Buddhadasa.org
หนังสือเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" › อ่านฉบับเต็ม

📖 เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า"

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกข ๑๔ สิงหาคม ๒๕๒๕ — ชุดสวนโมกข์ปาฐกถา · วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๒๕

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.7 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๗ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่อง หลักพระ- พุทธศาสนาที่ยังเข้าใจผิดกันอยู่บางประการ ต่อไปตามเดิม การบรรยายนี้ตั้งใจไว้ให้เป็นการบรรยายชุด ก็ต้องว่าไปตาม ที่มันเกี่ยวข้องกัน จนกว่าจะหมดชุด. [ปรารภและทบทวน.] สิ่งที่เข้าใจผิดกันอยู่ นี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่า ถ้ายังเข้าใจผิดกันอยู่ ก็ต้องทะเลาะวิวาทกัน. ท่านลองคิดดูซิ

น.8 ๒ ถ้าเราทะเลาะวิวาทกันแล้ว มันจะเป็นอย่างไรบ้าง ? ไม่ต้อง อธิบาย ที่ทะเลาะวิวาทกัน เพราะว่าเข้าใจผิดกันอยู่, พูดกัน ไม่รู้เรื่อง. ฉะนั้น ถ้าเรายังมีความเข้าใจผิดกันอยู่แล้ว ก็จะหาความสงบสุขไม่ได้ ; แม้ในบ้านเรือน ในครอบครัว เดียว มันก็หาความสุขไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงทั้งบ้านทั้งเมือง หรือทั้งโลก. ขอให้ช่วยกันกำจัดสิ่งที่ยังเข้าใจผิดกันอยู่ นั่น- แหละ ออกไปเสียให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ถ้าเราตั้งใจ กันจริง ๆ มันก็จะสูญหายไปได้ ; แต่ว่าไม่ใช่มันเป็นเรื่องง่าย, ไม่ใช่มันเป็นเรื่องง่าย ดังนั้นเราก็ต้องพูดกันมากหน่อย สิ่งที่เข้าใจผิดกันอยู่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา; แม้ จะแบ่งออกมาเสีย ว่าเท่าที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา เรื่องอื่น ไม่พูด นี้มันก็ไม่ใช่น้อย ; เพราะ แม้แต่ในขอบเขตของ พุทธศาสนา ก็มีแง่มุมที่จะทำให้เข้าใจผิดกันอยู่มาก เหมือนกัน. ขอให้สนใจดูให้ดีเถิด ท่านอยู่ที่ไหนก็ตามคงจะ ได้ยินข้อถกเถียงกันเกี่ยวกับธรรมะที่เข้าใจไม่ตรงกัน. ถ้า มันเป็นเรื่องใหญ่ ๆ เป็นประเด็นใหญ่ ๆ มันก็กระทบ

น.9 ๓ กระเทือนมาก ถึงกับทะเลาะวิวาทกันเป็นการใหญ่ก็มี, มีการนินทาว่าร้าย มีการขัดขวาง ต่อต้านกันเป็นการใหญ่, เหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นแล้ว มันก็เป็นความเสื่อมเสียแก่ส่วนรวม แก่ประเทศ หรือแก่ศาสนา หรือแก่พุทธบริษัทเอง. เราก็ หาความสงบสุขไม่ได้ เราจะอยู่กันอย่างมีความสงบสุข ก็ต้องมีความเข้าใจ เกี่ยวกับสิ่งที่เราจะทะเลาะหรือทุ่ม เถียงกัน เพราะความเข้าใจผิดกันเหล่านั้น. ได้พูดมาแล้วหลายเรื่อง เช่นเรื่อง จิตว่าง ก็เข้าใจ กันไม่ได้พักหนึ่ง เดี๋ยวนี้ก็ค่อย ๆ ดีขึ้น คือเข้าใจกันได้มาก ขึ้น. เรื่อง สันโดษ ว่าเป็นธรรมะที่ขัดขวางต่อการพัฒนา นั้นเข้าใจผิดเหลือเกิน ; ถ้าไม่มีสันโดษ คือพอใจเท่าที่ได้มา เป็นเครื่องส่งเสริมกำลังใจบ้างแล้ว คนเราก็ทำอะไรไม่ได้. ทำได้เท่าไรยินดีเท่านั้น, ทำได้เท่าไรยินดีเท่านั้น, นั่นแหละ เป็นกำลังใจ สำหรับจะให้ทำต่อไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด. สันโดษ เป็นเครื่องส่งเสริมการพัฒนาเสียมากกว่า ที่จะเป็น เครื่องขัดขวางต่อการพัฒนา.

น.10 ๔ เรื่อง ธรรมะชั้นสูง สอนให้มีจิตเกลี้ยงเกลา จาก ความผูกพันในอดีต และสร้างความผูกพันในอนาคต. อย่าให้เรื่องอดีตหรืออนาคต มากลุ้มรุมจิตใจ ให้อยู่ด้วย เรื่องปัจจุบันโดยเฉพาะ ; นี่มันสูงเกินไปกว่าที่คน สมัยนี้จะเข้าใจได้. อาตมาเคยสังเกตพอเอ่ยขึ้นอย่างนี้ มีคนสั่นหัวทั้งนั้น ว่าถ้าไม่ให้สนใจถึงอดีตอนาคต แล้วเขา ก็ไม่รู้จะทำอะไรอย่างไร. เราบอกว่า ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้สนใจเอาเสีย เลย ; จะสนใจในฐานะเป็นบทเรียน เป็นโครงการ หรือเป็น อะไรก็ได้ ; แต่อย่าเอามาผูกพันไว้ในใจ ชนิดที่ทำให้นอน ไม่หลับ มันจะหาความสงบสุขไม่ได้, คือประสาทมันจะถูก หลอนหรือตื่นอยู่เรื่อย ไม่เท่าไรก็ต้องได้เป็นโรคประสาทให้ ละอายแมว. ถ้าจะพักผ่อนกันบ้างสักวันหนึ่ง หรือสักชั่วโมงหนึ่ง ให้จิตมันได้รับการพักผ่อนจริงๆ แล้ว ให้ตัดเรื่องอดีตออก ไปเสีย, กั้นเรื่องอนาคตไว้อย่าให้มา, กำหนดสิ่งที่เป็น ความถูกต้องอยู่เป็นปัจจุบัน ในสิ่งนั้นสิ่งเดียว แล้วจิตของ เราก็จะพักผ่อน : จะสงบระงับลงไป มีความสุขชนิดที่ว่าดี

น.11 ๕ กว่าธรรมดา. นี้ก็ฟังกันไม่ค่อยจะถูก ทั้งที่สวดพระธรรม บทนี้กันอยู่เป็นประจำ ที่เรียกว่า ภัทเทกรัตตคาถา, เกี่ยวกับการเกิด ก็รู้จักแต่การเกิดทางร่างกาย, เกิดจากท้องแม่ ซึ่งไม่ร้ายกาจ ไม่มีปัญหาอะไรนัก; ส่วน เกิดแห่งจิต เกิดแห่งจิตใจ, เดี๋ยวเกิดอย่างนั้น เดี๋ยวเกิด อย่างนี้ เดี๋ยวเกิดอย่างโน้น, มีจิตใจที่เปลี่ยน เป็นจิตใจสัตว์ ก็มี จิตใจคนก็มี จิตใจเทวดาก็มี มีจิตใจที่เปลี่ยนอยู่อย่าง นั้น เรียกว่า เปลี่ยนทุกที่ คือเกิดทุกที แม้แต่เกิดโลภะ โทสะ โมหะ นี้ก็คือเกิดแห่ง ตัวกู - ของกู ในรูปนั้น ๆ มัน ก็เป็นการเกิดที่ร้ายกาจ ที่อันตราย. ถ้าไม่รู้จักควบคุมแล้ว เป็นความทุกข์ทั้งนั้นเลย ก็ขอให้รู้จักการเกิดกันเสียให้ครบ ถ้วน. อย่าเห็นแต่เรื่องเกิดทางร่างกายโดยส่วนเดียว. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้ .. ] วันนี้ก็จะพูดเรื่อง เกี่ยวกับพระเจ้า , หลักธรรมะ ที่ยังเข้าใจผิดกันอยู่ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกกันว่า "พระเจ้า" มีปัญหาหลายแง่หลายมุมเกี่ยวกับพระเจ้า เราจะพูดกัน ให้สิ้นสุด.

น.12 รู้จักคำว่าพระเจ้าให้ถูกต้องจะมีความสงบสุข. เรื่อง "พระเจ้า" นี้ บางคนจะรู้สึกว่าไม่รู้ไม่ชี้ ก็ตามใจ แต่ว่า ถ้าเราทำผิดเกี่ยวกับเรื่องของพระเจ้า แล้วก็จะไม่มีความสงบสุขเลย. คนเขาไม่รู้จักพระเจ้า เขาจึงพูดอย่างนั้น, ไม่เห็นความสำคัญของพระเจ้า, จึงไม่ สนใจที่จะมีพระเจ้า. บางคนก็ ไม่อยากมีพระเจ้า เขาพูดว่าเขาไม่มีพระเจ้า ไม่อยากมีพระเจ้า ; แต่ที่จริงเขาก็ไปมีสิ่งที่ไม่ควรจะ เป็นพระเจ้า เอามาเป็นพระเจ้า. เขาเอาความคิดที่เลว ทรามเลวร้าย มาเป็นพระเจ้า, ถืออยู่อย่างกับเป็นพระเจ้า, แล้วก็ปากก็พูดว่า ไม่ถือพระเจ้าอย่างที่คนอื่นเขาถือกันอยู่ ทั่วไป. อย่างนี้มันเป็นสิ่งที่เสียหายมาก; เพราะเขาไม่ รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า". เขาจึงไม่สนใจที่จะมีพระเจ้า ; แต่แล้ว โดยสัญชาตญาณแท้ ๆ นั้นคนเรามีพระเจ้า. คนเรา หรือสัตว์เดรัจฉาน หรือ สิ่งที่มีชีวิตจิตใจ ก็แล้วกันแหละ มีพระเจ้า ต้องพิจารณากันให้ดี. ฉะนั้น เราพูดกันถึงเรื่องตัวหนังสือก่อน, เรื่องตัวหนังสือหรือคำพูด ก่อน อะไรคือพระเจ้า ? ตอบกันตาม ธรรมดา สามัญ

น.13 ๗ กว้าง ๆ ก็ว่า สิ่งสูงสุด, สิ่งสูงสุดกว่าสิ่งใด เป็นสิ่งที่เรา ต้องกลัว ต้องหวังพึ่งพา ต้องเชื่อฟัง ต้องเคารพ นับถือ; สิ่งนั้นเรียกว่าพระเจ้า. ใครบ้างที่กล้าประกาศตัวออกมาว่า ไม่มีพระเจ้า ? ใครบ้างที่กล้าประกาศตัวออกมาว่า ไม่มีสิ่งสูงสุดสำหรับเขา ? เขาเป็นสิ่งสูงสุดเสียเอง เขาไม่มีอะไรที่เขาต้องกลัว, เขา ไม่มีอะไรที่เขาจะต้องหวังว่าจะพึ่งพาอาศัย หรือว่าจะต้องเชื่อ ฟังอย่างยิ่ง แล้วก็เคารพนับถือเป็นสิ่งสูงสุด ; ใครไม่มีสิ่ง เหล่านี้ คิดดูเอง. คนคนนั้นก็จะพูดว่า ฉันไม่มีพระเจ้า, ฉันไม่ เคารพพระเจ้า. ไปกะเกณฑ์ให้คนนั้นคนนี้ไม่มีพระเจ้า, แล้วไปด่าคนที่ถือพระเจ้าว่าโง่เง่าเต่าปูปลา; แล้วตัวเองก็ ไม่ถือพระเจ้า ประกาศว่าไม่ถือพระเจ้า. แต่แล้วเขาก็มี พระเจ้าที่ไม่ควรจะเป็นพระเจ้า มีความโง่บรมโง่เป็นพระเจ้า คนชนิดนั้น คนที่พูดอย่างนั้น จะมีความโง่ที่สุดเป็นพระเจ้า. พระเจ้า คือ สิ่งที่สูงสุด ที่เขายอมรับว่า สูงสุด แล้วเขากลัวเขาต้องปฏิบัติตาม.

น.14 ๘ คนสมัยนี้มีเงินเป็นพระเจ้า กันมากนะ. เขาถือ ว่าเงินเป็นพระเจ้า นี่ถือกันอยู่มาก ; เพราะว่าเงินเป็นสิ่ง สูงสุดที่เขาต้องกลัวว่าจะไม่มี ; เขาต้องหา, เขาต้องเอาใจ ใส่ที่สุด, คนนี้มีเงินเป็นพระเจ้า. ทีนี้ว่า บางคนจะมีเจ้านายเป็นพระเจ้า, คนบ้าน นอกคอกนาอยู่ป่าเขา ไม่มีเจ้านายจึงต้องพึ่งผี นี่คำกลอน สุนทรภู่. ชาวบ้านนอก ไม่มีเจ้านายเป็นที่พึ่งพา ก็ต้อง พึ่ง ผีสาง ไปตามเรื่อง ; เพราะว่าคนอยู่โดยปราศจากพระเจ้า นั้นไม่ได้แน่; แต่พูดไม่เป็น, เรียกไม่ถูก. ถ้าเขามี เจ้านายเป็นที่พึ่งที่เคารพสูงสุดก็มีเจ้านายเป็นพระเจ้า, ถ้าเขา กลัวภรรยา ภรรยาของเขานั่นแหละเป็นพระเจ้า ก็ได้ยินว่า มีอยู่เหมือนกัน. ฉะนั้น เขากลัวอะไรที่จะบัญชาแก่เขา ได้ทั้งหมด อันนั้นเป็นพระเจ้า. ฉะนั้น ก็มีภรรยาเป็นพระเจ้า, มีสามีเป็นพระเจ้า, มีผีสางเทวดาเป็นพระเจ้า, หรือแม้แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ว่าอะไร ไม่รู้จักว่าเป็นอะไรเป็นพระเจ้า, อย่างนี้ก็มีอยู่ทั่วไป; เพราะ เขารู้สึกว่ามันสูงสุด หรือเขาต้องเชื่อฟัง.

น.15 ๕ นี่คำว่า พระเจ้า, พระเจ้า ตามตัวหนังสือ ตาม ภาษาที่พูด ในภาษาไทยเรา คือสิ่งสูงสุดที่ต้องกลัว ต้อง เชื่อฟัง ต้องหวังที่จะพึ่งพา จึงได้เคารพบูชา ทุกชีวิตจึง มีพระเจ้าโดยสัญชาตญาณ. สัตว์เดรัจฉานมันก็มีสิ่งที่มันรู้สึกว่าสูงสุด เป็น ที่พึ่งได้ เป็นที่เคารพ เป็นที่เกรงกลัว. อาตมาสังเกตดูว่า ทำไมแมวจึงชอบมานอนในตัก ? เพราะเขาต้องการที่พึ่งพา ต้องการมีสิ่งที่เขารู้สึกว่าปลอดภัย, นี่เขาจึงมาประจบให้เป็น ที่พึ่ง. สุนัขก็มี ก็มานอนใกล้ๆ มานอนอยู่ใต้ธรรมาสน์นี่ ไม่ใช่มาเฝ้าอารักขาอาตมา. มันมาเพื่อความปลอดภัยนะ ถ้าใครไม่รู้ก็รู้เสีย ที่หมาเที่ยวติดตามเรานี้ ไม่ใช่มันมาอารัก- ขาเรา ; แต่มันมาให้เราอารักขามัน, มันไม่อยากจะจากเราไป. ถ้ามันอยู่ห่างเรามันว้าเหว่ ; ถ้ามันมาอยู่ใกล้ ๆ เรามันสบาย ใจ; ฉะนั้นมันจึงมา. ไก่ ก็เหมือนกัน ถ้ามันอยู่ใกล้ ๆ มาเกาะอยู่บนเข่าบนตักนี่มันต้องการให้เป็นที่พึ่ง. ฉะนั้นสัตว์ที่มีชีวิตแล้วมันมีความรู้สึก แล้วมันก็ ต้องการที่พึ่ง ; ฉะนั้นก็แปลว่า ทุกชีวิตต้องการพระเจ้า

น.16 ๑๐ ไปตามแบบภาษาของมัน มันรู้สึกได้เอง เพราะว่ามันเป็น สัญชาตญาณ. ลูกทารกเด็ก ๆ พอมีอะไรเป็นอันตรายเกิดขึ้น มันร้องหาใคร ? มัน ร้องหาแม่. แล้วมันวิ่งไปที่ไหน ? มันวิ่งไปหาแม่. ลูกคนนี่แหละ ไม่ใช่ลูกแมว ไม่ใช่ลูก สัตว์ พอกลัวอะไรขึ้นมามันต้องออกชื่อแม่ แล้วก็วิ่งไป หาแม่ เป็นที่พึ่งที่คุ้มครอง นี่ โดยสัญชาตญาณมันเป็นได้ อย่างนี้. ฉะนั้น คนที่พูดว่าไม่มีพระเจ้า ไม่ต้องการพระเจ้า ; นี่คงจะโง่กว่าลูกแมว ลูกหมา ลูกไก่ เหล่านั้นเสียอีก หรือ ว่า ไม่รู้จักสัญชาตญาณของตนเอง จึงกล้าพูดว่าเราไม่มี พระเจ้า, เราไม่ต้องมีพระเจ้า, เราไม่ถือพระเจ้า นี่ขอให้ พูดถึงพระเจ้ากันให้ถูกต้อง เสียบ้าง ซึ่ง เป็นความรู้สึกได้เองตามสัญชาตญาณ ว่าเราต้องมีสิ่งสูง สุดและคุ้มครอง แล้วก็สบายใจ แล้วก็นอนหลับ ความสุข ของมนุษย์นี่คือความรู้สึกว่าปลอดภัย จึงจะเป็นสุข หรือ จะพูดว่า ความรู้สึกที่เป็นสุข คือความรู้สึกที่รู้สึกว่าปลอดภัย.

น.17 ๑๑ ถ้ามีความรู้สึกว่าปลอดภัยแล้ว จะมีความรู้สึกเป็นสุขเสมอ ; ถ้าไม่รู้สึกว่าปลอดภัย จะนอนไม่หลับ. ฉะนั้นขอให้มองกัน ว่า ความรู้สึกที่เป็นสุขนั้น ก็คือความรู้สึกว่าปลอดภัย : ร่างกายชีวิตก็ปลอดภัย, การเศรษฐกิจก็ปลอดภัย, อะไร ๆ ก็ปลอดภัย, พอรู้สึกว่าปลอดภัยแล้วมันก็เป็นสุข ทีนี้เราจะ ปลอดภัยได้ ก็ต้องมีสิ่งใดที่ทำความ ปลอดภัยให้ ; สิ่งนั้นจะเรียกว่าพระเจ้า ฉะนั้นทุกคนจึง มีพระเจ้า ซึ่งจะช่วยทำความปลอดภัย. ทีนี้ในโลกนี้ บาง พวกเขากล้า พูดว่าไม่มีพระเจ้า แต่เขาก็มีโดยความหมาย ที่เขาไม่รู้สึก คือเขา ไม่มีพระเจ้าอย่างบุคคล. ความหมายของ "พระเจ้า" มีอย่างบุคคลกับมิใช่บุคคล ให้รู้ไว้ว่า พระเจ้านั้นมีอยู่ ๒ ประเภท ๒ จำพวก : พระเจ้า ประเภทแรก ประเภทที่แพร่หลายที่สุด ถือกันมาก ที่สุด ก็คือพระเจ้าอย่างที่เป็นบุคคล คือมีความรู้สึกอย่างบุคคล. พระพรหม พระนารายณ์ พระอิศวร หรือแม้ที่สุดแต่พระ ยโฮวา พระอัลหล่า อะไรก็ตาม ; เราอ่านเรื่องเหล่านั้น

น.18 ๑๒ แล้วเราจะรู้สึกว่า ท่านมีความรู้สึกอย่างบุคคล คือท่านโปรด ปรานก็ได้, ท่านโกรธขึ้นมาก็ได้, มีความรู้สึกอย่างบุคคล นี้พวกหนึ่ง. และถือกันมาอย่างนี้นานแล้ว และค้นพบ ก่อน ก่อนพระเจ้าอีกชนิดหนึ่งซึ่งมิใช่บุคคล. ถ้าจะย้อนไปถึงดึกดำบรรพ์ มนุษย์ตอนแรกไม่มี ความรู้เรื่องพระเจ้า อย่างนี้ดอก ; แต่ก็รู้สึกว่ามีสิ่งสูงสุด ที่ต้องกลัว จะเป็นเรื่องฟ้าผ่า ฟ้าร้อง, มีอะไรก็ตามที่มัน น่ากลัว แล้วมันก็กลัว; แล้วก็มีความรู้สึกว่า มีสิ่งนั้น อยู่เบื้องหลัง คือพระเจ้า เขาก็กลัวพระเจ้า. ต่อมาจึงสมมติให้เป็นพระเจ้า ดีขึ้น ๆ สูงขึ้น ๆ จน มีพระเจ้าชนิดที่เรียกกันอยู่ บรรยายกันอยู่ในศาสนา ต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นผลของความกลัว กลัวอันตราย กลัว จะเป็นทุกข์. แล้วคนก็สร้างพระเจ้าขึ้นมา ให้เป็นผู้ ป้องกันความทุกข์ เป็นที่พึ่งทางจิตใจ ก็เลยมีพระเจ้า ชนิดที่เป็นบุคคล แม้จะพูดว่า พระเจ้าไม่มีร่างกาย มีแต่วิญญาณ ; แต่ถ้าวิญญาณนั้นมันยังรู้สึกแบบบุคคล ก็ยังเป็นบุคคลอยู่ นั่นแหละ. บางลัทธิ บางศาสนา เขากลัวว่าพระเจ้าจะไม่ดี

น.19 ๑๓ อะไรกว่าคนนัก ; เขาก็พูดว่า พระเจ้านี้ไม่มีร่างกาย มีแต่จิต มีแต่วิญญาณ ; แต่แล้วก็ไม่พ้นไปจากที่ว่า พระเจ้าเหล่านั้น ยังรู้จักรัก รู้จักโกรธ รู้จักเกลียด รู้จักกลัว, รู้จักอะไรอยู่ เหมือนอย่างคน ก็เลยต้องจัดว่า พระเจ้าเหล่านี้เป็นพระเจ้า อย่างบุคคล. แล้ว ตามความเชื่อที่เขาตั้งขึ้นมาเองว่า พระเจ้านั้นท่านสามารถจะอำนวยอย่างนั้น จะอำนวย อย่างนี้, จนกระทั่งยุติเป็นหลักสำหรับพระเจ้าว่า พระเจ้า ต้องเป็นสิ่งสูงสุด. พระเจ้าต้องมีอยู่ก่อนสิ่งใด พระเจ้าต้องเป็นที่กำเนิดออกมาของสิ่งทุกสิ่ง, แล้วพระเจ้าก็จะควบคุมสิ่งเหล่านี้ไว้ในอำนาจของพระองค์, แล้วพระเจ้าก็จะยุบเลิกสิ่งเหล่านี้หรือโลกเสียเป็นครั้งคราว แล้วสร้างใหม่, พระเจ้ามีอำนาจมาก ถึงกับว่ามีอยู่ในที่ทุก หนทุกแห่ง, พระเจ้ามีอำนาจเหนือทุกสิ่ง, และพระเจ้ารู้ ทุกสิ่ง ไม่มีอะไรที่อยู่นอกจากความรู้ของพระเจ้า; เพราะ เขาถือว่าพระเจ้านั้นสร้างทุกสิ่ง ฉะนั้นพระเจ้าต้องรู้ ทุกสิ่ง ; ไม่อย่างนั้นจะสร้างถูกหรือ. หรือพระเจ้าจะบันดาล ให้เป็นอย่างไรก็ได้ ; ดังนั้นพระเจ้าก็ต้องรู้ทุกสิ่ง มิฉะนั้น ก็บันดาลอะไรไม่ได้.

น.20 ๑๔ นี่ช่วยฟังกันดูให้ดีเถอะว่า พระเจ้านั้นเขาได้ บัญญัติ ไว้แล้วว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งใด, สร้างทุกสิ่ง ขึ้นมา, ควบคุมสิ่งทุกสิ่งอยู่, ยกเลิกสิ่งทุกสิ่ง, หรือยุบเสีย ทำลายเสีย เมื่อไรก็ได้, แล้วท่านก็อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง จึงทำอย่างนั้นได้, แล้วท่านก็มีอำนาจเหนือสิ่งใด, แล้วท่าน ก็รู้ทุกสิ่ง นี่คือพระเจ้า เอาความหมายของพระเจ้าอย่างนี้กันก่อน แล้ว จึงค่อยถามทีหลังว่า บุคคลที่เป็นอย่างนั้นมีไหม ? บุคคลที่ ทำได้อย่างนั้นมีไหม ? ถ้าว่าไม่ได้ ไม่มีก็ถือว่าพระเจ้าชนิด นั้นไม่มีก็แล้วกัน, หรือถ้าพระเจ้าจะมี ก็ต้องไม่ใช่บุคคล. โดยเหตุผล ง่าย ๆ นี้ว่า เมื่อบัญญัติว่าพระเจ้าต้องเป็น อย่างนี้ ๆ แล้วเราหาดูสิว่า ใครมันเป็นอย่างนั้นได้บ้าง ? ถ้า มันเป็นไม่ได้ ก็ต้องเรียกว่า พระเจ้าชนิดที่เป็นบุคคล ไม่มี ; ต้องมีพระเจ้าที่เป็นอย่างอื่น. นั่นจึงเกิดมีพระเจ้า ที่เป็นอย่างอื่น ที่ไม่ใช่บุคคล; แต่ว่ามีอำนาจ มีคุณสมบัติ อะไรเหมือน ครบถ้วนเหมือนกับที่เขามีไว้สำหรับพระเจ้า. คือมีอยู่ก่อนทุกสิ่ง แล้วก็สร้างทุกสิ่ง ควบคุมสิ่งทุกสิ่ง ยุบเลิกสิ่งทุกสิ่ง มีในที่ทั่วไป เป็นใหญ่กว่าสิ่งใด รู้ทั้งหมด ครบอยู่ในนั้น. พระเจ้านั้นคืออะไร ถ้ามิใช่บุคคล ?

น.21 ๑๕ พระเจ้าของพุทธบริษัท คือกฎของธรรมชาติไม่ใช่บุคคล. เราก็เกิดมีพระเจ้าชนิดที่เป็นกฎ, กฎเกณฑ์, กฎของธรรมชาติ ไม่ใช่บุคคล. กฎของธรรมชาตินี่แหละ จะเป็นพระเจ้าในความหมายนี้ กฎอะไร ? กฎของกรรม ก็ได้ กฎของอิทัปปัจจยตาโดยเฉพาะ นั่นแหละ เป็น พระเจ้าที่สมบูรณ์. ถ้าเราเป็นพุทธบริษัท เราก็จะอาศัยหลักของพระ- พุทธเจ้า เพื่อมีพระเจ้า, พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้มีพระเจ้า. นี่บางคนไม่เคยได้ยิน แล้วก็ไม่เชื่อ แล้วก็ไม่อยากจะเชื่อ ถ้าเป็นของแปลกใหม่สำหรับบางคน ขอให้ทนฟังไปก่อนว่า พระพุทธเจ้าของเราท่านมีพระเจ้า, แล้ว ท่านเคารพพระเจ้า นั้นแหละเป็นสิ่งสูงสุด. พระเจ้าที่พระพุทธเจ้ามีและ เคารพ นั่นแหละ คือพระเจ้า โดยความเป็นกฎของ ธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นบุคคล คือกฎอิทัปปัจจยตา. การตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้านั้น คือตรัสรู้กฎ- อิทัปปัจจยตา เป็นลำดับมาตั้งแต่ความทุกข์ ว่าความทุกข์

น.22 ๑๘ กฎอิทัปปัจจยตาควบคุมการเกิด ขึ้นมา ควบคุมการ เป็นอยู่ เป็นไป, และ ยุบเลิกดับ ไปเป็นครั้งคราว, แล้วก็ เกิดใหม่ ได้อีก. นี่กฎอิทัปปัจจยตา แม้ไม่ใช่คน แม้ไม่ใช่ จิตใจอย่างคน มีอำนาจควบคุมสิ่งทุกสิ่งอย่างนี้. แล้วที่ว่า มีอยู่ในที่ทุกแห่ง อะไรล่ะที่จะเก่งถึง กับ มีอยู่ในที่ทุกแห่ง ก็คือกฎอิทัปปัจจยตา ที่ ทำให้ ทุกสิ่งเกิดขึ้น ให้ทุกสิ่ง เปลี่ยนไป ให้ทุกสิ่ง ดับไป ให้ ทุกสิ่ง เกิดใหม่ . กฎอิทัปปัจจยตาไปอยู่ในที่ทุกแห่ง ทุก ๆ ภาค ทุก ๆ อนุภาค ทุกๆ ปรมาณู. ในทุก ๆ ปรมาณู ที่ ประกอบกันขึ้นเป็นอะไรก็ตาม กฎอิทัปปัจจยตามีอยู่ใน สิ่งนั้น. โลกทั้งหมด กี่โลกกี่ร้อยโลกกี่โลกธาตุทั่วจักรวาลนี้ ทุก ๆ ปรมาณูของจักรวาลนั้น ควบคุมอยู่ด้วยกฎอิทัป- ปัจจยตา. นี่เราจะเห็นได้ว่า กฎนี้แท้จริง จริงที่สุด คือมี อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่งได้จริง. อย่าลืมว่าในตัวเราคนหนึ่งนี้ ประกอบอยู่ด้วยปรมาณูกี่ปรมาณูนับไม่ไหว; แต่ว่า ในทุก ๆ ปรมาณู มีกฎของอิทัปปัจจยตาควบคุมอยู่ หรือสิ่งอยู่ เรียกว่ามีอยู่ในที่ทุกแห่งถึงขนาดนี้.

น.23 ๑๙ ทีนี้พระเจ้าที่เป็นคน ๆ นี่ เข้าไปอยู่ในก้อนหินนี้ ก็ไม่ได้ ซึ่งพวกบางพวกเขาถือว่า พระเจ้าไปอยู่ในกอง ขี้หมาไม่ได้ ; เพราะว่าพระเจ้าเป็นคน. แต่ว่าถ้า พระเจ้า- อิทัปปัจจยตา มี อยู่ในทุกปรมาณูของทุกสิ่ง ที่เกิดขึ้น เกิดมา ; เพราะฉะนั้นจึงอยู่ได้ไม่ว่าในที่ไหน ยิ่งกว่าในกอง ขี้หมาก็อยู่ได้ ; เพราะมันเป็นกฎ กฎของธรรมชาติ เป็น กฎอิทัปปัจจยตา. นี่เรียกว่า พระเจ้าแท้จริงอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่งจริง แล้วมีอำนาจเหนือสิ่งใดจริง ๆ; เพราะ กฎของอิทัปปัจจยตาโดยเฉพาะ ควบคุมทุกสิ่ง ให้ทุกสิ่งเป็นไป. แล้วพระเจ้านี้รู้จักทุกสิ่ง ไม่อย่างนั้นจะสร้างถูกหรือ ? กฎอิทัปปัจจยตาจะสร้างดวง อาทิตย์ สร้างดวงจันทร์ สร้างอะไรทุกสิ่งในสากลจักรวาล ขึ้นมา, ถ้าไม่รู้แล้วสร้างถูกหรือ ? นี้เรียกว่าพูดเอาเปรียบกันหน่อย ; ถ้าจะพูดตรง ๆ ก็ว่า มันสามารถจะทำให้เกิดขึ้นทุกสิ่งได้ นี่ให้เกิดครบทุก สิ่งได้ เรามายักพูดเสียว่า รู้ทุกสิ่งและก็สร้างทุกสิ่ง ตาม ความประสงค์ ; ที่จริงมันก็เพียงแต่สามารถทำให้เกิดขึ้น ได้ทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไร. นี่เรียกว่าพระเจ้าท่านรู้ทุกสิ่ง.

น.24 ๒๐ เรามีกฎอิทัปปัจจยตาเป็นพระเจ้า ; เพราะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้ว ท่านยกกฎอิทัปปัจจยตานี้ เป็นสิ่งสูงสุด, ท่านเคารพเป็นพระเจ้า ตามธรรมเนียมแห่ง พระพุทธเจ้าทุกพระองค์, เคารพธรรมะที่ตรัสรู้ คือกฎ- อิทัปปัจจยตา. พุทธบริษัทเคารพพระธรรมเป็นพระเจ้า ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้า. ทีนี้เราพุทธบริษัท ลูกศิษย์มันก็หนีไปไหน พ้นล่ะ ; เมื่อพระพุทธเจ้าเคารพอะไรเป็นพระเจ้า เราก็ เคารพสิ่งนั้นเป็นพระเจ้า. ดังนั้น เ ราทุกคนจึงเคารพ พระธรรม, โดยเฉพาะคือกฎอิทัปปัจจยตา ในฐานะเป็น พระเจ้า, กฎนี้เป็นพระเจ้าที่แท้จริง สมบูรณ์ตามความหมาย ของพระเจ้า คือเกิดอยู่ก่อนสิ่งใดนั้น กฎอิทัปปัจจยตา สร้างทุกสิ่ง ขึ้นมา นั้นคือมือของกฎอิทัปปัจจยตา ควบคุม สิ่ง ทุกสิ่งอยู่ นั้นคือกฎอิทัปปัจจยตา ; จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ในทุก ๆ ปรมาณู แล้วให้ เลิก ยุบ ดับ ก็ได้ โดยกฎอิทัป- ปัจจยตา. แล้ว กฎอิทัปปัจจยตาเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง

น.25 ๒๑ มีอยู่ ในที่ทุกแห่ง และ รู้สิ่งทั้งปวง; แปลว่ากฎอิทัป- ปัจจยตาไม่ขาด ไม่ขาดคุณสมบัติใด ๆ ที่จะควรเรียกว่า พระเจ้า. ส่วนพระนารายณ์ พระอิศวร พระพรหม หรือ พระเจ้าชื่ออื่น ทำอย่างนี้ได้ที่ไหนเล่า ? ไปอยู่ในกองขี้หมา ก็ยังไม่ได้ นี่เรียกว่าขาดคุณสมบัติของความเป็นพระเจ้า : สร้างทุกสิ่ง ควบคุมทุกสิ่ง ยุบเลิกทุกสิ่ง มีอำนาจเหนือ ทุกสิ่ง อยู่ในที่ทั่วไป แล้วก็รู้ทุกสิ่ง. รู้จักพระเจ้าว่ามี ๒ ชนิด จะไม่ต้องเถียงกัน. นี่เราได้พระเจ้าเป็น ๒ ชนิดแล้วเห็นไหม ? ว่า พระเจ้าอย่างคน ๆ อย่างมีความรู้สึกอย่างคนนั้นนะ พวก หนึ่ง. ทีนี้ พระเจ้าอีกพวกหนึ่ง เป็นกฎของธรรมชาติ ; ไม่ใช่คน ไม่ใช่จิต ไม่ใช่วิญญาณ. แต่มันเป็นกฎ ซึ่งอะไรก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน กฎนี้คืออะไร ? แต่มัน มีกฎของธรรมชาติ ที่ให้สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามกฎของ ธรรมชาติ; นั่นแหละคือกฎของอิทัปปัจจยตา. นี้ก็เป็น พระเจ้าพวกหนึ่ง คือพระเจ้าที่มิใช่คน แต่เป็นกฎ.

น.26 ๒๒ อย่างน้อยก็ขอให้จำไว้ให้ได้สัก ๒ อย่างว่า พระเจ้า ชนิดหนึ่งเป็นอย่างบุคคล มีความรู้สึกอย่างคน เหมือนที่เขา ถือ ๆ กันอยู่ทั่วไปก่อน ๆ นั้น. ทีนี้พระเจ้าอีกพวกหนึ่ง อีกแบบหนึ่ง มาทีหลัง คือ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วนี่ จึงพบพระเจ้าชนิดนี้ คือ ไม่ใช่คน แต่เป็นกฎ ; เรียกว่า กฎของสัจจะ เป็นของจริง มีอยู่ตามธรรมชาติ. พระพุทธเจ้า จะเกิด หรือพระพุทธเจ้าจะไม่เกิด แต่กฎนี้มีอยู่แล้ว มีอยู่ ตลอดกาล ก็เคารพว่าเป็นพระเจ้า. นี่พระเจ้าชนิดที่ ไม่ใช่คน. พุทธบริษัทมีพระเจ้าชนิดไหน ? พุทธบริษัทมี พระเจ้าชนิดไหน จึงจะเป็นพุทธบริษัท ? พุทธบริษัทขาด พระเจ้าชนิดไหน จะหมดความเป็นพุทธบริษัท ? หรือถ้า พุทธบริษัทคนใดเขาถือกลับกันเสีย, กลับกันเสีย เช่นไปถือ พระเจ้าอย่างคนเขาก็หมดความเป็นพุทธบริษัท, พุทธ- บริษัทมีพระเจ้าอย่างกฎสูงสุด ที่เรียกว่าอิทัปปัจจยตา. เหตุที่เถียงกันว่าพุทธศาสนามีหรือไม่มีพระเจ้า, ก็เพราะไม่รู้จักพระเจ้า. เอ้า, นี้ทำไมจะต้องมาเถียงกันว่า พุทธศาสนามี พระเจ้าหรือไม่มีพระเจ้า ? มันเถียงกันจนเกิดเรื่อง ก็ต้อง

น.27 ๒๓ เห็นว่าเพราะไม่รู้น่ะ ไม่รู้ว่าพระเจ้ามีกี่ชนิด ? พระเจ้ามี อย่างไรบ้าง ? ก็พูดเอาตามที่ตัวเองรู้. เมื่อไม่รู้ทั้งหมด มันก็เถียงกันจนถึงกับว่าพระพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า, หรือว่า พระพุทธเจ้าไม่เคารพพระเจ้าอย่างนี้เป็นต้น ก็ต้องเถียงกัน. บางทีเขาจะกำลังด่าเราอยู่แล้วก็ได้ ถ้าเราว่าพระ- พุทธเจ้าก็มีพระเจ้า คือกฎอิทัปปัจจยตา. คนที่รู้จักแต่ พระเจ้าอย่างเป็นคน ๆ เขาก็ไม่ยอม, ก็ไม่ยอมให้พระพุทธ ศาสนามีพระเจ้า ก็ได้เถียงกัน. เราก็ไม่ต้องเถียงกัน ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามเรื่องของมัน ปล่อยให้เป็นไป ตามความจริง ของมัน ก็จะพบกันเอง ว่า พระพุทธเจ้า นี้ถือพระเจ้าหรือไม่ ? พระพุทธเจ้าไม่ได้ประกาศ พระองค์ว่าเป็นพระเจ้า ; พระองค์ทรงประกาศพระองค์ ว่า เคารพนับถือสิ่งสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งสูงสุด คือธรรมะที่ ได้ตรัสรู้ คือกฎอิทัปปัจจยตา เดี๋ยวนี้ฝรั่งเขามาจัดให้ตามชอบใจเขา คือตามที่เขา รู้นะ เขาจัดตามที่เขารู้ ว่าพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า, พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า ศาสนาคริสเตียน

น.28 ๒๔ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดูอะไร ที่ว่าเป็นศาสนา เพราะว่า มีพระเจ้า. นี่เขาว่าอย่างนั้น เราดูเองว่าเขาโง่หรือเขาฉลาด ? ถ้าเขาพูดไปอย่าง โง่เขลา เราก็ไม่ต้องเชื่อ ; เพราะว่าเรามันเห็น ๆ อยู่นี่ว่า เรามีพระเจ้าที่จริงกว่า ยิ่งกว่า สูงสุดกว่า แน่นอนกว่า, แน่นอนกว่าพระเจ้าเหล่านั้น ; แต่ว่า เป็นกฎของธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นบุคคล. พระเจ้าสูงสุดอยู่ที่นี่. คนไทยแต่เดิมนับถือพระเจ้าอย่างผีสาง เทวดา มาเปลี่ยนเมื่อนับถือพุทธ ฯ. ทีนี้ปัญหามันก็มีว่า คนไทยแต่ก่อนนั้นไม่ได้ถือ พุทธศาสนา ; เขาถือศาสนาอะไรตามที่คนชนิดนั้น ในเวลา นั้นถือ, ก็ถือพระเจ้าอย่างผีสางเทวดากันทั้งนั้น. คนไทย ก็ถือพระเจ้าอย่างผีสางเทวดา แบบคนป่าที่ถือกันมาแต่ เดิมนั้น. ต่อมาก็ได้รับถือศาสนาอย่างที่มีพระเจ้าอย่าง ศาสนาพราหมณ์ ; คนที่ถือศาสนาพราหมณ์จากประเทศ อินเดีย เขามาที่นี่ก่อนพุทธศาสนา. ให้รู้กันไว้นะ ว่าบ้าน เมืองนี้ ดินแดนนี้น่ะ พวกพราหมณ์ที่มีพระเจ้าอย่าง

น.29 ๒๕ พราหมณ์ เขามาก่อนมาสอนให้ก่อน แล้วพุทธศาสนามา ทีหลัง; เพราะฉะนั้นคนไทยที่อยู่ที่นี่จึงถือพระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม พระอะไรที่เป็น พระเจ้าอย่างมี บุคคล อย่างเป็นบุคคล ของศาสนาพราหมณ์นั้นอยู่ก่อนแล้ว เต็มที่แล้ว เต็มที่เลย. ทีนี้พอพุทธศาสนามาถึง มันก็ปะทะกัน ต่อต้านกัน ตามตำนานได้กล่าวไว้ว่า ต้องปราบยักษ์ ปราบผี ปราบ รากษส ปราบอะไรเสียมากมายนุ่น จนกว่าจะยอมรับนับถือ พุทธศาสนา. นี่ไปอ่านดูในตำนาน เขาเขียนไว้อย่างนั้น สุวรรณภูมิ ดินแดนแถวนี้ เมื่อพระเจ้าอโศก ส่งสาวกในพระพุทธศาสนา มาประกาศศาสนา คือพระโสณะ และพระอุตตระ พระเถระ ๒ องค์นี้ต้องมาปราบยักษ์ ปราบผี ปราบรากษส ปราบอะไรต่าง ๆ มากมาย จนว่าคนที่นี่จะยอม รับนับถือพุทธศาสนา ; เพราะว่าเขา ถือผีถือสาง ถือเทวดา ถือพระเจ้าอย่างก่อนโน้น อยู่ก่อนแล้ว ที่มาเปลี่ยนเขานี่มันต้องต่อสู้กันมาก แต่แล้วก็ ยอมรับว่าได้ ประกาศพุทธศาสนาสำเร็จ จนประชาชน ในสุวรรณภูมินี้รับนับถือพุทธศาสนา เลย กลายเป็นมีพระ-

