Buddhadasa.org
หนังสือความเป็นพระอรหันต์ › อ่านฉบับเต็ม

📖 ความเป็นพระอรหันต์

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ความเป็นพระอรหันต์

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.7 นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺฺส ฯ อตฺถงฺคตสฺส น ปมาณมตฺถิ เยน นํ วชฺชฺ ตํ ตสฺส นตฺถิ สพฺเพสฺ ธมฺฺเมสุ สมูหเตสฺุ สมูหตา วาทปถาปิ สพฺเพ-ติ ธมฺโม สกุกจฺฺจํ โสตฺพฺโพ-ติ. ณ บัดนี้ อาตมาภาพจะได้วิสัชชนาในพระธรรม- เทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเป็นเครื่องประดับสติ ปัญญา ส่งเสริมศรัทธา-ความเชื่อและวิริยะ-ความพากเพียร ของท่านทั้งหลายที่เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า *มาฆบูชาเทศนา กัณฑ์ที่ ๒ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม อ. ไชยา วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ เวลา ๒๑.๐๐ น.

น.8 ๒ ตามทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็น ที่พึ่งของเราทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนานี้เป็นธรรมเทศนาพิเศษ เนื่องใน มาฆบูชา ดังที่ท่านทั้งหลายก็พอจะทราบได้อยู่เองแล้ว ใน โอกาสเช่นนี้ มีการแสดงธรรมเทศนาอนุวัติแก่เหตุการณ์ ตามที่เห็นว่า ควรจะนำมาแสดงอย่างไร. อาตมามีความตั้ง ใจว่า เราจะพูดกันถึงเรื่องสำคัญ ที่เป็นความหมายของวัน วันนี้. วันวันนี้เป็นวันอะไร ? วันนี้เป็นวันมาฆบูชา คือ เป็นวันของพระสงฆ์. วิสาขบูชา เป็นวันพระพุทธเจ้า เรา ก็ควรจะพูดกันถึงเรื่องพระพุทธเจ้า. วันอาสาฬหบูชา เป็น วันของพระธรรม เราก็ควรจะพูดกันถึงเรื่องพระธรรม. วัน มาฆบูชาเป็นวันของพระสงฆ์ เราก็จะพูดกันถึงเรื่องของพระ- สงฆ์. แต่โดยเหตุที่ พระสงฆ์ที่เป็นต้นเหตุแห่งมาฆบูชานี้ เป็นพระอรหันต์ทั้งนั้น เราจึง ควรจะพูดกันถึงเรื่องของ พระอรหันต์ ซึ่งเป็นยอดสุดของพระสงฆ์. คำว่า พระสงฆ์ ๔ คู่ ๘ พระองค์ ซึ่งเรียกว่า อริยสงฆ์ นั้นก็มี โสตาปัตติมรรค โสตาปัตติผล, สกิทา-

น.9 ๓ คามิมรรค สกิทาคามิผล, อนาคามิมรรค และอนาคามิผล, อรหัตตมรรคและอรหัตผล. คู่สุดท้ายเรียกว่าพระ- อรหันต์ เป็นพระสงฆ์ ๔ คู่ ๘ พระองค์. ถ้านอกไปจาก นี้นิยมเรียกกันว่า สมมติสงฆ์ คือผู้ที่จะต้องสงเคราะห์เข้า ไปในพระสงฆ์ ได้แก่ผู้ที่กำลังปฏิบัติ เพื่อบรรลุมรรคผลนั้น เอง ผู้ใดปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพื่อการบรรลุมรรคผล นั้นๆ ก็ได้ชื่อว่าพระสงฆ์ด้วยเหมือนกัน, ขยายความลง ถึง แม้แต่จะเป็นฆราวาสก็ได้; เพราะว่าฆราวาสที่เป็น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี ก็ยังมี, ฆราวาส ที่กำลังปฏิบัติเพื่อความเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี นี้ ก็ยังมี, จึงนับเนื่องอยู่ในหมู่สงฆ์. วันนี้เป็นวันพระสงฆ์ เราก็พูดอะไรที่มันเนื่อง กันอยู่กับพระสงฆ์ ; แต่โดยเหตุที่พระสงฆ์ ที่เนื่องด้วย มาฆบูชา ล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ดังที่กล่าวแล้ว จึงตั้งใจ ว่า เรา จะพูดกันถึงเรื่องของพระอรหันต์ ; เมื่อเข้าใจ เรื่องของพระอรหันต์ แล้วก็ลดหย่อนลงมาได้ โดยลำดับ จน เป็นพระสงฆ์ที่ต่ำกว่า ตามความพอใจของตน.

น.10 ๔ ขอให้คิดดูเถอะว่า ถ้าเรื่องของพระอรหันต์ยัง เป็นที่มืดมัว ไม่เป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ของพุทธบริษัท ก็จะเป็นพุทธบริษัทกันอย่างไร ? ประชาชนธรรมดาทั่วไป ก็รู้จักพระอรหันต์แต่ชื่อ, นักศึกษาแม้ในระดับมหาวิทยาลัย ก็มีอยู่เป็นอันมาก ที่รู้จักพระอรหันต์สักแต่ว่าชื่อ, ไม่มีใคร ได้เปรียบเสียเปรียบอะไรกันนัก นับว่าเป็นจุดที่บกพร่อง ไม่น่าพอใจเลย ของพวกเราชาวพุทธบริษัท. ฉะนั้น เรา ควรจะพยายาม กันเรื่อยไป ให้มีความรู้ความเข้าใจ ใน เรื่องอันเกี่ยวกับพระอรหันต์ ให้มากขึ้น ๆ จนเป็นที่พอใจ ว่าเราได้รู้เรื่องของพระอรหันต์อย่างแจ่มแจ้ง สามารถที่จะ ปฏิบัติไปตามทางสายนั้นได้ ด้วยความแน่ใจ แม้ว่าบัดนี้ จะยังไม่บรรลุถึง ก็ถือไว้เป็นเรื่องในเวลาต่อไป. เป็นอันว่า เดี๋ยวนี้ก็กำลังตามรอยของพระอรหันต์ นั้นอยู่ ; แม้ที่สุดแต่ บทปัจจเวกขณ์ ของอุบาสกอุบาสิกา ทั้งหลาย อันเกี่ยวด้วยองค์อุโบสถ แต่ละบท ๆ ก็มีการกล่าว ถึงการทำตามพระอรหันต์ ด้วยองค์แห่งอุโบสถนั้น ๆ. เมื่อ เช้านี้ก็ยังได้ยินสวดอยู่, จะทำตามพระอรหันต์กันแต่เพียงว่า สวด แล้วก็ไม่รู้ความหมาย นี้มันก็เป็นที่น่าเวทนา, ถ้า อย่างไรก็จะเอามาพิจารณาพูดจากันเสียให้ละเอียด ในคราวนี้.

น.11 ๕ ลักษณะของพระอรหันต์. ในชั้นแรกนี้ ก็ จะกล่าวถึงพระอรหันต์ โดยตรง ก่อน ว่าท่านเป็นอย่างไร. เราจะใช้คำไหนมาพูดจากัน ? หัวข้อที่ยกขึ้นไว้เบื้องต้นนั้น เป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง ใช้คำเรียก พระอรหันต์ว่า ผู้มิได้ตั้งอยู่ คือพระบาลีที่เรียกว่า อตฺถงฺค ; อตฺถงฺค เป็นภาษาบาลี แปลว่า มิได้ตั้งอยู่, ที่เป็น ภาษา สันสกฤต แล้วก็มาเป็นภาษาไทย ก็คือคำว่า อัสดง. เมื่อ พูดว่าอัสดง หลายคนก็เข้าใจว่าหมายถึงอะไร อย่างน้อยที่สุด ก็พูดเป็น ว่าพระอาทิตย์อัสดง, พระอาทิตย์กำลังจะลับหาย ไป, อัสดงนั้นแปลว่ามิได้ตั้งอยู่ ในพระบาลี เรียก พระ อรหันต์ ว่า ผู้มิได้ตั้งอยู่, พระบาลีนั้นก็มีเต็มรูป อตฺถงฺคตสฺส น ปมาณมตฺถิ - ประมาณมิได้มี แก่ผู้ที่มิได้ตั้งอยู่. พระอรหันต์มิได้ตั้งอยู่ นี้หมายความว่าดับไป, ดับ กันอย่างไร ที่เรียกว่า ดับ ในที่นี้ แล้วมิได้ตั้งอยู่นั้น หมาย ความว่ามิได้ตั้งอยู่อย่างไร ในที่นี้. ขอให้เข้าใจ เพราะว่า มันเป็นใจความพิเศษ ; มิได้ตั้งอยู่ แต่ก็มิได้ตาย, มิได้ ตาย, ไม่ได้หมายความว่าท่านตาย ; แต่ใช้คำว่า ท่านมิได้ ตั้งอยู่ ดับไปโดยที่ไม่ต้องตาย ก็ดับไปแห่งกิเลส ดับไป

น.12 ๖ แห่งตัวตน ดับไปแห่งความยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวมีตน, มิได้สำคัญว่ามีตนที่ตั้งอยู่ ก็เลยเรียกท่านว่า ผู้มิได้ตั้งอยู่. เพราะว่าจิตได้เข้าใจแจ่มแจ้ง ในความหลอกลวงของ การตั้งอยู่แห่งตัวกู ที่เรารู้สึกกันว่า เรามีอยู่ เรายังไม่ตาย ; นี้เรารู้สึกว่าเราตั้งอยู่ เรามีอยู่ ; แต่พระอรหันต์ท่านไม่ได้ มีความรู้สึกอย่างนั้น, ไม่ได้มีความรู้สึกว่า ตัวเราตั้งอยู่ หรือ เป็นอยู่, เพราะมองเห็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ เหล่านั้น โดยความที่ เป็นอนัตตา มิใช่ตัวตน คือว่างจากตัวตน จึง ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งเหล่านั้น; นี้คือการที่ มิได้ตั้งอยู่. ส่วนพวกบุถุชนธรรมดาสามัญทั่วไป ก็มีความรู้สึก ว่ามีตัวฉัน มีตัวเรา มีตัวกู ตั้งอยู่. แล้วท่านก็ไปคิดดูเอา เองว่า ; ถ้าเรา มีความรู้สึกว่าเราตั้งอยู่ มีอยู่ แล้วมัน จะเกิดอะไรขึ้น ? มันก็ จะเกิดของกู ของฉัน ของตน ขึ้นมา ก็เลยยุ่งกันใหญ่ : มีตัวตนคนเดียวมันก็ยุ่งมากพออยู่แล้ว ว่ามันจะเจ็บ มันจะไข้ มันจะเป็น มันจะตาย มันจะได้ มัน จะเสีย มันยุ่งไปหมด, แล้วก็ยังมีของตนเข้ามาอีก สำหรับ

น.13 ๗ จะแก่ จะไข้ จะเจ็บ จะตาย จะได้ จะเสีย จะทุกอย่างไป นี่ มันยุ่ง. ถ้าอยากจะรู้จักพระอรหันต์ ก็รู้จักตัวเองว่ามันเป็น อย่างไร ; ที่มันกำลังยุ่งใจ กำลังเป็นทุกข์ทรมาน เพราะ ความมีอยู่แห่งตัวกูและของกู. ทีนี้ก็ คำนวณเอาเอง ก็แล้ว กัน ว่าถ้าความยุ่งเหล่านี้มันหมดไป มันจะเป็นอย่างไร, จะสบายสักเท่าไร. นี่คือหนทางที่เราจะรู้จักพระอรหันต์ ได้ว่า ท่านเป็นอย่างไร ด้วยการเทียบดูกับสิ่งที่ตรงกันข้าม, คือตัวเราที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์. ทีนี้ ใจความเกี่ยวกับประโยค ประโยคนี้ยังมีอยู่ต่อไป ว่า ประมาณมิได้มีแก่ผู้ที่มิได้ตั้งอยู่ ; เมื่อมิได้ตั้งอยู่ ไม่มี ตัวกูมันว่างไปหมดแล้ว ประมาณอะไร มันจะมีแก่บุคคล นั้นได้. ประมาณ ในที่นี้หมายถึงเครื่องนับ, เครื่อง กำหนดหรือเครื่องวัด ว่ามันใหญ่โต กว้างขวาง หนาบาง เท่านั้นเท่านี้, ว่ามันสีขาว สีเขียว สีแดง สีดำ, ว่ามันเป็น หญิง ว่ามันเป็นชาย, ว่ามันสูง ว่ามันต่ำ ว่ามันดี ว่ามันชั่ว, ทุกอย่างที่เป็นเครื่องกำหนด นี้เรียกว่าประมาณ นี้

น.14 ๘ ประมาณทั้งหมดนี้ ไม่มีแก่บุคคลผู้มิได้ตั้งอยู่, คือ มิได้มี แก่พระอรหันต์ นั่นเอง. เราลองเทียบกะเราดู ว่าเรายังติดอยู่ในประมาณ, คนธรรมดาสามัญติดอยู่ในประมาณ ว่าฉันเป็นอย่างนั้น ฉัน เป็นอย่างนี้, ฉันมีนั่นฉันมีนี่ คนนั้นไม่มี, คนนั้นดีกว่า คนนั้นเลวกว่า, คนนั้นเสมอกัน. มันยุ่งไปหมด. นั่นแหละ คือคนที่มีประมาณ ประมาณมันยังใช้ได้กันอยู่กับคนธรรมดา สามัญเช่นนั้น, ประมาณชนิดนี้ ไม่มีแก่ผู้ที่มิได้ตั้งอยู่ คือ เป็นพระอรหันต์อยู่เหนือประมาณ ที่ไม่เอาอะไรไปวัด ท่านได้ ไปกำหนดท่านได้ ไปให้ความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้, นี้เป็นข้อแรก. ข้อต่อไปว่า เยน นํ วชฺชุ ตํ ตสฺส นตฺถิ - คน เราจะกล่าวคนใดด้วยประมาณใด ประมาณอันเป็นเครื่อง กล่าวนั้น ก็มิได้มีแก่บุคคลผู้มิได้ตั้งอยู่. เราอาศัยอะไร เป็นต้นเหตุ ที่ทำให้เรากล่าวคนนั้นคนนี้ว่าเป็นอย่างนั้น ว่าเป็นอย่างนี้ เหตุอันนี้ไม่มีสำหรับที่จะกล่าวแก่พระอรหันต์ ได้ ว่าท่านเป็นอย่างไร,

น.15 ๙ นี่แหละมันคงจะเข้าใจยากลำบาก ว่าท่านอยู่ใน ลักษณะอย่างไร จึงเราไม่สามารถใช้คำพูดใด ๆ กล่าวได้ ว่า ท่านเป็นอย่างไร. เมื่อกล่าวโดยความหมายอันลึกซึ้ง โดยสภาวะแห่ง จิตใจ, หรือคุณสมบัติเฉพาะพระอรหันต์แล้ว ไม่มีถ้อยคำพูด ใด ๆ ที่จะกล่าวท่านได้ว่าเป็นอย่างไร. เดี๋ยวนี้เราจะกล่าว ท่านว่าท่านเป็นพระอรหันต์, ท่านเป็นผู้หมดกิเลสอาสวะ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้, นี้มันก็เป็นเรื่องกล่าวตามภาษาของคน คนอยากกล่าว ก็กล่าวได้ แต่โดยเนื้อแท้แล้วไม่ควรจะกล่าว ว่าอะไรหมด สำหรับผู้ที่เป็นพระอรหันต์. ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่ เข้าใจ, ถ้าเข้าใจก็เข้าใจ. นี่อาตมาก็ต้องพูดอย่างนี้ ว่าหลักเกณฑ์บัญญัติ อัตตา ประมาณอะไรต่าง ๆ ที่จะให้ใช้กล่าวคนนั้นคนนี้ว่าเป็น อย่างนั้น ว่าเป็นอย่างนี้ได้นั้น ; กำหนดกฎเกณฑ์ อะไร ต่างๆ เหล่านั้น ใช้ไม่ได้กับพระอรหันต์. ที่ถูกไม่ควร กล่าวท่านว่าเป็นอย่างไร เรียกชื่อว่าพระอรหันต์ ก็เรียกว่า เป็นเรื่องสมมติบัญญัติ ว่าเราบัญญัติคนอย่างนี้ว่าเป็นพระ-

น.16 ๑๐ อรหันต์, เพื่อจะให้ใช้พูดจากันได้, ถ้าไม่บัญญัติอะไรเสียเลย มันก็พูดจากันไม่ได้. ฉะนั้นกำหนดกฎเกณฑ์บัญญัติเหล่านี้ มันใช้ ได้แก่ คนที่ยังมีกิเลส เป็นเหตุให้ยึดถือในบัญญัติ และกฎเกณฑ์ นั้นเอง. ทีนี้พระอรหันต์ท่านไม่เป็นอย่างนั้น ท่านถอน ความยึดมั่น หรือถอนความมั่นหมาย สำคัญมั่นหมาย ในสิ่ง ใด ๆ ทั้งปวงหมด จึงมีคำกล่าวว่า สพฺเพสฺ ธมฺเมสุ สมูหเตสุ สมูหตา วาทปถาปิ สพฺเพ - เมื่อธรรมทั้งหลายทั้งปวงถูกถอน เสียแล้ว ระเบียบแห่งถ้อยคำที่จะพูดว่าอย่างไร ก็ต้องถูก ถอนไปด้วย ; หมายความว่าพระอรหันต์ท่านถอนความ สำคัญมั่นหมายในรูปธรรม ในนามธรรม ในทุกสิ่งทุก อย่าง, เป็นสังขาร เป็นวิสังขาร คือเป็นอะไรก็ไม่ยกเว้น, ท่านถอนความสำคัญมั่นหมายในสิ่งเหล่านั้นได้, ธรรมเหล่า นั้นถูกถอนแล้ว ถ้อยคำสำหรับจะเรียกจะพูดจะจา ก็เป็น อันว่าพลอยถูกถอนไปด้วย ไม่มีความถูกต้องที่จะบัญญัติ หรือว่ากำหนด หรือว่าพูดจา ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นี่แหละข้อแรกที่อาตมานำมาแสดง ให้ท่านทั้งหลาย ฟัง เพื่อจะรู้จักว่าพระอรหันต์นั้นเป็นอย่างไร, คือ ภาวะ

น.17 ๑๑ ของพระอรหันต์นั้น มันไปไกลจนอยู่เหนือการที่จะ บัญญัติว่า เป็นอะไร; แต่เราก็บัญญัติท่านว่า เป็น พระอรหันต์ ทั้งที่แท้นั้นท่านไม่มีความเป็นอะไร ไม่มีความ ยึดมั่นโดยความเป็นอะไร หรือมีอะไร ; อยากรู้จัก พระอรหันต์ ก็รู้จักความโง่เง่าของตัวเอง รู้จักความยึดมั่น ถือมั่นของตัวเอง ที่ต้องหนักอกหนักใจอยู่ตลอดเวลานั้น เสียก่อน, แล้วก็ถ้าว่าถอนสิ่งเหล่านี้ออกไปเสียได้แล้วมันจะ เป็นอย่างไร, นี่ก็จะเข้าใจ หรือรู้จักพระอรหันต์เป็นจุดตั้ง ต้นเพิ่มขึ้นมานิดหนึ่ง. ทีนี้บทต่อไป ที่ใช้เรียกพระอรหันต์ ก็คือบทว่า โอหิตภาโร แปลว่า มีของหนักที่ปลงลงไปเสียได้แล้ว ; ของหนัก ในที่นี้ ได้แก่เบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นคนคนหนึ่ง ๆ นี้เรียกว่าเบญจขันธ์. เบญจขันธ์ นี่แหละ คือของหนัก เพราะว่า จิตใจของคนบุถุชนธรรมดา สามัญนั้น ยึดมั่น เบญจขันธ์ เหล่านี้ ว่าเป็นตัวตน ยึดมั่นก็คือยึดถือไว้ด้วย จิตใจ คือแบก หาบ หาม อะไรไว้ด้วยจิตใจ. เบญจขันธ์ ก็เลยกลายเป็นของหนักแก่บุคคลนั้น คือเราทุกคน ที่ยัง

น.18 ๑๒ เป็นบุถุชน ยึดถือเบญจขันธ์ว่าเป็นของตน, มันจึง เหมือนกับคนหาบของหนักๆ หาบก้อนหิน หาบท่อน ไม้, หาบอะไรก็ตาม ที่ล้วนแต่หนัก ๆ, เพราะด้วยความรัก ด้วยความยึดถือ ปล่อยไม่ได้ ปล่อยวางไม่ได้, มีแต่จะไป ยึดถือ เอาของที่หนักยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม. ยังเด็ก ๆ อยู่ก็ไม่ ค่อยยึดถืออะไรนัก หรือยึดถือของที่ไม่สู้จะหนักนัก ; พอ เป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมา ความบ้าของมัน ก็ทำให้ชอบแบก ของที่หนักไปกว่านั้น ; ครั้นเป็นพ่อบ้านแม่เรือน มันก็ยิ่ง บ้ามากขึ้นไปอีก ไปยึดถือเอาของหนักอย่างอื่นเพิ่มขึ้นไปอีก เปลี่ยนให้มันหนักยิ่งขึ้น ๆ นี้เรียกว่า ทุกคนมันแบกของ หนัก. พระอรหันต์ คือผู้ที่เหวี่ยงของหนัก ทิ้งลงไป เสียได้แล้ว เพราะรู้ตามที่เป็นจริงว่า เบญจขันธ์นั้นเป็น อย่างไร, จึงไม่ยึดถือเบญจขันธ์นั้น โดยความเป็นตัวเป็นตน ไว้อีกต่อไป, เรียกว่าเป็นผู้มีของหนักมีภาระหนักอันปลงลง ได้แล้ว. ถ้าใคร อยากจะรู้จักพระอรหันต์ ก็รู้จักตัวเอง ที่กำลังแบกของหนักอยู่นี้เสียก่อน ; รู้จักให้จริง ๆ ว่า

น.19 ๑๓ เราแบกของหนักอะไรเท่าไร ให้มันเห็นว่าหนักจริงๆ, แบก ลูก แบกเมีย แบกผัว แบกทรัพย์สมบัติพัสถาน วัวควาย ไร่ นา ขึ้นมาอยู่บนศีรษะทั้งนั้น, ทุก ๆ อย่างเก็บใส่ไว้ในกระ- บาล. นี่ขออภัย พูดคำมันหยาบคายมากไปแล้ว, ถ้าไม่ อย่างนั้น มันไม่แสดงความหมายของคำว่า หนัก ได้ อะไร ๆ ก็เก็บมาใส่ไว้ในกระบาล แล้วมันหนักเท่าไร. อย่าคำนวณด้วยคำที่อาตมาพูด ไปรู้จักตัวจริงของ ตัวเอง ที่อะไร ๆ มันหนักอยู่ในจิตใจเท่าไร, มันหนักจริง ๆ นั้นมันหนักอย่างไร, มันหนักเท่าไร, แล้วคำนวณกลับว่า ถ้าสิ่งเหล่านี้หมดไปไม่มีเหลือแล้ว มันจะเบาสบายสักเท่าไร. นี้เป็นเหตุให้รู้จักว่า พระอรหันต์ท่านเป็นผู้ที่มีของหนัก อันปลงลงได้แล้ว แล้วก็ไม่จับฉวยเอาของหนักอันอื่น ขึ้นมาอีก จึงเป็นผู้พ้นไปจากความทุกข์ เพราะความเป็น ของหนัก. การที่จะบรรลุธรรมะในขั้นสูง อย่างนี้ ก็ต้องรู้ จักสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง คือเห็นว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง ; ถ้ายังไม่รู้ก็ไปจับ คือไปยึดมั่นสิ่ง

น.20 ของหนัก. ถ้าว่าคน มองเห็น ว่าเบญจขันธ์ เป็นของหนัก ก็ เกิดคลายความยึดถือ ที่เคยยึดถือมาแต่ก่อน ว่าร่างกายนี้ ของกู เวทนาของกู สัญญาของกู สังขารของกู วิญญาณ ของกู. เดี๋ยวนี้มาเห็น ว่ารูปนี้ก็ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา, เวทนานี้ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, สัญญา นี้ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, สังขาร วิญาณนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, สังขาร วิญญาณนี้ไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ เป็นอนัตตา, รู้สึกด้วยใจจริง ว่ามันเป็นของมายา ไม่เที่ยง เอาอะไรกะมันไม่ได้ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ, ไป ยึดถือเข้ามันก็หนัก คือเป็นทุกข์. ดังนั้นจึงถือว่ามัน ไม่ใช่ตัวตน, อะไรที่เราควรจะยึดถือว่า เป็นตัวตน แม้เป็นตัวตนของมันเองก็ไม่ได้ เพราะ มันเปลี่ยนอยู่ เสมอไป. พอเห็นว่าเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เป็นอย่างนี้แล้ว ก็เริ่ม เบื่อหน่ายต่อเบญจขันธ์ ที่เคยยึดถือมาแต่ก่อน. เมื่อ เบื่อหน่ายก็ คลายความยึดถือ เรารักอะไรเรากอดรัดไว้,

น.21 เมื่อคลายความยึดถือ มันก็หลุดออกไป, ตัวตน นั้นมันก็หลุดออกไป จากความยึดถือ. จิตที่เคยยึดถือโดย ความเป็นตัวตน มันก็ ปล่อยสิ่งนั้นออกไป ไม่มีตัวตน. ไม่มีความรู้สึกว่าตัวตน อยู่ในความรู้สึกอีกต่อไป. ท่านใช้คำตอนนี้ว่า ชาติสิ้นแล้ว, ชาติสิ้นแล้ว ไม่ เกิดชาติใด ๆ อีกแล้ว, ไม่เกิดตัวกู - ของกูอีกแล้ว เรียก ว่าชาติสิ้นแล้ว แต่คนก็ไม่ต้องตาย. ชาติสิ้นแล้วคน ไม่ต้องตาย แต่รู้ความจริงว่า มันมิได้มีตัวตนที่เกิดอยู่ หรือ เกิดขึ้น หรือจะเป็นไปนี้, ความเกิดแห่งตัวตนสิ้นสุดหยุด กันลงเพียงเท่านี้, นี้ก็เรียกว่าชาติสิ้นแล้ว. เรื่องที่จะเป็น พระอรหันต์นั้น จะต้องมีความรู้สึกมาตามลำดับ จนถึงกับ ว่าชาติสิ้นแล้ว ความเกิดสิ้นสุดแล้ว. ทีนี้คำต่อเนื่องกันไปอีกว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ - พรหมจรรย์จบแล้ว, การประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อ ความสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์ นี้ จบแล้ว สิ้นเพียงเท่านี้ แล้ว, กตํ กรณียํ - สิ่งที่มนุษย์ควรจะทำนั้นทำเสร็จแล้ว

น.22 ของหนัก. ถ้าว่าคน มองเห็น ว่าเบญจขันธ์ เป็นของหนัก ก็ เกิดคลายความยึดถือ ที่เคยยึดถือมาแต่ก่อน ว่าร่างกายนี้ ของกู เวทนาของกู สัญญาของกู สังขารของกู วิญญาณ ของกู. เดี๋ยวนี้มาเห็น ว่ารูปนี้ก็ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา, เวทนานี้ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, สัญญา นี้ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, สังขาร วิญาณนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, สังขาร วิญญาณนี้ ไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ เป็นอนัตตา, รู้สึกด้วยใจจริง ว่ามันเป็นของมายา ไม่เที่ยง เอาอะไรกะมันไม่ได้ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ, ไป ยึดถือเข้ามันก็หนัก คือเป็นทุกข์. ดังนั้นจึงถือว่ามัน ไม่ใช่ตัวตน, อะไรที่เราควรจะยึดถือว่า เป็นตัวตน แม้เป็นตัวตนของมันเองก็ไม่ได้ เพราะ มันเปลี่ยนอยู่ เสมอไป. พอเห็นว่าเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เป็นอย่างนี้แล้ว ก็เริ่ม เบื่อหน่ายต่อเบญจขันธ์ ที่เคยยึดถือมาแต่ก่อน. เมื่อ เบื่อหน่ายก็ คลายความยึดถือ เรารักอะไรเรากอดรัดไว้,

น.23 เมื่อคลายความยึดถือ มันก็หลุดออกไป, ตัวตน นั้นมันก็หลุดออกไป จากความยึดถือ. จิตที่เคยยึดถือโดย ความเป็นตัวตน มันก็ ปล่อยสิ่งนั้นออกไป ไม่มีตัวตน. ไม่มีความรู้สึกว่าตัวตน อยู่ในความรู้สึกอีกต่อไป. ท่านใช้คำตอนนี้ว่า ชาติสิ้นแล้ว, ชาติสิ้นแล้ว ไม่ เกิดชาติใด ๆ อีกแล้ว, ไม่เกิดตัวกู - ของกูอีกแล้ว เรียก ว่าชาติสิ้นแล้ว แต่คนก็ไม่ต้องตาย. ชาติสิ้นแล้วคน ไม่ต้องตาย แต่รู้ความจริงว่า มันมิได้มีตัวตนที่เกิดอยู่ หรือ เกิดขึ้น หรือจะเป็นไปนี้, ความเกิดแห่งตัวตนสิ้นสุดหยุด กันลงเพียงเท่านี้, นี้ก็เรียกว่าชาติสิ้นแล้ว. เรื่องที่จะเป็น พระอรหันต์นั้น จะต้องมีความรู้สึกมาตามลำดับ จนถึงกับ ว่าชาติสิ้นแล้ว ความเกิดสิ้นสุดแล้ว. ทีนี้คำต่อเนื่องกันไปอีกว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ - พรหมจรรย์จบแล้ว, การประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อ ความสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์ นี้ จบแล้ว สั้นเพียงเท่านี้ แล้ว, กตํ กรณียํ - สิ่งที่มนุษย์ควรจะทำนั้นทำเสร็จแล้ว

น.24 ๑๖ ไม่เหลือไว้ให้ทำอีกต่อไป, นาปรํ อิตฺถตฺตาย - กิจอื่นเพื่อ ความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว. นี่คือมัน จบจุดของการประพฤติของมนุษย์ ที่ ปฏิบัติเพื่อความสูงสุด มันมาจบลงเพียงเท่านี้, คือที่ความ เป็นพระอรหันต์ นั่นเอง. เรายังอยากดีเรารู้สึกว่า เรายัง มีอะไรอีกมาก ที่จะต้องทำต่อไป จนไม่แน่ใจว่าตายกี่ชาติ ๆ ก็จะทำได้เสร็จ แต่มันก็ยังอยากจะทำต่อไป. นี้เรื่องของ พระอรหันต์มันจบ, เรื่องที่ต้องทำมันจบ, สิ่งที่ต้องทำมัน สิ้น, ที่จะต้องทำเพื่อความเป็นมนุษย์ ผู้ถึงที่สุดนั้นมันจบ แล้ว เพราะมันถึงที่สุดแล้วนั่นเอง. นี่ก็ เปรียบเทียบกันดู ว่าเราเป็นอย่างไร. เรายัง จะมีตัวกู - ของกูอยู่ ยังจะเกิดตัวกู - ของกูอยู่เรื่อยไป, ความอยากดี อยากสูง อยากเจริญก้าวหน้าต่อไป ยังมีอยู่ ยัง ไม่สิ้นสุด. เรายังรู้สึกด้วยตนเองว่า เรื่องที่จะต้องทำต่อไป นั้น มันยังมีอีก, ไปเทียบกับคนอีกคนหนึ่งซึ่งมันตรงกัน ข้าม เขาไม่มีความรู้สึกอย่างนี้, เราก็จะรู้จักพระอรหันต์ เพิ่มขึ้นอีกมุมหนึ่ง อีกความหมายหนึ่ง.

น.25 ๑๗ มีคำพิเศษในพระบาลี ใช้เรียกชื่อพระอรหันต์ว่า เกพลี, เกพลี นี้แปลว่า ครบหมด จบหมด ; บางทีจะ เป็นคำนี้เอง ที่มีความหมายที่เป็นมูลเหตุ ให้พวกฝรั่งเขา แปลคำพระอรหันต์ว่า คนที่เต็ม The man perfected หมาย ความว่าคนที่เต็ม. คำว่า เกพลี นี้มันแปลว่า ครบหมด จบ หมด, เกวล แปลว่า หมดจด หมดครบถ้วนสิ้นเชิง. พระ- อรหันต์เรียกว่า เกพลี คือผู้มีความครบหมด เต็มหมด ไม่มีที่พร่อง ทีนี้มาดูที่เรา มันยังอยากอะไรอยู่สารพัดอย่าง, มัน เต็มไม่ได้ มันไม่มีความเต็มแห่งความต้องการ, ไม่มีความ เต็มแห่งความหวัง, มันยังมีความหวัง มีความต้องการ แม้ ที่ล่วงมาแล้วแต่หลัง มันก็ยังมีความอาลัย, อย่างนี้มันก็ไม่มี วันเต็ม เรียกว่ามันเป็นคนที่พร่องอยู่เสมอ. เราก็เปรียบ เทียบตัวเราเองดูในลักษณะนี้ ว่าเรามันยังหิว ยังกระหาย ยังคอแห้ง, ยังกระหายอะไรอยู่เรื่อยไป, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็กระหายเรื่องในทางกามคุณ มันจึงเต็มไม่ได้, กามคุณก็ กระหาย ความอยากเป็นอย่างนั้น อยากเป็นอย่างนี้ ก็กระ- หาย. กระหายจนกระทั่งไม่รู้ว่าจะกระหายอะไร, มันมีแต่

น.26 ๑๘ ความกระหาย. นี่เรียกว่ามันไม่เต็ม ส่วน พระอรหันห์นั้น หมดความกระหาย อย่างนี้ โดยสิ้นเชิง ท่านจึงเรียกว่า ผู้ที่ เต็ม ไม่มีอะไรที่พร่องสำหรับจะอยาก. หรือถ้าจะพูดความเต็มในความหมายอื่น ก็พูดได้ เหมือนกัน ว่ามีความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ เรามันยัง เป็นมนุษย์ที่ไม่เต็ม ที่เราใช้ด่าคนอื่น ว่าคนไม่เต็ม ไม่เต็ม บาท, ด่าว่าไม่เต็มบาท นี้มันก็มีความหมายมาก. แต่ว่า ความเต็มของพระอรหันต์ นั้น มันไม่ใช่เพียงสักว่าเต็ม บาท มันเต็มอะไรไปเสียหมด คือ ไม่ต้องการอะไร ไม่หิว อะไร ฉะนั้นเลยเป็นการ อิ่มอยู่เสมอ มันเป็นการอิ่ม นิรันดร, อิ่มอย่างนิรันดร เพราะมันไม่ต้องการอะไร มัน หิวอีกไม่ได้. เรานี้มันอิ่ม เพราะมันบรรจุเข้าไปมาก มันอิ่ม เดี๋ยวมันก็ถ่ายออกแล้วมันก็หิวอีก มันก็กินอีกก็หิวอีก กินอีก ก็หิวอีก กินอีกก็หิวอีก ไม่รู้จักอิ่ม จะให้มีอายุอยู่กี่เดือนกี่ปี กี่สิบปี มันก็ไม่มีคำว่าอิ่ม, มันมีความอิ่มที่หลอก ๆ เพราะ มันใส่เข้าไปไม่ลงแล้ว แล้วเดี๋ยวมันก็พร่อง มันก็หิวอีก. ไปดูความที่อื่มไม่มีที่สิ้นสุด หรือว่าหิวไม่มีที่สิ้นสุด ของคน เรา ก็จะรู้ได้เองว่า เรามันไม่เต็ม มันไม่มีความเต็ม, ไม่มี

น.27 ๑๙ ความเต็มแห่งสิ่งที่ประสงค์, หรือไม่มีการเต็มแห่งความดี ความงาม ของการประพฤติปฏิบัติ, เรามันไม่เต็ม เรามัน พร่องอยู่เสมอ. ถ้ามีใครที่ตรงกันข้าม ก็จะน่าเสื่อมใส น่าบูชาสักเท่าไร ก็ไปคำนวณดูเอง นี่จะทำให้รู้จักพระ- อรหันต์ ซึ่งเป็นเจ้าของวันสำคัญวันนี้ ว่าเป็นวันของพระ- อรหันต์. ทีนี้มีข้อความ ที่จะช่วยให้เข้าใจต่อไปอีกตามลำดับ ดังพระบาลีว่า สุขิโน วต อรหนฺโต - พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นผู้มีความสุขหนอ ; นี่ถ้าฟังไม่ดี มันก็จะขัดกับข้อความ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าพระอรหันต์เป็นผู้ที่เราจะบัญญัติ ด้วยประมาณใด ๆ ไม่ได้, เดี๋ยวนี้ท่านก็มีคำพูดตามแบบ บัญญัติ ว่า พระอรหันต์นั้นมีความสุข คือจัดเป็นคนมีความ สุข ; นี้เรียกว่าพูดตามภาษาชาวบ้าน พระอรหันต์มีความ สุข. ที่จริงนั้น พระอรหันต์อยู่เหนือความสุข และ เหนือความทุกข์; ทีนี้พอให้ชาวบ้านพูด ให้ชาวบ้าน เป็นผู้พูด ชาวบ้านก็จะพูดว่า พระอรหันต์มีความสุข, มันความโง่ของชาวบ้านพูด ก็พูดให้พระอรหันต์ที่อยู่เหนือ ประมาณ เหนือการบัญญัติใดๆ ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

น.28 ๒๐ ขึ้นมา. ถ้าไม่พูดอย่างนี้มันไม่เข้าใจ มันไม่รู้เรื่อง เพราะ เรากระหายในความสุข. นี้เขาพูดให้ฟังว่า พระอรหันต์ เท่านั้น เป็นผู้ที่ มีความสุข เพราะว่าไม่มีเหตุแห่งความทุกข์, ไม่มีกิเลส ที่เป็นเหตุให้ต้องการนั้นนี่, ไม่มีอุปาทานที่เป็นเหตุให้ยึดมั่น ถือมั่นนั่นนี่, ท่านก็เลยว่าง เลยเบา เลยไม่มีความทุกข์ เมื่อไม่มีความทุกข์ ก็เรียกว่ามีความสุข. นี้เป็นการพูด อย่างบัญญัติ หรือให้ประมาณการกำหนดอย่างหนึ่งว่า ท่าน เป็นพวกที่มีความสุข. เมื่อตะกี้นี้พูดอยู่หยก ๆ ว่าพระ อรหันต์ไม่มีประมาณ ประมาณทั้งหลายใช้กับพระอรหันต์ ไม่ได้ : แต่เดี๋ยวนี้ก็มาใช้ เพื่อให้คนธรรมดาฟังถูก ว่า พระอรหันต์ท่านอยู่เหนือประมาณ ที่จะบัญญัติท่านว่ามีความ สุข, เพราะท่านอยู่เหนือประมาณนั่นเอง ท่านจึงไม่มีความ ทุกข์. คนที่มันติดฝิ่นความสุข มันก็พูดขึ้นมา ว่าพระ อรหันต์เป็นผู้มีความสุข, คนที่อยู่เหนือประมาณแห่งความ ทุกข์และความสุขนั้น กลายเป็นผู้มีความสุข เมื่อพูดตาม ชาวบ้านพูด, ถ้าจะให้ พระอรหันต์กล่าว ท่านก็ ไม่กล่าว

น.29 ๒๑ ว่าความสุขหรือความทุกข์ เพราะว่าเป็นผู้อยู่เหนือประ- มาณ เหนือกำหนดกฎเกณฑ์ ใด ๆ ที่จะไปพูดกับท่านได้. บทต่อไปว่า ตณฺหา เตสํ น วิชฺชติ - ตัณหาของ ท่านเหล่านั้นมิได้มี, หมายความว่า ตัณหาคือ ความอยาก โดยประการใดๆ ของพระอรหันต์เหล่านั้นมิได้มี. นี้ก็ เป็นการเอาประมาณ ไปจับเข้าที่พระอรหันต์อีกเหมือนกัน ว่าตัณหามีหรือไม่มี นี่ว่าไม่มี, มันก็เป็นอันว่า เป็นผู้ที่ไม่มี ตัณหา แต่ พระอรหันต์ นั้นมิใช่ตัวตน มิใช่บุคคล เป็น ภาวะแห่งจิตใจ ที่ไม่อาจจะมีตัณหาได้อีกต่อไป. ตัณหา นั้นคือ ความอยาก ความอยากของคนเรา นั้น มี อยู่เพียง ๓ ประเภท คือ อยากเอา เอาของที่ตัวชอบ หมายถึงกามคุณ, แล้วก็ อยากเป็น เป็นนั่นเป็นนี่ ตามที่ ความคิดเห็นว่า มันน่าเป็น, แล้วก็ อยากไม่ให้เป็นอย่างนั้น อยากไม่ให้เป็นอย่างนี้ ตามที่มันเห็นว่า มันไม่อยากจะเป็น เช่นถูกด่ามันไม่ชอบ, ถ้าเขาชมเขาสรรเสริญมันชอบ, มัน ก็อยากเป็นคนที่เขาชมเขาสรรเสริญ มันไม่อยากเป็นคนที่ เขาด่า เขาดูหมื่นดูถูก.

น.30 ๒๒ รวมความว่า ตัณหาของมนุษย์ เรามีเพียง ๓ อย่าง อยากได้ หรืออยากเอา ส่วนที่เป็นกามคุณ แล้วก็ อยาก เป็น ในส่วนที่น่าเป็น แล้วก็ อยากไม่เป็น ในส่วนที่มัน ไม่น่าเป็น; แต่บางทีก็ไปอยากถึงกับอยากตาย อยากตาย เสีย ไม่อยากอยู่ อย่างนี้ก็มี ก็เรียกว่าอยากที่จะไม่เป็นด้วย เหมือนกัน. ถ้าอยากจะรู้จักพระอรหันต์ ก็ไปศึกษาความอยาก ของตัว ให้รู้จักความอยากทั้ง ๓ ประการนี้อย่างชัดแจ้ง ว่า กามตัณหา - อยากในกาม นั้นเป็นอย่างไร ไปดูราย ละเอียดจากภายในใจของตัว, ดูจากหนังสือหรือฟังเทศน์นี้ รู้ไม่จริง ไปกำหนดความอยากในทางกามคุณของตนเองดู แล้วก็จะรู้จักกามตัณหา, แล้วก็ไปสังเกตดู อยากเป็นนั่น เป็นนี่ อยากดีอยากเด่น อยากโก้อยากสวย อยากหรู ดูว่า มันมีเท่าไร มีอย่างไร ก็จะรู้จัก ภวตัณหา คือความอยาก เป็น, แล้วก็ไปสังเกตดูความอยากที่จะไม่ให้เป็น อะไรบ้าง ที่เราอยากไม่ให้มันเป็น ก็จะรู้จัก วิภวตัณหา. รู้จัก ๓ ตัณหานี้แล้ว ก็จะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าตัณหา แล้วก็รู้ว่าพอมันมี ตัณหาเกิดขึ้น แล้ว มันเป็นอย่างไร มัน

น.31 ๒๓ เหมือนกับน้ำร้อนลวก หรือเหมือนกับ ไฟไหม้ หรือไฟ สุมอยู่บนศีรษะ หรือไฟสุมอยู่ในอก, ไปรู้สึกเอาเองเถอะ เพื่อจะรู้จักตัณหาให้ดี ให้ครบถ้วน แล้วก็ไป ศึกษาโดย คำนวณกลับกัน ว่าพระอรหันต์ไม่มีตัณหา เหล่านี้ แล้ว ท่านจะเป็นอย่างไร. แต่ท่านก็มิได้เป็นตัวกู ที่จะมาหลง- ใหลในเรื่องของความสุขอันนี้ จิตใจมันอยู่เหนือความอยาก เท่านั้นเอง ความอยาก มันไม่มีน้ำหนัก ไม่มีความหมาย อะไร อีกต่อไป ในจิตใจของบุคคลผู้เป็นพระอรหันต์. ทีนี้บทต่อไปว่า อสฺมิมาโน สมุจฺฉินฺโน - อัสมิมานะ ของท่านถูกตัดขาดแล้ว. อัสมิมานะ นี้คือความสำคัญมั่น หมาย ว่าเราเป็น อย่างนั้นอย่างนี้; พูดชัด ๆ สั้น ๆ ง่าย ๆ คือว่า ตัวกู นั่นเอง, มานะ สำคัญมั่นหมายว่าตัวกู, นั่น แหละคืออัสมิมานะ ตัวกูอยู่ ตัวกูเป็นอย่างนั้นอย่างนั้น แล้ว ตัวกูก็ต้องมีอะไรที่เป็นของกู. นี้รวม ๆ กันหมด รวม ๆ กันเข้าด้วยกัน เรียกว่า อัสมิมานะ, ทุกคนมีอัสมิมานะ ที่เป็นเหตุให้ต้องการ ที่เป็นเหตุให้วิตกกังวล ที่เป็นเหตุ ให้จองหอง ที่เป็นเหตุให้ยอมใครไม่ได้ หลายอย่าง, พูดกัน ก็ไม่รู้จักจบ แต่รวมเรียกว่า อัสมิมานะ เราก็มีอยู่. อย่า

น.32 ๒๔ มาหาอ่านดูจากหนังสือ ไม่มีประโยชน์อะไร, หา อ่านดูจาก จิตใจ ว่าเรามีอัสมิมานะอยู่อย่างไร. ตั้งแต่เกิดมา รักกัน ก็เพราะอัสมิมานะ, โกรธกัน ฆ่ากัน ก็เพราะอัสมิมานะ, อะไร ๆ ที่ว่าเป็นเหตุแห่งความทุกข์ มันก็เป็นเรื่องของ อัสมิมานะ. อัสมิมานะชนิดนั้น พระอรหันต์ท่านตัด ขาดหมดแล้ว , ไม่มีอัสมิมานะเหลืออยู่ ท่านจะเป็นอย่างไร, เปรียบเทียบกับเรา ก็ยังเต็มไปด้วยอัสมิมานะ ก็จะรู้จักพระ อรหันต์ดีขึ้น. วันนี้เรากำลังพูดกันถึงเรื่องพระอรหันต์ เพื่อจะให้ รู้จักพระอรหันต์ดีขึ้น ยิ่งขึ้นกว่าที่แล้วมา จึงได้พูดเรื่องนี้ หรือเอาเรื่องนี้มาพูด ให้เข้าใจพระอรหันต์ยิ่งกว่าปีที่แล้วมา. บทต่อไปมีว่า โมหชาลํ ปทาลิตํ แปลว่า ตาข่าย แห่งโมหะท่านทำลายได้หมดสิ้น , ตาข่าย เรารู้จักกันดี เช่น ตาอวน ตาแห นี้เรียกว่าตาข่าย, โมหชาลํ - ตาข่ายแห่ง โมหะ คือความโง่ . คนเราติดอยู่ในตาข่ายแห่งความโง่ ของตนเอง, ความโง่ของตนเองเป็นเหมือนกับตาข่าย ที่หุ้ม ตัวเองไว้ ไม่ให้ออกมาได้; เหมือนกับว่าแมลงมันชักใย

น.33 ๒๕ พันตัวเองของมัน มันไม่ออกมา มันออกมาไม่ได้, ใยนั้นก็ เป็นตาข่ายในความหมายนี้. เดี๋ยวนี้เรามี โมหะ ความโง่ความหลง มีอวิชชา ความไม่รู้อะไร เป็นเหมือนกับตาข่าย หรือใย พันตัวอยู่ อย่างที่ออกมาไม่ได้ , ไปซื้อแหมาสักผืนหนึ่ง แล้วก็พันตัว ให้แน่นให้นอนคุดคู้อยู่อย่างนั้นแหละ, แล้วก็รู้สึกเอาว่ามัน เป็นอย่างไร เมื่อถูกตาข่ายมันพันอยู่, มันผิดกันอย่างไร กับว่าไม่มีตาข่ายพัน. แต่นั้นมันเป็นเรื่องทางร่างกายนะ มันไม่กี่มากน้อยนะ, ถ้าเป็นเรื่องทางจิตใจ มีตาข่ายทางจิตใจ คือโมหะ อวิชชาพัน นี้มันเหลือที่จะทนได้, พระอรหันต์ ท่านทำลายข่ายแห่งโมหะนี้หมดสิ้น , แล้วท่านจะเป็นคน อิสระ เป็นคนว่าง เป็นคนฟรี สักเท่าไร เรียกว่าทำลายข่าย แห่งโมหะเสียได้ บทต่อไปมีว่า อเนชํ เต อนุปฺปตฺตา - ท่านลุถึง แล้วซึ่งความไม่หวั่นไหว , ธรรมะอันไม่หวั่นไหว. เรานี้ยังมี ภาวะแห่งความหวั่นไหว หวั่นไหวไปตามสิ่งต่าง ๆ : ถ้า น่ารัก มา มัน ก็หวั่นไหวไปด้วยความรัก, ถ้า น่าเกลียด มา มัน ก็หวั่นไหวไปด้วยความเกลียดความโกรธ , หวั่น

น.34 ๒๖ ไหวอยู่ด้วยความวิตกกังวล หวั่นไหวอยู่ด้วยทุกอย่างทุกประ- การ ที่มาทำให้หวั่นไหว : หวั่นไหวเรื่องได้ หวั่นไหวเรื่อง เสีย หวั่นไหวเรื่องแพ้ หวั่นไหวเรื่องชนะ, นับไม่ไหวดอก ความหวั่นไหว. กิเลสเป็นเหตุให้หวั่นไหว ; เดี๋ยวนี้ท่าน ถึงแล้วซึ่งสภาพแห่งความไม่หวั่นไหว ความคงที่, เพราะ ความหมดกิเลสที่เป็นเหตุให้หวั่นไหว, เพราะว่าไม่มีตัวกู- ของกู แล้วจิตมันจะหวั่นไหวอะไรกัน, มันจะหวั่นไหวด้วย อะไรทำไมกัน มันจะหวั่นไหวไปเพื่ออะไรทำไมกัน มันก็ไม่มี. ฉะนั้นจิตนั้นจึงถึงแล้วซึ่งความไม่หวั่นไหว. บทต่อไปก็มีว่า จิตฺตํ เตสํ อนาวิลํ - จิตของท่าน เหล่านั้นไม่ขุ่นมัว. เรามีจิตที่ขุ่นมัว มีกิเลสเป็นตะกอน ก็ขุ่นมัว ก็ไปดูน้ำโคลน, มันมีตะกอนที่เป็นโคลน แล้วน้ำ มันก็ขุ่นมัว ถ้าไม่มีตะกอน ไม่มีโคลนเหล่านั้น มันก็ใสแจ๋ว. จิตของพระอรหันต์ก็ปราศจากตะกอนที่ขุ่นมัว คือกิเลส ฉะนั้นจึงเป็นจิตที่ใสแจ๋ว, ท่านจึงกล่าวว่าจิตของท่านเหล่า- นั้นไม่ขุ่นมัว. เรานี้มันมีเรื่องข้างในทำให้ขุ่นมัว, มีเรื่อง ข้างนอกทำให้ขุ่นมัว, มันยึดถืออยู่เป็นประจำ, มันก็มีความ ขุ่นมัว ด้วยสิ่งที่ยึดถือนั้นเอง, ยึดถืออะไรมันก็ขุ่นมัวเพราะ

น.35 ๒๗ สิ่งนั้น. รู้จักตัวเองในเรื่องของความขุ่นมัวให้ดี แล้วก็ไป เปรียบเทียบโดยนัยที่ตรงกันข้ามกับพระอรหันต์ ผู้ไม่มีความ ขุ่นมัว จิตของท่านไม่มีความขุ่นมัว. บทต่อไปมีว่า โลเก อนุปฺปลิตฺตา เต แปลว่า ท่าน เหล่านั้นมิได้ติดอยู่ในโลก ; ปลิตฺต นี้แปลว่า ติด เหมือน กับของเหนียวติด, เอากาวติด เอาตังติด แล้วมันก็ติด เหมือน กับลิงติดตัง, นั้นเป็นเรื่องร่างกายเท่านั้น. ในที่นี้หมายถึง เรื่องจิตใจ จิตใจมันติดด้วยตังในทางจิตใจ มันจึงติดแน่น หนา ติดลูกติดเมียติดผัว ติดเงินติดทอง ติดทรัพย์สมบัติ ติดเกียรติยศชื่อเสียง ติดทุกเรื่อง กิน กาม เกียรติ อะไร, นี้มันเป็นเรื่องติด. พระอรหันต์ท่านไม่ติดในโลก ซึ่ง เต็มไปด้วยเหยื่อของความติด ; เขาใช้คำว่าโลก, ในโลก นี้เต็มไปด้วยเหยื่อสำหรับจะติด. ท่านไม่ติดอยู่ในโลก เพราะไม่มีกิเลสที่เป็นเหตุให้ติด เหมือนกับตังเหนียว, มันไม่มีของเหนียวมันก็ไม่ติดอะไรได้; นี่คือจิตใจหรือ ภาวะแห่งจิตใจของพระอรหันต์. เรามันติดอยู่ในสิ่งใดบ้าง, แล้วก็เป็นอย่างไร, ไปคำนวณดูให้ดี แล้วก็จะรู้ว่าความติด นั้นเป็นอย่างไร, ถ้าไม่ติดจะเป็นอย่างไร นี่จะเป็นเหตุให้ รู้จักพระอรหันต์เพิ่มขึ้นไป.

น.36 ๒๘ บาลีถัดไปมีว่า พฺรหฺมภูตา อนาสวา – ท่านเป็นสัตว์ สูงสุด ไม่มีอาสวะ, พรหมภูตา นี้เป็นตัวพรหม. คำว่า พรหม ในภาษาบาลีหมายถึงสิ่งสูงสุด โดยสมมติว่าเป็นพระ- เจ้า เป็นอะไรก็แล้วแต่จะเรียก, เรียกว่าพรหม ก็เป็นสิ่ง สูงสุด. เป็นพรหมภูต คือเป็นพรหมเสร็จแล้ว, เป็นสัตว์สูง สุดประเสริฐที่สุด ด้วยจิตใจที่หลุดพ้นอย่างที่ว่ามานั้น, แล้ว ก็มีคำกำกับไว้ด้วยว่า อนาสวา คือ ไม่มีอาสวะ. อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย เข้าใจว่ามีอยู่มากทีเดียว. ที่ ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า อาสวะ. แม้นักศึกษาในมหา- วิทยา ก็เข้าใจว่ายากหรือลำบาก ที่จะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าอาสวะ พระอรหันต์เป็นขีณาสวะ คือสิ้นอาสวะ ก็รู้จักอาสวะที่ มีอยู่มากสำหรับเรา. ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี อาตมาจะว่าให้ฟัง เราจะรู้จักคำว่า กิเลส ก่อน, ความโลภ ความ โกรธ ความหลง นี้เรียกว่ากิเลส; นี้คงจะพอรู้จักกันได้. ความรู้สึกโง่เขลา อยากจะเอา นี้เรียกว่า ความโลภ, ความ รู้สึกที่โง่เขลา อยากจะทำลาย นี้เรียกว่า ความโกรธ, ความ โง่เขลาที่ทำให้ หลงใหลพัวพันในสิ่งนั้นสิ่งนี้ แม้ที่สุดแต่

น.37 ๒๙ มีความสนใจ นี้เรียกว่า ความหลง, เราจึงมีโลภะ โทสะ โมหะ ๓ อย่างนี้เรียกว่ากิเลส, รู้จักกิเลสไว้ชั้นหนึ่งก่อน. ทีนี้ พอกิเลสเกิดขึ้นในใจ มันก็เกิดความเคย ชินของกิเลสที่จะเกิดอีก, ความเคยชินที่จะเกิดอีกนี้ เรา เรียกว่าอนุสัย. มีกิเลสทีหนึ่ง ก็มีอนุสัยทีหนึ่ง, มีกิเลส ทีหนึ่ง ก็เพิ่มอนุสัยทีหนึ่ง, เกิดกิเลสบ่อย ๆ มันก็เพิ่มอนุสัย หรือความเคยชินที่จะเกิดกิเลสมากขึ้น จนมีอยู่ส่วนหนึ่ง, เรียกว่าอนุสัย คือความเคยชินของกิเลส ในการที่จะเกิดขึ้น. นี้เรียกว่า อนุสัย ไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับกิเลส, เป็นเพียง ความเคยชินของกิเลส ที่มันจะแสดงออกมาในรูปร่างอย่าง นั้นอีก ชั้นที่ ๒ เรียกว่าอนุสัย. ทีนี้ อนุสัยนี้มากเข้า ๆ ในสันดาน ในส่วนลึกของ จิตใจ มันก็ มีความกดดันที่จะไหลออกมาข้างนอก ส่วนนี้ เรียกว่าอาสวะ ; เหมือนกับเราตักน้ำใส่ตุ่ม ที่มันมีรูรั่ว อยู่นิดหนึ่ง พอใส่มากเข้า ๆ ความกดดันที่มันจะปรี่ออกมา ทางรูรั่วนั้น ส่วนที่มันจะไหลออกมานี้ เราเรียกว่าอาสวะ. เมื่อ ในสันดาน ของเรา มีอนุสัยมากขึ้น ๆ การที่มันจะปรี่ ออกมา ล้นออกมาเป็นกิเลสอีก มันก็มากขึ้น, แล้วมันก็

น.38 ๓๐ บังคับไว้ไม่ค่อยอยู่. ฉะนั้นเราธรรมดาจึงบังคับความโลภ ความโกรธ ความหลง ยาก บังคับมันไม่ได้ มันก็เกิดมาอีก, เพราะว่าเรามีอนุสัยเก็บไว้มาก มันก็ มีแรงดัน ที่จะดัน ออกมา คืออาสวะนั้นมาก, นี้คืออาสวะ. นี้ พระอรหันต์ไม่มีอาสวะ, ไม่มีทางที่จะไหล ออกมาเป็นกิเลส ก็เรียกว่าสิ้นอาสวะ, เพราะไม่มีอนุสัย ไม่มีอนุสัยเพราะว่ามันไม่ได้เกิดกิเลส มันไม่มีกิเลสสำหรับ จะเกิดขึ้นเป็นการสะสมอนุสัย, ไม่มีการสะสมอนุสัย มันก็ไม่มี อาการที่จะไหลออก คืออาสวะ, ท่านจึงไม่มีอาสวะ, เรียกว่า ขีณาสวะก็ได้ เพราะสิ้นอาสวะ เรียกว่าอนาสวะก็ได้ เพราะ ไม่มีอาสวะ – พรฺหฺมภูตา อนาสวา. นี่ พระอรหันต์ท่าน เป็นพรหมภูต เป็นสัตว์ประเสริฐสูงสุด เพราะว่าไม่มี อาสวะ ; ตัวอย่างเหล่านี้ก็ให้ไปดูจากภายใน เข้าใจให้ดี รู้จักให้ดี แล้วเทียบเคียงความเป็นพระอรหันต์. บทต่อไปมีว่า กาเมหิ อวิสํยุตฺโต – ไม่มีการประ- กอบอยู่ในกามทั้งหลาย ; กาม คือสิ่งที่น่ารักน่าใคร่ เป็น ความรู้สึกเกี่ยวกับเพศ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทาง กาย และทางจิตใจเอง, นี้เรียกว่ากามทั้งหลาย. ท่านมิได้

น.39 ๓๑ ประกอบอยู่ด้วยกามทั้งหลาย, ไม่ประกอบอยู่ด้วยกิเลสที่เป็น เหตุให้ใคร่. คนเราธรรมดาสามัญประกอบอยู่ด้วยกิเลส เป็นเหตุให้ใคร่ในทางกาม เพื่อรับผลจากกาม ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง กระทั่งทางจิตใจ. พระ อรหันต์มิได้ประกอบอยู่ด้วยกาม ทั้งที่เป็นวัตถุกาม และ ทั้งที่เป็นกิเลสกาม ; เราเป็นอย่างไร ดูตัวเองให้ดี, เทียบ ดูนัยตรงกันข้ามแล้ว ก็ทำให้รู้จักพระอรหันต์มากขึ้น. พฺราหฺมโณ อกถงฺกถี บทต่อไปว่าท่าน เป็นพราหมณ์ คือล้างบาปหมดแล้ว ลอยบาปหมดแล้ว, แล้ว อกถงฺกถี – เป็นผู้ที่ไม่มีปัญหาว่าอะไรเป็นอะไร อีกต่อไป. ถ้ายังมีกิเลส ยังมีบาป มันยังมีสิ่งที่ต้องการ มันก็คอยจะถามอยู่เรื่อยว่า นี่อะไร, นี่เป็นอย่างไร นี่ทำอย่างไร, คนเรายังมีปัญหาอย่างนี้ อยู่เสมอ เรียกว่า กถงฺกถี ต้องถามคนอื่นอยู่เสมอไป ว่า อะไร ว่าอย่างไร. ส่วน พระอรหันต์ไม่มีความต้องการ อะไร จึงไม่ต้องถามใครว่าอะไรเป็นอะไร อะไรเป็นอย่างไร, ก็เลยมีชื่อว่า อกถงุกถี เป็นลักษณะของบุคคลที่เป็น พราหมณ์ ในความหมายนี้, ในความหมายทางพุทธศาสนา. พราหมณ์ ในความหมายทางศาสนาพราหมณ์นั้นเป็นอย่างอื่น

น.40 ๓๒ อย่าเอามาปนกัน, แต่ พราหมณ์ในความหมายทางพุทธ- ศาสนานี้ หมายความว่า หมดบาป สิ้นบาป สะอาดไปแล้ว จากบาป. บาลีต่อไปมีว่า ฉินฺนกุกฺกุจฺโจ – เป็นผู้มีความรำคาญ อันตัดขาดแล้ว. เมื่อพูดว่าความรำคาญ นี้ดูมันเป็นเรื่อง ที่ไม่หนักหนาอะไร ไม่เจ็บปวดอะไร, มันเป็นแต่เพียง รำคาญ แต่ใคร ๆ ก็ทนไม่ได้ หรือทนยาก, แล้วเกิดโทสะ เพราะสิ่งที่รำคาญ. เราไม่มีความเจ็บปวดมาก ไม่มีความ ทุกข์มาก ; แต่ถ้ายังรำคาญอยู่ ก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน ฤดูที่แมลงหวี่มันชุม มันมาตอมตาเรื่อย, เผลอเข้ามันก็ หายใจเข้าไป เผลอมันก็บินเข้าปาก, มันไม่ได้ทำให้ตาย แต่ ก็รำคาญเหลือประมาณ. พระอรหันต์ไม่มีอะไรที่จะทำให้ รำคาญได้ จึงเรียกว่า เป็นผู้มีความรำคาญอันตัดขาด แล้ว ; ท่านดีกว่าเราสักเท่าไร ก็ลองไปเทียบดู. บทต่อไปก็จะมีว่า ภวาภเว วีตตฺณโห – มีตัณหา ในภพน้อยภพใหญ่ที่สิ้นสุดแล้ว หรือปราศจากตัณหาในภพ น้อยภพใหญ่. คำว่า ภพ ในที่นี้หมายถึง ความได้มีได้เป็น, อย่างดี ๆ ก็เรียกว่าภพใหญ่, อย่างไม่สู้ดี หรือที่ไม่ถูกใจ ก็ว่า

น.41 ๓๓ ภพน้อย, ไม่มีทั้งภพน้อย ไม่มีทั้งภพใหญ่, ไม่มีทั้งภพ และ ไม่มีทั้งอภพ, ภพที่น่ารัก ภพที่ไม่น่ารัก ก็ไม่มีทั้งนั้น, คือไม่มีความเป็นแห่งความน่ารัก หรือความไม่น่ารัก, ไม่มี ความรู้สึกพอใจในภพใด ๆ เรียกว่า ปราศจากตัณหาในภพ ทุกภพ. ความเป็นชนิดไหนก็ไม่อยาก, พูดง่าย ๆ ก็ต้อง พูดว่า ความเป็นชนิดไหนท่านก็ไม่อยาก เพราะมีปัญญา มีวิชชาถึงที่สุดว่า ภพไหน ๆ ชนิดไหนมันก็ไม่ไหวทั้งนั้น ก็เลยไม่มีภพ ต้องการจะเป็นผู้ปราศจากภพ. นี่คือลักษณะที่จะศึกษาให้เข้าใจ เป็นคู่เปรียบกัน ว่าฝ่ายที่เป็นบุถุชนธรรมดาสามัญ มันมีอยู่อย่างนี้ ๆ แล้วที่ เป็น พระอรหันต์นั้น ก็ปราศจากความเป็น อย่างนี้ โดย สิ้นเชิง. นี้ได้กล่าวถึงลักษณะของพระอรหันต์ พอให้ เป็นเครื่องคำนวณได้ หยั่งทราบได้ สำหรับคนทั่วไป หรือ สำหรับนักศึกษาอะไรก็สุดแท้, จำข้อความเหล่านี้ แล้วก็ไป เปรียบเทียบดู โดยนัยตรงกันข้าม ก็จะทำให้รู้จักพระอรหันต์ ได้พอสมควร, ไม่เสียทีที่วันนี้เป็นวันพระอรหันต์ แล้ว อุตส่าห์มาทำพิธีเพื่อพระอรหันต์ แล้วก็ยังโง่อยู่นั่นเอง ว่า พระอรหันต์นั้นเป็นอย่างไร ไม่รู้จักพระอรหันต์ แล้วก็มา

น.42 ๓๔ ทำพิธีเป็นที่ระลึกแก่พระอรหันต์. ขอให้ขจัดปัญหานี้ให้ หมดไป ให้เรารู้จักพระอรหันต์ยิ่งขึ้นทุกที. โอกาสที่จะได้เป็นพระอรหันต์. เมื่อพูดถึงลักษณะของพระอรหันต์พอสมควรแล้ว ก็จะกล่าวถึงโอกาสที่จะได้เป็นพระอรหันต์กันบ้าง ; นี้ไม่ใช่ เรื่องอวดดี ไม่ใช่เรื่องชักชวนให้อวดดี, ไม่ใช่เป็นเรื่อง ชักชวน ให้ทำอะไรเกินกว่าฐานะของตน. ขอให้ถือเสียว่า ความเป็นพระอรหันต์นั้นมีสำหรับมนุษย์ทุกคน ในจุดหมาย ปลายทาง ; หมายความว่า ในเบื้องสุดท้ายทั้งหมดของ วัฏฏสงสารนี้ ขอให้จบลง ด้วยความเป็นพระอรหันต์, ให้ ถือว่าความเป็นพระอรหันต์นั้น เป็นจุดหมายปลายทางของ คนทุกคน, จะถือการเวียนว่ายตายเกิดชนิดไหนก็สุดแท้ แต่ ขอให้มันจบลงด้วยความเป็นพระอรหันต์. ถ้าเวียนว่ายตายเกิด ด้วยเรื่องเข้าโลง แล้ว คลอดจากท้องแม่ แล้วเข้าโลง, แล้วคลอดจากท้องแม่ แล้วเข้าโลง, อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน ก็ดีเหมือนกัน. แต่ ขอให้จบลง สิ้นสุดลง ด้วยความเป็นพระอรหันต์ หรือ

น.43 ๓๙ ว่าจะถือว่า เกิดขึ้นจากความรู้สึก ยึดถือว่าตัวกูครั้งหนึ่ง เกิดครั้งหนึ่ง, เดี๋ยวดับไปก็ตายไป เดี๋ยวก็เกิดตัวกู - ของกูอีกในจิตใจ. วันหนึ่งเกิดหลายๆ สิบครั้ง ปีหนึ่งก็ ตั้งหลายหมื่นหลายแสนครั้ง ถือเกิด - ตายอย่างนี้ก็ได้ เวียน ว่ายอย่างนี้ก็ได้ แต่แล้วก็ ขอให้จบลง ด้วยความเป็นพระ อรหันต์ คือไม่มีการเกิดอีก. ฉะนั้นให้เราหวังว่า ความเป็นพระอรหันต์นั้น เป็นจุดหมายปลายทางของชีวิตทุกชีวิต ; ถ้ามิฉะนั้น มันยังต้องเที่ยวไป ในวัฏฏสงสารอันไม่รู้จักจบจักสิ้น. ถ้า จะหยุดท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร ก็ต้องเป็นพระอรหันต์ ฉะนั้นทุกคนหวังที่จะได้มีความเป็นพระอรหันต์ เป็นจุด- หมายปลายทาง. นี้ไม่ใช่ให้ยึดมั่นเรื่องตัวกู เรื่องของกู, แต่ต้อง การจะให้เป็นที่จบที่สิ้น แห่งตัวกูและของกู. พั่งให้ดี ๆ อย่าให้ตัวกูมันไปอยากเป็นพระอรหันต์เข้าอีก , มันก็จะ ไม่รู้จักสิ้นสุด, ให้มันหมดตัวกูนั่นแหละ มันก็จะเป็นพระ อรหันต์, วิธีที่จะหมดตัวกูก็มีอยู่ คือการบรรลุความเป็น พระอรหันต์.

น.44 ๓๖ ในพระบาลีท่านแสดงไว้น่าอัศจรรย์มาก คือว่ามัน ฟังดูแล้วมันก็ไม่น่าเชื่อ คือท่านแสดงไว้ในสูตรชื่อว่า วิมุต. ตายตนสูตร ว่าการเป็นพระอรหันต์ได้นั้นมีได้ถึง ๕ ขณะ ๕ โอกาส; เรียกว่ามีโอกาสถึง ๕ โอกาส คือ เมื่อฟัง ธรรม ก็มีโอกาสเป็นพระอรหันต์, เมื่อแสดงธรรม ก็มี โอกาสเป็นพระอรหันต์, เมื่อสาธยายธรรม สวดท่องบ่น อยู่ ก็มีโอกาสเป็นพระอรหันต์, เมื่อตริตรองธรรมอยู่ ก็ มีโอกาสเป็นพระอรหันต์, เมื่อเจริญสมาธิภาวนา ก็มี โอกาสเป็นพระอรหันต์, มีถึง ๕ โอกาส. โอกาสแรกเมื่อฟังธรรม ถ้าเผอิญธรรมนั้น ฟัง เข้าใจ จับอกจับใจ, ทำให้ เกิดปีติ แล้ว เกิดปราโมทย์ แล้ว เกิดปัสสิทธิ แล้ว เกิดสมาธิ แล้ว เกิดปัญญา เกิด วิมุตติ ขึ้นมา. เรื่องอย่างนี้ ได้มีแล้วในครั้งพุทธกาล ; คนบางคนไปฟังพระพุทธเจ้าพูด ๒-๓ คำเข้าใจ เกิดปีติ จาก ปีติก็เกิดปราโมทย์, จากปราโมทย์ก็เกิดปัสสิทธิ คือความ สงบรำงับลงแห่งจิต, จากบัสสิทธิก็เกิดสมาธิ คือจิตแน่วแน่ ตั้งมั่นบริสุทธิ์ ว่องไว ในการที่จะทำหน้าที่ของจิต, มันก็ เกิดปัญญา เกิดวิปัสสนา เห็นแจ้งตามที่เป็นจริง, ทำลาย

น.45 ๓๗ กิเลสอนุสัยสิ้นกันที่ตรงนั้น ต่อหน้าพระพักตร์ ของพระ- พุทธเจ้านั่นเอง. นี่เรียกว่า เป็นโอกาสที่บรรลุพระอรหันต์ เมื่อฟังธรรม. ทีนี้ โอกาสที่ ๒ เมื่อแสดงธรรม เมื่อบุคคลบาง คนแสดงธรรมอยู่ ธรรมนั้นกลับปรากฏแจ่มแจ้งแก่ผู้ แสดงนั้น จนผู้แสดงธรรมนั้นเกิดปีติ , เกิดปีติแล้วก็ เกิดปราโมทย์, เกิดปราโมทย์แล้วก็ เกิดปัสสิทธิ แล้วก็ เกิดสมาธิ แล้วก็ เกิดปัญญา ; โดยนัยเดียวกัน มันต้อง การจะให้เกิดปีติในธรรม ปีติโดยธรรม ปีติเพื่อธรรมกัน ก่อน แล้วก็จะเกิดปราโมทย์ เกิดบัสสิทธิ เกิดสมาธิ เกิด ปัญญา แล้วก็วิมุตติ หลุดพ้นได้. ผู้ฟังธรรม อาจจะ เกิดปิติปราโมทย์ได้ ฉันใด ผู้แสดงธรรม ก็อาจจะเกิด ปีติปราโมทย์ได้ฉันนั้น เพราะว่าผู้แสดงนั้นเข้าใจในธรรมะ จนถึงกับเกิดปีติปราโมทย์. ผู้ที่จะแสดงธรรมต้องคิดนึก มาก แล้วธรรมนั้นก็เป็นที่แจ่มแจ้งปรากฏ, แล้วก็แสดงออก ไป ด้วยปีติและปราโมทย์นั้น, ฉะนั้น ธรรมกถึกนั้น ก็ บรรลุความเป็นพระอรหันต์ ในขณะที่แสดงธรรม อย่าง

น.46 ๓๘ นี้ก็มี. นี้ก็เป็นโอกาสหนึ่งที่จะเป็นพระอรหันต์เมื่อพูดธรรมะ ให้ผู้อื่นพึ่ง. ทายกทายิกาทั้งหลาย ไม่มี โอกาสมานั่งบนธรรมาสน์ แสดงธรรม; แต่ว่าเมื่อจะพูดจากับเพื่อนฝูง ที่บ้านที่เรือน นั้นแหละ ก็ขอให้ตั้งใจให้ดีๆ ในเรื่องที่จะพูดออกไป. ถ้า เผอิญธรรมะนั้นแจ่มแจ้งแก่ตน เพราะมันต้องแจ่มแจ้งแก่ ตนก่อน ก่อนที่จะไปแจ่มแจ้งแก่ผู้ฟัง นี้ทำให้ดี ๆ, ความ แจ่มแจ้งแก่ตน นั้นจะมากพอ ถึงกับ จะเกิดปีติ แล้ว เกิด ปราโมทย์ เกิดปัสสัทธิ เกิดสมาธิ และ เกิดปัญญา. นี้ ก็เป็นโอกาสอันหนึ่งเหมือนกัน ที่จะเป็นพระอรหันต์ เมื่อแสดงธรรม. ทีนี้ โอกาสที่ ๓ เมื่อสาธยายธรรม เมื่อเอาธรรมะ มาท่องบ่นอยู่; ธรรมะนั้นเกิดจับใจ เกิดสว่างไสว แจ่ม แจ้งขึ้นมา ในขณะที่สาธยายอยู่ ท่องบ่นอยู่ มัน ก็เกิดปีติ ที่ปรารภธรรม เกิดปราโมทย์ แล้วก็ เกิดปัสสัทธิ แล้ว ก็ เกิดสมาธิ แล้ว เกิดปัญญา อย่างเดียวกันอีก. ฉะนั้น ใครจะสาธยายธรรมอะไร ก็ตั้งใจให้ดีๆ โอกาสมันมี ว่า ใน

น.47 ๓๙ ขณะสาธยายธรรมนั่นแหละ ก็จะบรรลุพระอรหันต์ได้, ทำให้ดี จนเกิดปีติในการสาธยายธรรม. ทำให้นึกถึงพระพุทธเจ้า ว่า ครั้งหนึ่งพระองค์ทรง นำเอาสูตรของปฏิจจสมุปบาท มาสาธยายอยู่ตามลำพังพระ- องค์เอง จนภิกษุองค์หนึ่งแอบฟังอยู่ข้างหลัง อย่างนี้ เรื่อง ก็ยังมี ว่า แม้แต่พระพุทธองค์ก็ยังทรงสาธยายธรรม. เราก็เห็นคนหนุ่มคนสาว เอาอะไรก็ไม่รู้มาสาธยาย, เอาเพลงรักเพลงอะไรก็ไม่รู้มาสาธยาย หรือว่าร้องเพลงซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่นั่นแหละ, มันก็เหมือนกับการสาธยาย เพลง อะไรจับใจ ก็เอาเพลงนั้นมาร้องอยู่เสมอ มันก็เหมือนกับ สาธยาย; แต่อย่างนี้มันส่งเสริมให้เกิดกิเลส, มันไม่เกิด ปีติในธรรม ปราโมทย์ในธรรม โดยนัยนี้ได้. มัน ต้อง เอาธรรมะที่แท้จริงไปสาธยาย แล้วจะเกิดปีติปราโมทย์ ปัสสัทธิ แล้วเกิดสมาธิ แล้วเกิดปัญญา โดยทำนองเดียว กันกับที่เมื่อฟังธรรม หรือเมื่อแสดงธรรม นี้มันเป็นเรื่อง สาธยายธรรม เป็นโอกาสที่ ๓. โอกาสถัดไปอีกเป็น โอกาสที่ ๔ เมื่อตริตรอง ธรรมอยู่ ; เอาข้อธรรมใดมาตริตรองอยู่ อย่างละเอียด

น.48 ๔๐ ลออ ทบทวนไปมา ตริตรองอยู่ ตริตรองอยู่, บังเอิญมัน พอเหมาะพอดีกันเข้า แจ่มแจ้งสว่างไสว เกิดปีติปราโมทย์ ในธรรมขึ้นมา, เกิดปีติแล้วก็ เกิดปราโมทย์ เกิดปรา- โมทย์แล้วก็ เกิดปัสสัทธิ คือความรำงับลงไป, เกิดบัสสิทธิ แล้วก็ เกิดสมาธิ, เกิดสมาธิแล้วก็ เกิดปัญญา แล้วก็ เกิด วิมุตติ อย่างเดียวกันอีก. ฉะนั้น การตริตรองธรรมใคร่ ครวญธรรม อยู่เสมอนั้น ก็เป็น โอกาสที่ ๔ ของการที่ จะบรรลุธรรม เพื่อเป็นพระอรหันต์. ส่วน โอกาสที่ ๕ นั้นท่านใช้คำว่า เจริญภาวนา, เจริญสมาธิภาวนา เป็นเรื่อง สมถะก็ได้ วิปัสสนาก็ได้ เมื่อ เจริญภาวนาอยู่ ก็จะมีผลไปตามลำดับอย่างเดียวกันอีก คือ ภาวนานั้นเจริญได้สำเร็จประโยชน์ ก็เกิดปีติ แล้วก็เกิด ปราโมทย์ เกิดปัสสัทธิ เกิดสมาธิ โดยนัยแห่งโพชฌงค์ นั่นแหละ ก็บรรลุมรรคผลได้. นี่โอกาสที่จะเป็นพระอรหันต์ ได้ มีถึง ๕ โอกาส : เมื่อฟังธรรมอยู่ก็ได้ เมื่อแสดงธรรมอยู่เองก็ได้, เมื่อสาธยาย ธรรมท่องบ่นอยู่ก็ได้, เมื่อตริตรองธรรมอยู่ก็ได้, แล้วก็เมื่อ เจริญวิปัสสนาภาวนาอยู่ ก็ได้เหมือนกัน, มันจะไม่เหลือ

น.49 ๔๑ วิสัยนักกระมัง. ขอให้สนใจในการที่จะพึ่งธรรม หรือ แสดงธรรม คือพูดให้คนอื่นฟัง หรือว่า สาธยายธรรม กันลืมหรือว่า ตริตรองธรรม เพื่อความแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น จน กระทั่งเจริญสมาธิภาวนา. ขอให้ช่วยกัน จดจำหลักเกณฑ์อันนี้ เอาไปใช้ ไปขยาย ไปปรับปรุง ให้สำเร็จประโยชน์ยิ่งขึ้น. แม้ที่สุด แต่ในการศึกษาเล่าเรียน เรื่องธรรมดาสามัญทั่วไป ก็จะ ได้รับผลดีด้วยเหมือนกัน จะเพื่อความเป็นพระอรหันต์ก็ ได้, เพื่อความเจริญก้าวหน้าในวิชาความรู้ธรรมดาสามัญ ก็ยัง ใช้หลักเกณฑ์อันนี้ได้. ขอให้ถือว่าไม่ใช่เรื่องสุดวิสัยหรือ พ้นวิสัยเอาเสียทีเดียว ไหน ๆ เราก็บูชาพระอรหันต์แล้ว เรา ก็สนใจในโอกาสที่จะเป็นพระอรหันต์กันบ้าง. การปฏิบัติตามพระอรหันต์. ทีนี้อาตมาก็จะพูดถึงธรรมะหมวดสุดท้าย ที่เรียกว่า ทำตามพระอรหันต์. ที่เมื่อเช้านี้ก็ได้ยินสวดบทปัจจเวกขณ์ องค์อุโบสถ ว่าเรา ทำตามพระอรหันต์ ด้วยองค์แห่ง อุโบสถ แม้นี้ :-

น.50 ๔๒ องค์ที่ ๑. เว้นขาดจากปาณาติบาต ทำจิตใจให้ เว้นขาดจากปาณาติบาต เกลียดชังปาณาติบาต, มีจิตใจถึง ที่สุด ในการที่จะทำปาณาติบาตไม่ได้. ลองปัจจเวกขณ์ องค์อุโบสถกันบ่อยๆ โดยทั่วไปคนทั้งหลายนี้ มีจิตใจ ต้อง เรียกว่าประณีต ละเอียด สูงสุด จนถึงกับทำอะไรให้ตายไม่ได้ ไม่มีเจตนาที่จะทำอะไรให้ตายได้. นี่เป็นการทำตามพระ อรหันต์อย่างหนึ่งแล้ว. ทีนี้มี การทำตามพระอรหันต์ โดยการที่ไม่ถือ เอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้. เดี๋ยวนี้เรามันคอยถือ โอกาสที่จะเอาเสียเรื่อยไป รู้ว่าเจ้าของเขาไม่ให้ ถ้าเป็นโอกาส แล้วก็เอา, พบของตกก็เอา, แล้วบางทีก็หาโอกาสที่จะไป เอาของของผู้อื่น, โอกาสที่จะฉ้อ โอกาสที่จะโกง โอกาสที่ จะขึ้นโรงขึ้นศาล อะไรต่าง ๆ มันก็มีมาก ที่จะทำให้ของผู้ อื่นมาเป็นของตัว. ถ้าความประพฤติอันนี้มันละขาดไป ไม่มีเหลืออยู่แม้แต่สักนิดเดียว ในการที่จะเอาของที่เขาไม่ ได้ให้ มาเป็นของตัวนี้ มันก็เป็นการทำตามพระอรหันต์, ทำตามรอยพระอรหันต์ ขึ้นมาอีกองค์หนึ่ง เป็น องค์ที่ ๒.

น.51 ๔๓ ทีนี้ องค์ที่ ๓. ไม่ประกอบกิจกรรมของคนที่อยู่ กันเป็นคู่ หมายความว่ากิจกรรมระหว่างเพศ, ถ้าการ พยายามละความพอใจในกิจกรรมระหว่างเพศเสียโดยเด็ดขาด, ก็ทำตามพระอรหันต์ใกล้เข้าไปอีก อีกองค์หนึ่ง เป็นองค์ ที่ ๓. แล้ว องค์ที่ ๔. ก็เว้นจากการพูดเท็จ, ขึ้นชื่อว่า ความเท็จโดยลักษณะใดลักษณะหนึ่งแล้ว ก็ไม่ประพฤติ ก็ไม่กระทำ ก็ทำตามพระอรหันต์มาอีกองค์หนึ่ง. แล้วก็ ไม่ดื่มสุราเมรัย ของมึนเมาทั้งหลาย; ของ เมาทำให้เสียสติสัมปฤดี, เว้นขาดจากทุกอย่างที่ทำให้เสียสติ สัมปฤดี, ไม่ต้องพูดถึงเหล้าถึงน้ำเมาโดยตรงดอก อะไรก็ได้ ถ้ามันทำให้เสียสติสัมปฤดี ไม่มีสติสัมปชัญญะแล้ว ก็เว้น ขาดเถิด, เว้นให้ขาดจริง ๆ ก็ไม่มีโอกาสที่จะทำอะไรผิด ๆ เพราะความประมาท หรือเพราะความเสียสติสัมปฤดี. นี้ก็ เป็นการทำตามพระอรหันต์อีกองค์หนึ่ง เป็น องค์ที่ ๕. แล้วก็ เว้นขาดจากวิกาลโภชน์ คือกินอาหารส่วน เกิน นอกเวลา, ค่ำแล้วก็ยังกิน กินดี กินแพง กินมาก กิน

น.52 ๔๖ ลำดับ จนเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในเรื่องของพระอรหันต์, ไม่ ต้องงมงาย ไม่ต้องทำอะไรอย่างละเมอ ๆ, ทำอย่างมีความ เข้าใจชัดเจนแจ่มใส สำเร็จประโยชน์ตามนั้นจริง ๆ. หวังว่าท่านทั้งหลาย คงจะได้มีความเข้าใจ ในเรื่อง ของพระอรหันต์นี้ เพิ่มมากขึ้นกว่าปีก่อน, แล้วหวังว่าปี หน้า ก็คงจะเพิ่มมากกว่าปีนี้ ให้เพิ่มมากขึ้นไป ก็คงจะ ประสบความสำเร็จ ในความเป็นพระอรหันต์ สักคราวหนึ่ง เป็นแน่นอน. แสดงธรรมเรื่อง พระอรหันต์ ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว ก็ขอยุติธรรมเทศนาไว้แต่เพียงเท่านี้.

น.53 ความอยาก อันความอยาก จะระงับ ดับลงได้ นั้นมิใช่ เพราะเรา ตามสนอง สิ่งที่อยาก ให้ทัน ดังมันปอง แต่เพราะต้อง ฆ่ามัน ให้บรรลัย, ให้ปัญญา บงการ แทนร่านอยาก ความร้อนไม่ มีมาก อย่าสงสัย ทั้งอาจผลิต กิจการ งานใด ๆ ให้ล่วงไป ด้วยดี มีสุขเย็น ฯ พุทธทาส อินทปัญโญ

น.54 บ้า ดี ยิ่งทำดี จะ ยิ่ง มี นรกมาก ถ้าใจอยาก ดีเด่น เป็น เจ้า ขรัว ให้ ผู้คน ทั้งผอง ต้อง ยอม กลัว คือยอมหัว อยู่ใต้ ปัญญา ยง ; ไม่ต้องการ มรรคผล ดลนิพพาน คงต้องการ แต่ให้ เขาช่วยส่ง ให้ลอยลม ล่องไป จมไม่ลง ต้องประสงค์ แต่เท่านี้ : “บ้าดี” เอย ฯ พุทธทาส อินทปัญโญ ผู้บริจาคในการพิมพ์หนังสือเล่มนี้ :- นอกนั้นเป็นเงินบริจาคของผู้มาเยี่ยมสวนโมกข์ ฯ

น.55 รายชื่อหนังสือ ชุด หมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ๓. การงานคืออะไร? ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๗. ปวารณา และธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุคปัจจุบัน ๑ ๑๐. การบวชคืออะไร? ๑ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน ๑ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๑๖. คุณพระไม่ตาย และเกิดมาทำไม ? ๑ ๑๗. ความรักดี ๑ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ๑ ๑๙. ครู คือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๒๐. การทำวัตรตามแบบโบราณ ๑ ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรมที่คนธรรมดาควรทราบ ๑ ๒๒. โลกอื่น ๑ ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์และความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑ ๒๔. นิวรณ์ ๒ ๒๕. วันครู ๑ ๒๖. แผ่นดินทองต้องสร้างด้วยแผ่นดินธรรม ๑ ๒๗. เมื่อพอใจในหน้าที่ ที่กำลังกระทำ ก็มีสวรรค์ อยู่ ณ ที่นั้นเอง. เมื่อไม่รู้จักตัวเอง ก็ไม่รู้ว่าตน ควรจะมีหน้าที่อะไร ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๖๙-๗๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๘ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔

น.56 เมื่อถึงวันมาฆบูชา ควรพูดกันถึงเรื่องของพระ- อรหันต์ซึ่งเป็นยอดสุดของพระสงฆ์ เพื่อปฏิบัติตามรอยของ พระอรหันต์ได้ถูกต้อง. ลักษณะของพระอรหันต์ หลายประการได้แก่ : มิได้ตั้งอยู่, ประมาณมิได้มี, มีภาวะเหนือการบัญญัติ, ปลงของหนักทิ้งแล้ว, พรหมจรรย์จบแล้ว, มีความเต็ม, เป็นผู้มีความสุข, ปราศจากตัณหา, ไม่มีตัวกู, ทำลายโมหะ สิ้นแล้ว, จิตไม่หวั่นไหว, จิตไม่ขุ่นมัว, ไม่ติดโลก, สิ้น อาสวะ, ไม่ประกอบด้วยกาม, สิ้นบาป, ไม่มีความรำคาญ ไม่มีภพ. โอกาสที่จะเป็นพระอรหันต์ คือเมื่อฟังธรรม, แสดงธรรม, สาธยาย, ตริตรอง, เจริญภาวนา. การทำตามพระอรหันต์ :- รักษาอุโบสถศีล

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต