Buddhadasa.org
หนังสือประมวลปรมัตถธรรมที่คนธรรมดาควรทราบ › อ่านฉบับเต็ม

📖 ประมวลปรมัตถธรรมที่คนธรรมดาควรทราบ

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ประมวลปรมัตถธรรมที่คนธรรมดาควรทราบ

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.7 ประมวลปรมัตถธรรม ที่คนธรรมดาควรทราบ.* การที่ชวนมานั่งพูดกันบนนี้ ก็ด้วยความประสงค์ เป็นพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือได้ นั่งตามธรรมชาติ นั่นเอง ให้ เป็นการง่ายแก่การที่จะศึกษาธรรมะ และ เป็นการง่ายแก่การ ที่จะมีพุทธานุสสติ คือการระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า. เมื่อ นั่งกันตามธรรมชาติอย่างนี้ ผู้ที่รู้เรื่องดีอยู่แล้ว ย่อมมี ความรู้สึกเป็นพุทธานุสสติขึ้นมาโดยอัตโนมัติ คือนึกถึง ข้อที่ พระพุทธเจ้าประสูติกลางพื้นดิน, ตรัสรู้ก็กลางพื้นดิน, *อบรมที่โรงเรียนธรรมชาติ สวนโมกข์ ๔ ก.พ. ๒๒ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน ปทุมวัน ประสานมิตร และวิทยาลัยครูพระนคร

น.8 ๒ สั่งสอนอยู่ตลอดเวลาก็กลางพื้นดิน, จนกล่าวได้ว่า พระ- ไตรปิฎกมีกำเนิดอยู่กลางพื้นดิน ; แล้วในที่สุดพระพุทธเจ้า ก็ ปรินิพพานกลางพื้นดิน , นี่ขอให้คิดถึงข้อนี้ก่อน. เรามา หาโอกาสนั่งกลางดิน เพื่อเกิดพุทธานุสสติกันเสียอีกส่วน หนึ่ง นอกออกไปจากการศึกษา การศึกษาธรรมะเป็นเรื่องศึกษาธรรมชาติ. ทีนี้ เมื่อพูดถึงการศึกษา ก็ขอให้มองเห็น ว่า เรื่องของธรรมะ นี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องธรรมชาติ ธรรมชาติในความหมายภาษาไทยเรานี้ ถ้าเข้าใจธรรมะทั่วถึง มองเห็นพร้อมกันทั้งหมด เราก็พอที่จะกล่าวสรุปให้เป็นเค้า โครงได้ว่า ธรรมะนั้นคือธรรมชาติใน ๔ ความหมาย :-- ความหมายที่หนึ่ง คือ ตัวธรรมชาติ หรือ ปรากฏ- การณ์ตามธรรมชาติทั้งหลายนี้ เป็นธรรมในความหมาย ที่หนึ่ง. ความหมายที่สองกฎของธรรมชาติ ที่มีอยู่ใน ธรรมชาติทั้งหมดนั้น กฎเหล่านั้นก็เรียกว่า ธรรม, และจัด

น.9 ๓ ให้เป็นความหมายที่สอง ; เมื่อเรียกในภาษาบาลี เรียกว่า ธมฺมเฉย ๆ หรือธัมมะ แล้วเรียกในภาษาไทยสั้น ๆ ว่า ธรรม. ความหมายที่สาม หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ คือธรรมชาติบังคับให้ต้องทำหน้าที่ ให้ถูกตามกฎของ ธรรมชาติ; ไม่อย่างนั้นจะต้องตาย หรือจะไม่ได้รับ ประโยชน์ที่ต้องประสงค์. นี่แหละหน้าที่ตามกฎของ ธรรมชาติ ; นี้ก็เรียกว่าธรรมอีก. ความหมายที่สี่ สิ่งสุดท้าย คือ ผลที่เกิดจากการทำ หน้าที่ ออกมาเป็นอย่างไร ถูกใจหรือไม่ถูกใจก็สุดแท้แต่ก็ เรียกว่า ผลได้เหมือนกัน ผลเหล่านี้ก็เรียกในภาษาบาลีว่า ธมฺม หรือ ธรรมคำเดียวอีก. เพราะฉะนั้น ขอให้ช่วยจำหลักกว้าง ๆ เบื้องต้น เหล่านี้ไว้ให้ดี และต้องให้เข้าใจด้วย แล้วต่อไปก็จะศึกษา ธรรมะที่ยังเหลือได้ง่ายที่สุด. ถ้าเราจับใจความสำคัญได้แล้ว มันก็ง่ายที่จะศึกษา ต่อไป. ฉะนั้นคำว่า "ธรรม" ในภาษาไทย หรือ "ธมฺม" ในภาษาบาลี เล็งถึงสิ่งทั้งสี่คือ ตัวธรรมชาติ ทั้งหลายที่

น.10 ๔ ปรากฏอยู่นี้อย่างหนึ่ง, แล้ว กฎของธรรมชาติ ที่สิงสถิตอยู่ ในธรรมชาติทั้งหลายนั้น ก็ความหมายหนึ่ง, แล้วก็ หน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ นั้น นี้ก็ความหมายหนึ่ง, แล้ว ผลจาก หน้าที่ กระทั่งบรรลุมรรค ผล นิพพาน นี้ก็เรียกว่า ผล ตามหน้าที่ นี้ก็ความหมายหนึ่ง. ถ้าท่านเป็นนักภาษา, ภาษาศาสตร์นะ ก็จะมอง เห็นได้เองว่า คำคำนี้คือคำว่าธรรม ในภาษาไทยที่มาจาก ภาษาบาลีว่า ธมฺมนี้ เป็นคำพิเศษเหลือประมาณ ; "เหลือประมาณ" ในที่นี้หมายความว่า ไม่อาจจะแปลเป็น ภาษาอื่นในโลกปัจจุบันนี้ได้. ถ้าแปลออกไปเป็นภาษา อื่นคำใดคำหนึ่ง มันกินความไม่หมด เลยยอมแพ้ เดี๋ยวนี้ไม่มีการพยายามที่จะแปลคำว่าธรรมนี่ เป็น ภาษาอังกฤษหรือภาษาอะไรอีกแล้ว ก็ได้ใช้คำว่า "ธรรม" นั้นเอง บรรจุเข้าไปในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ เป็นต้น ; แม้ภาษาอื่น ๆ ก็พลอยใช้ตาม. ขอให้ทราบไว้ด้วย ; เดี๋ยว ไปเกิดฝรั่งเขาถามว่า คำว่า " ธรรม" คืออะไร ? เราก็คงจะ ตอบออกไปคำใดคำหนึ่ง แล้วมันจะได้ความหมายแคบ นิดเดียว , แล้วก็เหมือนกับลูกเด็ก ๆ พูดเช่นว่าธรรมะคือ

น.11 ๕ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ; อย่างนี้มันอยู่ในระดับลูกเด็ก ๆ ก็เรียนจากหนังสือในโรงเรียน. ถ้าเป็น นักศึกษาธรรมะโดยแท้จริง มันก็ต้อง หมายถึง ๔ อย่าง อย่างที่ว่ามาแล้วนั้น. ภาษาบาลีมันเป็น อย่างนี้ : คำว่า ธรรม หมายถึง ตัวธรรมชาติ หมายถึง กฎของธรรมชาติ หมายถึง หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ หมายถึง ผลอันเกิดจากหน้าที่นั้น ๆ . ถ้าเราเข้าใจคำ ๔ คำนี้เราจะมองเห็นได้เองเหมือน กัน ไม่ต้องมีใครบอก ว่ามันเล็งถึงสิ่งทุกสิ่ง, ทุกสิ่งเลย, ทุกสิ่งที่มนุษย์จะรู้จักได้ ; หรือที่มนุษย์ยังไม่เคยรู้จักก็ตาม ใจ มันไม่พ้นออกไปจากความหมายของคำว่าธรรมนี้เพียงคำ เดียว. นั่นแหละ ธรรมหมายถึงทุกสิ่ง อย่างนี้ ให้เข้าใจ อย่างนี้ไว้ก่อน ; แล้วก็ค่อยเกิดความสงสัยขึ้นมาตามลำดับ ว่าธรรมมันหมายถึงทุกสิ่ง มากเหลือประมาณอย่างนี้ แล้ว เราจะศึกษาไหวหรือ ? จะปฏิบัติไหวหรือ ? ยังอาจจะเกิด ความสงสัยขึ้นมาอย่างนี้. ที่นี้ ก็มีหลักอย่างที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ เอง ว่า ที่เราจะต้องศึกษากันนั้น มันเป็นส่วนน้อย คือ

น.12 ๖ ส่วนที่จำเป็นสำหรับจะดับความทุกข์เท่านั้น นอกนั้น ไม่ได้ศึกษา หรือไม่ได้เอามาสอนด้วยซ้ำไป. ท่านเปรียบ อุปมาว่า ธรรมะที่ตรัสรู้ คือ ที่ทรงทราบนั่น เท่ากับใบไม้ ทั้งป่า แล้ว ที่เอามาสอน เท่ากับใบไม้กำมือเดียว . นี้เรา นั่งตรงนี้มันสะดวก ในการที่จะคำนวณดูว่า "ใบไม้กำมือ เดียว" กับใบไม้หมดทั้งบ่านี้ มันต่างกันสักเท่าไร ? เหลียวดู ไปรอบ ๆ ซิ ว่าป่าทั้งป่ามันมีใบไม้เท่าไร ? เอามาสอน กำมือเดียวเท่าที่จำเป็น ที่พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า เงื่อน ต้นของพรหมจรรย์ คือ เรื่องดับทุกข์โดยตรง. ทีนี้ เมื่อได้ แบ่งธรรมะออกเป็น ๔ อย่าง ซึ่ง ขอร้องให้ช่วย จำให้แม่นยำ, ให้เข้าใจให้แจ่มแจ้ง สำหรับ เป็นทุน เพื่อศึกษาธรรมะต่อไปข้างหน้า. เราก็ดูให้มันมี ลักษณะกำมือเดียว คือไม่ทั่วไปทั้งสากลจักรวาล : คือจักรวาล นั้นมีมาก ไม่รู้กี่หมื่นกี่พันจักรวาล; ทีนี้ เราก็มาดู กำมือ เดียว โดยเทียบส่วนกันก็คือ ดูธรรมะในตัวเรา . นี้ก็ เป็นหลักพระพุทธศาสนา อย่างหนึ่งว่า ถ้าจะศึกษาธรรมะ ขอให้ศึกษาจากภายในตัวคนนั่นเอง ; มันเข้ากันกับที่

น.13 ๗ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า โลกทั้งหมด ก็ดี, เหตุให้เกิด โลก ก็ดี, ความดับไม่เหลือแห่งโลก ก็ดี, ทางปฏิบัติให้ถึง ความดับไม่เหลือแห่งโลก ก็ดี, ตถาคตบัญญัติว่ามีอยู่ใน ร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี่ แต่ที่ยังเป็น ๆ คือยังมีสัญญา และใจ. หมายความว่า ร่างกายที่ยังเป็น ๆ แม้ยาวสักว่า ประมาณวาหนึ่งนี่ ในนั้นมีเรื่องโลกทั้งหมด เรื่อง เหตุ ให้เกิดโลกทั้งหมด เรื่อง ความดับไม่เหลือแห่งโลกทั้ง หมด และ หนทางแห่งความดับไม่เหลือทั้งหมด ; เพราะฉะนั้น ร่างกายคนนั้นแหละ จะเป็นห้องเรียน. ถ้า ถือตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ต้องเอาร่างกายเป็นห้อง เรียน ; ไม่ใช่ห้องสมุดหรือชั้นเรียนเป็นห้องเรียน. ห้อง สมุดใหญ่โตมากมายในโลกรวมกัน ก็ไม่อาจจะใช้เป็นห้อง เรียน ที่ได้ผลเต็มตามความหมายได้ ; ต้องใช้ร่างกายที่ยาว ประมาณวาหนึ่งนี้เป็นห้องเรียน. นี้ก็คือ ศึกษาทุกอย่าง จากร่างกาย.

น.14 ๘ ฉะนั้น วันนี้ก็อยากจะพูดทุกเรื่อง ที่เป็นเบื้องต้น, ที่เป็นหลักเบื้องต้น ที่จะศึกษาธรรมะในขั้นแท้จริง ที่เขา เรียกว่าปรมัตถะ ชาวบ้านชอบเรียกว่าพระปรมัตถ์; ถ้า เรื่องชั้นปรมัตถ์แล้วก็ เป็นเรื่องที่จริง แล้วก็ที่สูง ที่ลึกซึ้ง. วันนี้จะพูดถึงเรื่องปรมัตถ์ โดย ประมวลเอาหัวข้อเรื่อง ปรมัตถ์ นี้มาอธิบายให้ฟังชั่วการบรรยายครั้งหนึ่งนี้. ธรรม ๔ ความหมายดูได้จากร่างกายนี้ . เมื่อได้กล่าวลักษณะของธรรม ๔ ความหมาย แล้ว ก็ให้ดูส่วนที่สำคัญที่สุด ที่เราอาจจะเข้าใจได้ จากร่างกายเรา เองก่อน. ดูจนมองเห็น รู้สึกว่า เรา คนคนหนึ่งนี้ มัน ก็คือตัวธรรม ในความหมายแรก, คือตัวธรรมชาติ : ร่าง กายของเราประกอบไปด้วย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก แล้วแต่เขาจะแยก เป็น ๓๒ อาการ ในส่วนร่างกาย, แล้วก็มีส่วนที่เป็นจิตใจ เป็นความรู้สึกเป็นสิ่งลึกลับชนิด หนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ที่ร่างกายนี้. เดี๋ยวเราก็จะพูดแยกกันดู : นี่ธรรมชาติส่วนที่เป็น วัตถุเป็น ร่างกาย ก็ อยู่ในกายเรา, ส่วนที่เป็น จิตใจ ความ รู้สึกนึกคิดได้ ก็รวม อยู่ในร่างกายเรา ; นี่คือ ธรรมะ

น.15 ๙ ความหมายที่หนึ่ง คือ ตัวธรรมชาติ คือ ปรากฏการณ์ของ ธรรมชาติ ทุกคน จงทำความเข้าใจแก่ร่างกายของตน ว่า มันเป็นตัวธรรมชาติ, เป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติ, เป็น ร่างกายกับจิตใจ ที่มีอยู่อย่างทำหน้าที่สัมพันธ์กันไปวัน หนึ่ง ๆ นี้คือ ตัวธรรมชาติ. นี่ ธรรมในความหมาย ที่หนึ่ง คือตัวเนื้อตัวของเรา ถ้าไปศึกษาธรรมในความหมาย นี้ที่อื่น นอกไปจากนั้น ก็เรียกว่า โง่ นั่นแหละ. ขออภัย พูดคำหยาบ ๆ ; เพราะว่ามันคือตัวคนนั่นเอง. ทีนี้ ธรรมในความหมายที่สอง คือ กฎของ ธรรมชาติ ก็หมายความว่าในเนื้อหนัง ร่างกาย จิตใจ ชีวิต อะไรของเราทั้งหมดนี้ มันมีกฎของธรรมชาติสิงอยู่ ครอบงำ อยู่ ควบคุมอยู่ ปรุงแต่งอยู่ ผลักไส บันดาลให้เป็นไปตามกฎ ; ฉะนั้น ทุก ๆ อณูในร่างกายของเรานี้ ทั้งส่วนที่เป็นร่างกาย และเป็นส่วนจิต ทุกส่วนมันอยู่ใต้กฎของธรรมชาติ. มัน เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ที่ร่างกายมันจะเกิดขึ้น และ ตั้งอยู่ หรือเปลี่ยนไป, ที่ความคิดมันจะเกิดขึ้น แล้วก็ เปลี่ยนไป แล้วก็หยุดลง แล้วก็เกิดใหม่ อะไรทุกอย่างแหละ.

น.16 ๑๐ เข้าใจว่าคงจะมองเห็นได้ด้วยตนเอง ว่ามัน เป็นไป ตามกฎของธรรมชาติ : บางอย่างมนุษย์ก็รู้สึก, บางอย่าง ก็ไม่รู้สึกหรือควบคุมไม่ได้. นี่เช่นร่างกายมันทำหน้าที่ ของมันอย่างน่าประหลาดมหัศจรรย์ที่สุด ; ก็ไปศึกษาดูเอา เองจากเรื่องราวอันละเอียดของเรื่องส่วน ๆ ของร่างกายแต่ละ ส่วน. แม้แต่ส่วนระบบการหายใจ ระบบย่อยอาหาร ทุก ๆ ระบบ ; มันไม่รู้กี่ระบบในร่างกายนี้ ล้วนแต่ประหลาด น่ามหัศจรรย์ ซึ่งมนุษย์ทำไม่ได้ แต่ธรรมชาติมันทำได้ ; แล้ว ธรรมชาติ มัน บังคับให้เป็นไปตามกฎ : คือเกิดขึ้น มาตามกฎ เป็นอยู่ตามกฎ เป็นไปตามกฎ มันก็กฎธรรมชาติ ก็มีอยู่ในตัวธรรมชาตินั้นเอง. เมื่อเรา จะศึกษาเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์ แล้ว ไม่ ต้องศึกษาออกไปนอกตัว . ธรรมชาติทั่วสากลจักรวาล มันก็มีกฎของธรรมชาติ ควบคุมอยู่ทั่วสากลจักรวาล ; เรา ไม่สนใจเพราะเราไม่ต้องการเรื่องนั้น ยกเรื่องนั้นไว้เป็น หน้าที่ของคนพวกอื่น หรือเวลาอื่นที่เขาจะสนใจเรื่องนั้น. เดี๋ยวนี้เราจะสนใจเรื่องธรรมะ เราก็มาดู กฎของธรรมชาติ เท่าที่มันสิงสถิตอยู่ในคนแต่ละคน ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้

น.17 ๑๑ มันบังคับอะไรบ้าง ? ในลักษณะที่เป็นกฎตายตัวอย่างไร ? ถ้าเรามองเห็นอันนี้ ก็เรียกว่า รู้ธรรมในความหมายที่สอง ว่ามีอยู่ในเรา ในเมื่อความหมายที่หนึ่ง ก็คือตัวเรานั่นเอง, ในความหมายที่สอง ก็คือมันมีบังคับอยู่ในตัวเรา ทีนี้ ธรรมในความหมายที่สาม คือ หน้าที่ตาม กฎของธรรมชาติ หมายถึงตัวหน้าที่. คนทั้งคน ก็มี หน้าที่ที่จะต้องทำ อย่างรวมกันเป็นคนคนหนึ่ง ซึ่งเราก็ ทราบดีว่าเราต้องทำอะไรบ้าง ? ที่มันสำคัญที่สุด ก็จะต้อง หาอาหารกิน ต้องกินอาหาร ต้องบริหารร่างกาย ให้อยู่ ในสภาพที่พอทนได้ หรือพอสบาย. ที่มันเป็นส่วนย่อย ส่วนหนึ่ง ๆ ของร่างกาย มันก็ทำหน้าที่ของมัน เช่นหัวใจ สูบฉีดโลหิต ปอดสูบฉีดลมอย่างนี้, หรือแม้ที่สุดแต่ตัวโลหิต ที่จะมองไม่เห็นตัวนั้น มันก็มีหน้าที่ที่ทำงานตามหน้าที่ของ ตัวโลหิตขาว ตัวโลหิตแดง, เซลล์ทุก ๆ เซลล์มันก็มีหน้าที่ ตามหน้าที่ของมันทุกๆ เซลล์ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นคน คนหนึ่ง. นี้เรียกว่า หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติมีแก่ทุก ส่วนของร่างกาย และทั้งกลุ่มของร่างกาย ที่เรียกว่าเป็น คน ๆ หนึ่งนั้น. เราดูหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ มันก็ยัง

น.18 ๑๒ ต้องดูที่คนที่ยาวประมาณวาหนึ่ง, ดูไปให้ทั่วถึง ยิ่งเข้าใจ ได้มากเท่าไรยิ่งดี. ทีนี้ ใน ความหมายที่สี่ คือ ผลอันเกิดจากหน้าที่ ก็ดูเถอะ ที่ร่างกายนั่นแหละมันมีผลอย่างไร ? สบายดีหรือ ไม่สบายดี ? จิตใจปกติดี หรือถ้าเราทำหน้าที่ทางจิตใจ ก็ว่า จิตใจได้ผลเป็นความสุข เป็นความสงบหรือหาไม่ ? ผลทาง วัตถุเป็นอย่างไร ? เรามีทรัพย์สมบัติอย่างไร ? ผลทางร่างกาย เรามีร่างกายอย่างไร ? เป็นที่พอใจหรือไม่ ? ทางจิตใจเรามี หน้าที่อย่างไร ? ได้ผลเป็นที่พอใจหรือไม่ ? ทีนี้ พูดระบุลงไปเดี๋ยวนี้ ก็ว่าการที่ท่านทั้งหลาย มาเพื่อศึกษาธรรมะ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ก็ว่ามัน เป็นหน้าที่ที่จะ ต้องทำตามกฎของธรรมชาติ คือจะศึกษาเรื่องของ ธรรมชาติในส่วนจิตใจ ที่เราเรียกกันว่าพระธรรม นั้นให้ เข้าใจ, แล้วเอาไปปฏิบัติได้ เพื่อได้รับผลดี. นี้ก็เรียกว่า หน้าที่ที่มาหาความรู้ทางธรรมะ นี้มันเป็นหน้าที่; ได้ไป แล้วก็ต้องปฏิบัติมันก็เป็นหน้าที่ ฉะนั้นหน้าที่มันก็มาก เหลือเกิน จนเรียกว่าจะจดรายการกันไม่ค่อยไหว; ก็ทำไป ตามที่รู้สึกได้ก็แล้วกัน. แล้วก็ มีผลเกิดขึ้นอย่างไร ก็ขอ

น.19 ๑๓ ให้รู้ . เราทำผิดเกี่ยวกับร่างกาย มันก็มีโทษเกิดขึ้นทาง ร่างกาย แม้ทำผิดเกี่ยวกับปัจจัยเครื่องอาศัยของร่างกายเราก็ เดือดร้อนเรื่องเศรษฐกิจไม่ดี อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้นขอให้มองเห็นธรรมใน ๔ ความหมาย คือ ทั้งหมดนั่นเอง ในร่างกาย จนมองเห็นจริง ๆ นี่จึงเรียกว่า ไม่อาศัยห้องสมุด, ไม่อาศัยห้องเรียนในมหาวิทยาลัย เพราะ มันอาศัยไม่ได้ เรียนธรรมะเรียนจากร่างกาย ที่ยาว ประมาณวาหนึ่งที่ยังเป็น ๆ; เอาคนตายมาเรียนก็ไม่ได้ เพราะมันไม่มีเรื่องของความรู้สึก เกี่ยวกับสุขกับทุกข์อะไรเลย ในคนตาย ; ฉะนั้นต้อง เรียนในคนเป็น ๆ ที่ยังรู้สึกคิด นึกได้ จนกระทั่งพบธรรมะทั้ง ๔ ความหมาย อย่าง เพียงพอแก่การศึกษาของตน ๆ. ต้องศึกษาธรรมะเพื่อปฏิบัติให้ถูกต้อง และไม่มีทุกข์ . เอ้า, ที่นี้ ก็จะดูต่อไป อาจจะมีคนสงสัยขึ้นมาว่า เมื่อเราเป็นธรรมะอยู่เองแล้ว, มีธรรมะถึงขนาดนี้อยู่ใน

น.20 ๑๔ ร่างกายนี้แล้ว, จะไปเรียนธรรมะ ปฏิบัติธรรมะกันทำไม อีก ให้มันเหน็ดเหนื่อยเปล่า ๆ เล่า ? ใครกำลังสงสัยอย่างนี้ บ้าง ? เมื่อทั้งเนื้อทั้งตัวมันคือธรรมะ ในฐานะที่เป็นตัว ธรรมชาติ เป็นกฎธรรมชาติ เป็นหน้าที่ตามธรรมชาติ เป็นผลจากหน้าที่ตามธรรมชาติ มันเป็นอยู่ในเนื้อในตัว แล้วจะไปศึกษาธรรมะกันทำไมอีก ? ปฏิบัติธรรมกันทำไมอีก เมื่อมันมีอยู่แล้วมันเป็นอยู่แล้ว ? ถ้าสงสัยอย่างนี้ ก็ไปดูให้ดี ว่าเรามันยังไม่รู้ส่วนที่ เป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง จนว่าความทุกข์มิได้ เกิดขึ้นเลย ไม่อาจเกิดขึ้นเลย นั่นจึงจะพอ; หรือเราอาจ จะรู้ อาจจะมี อาจจะเป็นอยู่แล้ว แต่ว่ามัน ไม่มีความรู้ที่ ถูกต้องในส่วนที่เป็นหน้าที่ จึงไม่สามารถดำรงชีวิตนี้ไว้ ในลักษณะที่ถูกต้อง คือไม่มีความทุกข์ ไม่มีปัญหา. ถ้ายังรู้สึกเป็นทุกข์และมีปัญหาอยู่ ก็แปลว่า ความรู้ในการปฏิบัติหน้าที่นั้น มันยังไม่พอ , หรือว่า มันไม่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ; ดังนั้นมันจึงมีความ ทุกข์ หรือมีปัญหาเหลืออยู่. ฉะนั้นถ้าใครมีปัญญาเหลือ อยู่ มีความทุกข์เหลืออยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็รีบดูใน

น.21 ๑๕ ส่วนนี้ ว่าเรามันขาดความรู้ ในส่วนที่เป็นหน้าที่ที่จะต้อง ประพฤติปฏิบัติ จนกระทั่งว่าไม่มีความทุกข์ ไม่มีปัญหา เหลืออยู่เลย. ควรจะคิดในทำนองคำนึงคำนวณดูเสียด้วยเลย ว่า เราศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย จบการศึกษาถึงขนาดที่ไม่รู้ จะสอนกันอย่างไรอีกแล้ว มันยังไม่พออีกหรืออย่างไร จึงมา ต้องศึกษาธรรมะอีก ? ช่วยคิดกันในข้อนี้ให้มาก ว่า การ ศึกษาในโลกทุกๆ ระบบ ที่มันมีอยู่ มันก็มากมาย, แล้วเราก็สอนเราก็เรียน เป็นปริญญาเอกในแขนงหนึ่ง ๆ แล้ว ไม่มีอะไรจะเรียนในแขนงนั้นแล้ว ทำไมมัน ยังไม่พอ อีกหรืออย่างไร ที่จะต้องมาเรียนธรรมะกันอีก ? นี่ก็ขอให้ดูขอให้มองเห็น ว่ามันคนละเรื่องกัน ที่ชาวบ้านชาวโลกเขาทำกันนั้นมันเป็นเรื่องทางวัตถุ ทาง ร่างกายเสียมากกว่า คือมันไม่ค่อยจะเป็นเรื่องทางจิตใจมัน เป็นเรื่องทางวัตถุซึ่งให้ผลไปตามแบบของวัตถุ, แล้วเป็นที่ ตั้งแห่งความหลงใหลของคน. คนหลงใหลในผลทาง วัตถุ ก็ลงทุนค้นคว้าศึกษาเล่าเรียน ก้าวหน้าเรื่อยไม่มีที่

น.22 ๑๖ สิ้นสุด มันจะก้าวหน้าไปเรื่อย จนกระทั่งว่าเรื่องไปโลก พระจันทร์นี้ เป็นเรื่องของเด็กอมมือไปในที่สุด คือมันจะ ทำอะไรได้มากกว่านั้น ; แต่แล้วเรื่องมันก็ไม่จบ มัน ไม่ ทำให้มนุษย์มีความสงบสุขเป็นปกติ มีสันติภาพได้. ขอท้าทายไว้อย่างนี้ ช่วยเป็นพยานด้วย อาตมาขอท้าทายไว้ อย่างนี้. ต้องศึกษาทั้งทางวัตถุจิตใจให้พอดีกัน. เดี๋ยวนี้อย่างที่เห็นกันอยู่ แล้วก็พูดกันอยู่ทั่ว ๆ ไป มนุษย์ก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างสุดเหวี่ยง จนสมัครเรียก กันเองว่า สัตว์เศรษฐกิจแล้ว, เป็นสัตว์เศรษฐกิจแล้ว ; แต่เศรษฐกิจอันใหญ่หลวงนั้น มันก็ไม่ช่วยให้มนุษย์มีความ ปกติสุขสงบสุขได้. ฉะนั้นความเป็นสัตว์เศรษฐกิจนั้น มันก็เป็นของ ไร้ความหมาย คือเราจะถือว่ายังไม่เป็นมนุษย์ ยังเป็นสัตว์ เศรษฐกิจนั้น ยังไม่ใช่มนุษย์ ยังก้มหน้าก้มตา หลับหู หลับต่า หลงใหลอยู่แต่ในเรื่องของเศรษฐกิจ แล้วก็ไม่อาจ จะเอาชนะปัญหาทางเศรษฐกิจ; มีปัญหาทางเศรษฐกิจ

น.23 ๑๗ เพิ่มขึ้นทุกทีจนไม่มีหวังว่าจะหมดสิ้นไป. นี่คือความที่ยัง ไม่ได้เป็นมนุษย์ เป็นเพียงสัตว์เศรษฐกิจ. ที่เรียกว่า สัตว์การเมือง ก็เหมือนกันแหละ สัตว์ สังคม ก็เหมือนกันแหละ ; มันไปมัวแต่ลุ่มหลงอย่างหลับหู หลับตาวนเวียนอยู่ที่นั่น ไม่ออกมาเป็นผล คือความสงบสุข ของมนุษย์ได้เลย. นี่การศึกษาเดี๋ยวนี้ ในโลกปัจจุบันนี้ มันก็ ไม่ได้มีอะไรที่ออกไปนอกวง ของเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการเมือง เรื่องสังคมเรื่องวัตถุทั้งนั้น. นั่นแหละ มันเป็นคำตอบที่ว่า ทำไมเราจึงมาศึกษา ธรรมะกันอีกส่วนหนึ่ง. พูดให้มันง่ายให้มันสั้นก็คือว่า เรารู้แต่เรื่องทางวัตถุ หรือทางร่างกายนั้นมันไม่พอ มัน ไม่ทำให้มีความสงบสุขได้ ; เพราะเรื่องสุขเรื่องทุกข์ เรื่องอะไรนี้ มันอยู่ที่จิตใจ. เรา จะต้องมีความรู้และการ กระทำที่ถูกต้อง ที่เกี่ยวกับจิตใจ จิตใจจึงจะสงบสุข แล้วมนุษย์ก็จะเป็นสุข แล้วก็ทนอยู่ได้ หรือเรียกว่าไม่ต้อง ทน ; ถ้าว่าจิตใจมันไม่สงบสุข แม้ร่างกายมันจะสมบูรณ์ อย่างไร มันก็ยังมีความทุกข์.

น.24 ๑๘ ฉะนั้น เราเห็นได้ด้วยตนเองแหละ ว่า ความ ก้าวหน้าในทางวัตถุนั้น ไม่มีวันที่จะทำให้โลกนี้มี สันติภาพหรืออยู่กันอย่างสงบสุขได้ , มีแต่ทำแล้วรื้อทิ้ง, ทำแล้วรื้อทิ้ง, ทำแล้วรื้อทิ้ง, อย่างไม่มีจุดจบในเรื่องทาง วัตถุ ; แล้วก็จะต้องมาคิดกันใหม่ว่า เรื่องทางจิตใจนี้ มันมีส่วนสำคัญอยู่ จะเรียกว่าครึ่งหนึ่ง หรือเกินครึ่ง มัน ก็แล้วแต่ใครจะมองเห็น บางคนให้ความสำคัญแก่เรื่อง ทางวัตถุมากเกินไป จนไม่ค่อยสนใจกับเรื่องทางจิตใจ ; บางคนก็ให้ความสำคัญแก่เรื่องทางจิตใจมากเกินไป จนไม่ ให้ความสำคัญแก่เรื่องทางวัตถุ : แต่ว่าพวกหลังนี้มีน้อย มาก หาดูยากมาก เพราะว่าแทบจะทั้งโลกนี้ มันไปเป็น ทาสของวัตถุเสียหมดแล้ว. แต่แล้ว ความจริง หรือความ ถูกต้องนั้น มันไม่ได้อยู่ที่นั่น มัน ต้องอยู่ที่ให้ความสนใจ แก่เรื่องทางวัตถุและเรื่องทางจิตใจ อย่างพอ ๆ กัน คือ ถูกสัดส่วนหรือสมส่วนกัน ตามหลักของพุทธศาสนา ซึ่ง ไม่ใช่วัตถุนิยม ไม่ใช่มโนนิยม โดยส่วนเดียว ; แต่มัน อยู่ที่ความถูกต้อง เรียกว่าสัจจนิยม ธรรมนิยม สัมมานิยม อะไรก็ได้ คือมันอยู่ที่ความถูกต้องระหว่างสิ่งทั้งสองนั้น.

น.25 ๑๙ พุทธศาสนานิยมความถูกต้องระหว่างวัตถุกับ จิตใจ ฉะนั้นเราจึงต้องศึกษาทั้ง ๒ เรื่อง แล้วเราก็จะพบ ความถูกต้องในระหว่างสิ่งทั้งสอง; ฉะนั้นเรื่องขวาเรื่อง ซ้ายนั้น ไม่ต้องเอามาพูดถึง มันเป็นเรื่องบ้าสุดเหวี่ยง เรื่องที่ถูกที่จริงมันต้องอยู่ในระหว่างกลาง : เอาขวามาใช้ ให้เป็นประโยชน์ได้, เอาซ้ายมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้, แล้วมันอยู่ตรงกลางอย่างนี้ จึงจะเป็นธรรมะตามหลักของ พระศาสนา. นี้ก็เรียกว่า รู้ความจริงของสิ่งทั้งปวง; สิ่ง ทั้งปวงก็คือธรรมะอย่างที่ว่ามาแล้ว ใน ๔ ความหมายนั้นเอง จึง ต้องรู้เรื่องธรรมชาติ, รู้เรื่อง กฎของธรรมชาติ, รู้เรื่อง หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, รู้เรื่อง ผลอันเกิด จากหน้าที่ นั้นอย่างถูกต้อง, มันก็พอแล้ว ที่จะปฏิบัติให้ มันถูกต้อง ได้รับผลที่ควรจะได้รับและอย่างเพียงพอ. อาตมาได้พูดว่า ผลที่ควรจะได้รับ นะ ช่วยสังเกต ดูให้ดีด้วย ว่าได้พูดว่า "ผลที่ควรจะได้รับ" ก็หมายความว่า มันไม่ใช่ผลทั้งหมดทั้งสิ้น คือไม่ใช่ผลของใบไม้ทั้งป่า; แต่ว่า เป็นผลของใบไม้กำมือเดียว คือ เท่าที่มันจำเป็นที่

น.26 ๒๐ มนุษย์จะต้องรู้ จะต้องทราบ แล้วก็ต้องมีให้ได้ แล้ว ปัญหาก็จะหมดไป. เราไม่ต้องรู้ทั้งหมด และไม่อาจจะรู้ ด้วย; เราต้องรู้เท่าที่จำเป็นจะต้องรู้ มันก็รู้เท่าที่พระ- พุทธเจ้าท่านได้บัญญัติไว้ว่า อยู่ในร่างกายอันยาววาหนึ่งนี้. แล้วอาตมาก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า ในร่างกายที่ยาวสักวาหนึ่งนี้ ก็มีเรื่องธรรมชาติ, เรื่องกฎของธรรมชาติ, เรื่องหน้าที่ตาม กฎของธรรมชาติ, และผลที่จะได้รับจากหน้าที่นั้น อยู่อย่าง ครบถ้วน; เพราะฉะนั้นเราจะได้ดูกันในเรื่องนี้ ใน ๔ เรื่องนี้แหละต่อไป. ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง ดูให้ครบ ทุก เรื่อง ให้เห็นทุกเรื่อง ตามที่ควรจะเห็นในชั้นลึกที่เรียกว่า "ปรมัตถธรรม" ; ฉะนั้นคำพูดในวันนี้ ก็เรียกว่า “ประมวลปรมัตถธรรมที่คนธรรมดาควรจะทราบ". นี่หัวข้อ การบรรยายในวันนี้ ที่นี่ ว่า "ประมวลปรมัตถธรรมเท่าที่ คนธรรมดาควรจะทราบ" นับตั้งต้นมาตั้งแต่เรื่องธรรมะ ใน ๔ ความหมาย แล้วเอามาอยู่ในร่างกาย; แล้วจะดูกัน ต่อไปให้มันชัดเจนละเอียดยิ่งขึ้น.

น.27 ๒๑ ทีนี้ ก็จะมาถึงตอนที่จะทำให้ง่วงนอน นี่รับประกัน ได้ว่ามันถึงตอนที่จะทำให้คุณง่วงนอน คุณจะทนพึ่งได้หรือ ไม่ได้ ก็คอยดูกันต่อไป :- สิ่งที่ต้องดูในคน. ถ้าจะดูถึง ตัวธรรมชาติในคน คนหนึ่ง ในร่างกาย คนคนหนึ่งนี้ ก็มีหัวข้อไว้สำหรับกำหนดจดจำอยู่ ๓ หัวข้อ เท่านั้นแหละ คือ เรื่อง ธาตุ เรื่อง อายตนะ แล้วก็เรื่อง ขันธ์. เรื่องธาตุ เรื่องอายตนะ เรื่องขันธ์ ; เป็นนัก ศึกษาพุทธศาสนา ประกาศตัวเป็นผู้รู้พุทธศาสนาถ้าใครถาม แล้วไม่รู้เรื่อง ๓ เรื่องนี้ แล้วก็เรียกว่า ล้มละลายเลย ; ควรจะรู้เรื่องธาตุ เรื่องอายตนะ เรื่องขันธ์. อาตมาอยากจะเรียงลำดับอย่างนี้ : เรื่อง ธาตุ เรื่อง อายตนะ แล้วเรื่อง ขันธ์. ที่เขาพูดกันโดยทั่ว ๆ ไป เขา มักจะเรียงลำดับว่าเรื่องขันธ์ เรื่องธาตุ เรื่องอายตนะ ไม่ สะดวกที่จะเอามาอธิบาย ; ทีนี้มาเรียงเสียใหม่ว่าเรื่อง ธาตุ เรื่อง อายตนะ เรื่อง ขันธ์.

น.28 ๒ ๒ เรื่องธาตุ นั้น ที่รู้กันอยู่โดยทั่ว ๆ ไปก็ว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ; แต่มันไม่หมด มีเติมมาอีก ๒ ธาตุ คือ ธาตุอากาศ แล้วก็ธาตุวิญญาณ. ในร่างกายนี้ ประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๖ ธาตุ ธาตุดิน, ธาตุดินนี้ ไม่ใช่ดินปลูกสวนผัก แต่ดิน หมายถึงสสารที่มันมีคุณสมบัติเป็นของแข็ง และกินเนื้อที่. ทีนี้ ธาตุน้ำ มีคุณสมบัติเป็นของเหลว ไหลได้ มี ลักษณะเกาะกุมตวมันเองอยู่ แต่มันเปลี่ยนรูปได้ คือไหล ได้. น้ำมีคุณสมบัติเกาะตัวกันอยู่ : ถ้าไม่มีการเกาะตัว จะเป็นน้ำอยู่ไม่ได้; แต่เนื่องจากการเกาะตัวนั้นมันรวน ได้ แล้วมันมีอาการเปลี่ยนรูปได้ น้ำจึงไหลได้. ธาตุน้ำ คือคุณสมบัติที่เกาะกุมตัวเองอยู่ แล้วเปลี่ยนรูป คือไหลได้ นี้เรียกว่า ธาตุน้ำ. พูดไปเสียให้หมดก่อน แล้วจะทำให้เห็นง่าย แล้วก็ ธาตุไฟ คือส่วนที่มันมีอุณหภูมิและเผาไหม้ คุณสมบัติที่ทำ ให้เกิดความร้อน หรือมีความร้อนและเผาไหม้นี้ เราเรียกกัน ว่า ธาตุไฟ.

