Buddhadasa.org
หนังสือธรรมะคุ้มครองโลก › อ่านฉบับเต็ม

📖 ธรรมะคุ้มครองโลก

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ธรรมะคุ้มครองโลก

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.7 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย. การบรรยายในวันนี้มีหัวข้อตามที่ท่านทั้งหลายทราบ อยู่แล้วว่า ธรรมะคือผู้ช่วยโลก หรือสิ่งที่ช่วยโลก Dhamma- The World Saviour. ทีนี้เราจะต้องมองดูให้เห็นว่าสมมติ ฐานที่กล่าวขึ้นนี้มีว่า ธรรมะเป็นผู้ช่วยโลก ดังนั้นโดยทาง Logic มันก็ต้องถือว่า โลกต้องมีธรรมะ ธรรมะจึงจะช่วยโลก ; แล้วอะไรจะทำให้ธรรมะมีอยู่ในโลก มันก็ต้องคนที่อยู่ใน โลก จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า มนุษย์ต้องทำให้ธรรมะมีอยู่ในโลก ธรรมะจึงจะช่วยโลก ; เพราะฉะนั้นข้อแรกที่สุดเราก็จะต้อง กล่าวกันถึงข้อที่ว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้นคืออะไร ; มนุษย์ รู้ว่าธรรมะคืออะไรแล้ว จึงจะสามารถทำให้ธรรมะมีอยู่ใน ๑

น.8 ๒ โลก. ถ้ามนุษย์ไม่รู้ว่าธรรมะคืออะไร ก็ย่อมไม่สามารถจะ ทำให้ธรรมะมีอยู่ในโลกได้ ฉะนั้นเราจะต้องสนใจกันเป็น ข้อแรกว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้นคืออะไร และข้าพเจ้าก็ อยากจะขอร้องให้สนใจในข้อนี้มากเป็นพิเศษกว่าข้ออื่นด้วย ซ้ำไป. เมื่อตั้งปัญหาขึ้นว่าธรรมะคืออะไร ; ในชั้นแรกเรา จะต้องเอากันตามตัวหนังสือหรือตามตัวพยัญชนะของคำคำ นั้นก่อนแล้วจึงค่อยพิจารณากันถึงอรรถหรือความหมายของ คำคำนี้อีกทีหนึ่ง. ตามตัวพยัญชนะ คำว่า "ธรรมะ" เป็นภาษาบาลี หรือเป็นภาษาสันสกฤตแล้วถูกถ่ายออกมาเป็นภาษาไทยโดย รูปเดิมไม่ได้แปล เพราะฉะนั้นเราสนใจกันเป็นข้อแรกว่า ในภาษาบาลีนั้นคำว่าธรรมะแปลว่าอะไร หรือหมายถึงอะไร คำว่าธรรมะแปลว่า ทรง ธร เป็น root ของคำคำนี้ ; ธร แปลว่า ทรง หมายความว่าทรงตัวมันเอง คือ มีอยู่นั่นเอง. สิ่งใดที่ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลง สิ่งนั้นก็มีความไม่เที่ยง เปลี่ยน

น.9 ๓ แปลงนั่นแหละเป็นตัวมันเอง หรือทรงตัวมันเอง อยู่ใน กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง ; สิ่งใดที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง สิ่งนั้นก็ทรงตัวมันอยู่ได้ ตรงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือ ความไม่เปลี่ยนแปลง แต่รวมความแล้วมันก็หมายถึงการ ทรงตัวอยู่ได้ด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น คำว่า ธรรมะ ตาม ความหมายทางตัวหนังสือย่อม หมายถึงทุกสิ่งไม่เว้นอะไรหมด เพราะว่าไม่มีอะไรเลยที่จะไม่มีการทรงตัวมันเอง; พวกที่ ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงก็ทรงตัวอยู่ในการไหลเวียนเปลี่ยน- แปลง มีความไหลเวียนเปลี่ยนแปลงเป็นตัวมันเอง ; ทีนี้พวก ที่ไม่เปลี่ยนแปลงที่เราเรียกกันว่า นิพพาน หรืออสังขตะ หรืออะไรทำนองนี้ มันก็มีภาวะแห่งความไม่รู้จักเปลี่ยน แปลงนั้นเป็นตัวมันเอง ฉะนั้น จึงหมายถึงทุกสิ่งโดยไม่ยก เว้นอะไร นับตั้งแต่ฝุ่นที่ละเอียดที่ไม่มีค่าสักอนุภาคหนึ่งทาง วัตถุนี่ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง จนถึงสิ่งที่มีค่ามากที่สุด, แล้วก็ถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมคือทางจิตทางใจ ความคิดความ นึกความรู้สึก, และก็ยังหมายถึงตัวการกระทำของมนุษย์และ

น.10 ๔ ผลของการกระทำ กระทั่งถึงการบรรลุมรรคผลนิพพาน ; ทุกอย่างนี้เรียกว่าธรรมะ หมด ; ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่ามัน ได้แก่ทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร ถ้าหมายถึงกันตามรูปศัพท์ตามตัว หนังสือ ของคำว่า ธรรมะ. ทีนี้ เมื่อพิจารณาดู ตามทางอรรถะ คือความหมาย เราใช้คำว่าธรรมะนี้ให้หมายถึงแต่เพียงสิ่งบางสิ่งที่เราประสงค์ ตามควรแก่กรณีเท่านั้น ; เราแยกคำว่าธรรมะนี้ออกเป็น พวก ๆ ไป หมายถึงการกระทำก็ได้ หมายถึงความดี ความ งาม ความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรมก็ได้ แล้วแต่ ในกรณีนั้น ๆ จะประสงค์อะไร เพราะฉะนั้น ตามอรรถหรือ ความหมาย มันจึงหมายถึงแต่บางสิ่ง ที่นี้ ในหัวข้อของเรา ที่ว่า ธรรมะเป็นเครื่องช่วยโลกนี้ เราหมายถึงธรรมะอย่างไร ข้อไหน ? ท่านก็คงจะมองเห็นได้ด้วยตัวท่านเองแล้วว่า หมายถึงในบางสิ่งหรือบางส่วน หรือบางแง่ของความหมาย. นี่แหละคือข้อที่เราจะได้วินิจฉัยกันต่อไปจนให้รู้ว่า ธรรมะที่ จะเป็นผู้ช่วยโลกนี้หมายถึงอะไร.

น.11 ๕ ในชั้นนี้จะชักชวนให้ท่านทั้งหลายพิจารณาดูกันถึงคำ แปลของคำว่า ธรรมะ. ก่อนอื่นทั้งหมดอาตมาจะบอกกล่าวว่า คำว่าธรรมะนี้เป็นคำประหลาดอย่างยิ่ง ตรงที่ไม่มีใครสามารถจะ แปลมันออกไปได้ ให้ถูก ให้ตรง ให้เต็มให้ครบ ตามความ หมายของคำ ๆ นี้. นี่เราจะเห็นได้ว่ามันเป็นโชคดีที่ในภาษา ไทยเรา เราไม่แปลคำนี้ เรารับเอาคำคำนี้มาใช้เลย เรา จึงมีคำว่า ธรรมะ ธรรมะ นี่ พูดอยู่ในภาษาไทยของเรา มันเป็นภาษาไทยของเราไปเลย, ที่นี้สำหรับชาวต่างประเทศ เล่าจะทำอย่างไร ชาวต่างประเทศพยายามจะแปลคำนี้เป็น ภาษาของตัวด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ที่จะแปล เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาสากลหรือระหว่างชาติของ โลก, ทีนี้มันก็เกิดปัญหายุ่งยากอย่างยิ่งขึ้นที่จะแปลคำ ๆ นี้ ว่าอะไร และในที่สุดก็แปลกันมากมายตั้งหลายสิบคำ ล้วน แต่เป็นคำแปลของคำว่าธรรมะได้ด้วยกันทั้งนั้น ; ทำกันอยู่ อย่างนี้มาตั้งหลายสิบปีก็ว่าได้ คือไม่น้อยกว่า ๓๐ - ๔๐ ปี ผลสุดท้ายล้มเหลวหมด คือไม่สามารถจะบัญญัติคำไหนให้

น.12 ๖ ตรงกับความหมายของคำว่าธรรมะ ให้เต็ม ให้ครบ ให้ ถ้วนได้ จึงหันไปใช้คำเดิม ที่เราเรียกว่า ทับศัพท์ คือเอา คำเดิมนั่นแหละมาใช้ คำว่าธรรมะ จึงกลายเป็นคำในภาษา อังกฤษไป มากขึ้นทุกๆ ที่ เช่นเดียวกับที่ได้เป็นในภาษา ไทยของเรา ก็เลยรอดตัวไป ; แต่ถึงอย่างไรก็ดี ในบางกรณี บังคับไม่ให้ทำอย่างนั้น บังคับให้ต้องแปลออกเป็นภาษา นั้น ๆ ฉะนั้น ถ้าจะให้เข้าใจความหมายของคำคำนี้ให้ดี เราดูตามที่เขาแปลออกเป็นภาษาอังกฤษแล้วนั่นแหละ มันมี อยู่กี่คำก็ลองพิจารณาดู ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่ามีประโยชน์มาก แก่ท่านทั้งหลาย จึงขอชักชวนให้สนใจฟังและพิจารณาดู. ได้กล่าวมาแล้วว่า คำว่า ธรรมะ นี้ ทำให้เกิดคำแปล ขึ้นเป็นภาษาอังกฤษตั้ง ๒๐ - ๓๐ คำ ฉะนั้น เราจะต้อง จัดมันให้เป็นหมวด ๆ ว่า กี่คำมีความหมายไปในทางไหน กี่คำมีความหมายไปในทางไหน. หมวดแรกที่สุดที่น่าจะพูด ถึงก่อนก็คือ เขาแปลคำธรรมะนี่ว่า Form บ้าง, System บ้าง, Condition บ้าง, ว่า Thing บ้าง ว่า Cosmic Order หรือ

น.13 ๗ Cosmic Regulation บ้าง ; ทุกคำมีความหมายถูกต้องทั้งนั้น แต่มันเฉพาะในบางกรณี ; และคำว่า Form นี่ ตรงกันที่สุด กับคำว่าธรรมะในภาษาบาลีและสันสกฤต เพราะตามที่กล่าว แล้วว่า คำว่าธรรมะในภาษาบาลีนั้นแปลว่าทรง ; ธร แปล ว่าทรง ; ทีนี้คำว่า Form ในภาษาอังกฤษนี่ก็มาจากคำว่า Forma ในภาษาลาตินซึ่งแปลว่า ทรง เหมือนกัน ฉะนั้น จึง มีบัญญัตินิยามความหมายของคำว่า Form นี้ว่า That which supports that which gave State or Condition to the orderly arrangement of parts which make a thing what it is; นี้หมายถึงสิ่งที่สนับสนุนสิ่งซึ่งทำให้เกิดสภาพหรือสถานะแก่ การจัดอยู่อย่างเป็นระเบียบของส่วนทุก ๆ ส่วน ที่ประกอบกันขึ้น เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามที่มันได้เป็นอยู่จริง ; ดังนั้นท่านจะเห็นได้ว่า มันตรงกับคำว่า ธร ในภาษาบาลี ฉะนั้นเราจึงถือคำว่า Form ในภาษาอังกฤษ, หรือ Forma ในภาษาลาตินนี้ เป็นคำแปลที่ถูก ที่ตรง โดยตัวพยัญชนะของคำว่า ธรรมะ. ทีนี้ คำว่า System ก็หมายถึงระเบียบที่จัดขึ้นเป็นรูป

น.14 ๘ ร่างเป็น Form นั้น, Condition คือ สถานะ หรือปัจจัยที่ก่อ ให้เกิดสถานะ ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน ในทางที่จะให้ เกิดรูปร่าง. ส่วนคำ Thing นั้นถูกต้องที่สุดเพราะว่ามันเป็น คำกลางกว้างขวางที่สุด หมายถึงทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลก และ นอกโลกหรือเหนือโลก. คำว่า Cosmic Order, Cosmic Regulation ก็เหมือนกัน หมายถึงสิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้ในวิสัย ของโลก ตามระเบียบของมัน ; เพราะฉะนั้นคำว่า Form หรือ System เป็นต้นนี้ เป็นคำแปลหมวดหนึ่งซึ่งตรงกับ คำว่าธรรมะตามภาษาบาลี. ทีนี้ คำแปลหมวดที่ ๒ เขาแปลกันหลายคำเหมือนกัน เช่นคำว่า Doctrine หรือ Religion; คือโอวาทหรือศาสนา. ข้อนี้เราต้องวินิจฉัยกันถึงข้อที่ว่า ศาสนานั้น หมายถึงอะไร ? บางทีเราจะต้องเลยไปถึงปัญหาว่า พุทธศาสนานี้เป็น Religion ด้วยหรือเปล่า? เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนา นั้น เราหมายถึงธรรมะทั้งโดยตรงและโดยปริยาย. คำว่า Religion จะตรงกับความหมายของคำว่าธรรมะในพุทธ-

น.15 ๙ ศาสนา หรือเป็นศาสนาอย่างพุทธศาสนาได้หรือไม่ นี้เรา จะต้องวินิจฉัยดูพอสมควรเหมือนกัน คำว่า Religion นั้น มันมีรากศัพท์ว่าอย่างไร เป็นสิ่งที่จะต้องสนใจเสียก่อนจึง จะเข้าใจว่า ธรรมะที่อยู่ในรูปของพุทธศาสนานี้เป็น Religion ได้หรือไม่. คนบางพวกปฏิเสธว่าคำว่า Religion เอามาใช้ กับพุทธศาสนา หรือธรรมะในพุทธศาสนาไม่ได้; ทีนี้เรา ลองพิจารณาดูว่า มันจะได้หรือไม่ได้ มันมีทางออกอย่างไร บ้าง. คำว่า Religion นี้ก็เป็นคำที่ถกเถียงกันมาก ในหมู่ นักศึกษาและนักจริยธรรมทางศาสนา ; ทำให้นักจริยธรรม เหล่านั้นค้นพบว่าในยุคสมัยของ Cicero นั้น นักหนังสือถือ กันว่าคำว่า Religion นี้ มี root ว่า lig; และคำว่า lig นี้ หมายถึง to observe แปลว่าปฏิบัติ, โดยถือว่า Religion คือระเบียบระบอบของการปฏิบัติ ; คือปฏิบัติตามคำสั่งที่มา จากสวรรค์เป็น Revelation อะไรทำนองนั้น เพ่งเล็งถึง ความหมายว่าปฏิบัติ. ทีนี้เราก็มองเห็นว่าในทางพุทธศาสนา

น.16 ๑๐ เรา ธรรมะก็มีสำหรับปฏิบัติ ฉะนั้นมันควรจะเป็น Religion ได้. ทีนี้ต่อมาถึงยุคเซอวิอัส (Servius) พวกนักหนังสือมี ความเห็นกันว่าคำว่า Religion นั้นมาจาก root ว่า leg, แทน ที่จะเป็น lig มันเป็น leg; คำว่า leg นี้มันมีความหมายว่า to bind คือผูกพัน ; เพราะพวกนี้ให้คำอธิบายว่า Religion หมายถึงสิ่งที่จะผูกพันมนุษย์กับสิ่งสูงสุด ซึ่งก็หมายถึงพระ ผู้เป็นเจ้า; ซึ่งทางพุทธศาสนาเราก็จะถือว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะหรือศาสนานี้ ก็เป็นเครื่องผูกพันมนุษย์กับสิ่งสูงสุด คือนิพพานหรือความพ้นทุกข์, มันก็ไม่ไปไหน, ความหมาย ก็ยังคงเป็นไปได้. ทีนี้ตกมาถึงสมัย St. Augustine the Great ท่านผู้นี้ถือเอาคำทั้งสองคำนั้นแหละผนวกเข้าด้วยกัน เลย คือทั้ง lig และทั้ง leg เอามารวมกันเสียเลย, คือทั้ง To observe และ to bind นั่นแหละมันจึงทำให้เกิดความ หมายกว้างขึ้นไปว่า ประพฤติกระทำ เพื่อให้เกิดการผูกพัน ระหว่างมนุษย์กับสิ่งสูงสุด ; เอาความเต็มที่ว่า ระบอบสำหรับ ศึกษาและปฏิบัติหรือกระทำลงไปจะเป็นตามคำสั่งของ

น.17 ๑๑ สวรรค์หรือตามกฎของความจริงของมนุษย์ก็ตามใจเถิดได้ ทั้งนั้น เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ เป็นอันเดียวกัน ระหว่าง มนุษย์กับสิ่งสูงสุด ซึ่งจะหมายถึงพระเป็นเจ้าหรือจะหมาย ถึงความดับทุกข์คือนิพพานก็ตามใจ. เมื่อเอาความหมาย อย่างนี้แล้ว ทำไมพุทธศาสนาหรือธรรมะในพระพุทธศาสนา นี้จะเป็น Religion ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่เป็นได้โดย ไม่ต้องอ้างเหตุผลอะไรอีก ฉะนั้นคำว่าธรรมะที่แปลว่า Doctrine หรือ Religion นี้มันก็เล็งถึงสิ่งที่เราเรียกกันว่า ศาสนา นั่นเอง จะเป็นศาสนาไหนก็ได้ และ พุทธศาสนาก็อยู่ ในฐานะที่เป็น Religion ได้เหมือนกัน. นี่แหละเป็นความหมาย ของคำแปลกลุ่มที่ ๒. ที่นี้ คำแปลกลุ่มที่ ๓ มีคำว่า Virtue, Moral Quality, Righteousness, Ideal, Duty. คำกลุ่มนี้มันเล็งถึงความถูกต้อง ความดี ความงาม หน้าที่ ที่เป็นอุดมคติที่ถูกต้อง, โดยเล็ง เอาคำ Righteousness นั่นแหละเป็นส่วนสำคัญ : ไม่ได้หมาย ถึงความยุติธรรมหรือความถูกตรงอย่างเดียว แต่หมายถึง ความเหมาะสมด้วย เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้นักศึกษาทางภาษา

น.18 ๑๒ หรือนักจริยธรรมแห่งยุคปัจจุบัน นี้นิยมถือเอาคำแปลตามที่ พวก Theosophical Society เขาใช้กันอยู่; เขาบัญญัติขึ้นใช้ ในวงพวกเขาก่อน แล้วใคร ๆ ก็เห็นตาม แม้แต่พวกพุทธ- บริษัทที่ประเทศอังกฤษ. พวกนี้เขาแปลคำธรรมะว่า The Course of Conduct right for a man at his particular stages of evolution ; คือ ระเบียบระบอบของการประพฤติกระทำ ที่ ถูกที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์ ทุก ๆ ระดับที่มีอยู่เป็นลักษณะเฉพาะ ของวิวัฒนาการของมนุษย์นั่นเอง ; หมายความว่าต้องมีการประ- พฤติกระทำที่เหมาะสำหรับมนุษย์นั้น ๆ โดยเฉพาะ และถูก ต้องทุก ๆ ขั้น ทุก ๆ ตอน แห่งวิวัฒนาการของเขา ; นั่น แหละคือธรรมะ ; เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า การถือเอา ความหมายของคำว่าธรรมะในลักษณะเช่นนี้เหมาะสมอย่างยิ่ง คือเป็น Applied ได้อย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ; ขอให้ท่าน สนใจไว้เป็นพิเศษ ซึ่งเราจะต้องพูดถึงกันในแง่นี้ ในความ หมายอย่างนี้ เป็นส่วนใหญ่. ทีนี้ กลุ่มที่ ๔ คำแปลของคำว่าธรรมะนั้นมีอยู่หลาย

น.19 ๑๓ คำเหมือนกัน เช่นคำว่า Cause ที่แปลว่า มูลเหตุ ; Law กฎ, Standard มาตรฐาน, Norm บทบัญญัติ, และ Truth คือ ความจริงหรือสัจธรรม. กลุ่ม ๆ นี้เล็งถึงกฎที่มีอำนาจ หรือสิ่งที่มีอำนาจบังคับบัญชาสิ่งต่าง ๆ หรือเป็นเหตุ มูลเหตุ แห่งสิ่งต่าง ๆ ทั้งคำแปลกลุ่มนี้กระเดียดไปข้างที่จะให้เกิด ความคิดความเห็นว่ามี God หรือพระเจ้า. ทีนี้ ถ้าในหมู่ชนที่ถือศาสนาที่ไม่ได้เอ่ยถึง God เช่น พุทธศาสนาอย่างนี้ ถ้าถูกถามว่ามี God ไหม อย่างนี้ก็ต้อง เกิดการถามย้อนว่ามันหมายถึงอะไร. ถ้าเขาตอบว่ามันหมาย ถึง Cause คือมูลเหตุให้สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นและเป็นไปก็ดี หรือ กฎระเบียบอันตายตัวที่ควบคุมสิ่งทั้งหลายก็ดี หรือว่าสัจ- ธรรมสูงสุดที่คุ้มครองสิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็ดี แล้วเราก็ตอบ ได้ทันทีว่า แม้ในพุทธศาสนาก็มีสิ่งที่เรียกว่า God. สำหรับ คำว่า God นั้นเราหมายถึง Truth นั่นเอง. ถ้าเราลองพิจารณา ดูถึงความหมายคำว่า God โดยทั่วๆ ไป เราจะเห็นได้ว่า ความหมายของคำว่า God นั้น มันมีเป็นพวก ๆ อย่างนี้

น.20 ๑๔ เช่นว่า God the Creator, God the Preserver, God the Destroyer. นี่กล่าวตามหลักของพระเป็นเจ้า ในฝ่ายตะวัน ออกโดยเฉพาะศาสนาฮินดูนี้ มีพระเจ้าผู้สร้างขึ้นมา พระเจ้าผู้ รักษาคุ้มครองโลกไว้ พระเจ้าผู้ทำลายโลกให้สิ้นไปเป็น คราว ๆ อย่างนี้; ได้แก่พระพรหมผู้สร้างโลก หรือพระ นารายณ์ หรือวิษณุ ผู้คุ้มครองโลก, หรือพระศิวะผู้ทำลาย โลก; อย่างนี้แล้วเรามีสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั่นเอง เป็นผู้ สร้างโลก เป็นผู้คุ้มครองโลก เป็นผู้ทำลายโลกให้หายเป็น คราว ๆ; เพราะคำว่าธรรมะนี้ เราหมายถึงสิ่งที่ ถ้าพูดก็ พูดว่า ยิ่งกว่าลึกลับ คือไม่มีตัวมีตน เป็นผู้เป็นคน แต่มี อำนาจมากกว่าที่จะเป็นผู้เป็นคนเสียอีก. ข้อนี้เราไม่ได้หมาย ถึง Personal God หรือ Anthropomorphic God คือที่เป็น มนุษย์ รูปร่างเหมือนมนุษย์ มีจิตใจอย่างมนุษย์ ; เราไม่ หมายอย่างนั้น, แต่เราก็ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร ต้องใช้ว่า Impersonal God หรือ Non anthropomorphic God ให้มัน ตรงกันข้ามไว้ที่ มันเป็นฝ่ายนามธรรมหรือยิ่งกว่านามธรรม.

น.21 ๑๕ ถ้า God เป็นอย่างนี้เราก็มี คือมีธรรมะที่เป็น Cause สำหรับ ให้สิ่งต่าง ๆ หมุนไปไม่มีหยุด แล้วโลกก็มีวิวัฒนาการหรือ เป็นขึ้นมา. และสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นี้ ก็คือ Regulation ต่าง ๆ ที่ควบคุมโลกไว้ หรือ Preserve โลกไว้ให้ยังคงอยู่ใน สภาพเช่นนี้ และเมื่อถึงบางยุคบางคราวที่โลกมันหมุนไป ในลักษณะที่จะต้องแตกดับลง สลายลง มันก็ต้องด้วยอำนาจ ของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" อีกนั่นเอง ฉะนั้นจึงมีสิ่งที่เรียก ว่า "ธรรม” เป็น God the Creator, The Preserver, The Destroyer ทีนี้ God อีกความหมายหนึ่งก็หมายถึง Omnipresence, Omnipotence, Omniscience, คือว่ามีอยู่ใน ที่ทุกแห่ง สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด ; ทีนี้พุทธศาสนาเราก็ไม่ มีอะไรที่นอกไปจากธรรมะ แต่อยู่ในรูปแห่งกฎของกรรม เป็นต้น. Omnipotence มีอยู่ในที่ทุกแห่ง คล้ายกับว่ามีตาที่ คอยดู ที่จะลงโทษผู้ทำผิด และให้รางวัลผู้ทำถูก อยู่ในที่ ทุกหนทุกแห่ง เรามีสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ" ในรูปแห่งกฎ ของกรรมเป็น God ในลักษณะที่เป็น Omnipresence, Omni-

น.22 ๑๖ potence ที่นี้ Omnipotence คือใหญ่โตกว่าใครทั้งหมด มัน ก็ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าธรรมะ ; ไปศึกษาดูเถอะ ; อะไรที่ใหญ่ หลวง ใหญ่โต สูงสุด สูงศักดิ์ อะไรก็ตามเถิด ไม่มีอะไร ยิ่งไปกว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ แต่ว่าในรูปอีกรูปหนึ่งที่มอง เห็นยากเต็มที. สำหรับ Omniscience ที่ว่าเป็นผู้รู้ทั้งหมด ก็หมายความว่า บรรดาความรู้ทั้งหลายทั้งสิ้นนั้นสรุปรวมอยู่ ในคำว่าธรรมะเพียงคำเดียว เพราะคำว่าธรรมะหมายถึงทุก สิ่งทุกอย่างดังที่กล่าวมาแล้ว. ความหมายของคำว่า God นี้มีมาก กระทั่งถึงคำที่ค่อน ข้างจะตลกขบขันว่า God the Dictionary. Dictionary หรือ ปทานุกรมก็หมายความว่า God นั่นแหละเป็นปทานุกรมเล่ม เดียวและบรรจุสิ่งต่าง ๆ ไว้หมดเปิดดูได้ในนั้น นี่เป็น สมัญญาอันหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่าขบขัน แต่ก็ฟังดู เป็นน่าขบขัน ทีนี้ทางพุทธศาสนาเรามีอะไร ? ก็มีสิ่งที่เรียก ว่า "ธรรมะ" อีกนั่นเอง; เพราะธรรมะหมายถึงสิ่งทุกสิ่ง ไม่ยอมยกเว้นอะไรดังที่กล่าวมาแล้ว เพราะฉะนั้นคำว่าธรรมะ

น.23 ๑๗ คำเดียวคือปทานุกรมทั้งหมดของสิ่งทั้งปวง. นี่เป็นตัวอย่าง ที่จะให้เห็นว่าธรรมะคือ God แต่ไม่ใช่ Personal God, ข้อนี้ อย่าลืม. ในที่สุดเราจะมาถึง คำที่สำคัญที่สุด คือ God the Saviour คือ ผู้ช่วยให้รอด และเรามีการจำกัดเฉพาะลงไปว่า The World-Saviour ที่จะช่วยโลกให้รอดจากสภาพที่ไม่ต้อง การ ไม่น่าปรารถนา, คือ God. นี่แหละเรายิ่งมีสิ่งที่เรียก ว่าธรรมะ มี ธรรมะเป็นผู้ช่วย ช่วยโลกให้รอด ซึ่งเราจะได้ พิจารณากันต่อไป. ถ้าดูคำแปลทั้งหมดนี้เราจะเห็นได้ว่า ธรรมะที่จะ เป็นผู้ช่วยโลก ซึ่งอยู่ในรูปแห่งความหมายของคำว่า God นี้ มันหมายถึงอะไร. ถ้าจะเอาคำว่า God เป็นหลัก ก็ต้องให้ หมายถึงคำว่า Truth. ถ้าจะเอาคำว่า "ถูกต้อง" เป็นหลัก ธรรมะต้องหมายถึงระเบียบปฏิบัติที่เหมาะสมแก่มนุษย์ทุกคน ทุก ๆ ขั้น ทุก ๆ ตอน โดย เฉพาะแห่งวิวัฒนาการของเขานั่นแหละ คือธรรมะที่จะช่วยโลก. ถ้าจะเอาความหมายว่าเป็น "ศาสนา"

น.24 ๑๘ แล้ว ศาสนานั้นต้องไม่หมายถึงสิ่งอื่น แต่ต้องหมายถึงธรรมะที่เป็น การประพฤติปฏิบัติลงไปตรง ๆ ทำให้เกิดความถึงกันได้ระหว่าง มนุษย์กับสิ่งสูงสุด คือความพ้นทุกข์หรือดับทุกข์. ในที่สุดเราก็จะเห็นว่า เราก็มี "God" นั่นเอง เป็น ผู้ช่วยให้โลกนี้รอด แต่ว่าคำว่า God นี่ต้องเป็น Impersonal God ; ถ้า God เป็น Personal God คือเป็นมนุษย์ รูปร่าง เหมือนมนุษย์, โกรธเป็น อะไรเป็นละก็ ต้องถือว่าเป็น อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเราไม่อาจจะยอมรับได้ ; ฉะนั้นจึงมีคำกล่าว ที่ฟังดูแล้วน่าขันอย่างที่กล่าวว่า Truth is God, but God is not Truth. ลองฟังดูว่ามันน่าขันอย่างไร, มันฝืน Logic ตรงที่ว่า สัจธรรมคือ God แต่ว่า God ไม่ใช่สัจธรรม ; และ คนที่เอามาเล่านี้เขายังอ้างว่าเป็นคำพูดของมหาตมคานธีด้วย; ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า God นั้นไปหมายเอา Personal God. ประโยคแรกนั้นกล่าวว่า Truth is God, นี่มันถูกซี เพราะ ว่า Truth นั้นไม่ใช่ Personal, มันเป็นแต่สัจธรรม เท่านั้น จึงตั้งอยู่ในฐานะเป็น God. แต่พอกล่าวประโยค

น.25 ๑๙ หลัง God หมายถึง Personal God, มันก็เลย is not truth นี่น่าขันไหม ลองคิดดู. ทีนี้ถ้าจะให้รอดไปได้ God นี้ ต้องไม่ใช่ Personal God, แต่ต้องเป็น Impersonal God ซึ่งมีความหมายครบทุกอย่าง อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง. ถ้าเราเอาสิ่งที่เรียกว่าธรรมะเมื่อตะกี้นี้เป็น God แล้ว มัน ไม่มีทางที่จะกล่าวเป็นอื่นได้ มันตรงดิกกันไปหมดว่า Truth is God – God is Truth ; Truth is God – God is Truth ; อย่างนี้เรื่อยไปเพราะมันหมายถึง Impersonal God ซึ่ง เรียกว่า ธรรมะ และตั้งอยู่ใน ฐานะเป็น God ที่จะทำ หน้าที่ทุกอย่างตามหน้าที่ของ God เช่นสร้างโลก เช่น รักษาโลก หรือทำลายโลก หรืออยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง สูงศักดิ์กว่าสิ่งทั้งปวง รู้อะไรหมด และมีอำนาจที่จะคุ้มครอง โลก หรือช่วยโลกให้รอดได้ ถ้าหากว่ามนุษย์ช่วยกันทำให้สิ่งนี้ มีอยู่กับโลก. สำหรับเรื่องนี้ ในที่สุดเราก็พอจะกล่าวได้ว่า ไม่มี ทางที่จะแปลคำว่า "ธรรม" ออกไปเป็นภาษานั้น ๆ คำใด

น.26 ๒๐ คำหนึ่งโดยเฉพาะ สู้ใช้คำว่าธรรมะเฉย ๆ ทับศัพท์ไปตาม เดิมไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงใช้คำว่าธรรมะคือผู้ช่วยโลกหรือ Dhamma – the World – Saviour. ถ้าคำธรรมะเท่ากับ God ก็คือ God นั่นเอง เป็น The World Saviour. นี่ แหละคือคำอธิบายของคำว่า ธรรมะคืออะไร. ท่านจะถือเอา ความหมายไหนเป็นที่ชอบใจของท่าน ท่านมีอิสระที่จะทำได้. ตามตัวหนังสือ ก็แปลว่า "ทรง" หมายถึงทุกสิ่งที่ตรงตัวมัน เองอยู่ได้ ; ตามความหมาย ก็หมายถึงสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" ที่จะผูกคนให้ติดกันกับนิพพาน หรือพระเป็นเจ้า. หรือว่า ถ้าจะเอากันในโลกนี้ ที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าหยก ๆ ก็ต้อง ว่า ระเบียบการปฏิบัติที่ปฏิบัติถูก ทุก ๆ ขั้น ทุก ๆ ตอน ของ วิวัฒนาการนั่นแหละคือธรรมะ ; หรือถ้าจะพูดให้น่าอัศจรรย์ เป็นปาฏิหาริย์ก็ว่า ธรรมะนั่นแหละเป็น God ตามความหมาย ทุกอย่าง ดังที่กล่าวแล้ว. นี้คือคำตอบที่ว่าธรรมะคืออะไร. ทีนี้ ข้อต่อไป เราจะวินิจฉัยกันถึงหัวข้อที่ว่า สิ่งที่ เรียกว่าธรรมะนี้ตรงข้ามจากวัตถุหรือวัตถุนิยมอย่างไร มัน

น.27 ๒๑ จะเป็นเครื่องช่วยให้เกิดความเข้าใจถูกต้อง เกี่ยวกับคำว่า ธรรมะยิ่งขึ้นไปอีกส่วนหนึ่ง ถ้าเรารู้ว่าธรรมะนี้มันตรงกัน ข้ามจากวัตถุหรือวัตถุนิยมอย่างไร. วัตถุนิยมนี้จำกัดความลงไปว่า ถือเอาวัตถุเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง, ไม่ได้ถือธรรมะหรือถือ God เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง ; โดยเฉพาะ Dialectic Materialism ละก็ ถือเอาวัตถุเป็น ที่พึ่งจนถึงกับกล่าวว่าทุกอย่างมันตั้งต้นขึ้นมาด้วยวัตถุ ไม่ พูดถึงนามหรือจิตเลย ; นามหรือจิตเขาถือว่าเป็นเพียงปฏิ- กิริยาของวัตถุ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องพูดถึง พูดถึงแต่วัตถุ : นี่คือวัตถุนิยม. อีกทางหนึ่ง หมายถึงความลุ่มหลงในรสของ วัตถุ และมองเห็นอะไรแต่ในแง่ของวัตถุไปหมด จึงหลง ติดในความเอร็ดอร่อยสนุกสนาน เพลิดเพลินทางวัตถุไป เสียตะพึด; นี่ก็เรียกว่าวัตถุนิยม. ที่ตรงกันข้ามจากวัตถุนิยมเราก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี จะเรียกมโนนิยมหรือธรรมนิยมอะไร มันก็ยังมีอะไรขัดขวาง อยู่เล็ก ๆ น้อย ๆ เสมอไป ; เราเรียกว่า อวัตถุนิยม ดีกว่า คือ

น.28 ๒๒ ไม่นิยมวัตถุก็แล้วกัน ; จึงมีคำคู่ว่า Materialism กับ Non- Materialism เป็นของตรงกันข้าม. ธรรมะนั้นจะต้องอยู่ใน ฝ่ายที่ไม่หลงวัตถุ เพราะไม่ถือเอาวัตถุเป็นสรณะ บางคน จะไปใช้ว่า กายนิยม วัตถุนิยม ที่ตรงกันข้ามจากมโนภาพ จิตนิยม หรืออะไรทำนองนี้มันก็ได้เหมือนกัน แต่มันกระทบ นั้นกระทบนี่นิด ๆ หน่อย ๆ เรื่อยไป สู้ใช้คำปฏิเสธตรง ๆ ไม่ได้. บางคนก็ใช้คำว่า Idealism ให้ตรงกันข้ามจาก Materialism, แต่แล้วมันก็มีความหมายดิ้นได้ คือไปหลง อุดมคติเหลิงเจิ้งไปก็มี มันไม่ค่อยปลอดภัย; ใช้ว่า Non- Materialism ดีกว่า. ธรรมะนี่มันเป็น Non-Materialism ในลักษณะตรงกันข้าม แม้โดยตัวหนังสือและโดยความหมาย ของมัน. เราจะเข้าใจสิ่งนี้ได้ก็ต้องโดยพิจารณาดูจากสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับมนุษย์นั่นเอง. พวกหนึ่งจะเห็นว่า มีร่าง กายเป็นสำคัญ จิตนี่ ไม่มีความหมายอะไร อยู่ภายใต้อำนาจ ของร่างกาย นี้พวกหนึ่ง ; อีกพวกหนึ่งก็ตรงกันข้ามว่า กาย

น.29 ๒๓ ไม่มีความหมายอะไร จิตอย่างเดียวสำคัญ เป็นต้นเหตุ เป็น อะไรทั้งหมด, กายเป็นของเล็กน้อยแฝงอยู่กับจิต หรือไม่มี ความหมาย. การกล่าวสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งอย่างนี้ดูจะ ไม่ค่อยงดงามทั้งนั้น. ทางที่ถูกแล้วมันควรจะอยู่ตรงกลาง เพราะมันต้องอาศัยกันและกันอย่างถูกต้องไม่ยกเอาส่วนใด ส่วนหนึ่งขึ้นเป็นสิ่งเลิศ และมีแต่เพียงสิ่งเดียว ต้องให้ เนื่องคงคู่กันไปทั้งสองส่วน ; แต่แล้วเราถือเอาสิ่งที่สำคัญ กว่านี้แหละเป็นหลัก คือเหมือนกับว่า จิตเป็นผู้นำ ร่างกาย เป็นผู้ตาม ซึ่งทางธรรมะเราชอบเปรียบกันว่า จิตนี่มันเป็น เหมือนกับคนง่อยคนหนึ่งแต่ตามันดี ; ร่างกายเปรียบเหมือน คนแข็งแรงคนหนึ่ง แต่ตามันบอด. คนแข็งแรงเดินได้จริง แต่ตาบอด ไม่รู้จะไปทางไหนนี่เหมือนกับร่างกาย; แล้ว คนง่อยเดินไม่ได้แต่ตาดี มันก็เดินไม่ได้ ไปไหนไม่ได้ เหมือนกัน แล้วสองคนมารวมเป็นคน ๆ เดียวกันผลก็คือ ทั้งเดินได้ ทั้งมองเห็น มันก็ไปได้, แล้วจะให้ใครเป็นผู้ สั่ง มันก็ต้องให้ตาหรือคนง่อยนั่นแหละเป็นผู้สั่ง ดังนั้น

น.30 ๒๔ เราจึงเล็งเห็นความสำคัญของจิตนี้ยิ่งกว่าของกาย และให้ มันเนื่องกันให้ถูกต้องก็แล้วกัน ; เพราะฉะนั้นเราจึงมีหลัก ไปในทางว่า เรารอดได้เพราะเรื่องของจิต ไม่ใช่เรื่องของ กาย เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เห็นว่าข้าวปลาอาหารเป็นคำ ๆ นี้ สำคัญในการที่จะทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ ; เราไปเห็นว่า ความประพฤติถูกต้องทางจิตทางใจนั้นสำคัญกว่า; เราจึงไม่ เห็นว่าความสุขสนุกสนานเอร็ดอร่อยเพลิดเพลิน ทางเนื้อทาง หนังนี้ เป็นของเลิศ เป็นของประเสริฐ อย่างพวกวัตถุ- นิยม. เราไปเห็นอะไร ที่สำคัญกว่านั้น และเราไปเห็น ว่าความหลงในความสุขทางเนื้อหนังนั่นแหละคือศัตรูที่จะ ทำลายล้าง. เรื่องนี้เราควรจะนึกถึงเรื่องราวตอนหนึ่งในประวัติ ของ Jesus Christ ที่เราเรียกกันว่าพระเยซูนั้น ใน New Testament ตอน Matthew มีว่า ซาตานพาพระเยซูขึ้นไป บนภูเขา มองเห็นแต่ก้อนหินเต็มไปหมดในสายตา ซาตาน บอกว่าถ้าพระเยซูเป็นบุตรพระเจ้าจริง ก็ลองเสกก้อนหิน

น.31 ๒๕ เหล่านี้เป็นขนมปังดูทีซิ คือให้เป็นอาหารที่กินได้. พระเยซู ตอบว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเสกก้อนหินให้เป็น ขนมปัง เพราะ ว่าคนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยขนมปัง แต่ว่า คนเรามีชีวิต อยู่ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งทุก ๆ คำของพระเป็นเจ้า จึงจะ มีชีวิตอยู่. เราจะเห็นได้ทันทีว่าพระเยซูนี้ไม่ใช่วัตถุนิยม ท่านถือว่าไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยอาหารเช่นข้าวปลาอาหารที่รวม เรียกว่าขนมปัง ไปมัวหาขนมปัง หรือทำขนมปัง หรือว่า เสกสิ่งมากมายเหล่านี้ให้เป็นขนมปังทำไม ; มานึกดูถึงข้อ ที่ว่าพระเป็นเจ้าได้สั่งว่าอย่างไร ให้ทำอย่างไร ประพฤติ อย่างไรดีกว่า เพราะนี่แหละจะทำให้มีชีวิตอยู่จริง ให้มีชีวิต อยู่ได้จริง มีชีวิตเป็นชีวิตจริงๆ. ชีวิตที่มาจากข้าวปลา อาหารเป็นชีวิตทางวัตถุนั้น ไม่ใช่ชีวิตจริง ฉะนั้นเราจงเอา ชีวิตจริง คือผลของการประพฤติกระทำตามคำสั่งของพระ เป็นเจ้าทุก ๆ คำ, นี้ก็เป็นความที่ชัดเจนแล้ว ที่ส่อให้เห็น สิ่งที่เรียกว่า วัตถุนิยม กับ ไม่วัตถุนิยม สำหรับในอินเดีย ในสมัยพุทธกาล ก็มีลัทธิ

น.32 ๒๖ Materialism อยู่หลายลัทธิ เช่นมีชื่อว่าลัทธิจารวากะ ของ ศาสดาชื่อนั้น, และลัทธิโลกายตะเป็นต้น. พวกนี้ก็ถือเอา วัตถุเป็นสรณะอย่างที่กล่าวแล้ว ถึงกับบัญญัติความเต็มเปี่ยม ทางกามคุณว่านิพพาน ; เพราะเขาถือว่าเมื่อได้สมความ ปรารถนาในทางกามารมณ์ทุกอย่างแล้ว ความทุกข์ไม่มี ฉะนั้นจึงตั้งหน้าตั้งตาแสวงหาความเต็มเปี่ยมทางกามารมณ์ แล้วบัญญัติว่าเป็นนิพพาน. บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมจึง ใช่คำว่านิพพาน. ถ้าท่านเข้าใจถูกต้องก็หายสงสัย เพราะ คำว่านิพพานมีอยู่ก่อนพุทธกาล ใช้พูด ใช้กล่าวถึงกันอยู่ ก่อนพุทธกาล; มีคำว่านิพพานซึ่งแปลว่าเย็น ดับเย็น สงบเย็น อย่างนี้; แม้ที่สุดแต่คำพูดที่ใช้พูดกันอยู่ในครัว ว่าเดี๋ยวนี้ข้าวต้มนิพพานลง ได้ที่พอจะกินได้แล้ว อย่าง นี้ก็มีพูดกันอยู่ในครัว เพราะว่านั่นเป็นคำพูดธรรมดา ซึ่ง หมายถึงอาหารเย็นลง ๆ. และถ้ามันเย็นถึงที่สุดก็เรียกว่า นิพพานโดยสมบูรณ์. นี่เขาพูดกันอยู่ในภาษาของมนุษย์ ตั้งแต่ก่อน ทีนี้เมื่อศาสดาเจ้าลัทธิที่ค้นพบธรรมะอะไรที่ทำ

น.33 ๒๗ ความเย็นโดยแท้จริงคือเย็นทางจิตใจ เย็นเพราะไม่มีราคะ โทสะโมหะนี่ มันไม่มีคำอะไรจะพูดให้ได้ความชัดเจนและ รวดเร็วทันที ก็ต้องยืมคำนี้เอง ที่มนุษย์ใช้พูดกันว่าเย็น เย็น นี้มาเป็นชื่อของธรรมะข้อนี้ จึงมีคำว่านิพพานใช้. ทีนี้ พวกที่เขาเห็นว่า ถ้าได้กามารมณ์สมบูรณ์แล้วมันเย็นอก เย็นใจหยุดความกระหายได้ ก็บัญญัติกามารมณ์เป็นนิพพาน ครั้นต่อมารู้ว่าความสุขทางจิตที่เกิดจากการทำสมาธินั้นเย็น กว่าก็มาบัญญัตินิพพานกันที่ญาณหรือสมาบัติ : นี่ยุคหนึ่ง. ต่อมาพระพุทธเจ้าท่านทรงเห็นว่ายังไม่ถึงที่สุด ก็เลยออก บวชค้นและทรงพบว่า หมดราคะ โทสะ โมหะ นี่แหละคือ นิพพาน ; คำว่านิพพานมีประวัติมาเป็นอย่างนี้. พวก Materialism จารวากะนั่นก็ขวนขวายในทางกาม สุขัลลิกานุโยคไปตามแบบของเขาซึ่งเขาถือว่าเป็นผลดีที่สุดที่ มนุษย์ควรจะได้ เพราะฉะนั้นจึง ไม่ใช่ ธรรมะในลักษณะที่เรา หมายถึงในที่นี้. เราไม่ถือว่าการกระทำอย่างนั้นเป็นระบอบ ปฏิบัติที่เหมาะสำหรับมนุษย์ และเรายังประนามว่าเป็น

น.34 ๒๘ วัตถุนิยมจัด ถือรสของวัตถุเป็นสรณะโดยส่วนเดียว. ถึง ในโลกเดี๋ยวนี้ก็ยังมีพูดกันว่า Eat, drink, and be merry, for to - morrow we may die อย่างนี้ ได้ยินทั่วไปหมดซึ่ง เป็นเหตุให้เขาขวนขวายแต่เรื่องกิน เรื่องดื่ม เรื่องสรวลเส เฮฮา สนุกสนานทางเนื้อทางหนัง โดยคิดว่าพรุ่งนี้อาจจะ ตายเสียก็ได้ นี่ก็มีอยู่มากในโลกนี้ แม้ในประเทศไทย ; พึง เข้าใจว่าแม้นี้ก็คืออุดมคติของวัตถุนิยม. สิ่งที่เรียกว่าธรรมะ นั้นจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเราต้องการสิ่งที่ดีกว่ากิน ดีกว่าดื่ม ดีกว่าร่าเริงเต็มที่ ; นั่นก็คือความเยือกเย็น หรือ ความสงบเย็นนั่นเอง. การกิน การดื่ม และการร่าเริงเต็มที่ นั้นถ้าปราศจากธรรมะแล้ว เป็นไฟทั้งนั้น มันจะเป็นการ กินไฟเข้าไป ดื่มไฟเข้าไป ร่าเริงอยู่ในกองไฟนั้น ถ้า ปราศจากธรรมะ. แต่ถ้ามีธรรมะแล้ว การกิน การดื่ม การร่าเริงนั้นจะเย็นด้วยธรรมะนั่นเอง และในที่สุดเราจะอยู่ เหนือความตายอีกด้วย : เราจึงไม่มีการพูดว่าพรุ่งนี้เราอาจ จะตายเสียก็ได้ เพราะว่าเราได้อยู่เหนือความตาย ; มันเลย

น.35 ๒๙ ตรงกันข้ามจากกันและกันอย่างนี้. ทีนี้ อยากจะให้สนใจถึงสิ่งที่เรียกว่าสวรรค์. สวรรค์ คำนี้กำกวมและดิ้นได้. คำว่าสวรรค์ในทางธรรมะของพุทธ ศาสนาจัดว่าเป็นวัตถุนิยม เป็นอุดมคติของพวกวัตถุนิยม แต่ว่าศาสนาอื่นอาจจะจัดคำว่าสวรรค์ว่าไม่ใช่วัตถุ หรือไม่ใช่ วัตถุนิยม แต่กลายเป็นสิ่งสูงสุดที่ควรเข้าถึงก็เป็นได้เพราะ เขาพูดว่าการไปอยู่กับพระเป็นเจ้านั้น ไปอยู่ด้วยกัน ในสวรรค์ เขาถือสวรรค์เป็นที่อยู่ของพระเป็นเจ้า. ไปอยู่ ด้วยกันในสวรรค์ ก็คืออยู่กับพระเป็นเจ้า เพราะฉะนั้น พวกนี้ไม่จัดสวรรค์ว่าเป็นวัตถุนิยม. เขาจะวาดภาพสวรรค์ ของเขาไว้อย่างไรเราก็ไม่อาจจะพูด แต่ว่าสวรรค์ในทาง พุทธศาสนาหรือตามภาษาบาลีนั้นหมายถึงความเต็มเปี่ยมด้วย รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสตามที่สัตว์ปรารถนา ฉะนั้นจะเป็น สวรรค์ชั้นไหนก็ยังเป็นวัตถุนิยม. ขอให้ระวังคำที่กำกวม ที่สุด : ต้องดูให้ดี ๆ ให้ถูก ว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่ : จะไปคิดว่าสวรรค์เป็นที่อยู่ของพระเป็นเจ้าแล้วมันก็จะสูงสุด

น.36 ๓๐ กันเพียงนั้น มันก็ถูกเหมือนกัน แต่สวรรค์เช่นนั้นจะต้อง มีความหมายเป็นอย่างอื่นโดยแน่นอน ; ไม่ใช่ความสมบูรณ์ ด้วยความสนุกสนานด้วยบริวาร ด้วยนางฟ้าหรือด้วยเทพบุตร เทพธิดา ; สวรรค์ทำนองนั้นเป็นวัตถุนิยม ; สิ่งซึ่งตรง กันข้ามจากสิ่งเหล่านั้น หรือความไม่ลุ่มหลงด้วยสิ่งเหล่านั้น แล้วรู้จักควบคุมสิ่งเหล่านั้น ต่างหากจึงจะเป็นธรรมะ คือ ไม่ใช่วัตถุนิยม เท่าที่กล่าวมานี้เราพอสรุปได้ว่า วัตถุนิยมนั้นถือว่า กาย อยู่เหนือใจ หรือ วัตถุอยู่เหนือจิตใจ ก็เลยเป็นทาสของ วัตถุหรือของกาย แล้วมันก็มีผลทำให้วัตถุไม่พอกินพอใช้ ในโลก. ส่วนธรรมะนั้นตรงกันข้าม คือถ้าเราไม่นิยมวัตถุ เราไปนิยมธรรมะแล้ว มันเปลี่ยนเป็นว่า ใจอยู่เหนือกาย ทีนี้ก็เป็นนายวัตถุ ไม่ใช่ทาสวัตถุ ฉะนั้นมันจึงทำให้วัตถุ ในโลกนี้เหลือเพื่อ เพราะไม่ค่อยจะมีใครต้องการ. เดี๋ยวนี้ คนในโลกเป็นวัตถุนิยมจัด ตะกละตะกลามต่อวัตถุ รวบรวม เอามาไว้ พยายามแย่งชิงเอามา หาสะสมไว้คิดกะแผนการณ์

น.37 ๓๑ ล่วงหน้าเป็นร้อย ๆ ปี ว่าจะสร้างสมเอาวัตถุไว้ให้พอ แล้ว วัตถุมันจะพอได้อย่างไร เมื่อทุกคนเกิดต้องการพร้อม ๆ กัน ขึ้นมาอย่างนั้น. ให้ในโลกนี้มีวัตถุมากกว่านี้อีกร้อยเท่า พันเท่ามันก็ไม่พอ ; นี่วัตถุนิยมทำให้วัตถุไม่พอ ; แต่ถ้า เป็นธรรมนิยมแล้ว มันทำให้วัตถุเหลือใช้ เพราะว่าเรา สามารถแสวงหาความสุขได้โดยไม่อาศัยวัตถุมากมายอะไร เลย วัตถุมันก็เหลือเกลื่อนกลาดไปหมด ; ความต่างกันมัน มีอยู่อย่างนี้ ภาวะน่าเศร้าที่สุดก็คือการเป็นทาส เป็นบ่าว ของวัตถุ ; และ ภาวะที่น่ายินดีที่สุดก็คือว่าเป็นนายเหนือวัตถุ ; มันต่างกันอย่างนี้ ถ้าเราดูไปถึงวิกฤติกาลของโลกที่กำลังเกิดอยู่กับโลก ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน ส่วนที่แล้วมาหรือข้างหน้าต่อไป ก็ตาม และโดยเฉพาะเอาที่กำลังเกิดอยู่กับโลกบัดนี้ดีกว่า ว่าเดี๋ยวนี้ ทุกวันนี้ วิกฤติกาลของโลกนี้มันเกิดมาจากวัตถุ นิยม หรือว่าเกิดมาจากธรรมนิยม ถ้าเรามองเห็นแล้ว เรา จะรู้ความต่างระหว่างวัตถุกับธรรม. เกือบจะไม่ต้องอธิบาย

น.38 ๓๒ อะไรเลย ท่านทั้งหลายก็พอจะทราบว่ามันเนื่องมาจากวัตถุ วิกฤติกาลถาวรของโลกนี้ เกิดมาจากวัตถุนิยม เพราะมนุษย์ หลับหูหลับตาเป็นทาสของวัตถุด้วยกันทั้งนั้น จึงตกเป็นทาส ของพระยามารหรือของซาตานซึ่งมีวัตถุนั้นเป็นเหยื่อ. เมื่อ สัตว์ตกเป็นทาสของวัตถุแล้ว ตามันก็มืดไปหมด ตามันก็ ลายไปตาม ไม่เห็นอะไร นอกจากรสอันอร่อยของวัตถุ มันจึงระดมทุ่มเทกำลังการศึกษา การค้นคว้า สติปัญญา ทั้งหมดไปในทางวัตถุแต่อย่างเดียว แล้วมันก็ให้ผล "สม น้ำหน้า;" คือว่า ยิ่งค้นกันมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นทาสของวัตถุมากขึ้น ทุกที มากขึ้นทุก ๆ ที นี่แหละมันจึงกลายเป็น โลกของวัตถุ แล้วมีผลคือวิกฤติกาลถาวร. ทีนี้ถ้าเราไม่ยอมตนเป็นทาส วัตถุ ศึกษาค้นคว้าสนใจแต่ในเรื่องธรรมะ ก็จะไม่เป็น ทาสของวัตถุ และจะควบคุมวัตถุได้ แล้ววิกฤติกาลถาวร ในโลกก็จะหายไปในพริบตาเดียว. มันเป็นความต่างตรงกัน ข้ามอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องสนใจ คือ มันเป็น ปัญหาเกี่ยวกับชีวิตหรือความเป็นความตายของมนุษย์ นี่เอง.

น.39 ๓๓ ทีนี้เรามองดูแล้วจะยิ่งเห็นว่าสลดสังเวช ในเมื่อเรา จะเอาคำง่าย ๆ ๒ คำขึ้นมาเปรียบเทียบกันดู คือคำว่า Human Conduct กับคำว่า Animal Behaviour นี่ต่างกันอย่างไร, ความประพฤติอย่างมนุษย์ และการกระทำอย่างสัตว์เดรัจฉาน ต่างกันอย่างไร ? เราจะเห็นว่าสัตว์เดรัจฉานนั้นมันไม่รู้จัก อะไรเลย นอกจากวัตถุที่กินได้ ฉะนั้นจึงมีคำกล่าวว่าถ้าผูก สัตว์แล้วก็ต้องผูกด้วยอาหาร เพราะสัตว์มันรู้แต่เรื่องอาหาร มันรู้แต่เรื่องวัตถุ เพราะฉะนั้น Animal Behaviour นี้มันก็ ไม่มีอะไร นอกจากว่ากระทำไปเพื่อวัตถุอย่างเดียวเท่านั้น สำหรับสัตว์ที่เรียกว่าคนนี้ ถ้ากระทำไปเพื่อวัตถุอย่างเดียวแล้ว มันก็เป็น Animal Behaviour และมีอยู่ได้แม้ในหมู่นักศึกษา ผู้ที่สำเร็จมีปริญญาค้นคว้าเป็นศาสตราจารย์ เป็นโปรเฟส- เซอร์ของโลก ; ต่อเมื่อมีการประพฤติกระทำไปในทางที่ ไม่เป็นทาสของวัตถุจึงจะเรียกว่า Human Conduct. เมื่อกี้นี้ เราพูดว่า Course of Conduct right for a man ; นี้ ต้องเข้าใจ ว่าตรงนั้นเรามีความหมายของคำว่า Human จึงเท่ากับ Course

น.40 ๓๔ of Human Conduct ; แทนที่จะพูดว่า Right for a man อยู่ แล้ว. นี่ถ้าเราเอาคำธรรมดา ๆ ๒ คำนี้มาเปรียบเทียบกัน ไว้เสมอแล้วมันจะทำให้เรามีหิริโอตตัปปะ มีความสะดุ้งกลัว ละอายต่อการที่จะไปเป็นอย่างสัตว์ คือนิยมวัตถุอย่างเดียว. เท่าที่พูดมาทั้งหมดนี้ ก็พอเป็นตัวอย่างที่แสดงให้ เห็นว่า ธรรมะนี้ตรงกันข้ามจากวัตถุนิยมอย่างไร ; เวลาที่ เหลืออยู่บ้างนี้ เรามาพูดกันถึงข้อต่อไปว่าธรรมะจะคุ้มครอง โลกอย่างไร. ธรรมะเป็นผู้ช่วยโลกอย่างไรนั้น โดยทั่วๆ ไปเรา ถือว่า ถ้าไม่มีธรรมะแล้ว วัตถุยิ่งเจริญเท่าไร ยิ่งมีความทุกข์มาก ขึ้นเท่านั้น . ท่านต้องฟังดูให้ดี ๆ ให้เข้าใจคำที่ว่า วัตถุยิ่ง เจริญขึ้นเท่าไร ถ้าไม่มีธรรมะแล้วมันยิ่งมีความทุกข์มากขึ้น เท่านั้น. เดี๋ยวนี้เรายิ่งก้าวหน้าในทางวัตถุมากขึ้น โดยไม่เจือ ด้วยธรรมะ จึงมีความทุกข์ นอนตาไม่หลับ เป็นโรคเส้น ประสาทมากขึ้นทุกทีรู้ได้ด้วยสถิติซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่ พูดคาดคะเน. สถิติที่โรงพยาบาล ทั่วโลกนี้มีโลกประสาท

น.41 ๓๕ โรคจิตมากขึ้นทุกที ก็โดยเหตุที่ว่าวัตถุเจริญวิ่งไปโดยไม่มี ธรรมะประคับประคอง. เพียงเท่านี้เราก็จะเห็นได้แล้วว่า ธรรมะนี้คุ้มครองโลกไม่ให้เป็นโรคประสาท ไม่ให้เป็นโรค จิตไปตามความก้าวหน้าของความเจริญในทางวัตถุ ; อย่าง น้อยก็คุ้มครองไม่ให้เป็นโรคทางจิตหรือทางประสาท ซึ่งเป็น มูลเหตุของโรคทางกายต่อไปอีกชั้นหนึ่ง ทีนี้อย่างน้อยที่สุดที่จะกล่าวให้ต่ำไปกว่านั้นอีก เรา ควรจะมองดูจนเห็นว่า ธรรมะนี้ช่วยคุ้มครองให้คนผิดจาก สัตว์ คือให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน. การเป็นสัตว์ เดรัจฉานนั้น ใคร ๆ ก็เห็นว่าไม่ไหว เพราะเป็นระดับที่ต่ำ เป็นระดับที่ไม่มีเกียรติเป็นระดับที่ถูกประนาม. เรารอดพ้น จากระดับอันนั้นมาได้ ก็เพราะอาศัยสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ คำกล่าว แต่โบราณในอินเดียมีอยู่ว่า อาหารนิทฺทา ภยเมถุนญฺจ สามาญฺญเมตปฺปภินรานํ ; การกินอาหาร การแสวงหา ความสุขจากการนอน การรู้จักขี้ขลาดวิ่งหนีภัย การประกอบ เมถุนธรรม เหล่านี้มีเสมอกัน ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ; ธมฺโม

น.42 ๓๖ หิ เตสํ อธิโก วิเสโส ธรรมะเท่านั้นที่ทำความผิดแปลก แตกต่างจากสัตว์ ทำความวิเศษกว่าสัตว์ ; ธมฺเมน หีนา ปสุภิสมานา ปราศจากธรรมะแล้ว คนก็เสมอกับสัตว์. คำ กล่าวข้อนี้ควรเป็นเครื่องเตือนใจอยู่เสมอ ลืมเสียไม่ได้ มัน เป็น เครื่องรางป้องกันไม่ให้เป็นฝ่ายวัตถุนิยม. เรื่องกิน เรื่องนอนเรื่องอะไรทำนองนั้น มันเรื่องวัตถุนิยม ส่วน ธรรมะนั้นสูงกว่าและตรงกันข้าม เพราะฉะนั้นเราจะต้องถือ ว่า ธรรมะนี้มีพระคุณคุ้มครองมนุษย์ให้พ้นจากความเป็นสัตว์ เป็น ข้อแรกก่อน. ทีนี้ เมื่อว่ากันในทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ เรา มีคำกล่าวว่า อตฺตที่ปา อตฺตสรณา, ธมฺมที่ปา ธมฺมสรณา ; แปลว่า มีตนเป็นสรณะที่พึ่ง มีธรรมะเป็นสรณที่พึ่ง ; ไม่ มีสิ่งอื่นเป็นสรณะที่พึ่ง คำว่ามีธรรมะเป็นสรณะที่พึ่งนี้ มันก็หมายถึงธรรมะอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ที่จะยกสถานะ ของมนุษย์ให้มีวิวัฒนาการไปถึงจุดที่หมายปลายทาง หรือ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะถึง ถือว่าเป็นที่พึ่งที่สรณะ ; ส่วน

น.43 ๓๗ ที่กล่าวว่า อตฺตที่ปา อตฺตสรณา นั้นหมายความว่า ต้องทำ เอาเอง อย่าให้วัตถุมาช่วยทำ ! จิตใจนี้จะต้องทำเอาเอง วัตถุ มาช่วยให้ทำอย่างนั้นไม่ได้. เราต้องทำของเราเองด้วยจิต ใจเอง. หรือจะกล่าวอีกที่หนึ่งให้กว้างออกไปก็ว่า ทุกคน ต้องทำให้แก่ตนเอง อย่าไปหวังพึ่งคนอื่นแม้แต่ Personal God. สำหรับ Impersonal God นั้นหมายถึงธรรมะอยู่แล้ว จึงอยู่ในพวกที่เป็นทีปาสรณา คือเป็นที่พึ่ง ; แต่ Personal God นั้นหมายถึงคนอื่นเสียแล้ว คือบุคคลอีกคนหนึ่งเสียแล้ว จึงไม่อยู่ในขอบเขตของคำว่า "มีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็นที่ พึ่ง;" โดยนัยนี้เราจะเห็นได้ว่า หลักธรรมในพระพุทธศาสนา นั้นไม่เนื่องด้วยวัตถุ ไม่ขึ้นแก่วัตถุ ไม่อยู่ในอำนาจของวัตถุ : แต่อยู่ในอำนาจของธรรมะ เนื่องอยู่ด้วยธรรมะ ขึ้นอยู่กับ ธรรมะ และทำเอาด้วยตน และการทำเอาด้วยตนนี้ ก็เป็น ธรรมข้อหนึ่งด้วยเหมือนกัน นี้หมายความว่า ธรรมะช่วยคุ้ม ครองให้พ้นจากอำนาจบีบคั้นหรือยั่วยวน หรือหลอกลวงแล้ว มาตั้งตัวอยู่ในระบอบที่มีความสงบสุข ตามแบบของธรรมะ ;

น.44 ๓๘ ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ธรรมะนี้สามารถที่จะสร้างสรรอุดมคติ อะไรต่าง ๆ ขึ้นมาอีกมากมาย ซึ่งนอกไปจากความสนุกสนาน เพลิดเพลินทางเนื้อหนัง. สำหรับวัตถุนั้นมีอุดมคติเพียงอย่าง เดียวมีผลสุดท้ายเพียงอย่างเดียว คือ ความสนุกสนานเพลิด เพลินเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ส่วนธรรมะนี้ มีเรื่องทาง จิตทางใจอีกมากมายหลายชั้นที่เป็นความสงบสุข กระทั่งถึง นิพพานเป็นที่สุด ; นี่แหละที่เราเรียกว่าธรรมะคุ้มครองคน แต่ละคนเป็นคน ๆไปทีเดียว โดยปัจเจกชน. ทีนี้ ในทางสังคมคือรวมกันทั้งหมดเล่า ธรรมะนี้คุ้ม ครองอย่างไร. ธรรมะอย่างที่ว่านี้ ถ้ามีการถึงอย่างแท้จริง แล้ว จะทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า ชีวิตทั้งหมดเป็นชีวิตเดียว กัน มนุษย์ทั้งหมดเป็นมนุษย์คนเดียวกัน ; มันจึงเกลียดกันไม่ ลง ฆ่ากันไม่ลง ; ส่วนวัตถุนิยมนั้นมันทำให้เห็นเป็นว่า ตัวใครตัวมัน ๆ ก็เลยตั้งข้อที่จะกอบโกยเป็นของตนแต่ละคน มันก็มีผลแย่งชิงกันกอบโกย และเกิดความคิดที่จะล้างผลาญ กัน ทั้งบนดิน ทั้งใต้ดิน ทั้งสงครามร้อน ทั้งสงครามเย็น

น.45 ๓๙ เป็นวิกฤติกาลถาวร. ส่วนธรรมะนั้นยิ่งศึกษาไปยิ่งคิดไป จนกระทั่งถึงความลับอันลึกซึ้งของธรรมชาติ หรือของโลก แล้ว ย่อมทำให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนคนเดียวกัน ชีวิต ทุกชีวิตเป็นชีวิตเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงฆ่ากันไม่ลงเอง ; มันมีแต่ความเมตตากรุณาซึ่งกันและกัน ฉะนั้นจึงเรียกว่า คุ้มครองโลกเป็นส่วนรวม. โดยส่วนตัวแต่ละคน ธรรมะ ก็คุ้มครองอย่างที่ว่ามาแล้ว, โดยส่วนรวมก็คุ้มครองอย่างนี้. ในทางธรรมะนั้น อาตมาอยากจะชักชวนให้นึกว่า ทาง Ethics หรือ Moral Philosophy เขาถือกันว่ายอดของ ธรรมะหรือบรมธรรม ซึ่งเรียกกันว่า Summum Bonum คือ ความดีสูงสุดนั้นมีอยู่เพียง ๔ อย่างคือ Happiness หรือ Bliss- fulness คือความสงบสุขทางจิตใจแท้จริง ไม่ใช่ทางเนื้อหนัง, แล้วก็ Perfection ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์, แล้วก็ Duty for Duty's Sake หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ ต้อง เป็นหน้าที่ชนิดที่ทำไปเพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ไม่ใช่เพื่อตัวกู ของกู, แล้วก็ Goodwill คือความปรารถนาดี, เราปรารถนาดี

น.46 ๔๐ ต่อเขา เขาปรารถนาดีต่อเรา เลยกลายเป็นความปรารถนาดี ต่อกันและกันทั้งสากลจักรวาล เป็น Universal Goodwill ; ๔ อย่างนี้เท่านั้น เป็น Summum Bonum นอกนั้นไม่ใช่ เดี๋ยวนี้เราตกอยู่ในความสุขทางเนื้อหนัง ; นี่มัน ผิดไปเสียตั้งแต่ส่วนแรกแล้ว. เดี๋ยวนี้เราไม่มี Perfection คือความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ เพราะตกเป็นทาส ของซาตานหรือพระยามารคือวัตถุ. มันพิสูจน์อยู่ในตัวคือ มันหิวอยู่เสมอ ; ยิ่งได้มากินมาใช้เท่าไรก็ยิ่งหิวจัดไปกว่า เดิม นั่นแหละคือความไม่เต็ม. ธรรมะเท่านั้นที่จะทำให้ จิตใจรู้สึกเต็ม ทีนี้ Duty for Duty's Sake นี่ เดี๋ยวนี้เราทำ หน้าที่เพื่อเงิน เราไม่ได้ทำงานเพื่อประโยชน์แก่งาน ไม่ได้ ทำงานเพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ ดังนั้นมันจึงเป็นวัตถุนิยม ; และเดี๋ยวนี้เราตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างกอบโกย ; แม้จะได้ รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นผู้ผดุงธรรม ของโลกเช่น นักบวช เช่นครู เช่นตุลาการ หรืออะไรทำนองนั้น ก็ยังมีความคิดไป ในทางแสวงหาประโยชน์ทางวัตถุเพื่อตัว ไม่ทำตัวเป็นเจ้า-

น.47 ๔๑ หน้าที่สำหรับผดุงธรรมะของโลก เพราะตกอยู่ใต้อำนาจของ วัตถุนิยม, ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ Duty For Duty's Sake, และ ไม่ใช่ความหวังดีด้วยธรรมะ หรือ Goodwill ที่แท้จริง แต่มัน เป็นการหวังวัตถุ ไม่ใช่หวังเมตตากรุณา เพราะฉะนั้นโลก เราจึงไม่อยู่ในฐานะที่เรียกได้ว่ามีธรรมะเป็นเครื่องคุ้มครอง. เราต้องทำอย่างตรงกันข้าม คือมีความสุขที่แท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องทางจิตทางธรรม ; แล้วก็มีความเป็นมนุษย์ที่ เต็มคือมีวิธีที่จะทำให้จิตใจนี้รู้สึกอิ่มเพียงพออยู่เสมอ, แล้วก็มี สติปัญญาทำไปตามที่ควรทำเรื่อย ไม่หิวกระหาย ไม่เร่าร้อน ด้วยราคะ โลภะ ; แล้วมีความสุขอยู่ในงานที่ทำ ไม่ใช่มี ความสุขจากเงินที่ได้มาจากการทำงาน เพราะว่าเงินนั้นมัน จะเป็นของเล็กน้อยไปในเมื่อถ้ามีจิตใจสูงแล้วมันได้ความสุข จากงานนั้นยิ่งกว่า ; เหมือนกับที่บางคนทำงานจนลืมลูกเมีย ค้นคว้าศึกษาจนลืมลูกลืมเมียเหล่านี้ เพราะมันมีความสุขอยู่ ในงานนั่นเอง. ธรรมะแท้นำไปสู่อุดมคติอย่างนี้ หรือจะ เรียกเป็นอย่างอื่นคือไม่ใช่อุดมคติก็ได้ จะถูกกว่าด้วยซ้ำไป คือเรียกเสียว่า เพื่อผลอย่างนี้ ก็แล้วกันซึ่งจะคุ้มครองโลก คือ

น.48 ๔๒ ไม่แสวงหาความสุขทางวัตถุ. เป็นคนอิ่มคนพออยู่ด้วยกัน ทุกคน ไม่เบียดเบียนกัน ; แล้วมีความสุขในการทำงาน ไม่ ใช่มีความสุขจากวัตถุ คือผลที่ได้มาจากงาน : และมีจิตใจ ชนิดที่ว่าทุกคนเป็นคนคนเดียวกัน ชีวิตทุกชีวิตเป็นชีวิต เดียวกัน. นี่แหละธรรมะมีลักษณะที่คุ้มครองโลกอย่างนี้ ในรูปที่เรียกว่า God หรืออะไรก็สุดแท้ ซึ่งจะมีให้ทุกอย่าง ตามความหมายของคำว่า God ที่ถูกต้อง และ ผลก็คือมนุษย์ เรารอด. ในทางภาษาธรรมะก็เรียกว่าวิมุตติ คือ หลุดพ้นจาก ความทุกข์ ; จะเรียกมันว่า Liberation หรือ Emancipation หรือ Salvation ก็แล้วแต่จะเรียก. นี่เป็นวัตถุที่มุ่งหมายของ ศาสนาทุกศาสนาด้วยกันทั้งนั้น เป็นผลเนื่องมาจากสิ่งที่เรา เรียกว่า ธรรมะ หรือ God ที่อยู่ในรูปของธรรมะ อย่างที่กล่าว แล้ว. เวลาที่เหลืออยู่เล็กน้อยนี้ อาตมาจะกล่าวเลยไปถึงว่า ทำไมคนเราสมัยนี้จึงเฉยเมยต่อธรรมะซึ่งเป็นผู้คุ้มครองโลก. คำตอบในข้อนี้ มันก็ตอบอยู่ในคำที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า

น.49 ๔๓ เพราะตกเป็นทาสแห่งปีศาจของความสุขทางเนื้อหนัง. สิ่งที่เรียกว่า ปีศาจ หรือซาตาน หรือพญามารนี้ ท่านอย่าได้เข้าใจผิด ไปว่ามันน่าเกลียดน่ากลัว ; คนโง่ ๆ เท่านั้นที่เขียนรูปพญา มารเป็นยักษ์ดุร้าย เขียน ซาตานเป็นสัตว์ดุร้าย มีเขา มีเขี้ยว เขียนไปอย่างโง่ ๆ; ที่ถูกแล้วสิ่งที่เรียกว่าปีศาจหรือซาตาน หรือพญามารนั้น จะสวยที่สุดจะฉลาดที่สุด และมีเหยื่อ ที่ยั่วยวนที่สุด ทำไมจึงเขียนรูปพญามารหรือซาตานอย่าง นั้น ; ต้องเป็นคนที่สวยที่สุด คนจึงจะนิยม, ต้องฉลาด ที่สุด จึงจะล่อลวงคนไปได้, คือฉลาดอย่าง Cunning ที่สุด จึงจะล่อลวงคนไปได้; และต้องมีเหยื่อที่สวยงามหอมหวน ที่สุดจึงจะล่อคนไปได้; ฉะนั้น การเขียนรูปพญามารเป็น อย่างคิวปีดหรืออะไรทำนองนี้ถูกที่สุด ; นั่นแหละคือซาตาน แท้, ดังนั้นเราตกเป็นทาสของภูตผีปีศาจแห่งความสุขทาง เนื้อหนังคือวัตถุนิยมนั้นเอง. ครั้นเป็นทาสของวัตถุแล้ว ก็หันหลังให้ศาสนาของตน ๆ ด้วยกันทุกศาสนา ; มีศาสนา อย่างหน้าไหว้หลังหลอก.

น.50 ๔๔ ที่ว่าหันหลังให้กับศาสนาของตนนี้ คือถือแต่พอ เป็นพิธี ทำพอเป็นพิธี ว่านับถือพระเจ้า นับถือศาสนา. อย่างในกองทัพที่กำลังรบกันอยู่ ในสนามรบก็มีการทำพิธีทาง ศาสนา. แต่ดูเถิดจะเห็นว่าเป็นเรื่องหน้าไหว้หลังหลอก ทั้งนั้น มันทำไปพอเป็นพิธีด้วยความกลัว. ความกลัวนั้น เป็นความโง่ชนิดหนึ่งบังคับให้ทำ มันไม่ได้เข้าถึงธรรมะ ตัวจริง ไม่เข้าถึงศาสนาตัวจริง ไม่เข้าถึง God ตัวจริง. แม้ กระทำอยู่อย่างนี้ ประพฤติปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ก็ยังเรียกว่า หันหลังให้ศาสนาอยู่นั่นเอง เพราะความขลาดความกลัว จึงไหว้พระสวดมนต์ เพราะหวังว่าจะถูกลอตเตอรี่จึงไปไหว้ พระสวดมนต์ หรือทำบุญทำกุศล; อย่างนี้เรียกว่า แม้ ทำอยู่อย่างนั้นก็เป็นการหันหลังให้ศาสนาทั้งนั้น ; อะไร ๆ ไม่เข้าใจไม่รู้ด้วย ต้องการแต่วัตถุอย่างเดียว แต่ก็ไปเกี่ยว ข้องกับศาสนาหรือเครื่องหมายของศาสนา ไปทำพิธีทาง ศาสนา บูชาอ้อนวอนตามทางของศาสนา, นี่แหละเราเรียกว่า เพราะเป็นทาสของภูตผีปีศาจทางวัตถุเนื้อหนัง จึงไปไหว้

น.51 ๔๕ พระ. ขอให้พั่งดูว่ามันมีความจริงอย่างไร ; ไม่ได้ไหว้พระ สวดมนต์ด้วยอำนาจของธรรมะ หรือเข้าถึงธรรมะ แต่ เพราะเป็นทาสของภูตผีปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนังมันใช้ ให้ไปไหว้พระสวดมนต์เพื่อจะได้ผลเป็นคนมีโชคดี ร่ำรวย ด้วยกามารมณ์ หรือเรื่องหาความสุขทางวัตถุ. นี่ก็เพราะ ว่าวัตถุนั้นเองได้ครอบงำคนเราในโลกส่วนมากสมัยนี้ ก็เลย ชักใยพันตัวเองยุ่งไปหมด หาทางออกไม่ถูกจึงได้เป็นโรค เส้นประสาท เป็นโรคจิต เป็นโรคอะไรทางวิญญาณเพิ่ม สถิติขึ้น. สรุปความสั้น ๆ ว่า ตกเป็นทาสของวัตถุหรือวัตถุ นิยมจึงได้เฉยเมยต่อธรรมะ. ทีนี้ มันควรจะมีปัญหาข้อสุดท้ายอีกว่า เราจะแก้ วิกฤติกาลข้อนี้หรือปัญหาข้อนี้กันอย่างไร ก็ต้องตอบ อย่างกำปั้นทุบดินว่า หันหน้าให้ธรรมะด้วยความสุจริต และหัน หลังให้วัตถุนิยมด้วยใจจริง อีกเหมือนกัน คือทำด้วยสติปัญญา จริง ๆ ในการหันหลังให้วัตถุนิยม หันหน้าเข้าหาธรรมะ คือหันหน้าเข้ามาหาศาสนาของตน ๆ หันหน้าเข้าหาพระเป็น

น.52 ๔๖ เจ้าหรือ God ที่ถูกต้องของตน ๆ มันก็จะแก้ปัญหาข้อนี้ได้. อาตมากล้ายืนยันว่าทุกศาสนาสามารถจะช่วยแก้ปัญหา ข้อนี้ได้ ขอแต่ให้กระทำไปอย่างถูกต้องไม่งมงายอย่างเดียว เท่านั้น คือให้เป็นธรรมะจริง เข้าถึงความหมายของธรรมะ จริง : เป็น God คือธรรมะ, ธรรมะคือ God, หรือ God is truth, Truth is God นั่นแหละ ; ให้มันเป็นจริงอย่างนี้ แล้ว มันก็จะแก้ปัญหาข้อนี้ได้. ทีนี้ถ้าจะให้ระบุถึงการกระทำลงไปอีกสักเล็กน้อย ก็ จะขอระบุว่า จะต้องศึกษาจริงๆ ; จะต้องปฏิบัติจริง ๆ ; จะต้อง ให้ได้ผลจริง ๆ ; แล้วก็เผยแพร่ป่าวประกาศช่วยเหลือกันและกัน จริง ๆ นี่มัน ๔ จริงคือ ศึกษาจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง แล้วก็ เผยแพร่จริง. เดี๋ยวนี้แม้แต่การศึกษาเราก็ยังหลอก ตัวเอง ; ศึกษาพอเป็นพิธี. บางทีหลอกถึงกับว่าศึกษา ศาสนาเพื่อประโยชน์ทางโลก อย่างนี้ก็มี. อย่างนี้ไม่ใช่ ศึกษาจริง เป็นเรื่องศึกษาหลอก. บางคนตั้งใจจริงดอก แต่ว่ามันยังไม่จริงอยู่โดยไม่รู้สึกตัว. คำนวณดูว่าวันหนึ่ง

น.53 ๔๗ ๒๔ ชั่วโมงนี้ สนใจศึกษาธรรมะกี่นาที แล้วสนใจเรื่อง อื่นกี่ ชั่วโมงกับกี่นาที. เกิดมาอายุ ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๕๐ ปี ๖๐ ปีแล้ว ไปทำสถิติดู สนใจธรรมะกี่วันและสนใจอื่น ๆ กี่ปี กับกี่วัน ก็จะรู้ว่าจริงหรือไม่จริง; การศึกษาของเรา จริงหรือไม่จริง. วันหนึ่ง ๆ ลองทำสถิติดู จะพบว่าเรายัง มีการศึกษาไม่จริง เรายังไม่รู้สึกเป็นสุขในการศึกษาธรรมะ เลย. เมื่อการศึกษาไม่จริงแล้ว มันไม่ต้องพูดถึงการปฏิบัติ ดอก การปฏิบัติมันก็พลอยไม่จริงไปด้วย เพราะไม่รู้ว่าจะ ปฏิบัติอย่างไร มันก็ละเมอเพ้อฝันไปศึกษาสิ่งที่ไม่จำเป็น ไม่ใช่ปัญหารีบด่วน เสียเวลาไปเปล่า ๆ แล้วก็ปฏิบัติไป อย่างงม ๆ งายๆ ไม่ตรงจุดหมายในการที่จะดับทุกข์ได้. พวกที่สนใจจะเป็นนักปราชญ์ในทางธรรมะนั่นแหละระวัง ให้ดีเถอะ มันจะออกไปนอกทิศนอกทางของธรรมะ ไป ทางไหนก็ไม่ทราบ แต่ว่าในที่สุดจะย้อนไปเป็นทาสของ วัตถุนิยม ; เพราะความเป็นปราชญ์นั้น มันต้องการชื่อเสียง ; ชื่อเสียงนี้ต้องการใช้เป็นเครื่องมือหาวัตถุ : ผลสุดท้ายมัน

น.54 ๔๘ ก็ศึกษาเพื่อความเป็นปราชญ์ ศึกษาธรรมะนี่แหละ เสร็จแล้ว ไปเป็นทาสของวัตถุนิยม อย่างนี้เรียกว่าศึกษาไม่จริง ปฏิบัติ ไม่จริง. มันต้องปฏิบัติเพื่อเข้าถึงธรรมะโดยแท้จริง จาก การศึกษาที่ถูกต้อง มันจึงจะได้ผลจริง. ทีนี้ เรื่องการเผยแผ่จริง นั้น หมายความว่าถ้าเราได้ เข้าถึงธรรมะจริงแล้วมันง่าย เราอาจจะเผยแผ่ได้ง่าย. แต่ ถ้าเราไม่ได้เข้าถึงธรรมะจริงแล้ว แหมมันจะยากยิ่งเหมือน กันในการที่จะบอกจะสอนผู้อื่นนั้น ; เพราะเหตุใด ? เพราะ เหตุว่า การบอกการสอนผู้อื่นหรือการเผยแผ่นี้ มันสำคัญ อยู่ที่ทำตัวอย่างไรให้ดู หรือมีความสุขให้ดู ; ไม่ได้สอน ด้วยปาก. การพูด การสอน การเขียนให้อ่านนี้ แทบจะไม่ มีความหมาย ; แต่การประพฤติให้ดู ทำตัวอย่างให้ดู มี ความหมายมาก คือมันดึงดูดใจให้เขาเชื่อ ให้เขาไว้ใจแล้ว แล้วทำตาม ; การพูดพร่ำไปด้วยปากนี่ มันไม่สร้างความไว้ วางใจ ; มันยังฉงนสนเท่ห์มันยังกลัวอยู่ว่าคนที่พูดนั้นยังทำ ได้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นการเผยแผ่ที่แท้จริงของพระอริยเจ้า

น.55 ๔๙ นั้นคือ ท่านเป็นคนให้ดู ท่านมีชีวิตอยู่ตามแบบของท่านให้ดู เท่านั้น ท่านไม่ต้องพูดด้วยปาก ; แล้ว ที่ดีไปกว่านั้นคือ ท่านมีความสุขให้ดู มีความสะอาด สว่าง สงบ เยือกเย็นให้ดู เป็นสุขอย่างแท้จริงให้ดู การเคลื่อนไหวของพระอริยเจ้า ทุก ๆ อย่าง มันจึงเป็นไปอย่างถูกต้อง ตรงตามหลักที่เรา เรียกว่า Summum Bonum หรือ Highest good ของมนุษย์ ; คือมีความสุขแท้จริง หรือ Blissfulness, มีความเต็มแห่ง มนุษย์ (Perfection), มี Duty for Duty's Sake คือท่านไม่ ได้ทำเพื่อเงิน ไม่ได้ทำเพื่อชื่อเสียง, แต่ท่านทำเพื่อหน้าที่ ; แล้วท่านมี Goodwill คือ Universal Loving Kindness จริง ๆ. นั่นแหละคือการเผยแผ่ของท่าน ; ฉะนั้น การที่เรา จะตั้งกลุ่ม หรือตั้งสมาคม พ่นด้วยเสียงด้วยปากนี่ มันยัง ไกลจากการเผยแผ่ที่แท้จริง. ขอให้เราทุกคนเผยแผ่ด้วย การแสดงอะไรให้ดู อยู่ที่เนื้อที่ตัว คือที่กายที่วาจา ที่เนื้อ ที่ตัว ; แล้วก็มีความสุขให้ดู อยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่กายที่วาจาที่ ใจของเรา ; และไม่ต้องออกปากชักชวนสักคำเดียว คนอื่น

น.56 ๕๐ ไว้ใจและพยายามทำตามเอง โดยไม่ต้องพูดกันสักคำ. นี่ แหละเราจะแก้ปัญหาได้ด้วยลักษณะอย่างนี้ คือศึกษาจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง เผยแผ่กันจริง ๆ ให้ถูกต้องตามวิธี ; ก็จะแก้ปัญหาข้อนี้ได้ โดยทำให้คนเราหันหลังให้วัตถุนิยม แล้วก็ หันหน้ามาสู่ศาสนาของตน ๆ แล้วธรรมะก็เป็น The World Saviour ได้ ด้วยเหตุนี้. สรุปความว่า ธรรมะที่แท้จริงนั้น คือการกระทำที่ถูกตรง ต่อวิวัฒนาการของมนุษย์ทุกขั้นทุกตอน และอยู่ในฐานะที่จะช่วยโลก ได้จริง. ถ้าจะเรียกว่า God ก็ควรจะเรียกที่ธรรมะในลักษณะ อย่างนี้. และเราก็จะต้องรับรู้ว่าเป็นธรรมะเป็นสิ่งที่ช่วยโลกแล้ว เราต้องช่วยกันทำโลกให้มีธรรมะ ; ทำโลกให้ มีธรรมะ ธรรมะ จึงจะช่วยโลก ; เฉพาะฉะนั้นเราต้องหันหน้าเข้าหาธรรมะ และ หันหลังให้ศัตรูของธรรมะ คือหันหลังให้วัตถุนิยม. เรื่องมันก็มี อยู่เพียงเท่านี้. ขอยุติการบรรยายเพราะสมควรแก่เวลาเพียงเท่านี้

น.57 รายชื่อหนังสือ ชุด หมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ๓. การงานคืออะไร ? ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๗. ปวารณา และธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุคปัจจุบัน ๑ ๑๐. การบวชคืออะไร ? ๑ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน ๑ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๑๖. คุณพระไม่ตาย และเกิดมาทำไม ? ๑ ๑๗. ความรักดี ๑ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ๑ ๑๙. ครู คือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๒๐. การทำวัตรตามแบบโบราณ ๑ ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรมที่คนธรรมดาควรทราบ ๑ ๒๒. โลกอื่น ๑ ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์และความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑ ๒๔. นิวรณ์ ๒ ๒๕. วันครู ๑ ๒๖. แผ่นดินทองต้องสร้างด้วยแผ่นดินธรรม ๑ ๒๗. เมื่อพอใจในหน้าที่ ที่กำลังกระทำ ก็มีสวรรค์ อยู่ ณ ที่นั้นเอง. เมื่อไม่รู้จักตัวเอง ก็ไม่รู้ว่าตน ควรจะมีหน้าที่อะไร ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๖๕-๗๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๙ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔

น.58 ส่งเสริมความเข้าใจระหว่างศาสนา : ปาฐกถาธรรมที่ศาลาอเมริกัน ถนนพัฒน์พงศ์ กรุงเทพฯ - พึงทราบว่า ธรรมะคืออะไร ? แปลเป็นภาษาอังกฤษได้มากคำ. - ธรรมะนี้ตรงข้ามกับวัตถุนิยม, เพราะปราศจากธรรมแล้วร้อนทั้งนั้น. - สวรรค์ทางพุทธศาสนา ถือว่าเป็นวัตถุนิยม. - วัตถุนิยมนั้น กายอยู่เหนือใจ ; แต่ธรรมะ ใจอยู่เหนือกาย. - คนเป็นทาสวัตถุนิยมมากขึ้น. - ธรรมจะคุ้มครองโลกคือ : คุ้มครองคนให้ผิดจากสัตว์. - คนมีตนเป็นที่พึ่ง, มีธรรมะเป็นที่พึ่ง. - ในทางสังคม มนุษย์เป็นคนเดียวกัน ฆ่ากันไม่ลง. - สมัยนี้เพิกเฉยธรรมะ เพราะเป็นทาสความสุขทางเนื้อหนัง - ปฏิบัติศาสนาแต่เพียงเป็นพิธี. - จะแก้ปัญหานี้ได้, ต้องหันหลังให้วัตถุนิยม. - ต้องศึกษาจริง, ปฏิบัติจริง ให้ได้ผลจริง. - การสอนผู้อื่นต้องประพฤติให้ดู, มีความสุขให้ดู.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต