น.7 การบรรยายครั้งนี้ก็ยังเป็นการพูดถึงแนวสังเขปแต่ ละแนวของธรรมะ สำหรับจะได้กำหนดไว้เป็นหลัก เพื่อจะ ได้ศึกษาโดยรายละเอียด เรื่องนั้นเรื่องโน้น ได้โดยสะดวก. และวันนี้ก็จะพูดถึงเรื่องของ กิเลสและความทุกข์. ปัญหาของมนุษย์ ก็มีแต่เรื่องกิเลสและความ ทุกข์, นอกนั้นมันก็ไม่เป็นปัญหาอะไร. ถ้าเราแก้ไข เรื่องกิเลส และความทุกข์เสียได้ คนเราก็ไม่มีปัญหา, ไม่ มีความยุ่งยากลำบากอะไร. ที่มาบวชนี้ ถ้าว่าที่แท้แล้ว ก็เพื่อจะศึกษาเรื่องกิเลสเรื่องความทุกข์ ให้เข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตลอดถึงการ ลองปฏิบัติดู. ปาฐกถาธรรมพิเศษ อบรมธรรมจาริณีมาจากศานติไมตรี ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ๒๔ ตุลาคม ๒๕๒๗
น.8 ๒ ขอให้ตั้งใจคอยกำหนด ว่า เรื่องเกี่ยวกับกิเลส และความทุกข์ มันเป็นอย่างไร ? แล้วคอยดูว่า มันเกี่ยว เนื่องกับเรื่องอื่น ๆ อย่างไร ? นี้เราจะพูดกันถึงเรื่องกิเลส เกิดอย่างไร แล้วความทุกข์เกิดอย่างไร สืบต่อไป. ลักษณะของกิเลส . เรื่องกิเลสโดยหัวข้อใหญ่ ๆ ก็คือ โลภะ โทสะ โมหะ นี่เป็นคำที่จะต้องจำไว้เป็นหลัก. กิเลสชื่อ โลภะ บางทีก็เรียกว่า ราคะ นี่ก็ เป็นพวกเดียวกัน . กิเลสชื่อว่า โทสะนั้นบางทีก็เรียกชื่อว่าโกธะ มันก็แทนกันได้ กิเลส ที่สามก็เรียกว่าโมหะ ไม่ค่อยมีคำอื่นมาแทน. จำไว้ว่าสามอย่างสามพวกนี้ มันมีอะไรเป็นเครื่อง สังเกต ? มีเครื่องสังเกตเห็นได้ไม่ยากเลย ; ถ้าเป็นกิเลส ประเภทที่จะเอาเข้ามาเอาเข้ามา, ดึงเอามา เอาเข้ามา, มา หาตัว มายึดถือไว. เอาเข้ามาเรียกว่า เอาเข้ามา , ก็เรียกว่า พวกโลภะ หรือ ราคะ . ถ้ากิเลสประเภทที่ว่ามันผลักออก ไป, ผลักออกไปหรือจะฆ่าทำลาย เสียให้หมด นี่ก็เรียก ว่ากิเลส ประเภทโทสะ หรือ โกธะ . ทีนี้กิเลสประเภทที่ มัน ไม่รู้อะไรอย่างถูกต้อง แล้วก็หลงใหลมัวเมาอยู่ ราว
น.9 ๓ กับว่าวิ่งวนอยู่รอบ ๆ สิ่งนั้นด้วยความโง่ กิเลสประเภทนี้ก็ เรียกว่า โมหะ , มันต่างกันลิบนะ. แต่มันยังเนื่องกัน เมื่อมันเกิด โลภะ ราคะ มันก็ จะเอาเข้ามา , หรือจะรักษา ไว้. เมื่อเกิด โทสะ หรือ โกธะ มันก็จะ ผลักออกไป , หรือมันจะทำลายเสีย. เกิดกิเลสประเภท โมหะ มันก็ วิงวนอยู่รอบ ๆ ด้วยความหลงใหล ด้วยความสงสัย ด้วย ความมัวเมา อะไรก็แล้วแต่. การเกิดขึ้นของกิเลส ทีนี้กิเลสเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ? มันไม่ ได้มีอยู่ตลอดไป, ยิ่งบางคนพูดว่า กิเลสติดมาแต่ชาติก่อน อย่างนี้ด้วยแล้วยิ่งไม่มีทาง. กิเลส แม้ชาตินี้เดี๋ยวนี้มันก็ ไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลา , มัน จะเกิดต่อมันมีเรื่อง, เขา เรียกว่ามัน มีเหตุมีปัจจัย สำหรับจะให้เกิด . ทีนี้มันจะเกิดกันอย่างไร ? นี่เราจะต้องศึกษากว้าง ออกไป ขยายออกไป ถึงสิ่งที่เป็นเงื่อนต้นหรือ ต้นกำเนิด ของการเกิดกิเลส, สิ่งนั้นก็คือเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หกอย่างนี้ มีอยู่ในภายใน แต่ละคน. ทีนี้ ข้างนอก
น.10 ๔ ก็มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ซึ่งเป็นคู่ ๆ กันพอดี. ข้างในมี ๖ ข้างนอกมี ๖ มันจับคู่กันพอดี : ตา อยู่ข้างในคู่กับรูปที่อยู่ข้างนอก, หูอยู่ข้างในคือในตัวคู่กับ เสียงที่อยู่ข้างนอก, จมูกอยู่ข้างในคู่กับกลิ่นที่อยู่ข้างนอก, ลิ้นอยู่ข้างในคู่กับรสอยู่ข้างนอก ที่จะมากระทบลิ้น, ผิวกาย กายทั่ว ๆ ไป เรียกตัวกาย ผิวกายอยู่ข้างใน สำหรับ จะกระทบโผฏฐัพพะ คือสิ่งที่จะมากระทบกายนี่ก็คู่หนึ่ง, ทีนี้คู่สุดท้ายคือใจ ใจอยู่ข้างในความคิดนึกของใจก็อยู่ข้างใน เรียกว่าชุดข้างในมีอยู่คู่หนึ่ง. ถ้าเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเหลวไหลไม่น่าสนใจ แล้วก็ไม่เข้าใจ, แล้วมันไม่มีทางที่จะรู้เรื่องกิเลสและการ เกิดของกิเลส ต้อง ฟังให้ดี ว่ามันเกิดอย่างไร. แต่ละ อย่างนั้นจำไว้อย่างแม่นยำ, อย่าให้มันปนเปกันฟั่นเฝือ, ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ข้างในสำหรับรับอารมณ์ข้างนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ต้องรู้จัก สิ่งเหล่านี้, เหมือนกับรู้จักอะไร ๆ ที่รู้จักกันจริง ๆ. ทีนี้ก็จะบอกให้เป็นลำดับไปว่า มันจะเกิดกิเลส อย่างไร. คือเมื่อตาถึงกันเข้ากับรูป คือมีรูปมาถึงตา, ตา
น.11 ๕ ถึงกับรูป หรือ รูปมาถึงตา นี้ มันก็ เกิดการเห็น แจ้งทาง ตา เรียกว่าวิญญาณทางตา วิญญาณรู้แจ้งในทางตา คือ ตาได้เห็นรูป, เมื่อหูถึงกันเข้ากับเสียง ก็เกิดการได้ยิน ทางหู เรียกว่าวิญญาณทางหู, เมื่อ จมูกกับกลิ่นมาถึงกัน เข้า มันก็ เกิดการรู้กลิ่น ด้วยจมูก ดมกลิ่นด้วยจมูก แล้ว เกิดวิญญาณทางจมูก, เมื่อรสมาถึงลิ้น ลิ้นมาถึงรส ก็เกิด ความรู้รส ในทางลิ้น เรียกว่าวิญญาณทางลิ้น เกิดวิญญาณ ทางลิ้น, เมื่อผิวหนังกระทบเป็นโผฏฐัพพะ เกิดวิญญาณ ทางสัมผัส, เมื่อความรู้สึกกระทบใจ ใจรู้สึก ก็เรียกว่า เกิดความรู้สึกในทางใจ รู้แจ้งในทางใจ เรียกว่า วิญญาณ ทางใจ ทางมโน วิญญาณทางมโน นี่มันได้วิญญาณมาอีก ๖. ก่อนนี้มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖, รูป เสียง กลิ่น รส โผฎ- ฐัพพะ ธัมมารมณ์ ๖, แล้วก็ได้วิญญาณ วิญญาณมาอีก ๖, ตามคู่ ๆ ๖ คู่นั้น. นี่ไม่ใช่เรื่องจำ แต่เป็นเรื่องที่ ต้องรู้จัก รู้จักโดย ประจักษ์ เพราะมันเป็นเรื่องที่มีอยู่จริงแก่เราในแต่ละวัน ในแต่ละเวลาทุกหนทุกแห่งนี่ : มันมีตาเห็นรูปแล้วเกิด จักษุวิญญาณ, มีหูได้ยินเสียงแล้วก็เกิดโสตวิญญาณ, จมูก
น.12 ๖ ได้กลิ่นเกิดฆานวิญญาณ, ลิ้นได้รส เกิดชิวหาวิญญาณ, กายได้สัมผัสสิ่งมาสัมผัส ก็เกิดกายวิญญาณ, มโนรู้สึกต่อ อารมณ์ ก็เกิดมโนวิญญาณ. เรื่องมโนนั้น คงจะเข้าใจ ได้ยากหน่อย แต่ก็ไม่เหลือวิสัย, เรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้รู้สึกได้ง่ายๆ, แต่เราไม่เคยสนใจ เราไม่เคยรู้เรื่องนี้, ไม่เคยรู้เรื่องนี้ก็ไม่สนใจ เดี๋ยวนี้แม้แต่เรียนเรื่องนี้อยู่ ก็ไม่ เข้าใจแล้วก็ไม่สนใจเหมือนกัน ของมีอยู่จริงก็ไม่ได้สนใจ ต้องสนใจ ต้องรู้จักโดยประจักษ์แล้วก็จะพูดต่อไปถึงว่า มัน จะเกิดกิเลสได้อย่างไร. ยกตัวอย่างเพียงคู่แรก คือคู่ตากับรูป รูปมาถึงตา หรือตามาถึงรูป เกิดจักษุวิญญาณ คือการรู้แจ้งทางตา เป็นสามอย่างขึ้นแล้ว. ตรงนี้สังเกตให้ดีว่าเป็นสามอย่าง ขึ้นมาแล้ว คือตาอย่างหนึ่งรูปอย่างหนึ่ง, การเห็นทางตา หรือจักษุวิญญาณนี้อย่างหนึ่ง, ตารูปกับจักษุวิญญาณนี้เป็น สามอย่าง. แล้วเมื่อ สามอย่างนี้มีอยู่พร้อมกันในการทำ หน้าที่ คือตาเห็นรูปอยู่นั่นแหละ, ทำหน้าที่เห็นรูปอยู่ มันก็ เรียกว่ามีผัสสะทางตา คือมีการกระทบทางตา. เมื่อ สามอย่างนี้ทำงานในหน้าที่ด้วยกันอยู่ เรียกว่าผัสสะ ผัสสะ
น.13 ๗ ก็เรียกว่าผัสสะทางตา ผัสสะทางหู, ผัสสะทางจมูก จนครบ ทั้ง ๖ อย่าง. ตอนนี้ สำคัญที่สุด เรียกว่าผัสสะ ในขณะแห่ง ผัสสะ ถ้าเราเป็นคนธรรมดา เป็นคนบุถุชนคนโง่ มัน ก็ ไม่มีสติปัญญา ที่จะมาควบคุมผัสสะ ผัสสะมันก็เป็น ผัสสะโง่, ผัสสะสำหรับจะปรุงไม่ให้เกิดกิเลส; เป็น ผัสสะโง่ มันก็เกิดเวทนา เวทนาโง่ เหมือนกับผัสสะแหละ. เวทนาสำหรับจะให้หลง เกิดผัสสะแล้วก็เกิดเวทนา : เวทนาโง่ สำหรับจะหลงรักเมื่อน่ารัก, สำหรับจะโกรธ เมื่อน่าโกรธ หรือจะมัวเมาเมื่อน่าจะหลงใหลมัวเมา นี่เป็น เวทนา เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง. นี่คือเวทนา ยังไม่ใช่หมายถึงเจ็บปวดอะไร ? เป็นเพียง ความรู้สึกในความหมายคุณค่า ว่ามันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์. พูดอย่างธรรมดา ๆ ก็ว่า มันเป็นที่พอใจ หรือไม่พอใจ หรือไม่ทั้งสองอย่าง. นี่คือเวทนา ที่ได้ อาศัยผัสสะที่ไม่มีธรรมะ ไม่มีปัญญา ไม่มีวิชชา ผัสสะ โง่ให้เกิดเวทนาโง่ อย่างนี้.
น.14 ๘ ครั้น เกิดเวทนา อย่างนี้แล้ว มัน ก็เกิดความอยาก ไปตามเวทนานั้น, เป็นความอยากที่โง่อีกเหมือนกัน คือ มักอยากได้ในสิ่งที่พอใจ มันก็อยากไม่ได้ในสิ่งที่ไม่พอใจ แล้ว เกิดเป็นตัณหา เรียกว่าตัณหา. ความอยากที่โง่นั้น เรียกว่าตัณหา ที่น่ารักน่าพอใจ ก็อยากไปอย่างหนึ่ง, ที่ ไม่น่ารักไม่น่าพอใจ ก็อยากไปอีกอย่างหนึ่ง, เช่นอยากฆ่า อยากทำลาย ที่ยังไม่รู้ว่าอะไร ๆ เป็นอะไรแน่ มันก็สงสัย มัวเมาอยู่ด้วยความไม่รู้. ตัณหานี้ก็อนุโลมไปตามเวทนา ; ถ้าเวทนาน่ารักมันก็อยากได้, เวทนาไม่น่ารักมันก็อยากจะ ทำลาย, หรือยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรแน่ มันก็ยังโง่อยู่เท่าเดิม. โง่อยู่เท่าเดิม นี่คือกิเลส แล้ว เกิดความอยากเพราะ ความโง่ เพราะไม่รู้จักสิ่งเหล่านั้นตามที่เป็นจริง กิเลส คือตัณหานี่เกิดขึ้นหรือจะแจกเป็นโลภะ โทสะ โมหะก็ได้ มันมีความอยาก. ครั้นมีความอยาก รู้สึกอยาก อยาก ๆ ๆ อย่างรุน แรงอย่างยิ่งในสิ่งนั้น ๆ แล้ว มันก็ เกิดมีความรู้สึกว่าตัว- ตน, ตัวกู ตัวเรา ซึ่งเป็นผู้อยาก. นี่เรียกว่า ตัวตน เพื่อจะเป็นผู้อยาก, เกิดความรู้สึกเป็นตัวตนว่าเป็นผู้อยาก
น.15 ๙ อยากเอามาเป็นของตน เห็นไหมว่าตัวตนและของตนนี้ เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ ไม่ใช่มีอยู่จริง เพียงแต่มันเกิดขึ้นใน ความรู้สึก ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ที่ต้องรู้สึกอย่าง นั้น. เมื่อมันมี ความรู้สึกอยากถึงที่สุด มันก็ ปรุงความ รู้สึกว่าตัวกูผู้อยาก เพื่อจะเอามาเป็นของกู นี้ เป็นกิเลส เต็มที่ มีโลภะโทสะโมหะอะไรร่วมอยู่ในนั้น หมดทุก เรื่องแหละ, แล้วแต่จะแจกออกไป. ถ้าเป็นเรื่องที่ เวทนาสวยงาม น่ารักน่าพอใจมัน ก็อยากได้ ก็ มีตัวกูที่อยากได้ เอามาเป็นของกู. ถ้ามัน เป็น เวทนาที่ไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจ คือเป็นเรื่องร้าย มัน ก็ อยากจะทำลายเสีย, อยากจะพ้นไปเสีย ด้วยความยุ่งยาก ลำบากใจ. ถ้าเวทนานั้นไม่เป็นทั้งสองอย่าง คือไม่ใช่ น่ารักน่าพอใจหรือไม่ใช่ไม่รักไม่น่าพอใจ มันก็ ไม่รู้จะทำ อย่างไร มันก็ยังโง่อยู่เท่าเดิม นี่เป็นโมหะ. โลภะเกิด อย่างนี้, โทสะเกิดอย่างนี้ โมหะเกิดอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ เป็นอุปาทาน มีตัวกู ในกรณีหนึ่ง ๆ ก็มี ตัวกูชนิดหนึ่งแหละ, แล้วก็มีกิเลสของตัวกู เป็นโลภะหรือ โทสะหรือโมหะแล้วแต่กรณี. นี่ ตัวกูเกิดแล้ว ชาติ ชา-ติ
น.16 ๑๐ แห่งตัวกูเกิดแล้ว มีความยึดถือว่าตัวตนว่าของตน, แล้ว มันทำให้ เกิดมีความเป็นแห่งตัวตน ขึ้นมา เรียกว่าภพ, ภะวะ-ภพ, จากอุปาทานก็มีภพ มีภาวะเป็นตัวตนของตน ขึ้นมาแล้ว มันก็เกิดความถึงสุดขีดแห่งตัวตน เรียกว่าชาติ คือเกิดโพล่งออกมาเต็มตามความหมาย, หมายความว่าความ รู้สึกว่าตัวตนว่าของตนนั่นแหละ มันเข้มข้นเข้า เข้มข้นเข้า จนเต็มตามความหมาย ก็เรียกว่า ชาติ ชาติ. ทีนี้ก็ มีความทุกข์ อะไร ๆ ที่เป็นตัวตนเป็นของตน มันก็เป็นความหนักเป็นการทรมานจิตใจ กัดเจ้าของผู้มี ความรู้สึกว่าตัวตนว่าของตน. แล้วบทสวดมนต์ของเราก็มีต่อไปว่า ชาติปิทุกขา ชราปิทุกขา มรณัมปิทุกขังนี้ มันเอาความเกิดมาเป็นของ ตน, เอาความแก่มาเป็นของตน, เอาความเจ็บมาเป็นของ ตน, เอาความตายมาเป็นของตน, อะไร ๆ ตลอดไปจนถึงนู้น ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็เป็นทุกข์, มันมี มูลเหตุอยู่ที่มีความรู้สึกว่าตัวตน --ตัวตน--ตัวตนนั่นแหละ เป็นจุดศูนย์กลางที่จะเกิดความทุกข์, ตั้งต้นเป็นความทุกข์, และมีความทุกข์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ข้อนี้เรื่องทางตา; เรื่อง
น.17 ๑๑ ทางหูก็เหมือนกัน เรื่อง ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เองก็เหมือนกัน มันต้องมีการกระทบกับอารมณ์ข้างนอก แล้วมีวิญญาณ แล้วมีผัสสะ แล้วมีเวทนา แล้วมีตัณหา แล้วมีอุปาทาน แล้วมีภพ แล้วมีชาติ นี่ทุกข์ทั้งปวงก็เกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น. ต้องศึกษาปฏิบัติจากเรื่องจริง. นี่เราก็เรียนจากเรื่องจริง เรียนจากหนังสือมันได้ แต่ท่องสวดมนต์อย่างที่ท่อง ๆ นั่นแหละ. ทีนี้เปลี่ยนมา เรียนจากเรื่องจริง ของจริง จากชีวิตจริง จากเราจริง ๆ จากตัวร่างกายจิตใจจริง ๆ. เราวันนี้เห็นรูปแล้วเป็นอย่าง ไร, เกิดเวทนาอย่างไร, เกิดตัณหาอย่างไร, เกิดอุปาทาน อย่างไร, เกิดภพอย่างไร. ทั้งหมดนี้ เร็วเหมือนกับฟ้าแลบ แปล๊บเดียวก็ไปถึง ปลาย จุดปลาย. เช่นว่าพอเห็นรูปนี้มันก็ปรุงแปล๊บเป็น ลำดับไป จนกระทั่งเกิดยินดียินร้าย เกิดอยาก เกิดทุกข์ เกิดยึดมั่นถือมั่นกันถึงที่สุดแล้ว ; แต่ถึงอย่างนั้น มันจะ เร็วสักเท่าไรเราก็ พอจะสังเกตได้.
น.18 ๑๒ ฉะนั้น เมื่อใดจิตของเราได้ผิดปรกติไป คือว่า ยินดี ก็ให้รู้สึกทันที, ยินร้าย รู้สึกทันที, ไม่ทั้งสองอย่าง ก็รู้สึกทันที, แล้วเกิดความอยาก อยากไปตามเรื่องที่ยินดี ยินร้าย ก็รู้สึกให้ทันทีว่าเอ้านี่อยาก. พออยากแล้ว มันก็มี ความรู้สึกมีผู้อยาก ตัวกูผู้อยาก มันก็เลยตัวกูนั่นแหละ แสดงบทบาทเต็มที่ อยากนั่นอยากนี่เอามาเป็นของกู ยึด ถือเป็นของกู, กระทั่งว่าอะไร ๆ ก็ของกู เงินทองของกู อะไรของกู. นั่นแหละคือมันเป็น กิเลสเกิดแล้ว บาง กรณีเป็นความโลภ คือจะเอา, บางกรณีเป็นความโกรธ ก็อยากจะทำลาย, บางกรณีเป็นความหลง เพราะไม่รู้ว่าจะ ทำอย่างไรดี ก็หลงไปอย่างนั้นแหละ. นี่ความโลภความ โกรธความหลงหรือราคะหรือโลภะโทสะโมหะ เกิดขึ้นอย่าง นี้ เพียงแต่ท่องจำได้สวดมนต์ได้นั้นมันไม่พอ. มัน จะ ต้องรู้จักที่มันเกิดอยู่จริงในจิตใจ ในจิตใจ หรือว่ามัน กำลังทำงานอยู่ที่ตา ที่หู ที่จมูก ก็ให้รู้, มันเข้าไปในใจ เป็น ความพอใจไม่พอใจ ก็ให้รู้, รู้ทุกขั้นตอนแหละ จนรู้ว่า เอ้าเดี๋ยวนี้มีความโลภ ร้อนกลุ้มอยู่, เดี๋ยวนี้มีความโกรธ ร้อนกลุ้มอยู่ เดี๋ยวนี้มีความหลงกระวนกระวาย ระส่ำ-
น.19 ๑๓ ระสายอยู่. นี่เรื่องของกิเลส เกิดกิเลสอย่างนี้, เกิดกิเลส อย่างนี้, เข้าใจเสียให้ดีเป็นหลักเกณฑ์อย่างนี้. ทบทวนวิธีการทำให้เกิดกิเลส. เอ้า, ทบทวน อีกทีหนึ่ง โดยหัวข้อสั้น ๆ ว่า มันมี อายตนะข้างใน เครื่องรับอารมณ์ข้างในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อย่างนี้อยู่ข้างใน แล้วมี อายตนะข้างนอก ที่ติด ต่อข้างนอก คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. ข้างใน ๖ ข้างนอก ๖ ถึงกัน เข้าเมื่อไร เป็นคู่ ๆ นะ แต่ละครั้งแต่ละคู่นั้นจะทำพร้อมกันทั้ง ๖ ไม่ได้ดอก. แล้วมันก็ เกิดวิญญาณ . วิญญาณทางนั้น วิญญาณทาง ที่มันกระทบนั้น จึงมีวิญญาณทางตา วิญญาณทางหู วิญญาณทางจมูก วิญญาณทางลิ้น วิญญาณทางกาย วิญญาณทางใจ. ถ้าจำเป็นบาลีได้ก็ดีเหมือนกัน, จำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ รู้จักตัวจริงของมัน : เรียกว่า จักษุวิญญาณ วิญญาณทางตา, โสตวิญญาณ วิญญาณ ทางหู, ฆานวิญญาณ วิญญาณทางจมูก ชิวหาวิญญาณ
น.20 ๑๔ วิญญาณทางลิ้น, กายวิญญาณ วิญญาณทางผิวกาย มโน วิญญาณ วิญญาณทางใจ นี่วิญญาณ. ทีนี้ สามอย่างนี้ คือว่าตากับรูปกับจักษุวิญญาณ ทำงานอยู่, ทำงานอยู่ด้วยกัน เรียกว่าผัสสะ. ผัสสะ แปลว่า การกระทบก็เลยมีผัสสะ ทางตา ผัสสะทางหู ผัสสะ ทางจมูก ผัสสะทางลิ้น ผัสสะทางกาย ผัสสะทางใจ. ทีนี้ผัสสะของคนธรรมดา ที่ไม่ได้มีธรรมะ ไม่ ได้ศึกษา ไม่มีวิปัสสนา ไม่มีปัญญานั้น มันก็เป็นไป ตามธรรมชาติ ; คือว่าเป็นผัสสะเหมือนกับหลับอยู่หรือโง่ อยู่ มันก็ให้เกิดเวทนา, เกิดเวทนาความรู้สึกจากผัสสะ นั้นสำหรับจะหลงรัก ก็เรียกว่า สุขเวทนา, สำหรับจะหลง โกรธ ก็เรียกว่า ทุกขเวทนา, สำหรับจะสงสัยโง่ต่อไป ก็เรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา. เวทนามีสามอย่างนั้น ชาว บ้านจะพูดกันแต่เพียงสองเท่านั้น สุขและทุกข์เท่านั้น. อทุกขมสุข เขาไม่อาจจะพูด ไม่รู้เรื่องจะพูด. แต่โดย หลักที่แท้จริงนั้นมัน เป็นเวทนาสำหรับโมหะ. สุขเวทนา สำหรับโลภะ, ทุกขเวทนาสำหรับโทสะ, อทุกขมสุขเวทนา นั้นสำหรับโมหะ.
น.21 ๑๕ นี่พอ เวทนารู้สึกอย่างนั้นแล้ว ก็เกิดตัณหา คือ ความอยากอย่างโง่เขลา โดยสมควรแก่เวทนานั้น. ถ้า เวทนาเป็นสุข เป็นที่พอใจ มันก็อยากได้อยากเอา, อยากมี อยากยึดครอง หึงหวงกันไปตามเรื่อง. ถ้าเวทนา นั้นไม่เป็นที่พอใจ มันก็อยากทำลายอยากฆ่าอยากฟัน, อยากให้หายไปเสียจากหน้า. นี้ถ้าเวทนานั้นไม่เป็นทั้งสอง อย่าง คือว่าไม่ชวนให้ยินดีหรือยินร้าย มันก็สงสัย ก็โง่อยู่ ตามเดิม. ความอยากนั้นมันก็อยากไปในทางที่จะรู้ อยาก จะรู้มันไม่รู้ มันมีความไม่รู้ ไม่รู้สึกว่าเป็นสุขเวทนาหรือ ทุกขเวทนา แต่มันยังมีความสนใจ ว่ามีอะไรอยู่ใน เวทนานั้น มันก็อยากไปในทางที่จะพัวพันอยู่ด้วย มัวเมา อยู่ด้วย วนเวียนอยู่ด้วย. นี่เรียกว่าตัณหา, ตัณหา. จากตัณหานั้นก็มีความรู้สึกว่า เป็นผู้อยาก คือ ตัวกูผู้อยาก. มีความรู้สึกอยากแล้ว มันก็ เกิดความรู้สึก มีตัวกูผู้อยาก ; ดังนั้นตัวกูผู้อยากนั้นเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ เป็นเรื่องสักว่าความรู้สึก ที่เกิดขึ้นในใจเท่านั้น, มันไม่ ใช่มีตัวตนอะไรโดยแท้จริง. นี่เรียกว่า อุปาทาน ว่าตนว่า ของตน, มีความรู้สึกว่ามีตัวกู, กูอยากจะได้เอามาเป็น
น.22 ๑๖ ของกู. กู คือ ตัวตน ของกู คือ ของตน, ก็แบกของ หนักทันที, แบกของหนักทันที คือเหมือนกับตั้งครรภ์ ที่จะคลอดออกมา. เดี๋ยวนี้ตัวตนมันตั้งครรภ์แก่จัดอยู่ข้าง ใน มีความเป็นเช่นนั้นเต็มรูป ขึ้นมา เรียกว่าภพ ก็คลอด ออกมาเต็มความรู้สึก เรียกว่า ชาติ. ตัวกู - ของกูแสดง บทบาทได้เต็มอัตรา เต็มที่ของมัน โง่ไปหมด จนถึงกวาดเอา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมาเป็นของกู มาเป็นตัวกู แล้วแต่กรณี ความรู้สึกเป็นตัวกู-ของกูทำให้เกิดทุกข์ เมื่อมีความรู้สึกว่าเป็นของกู ก็มีความทรมาน ใจ, จิตไม่ได้เกลี้ยง ไม่ได้หยุด ไม่ได้เย็น ไม่ได้บริสุทธิ์ อยู่ตามเดิมแล้ว. เดี๋ยวนี้มีกลุ้ม กลุ้มอยู่ด้วยความรู้สึก ว่าตัวกูว่าของกู. นี่คือความทุกข์ ที่เกิดขึ้นมาจากกิเลส, กิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็อย่างนี้, โดยเฉพาะเจาะจงตัณหา คือความอยากนั้น มันเป็น กิเลสที่ให้เกิดอุปาทาน ว่าตัว กู - ของกู, เกิดภพ เกิดชาติ ออกมา เป็นตัวตนที่สมบูรณ์, มันก็มีการยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูว่าของกู. การยึดมั่นถือ มันนั้นเป็นของหนัก, เรียกว่าภาระเป็นของหนัก ก็ เป็น
น.23 ๑๗ ทุกข์เหมือนคนถือของหนัก. ของหนักทางวัตถุทางรูป ธรรม เช่นก้อนหินแบกเข้ามันก็หนัก ; นี้ตัวกู - ของกู ในทางจิตใจนี่ แบกเข้ามันก็เป็นของหนัก, หนักยิ่งกว่า ก้อนหินเสียอีก, ทั้งที่ไม่มีดุ้นมีก้อนนั่นแหละ แต่มันหนัก แก่จิตใจยิ่งกว่า ที่ว่าร่างกายมันจะแบกก้อนหินเสียอีก, นั่นแหละคือความทุกข์. ความเกิดเป็นของธรรมชาติ ตามธรรมชาติมัน เกิด ก็เอามาเป็น ความเกิดของกู, เอาความแก่ที่เป็น ตามธรรมชาติ ตามธรรมชาติมันก็แก่ไม่เป็นของใคร แต่ ก็เอามาเป็น ความแก่ของกู, ความเจ็บไข้ เป็นอยู่ตาม ธรรมชาติ ก็เอามา เป็นของกู, ความตาย เป็นอยู่ตาม ธรรมชาติ ก็เอามาเป็นของกู. ถ้าจิตมันถึงขนาดนี้แล้ว ทุกอย่างมันจะ ปรุงเป็นเรื่องของตัวกู - ของกู ความทุกข์ กายความทุกข์ใจ โสกปริเทวะ ร่ำไร ความประสบกับสิ่งที่ ไม่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาอย่างไร แล้วไม่ได้อย่างนั้น, เพราะตัวกูมันไม่ได้อย่างนั้น, มัน มี ความยึดถือว่าตัวกูที่จะต้องได้อย่างนั้น, ก็เกิดความ หนักขึ้นมาแก่จิตใจ.
น.24 ๑๘ แต่เป็นเรื่องที่ละเอียด ไม่ศึกษาจริงๆ จะมอง ไม่ เห็น ว่าความทุกข์นี้เกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่น : ตัณหาให้เกิดทุกข์ทันทีไม่ได้, ตัณหาทำให้เกิดความยึดมั่น ถือมั่น เป็นตัวกูเป็นของกูเสียก่อน แล้วมันจึงจะเป็นความ ทุกข์ได้, เวลานั้นชีวิตนี้ก็เป็นการแบกของหนัก ยึดถือ ของหนักนั่นแหละเป็นทุกข์. นี้ไปสังเกตดูเอาเองว่า เมื่อเป็นทุกข์เรื่องอะไร, เป็นทุกข์เรื่องอะไร, ที่เราเคยเป็น ทุกข์ นั่งร้องไห้น้ำตาไหลนี้มันก็อยู่ในพวกเหล่านี้ทั้งนั้น คือมันอยากได้แล้วมันไม่ได้; แม้แต่ เพียงความอยาก อย่างเดียว มันก็ถึงกับ เป็นทุกข์ทรมานใจ, เป็นทุกข์ เพราะว่ามันทำให้เกิดยึดมั่นหวง แหน หึง ล้วนแต่เป็นเรื่อง แผดเผาจิตใจ ทั้งนั้น. นี่เป็นเค้าเงื่อน เป็นแนวของธรรมะ ที่จะต้อง กำหนดจดจำเอาไป สำหรับจะรู้สึกได้ทันท่วงทีทันเวลา เมื่อ สิ่งเหล่านี้มันได้เกิดขึ้นมาจริง ๆ. ไม่ว่าจะยังบวชอยู่ หรือ จะลาสิกขาสึกไปแล้วก็ตาม มันมีทั้งนั้นแหละ, มันยังมีชีวิต อย่างคนธรรมดาอยู่แล้ว มันก็มีสิ่งเหล่านี้. นี้เรารู้เรื่อง ความทุกข์ และกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์.
น.25 ๑๙ ส่วนเรื่อง จะป้องกันกิเลสอย่างไร นั้น มัน มี เรื่องของสติ, การทำสติให้เพียงพอในขณะแห่งผัสสะ แล้ว เป็นอยู่อย่างถูกต้องตลอดเวลา นั้นเป็นเรื่องดับ ทุกข์, ค่อยพูดคราวอื่น. ไม่พูดเรื่องดับทุกข์อย่างไร. ใน วันนี้ไม่พูด, จะพูดแต่ว่ามันเกิดทุกข์ขึ้นมาอย่างไร, คือเกิดกิเลสและเกิดทุกข์อย่างไร, เพราะว่าปัญหามันยังมี ต่อไปอีก คือว่า : - มีกิเลสบ่อยจะมีความเคยชินแห่งการเกิดกิเลส. มีสิ่งที่มีชื่อแปลก ๆ บางคนอาจจะไม่เคยได้ยินก็ได้ เรียกว่าอนุสัย, อนุสัย คือความเคยชินแห่งการเกิดกิเลส เรียกว่าอนุสัย. ยกตัวอย่างเหมือนอย่างว่ามีความโลภขึ้น มาครั้งหนึ่ง นี้จิตใจมันก็จะโลภง่ายขึ้นกว่าที่เมื่อยังไม่เคย โลภ, พอโลภสองหนโลภสามหนโลภสี่หน, จิตที่จะโลภ นั้นมันยิ่งง่ายและยิ่งเร็ว. นี่แหละความเคยชินที่จะเกิด ความโลภ หรือเกิดความกำหนัดยินดี, นี้ก็เรียกว่าความ เคยชินที่จะเกิดกิเลส. และเมื่อเรามีความโลภหรือมีความ กำหนดยินดีในสิ่งใดเข้าครั้งหนึ่ง มันจะสร้างนิสสัย, นิสสัย
น.26 ๒๐ ในสันดานมีความเคยชินที่จะเป็นอย่างนั้นได้ง่ายขึ้น. นี่ สองครั้งยิ่งง่ายขึ้นไปอีก, สามครั้งสี่ครั้งยิ่งง่ายขึ้นไปอีก นี่ ความเคยชินที่จะเกิดกิเลส มันก็มีเพิ่มขึ้น ๆ. ฉะนั้น เราจึงเกิดกิเลสเก่ง, เรื่องที่จะโลภจะรักก็โลภเก่งรักเก่ง, เรื่องที่จะโกรธจะเกลียดก็เกลียดเก่งโกรธเก่ง, เรื่องที่จะโง่ ก็โง่เก่ง, เพราะว่า ได้เกิดกิเลสทีไร มันจะสร้างความ เคยชิน ที่จะเป็นอย่างนั้นขึ้นหน่วยหนึ่ง, หน่วยหนึ่ง, หน่วยหนึ่งเสมอไป. นี้เรียกว่า อนุสัย จะช่วยให้มัน เกิดกิเลสง่ายขึ้นเร็วขึ้น, ง่ายขึ้นเร็วขึ้น จนเหมือนกับว่า ยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ. ความเคยชินแห่งการเกิดกิเลสเรียก ว่าอนุสัย. ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสประเภท โลภะ ราคะ เขา เรียกว่า ราคานุสัย, ราคะ + อนุสัย - ราคานุสัย. ความ เคยชินที่จะเกิดกิเลสประเภท โทสะ หรือ โกธะ นั้น เขา เรียกมันว่า ปฏิฆานุสัย, ปฏิฆานุสัย. ทีนี้ในเรื่องของ โมหะ ความเคยชินที่จะโง่ซ้ำ ๆ เรียกว่า อวิชชานุสัย, อวิชชานุสัย. ถ้า จำแต่ชื่อ มันก็จำได้ง่าย ๆ ว่า ราคานุสัย
น.27 ๒๑ ความเคยชินให้เกิดกิเลสประเภทโลภะราคะ, ปฏิฆานุสัย ความเคยชินที่จะให้เกิดกิเลสประเภทโทสะหรือโกธะ, อวิชชานุสัย ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสประเภทโมหะ. ถ้า ความเคยชินนี้มากเข้า ๆ มันก็เกิดง่ายขึ้น ง่ายขึ้น ๆ ฉะนั้นตั้งแต่เราเกิดมาจากท้องมารดากว่าจะโต เท่านี้. มันเกิดกิเลสไม่รู้กี่สิบครั้ง กี่ร้อยครั้ง ; ดังนั้น ความเคยชินมันจึงมีมาก มันจึงเกิดเร็วเป็นสายฟ้าแลบ ยิ่ง กว่าสายฟ้าแลบ แว็บก็โกรธแล้ว, แว็บก็รักแล้ว, แว็บก็ เกลียดแล้ว แว็บก็กลัวแล้วเป็นต้น เพราะมันสร้างความ เคยชินมามากมายก่ายกอง. บังคับไม่ให้โลภโกรธหลงได้ อนุสัยจะลด. ทีนี้ในทางที่ตรงกันข้าม. ถ้าเรื่องที่น่าโลภน่า กำหนัดยินดีมาถึงเข้า มันยั่วให้กำหนัดยินดี เราบังคับไว้ ได้, บังคับไว้ได้ ไม่โลภไม่กำหนัดยินดี มัน จะลดความ เคยชินที่สะสมไว้. เรื่องที่น่าเกลียดน่าโกรธน่าโทสะมา ให้โกรธ ไม่โกรธบังคับไว้ได้ มันก็ลด, ลดอนุสัยที่สำหรับ จะโกรธหน่วยหนึ่ง, หน่วยหนึ่ง, คิดว่าหน่วยหนึ่งก็แล้ว
น.28 ๒๒ กัน, กรณีหนึ่ง ครั้งหนึ่งก็หน่วยหนึ่ง. ถ้าว่ามันมาให้ โง่ให้หลง เราไม่โง่ไม่หลง เราฉลาดไว้ด้วยวิปัสสนา เป็นต้นแล้ว มันก็ลด, ลดอวิชชานุสัย อวิชชานุสัยก็ลด. เขียนอย่างย่อ ก็เขียนว่า ราคานุสัยเคยชินที่จะโลภ ที่จะเกิดความโลภหรือราคะ, ปฏิมานุสัยความเคยชินที่จะ เกิดโทสะหรือโกธะ, อวิชชานุสัย ความเคยชินที่จะเกิดโมหะ. ถ้ามันเกิดได้, เกิดได้ทุกที, จะเพิ่มความเคยชินนั้นให้ แรงขึ้น ๆ ทุกที ความที่จะเกิดเร็วเกิดไวนั้นจะมีมากขึ้นทุก ที ; ถ้าบังคับไว้ได้มันจะลดลงไปทุกทีเหมือนกัน. เรื่อง นี้ไม่ยากดอกสังเกตดู ถ้าเราไปรักมันเข้า. รักมันบ่อยๆ มันก็รักมากรักเร็วรักรุนแรง, เราไปโกรธไปเกลียดมันเข้า บ่อย ๆ บ่อย ๆ มันก็โกรธมากโกรธแรงโกรธเร็วอย่างนี้, ถ้า เราไปโง่ไปสะเพร่าไปอะไรเข้า มันก็จะโง่หรือสะเพร่าได้ ง่ายขึ้นเร็วขึ้นอย่างนี้. นี่รู้เรื่องอนุสัยว่า เกิดกิเลสทีไร ก็สร้างอนุสัย สำหรับกิเลสชื่อนั้นเพิ่มขึ้นหนึ่ง, เพิ่มขึ้นหนึ่ง, เพิ่มขึ้นหนึ่ง เขาเรียกว่าอยู่ในสันดาน. สันดาน คือว่า คล้าย ๆ กับว่า ยุ้งฉางของจิตใจ อย่างนั้นแหละ เรียกว่าสันดาน, สะสมไว้ ในสันดานเป็นอนุสัย.
น.29 ๒๓ อนุสัย เพิ่มในสันดานมากเข้า จะไหลออกเป็นอาสวะ. นี้พอได้อารมณ์ข้างนอก สำหรับจะให้ออกมาเกิด มันก็ไหลออกมา เกิดออกมาเป็นอาสวะ ตอนนี้เรียกว่า อาสวะ. กิเลสที่เป็นอนุสัย ถ้าจะไหลออกมาข้างนอก เป็นความรู้สึกอีก ก็เรียกว่า อาสวะ ไหลออกมา. ถ้า อนุสัยข้างในมีมาก อาสวะออกมาง่าย - ออกมาเร็ว มันเนื่องกัน อย่างนี้ มีกิเลส ก็สร้างอนุสัย เข้า ไว้, อนุสัย มากเข้าก็ บีบจะให้อาสวะ ไหลออกมา อย่างเร็ว ตามเรื่องของอนุสัย ที่มันมีมากมีน้อย. ถ้าเก็บไว้มาก มันก็จะไหลออกแรง, เหมือนกับเราเอาน้ำใส่ให้เต็มตุ่ม เอา น้ำใส่ลงไปในตุ่มให้เต็มตุ่ม, ถ้ามันมีรูรั่วสักนิดมันก็ออกมา แรง. แต่ถ้าเราใส่ไม่เต็มตุ่ม แม้จะมีรูรั่วอยู่ที่ก้นสักนิด มันก็ออกช้า มันออกช้า, มันมีความดันความเบ่งมากมันก็ ออกมาแรง. เหมือนกับว่า อนุสัย เมื่อสะสมไว้แรงไว้ มาก มันก็ออกเป็นอาสวะมารุนแรงรวดเร็ว. ฉะนั้น ถ้าอยาก จะบรรเทาอาสวะ ก็ต้องระวังอย่าให้เกิดอนุสัย, หรือลดกำลังของอนุสัย, ถ้าไม่มีอนุสัยก็ไม่มีอาสวะ.
น.30 ๒๔ นี่คือความเกิดแห่งกิเลส, การสะสมความเคยชิน แห่งการเกิดกิเลส, และการไหลออกมาเป็นกิเลสครั้งหลัง ๆ, เรียกว่า กิเลส เรียกว่า อนุสัย เรียกว่า อาสวะ ๓ อย่างนี้ ทำงานติดต่อกัน เนื่องกัน. ก็เมื่อเรามีกิเลสอยู่ตามปกติ ธรรมดาทุกวัน ก็สร้างอนุสัยไว้มากมาย, อนุสัยมีมากมันก็ เกิดกิเลสครั้งหลัง ๆ ได้ง่ายและเร็วขึ้น ง่ายเร็วมากขึ้น. นี่ อันที่จะไหลออกมาทีหลังนี้ เรียกว่า อาสวะ ก็คือกิเลส นั่นแหละ, คือกิเลสที่ ออกมาจากความเคยชิน, ไม่เหมือน กับกิเลสครั้งแรก. เกิดกิเลสครั้งแรก มันก็ เกิดเพราะ ว่าโง่เมื่อผัสสะ, แล้วก็เกิดกิเลสสะสมอนุสัยไว้, เมื่อสะสม อนุสัยไว้มาก มันก็โง่ที่จะเกิดกิเลสได้มากขึ้นเหมือนกัน นี้เป็นเรื่องอภิธรรม, พระอภิธรรมที่สุดยอดอยู่ที่ ตรงนี้. ที่เขาเรียกกันว่าอภิธรรม, อภิธรรมมีเยอะแยะ ไปหมด. อภิธรรมรังหนู ไว้ให้หนูกัดกินทำรังก็มีเยอะ- แยะไปหมด. แต่ว่าอภิธรรมแท้ อภิธรรมจริง ที่คนจะ ต้องเกี่ยวข้อง, จะต้องจัดการให้ถูกต้อง นี้มีอยู่อย่างนี้ คือเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ, เรื่องรูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, เรื่องจักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ
น.31 ๒๕ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ, เรื่องจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส แล้วก็ มีเวทนา เวทนาเกิดจากจักษุสัมผัส, เวทนา เกิดจากโสตสัมผัส เวทนาเกิดจากฆานสัมผัส, เวทนาเกิด จากชิวหาสัมผัส, เวทนาเกิดจากกายสัมผัส, เวทนาเกิด จากมโนสัมผัส. ทีนี้มันก็ มีเกิดความอยาก จากเวทนาเกิดความ อยาก, เรียกว่า ตัณหา : ตัณหาเกิดเพราะมีรูปเป็นต้นเหตุ ตัณหาเกิดเพราะมีเสียงเป็นต้นเหตุ, ตัณหาเกิดเพราะมีกลิ่น เป็นต้นเหตุ, ตัณหาเกิดเพราะมีรสเป็นต้นเหตุ, ตัณหาเกิด เพราะมีสัมผัสผิวหนังเป็นต้นเหตุ, ตัณหาเกิดเพราะธัมมา- รมณ์ในใจเป็นต้นเหตุ ทีนี้ ก็จะ เป็นอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น ยึดมั่นถือ มันนี่เขาแจกโดยลักษณาการที่มันประพฤติกระทำไว้เป็น ๔ : กามุปาทาน ยึดมั่นในฐานะเป็นกาม เป็นกามารมณ์, ทิฏฐุปาทาน ยึดมั่นในฐานะเป็นความคิดที่เชื่อ ความเชื่อ ความคิดเห็น, สีลัพพัตตุปาทาน ยึดมั่นเป็นศีลวัตร ชนิด
น.32 ๒๖ ที่ไม่รู้เหตุผลไม่รู้ความหมายอันแท้จริงของมัน คือยึดถือไว้ อย่างโง่ ๆ เขลา ๆ ผิดๆ แล้วก็ อัตตวาทุปาทาน ยึดมั่นว่า ตัวตน ว่าของตน. อุปาทานก็เต็มไปด้วยของหนัก หนักอะไร ? ทั้งโลกเอามา เอามาแบกมาหามมายึดถือไว้ เป็นของหนัก นี่เรียกว่าเป็นทุกข์. ถ้ามีความรู้สึกในสิ่งใดว่าตัวตน, ถ้ามีความรู้สึกว่าตัวตนในสิ่งใด, สิ่งนั้น จะเป็นของหนัก ขึ้นมาทันที. เช่นว่าชีวิตของเรานี้ ชีวิตของกูนี้ ชีวิต นี้เป็นของหนักขึ้นมาทันที, หรือว่ารูป ร่างกายของกูมัน ก็เป็นของหนักขึ้นมาทันที. เวทนาของกู สัญญาของกู สังขารของกู วิญญาณของกู แต่ละอย่าง ๆ เป็นของหนัก ขึ้นมาทันที. แม้วัตถุภายนอก ถ้ามา รู้สึกยึดถือเป็น ของกู มันก็หนักขึ้นมาทันที บ้านเรือนของกู วัวควาย ไร่นาของกู, เกียรติยศชื่อเสียงของกู อะไรก็ตาม, ถ้ามัน ไปเอามาเป็นของกู แล้วมันเป็นของหนักขึ้นมาทันที, แล้ว ก็ ทรมานจิตใจของคนโง่นั้น ให้หนัก ให้เป็นทุกข์. บุถุชนก็ต้องเป็นอย่างนี้, มีแต่ว่ามากหรือน้อย. ถ้าไม่มีกิเลสไม่มียึดมั่นถือมั่น ก็เป็นพระอรหันต์ เท่านั้น
น.33 ๒๗ ไม่มีความทุกข์เลย, ไม่มีความทุกข์เลย. การที่เรามา บวชนี้ มัน คล้ายกับลองเดินตามรอยพระอรหันต์. เหมือนบทสวดปัจจเวกขณ์ วันหนึ่งคืนหนึ่งนี้ ข้าพเจ้า กระทำตามพระอรหันต์, ระมัดระวังอยู่อย่างดี. นี่เรียกว่าสิ่งที่ต้องรู้ ของจริงที่มีค่าที่ต้องรู้. เมื่อรู้แล้ว ประพฤติปฏิบัติได้ มัน ก็ไม่มีความทุกข์ จริง เหมือนกัน, แต่แล้วมันไม่ได้ง่ายเหมือนปากพูด. มัน ต้องการความจริง ความตั้งใจจริง ความอดกลั้นอดทน ความเอาใจใส่ อะไรเป็นที่สุด. มันจึง จะรู้สึกทันกิเลส, ป้องกันกิเลส ป้องกันไม่ให้เกิดกิเลส. ฉะนั้นไปศึกษา ในเรื่องฝ่ายที่ว่าจะป้องกันทุกข์, หรือดับความทุกข์กันอีก เรื่องหนึ่ง. วันนี้พูดแต่เพียงเรื่องเดียว เรื่องทุกข์เกิดอย่างไร เท่านั้นมันก็มาก มากเกินกว่าที่จะจำไหวหรือจะจดไหวก็ได้ นะ, เอาให้มันเป็นเรื่อง ๆ ทีละเรื่องทีละเรื่อง, ไม่เชื่อลอง ไปทบทวนดูซิ ว่าจำได้หมดไหม ? เข้าใจได้หมดไหม ? ตาม ที่พูดมานี้ ว่าความทุกข์เกิดอย่างไร ? ความทุกข์เกิดจาก กิเลส, เกิดกิเลสแล้วเกิดอนุสัย, เกิดอนุสัยแล้วก็ไหล
น.34 ๒๘ ออกมาเป็นความทุกข์อีก. ทำผิดทางจิตใจก็เกิดความทุกข์, ทำผิดทางจิตใจมันก็เกิดกิเลส, กิเลสก็เจริญไปจนถึงเกิดตัวกู ของกู มันก็เป็นทุกข์. แล้วมันจะเป็นง่าย ๆ ๆ มากขึ้น เร็วขึ้น ก็เพราะว่ามีความเคยชิน ที่สะสมไว้มาก ; เช่น โลภบ่อย ๆ ก็โลภเก่ง, รักบ่อย ๆ ก็รักเก่ง, โกรธบ่อย ๆ ก็ โกรธเก่ง, เกลียดบ่อย ๆ ก็เกลียดเก่ง, กลัวบ่อย ๆ ก็กลัวเก่ง, เพราะว่าทำบ่อย ๆ การที่ทำบ่อย ๆ นั้น มันก็ทำได้มาก ทำได้เร็ว ในการที่มันจะเกิดปัญหาขึ้นมา. ต้องปฏิบัติธรรม เพื่อควบคุมไม่ให้กิเลสเกิดง่าย. ทีนี้ เราก็ทำกลับตรงกันข้าม คือไม่ให้มันเกิดซิ มันก็ไม่มีความเก่งที่จะเกิด, เมื่อไม่ให้มันเกิด มันก็ไม่มี ความเก่งที่จะเกิดง่าย ๆ เกิดเร็ว ๆ เกิดมาก ๆ นี้เรียกว่า ควบคุมไว้ได้ ด้วยการปฏิบัติธรรมะ, มีความรู้เรื่อง ธรรมชาติเป็นหลักแล้ว มีสติ นำความรู้นั้นมาใช้ให้ทัน เวลา ทันท่วงที ที่มีการกระทบทางอารมณ์. เมื่อตากระทบ รูป เมื่อหูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่นอะไรก็ตามนี่, มีสติ
น.35 ๒๙ เอาความรู้เรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตา เข้ามา แล้วมันก็จ ะ ไม่โง่ไม่หลง, ไม่เกิดเวทนาโง่ ตัณหาโง่ อุปาทานโง่ ซึ่งเป็นเรื่องของการดับทุกข์, เอาไว้พูดกันคนละทีดีกว่า. วันนี้พูดเรื่องความเกิดแห่งทุกข์ ซึ่งเกิดมาจาก กิเลส เกิดกิเลสแล้วสะสมความเคยชินแห่งการเกิดกิเลส ไว้, ดังนั้นจึงเกิดง่ายเกิดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์นะ. ถ้าเรา จะถามตัวเองดูว่า เอ๊ะทำไมมันจึงเร็วนัก เรื่องรักก็ดี เรื่อง โกรธก็ดี เรื่องเกลียดก็ดี เรื่องกลัวก็ดี เรื่องอะไรก็ดี ทำไมมันจึงเร็วนัก? เร็วจนไม่รู้ว่าจะห้ามหักกันอย่างไร. เพราะว่ามันมีความเคยชินทางจิตใจ มันมากนั่นเอง. เอาละ, เป็นอันว่า รู้เรื่องเกิดกิเลสและเกิดทุกข์ ให้เพียงพอเสียก่อน แล้วค่อยรู้เรื่องการปฏิบัติ ก็จะ ป้องกันกิเลสหรือจะดับกิเลส กันทีหลัง. การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ยุติการบรรยาย ในวันนี้ไว้เพียงแค่เท่านี้. — — — — — — — — —
น.36 ความไม่เกิดแห่งทุกข์. ในการพูดครั้งนี้ เป็นการพูดโดยหัวข้อว่า ความ ไม่เกิดแห่งทุกข์ ต่อจากครั้งที่แล้วมาที่ว่า ความเกิด แห่งทุกข์. ที่จริงคำที่ใช้อยู่ทั่ว ๆ ไป นั้น เขาใช้ว่า ความ ดับทุกข์ หรือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. ความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์ ฟังแล้วมันยังไม่ค่อยจะเหมาะสมกับเรื่อง, เราจึง มีหลักว่า ความไม่เกิดแห่งทุกข์ ดีกว่า, คือทำให้ความ ทุกข์ไม่เกิดดีกว่า ที่ว่ามีความทุกข์เกิดแล้วจึงดับทุกข์ ; เหมือนอย่างว่า เรามีวิธีปฏิบัติไม่ให้ไฟไหม้บ้านดีกว่าที่ว่า ให้ไฟไหม้บ้านแล้วจึงดับไฟ. ———————————————— ปาฐกถาธรรม อบรมธรรมจารีณี ต่อจากครั้งก่อน ๒๖ ตุลาคม ๒๕๒๗
น.37 ๓๑ ก็ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า คำพูดนี้มันเป็นคำพูดที่ เป็นหลัก หรือเป็นแนวทั่ว ๆ ไป ซึ่งจะศึกษาพิจารณาใคร่ ครวญขยับขยายได้ตามลำพังต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีเขตจำกัด. ดังนั้นจึงใช้หัวข้อให้มันกว้าง ขยายความออกไปได้มากกว่า ที่จะพูดว่าดับทุกข์, มาพูดกันเสียว่า ไม่เกิดแห่งทุกข์ คือเราจะมีชีวิตอยู่ชนิดที่ ความทุกข์ไม่เกิด นี่เป็นหลัก ใหญ่. แต่สำหรับคนที่ไม่มีธรรมะไม่มีความรู้อะไร ก็ได้ ปล่อยให้ความทุกข์เกิด ไม่ทันรู้, แล้วก็ต้องดับทุกข์. วิธี นั้นมันก็มีอีกอย่างหนึ่งซิ : วิธีทำไม่ให้ทุกข์เกิด อย่างหนึ่ง, แล้ว วิธีทำเมื่อทุกข์เกิดขึ้นมาแล้วจะดับอย่างไร นั้น เป็น อีกอย่างหนึ่ง. โดยหัวข้อใหญ่เราจะพูดเรื่องไม่เกิด ความไม่เกิด แห่งทุกข์, เป็นเรื่องพื้นฐานทั่วๆ ไป กิริยาอาการที่จะไม่ ให้ทุกข์เกิด มันก็ตรงกันข้ามกับการที่ทุกข์เกิด ในการ บรรยายครั้งที่แล้วมา ดังนั้นมันก็จำเป็นที่จะต้อง ทบทวน อาการที่ทุกข์เกิด อย่างไรกันอีกครั้งหนึ่ง : - ว่าเรามี ตา หู จมูก ลิ้น กายใจสำหรับจะรับอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ, ธัมมารมณ์ พอมันมา
น.38 ๓๒ ถึงกันเข้า อารมณ์มาถึงกันเข้า ก็เกิดวิญญาณทางอาย- ตนะทั้ง ๖ นั้น, เมื่อกำลังทำหน้าที่รู้อารมณ์ รู้แจ้งอารมณ์ อยู่อย่างนี้ ก็เรียกว่าผัสสะ, ผัสสะ แปลว่า การกระทบ มีได้ทั้ง ๖ ทางเหมือนกัน. ทีนี้ ในกรณีที่จะเกิดทุกข์ หมายความว่า บุคคล นั้นไม่มีสติปัญญา ไม่มีความรู้ทางธรรมะ, ไม่ได้รับการ ศึกษาฝึกฝนในธรรมะ, เป็นคนโง่, ผัสสะของเขานั้นจึง เป็นผัสสะโง่ผัสสะมืด ผัสสะหลับ, นี่สำคัญอยู่ที่ตรงนี้ : ไม่รู้ธรรมะเอาเสียเลย, จนผัสสะเกิดกี่ครั้ง ๆ มันก็เป็น ผัสสะที่โง่ที่หลับ ที่จะทำให้เกิดเวทนาชนิดที่จะยินดียิน- ร้าย, คือเวทนาโง่อีกเหมือนกัน, เวทนาโง่. ครั้น เวทนามันโง่ ก็เกิดความอยาก คือตัณหา ที่โง่ไปตามเวทนานั้น, เกิดตัณหาแล้วก็เกิดอุปาทาน , เกิด ตัวตน รู้สึกว่า มีตัวตนผู้อยาก มาเป็นของตน นี้เรียกว่า ตัวตนได้มีขึ้นมา แล้ว เรียกว่า ภพ. เมื่อ ตัวตน ทำหน้าที่ โดยสมบูรณ์เต็มที่ ก็เรียกว่า ชาติ, เพราะมีชาติเป็นปัจจัย โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ก็ย่อมมี.
น.39 ๓๓ นี่เป็นหลักที่ต้องจำไว้ว่า ความทุกข์เกิดเพราะว่า โง่ในขณะแห่งผัสสะ, ทำผิดในขณะแห่งผัสสะ. เราเคย มีบทกลอนให้จำง่าย ๆ กันว่า. ความทุกข์ เกิดแก่จิต เพราะทำผิดเมื่อ ผัสสะ, ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เมื่อผัสสะ ความทุกข์เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ. ความทุกข์เกิดแก่จิต เพราะทำผิดแก่ผัสสะ, ความ ทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เมื่อผัสสะ. รวมความว่าเมื่อมี ผัสสะแล้ว ต้องมีสติปัญญา. มีสติและปัญญา, ผัสสะ นั้นก็เป็นผัสสะที่ฉลาด ผัสสะที่ไม่หลับ ผัสสะที่ตื่นอยู่ ด้วยสติปัญญา, มันก็รู้จักอารมณ์นั้น ๆ ก็เลย ไม่หลง ในอารมณ์ นั้น ๆ จึงไม่เกิดเวทนา สำหรับให้ยินดี หรือ ไม่เกิดเวทนาสำหรับให้ยินร้าย, หรือไม่เกิดเวทนาสำหรับ เป็นกลาง ๆ. เมื่อไม่เกิดเวทนา มันก็ไม่มีอะไรที่จะเกิดตัณหา เมื่อไม่มีอะไรที่เกิดตัณหา ก็ไม่เกิดอุปาทาน, ไม่เกิด อุปาทานก็ ไม่เกิดภพ ไม่เกิดชาติ ไม่เกิดทุกข์.
น.40 ๓๔ นี่การที่จะไม่เกิด ทำให้ไม่เกิด ความไม่เกิดแห่ง ความทุกข์ นั่น เพราะทำถูกต้องเมื่อมีผัสสะ. ก็เรื่อง ผัสสะนี้ก็บอกแล้วว่า ให้ศึกษาให้ดีให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้ง กันทุกคน ๆ ในชีวิตประจำวันทุกวัน ๆ, เพราะมันมีผัสสะ เป็นธรรมดา เดี๋ยวก็ทางตา เดี๋ยวทางหู เดี๋ยวทางจมูก เดี๋ยวทางลิ้น เดี๋ยวทางกาย เดี๋ยวทางใจ, ผัสสะเมื่อไร ก็ขอให้เป็นผัสสะที่ฉลาด คือ มีสติปัญญา มาทันในขณะ แห่งผัสสะ. ดังนั้นเราจึง ต้องอบรมปัญญาอยู่เป็นประจำ, ให้มีปัญญารู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตามที่เป็นจริงอยู่เป็นประจำ, แล้วก็ฝึกหัดสติ. ฝึกหัดสติ ให้รวดเร็ว ให้ว่องไว เพื่อ จะระลึกนึกได้ถึงปัญญา, คือเอาปัญญามาให้แก่ผัสสะ. ฉะนั้น การปฏิบัติ มัน จึงมีทำสติ, ฝึกให้เป็นคน มีสติ, แล้วก็ ฝึกให้เป็นคนมีปัญญา. พอผัสสะมีสติก็ไปเอา ปัญญามาคุมผัสสะ, ผัสสะนั้นก็เป็นผัสสะฉลาด, ผัสสะ ลืมหูลืมตา ผัสสะไม่โง่, ก็ไม่ต้องเกิดเวทนาโง่ ไม่เกิดความ อยากที่โง่ ไม่เกิดอุปาทานไม่เกิดภพ ไม่เกิดชาติไม่เกิดทุกข์, นี่ แนวทั่วไปที่จะไม่เกิดทุกข์.
น.41 ๓๕ ต้องมีทั้งสติปัญญา จึงจะไม่เกิดทุกข์. ทีนี้ สังเกตดูให้ดี ว่ามันเรื่องอะไรมัน จึงไม่เกิด ทุกข์ เพราะมันมีสติ มีแต่ปัญญา ถ้าไม่มีสติพามา มันก็ ไม่มีความหมายอะไร ปัญญาไปนอนหลับเสียที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่มีอะไรพามาให้ทันเวลาที่มีผัสสะ, ฉะนั้นความสำเร็จ ประโยชน์ มันอยู่ด้วยสติ เพราะมีสติ. ท่านจึงกล่าวไว้ เป็นหลักทั่วๆ ไปว่า ปิดกั้นกิเลส ปิดกั้นความทุกข์ ทำได้ ด้วยสติ, มัน ไม่เกิดกิเลสเพราะมีสติ, แล้ว ก็ไม่เกิดความ ทุกข์ก็เพราะมีสติ. ความที่มีสติสมบูรณ์รวดเร็วนั้นเป็น เรื่องสำคัญมาก ที่จะให้สิ่งทั้งปวงเป็นไปด้วยดี ; ดังนั้น ต้องมีความรู้เรื่องสติ หรือ ฝึกฝนสติ กันอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของมันโดยเฉพาะ ไว้พูดกันคราวอื่น ใน ครั้งนี้รู้เถอะว่า ถ้า มีสติ มาแล้ว มันก็ จะคุ้มครองป้องกัน ไม่ให้เกิดกิเลส, ไม่ให้เกิดความทุกข์. ศึกษาให้เข้าใจ ตอนนี้แหละ ตอนที่ว่ามีผัสสะ แล้วผัสสะมันมีสติปัญญา มันไม่เกิดเวทนาโง่ ไม่เกิดตัณหาโง่. นี่เป็นว่าแนวหนึ่งเลย, เป็นแนวหลัก เป็นแนวประธาน เป็นหลักทั่วไป สำหรับ ที่จะไม่เกิดทุกข์.
น.42 ๓๖ ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ จักไม่เกิดทุกข์. เอ้า, ทีนี้จะพูดให้กว้างกว่านั้น คือจะเป็นอยู่ มี ชีวิตอยู่อย่างไร จึงจะไม่เกิดความทุกข์ ? ก็อย่างที่เคยพูด มาแล้วเรื่อยๆ คือว่า เป็นอยู่โดยอริยมรรคมีองค์ ๘ : มัชฌิมาปฏิปทา หรืออริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ที่สวด ท่องกันอยู่ได้ทุกคน นั่นแหละ, ถ้าเอามา ใช้ปฏิบัติให้มี อยู่ครบทุกข้อ, มีอยู่ครบทุกข้อ ในชีวิตประจำวันแล้ว ความทุกข์เกิดไม่ได้. มันจะป้องกันมากมายไปกว่าที่พูด เมื่อตะกี้นี้เสียอีก. สัมมาทิฏฐิ มาก่อน รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์, อะไร เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, อะไรเป็นความดับทุกข์, อะไรเป็น ทางให้ถึงความดับทุกข์, นี่สัมมาทิฏฐิมันรู้เรื่องทุกข์เสียให้ เต็มที่พอตัว. ทีนี้มันก็มี สัมมาสังกัปปะ ปรารถนาใฝ่ฝันไปใน ทางที่จะไม่เกิดทุกข์ จะไม่เป็นทุกข์. แล้วก็มี สัมมาวาจา การพูดจาถูกต้อง. มี สัมมากัมมันตะ การกระทำงานทางกายถูกต้อง. มี สัมมาอาชีวะ การดำรงชีวิตถูกต้อง.
น.43 ๓๗ แล้วก็มี สัมมาวายามะ ความพากเพียรถูกต้อง. มี สัมมาสติ ถูกต้อง. มีสัมมาสมาธิตั้งมั่นอยู่อย่างถูกต้อง. แล้วความ ทุกข์จะเกิดได้อย่างไร. นี่เรียกว่าโดยแนวใหญ่ โดยหลักใหญ่ เราก็อยู่ ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ. ศึกษาให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ถูกต้อง, แล้วก็ปฏิบัติอยู่ โดยความถูกต้องทั้ง ๘ ประการ นั้น เรียกว่า อัฏฐังคิกมรรค มันมีคำว่า สัมมา สัมมา ๘ สัมมา, คือ ๘ ถูกต้อง. เอามาทำให้อยู่ในชีวิตของเรา, มารวมอยู่ในชีวิตของเราทั้ง ๘ ถูกต้องแล้วมันก็รวมกัน เป็นการดำรงชีวิตอยู่ ชนิดที่ความทุกข์เกิดไม่ได้. ชีวิต นี้มัน เหมือนกับการเดินทาง มันเปลี่ยน ไปเรื่อย มัน จึงมีทางให้มันเดิน คือมรรค อริยมรรคมี องค์ ๘, ให้ชีวิตมันเดินดำเนินอยู่-ดำเนินอยู่-ดำเนินอยู่ ในองค์ ๘ ประการนี้, ความทุกข์มันก็เกิดไม่ได้. สนใจ ให้ละเอียดให้เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน, แล้วเห็นอยู่ ว่ามันมี อยู่ในเรา ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเรานั้นมันเป็นอย่างไร.
น.44 ๓๘ ศึกษาสัมมาทิฏฐิให้ครบถ้วน : เรื่อง ทุกข์ เรื่อง เหตุให้เกิดทุกข์ หรือ ความดับทุกข์ ทางให้ถึงความดับทุกข์ , หรือ สัมมาทิฏฐิ ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็น อนัตตา อย่างนี้ก็ได้, หรือรู้เรื่อง มีสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็พ้น จากทุกข์ทั้งปวง ; อย่างนี้ก็มี พระบาลีว่า ก้าวล่วงความทุกข์ ทั้งปวง เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิ. ฉะนั้น ยกมาพูดแต่สัมมาทิฏฐิข้อเดียว แต่แล้ว คำอธิบายมันก็ครอบหมดเลย : เพราะมีสัมมาทิฏฐิ จึงมี สัมมาสังกัปปะ วาจา กัมมันโต อาชีโว วายาโม สติ สมาธิ ; แต่คำพูดเอามาพูดเพียงคำเดียวว่ามีสัมมาทิฏฐิ. เมื่อ มี สัมมาทิฏฐิ ความเข้าใจถูกต้อง แล้วมัน ก็รู้เอง ว่าจะต้อง มีอะไรอีก, จะต้องมีอะไรอีก, จะต้องมีอะไรอีก, จะต้อง ทำอย่างไร, ก็ทำไปหมด เพราะอำนาจของสัมมาทิฏฐินั้น. นี้เป็นการพูดอย่างย่อที่สุด หรือจะเรียกว่าพูดอย่างเอา เปรียบที่สุด, มันก็มีอยู่เป็นหลัก ๆ หลักหนึ่งว่า เพราะ สมาทานสัมมาทิฏฐิ ก็ก้าวล่วง คือ แคล้วคลาดจากความ ทุกข์ทั้งปวงได้.
น.45 ๓๙ เรื่องที่ปฏิบัติยากหน่อยต่อไป ก็คือเรื่อง สัมมา- วายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. วายามะ คือ พากเพียร พากเพียร ทำให้มีสิ่งที่ควรจะมี แล้วก็ ทำให้ไม่มีสิ่งที่ไม่ ควรจะมี, พากเพียรอยู่อย่างนี้. นี้ สติ ก็ ระลึกไปในสิ่ง ที่ควรระลึก; อย่างสติปัฏฐานสี่ ระลึกไปในกาย, ระลึก ไปในเวทนา, ระลึกไปในจิต, ระลึกไปในธรรม. ไปหา คำอธิบายโดยรายละเอียดดูในเรื่องนั้น ๆ. ทีนี้ สัมมาสมาธิ มีจิตตั้งมั่น คือ จิตนั้นบริสุทธิ์, จิตนั้นเข้มแข็งตั้งมั่น, แล้ว จิตนั้นว่องไว, ว่องไวที่จะทำหน้าที่ของจิตเอง คือรู้สึก คิด นึก มองเห็น. นี่ทำจิตให้ดีอย่างนี้อยู่เป็นประจำ. นิวรณ์เป็นสิ่งรบกวนจิต, ควรศึกษา. ความจริงนั้นถ้าไม่มีกิเลสไม่มีนิวรณ์มารบกวนแล้ว จิตมันจะดีอย่างนั้นอยู่เป็นประจำแหละ คือเป็นจิตที่มี สัมมาสมาธิ. แต่เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอย่างนั้น เพราะมันมี อะไรมารบกวน ที่รบกวนอยู่เป็นประจำคือนิวรณ์ ๕. ไป ศึกษา เรื่องนิวรณ์ ๕ ที่มัน รบกวนจิตอยู่เป็นประจำ ทุก วัน ๆ พอมันเกิดนิวรณ์เสียแล้ว จิตมันก็ขุ่นมัวเศร้าหมอง
น.46 ๔๐ อ่อนเพลียเฉื่อยชา, ไม่ต้องเรียนจากหนังสือ เรียนจาก ชีวิตจริงๆ ที่ว่า เมื่อไรนิวรณ์เกิด แล้วจิตเป็นอย่างไร. นิวรณ์ ๕ อย่าง ความรู้สึกที่น้อมไปในทางเพศ ทางกาม เกิดขึ้นแล้วจิตเป็นอย่างไร, ความรู้สึกไม่ชอบอึดอัดขัดใจ อะไรอยู่เป็นอย่างไร, ความที่จิตอ่อนเพลียถอยกำลังแฟบลง ไป เป็นอย่างไร, ความที่จิตฟังเกินประมาณ นี้เป็นอย่างไร, แล้ว ความลังเลไม่แน่ใจ ในสิ่งที่ควรจะแน่ใจเป็นอย่างไร. ความเป็นห่วง, เป็นห่วง ไม่แน่ใจ นั้น มัน มีได้มาก มีได้มากอย่าง, สารพัดอย่างที่จะไม่แน่ใจ แล้ว แต่ว่าเป็นคนชนิดไหน, เป็นเด็กก็น้อยหน่อย เพราะมัน ไม่รู้จักคิดรู้จักนึก. ถ้าเป็นผู้ใหญ่สูงอายุแล้ว มันรู้จักคิด รู้จักนึกมาก, ฉะนั้น ความเป็นห่วงไม่แน่ใจ มันก็ขยายได้ มาก. เมื่อเราเป็นห่วงอะไรอยู่ด้วยความไม่ปลอดภัยนั้น จิตเกือบจะทำอะไรไม่ได้เลย, หาความสงบสุขก็ไม่ได้, หา สติปัญญาก็ไม่ได้, หากำลังอะไรก็ไม่ได้. ฉะนั้น จงเป็น คนมีความเชื่อ ในการกระทำของตัว : เชื่อในพระ- พุทธ, เชื่อในพระธรรม, เชื่อในพระสงฆ์, เชื่อใน การงานที่ได้จัดได้ทำไว้ดีแล้ว, เชื่อในสุขภาพอนามัย
น.47 ๔๑ ที่ได้จัดได้เตรียมไว้ดีแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงไม่ต้องกลัว. นี่คือ ความไม่ลังเล ไม่มีวิจิกิจฉา. ไม่มีนิวรณ์จิตจะแจ่มใส. เมื่อจิตไม่มีนิวรณ์ ทั้ง ๕ นี้ จิตนั้นเป็นจิตที่เยือก เย็น สดชื่นแจ่มใส, เกลี้ยงเกลา ว่องไวในการที่จะคิดจะนึก จะจำ จะอะไรทุกอย่างเลย. นี่สนใจมีชีวิตแต่ละวัน ๆ ด้วย จิตที่ไม่มีนิวรณ์, ไม่มีนิวรณ์จิตนั้นก็จะเป็นสมาธิพอที่จะ เป็นที่ตั้งแห่งปัญญาแห่งความรู้ ในอันดับสุดท้าย. เมื่อ จิตมัน เป็นสมาธิแล้วจะเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง. เดี๋ยวนี้จิตมันเห็นสิ่งทั้งปวงไม่ได้ตามที่เป็นจริง เพราะมันมีนิวรณ์บังอยู่ปิดอยู่ ; เหมือนกับแว่นตาที่สกปรก เปื้อนโคลน มันมองไม่เห็นได้ทางแว่นตานั้น. ถ้าแว่นตา นั้นเช็ดใสสว่างแล้ว มันก็มองเห็นได้โดยทางแว่นตานั้น, จิตนี้ก็เหมือนกัน ถ้ามีกิเลสมีนิวรณ์กลัดกลุ้มอยู่ ห่อหุ้มอยู่ มันก็มืด, มันจะมีความรู้อะไร, มันมองไม่เห็นนี้ เพราะ เห็นแล้ว มันจึงรู้อะไรเป็นอะไร, มันต้องเห็น. ฉะนั้น จะ ต้องทำจิตให้เป็นสมาธิ แล้วก็จะเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่
น.48 ๔๒ เป็นจริง ; คือความจริงเราก็อยากจะรู้อะไร อยากจะเห็น อะไรอยู่เป็นประจำเหมือนกัน, แต่เห็นไม่ได้เพราะจิตมัน ไม่เป็นสมาธิ. พอสักว่า จิตเป็นสมาธิมันก็เห็นได้, เมื่อ เห็นได้ มันก็รู้ได้, นี่เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้. พูดง่าย ๆ ก็คือว่า มันมีจิตเหมาะสม มีจิตเหมาะสมที่จะทำเรื่อง ของจิต ในแต่ละวันแต่ละวันนั้น เรามันมีจิตประกอบด้วย นิวรณ์นั่น, คือจิตที่มันงัวเงีย จิตที่มันฟุ้งซ่าน จิตที่มัน กระสับกระส่าย เอาแน่นอนไม่ได้ นี่ไปเรียนเรื่องนิวรณ์, แล้วมาตั้งข้อรังเกียจ นิวรณ์, แล้วก็ทำให้นิวรณ์ ไม่อาจจะเกิดขึ้นมา ตลอดวัน ตลอดเวลายิ่งดี. แม้ที่สุดแต่ว่ากินอาหารอิ่มนัก มันคิด อะไรไม่ได้ มันต้องมานั่งง่วงอยู่ หรือถึงกับต้องไปนอนเลย ก็มี, นี่ลอง ทดลองดู, ให้ทั้งวันเลย ทั้งวัน ตั้งแต่ตื่นจน กว่าจะหลับ ลงไปอีก, สดชื่นแจ่มใส คิดนึกอะไรได้ว่องไว จะทำอะไรได้ถูกใจ, นั่นแหละจิตชนิดนั้นแหละต้องการ. มีความหมายแห่งความเป็นสมาธิ, แล้วให้ได้ทุกแห่งทุก อิริยาบถไม่ว่าจะไปนั่งเดินยืนนอน อยู่ที่ตรงไหนเวลาไร ก็ ให้จิตมันแจ่มใส เยือกเย็นเกลี้ยงเกลา อย่างนั้น คิดดูซิ แล้วมันจะได้อะไร, จะได้อะไร ? มันได้อะไรมาก
น.49 ๔๓ ทีเดียว กับจิตที่มันคอยแต่จะงัวเงีย อ่อนเพลีย กลัดกลุ้ม ด้วยเรื่องรัก เรื่องโกรธ เรื่องเกลียด เรื่องกลัว วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยาหึงหวงเป็นต้น. ทำให้จิต ปราศจากสิ่งนั้นโดยสิ้นเชิง ก็เป็นจิตพิเศษ, จิตนี้คือจิตที่ จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน. เดี๋ยวนี้เอาเป็นว่า ไม่เกิด กิเลส ไม่เกิดทุกข์ ในปัจจุบันนี้ก็พอ, มีกำไรถมเถไป. มีชีวิตอยู่ด้วยมรรคมีองค์ ๘ จะป้องกันกิเลสได้. ฉะนั้น ขอให้สนใจเรื่องอัฏฐังคิกมรรคมีองค์ ๘ ประการ แต่ละองค์ ๆ ศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้ง, แล้วทำให้ มันมีอยู่ในชีวิตประจำวัน ตลอดวันตลอดเดือนตลอดปี, เมื่ออยู่อย่างนี้ ความทุกข์ไม่เกิด. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัส ไว้ว่า ถ้าภิกษุเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่าง จากพระอรหันต์. ดูซิความหมายมาก, คุณค่ามาก ถ้า อยู่โดยชอบโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์. อยู่โดยชอบก็คืออยู่โดยอริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นแหละ สัมมา, สัมมา, สัมมา, สัมมาโดยชอบ, สัมมา ถูกต้อง ๘ อย่างนั้น อยู่ด้วยความถูกต้อง ๘ นี้ อยู่อย่างนี้
น.50 ๔๔ แล้ว โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์, คือการเป็นอยู่อย่างนี้ จะทำให้เกิดมีพระอรหันต์, ทำให้บรรลุพระอรหันต์ นั่นอริยมรรคมีองค์ ๘ ไปได้ไกลถึงอย่างนั้น, ดังนั้นมันก็ เป็นเรื่อง ง่ายนิดเดียว ในการที่ จะป้องกันไม่ให้กิเลสเกิด ขึ้นมา. นี่เรียกว่ากลุ่มการมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง คือด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ, หรือจะพูดสั้น ๆ ว่า มีสัมมา- ทิฏฐิ ซึ่งคลอดออกไปเป็นอีก ๗ อย่างได้ โดยสะดวก โดยง่าย, แล้วก็มีความสำคัญอยู่ที่สติ อีกเหมือนกัน. ถ้า มันมีอะไรมาเกิดขึ้น มาแทรกแซงขึ้น สัมมาสติมันช่วย สะกัดกั้นกระแสแห่งการปรุงแต่งที่จะเกิดความทุกข์. เรื่อง สตินี้จะต้องไปอยู่เป็นเจ้ากี้เจ้าการไปหมดทุกหนทุกแห่ง. เอ้านี่เราได้พูดมาแล้วนะ ว่าการเป็นอยู่ชนิดที่ กิเลสไม่เกิด. การป้องกันไม่ให้กิเลสเกิด คือทำอย่างนี้, คือมีสติ อยู่ในทางอายตนะ, ปรุงแต่งทางอายตนะก็ได้, หรือ จะพูดว่ามีการ เป็นอยู่โดยอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ นี้ ก็ได้, เป็นอยู่อย่างนี้แล้วไม่เกิดความทุกข์.
น.51 ๔๕ เมื่อทุกข์เกิดแล้ว ต้องดับด้วย อิทัปปัจจยตา, ตถตา. ทีนี้ก็จะพูดไปเสียเลยว่า ถ้าความทุกข์มันเกิดแล้ว มันจะดับไปได้อย่างไร นี่ก็สติอีกเหมือนกัน. นั่นเห็นไหม ว่า อะไรมันก็ไม่พ้นจากสติ. ถ้าบุถุชนเป็นคนธรรมดา เป็นคนโง่ไม่รู้ธรรมะอะไร มีความทุกข์เกิดอยู่แล้ว ก็ดี หรือว่าเราที่มีความรู้อะไรอยู่บ้างนี้ แต่ได้เผลอ, ได้เผลอ จนความทุกข์เกิดแล้ว, เดี๋ยวนี้ ความทุกข์ได้เกิดแล้ว เหมือนกับไฟไหม้วู่ ๆ อยู่ทีเดียว. จะดับทุกข์นั้นอย่างไร ? มันก็ จะต้องมีสติ อีกแหละ มีสติ มีสติระลึกได้ ว่านี้เป็น ความทุกข์ เกิดมาจากความเผลออย่างนั้น, อย่างนั้น, อย่างนั้น ก็เรียกร้อง เอาธรรมะ ที่มันตรงกันข้าม ที่จะดับ ได้ คือ ความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา หรือ ตถาตา. ความรู้เรื่อง อิทัปปัจจยตา ก็คือเรื่องที่ว่า สิ่งนี้ ปรุงแต่งสิ่งนี้, สิ่งนี้ปรุงแต่งสิ่งนี้, สิ่งนี้ปรุงแต่งสิ่งนี้, เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, นั่นแหละ ถ้าสติมีมา อย่างนั้นแล้ว ตัว
น.52 ๔๖ ความทุกข์นั้นมันก็จะเปลี่ยน หรือมัน จะผ่อนคลาย หรือมัน จะหายไป. ถ้าเก่งหรือละเอียด มีสติปัญญารู้เรื่องเช่นนั้น เอง, เช่นนั้นเองถึงที่สุด มัน ก็ปิดกั้นความรู้สึกที่เป็น ทุกข์ ได้เหมือนกัน ; แต่มันยากหรือมันลึก. ความทุกข์นี้ เป็นเรื่องตามธรรมชาติเท่านั้น, ไม่ใช่เราผู้ทุกข์ ไม่ใช่ มีเราซึ่งเป็นผู้ทุกข์, มีแต่ความทุกข์เกิดขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ, แล้ว ความทุกข์นั้น มันก็คือความรู้สึกแก่ระบบประสาท ตามธรรมชาติ, ถ้าระบบประสาทไม่รับรู้ ไม่ทำหน้าที่ รับรู้ มันก็ไม่มีความรู้สึกที่เป็นทุกข์ขึ้นมาได้. เดี๋ยวนี้ ระบบประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันทำหน้าที่รับ ความรู้สึกอันนั้น แล้วเอามาเป็นทุกข์; ถ้าว่ามันฉลาด ก็เห็นมันตามธรรมชาติ, เช่นนั้นเอง ไม่เอามาเป็น ของเราจึงไม่ทุกข์. เอ้า, ทีนี้ถ้ามันโง่ มันทำไม่ได้ มันก็ต้องร้องไห้, ร้องไห้, ร้องไห้ จนกว่ามันจะคลายทุกข์, ด้วยเหตุปัจจัย มันเปลี่ยนแปลง, มันเปลี่ยนแปลง. ความทุกข์ก็ดับไป ตามความเปลี่ยนแปลงอย่างนี้, โดยมากจะเป็นอย่างนี้.
น.53 ๔๗ คนธรรมดาทั่วไป เมื่อมีความทุกข์ แล้วดับทุกข์ไปได้ ก็โดยที่ต้องทนทุกข์ไป ทนทุกข์ไป, ทนทุกข์ไป, ความ ทุกข์ก็ค่อยเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย มันก็ดับ สิ้นได้เหมือนกัน. ถ้าชอบอย่างนั้น ชอบไปทำอย่างนั้น มันก็ง่ายนิดเดียว, ไม่ต้องศึกษาอะไร คือ ทนทุกข์ไป จนกว่าจะดับ. ถ้าจะให้ ไม่ทนทุกข์ จะทำอย่างไร ? นี้ จะต้อง มีสติปัญญาพิจารณา เห็นความทุกข์นั้นว่ามันเป็น เช่นนั้นเอง, สังขารทั้งปวงไม่เที่ยงและเป็นทุกข์เช่นนี้ เอง. เราจะมานั่งมีความทุกข์อยู่ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร, ดังนั้น ไม่ทุกข์, ไม่ทุกข์ ไปทำการทำงาน ทำหน้าที่การงาน ทำอะไรเสียดีกว่า, ไม่มานั่งทุกข์อยู่, นี่ปฏิเสธกันซึ่งหน้า อย่างนี้ก็ได้. แต่ว่าธรรมะมีมากกว่านั้น มีละเอียดกว่านั้น ; เมื่อมีความรู้สึกเป็นทุกข์ แล้วก็ พิจารณาความทุกข์ นั่นแหละ ให้กลายเป็นของที่เปลี่ยนแปลง เป็นของ ปรุงแต่ง, เป็นของเปลี่ยนแปลง แล้วสลายไปในที่สุด. เพราะศึกษาเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไว้มากพอ ใน
น.54 ๔๘ การฝึกสติกัมมัฏฐาน, โดยเฉพาะอานาปานสติ มีความรู้ เรื่องความทุกข์คืออะไร. เดี๋ยวนี้ก็มา พิจารณา อย่างนั้น ตัวความทุกข์ มันก็กลายเป็นของที่เรามองเห็น ว่า มันเป็น เช่นนั้นเอง, เช่นนั้นเอง, แล้ว จะไปเป็นทุกข์กับมัน ทำไม, ไม่มีประโยชน์อะไร. บางทีใช้ปัญญาง่าย ๆ ปัญญาของคนโง่ ปัญญาของธรรมชาติธรรมดา ว่ามันเป็น เช่นนั้นเอง, จะไปเป็นทุกข์กับมันทำไม. ที่เขาเป็นทุกข์ จนฆ่าตัวตายจนอะไร เพราะพลัดพรากจากของรักของพอใจ, นี้กินไม่ได้นอนไม่หลับฆ่าตัวเองตายก็มี, นั้นมันโง่คือมันโง่. ถ้าเรา เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง แล้วก็ไม่ต้อง, ไม่ต้อง, ไม่ต้องเป็นทุกข์, ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องระทมใจ เพราะ เหตุที่สิ่งต่าง ๆ มันไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ. นี่ถ้าเรา บังคับไว้ไม่ให้เป็นทุกข์ได้ทีหนึ่ง มัน ก็ลดความเคยชินที่จะเป็นทุกข์ ได้ทีหนึ่ง, ได้หน่วย หนึ่ง, นานๆ เข้าก็ค่อยเบาบาง เรียกว่า ปัดความทุกข์ ออกไป ด้วยความรู้ต่ำ ๆ เบื้องต้นง่าย ๆ ว่า เช่นนั้นเอง, กูไม่เอากับมึง, กูไม่เป็นทุกข์ให้เสียเวลา. นี่ใช้คำหยาบ แล้วก็ไปทำหน้าที่การงานทำอะไรเสีย, หรือจะไปสวดมนต์
น.55 ๔๙ ภาวนาเสีย, เปลี่ยนเรื่องเสีย. นี่จะทำให้ความทุกข์ที่กำลัง เกิดอยู่นั้นหยุดลงไป ดับลงไป เราก็ได้เรื่องความไม่เกิด แห่งทุกข์, ความไม่ตั้งอยู่แห่งความทุกข์สมบูรณ์. ทบทวนดูหลักมิให้ทุกข์เกิด. เอ้า, ทบทวนอีกทีหนึ่ง โดยหลักใหญ่โดยส่วน ใหญ่ทั้งหมด ก็ อยู่ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ทุกข์ไม่เกิด. ทีนี้ที่ละเอียด แคบเข้ามา ก็ อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ เมื่อ มีผัสสะ, เมื่อมีผัสสะทางอายตนะ แล้วก็ มีสติปัญญา มาทันเวลา ควบคุมผัสสะ ไว้ไม่ให้โง่, มันก็ไม่ปรุงแต่ง ไปในการที่จะเกิดตัณหาเกิดอุปาทาน และเกิดทุกข์ มันก็ ไม่ทุกข์. นี่เรื่องทำโดยเฉพาะเจาะจงลงไปเป็นเรื่อง ๆ เลย ที่จะไม่ให้เกิดทุกข์ นี่เรื่องไม่ให้เกิดทุกข์ ทีนี้เรื่องที่ ทุกข์เกิดแล้วจะดับอย่างไร? ก็มีสติ อีก. ที่เขาไม่มีธรรมะ เขาก็โทษกรรม โทษผีปีศาจ โทษเทวดา โทษเคราะห์โชคชาตาอะไรตามเรื่อง, นั้นมัน ไม่ใช่ความจริง. ความจริงความ ทุกข์นี้มันเป็นสังขาร, มันเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย, นี่ จัดการให้ถูกต้องเกี่ยวกับ
น.56 ๕๐ เหตุ เกี่ยวกับปัจจัย มันก็ดับลงไป, มันก็ระงับลงไป, มันก็มีเท่านั้น. ไม่ต้องไปโง่ โทษผีสางเทวดาโชคชาตา ราศีอะไรที่ไหนกันอีก; ความทุกข์เกิดจากการโง่ไม่รู้ เท่าทันอายตนะ แล้วมันก็เกิด. ทีนี้ครั้นมันเกิดแล้ว มัน ก็ต้องเรียกว่า รู้เท่าทัน ทางอายตนะกลับมา มันก็ดับไป, ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่าสติ, สติ. สตินี้เร็ว, เร็วมาก ที่จะเกิดความระลึกได้ขึ้น มาเป็นปัญญา. เปรียบอุปมาเหมือนกับมันวิ่งไปเอาปัญญา มาทันเวลา แต่เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่าระลึก ๆ ระลึกได้, สติ ระลึกได้ คือมันแล่นมาเร็ว, เร็วทันแก่เรื่องของกิเลส เขาเรียกกันว่าเร็วกว่าสายฟ้าแลบ. ฝึกอานาปานสติ ทำให้มีสติปัญญามาเร็ว. ไปฝึกสติและปัญญาอยู่เป็นปรกติ, เมื่อมีเวลา เมื่อไรก็ฝึกสติปัญญา ที่เรียกว่า อานาปานสติ ๔: กาย เวทนา จิต ธรรม ในบทสวดมนต์ที่เขาสวดแปลนั้นก็มี เมื่อ ฝึกอานาปานสติ อยู่เสมอแล้ว มัน จะมีมาก ทั้งสติ และทั้งปัญญา, แล้วมันก็จะว่องไวรวดเร็ว เหมือนกับเป็น
น.57 ๕๑ อัตโนมัติเลยแหละ. พออะไรเกิดขึ้น หรือกระทบ ที่จะ เป็นไปในทางเป็นทุกข์ สติปัญญาก็มาทันเวลา, ควบคุม ไว้, มันเป็นเรื่องจริงเกินกว่าจริง. ถ้าเราทำได้ มันก็ ป้องกันทุกข์ได้จริง, ดับทุกข์ได้จริง. นี่เป็นสิ่งที่จะต้องรู้ไว้เป็นหลักทั่วไป เป็นหลัก ทั่วไป. อย่าเห็นเป็นเรื่องเล่น หรือเป็นเรื่องครึคระ หรือ เป็นเรื่องไม่รู้อะไรไม่มีความหมายอะไร. นี้มันเป็นเรื่อง พระพุทธศาสนา, เรื่องหลักพระพุทธศาสนา : มีสติ ปัญญารู้แจ่มแจ้งในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตามที่เป็นจริง, พอ อะไรเกิดขึ้น ความรู้นี้ มาทำให้คิดนึกหรือประพฤติกระทำ ไปโดยถูกต้อง ไม่เกิดความทุกข์ นี่โดยหลักใหญ่หมด. รู้จักหลีกเลี่ยงสิ่งชวนให้เกิดทุกข์. ทีนี้มันก็มีปลีกย่อย ที่เราจะต้องรู้ไว้เหมือนกัน, สิ่งที่มันช่วยให้เกิดความทุกข์ได้โดยง่ายนั้น อย่าไปเอา กับมัน, คือ อย่าไป ในสถานที่ชนิดที่มันชวนให้เกิดกิเลส และความทุกข์, อย่าคบหาสมาคม กับบุคคลที่ช่วยให้เกิด กิเลสและความทุกข์, อย่าชอบคิดนึก ไปในทางที่ให้เกิด
น.58 ๕๒ กิเลสและความทุกข์, คือ คิดนึกไปในเรื่องกิเลส นั้นเอง, ชอบคิดนึกไปในเรื่องกิเลสนั้นเองมันสนุกดี. เรื่องเพศ เรื่องกามคุณอะไรคิดนึกไป มันก็เกิดกิเลสและความทุกข์, นี่กิเลสประเภทที่จะเอาจะได้ ทีนี้ กิเลสประเภทที่มันจะไม่เอา : จะโกรธจะ ขัดใจนี้ ก็มีสติ เมื่อจะเข้าไปในที่ที่มันจะทำให้ขัดใจ มีสติ เข้าไป, ถ้า ไม่จำเป็นก็ไม่เข้าไป ในที่อย่างนั้น, แต่ถ้า จำเป็นจะต้องผ่าน, จะต้องเข้าไป ก็มีสติเต็มที่ แล้วก็ เข้าไป. หรือมันโกรธอาฆาตพยาบาทอยู่กับผู้ใด พอเห็น หน้าแล้วมันก็เกิดกิเลส, นี่เราก็ไม่เห็นหน้า. ถ้าจะต้อง เห็นหน้า มันก็ต้องมีสติเพียงพอ, ก็ต้องหัวเราะเยาะให้ได้, อย่าให้มันกลายเป็นความโกรธขึ้นมา นี้เป็นเรื่องธรรมดา สังเกตได้เองรู้ได้เองไม่ยาก เรียกว่า ที่ที่ไม่ควรจะเข้าไป, หรือสิ่งที่ไม่ควรจะเสพคบ คือ ไม่ควรจะมาทำไว้ในใจ รู้จักไว้ มันก็ง่ายขึ้น ง่ายขึ้น คือ กิเลสมันจะไม่เกิดมากขึ้น, คือไม่เกิดมากขึ้น มากไปในทาง ไม่เกิด, เกิดยากขึ้น.
น.59 ๕๓ และเราก็ มีธรรมะ ประเภทที่ว่าช่วยสนับสนุน เช่นเรามี หิริโอตตัปปะ , ทำตนให้เป็นคนมีหิริมีโอตตัปปะ ละอายความชั่วกลัวความทุกข์. หิริ แปลว่า ละอาย ละอาย ความชั่ว, โอตตัปปะ คือความกลัว, กลัวความทุกข์. คน ที่มันกระด้างเกินไปเท่านั้นแหละ ที่มันจะไม่ละอายความ ชั่ว กลัวความทุกข์, เป็นอันธพาลแล้ว ถ้าไม่ละอายเมื่อ มีความชั่ว แล้วก็ไม่กลัวเมื่อมีความทุกข์, นี่มันก็ได้ทุกข์ ได้ชั่ว ได้ทุกข์ไปถึงสุดเหวี่ยงของมัน. ฉะนั้น ระลึกนึกถึงไว้เสมอ ข้อที่เราเป็นคน มีความสุภาพ อ่อนโยน, มีศรัทธา มีความเลื่อมใส ใน ธรรมะ ในศาสนา ซึ่งเมื่ออบรมกันเพียงพอแล้ว มันก็ จะมีนิสัยละอายความชั่ว กลัวความทุกข์ . คนอันธพาล ทั้งหลายเขาไม่กลัวความทุกข์, เขากล้าทำทั้งที่รู้ว่าเป็นชั่ว และความทุกข์ ก็กล้า, รู้ว่าติดตะราง ติดคุกอะไรเขาไม่กลัว ทั้งนั้นเลย, เขาทำไปทั้งนั้น, นี่เรียกว่ามันอันธพาลเกินไป. ถ้าเขารู้จักละอายความชั่วกลัวความทุกข์กันบ้าง ก็จะไม่ทำ ผิดชนิดนั้น, จะไม่มีใครติดคุกติดตะราง, จะไม่มีใคร บกพร่องในหน้าที่ของตน
น.60 ๕๔ เอาละเป็นอันว่า เรื่องปลีกย่อยเหล่านี้ไปคิดนึก ได้เอง เพราะบอกแนวใหญ่แนวหลักไว้ให้แล้ว เรื่อง เบ็ดเตล็ดเหล่านี้ไปคิดได้เอง. เราจะเป็นอยู่อย่างไร, จะมี อะไรอย่างไร จะกิน จะนอน จะอาบ จะถ่าย จะอะไรอย่างไร ซึ่งกิเลสมันจะไม่เกิด ก็เอาอย่างนั้น อย่าประมาท , รวมความแล้วอย่าประมาท คนประมาทนั้นเขาจะเห็นว่า กิเลสเป็นเรื่องเล็ก, กิเลสเป็นเรื่องเล็ก ก็ทำไป ๆ อย่าง หวัด ๆ ชุ่ย ๆ, แล้ว กิเลสมันไม่ใช่เรื่องเล็ก มันเรื่องเป็น เรื่องตายเลย , คนนั้นมันก็ต้องได้รับผลถึงขนาดเป็นตาย เลย. ความทุกข์ไม่ใช่เรื่องเล็ก, มันต้องเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ. ถ้าเราระลึกได้อย่างนี้ ก็ไม่ ประมาทสิ, ถ้าเรา ระลึกไม่ได้ อย่างนี้ ก็ ประมาท , ประมาทยิ่งขึ้น, ประมาทยิ่งขึ้น, ค่อยลืมตัวเข้าไปในความ ประมาท ไปจมอยู่ในกองทุกข์ถึงที่สุดแล้ว บางทีไม่รู้สึกตัว ก็มี, ถึงแม้จะรู้สึกตัว แล้วมันก็เป็นทุกข์เต็มที่แล้ว. เอาละ, เป็นอันว่า เราได้พูดกันเรื่องความไม่เกิด แห่งทุกข์ โดยหลัก โดยหลักเท่านั้น อย่างนี้, รวมทั้งการ ดับความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้วด้วยโดยหลัก เรียกว่าโดยหลัก โดยหลัก เป็นเรื่องที่ ๓.
น.61 ๕๕ ความจริงก็น่าจะพอ ถ้าพูดเรื่องดับทุกข์ แล้วมัน ก็เป็นเรื่องที่หมดแหละ. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ท่านสอน แต่เรื่องความทุกข์ กับความดับทุกข์. เดี๋ยวนี้เราก็มาเรียน กันเรื่องความทุกข์และความดับทุกข์. เมื่อคืนที่แล้วมา ก็พูดเรื่องความทุกข์เกิดอย่างไร. วันนี้ก็พูดเรื่องความดับ ทุกข์อย่างไร, ความไม่เกิดแห่งทุกข์ มันก็หมดแล้ว, พระไตรปิฎก พระคัมภีร์ พระอะไรทั้งหลายทั้งสิ้น ก็รวม อยู่ในเรื่องที่ว่าความทุกข์และความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. เรายึดถือเรื่องนี้เป็นหลัก ปฏิบัติต่อเรื่องนี้โดยถูกต้องอยู่ ตลอดเวลา มันก็หมดแหละ ฉะนั้น ก็จะก้าวหน้าไปใน ทางการบรรลุมรรค ผล นิพพาน ของมันแหละ. ขอให้เป็นอยู่อย่างถูกต้องอย่างนี้, สะกัดกั้น ความทุกข์ไว้ได้ ทุกทีที่มันจะเกิดทุกข์ ด้วยสติ. เอาสติ เป็นเครื่องสะกัดกั้นความทุกข์ไว้ ได้ทันท่วงที ทุกๆ ทีที่ มันจะเกิดทุกข์. นี่คำพูดประโยคสั้น ๆ อย่างนี้ จำไว้ให้ดี : มีสติสะกัดกั้นความทุกข์ไว้ได้ทุกที ที่มันจะเกิดทุกข์, แล้วอะไรมันจะเกิดเล่า. เอาละ, เป็นอันว่า จำเรื่องอัฏฐังคิกมรรคไว้เป็น หลักปฏิบัติอยู่เสมอไป , เสมอไปเป็นชีวิตทั้งหมดเลย,
น.62 ๕๖ แล้วก็ มีสติในเรื่องการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ตามปฏิจจสมุป บาท ที่ว่าเมื่อตะกี้, คือการกระทำทางอายตนะเป็นลำดับ ๆ นั้นเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท เกี่ยวกับความทุกข์, ก็มีสติ รักษาไว้ให้ได้ดี. ถ้าเผลอไปความทุกข์เกิดขึ้นแล้ว ก็รีบ มีสติ หรือต้องมีสติ อย่าให้มันเป็นทุกข์จนไหม้เกรียม ไปเลย. ให้มันมีสติหยุดความทุกข์ไว้เสียได้, แล้วเราก็ จะเป็นมนุษย์ที่มีความรู้เรื่องของมนุษย์, เป็นมนุษย์ที่มี ความรู้เรื่องของมนุษย์อย่างเพียงพอ คือเรื่องความดับทุกข์, ก็ไม่มีความทุกข์. จะทำการงานก็ไม่เป็นทุกข์, จะศึกษา เล่าเรียนก็ไม่มีความทุกข์ จะเป็นอยู่อย่างไรในแต่ละวัน ๆ ก็ไม่ต้องเป็นทุกข์. นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. เอาละ การบรรยายเรื่องความไม่เกิดแห่งทุกข์นี้ สมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยายวันนี้.
น.63 รายชื่อหนังสือ ชุด หมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ๓. การงานคืออะไร? ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๗. ปวารณา และธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุคปัจจุบัน ๑ ๑๐. การบวชคืออะไร? ๑ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน ๑ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๑๖. คุณพระไม่ตาย และเกิดมาทำไม ? ๑ ๑๗. ความรักดี ๑ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ๑ ๑๙. ครู คือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๒๐. การทำวัตรตามแบบโบราณ ๑ ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรมที่คนธรรมดาควรทราบ ๑ ๒๒. โลกอื่น ๑ ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์และความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑ ๒๔. นิวรณ์ ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๖๙-๗๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๘ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔
น.64 ความเกิดแห่งทุกข์ ควรศึกษาปฏิบัติเรื่องความเกิดและไม่เกิดแห่งทุกข์ :- - ให้รู้จักลักษณะของกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ. - กิเลส มิได้เกิดอยู่ตลอดเวลา แต่เกิดเมื่อมีเรื่อง, - เรื่องที่ทำให้เกิดกิเลส ตอนสำคัญคือขณะผัสสะ, - เป็นผัสสะโง่ก็ปรุงให้เกิดเวทนา-ตัณหา ฯลฯ จนเป็นทุกข์. - การเกิดของกิเลสเร็วดุจฟ้าแลบ, - ต้องศึกษาปฏิบัติจากเรื่องที่ปรากฏจริง ๆ แก่จิต. - ความรู้สึกมีตัวกู-ของกู ทำให้เกิดทุกข์ - กิเลสเกิดบ่อย ๆ จะเป็นอนุสัย คือเคยชินที่จะเกิด, - บังคับไม่ให้โลภ โกรธ หลงได้ อนุสัยจะลดลง, - อนุสัยมีในสันดานแล้ว จะไหลออกเป็นอาสวะ, - การปฏิบัติธรรม ก็เพื่อมิให้กิเลสเกิดง่าย. ความไม่เกิดแห่งทุกข์ - ต้องมีสติปัญญารู้ว่า ความทุกข์เกิดเพราะทำผิดเมื่อผัสสะ, - ต้องมีสติปัญญา ป้องกันตอนผัสสะ. - ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ จะป้องกันกิเลสเกิดได้. - ศึกษาเรื่องนิวรณ์ ระวังมิให้รบกวนจิต. - เมื่อทุกข์เกิดต้องดับด้วยอิทัปปัจจยตา, ตถตา. - ฝึกอานาปานสติ ทำให้มีสติปัญญามาเร็ว. - ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่ชวนให้เกิดทุกข์.
Buddhadasa