น.29 ๒ ๓ ทีนี้ ที่มันระเหย ลอยได้นี้ เรียกว่า ธาตุลม. คุณสมบัติของสสารที่มันทำให้เกิดการกินเนื้อที่ เรา เรียกว่า ของแข็ง นี่คือ ธาตุดิน. ในร่างกายเราก็มีอณูที่ เป็นธาตุดิน คือ มันแข็งและกินเนื้อที่ ; เช่น ของแข็ง แต่ละส่วน ๆ เช่น เล็บ เช่น ผม เช่น อะไรนี้ เป็นของแข็ง เขาสงเคราะห์จัดรวมเป็นพวกธาตุดิน น้ำ ก็เหมือนกับน้ำตา น้ำเลือด ส่วนที่เป็นน้ำ แต่ เอาคุณสมบัติที่มันเหลว เกาะตัวกันอยู่ แล้วเปลี่ยนได้. แต่ถ้าเราไปแยกเอาธาตุบางอย่าง ที่มีอยู่ในเลือดในน้ำนั้น มันก็มีส่วนของแข็ง เป็นธาตุดินไป; มันสัมพันธ์กันอยู่ อย่างที่จะแยกกันไม่ได้. ที่ว่าในของแข็งหรือในน้ำนั้นใน เลือดนั้นแหละ ที่ว่าเป็นธาตุน้ำนั้น มันก็มีอุณหภูมิ หรือ ความร้อน; แล้วมันก็มีธาตุไฟ แล้วในนั้นในเลือดนั้น แหละซึ่งมีทั้งน้ำ ทั้งไฟ ทั้งดิน มันก็ยังมีธาตุลม คือส่วนที่ เป็นแก๊สและระเหยได้ สมมติว่าเราตัดเอาเนื้อของคน กล้ามเนื้อของคน มาชิ้นหนึ่ง เราก็ดู : ส่วนหนึ่งมันเป็นธาตุดิน ; ส่วนที่

น.30 ๒๔ มันแข็งและกินเนื้อที่ จะละเอียดเล็กสักเท่าไร เป็นอนุภาค เล็กสักเท่าไร มันก็ยังกินเนื้อที่ มันก็เรียกว่า ธาตุดิน. แล้ว เนื้อก้อนนั้นแหละ มันมีส่วนที่เป็นน้ำเลือดน้ำเหลืองอะไร อยู่ ที่มันเป็นธาตุน้ำรวมอยู่ในเนื้อชิ้นนั้น, แล้วทีนี้ มันก็ มีอุณหภูมิอยู่ตามมากตามน้อยในเนื้อชิ้นนั้น, แล้วมันก็มีส่วน ที่เป็นแก๊สระเหยออกอยู่จากเนื้อชิ้นนั้น อยู่ในเนื้อชิ้นนั้น; ฉะนั้นเนื้อคนนี้ มันก็มีทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ. นี่ยกตัวอย่าง เพื่อจะให้รู้จักแยกออกจากกันเท่านั้นแหละ, เราไม่สามารถจะ พูดชัดลงไปว่า ส่วนนั้นเป็นดิน, ส่วนนั้นเป็นน้ำ, ส่วนนั้น เป็นไฟ, เป็นลมล้วน ๆ นั้น, มันไม่ได้ เพราะมันประกอบ กันอยู่ อย่างที่ทำงานร่วมกัน; ฉะนั้น เรารู้จักธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ที่ประกอบกันอยู่เป็นร่างกายเรา. ทีนี้ ส่วน อากาสเป็นธาตุหนึ่งคือที่ว่าง ธาตุ อากาส คือ ธาตุว่าง ธาตุว่างนี้มันสำคัญ ถ้ามันไม่มีที่ว่าง แล้วก็มันจะมีอะไรเข้าไปอยู่ได้ล่ะ; ถ้ามันเต็มเสียก่อน. มันต้องมีที่ว่าง โลกนี้มันก็ตั้งอยู่บนที่ว่าง; ถ้าไม่มีที่ว่าง โลกนี้มันก็อยู่ไม่ได้ ไม่มีที่ตั้ง. นี้ในโลกนี้ ส่วนที่มอง ไม่เห็น มันก็มีที่ว่าง. เราอย่าเข้าใจว่าที่ว่างนี้เป็นอากาส

น.31 ๒๕ หรือเหมือนกับลม เมื่ออะไรมาแทนที่แล้วก็ผลักลมออกไป จนตรงนั้นไม่มีลม; แต่ถ้าสำหรับอากาสแล้วละก็ มันไม่ ใช่อย่างนั้น แม้จะมีอะไรมาตั้งอยู่ได้แทนที่ในที่ว่างของมัน ตัวมันที่เป็นความว่างนั้น มันก็ยังอยู่ที่นั่น ในฐานะที่เป็น สิ่งรองรับสิ่งที่มาตั้งอยู่บนความว่าง. ลักษณะของมันก็คล้ายๆกับสิ่งที่เราเรียนกันในวิชา วิทยาศาสตร์ว่า อีเธอร์ (ether) อีเธอร์ ซึ่งมีอยู่เต็มไปทั้งโลก เป็นเครื่องรองรับโลก โลกตั้งอยู่บนอีเธอร์; แม้โลก จะมาตั้งอยู่บนอีเธอร์ ก็ไม่แทนที่อีเธอร์ไปได้ อีเธอร์ก็ยัง มีอยู่ตรงที่โลกมันตั้งอยู่. พวกนักวิทยุเขาอธิบายว่า กระแส วิทยุแล่นไปตามอีเธอร์; ถ้าไม่มีอีเธอร์ มันไม่อาจจะแล่น ไปได้. เมื่อคลื่นวิทยุมันแล่นผ่าภูเขา ผ่านทะลุกำแพง เข้าไปได้ ก็หมายความว่าในกำแพงนั้นก็มีอีเธอร์ให้คลื่น วิทยุมันผ่านกำแพงไปได้. นี่คือลักษณะที่จะเปรียบได้กับ อานุภาพหรือคุณสมบัติของอากาสธาตุ คือ ที่ว่างสำหรับให้ อะไรมาตั้งอยู่บนที่ว่าง; แต่แล้วก็ไม่อาจจะขับสิ่งนั้นออก ไปจากที่นั่นได้ยังเป็นเครื่องรองรับอยู่ เป็นเรื่องละเอียดที่ มองเห็นไม่ได้ด้วยตา.

น.32 ๒๖ แม้ว่าในบางคัมภีร์บางแห่ง เขาจะอธิบายว่า อากาส- ธาตุในคนนั้น คือที่ว่างระหว่างช่องหู ช่องจมูก ตรงที่มัน เว้า ๆ กลวง ๆ นั้นเป็นอากาสธาตุ ; อย่างนี้มันเป็นคำอธิบาย ที่ผิด หรือมันขัดกันอยู่ในตัว เพราะตรงนั้นมันมีธาตุลม มากกว่าที่จะเป็นความว่าง ฉะนั้นต้อง เป็นความว่างชนิดที่ มองไม่เห็นตัว . ที่ว่างที่ไม่มีตัวนั้น มัน เป็นธาตุอันหนึ่ง รองรับสิ่งทั้งหลายอยู่ ; ไม่ได้หมายความแต่เพียงว่าห้อง ว่าง ถ้วยชามว่าง อะไรมันว่าง. อย่างนี้มันก็ไม่ว่าง เพราะมันมีอากาสอยู่ที่นั่น มีธาตุลมอยู่ที่นั่น : มันต้อง ว่างไปกว่านั้น ที่รองรับสิ่งเหล่านั้นอยู่, อย่างว่าโลกนี้ตั้งอยู่ บนอีเธอร์นี้. ภาษาธรรมะเราก็จะพูดว่า โลกนี้มันตั้งอยู่บน ความว่าง นี้สิ่งต่างๆในโลก ก็ล้วนแต่ตั้งอยู่บนความว่าง ร่างกายเรา ดิน น้ำ ลม ไฟ นี้มันก็ตั้งอยู่บนธาตุธาตุหนึ่ง ที่เรียกว่าความว่าง. นี่เราก็ได้ธาตุที่ ๕ มา คืออากาสธาตุ หรือ ความ ว่างไม่ใช่ว่างอย่างทางวัตถุที่มีตัวตน ; แต่มันว่างชนิดที่ ลึกซึ้ง จนเป็นที่ตั้งของวัตถุได้ โดยที่มันไม่ต้องสูญเสียตัว มันเองไป ความว่างนี้.

น.33 ๒๗ ทีนี้ก็มาถึงธาตุที่ ๖ คือ วิญญาณธาตุ หรือ ธาตุ ใจ ธาตุจิต ธาตุใจ ธาตุมโน ; แต่เขาเรียกกันว่า วิญญาณ- ธาตุ. ธาตุวิญญาณ นี้อธิบายยาก อธิบายชั่วเวลาเล็กน้อย ไม่ได้; แต่สรุปความได้ว่า มันมีธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งไม่ เหมือนกับ ๕ อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือเป็น ธาตุ- วิญญาณ เป็นธาตุที่รู้สึกอะไรได้, เป็นธาตุแห่งความ รู้สึก ; เขาเรียกธาตุที่ ๖ นี้ว่า เป็นนาม, จึงเป็นนามธาตุ ; มันตรงกันข้ามกับ ๕ อย่างข้างต้น. ห้าอย่างข้างต้นนั้นเรียกว่า รูปธาตุ ธาตุทั้ง ๕ ข้างต้นเรียกว่า รูปธาตุ คือ เนื่องกับรูปและมีรูป ; ส่วน จิตส่วนวิญญาณนี้ เป็นธาตุนาม ไม่ใช่รูป แต่ถึงอย่างนั้น ก็ต้องอาศัยอยู่กับรูป. ธาตุวิญญาณมีธาตุเดียว แล้วอาศัย อยู่กับธาตุรูป ๕ อย่าง. ๕ ธาตุข้างต้น ประกอบเข้าเป็นคน คนเรา. หลับตา ดูภาพคน เราว่า มัน มีธาตุอากาส คือธาตุ ว่างเป็นพื้นฐานรองรับ แล้วก็มี ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ตั้งอยู่บนธาตุนั้น, แล้วธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมนี้ ก็เป็นที่ตั้งที่อาศัยให้ธาตุวิเศษพิเศษอีกธาตุหนึ่ง

น.34 ๒๘ คือ ธาตุวิญญาณ มาอาศัยแล้วทำหน้าที่ของมันได้ ทำหน้าที่ ทางจิตทางวิญญาณได้; มันจะแยกมีกันไม่ได้ มันต้องมี ครบทั้ง ๖ นี้ จึงจะเป็นคนอยู่ได้ ไฟฟ้า อย่างนี้, ถ้าตามทางธรรมะถือว่า เป็นรูปธาตุ มันจะเป็นนามธาตุไปไม่ได้ ; แต่เราไม่รู้จักไฟฟ้า เราจับ ตัวไฟฟ้าไม่ได้ คล้าย ๆ กับว่ามันเป็นนามแล้วมันก็มีร่างกาย เช่น หม้อแบตเตอรี่บ้าง ขดลวดบ้าง เยเนอเรเตอร์บ้าง ให้มันเป็นที่อาศัย ; มันได้อาศัยสิ่งนั้นแล้วมันจะแสดงตัว ออกมาได้ เป็นกระแสไฟฟ้าที่เราใช้ได้; แต่ ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องรูป ไม่ใช่เรื่องนาม. ส่วน เรื่องนาม นี้ เราจะเปรียบว่ามัน เป็นธาตุจิต เปรียบเหมือนกับไฟฟ้า, ตัวไฟฟ้า, แล้วมันก็อาศัยที่ตั้งของ มัน คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาส นี่ เป็นออฟฟิศให้มันทำงาน ของมันได้ ; ฉะนั้นร่างกายนี้ก็เหมือนกับออฟฟิศ สำหรับ ธาตุวิญญาณทำงานได้. นี่บอกแล้วว่า เรื่องนี้มันชวนง่วงนอน ถ้าไม่รู้ว่า จะใช้ประโยชน์อะไรได้ แล้วมันก็จะง่วงนอน ชวนให้ง่วง นอน.

น.35 ๒๙ ทีนี้ เราก็ดูอีกทีหนึ่งว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาส นี้ รวมเข้าเป็นส่วนร่างกาย แล้วก็มีส่วนที่ ๖ คือ ธาตุวิญญาณ เข้ามาอาศัยทำหน้าที่ของมันได้. วิญญาณหรือจิตนี้เป็น เหมือนตัวการตัวสำคัญ ตัวหัวใจ; ร่างกายนี้เหมือนกับ เปลือกเหมือนกับออฟพี่ศว่าอย่างนั้นแหละ. วิญญาณนี้ อาศัยร่างกายเป็นออฟฟิศ, แล้วมันก็ทำหน้าที่ของมันได้. วิญญาณทำหน้าที่เนื่องกับอายตนะ. วิ ญญาณจะทำหน้าที่อย่างไรต่อไปนั้น มัน ต้องเปลี่ยนรูปจากสิ่งที่เรียกว่าธาตุนี้ ไปเป็นเรื่องที่ เรียกว่า อายตนะ เรื่องที่หนึ่งคือธาตุ, เ รื่องที่สองคือ อายตนะ, มันเชื่อมกัน อย่างนี้. หัวเงื่อนที่มันเชื่อม กัน คือว่า เรามี ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาส เป็นร่างกาย ทีนี้มันแยกเป็นส่วน ๆ : ส่วนที่เป็นลูกตา มันก็ อาศัยเนื้อหนังเลือดอะไรตามเรื่อง เป็นวัตถุเป็นเนื้อ ที่มัน จะประกอบกันเป็นลูกตา กระทั่งเส้นประสาทตา. ในลูกตา มีเส้นประสาทของตา สำหรับหน้าที่ของตา. ตัวประสาท

น.36 ๓๐ นั้นก็ยังจัดเป็นรูป. ตามีประสาทตา นี้เป็นรูปเป็นร่างกาย ; แล้ว ประสาทตานั้นจะเป็นที่อาศัยของธาตุวิญญาณ มา ทำหน้าที่ที่ประสาทตาได้; แล้วเราก็มีตาที่พร้อมที่จะ ทำหน้าที่มีการเห็นทางตา เรามีหู แล้วก็มี ประสาทหู ที่จะให้วิญญาณทำ หน้าที่ทางหู ก็เป็นวิญญาณทางหู. แล้วจมูก ก็มีประสาทที่จมูก ให้วิญญาณทำ หน้าที่รู้กลิ่น ที่ลิ้นก็ มีประสาทลิ้น ให้วิญญาณทำหน้าที่รู้รสโดย ทางลิ้น. ที่ผิวหนังทั่วทั้งตัวก็มีประสาท ที่จะให้วิญญาณทำ หน้าที่รู้สึกทางผิวหนัง ทั่วไปทั้งตัว แล้วก็ยังมี ส่วนหทัยวัตถุ ไม่อาจจะบอกได้ว่าเป็น สมองหรือก้อนหัวใจไม่อยากจะพูด ; ถ้าพูดก็พูดว่ารวม ๆ กัน เอาสมองจะถูกกว่า มีระบบประสาท อยู่ที่นั่นสำหรับ ใจจะได้ทำหน้าที่รู้ทางใจ โดยตรง.

น.37 ๓๑ นี้เราก็เกิดมีส่วน ที่จะทำหน้าที่รู้สึกต่อสิ่งภาย นอกขึ้นเป็น ๖ แห่ง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; นี่ก็ เรียกว่า อายตนะ. ทีนี้ ใจ หรือ วิญญาณ นั้น มันมาทำหน้าที่ที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย และที่หัวใจเอง. นี้ก็หมายความว่าเมื่อ ถึงโอกาส ไม่ได้ทำอยู่ตลอดเวลา หรือทำอยู่ตลอดเวลาไม่ได้; มันทำต่อเมื่อ ตา นี้ ถึงกันเข้ากับรูป แล้ว วิญญาณ ก็มา ทำหน้าที่ทางตา ก็เรียกว่า เกิดจักษุวิญญาณ. ฉะนั้นถ้า จะจำสั้นๆต้องว่า เมื่อ ตา มัน เนื่องกันเข้ากับรูป มันก็ จะเกิดจักษุวิญญาณ. นี่มันเพิ่งเกิดเดี๋ยวนี้; มันไม่ใช่ เกิดอยู่ตลอดเวลา. เรามีตา ประสาทตา อยู่เป็นประจำ แล้วรูปมันก็มี; ถ้าเมื่อใดมันมาเกี่ยวข้องกันเข้า มันก็จะ เกิดการเห็นทางตา คือ จักษุวิญญาณ. เรา มีหู อยู่ เมื่อ มีเสียงมาถึงกันเข้า ก็จะเกิดได้ ยินทางหู ก็ เกิดวิญญาณทางหู เรียกว่า โสตวิญญาณ. มี จมูก อยู่ กลิ่นมาสัมผัสเข้า มาเกี่ยวข้องกันเข้า ก็เรียกว่า เกิดวิญญาณทางจมูก คือได้กลิ่น ; เมื่อจมูก ได้กลิ่น เกิดวิญญาณทางจมูก เรียกว่า ฆานวิญญาณ.

น.38 ๓๒ ลิ้น มีอยู่ รสไปเข้าถึง มันก็เกิดการรู้รส ก็ เกิด วิญญาณทางลิ้น เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ. มี ผิวหนัง เมื่อ อะไรมากระทบเข้า รู้สึกทาง ผิวหนัง เกิดวิญญาณทางผิวหนัง เรียกว่า กายวิญญาณ. หทัยวัตถุ มีอยู่ มีอะไรมากระทบเข้า มันก็ เกิด ความรู้สึกทางใจ เรียกว่า มโนวิญญาณ. นับจำนวนกันอย่างนี้ก่อน ว่าในร่างกายเราภายในนี้ มันมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อย่าง; แล้วคู่ของมัน ก็อยู่ข้างนอก เรียกว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์มี ๖ ครบตามจำนวน ก็ได้เป็น ๖ คู่. ที่อยู่ ข้างในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; นี้เรียกว่าอายตนะ ภายในก็อยู่ข้างใน; แล้ว รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ที่จะมากระทบตัวนั้น เพราะมันอยู่ข้างนอกตัว จึงเรียกว่า อายตนะภายนอก. ฉะนั้นขอให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า อายตนะ ที่เป็นภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ที่เป็น ภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์.

น.39 ๓๓ ข้อนี้ต้องรู้ความสำคัญของมันว่า ถ้าว่าสัตว์หรือคน นี้ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วมันก็ไม่มีเรื่องอะไร, โลกนี้ก็ไม่มี. ฟังถูกไหม ? คือ ว่า ถ้าเราไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โลกนี้ก็เท่ากับไม่มี, มันมีค่าเท่ากับไม่มี; เพราะ ว่ารู้สึกไม่ได้. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นสื่อสำหรับให้ รู้สึกได้ จึงเรียกมันว่า สื่อ หรือ อายตนะ ; อายตนะ แปลว่า ที่ต่อ ที่ติดต่อ ที่ติดต่อเหมือนมีเดียม (medium) อย่างนี้. ข้างในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะมัน รู้สึกต่อข้างนอกได้ ; ข้างนอกจึงมี. ถ้าข้างในไม่รู้สึก อะไรได้ ; ข้างนอกก็เท่ากับไม่มี. ฉะนั้นเขาจึงให้ความ สำคัญแก่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่า เป็นสิ่งที่สำคัญมาก. มันจึงได้ชื่อ อีกชื่อหนึ่งเรียกว่า อินทรีย์ . อินทรีย์ แปลว่า สิ่งสำคัญ ; ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เรียกว่า อายตนะทั้ง ๖ นั่นแหละ มัน มีชื่ออีกชื่อหนึ่ง เรียกว่า อินทรีย์ คือ สิ่งสำคัญทั้งหก เพราะว่าถ้าไม่มีสิ่งนี้แล้ว อะไรก็จะไม่มีหมด, ไม่มีอะไรเกิดขึ้น. แต่ว่า มี อินทรีย์ นี้ ก็จริง มันก็ต้องมีคู่ คู่ของมัน คือ อายตนะข้างนอก

น.40 ๓๔ ซึ่งเขาเรียกว่า อารมณ์ อารมณ์ ๖. อารมณ์ นั้นแปลว่า ที่เกี่ยวเกาะ คือ ที่อินทรีย์มันจะไปเกี่ยวเกาะนั่นเขาเรียกว่า อารมณ์ . ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ข้างใน เรียกว่า อินทรีย์ ; แล้วมันจะไปเกี่ยวเกาะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ ที่อยู่ข้างนอก ซึ่งเรียกว่าอารมณ์ อารมณ์กับอินทรีย์มีสำหรับจะพบกัน แล้วจะทำให้เกิด เรื่องต่าง ๆ ไปตามลำดับ . นี่เรารู้เรื่องอายตนะ เป็นเรื่องที่สอง เรื่องที่หนึ่ง คือ เรื่องธาตุ. เรื่องที่สอง, กลุ่มที่สองคืออายตนะ. ทีนี้ก็จะถึง กลุ่มที่สามที่เรียกว่า ขันธ์ . เมื่ออายตนะทำหน้าที่ก็เกิดขันธ์. ขันธ์ นี้เข้าใจว่า ทุกคนหรือส่วนมากคงจะเคยได้ ยินได้ฟังมาแล้ว ว่าขันธ์ ๕. ขันธ์ ๕ บางคนอาจจะจำชื่อ ได้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ห้าอย่างนี้ เรียกว่า ขันธ์ ๕; แต่บางทีก็จะเพียงแต่ได้ยินชื่อ หรือ จำชื่อ หรือท่องชื่อไว้ได้แล้วยังไม่รู้จักตัวจริง ; ฉะนั้นเรา มาพูดถึงตัวจริงกัน ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ขันธ์ ๕ ไว้ทีก่อน.

น.41 ๓๕ มันมี หลักพิเศษหรือสำคัญอยู่ในทางฝ่ายธรรมะ, ฝ่ายวิชาธรรมะ, วิชาศึกษาธรรมะ มันมีหลักพิเศษอยู่ว่า เมื่อสิ่งนั้นทำหน้าที่จึงจะเรียกว่าสิ่งนั้นมี; เช่น ภาษา คน พูดได้ว่าเรามีตาอยู่ตลอดเวลา เรามีหู มีจมูก ลิ้น กาย อยู่ตลอดเวลา. แต่ภาษาธรรมะพูดไม่ได้ว่าเรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ตลอดเวลา; มันกลายเป็นว่าต่อเมื่อมัน ทำหน้าที่ :- เมื่อตาทำหน้าที่เห็นรูป จึงจะเรียกว่า เรามีตา, ใช้คำว่า ตาเกิดขึ้น. มันน่าหัวเราะ หรือเด็กๆมันจะโห่ ว่า ตาเกิดขึ้น เมื่อมีรูปมากระทบตา, มากระทบกับ ประสาทตานี้, ตาจึงจะเกิดขึ้น. เมื่อเสียงมากระทบหู หูจึงจะเกิดขึ้น. หูที่มี อยู่ตลอดเวลานี้ ไม่ได้ถือว่ามีอยู่ ไม่ได้ถือว่าเกิดอยู่แล้ว. ฉะนั้นจึงมีคำพูดว่า ตาเกิด หูเกิด จมูกเกิด ลิ้นเกิด กายเกิด ใจเกิด ต่อเมื่อมันทำหน้าที่ของมัน. หลักอันนี้ช่วยจำไว้ด้วย ว่าถ้าได้ยินได้ฟังข้อความ ในคัมภีร์ ในบาลีว่า ตาเกิด หูเกิด จมูกเกิด ฯลฯ ก็หมายความ ว่า เมื่อมันได้ทำหน้าที่; เช่น รูป เสียง กลิ่น รส ฯลฯ

น.42 ๓๖ ข้างนอกนี้ก็เหมือนกัน. เขาไม่ได้ถือว่ามันเกิดอยู่ตลอด เวลา; มันเกิดต่อเมื่อมันทำหน้าที่กับคู่ของมัน คือ : เมื่อ รูปมาทำหน้าที่กับตา ก็เรียกว่าตาก็เกิด รูปก็เกิด เสียงมา ทำหน้าที่กับหู ก็เรียกว่า หูก็เกิด เสียงก็เกิด. คำว่า "เกิด" นี้มีความหมายพิเศษในภาษาธรรมะ. ทีนี้มันจะเกิดอะไรต่อไป? จำไว้ให้ดีนะ ว่าขันธ์ ๕ นะ : รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. รู้ความหมาย คร่าว ๆ ของมันเสียก่อนว่า :- ๑. " รูป" นี้คือ สิ่งที่มีรูป; เช่นร่างกายเป็นต้น นี้ เรียกว่า รูป. ๒. เวทนา คือ ความรู้สึก ประเภทที่รู้สึกว่าเป็น สุข หรือเป็นทุกข์ คือ พอใจหรือไม่พอใจ สบายหรือไม่สบาย ความรู้สึกอย่างนี้ก็เรียกว่า เวทนา. ๓. เรียกว่า สัญญา คือ รู้สึก ว่าอะไรเป็นอะไร; เช่น จำได้ว่า นี้รูปอะไร นี้เสียงอะไร นี้กลิ่นอะไร นี่, แล้วก็ สำคัญว่า มันเป็นรูป เป็นเสียง เป็นกลิ่น ของอะไร, ตลอด ถึงสำคัญไปตามความรู้สึกต่อๆไป ว่าดีว่าชั่ว ว่าหญิงว่าชาย

น.43 ๓๗ ว่าอะไร นี้เป็นความสำคัญ ให้ความหมายไปในทางสำคัญว่า เป็นอะไร นี่คือ สัญญา. ๔. เรียกว่า สังขาร นี่คือ ความคิดนึก จะเอา อย่างนั้น, จะทำอย่างนี้; ไม่ใช่ร่างกายนะ. สังขารใน คำนี้ความหมายนี้ ไม่ใช่ร่างกาย; สังขารนี้เป็นเพียงความ คิด คิดด้วยเจตนา ต้องการจะได้ จะเอา จะทำ จะเป็น อะไรก็ตาม นี้เรียกว่าความคิด คิดดี คิดชั่ว อะไรก็ตาม เรียกว่า สังขาร หมด. ทีนี้ อันสุดท้ายเรียกว่า วิญญาณความรู้แจ้ง, จิตที่ ทำหน้าที่รู้แจ้ง. วิญญาณนี่ทำหน้าที่รู้แจ้ง, รู้แจ้งที่อายตนะ ทั้ง ๖. วิญญาณคือจิตที่จะไปทำหน้าที่รู้แจ้ง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ. การเกิดขึ้นของขันธ์ทั้ง ๕. เอ้า, ทีนี้ก็จะเล่าเรื่องมันต่อไปว่า มันเกิดอย่างไร ขันธ์ทั้ง ๕ นี้? ตาถึงกันเข้ากับรูป. เดี๋ยวนี้ทุกคนลืมตาอยู่ ใช่ไหม? ทุกคนลืมตาอยู่นี่, แล้วก็ทำเหมือนกับว่า ตานี้ มันถึงกันเข้ากับรูป ที่อยู่ตรงหน้านั้นแหละ; แล้วก็ เกิด

น.44 ๓๘ การเห็นทางตา ที่เรียกว่า จักษุวิญญาณ; ทุกคนมีจักษุ- วิญญาณ. เดี๋ยวนี้ตาทำหน้าที่เห็นรูป, รูปถูกเห็น, ก็เรียกว่า ตาก็เกิดแล้ว รูปก็เกิดแล้ว; แล้วการเห็นก็เกิดขึ้นมา เรียกว่า จักษุวิญญาณเกิด. รู้จักจักษุวิญญาณหรือยังล่ะ? พูดอย่างนี้เข้าใจไหม? ตาถึงกันเข้ากับรูป แล้วเกิดจักษุ- วิญญาณ รู้จักสิ่งทั้ง ๓ นี้ ชัดเจนไหม? ชัดเจนพอไหม ว่าตาเกิดแล้วเพราะเห็นรูป, รูปเกิดแล้วเพราะตาเห็น; แล้วที่ ตากับรูปมันเนื่องกันนี้ ทำให้เกิดการเห็นทางตา คือ จักษุวิญญาณ. ทำไมฟังดู ยังงงๆกันอยู่ล่ะ? รู้จัก จักษุวิญญาณหรือยัง? เอ้า, หูก็มีอยู่แล้ว เสียงอาตมาพูดก็มีอยู่แล้ว เสียง กับหูถึงกันเข้า ก็เกิดการได้ยินทางหู เรียกว่าโสต- วิญญาณ. รู้จักโสตวิญญาณแล้วหรือยัง? ดูหน้าตาทุกคน ยังงงๆกันอยู่ ไม่รู้จักจักษุวิญญาณ, โสตวิญญาณ. ทีนี้ ถ้าว่า มีกลิ่น อะไรมา กระทบจมูก จมูกก็ เกิดแล้ว กลิ่นนั้นก็เกิดแล้ว แล้วก็เกิดวิญญาณทางจมูก เรียกว่า ฆานวิญญาณ, ฆานะ แปลว่า จมูก.

น.45 ๓๙ เอาอะไรวางไปที่ลิ้น ลิ้นก็เกิด เพราะมันได้รับรส รสมันก็เกิด เพราะมันถูกสัมผัสกับลิ้น ถูกรู้สึกโดยลิ้น ก็ เกิดวิญญาณทางลิ้น เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ. มีอะไรมากระทบผิวหนัง ลมพัดมาเย็น ถูกผิวหนัง รู้สึกเย็นนี้ ผิวหนังกระทบกับลม. ลมเกิด แล้ว, ผิวกาย กายะ คือ ผิวกาย ก็เกิด แล้ว แล้วมันก็ เกิดความรู้สึกทาง กาย ที่เรียกว่า กายวิญญาณ. พอลมพัดมากระทบ ก็จับ ตัวกายวิญญาณนี้ได้ ฉะนั้นถ้าความคิด idea อะไรเกิดขึ้นในจิต จิตมัน ก็ได้รับอันนั้น. มโน เดี๋ยวเรียกว่าจิต, เดี๋ยวเรียกว่า มโน. มโนมีความคิด มันไม่ใช่เชิงความคิด คือ รูปเรื่องของความ คิด มันมากระทบกันเข้ากับจิต ที่เรียกว่า idea ในภาษา อังกฤษนั้นถูกแล้วสำหรับสิ่งที่จะมากระทบจิต, จิตมันก็มี ความรู้สึกทางจิต ซึ่ง เรียกว่า มโนวิญญาณ, มีความรู้สึก ทางใจเรียกว่า มโนวิญญาณ. ฉะนั้น เราจึงได้เหมือนกันทั้ง ๖ ชุด : ชุดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีอยู่ ๖ ชุด ก็มีข้างนอก แล้วก็เกิด วิญญาณ. เกิดวิญญาณนี้ ขอให้เข้าใจแจ่มแจ้ง. พอ

น.46 ๔๐ พูดว่า จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหา- วิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ ก็เข้าใจให้แจ่มแจ้ง. อย่าต้องไปถามใครเลยเข้าใจแจ่มแจ้ง มองเห็นแจ่มแจ้ง รู้สึก แจ่มแจ้งอยู่ เหมือนกับศึกษาวิทยาศาสตร์ ไม่เกี่ยวกับ ปรัชญาเลย. ที่พูดทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับปรัชญาเลย เป็นไปใน รูปแบบของวิทยาศาสตร์; แม้จะเป็นนามธรรม เป็นเรื่อง จิตที่ไม่เห็นตัว ก็มันเป็นรูปแบบของวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ ปรัชญา. ถ้าปรัชญาต้องคำนึงคำนวณ แล้วใช้ไม่ได้: เอามาใช้กันไม่ได้เพราะเรื่องนี้ไม่ต้องคำนึงคำนวณ : ตากับ รูปถึงกัน เกิดการเห็นทางตานี้ จะต้องคำนวณอะไรล่ะ, ถ้าต้องคำนวณ ก็แปลว่ามันไม่มีความรู้สึกเพียงพอแล้ว ศึกษาธรรมะไม่ได้แล้ว. เรื่องหู จมูก ลิ้น กาย ก็เหมือนกัน. อ้าว, ต้องย้อนมาต้น; ยกตัวอย่างด้วยเรื่อง ทางตา สักกลุ่มเดียว. ตาเกิดขึ้นแล้ว เพราะเกี่ยวกับรูป; รูปเกิดขึ้นแล้วเพราะเกี่ยวกับตา; แล้วก็เกิดจักษุวิญญาณ แล้ว. อย่างนี้เรียกว่าเกิดขึ้นมา ๒ ขันธ์แล้ว สองขันธ์ได้ เกิดขึ้นแล้ว คือ รูปขันธ์ ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว : รูปขันธ์ก็คือ

น.47 ๔๑ ตานั่นแหละ ที่เป็นภายในก็คือตา, ที่เป็นภายนอกก็คือรูป. นี้รูปขันธ์เกิดแล้ว ได้ทำหน้าที่แล้ว. นี่วิญญาณขันธ์ก็ เกิดแล้ว คือวิญญาณทางตาน่ะมันได้เกิดแล้ว, เกิด ๒ ขันธ์ แล้วเข้าใจไหม? ในขันธ์ทั้ง ๕ เดี๋ยวนี้ได้เกิด ๒ ขันธ์แล้ว ; รูปขันธ์ คือ ตากับรูป. ตาข้างในกับรูปข้างนอกได้เกิด เป็นรูปขันธ์แล้ว; แล้ว เกิดการเห็นแจ้งทางตา เรียกว่า วิญญาณ ก็คือ วิญญาณขันธ์เกิดแล้ว. ทีนี้ ตา นี้ด้วย รูปนั้น ด้วย วิญญาณ ขันธ์ ด้วย สามอันนี้มันมา ทำงานร่วมกัน อย่างนี้ เขา เรียกว่าผัสสะ หรือสัมผัส. พอมีสัมผัสแล้ว; แน่นอน หลีกเลี่ยง ไม่ได้ ต้องเกิดเวทนา, เวทนาขันธ์คือสบายตา หรือไม่ สบายตา; ถ้าในกรณีของตา มันเป็นทุกข์แก่ตา หรือมัน เป็นสุขแก่ตา. นี่คือเวทนาขันธ์ ได้เกิดแล้วทางตา. ทีนี้ พอเวทนาขันธ์เกิดแล้ว อย่างนี้ สัญญ า มัน ก็ สำคัญมั่นหมายเอาเวทนา, เอาค่าของเวทนา เป็นอย่าง นั้นอย่างนี้ เป็นสุขเวทนา เป็นทุกขเวทนา สำคัญมั่นหมาย เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ว่าดีหรือชั่วประณีตหรือปูนกลาง,

น.48 ๔๒ หรือว่าถ้ามันกว้างออกไป มันก็ว่าของผู้หญิง หรือของผู้ชาย มันขยายตัวออกไปได้ไกล. สัญญา แปลว่า จำได้ สำคัญได้ มั่น หมายได้ ; เช่น ตามันเห็นรูป ของเพศชาย หรือเพศหญิง อย่างนี้มัน ก็มีสัญญาที่รู้ว่า เพศชายหรือเพศหญิง รูปนั่นน่ะ เป็นรูป อะไร, รูปเพศชายหรือรูปเพศหญิง ควรจะเอาหรือไม่ควร จะเอา, คือว่า มันเป็นความสำคัญมั่นหมายขึ้นมาทีเดียว. อย่างนี้เรียกว่า สัญญาขันธ์. สัญญาขันธ์ได้เกิดแล้ว จำได้ว่ารูปอะไร รูปเขียว รูปแดง รูปขาว รูปดำ รูปดี รูปชั่ว รูปหญิง รูปชาย รูปอะไร มันจำได้, แล้วก็มันสำคัญว่าเป็นอย่างนั้น. นี่คือสัญญา- ขันธ์เกิดแล้ว. ถ้าไม่เข้าใจแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร ศึกษา ธรรมะจะไม่รู้จักขันธ์ ๕ ; ฉะนั้นขอให้สนใจหน่อย ว่า สัญญาขันธ์ได้เกิดแล้ว. พอ สัญญาขันธ์เกิดแล้ว ทีนี้มันก็ จะเกิดความ คิด; เพราะสัญญานั่นแหละ, สัญญาสำคัญมั่นหมายว่าเป็น อะไร มันก็เกิดความคิดว่าจะเอา หรือจะไม่เอา, จะทำอย่าง ใดอย่างหนึ่งกับสิ่งนั้น. ความคิดที่จะได้ จะเอา จะมี จะทำ

น.49 ๔๓ จะเป็นอย่างนี้ มันก็เกิดขึ้น นี้เป็นตัวความคิด เรียกว่า สังขาร. เขาแปลกันตรง ๆ ง่าย ๆ ว่า thought, thought คือความคิดน่ะ นั่นแหละคือตัวสังขาร สังขารขันธ์. เดี๋ยวนี้สังขารขันธ์ก็เกิดแล้ว ก็เป็นความคิดขึ้นมา เช่น รูปนั้นสวย เช่นว่า ดอกไม้สวย นี่ความคิดเกิด ที่จะ เอามันก็เกิดขึ้น แล้วมันก็เกิดความคิดที่จะไปเด็ดเอา หรือ เกิดความคิดอย่างอื่นที่เกี่ยวกับของสวย; เช่น ในกรณีนี้ เป็นดอกไม้ ; ถ้าเป็นอย่างอื่น มันก็คิดไปอย่างอื่น มัน แล้วแต่ว่า เวทนาหรือสัญญา มันเป็นมาอย่างไร. เวทนา ฝ่ายน่ารักน่าพอใจ ความคิดมันก็เกิดฝ่ายที่จะเอา ; เวทนา ฝ่ายไม่น่ารักไม่น่าพอใจ มันสำคัญมั่นหมายเป็นศัตรู มันก็ ไม่คิดที่จะเอา มันคิดที่จะทำลาย. นี่เรื่องสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ถ้าไม่เข้าใจ เรื่องขันธ์ทั้ง ๕ นี้ ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจหลักพระพุทธ- ศาสนา. ฉะนั้น จึงขอร้องฝากไปว่า เวลาไหนก็ตามใจ ไปศึกษาทบทวนซ้ำ ๆ จนเข้าใจสิ่งทั้ง ๕ นี้ ชัดเจน เหมือน เราเข้าใจวัตถุในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างนั้น จึงจะได้.

น.50 ๔๔ ทบทวนการเกิดของขันธ์ ๕. จะทบทวนให้มีความเข้าใจให้ถูกต้องอีกทีหนึ่งว่า เมื่อตาเห็นรูป เกิดรูปขันธ์แล้ว. รูปขันธ์ข้างในคือตา, รูปขันธ์ข้างนอกคือ สิ่งที่เราเห็น; นี่ เกิดรูปขันธ์ แล้ว. เมื่อตาถึงกันเข้ากับรูปเกิดรูปขันธ์; เพราะ ๒ อย่าง นี้มัน ถึงกันเข้าเกิดจักษุวิญญาณ. นี้ เกิด วิญญาณขันธ์ แล้ว. ทีนี้ ๓ อย่าง นี้เป็นผัสสะ, มาถึงกันเข้าเป็น ผัสสะ ก็เกิดเวทนา : สบายแก่ตาหรือไม่สบายแก่ตา นี้ เรียกว่า เวทนาขันธ์. เวทนาเขาแปลกันทื่อๆว่า feeling. วิญญาณเขาใช้ คำภาษาฝรั่งว่า consciousness. นี้มัน เกิดเวทนาขันธ์ เมื่อ สบายตาหรือไม่สบายตา แล้วเกิดสัญญา ความสำคัญ มั่นหมาย; นี่เขาเรียก perception. สัญญานี้ใช้กันว่า perception ต่อ feeling. อันนี้เรียกว่า สัญญาขันธ์, เกิด สัญญาขันธ์.

น.51 ๔๕ ทีนี้ สัญญาขันธ์ ทำไปอย่างไร ? มันก็ ให้เกิด ความคิด อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามสมควรแก่สัญญานั้น. นี้ เรียกว่า สังขารขันธ์ เรียกว่า thought. ถ้าเรียกว่าเป็นหลัก วิชาจริงๆเขาเรียกว่า karamic formation สิ่งที่จะให้ทำกรรม. กรรมิก คือ กัมมิกในภาษาบาลี, karamic formation เราเอา จำง่ายๆว่า thought ก็แล้วกัน มันคิดจะทำอย่างใดอย่างหนึ่ง. ช่วยไป ศึกษาแล้วศึกษาอีก และ ทุกทีที่มันมี จะไปศึกษาลับหลัง ศึกษาจากหนังสือไม่ได้ : ศึกษาเรื่อง ตาก็เมื่อตาเห็นรูป, ศึกษาเรื่องหูก็เมื่อหูได้ยินเสียง, ศึกษา เรื่องกลิ่น ก็ศึกษาเมื่อจมูกมันได้กลิ่น, ศึกษาเรื่องรส ก็เมื่อ ลิ้นมันกำลังมีรส, ฉะนั้นเวลากินข้าวเคี้ยวอะไรๆอร่อย ศึกษาให้ดีๆเถอะให้รู้จักลิ้นกับรส แล้วชิวหาวิญญาณ แล้วก็ เวทนา สัญญา สังขาร อะไรไปตามเรื่อง. เวลาที่เกี่ยวข้อง กับสิ่งเหล่านี้แหละ เป็นเวลาที่ศึกษา. นี้เรียกว่า ศึกษา จากตัวจริง แล้วศึกษาจากภายใน; มัวแต่ศึกษาจากหนังสือ มันเป็นเรื่องจำ เดี๋ยวมันก็ลืม แล้วมันไม่เข้าใจ แล้วเอามา ใช้ประยุกต์ไม่ได้.

น.52 ๔๖ ขันธ์ ๕ เกิดทีละอย่าง. ข้อต่อไป เราจะ ต้องศึกษาถึงขนาดบังคับความ รู้สึกเหล่านี้; ฉะนั้นเราต้องรู้จักความรู้สึก ช่วยศึกษา ให้รู้จักรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เรียกว่า ขันธ์. เดี๋ยวนี้ อาตมาเชื่อว่า ทุกคนคงจะเข้าใจได้แล้ว; ถ้าถามว่า ขันธ์ทั้ง ๕ นี้ มันมีอยู่คราวเดียวกันพร้อมทั้ง ๕ หรือว่ามันแยกกันมีทีละอย่างๆ? คุณไม่ต้องเชื่อใคร ใครจะ มาบอกคุณว่า มันเกิดทีเดียวทั้ง ๕ ก็ตามใจเขา เขาว่าไป. คุณก็เอาความเห็นจริงของตัวเองมาเป็นหลัก ว่ามัน เกิด พร้อมกันทีเดียวทั้ง ๕ ได้หรือไม่ ? มันไม่มีดอก ที่ พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสว่า คน เราประกอบอยู่ด้วยขันธ์ทั้ง ๕ นี้ไม่มี; ถ้ามีก็มี ประกอบ อยู่ด้วยธาตุทั้ง ๖ เพราะว่า ขันธ์ทั้ง ๕ มัน จะมีพร้อมกัน ในคราวเดียวกันไม่ได้ : คือมัน เกิดรูปขันธ์, แล้ว เกิด วิญญาณขันธ์, แล้ววิญญาณขันธ์เสร็จไปแล้วดับไปแล้วจาก จิต มันจึงจะเกิดเวทนาขันธ์ เวทนาขันธ์เสร็จไปแล้ว มัน ก็เกิดสัญญาขันธ์, สัญญาขันธ์เสร็จไปแล้ว มันเกิดสังขาร- ขันธ์, มันเกิดต่อๆต่อๆกันไป อย่างนี้.

น.53 ๔๗ ทีนี้ จิตนี้ มันเหมือนกับเก้าอี้ตัวเล็กๆตัวหนึ่ง นั่ง ได้คนเดียวเท่านั้น มัน ทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งได้เพียง อย่างเดียว ก็ทำไปตามลำดับ; ฉะนั้นเมื่อรูปขันธ์เกิดแล้ว ดับไปแล้ว ก็ดับไปแล้ว, วิญญาณขันธ์ก็เกิด แล้วก็ดับไปได้, เวทนาขันธ์เกิด แล้วก็ดับไปได้, สัญญาขันธ์เกิด แล้วก็ ดับไปได้; แต่มัน สำคัญอยู่ที่ว่าให้รู้ เมื่อมันเกิดให้รู้. วิญญาณและขันธ์ทั้ง ๕ ไม่ใช่ตัวตน. นี้คือการบรรยายที่มันละเอียดไว้ล่วงหน้า เพื่อ ป้องกัน มิให้เข้าใจผิดว่า รูปขันธ์เป็นตัวตน หรือเวทนา- ขันธ์เป็นตัวตน หรือสัญญาขันธ์เป็นตัวตน หรือสังขารขันธ์ เป็นตัวตน หรือวิญญาณขันธ์เป็นตัวตน. คือถ้า ปล่อย ไปตามความรู้สึกของสัตว์แล้ว มันจะ ไปเอาตัวตนเข้าที่ ขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง หรือทั้ง ๕ ขันธ์รวมกันก็มี : เอารูป ขันธ์ร่างกายนี้ว่าเป็นตัวตนซิ. เด็กๆมันก็รู้สึกว่าร่างกายนี้เป็นตัวตน; อะไรมา กระทบตน มันก็เรียกว่ามากระทบตน. เด็กๆเขาเซไป ถูกก้อนหิน เขาโกรธก้อนหิน แม่ต้องช่วยตีก้อนหินให้เขา

น.54 ๔๘ สักที เขาจึงจะหายโกรธ. นี่มีความสำคัญเป็นตัวตนขึ้นมา ได้อย่างนี้ ว่าเรานี้ตัวตน; หัวของเราไปโดนก้อนหิน แล้วก้อนหินก็เป็นตัวตน มันจึงอยากจะทำลายก้อนหิน ใน ฐานะเป็นตัวตนฝ่ายปรปักษ์ อย่างนี้เป็นต้น. แม้ร่างกายนี้ ก็อาจจะถูกหลงยึดขึ้นว่าเป็นตัวตน ก็ได้. ทีนี้ ในบางกรณีเวทนาที่รู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ อร่อย ไม่อร่อยนี่ มันถูก ยึดถือเป็นตัวตน ว่าตัวตนอยู่ที่เวทนา คือค่าสูงสุดของสิ่งทั้งปวงมันอยู่ที่เวทนา. คนเรามันเป็นทาสของอารมณ์ เป็นทาสของ เวทนา เอาเวทนาเป็นตัวตน ก็ได้; แต่ถ้าชี้ให้เห็น แล้วจะรู้ว่าเวทนามันเป็นเพียงแต่ขันธ์เท่านั้น เกิดขึ้นมา อย่างนี้เท่านั้น ไม่ใช่ตัวตน. ทีนี้ถ้าว่าในกรณีอื่น คนอื่นบางคน เขา เอาสัญญา- ขันธ์เป็นตัวตน; เพราะมันจำอะไรได้ สำคัญมั่นหมาย อะไรได้ ในกรณีนั้นก็เอาสัญญาขันธ์เป็นตัวตน. ทีนี้ในกรณีอื่น คนอื่นเขา เอาสังขารขันธ์เป็น ตัวตน คือคิดนึกได้ก็เรียกว่า เอาสังขารขันธ์เป็นตัวตน.

น.55 ๔๙ ปรัชญาของเดสการ์ตหรืออะไร ฉันคิดได้; ดังนั้นฉันมี อยู่นี้ เพราะมันคิดได้ เอาฉันนั้นเป็นตัวตน ดังนั้นฉันจึง มีอยู่ ก็มีคนคิดยึดถืออย่างนี้กันมาแล้วตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ไม่ใช่ว่านายคนนี้เพิ่งมองเห็นและเพิ่งบัญญัติ. ฉะนั้น ขันธ์ทั้ง ๕ นี้ มีโอกาสที่คนเขลาจะ สำคัญผิด ยึดถือเอาว่าตัวตน ที่ขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง, หรือว่า เอ้า, อย่างนั้นเหมาทั้ง ๕ เป็นตัวตน; แต่โดยมากมักจะ เป็นอยู่ที่ขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง. ลืมพูดถึงวิญญาณ วิญญาณ ที่รู้แจ้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ก็มีส่วนที่จะถูกยึดถือว่าเป็นตนได้ง่าย เท่ากับ สังขารขันธ์เหมือนกัน. สังขารขันธ์นั้นมันเป็นตัวคิด ถูก ยึดถือเป็นตัวตนได้ง่าย; แต่วิญญาณขันธ์เป็นเพียงแต่ รู้แจ้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ ก็มีโอกาสจะยึดถือเป็น ตัวตนได้. คำสอนในลัทธิอื่น เขาก็สอนอย่างนั้นแหละ ว่ามีตัวตนออกมาทำงาน ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็น ตัวตน เป็นเจตภูต เป็นชีโว เป็นบุคคลอะไร เขาก็มีสอน กันในลัทธิอื่น. ส่วน ในพุทธศาสนานี้เห็นเป็นเพียง

น.56 ๕๐ ธรรมชาติเท่านั้น : ธรรมชาติที่รู้สึกได้ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เท่านั้น. ฉะนั้นขอให้รู้จักขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ล้วนๆเป็นอย่างนี้ แล้วขันธ์ ๕ ที่ถูกยึดถือว่าเป็นตัวตนนั่นน่ะ มันก็ชุดนั้น แหละ ชุดเดิมนั่นแหละ; แต่มันถูกยึดถือเป็นตัวตน. พอยึดถือเป็นตัวตน ก็มีความทุกข์ แหละ. มันต้องมี ความทุกข์ เพราะความยึดถือว่าเป็นตัวตน ว่าเป็นของตน; มันต้องการจะให้เป็นไปอย่างที่ตนต้องการ แล้วมันก็เป็นไป ไม่ได้ หรือว่าเอามาให้เป็นตัวตน, มันก็ผูกมัดจิตใจของตน, มันก็ต้องทนทรมาน. เช่น เราถือว่า เงินทอง ทรัพย์สมบัติ ข้าวของเป็นของเรานี้ เราก็ต้องเป็นทุกข์; เพราะเรา ถือว่าเงินทองข้าวของเป็นของเรา. ถ้า เราไม่ได้ถือว่า เงินทองข้าวของเป็นของเรา เราก็ไม่เป็นทุกข์. ร่างกายนี้ก็เหมือนกัน : รูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ละอย่างก็ดี ถ้าไม่ยึดถือว่าเป็นเรา หรือ เป็นของเรา เราก็ไม่ต้องทุกข์; เช่นเดียวกับเราไม่ ยึดถือว่าสิ่งใดเป็นของเรา สิ่งนั้นก็ไม่ทำความทุกข์ให้แก่เรา.

น.57 ๕๑ ทีนี้ ในทางภายนอกเรายึดถือเงินทอง ข้าวของ ทรัพย์สมบัติ บุตร ภรรยา สามี อะไร ว่าเป็นของตน มันก็ ต้องเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น, หรือว่าความเกิด ความแก่ ความ เจ็บ ความตาย ถ้ามันเป็นของธรรมชาติมันก็แล้วไป; แต่ ถ้ามัน เป็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ของเรา เราก็เป็นทุกข์. เดี๋ยวนี้เรายึดอยู่ว่าเป็นของเรา เราก็ต้องเป็นทุกข์เพราะความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความ ตาย; ฉะนั้นท่านจึงสอนให้รู้ว่า ทั้งหมดนั้นเป็นไปตาม ธรรมชาติตามหลักเกณฑ์ของการปรุงแต่ง เรื่องธาตุ เรื่อง ขันธ์ เรื่องอายตนะ; ฉะนั้น อย่าไปเอามาเป็นของตน มันก็ไม่ทุกข์. มี ๓ เรื่องเท่านี้ : มันมา เป็นทุกข์ตรงที่ยึดขันธ์ ทั้ง ๕ ว่าเป็นตัวตน; ก็มีวิธีทำให้ถอนความยึดถือนั้นเสีย มันก็ไม่มีความทุกข์ ความทุกข์ก็ดับไป เรื่องก็จบเพราะ ความทุกข์ดับ. ฉะนั้นถ้ามีความยึดถือขันธ์ ๕ เป็นตัวตน ก็มีความทุกข์ไป, แล้วก็ติดต่อกันไปซ้ำๆซากๆ. ถ้ามี ความรู้อันสูงสุดชัดเจนอย่างยิ่ง ถูกต้องเข้ามามองเห็นชัด ไม่ถือว่าเป็นตัวตน มันก็ไม่เป็นทุกข์; ก็เรียกว่า ตัดความ

น.58 ๕๒ ยึดถือเสียได้ ก็ไม่เป็นทุกข์, เรื่องก็จบ คือ บรรลุ มรรค ผล นิพพาน. บรรลุขั้นนิพพาน นั้นคือ ไม่มีการยึดถือ เป็นตัวตนเลย; ส่วนขั้น มรรค ผลแต่ละขั้น นี้ ยังยึดถือ ตัวตนอยู่บางส่วน ตามมากตามน้อย; มันก็มีทุกข์น้อย ลงๆตามลำดับ ที่ว่าละความยึดถือได้มากเท่าไร. รู้จักพฤติของจิต, ควบคุมได้จะไม่เป็นทุกข์. นี่เอาเป็นว่า ประมวลปรมัตถธรรม สำหรับคน ธรรมดาควรจะทราบนั้น มีอยู่ ๓ กลุ่มเท่านั้น คือ กลุ่ม ธาตุทั้ง ๖ แล้วก็ กลุ่มอายตนะทั้ง ๖ แล้วก็ กลุ่มขันธ์ทั้ง ๕. กลุ่มขันธ์ ๕ นี้ มีอยู่ ๒ ความหมาย คือ ขันธ์ ๕ ที่มีการยึดถือ ว่าตัวตน, หรือขันธ์ ๕ ที่ไม่มีการยึดถือว่าตัวตน. สำหรับ ขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้นแก่คนธรรมดาสามัญ เป็นขันธ์ของคน ธรรมดาสามัญแล้ว มีการยึดถือว่าตัวตนทั้งนั้นแหละ เพราะ เรามันยังมีอวิชชา ยังหลงอยู่. แล้วขันธ์ ๕ ที่จะไม่ถูก ยึดถือว่าตัวตนนั้น มีแต่ขันธ์ ๕ ของผู้ที่เป็นพระอรหันต์ แล้วเท่านั้น; ฉะนั้นเขาจึงพูดว่า พระอรหันต์มีขันธ์อัน บริสุทธิ์ มีสันดานอันบริสุทธิ์, มีขันธ์อันบริสุทธิ์ คือ ขันธ์

น.59 ๕๓ นั้นไม่ถูกยึดถือ ด้วยอวิชชาว่าตัวตน เพราะว่าพระ- อรหันต์ไม่มีอวิชชา. ฉะนั้น ขันธ์ ๕ จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แล้วก็ บริสุทธิ์ เฉพาะคนที่ไม่มีอวิชชา; ถ้าปุถุชนยังมีอวิชชา ขันธ์นั้นจะต้องถูกยึดถือตามส่วน; เช่นรูปขันธ์ก็ถูกยึดถือ เวทนาขันธ์ก็ถูกยึดถือ ตามโอกาส ตามครั้งตามคราว เพราะ ว่ามันให้เกิดความรู้สึกพอใจ หรือไม่พอใจ. เรามันเป็น ทาสของอารมณ์กันทั้งนั้น : มีอวิชชา, แล้วก็ยึดถือส่วน ใดส่วนหนึ่ง เป็นตัวเรา เป็นของเรา. ถ้าได้อย่างใจเราก็ พอใจ; มันก็โง่อย่างพอใจ. ถ้าไม่ได้ตามพอใจก็ไม่พอใจ, มันก็โง่อย่างคนไม่พอใจ ฉะนั้นพอใจหรือไม่พอใจนี้ มัน เป็นเรื่องของความยึดถือ, เป็นความโง่ ทำให้เกิดความทุกข์. ความพอใจไม่พอใจทำให้เกิดเรื่องติดต่อกันไปยืดยาวมากมาย ทีเดียว. ในขันธ์ทั้ง ๕ นี้ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ ท่านแสดงไว้ว่า เวทนาขันธ์ นั้นแหละตัวร้าย เป็นตัวทำให้มีเรื่อง. ให้ควบคุมกันให้ดีที่สุดสำหรับ เวทนาขันธ์ คือความพอใจไม่พอใจ, ความยินดียินร้าย,

น.60 ๕๔ ความสุขความทุกข์, ความอร่อยความไม่อร่อย, อะไรก็ตาม เถอะ ที่มันเป็นเวทนาขันธ์นั้นน่ะ; ตัวนี้เป็นขันธ์ที่ ๒ ซึ่งร้ายกาจที่สุด ต้องรู้จักดี ต้องควบคุมได้แล้วก็จะไม่มี ความทุกข์. ฉะนั้น ให้ถือว่าเป็นหน้าที่อันสูงสุด, ธรรมะใน ฐานะที่เป็นหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ เป็นหน้าที่อันสูงสุด ที่ จะต้องรู้จักพฤติกรรมต่างๆของจิต แล้วควบคุมไว้ให้ได้ อย่าให้เป็นไปในทางที่เป็นทุกข์. ถ้าพูดกันโดยละเอียดแล้ว มันต้องพูดอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท แต่มันก็เรื่องเดียวกัน เพียงแต่ ซอยให้ละเอียดออกไปเป็น ๑๑ ตอน มันละเอียด จึงไม่ได้เอา มาพูด มันก็รวมอยู่ในเรื่องเกิดขันธ์ทั้ง ๕. สนใจก็ไปหา ศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท ก็จะพบรายละเอียดมากกว่านี้; แต่โดยเค้าโครงแล้วมันก็มีว่า เรื่องธาตุ แล้วก็ เป็นอายตนะ ขึ้นมา เป็นอายตนะขึ้นมาแล้ว ทำงานแล้ว มันจะ เกิดขันธ์ ขึ้นมา. เกิดขันธ์ขึ้นมาแล้ว ถ้ายึดถือมันจะเป็นทุกข์. ถ้าโง่ไปยึดมั่นถือมั่นโดยไม่รู้สึกตัว แล้วมันก็เป็นทุกข์โดย

น.61 ๕๕ ไม่รู้สึกตัว; ถ้าเรามีสติพอ มีปัญญาพอ ไม่ยึดมั่น มันก็ ไม่เป็นทุกข์ดอก. ฉะนั้นเมื่อเราเห็นรูปที่สวยงาม ถ้าเรา มีสติพอ มีปัญญาพอ เราก็ไม่ยึดถือจนทำให้จิตเป็นทุกข์; หรือว่าถ้าเราเห็นรูปที่เป็นที่ไม่พอใจที่สุด เช่น รูปของคนที่ เป็นศัตรูคู่อาฆาตอย่างนี้ ถ้าเรามีสติพอ มีปัญญาพอ รู้จัก รู้สึกว่าความคิดพฤติของจิตเหล่านี้เป็นเพียงเป็นไปตามธรรม- ชาติ เราก็ควบคุมได้, เราไม่ไปโกรธไปแค้นเป็นทุกข์ เพราะเห็นหน้าศัตรู. นี่ไปคำนวณดูเถอะว่า ถ้ามีความรู้เรื่องนี้พอ แล้ว มันจะมีประโยชน์กี่มากน้อย ที่จะอยู่ในโลก โดยไม่มีความ ทุกข์เลย : จะมีศัตรู ไม่มีศัตรูจะอะไรต่ออะไรต่าง ๆ มันก็ ไม่มาทำให้จิตใจเป็นทุกข์ได้ แล้วกลับมีปัญญา มีสติ ว่าจะ ต้องจัดการอย่างไรกับคนที่เป็นศัตรูหรือไม่เป็นศัตรู; หรือ อะไรทุกอย่าง เราจะต้องทำอย่างไร แล้วก็ทำไปได้โดยที่เรา ไม่ต้องเป็นทุกข์. ฉะนั้นจึงถือว่าเป็น ความรู้อันประเสริฐสูงสุด สำหรับมนุษย์ คือ รู้เรื่องความทุกข์, รู้เรื่องเหตุให้

น.62 ๕๖ เกิดทุกข์, รู้เรื่องความดับแห่งทุกข์, รู้เรื่องทางให้ถึง ความดับแห่งทุกข์ ซึ่งอยู่ที่ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้ได้ ก็ไม่เกิดทุกข์ ; เรื่องอริยสัจจ์ ๔ ก็รวมอยู่ที่นี่. ไปมองให้เห็นว่า ความทุกข์เกิดขึ้นมาอย่างไร ? แล้วเรา สะกัดไว้ไม่ให้มันเป็นอย่างนั้น มันก็ดับทุกข์. เรื่องอริยสัจจ์ ๔ มันก็รวมอยู่ในเรื่องของขันธ์ ๕ เกิดขึ้นมา อย่างไร. ฉะนั้นจึงให้ถือเอา ๓ เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญ เป็นหัวข้อสำคัญ : เรื่องธาตุ เรื่องอายตนะ เรื่องขันธ์. พอเข้าใจหลักอันนี้แล้ว ก็ไปเข้าใจเรื่องอื่น ๆ เรื่องปฏิจจ- สมุปบาท เรื่องอริยสัจจ์ ๔ เรื่องอะไรโดยละเอียดได้, แล้วก็ จะรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมาทันที ว่าความ รู้เรื่องนี้เป็นพระพุทธเจ้า, เป็นพระพุทธ. จิตที่รู้ เรื่องนี้ เป็นพระพุทธเจ้า, แล้ว ความจริง ข้อนี้ เป็นพระธรรม, แล้ว การที่เราปฏิบัติได้นี้ เป็นพระสงฆ์. เราเป็นพระ- พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียเองเลย มันไปไกลถึงขนาด นั้น.

น.63 ๕๗ ถ้าเรารู้เรื่องนี้ ตัดกระแสแห่งความทุกข์เสียได้ เราเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครบหมด, คือ จิตที่รู้เรื่องนี้เป็นพระพุทธ, ความจริงข้อนี้เป็นพระธรรม, การปฏิบัตินั้นเป็นพระสงฆ์. เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริง. ที่จริงๆไม่ใช่แต่ปากว่า หรือกล้า พูดถึงกับว่าเราเป็นเสียเอง เป็นพระพุทธ เป็นพระธรรม เป็นพระสงฆ์ ในรูปแบบอย่างนี้เสียเอง มันจะมีประโยชน์ ถึงที่สุดอย่างนี้. นี่ โดยย่อมันเป็นอย่างนี้ ขอให้ไปศึกษาโดยละเอียด ต่อไป ว่า ทุกๆเรื่องมันจะมารวมอยู่ที่ตรงนี้; แม้แต่เรื่อง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็มารวมอยู่ ที่เรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ดิน น้ำ ลม ไฟ อะไรต่างๆ. พูดมากไปเกือบ ๒ ชั่วโมงแล้ว เอาละมันจะต้อง พอกันที พูดลืมไป. ขอให้ทบทวนว่า เรื่อง พระธรรม นั้นมีอยู่ ๔ ความหมาย : ตัวธรรมชาติ ตัวกฎธรรมชาติ ตัวหน้าที่ตามกฎธรรมชาติ ตัวผลเกิดจากหน้าที่. เรามี ธรรมทุกความหมายอยู่ในตัวเรา มองดูให้เห็น, มองดูเห็น แล้ว จะพบเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น

น.64 ๕๘ รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, จะพบเรื่องวิญญาณ ผัสสะ เวทนา และจะพบที่พื้นฐาน ก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาส วิญญาณ, จะพบเรื่อง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, เป็นไปอยู่ในชีวิตประจำวันนี้อย่างไร, ร่างกายนี้ ประกอบ ด้วยธาตุทั้ง ๖ อย่างไร, เป็นที่ตั้งแห่งอายตนะอย่างไร, อายตนะทำหน้าที่แล้ว จะเกิดขันธ์ ๕ อย่างไร, ถ้ายึดถือก็ เป็นทุกข์ ไม่ยึดถือก็ไม่เป็นทุกข์. ต่อไปนี้ก็ไป ศึกษาเรื่องไม่ยึดถือให้มากขึ้น แล้ว มันก็ไม่ยากอะไร : ถ้ารู้จักจริง ๆ แล้ว มันจะไม่ยึดถือเอง. ฉะนั้นเราไปรู้จักให้มันจริงๆว่ามันจะกัดเอาถ้าไปยึดถือมัน; แล้วมันก็ไม่ยึดถือเอง. ขอแสดงความหวังว่า ทุกคนคงจะไปทบทวน ไป ใคร่ครวญ ไปศึกษาให้มองเห็นจริง ในเรื่อง ๓ เรื่อง คือ หัวข้อของปรมัตถ์ธรรมที่ทุกคนควรจะรู้จักสามเรื่อง เรื่อง ธาตุ เรื่อง อายตนะ และเรื่อง ขันธ์; เข้าใจเรื่องนี้แล้ว รับรองว่าเรื่องอื่นๆจะกลายเป็นเรื่องง่ายไปหมด. แล้วมา นั่งที่นี่ก็คงจะได้ผลคุ้มกัน; อุตส่าห์ขึ้นมา เรียนเรื่อง ธรรมชาติ เมื่อนั่งกับธรรมชาติ เมื่อใกล้ชิดกับธรรมชาติ.

น.65 ๕๙ พระพุทธเจ้าหรือพระศาสดาของทุก ๆ ศาสนา ล้วน แต่ตรัสรู้ในป่าตามธรรมชาติทั้งนั้น จึงถือโอกาสมานั่งตาม ธรรมชาติ มาศึกษาเรื่องธรรมชาติที่บนนี้ ไม่ใช่แกล้งให้ ลำบากเล่น อุตส่าห์ถ่อขึ้นมานั่งบนนี้. อาตมาก็เหนื่อย เหมือนกันที่ต้องขึ้นมานั่งกันบนนี้ แต่โดยเหตุที่มันมีผลดี มันเป็นบรรยากาศเหมาะสำหรับการศึกษาธรรมะ เป็นอันว่า ยุติการบรรยายวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้. พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๖๙-๗๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๘ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔

น.66 ความทุกข์เกิด ๏ ความทุกข์ เกิดที่จิต, เพราะเห็นผิด เมื่อผัสสะ. ๏ ความทุกข์ จะไม่โผล่, ถ้าไม่โง่ เมื่อผัสสะ. ๏ ความทุกข์ เกิดไม่ได้, ถ้าเข้าใจ เรื่องผัสสะ. พุทธทาส อินฺทปญฺโญ

น.67 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ๓. การงานคืออะไร ? ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๗. ปวารณา และธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุคปัจจุบัน ๑ ๑๐. การบวชคืออะไร ? ๑ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ ทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน ๑ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๑๖. คุณพระไม่ตาย และเกิดมาทำไม ? ๑ ๑๗. ความรักดี ๑ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ๑ ๑๙. ครู คือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๒๐. การทำวัตรตามแบบโบราณ ๑ ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรมที่คนธรรมดาควรทราบ ๑

น.68 ควรศึกษาให้เข้าใจ เป็นความรู้วิทยาศาสตร์ทางพุทธ- ศาสนาให้รู้จักธรรมชาติอันแท้จริงของทุกสิ่ง แล้วจักไม่เป็นทุกข์ :- - การศึกษาธรรมะเป็นเรื่องศึกษาธรรมชาติ - ในร่างกายนี้จะมองเห็นธรรม ๔ ความหมาย - ต้องศึกษาธรรมะเพื่อปฏิบัติได้ถูกต้องแล้วไม่มีทุกข์ - ต้องศึกษาทั้งทางวัตถุและจิตใจให้พอดีกัน - ธาตุ อายตนะและขันธ์ ต้องดูให้รู้จักในตัวคน - วิญญาณธาตุ ทำหน้าที่ต่าง ๆ เนื่องกับอายตนะ - เมื่อวิญญาณธาตุทำหน้าที่กับอายตนะก็เกิดความรู้ - เมื่ออายตนะทำหน้าที่ก็เกิดขันธ์ - ศึกษาให้รู้จักการเกิดขึ้นของขันธ์ทั้ง ๕ - ขันธ์ทั้ง ๕ เกิดทีละอย่าง - ทั้งวิญญาณ ทั้งขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตัวตนอะไร - รู้พฤติของจิตแล้ว ควบคุมได้จะไม่เป็นทุกข์ - ศึกษาปฏิจจสมุปบาทด้วย จะรู้จักการเกิดของขันธ์ - ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ก็เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ - ไม่ยึดมั่นถือมั่นจะไม่เกิดทุกข์

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต