกต้อง? ขอใช้คำ ว่า เด็ก ๆ เพราะว่าปัญหานี้มันเกิดแก่เด็กอ่อน ไม่ค่อยจะเกิดกับ คนแก่. ทำไมเด็ก ๆ จะมีความรู้จักดี แล้วก็รู้สึกรักดีอย่างถูก ต้อง ? ตอบอย่างที่เอาเปรียบหน่อยก็ว่า เขาต้องมีพ่อแม่ที่สมบูรณ์ แบบ. ถ้าเด็กคนไหนยังรักความดีไม่เป็น รักความดีไม่ถูกต้อง ; ขออภัยที่กล่าวว่า พ่อแม่ของเขาไม่สมบูรณ์แบบ. พ่อแม่ของเขา ยังบ้า ๆ บอ ๆ อยู่ก็ได้, พ่อแม่ของเขาไม่รู้จักอิโหน่อิเหน่ของชีวิต, เขาจึงไม่ทำให้เราลูกเด็ก ๆ นี้รู้จักรักดีอย่างถูกต้อง. ฉะนั้น ปัจจัยที่หนึ่ง จะขอระบุ พ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ เป็น ปัจจัยสำคัญอันที่หนึ่ง ที่จะทำให้ลูกรู้จักรักดีอย่างถูกต้อง. ปัจจัยที่สอง ก็อยากจะระบุว่า การศึกษาที่สมบูรณ์แบบ. การศึกษาที่ไม่สมบูรณ์แบบก็คือ การศึกษาชนิดหมาหางด้วน. ขออภัยนะ, ถ้าใครรู้สึกว่าคำนี้มันหยาบคายแล้วก็ขอเปลี่ยนเอาเอง การศึกษาสุนัขหางด้วน ดีกว่าพูดว่าหมาหางด้วนหน่อย. พูดว่า สุนัขหางด้วน ถ้ายังไม่ชอบ ยังรู้สึกว่ามันยังพึ่งนั้น ๆ อยู่ ก็ขอ เปลี่ยนใหม่ว่าสุนัขหางหาย ; นี่เปลี่ยนเป็นสุนัขหางหายก็ได้. มัน ก็เหมือนกันนั่นแหละ มันไม่ผิดอะไรกัน. การศึกษาที่ให้แต่ความรู้ทางหนังสือ กับให้แต่ความรู้ ทางอาชีพ สองประการนี้ คือการศึกษาชนิดที่สุนัขทางหาย มัน
น.37 ๓๑ ขาดอย่างที่สาม คือขาดความรู้ทางธรรมะ สำหรับความเป็นมนุษย์ อย่างถูกต้อง. นี่พวกเธอนักเรียน เรียนหนังสือก็มาก แล้วก็เรียน อาชีพ ตามที่จะเรียนได้แล้ว มันยังขาดอย่างที่สาม คือธรรมะ สำหรับความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้อง. เราเข้าใจว่าพวกเธอมาที่นี่ ก็คงจะมุ่งหมายมาหาการ ศึกษาส่วนนี้ เพื่อเอาไปทำไม เอาไปต่อหางหมาใช่ไหม ? เอา ไปปลูกหางหมา. ถ้าต่อหางหมา ก็ระวังให้ดี ๆ อย่าไปคว้าเอา หางลิ่งมาต่อเข้า มันจะร้ายยิ่งไปกว่าเก่า; คือเขามีการศึกษากัน อีกระบบหนึ่ง เป็นการศึกษาหลอกลวง เรียกว่าจิตวิทยาหลอกลวง จะเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตัว เป็นคนโกงทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ. การศึกษาอย่างนี้ มันจะเหมือนกับไปเอาหางลิง มาต่อเข้า มันก็ยิ่งร้ายกว่าเดิม. ฉะนั้น เราช่วยกันทำให้การศึกษาไม่พิกลพิการ เป็น รูปหมาหางด้วน : จับหมาอ้วน ๆ มาตัวหนึ่ง ตัดหางขาดบืดออก ไป แล้วปล่อยให้มันวิ่ง มันวิ่งเรียบเหมือนเดิมไม่ได้ มันไม่มี เครื่องถ่วงให้มันสมบูรณ์หรือสมดุลย์ แล้วมันดูไม่งามด้วย. สุนัข หางด้วนนั้น มันจะวิ่งเปะปะ ๆ. เดี๋ยวนี้การศึกษาของเรา มันมีลักษณะเป็นหมาหางด้วน ยิ่งขึ้นทุกที ; เพราะประเทศชาติที่มีอำนาจ เขาตัดการศึกษาทาง ธรรมะทางศาสนาออกไปเสีย เหลือแต่การเรียนหนังสือกับเรียน วิชาชีพ. เขาเป็นประเทศใหญ่ ก้าวหน้าเจริญ, เราเป็นประเทศ
น.38 ๓๒ เล็กไปตามอย่างเขา ก็พลอยตัดการศึกษาส่วนธรรมะออกไปเสีย, มันจึงพลอยกลายเป็นหมาหางด้วน. รุ่นนักเรียนขนาดนี้ ไม่เคยอ่านหนังสือนิทานอิสป เรื่องหมาหางด้วนก็ได้; จะถือโอกาสมาเล่าให้พึ่งสักนิดหนึ่ง รบกวนเวลานิดหนึ่งว่า :- หมาตัวหนึ่ง ไปติดกับของชาวบ้าน หางขาด หางมัน ขาดแล้ว มันก็เที่ยวหลอกหมาทั้งหลายว่า หางขาดนี้ดีกว่า ดีกว่า หางดี. หมาทั้งหลายจงตัดหางกันเถิด. หมาโง่ๆมันก็พลอย ตัดหางตามหมาตัวนั้น ; ไปเจอะหมาแก่ตัวหนึ่งเข้า บอกว่า นี่มัน หลอกลวง กูไม่เอากับมึง. นี่นิทานเรื่องหมาหางด้วน มันเป็น อย่างนี้. เดี๋ยวนี้ คนในโลกเขาหลงวัตถุนิยม ปัจจัยแห่งความสุข ทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนัง. เขาก็ ตัดการศึกษาที่เป็นธรรมะ เป็นตัวศาสนาออกไป; นั้นแหละเปรียบได้ เหมือนกับว่า ติด กับหางขาด ติดกับของวัตถุนิยม แล้วหางมันขาด; แล้วเขาก็ เป็นประเทศใหญ่ มีอำนาจ แสดงความเป็นหางขาดให้กลายเป็น ของน่าดู. มันเป็นช้างหางด้วน ประเทศใหญ่ๆ นั้น. ช้าง หางด้วนนั้นมันไม่น่าดู ราคามันตกเกือบไม่มีเหลือ, มันวิ่งก็ เปะปะ ๆ มันไม่มีทางที่จะทำความสมดุลย์. ช้างหางด้วนมันร้าย ไปกว่าหมาหางด้วน.
น.39 ๓๓ ประเทศเล็ก ๆ ก็พลอยเอาอย่างประเทศใหญ่, จัดการ ศึกษาระบบหมาหางด้วน หรือช้างหางด้วนตาม ๆ กันไป. มันเป็น โชคชะตาร้ายของพวกเรา ที่เกิดมาในยุคที่เขาจัดการศึกษากันใน ระบบหมาหางด้วน. อย่าไปเสียใจ อย่าไปน้อยใจ; มันเป็น กรรมของเรา เกิดมาในยุคนี้. เราก็แก้ลำมันด้วยการแสวงหา การศึกษาเอาเอง, ไปแสวงหาการศึกษาระบบธรรมะ สำหรับ ความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้อง มาชดเชยให้ตัวเอง ให้การศึกษา ของเราสมบูรณ์ ; หรือว่า ครูบาอาจารย์พระเจ้าพระสงฆ์ ทั้งหลายนี้ ก็ช่วยให้การศึกษาส่วนนี้ให้แก่ประชาชน, ชดเชยให้ในการที่ว่า การจัดการศึกษาทางโลกเขาไม่มี กลายเป็นหมาหางด้วนไป. เราช่วยปลูกหางหมา ช่วยต่อหางหมา ด้วยการช่วยให้เกิดการศึกษา ระบบมีธรรมะสำหรับความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้อง. ฉะนั้น ขออ้อนวอนครูสอนนักธรรม พระคณาธิการ ผู้จัดการศึกษาทั้งหลาย ว่าขอจงได้รีบขะมักเขม้นช่วยกันต่อ หางหมา, ช่วยกันปลูกหางหมา ชดเชยการศึกษาที่เป็นระบบ หางด้วนนั้น กันเสียที. บิดามารดาก็เป็นบิดามารดาที่ดี สมบูรณ์ แบบขึ้นมา, เราก็ช่วยตัวเราให้มีการศึกษาที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา, พระเจ้าพระสงฆ์ก็ช่วย, จึงหวังได้ว่า ประเทศไทยเรา จะพ้น จากปัญหาที่เกิดมาจากการศึกษาระบบหมาหางด้วนนี้ได้ เป็น แน่นอน. ขอได้รับพึงการปรารภในข้อนี้ด้วย.
น.40 ๓๔ ทีนี้ปัจจัยที่สามเหลือจากนี้ ก็อยากจะพูดว่า โอกาสที่จะ รับการศึกษา เรามันต้องแสวงหาเอาเอง พ่อแม่ก็สมบูรณ์แบบ การศึกษาก็สมบูรณ์แบบ ; แต่ถ้าเราไม่แสวงหาโอกาส, ไม่คอย จ้องตะครุบเอาโอกาส มันก็คงจะไม่ได้พบกัน. ฉะนั้น ขอได้ สนใจให้มาก การเสาะแสวงหาโอกาส ชนิดที่จะได้รับการศึกษา ชนิดที่สมบูรณ์แบบ. พูดง่ายๆ ก็ว่า รู้จักเข้าวัดเข้าวา มาหา พระเจ้า มาหาศาสนา นี้เรียกว่าโอกาส แสวงหาโอกาสที่จะศึกษา เป็นปัจจัยอันหนึ่งด้วยเหมือนกัน จะมัวรออยู่ที่ว่า มันก็เป็นไปตาม เรื่องของมัน นี้มันก็ไม่ได้. เราต้องแสวงหา สิ่งที่ดีที่มีประโยชน์ เป็นสิ่งที่คนเรา จะต้องแสวงหา ; จะมานอนรอให้มันมาหาเองนั้น ดูจะไม่มีหวัง ; ฉะนั้น จึงทนยากทนลำบากไปตามเรื่องตามราว. แม้ว่าจะต้อง ใช้เหงื่อสำหรับลงทุนมันก็ยังดีอยู่นั่นแหละ ; ไม่ใช่ว่าเหงื่อออก แล้วมันจะไม่ดี มันเป็นเหงื่อที่บริสุทธิ์; ลงทุนไปเพื่อให้ได้ ประโยชน์อันแท้จริง เราก็ควรจะลงทุน ; จะช่วยกันเรียน จะช่วย กันสอน จะช่วยกันอบรมแวดล้อม ให้มีการปฏิบัติที่ดี ตั้งแต่ ลูกเด็ก ๆ ของเราไปทีเดียว. พ่อแม่อบรมลูกเล็ก ๆ ให้รู้จักรักดี ; เช่น เรียกมา สนทนาวันนี้ได้ทำอะไรดี บอกพ่อให้ชื่นใจ หรือตัวเองให้ชื่นใจ. เด็กเขาบอกว่า วันนี้ทำดี คิดว่าจะขโมยสตางค์ของแม่ แล้วก็ รู้สึกนึกได้ บังคับตัวเองได้ ไม่ขโมยนี้; นีลูกดีอย่างนี้: ลูกก็
น.41 ๓๕ พอใจตัวเองอย่างนี้. แล้วพ่อแม่ก็ควรจะพอใจลูก ให้ลูกมาแสดง ความดีที่ได้ประพฤติ ได้กระทำอยู่เป็นปกติ วันละครั้งหรือ ๗ วัน ครั้ง หรือเดือนละครั้ง ก็สุดแท้, ให้ลูกเขาได้ แสดงความเคารพ ตัวเอง นับถือตัวเองอยู่เป็นนิสัย จนกว่าจะเป็นนิสัย. ให้ลูกเด็ก ๆ นี้ มีอะไรดี สำหรับแสดงให้พ่อแม่เห็น แล้วตัวเองก็พอใจ พ่อแม่ก็พอใจ ชื่นชมยินดีในความดี; ทำกัน อยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ ไปเป็นนิสัย เด็กเล็ก ๆ เขาก็พอจะรู้จักดี รู้จักชั่ว ในขั้นเริ่มแรก. เขาก็จะมารายงานเราต่าง ๆ กัน ว่าวันนี้ได้ช่วยแม่ ถูพื้นหมดเลย ก็ยินดีอย่างยิ่ง มารายงานให้ทราบ. วันนี้โกรธจวน จะชกหน้าพี่อยู่แล้ว ก็งดไว้ได้ไม่ชก; ยินดีมาแสดงมารายงานให้ พ่อแม่ทราบ ว่าได้ทำความดีอย่างนี้, หรือว่าได้ช่วยเหลือสาธารณ- ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง. หรือว่าเก็บของตกได้ก็ไปคืนเจ้าของ, อะไรต่างๆ มันมีมากมายหลายสิบ หลายร้อยอย่าง ที่เด็ก ๆ เขาก็ จะใช้เป็นเครื่องอบรม เพาะนิสัยตัวเอง ด้วยความร่วมมือของ บิดามารดา ครูบาอาจารย์. ส่วนนี้เราเรียกว่า การอบรม. การศึกษานั้นสอนให้รู้ การอบรมนั้นอบรมให้ทำ มัน คนละอันคนละอย่างกัน. การศึกษากับการอบรมนั้นไม่เหมือนกัน ความรู้บางทีมันเป็นเรื่องหลอนตัวเองหลอกตัวเอง ไม่ได้ทำอะไร ให้ดีก็ได้ ; แต่การอบรมนั้นมันต้องเป็นการทำลงไปแล้ว จึงจะ เรียกว่า เป็นการอบรม. เรา ให้ลูกเด็ก ของเรา ได้ประพฤติ ความดีอยู่เป็นประจำ นี้เรียกว่าการอบรม. เราพูดให้ฟัง สอน
น.42 ๓๖ ให้จำ นี้เรียกว่ามันเป็นการศึกษา ซึ่งมันยังเป็นชั้นต้นชั้นแรก ยังผิวเผินเกินไป รับประกันไม่ค่อยจะได้ ; ฉะนั้น ต้องให้มีการ อบรมบ่มนิสัย ให้เกิดเป็นนิสัยขึ้นมา. เด็ก ๆ ก็จะเคารพตัวเอง นับถือตัวเอง, ก็ทำชั่วไม่ได้, ก็รักดีโดยถูกต้องและสมบูรณ์, รักดี โดยถูกต้องและสมบูรณ์ เพียงแต่ ถูกต้องยังไม่พอต้อง สมบูรณ์ คือ เต็มเปี่ยมและเต็มที่ด้วย. . . . . . . . . . ทุกคนอย่ามองข้ามเรื่องความรักดี. ขอให้ทุกคนสนใจ อย่ามองข้าม ในสิ่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า ความรักดี นักเรียนทั้งหลายทุกคนจงไปสอบไล่ สังคายนาตน ว่า ตนมีความรักดีอย่างถูกต้อง ตามนัยที่ว่ามานี้หรือหาไม่ ? ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย ก็ถือโอกาสซักซ้อมตน เอง สอบไล่ตัวเอง สังคายนาตัวเอง ว่าเรามีความรักดีอย่างถูกต้อง โดยนัยดังที่ว่ามานี้หรือหาไม่ ? ถ้าเห็นอะไรบกพร่องอยู่ก็ช่วยกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน, แก้ไขปรับปรุงไป จนกว่าจะเข้าใจ และ เกิดความรักดีอันแท้จริงขึ้นมา. ในวันนี้ ยังต้องบรรยายเรื่องสิ่งสำคัญที่พากันมองข้าม จึงได้บรรยายโดยหัวข้อนี้ คือ สิ่ง สิ่งหนึ่ง ซึ่งยังพากันมองข้าม ได้แก่ความรักดี ; อาจจะด่าเด็ก ด่าลูกด่าหลานว่า "มึงไม่รักดี"
น.43 ๓๗ ก็ได้. แต่ว่าพ่อแม่ ย่า ยาย ที่ด่าเขานั้น รู้จักรักดีอย่างถูกต้องแล้ว หรือยัง ? นี่มันเป็นเรื่องที่ จะต้องไปชำระสะสาง . อย่าให้ความ- รักดี มันตันอยู่เพียงแค่รักดีตามสัญชาตญาณ หรือว่ารักดีตาม อำนาจของกิเลสของปุถุชน. ขอให้เลื่อนขึ้นไป, เลื่อนขึ้นไป ถึงความรักดี ด้วยความรู้สึกของโพธิปัญญา ในระดับของพระ อริยเจ้า, ตามรอยทางของพระอริยเจ้า นั่นแหละ จึงจะเป็นความ รักดีที่ถูกต้องและสมบูรณ์. การบรรยายในวันนี้ สมควรแก่เวลาแล้ว แล้วยังมี เรื่องอื่น ที่จะต้องทำอีกต่อไปด้วย จึงขอยุติการบรรยายครั้งนี้ ไว้แต่เพียงนี้. ให้โอกาสแก่พระคุณเจ้า ได้สวดบทพระธรรม คุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติธรรมะนั้น ๆ ตาม ความประสงค์ของเราสืบต่อไป.
Buddhadasa