น.7 ท่านอาคันตุกะ ผู้มาเยี่ยมวัด ทั้งหลาย, อาตมาขอแสดงความยินดี ในการมาของท่านทั้ง- หลาย และขอต้อนรับตามที่จะทำได้ ในลักษณะของธรรมะ ปฏิสันถาร, ไม่มีวัตถุสิ่งของเครื่องเลี้ยง เครื่องดื่มอะไร สำหรับจะปฏิสันถาร, แล้วก็ ปฏิสันถารโดยธรรม เพื่อ จะได้รับประโยชน์จากพระธรรม, เป็นเรื่องประโยชน์ ทางฝ่ายจิตใจ. แล้วอีกอย่างหนึ่ง ต้อนรับ ด้วยที่นั่งที่นอนของ พระพุทธเจ้า คืออีกโลกหนึ่ง เป็นเรื่องอีกโลกหนึ่ง. อบรมคณะครูอาจารย์ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา ๒๐ ตุลาคม ๒๕๒๗
น.8 ๒ แผ่นดินนี้เป็นที่นั่งที่นอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ประสูติกลางดิน, พระพุทธเจ้าตรัสรู้กลางดิน, พระพุทธ- เจ้าสอนกลางดิน, อยู่กับพื้นดิน กุฏิพื้นดิน, นิพพานคือ ตายก็กลางดิน, ให้กลางดินนี้มันเป็นอีกโลกหนึ่งก็ว่าได้ ท่านทั้งหลายไม่เคยจะนั่งกลางดิน, ไปที่ไหน เขาก็ให้นั่ง เก้าอี้บนพรมบนเจียม, ไม่เคยสัมผัสโลกของพระพุทธเจ้า คือกลางดิน. วันนี้อาตมาก็ต้อนรับด้วย แผ่นดิน ซึ่งเป็น โลกอีกโลกหนึ่ง. ทำไมจะต้องเรียกว่าอีกโลกหนึ่ง เพราะว่ามันรู้สึก ต่างกัน. เมื่อไปนั่งไปนอนบนที่พักอันสวยงามหรูหรา จิตใจมันไปอีกอย่างหนึ่ง, พอมา นั่งลงกลางดิน จิตใจมัน เป็นอีกอย่างหนึ่ง. ขอให้ท่านทั้งหลายเทียบเคียงดูเอา เองแล้วก็จะรู้สึกได้เองว่า โลกอื่น, โลกอื่นนั้นมันหมาย ความว่าอย่างไร, โลกอื่นจากที่เราเคยชินนั้นมันเป็นอย่าง ไร, ฉะนั้นวันนี้การบรรยายนี้ ก็จะพูดเรื่องโลกอื่น, โลกอื่น. ศึกษาคำว่า โลก, โลกอื่น. โดยทั่วไปที่พูด ๆ สอน ๆ กันอยู่ โลกอื่นนั้น เขา ว่าไปถึงต่อตายแล้ว นั้นมันโลกในความละเมอเพ้อฝัน จริง
น.9 ๓ หรือไม่จริงก็ไม่รู้ ; แต่ว่าโลกอื่นที่นี่และเดี๋ยวนี้ ที่สัมผัส ได้จริงนั้นมันก็ยังมีอยู่. เราดูคำว่าโลก ๆ โลกคืออะไร ? โลกคือตัวแผ่นดิน นั้นก็ไม่มีความหมายอะไรนัก; แต่ว่า สิ่งที่เข้ามากระ- ทบใจ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง ทางจิต ใจ นั่นแหละคือโลก. ถ้าเราไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ไม่มีอะไรคือก็ไม่มีโลก ; ฉะนั้น สิ่งที่เข้ามากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ที่เรียกว่า รูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ นั่นแหละคือ โลก. มันนำมาให้อย่างไร ? ก็แปลก ๆ กันไป ตามชนิด ตามสถานที่ หรือตามเวลา. ถ้ามันเข้า มากระทบแล้วก็ เรียกว่ามันมี, ถ้ามัน ไม่ได้เข้ามากระทบ ก็เท่ากับว่ามัน ไม่มี. นี่คิดดูให้ดี ถ้าสมมติว่าเราไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อะไร ๆ มันก็ไม่มี, โลกก็ไม่มี, อะไรก็ไม่มี, ไม่มีไป หมด. เพราะมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่ อะไร ๆ มัน จึงมี, มีเท่าที่ หกอย่างนี้ มันจะรู้สึกได้. ถ้าสมมุติว่า เรามีเกินหกอย่าง เป็นเจ็ดอย่างแปดอย่างมันก็ต้องมีอีก, มี อีกสองสามอย่าง ตามที่ว่าเครื่องรับ คืออายตนะในภายใน จะมีอย่างไร.
น.10 ๔ เดี๋ยวนี้เอาเป็นว่าเรามีหกอย่าง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, หกอย่างสำหรับจะรับเอารูปเสียง กลิ่น รส โผฏ- ฐัพพะธัมมารมณ์ ; สิ่งที่เรียกว่า โลก ๆ มันก็คือแค่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ นั่นแหละ. พระ- พุทธเจ้าก็ตรัสเรียกอันนี้ว่าโลก คือมันมีอยู่จริง, มันมา กระทบจริง, แล้วรู้สึกได้จริง นี้มันอยู่ที่ว่า เราจะแพ้หรือชนะมัน ; ถ้าเรารู้ ไม่ทัน มีแต่อวิชชา สิ่งที่เรียกว่าโลก ๆ ๆ เหล่านี้ ก็เข้า มาทำให้เกิดกิเลสตัณหา และเป็นทุกข์, แล้วก็โดยไม่ รู้สึกตัวด้วย. แต่ถ้าเรา มีสติปัญญารู้เท่าทัน สิ่งเหล่านี้ก็ ไม่มาทำให้เกิดกิเลสตัณหา และเกิดทุกข์, เพียงเท่านี้ เราก็ได้โลกอย่างอื่นเสียแล้ว, ได้โลกอย่างอื่นเสียแล้ว คือ โลกชนิดที่ไม่มีความทุกข์ทรมาน. ถ้าเราไปหลงใหลใน เรื่องทางอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ เราจะได้รับแต่โลก ที่เป็นการทนทุกข์ทรมาน. โลกเปลี่ยนได้ตามที่เราต้องการ หรือตามธรรมชาติ ถ้าเรามีสติปัญญา รู้จักทำจิตใจไม่ให้ตกไปภาย ใต้ความหลอกลวงของสิ่งเหล่านั้นแล้ว เราก็มีโลกอย่าง
น.11 ๕ อื่นอยู่ คือโลกที่สะอาด โลกที่เกลี้ยง โลกที่ไม่มีทุกข์ โลกที่ไม่ทรมาน, นี้เรียกว่าโลกอื่น โดยที่ร่างกายไม่ต้อง แตกตายไป เราเปลี่ยนโลกได้ตามที่เราต้องการ. เราไม่ต้องรอจนร่างกายแตกตายเข้าโลงแล้วจึงจะ ไปโลกอื่น, เราอยู่ที่นี่แหละ แล้วเราก็ อาจจะมีโลกอื่นได้, เปลี่ยนเป็นโลกเหล่านี้ได้ตามที่เราต้องการ. ข้อนี้สำเร็จ อยู่ที่เราควบคุมบังคับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราอย่าง ไร. พูดอีกทีหนึ่งก็ว่าแล้วแต่เราจะทำให้จิตใจมันก้าวหน้า, ก้าวหน้าสูงขึ้นไปอย่างไร. สมมุติว่าเคยกินเหล้าเมาหยำเป ก็มีโลกชนิดหนึ่ง, พอมันเลิกได้ไม่กินเลย มันก็กลายเป็น โลกอีกชนิดหนึ่ง, ทุกเรื่องก็จะเป็นอย่างนี้ ; เราจะจัดโลก อื่นได้ตามที่เราต้องการ. อาตมาอยากจะแนะ ให้สังเกตว่า เราเปลี่ยนโลก อื่นมาเรื่อย และที่จริง โดยธรรมชาติมันก็เปลี่ยนแล้ว เปลี่ยนโดยธรรมชาติ มันตายตัวอย่างนั้น, เราจะเปลี่ยน ชนิดที่ไม่ใช่เป็นตามธรรมชาติ เอาตามที่เราจัด เราทำขึ้น โดยเฉพาะ.
น.12 ๖ ที่ว่ามัน เป็นมาตาม ธรรมชาติ นั้น ก็หมายความ วา : - พอคลอดออกมาจากท้องแม่ มันก็มีโลกของลูก ทารก นอนแบอยู่ในเบาะ มันก็โลกของลูกทารก. อะไร ๆ เท่าที่มันจะเข้ามาสัมผัสลูกทารกนั้น คือโลกของลูกทารก. เช่นทารกมันนั่งได้ เดินได้ วิ่งได้ โลกของมันก็เปลี่ยน ๆ ไป, มันได้สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมากขึ้น โลก ของมันก็เปลี่ยนไป. พอมาเป็นเด็กวัยรุ่น มันก็รับอะไรมาก โลก ของมันก็เปลี่ยนไป, เป็นหนุ่มสาวเต็มที่ก็ได้รับอะไรมาก, ขวนขวายอะไรมาก ก็มีโลกที่เปลี่ยนไปดูก็งดงามดี. ทีนี้พอมาถึง โลกพ่อบ้านแม่เรือน ; เป็นพ่อ บ้านแม่เรือน รับภาระหนักเหมือนวัวควายลากแอกลากไถ อยู่ โลกมันก็เปลี่ยน เปลี่ยนเป็นคนละโลก, คือสิ่งที่มา กระทบจิตนั้นมันเปลี่ยน ที่นี้ต่อมา เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นคนเฒ่าคนแก่ โลกมันก็เป็นอีกโลกหนึ่ง.
น.13 ๗ นี้ตามธรรมชาติโลกมันก็เปลี่ยน, จะเปลี่ยนมาก เปลี่ยนน้อย หรือเปลี่ยนได้เท่าไร มันก็ไม่แน่ดอก. แต่ว่า อาการเปลี่ยนนั้นมันมีอยู่อย่างนั้น ; เป็นทารกก็รู้จักแต่ดูด นม, เป็นเด็กโตหน่อยก็รู้จักของเล่นของอร่อย, vเป็นวัยรุ่น เป็นหนุ่มเป็นสาว ก็รู้เรื่องปัจจัยของกามารมณ์มากขึ้น โลกมันก็เปลี่ยน, เป็นพ่อบ้านแม่เรือน ภาระหนักต้องหา เงิน ต้องรับผิดชอบ ต้องอะไรต่างๆ โลกมันก็ยิ่งเปลี่ยน เปลี่ยนเป็นโลกที่หนักอึ้ง. ทีนี้ ผ่านไปเสร็จแล้ว เป็นผู้ใหญ่สูงอายุแล้ว มันควรจะเปลี่ยนไปในทางที่สงบ, สงบ คือไม่วุ่นวายเหมือน แต่ก่อน ; ถ้าจะพูดตรงก็ว่า ไม่บ้าเหมือนแต่ก่อน. พอ สูงอายุหนักเข้า มาถึงกับว่า แก่เฒ่าแล้ว มันก็ควรจะเปลี่ยน เป็นโลกอีกโลกหนึ่ง คือโลกของผู้ที่มีความรู้เรื่องโลกดี สามารถจะสั่งสอนชี้แจงเรื่องโลกทั้งหลายนี้ให้เด็ก ๆ เขา รู้เขาเข้าใจ จะได้เดินมาอย่างถูกทาง ตามลำดับ ๆ มันถึง จุดหมายปลายทาง เร็วขึ้น ถ้าใครยังซ้ำซากอยู่ที่จุดไหน ก็เรียกว่า มัน ไม่ ก้าวหน้า. จะเป็นเด็กอมมืออยู่เรื่อยไปมันก็ไม่ไหว, จะ
น.14 ๘ เป็นเด็กวัยรุ่นอยู่เรื่อยไปก็ไม่ไหว, เป็นหนุ่มสาวอยู่ เรื่อยไปก็ไม่ไหว, เป็นพ่อบ้านแม่เรือนอยู่ตลอดไปมันก็ไม่ ไหว; มันต้องรู้จักถอนตัว, ถอนตัวออกมาเสียจากภาระ อันหนัก เพราะว่าได้พยายามมาจนตลอดชีวิตแล้ว มันควร จะมีหลักทรัพย์ หรือมีอะไรต่าง ๆ ชนิดที่ไม่ต้องทำงานหนัก อย่างวัวหรือควายที่ลากเกวียน. นั่นมันเปลี่ยนโลก มัน เปลี่ยนโลก. พอมาถึงอายุ ขั้นสุดท้าย นั้น เป็นผู้สูงอายุแล้ว ควรจะได้รับโลกอีกโลกหนึ่ง คือ โลกแห่งความสงบ โลกแห่งความสะอาด โลกแห่งความเยือกเย็น โลกแห่ง ความสว่างไสว. นี้ขอให้มุ่งหมายว่า เราจะมีโลกอย่างนั้นด้วยกัน ทุกคน เมื่ออายุมากขึ้นมากขึ้น ให้ได้มีโลกที่สะอาด สว่าง สงบ เยือกเย็นแจ่มแจ้ง ทำตนเป็นผู้นำผู้สอนลูกเด็ก ๆ ชั้นหลัง ๆ ได้. นี้จึงจะเรียกว่าจบ, จบชั้น, จบการปฏิบัติ ชีวิต จะเรียกว่า การทำหน้าที่ชีวิต มันจบชั้น, มันจบ ด้วยการมาอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง มีแต่ความสว่างไสว ไม่ โง่ไม่หลงในสิ่งใด, ก็มีความสงบ เพราะไม่ทำผิด, เพราะ
น.15 ๙ มีความแจ่มแจ้งสว่างไสว, ไม่ทำผิด มันก็มีความสงบ, ดูแล้วมันก็ ไม่มีความทุกข์ ไม่มีกิเลส. นี่เรียกว่ามัน สะอาดดี จะแบ่งเป็นกี่ขั้นตอนก็สุดแท้ : ตั้งแต่ว่าเกิดจาก ท้องมารดากว่าจะเข้าโลงนั่น, จะแบ่งเป็นห้าตอนหกตอน- เจ็ดตอนก็ได้ทั้งนั้นแหละ แต่มันเป็นคนละตอน เพราะว่า มันมีการสัมผัสสิ่งรอบตัวต่างกัน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ชุดเดิมนั่นแหละ, ชุดเดิมนั่นแหละ. แต่เดี๋ยวนี้ มีสิ่งที่- กระทบแล้วมันรับเอาต่างกัน, รับเอาต่างกัน ตัวอย่าง เช่นว่าลูกเด็ก ๆ ทารก ถ้าได้เงินมันก็ไม่ มีความหมายอะไร, มันรับเอาโดยไม่รู้ว่ามีความหมายอะไร. ถ้าเป็นเด็กโตแล้ว ได้เงินมันก็พอใจ, เด็กวัยรุ่นหรือหนุ่ม สาวได้เงินแล้วก็ยิ่งเพลิดเพลินรื่นเริง. คนสูงอายุแล้วได้ เงินก็จะคิดตั้งเนื้อตั้งตัวตั้งทุนตั้งการงาน, แล้วคนที่แก่มาก แล้ว ก็คิดทำบุญทำทาน คิดเสียสละ คิดจะให้มันว่าง นี่ช่วยจำไว้ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ชุดเดียวนี้ มันก็ รับเอาสิ่งที่เข้ามากระทบ ในลักษณะต่าง ๆ กัน ตาม วัยหรือตามรุ่น ของเรา. ฉะนั้นเราจึงเปลี่ยนโลกเรื่อยไป จากโลกของเด็กทารก มาเป็นโลกของเด็กวิ่งได้เดินได้, จาก
น.16 ๑๐ โลกของเด็กวิ่งได้เดินได้ มาเป็นโลกของเด็กวัยรุ่นกำลัง คะนอง, จากโลกของเด็กวัยรุ่นก็มาเป็นโลกของคนหนุ่ม สาว, จากโลกของคนหนุ่มสาว ก็มาเป็นโลกของพ่อบ้าน แม่เรือน. ระยะนี้ยาวหน่อย ลากเกวียนกันยาวหน่อย จนกว่ามันจะมาถึงขั้นที่สูงอายุมากพอที่จะรู้สึกพอกันที เบื่อ แล้วเรื่องลากเกวียน, ชีวิตนั้นพอกันทีเบื่อแล้ว ต้องการ จะหยุดจะพัก, ไม่ต้องการเรื่องยุ่ง ไม่ต้องการยุ่ง คือต้อง การโลกสงบ. ถ้าใครเปลี่ยนโลกได้ตามลำดับ อย่างที่ว่านี้ ก็ เรียกว่า ไม่เสียที ที่ได้เกิดมา คือได้ ชิมรสครบหมดทุก โลก, ทุกโลก และ โลกสุดท้าย คือว่างไป ว่างไปเป็น นิพพาน. มีการศึกษา, สติปัญญาถูกต้อง, จะเปลี่ยนโลกได้. ปัญหามันมีอยู่ว่า จะเปลี่ยนโลกได้อย่างไร ? ข้อนี้ มันก็จะปล่อยไปตามธรรมชาติอย่างเดียว นั้นคงไม่ปลอดภัย, จะปล่อยให้มันเป็นไปเองเปะปะเปะปะตามธรรมชาติ ใหญ่
น.17 ๑๑ โตขึ้นมาเอง เปลี่ยนเองนี้ มันก็เปลี่ยนเหมือนกันแหละ แต่มันไม่ปลอดภัย, จะต้องมีการศึกษา มีสติปัญญา รู้ เรื่องสิ่งเหล่านี้ ควบคุมสิ่งเหล่านี้ ให้เปลี่ยนมาอย่างมี หลักมีเกณฑ์ ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ. ถ้าจะพูดอย่างรวบรัดก็ว่า ให้รู้สึกว่ามันดีขึ้น, แล้วมันก็ ถูกต้องยิ่งขึ้น. เอาตามคัมภีร์ ในบาลีก็ว่า เกิด มาในโลกแรกก็คือโลกกามโลก คือเป็นสัตว์ที่ยินดีพอใจใน กาม, นี้ก็เป็นระยะหนึ่งระยะหนึ่ง ตั้งแต่เกิดมากว่าจะเป็น หนุ่มเป็นสาว นี้ก็อยู่ในกามโลก, พอใจในกาม. ต่อมา ก็เป็นรูปโลก -พอใจในสิ่งที่เป็นวัตถุ เงินทองข้าวของ เรือกสวนไร่นา นี่มันก็ตอนหนึ่ง. พอ ต่อไปอีก แก่ชรา มากเข้า ก็ เป็นอรูปโลก ขอบสิ่งที่ไม่มีรูป คือบุญกุศลเป็น ต้น ซึ่งมันไม่มีรูป. ทีนี้ถ้ามันยังฉลาด ต่อไปอีก มันก็จะเหนือโลก, เหนือโลก เป็นโลกุตตรหรือนิพพาน, เหนือโลก. โลกบ้า ๆ บอ ๆ ที่แล้วมาแต่หนหลัง พอกันที, พอกันที, ต้องการจะ มีจิตใจชนิดที่อยู่เหนือโลก, ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งจิตใจ ให้
น.18 ๑๒ ยินดียินร้าย รักโกรธเกลียดกลัวได้อีกต่อไป. นั่นแหละ เรียกว่าเหนือโลก, เข้าใจได้ง่าย ๆ. ถ้าสิ่งใดๆ ในโลก มันเข้ามากระทบแล้ว ทำให้เรา ต้องมีความรักความโกรธ ความเกลียดความกลัว ความวิตก กังวลอาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยาอะไรก็ตามเถอะ ; นี่เรียก ว่าคนนี้มัน จมโลก, มันยังอยู่ใต้โลก. ถ้าได้ศึกษามาพอ แล้ว ดำรงจิตไว้ชนิดที่ว่า ไม่มีอะไรที่จะเข้ามาปรุงแต่งจิตใจ ให้เป็นอย่างนั้น, นี่ก็เรียกว่า เหนือโลก. เมื่อมัน เบื่อใน เรื่อง กามโลก ใน รูปโลก ใน อรูปโลก แล้ว มัน ก็มีแต่ โลกุตตระ เท่านั้นแหละ, จะไปถึงหรือไม่ถึงนั้นมันอีกปัญหา หนึ่ง, แต่มันมีที่สุดที่โลกุตตระ. เอ้าตอนแรกก็พอใจในกาม ในกามารมณ์ ใน ปัจจัยแห่งกามารมณ์ กามคุณไปพักหนึ่ง, ต่อมาก็พอใจใน ทรัพย์สมบัติ ในหลักทรัพย์ เรือกสวนไร่นา ต่อไปก็พอใจ ในเรื่องอรูปคือเกียรติยศชื่อเสียงบุญกุศล. ถ้าจะไปต่อไป อีกทีนี้ก็เหนือโลก, เหนือสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดแหละ. นี่พิจารณาดูเถอะ กี่คนมันขึ้นมาได้ถึงขั้นนี้ ? มัน มักจะจมตายอยู่ในโลก เป็นเด็กหัวหงอก จมกามารมณ์
น.19 ๑๓ ตายอยู่ในขั้นนั้น ไม่ได้พ้นขึ้นมาจากกามโลกด้วยซ้ำไป, หรือว่าอย่างดีพ้นมาจากกามโลก มา จมตายอยู่ที่รูปโลก ทรัพย์สินสมบัติสิ่งของนี่. ทีนี้ถ้าเผอิญขึ้นมาได้อีกชั้นหนึ่ง มาหลงในเกียรติยศชื่อเสียงบุญกุศล ; นี้ยังเหลืออยู่ว่า จะไปต่อไปได้หรือไม่ โดยมากมันก็ตายอยู่แค่นี้ ตายอยู่แค่ ในโลกแห่งอรูป. คนไม่รู้จักเลือกโลกได้ถูกต้องเพราะไม่มีธรรมะ. ที่พูดนี้ ไม่ใช่ว่าจะดูถูกดูหมิ่นใคร แต่บอกให้ทราบ ว่า เรื่องมันมีอยู่อย่างนี้ คือเรื่องมันมีให้เลือกอย่างมากมาย ถึงขนาดนี้, แล้วเราก็ไม่ได้เลือก เพราะ เราไม่รู้จักเลือก เพราะเรา ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม, เพราะเราไม่รู้ว่าเกิดมาทำ- ไมนี่. ถ้าเราได้รับคำสั่งสอนมาว่า เกิดมาเพื่อได้รับ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ แล้วก็คงจะง่าย, มัน จะคอยถามว่านี้ดีที่สุดหรือยัง ? ได้กามารมณ์ ได้สมรส ได้ คู่ครองนี้ดีที่สุดแล้วยัง ? "เอ้า, ยัง" หาทรัพย์มากมายจะ เป็นเศรษฐีดีหรือยัง ? "เอ้ายัง" มีชื่อเสียง มีชื่อเสียง มี เกียรติยศชื่อเสียงมีอะไร เอ้า ดีหรือยัง ? ยัง. ที่นี้มีบุญมี
น.20 ๑๔ กุศลที่ทำไว้ เอ้าดีหรือยัง ? นี่ก็จะลังเล, โดยทั่วไปก็จะว่าพอ แล้ว ก็เลยได้อยู่ด้วย เรื่องบุญ เรื่องกุศล, ไม่สามารถจะ พ้นขึ้นไปจากนั้นเป็นโลกุตตระ คือมรรค ผล นิพพาน. นี่เรียกว่า โลก นั้นมัน มีหลายโลก อย่างนี้ และ เราเปลี่ยนได้เองก็มี, ถ้าเรามีความรู้ เราเปลี่ยนได้เอง, ถ้าไม่มีความรู้มันก็เปลี่ยนตามธรรมชาติ, เปลี่ยนตาม ธรรมชาติ นี้ ไม่ได้ไปกี่มากน้อยดอก. ดูธรรมดาสามัญ มนุษย์เถอะ มันเปลี่ยนได้กี่มากน้อย ? มันก็ติดลุ่มหลงอยู่ ที่กามารมณ์จนตายบ้าง, ในบางรายก็ลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ จนตายบ้าง, บางรายก็หลงในเกียรติยศชื่อเสียงจนตายบ้าง, ไม่ได้มีจิตใจที่โผล่ขึ้นไปพ้นสิ่งเหล่านี้เลย. นี่จึงขอให้ทุกคนทราบไว้ว่า ธรรมชาตินั้นมีให้ เลือกมากมายครบถ้วนอย่างนี้ เราจะเอาอย่างไร, เท่าไร, เพียงไร, ก็คิดดูเอาเอง. ถ้าคิดว่าเกิดมาชาติหนึ่งต้อง ได้ชั้นดีที่สุด ชั้นเลิศที่สุดแล้วก็ ขอให้เพ่งเล็งถึงชั้น โลกุตตระ คือ มีจิตใจอยู่เหนือการปรุงแต่ง ของสิ่งใด ๆ, อะไร ๆ จะเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนี้ จะน่ารักหรือน่าเกลียดก็ตาม ไม่ทำให้เกิดการ
น.21 ๑๕ วิปริตทางจิตใจ, มีจิตใจคงที่ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย. ถ้ามี ความยินดียินร้าย มันก็จะเป็นอย่างที่ว่า คือจะมีความรัก บ้าง มีความโกรธบ้าง มีความเกลียดบ้าง มีความกลัวบ้าง มีความวิตกกังวลนอนไม่หลับบ้าง อาลัยอาวรณ์บ้าง อิจฉา ริษยาหึงหวงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด. นั่นเพราะว่า จิตนั้นมัน ยังต่ำมาก ไม่มีธรรมะพอ แล้วอะไรก็มาปรุงแต่งให้จิตนั้น เป็นชนิดนั้น. ฉะนั้น ชีวิตประจำวันของคนที่ไม่มี ธรรมะพอ ก็จะเต็มไปด้วยความรักความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หึงหวงเป็นต้น. ควรสนใจธรรมะ กระทั่งพบนิพพาน. ถ้าเห็นว่า มัน ควรจะผ่านด่านนี้ กันที ก็ สนใจ เรื่องธรรมะที่สูงขึ้นไป, ที่มาอย่าง น่ารักก็ไม่รัก ไล่มัน กลับไป ตะเพิดเข้าไปว่า เช่นนั้นเอง, เช่นนั้นเอง, ถ้า มันมาอย่าง น่าเกลียด ก็ไม่ต้องเกลียด ไล่มันกลับไปว่า เช่นนั้นเอง, มันมาอย่างน่าโกรธ ก็ไม่โกรธ มาอย่าง น่ากลัว ก็ไม่กลัว ไล่มันกลับไปว่า อย่างนั้นเอง. มันมา
น.22 ๑๖ อย่างน่ารัก มัน ทำให้หลงใหลเพื่อจะเอา, ถ้าไม่ได้ตาม ต้องการมันก็โกรธหรือเกลียด แล้วมันมาในท่าลักษณะให้ โกรธหรือเกลียด, นี่มาทำให้เราเป็นไฟ มาทำให้จิตใจเป็น ไฟอยู่ด้วยราคะ โทสะ โมหะ, ทำชีวิตนี้ให้เป็นไฟ. ถ้าเข้า ใจเรื่องไฟ รู้จักไฟที่เผาอยู่ในจิตในใจอยู่เป็นประจำนี้แล้ว คนเหล่านั้นจะรู้จักพระนิพพานได้โดยง่าย. เดี๋ยวนี้ไม่มีใครรู้จักนิพพาน พอพูดถึงนิพพาน ก็สั่นหัว. ถามว่าอยากได้ไหม ? ก็อยากได้ตามแค่ปาก, ปากว่าตามขนบธรรมเนียมประเพณี เพราะไม่รู้ว่านิพพาน นั้นคืออะไร. บางคนก็เดาไปเสียไกลอีกว่า นิพพานนั้น ก็คือรวยกว่า สวยกว่า มากกว่า กามารมณ์มากกว่า อะไร มากกว่า, อย่างนี้ยิ่งผิดหนักขึ้นไปอีก. นิพพานมันต้องเป็นที่จบ, เป็นที่สิ้นสุดของ การหลง ; ใช้คำตรงก็ต้องใช้คำว่า ความบ้าอยู่ในโลก. ความบ้าอยู่ในโลกมีกี่อย่าง, กี่อย่าง, กี่อย่าง, ร้อนเป็นไฟ ไปกี่อย่าง กี่อย่าง มันจบลงสิ้นสุดลงเมื่อบรรลุนิพพาน. นิพพานคือเป็นอย่างนั้น เมื่อใดเราว่างกิเลสจิตว่างจาก กิเลส เมื่อนั้นจิตอยู่กับนิพพานคือความเย็น.
น.23 ๑๗ อย่ากลัวนิพพาน จะกลายเป็นคนโง่บรมโง่. เมื่อ ใดไม่มีกิเลสไม่มีความทุกข์ เมื่อนั้นเป็นนิพพาน. แล้ว ทำไมจะต้องกลัวนิพพาน ! เมื่อไม่มีกิเลส, เมื่อไม่มีความ ทุกข์เป็นนิพพาน, ทำไมจะต้องกลัวนิพพาน. มันก็เป็น เรื่องของคนโง่เกินประมาณ ที่ว่าจะต้องกลัวนิพพาน. แต่ เดี๋ยวนี้ก็ ให้อภัยได้เพราะไม่รู้, ไม่รู้ว่าเป็นอย่างนั้น ไม่รู้ ว่านิพพาน คือเป็นอย่างนั้น, แล้วก็บอกกันแต่เพียงว่า นิพพานนี้ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่สวยไม่หอม ไม่อะไร. นี้ก็เลย กลัวไปเสียอีกว่า มันจะไม่มีรสชาติอะไร มันจะจืดชืดเกิน ไป ก็ไม่ต้องการนิพพาน. ถ้าอยาก จะรู้จักนิพพาน แล้วก็จะต้องรีบ รีบรู้ จักไฟที่กำลังไหม้อยู่ในอกในใจ คือ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ที่ไหม้อยู่ในอกในใจ, หรือจะเอากันนอกมาอีก ก็ว่า ความรักความโกรธความเกลียดความกลัว ความวิตก กังวลอาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยาหึงหวงที่กลุ้มรุมอยู่นั่นแหละ ที่ทำให้จิตร้อนเหมือนกับถูกไฟนั่นแหละ ; ถ้าเอาเหล่า- นั้นออกไปหมด นั่นแหละคือนิพพาน.
น.24 ๑๘ ถ้าไฟคือกิเลสออกไปชั่วคราว ก็นิพพานชั่วคราว, ออกโดยเด็ดขาดก็นิพพานเด็ดขาด; แต่มันก็ออกไปเป็น ชั่วคราว พอให้เรามีเวลาที่จะผาสุกบ้าง เราจึงรอดตาย รอดชีวิต รอดตายมา ได้มานั่งมาเที่ยวกันอยู่อย่างนี้. ถ้ากิเลสเกิดขึ้นเผาตลอดเวลา ตลอดเวลาทั้ง ๒๔ ชั่วโมง จริงๆแล้ว ตายหมดแล้ว ไม่ได้มาเหลือกันอยู่อย่างนี้, ระยะเวลาที่กิเลสไม่เกิดไม่เผานั้นพอจะมีบ้าง นั่นแหละคือ เวลาที่เรารู้สึกสบายใจบ้าง. ต้องหาอุบายอยู่ในโลกด้วยชัยชนะ. เราหาอุบายกลบเกลื่อนไม่ให้เกิดกิเลส หรือไม่ให้ เผาลนมากเกินไป อย่างนั้นอย่างนี้แก้ไขกันไปตามเรื่อง, มันก็ไม่ค่อยจะได้ผล มันมักจะกลายเป็นเอาน้ำโคลนมาล้าง โคลน. พอเกิดกิเลสไม่สบายใจ จะไปดูหนังดูละคร ว่า จะแก้ไม่สบายใจ, พอเกิดความทุกข์ไม่สบายใจ ก็จะกิน เหล้า เพื่อจะระงับความรู้สึกทุกข์ร้อนในใจ, อย่างนี้ เอาน้ำ โคลนไปล้างโคลน มันไม่มีที่สิ้นสุด; จะต้องรู้จักทำ ให้ไม่เกิดกิเลส หรือหยุดกิเลสที่จะเกิดขึ้น.
น.25 ๑๙ ฉะนั้นเรา ต้องมีความฉลาดที่เพียงพอ ที่จะ ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อกระทบ อะไรเข้า, แล้ว อย่าให้มันโง่. อย่าให้มันมีแต่ความโง่ ให้มัน มีความ ฉลาดเข้ามาทันเวลา รู้ว่า เอ้า, นี่มันอย่างนี้เองนี่, นี้มัน ตามธรรมชาติเช่นนี้เองนี่, สวยเหมือนจะขาดใจ เอ้าก็ เช่นนั้นเองนี่, น่าเกลียดเหลือประมาณก็เช่นนั้นเอง, หอม ก็เช่นนั้นเอง เหม็นก็เช่นนั้นเอง, อร่อยหรือไม่อร่อย นิ่มนวลกระด้างอะไรก็เช่นนั้นเอง, เช่นนั้นเอง. เรา อยากจะชิมจะลองก็ได้ แต่อย่าไปหลงกับมัน, ไม่ต้องชิม ต้องลองให้เสียเวลา ให้เปลืองอะไรต่ออะไรก็ได้ ก็ยังดี, เรียกว่า อยู่ในโลกต่อไปโดยไม่ต้องจมลงไปในโลก และ ไม่ต้องหนีโลก. อย่าเข้าใจผิด เหมือนกับคนเขลาๆเขาพูดว่า หนีโลก, หนีโลกไปบวช, หนีโลกเอาตัวรอด. หนีออก จากโลก นั้นมันเป็นเรื่องผิด, อย่าคิดจะหนีโลก, แต่ จง อยู่ในโลกด้วยชัยชนะ, อยู่ในโลกด้วยชัยชนะ ต่อสิ่งที่ เรียกว่าโลก, ไม่ต้องร้องไห้ไม่ต้องหัวเราะ. เดี๋ยวนี้มันมี อยู่สองอย่าง พอชอบใจก็หัวเราะร่า, พอไม่ชอบใจหรือ
น.26 ๒๐ เป็นทุกข์ก็ร้องไห้, ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องหัวเราะ. ถ้า อยากจะหัวเราะ ก็หัวเราะแบบเยาะเย้ย, โอ๊ย, ไปเถอะกูไม่ เอากับมึงดอก มันเช่นนั้นเอง มีเพียงเท่านั้นเอง. นี้เรียกว่า รู้ธรรมะในพระพุทธศาสนาเพียงพอ, เพียงพอที่จะ มองเห็นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น มันเช่น นั้นเอง, มันเช่นนั้นเอง. ที่น่ารักมาถ้าไปรักมันเข้า มันก็เกิดกิเลสตามแบบของความรัก, ที่น่าโกรธเข้ามา พอ ไปโกรธมันเข้า มันก็เกิดกิเลสตามแบบของความโกรธ, ที่น่ากลัวมาไปกลัวมันเข้า มันก็เกิดกิเลสตามแบบของความ กลัว, อย่าไปเกิดกิเลสแบบนั้น. เกิดแต่สติปัญญารู้ว่า ควรทำอย่างไร กับเรื่องเหล่านี้; ถ้าไม่ควรทำอะไรให้ เสียเวลา ก็ไม่ต้องทำ ไม่ต้องทำตัดทิ้งไปเลย, แต่ถ้าจำเป็น จะต้องจัดการกระทำเพื่อความปลอดภัย เพื่อความอะไรก็ ตาม ก็จัดการไปโดยไม่ต้องมีความโลภ ความโกรธ ความ หลงอะไร. ทำงานด้วยสติปัญญา, ไม่ทำด้วยความหวัง. เรื่องนี้ก็จำไว้เป็นหลักว่า ขอให้ทำการงานทุก อย่างด้วยสติปัญญา, อย่าทำด้วยความหวัง. อาตมาถาม
น.27 ๒๑ เด็ก ๆ ดู ได้ความว่าครูที่โรงเรียนนั้นสอนให้มีชีวิตอยู่ด้วย ความหวัง. อาตมารู้สึกว่าบ้าแล้ว; ถ้าสอนอย่างนี้มัน ฝืนหลักพุทธศาสนาแล้ว. พุทธศาสนาสอนให้มีชีวิตอยู่ ด้วยปัญญา, ด้วยสติปัญญา. ถ้าสอนให้อยู่ด้วยความ หวัง ก็คืออยู่ด้วยไฟ, อยู่ด้วยกองไฟ, แล้วพอหวังมัน, ก็ผิดหวังทันที. คิดดูเถอะพอไปหวังอะไรเข้า มันยังไม่ได้ ก็ผิดหวังทันที, ไปหวังให้มันผิดหวังทำไม ! ฉะนั้น อย่าสอนให้ลูกเด็กๆให้อยู่ด้วยความหวัง, อย่าคิดว่าเราจะมีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง. เรามีชีวิตอยู่ด้วยสติ- ปัญญาดีกว่า แล้วมันก็ทำถูกต้องเอง ทำถูกต้องเองไปทุก ระดับ ๆ, ไม่มีอะไรเผาให้เร่าร้อน. ถ้ามีความหวัง มีความ ทะเยอทะยาน ก็คือลงมือเผาตัวเองตั้งแต่ยังไม่ได้ทันจะ ทำอะไร ก็เป็นความร้อนตลอดเวลา : ก่อนได้ก็ร้อน, ได้มาก็ร้อน, ได้อยู่ก็ร้อน, เก็บไว้ก็ร้อน, กินเข้าไปก็ร้อน, อะไรก็ร้อนไปหมด, เพราะว่ามันโง่ ไม่มีสติปัญญาเกี่ยวข้อง กับสิ่งเหล่านั้น. ฉะนั้น ขอให้ทุกคนอยู่ด้วยสติปัญญา, อธิษฐาน จิต มีชีวิตอยู่ด้วยสติปัญญา, แล้วก็ทำอะไรถูกต้อง, ทำ
น.28 ๒๒ อะไรถูกต้อง ถูกต้อง, แล้วก็ พอใจ พอใจแล้วก็ เป็นสุข, เป็นสุขเพราะพอใจ. นี่ อย่างนี้แหละชีวิตนี้ก็มีแต่ความ พอใจ คือไม่มีความทุกข์. นี่โลกสูงสุดโลกุตตระเหนือโลก หรือสูงสุดกว่าโลก หรือ โลกที่สูงสุด ไม่มี ความทุกข์ ไม่มี กิเลส. จิตไปถึงนั่นแล้วเกิดกิเลสไม่ได้ ความทุกข์เกิด ไม่ได้. ฉะนั้น อย่ากักขังจิตไว้ในความโง่ความหวัง, ความอะไรอย่างนี้ซิ, อย่ากักขังจิตไว้ใน ราคะโทสะ โมหะ โลภะโกธะ. ศึกษาให้จิตมีสติปัญญา รู้เท่าทันตามที่เป็น จริง ว่าทุกสิ่งนั้น อย่าไปยึดมั่นถือมั่น กันเข้า, ไปหมาย มันเป็นตัวกู - ของกูแล้วมันก็กัดเอาเจ็บปวดยิ่งกว่าอสรพิษ กัด. ความยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นตัวกู - ของกู : ถ้าตัวกูที่น่ารักก็รัก, ตัวกูที่น่าโกรธก็โกรธ, ตัวกูที่น่า เกลียดก็เกลียด, ตัวกูที่น่ากลัวก็กลัว, อย่างนี้มันก็ เต็มไป ด้วยความรัก โกรธ เกลียด กลัว สารพัดอย่าง มันก็มี ความทุกข์. หวังว่าเราเป็นพุทธบริษัท หรือจะไม่เป็นพุทธ- บริษัทก็ตามใจ, เรามนุษย์นี่แหละมัน ควรจะมีชีวิตอยู่
น.29 ๒๓ อย่างที่ไม่ต้องเป็นทุกข์ . ยิ่งถ้าเป็นพุทธบริษัทด้วยแล้ว เป็นทุกข์ด้วยแล้ว ก็เสียชื่อเสียงเกียรติยศของความเป็น พุทธบริษัท. จะไม่เป็นทุกข์ ก็ต้องมีความรู้ เรื่องที่ กล่าวมาแล้วนี้ ตามสมควร ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นสิ่งที่ต้องควบคุม, อย่าให้มันจูงจมูกเรา ให้เราจูงจมูก มัน. เราจะควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เอาไว้ในวิถีทาง ที่ถูกต้อง, อย่าให้มันจูงเราไปหาสิ่งสนุกสนานเพลิดเพลิน สวยงามเอร็ดอร่อย ซึ่งหลงกันนัก, ซึ่งหลงกันทั้งโลกแล้ว. ควรรู้ทันสถานการณ์ของโลกที่เจริญทางวัตถุ. เดี๋ยวนี้ทั้งโลกแล้ว, หลงสิ่งสวยงามสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ทางวัตถุนั้น เต็มไปทั้งโลก, ไม่สนใจเรื่องอื่นแล้ว, มีสติปัญญาเท่าไร ก็คิดผลิตสร้าง สิ่งที่ยั่วยุกิเลสตัณหา ให้มันมากขึ้นแปลกขึ้น-แปลกขึ้น -แปลกขึ้น มันไม่ซ้ำเก่า. เราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่มาสนอง กิเลสนั่น ถูกผลิตออกมาแปลกๆๆ จนทนอยู่ไม่ได้ จนต้องซื้อใหม่ทุกที, ก็กลายเป็นว่า ผลิตสิ่งชนิดที่จะ ทำลายโลก ขึ้นมามากขึ้น, มากขึ้น, มากขึ้น, อีกทางหนึ่ง
น.30 ๒๔ ก็อุตส่าห์ทำงานหาเงินมาก ๆ จะไปซื้อสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็น สิ่งฟุ่มเฟือยไม่จำเป็น, แม้แต่ชาวไร่ชาวนา, เดี๋ยวก็จะ ทันสมัยจะมีเครื่องใช้ไม้สอยชนิดที่พุ่มเฟือย. ทางโน้น ก็ผลิตให้มากขึ้น, ทางนี้ก็หาเงินมาเตรียมไว้, แล้ว ทั้งสองฝ่ายก็หลงอยู่ในเรื่องของความหลง ทีนี้ผลยังไปไกลกว่านั้น คือว่าเมื่อ หลงกันมาก เข้า ก็มีพวกหนึ่งคณะหนึ่ง เขาต้องการจะครองโลกจะยึด ครองเอาโลกทั้งโลกเป็นของเขาคนเดียว เขาก็มีความคิด เช่นนั้น ฉะนั้น จึงละเมิดของผู้อื่น, เกิดเป็นการฉ้อ ฉลขโมยจี้ปล้น จนกระทั่งกลายเป็นสงคราม. นี้ฝ่าย หนึ่งรู้ทัน ก็ต้อนรับด้วยสงคราม, มันก็มีสงครามต่อสง- คราม, สงครามกับสงคราม ในโลกนี้มากขึ้น มากขึ้น, หาความสงบสุขไม่ได้ อย่างนี้มันน่าอาย. น่าอายอะไร ? น่าอายสัตว์เดรัจฉาน, สัตว์ เดรัจฉานไม่ได้ทำสงครามกันมากเหมือนคน, แล้วมันก็ไม่ ได้มีกิเลสลึกซึ้งเหมือนคน, สัตว์เดรัจฉานมันเปิดเผย คนนี้มีกิเลสมาก เพราะมีสติปัญญามาก แต่ ไม่ใช่สติ ปัญญาที่ถูกต้อง, เรียกว่าสติปัญญาเฉโก, สติปัญญาผิด ๆ
น.31 ๒๕ ไปในทางที่จะตามใจกิเลส, ยิ่งฉลาดมากก็ตามใจกิเลสได้ มากได้ลึก. ผลิตสิ่งที่ส่งเสริมกิเลสได้มากได้ลึก ; ปัญญา อย่างนี้ไม่ใช่ปัญญาที่แท้จริง, เป็นปัญญาเฉโกปัญญาชนิด ที่ไม่ช่วยให้ใครรอดได้. เป็นพุทธบริษัท ควรมีปัญญา, เป็นผู้รู้, ผู้เบิกบาน. ปัญญาที่แท้จริง คือปัญญาที่ทำให้ ไม่ต้องตก ไปเป็นทาสของสิ่งใด ๆ กระทั่งไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ, มีจิตใจเป็นอิสระอยู่เสมอ น่ารักก็ไม่รัก, น่าเกลียดก็ไม่ เกลียด, น่าโกรธก็ไม่โกรธ, น่ากลัวก็ไม่กลัว, ไม่มีอะไร ที่ต้องวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หึงหวงเป็นต้น มันก็สบายดี. นี่ เป็นพุทธบริษัท เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิก บานอยู่อย่างนี้, ไม่รู้ก็คือโง่ โง่คือไปหลงจนเกิดเรื่อง เหมือนกับหลับอยู่ด้วยกิเลส แล้วจะเบิกบานได้อย่างไร, มันก็เหี่ยวตายไป ไม่ได้เบิกบานเหมือนดอกไม้ที่เบิกบาน ชีวิตนี้ไม่มาถึงขั้นที่เรียกว่าเบิกบาน เมื่อไม่รู้ ไม่ตื่น ไม่ เบิกบาน มันก็ ไม่ใช่พุทธบริษัท.
น.32 ๒๖ นี่ขอให้เราคำนึงถึงความเป็นพุทธบริษัท ว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน, แล้วก็สอนสัตว์ ทั้งหลายทั้งปวง ให้เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ไปตามพระองค์ ก็เลย อยู่เป็นสุข เป็นโลกที่มีสันติสุข. ทีนี้ โลกปัจจุบันมาถึงยุคเผอิญเป็น, เผอิญเป็น ไปก้าวหน้าทางวัตถุ ไป เจริญทางวัตถุ , เผลอนิดเดียว ไป เจริญทางวัตถุ สร้างความนิยมได้ทั้งโลก. เดี๋ยวนี้ทั้งโลก เรียกความนิยมเพื่อวัตถุแล้วก็ได้ง่าย ๆ; ถ้าเรียกความ นิยมมาทางสงบทางศาสนาแล้วก็หาตัวยาก, หาตัวยาก มี น้อย. นั่นแหละมันจึงมีปัญหาท่วมโลก ชนิดที่พร้อมที่ จะประหัตประหารจะทำลายล้างกัน. ขอให้พวกเราเป็น ฝ่ายที่จะต่อต้านยืนยัน ไม่ให้โลกมันวินาศ, จะดึงเอา โลกไว้ในลักษณะที่ถูกต้อง ตั้งอยู่อย่างถูกต้อง ตั้งอยู่อย่าง ปลอดภัย. นี่ เป็นหน้าที่ของเรา เรามามีโลกชนิดนี้ สำหรับอยู่อาศัย, จิตใจแจ่มแจ้งสว่างไสว รู้จักเลือกว่า โลกชนิดไหนเป็นโลกอะไร, โลกชนิดไหนเป็นโลกอะไร, สามารถสร้างโลกที่อยู่ แล้วมีจิตใจสะอาดสว่างสงบเยือก-
น.33 ๒๗ เย็น เย็น ๆ เป็นนิพพาน. นิพพานนั้นอย่าไปคิดอะไรให้ มันมากนัก รู้แต่ว่ามันเย็น, มันเป็นชีวิตที่เย็น. นิพพาน จริงก็เย็นจริง, นิพพานไม่จริงก็เย็นไม่จริง, เย็นชั่วคราว ก็เป็นนิพพานชั่วคราว. ต้องพยายามเรื่อย ๆไป จนให้ มันเป็นนิพพานจริง. เดี๋ยวนี้มันก็อยู่ได้ด้วยนิพพานชั่ว คราว, กิเลสไม่มาเกิดเป็นคราว ๆ นั้นอยู่ด้วยนิพพาน ; เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ตาย จึงไม่ตาย. ถ้ากิเลสเผาทั้ง ๒๔ ชั่วโมง มันตายแล้วมันไม่ได้มานั่งพูดกันที่นี่แล้ว. นี้ขอ ให้ขอบคุณพระนิพพาน, หาความเย็นอกเย็นใจ เติม ลงไปในชีวิตนี้แหละอยู่เป็นประจำ. เติมธรรมะลงในชีวิตให้เป็นธรรมชีวี. ขอให้เชื่อสักอย่างหนึ่งว่า ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่เติม ธรรมะลงไปได้ ตลอดเวลาที่ชีวิตยังไม่เต็มด้วยธรรมะนั้น, ให้ชีวิตนี้มันเป็นสิ่งที่เติมธรรมะลงไปได้ ฉะนั้น ขอให้ ทุกคนพยายามเติมธรรมะลงไปในชีวิต คือการประพฤติ กระทำถูกต้อง ต่อธรรมชาติ, ต่อกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, ต่อหน้าที่ของธรรมชาติ ตามธรรมชาติ. นี่เติมธรรมะ
น.34 ๒๘ อย่างนี้ลงไปในชีวิต, ชีวิตก็จะมีธรรมะมากขึ้น. ธรรมะ นี้ก็ทำให้ตั้งอยู่ในความถูกต้อง ไม่เกิดกิเลสไม่เกิดความ ร้อน เรียกว่าธรรมชีวี. ธรรมะชีวี มีชีวิตเป็นธรรมะมีธรรมะเป็นชีวิต ไม่รู้จักความร้อน มีแต่ความเย็น, แล้วก็พอใจในการที่ จะมีธรรมะ ก็คือทำหน้าที่-หน้าที่-หน้าที่-หน้าที่ ของ ตน-ของตน-ของตน, มีหน้าที่อะไร ขอให้ทำหน้าที่ อย่างนั้น, และรู้ว่าหน้าที่คือธรรมะ คือสิ่งที่จะช่วยให้รอด แล้วก็พอใจก็ทำสนุก, ทำหน้าที่สนุกกันไปทุกคน โลก นี้ก็รอด อย่ามีคนที่ไม่ทำหน้าที่, อย่ามีคนที่คอยที่จะ คดโกง ฉกฉวยประโยชน์ของผู้อื่น, หรือเป็นผู้ทำลาย โลก. ทุกคนทำหน้าที่ ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ ตามหน้าที่ ของตนเท่านั้น บ้านเมืองก็จะหมดปัญหา, โลกนี้ก็จะหมด ปัญหา ทุกชีวิตทำหน้าที่ของตนให้ถูกตรง. อยากจะพูดให้ฟังเป็นตัวอย่างว่า ตั้งต้นที่คน คน ธรรมดานี้ ชาวไร่ ชาวนา ก็ทำหน้าที่, ทำหน้าที่ ทำไร่
น.35 ๒๙ ทำนาให้สนุกไปเลย. คนพ่อค้า ค้าขายก็ทำหน้าที่ให้สนุก ไปเลย, ถ้าทำหน้าที่แล้วมันโกงไม่ได้ เพราะหน้าที่มันไม่ ใช่มีหน้าที่จะโกง, มันมีหน้าที่จะทำให้ถูกต้องและสุจริต ข้าราชการ ก็ทำหน้าที่ ทำหน้าที่ บูชาหน้าที่ ทำหน้าที่, ไม่คดโกงเวลาไม่คดโกงการงาน, มีความคิดว่าทำงานแต่น้อย เอาเงินมาก ๆ อย่างนั้นไม่ใช่หน้าที่มันเป็นการคดโกงใน หน้าที่. กรรมกร ทั้งหลายก็สนุกในการทำหน้าที่ถูกต้อง, แล้วสำหรับเรา ก็เลย ทำงานสนุกไม่ต้องทุกข์, แล้วเงิน ก็จะยังเหลือ, อย่าเอาเงินไปกินเหล้า ไปทำอบายมุขใด ๆ ในที่สุด คนชั้นต่ำสุด ถีบสามล้อ แจวเรือจ้าง ล้างท่อถนน อะไรก็ทำให้มันสนุก, ไม่เท่าไรมันก็จะพ้นจากภาวะ อย่างนั้น, อย่าไปทำผิดหน้าที่เป็นอบายมุข. คนขอทาน ก็ขอทานอย่างมีความถูกต้องตามแบบของคนขอทาน ไม่ เท่าไรก็จะพ้นจากความเป็นคนขอทาน เดี๋ยวนี้กลางวันเป็นขอทาน กลางคืนเที่ยวอบายมุข มันก็ไม่รู้จักที่จะพ้นจากความเป็นคนขอทาน. นี่ตั้งแต่ คนขอทานขึ้นมาถึงคนทั่วไปก็ทำหน้าที่, ทำหน้าที่.
น.36 ๓๐ ทีนี้สูงขึ้นไป พระเจ้าแผ่นดิน, มหาจักรพรรดิ ก็ทำหน้าที่, เทวดา ในสวรรค์ก็ต้องทำหน้าที่ ตามหน้าที่ ของเทวดา, ชั้นสูงสุดเรียกว่าพวกพรหม พวกพรหม ก็ต้องทำหน้าที่พวกพรหม, ไม่ทำหน้าที่แล้วตายทั้งนั้นแหละ เทวดา ก็ตาม พรหม ก็ตาม ถ้าละเลยในหน้าที่ของตน แล้วมันจะจุติ คือตาย ทั้งนั้นแหละ, ทุกคนทุกชีวิตใน ระดับคนนี้ทำหน้าที่, ทำหน้าที่. ทีนี้ ระดับสัตว์เดรัจฉาน กันที, มองดูว่าสัตว์ เดรัจฉาน ก็ต้องทำหน้าที่. สัตว์ใช้งานวัวควายช้างม้านี้ ก็ทำหน้าที่ใช้งานได้อย่างดี, สัตว์พิทักษ์รักษาเช่นสุนัข และแมวนี้ สุนัขทำหน้าที่เฝ้าบ้าน เฝ้าขโมยก็ทำอย่างดี, แมวเฝ้าหนูก็เฝ้าระวังหนูก็ทำอย่างดี. ถ้าว่ามันเป็นสัตว์ที่ จะให้กินเนื้อ ก็ทำอย่างดี ทำมาอย่างดี รักษามาอย่างดี, แม้ที่สุดแต่ว่าลิงที่ขึ้นมะพร้าว ที่ใช้ขึ้นมะพร้าวกันอยู่ทั่ว ๆ ไปนั้นดูเถอะ ก็ขอให้ทำหน้าที่ของลิง, อย่าเป็นลิงคดโกง ถ้าลิงตัวนั้นมันทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งจริงๆ แล้วก็ วัน หนึ่งมันขึ้นมะพร้าวได้ตั้ง ๖๐๐ ลูก. อาตมาเคยถามดู : แต่ว่าลิงเกิดไม่ทำหน้าที่ คดโกง มันไม่ทำมันก็ได้ไม่กี่ลูก นี่แม้แต่ลิงที่เอามาเลี้ยงให้ขึ้นมะพร้าว ก็ต้องทำหน้าที่, จะ
น.37 ๓๑ เอาลิงมาเล่นละคร ก็ทำหน้าที่เล่นให้ดีดีซิ, แปลว่าแม้แต่ สัตว์เดรัจฉาน ก็จงทำหน้าที่, โลกนี้จะมีความสงบสุข ไม่มีปัญหา. เดี๋ยวนี้คนไม่ค่อยจะทำหน้าที่ เพราะมันไม่มี ความรู้, ถึงมีความรู้ก็ไม่ทำหน้าที่ คอยแต่จะปล้น จะ คอรัปชั่น ไม่ต้องทำอะไร แต่อยากได้เงิน หรือว่า ทำแต่ น้อยๆ อยากได้เงินมาก ๆ ซึ่ง เรียกว่า การคดโกง มันยัง มีมากเกินไป, มีความโง่ ไม่รู้จะทำอะไร ทำอะไรไม่เป็น อย่างนี้มันก็มากเกินไป, มันก็เลย เป็นปัญหาเกิดขึ้น, มี คนที่เป็นภาระแก่สังคมมากขึ้น, มากขึ้น, แล้วมัน จะ เจริญกันได้อย่างไร. ถ้าทุกคนทำหน้าที่ ภาระสังคม จะไม่มี, ประเทศชาติก็จะไม่ขาดดุลการค้าแม้แต่สักสตางค์ เดียว. ธรรมะคือหน้าที่ถูกต้อง, ไม่ทำอันตรายใคร. นี่ขอให้มองเห็นว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือ ธรรมะ, ทั้งธรรมะทั้งหน้าที่นี้เป็นสิ่งเดียวกัน คือสิ่งที่จะ ช่วยให้รอด. พวกอื่นเขาจะถือว่าพระเจ้าพระเป็นเจ้าช่วย
น.38 ๓๒ ให้รอด ก็ตามใจเขา, เขาถืออย่างนั้น เราจะถือว่า หน้าที่ หรือธรรมะนี้คือพระเจ้าที่จะช่วยให้รอด, ขอให้ปฏิบัติ หน้าที่ให้ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว. ก็จะมีความรอด ; ฉะนั้น พอได้ทำหน้าที่ก็พอใจ, พอได้ทำหน้าที่ก็พอใจ, ไม่ว่าหน้าที่ อะไร เป็นหน้าที่เล็กหน้าที่ใหญ่ก็เรียกว่าเป็น ธรรมะ เหมือนกันหมด, จะเป็นกรรมกร หรือจะเป็นเศรษฐีก็ทำ หน้าที่ของตน, แล้วก็เรียกว่ามีธรรมะของมนุษย์เหมือนกัน หมดเลย, ธรรมะมีระดับเดียวกันหมด แม้ว่าผู้ทำจะอยู่ใน สถานะที่ต่างกัน. ดังนั้น อย่าได้ดูถูก คนที่เขาดูถูกกัน, เราถือว่า เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บ ตายของเราด้วยเหมือนกัน. เมื่อมีความรักกันอย่างนี้ มันก็ไม่มีการเบียดเบียน, มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ทุกคนได้ทำหน้าที่, แล้ว ทุกคนก็เป็นอิสระ รอดจากปัญหา รอดจากความทุกข์, รอดจากอะไรหมด. นี่เราสร้างโลกชนิดนี้ขึ้นมาดีกว่า, สร้างโลกที่ไม่มีปัญหา, ทุกคนทำหน้าที่ขยันขันแข็ง, ทุก คน รักกันในฐานะเป็นพี่น้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. ที่เรียกว่าโลกพระศรีอาริยเมตไตรยมีความหมายอย่างนี้, มี
น.39 ๓๓ แต่ความรักความเมตตา กรุณาเต็มไปหมด ทุกหนทุกแห่ง, มีแต่ความขยันขันแข็งในหน้าที่การงานทุกหนทุกแห่ง นี่ ธรรมะมีเมื่อทำหน้าที่, ธรรมะมีเมื่อทำหน้าที่. อย่ามานั่ง สั่นเซียมซี บวงสรวงอ้อนวอนอยู่ในโบสถ์, อย่างนี้ไม่มี ธรรมะ, ไม่มีธรรมะ ที่นั่นไม่มีธรรมะดอก. ที่มีการทำ หน้าที่ที่ไหนก็ตาม ที่นั่นมีธรรมะ, กลางทุ่งนากำลังไถนา อยู่มีธรรมะ. แต่ที่มาสั่นเซียมซี นั่งไหว้นั่งอ้อนวอนอยู่ ในโบสถ์นี้ ไม่มีธรรมะ, ไม่ใช่ธรรมะ. พูดอย่างนี้บาง คนไม่ชอบ แต่ความจริงมันเป็นอย่างนั้น, หมายความว่า ธรรมะมี ต่อเมื่อทำหน้าที่, มีธรรมะต่อเมื่อทำหน้าที่ อย่าง ถูกต้อง. คำว่า ถูกต้อง นี้ ความหมายง่ายนิดเดียวว่า ไม่ทำอันตรายใคร และ ได้ประโยชน์แก่ทุกฝ่าย แล้วก็ เรียกว่าถูกต้อง, ไม่ลึกลับอะไร. เอาละเป็นอันว่า อาตมาได้กล่าวธรรมะปฏิสัน- ถารกับท่านทั้งหลาย พอสมควรแก่เวลาแล้ว. ขอให้ กำหนดจดจำเอาไป จะใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างไรได้, ก็ ลองดูก่อนก็แล้วกัน, ไม่ใช่ว่าจะต้องไปทำตามทันทีนะ. เอาไปคิดดู เห็นว่าน่าจะดับทุกข์ได้ น่าจะมีประโยชน์
น.40 ๓๔ แล้วลองทำดูก่อน, ลองทำแล้วได้รับผลจริง, ที่นี้ เอา เอาแน่, เอาจริง ปฏิบัติจริง ถือจริง อะไรจริง ก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง. อาตมาขอแสดงความยินดี ในการมาของท่านทั้ง หลาย สู่สถานที่นี้อีกครั้งหนึ่ง, อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการ พบกันในระหว่างเพื่อนมนุษย์ ที่มีปัญหาอย่างเดียวกัน, เกิดแก่เจ็บตายอย่างเดียวกัน. ขอให้ได้ รู้วิธีหนทาง ที่จะ เอาชนะความเกิดแก่เจ็บตาย, ให้ความ เกิด แก่เจ็บ ตาย เป็นของที่ไม่มีฤทธิ์มีเดช, มีอะไรก็หัวเราะเยาะไล่กลับ ตะเพิดไป มัน เช่นนั้นเอง กูไม่เอากับมึง. นี่ จิตไม่ ไปรับเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นทุกข์, นี้ เรียกว่าอยู่โลกอื่น และเหนือโลกไปแล้ว. ขอให้มีความเจริญงอกงามก้าว- หน้า ในทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา แล้วมีความสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.
น.41 รายชื่อหนังสือ ชุด หมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒. การศึกษาคืออะไร? ๑ ๓. การงานคืออะไร? ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร? ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๗. ปวารณา และธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุคปัจจุบัน ๑ ๑๐. การบวชคืออะไร? ๑ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๑๒. ตัวตนคืออะไร? ๑ ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน ๑ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๑๖. คุณพระไม่ตาย และเกิดมาทำไม? ๑ ๑๗. ความรักดี ๑ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ๑ ๑๙. ครู คือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๒๐. การทำวัตรตามแบบโบราณ ๑ ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรมที่คนธรรมดาควรทราบ ๑ ๒๒. โลกอื่น ๑ ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์และความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑ ๒๔. นิวรณ์ ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๖๙- ๗๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้ โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๘ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔
น.42 ในที่นี้ มิใช่ไปถึงได้ต่อตายแล้ว แต่หมายถึงโลกที่สัมผัสได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ :- - คำว่า "โลก" นี้มีอยู่จริง กระทบได้รู้สึกได้, - รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ คือโลก. - โลกเหล่านี้ ทำให้เกิดกิเลส ตัณหา และเป็นทุกข์. - แต่ถ้าเรามีปัญญา ไม่ตกเป็นทาสอายตนะ, ไม่ทุกข์, ก็เป็นโลกอื่น. - โลกเปลี่ยนได้ตามความต้องการหรือตามธรรมชาติ. - ถ้ามีการศึกษา, มีปัญญา, จะเปลี่ยนโลกได้โดยลำดับ เช่น : จากโลกกาม-รูป-อรูป, กระทั่งโลกุตตระ หรือนิพพาน. - คนไม่รู้จักเลือกโลกได้ถูกต้อง เพราะไม่มีธรรมะ, - ควรสนใจปฏิบัติธรรมให้เลื่อนขั้น กระทั่งจิตอยู่กับนิพพาน. - ต้องหาอุบายอยู่ในโลกด้วยชัยชนะ, ไม่ต้องหนีหรือจมโลก. - มองให้เห็นว่าโลกเป็นเช่นนั้นเอง, มีปัญญาให้รู้ทัน. - ต้องเติมธรรมะลงในชีวิตให้เป็นธรรมชีวี. - ทุกชีวิตต้องทำหน้าที่ของตนให้ถูกตรง, ไม่ทำอันตรายใคร.
Buddhadasa