น.55 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์วันนี้ เป็นการบรรยาย ครั้งแรกของภาควิสาขบูชา คือการบรรยายชุดของภาค มาฆบูชา ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว เราก็เริ่มขึ้นภาคใหม่ คือ ภาควิสาขบูชา, วันนี้เป็นการบรรยายวันแรก ทีนี้ก็จะต้องทำความเข้าใจกันต่อไปว่า เราก็เปลี่ยน ชุดการบรรยาย หรือว่าขึ้นการบรรยายชุดใหม่ ในชุดที่ บรรยายธรรมประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา ชุด พุทธธรรมประยุกต์ ครั้งที่ ๑ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา วันเสาร์ที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๗
น.56 ๒ แล้วมาเรียกว่า ชุดสมถวิปัสสนาที่เหมาะสมสำหรับยุคปรมาณู ก็บรรยายกันเสร็จสิ้นไปแล้ว ชุดนี้จะเรียกชื่อว่า ชุดธรรม- ประยุกต์ ซึ่งจะได้บรรยายกันต่อไป, สำหรับท่านที่ฟัง ครั้งแรกเพียงครั้งเดียว นี้ก็คงยากที่จะได้ทราบว่า จะ ประยุกต์อย่างไร. เหตุผลที่ต้องรู้จัก ประยุกต์. ในครั้งแรกนี้เราจะพูดกันถึงข้อที่ว่า ทำไมจึงต้อง ประยุกต์ กันเสียมากกว่า, หรือเป็นหัวข้อรวมของเรื่อง ทั้งเรื่องก็ได้ แต่ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายสนใจฟัง ก็จะยังมี ประโยชน์เป็นอย่างมาก, คือจะเอาไปใช้ปรับปรุงกับสิ่งที่ มันยังติดขัดหรือยังไม่ได้กระทำเอาเสียเลย ก็ยังมี. ในการบรรยายครั้งนี้ อาตมามีหัวข้อเฉพาะว่า สิ่งที่ต้องรู้จักก่อนสิ่งใด ในชีวิตประจำวัน ; ฟังดูเรื่อง ก็แทบจะไม่เป็นเรื่อง แต่ว่า เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ขอให้ ตั้งใจฟัง. นับตั้งแต่คำ ธรรมประยุกต์ ซึ่งเป็นคำที่ค่อนข้าง แปลกหูสำหรับพวกเราบ้านนอก, แต่มันก็ เป็นคำที่ดี มี เหตุผลที่ควรจะรู้จัก แม้แต่ว่านำมาใช้พูดจากัน. คำว่า
น.57 ๓ ประยุกต์ เป็นรูปศัพท์ภาษาอินเดีย คือ ภาษาสันสกฤต มี ความหมายว่า สิ่งที่ทำได้และต้องทำ, ถ้าไม่ทำ จะเสียหาย หรือจะไม่ได้รับประโยชน์ที่ควรจะได้รับ. ฉะนั้น ธรรม- ประยุกต์ ก็หมายถึง ธรรมะที่ท่านต้องประพฤติปฏิบัติ และกระทำ ในฐานะที่เป็นสิ่งที่ประพฤติได้ กระทำได้, เป็นการบอกให้ทราบถึงลักษณะของธรรมะไปในตัว ว่าสิ่ง ที่เรียกว่า ธรรมะนั้น เป็นสิ่งที่ประพฤติได้ กระทำได้ ไม่เหลือวิสัย ; ถ้ามิฉะนั้นพระพุทธเจ้าก็จะไม่นำมาตรัส สอนให้เสียเวลา. เราจะต้องทราบว่า สิ่งที่มีชีวิตมีหน้าที่ที่ต้องทำ เพื่อความรอดทั้งทางกายและทางจิต, การกระทำให้รอด ทั้งทางกายและทางจิต นั่นแหละคือการประยุกต์โดยตรง : ทางกายรอดตาย, ทางจิตรอดจากความทุกข์ทั้งปวง ที่เป็น เรื่องทางจิต. ถ้าปฏิบัติธรรมะถูกต้อง ผลนี้ก็จะเกิดขึ้น คือไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์ทั้งทางกายและทางจิต ; แล้วก็ อย่าลืมว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่กระทำได้, และยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็คือต้องทำ. ถ้ามิฉะนั้นจะอะไร ? มันต้องใช้คำหยาบคาย เสียแล้วว่า มันเสียชาติเกิด ลองดูสิมันมีอะไรถึงขนาดนั้น,
น.58 ๔ ลองไม่ทำสิ่งที่ทำได้และควรจะทำ เกิดมาทั้งทีมันก็จะไม่ได้ อะไร. นี่คือคำว่า ธรรมประยุกต์. ทีนี้เฉพาะคำว่า ประยุกต์ จะมีใจความเฉพาะ แคบหรือสั้นเข้า มาอีก ก็คือ ทำให้สำเร็จประโยชน์, ทำ จนให้สำเร็จประโยชน์. ที่นั่งอยู่ที่นี่ใครกินข้าวเปลือก ได้บ้าง ? ใครกินข้าวเปลือกได้บ้าง ? มันต้องทำจนข้าว- เปลือกนั้นกินได้ คือทำให้เป็นข้าวสาร, ทำให้เป็นข้าวสุก แล้วก็กินได้. คำว่า ประยุกต์ ใจความสำคัญมันอยู่ตรง ที่ว่า ทำจนให้สำเร็จประโยชน์ได้. นี้ธรรมะนั้น เรายังไม่ได้ทำกัน, พูดตรง ๆ ว่า ท่านทั้งหลายยังไม่ได้ทำกัน ยังเหลืออยู่เป็นข้าวเปลือก ทั้งนั้นแหละ แล้วจะกินเข้าไปอย่างไรได้ ถ้าธรรมะยังอยู่ ในสภาพที่เป็นข้าวเปลือก, มันไม่เป็นข้าวสาร ไม่เป็น ข้าวสุกขึ้นมาได้ เพราะท่านทั้งหลายไม่ประยุกต์มันนั่นเอง ; ฉะนั้นคำว่า ประยุกต์ ๆ นี้มีความหมายมาก. ที่จริงการ ทำนั้นมันก็ทำส่งเดชไปก็ได้, และที่ปฏิบัติหลับหูหลับตา ปฏิบัติธรรมะกันอย่างงมงาย นี้ก็มีอยู่มาก, อย่างนี้ก็ไม่ ประยุกต์ดอก ทำจนตายก็ไม่ใช่ประยุกต์ เพราะมันไม่
น.59 ๕ สำเร็จประโยชน์อะไร, ต้องปฏิบัติชนิดที่สำเร็จประโยชน์ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นประยุกต์. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า ธรรม ล้วน ๆ, ธรรมคำเดียว อีกที. ธรรมะมันก็คือหน้าที่ที่ต้องทำดังที่กล่าวแล้ว, รวมเรียกกันสั้น ๆ ว่า ธรรม หรือ ธรรมะ หรือ พระธรรม ก็ตาม แปลว่า หน้าที่ที่จะต้องทำเพื่อความรอดของตน. นี้เราก็มีความหมายหลายความหมายหรือหลายชั้นนั่นเอง. ให้ช่วยจำความหมายสามคำนี้ไว้อีกทีเถิด, แม้จะได้พูดกัน มาบ้างแล้ว ก็ขอร้องอีกว่า ช่วยจำไปดี ๆ สำหรับรู้เรื่อง สำหรับรู้จัก สำหรับให้มีในตน มีอยู่ในสามคำ :- ธรรมะสำหรับรู้เรื่อง ก็เรียนสิ, รู้เรื่องก็เรียน ๆ, ท่องบ่นสวด รู้เรื่อง. ธรรมะสำหรับรู้จัก, รู้จักเข้าไปที่ตรงไหน ? ก็รู้จักเมื่อธรรมะมันตัดกิเลส, เมื่อข้าศึกกับธรรมะรบกัน, ธรรมะกับข้าศึกของธรรมะมันรบกัน มันตัดกิเลส มันต่อสู้ กันอย่างไร แล้วข้าศึกมันก็พ่ายแพ้ไป เราต้องรู้จักธรรมะ ตรงนั้น รู้จักตัวธรรมะที่ตรงนั้น.
น.60 ๖ แล้ว ธรรมะที่มีในตน ก็คือ รู้ว่า เราได้มีสิ่งนั้น แล้วจริงๆ นี่ท่านทั้งหลาย ช่วยจำสามคำนี้ ไว้ให้ดี ๆ ว่า : ธรรมะสำหรับรู้เรื่อง, ธรรมะสำหรับรู้จัก. ธรรมะสำหรับมี ในตัวเอง. ธรรมะสำหรับรู้เรื่อง ดูจะมีกันอยู่มาก เพราะว่า ท่องได้มาก พูดได้มาก เทศน์ได้มาก อะไรก็ตามสำหรับ รู้เรื่อง ; แต่ ธรรมะที่สำหรับรู้จัก ไม่รู้จะไปรู้จักมัน ตรงไหน, มันจะมีค่าขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อมันทำงาน. ฉะนั้น การที่ศีล สมาธิ ปัญญา ในตัวเรา ตัดฟันทำลายล้างกิเลส คือข้าศึกกันอย่างไร ลงไปอย่างไร รู้จักกันที่ตรงนั้น, รู้จักหน้าตาของธรรมะที่ตรงนั้น.แล้วอันสุดท้าย ก็รู้ว่า ธรรมะนี้มีในเรา อยู่ในอำนาจของเรา เราทำให้ มีอยู่ได้. เดี๋ยวนี้พวก เรามีแต่ธรรมะสำหรับรู้เรื่อง ธรรมะ ที่รู้จักแล้วไม่ค่อยมี, ธรรมะที่มีในตน มันก็ยังไม่ค่อยมี เพราะมันไม่ค่อยรู้จัก หรือไม่ได้ทำให้มันปรากฏขึ้นมา จริง ๆ. นี่คือข้อบกพร่องที่กำลังมีอยู่, และนี่แหละคือ
น.61 ๗ เหตุผล ที่ว่าทำไมจึงต้องพูดเรื่องนี้กันในวันนี้ หรือใน การบรรยายชุดนี้. นิวรณ์เป็นปัญหาแรกที่ต้องประยุกต์. ทีนี้ในการที่จะประยุกต์ธรรมะ จะทำให้ธรรมะ สำเร็จเป็นประโยชน์ขึ้นมา มันก็มีเรื่องหลายเรื่องแหละ มี เรื่องที่ต้องรู้ ต้องจัด ต้องทำหลายเรื่อง. อาตมาก็เสนอขึ้น มาว่า เรื่องแรกที่สุดที่ต้องรู้จัก ในการที่จะประยุกต์ธรรมะ นั้นคือ เรื่องนิวรณ์. เรื่องนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นเรื่องแรก ที่สุดที่จะต้องรู้จัก และมันมีหลักการที่แท้จริงเป็นอย่างนั้น. พวกเรียนนักธรรม, หรือพวกเรียนนักธรรม- มาแล้ว คงจะนึกหัวเราะเยาะอยู่ในใจ ว่า ทำไม อ าตมา จึง พูดว่า เรื่องนิวรณ์เป็นเรื่องที่ต้องรู้เป็นเรื่องแรกที่สุด ? ข้อนี้ ตอบได้ง่ายนิดเดียวว่า เราพูดกันในแง่ของปริยัติ หรือ ปฏิบัติ หรือปฏิเวธ ; ถ้าเราพูดกันในแง่ของปริยตี เราก็ พูดเรื่องอื่น ๆ ก็ได้ เอาแต่เรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรื่องประวัติอะไรต่าง ๆ ; แต่พอมาถึง ขั้นปฏิบัติ แล้ว สิ่งแรกที่จะต้องรู้คือเรื่องที่มันเป็นปัญหาอยู่
น.62 ๘ เฉพาะหน้า หรือเรื่องที่มันกำลังเป็นข้าศึกศัตรูอยู่โดยตรง เราจะต้องรู้มันเป็นเรื่องแรก, แล้วก็ จะได้ระดมทุ่มเทกำลัง ทั้งหมดลงไป ในการที่จะกำจัดมันเสีย. นักเรียนนักธรรมหรือจบนักธรรมมาแล้ว เขาก็ มีความรู้อย่างของเขา, แล้วเขาเรียนเรื่องนิวรณ์กันทีหลัง, แล้วโดยเฉพาะนักวิปัสสนาดูจะโง่ที่สุด ว่าจะไปรู้จักนิวรณ์ กันต่อเมื่อลงมือปฏิบัติวิปัสสนาหรือกัมมัฏฐานโน่น, คือ เรื่องนิวรณ์นี้เขาจะสอนกันต่อเมื่อลงมือปฏิบัติกัมมัฏฐาน, แล้วละนิวรณ์อย่างนั้น ๆ ไปตามลำดับ, คล้าย ๆ กับว่า ก่อนหน้านี้นิวรณ์มิได้มี มีต่อเมื่อเราจะปฏิบัติกรรมฐาน แล้วก็จะกำจัดนิวรณ์ทั้งห้านั้นออกไป นี่เรียกว่าหลับตา ที่สุด. อาตมาจะบอกว่า นิวรณ์ ๆ นั้น เป็นของประจำ ตัวมนุษย์ มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก จะว่า ตั้งแต่ออกมาจาก ท้องแม่ ก็ได้ พวกทารกออกมาจากท้องแม่ รู้จักคิดนึก อะไรแล้ว มันก็เริ่มมีสิ่งที่เรียกว่านิวรณ์, แล้วก็คลุกเคล้า กันมา จมอยู่ในนิวรณ์นั้นตลอดมา จนกระทั่งเป็นเด็ก วัยรุ่น เป็นหนุ่มสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นคนแก่
น.63 ๙ คนเฒ่า ก็จมอยู่ในนิวรณ์ทั้งนั้น, แต่ก็ไม่ได้เรียกว่านิวรณ์ ดังนั้นจึงไม่รู้จัก เดี๋ยวนี้เรามารู้จักกันเสียทีเถอะว่า นิวรณ์ทั้งห้า นั้นมันเป็นของที่ เกาะกลุ้มรุมจิตใจของมนุษย์บุถุชนอยู่ ตามธรรมดาตลอดเวลา, ตลอดเวลามาแต่อ้อนแต่ออก, นี่คือข้อที่จะต้องรู้ยิ่งกว่าหญ้าปากคอก. ถ้าจะถามว่า อะไรเป็นหญ้าปากคอก ที่จะต้องรู้ต้อง ปฏิบัติก่อน ? หลายคนก็จะตอบว่าเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่เราจะบอกท่านในบัดนี้ว่า เรื่องที่จะต้องรู้ เป็นเรื่องแรก สำหรับการดับทุกข์, สำหรับการปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์ จะต้องรู้เรื่องนิวรณ์ ซึ่งเป็นตัวปัญหา. เราต้องพูดเรื่องนี้ชัดเจนลงไปอย่างนี้ ก็เพราะว่า เราไม่ได้กระทำอย่างถูกต้องในเรื่องนี้. เรากำลังเป็นอยู่ อย่างที่เรียกว่า ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด แม้จะเป็น นักธรรมเอก, จะเป็นเปรียญ ๙ ประโยค ๑๐ ประโยค ๑๐๐ ประโยค ก็ตามใจเถอะ ยังเอาตัวไม่รอด เพราะ ความรู้ท่วมหัว แต่ไม่สามารถจะแยกตัวข้าศึกออกมาให้ได้ แล้วจับมันฆ่าเสีย ทำลายเสีย
น.64 ๑๐ และจะบอกให้รู้ว่า พิธีต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่การ ประยุกต์ : จะพิธีไหว้พระสวดมนต์, พิธีถวายทาน พิธีอะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นการทำไปตามพิธี พอให้ถูกตามพิธีพอ ให้ครบตามพิธีนี้ ยังไม่เป็นการประยุกต์ในที่นี้. มันเป็น เบื้องต้น หรือมันเป็นเรื่องภายนอก, หรือจะเรียกให้ดีก็ว่า มันเป็นพิธีอยู่นั่นเอง. พุทธบริษัทนี้ก็ยังมีพิธีมาก และ พิธีเหล่านั้นยังไม่ถึงความหมายที่จะประยุกต์ คือจะกำจัด กิเลสลงไปได้, ทำกันพอเป็นพิธี พอทำแล้วก็คิดว่า พอแล้ว ก็กลับไปบ้าน, หรืออยู่ที่บ้านก็ทำพอเป็นพิธี. มันยังน้อย ทำพอเป็นพิธีนี้ยังน้อย ต้องเลื่อนสูงขึ้นไปจากพิธี ให้เป็น การประยุกต์จริงๆ หรือปฏิบัติธรรมะจริง ๆ; เช่นว่าจะ สวดมนต์พอเป็นพิธี หรือว่าจะทำอะไรตามพิธี อย่างนี้ ไม่ตรงกับคำว่าประยุกต์ในที่นี้ เพราะมันยังไม่จัดการกับ กิเลสหรือความทุกข์หรือปัญหาต่าง ๆ. ดังนั้นจะขอโอกาส พูดเรื่องนิวรณ์นี่ให้ชัดเจน แจ่มแจ้งเพียงพอ เพื่อเราจะสามารถก้าวหน้าต่อไปตาม ลำดับ, เ พื่อความรู้ ไม่ต้องท่วมหัว เราก็เอาตัวรอดได้, อย่าให้อยู่ในสภาพที่ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดอยู่อย่างที่ เป็นอยู่เดี๋ยวนี้เลย.
น.65 ๑๑ นิวรณ์ คืออะไร. อะไรคือนิวรณ์ ? ในแบบเรียนนักธรรมก็มี สิ่งที่กั้นจิตจากความดี มีอยู่ห้าอย่าง คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา . นี่ทุกคนเรียนแล้ว รู้เรื่องแล้ว แต่ไม่รู้จักตัว ทั้งที่มีอยู่ก็ไม่รู้จัก คือมีอยู่ ในชีวิตแท้ ๆ ก็ยังไม่รู้จักตัว, เพราะไปท่องแต่ตัวหนังสือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา, แล้วก็ไปพูดแต่ว่าเป็นข้าศึกของสมาธิ เป็นข้าศึกของสมาธิ ไม่รู้ว่า มันเป็นยิ่งกว่าข้าศึก และเป็นอยู่แก่เรานี้แหละ ที่อยู่ที่บ้านที่เรือน ที่จะเป็นคนเป็นมนุษย์กันให้ถูกต้องนี้ หรือแม้แต่จะประกอบการศึกษาทำมาหากิน มันก็เป็นข้าศึก ไปหมด ; นับตั้งแต่เด็กทารก ที่มันจะทำอะไรให้ดีที่สุด มันก็ทำไม่ได้เพราะสิ่งนี้. แต่ก็มีปัญหาซับซ้อนกันอยู่มาก เพราะว่าไม่มีใครสั่งสอนให้รู้จัก แล้วก็ไปเรียกชื่ออย่างอื่น เสีย มิได้เรียกชื่อว่านิวรณ์, ทั้งที่ที่แท้มันก็คือนิวรณ์ แต่แล้วเราก็ไปเรียกชื่ออย่างอื่นเสีย. เดี๋ยวเราจะได้ พิจารณากันถึงข้อนี้, เดี๋ยวนี้จะพูดถึงเรื่องตัวสิ่งที่เรียกว่า นิวรณ์กันก่อน.
น.66 ๑๒ เรารู้จักนิวรณ์กันแต่ในฐานะ สิ่งที่ทำให้กรรมฐาน ไม่สำเร็จ, หรือทำกรรมฐานได้ชนิดที่ไม่เป็นประโยชน์. นี่เป็นเรื่องทั่วไปที่เรารู้ ว่าเราทำกรรมฐานไม่สำเร็จ ก็พูด ได้เลย ยกโทษให้นิวรณ์ได้เลย ว่านิวรณ์เป็นตัวการ ที่ทำให้ทำกรรมฐานไม่สำเร็จ. นั่นมันส่วนหนึ่ง เท่านั้นแหละ มันไม่ใช่ทั้งหมดของเรื่องดับทุกข์. นิวรณ์เกิดเองโดยสัญชาตญาณ. เราจะต้องมองให้ลึกลงไป หรือว่าให้ใกล้ตัวเข้ามา อีกก็ได้ ว่า นิวรณ์นั้นคือสิ่งที่เกิดอยู่เองโดยสัญชาตญาณ, แล้วก็อย่างเป็นพื้นฐานสำหรับชีวิตฝ่ายมืด, ฟังดูก็แปลกๆ ที่พูดว่า ชีวิตฝ่ายมืดไม่ใช่ชีวิตฝ่ายสว่าง. นิวรณ์คือสิ่งที่ เกิดได้เอง เกิดอยู่เองตามสัญชาตญาณ, แล้วเกิดอยู่อย่าง เป็นพื้นฐานของชีวิตฝ่ายมืด. สัญชาตญาณนี้ก็รู้กันอยู่พอ สมควรแล้วว่า สัญชาตญาณสำหรับสิ่งที่มีชีวิต มันก็คือ สัญชาตญาณที่จะรู้สึกมีตัวกูมีของกู จะแสวงหาอาหาร จะต่อสู้ จะสืบพันธุ์ จะทำทุกอย่างตามที่มันรู้สึกได้เอง ของสัญชาตญาณอันลึกลับของธรรมชาติ, นิวรณ์มันก็ พลอยติดมาจากสัญชาตญาณ เหล่านี้ :-
น.67 ๑๓ เช่น กามฉันทะ นี้ ความรู้สึกที่เร่ไปในทางกาม มันก็ มาจากสัญชาตญาณการสืบพันธุ์ ที่มันเนื่องอยู่ด้วย กาม. ทีนี้เรื่อง พยาบาท เราก็มีสัญชาตญาณเห็นแก่ตัว, ไม่เห็นแก่ผู้อื่น มันก็โกรธมันก็ขัดใจ, สัญชาตญาณจะ เอาประโยชน์เป็นของตัว แล้ว ไม่ได้ตามที่ต้องการ มัน ก็โกรธก็ขัดใจ. ส่วน ถีนมิทธะ - จิตละเหี่ยถอยกำลัง แล้ว อุทธัจจะกุกกุจจะ - จิตฟูขึ้นจนฟุ้งซ่าน จนไม่เป็นกำลัง นี่มันก็ มาจากความต้องการความรู้สึกสัญชาตญาณอย่าง- ใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมันผิดเรื่อง ผิดเวลา ผิดลักษณะ ผิดฝา ผิดตัว. แล้ว วิจิกิจฉา นิวรณ์ข้อสุดท้าย ก็คือ ผลของ ความไม่รู้อย่างแจ่มแจ้ง, สัญชาตญาณของอวิชชา ความไม่รู้อย่างแจ่มแจ้ง มันก็ไม่รู้จะตัดสินใจลงไปอย่างไร โดยเด็ดขาด มันก็มีสิ่งที่เรียกว่าสงสัยลังเล ลังเลสงสัย. ท่านไปรู้จักมันเสียให้ดีๆ ว่า นิวรณ์เกิดอยู่เอง ตามธรรมชาติ โดยสัญชาตญาณ สำหรับจะให้ชีวิตนี้
น.68 ๑๔ เป็นฝ่ายมืด. อย่ารู้จักแต่ตัวหนังสือ : กามฉันทะคือ ความคิดนี่ตามปกติมันตกไปในกาม, พยาบาทก็มีความง่าย ในการที่จะไม่ชอบใจ ขัดใจ อึดอัดขัดแค้น เพราะว่า มันไม่มีอะไรในโลกนี้ ที่จะตามใจคนนั้นไปเสียทุกสิ่ง ทุกอย่าง, โดยธรรมชาติมันก็ไม่เป็น โดยสังคมมนุษย์มัน ก็ไม่เป็น เมื่อคนนั้นมันไม่ได้อะไรตามที่มนชอบใจ มันก็ อึดอัด, อึดอัดใจขัดแค้นใจอยู่ในรูปของพยาบาท. ทีนี้ จิตมันก็มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เมื่อปัจจัยไม่ถูกต้องมันก็ เหี่ยวแฟบ เป็นถีนมิทธะ. เมื่อปัจจัยมันเกินพอดี มันก็ฟุ้งซ่าน แล้วมันไม่รู้ได้เอง แล้วมันก็ไม่ได้ทำให้รู้, มันก็ไม่รู้อย่างถูกต้องเป็นอุทธัจจะกุกกุจจะ. ล้วมันแก็ ไม่แน่ใจในอะไร มันก็ลังเลแม้แต่ในความมีชีวิต ลังเลใน ตัวเอง ลังเลในความรอดของตัวเอง ลังเลในการกระทำ ของตัวเอง เป็นวิจิกิจฉา. นี่ขอให้ดูเถอะ ว่า นิวรณ์เกิดเมื่อไร มันเกิด เมื่อไร ? มันเพิ่งเกิดเมื่อทำกรรมฐานอย่างนั้นหรือ ? หรือ มันเพิ่งเกิดเมื่อจะปฏิบัติธรรม ? มันเกิดมาแต่อ้อนแต่ออก และคลุกเคล้ากันมากับชีวิต เป็นตัวชีวิต นับตั้งแต่เด็ก
น.69 ๑๕ คนนั้นมันไม่รู้เรื่องธรรมะ, ไม่รู้เรื่องศาสนา ไม่รู้เรื่อง อย่างนี้ มันก็อยู่ด้วยนิวรณ์, คนหนุ่มคนสาวก็อยู่ด้วย นิวรณ์. ทีนี้เด็กวัยรุ่นหรือหนุ่มสาวนั้น มันต้องการจะ เล่าเรียน มันก็เรียนไม่ได้ เพราะนิวรณ์รบกวนจิต, หรือ มันจะทำงาน มันก็ทำงานไม่ได้ดีเพราะนิวรณ์นี้มันรบกวน จิต. นี่มันเป็นคู่กันมาอย่างนี้. อยากจะทำอะไรสักหน่อย นึกถึงสถานเริงรมณ์ แล้วก็ทิ้งงานไปสถานเริงรมณ์แล้ว ถ้าไม่ได้ไป มันก็อึดอัดขัดใจอยู่ที่นี่. ให้เห็นว่านิวรณ์นั้น เป็นข้าศึกศัตรูคู่กันมากับชีวิต ตั้งแต่อ้อนแต่ออก แล้วอยู่ ด้วยกันมาเป็นชีวิตฝ่ายมืด เป็นชีวิตด้านมืด นั่นน่ะคือ นิวรณ์. นิวรณ์เป็นสิ่งรบกวนจิตอย่างยิ่ง. ทีนี้เราดูมันอีกแง่หนึ่งอีกมุมหนึ่ง นิวรณ์คือสิ่งที่ รบกวนประสาท ทำลายระบบประสาท และความสุข ในชีวิตประจำวัน. เราจะมีความสุขในชีวิตประจำวัน คืออยู่ด้วยความพอใจ จิตใจจะโปร่ง, โปร่งสบาย, เย็นสบาย นี้ก็อยู่ ไม่ได้, เป็นไปไม่ได้; เพราะนิวรณ์มันรบกวน
น.70 ๑๖ ประสาท, มันทำลายความสุขในชีวิตประจำวัน, แม้แต่จะ นอนเล่นนอนพักสักงีบหนึ่ง มันก็ทำไม่ได้ เพราะมันมา ยุแหย่ให้ไปทำอะไรที่นิวรณ์มันต้องการ, คือว่ากิเลสมัน ต้องการในรูปของนิวรณ์ หรือว่ากิเลสในรูปของนิวรณ์ มันต้องการ, มันก็พาเราคือจิตใจของเราไปในเรื่องนั้น. เอ้าทีนี้ พูดอีกทีว่า นิวรณ์ คือสิ่งที่ ไม่ค่อยมีใคร มองเห็น และรู้จัก ว่านี่แหละอันตรายที่น่ารังเกียจ ; อาตมาอยากจะพูดว่า ไม่มีเสียดีกว่า แทนที่จะพูดว่าไม่ค่อยมี เพราะ ตามปกติคนเรานี้ประมาท ทั้งนั้น และก็ ไม่รู้จัก ว่านิวรณ์ นี้แหละ คืออันตรายที่น่ารังเกียจ, แล้วบางคน ก็กอดรัดนิวรณ์นั้นไว้. เช่นความรู้สึกทางกามารมณ์เกิด ขึ้นเป็นนิวรณ์ มันก็รักษาความรู้สึกอันนั้นเอาไว สำหรับ จิตชนิดนั้น, มันก็กอดรัดนิวรณ์เอาไว้. บางคนก็ถนอม ความรู้สึกเกลียดชังผู้อื่น ลบหลู่ผู้อื่น ดูถูกผู้อื่น เอาไว้ เป็นสมบัติประจำตัวตามแบบของคนโง่ ที่ยกหูชูหาง ก็กอด รัดเอานิวรณ์ไว้ ว่าเป็นของดีคู่กับจิตใจของตน. นี่ นิวรณ์ เป็นสิ่งที่ ไม่ค่อยมีใครมองเห็น ว่าเป็น อันตรายที่น่ารังเกียจ. แล้วบางคนก็กอดรัดเอาความรู้สึก
น.71 ๑๗ ที่เป็นนิวรณ์นั้นไว้กับจิตใจ, คือถนอมเอาไว้กับจิตใจ รักษา เอาไว้ในจิตใจ เพราะมันหล่อเลี้ยงกิเลส. ทีนี้ นิวรณ์จึงอยู่ในรูปแบบ ที่ว่ากั้นจิตเสียจาก ความดีความสุขมาแต่กำเนิด ตรงตามแบบเรียนนักธรรม แบบเรียนนักธรรมตรีว่า นิวรณ์เครื่องกั้นจิตจากความดี, ก็เห็นกันได้แล้ว ว่ามันเป็นเครื่องกั้นจิตเสียจากความดี จากความสุขมาตั้งแต่กำเนิด. พอมีนิวรณ์ จิตก็เป็นจิตที่ วุ่นวายไร้สมรรถภาพ ทำอะไรให้ดีไม่ได้, แล้วก็เป็นสุข ไม่ได้. เมื่อ จิตมีนิวรณ์ คนเรา จะรู้สึกเป็นสุขไม่ได้ เว้นไว้แต่จะถือเอาอย่างนั้นแหละเป็นความสุขตามแบบของ คนโง่; มันก็เป็นสุขไม่ได้, คือเป็นสุขที่แท้จริงไม่ได้. ฉะนั้น นิวรณ์คือสิ่งกั้นจากความดีจากความสุข, และทำ อย่างนี้มาแต่กำเนิด ตั้งแต่เกิดมาตั้งแต่เด็กทารก. แต่ คนก็ไม่รู้สึก ว่าอะไรที่ทำให้จิตมันฟุ้งซ่านสงบเย็นไม่ได้. เด็ก ๆ เขาไม่ค่อยสนใจดอก, แล้วก็ไม่มีหน้าที่ที่จะต้อง สนใจด้วย. เด็ก ๆ มีหน้าที่แต่จะเล่นจะหัวจะอะไรไปตาม เรื่องของเด็ก, แต่แล้วมันก็ยังไม่พ้นไปจากขอบเขตของ นิวรณ์.
น.72 ๑๘ ทีนี้สรุปสุดท้ายร้ายที่สุด ฟังให้ดีว่า ที่ร้ายที่สุด เป็นจุดสุดท้าย นิวรณ์นั้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เป็น อาหารของอวิชชา, ท่านใช้คำว่า "อาหาร" อาตมาจำ แม่นยำกลัวจะพูดผิด จะเป็นการตู่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ตรัสว่า นิวรณ์เป็นอาหารของอวิชชา, และเป็นโอกาสให้เกิด อวิชชา, ถ้าจิตมีนิวรณ์ เป็นโอกาสง่ายที่สุดที่อวิชชาจะเกิด ขึ้นในจิต, และถ้าว่า จิตมีนิวรณ์ นิวรณ์นั้นก็หล่อเลี้ยงอวิชชา ให้อ้วนท้วน ให้อ้วนท้วนแข็งแรง. ท่านตรัสว่า นิวรณ์ เป็นอาหารของอวิชชา; เราก็เห็นกันชัดแหละ ว่า เมื่อใดจิตมีนิวรณ์ ๕ ประการนี้แล้ว อวิชชามันก็ได้ รับอาหารเต็มที่, ถ้าไม่มีนิวรณ์ อวิชชาก็ตายเพราะ ไม่ได้กินอาหาร. ถ้าไม่มีนิวรณ์ โอกาสที่จะเกิดอวิชชา ก็ไม่มี ; เช่นเราเรียนรู้กันอยู่ดีแล้วว่า นิวรณ์เกิดเมื่อ ผัสสะ ไม่มีสติสัมปชัญญะหรือปัญญา. เมื่อใดผัสสะ มันปราศจากสติและปัญญา อวิชชาก็เข้าสวม เป็นผัสสะ ของอวิชชา, แล้วก็ปรุงแต่งไปตามปฏิจจสมุปบาทฝ่ายที่ให้ เกิดทุกข์, ถ้ามันมีนิวรณ์ในขณะแห่งผัสสะนั้นด้วยแล้ว มันก็ง่าย. เมื่อไรก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ผัสสะหรือไม่ผัสสะ
น.73 ๑๙ ก็ตามใจ พอมีนิวรณ์แล้ว ก็เป็นการเชื้อเชิญให้อวิชชา เข้ามาครอบครอง, แล้วก็บังคับบัญชาสิ่งต่าง ๆ ไปตาม อำนาจของอวิชชา. ถ้าพูดให้เป็นภาษาลูกเด็ก ๆ เป็นภาษาลูกเด็ก ๆ แล้วก็พูดว่า เมื่อจิตมันงัวเงีย, เมื่อจิตมันงัวเงีย อวิชชามัน ก็เข้ามาเข้าครอบครอง, เมื่อจิตมันงัวเงียโง่เง่า อวิชชามัน ก็เข้ามาครอบครอง. อย่างนี้เด็ก ๆ ก็จะฟังถูก แล้วก็พูด เป็นภาษาเด็กๆเสียเลยก็ได้ ว่าพอจิตมันงัวเงียเท่านั้นแหละ คือ นิวรณ์ข้อใดข้อหนึ่งทำจิตให้งัวเงีย อวิชชาก็ ครอบครอง คือโง่และไม่รู้ ก็คิดผิด พูดผิด ทำผิดไปเลย. นี่เป็นอาหารของอวิชชา, เป็นโอกาสให้เกิดอวิชชา ซึ่ง เป็นศัตรูตัวร้ายกาจที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์เรา, แล้ว คุณจะปล่อยให้มันเจริญงอกงามได้อย่างไร จะต้องรู้จัก นิวรณ์กันในลักษณะอย่างนี้ เสียก่อน สรุปสุดท้ายก็จะพูดว่า นิวรณ์เป็นอุปสรรคของ สมาธิ. หรือนิวรณ์เป็นอุปสรรคของการที่จะทำจิตให้ดี, จะตั้งจิตให้ดี จะพัฒนาจิตให้ดี นิวรณ์มันเป็นอุปสรรค, และแม้แต่เราจะทำงานให้สบาย จะทำงาน จะทำไร่ทำนา
น.74 ๒๐ ทำสวนค้าขายงานฝีมืออะไรก็ตาม ตามชีวิตประจำวันของ การงานนี้, จะทำงานให้สบายสนุก มันทำไม่ได้ ถ้าว่า นิวรณ์มันเข้ามาแทรกแซง. จิตมันไม่สบาย มันวุ่นวาย มันกลัดกลุ้มอยู่ด้วยนิวรณ์แล้ว แม้แต่จะจักตอก เหลาตอก สานตะกร้าสานกระบุงสักลูกหนึ่งก็ทำไม่ได้, มันจึง เป็น อุปสรรคของการงาน ; แม้แต่การงานธรรมดา ถ้าใจ มันไม่สบายแล้วจะไถนาให้ตรงมันก็คงทำไม่ได้, เรียกว่า มันเป็นอุปสรรคของการงาน แม้การงานธรรมดา, แล้ว มันก็ เป็นอุปสรรคของการงานชั้นสูง คือกรรมฐานสมถ. วิปัสสนา แน่นอนทีเดียว. เรียกว่า นิวรณ์เป็นอุปสรรค ของการงาน ทั้งอย่างธรรมดาสามัญ และที่เป็น อย่างชั้น สูงสุด ด้วย. นิวรณ์ทั้ง ๕ แทรกแซงจิตตลอดเวลา. ขอร้องให้ดูต่อไปอีกสักหน่อย เพราะเป็นเรื่อง สำคัญจริง ๆ และท่านทั้งหลายก็ไม่เห็นว่าสำคัญ. อาตมา ก็เห็นว่าสำคัญ แล้วเราก็มาทะเลาะกันในข้อนี้ แล้วก็ดูกัน ให้ดี ๆ. ว่ามันมีข้อเท็จจริงอย่างไร ? เ
น.75 ๒๑ บางคนหรือเกือบทุกคน ก็ได้ พอตื่นนอน ขึ้นมาเท่านั้นแหละมี นิวรณ์ครบทั้งห้า, พอตื่นนอน เท่านั้นมันมีนิวรณ์ครบทั้งห้า, ตื่นนอนยังไม่ทันลุกจาก ที่นอนนิวรณ์ครบทั้งห้ามันนอนก่ายหน้าผาก ด้วย ครุ่นคิด ทางกามารมณ์, ไม่อยากลุกจากที่นอน. พระเณรที่นอน สายเป็นอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ นอนคลุมโปงหัวใจครุ่นคิด ถึงกามารมณ์ ไม่ลุกจากที่นอน แล้วก็เป็นเหตุให้ตื่นสาย ; แม้ที่เป็นพระเณรนั่นแหละอาตมาเคยเห็นเคยสังเกต, พระ- เณรองค์ไหนนอนบิดขี้เกียจไม่อยากลุกเร็ว ๆ มันก็ เพราะ นิวรณ์ข้อนี้ แหละ มันครอบงำอยู่ คือ กามฉันทะ แล้ว พอตื่นนอน ขึ้นมา จิตมันกระหวัด ไปถึง คนที่มันไม่ชอบหน้า หรือเรื่องที่มัน ขัดเคืองขัดแค้น กัน อยู่ระหว่างนั้น มันก็ผุดขึ้นมาในใจทันที เป็นพยาบาท. ตื่นนอนขึ้นมา จิตใจละเหี่ยอ่อนเพลีย ไม่อยาก จะมีชีวิตไม่อยากจะทำอะไรอยู่ในโลก นี่เรียกว่า ถีนมิทธะ. บางทีมันตื่นนอนขึ้นมา มันก็ ฟุ้งซ่าน เหมือนกับ คนบ้า เป็นความคิดที่ฟุ้งซ่าน แล้วไม่ได้ทำอะไร ทำอะไร ไม่ได้ เป็นอุทธัจจกุกกุจจะ.
น.76 ๒๒ ตื่นนอนขึ้นมา มันก็ ลังเล ลังเล ๆ ไม่รู้ว่าจะไป ทำอะไรดี เป็นวิจิกิจฉา, วิจิกิจฉานี้ความหมายกว้างมาก แต่เขาไม่สอนกันในโรงเรียนบาลี เขาสอนแคบ ๆ นิดเดียว ว่าลังเลและสงสัย, ทุกอย่างมันมาจาก ความลังเลและสงสัย ซึ่งมาจากความไม่รู้, ถ้ามีความไม่รู้ แล้วก็ ไม่รู้ว่าจะทำ อย่างไร. ฉะนั้นพอตื่นนอนขึ้นมาแล้ว มันก็มีวิจิกิจฉา, งัวเงียเสียแล้วว่า วันนี้จะทำอะไรดี, มันก็ลังเลว่าวันนี้จะทำ อะไรดี, บางทีจะเลือกเอาแต่งานที่สนุก เกลียดงานที่ไม่ สนุก. ตื่นนอนขึ้นมาแล้วก็ลังเลอยู่ว่า งานที่เราทำวันนี้ หรือจะทำอยู่นี้ มันจะเป็นอย่างไร, มันจะเป็นไปทางไหน, ทางได้หรือทางเสื่อม. บางทีมันก็เป็นลังเลด้วยโรคที่มี อยู่ ว่ามันจะหายหรือจะไม่หาย, วันนี้มันดีขึ้นหรือเลวลง ถ้าเป็นพ่อบ้านแม่เรือนมันก็ ลังเลล่วงหน้า ว่า เด็ก ๆ มันจะเป็นอย่างไร, เงินทองจะเป็นอย่างไร, ข้าวของ จะเป็นอย่างไร. บางคนมันเก่งถึงขนาดว่า วันนี้จะโชคดี หรือโชคร้าย, มันโง่มากถึงขนาดนั้น. พอมันตื่นนอน ขึ้นมามันก็ลังเลเสียแล้วว่า วันนี้จะโชคดีหรือโชคร้าย, จะจริงเหมือนที่หมอทำนายไว้หรือไม่อย่างนี้เป็นต้น. คน
น.77 ๒๓ ที่เรานัดไว้หรืออะไรที่เรากำหนดไว้จะมาไหม ? จะทำงาน ตามที่นัดกันไว้ไหม ? มันก็เป็นเรื่องลังเล มันจะผิดหวัง อะไรบ้าง ? จะเป็นเจ้าเป็นนายเป็นผู้บังคับบัญชา จะมา วันไหน เพราะว่าทำร่องรอยไว้ตั้งแต่เมื่อวาน, วันนี้มันจะ มารูปไหน ? วันนี้จะต้องทำอะไรก่อน ? ทำอะไรที่หลัง ? ทำอะไรอย่างไร ? สารพัดอย่างนี้. แต่เขาไปเรียกชื่อ อย่างอื่น, เขาไม่เรียกว่าวิจิกิจฉานิวรณ์, แต่ตัวแท้ของมัน คือวิจิกิจฉานิวรณ์ มันสงสัยลังเลในสิ่งที่จะเกิดขึ้น. หรือ ในตัวเองนั่นแหละ ลังเลในตัวเอง ในสิ่งที่จะเกิดขึ้นแก่ ตัวเอง ร้อยแปดอย่างเลย นี่พอตื่นนอนขึ้นมา บางที ยังไม่ทันลุกจากที่นอน จิตมันก็ปรุง ๆๆ เป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วที่มากที่สุดที่ เรื้อรังที่สุด ก็คือ ตัววิจิกิจฉา. ตัวกามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ นั้นไม่ค่อยมีขอบเขต กว้างขวาง. ยืดเยื้อเรื้อรัง พัวพันกันนุงนัง เหมือนกับ ตัววิจิกิจฉา. ท่านทั้งหลายสังเกตดูให้ดีเถอะว่าวิจิกิจฉา แม้แต่ความหวัง แล้วมันก็ ไม่แน่ใจว่าจะได้ตามความหวัง มันก็ เป็นทุกข์อยู่เพราะความหวัง นั้นมันก็คือวิจิกิจฉา
น.78 ๒๔ นั่นเอง, คือมันไม่แน่ใจว่าจะได้ตามความหวัง. และใครบ้าง ที่ไม่อยู่ด้วยความหวัง, ปุถุชนคนธรรมดามันก็อยู่ด้วย ความหวัง, แล้วมันก็กลัวแต่ว่าจะผิดหวัง, ลังเลแต่จะ ผิดหวัง, มันก็ผิดหวังจริง ๆ ด้วย ไม่ใช่กลัวเปล่า ; เรียกว่า นิวรณ์วิจิกิจฉานี้ มันเต็มอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ แรกตื่นนอนขึ้นมาก็มีมากมายหลายอย่างได้ แล้วก็อย่างที่พูดมาแล้วว่า พอตื่นนอนขึ้นมา มี นิวรณ์ครบทั้ง ๕ ประการได้ : น้อมไป ในทางกาม บ้าง, น้อมไป ในทางที่ไม่ชอบใจ ใครอะไรอยู่บ้าง, จิตห่อเหี่ยว หดหู่ บ้าง, จิตฟุ้ง ไม่ปรกติบ้าง, แล้วก็เต็มไปด้วย วิจิกิจฉา ต่าง ๆ นา ๆ ในทุกเรื่องทุกราวของการงานที่กำลังผูกพันกัน อยู่ นี่คือนิวรณ์ มันเหลือประมาณ มันเลวร้ายเหลือ ประมาณ, มันกว้างขวางเหลือประมาณ. ลองคิดดูที่ คำนวณดูที่ ถ้าเราไม่มีนิวรณ์เหล่านี้ เราจะสบายสัก เท่าไร ? ถ้าจิตของเราเกลี้ยง ๆ ๆ สงบเย็น เกลี้ยงจากนิวรณ์ เหล่านี้ เราจะมีความสุขสบายสักเท่าไร ? แม้เดี๋ยวนี้เราก็ เป็นไข้ทางจิตใจอยู่ตลอดเวลา คือนิวรณ์ มันเป็นความ ทุกข์ทนทรมานสักเท่าไหร่ ?
น.79 ๒๕ นิวรณ์มีขึ้นตามอนุสัยมากน้อย. ถามว่าทำไมจึงเป็นอย่างนี้ ? ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ ? คำตอบว่า ตามนิสัยสันดาน, จริตนิสัยหรืออนุสัย. นิสัย สันดานทุกคนก็มีเป็นของประจำตัวกันทุกคน, ความคิด แบบนี้เป็นนิสัยสันดาน ตามมากตามน้อย แล้วแต่ว่า อะไรมันมาก : นิสัยทางกามารมณ์มาก, หรือว่านิสัยทาง พยาบาทขัดเคืองมาก, หรือว่านิสัยทางจิตไม่อยู่กะร่องกะรอย นั้นมันมาก, หรือว่านิสัยทางที่ไม่มีความรู้อันเพียงพอที่จะ ตัดสินอะไรให้มันเด็ดขาดลงไปอย่างแจ่มแจ้ง. เรื่องอนุสัยเคยพูดมาแล้วนะ อาตมาพูดมาจน เรียกว่ามันมากแล้ว แต่ว่าจะยังคงจำกันไว้ได้หรือไม่ ? อนุสัยนั่นแหละมันคือนิสัยสันดาน ; เรามีกิเลสเป็น ความโลภครั้งหนึ่ง ก็สร้างอนุสัยสันดานโลภไว้เก็บไว้หน่วย หนึ่ง, หลายหนเข้ามันก็หลายหน่วย ก็มีนิสัยโลภ, มีความ โกรธครั้งหนึ่ง ก็มีอนุสัยปฏิฆะโกรธขัดแค้นเก็บไว้ใน สันดานหน่วยหนึ่ง หลายครั้งก็หลายหน่วย. ทีนี้เราโง่ สะเพร่าทำอะไรไปโดยไม่มีสติสัมปชัญญะนี่ มันก็เกิด อวิชชานุสัย, อวิชชานุสัย อนุสัยแห่งอวิชชาขึ้นมาหน่วย
น.80 ๒๖ หนึ่ง ทุกครั้งที่มันทำอะไรอย่างโง่ๆ โง่ครั้งหนึ่งสร้าง อวิชชาไว้หน่วยหนึ่งเป็นอนุสัย, โกรธครั้งหนึ่งสร้าง ปฏิฆานุสัยไว้หน่วยหนึ่งเป็นอนุสัย, กำหนัดยินดีครั้งหนึ่ง ก็สร้างราคะไว้หน่วยหนึ่งสำหรับเป็นอนุสัย. มี ราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย สามชื่อนี้ คือสันดานที่สร้าง สะสมขึ้นมาจากโลภะ โทสะ โมหะ. เมื่อในสันดานมันมีอนุสัย แล้วมันก็ขึ้นมา ระเหย ขึ้นมา เป็นนิวรณ์, เหมือนกับไอระเหยที่ขึ้นมาจากของ บูดเน่า ที่หมักหมมอยู่ข้างล่างมันก็ขึ้นมา. ในนิสัยสันดาน มันเต็มไปด้วยราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย เป็น จริตสันดานนิสัยของบุคคลนั้น ว่ามีอย่างไหนมาก มี อย่างไหนน้อย เป็นนิสัยไปเลย นิวรณ์ก็ออกมาจาก นิสัยหรือจริตในสันดาน ซึ่งใน ทางธรรมะเรียกว่าอนุสัย แปลว่าสิ่งที่ตามนอน, ตามนอน นอนตาม ตามนอนอยู่ ในสันดาน พร้อมที่จะเกิด เพราะความเคยชินเหลือ ประมาณ. ทีนี้พอตื่นนอนขึ้นมาไม่ได้ทำอะไรเลย มันก็ ปรุงออกมาเป็นนิวรณ์อย่างนี้ได้.
น.81 ๒๗ ทีนี้ข้อต่อไป หรือว่า เพราะมีอารมณ์ค้าง, อารมณ์ ค้างเมื่อวานหรือเมื่อใกล้ ๆ นี้ เมื่อหัวค่ำอะไรก็ได้ อารมณ์ ค้าง, พอตื่นนอน ขึ้นมา มัน ก็มีนิวรณ์เหล่านี้ได้ อย่าง ง่ายดายที่สุด ; เพราะมันเก็บอารมณ์ค้างเอาไว้ หรือว่า ตามอำนาจของสิ่งที่กำลังแวดล้อมอยู่. มีอะไรแวดล้อมอยู่ ในทางกายในทางจิต มันแวดล้อมอยู่ ตื่นนอนขึ้นมา มันก็เกิดนิวรณ์อย่างนี้ได้ วิจิกิจฉานิวรณ์ยิ่งแผ่กว้างไปทั่ว. ทีนี้ถ้าจะสรุปก็จะพูดว่า เพราะว่าเรา ไม่เคยได้ รับการอบรม เพื่อจะควบคุมนิวรณ์ ในแง่ของศาสนา ก็ดี, ในแง่ของวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีก็ดี, คนคนนี้ไม่ได้รับการอบรมอย่างถูกต้อง ดังนั้นคนนี้ จึงมี นิวรณ์เก่ง. ตามปรกติธรรมดาก็มีนิวรณ์เก่ง พอตื่นนอน ขึ้นมายังไม่ทันลุกจากที่นอน มันก็มีนิวรณ์ได้ครบถ้วน เพราะว่าคนนี้ไม่เคยได้รับการอบรมมาอย่างถูกต้อง ในการ ที่จะดำรงจิตใจควบคุมจิตใจ ทั้งในทางศาสนาหรือในทาง
น.82 ๒๘ วัฒนธรรมทั่ว ๆ ไป, จึงมผลว่า พอตื่นนอนขึ้นมาก็มีนิวรณ์ ครบทั้ง ๕. และมี นิวรณ์ ที่เรียกว่า วิจิกิจฉานั้นเดือดพล่าน เป็นวงกว้างไปทั่วโลก ก็ยังได้, แล้วแต่มันจะมีความรู้ มี การศึกษา มีขอบเขตของการกระทำเท่าไร. มันเป็น นิวรณ์ มันส่งขึ้นมาจากส่วนลึกของสันดาน คืออนุสัย, เหมือนกับว่ามีปูอยู่ในรู มันก็มีดินเป็นขุย ๆ เม็ด ๆ อยู่ที่ ปากรู ซึ่งมันส่งขึ้นมา หรือว่าตรงนี้มันมีน้ำร้อนอยู่ใต้ดิน มันก็ส่งไอร้อนขึ้นมา, ตรงนี้มีของเน่าอยู่ มันก็ส่งกลิ่น เหม็นขึ้นมา, มาเป็นตัวนิวรณ์ที่มากลุ้มรุม, แล้วก็ใน ลักษณะทำให้รำคาญ ไม่ถึงกับตาย แต่มันก็เป็นเหตุ ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้; แต่ลำพังนิวรณ์เหมือนกับมา ตอมให้รำคาญ. ถ้าเปรียบกันแล้ว มันก็จะเหมือนกับว่า แมลงหวี่มาตอมตามากกว่า ไม่ใช่เสือมากัด. เสือมากัด ทีเดียวมันก็ตาย ; แต่ว่าแมลงหวี่มาตอมตา คุณลองคิด ดูเถอะ, เคยถูกมาแล้ว มันก็รำคาญเหลือประมาณ มัน ตอมไม่หยุด, จะตบเสียให้ตายมันก็ตบไม่ถูก แล้วมันก็
น.83 ๒๙ ตอมตาอยู่เรื่อย. นี่มันอยู่ในขนาดที่ว่า ให้ความทุกข์ที่ ทรมาน ด้วยเหมือนกัน. แล้วดูให้ดีแล้ว มันก็ ดึ งจิตไปทางโน้นที ดึงจิต ไปทางนี้ที, ดึงจิตไปทางโน้นที อยู่ ตลอดเวลาที่นิวรณ์ ตัวไหนมันเข้ามา. นิวรณ์ตัวนี้เข้ามาดึงไปทางนี้, นิวรณ์ ตัวโน้นเข้ามาดึงไปทางโน้น นิวรณ์ตัวนู้นเข้ามาดึงไปทางนู้น เป็นการ ดึงจิตให้หันไปหันมาอยู่กับนิวรณ์เหล่านั้น. ทั้งหมดนั้น มีความหมายแห่งวิจิกิจฉานิวรณ์ ทั้งนั้น หลายสิบอย่าง ; แต่รู้ไว้เถอะว่า เราไม่ได้เรียกชื่อ มันอย่างนั้นในนักธรรมบาลี ในคำสั่งสอนเขามักจะเรียกชื่อ เป็นอุปกิเลสอย่างอื่น ๆ จนเราไม่เข้าใจว่านี่คือตัววิจิกิจฉา- นิวรณ์. เอาละ ขอให้พิจารณากันต่อไปอีกหน่อยหนึ่ง เรื่อง ความร้ายกาจของนิวรณ์ เพราะอาตมาสังเกตว่า ท่าน ทั้งหลายไม่เห็นว่ามันร้ายกาจ, ไม่เห็นว่ามันน่ากลัว โดย เฉพาะพระเณรกรรมฐานเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย, เห็น นิวรณ์เป็นเรื่องเล็กน้อย หารู้ไม่ว่า นั้นคือเรื่องศัตรูที่ รบกวนมนุษย์อยู่ตลอดชีวิตทั้งโลก มันไม่เล็กน้อย มันก็
น.84 ๓๐ กำจัดยากเห็นไหม ? มันทำสมาธิไม่สำเร็จ, ทำสมาธิสำเร็จ กันกี่คน ? พวกนักวิปัสสนาทั้งหลาย ทำวิปัสสนาสำเร็จ กันกี่คน ? แล้ว ที่ว่าไม่สำเร็จ นั้นมันไม่มีเรื่องอื่น มันมี แต่เรื่องเอาชนะนิวรณ์ไม่ได้. ดังนั้น มันไม่ใช่เรื่อง เล็กน้อย วิจิกิจฉานี้เป็นนิวรณ์ที่ร้ายกาจ เหนียวแน่น หนักแน่น ยืดเยื้อเรื้อรัง นุงนัง ยิ่งกว่านิวรณ์ใดๆ ขอให้ รู้จัก. แล้วเราก็ ไปเรียกชื่อกันอย่างอื่นเสีย ไม่เรียกชื่อ ว่าวิจิกิจฉาเสียก็มี ; เช่นเรียก ชื่อว่าความหวัง ความ วิตกกังวล ความอาลัยอาวรณ์ ความอิจฉาริษยา, ที่แท้ มันก็คือวิจิกิจฉานิวรณ์. ทำไมเราจะต้องอิจฉาริษยาคนอื่น ก็เพราะว่าลังเลในข้อที่ว่า มันจะมาเล่นงานเรา มันจะดี กว่าเรา มันจะอยู่เหนือเรา ก็อิจฉาริษยามันไว้ก่อน. นี่คือ มันไปเรียกชื่ออย่างอื่น ; แต่ตัวที่แท้ของมัน ก็คือวิจิกิจฉา- นิวรณ์นั่นเอง. ขอให้สังเกตให้ดี, ให้รู้จักไว้ให้ดี ๆ. นิวรณ์ ๕ เหมือนแมลงหวี่ ตัวเท่าแมลงหวี่นี่ ไม่ได้กัดตายเหมือนกับเสือดอก ; แต่มันก็ทำร้ายคน อย่างมากกว่าเสือ. ถ้าเข้าใจคำว่ายุงร้ายกว่าเสือแล้วก็
น.85 ๓๑ จะเข้าใจคำว่านิวรณ์, มัน ร้ายกว่ากิเลสตามธรรมดา เสียอีก. เขาว่ายุงร้ายกว่าเสือ อาตมาก็จะพูดว่า แมลงหวี่ ก็ร้ายกว่าเสือ เพราะว่าเสือมันไม่ได้มากัดเรามากินเราเลย ; แต่แมลงหวี่มาตอมตาเรา ให้รำคาญ พอถึงฤดูแมลงหวี่ เดี๋ยวนี้ ไม่รู้ว่าหายไปไหนหมด, แต่พอถึงฤดูแมลงหวี่แล้ว มันก็รำคาญ มันตอมจนตาบวม. มัน ทำร้ายคนทุกเวลา คือมันเกิดได้ทุกเวลา นิวรณ์น่ะ แล้วมันเกิดได้ ทุกกรณี แห่งการงาน, เกิดได้ทุกระดับของชีวิต ทุกเพศทุกวัย ทั้งเพศหญิงเพศชาย ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนแก่คนเฒ่า, นิวรณ์รบกวนทรมานเหลือประมาณอย่างนี้ นิวรณ์ทำให้เกิดโรคทั้งกาย จิต วิญญาณ. ความรบกวนของนิวรณ์นี้ ทำให้เกิดโรคเกิด อันตราย, เรียกว่าเกิดโรคก็แล้วกัน ทั้งทางกายทั้งทางจิต ทั้งทางวิญญาณ ; ทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ สามคำนี้ ไม่ต้องอธิบายกันอีกแล้ว เพราะว่าได้อธิบายมามากมายแล้ว มันเป็นโรคทางกาย เป็นโรคทางจิต เป็นโรคทางวิญญาณ จะเรียกว่าความเสียหายทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ ก็ยังได้ เหมือนกัน.
น.86 ๓๒ นิวรณ์เกิดขึ้นแล้ว ให้เกิดโรคทางกาย คือ เสียหายทางกาย ; เช่น เป็นโรคประสาทรบกวน อย่างนี้ ก็เป็นเรื่องฝ่ายกายยังไม่ถึงฝ่ายจิต, หรือถ้ามันถีนมิทธะ มีจิตหดหู่ จิตอ่อนเพลียละเหี่ยละห้อย มันก็มีโรคทางกาย ขึ้นมาแล้ว เช่นว่ามันขับรถชนกันแหละ มันขับรถลง คลองแหละ, ลงคลองแหละ ถ้านิวรณ์อันนี้มันครอบงำ มันก็มีผลเลวร้ายทางกายเกิดขึ้นแล้ว. คนขับรถพอมี นิวรณ์ข้อนี้ มันก็ขับรถชนกัน หรือขับรถลงคลอง, มีอะไร ผิดเรื่อย ๆไป จนกระทั่งเป็นโรคประสาท. ทีนี้ โรคทางจิต ถ้ามีนิวรณ์แล้วทำสมาธิไม่ได้ ดอก ทำสมาธิไม่ได้ ตั้งใจจะพัฒนาจิตให้เป็นสมาธิ เป็นฌานอะไรก็ตาม ทำไม่ได้ เพราะโรคที่เกิดมาจาก นิวรณ์; แม้จะหลับให้สนิทก็ทำไม่ได้, แม้จะมีความสุข เกลี้ยงเกลาแห่งจิต มันก็ทำไม่ได้ มันเป็นโรคทางจิต. ทีนี้ โรคทางวิญญาณ คือโรคทางสติปัญญา ; ถ้านิวรณ์ครอบงำแล้ว คนนั้นจะเป็นคนที่ไม่มีสติ- สัมปชัญญะ ไม่มีปัญญา จะเป็นคนสะเพร่าโง่เง่าเรื่อยไป กระทั่งบ้าบุญบ้าสวรรค์แหละ, นี่จะเป็นคำด่าอีกกระมัง.
น.87 ๓๓ อาตมาก็กลัวอยู่เสมอ พูดอะไรเลยขอบเขตแล้วจะโกรธ เอาว่าด่า, ถ้าว่าโรคนิวรณ์มันเป็นไปทางวิญญาณมากเข้า นายคนนี้จะต้องโง่เง่าเรื่อย ๆ ขึ้นไป จนกระทั่งบ้าบุญบ้า สวรรค์อะไรนั่น. อันนี้เป็นโรคหรือไม่เป็นโรค บ้าบุญ บ้าสวรรค์น่ะ, ถ้ามันเป็นโรค มันก็คือผลของนิวรณ์ มัน ทำลายระบบจิตวิญญาณระบบปัญญา. เอ้า ก็ดูกันเองสิ, ผู้ที่เป็นหมอเขารู้ดีกว่าอาตมา, เขาก็คงจะช่วยบอกได้ เดี๋ยวนี้เราเป็นโรคอะไรกันบ้าง ? เป็นโรคประสาท เป็นโรคจิต ในประเทศไทยวันก่อน ได้ยินว่าหลายแสนคน, โรคจิตหลายหมื่นคน โรคประสาท หลายแสนคน. อาตมาไม่เชื่อ เข้าใจว่าเป็นล้าน ๆ คนนะ โรคประสาทน่ะ ใน ๕๐ ล้านคนนี้ จะต้องมีเป็นโรคประสาท สักล้านสองล้านคน. โรคประสาท เหล่านั้น มัน มาจากนิวรณ์รบกวน ทั้งนั้นแหละ, รบกวนเรื่อย ๆ มาเรื่อย ๆ มา จนคนเหล่านั้น ต้องเป็นโรคประสาท, แล้วก็เป็นผู้หญิงโดยมาก. นี่โรค ประสาทถ้ามันเกิดขึ้นในโลกมีเท่าไร ก็ต้องมี มูลเหตุมาจาก นิวรณ์, แล้วมันก็ ทำให้กินข้าวไม่อร่อย ไม่เท่าไรมันก็
น.88 ๓๔ เป็นโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง เพราะนิวรณ์นี่ รบกวนแหละทางประสาทนั้นแหละ, มันก็เป็นโรคกระเพาะ อาหารเรื้อรัง มันหายไม่ได้ ถ้าว่านิวรณ์มันยังไม่เกลี้ยง ไปจากจิตใจแล้ว โรคกระเพาะเรื้อรังมันก็หายไม่ได้. ความดันโลหิตสูง นี้เป็นที่เห็นได้ชัดว่า พอ นิวรณ์รบกวนมาก ความดันมันก็สูง แม้ว่ามันจะมีเหตุ อย่างอื่น ให้ความดันสูงก็มีนะ. แต่ว่าสูงเพราะนิวรณ์ รบกวนนี้ชัดกว่าสิ่งใด, จะเป็นโรคเบาหวาน, จะเป็นโรค ผิดปกติของการควบคุมสิ่งเหล่านี้ ก็เพราะว่าจิตใจมันขุ่นมัว เศร้าหมองยุ่งเหยิง ด้วยอำนาจของนิวรณ์, แล้ว เป็นโรค หัวใจ นี่เป็นโรคละเอียดอ่อน โรคหัวใจนี่เป็นกันมาก. อาตมาอยากจะอวดดีสักหน่อยตรงนี้ว่า ที่มันเป็น น้อย ๆ เพราะว่าควบคุมนิวรณ์ ได้อยู่บ้าง, ไม่อย่างนั้นอาตมา ตายแล้ว, ตายแล้วไม่ได้มานั่งพูดอยู่อย่างนี้แหละ. ถ้าว่า ควบคุมนิวรณ์ไม่ได้บ้าง มันจะต้องเป็นโรคความดัน เป็นโรค เบาหวาน เป็นโรคหัวใจตายแล้ว, ไม่ได้มานั่งพูดอยู่อย่าง เดี๋ยวนี้ ; เพราะว่ามันควบคุมนิวรณ์ได้บ้างตาม สมควร, มันเอาชนะได้ตามสัดส่วนที่ว่า ก็ไม่ต้องเป็นโรคเหล่านี้.
น.89 ๓๕ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องระวังอยู่นะเดี๋ยวนี้ ระวังจะตายคา ธรรมาสน์อยู่เหมือนกันเดี๋ยวนี้, สังเกตดูอาการยังต้องระวัง อยู่มาก, คอยระวังจิตไม่ให้วิปริต ไม่ให้ผิดปกติ ไม่ให้ อะไรแทรกแซงเข้ามา. อยากจะพูดว่าแม้กระทั่งโรคมะเร็ง, โรคมะเร็ง ถ้าคนมีจิตดีไม่มีนิวรณ์รบกวน, คงเป็นโรค มะเร็งยาก. แล้วเป็นแล้วก็จะหายง่าย หายได้ง่าย แล้ว ใครที่จะกำจัดนิวรณ์ได้สิ้นเชิงอย่างนี้ เมื่อไม่สนใจเรื่อง นิวรณ์กันเสียเลย, ไม่สนใจว่ามันเป็นเรื่องแรก เรื่อง อันตรายเรื่องแรก. บางคนที่ฟังอยู่นี้คงจะรำคาญแล้วกระมัง ที่อาตมา ไม่พูดเรื่องอะไร พูดแต่เรื่องนิวรณ์, นี่บ้าแล้วกระมัง พูดเรื่องธรรมะหรือพูดเรื่องอะไรกันแน่ พูดอย่างนี้. นี่คือ เรื่องธรรมะแหละ ขอให้ฟังให้ดี นี่คือเรื่องธรรมะ ที่ กำลังพูดนี่แหละ ให้รู้ต้นเหตุของปัญหาคือนิวรณ์ ไม่บ้าดอก. คนที่คิดว่าบ้านั่นแหละบ้าเอง เพราะมันไม่รู้ ว่ามูลเหตุมันอยู่ที่ตรงนี้, มูลเหตุมันอยู่ที่ตรงนี้. มอง ไม่เห็นแล้วว่าเราบ้า, แล้วมันบ้าเอง ที่มันไม่สนใจเรื่อง นิวรณ์ ที่เป็นเรื่องแรกกว่าเรื่องทั้งปวง, ที่จะต้องรู้จัก แล้วจะต้องจัดการกับมัน.
น.90 ๓๖ ไม่รู้จักนิวรณ์ก็ไม่ได้จัดการกับมัน ทั้งที่มันเป็น เรื่องร้ายกาจ ที่จะต้องจัดการกับมัน โดยตรงและเร็วที่สุด โดยเฉียบขาดที่สุด โดยตรงที่สุด โดยเร็วที่สุด โดยเฉียบขาด ที่สุด เพราะว่ามัน เป็นอาหารของอวิชชา, ใคร ๆ ก็เห็น ได้ด้วยตนเอง แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัส. สาวกที่ดีของพระพุทธเจ้านั้นไม่เชื่อใคร, ไม่เชื่อ แม้แต่พระพุทธเจ้า, เขาจะต้องมองเห็นอย่างนั้นเสียก่อน แล้วก็จึงเชื่อ. . พูดอย่างนี้ คนโง่ ๆ มันก็หาว่าจ้วงจาบ พระพุทธเจ้า; แต่ที่จริงเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่าน ต้องการ ว่าอย่าเชื่อทันทีแม้ที่ฉันพูด, แม้พระพุทธเจ้าพูด ก็อย่าเชื่อทันที ดูให้เห็นว่า มันเป็นอย่างนั้นแน่แล้ว, ได้ ทดลองว่ามันเป็นอย่างนั้นแน่แล้ว แล้วจึงค่อยเชื่อ, นั่นแหละเป็นสาวกที่ดีของพระพุทธเจ้า. เดี๋ยวนี้ พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสว่า นิวรณ์เป็นอาหารของอวิชชา เราก็ไม่เชอทันที; ดูนิวรณ์เกิดเมื่อไร ความโง่ครอบงำ ได้ง่ายที่สุดเวลานั้น, พอนิวรณ์ครอบงำจิตเมื่อไร อวิชชา มาครอบงำจิตได้ง่ายที่สุด, เราก็เชื่อ ๆ ความเห็นเองของเรา ได้ แล้วก็ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส.
น.91 ๓๗ ถ้าอย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านพอใจ เพราะว่าคนที่ มันเชื่อเสียเลย เชื่อทันทีไม่ดูไม่แลไม่คิดอะไร มันก็โง่, มันเป็นคนโง่ มันจะเห็นอย่างนั้นไม่ได้ดอก, จะเห็น อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไม่ได้ เพราะมันยอมเชื่อเสียแล้ว แล้วมันก็ไม่คิดเสียแล้ว มันไม่ใคร่ครวญสอบสวนเสียแล้ว นี่เพราะเหตุที่ว่า เราได้ฟังมาอย่างไร เรามา ใคร่ครวญ สอบสวนอย่างนั้น ๆ ๆ จนเห็นจริง เออ, ก็จริง แล้วก็ เชื่อ ฉะนั้นเราจะต้องเชื่อตัวเอง ที่ตรงกับที่พระ- พุทธเจ้าท่านสอนว่า นิวรณ์เป็นอาหารของอวิชชา, นิวรณ์ สร้างโอกาสให้แก่อวิชชา, อวิชชาจะมาครอบงำเรา เมื่อจิตเรามีนิวรณ์ ; สำคัญหรือไม่สำคัญ, การพูดเรื่อง นิวรณ์นี้เป็นเรื่องมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผล, เป็นเรื่องบ้า หรือเป็นเรื่องดี, ช่วยกันคิดดูหน่อย. นิวรณ์มันเป็นอาหารของอวิชชา. ทีนี้ ปฏิจจ- สมุปบาทมันตั้งต้นที่อวิชชา ; ถ้าเรา ควบคุมอวิชชาได้ เราก็ควบคุมปฏิจจสมุปบาทได้. ปฏิจจสมุปบาทตั้งต้น ที่อวิชชา ดับลงก็เพราะดับอวิชชา; ถ้าเราไม่ให้อาหาร
น.92 ๓๘ แก่นิวรณ์ อวิชชามันก็ยากที่จะเกิด หรือยากที่จะอยู่ได้. นิวรณ์เป็นอาหารของอวิชชา ; ฉะนั้น ทำลายเสียให้หมด จิตเกลี้ยงแจ่มใส สะอาด สว่าง สงบ ว่องไวรวดเร็ว มัน ก็ดีที่สุดในการที่จะมีชีวิตอยู่. ทำไมไม่สนใจกับแม่ของอวิชชา หรือสหายของ อวิชชา คือนิวรณ์. นิวรณ์เป็นแม่ของอวิชชา คือให้ โอกาสที่จะเกิดอวิชชา, นิวรณ์นี้ เป็นสหายของอวิชชา เพราะหล่อเลี้ยงอวิชชา, อวิชชาจะไม่สิ้นไป ถ้าว่านิวรณ์ ในเรื่องนั้นมันยังอยู่ นิวรณ์เรื่องใดยังอยู่ อวิชชาใน เรื่องนั้นไม่อาจจะสิ้นไป; เราจึงเปรียบเสมือนว่ามัน เป็นสหายของอวิชชา, เราก็ทำลายมารดาของอวิชชา ทำลายสหายของอวิชชาด้วยการกำจัดนิวรณ์, แล้วท่านยัง ไม่สนใจ พอเอามาพูดให้ฟัง กลับว่า เป็นเรื่องไม่จำเป็น เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล อย่างนี้เป็นต้น. กำจัดนิวรณ์ ได้ตามวิธีธรรมชาติ และวิธีทางศาสนา. เอาละสรุปความว่า นิวรณ์เป็นเรื่องแรก เป็น สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักในบรรดาเรื่องที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน,
น.93 ๓๙ ในชีวิตประจำวัน มีกี่เรื่อง ๆ ที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้แล้ว ต้องรู้จักเรื่องนิวรณ์เป็นเรื่องแรก. เรา จะต้องกำจัดมัน ทั้งตามวิธีทางธรรมชาติ; ตามธรรมชาติเราจะกำจัด มันได้อย่างไร, เราไม่รู้ธรรมะ เราไม่รู้ศาสนา แต่ว่าเรา ควบคุมจิตให้หยุด ให้นึ่ง ให้เกลี้ยง ไปตามความสามารถ อย่างคนที่ไม่รู้เรื่องทางศาสนา นี้ก็ยังดี. นี่กำจัดนิวรณ์ ได้แม้ตามวิธีตามธรรมชาติ ก็ยังได้, แล้วก็มาถึง วิธีทางศาสนา คือทำกรรมฐาน สติปัฏฐานซึ่งรวม ทั้งสมถะและวิปัสสนา อยู่ในตัว มี ระเบียบที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้แจ่มแจ้ง ชัดเจน ครบ ถ้วนแล้วก็ปฏิบัติสิ มันจะกำจัดนิวรณ์, แล้วเราก็ สร้าง วัฒนธรรมประจำบ้านเรือน ให้ลูกเด็ก ๆ ที่มันจะเกิดขึ้น และโตออกมา ให้ได้รู้จักดำรงจิตใจ รู้จักคิดรู้จักนึก ชนิดจะเอาชนะนิวรณ์ได้เสียตั้งแต่ยังเล็ก; เด็กคน นี้ก็จะโตขึ้นอย่างเฉลียวฉลาด เหมาะสมที่จะเป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์, จะไม่ทำความหนักอกหนักใจให้แก่บิดามารดา ถ้าว่าวัฒนธรรมในบ้านเรือนเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันถูกต้อง,
น.94 ๔๐ เดี๋ยวนี้พ่อแม่ของเขาเองมันยังไม่สนใจ. แล้วมันยังจะไป ชอบนิวรณ์บางสิ่งบางอย่างเสียอีก ก็ล้มเหลวหมด เรามีวัฒนธรรมประจำชาติ คืออย่างแบบชาวพุทธ, แล้วมันจะเป็นการขจัดสิ่งเลวร้ายในจิตใจทุกชนิดอยู่ในตัว- มันเองแหละ. จะทำกันอย่างไรโดยละเอียด, โดยเฉพาะวิธี ทางศาสนานั้น จะได้วินิจฉัยกันพูดกันในโอกาสข้างหน้า แล้วคงจะหลายครั้งการบรรยายเป็นแน่นอน. การบรรยายในวันนี้สมควรแก่เวลาเสียแล้ว มัน สมควรแก่เรี่ยวแรงของอาตมาเสียแล้ว มันเหนื่อยแล้ว, ก็ต้อง ขอยุติการบรรยาย เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ท่าน จะได้สวดบทพระธรรมเป็นคุณสาธยาย ให้ท่านทั้งหลาย ได้ฟัง แล้วเกิดความรู้ความเข้าใจ เป็นกำลังในการประพฤติ ปฏิบัติ เพื่อกำจัดสิ่งเลวร้ายคือนิวรณ์ให้สูญสิ้นไปตามลำดับ ต่อไป.
น.95 เวียนวง สามวน เวียนวง สามวน ท นทุเรศ วน “กิเลส” “กรรม” “วิบาก” ยากแก้ไข ทุกข์ทนทั้ง สามโลก วิโยคใจ กามวิสัย รูป–อรูป เฝ้าลูบคลำๆ แหล่งอบายมุขสี่ขุม แหล่งอบาย สี่ขุม หลุมนรก เดรัจฉาน เปรต–อสูร– กายใหญ่ ที่ต้องคุม สามจุด ยุดให้ได้ กาย วจี ใจ ทั้งสามคลอง ต้องสังวรๆ _พุทธทาส อินฺทปัญฺโญฺ_ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์ระนคร ๖๕-๗๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แบบกถนนบูญศิริ) กรุงเทพ ฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๙ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔.
น.96 การปฏิบัติธรรมให้สำเร็จประโยชน์พึงรู้จักนิวรณ์, เพราะนิวรณ์คลุกอยู่กับชีวิตเป็นประจำ. นิวรณ์เป็นเครื่องกั้นความดีมี ๕ อย่าง ; เกิดเองโดยสัญชาตญาณ, เป็นสิ่งรบกวนจิตอย่างยิ่ง, ร้ายที่สุดเป็นอาหารของอวิชชา. เป็นอุปสรรคของสมาธิ เพราะแทรกแซงตลอดเวลา. นิวรณ์มีขึ้นตามอนุสัยสันดานมากน้อย มีชื่อควรรู้จัก :- กามฉันทะ, พยาบาท, ถีนมิทธะ, อุทธัจจะกุกกุจจะ, วิจิกิจฉา. วิจิกิจฉาเป็นตัวร้าย คอยดึงจิตให้หันไปหันมา. นิวรณ์ทั้ง ๕ เปรียบเหมือนแมลงหวี่ตอมตาให้รำคาญ, ทำให้เกิดโรคทั้งทาง กาย จิต วิญญาณ. เป็นโรคประสาท. การกำจัดนิวรณ์ทำได้ตาม วิธีธรรมชาติ และวิธีทางศาสนา. วิธีธรรมชาติ คือควบคุมจิตให้หยุดนิ่งไปตามสามารถ. วิธีทางศาสนา คือทำกรรมฐานทั้งสมถะและวิปัสสนา.
Buddhadasa