น.30 ๒๖ เจ้าเป็นพระธรรม มีพระธรรมเป็นพระเจ้าตามแบบของ พุทธศาสนา. แต่แล้วมันยังเหลืออยู่ มันไม่หมดไปได้ ใน คน- บางคน ที่ไม่เข้าถึงพุทธธรรม พุทธศาสนา โดยแท้จริง ยังรับนับถือพระเจ้าอย่างเก่าอยู่อีกมาก . ฉะนั้นจึงมีคน ไทยที่นับถือพระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม อะไรอยู่ ตามเดิม ก็มีอยู่พวกหนึ่ง. แล้วเราจัดให้พวกนี้เป็นไสยศาสตร์ ไม่ใช่พุทธศาสตร์ คือของเดิม ๆ ที่ถือพระเจ้าอย่างบุคคลนั้น เป็นไสยศาสตร์ไม่ใช่พุทธศาสตร์. ถ้าพุทธศาสตร์ต้องมีพระเจ้า อย่างที่ว่า อย่าง ของพระพุทธเจ้าท่านมี. ถ้ามีอย่างเดิม ๆ เป็นเทวดาที่ อธิบายไม่ได้นั้น ให้ถือว่าเป็นไสยศาสตร์, มาฝั่งรากลงไปใน หัวใจของคนถิ่นนี้แน่นแฟ้นนานแล้ว. เอาออกไม่ได้จน กระทั่งเดี๋ยวนี้. ฉะนั้นเราต้องยกให้เป็นไสยศาสตร์ เลยถือ ว่าไสยศาสตร์เป็นสมบัติของคนปัญญาอ่อน. ไสยศาสตร์เป็นสมบัติของคนปัญญาอ่อน ได้ ยินไหม ? ไสยศาสตร์เป็นสมบัติของคนปัญญาอ่อน ; เก็บไว้ ให้เขา เก็บไว้ให้เขา, อย่าไปแย่งชิงเอามา เอามาทำอะไร

น.31 ๒๗ ไม่มีประโยชน์อะไร เมื่อเขายังมีปัญญาอ่อนอยู่ เขาก็ต้องถือ ไสยศาสตร์ไปก่อน. เข้าใจว่าที่นั่งอยู่ที่นี่คงมีหลายคน ยังเป็นปัญญา อ่อนอยู่ ยังต้องถือไสยศาสตร์ไปก่อน; นี้มันช่วยไม่ได้. เขา ก็ต้องถือพระเจ้าอย่างชนิดที่เป็นบุคคล ที่อธิบาย ไม่ได้นั่นแหละ เป็นพระเจ้าอย่างบุคคล ซึ่งจะมีอยู่ก่อนสิ่ง ทั้งปวง จะสร้างสิ่งทั้งปวงอย่างไรได้ ; มันคนเหมือนกัน จะสร้างอะไรกันได้. มันต้องเหนือกว่าคนซิ จึงจะสร้างคนได้ ; จะรู้ทุกสิ่ง. จะมีอยู่ในที่ทุกแห่ง, มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง อย่างไรได ถ้าเป็นคนเหมือนกัน. แต่แล้วก็ถือ เพราะปัญญา- อ่อน, มันก็ต้องถือไสยศาสตร์สำหรับคนปัญญาอ่อน เป็น มรดกตกทอดไป อีกนานแหละ จนกว่าปัญญาจะหายอ่อน จึงจะโยนทิ้งไสยศาสตร์แล้วมาถือพุทธศาสตร์กันได้. นี่เรื่องเกี่ยวกับพระเจ้ามันเป็นอย่างนี้ ฉะนั้นเราจะ มีพระเจ้ากันเสียที ก็ขอให้มีพระเจ้าที่มีคุณสมบัติครบถ้วน นั่นแหละ. อย่าเพ่อพูดว่าเป็นคนหรือเป็นอะไรกันเลย ให้ว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งใด.

น.32 ๒๘ พระเจ้าแท้ต้องเป็นกฎอิทัปปัจจยตา. คุณจำไว้สิ พระเจ้าแท้จริงต้องมีอยู่ก่อนสิ่งใด, และ พระเจ้าที่แท้จริงต้องสร้างทุกสิ่งขึ้นมา, แล้วควบคุมทุกสิ่ง ไว้ตามความต้องการ, ให้มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, ควบคุมมันไว้อย่างนี้, แล้วพระเจ้านี้ต้องมีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง คือในทุก ๆ ปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาลนี้, แล้วก็มีอำนาจ เหนือสิ่งใดหมด เพราะว่ามันสร้างขึ้นมาเองนี่, แล้วก็รู้ทุก สิ่งแหละ. ไม่มีอะไรที่มันจะแปลกออกไปได้ จากสิ่งที่ กฎอิทัปปัจจยตาจะสร้างขึ้นมา. เดี๋ยวนี้จะสร้างคอมพิวเตอร์ สร้างยานอวกาศ สร้างอะไรก็ตาม มันก็ไม่แปลกออกไปจาก กฎอิทัปปัจจยตา. ฉะนั้น กฎอิทัปปัจจยตาจึงเป็นพระเจ้า ที่รู้ทุกสิ่ง รู้ทุกสิ่ง ยิ่งกว่าอะไร ๆ หมด. พระพุทธเจ้านั้นยังรู้แต่เรื่องดับทุกข์เท่านั้นแหละ ไม่ต้องรู้ทุกสิ่ง. พระพุทธเจ้านั้นรู้แต่เรื่องดับทุกข์เท่านั้น แหละ ; รู้ทุกสิ่งเหมือนกันแต่รู้เรื่องดับทุกข์. ถ้านอกออก ไปกว่านั้นแล้ว ต้องเป็นพระเจ้าอิทัปปัจจยตาเท่านั้นที่จะ

น.33 ๒๙ เป็นผู้รู้ทุกสิ่ง จะดับทุกข์ ไม่ดับทุกข์ อย่างไรก็ตาม มัน เป็นผู้สร้างขึ้นมาเองทุกสิ่ง. นี่ พระเจ้าของพุทธบริษัทเรานี้จริง, จริงที่สุด ; พระเจ้าของพวกอื่นนั้น ไม่ใช่ดูหมิ่นดูถูกเขาดอก ถ้าว่า ตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ของเขาแล้ว มันไม่ได้เป็นอย่างที่ว่า ไม่ได้อยู่ก่อนสิ่งใด ไม่ได้สร้างทุกสิ่งขึ้นมา ไม่ได้ควบคุม ทุกสิ่งได้ ; แต่เขาก็รับนับถือกันอย่างนั้นแหละ, เขาบูชา อ้อนวอนกันไปอย่างนั้นแหละ ; เพราะว่าเมื่อก่อนสมัยก่อน โน้น เขารู้เพียงเท่านี้, เขารู้แต่เพียงพระเจ้าชนิดบุคคล หรือมีจิตใจอย่างบุคคล ก็เป็นพระเจ้าไป. ต่อมาพระพุทธ- เจ้าท่านรู้จักสิ่งที่เป็นพระเจ้าเหนือกว่านั้น จึงมาสอน แล้วก็ จึงมีพระเจ้าสุดท้าย ที่มีคุณสมบัติของพระเจ้าครบถ้วนจริงๆ. ขอให้รู้จักไว้ว่า พุทธบริษัทเรานี้มีพระเจ้าแท้จริงอย่างนี้. นี้เราไม่เชื่อตามที่ฝรั่งเขามาว่าเอาเอง ว่าพุทธ- ศาสนาไม่มีพระเจ้า ; เราต้องย้อนกลับไปว่า ฝรั่งโง่ ขออภัย ต้องพูดคำหยาบแล้ว ฝรั่งโง่ ที่มาพูดว่าพุทธศาสนาไม่มี พระเจ้า, ที่จริง พุทธศาสนามีพระเจ้ายิ่งกว่าศาสนาใด

น.34 ๓๐ หมด จริงกว่า สูงกว่า แน่นอนกว่า แล้วจะมาเรียกว่าไม่มี พระเจ้าอย่างไรได้. ที่กล่าวว่าพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า เพราะไม่มีอย่างบุคคลเหมือนเขา. ทำไมเขาไม่เรียกว่า ในพุทธศาสนามีพระเจ้า ? เพราะ ว่ามันไม่เหมือนพระเจ้าในศาสนาเขา. พระเจ้าที่กล่าวไว้ใน ศาสนาของฝรั่งนั้น มันไม่เหมือนกับพระเจ้าอิทัปปัจจยตา ของเรา ; เขาไม่รู้จัก เขาเลยหา ว่าในพุทธศาสนาไม่มี พระเจ้า ก็ถูกของเขาแหละ เพราะไม่มีพระเจ้าเหมือน อย่างของเขานี่. ฝรั่งรู้จักพระเจ้าสูงสุดเพียงแค่พระยะโฮวา แล้วก็มี อาการอย่างนั้นดังที่ว่า แล้วเป็นบุคคล, โกรธได้ ฯลฯ. พระยะโฮวาเวลาโกรธขึ้นมาร้ายกาจมาก ไม่แพ้พระอิศวร เลย : นี่เราไม่ศรัทธา. ถ้าพระเจ้ายังโกรธได้ ยังรักได้ ยังให้ รางวัลได้ ยังลงโทษได้ ยังมีอะไรเหมือนกับคนแล้วก็ เรา ไม่รับ.

น.35 ๓๑ แต่ พระเจ้าอิทัปปัจจยตา ของเราก็ โกรธได้ เหมือนกัน ; แต่ไม่ได้โกรธอย่างคน. คุณลองทำให้ผิดกฎ อิทัปปัจจยตา คุณจะวินาศไม่มีอะไรเหลือ. นั่นแหละพระเจ้า ลงโทษ ; แต่พระเจ้าอิทัปปัจจยตาไม่ใช่พระเจ้าอย่างคน. นี้ถ้าเราจะอ้อนวอนพระเจ้าเหมือนพวกฝรั่งเขาบ้าง เราก็อ้อนวอนได้, คือเราประจบพระเจ้าอิทัปปัจจยตา คือ ทำให้ถูกใจพระเจ้าอิทัปปัจจยตา. อย่าทำให้ผิดกฎอิทัป- ปัจจยตาแม้แต่นิดเดียว ; เมื่อทำถูกต้องตามกฎอิทัป- ปัจจยตาแล้ว ไม่มีความทุกข์เหลือ ดับทุกข์สิ้นเชิง แหละ. นั่นเราอ้อนวอนพระเจ้า, เราปฏิบัติตามพระเจ้า, เราบูชาพระเจ้าของเรา ตามแบบของเรา เราก็ได้รับ ประโยชน์ที่สุด คือดับทุกข์ได้. ทีนี้จะบูชาพระเจ้าตามแบบของพวกเหล่าโน้น ที่ เคยเห็นมาแล้ว มันเป็นไปไม่ได้, มันไม่ได้แน่นอน. นั่น เป็นพระเจ้าอย่างบุคคล รู้สึกอย่างบุคคล จึงลำเอียงได้ ; ฉะนั้น จะต้องเล่านิทานเด็ก ๆ. เมื่ออาตมาเป็นเด็ก ๆ ได้รับ พึ่งนิทาน เขาเล่าเรื่องพระเจ้านี้ จำไว้ไม่ลืมว่า : -

น.36 ๓๒ พระอิศวรเป็นเจ้า เป็นพระเจ้าผูกขาดอยู่ ทีนี้ สัตว์ทั้งหลายไปพ้องพระอิศวร ว่ามนุษย์เบียดเบียนสัตว์ นัก. ขอให้พระอิศวรจัดการเสียใหม่ อย่าให้มนุษย์นี่เบียด เบียนสัตว์นัก. แล้วในนิทานนั้นเขาเล่าว่า กุ้งก็ไปฟ้อง ด้วยเหมือนกัน : ไปฟ่องว่ามนุษย์กินกุ้ง กินกุ้งอย่างไม่ไว้ หน้าเลย เบียดเบียนย่ำยีมาก. พระอิศวรก็ตอบว่า ถ้า อย่างนั้นเนื้อของเอ็งคงจะกินดี, ข้าอยากจะลองบ้างเหมือน กัน. กุ้งเลยไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่ทันกลับหลังหันแหละ ถอยหลังกรูดเอาหลังไป นี่กุ้งจึงเป็นสัตว์ที่เอาหลังไปจน กระทั่งบัดนี้. ใครไม่รู้ไปดู, ไปดูกุ้งในน้ำ มันวิ่งถอยหลัง เอาฝ่ายโค้งนั่นแหละไป ; เพราะมันตกใจพระอิศวรว่าอยาก จะลองกินดูบ้าง. กุ้งจึงเป็นสัตว์ที่วิ่งถอยหลัง ว่ายน้ำถอย หลัง เอาโค้งไปจนกระทั่งบัดนี้ มันกลับหลังหันไม่ทัน มัน กลัวมาก. นี่พระเจ้ายังอยากจะลองกินกุ้ง ที่เขาไปฟ้องว่า มนุษย์เบียดเบียนนัก. นี่เป็นนิทานสำหรับเด็ก ๆ แต่มันก็มีความหมาย มี ความหมายที่เอาไปคิดนึกดูให้ดี ว่า ถ้าพระเจ้ายังมีความ รู้สึกอย่างบุคคล, อย่างคน ๆ แล้ว ไม่ไหวดอก สู้ไม่ไหว

น.37 ๓๓ ดอก. อย่าเอาเลย ; เอาพระเจ้าชนิดที่เที่ยงตรง เป็น กฎของสัจจะของธรรมชาติดีกว่า ไม่เข้าใครออกใคร. ถ้าแกประพฤติตามกฎถูกต้องตามกฎ แกก็ได้รับผลดีที่สุด แกประพฤติฝืนกฎก็ต้องมีทุกข์ทรมานไป. นี่มันเฉียบขาด อย่างนี้, แล้วเล่นตลกกันไม่ได้ เพราะฉันมีอยู่ในที่ทุกหน ทุกแห่ง. การบูชาพระเจ้าก็คือการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง. พระเจ้ามีอยู่ในที่ทุกแห่ง ในทุกๆ ปรมาณู ที่ ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาล, แล้วใครจะหนีสายตาพระเจ้า ไปได้ ; เราก็เลยต้องยอม ต้องยอม ยอมทุกอย่าง ยอม นับถือ ยอมเคารพ ยอมบูชา เรียกว่ายอมกระทำตามทุก อย่างนั้นแหละคือการบูชาพระเจ้าในพระพุทธศาสนา. กฎของธรรมะ ของอิทัปปัจจยตา มีอยู่ว่าอย่างไร ; เราศึกษาให้รู้ ปฏิบัติให้ดี, ปฏิบัติให้ถูกต้องทุกอย่าง, นั่น แหละคือการมีพระเจ้าของพุทธบริษัท. การเคารพบูชา อ้อนวอนบวงสรวงพระเจ้าอย่างพุทธบริษัท ไม่ใช่ทำ พิธีรีตอง อะไร คือ ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องเต็มที่ต่อกฎ เกณฑ์อันนั้น คือต่อธรรมะนั้น.

น.38 ๓๔ ข้อนี้ พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสว่า เราชอบการบูชา ด้วยการปฏิบัติ, ไม่ชอบการบูชาด้วยอามิส. การบูชาด้วย ดอกไม้ธูปเทียน ข้าวปลาอาหารนั้น เรียกว่ามันเป็นการ บูชาที่ต่ำมาก ; การบูชาที่แท้จริง ที่สูงสุด คือบูชาด้วย การปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมะ. ฉะนั้น เรามี ธรรมะเป็นพระเจ้า แล้วก็บูชาพระเจ้า เรียกว่า ปฏิบัติ ธรรมะอย่างถูกต้อง ตามกฎของธรรมะนั้นเอง. นี่คุณลองทบทวนดู ตั้งแต่ที่พูดมานี้ ยังมีอะไรที่ เป็นปัญหา ? มัน ไม่ควรจะมีอะไรที่เป็นปัญหา ที่เกี่ยวกับ พระเจ้า ; ถ้าเราเข้าใจถูกต้อง. ปัญหามันเกิดมาจากเรา เข้าใจไม่ถูกต้อง ไม่รู้ว่าพระเจ้านั้นคืออะไร, พระเจ้าต้อง ประกอบด้วยคุณสมบัติอย่างไร เราก็ไม่รู้, แล้วเราก็ได้รับ คำสอนมา ตั้งแต่หลายชั่วบรรพบุรุษ ที่ศาสนาพราหมณ์ เขามาสอนไว้ก่อน. พระเจดีย์ที่วัดแก้วตรงนี้แหละ ไปดูเถอะ ; ใน พระเจดีย์วัดแก้วองค์ใหญ่ ตรงช่องกลาง ช่องประธานนั้น ในนั้นเขาพบศิวลึงค์หนึ่ง พบพระคเณศวร์สอง ศิวลึงค์ และคเณศวร์ นั้นมันเป็นรูปปฏิมาของฝ่ายศาสนาพราหมณ์

น.39 ๓๕ ก็พบในพระเจดีย์วัดแก้ว ที่เป็นพระเจดีย์พุทธ ; ฉะนั้น ใน พระเจดีย์พุทธนั้น มีของพราหมณ์มาปนอยู่ด้วย. ทำให้ สันนิษฐานได้ว่า เขาถือพร้อมกันทั้ง ๒ ศาสนา คงจะมีการ ออมชอมหรือปรองดองกัน ผู้มีอำนาจครองบ้านครองเมือง ว่า เออถือกันได้ทั้ง ๒ ศาสนา อย่าทะเลาะกัน. แต่อาตมาคิดว่า คงจะมี โบสถ์พราหมณ์อยู่ข้างหน้า โบสถ์พุทธทุกวัดแหละ ; แล้วในโบสถ์พราหมณ์นั้นก็มีรูป ปฏิมาอย่างพราหมณ์ เช่นพระคเณศวร์ ศิวลึงค์เป็นต้น. แล้วต่อมาจะมีคนยกมารวมไว้ในพระเจดีย์ของพุทธ. เลย ไหว้พร้อม ๆ กันไป เพราะมันมีคนปัญญาอ่อนนี่ จะทำอย่างไร ได้. คนปัญญาอ่อนก็แวะเข้าไปโบสถ์ศิวลึงค์; ไปไหว้ หรือว่าไหว้ศิวลึงค์ รวมอยู่กับพระพุทธรูป ก็ได้เหมือนกัน, คนปัญญาอ่อน ก็ทำอย่างนั้นจนกว่าจะปัญญาแก่. นี่ลองนึกดูเถิดว่า ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราถอยหลัง เข้าไปสักสองชั่วคนนั้น ท่านไม่ได้เคร่งครัดอะไรเรื่องนี้นัก ; ไหว้ทั้งนั้นแหละ, จะไหว้ทั้งนั้นแหละพระเจ้าก็จะไหว้ทั้งนั้น แหละ, ศิวลึงค์ก็เคยไหว้, พระพุทธรูปก็เคยไหว้, นั่นมัน จะเป็นอย่างนั้นแหละ.

น.40 ๓๖ เดี๋ยวนี้เรามารู้ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วมันจึงเกิดแยก กัน; เลยแยกพระเจ้า, แบ่งพระเจ้า, แบ่งแยกพระเจ้า เป็น ๒ ฝ่าย : คือพระเจ้าสำหรับคนปัญญาอ่อน เอาไป พวกหนึ่ง, พระเจ้าสำหรับคนปัญญาไม่อ่อน เอามาพวกหนึ่ง ก็เลือกไหว้กัน. ต่อไปนี้ก็เลือกไหว้ จะเอาอย่างปัญญา อ่อน หรือปัญญาไม่อ่อน. แล้วที่พูดให้พังมานี้ พูดหมด แล้วนะ, พูดหมดแล้วนะ ว่าพระเจ้าจะมีได้อย่างไรบ้าง, พูด หมดแล้ว. ฉะนั้น ขอให้ชาวพุทธนั้นมีพระเจ้าของชาว พุทธเถอะ คือกฎของอิทัปปัจจยตาเป็นพระเจ้าของชาว พุทธ. ส่วน พระเจ้าอย่างบุคคล นั้น เป็นพระพรหม พระอิศวร พระนารายณ์ พระ ฯลฯ. อย่าออกชื่อเลย เดี๋ยวจะเป็นการดูถูกคนอื่น ; นั่นเป็นอย่างบุคคล ไม่ใช่ ของอย่างชาวพุทธ. พระเจ้าอย่างบุคคล รู้สึกอย่างบุคคล แม้จะอธิบายกันว่าไม่มีร่างกายอย่างคน มีแต่จิต มีแต่วิญญาณ ก็ยังรู้สึกอย่างบุคคลอยู่นั่นแหละ ; มันก็หนีไม่พ้น เราก็ ไม่เอานะ ; ถ้ามีความรู้สึกอย่างคนแล้วเราก็ไม่เอา.

น.41 ๓๗ พระพุทธเจ้าทรงเคารพพระธรรม และให้ปฏิบัติตามเพื่อพ้นทุกข์. พระพุทธเจ้าท่านก็ยังมีพระเจ้าที่ท่านเคารพ แล้วก็ ท่านเป็นผู้แจ้งข่าวของพระเจ้า คือท่านสอนเรื่องอิทัป- ปัจจยตาอย่างไรล่ะ, แจ้งข่าวของพระเจ้าให้เรารู้เรื่องอิทัป- ปัจจยตา, แล้วเราก็ปฏิบัติตามกฎ อิทัปปัจจยตา ปฏิจจ- สมุปบาทจนกระทั่งเราไม่มีความทุกข์. พระเจ้าโปรดได้อย่าง นี้โดยพระพุทธเจ้าเป็นสื่อ, พระพุทธเจ้าทรงเป็นสื่อ ให้เรา มีพระเจ้า เข้าถึงพระเจ้า คือพระธรรม. เราก็เคารพ บูชา อ้อนวอน หรือประจบก็ได้ ; อย่าละอายเลย. ถ้าพระเป็นเจ้าจริงแล้วเราประจบก็ได้, ประจบ ท่านก็ได้, คือว่าประพฤติปฏิบัติอย่าให้ขัดใจท่านแม้แต่น้อย หนึ่ง, คือ อย่าปฏิบัติให้ผิดธรรมะ แม้แต่น้อยหนึ่ง นิด เดียวก็อย่าให้ผิดธรรมะเลย. นี่คือเรียกว่าประจบพระเจ้า ประจบพระเจ้าของพระพุทธเจ้า คือธรรมะ กันจริงๆ สักที เถิด.

น.42 ๓๘ เอาละ เป็นอันว่า ต่อไปนี้เราไม่ต้องเถียงกันแล้ว กระมังเรื่องพระเจ้า; ถ้าเรามัวทะเลาะเรื่องพระเจ้ากัน เรา ก็แตกแยก แตกสามัคคีกัน. เขาอยากถือพระเจ้าอย่างนั้น ก็ถือไป; เราจะถือพระเจ้าอย่างนี้ก็ถือไป. ต่างคนต่าง มีพระเจ้า แล้วอย่าทะเลาะวิวาทกัน ด้วยเรื่องพระเจ้า เลย. ถ้าเขาถือศาสนาอื่น มีพระเจ้าอย่างอื่น ก็เป็นที่ พอใจของเขาแล้ว, เขาไม่มีเจตนาอะไรที่จะมาขัดแย้งเป็น ปฏิปักษ์กับเรา. เขาพอใจอย่างนั้น เขารับนับถือได้ เพียงเท่านั้น, เขาก็เอาเพียงเท่านั้น ; และ เราก็มีสิทธิ์ ที่จะถือให้มากไปกว่านั้น เราก็ควรจะได้มากไปกว่านั้น แล้วเราก็ ไม่ต้องทะเลาะกัน. แต่อย่ากล้าคิดว่าไม่มีพระเจ้านะ ; ถ้าใครคิดว่าฉัน ไม่ต้องมีพระเจ้าแล้ว คนนั้นโง่กว่าแมว เพราะว่าแมวมัน ยังมีพระเจ้า มันมานั่งตักอาตมาบ่อย ๆ นี่ มันอยากมีพระเจ้า มันอยากมีที่พึ่ง, แล้วทำไมคนจะกล้าคิดว่า ไม่ต้องมีพระเจ้า. "ฉันไม่มีพระเจ้า" มันจะโง่กว่าแมวนะ, ระวังให้ดี. ฉะนั้น ต่างคนต่างมีพระเจ้ากันเสียทุกคน แล้ว มีให้ถูกต้อง แล้ว ก็ ปฏิบัติต่อพระเจ้านั่นแหละให้ถูกต้อง.

น.43 ๓๙ พระเจ้าอย่าง คนนั้น ก็ต้อง อย่า วิพากย์วิจารณ์ อะไรกันนัก นับถือด้วยศรัทธา มีศรัทธามาก ๆ ตามที่เขา กล่าวไว้ก็พอแล้ว. อย่าไปวิพากย์วิจารณ์ เดี๋ยวพระเจ้าจะตาย เสีย. แต่ถ้าว่า พระเจ้าอย่างอิทัปปัจจยตา ; กล้าท้า, ท้ามา ให้มาวิพากย์วิจารณ์พระเจ้าอิทัปปัจจยตา ; แม้จะ วิพากย์วิจารณ์อย่างไรก็ยังคงอยู่, ยังเข้มแข็งยังคงอยู่, ยัง เป็นที่พึ่งอยู่ได้. สุขทุกข์ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับพระเจ้าอิทัปปัจจยตา นี่ พระเจ้าอิทัปปัจจยตา, พระเจ้าอย่างกฎธรรมชาติ เฉียบขาดยุติธรรม มีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง แล้วสุขหรือทุกข์ ของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับพระเจ้าอย่างนี้. ในบาลีนั้นมีอยู่ว่า การถือว่าสุขทุกข์ของมนุษย์ มา จากพระอิศวรเป็นเจ้า นั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ. ถ้าถือว่าความสุข ทุกข์ ของเราแล้วแต่พระเป็นเจ้าจะประทานแล้ว เป็นมิจฉา ทิฏฐิ. แต่ พุทธเราพูดได้ เลยว่า สุขทุกข์ของเราขึ้นอยู่ กับการปฏิบัติต่อพระเจ้า คืออิทัปปัจจยตา. เราปฏิบัติ ต่ออิทัปปัจจยตาผิด เราก็ต้องเป็นทุกข์ ; เราปฏิบัติต่อ

น.44 ๔๐ อิทัปปัจจยตาถูก เราก็ไม่ต้องเป็นทุกข์. ฉะนั้นสุข ทุกข์ ของพุทธบริษัทนี้ มันขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามกฎของพระเจ้า อิทัปปัจจยตา. แต่ถ้าเราไปถือว่าสุข ทุกข์ ของมนุษย์แล้วแต่พระ อิศวรเป็นเจ้า อย่างที่เขาสอนกันในอินเดียอย่างนี้เป็นมิจฉา ทิฏฐิ พระอิศวรเป็นเจ้าจะมาควบคุมเราถึงขนาดนี้ไม่ได้, แล้วถ้าถืออย่างนี้มันไม่ถูก มันผิดกฎอิทัปปัจจยตา ถ้าให้ พระเจ้าไปผูกขาดเสียว่าแล้วแต่พระเจ้า อย่างนี้ผิดหมด, แล้ว เราก็แย่. ถ้าแล้วแต่พระเจ้าจะทำอะไรกับเรา เดี๋ยวก็ทำ เหมือนกับกุ้ง เราก็ลำบาก เรามีอิทัปปัจจยตาเป็นพระเจ้า; เราปฏิบัติให้ถูก ต้อง, แล้วเราก็ได้รับความสุข ; เราปฏิบัติผิด เราก็ต้อง ได้รับความทุกข์. สุขทุกข์ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับกฎอิทัป- ปัจจยตา นี้ถูกต้อง ; แต่ถ้าว่าสุขทุกข์ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับ กฎของพระเจ้าอย่างชนิดเป็นบุคคล แล้วเป็นมิจฉาทิฏฐิ มัน จริงไม่ได้ด้วย, แล้วมันตัดสิทธิ์มากเกินไป. มนุษย์ควร จะสร้างสุขทุกข์ของตัวเองได้, มนุษย์ควรจะแก้ความ ทุกข์ให้กลายเป็นความสุขได้; ถ้าว่ามันมีความทุกข์มา ก่อน เรายกเลิกให้เป็นความสุขก็ได้

น.45 ๔๑ สมมติว่าพระเจ้าจะแกล้งให้เราเป็นทุกข์ เราก็ต้อง มีอิทัปปัจจยตาสำหรับต่อสู้ ไม่เป็นทุกข์. เมื่อเรา ควบ คุมผัสสะไว้ได้ ในขณะแห่งผัสสะไม่มีอวิชชา แล้ว ไ ม่มี ความทุกข์. ผี สาง เทวดา เคราะห์โชค กรรม มันจะมา อย่างไรก็ไม่เป็นไร. นี่ท้าทายว่า ผีสางเทวดา เคราะห์ โชค กรรม พระเจ้า ถ้าจะแกล้งให้เราเป็นทุกข์ เราก็ไม่ เป็นทุกข์ ; เพราะเราปฏิบัติถูกต่อกฎอิทัปปัจจยตาอยู่เสมอ แล้วเราก็ไม่เป็นทุกข์. นี่พุทธบริษัทมีหลักที่พึ่ง มีทางออก มีอะไรอย่างนี้ พุทธบริษัทจึงไม่ต้องเป็นทุกข์เลย, ไม่ต้องเป็นทุกข์เลย, ขอให้เป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงให้ถูกต้อง. ทุก ๆ ปรมาณูที่ประกอบกันเป็นร่างกายเรานี้ ขึ้นอยู่กับอิทัปปัจจยตา เราปฏิบัติให้ถูก ให้ทุกๆ ปรมาณูที่ประกอบอยู่เป็นร่างกาย เรานี้ถูกต้องเถิด เราจะไม่มีไข้เจ็บ เราจะสบายดี ที่เรา เป็นโรคภัยไข้เจ็บ นั่นนี่ เพราะมีการผิดพลาดจากกฎ- อิทัปปัจจยตา ที่อยู่ในทุกๆ ปรมาณูในร่างกายเราแล้ว. นี่เราปฏิบัติถูกต้อง ต่อทุกๆ ปรมาณู ที่ประกอบกันอยู่เป็น ร่างกายเรา ตามกฎอิทัปปัจจยตา เราจะไม่เจ็บไข้เลย, หรือว่า

น.46 ๔๒ ถ้าเราปฏิบัติถูกต้องจริง เราจะรักษาโรคหายหมดแหละ ไม่ ว่าโรคไหน มนุษย์จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้หายหมด. เดี๋ยวนี้มนุษย์ ที่เป็นชั้นสุดชั้นเลิศ ชั้นเอก ก็ไม่รู้ เรื่องทุก ๆ ปรมาณู ว่ามันอยู่ใต้กฎอิทัปปัจจยตาอย่างไร ; จึงรักษามะเร็งยังไม่ได้ เพราะไม่รู้จริงนี้. ฉะนั้น ขอให้รู้จริง เรื่องอำนาจของอิทัปปัจจยตา ที่มีอยู่ในทุก ๆ ปรมาณูของมนุษย์แล้ว เราอาจจะรักษาโรค ได้, หรือทำคนให้ไม่ตายก็ได้ ตามหลักของพระพุทธเจ้า. ถ้ารู้เรื่องนี้แล้วก็ ไม่มีใครตาย ไม่มีใครเกิด คือมันไม่ ใช่คนตาย หรือคนเกิด, มันมีแต่ทุกๆ ปรมาณูหรือทุก ๆ ส่วน ที่ประกอบกันเป็นร่างกาย เป็นไปตามกฎของอิทัป- ปัจจยตา. นี่พระเจ้าอิทัปปัจจยตายิ่งใหญ่อย่างนี้ เราจึงต้อง ทำตามความประสงค์ของพระเจ้าอิทัปปัจจยตา. อย่าไปผืน ความประสงค์ จะไม่มีทุกข์ จะไม่มีปัญหา. คนไม่รู้จักพระเจ้าอิทัปปัจจยตาก็ต้อง รับทุกข์. เดี๋ยวนี้ คนในโลกกำลังดื้อดึงต่อพระเจ้าอิทัป ปัจจยตา ทำตามกิเลสตัณหา คนก็ได้ไข้เจ็บเป็นทุกข์ทาง

น.47 ๔๓ กาย, มันมีกิเลสตัณหาเป็นทุกข์ทางใจ เป็นไฟเผาลน อยู่ ตลอดเวลา เป็นทุกข์ทางใจ. ทางกายก็เป็นทุกข์, จิตล้วนๆ ก็เป็นทุกข์, วิญญาณความรู้สติปัญญาก็ผิดพลาดหมด เป็น ทุกข์ : เพราะไม่รู้จักพระเจ้าอิทัปปัจจยตาในพระพุทธ- ศาสนา. แล้วยังดื้อดึงกันอีกนะ เดี๋ยวนี้คนในโลกเขาดื้อดึง ต่อพระเจ้าอิทัปปัจจยตา ; เขา ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎ ธรรมะเรื่องอิทัปปัจจยตา เขา ยอมเป็นทุกข์ เขาว่าเป็น ทุกข์มันก็สนุกดีแล้ว. คนเป็นอันมากเขาว่า เป็นทุกข์บ้าง สุขบ้างนั้นดีแล้ว, ดีกว่าไม่เป็นทุกข์เสียเลย. บางคน ที่มาที่นี่ ไกลไปถึงกับว่า ถ้าไม่เป็นทุกข์ เลยนั้นเป็นผิดปรกติแล้ว ไม่ใช่คนปรกติ ; ถ้าเป็นคนปรกติ ธรรมดาต้องเป็นทุกข์บ้าง. ฉะนั้นพอเราพูดว่า เราจะบอก เรื่องดับทุกข์สิ้นเชิง ; เขาไม่เอา, เขาสั่นหัว. ชาวต่างประ- เทศที่มาที่นี่เป็นอย่างนี้ก็มี ; เขาถือว่าไม่มีความทุกข์เลยนั้น ผิดปรกติ ไม่ใช่คนปรกติ ก็ไม่ต้องพูดกัน. เรามีกฎเกณฑ์ที่จะทำให้เราไม่ต้องเป็นทุกข์เลย คือเรายุบเลิกสิ่งที่เรียกว่าเรา หรือสัตว์ หรือคน หรือตัว

น.48 ๔๔ หรือตน นั้นเสีย มันก็ไม่มีความทุกข์เลย ; เขาว่าผิด- ธรรมดา เขาไม่เอา. ฉะนั้นจิตใจนั้น ก็ต้องเป็นทุกข์ต่อไป เพราะไม่ยอมรับระบบที่ว่าจะไม่เป็นทุกข์เลย. ทีนี้ยิ่งอันธพาลตามท้องถนนในกรุงเทพ ฯ อาชญากร อันธพาลตามท้องถนนในกรุงเทพฯ นั้น เป็นพวกที่เขามี พระเจ้าของเขาเอง. เขามีพระเจ้าของเขาเอง, เขามีกิเลส- ตัณหาเป็นพระเจ้าของเขาเอง, เขาไม่มีกฎอิทัปปัจจยตา ที่ระมัดระวังหรือประพฤติปฏิบัติ. ฉะนั้นเป็นอันตรายกี่มาก น้อย ? คนอันธพาลในโลกนี้เขาทำไปตามอันธพาล, ทำความ ยุ่งยากลำบากให้แก่เพื่อนมนุษย์ทั้งโลกเลย ; เพราะว่าเขาไม่มี พระเจ้า. ถ้าเขาเกิดรู้จักพระเจ้าอย่างถูกต้องเท่านั้นแหละ เขาจะเลิกเป็นอันธพาลทันที. รัฐบาลทุก ๆ รัฐบาล ควรจะอบรมประชาชน ให้รู้จักพระเจ้าที่แท้จริง คืออิทัปปัจจยตา; แล้วคน อันธพาลเหล่านั้นก็จะเลิกทันที, จะเปลี่ยนเป็นสัตบุรุษ เป็นคนดีไปหมดทั้งบ้านทั้งเมือง, ก็จะอยู่เป็นสุข. เดี๋ยวนี้ ยิ่งไปส่งเสริมเหยื่อของกิเลส ; พวกเศรษฐกิจที่เป็นเหยื่อ ของกิเลส มันก็เท่ากับส่งเสริมให้คนที่เกลียดพระเจ้ามีมาก

น.49 ๔๕ ขึ้น ๆ, มีกิเลสแล้วเกลียดพระเจ้า ; เพราะเขาเอากิเลสเป็น พระเจ้า. เขาไม่เอาธรรมะเป็นพระเจ้า, เขาเอากิเลส เป็นพระเจ้า, เขาเอาเงินเป็นพระเจ้า, เขารับศีลว่า สตางค์ สรณัง คัจฉามิ เขาว่าสตางค์ สรณัง คัจฉามิ, เขารับ ศีลว่าอย่างนั้น แล้วเราจะทำกับเขาได้หรือ ? เขาเอาสตางค์ เป็นพระเจ้าเสียแล้ว. ถ้าอย่างไรก็ไปช่วยกันหน่อย, ช่วย ๆ ช่วยให้คน รู้จักพระเจ้าที่แท้จริง ที่เอาเป็นที่พึ่งได้จริง. อย่าเอาสตางค์ สรณัง คัจฉามิเลย มันจะฆ่ากันหมดโลก. ถ้ายังถือ "สตางค์ สรณัง คัจฉามิ" มันจะฆ่ากันหมดโลกมันไม่หยุด มันจะฆ่ากันเรื่อย ๆ ไปจนหมดโลก. ชาวพุทธต้องมีพระเจ้าอิทัปปัจจยตาอยู่ในดวงใจ. ชาวพุทธต้องไม่ทำผิดในเรื่องนี้ พระเจ้ามีจริง, พระเจ้าคือพระธรรม ที่พระพุทธองค์ตรัสรู้, พอตรัสรู้ รู้จักพระเจ้า พระองค์ก็เคารพพระเจ้าทันทีที่ตรัสรู้, แล้วก็ สอนพวกเราให้มีพระเจ้า คือกฎอิทัปปัจจยตา ปฏิบัติ อย่าให้ผิดต่อกฎอิทัปปัจจยตา แล้วก็จะไม่มีใครเป็น ทุกข์เลย.

น.50 ๔๖ เอาพระเจ้าที่แท้จริงมาถือไว้ในดวงใจ ; อย่าเอา มาแขวนที่คอยกแก้วเหล้าข้ามหัว อย่ามาแขวนไว้ที่คอ. พระเจ้าที่จริง แท้จริง ต้องเก็บไว้ในดวงใจ อย่ามาแขวนไว้ ที่คอ แล้วยกแก้วเหล้าข้ามหัว ดูรูปที่เขาถ่ายมาลงหนังสือพิมพ์นั้น รูปที่ตำรวจ เขาไปจับอันธพาลมา พอเขาถอดเสื้ออันธพาล ; ที่ไหนได้ พระเครื่องเป็นพวงแขวนอยู่ใต้เสื้ออันธพาลที่ตำรวจจับมา. นั่นแหละเขามีพระเจ้าแบบที่เขายกแก้วเหล้าข้ามหัวอยู่ทุกวัน; มันก็ช่วยเขาไม่ได้. ฉะนั้นไปมีเสียใหม่ มีพระเจ้าที่แขวนไว้ในหัวใจ คอยควบคุมให้ปฏิบัติถูกต้องอยู่เสมอ หมดปัญหา ; หมดปัญหา แล้ว มนุษย์ถ้ามีพระเจ้าที่แท้จริงที่ถูกต้องแล้ว จะไม่มี ปัญหาอะไร จะอยู่กันเป็นผาสุก. แล้วข้อทะเลาะวิวาทที่ เถียงกันว่า พระเจ้ามี พระเจ้าไม่มี พระเจ้าเป็นอย่างไร ? พระเจ้าของแกเป็นอย่างไร ? พระเจ้าของฉันเป็นอย่างไร ? เลิกเถียงกันได้ ใครชอบใจพระเจ้าอย่างไหน ก็ถือ ไปได้ ; พระเจ้าไม่ทำอันตรายใครดอก. แม้แต่เป็นชั้นที่ว่า เป็นบุคคลก็ยังดี คือสอนให้คนมีศีลธรรมอยู่นั่นเอง ; ถ้ามี

น.51 ๔๗ พระเจ้าแล้ว ดีกว่าไม่มีพระเจ้า อย่างน้อยก็จะมีศีลธรรม. ถ้ามีพระเจ้าสูงสุด ก็มีสูงสุดถึงปรมัตถธรรม ถึง นิพพาน บรรลุนิพพาน. ไม่ควรวิวาทกันเรื่องพระเจ้า เพราะต่างก็มีพระเจ้าของตน. นี่การบรรยายในวันนี้ก็พูดเรื่องที่ว่า เราวิวาทกัน อยู่ในเรื่องพระเจ้า เข้าใจผิดต่าง ๆ กันอยู่. เอามาพิจารณา ทำความเข้าใจกันเสีย ให้มันหมดแง่ขัดแย้ง ไม่ต้องมีข้อ ขัดแย้ง จะอยู่กันได้ ; ชาวพุทธ ชาวคริสต์ ชาวอิสลาม ชาวไทย ชาวฮินดู ชาวอะไร จะอยู่ร่วมโลกกันได้, ต่างก็มี พระเจ้าของตน ๆ. เมื่อเขาได้ถือพระเจ้าของเขาถึงที่สุดแล้ว เขาเห็น ว่าไม่พอ เขาก็เปลี่ยนเอง. เขาจะเปลี่ยนเองแหละ, เหมือนที่เคยเปลี่ยน พระเจ้ากันมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เปลี่ยน ๆ, เปลี่ยนมาจนเป็นพระเจ้าอย่างมีบุคคลสูงสุด. แล้ว ต่อมาพระพุทธเจ้าค้นพบว่า โอ, มีพระเจ้าที่เหนือ

น.52 ๔๘ กว่านั้น คือกฎของอิทัปปัจจยตา ; ท่านตรัสรู้ แล้วท่าน เคารพทันทีเลย เคารพพระเจ้าอิทัปปัจจยตาทันทีเลย. นี้เราจะกล้าท้าว่า ไม่มีใครจะค้นหาพระเจ้าที่ ไหนให้สูงไปกว่านี้ ได้อีกแล้ว, ไม่มีอีกแล้ว กล้าท้า อย่างนี้ ; พระเจ้านั้นสุดกันแค่นี้แหละ. พระเจ้าอิทัป- ปัจจยตา มีอยู่ก่อนสิ่งใดในจักรวาล, ควบคุมทุกสิ่งใน จักรวาล, เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มีอยู่ในที่ทุกแห่ง คือใน ทุก ๆ ปรมาณูที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาล. นี่ ถ้าพระเจ้านี้ลงโทษแล้ว ทุกๆ ปรมาณู ในจักรวาล จะไม่มีอะไรเหลือ, จักรวาลจะไม่มีอะไรเหลือ ลองทำผิด ; ลองทำผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ จักรวาลจะไม่มีอะไร เหลือ ; ถ้าทำถูกก็จะมีความสงบเย็นตามที่เราต้องการ. หมดปัญหาแล้วเรื่องพระเจ้าที่เข้าใจผิดกันอยู่ ถก- เถียงกันอยู่. ต่อไปนี้อย่าได้ทะเลาะวิวาทเกี่ยวกับพระเจ้า เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องพระเจ้า ; เป็นปัญหาทางสังคม ทำลาย ความสามัคคี ไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่มนุษย์ ที่จะ อยู่กันเป็นผาสุก. พูดเรื่องพระเจ้าให้ตกลงกันเสีย แล้ว เราก็จะอยู่รวมกันได้ โดยไม่ต้องทะเลาะวิวาทกัน ;

น.53 ๔๙ แล้วจะมีสันติภาพ มีสันติสุข สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์สูงสุด ที่จะช่วยให้โลกนี้ดีที่สุด. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ ด้วยความหวังว่า ท่านทั้งหลายคงจะได้รู้จักพระเจ้ามากขึ้นกว่าก่อน. ท่าน ทั้งหลายได้ฟังแล้ว คงจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้านั้น ชัดเจน ถูกต้องดียิ่งกว่าแต่ก่อน, คือ สามารถจะถือเอาประโยชน์ จากพระเจ้าให้ได้มากพอ ที่จะมีความเป็นอยู่ มีชีวิตอยู่ อย่างเยือกเย็นเป็นผาสุกทุกทิพาราตรี. ขอยุติการบรรยาย เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมส่งเสริมกำลังใจของท่านทุกคน ให้กล้าหาญ เข้มแข็ง ในการประพฤติปฏิบัติธรรม ตามกฎเกณฑ์ของพระเจ้า อันสูงสุด สืบต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต