น.7 ๑๓.๐๐ น. วันครู ครูบาอาจารย์ ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, วันนี้ เป็นวันที่สมมติให้ว่าเป็นวันครู ดังที่ท่าน ทั้งหลายก็ทราบได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว. อาตมาก็ได้รับการ ขอร้อง คือให้พูด เนื่องในวันครู, ไม่เห็นว่าเรื่องอะไรจะ ดีไปกว่าเรื่องที่เกี่ยวกับครู ก็เลยพูดเรื่องที่เกี่ยวกับครู. พูดกันในวันครู. วันครูวันนี้เผอิญเรามาติดอยู่ในป่า เราก็จะทำตาม แบบป่า, พูดอย่างครูป่า แอบพูดกันในป่า ด้วยเรื่องที่คน ————————— *ในวันครู พูดแก่คณะทำงาน โครงการพัฒนากิจกรรมการเรียน การสอนจริยศึกษา ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม อ. ไชยา
น.8 ๒ ทั่วไปไม่ต้องได้ยินก็ได้, ไม่ให้รัฐบาลได้ยิน, ไม่ให้มหาชน ได้ยิน เพราะว่ามันจะเกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น. เรา พูดกันแต่ในป่าเรียกว่าพูดกันในซ่องของครู หรือเป็นแก๊ง ของครู ; นี่ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ เพราะว่าแก๊ง หรือซ่อง นั้น ที่ทำเพื่อดีก็มี ที่ทำเพื่อแก้ไขสิ่งที่ชั่วร้ายนั้นก็มี. เรา ถือ โอกาสพูดกันในลักษณะ นี้ ก็จะได้ผลสมกับที่ติดอยู่ ในป่า หรือว่าได้ผลเต็มที่ที่จะพูดกันในป่า. ทีนี้ ลักษณะของการพูด ไม่ได้พูดอย่างแบบ นักศึกษาวิชาครู หรือที่เขาไปศึกษากันถึงเมืองนอกเมือง นา พูดกันในลักษณะของ philosophy, academic study ; อย่างนี้อาตมาทำไม่ได้ หรือทำไม่เป็น. พูดอย่างที่ชาว บ้านพูด ที่ชาวบ้านเขาจะพูดกันตามประสาชาวบ้าน, พูด กันด้วยเรื่องอะไรก็ตาม ก็เพื่อประโยชน์อย่างที่เขาหวังจะ ได้. ขอให้ทำในใจถึงข้อเท็จจริงอันนี้ ว่าเมื่อชาวบ้านเขาจะ ประชุมกัน หรือจะเรียกว่า สุมหัวกันก็สุดแท้ เพื่อจะพูด เรื่องอะไรเรื่องหนึ่งนั้น, เขาก็จะพูดกันตามประสาชาวบ้าน ตามแบบชาวบ้าน ด้วยเรื่องของชาวบ้าน ที่คนแต่ละคน หรือสังคม หรือว่าคนทั้งโลกก็ได้ ที่มันต้องการ ที่มัน
น.9 ๓ ควรจะต้องการ, อย่างนี้มีอยู่ทั่วไป มีอยู่ทั่วโลกนะ. ขอ ให้สังเกตดูให้ดีๆ ไม่สังเกตก็จะรู้สึกว่าไม่มี, ถ้าสังเกต ดูให้ดีจะรู้สึกว่ามันเต็มไปหมดแหละ. ชาวบ้านเขาอยาก จะพูดกันเรื่องอะไร เขาก็พูดกันตามสบาย ตามแบบชาว บ้านตามวิธีพูดของชาวบ้าน เพื่อผลประโยชน์ตามที่จำนง หวังว่าจะได้อะไร, พูดเรื่องบุคคลก็ได้, พูดเรื่องสังคม ก็ได้ พูดเรื่องโลกทั้งโลกก็ได้. ภาษาเยอรมันคำหนึ่งติดเข้าไปในปทานุกรมอังกฤษ ใช้เรียกอาการอย่างนี้จนเป็นคำธรรมดา เป็นคำธรรมดาไป แล้ว ออกเสียงถูกหรือไม่ถูกก็ไม่แน่ใจ มันเป็นเสียง เยอรมัน weltanschauung เวลท์อันเชาวุง เป็นภาษาเยอรมัน เราจะพูดอย่างเวลท์อันเชาวุง, weltanschauung ที่คนธรรมดา ตาสี ตาสา ชาวไร่ชาวนาทั่วไป พูดตามแบบของชาวบ้าน, พูดเพื่อประโยชน์ที่ชาวบ้านต้องการ. คนทั่วไปมองครูอย่างไร ? แต่วันนี้เราจะพูดกันถึงเรื่องครู ว่าครูเขาถูกมอง อย่างไร ? หรือชาวบ้าน คนทั่วไปเขามองครูอย่างไร ? เมื่อ
น.10 ๔ ไรจุดประสงค์จะมาพบกัน ? มัน เป็นเรื่องที่มนุษย์ควรจะ พูดเพื่อมนุษย์เอง นั่นแหละเรียกว่า พูดกันอย่างชาว บ้าน, ไม่เอาตามที่เขาบัญญัติไว้ในตำรา, ตำราชั้นดีเลิศ, ชั้นที่เขาไปเรียนกันเมืองนอกเมืองนานั้น อาตมาไม่รู้เรื่อง เลย ว่าเขาจะให้ความหมายของคำว่า ครู อย่างไร, การ ศึกษา อย่างไร, อะไร ตามแบบสูงสุดของเขานั่น, แล้ว ส่วนมากมันก็คงใช้ปฏิบัติอะไรไม่ได้ ; เพราะว่าเขาพูดกัน อย่างนั้นมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้วก็ไม่เห็นโลกนี้มันดีขึ้น แม้ใน แง่ของการศึกษา. ที่กล้าพูดว่า โลกนี้มันไม่ดีขึ้น ก็เพราะว่ามัน ยัง เต็มไปด้วยอันธพาล อยู่นั่นแหละ ; ในประเทศมหา อำนาจที่เป็นผู้นำทางการศึกษา มันก็เต็มไปด้วยอันธพาล, เต็มไปด้วยเหตุการณ์ร้าย ที่ไม่มีศีลธรรม หรือป่าเถื่อน อยู่มากเหมือนกัน. นี้แสดงว่าการศึกษานั้นมันยังไม่ ได้ผล. เพราะอะไรไม่ทราบได้ ; แต่ อยากจะพูดว่า เพราะมันดีเกินไป, มันคิดอย่างกะว่าเทวดาคิด หรือจะ เป็นเรื่องของเทวดาไปเสียมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของมนุษย์, แล้วมันก็เต็มไปด้วยคำพูดมากมาย ที่จดจำกันไม่ไหว จน
น.11 ๕ ทำความเข้าใจกันไม่หวาดไหว, เราจึงยังไม่ได้รับผลของ การศึกษา. โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่ได้รับผลของการที่ว่า ในโลกนี้มีครูกี่ล้านคน ไปคำนวณดูเอง, ว่าครูในโลกนี้มัน มีกี่ล้านล้านคน หรือกี่สิบล้านคน แล้วมันทำให้โลกดีขึ้น อย่างเป็นที่น่าพอใจอย่างไรบ้าง ? ก็ลอง คิดดูด้วยจิตใจที่ อิสระ, ถ้าจิตใจไม่อิสระมันน้อมเอียงไปเป็นทาสทาง ปัญญาของเขาเสียแล้ว มันก็ไม่มีทางที่จะมองเห็นอะไร. นี้เรามาพูดกันอย่างในแก๊ง หรือในซ่อง เหมือน กับที่เขาพูดความลับกัน แต่เราเป็นความลับที่จะแก้ไขโลก อาตมาก็จะได้พูดไปตามลำดับทุกเรื่องที่เกี่ยวกับครู : บาง เรื่องที่เกี่ยวกับครู, จะใช้คำว่าบางเรื่องของทุกเรื่อง, ทุก เรื่องของบางเรื่องที่เกี่ยวกับครู แล้วแต่จะนึกออก. นี้ก็ เป็น ปรกติวิสัย อย่างหนึ่งเหมือนกันที่มันช่วยไม่ได้ ที่จะพูดอะไร เท่าที่จะนึกออก หรือเข้าใจ ; ฉะนั้น สิ่งใดที่มันไม่ตรง กับความรู้สึก หรือความต้องการ มันไม่เป็นที่พอใจ ก็ยกเลิกเสีย ก็แล้วกัน, ถ้าอะไรมันตรงกับประโยชน์ที่ ต้องการ หรือพอจะเอาไปคิดนึกศึกษาทำให้เป็นประโยชน์ ได้ ก็ขอให้ช่วยนำไปพินิจพิจารณา . แล้วก็พยายามที่
น.12 ๖ จะทำให้เกิดประโยชน์ขึ้นมา ; เพราะว่าพวกเรามันก็ล้วน แต่เรียกตัวเองว่า ครู โดยตรง หรืออย่างน้อยก็โดยอ้อม เรียกตัวเองกันว่าครู อาตมาเคยบอกว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นบรมครู, พระเณรทั้งหลายก็เป็นครู โดยอ้อม เพียงแต่ไม่ได้ขึ้น กับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งก็มีลักษณะเป็นครู ผู้ปฏิบัติ ตามความต้องการหรือคำแนะนำของพระพุทธเจ้า, ผู้ส่งสาวก ออกไปประกาศพระศาสนาให้ทุกมุมโลก เพื่อประโยชน์ แก่มหาชนทั้งเทวดาและมนุษย์ คือทั้งคนมั่งมีและคนยาก จน. ครูอยู่ในวรรณะพราหมณ์โดยธรรมชาติ อาตมาคิดว่าเรื่องแรกที่จะพิจารณากันก่อนก็คือ เรื่อง วรรณะ ๔, พอเอ่ยถึงวรรณะ ๔ บางคนก็เข้าใจดีอยู่ แล้วว่าได้แก่อะไร, บางคนก็ยังคลับคล้ายคลับคลา. วรรณะ ๔ ที่พูดกันติดปากว่า กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร, คำ ภาษาไทยใช้เรียกวรรณะ ๔ : พวกกษัตริย์ พวกพราหมณ์ พวกแพศย์ พวกศูทร มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน, แต่
น.13 ๗ จะรู้กันแล้วหรือไม่เข้าใจตรงกันหรือไม่, นี้คอยดูต่อไป. วรรณะ ๔ นี้ ขอให้มองเห็นว่ามัน เกิดขึ้นโดย ธรรมชาติ ที่ไปบัญญัติชื่อ บัญญัติอะไรนมันทีหลัง. ตัวจริงของจริงมันได้เกิดขึ้นแล้วในโลก ตามที่ธรรมชาติ มันบังคับให้เป็นไป. นี่กล่าว ตามเรื่องราวในบาลี คือเมื่อ มนุษย์ได้เกิดขึ้นในโลก ในครั้งแรก ๆ ในยุคแรก ๆ ยุคป่า เถื่อน ยุคยังเป็นคนป่า แล้วก็ค่อย ๆ เป็นหลักเป็นแหล่ง เป็นหมู่มนุษย์ เป็นสังคมมนุษย์ขึ้นมา, มันก็เกิด มีการทำ หน้าที่กันตามถนัด ตามที่ธรรมชาติมัน จะจัดให้ทำ. ถ้าเป็นอย่าง สังคมคนป่าสมัยโน้น แต่ละหมู่ ๆ ต้องมีหัวหน้า มีผู้ถืออาวุธคุ้มครองหมู่ : นั่นหัวหน้าหมู่ คนป่าที่อยู่กันเป็นสังคมใหญ่, นั่นแหละคือเกิดหน้าที่ผู้คุ้ม ครอง ผู้ปกครอง ให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น ในหมู่ในคณะ. ต่อมา พวกนี้ก็ได้ถูกรับสมมติบัญญัติ ว่าเป็นพวกกษัตริย์, พวกกษัตริย์ หมายถึงผู้ที่คุ้มครอง ที่ดิน, คุ้มครองแผ่นดิน คุ้มครองสังคมนั้น ๆ, พวกนี้มีอาวุธ
น.14 ๘ ถืออาวุธ, ปฏิบัติหน้าที่ด้วยอาวุธ, เกิดเป็นชนกลุ่มหนึ่ง ขึ้นมาในสังคมใหญ่. ทีนี้ต่อมามีคน บางคนออกไปสู่ที่สงบสงัด คิดนึก พิจารณาด้านลึก ในภายใน ไม่ใช่ข้างนอก ไม่ใช่สังคม ด้านนอก, แต่ว่าในส่วนลึกในจิตใจภายใน ก็รู้เรื่องในภาย ใน, รู้เรื่องกิเลส รู้เรื่องความทุกข์ รู้เรื่องอะไรต่าง ๆ, แล้วรู้มากขึ้นจนถึงกับว่ามันเกี่ยวกับภายนอกอย่างไร, เรื่อง ภายในจิตใจมันเกี่ยวกับการประพฤติกระทำในภายนอกนี้ อย่างไร, แล้วก็ บอกกล่าวให้ผู้อื่นทราบ ได้รับความนิยม ยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ ก็เลยเรียก คนมีหน้าที่ส่วนนี้ว่า เป็นพวกวรรณะพราหมณ์, เป็นพราหมณ์ ทีนี้ก็ พวกที่ประกอบกิจกรรม หรือธุรกิจทั่วไป พาณิชยกรรม เกษตรกรรม อะไรก็ตามเถอะ เป็นเจ้าของ ทุน ก็เรียกว่าวรรณะแพศย์, ไวศยะ หรือแพศยะ เรียก ว่าวรรณะแพศย์ ได้แก่พลเรือนที่เป็นนักธุรกิจ เล็กใหญ่ ทั่วไป เรียกว่าวรรณะแพศย์ ทีนี้ก็ยังเหลืออีกพวกหนึ่ง คือ พวกที่ไม่ค่อยมี วิชาความรู้อะไร มีปมด้อยมากต้องรับจ้าง หรือรับใช้
น.15 ๙ วรรณะอื่น ทำงานอย่างต่ำที่สุด พวกนี้ก็มีอยู่กลุ่มหนึ่ง เรียกว่าวรรณะศูทร -ศูทร-ศู-ท-ร. ก็เลยได้เป็น ๔ พวก : เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ เป็นศูทร, ธรรมชาติมันจัดให้คนต้องทำหน้าที่ ต่าง ๆ กันเป็น ๔ ชนิด หรือ ๔ ความหมาย. ทีหลังพวก ที่มี ฐานะดี เป็นที่เคารพนับถือ, บัญญัติให้เป็นพวกไปเสียเลย เกิดเป็นวรรณะโดยการสมมติขึ้นมา เช่น วรรณะกษัตริย์ ก็จะคบค้ากันแต่วรรณะกษัตริย์. วรรณะพราหมณ์ ก็จะคบ ค้ากันแต่วรรณะพราหมณ์ ไม่ยอมมาสังคมกับวรรณะที่ ต่ำลงมาอีก ๒. วรรณะไวศยะ หรือแพศยะ ก็เป็นคนทั่วไป, บางทีก็มีการสมสู่กับวรรณะที่สูงกว่า หรือต่ำกว่า. ส่วน วรรณะศูทรนั้นเป็นที่รังเกียจ, เป็นที่รังเกียจหนักเข้า ๆ จน ตอนหลังนี้มีการบัญญัติขึ้นคล้าย ๆ กะว่าเป็นคนที่ไม่ถึงขีดที่ จะเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำไป ไม่มีสิทธิเสรีภาพใด ๆ, ถูกจัดไว้ เหมือนกับว่าสัตว์ชนิดหนึ่ง. ถ้า วรรณะอย่างนี้มันเป็น วรรณะที่มนุษย์โง่ ๆ บัญญัติแต่งตั้งกันขึ้นมาเอง ; แต่ ถ้าเป็นไปตามธรรมชาติ, ธรรมชาติก็แบ่งให้มนุษย์มี หน้าที่การงานกันตามที่ควรจะมี อย่างจำเป็นที่สุด ถูกต้อง
น.16 ๑๐ ที่สุดให้มีพวกนักรบ, ให้มีพวกครูบาอาจารย์, ให้มีพวก ประชาชนพื้นฐาน, และให้มีชนชั้นกรรมกรคนรับใช้ ทีนี้ต่อมา เขาว่าพวกพราหมณ์ ที่เป็นพวกครูบา- อาจารย์ บัญญัติขึ้นมาอย่างนี้ : ให้ถือวรรณะเครียดจน ไม่สังคมกันระหว่างวรรณะ, แล้วบัญญัติผูกขาดอย่างน่า หัวเราะ. เมื่อไปสนทนากับพระพุทธเจ้านะ พวกพราหมณ์ นี่เขาไป ทูลพระพุทธเจ้าว่า ฝ่ายพราหมณ์น่ะบัญญัติ ธนู คันธนู และลูกศร ว่าเป็นสมบัติของวรรณะกษัตริย์, บัญญัติ การรับทักษิณาทาน รับทักขิไนย ทักษิณาทาน การภิกขา- จารอะไรทำนองนี้ ว่า เป็นทรัพย์สมบัติของวรรณะพราหมณ์ สิทธิที่จะรับทาน รับทักษิณาทาน น่ะเป็นทรัพย์ของพวก พรามหณ์, แล้วก็ วัวควายไร่นาแผ่นดิน อะไร ต่าง ๆ นี่ เป็นทรัพย์สมบัติของวรรณะแพศย์, ส่วน ไม้คานกับเคียวนี้ เป็นทรัพย์สมบัติของวรรณะศูทร, ศูทรมีสมบัติประจำวรรณะ คือเคียวเกี่ยวข้าว เกี่ยวหญ้า กับไม่คานหามหาม นี่ พวกพรามณ์เขาบัญญัติวรรณะ ๔ อย่างนี้มี สมบัติประจำวรรณะอย่างนี้. พระองค์บัญญัติอย่างไรใน พุทธศาสนานี้ ?
น.17 ๑๑ พระพุทธเจ้าท่านตรัสตอบว่า เราบัญญัติโลกุตตร- ธรรมว่าเป็นทรัพย์สมบัติของคนทั้ง ๔ จำพวก. นี่เอา กับพระพุทธเจ้าสิ บัญญัติโลกุตตรธรรมว่าเป็นทรัพย์สมบัติ สำหรับทั้ง ๔ วรรณะ. พูดกันไปพูดกันมามันก็ยอมรับกันไม่ได้ เพราะ พวกพราหมณ์เขาบัญญัติเอาตามใจชอบ เพื่อประโยชน์ของ เขา ; ส่วน พระพุทธเจ้านี่เพิกถอนบัญญัติชนิดนั้น ให้วรรณะทั้ง ๔ แต่ละคน ๆ ในวรรณะทั้ง ๔ สามารถ จะบรรลุโลกุตตรธรรมได้เท่ากัน. นี่รู้เรื่องวรรณะเสียอย่างนี้สิ คือ วรรณะโดย บัญญัติ, โดยบัญญัติ จนรังเกียจกันนั้น ก็เหมือนกับว่า ถูกพระพุทธเจ้าเพิกถอน. เมื่อเปลี่ยนแปลงมาถือพุทธ- ศาสนามันก็เลิกบัญญัติวรรณะ เลิกวรรณะโดยการบัญญัติ ; แต่ว่า วรรณะโดยแท้จริง โดยธรรมชาติ นั้นเลิกไม่ได้ ดอก พระพุทธเจ้าก็เลิกไม่ได้, ใคร ๆ ก็เลิกไม่ได้ จนกระทั่ง บัดนี้มันก็ยังต้องมีอยู่ : หมู่คนพวกหนึ่งที่ทำหน้าที่ถืออาวุธ ปกครองบ้านเมือง, หมู่คนพวกหนึ่งทำหน้าที่ครูบาอาจารย์ สั่งสอน, อีกพวกหนึ่งประกอบอาชีพการงานทั่วไป, พวก
น.18 ๑๒ หนึ่งเป็นคนรับใช้ เป็นกรรมกรอยู่ข้างล่าง. นี้เป็น ๔ วรรณะ ยังคงมีอยู่จนบัดนี้ ใครเลิกได้คิดดู, ใครจะเลิกได้, มัน เป็นเรื่องของธรรมชาติบังคับให้เป็น อย่างนี้ แล้วทีนี้ก็ดูสักนิดหนึ่งสิว่า พวกครูบาอาจารย์ทั้ง หลายนี้อยู่ในวรรณะไหน ? ใคร ๆ ก็ตอบได้ทันทีว่าอยู่ใน วรรณะพราหมณ์, ครูบาอาจารย์ทั้งหลายอยู่ ในวรรณะที่ ๒ คือ วรรณะพราหมณ์ ซึ่งเป็นผู้อบรมและสั่งสอน. นี่ ครูทั้งหลายรู้จักตัวเองว่า โดยธรรมชาติ มิใช่บัญญัติ, ครูก็เป็นวรรณะพราหมณ์ ทีนี้ถ้าจะให้มีการบัญญัติพวก พราหมณ์บัญญัติ ก็ต้องบัญญัติ พวกครูว่าเป็น วรรณะ พราหมณ์ นี่คือวรรณะที่มีหน้าที่อบรมสั่งสอน. ทีนี้ วรรณะโดยการบัญญัติผูกขาดนั้นเลิกแล้ว มันเลิกกันแล้วมนุษย์สมัยปัจจุบันไม่โง่พอที่จะถือบัญญัติ อย่างนั้น ; เช่นกษัตริย์จะแต่งงานกันแต่กษัตริย์, พราหมณ์ จะแต่งงานกันแต่พราหมณ์, หรือเขาว่าศูทรนี้ไม่มีสิทธิที่ จะเดินตามถนน หรือจะใช้บ่อน้ำของพวกวรรณะอื่น อย่างนี้เป็นต้น. พวกศูทรไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปในโบสถ์ ของวรรณะใดนี้เลิกแล้ว, แต่ว่าโดยหน้าที่การงานน่ะมัน
น.19 ๑๓ ไม่เลิก, มันยังไม่เลิก วรรณะกษัตริย์ ได้แก่กิจกรรม ทหารมันก็ยังมีอยู่, วรรณะพราหมณ์ ครูบาอาจารย์ ก็มีอยู่ วรรณะแพศย์ประชาชนทั้งหลาย จะต้องทำมาหากินเป็น กำลังพื้นฐานของบ้านเมือง ก็ยังมีอยู่, ลูกจ้างกรรมกรก็ยัง มีอยู่. และพอตกมาถึง สมัยนี้ วรรณะลูกจ้างกรรมกร นี่แหละกำลังจะครองโลก เห็นไหมเล่า? คือที่เรียกว่าฝ่าย คอมมิวนิสต์ ลูกจ้างกรรมกรที่ชนกรรมาชีพที่ทำตนเป็นปึก แผ่นขึ้นมา, ก้าวหน้าจนถึงกับจะแย่งครองโลกจากวรรณะ แพศย์ วรรณะที่ร่ำรวย. นี้เรามาดูว่า ครูทั้งหลายอยู่ในวรรณะพราหมณ์ คือครูบาอาจารย์ เป็นวรรณะสูง จัดเป็นวรรณะสูง ใน ๒ วรรณะ คือกษัตริย์กับพราหมณ์, วรรณะแพศย์นี่ธรรมดา วรรณะศูทรนั้นต่ำ. ครูนี้ถูกบัญญัติไว้ คือสมมติน่ะ ในวรรณะชั้นสูง ก็น่าจะนึกถึงความสูงของตนไว้บ้าง คือทำตนให้มันสูงสมกับการสมมติ มันก็มีแต่ผลดี ไม่มีผล ร้ายดอก. ถ้าสำนึกว่าถูกบัญญัติไว้ในวรรณะสูง จะทำ หน้าที่ให้ลุล่วงไปด้วยดี, มันก็มีแต่ผลดี ไม่มีผลร้ายอะไร. ทีนี้ว่า สูง ๆ นี้ ไม่ใช่สูงแต่เฉพาะการบัญญัติ, ไม่ใช่เฉพาะสมมติ หรือบัญญัติ. กิจกรรมที่เป็นหน้าที่
น.20 ๑๔ การงานมันก็สูงจริงๆ ; อย่างที่เคยพูดกันมาแล้วกี่ครั้ง หรือกี่สิบครั้ง ว่าคำว่า ครู แปลว่า ผู้เปิดประตูทาง วิญญาณ, อะไรมันจะสูงกว่านี้ล่ะ. คำว่า ครู เดี๋ยวนี้ เขาแปลว่าผู้ที่เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพ เป็นที่หนัก เคารพ, เป็นที่เคารพ, มันต้อง เป็นที่หนักบนใจของคนทั้งหลาย, แต่ตัวหนังสือมันบอกถึงหน้าที่การงาน ว่าที่เป็นที่เคารพ นั้นน่ะเพราะว่าทำหน้าที่เปิดประตูทางวิญญาณ. เราเคยให้คำแปลของคำว่า ครู นี้ว่า ผู้นำทาง วิญญาณ กันมาพักหนึ่ง แมในอินเดีย. ต่อมานักศึกษา อักษรศาสตร์ค้นพบลึกเข้าไปจนถึงกับยืนยันว่า คำว่า ครู นี้ รากศัพท์แปลว่า เปิดประตู, เปิดประตู ก็คือ เปิดประตู ทางวิญญาณ, เปิดประตูแห่งอวิชชา ให้สัตว์ออกมาเสียได้ จากความโง่. นี้ครูถูกสมมติบัญญัติไว้ในวรรณะพราหมณ์ ซึ่ง เป็นวรรณะสูง จนกษัตริย์ก็เคารพพราหมณ์, พวกกษัตริย์ ทั้งหลายก็มีพวกพราหมณ์เป็นครูบาอาจารย์. ฉะนั้นใน ๔ วรรณะนั้น วรรณะพราหมณ์ ไม่ใช่เล่น. พวกครู นี้ถูกบัญญัติไว้ในฐานะเป็นวรรณะที่สูง เป็นที่เคารพ
น.21 ๑๕ ของวรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ เอง วรรณศูทร วรรณะไวศยะ. เราต้อง รู้จักความสูง, รู้จักความสูง แห่งวรรณะของตน ; ถ้าไม่สมมติ ถ้าไม่เล็งถึงการสมมติ ด้วยเกียรติ ก็เล็งถึงหน้าที่การงาน คือเป็นผู้สอนให้รู้จักผิด -ถูก ชั่ว-ดี สอนให้พ้นจากความทุกข์, มันก็สูงสุดจริง ๆ นี้ครูจึงเป็นผู้ที่ถูกจัดไว้โดยสมมติ, หรือว่าได้เป็นไปเองตาม ที่ธรรมชาติมันกำหนด ให้อยู่ในวรรณะสูง ; สูงกว่า วรรณะทั้งหลาย เพราะว่าวรรณะกษัตริย์ก็ยอมเคารพ วรรณะพราหมณ์ที่เป็นครูบาอาจารย์. เอาละ, ขอให้ครูทั้งหลายนี้จัดตัวเองไว้ให้ถูก ต้องตามที่นั่ง, ตามเก้าอี้ที่นั่งที่เขาจัดไว้อย่างไร ในเรื่อง ที่เกี่ยวกับวรรณะทั้ง ๔ จะได้ทำหน้าที่ของครูให้มันสมกัน. มีวรรณะอยู่ ๔ วรรณะ : กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ; พราหมณ์ได้รับความเคารพนับถือจากทั้ง ๓ วรรณะ. พวก ครูบาอาจารย์ถูกสมมติบัญญัติ หรือโดยธรรมชาติกำหนด ให้ อยู่ในวรรณะสูงสุด คือวรรณะพราหมณ์, สูงสุดตรง ที่ทำหน้าที่สูงสุด คือเปิดประตูทางวิญญาณของมนุษย์. นี่พอพูดอย่างนี้ ครูบางคนจะรู้สึกอย่างไร อาตมา ก็ไม่ทราบ. แต่สังเกตดู ครูเราไม่ชอบได้รับมอบหมาย
น.22 ๑๖ หน้าที่ หรือเกียรติยศอันสูงสุดอย่างนี้ ; เพราะเขายัง อยากจะไปเที่ยวกินเหล้าบ้าง เที่ยวสารเพเฮฮาอย่างไรบ้าง อยู่ เลยไม่กล้ายอมรับเกียรติยศอันสูงสุด ว่ามันอยู่ใน ระดับสูงสุดแห่งวรรณะทั้งหลาย, แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องพูด กันต่อไป พูดกันให้จบเรื่องนี้. ครูมีสังกัดทางจิตใจขึ้นอยู่กับพระบรมครู. ทีนี้ก็จะพูดถึงคำว่า บรมครู, บรมครู คือพระ พุทธเจ้า. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา โดยกำเนิดท่าน ก็เป็นวรรณะกษัตริย์ อย่างที่ก็รู้กันอยู่ทั่ว ๆไป, เกิดใน วรรณะกษัตริย์, แล้วก็ออกไปเป็นผู้สั่งสอนสูงสุด เป็น บรมครู เป็นพราหมณ์ยิ่งกว่าพราหมณ์, เป็นพราหมณ์ ยิ่งกว่าพราหมณ์ หมายความว่าเป็นผู้หมดบาป, พราหมณ์ ในที่นี้ มีความหมายว่า รู้จักทำให้บาปหมดไป. พระอรหันต์ ทั้งหลายได้ถูกเรียกชื่อว่า พราหมณ์ ทั้งนั้นแหละ, พระพุทธเจ้าก็เป็นยอดของพระอรหันต์ เป็นยอดของ พราหมณ์ เหนือพราหมณ์ธรรมดา.
น.23 ๑๗ มาพูดกันถึง พระบรมครู สักที. บุคคลที่เป็น พุทธะ, พุทธบุคคลนี้ มีอยู่ ๔ คือว่า ได้ศึกษาเล่าเรียน ก็เป็นพุทธะ, เรียกว่า สุตตพุทธะ. ได้ฟังคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าแล้วปฏิบัติตาม ก็ได้ชื่อว่าพุทธะ อนุพุทธะ. แล้วก็ ปัจเจกพุทธะ รู้ในวงจำกัด ไม่แก่กล้าสามารถ ในด้าน เจโต. เขาเรียกว่าจิต หรือเจโต เพียงแต่รู้, มีความรู้ พอที่จะทำกิเลสให้หมดสิ้นได้. ทีนี้พวกสุดท้ายเป็น สัมมา สัมพุทธะ รู้สมบูรณ์ทั้ง ๒ ด้าน ทั้งด้านจิตและทั้งด้าน วิชาความรู้, เรียกว่า ทั้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบรมครูนั้นมีความ รู้ถึงที่สุด ทั้งฝ่ายเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ คือเรื่อง ฝ่ายจิตก็ขึ้นถึงระดับสูงสุด, เรื่องฝ่ายสติปัญญาก็ขึ้นถึงระดับ สูงสุด, นี่เรียกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเราก็เรียกกัน เดี๋ยวนี้ว่า พระบรมครู ก็ตรงเผงแหละ, คือ เป็นครูใน ฐานะเปิดประตูทางวิญญาณ. พระพุทธเจ้าเป็นผู้เปิดประตูทางวิญญาณให้สัตว์ โลกออกมาเสียได้จากกองทุกข์ หรือจากที่มืดที่หุ้มห่อ เป็นกรง หรือเป็นคอกที่มืด คืออวิชชา, ทรงปล่อยสัตว์
น.24 ๑๘ ออกมาจากคอกจำนวนมากมายมหาศาล เรียกว่าสำหรับ โลก. แม้ว่าทุกคนในโลกไม่ออก ; แต่ว่าคนที่ออกมา ได้นั้นจำนวนมากเหลือเกิน ก็เรียกว่าเป็นบรมครู, ก็ไม่มี การกระทำอย่างไหนที่จะมีค่าสูงสุดเท่ากับการกระทำอย่างนี้ จึงเรียกว่าบรมครู, เป็นบรมครู. นี้ไม่เกี่ยวกับกระทรวง ศึกษาธิการ ; แต่เกี่ยวกับทุกคนที่รู้เรื่องมนุษย์, รู้เรื่อง ความติด ความอยู่ใน กองทุกข์ของมนุษย์, แล้วก็ ได้รู้ เรื่องความหลุดออกไปเสียได้จากความทุกข์, นี่ก็จะรู้จัก ครูผู้นี้ว่าเป็นบรมครู. คงไม่มีใครค้านนะ, ไม่มีใครค้านในการที่จะเรียก พระพุทธว่าเป็นบรมครู. แม้ว่าตัวเองไม่สมัครจะเอา, ไม่ สมัครจะทำ ; แต่ก็ไม่ค้าน หรือค้านไม่ไหว ค้านไม่ได้ ในการที่จะเรียกพระพุทธเจ้าว่าเป็นบรมครู จึงเรียกพระ- องค์ว่า บรมครู เสมอกันหมด ทั้งผู้ที่ปฏิบัติได้ และปฏิบัติ ไม่ได้. ครู มีสังกัดทางจิตใจ ทางจิตทางวิญญาณ ขึ้น อยู่กับพระบรมครู ; แม้ว่าในทางหน้าที่การงาน ทางกาย ทางอะไรนี้ มันจะสังกัดอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการก็ตาม
น.25 ๑๙ ใจ; แต่โดยจิตโดยวิญญาณ หรือโดยธรรมชาติแล้ว ก็สังกัดอยู่กับพระบรมครู. ที่จริงการที่ มนุษย์ ไปเอาวิชาความรู้ของพระ- พุทธเจ้ามา เป็นหลักสำหรับปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ เรียกกิจ การอันนี้ในยุคต้น ๆ ว่า กระทรวงธรรมการ ก็ยิ่งเห็น ได้ชัดว่าคนในกระทรวงธรรมการนั้นขึ้นสังกัดอยู่กับพระพุทธ- เจ้า. ต่อมาเลิกเรื่องที่สำคัญ ๆ ออกไป ๆ เหลือแต่เรื่องสอน หนังสือ สอนวิชาชีพ เลยต้องเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวง ศึกษาธิการ พอให้มันสมกัน. แต่ถึงอย่างนั้นครูก็ยังมี ส่วนที่จะนึกถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นบรมครู, มีการมอบจิตใจ ยอมรับพระพุทธเจ้าว่าเป็นพระบรมครู. แม้ว่า เดี๋ยวนี้ เราจะสอนกันแต่เพียงหนังสือและวิชาชีพ ไม่ใช่สอน เรื่องดับทุกข์ในด้านจิตใจ. นี่กำลังจะทำ หลักสูตรจริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่อง ด้านจิตใจ แต่มันก็เป็นเพียงกำลังจะทำ หรือกำลังทำ มัน ยังไม่รู้ว่าจะไปรอด หรือไปไม่รอด ; แต่ก็น่าจะนึกถึงข้อ ที่ว่ามัน อยู่ในขอบรัศมีของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครู อยู่นั่นเอง. ครูในส่วนหนึ่งก็ทำหน้าที่ครู ตามหน้าที่
น.26 ๒๐ การงาน, แต่ว่า ในฐานะที่เป็นมนุษย์ คนหนึ่งเล่า เขา จะต้องทำหน้าที่สาวกที่ดี ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อ จะดับทุกข์ของเขา. ดังนั้น ในด้านจิตใจของครูจึงแยก ออกไปสังกัดอยู่กับพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครู ; แม้ว่า ร่างกายหรือชีวิตภายนอกมันจะสังกัดอยู่กับกระทรวงศึกษา- ธิการก็ตามใจ, แต่ข้อที่ว่า โดยแท้จริง นั้นมัน มีส่วนที่ สังกัดอยู่กับพระบรมครู, เราต้องนึกถึงเรื่องนี้. และเราจะต้องยอมรับ คือรับผิดชอบตัวเราเอง ว่าเราเป็นครูชนิดนั้นหรือไม่ ? หรือว่าแม้แต่เราเป็นเพียง มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น เราก็ไม่หลุดรอดออกไป จากการต้องปฏิบัติตามธรรมะของพระบรมครู ในฐานะ เป็นคนคนหนึ่ง เท่านั้น, ก็ยังต้องศึกษาและปฏิบัติหน้าที่ ของมนุษย์ เพื่อออกมาเสียจากกองทุกข์, มันก็ยังสังกัด อยู่ในพระบรมครูอยู่นั่นเอง. ดังนั้น จึงยอมเสียสละ เหนื่อยยากลำบาก หรืออะไรก็ตาม เพื่อรักษาอุดมคติ อันนี้ไว้ให้ได้, คืออุดมคติที่ว่า ขึ้นสังกัดอยู่กับพระบรม ครู. อาตมาจึงอยากจะกล่าวว่า ครูบาอาจารย์คนไหนก็ ตาม ถ้ายังนึกถึงข้อที่ว่าจะต้องอาศัยความรู้ของพระพุทธองค์
น.27 ๒๑ เครื่องดำเนินชีวิตแล้ว ก็ยอมรับนับถือเสียด้วยชีวิตจิตใจ ว่าเราสังกัดอยู่ในพระบรมครู, ทางด้านจิตด้านวิญญาณ เรามีสังกัดอยู่ในพระบรมครู จึงทำทุกอย่าง บัดนี้เวลานี้ เพื่อรักษาอุดมคติอันนี้ไว้ให้ได้ ; อย่างน้อยก็ระลึกนึกถึง คำว่า มนุษย์, มนุษย์ มนุษย์มีจิตใจสูง ; มันสูงไป ไม่ได้ดอก ถ้าละทิ้งธรรมะของพระบรมครูเสียแล้ว จิต ใจมันก็สูงไปไม่ได้. ที่จิตใจมันจะสูงขึ้นไปได้เดี๋ยวนี้ก็ เพราะว่ายึดถือธรรมะของพระบรมครู คือลดกิเลสและ ความทุกข์ลงไป, ลดกิเลสลงไป, ลดความทุกข์ลงไป, แล้วก็ มีจิตใจสูงขึ้นมา, นี้คือความเป็นมนุษย์. มนุษย์ต้องอาศัยคำสอนของพระบรมครู จึงเป็น มนุษย์ได้ ; ก็เลยสรุปความได้ว่า มนุษย์ทุกคนสังกัด ขึ้นอยู่กับพระบรมครู ไม่ต้องพูดถึงมนุษย์ที่เป็นครูบา- อาจารย์, ยิ่งมนุษย์ที่เป็นครูบาอาจารย์ทำหน้าที่อย่างเดียว กันแล้ว มันก็ยิ่งขึ้นสังกัดอยู่ในพระบรมครู คือจะช่วยเหลือ มนุษย์ ช่วยเหลือเด็ก ๆ ลูกเด็ก ๆ ขึ้นไปจนถึงคนโต ๆ จนถึง คนทั่วไป ให้มันเดินถูกทางของการดับทุกข์ได้.
น.28 ๒๒ ทีนี้ ถ้าครูทำหน้าที่ของครูในลักษณะอย่างนี้ คือช่วยให้เด็ก ๆ ทุกคนปลอดภัยจากความเสื่อมเสีย, ครู ก็มีฐานะเป็นผู้สร้างคนเหล่านี้ โดยที่ไม่ต้องมีใครแต่งตั้ง โดยหน้าที่การงานนั่นแหละมันจะแต่งตั้ง คือหน้าที่การงาน ที่เราทำอยู่ เพื่อให้เด็ก ๆ ทุกคนปลอดภัยจากความเสื่อมเสีย มีความถูกต้องเจริญก้าวหน้า. โดยหน้าที่ ครูเป็นผู้สร้างโลก. อาตมาจึงขอเสนอคำขึ้นมาอีกคำหนึ่งว่า ครูคือผู้ สร้างโลก, ครูคือผู้สร้างโลก พูดถึงคำนี้มาหลายครั้ง หรือ หลายสิบครั้งแล้ว แต่รู้สึกว่าได้รับความสนใจน้อยมาก เพราะ ครูยังไม่อยากจะเป็นผู้สร้างโลก, ยังจะเป็นผู้ถูก สร้างอยู่เรื่อย, ไม่คิดถึงจะเป็นผู้สร้างโลก. ครูเป็นผู้สร้างโลกอยู่โดยธรรมชาติ ใครคัดค้าน ข้อนี้ช่วยคัดค้านมาที เมื่อดูตามที่มันเป็นจริง. มันเป็นอยู่ จริง ๆ ครูทำเด็กทุกคนให้ดี แล้วเด็กทุกคนนั้นก็ประกอบ กันขึ้นเป็นโลกที่ดี แล้วเราจะมาพูดว่า ครูเป็นผู้สร้างโลก ; อย่างนี้ใครคัดค้าน, ใครคัดค้าน, อยากจะพบกับคนคัดค้าน
น.29 ๒๓ ว่าใครเป็นผู้คัดค้านข้อเท็จจริงอันนี้ ทั้งครูคนที่ไม่อยากจะ ยอมรับเกียรติอันนี้ก็ไม่คัดค้าน, ก็ไม่คัดค้าน ทั้งที่เขา ไม่ยอมรับเกียรติอันนี้ ก็ยังไม่อาจจะคัดค้าน. นี้ขอให้ครูพิจารณาดูให้ดี ในข้อที่ตัวเองตั้งอยู่ใน ฐานะเป็นบุคคลผู้สร้างโลก มันเป็นข้อเท็จจริงที่มันเป็นอยู่ ในตัวการงาน ; ไม่ใช่ใครมาตั้งให้ ว่าให้เป็นผู้สร้างโลก. แต่เมื่อทำหน้าที่ทำให้เด็กทุกคนมันดี เด็กทุกคนมันประกอบ กันขึ้นเป็นโลก, ครูก็เป็นผู้สร้างโลกโดยที่ไม่มีทางที่จะ หลีกเลี่ยง, ไม่มีทางที่จะปฏิเสธ, จะอุปโลกน์ตัวเอง หรือ ไม่ยอมอุปโลกน์ตัวเองก็ตามเถอะ ครูเป็นผู้สร้างโลกอยู่ นั่นแหละ, ซึ่งมีเกียรติเท่ากับพระเจ้ามีเกียรติเท่ากับพระเจ้า. ฉะนั้นการที่ยกย่องครูในฐานะเป็นพระเจ้านั้นไม่ใช่เรื่อง เหลวไหล, ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล. ครูอยู่ในฐานะ เทียบเท่ากับพระเจ้า เพราะเป็นผู้สร้างมนุษย์ที่พึง ปรารถนา, ไม่ใช่สร้างแผ่นดิน ไม่ใช่สร้างมนุษย์อย่างคนๆ แต่ว่าสร้างคนที่เป็นมนุษย์ ให้มันเป็นส่วนประกอบที่ดีอยู่ ในโลกนี้ ก็เรียกว่าสร้างโลกนี้ให้ดี.
น.30 ๒๔ นี่ครูโดยหน้าที่ที่กระทำอยู่นั้นเป็นผู้สร้างโลก ; แล้วครูส่วนมากเห็นว่าดีเกินไปจะผูกมัดเกินไป จนไปเที่ยว เมาเหล้าไม่ได้ ก็เลยไม่ยอมรับ, ข้าพเจ้าไม่ยอมรับเกียรติยศ อันนี้, นี่คือปมด้อยของครู. น่าจะพิจารณากันเสียใหม่ : รับผิดชอบในหน้าที่อันนี้ด้วยความสมัครใจ, แล้วทำ ให้ดีที่สุดในการที่จะสั่งสอนอบรมเด็กยุวชนให้ดีที่สุด, แล้วมันก็หมดหน้าที่ของครู. ถ้าเด็กที่ได้รับการอบรม ดีแล้วมันไปสร้างโลกของมันเอง ; พูดให้ชัดหน่อยก็ว่า ครูสร้างโลกโดยผ่านทางเด็ก ๆ หรือยุวชน. นี่ครูเป็นผู้ สร้างโลกทั้งโลก แต่ว่าโดยผ่านทางเด็ก ๆ หรือทางยุวชน, เราสร้างเด็ก ๆ หรือสร้างยุวชนให้ดี แล้วก็ประกอบกันขึ้น เป็นโลกที่ดี. ทีนี้ โดยข้อเท็จจริงมันยังเป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่า ครูที่ขึ้นสังกัด อยู่กับกระทรวงศึกษาธิการนั้น ก็ทำงานไปตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ โดยบทบัญญัติ หรือ หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ยังไม่ได้สั่งสอนอบรม เด็กให้ดี, เพียงแต่ให้มีความรู้สำหรับให้เอาตัวรอดอย่าง โลก ๆ ให้รู้หนังสือ ให้มีวิชาชีพ เพียงเท่านี้มันยังไม่พอ.
น.31 ๒๕ คนที่รู้เพียงหนังสือหรือวิชาชีพนั้นยังเป็นอันธพาลได้ โดยง่าย, มันพร้อมที่จะเป็นอันธพาลอยู่ เพราะไม่มี คุณธรรมที่ดี ถ้าต่อ เมื่อไรในหลักสูตรมีเรื่องของศีลธรรม จริยธรรมที่ดี เข้าไปอีกเรื่องหนึ่ง นั่นจะเต็มตามความหมาย ที่ว่าครูจะเป็นผู้สร้างเด็ก สร้างยุวชนให้ดี เสร็จแล้วก็เป็น ผู้สร้างโลกให้ดี. เดี๋ยวนี้โดยข้อเท็จจริงมันยังทำไม่ได้นี่ เพราะเขาขีดวงหน้าที่การงานของครูไว้จำกัดมาก เพียงแต่ สอนหนังสือ กับวิชาชีพ เท่านั้นเอง. ทีนี้ เราจะสมัครใจ ของเรา อุทิศว่าในโอกาสนี้ เราจะสั่งสอนจริยธรรม ศีลธรรม เป็นเรื่องพิเศษของ เราเอง , เราจะสอนหนังสือ วิชาชีพ ชนิดที่ผนวกกัน เข้าไว้กับศีลธรรมและจริยธรรม อบรมให้ดี ให้เด็กมี ศีลธรรมและจริยธรรมพร้อมกันไป, นี่มัน จึงจะสำเร็จ ประโยชน์ในข้อที่ว่าสร้างโลก. แต่ถ้ายังทำไม่ได้โดย เหตุที่มันยังมีอะไรมาขวางอยู่. มีวงการที่ทรงอำนาจมาขวาง อยู่ ยังทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร, มันก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะ มันทำไม่ได้.
น.32 ๒๖ แต่แล้ว ในส่วนที่ทำได้, ในส่วนที่อาจจะทำได้ เท่าไรก็ตามนี่ คิดว่าควรจะต้องทำ. อย่าแก้ตัว หรือ อย่าสลัดหน้าที่อันสูงสุดนี้ออกไปเสียจากตัว, มันก็จะ ดีหมด, จะถูกต้องหมด จะดีหมด ในความหมายของทุกๆ คำ : คำว่า ครู ก็ดี, คำว่า การศึกษา ก็ดี, คำว่า ผู้เปิด- ประตูทางวิญญาณ ก็ดี, ผู้ช่วยโลก ก็ดี, มันก็มีความหมาย เต็มที่ขึ้นมา ; เหลืออยู่แต่ว่าเรา มองเห็นชัดในข้อเท็จ- จริงอันนี้, แล้วอธิษฐานจิตอุทิศชีวิตจิตใจกำลังกาย กำลังใจทั้งหมดเพื่อทำหน้าที่อันนี้, อย่างที่เรียกว่าอุทิศ ชีวิตแก่พระผู้เป็นเจ้า, อุทิศชีวิตเพื่อหน้าที่การงานอันสูง สุดนี้, ให้สมกับความหมายของคำว่าผู้เปิดประตูทางวิญญาณ ตามอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครู. ข้อเท็จจริงในปัจจุบันยังทำได้ยาก เพราะว่า หลักสูตร หรือระเบียบไม่อำนวย, แล้วมันพิสูจน์ความ ไม่ดีพอ หรือความบกพร่องให้เห็น. เช่นข่าวหนังสือพิมพ์ ครูยังจับเด็กมาตีเป็นร้อย ๆ คน แล้วให้ตากแดด, ไม่ใช่ รายเดียว ๒-๓ ราย, หนังสือพิมพ์ระหว่างนี้แปลกประหลาด ที่ว่าครูตีเด็กอย่างทารุณโหดร้าย ไม่ใช่รายเดียว. นี่ครู
น.33 ๒๗ เป็นอย่างไร, ถ้าครูยังทำอย่างนี้ได้ ครูจะเป็นอย่างไร. หรือเรื่องที่ว่าเอาเงินของครูน้อย ไป, ครูผู้หญิงคนหนึ่งเงิน หายไป; แล้วก็ครูผู้ปกครองจับเด็กร้อย ๆ มาตีคาดคั้นให้ สารภาพ, ตีแล้วยังให้ยืนกลางแดดอยู่อีกเป็นนาน. นี่ดูจิต ใจของครูถ้ามันเป็นจริงอย่างที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวนี้ มัน ก็มี ๒-๓ ราย ตีเด็กจนพ่อแม่ต้องไปเอาตำรวจมาจับไปฟ้อง ศาลไปอะไรกันอีกเหมือนกัน. นี่ข้อเท็จจริงที่ว่า ครูกำลังเป็นอย่างไร, ครูผู้ สร้างโลกมันยังไกลกันนักกับการที่จะทำอย่างนี้. แต่เมื่อ เราอุทิศชีวิตจิตใจสมัครทำงานเป็นผู้สร้างโลก ตามรอย พระยุคลบาทของพระบรมศาสดาแล้วก็คงจะหมดปัญหา, หมดปัญหา ไม่มีปัญหาอะไรเหลืออยู่ แล้ว จะไม่บันดาล โทสะ โมหะ มากเหมือนอย่างนั้น. ครูควรปรับความรู้สึก ทำหน้าที่ ให้สม "ครู". ทีนี้ อาตมาก็อยากจะพูดต่อไปอีกถึงข้อที่ว่า เรา ควรจะปรับความรู้สึก หรือปรับความเข้าใจกันเสียใหม่ เกี่ยวกับความเป็นครู เท่าที่เราจะทำได้, คือให้มองเห็น
น.34 ๒๘ ความจริงข้อนี้ แล้วรู้สึกว่า เป็นโชคดีที่สุดที่ได้เกิดมา เป็นครู หรือมีครอบครัวเป็นครู เพราะว่าได้ประกอบ อาชีพปูชนียบุคคล อยู่เหนือเกล้าเหนือเศียรของบุคคล เงินเดือนก็ยังได้ตามธรรมดาสามัญทั่วไป แล้วก็ยังทำหน้าที่ สูงสุด คือสร้างโลก สร้างจิตสร้างวิญญาณของมนุษย์, มันสูงสุดถึงขนาดนี้ เป็นอาชีพสูงสุด คือเป็นปูชนียบุคคล, เป็นเจ้าหนี้เหนือมนุษย์, แล้วก็ทำหน้าที่สร้างโลกนั่นเอง แล้วเงินเดือนที่เป็นผลของงานอาชีพธรรมดาก็ยังได้. แล้ว ทำไมจึงไม่ถือว่ามันเป็นโชคดีที่สุด ที่ได้มามีอาชีพเป็นครู, คือเป็นครูที่ถูกต้องตามอุดมคติของครู, แล้วมันก็ได้รับผล อันนี้ทั้งหมดแหละ : มีอาชีพรอดอยู่ได้ด้วยเงินเดือน, แล้วก็เป็นปูชนียบุคคลทางจิตใจ, แล้วทางกิจกรรมนั้นก็ เป็นผู้สร้างโลก ซึ่งเป็นงานอันสูงสุดไม่มีงานอะไรจะเหนือ ไปกว่า. ควรจะมีความรู้สึกว่าโชคดีแล้ว ที่ได้มามีอาชีพ เป็นครู หรือว่ามีครอบครัวเป็นครูกันทั้งครอบครัว มันก็ยิ่งดี, มันยิ่งกว่าวรรณะพราหมณ์ เหนือกว่าวรรณะ พราหมณ์ วรรณะพราหมณ์แห่งวรรณะพราหมณ์ คือ
น.35 ๒๙ วรรณะผู้สั่งสอน ผู้อบรมสั่งสอน ผู้เปิดประตูทางวิญญาณ. และเมื่อนึกได้อย่างนี้นะ ก็ควรจะมีความสุขที่สุดแล้ว, ครู ที่นึกได้อย่างนี้ก็มีความพอใจในอาชีพของตน, มันก็เลย เป็นผู้มีความสุขชนิดที่อย่างยิ่ง มีความสุขอย่างยิ่ง. ความสุข นี่มัน มาจากความพอใจ, ไม่มีความสุข ชนิดไหนที่ไม่มาจากความพอใจ. ความสุขอย่างเลว อย่าง คดโกง มันก็มาจากความพอใจอย่างเลว อย่างคดโกง. เดี๋ยวนี้ความพอใจบริสุทธิ์และถูกต้อง มันก็เป็นความสุข อย่างบริสุทธิ์ พอใจว่าได้ทำหน้าที่สูงสุดและทำได้ หน้าที่ สูงสุด หน้าที่เดียวกับของพระพุทธเจ้านี่เราทำได้, แล้วก็ พอใจ พอใจก็เป็นสุขทันทีที่พอใจ, มันก็เป็นครูไปพลาง เป็นสุขอย่างบริสุทธิ์ไปพลาง ตลอดเวลาทุกอิริยาบถ. ถ้า มองเห็น ถ้านึกเห็นและมองเห็นมันจะเป็นอย่างนี้ ; ถ้า มองไม่เห็นมันก็ไม่มีดอก มันก็เป็นไปไม่ได้ถ้ามองไม่เห็น. แต่ถ้ามองเห็นแล้วมันจะพอใจและเป็นสุขอยู่ทุกๆ วินาทีที่ ปฏิบัติหน้าที่ของครู ไม่ว่าหน้าที่อะไร, หน้าที่ทุกหน้าที่ ที่ครูจะต้องกระทำ แล้วก็พอใจ แล้วก็เป็นสุข, ปรับความ รู้สึกให้ถูกต้อง, แล้วปรับจิตใจให้มีความรู้สึกเป็นสุขอัน บริสุทธิ์สะอาดอยู่ตลอดเวลา.
น.36 ๓๐ เอาละ เป็นอันว่า เราพูดกันถึงครู และเรื่อง ของครูในชั้นลึกแล้ว ในชั้นจิตใจที่ปรับปรุงได้, และควร จะปรับปรุงให้รู้สึกพอใจและเป็นสุข พอใจถูกต้องแล้ว เป็นสุข, มี ลักษณะเป็นธรรมชีวี, ธรรมชีวีสูงสุด ตาม หลักธรรมชีวีที่ได้บรรยายไปแล้ววันก่อน ๆ นั้น. คำนี้ขอเตือนท่านผู้ฟังทั้งหลายว่า ช่วยจำไว้เสมอ ธรรมชีวี, ธรรมชีวี มี ธรรมะเป็นชีวิต, มีชีวิตเป็น ธรรมะ, นี่เป็นคำสำคัญที่ จะต้องอยู่กับเนื้อกับตัว. เราจะ ช่วยกันตั้งสังคมธรรมชีวี คือหมู่บุคคลผู้มีชีวิตเป็นธรรมะ มีธรรมะเป็นชีวิต. ครูทำได้ง่ายที่สุด ทำได้ทุก ๆ เวลา และมีความสุขเมื่อกระทำนั่นเอง. ทำอะไรกันในวันครู? ทีนี้ที่จะพูดต่อไปอีกตามลำดับก็คือ วันครู เรื่อง วันครู วันนี้เป็นวันครู วันที่สมมติบัญญัติให้เป็นวันครู, เรียกว่าวันครู ทำอะไรต่าง ๆ กันทั่วทั้งประเทศในฐานะ เป็นวันครู.
น.37 ๓๑ อาตมา อยากจะพูดถึงเรื่องน่าหัวเสียก่อน : เกี่ยว กับวันครูนี้ มีคนตั้งข้อสังเกตได้พูดขึ้นดัง ๆ ว่า วันครูเป็น วันที่ครูเมาเหล้ามากที่สุด ; เพราะครูกินเหล้ามากกว่าวัน อื่น ๆ, เพราะวันอื่น ๆ ไม่ได้จัดเหล้ามากินกันให้มากเหมือน กับวันครู วันครูนี้มีวิธีการเรี่ยไรลับเรี่ยไรแจ้ง เรี่ยไร อะไร ชักชวนกันน่ะ แล้วก็เมามายกันที่สุดที่จะเมามายได้, วันครูคือวันที่ครูเมาเหล้าที่สุดกว่าวันอื่น ๆ ในรอบปี, แล้ว ก็ วันเด็กคือวันที่เด็กเป็นลิงทะโมนมากกว่าวันอื่น ๆ ในรอบปี, แล้วถึงวันเด็กก็ปล่อยให้เด็กทำอะไรตามชอบใจ ส่งเสริม ให้เด็กทำตามชอบใจ โห่ร้องสรวลเสเฮฮากันอย่างไรที่ไหน ก็เปิดให้เด็กเขาสรวลเสเฮฮากัน. นี้เด็กส่วนใหญ่มันยังมี ลักษณะเป็นลิงทะโมน, วันเด็กเป็นวันที่เด็กเป็นลิงทะโมน มากกว่าวันใดในรอบปี. วันครูเป็นวันที่ครูเมาเหล้ายิ่ง กว่าวันใดในรอบปี มันมีผู้ตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ มีส่วนจริง กี่เปอร์เซ็นต์ ? ไปคำนวณดูเองเถอะท่านครูทั้งหลาย, ไป คำนวณดูเองว่าคำพูดนี้มันมีส่วนจริงกี่เปอร์เซ็นต์ ? นี่ วันครูมันยังอยู่ในลักษณะที่น่าสงสาร วันเด็ก ก็ยังอยู่ในลักษณะที่น่าสงสาร
น.38 นี้ ผู้มีอำนาจ ควรจะจัดให้เด็กรู้จัก ครู รู้จักคุณของครู จนน้ำตาไหล, ด้วยการพูดจา ด้วย การแสดง ด้วยการพิสูจน์ อะไรก็ตาม, เอามาพูดเอามา ประชุมกันพูดชี้แจงชักจูง จนเด็กน้ำตาไหลด้วยรู้สึกใน พระคุณของครู อย่างนี้ดีกว่าปล่อยให้เด็กไปเป็นลิงทะโมน ตลอดวันเด็ก. วันครูก็ทำให้เด็กรู้จักครูจนน้ำตาไหล นี่ ส่วนเด็ก. แล้ว วันครูทำให้ครูรู้จักตัวเองจนน้ำตาไหล ; ฟัง ออกหรือไม่ออกก็สุดแท้. วันครูนั้นจะต้องจัดต้องทำให้ ครูรู้จักตัวเองจนน้ำตาไหล, น้ำตาไหลออกมา อะไรก็สุดแท้ อีกเหมือนกัน, น้ำตาไหลเพราะสงสารตัวเอง หรือว่าน้ำ ตาไหล เพราะรู้สึกความประเสริฐคุณค่าอันสูงสุดของ ความเป็นครู, แล้วสะดุ้งขึ้นมาจนน้ำตาไหล. วันเด็ก ก็เป็นวันที่จะต้องจัด ให้เด็กรู้จักพระคุณ ของครู จนน้ำตาไหลดีกว่าให้เขาไปเป็นลิงทะโมน. วันครู ก็จัด ให้ครูรู้จักความเป็นครูของตัวเอง จนน้ำตาไหล, รู้ จักความเป็นปูชนียบุคคล, รู้จักหน้าที่อันสูงสุด รู้จักว่า โชคดีที่สุดที่ได้มีอาชีพเป็นครู แล้วครูก็น้ำตาไหล. อย่าง
น.39 ๓๓ นี้อาตมาคิดว่าถูกที่สุด ฉะนั้นวันครู ที่จะร้องเพลงกันใหญ่ หรือว่าจะเลี้ยงกันใหญ่ หรือว่าจะทำอะไรกันที่มันเป็นเรื่อง สรวลเสเฮฮากันใหญ่นั้น น่ากลัวจะไม่ส่งเสริมความเป็นครู ไม่ลงรกลงรากอย่างถูกต้องเข้มแข็งมั่นคง. นี่คำว่า วันครู พูดกันสักนิดหนึ่งก็พอ วันครูควรเป็นวันสังคายนาครู. ทีนี้เรื่องต่อไปที่จะเป็นเรื่องสุดท้ายที่จะพูด คือการ ปรับปรุงแก้ไขสิ่งบกพร่องเหล่านี้ ควรจะทำกันอย่างไร ครูบาอาจารย์ทั้งหลายจึงจะทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ เด็ก และแก่มหาชนให้ยิ่งขึ้นไป ? คำว่า ตัวอย่าง นี้มัน มีค่ามากกว่าคำสั่งสอน, สอนด้วยปากเขาไม่เชื่อ เขาไม่ ไว้ใจ; แต่ถ้าทำให้ดู ทำให้ดูด้วยการกระทำ เขาไว้ใจ เขาเคารพ เขาไว้ใจ เขาสนิทใจ. ถ้าเรามาพูดกันแต่ ปากเขาว่ามันหลอกก็ได้, มันหลอกก็ได้ มันดีแต่ปาก มันพูดแต่ปาก อย่างนี้มันไม่สำเร็จประโยชน์, มันต้อง แสดงตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กและมหาชนทั้งหลาย. นี่ก็ เป็นสิ่งที่ทำได้นะ ในการที่จะแก้ไขสถานการณ์อันเลว
น.40 ๓๔ ร้ายให้ดีขึ้นมานั้นพร้อมใจกันพรึบเดียว ทำตนเป็น ตัวอย่างที่ดี ที่ถูกต้อง ทั้งแก่เด็กและแก่มหาชน, แล้วจะ ต้องมีการทำสังคายนา สังคายนาครู และการกระทำของครู คำว่า สังคายนา สังคายนา คือตรวจสอบหาข้อผิด พลาด แล้วแก้ไขเสียใหม่ให้ดีให้ถูกต้อง, นี่เขาเรียกว่าทำ สังคายนา, เป็นคำที่ใช้ในทางศาสนา ทำสังคายนาธรรม- วินัย. พระคัมภีร์ที่เขียนไว้มันวิปริตคลาดเคลื่อนอย่างไร, ตรวจสอบเสียใหม่ แก้ไขให้ดี นี้เรียกว่าทำสังคายนา. หรือว่าปรับปรุงการประพฤติการกระทำของหมู่คนที่ไม่ถูก ต้องไม่ดี ให้ถูกต้องให้ดี เรียกว่าทำสังคายนา ; แต่ส่วนใหญ่ ก็ใช้ทำแก่คำสั่งสอน ตัวหนังสือที่เป็นคำสั่งสอน. สังคาย- นานี้แปลว่าแก้ไขให้ถูกต้องแล้วเอามาสวดพร้อม ๆ กัน, เป็นการรับรองและจำไว้. คายนา แปลว่า ร้อง ขับร้อง ; ตรวจสอบว่าอย่างนี้ถูกต้องยุติแล้ว ก็เอามาร้องสวดร้อง พร้อม ๆ กัน เพื่อจำไว้, เพื่อจำไว้-รักษาไว้. สังคายนาครู ก็ดูว่ามันมีอะไรที่ผิดพลาด สังคายนาการกระทำของครูและสังคายนาครู, เมื่อพบอะไร เป็นความผิดพลาดแล้ว ก็ ช่วยกันแก้ไขเสีย, แก้ไขของ
น.41 ๓๕ ตัวเองโดยไม่ต้องมีใครมาแก้ไข, นั่นแหละเป็นการดี. ต่อเมื่อมันทำไม่ได้ จึงต้องใช้กำลังบังคับ ; แต่มัน ก็อยู่ในขอบเขต เพราะว่าสมัยนี้มันเป็นสมัยประชาธิปไตย. ถึงอย่างนั้นก็ยังทำได้ด้วยอำนาจของประชาธิปไตย, ในการ ที่จะสังคายนาครู หรือสังคายนาการกระทำของครู เราจะต้องอาศัยการกระทำอีกอย่างหนึ่ง คือการ ทำให้ครูรู้จักตัวเองยิ่งขึ้น, พูดกันแล้วพูดกันอีก อบรม กันแล้วอบรมกันอีก, หรือ ทำอย่างไรก็ตาม ให้ครูรู้จัก ตัวเองมากขึ้นว่าครูคืออะไร, ทำข้อนี้ให้มากขึ้น ๆ. แล้วก็ที่อาตมาคิดว่า ความบกพร่องข้อใหญ่นี้ เราทำการศึกษาให้เป็นเรื่องทางวัตถุมากเกินไป; ฉะนั้นขอให้จัดทำให้การศึกษาเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ มากขึ้น คือกระทรวงจะจัดจะควบคุมเป็นเรื่องของประเทศ ทั้งประเทศ ก็ต้องจัดต้องกระทำให้การศึกษานี้เป็นเรื่อง ทางจิตทางวิญญาณมากขึ้น, อย่าเป็นเรื่องแต่ทางวัตถุหรือ ทางกายอย่างเดียว เหมือนกับที่กำลังกระทำอยู่. เดี๋ยวนี้ เรื่องทางจิตทางวิญญาณมันมีแต่ชื่อ มีแต่ปาก, มันไม่ได้ มีการกระทำที่แท้จริง. เพราะเหตุอะไรก็หลายเหตุผล
น.42 ๓๖ ไม่สามารถจะทำเพราะไม่รู้, หรือเพราะบังคับกันไม่ได้อะไร ก็แล้วแต่ มันจึงมีน้อย, เป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณน้อย เป็นเรื่องทางกายทางวัตถุเสียเป็นส่วนมาก, นี่เราทำกัน อย่างนี้. ทำพิธีมอบชีวิตถวายพระบรมครูเสียบ้าง. แล้ว เราควรจะมีพิธี, พิธีมอบกายถวายชีวิตแก่ พระบรมครูกันขึ้น ; หลายคนจะคิดว่าบ้า, หลายคนจะ คัดค้านว่าเป็นเรื่องบ้า ถ้าจะวางระเบียบปฏิบัติให้ทำพิธีครู มอบกายถวายชีวิตแก่พระบรมครูเป็นกิจลักษณะ, เหมือน กับสมาทานศีล สมาทานธรรม สมาทานอะไรต่าง ๆ สมาทานว่าจะประพฤติปฏิบัติอย่างไร ก็จัดพิธีที่หรูหราที่สุด. ให้ครูที่สมัครใจมาทำพิธีมอบ กายถวายชีวิตแก่พระบรมครู ให้มากขึ้น, ว่าต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะเดินตามรอยพระบรมครู ทุกอย่างทุกประการ. เขาคงไม่ทำแต่ปากดอก เพราะก่อน แต่จะเข้ามาเขาก็จะต้องคิดนึกพอสมควรแล้ว, เขาเข้ามา ทำด้วยจิตใจ นี่มันช่วยได้นะคนเรา, เป็นเครื่องกระชับ ให้มันแน่นแฟ้นเข้ามา โดยการอธิษฐานจิตกระทำทาง
น.43 ๓๗ วาจานี้ก็ทำ. ทางกายก็กระทำ, ทางวาจาก็กระทำ, ทาง จิตก็กระทำ ในลักษณะที่เป็นการมอบกายถวายชีวิตแก่ พระบรมครู. ถ้าเสนอแก่กระทรวง กระทรวงคงจะว่าบ้า อาตมาก็ไม่เคยคิดว่าจะเสนอความคิดนี้แก่สังคม หรือแก่ กระทรวงไหน ; แต่นึกอยู่ในใจว่าถ้าทำได้อย่างนี้ครูก็จะมี ความเป็น ครูที่แท้จริงมากขึ้นโดยเร็ว, จนกระทั่งครูสามารถ สงวนสถานะของตนที่เป็นปูชนียบุคคลและตั้งอยู่ในวรรณะ อันสูงสุด คือวรรณะผู้อบรมสั่งสอน เดี๋ยวนี้ดูเขาจะไม่ยอมรับกันเสียก็ได้ว่า ครู ทุกคนมีสังกัดขึ้นตรงต่อพระบรมครู คือพระพุทธเจ้า เขาไม่ยอมรับ, แล้วเรามาชวนให้เขามอบกายถวายชีวิตแก่ พระบรมครูอย่างเป็นกิจลักษณะ เป็นการอธิษฐาน เป็น การสมาทาน เขาก็คงจะไม่เอา. แต่ถ้ามันทำเป็นระเบียบ ขึ้นมา มันก็ยังดี มันก็จะมีคนเอาครึ่งหนึ่ง หรือทั้งหมดก็ แล้วแต่ มันคงจะมีมากขึ้นกว่าที่จะปล่อยไว้ตามบุญตาม- กรรม. นี่ครูจะสามารถเคารพตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเอง ในฐานะที่เป็นครูกันถูกต้องและมีความสุขอยู่ในจิตใจตลอด
น.44 ๓๘ เวลาที่รู้สึกเช่นนั้น, รู้สึกว่ามีความถูกต้องอยู่ในตน แล้วก็ พอใจ แล้วก็เป็นสุข เป็นสุข ความสุขมาจากความ พอใจ, พอใจว่าถูกต้อง, แล้วมันมีความถูกต้องจริง ความสุขนั้นก็บริสุทธิ์ หวังว่าท่านครูทั้งหลาย ควรจะได้เอาไปคิดนึก ศึกษากันให้ดี ๆ แล้วก็อย่าโมโหว่าอาตมาพูดจารุนแรง. เมื่อ ขอให้พูด มันพูดอย่างอื่นไม่เป็นนี่ มันก็พูดอย่างนี้แหละ, มันพูดอย่างอื่นไม่เป็น เมื่อขอให้พูดมันก็พูดอย่างนี้ ฉะนั้นอย่าโมโหว่าได้พูดรุนแรง, ได้พูดอะไรเป็นเชิงกระทบ กระทั่ง ไม่มีเจตนาจะกระทบกระทั่ง มีแต่เจตนาที่จะแก้ไข หรือหมุนที่มันไม่ถูกน่ะให้มันไปสู่กระแสแห่งความถูก เอ้า, จบ ว่ามันยังอยู่ในระยะวันปีใหม่ วันปีใหม่ อยู่หยก ๆ นี่มันยังอยู่ในระยะวันปีใหม่ ขอให้วันครูนี้ ทำให้เป็นครู, ทำครูให้เป็นครูมากกว่าปีเก่า, เป็นครู คนใหม่ที่มีความเป็นครูมากกว่าปีเก่า. มันอยู่ในระยะ ปีใหม่อยู่หยก ๆ จงเป็นครูให้ถูกต้องตามความหมายของคำว่า เป็นครู ให้มากกว่าปีเก่า ; เช่นเดียวกับที่เรากระทำแก่ วันปีใหม่ แล้วก็มีความแน่ใจ มีความพอใจในการกระทำนี้ ก็พอใจตัวเองอีก จนยกมือไหว้ตัวเองได้อีก.
น.45 ๓๙ เรื่องจบ - เรื่องจบแล้ว - เรื่องจบแล้ว ว่าครู, วันครู วิญญาณของครู มีอยู่อย่างไร , จึงได้เอามาพูดกัน ถึงที่สุดแล้ว. แล้วพูดวันนี้เหมือนกับแอบพูดในซ่อง หรือในแก๊ง ที่คนเขาไม่ค่อยจะได้ยินได้ฟังแล้วเขาก็ไม่อยาก จะได้ยินได้ฟัง. แต่เรามีเจตนาดีที่จะปรึกษาหารือกัน, เหมือนกับว่าเป็นภายใน เพราะว่าเขายังไม่ยินดีจะเข้าใจด้วย หรือร่วมมือด้วย. เราก็กระทำกันไปก่อนในลักษณะเป็น ภายใน ตั้งแก๊งครูขึ้นในชั่วโมงนี้, พูดจากันเรื่องหน้าที่ ที่จะต้องแก้ไขอย่างไรต่อไป. ขอให้ครูทุกท่านมีความสุขสวัสดี เพราะเป็นครู มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ก้าวหน้าอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ. ขอยุติการบรรยาย
Buddhadasa