Buddhadasa.org
หนังสือคุกของชีวิตกับเสน่ห์ของคุก › อ่านฉบับเต็ม

📖 คุกของชีวิตกับเสน่ห์ของคุก

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คุกของชีวิตกับเสน่ห์ของคุก

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.7 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ เป็นครั้งที่ ๓ แห่งภาค มาฆบูชาในครั้งนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยายเรื่อง ธรรมะคือสิ่ง พัฒนาชีวิต ต่อไปตามเดิม. ในชุดนี้ ครั้งแรก ก็พูดถึง ข้อ ควรทราบทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต, ครั้งที่สอง ก็ได้ พูดถึง ชีวิตเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม , ครั้งนี้เป็น ครั้งที่ สาม ก็จะพูดโดยหัวข้อว่า คุกของชีวิตกับสิ่งที่หล่อเลี้ยง ชีวิต. ชุด ธรรมะคือสิ่งพัฒนาชีวิต ครั้งที่ ๓, ๗ ก.พ. ๓๐

น.8 ๒ คนติดคุกของชีวิตอยู่อย่างไม่รู้สึก. ฟังดูมันก็เป็นของแปลกอยู่บ้าง ที่เรียกว่า คุกของ ชีวิต มันมีความน่าหัวอยู่ตรงที่เรียกว่า ไม่มีใครรู้จัก. ผู้ ที่ติดคุกเหล่านี้ไม่รู้จักคุก, แล้วก็จะไม่รู้สึกว่าติดคุก ; พอ มาบอกว่าติดคุกก็คงจะไม่เชื่อ แล้วก็จะได้พูดต่อไป. ใครมัน ติดคุก มันก็น่าหัว: ถ้าพูดอย่างธรรมดาสามัญก็ว่า เรา เรานี้แหละมันติดคุก , มันติดคุกอะไร? ก็ ติดคุกตัวเรา , หรือจะพูดว่าตัวตน - ตัวตน ; พูดอย่างตัวตน คนธรรมดา มีตัวตน, ตัวตน นั่นแหละ มัน ติดคุก มันก็ ติดคุกแห่ง ตัวตน. ถ้า พูดกันกลาง ๆ ว่าชีวิต ๆ ก็ชีวิตนั่นแหละ มันติดคุก , ติดคุกของชีวิตเอง. ฟังดูให้ดีว่า ถ้ามีเรา เรานั่นแหละมันก็เป็นคุก, เราติดคุกเรา : ถ้าพูดว่าตัวตน มันก็คือตัวตนติดคุกตัว ตน , ถ้าพูดว่า ตัวกู มันก็ตัวกูมันติดคุกตัวกู ตัวกูมันกลาย เป็นคุกของตัวกู. ถ้าพูดว่าชีวิต ชีวิตติดคุก มันก็ติดตัว ชีวิต ชีวิตกลายเป็นคุกขึ้นมา. ที่จริงสิ่งเหล่านี้มิได้มีตัวตน, มิได้มีตัวตน แต่แล้วก็เป็นคุกทั้งที่ไม่มีตัวตน. ถ้าตัวตน

น.9 ๓ เป็นมายา คุก เป็นมายา ก็เรียกว่ามันเป็นคุกได้ ตลอด เวลาที่ยังมีความรู้สึกว่าเป็นตัวตน เป็นตัวกู เป็นตัวเรา มัน ก็ติดอยู่ในสิ่งนั้นแหละ, สิ่งนั้นแหละมันกลายเป็นคุก เรียก ว่าติดคุกของชีวิต, ชีวิตเองกลายเป็นคุก สำหรับชีวิตนั้นติด คุก. อย่างนี้จะเข้าใจได้หรือไม่ ก็ลองใคร่ครวญดูเถิด ถ้า เข้าใจก็คงจะฟังถูก, ถ้าเข้าใจไม่ได้ ก็คงจะฟังไม่ถูกเหมือนกัน, แต่เดี๋ยวนี้อยากจะให้เข้าใจ อยากจะให้เข้าใจ จึงเอามาพูด. ทุกคน ทุกคน ล้วนแต่ติดคุก ยกเว้นพระอรหันต์, ยกเว้นพระอรหันต์ พวกเดียวที่จะไม่ติดคุก เพราะว่าท่านไม่ มีตัวตน ท่านหมดความรู้สึกแห่งตัวตน ไม่มีตัวตนที่จะกลาย เป็นคุก. ขอให้สังเกตกันในข้อนี้ พอเริ่มจะเป็นพระอรหันต์ ก็เริ่มหลุดจากคุก, เป็นพระอรหันต์ ก็คือหลุดจากคุก โดย ประการทั้งปวง เพราะมันหมดตัวตน ; ถ้ายังมีตัวตนอยู่ เพียงใด ตัวตนก็เป็นคุกของตัวตนอยู่เพียงนั้น. นี่ เรียกว่าทุกคนติดคุกแห่งชีวิตหรือไม่ ก็ใคร่ครวญดูเถิด อะไรๆ มันก็ไม่พ้นไปจากอำนาจวิสัยแห่งตัวกู-ของกู มันวนอยู่ในนี้ มันออกไปจากนี้ไม่ได้, มันมีอัตตานุทิฏฐิ - มีความตามเห็น ว่าตัวว่าตน มันก็วนอยู่ในทิฏฐินี้ ออกไปจากทิฏฐินี้ไม่ได้

น.10 ๔ ก็เรียกว่า ติดคุกแห่งทิฏฐิว่าตัวตน. ใครเป็นผู้ติด ? ที่ เรียกว่า ตัวตนนั่นแหละ ; เพราะฉะนั้นมันก็คือคนนั่นเอง คนธรรมดาสามัญที่ยังมีความยึดถือว่า ตัวตน มันก็ติดคุกแห่ง ตัวตนที่มันยึดถือขึ้นมา. แล้วมันน่าสงสารหรือไม่ ? แล้ว มันรู้สึกตัวหรือไม่ ? นี่ขอให้คิดดูเถิด. แล้วที่มันน่าสงสารยิ่งไปกว่านั้น น่าละอายยิ่งไปกว่า นั้น ก็คือว่า คน คน มนุษย์นี่ มันติดคุกตรงที่ที่มันคิดว่ามี ตัวตนเท่าไร, แล้วหมาแมวมันกลับไม่ติดคุก หรือไม่ติดคุก มากเหมือนคน ; น่าหัวหรือไม่น่าหัว สัตว์เดรัจฉานมันกลับ ติดคุกน้อยกว่าคน เพราะมันคิดว่าตัวตนไม่ค่อยมาก, ไม่ค่อย จะเป็น ไม่ค่อยจะมาก, มันเลยติดน้อยกว่า มันไม่วุ่นวาย เดือดร้อนอยู่ด้วยตัวกู ๆ มากเหมือนกับคน, คนติดคุกมากกว่า ก็น่าละอายแมวหรือไม่ ? หรือว่าจะดูให้ต่ำลงไปอีก จนถึง ต้นไม้ชีวิตประเภทต้นไม้ระดับต้นไม้ นี่ยิ่งติดคุกน้อยลงไปอีก, มันคิดไม่เป็น มันยิ่งไม่มีตัวตน จะไม่รู้สึกอะไรเสียเลย ความ ติดคุกมันก็น้อยกว่า น่าละอายหรือว่าน่าสงสารตัวเองหรือไม่ ? นี่มาบอกให้รู้ว่า มนุษย์หรือคน คนธรรมดานี้ มันติดคุกตัวเอง มีตัวกูเท่าไรก็ติดคุกเท่านั้น, มีของกูเท่าไร

น.11 ๕ ก็ติดคุกของกูเท่านั้น, ความรู้สึกเป็นตัวกูเป็นของกูนั้น แหละเป็นตัวคุก ของใครก็คนนั้นติด. ถ้าเรียกว่าชีวิต ชีวิตก็กลายเป็นคุก, ถ้าเรียกว่าตัวตน ตัวตนก็กลายเป็นคุก, ถ้าเรียกว่าตัวเรา เราก็กลายเป็นคุกสำหรับเรา, ข้อนี้เคยมอง เห็นกันหรือเปล่า? ถ้าไม่มองเห็นก็ ควรจะมองเห็นกันเสียที เพราะว่าฟังธรรมะมานักแล้ว; ธรรมะเป็นธรรมะอยู่ใน พระไตรปิฎก อยู่ในหนังสือ อยู่ในหีบในห่อ, ธรรมะไม่ มาอยู่กับชีวิต ไม่มาเป็นเครื่องเปิดเผยของชีวิต ไม่มาเป็น สิ่งพัฒนาชีวิต. พึงรู้ชัดว่าชีวิตกลายเป็นคุก. เดี๋ยวนี้เราจะคุ้ยเขี่ยกันให้รู้สึกชัดเจนลงไปว่า ธรรมะ เป็นเครื่องพัฒนาชีวิต, อย่าให้ชีวิตนี้มันมืดมนท์ มันโง่ เขลา จนกลายเป็นคุกแก่ชีวิตนั้นเอง, ชีวิตกลายเป็นคุก สำหรับชีวิตนั้นเอง แล้วจะติดคุก. ฟังดูคล้ายกับว่าเป็น เรื่องลึกลับ แต่ถ้าไม่เคยคิดไม่เคยนึก มันก็เป็นเรื่องลึกลับ ถ้าเคยคิดเคยนึกอยู่บ่อย ๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา ๆ ในข้อที่ว่า แต่ละคน ๆ ติดอยู่ในความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวตน บ้าง ว่า ของตน บ้าง แล้วมันก็ทำอะไรให้นอกไปกว่านั้นไม่ได้,

น.12 ๖ วนอยู่ในความคิดนึกอันนี้ เหมือนกับวนอยู่ในคุก ถูก ขังอยู่ในคุกออกไปไม่ได้. คนธรรมดาก็ติดคุกอย่างธรรมดา, อันธพาลก็ติดคุก มืดยิ่งไปกว่าธรรมดา ; แม้ว่ามันจะเป็นรูปแบบที่ต่างกัน มันก็เป็นคุกทั้งนั้นแหละ ถ้ามันยังมีตัวตน. พวกเทวดาใน สวรรค์ก็มีคุกสวยงามหรูหรา ๆ, พวกมนุษย์ก็ทำบุญอยากจะไป ติดคุกที่นั่น, พวกพรหมก็ยิ่งมากไปกว่านั้น มีตัวกูชนิดเหนียว แน่นยิ่งกว่าใคร. บางคนอาจจะไม่เคยเข้าใจก็ได้ว่า พวก พรหมนั้นจะมีตัวตนเบาบาง, ในพระบาลีมีกล่าวชัดว่า พวก พรหมนี่ กลัวตายที่สุดเลย พอพูดถึงว่าการดับแห่งสักกายะ ดับแห่งตัวตนของกูนี้ พวกพรหมกลัวที่สุด. เพราะเขากำลัง รู้สึกว่าเขาสบายที่สุด ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด วิเศษที่สุด, เป็นชีวิตที่ประเสริฐที่สุดไม่อยากตาย ; พอพูดว่าจะต้องตาย พวกพรหมจะกลัวมากกว่าพวกไหน เพราะมีตัวตนที่น่ารัก น่าพอใจ น่าพิศมัย ยิ่งกว่าตัวตนพวกอื่น ก็เลยได้ติดคุกชนิด ที่ไม่รู้สึกไม่รู้จักมากยิ่งขึ้นไปอีก. ถ้าจะดูกันในหมู่มนุษย์ มันก็มีตัวตนกันทั้งนั้นแหละ ทั้งมนุษย์โง่มนุษย์ฉลาด เพราะว่าฉลาดอย่างมนุษย์ในโลกนี้

น.13 ๗ มันไม่ได้ละตัวตนดอก, บางทีจะยิ่งลำบากมากไปเสียอีก มี ทรัพย์สมบัติมาก มีเกียรติยศชื่อเสียงมาก มีไมตรี สังคม สมาคมดีสูงเลิศมาก, แล้วจะว่าอย่างไร มันก็ติดคุกที่สวยงาม กว่าคนธรรมดา ซึ่งมันมีส่วนที่หลงยึดถือน้อย เพราะมันไม่ ค่อยจะมี. ถ้าไปถึงอันธพาล ก็ติดคุกมืดเอาเลย นี่ในโลก อันธพาลก็ติดคุก, คนปรกติก็ติดคุก. ทีนี้ว่าคนดี ๆ มันบ้าดี มันหลงดี มันเมาดี มัน จมดี, คนดีมันก็ติดคุกของความดี, คนเมาบุญ บ้าบุญ หลงบุญ จมอยู่ในบุญ มันก็ติดคุกบุญ บุญ บุญ. ข้อนี้ ละคงถูกด่า เพราะมีสอนกันแต่ให้ทำบุญ สอนกันแต่ให้ทำดี ; เรามาบอก ว่าบุญว่าดี เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ แล้ว กลาย เป็นคุกหนักกว่าธรรมดา ก็ต้องถูกด่า แต่ไม่เป็นไร พูดความจริงกันก็ได้. คนโบราณปู่ย่าตายายของเราเขาก็คงจะ รู้ดี มันจึง มีคำพูดของคนโบราณ ซึ่งเคยเอามาพูดให้ฟังอยู่ บ้างแล้ว แต่จะลืมกันเสียแล้วก็ได้ว่า "ทั้งชั่ว ทั้งดี ล้วนแต่ อัปรีย์" จะด่าก็ได้ เอาซิ ; บอกว่า "ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่ อัปรีย์" นี่เป็นคำพูดของคนโบราณ ยืมเขามาไม่ใช่ว่าจะมอง เห็นได้เอง. แต่เมื่อพอได้ยินเขาพูดก็นึกขึ้นได้ เออจริง ;

น.14 ๘ คำว่าอัปรีย์ อัปรียะ แปลว่า ไม่น่ารัก ไม่ควรรัก ไม่น่ารัก เพราะว่าถ้าไปยึดมั่นถือมั่นเข้าแล้ว มันกัดเอาทั้งนั้นแหละ, ทั้งชั่วทั้งดีไปยึดมั่นกับมันเถอะ มันกัดเอาทั้งนั้นแหละ. จึงไปติดคุกชั่วติดคุกดี. ยึดมั่นหมายมั่นดี แล้วก็เดือดร้อนลำบากอยู่เพราะดี, บ้าเลยเพราะดี, อย่างนี้จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ ไปคิดดูเองว่า คนบ้าทั้งหลายในโลก มีคนบ้ากี่ล้าน ๆ คน ทุกคนมันบ้า ดีมาก่อน มันบ้าดีมาก่อนมันจึงบ้าจริงบ้าจริง ๆ ขึ้นมา ; ก่อนที่จะวิปริตเป็นคนเสียสตินั้นมันมีเรื่องบ้าดี บ้าดี จะดี จะดี จะดีอย่างนั้น จะดีอย่างนี้ มากมายหลายอย่างก็เลยได้ บ้าจริง, ค่อย ๆ ลืมตัวไปจนบ้าจริง ; มากกว่านั้นอีก มันก็ ฆ่าตัวตาย. คนฆ่าตัวตายนานาชนิด หลายรูปแบบ ไป พิจารณาสอดส่องดูไปถึงจุดที่สำคัญ ก็จะพบว่ามันมีมูลมา จากมันบ้าดี, เขาคิดว่าไม่มีทางออกทางอื่นแล้วที่กูจะดีได้ นอกจากฆ่าตัวเองเสีย, ฆ่าลูกฆ่าเมียเสีย, แล้วฆ่าตัวเองเสีย, แล้วก็จะว่าดี พ้นทุกข์ไปที หรืออะไรตามแบบของเขา ก็คือเขาเห็นว่ามันดี จึงฆ่าตัวเองตาย. นี่มันคือติดคุกอยู่ใน ความดี, ติดคุกของความดี ได้บ้าจริงบ้าง ได้ฆ่าตัวตายบ้าง

น.15 ๙ อะไรบ้าง. ความคิดอย่างอื่นไม่มี ถ้าออกไปจากความคิด อันนี้ไม่ได้ มันก็ติดคุกของความคิดอันนี้ มันจึงมีผลอย่างนี้ ที่เดือดร้อนนอนไม่หลับกระสับกระส่ายอยู่, มันไม่ได้ดีตามที่ มันต้องการ เพราะมันไปบ้าดีเข้าไปมากพอสมควรแล้ว มัน ก็ต้องนอนไม่หลับ แล้วมันก็ทรมาน ด้วยความบ้าดี อยากดี หลงดี เมาดี. หลักพระพุทธศาสนาเป็นความถูกต้อง. ควรจะรู้จักกันว่า มนุษย์นี้รู้จักแต่บ้าดี มันไม่ ต้องการจะกลาง ๆ ไม่ต้องการแต่เพียงว่ากลาง ๆ คือถูก ต้องก็พอแล้ว, ไม่ต้องชั่วไม่ต้องดี ถูกต้องก็พอแล้ว นี่ก็ หมายความว่า. คำว่า ถูกต้อง ๆ นั้นมันไม่บ้า ; ถ้ามันมุ่ง หมายเอาแต่เพียงถูกต้อง ๆ แล้วมันบ้าไม่ได้; หรือ คำว่า กุศล, เป็นกุศล เป็นกุศล นี้มาจากความฉลาด มันก็บ้า ไม่ได้, แต่ถ้าว่า บุญมาจากศรัทธาที่งมงาย ก็ได้ เพราะ ฉะนั้น บุญมันบ้าได้ จึงมีคำพูดว่าบ้าบุญ ; แต่คำพูดว่า บ้ากุศลไม่มี ไม่ได้ยิน เพราะคำว่า กุศลมาจากปัญญา จาก

น.16 ๑๐ ความฉลาด ตัดความโง่ มันเลยไม่บ้า ; เอานั่นแหละ เป็น ที่เพ่งเล็ง ว่าถูกต้อง ถูกต้อง. คำว่าถูกต้อง ๆ นี้ ขอให้ ถูกต้องตามหลักพุทธ ศาสนา ตามหลักธรรมะถูกต้อง คือ ไม่เป็นอันตรายแก่ ฝ่ายใด มีประโยชน์แก่ทุกฝ่ายนั้นคือถูกต้อง, ถูกต้อง ถูก ต้องตามแบบนักคิดสมัยใหม่ ถูกต้องตาม logic ถูกต้องทาง philosophy ถูกต้องบ้า ๆ บอ ๆ นั้น ไม่มีจุดจบ แล้วก็ไม่ ค่อยจะตกลงกันได้ ว่าถูกต้องอย่างไร. ถ้า ถูกต้องตาม หลักธรรมะ แล้วมันง่ายนิดเดียว ไม่ทำอันตรายใคร เป็น ประโยชน์แก่ทุกฝ่าย, นี้คือถูกต้อง เรียกว่าสัมมา สัมมา แปลว่า ชอบ ๆ โดยชอบคือถูกต้อง. สัมมัตตา ความ ถูกต้อง เป็นตัวพุทธศาสนาทั้งดุ้นเลย สัมมัตตะ ๑๐ ประการ นั้น เป็นตัวพุทธศาสนาที่สมบูรณ์ ; ถ้ามรรค มีองค์ ๘ ประการยังเพียง ๘ นี้ยัง เป็นเพียงส่วนเหตุ, ถ้ามี ส่วนผลคือ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ เข้ามา เป็น ๑๐, เป็น พุทธศาสนาสมบูรณ์, เป็นความถูกต้อง ๑๐ ประการ นี้ถูก ต้อง ๆ นี่มันจึงออกไปจากคุกแห่งความชั่วความดี.

น.17 ๑๑ ฉะนั้นขอให้เข้าใจ หลักพุทธศาสนา ของตน ว่า ไม่ใช่เรื่องเมาดี บ้าดี หลงดี จมดี แล้วได้บ้าเลย ; แต่มัน เป็นความถูกต้อง : เข้าใจอย่างถูกต้อง, คิดนึกศึกษาต้องการ อย่างถูกต้อง, พูดจาถูกต้อง, ทำการงานถูกต้อง, เลี้ยงชีวิต ถูกต้อง พากเพียรถูกต้อง มีสติระลึกได้อย่างถูกต้อง มีสมาธิ ปักใจมั่นอย่างถูกต้อง. มัน ถูกต้อง นะ อย่าแปลว่าดี ; สัมมา แปลว่า โดยชอบคือถูกต้อง ๆ ; ขอให้ทุกคนสนใจ ไว้เถอะ จะได้ไม่ติดคุกแห่งความดี คือตัวกูมันจะดี มัน จะได้ดี มันจะมีดี มันก็กลายเป็นติดคุกแห่งความดี, แต่ ภายใต้นั้นไปอีกที มันเป็นคุก คุกแห่งตัวกู. ตลอดเวลาที่ มันยังมีตัวกู มันก็ต้องมีความคิดอย่างนี้แหละ มันออกไปจาก ความคิดอย่างนี้ไม่ได้ มันติดคุกแห่งตัวกู แล้วตัวกูนั้นมัน มีดี มีดีเป็นที่ปรารถนา มีดีเป็นที่หลงใหลพัวพัน มันก็ติด คุกแห่งความดี, ตัวกูดี ติดคุกแห่งความดีของตัวกู. อย่า เข้าใจว่าฉลาดแล้วจะไม่ติด ฉลาดอย่างในโลก ๆ นี้ มัน ยิ่งฉลาดที่จะดันเข้าไปในคุก ; คนฉลาดมันต้องการจะดี มาก ไปกว่าอีก มันก็เลยลึกเข้าไปอีก ติดคุกแห่งความดี ลึกกว่าคนโง่ น่าสงสารหรือไม่น่าสงสาร.

น.18 ๑๒ คำว่า บ้าดี เมาดี หลงดี บ้าบุญ หลงบุญ นั้น คือสิ่งที่เป็นคุกชนิดที่มองไม่เห็นตัว, แล้วมีความดึงดูด สูงมาก ดึงเข้าไป ดึงเข้าไป เลยกลายเป็นว่า ตลอดชีวิตนี้ มันติดคุกแห่งชีวิตอยู่อย่างนี้ด้วยกันทุกคน, แล้วก็น่าละอาย สัตว์เดรัจฉานที่มันสร้างคุกไม่เป็น มันมีความคิดว่าตัวกู-ของ กู ไม่ค่อยจะเป็นหรือเป็นน้อย มันเป็นเพียงนิด ๆ หน่อยๆ ตามสัญชาตญาณธรรมดา, คนมันคิดเก่ง มันพัฒนาไปใน ทางดี ๆ ๆ แล้วมันติดอยู่ที่นี่ออกไปไม่ได้. คำว่า โลกิยะ โลกิยะ มันก็เกิดขึ้น โลกิยะอยู่ใน วิสัยโลก มันก็เกิดขึ้น จนกว่ามันจะเอือม มันจะเอือมระอา เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องดีนี้ มันจึงอยากพ้นไปจากนั้น, อยู่ เหนืออิทธิพลของชั่วและดี จึงเกิด คำว่า โลกุตตระ ขึ้นมา เหนือโลก เหนือวิสัยโลก. คำว่า โลก นี้ไม่มีอะไร มีแต่ วิสัยแห่งความชั่วความดี วนเวียนกันอยู่ : มีบุญมีบาป มีทุกข์มีสุข มีได้มีเสีย มีแพ้มีชนะ มีได้เปรียบเสียเปรียบ ไม่รู้กี่ร้อยคู่ เป็นคู่ ๆ ไปเลย มันอยู่ในวิสัยโลกเป็นโลกิยะ มัน เบื่อระอาสิ่งทรมานเผาลนเหล่านี้ มันก็อยากออกไปให้พ้น

น.19 ๑๓ อิทธิพลของสิ่งเหล่านี้ จึงได้มีอีกระบบหนึ่งในพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นมา สอนเรื่องพ้นไปจากนั้น คือ โลกุตตระ. หลุดพ้นจากคุกเป็นโลกุตตระ. พูดได้ว่าศาสนาอื่นไม่อาจจะมีโลกุตตระ เพราะเขา อยากจะมีโลกที่ดีที่สุด ไม่ใช่เหนือโลก ; เช่นอย่างลัทธิฮินดู ที่สอนอยู่ในพุทธศาสนา อย่างสูงสุดก็มีอาตมัน, หลุดพ้น จากโลกนี้ก็ไปอยู่ในปรมาตมัน เป็นโลกที่มีตัวตน เป็นมี ตัวตนอีกไม่พ้นโลก เพราะยังมีตัวตนที่จะอยู่ ยังมีความเป็น ตัวตนที่จะอยู่ มันก็ไม่พ้นโลก ไม่ต้องการจะพ้นโลก แต่ ต้องการโลกที่ดีที่สุด. นี้ทางพุทธเราเห็นว่าโลก ๆ นี้ไม่ไหว โลกนี้กลายเป็นคุกขึ้นมาแล้ว อยากจะออกไปเสียจากโลก จึงเกิดโลกุตตระ เหนือโลกขึ้นมา; แต่เดี๋ยวนี้ไปเข้าใจผิด กันเสียว่าเป็นโลก เป็นโลกอย่างหนึ่ง ไปอยู่กันที่นั่นเหมือน กับอยู่ในโลกนี้ นี้มันเข้าใจผิด จึงออกไปจากคุกไปไม่ได้. มันเพียงแต่ว่าจิตใจไม่อยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของสิ่งต่างๆ ที่มี อยู่ในโลก ทั้งอยู่ที่นี่อยู่ในโลกนี้ และ แต่ว่าอิทธิพลใดๆ ใน โลก เสน่ห์ใด ๆ ในโลก, ความยั่วยวนใด ๆ ในโลก ไม่ครอบ

น.20 ๑๔ งำฉันได้ ฉันอยู่เหนืออิทธิพลเหล่านั้น จิตใจของฉันก็ไม่อยู่ ใต้โลก มันก็อยู่เหนือโลก. ฉะนั้น เหนือโลก - โลกุตตระ ไม่ต้องตายจากโลกนี้แล้วไปอยู่อีกโลกหนึ่งดอก, อยู่ใน โลกนี้ แต่มีจิตใจชนิดที่มันเหนือโลก ไม่มีอะไรใด ๆ ในโลก หรืออิทธิพลใด ๆ ความหมายใด ๆ, คุณค่าใดๆ ในโลกที่จะ มาครอบงำจิตใจฉันได้ ; อย่างนี้เรียกว่าเหนือโลก, ไม่มี ตัวกูไม่มีของกู ไม่มีอะไรที่มาพัวพันจิตใจให้ติดอยู่ที่นั่น อย่างนี้ก็เรียกว่า เหนือโลก. พูดได้อีกอย่างหนึ่งก็ว่า เหนือ ตัวกู เหนือตัวตน เหนือตัวกู ก็คือเหนือความรู้สึกว่า มีตัวกู ก็มีแต่ธรรมชาติตามธรรมชาติ เป็นไปตาม ธรรมชาติ ตามกฎของธรรมชาติ แล้วอะไรไม่มีตัวกู, มันก็ นั่นแหละธรรมชาตินั่นแหละ คือกายกับใจ กายกับใจ มันเป็น ธรรมชาติ, แล้วมันก็รู้จักอะไรได้ทุกอย่าง เพราะใจมันรู้ได้ คิดได้ แล้วมันก็รู้จักความทุกข์ รู้จักความดับทุกข์ ไม่ต้องมี ตัวกู ลำพังกายกับใจที่มีสติปัญญามากขึ้น ๆ และสูงสุด มัน ก็จัดการของมันได้ โดยที่ไม่ต้องมีตัวกู. อย่างนี้เรียกว่า ไม่มีตัวตนขึ้นมาสำหรับจะติดคุกแห่งตัวตน, มันมีแต่ กายกับใจที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ ก็ไม่ต้องติดคุก.

น.21 ๑๕ ขอให้ศึกษาเรื่องนี้เข้ามาให้ถึงจุดนี้แหละว่า มันมี แต่ธรรมชาติ จะเรียกว่ามีนามรูปล้วน ๆ เรียกว่าขันธ์ ๕ ล้วน ๆ หรืออายตนะล้วน ๆ อะไรก็ได้ ไม่ต้องมีสิ่งที่เป็น ตัวกูที่เอามาเป็นตัวตน มันก็มีสิ่ง ๆ หนึ่งในนั้น ในนามรูป หรือในขันธ์ทั้ง ๕, ส่วนที่เป็นปัญญา ปัญญามันได้เกิดขึ้น มา แล้วมันก็บอกได้ว่า ต้องทำอย่างไร แล้วมันก็สั่งให้ร่างกาย นี้ทำไป พร้อมทั้งจิตใจทำไปตามนั้น ให้มีจิตใจอย่างนั้น มี ร่างกายอย่างนั้น มีความคิดนึกอย่างนั้น เด็ดขาดลงไป ก็ ไม่ต้องเป็นทุกข์เลย. นี้เรียกว่ามี ทุกข์เพราะโง่ว่ามีตัวตน, ดับทุกข์เพราะหมดความโง่ว่ามีตัวตน, จึงพูดว่า เมื่อมีตัว ตนก็ติดคุกแห่งตัวตน ทุกคนติดคุกแห่งตัวตน, พอหมด ความรู้สึกว่ามีตัวตน มันก็ไม่ต้องติดคุกแห่งตัวตน. นี้เรียกว่า หลุดจากคุก, คุกซึ่งความโง่สร้างขึ้นมา ; ปัญญา มันก็ทำลายเสีย ปัญญาในขันธ์ ๕ ในธรรมชาตินี้ไม่ต้อง เป็นตัวตนดอก มันก็ทำลายได้ เพราะมันสร้างขึ้นมาได้ด้วย ความโง่ อวิชชา, มันก็ ทำลายเสียได้ด้วยปัญญา หรือ ด้วยวิชชา . ฉะนั้นอัตภาพนี้จงพยายามสะสมปัญญา ศึกษา ให้เกิดปัญญาที่ถูกต้อง ค่อย ๆ ละตัวกู ละตัวตนนี้ ให้

น.22 ๑๖ บางไป ๆ จนกว่าจะหมด, นั่นแหละก็คือการออกจากคุก, เป็นพระอรหันต์ ก็คือว่าหลุดออกจากคุกโดยประการ ทั้งปวง, ตัวตนบางไป ๆ ก็เป็นใกล้พระอรหันต์เข้าไป ; ถ้ายังมีตัวตนเต็มที่ ก็ยังเป็น ปุถุชนเต็มที่ จึงได้พูดอย่างที่ แล้วมาว่า ทุกคนมัน ติดคุกแห่งตัวตน ทั้งคนโง่ ทั้งคนฉลาด ทั้งมนุษย์ ทั้งเทวดา ทั้งมารพรหม. ลำดับที่เขาเรียงกันไว้นั้นเขาก็ว่า โลก เทวโลก แล้วก็ มารโลก แล้วก็ พรหมโลก ; บางคนอาจไม่เข้าใจว่า ทำไม มารโลกมาแทรกอยู่ระหว่างเทวโลกกับพรหมโลก. มนุษย์คือ อย่างที่รู้จักกันอยู่. เทวโลกนั้นก็มีแปลกออกไป สนุกสนาน เอร็ดอร่อย สวยงามไม่รู้จักเหงื่อกันทั้งนั้นแหละ. นี้คำว่า มาร โลก ก็หมายความว่าเทวดาชนิดนั้นแหละแต่มันสูงสุดชั้นสูงสุด คือ เทวโลกชั้นสูงสุด : กามาวจรขั้นสูงสุด เรียกว่า มาร , มารโลกเป็นที่อยู่ของมาร, พญามารต้องลงมาจากขั้นปรนิม- มิตตวสวตี ทั้งนั้นแหละ, ไม่ได้ลงมาจาก ยามา ดุสิต นิมมา มาจากปรนิมมิตตวสวตีทั้งนั้น, กามาวจรโลก อันสุดท้าย เรียกว่ามารโลก . ที่นี้ก็ พรหมโลก อย่างมีรูป , อย่างไม่มี รูป ก็มีตัวตนไปตามแบบที่มีรูป, ตาม แบบที่ไม่มีรูป ; แต่

น.23 ๑๗ มีตัวตนจัด เพราะตอนนี้กามคุณก็ไม่เบียดเบียนแล้ว อะไรก็ ไม่มีลำบากแล้ว เพราะไม่มีรูปเป็นที่ตั้งแห่งความลำบาก, ก็ เลยหลงใหญ่ หลงตัวเองใหญ่. เทวโลก ก็ดี มารโลก ก็ดี พรหมโลก ก็ดี ล้วนแต่มีตัวตน ๆ ตัวตนติดคุก, ติดคุก แห่งตัวตน. พูดให้ถูกด่าอีกก็ได้ ลงทุนสักล้านหนึ่ง สร้าง โบสถ์สักหลังหนึ่ง จะหลุดจากคุกนี้แล้วไปติดคุกนั้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น, ไปติดคุกที่สวยงามกว่านี้, ขายคุกนี้เสียแล้ว ไปซื้อคุกนั้น อยู่ให้สบายให้สวยงามสนุกสนานเอร็ดอร่อย สูงสุดเหวี่ยงเลย. นี่พูดแล้วมันก็ถูกด่า แต่ถูกค่าบ่อยเข้า มันก็ชินไปเองแหละ มันพูดได้เรื่อย ๆ ว่า, ระวังให้ดี เรื่อง ตัวกูเรื่องของกูนี้มันเป็นอย่างนี้ เรียกว่าคุก คุก แล้วมันก็มี สิ่งหล่อเลี้ยงให้ติดคุก ให้รักคุก ; น่าหัวหรือไม่น่าหัว ใน คุกมันมีสิ่งที่ยั่วที่หลอกที่ล่อให้รักคุก ให้อยากจะอยู่ในคุก เพราะไม่รู้ว่าคุก แล้วก็ยิ่งอยากจะอยู่ในคุก. ถ้าเป็น คุกชั้น สวรรค์ แล้วก็ ยิ่งมากกว่านี้ ถ้าเป็น คุกชั้นพรหมโลก ขึ้นไปอีก ก็ยิ่งไปกว่านั้นอีก, มีอะไรที่รุนแรงมาก ดึงหรือ ล่อไว้ให้อยากอยู่ในคุก ให้เมาคุก, ให้ไม่อยากจะออกจากคุก

น.24 ๑๘ นี่เขาเรียกว่า เหยื่อในโลก - อัสสาทะ, อัสสาทะ คำนี้ ตามธรรมดา แปลว่า คุณค่าที่น่ารัก น่าพอใจ ; แต่ว่าเดี๋ยว นี้มันมากกว่านั้น มันก็ กลายเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดคนให้จม อยู่ในกองทุกข์. คุกอย่างมนุษย์โลก ก็มีกามารมณ์อย่างมนุษย์, คุกอย่างสวรรค์ในกามาวจร ก็มีกามารมณ์อย่างสวรรค์, ทีนี้ คุกอย่างพรหมโลก ไม่มีกามารมณ์ แต่ก็ มีสิ่งที่เป็นที่ ตั้งแห่งความยึดถือหรือราคะ ด้วย ยิ่งไปกว่าอีกเหนียวแน่น ไปกว่าอีก เป็น รูปราคะ เป็นอรูปราคะ นี้ละยาก. ที่ว่า พระโสดาบัน สกิทาคามี ละไม่ได้ ต้องอนาคามีบรรเทา แล้ว แล้วจึงจะ ละหมดเมื่อเป็นพระอรหันต์ แต่แม้ อนาคามีก็ยังละไม่หมดรูปราคะอรูปราคะ-ความสุข อันเกิด มาแต่รูปและอรูปนั้นแหละคุกที่เข้าใจยาก ๆ, คุกมนุษย์, คุกเทวดา กามาวจร, แล้วก็ คุกพรหมโลก ชนิดมีรูป และ ไม่มีรูป ล้วนแต่เป็นคุกทั้งนั้น, เรียกภาษาไพเราะว่า เป็น วัฏฏสงสาร เป็นวัฏฏสงสารที่วนเวียน ที่วนเวียนทั้งนั้น, ต้องเหนือนั้นขึ้นไป จึงจะเป็นโลกุตตระ.

น.25 ๑๙ จะว่าอย่างไรกัน ? ประกาศตัว เป็นพุทธบริษัท แล้วก็ติดคุกอยู่ในโลกนี้ ในวิสัยโลก มันก็ยังไม่ลืมตา ไม่ ลืมตา ยังไม่รู้แจ้ง ยังไม่เป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เพราะยังติดคุก. เมื่อเราเกิดมา เราไม่มีความรู้ที่ถูกต้องจาก ท้องแม่ ไม่มีความรู้อย่างถูกต้องติดมาด้วย, พอเกิด โผล่ ขึ้นมา ก็ เริ่มติดคุก รัก นั่นก็ติดคุกนั่น เกลียด นี่ ก็ติดคุก นี่, มีความรักความยินดี ก็ติดคุกที่น่ารักน่ายินดี มีความ เกลียดมีความยินร้าย ก็ติดคุกความยินร้ายที่น่าเกลียดน่าชัง มันก็เป็นคุกชนิดหนึ่งเหมือนกัน เพราะว่ามันจับไว้มันยึดไว้. อย่าเข้าใจว่า ความโกรธความไม่รักไม่พอใจ นั้นไม่ใช่ อุปาทาน, มันเป็นอุปาทานชนิดหนึ่ง สำหรับที่จะยึดไว้ เพื่อเกลียด เพื่อโกรธ เพื่อกลัว เพื่ออะไรต่าง ๆ ; ต้อง ไม่มีอุปาทาน อย่างใดเลย จึงจะเรียกว่าไม่มีคุก, ไม่ได้ ติดคุก. ทุกคนติดคุก แล้วยังพอใจเมาคุกอีก. ขอให้ทุกคนมองดูกันในข้อแรกนี้ว่า เราทุกคนกำลัง ติดคุก แล้วในคุกนั้นยังมีสิ่งที่ล่อลวงหลอกลวงให้เมาคุก

น.26 ๒๐ ให้พอใจที่จะอยู่ในคุก. จะเล่าเรื่องที่เคยเล่าบ่อย ๆ อีกทีก็ ได้ว่า ผู้หญิงคนหนึ่งที่แถวนี้ อย่าออกชื่อเลย ก็อยากไป นิพพาน อาตมาบอกว่า ในนิพพานไม่มีรำวงนะ อยากไหม ? อ้า ! อย่างนั้นไม่เอา ไม่เอา ไม่อยาก, ขอถอน. ในนิพพาน ไม่มีรำวงเพียงแต่ไม่มีรำวงก็ไม่อยากไปแล้ว, แต่ที่นี่มีรำวง ในโลกนี้มีรำวง แกอยากจะเอา, แต่ได้ยินเขาว่านิพพานเป็น สุขอย่างยิ่ง ๆ แกก็คิดว่าจะมีรำวงชนิดที่ดีกว่านี้ ก็อยากจะไป. มีอะไร ๆ อยู่ในคุกที่ล่อลวงให้คนเมาคุก พอใจคุก สมัครใจที่จะอยู่ในคุก ไม่ออกไปจากคุก, แล้วมันก็ อยากจะ ให้มีคุกที่ดีกว่า นั่นแหละ จึงละจากคุกอย่างมนุษย์ ไป ติดคุกอย่างสวรรค์ กามาวจร แล้วหลุด แล้วก็จะไปติดคุก อย่างรูปาวจร ไปติดอย่างอรูปาวจรตามลำดับ : กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร ล้วนแต่เป็นโลกิยะ ยังผูกพันอยู่ในวิสัย โลก นั่นแหละคือคุก. คิดดูว่าจะเอาไหม ? จะออกจากคุกกันไหม ? หรือ จะเลื่อนคุก เลื่อนคุกให้ดีกว่า ให้แพงกว่าให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จะ พูดให้มันใกล้ชิด ให้มันง่ายขึ้นมาอีก อยู่อย่างธรรมดาสามัญ

น.27 ๒๑ นี้ก็สบายดีแล้ว ไม่ยุ่งยาก; ทีนี้มัน อยากจะเลื่อนคุกนี่ ไปกู้เงินเขามาซื้อโทรทัศน์ จะได้เมาโทรทัศน์, จะได้ดู โทรทัศน์ จะได้มีตู้เย็น จะได้มีอะไรต่าง ๆ, มันอยากเลื่อน คุกเท่านั้นแหละ มันไม่มีอะไรดอก เพราะว่าเราอยู่ได้ โดย ไม่ต้องมีตู้เย็น ไม่ต้องมีโทรทัศน์ ไม่ต้องมีรถยนต์ ; แต่ มันก็ไม่พอใจ มันจะเลื่อนขึ้นไปให้มีโทรทัศน์ มีตู้เย็น มี รถยนต์ ก็ไปกู้เงินเขามา แล้วก็เอามาสำหรับ เป็นคุกที่ดี กว่าเดิม ที่ยิ่งกว่าเดิม แนบเนียนกว่าเดิม, เป็นการเลื่อน คุก เท่านั้นเอง. อย่าเข้าใจว่าเป็นการดับทุกข์ หรือเป็นการออก ไปจากคุก บางทีมันจะต่ำมากไปกว่านั้น อยู่ดี ๆ มันไม่ชอบ มันก็ ไปพอใจอบายมุข : อบายมุขคือ ดื่มน้ำเมา เที่ยว กลางคืน ดูการละเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่ว เป็นมิตร ไว้ ; คนเหล่านี้คิดว่าดีกว่าทั้งนั้น แต่หารู้ไม่ว่านั้น มันเป็นคุกที่ร้ายไปกว่านั้นอีก เขาจึงได้เรียกว่าอบายมุข คือปากทางแห่งอบาย ปากทางแห่งอบาย. อบายมุข บาง คนพอใจในน้ำเมาจนยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ หมด ก็มี เคยเห็น เรียกว่าเมื่อขอร้องให้เลิกน้ำเมาเขาโกรธ. ดูการเล่น เล่น

น.28 ๒๒ การพนัน อย่างนี้เขาชอบยิ่งกว่า, ชอบเล่นไพ่ยิ่งกว่าฟัง พระสวด, จริงหรือไม่จริงก็ไปดูก็แล้วกัน มันอยากจะติด คุกต่ำ ๆ ไม่อยากจะเลื่อนให้มันดีขึ้นไป. คุกที่สำคัญคือคุกแห่งอุปาทานว่าตัวตน. นี่เป็นข้อใหญ่ใจความ สรุปสั้นๆ ได้ว่า ชีวิตมัน ติดคุก, ติดคุกตลอดชีวิต ตัวตนติดคุก ติดคุกแห่งตัวตน ตัวกูติดคุกแห่งตัวกู เรียกว่า อุปาทานความยึดมั่นถือมั่น อย่างโง่เขลานั่นแหละมันเป็นคุก, อุปาทานว่าอะไร มันก็เป็น คุกชื่อนั้นขึ้นมา. นี่ก็ติดอยู่ที่นั่น แล้วก็มัวเมาอยู่ที่นั่น มีตัวตนมากเท่าไร ก็เป็นคุกใหญ่ขึ้นเท่านั้น, มีอุปาทานมาก เท่าไร มันก็เป็นคุกมากคุกใหญ่ขึ้นเท่านั้น, มันลำบากมาก ลำบากน้อย มันก็เท่ากับความมากหรือน้อยของอุปาทานนั่น แหละ, อุปาทานมีเท่าไรมันก็สร้างความมากความใหญ่ ความลำบากยุ่งยากขึ้นเท่านั้นแหละ. อุปาทาน ก็อยู่ในรูปของ ๒ คำ คือ ตัวตน กับ ของตน จะตัวเราหรือของเรา, ตัวตนหรือของตน ตัวกู

น.29 ๒๓ หรือของกูก็แล้วแต่ มันก็มี ๒ อันเท่านั้นแหละ คือ มีว่า ตัวตน กับว่า ของตน. ตัวตน ก็คือ ตัวข้างใน ตัวตน ๆ นามรูปเป็นตัวตน, ขันธ์ ๕ เป็นตัวตน, อายตนะ ๖ เป็นตัวตน, นี่เรียกว่าตัวตน ๆ ติดคุกแห่งตัวตนเต็มที่เลย หันไปทางไหนก็ยังอยู่ในคุกแห่งตัวตน, จะหมุนจะดิ้นไปทาง ไหน ก็ยังอยู่ในคุกแห่งตัวตน ถึงขั้นพรหมโลกก็ยังหมุนอยู่ ในคุกแห่งตัวตน ; นี่เรียกว่าคุกภายในเป็นตัวตน. ที่นี้ คุกที่เนื่องกับตัวตน จะเรียกว่า คุกภายนอก ก็ได้ แต่ คำบาลี เขาว่า เนื่องอยู่กับตัวตน ก็คืออัตตนียา ; อัตตาคือ ตัวตน, อัตตนียาคือของตน คือ ของกู ๆๆ, ตัวตนมันมีอะไร เป็นที่ยึดถือ มันก็ว่าอันนั้นแหละของกู ๆ ๆ มันก็ได้แก่สิ่ง อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ที่เป็นวัตถุก็เป็นบุตรภรรยาสามี ทรัพย์สมบัติ ที่เป็นนามธรรมก็เป็นเกียรติยศ เป็นบุญเป็น กุศลเป็นอะไรไปตามแต่มันจะยึดเอาว่าเป็นของกู. สิ่งที่เป็นที่ตั้งต้นแห่งความยึดถือ มีอยู่ ๒ อย่าง เป็นตัวตน กับ เป็นของของตน คือ เป็นอัตตา เป็น อัตตนียา, แล้วมันขึ้นอยู่ที่ตัวตน เพราะว่าถ้ามีตัวตนแล้วมัน ก็จะมีของตน ถ้ามันไม่มีตัวตนมันมีของตนไม่ได้. ถ้าดูกัน

น.30 ๒๔ ที่แท้มันก็คล้ายๆ กับมีสิ่งเดียวคือตัวตน กับสิ่งที่เนื่องอยู่กับ ตัวตน มีตัวตนเป็นประธาน ; แต่ถ้าแยกเป็น ๒ อย่าง ก็มีตัวตนกับสิ่งที่เป็นของตน หรือเนื่องอยู่กับตัวตน แยก ออกมาเป็นของตนก็เรียกว่าของตน. เรามีตัวตน, เรามีของตนเป็นเครื่องกักขัง จิตใจให้อยู่ในวงนั้น ออกไปจากนั้นไม่ได้ ; ติดคุกตัวตน แล้วมีเสน่ห์ คือของตนที่อยู่ในคุก มันล่อมันหลอก ผูกพัน เอาไว้ ไม่ให้อยากออกไปจากคุกนี้, มีของตนเป็นเครื่อง หลอก เป็นเครื่องล่อ เป็นเครื่องทำให้มัวเมาอยู่ในคุกนี้ คุกแห่งตัวตน ทั้งตัวตนและทั้งของตนมันก็กลายเป็นคุกไป หมดร่วมกันไปเลย. ฉะนั้นจึงเหนียวแน่น ก็ดูเอาเองซิ ไม่ต้องถามใคร, อ่านจากหนังสือก็ลำบากไม่ค่อยเข้าใจ. ดู ตัวเอง ดูที่เป็นอยู่จริงในชีวิตนี้ มีอะไรเป็นตัวตน, มีอะไร เป็นของตน, แล้วมันยึดถืออย่างเหนียวแน่นที่สุด จริงหรือไม่ จริงหรือไม่ ? ไม่ต้องเชื่อใคร ; พระพุทธศาสนา สอน ให้ดูภายใน ดูตัวเอง รู้จักตัวเอง ไม่ต้องเชื่อใคร. เรื่องไม่ต้องเชื่อใครนี้ก็ถูกด่าอีกเหมือนกัน เพราะ เขาไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้อย่างนั้น พระพุทธเจ้า

น.31 ๒๕ ท่านสอนว่าไม่ต้องเชื่อใคร ต้องเชื่อสติปัญญาของตน ที่มองเห็น. กาลามสูตรข้อสุดท้ายว่า อย่าเชื่อเพราะเหตุว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา ; นี่มันก็เท่ากับปฏิเสธพระพุทธเจ้า เองแหละ ว่าไม่ต้องเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นครูของเรา และ พูดแล้วเราก็จะเชื่อ ท่านให้ฟังเท่านั้น ฟังแล้วไปคิด ไปใคร่ครวญ มองเห็นว่ามันจะดับทุกข์ได้ แล้วก็ ปฏิบัติดู, ดับทุกข์ได้แล้วก็เชื่อ ฉะนั้นกลายเป็นเชื่อ ตัวเองช่วยตัวเองได้ หลักอีกหลักหนึ่งในมหาปเทส ก็ว่าอย่าเชื่อเพราะ ผู้นั้นเขาอ้างว่า ได้พึ่งมาจากพระพุทธเจ้า ; ไม่เชื่อแต่ก็ไม่ ปฏิเสธ, รับมาพิจารณาดูว่าดับทุกข์ได้ไหม ถ้าดับทุกข์ได้ ก็ได้ เขาจำมาถูกแล้ว ; แต่ถ้ามันดับทุกข์ไม่ได้แล้ว ก็ เขาจำมาผิดแล้ว, ฉันไม่เชื่อ แม้แกจะอ้างว่าพังมาจากพระ พุทธเจ้า. ข้อนี้มันจะได้ไกลลงไปถึงกับว่าในพระไตรปิฎก ที่เชื่อว่าได้พังมาจากพระพุทธเจ้านั้น ก็มีน้ำหนักทั้งนั้นแหละ, ฉันไม่เชื่อว่าแกได้ฟังจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น. ต้องดูว่ามัน ถูกหรือผิด, มันดับทุกข์ได้หรือไม่, นั่นมันเป็นถึงขนาดนั้น. นี่ พุทธศาสนาเรามีอิสระ ขนาดนี้ ; ฉะนั้นนำมาใช้กับ

น.32 ๒๖ พระอานนท์ได้ พระอานนท์บอกว่าได้ฟังมาอย่างนี้ แถลงใน ที่ประชุม เอ้า, ก็ฟังมาอย่างนี้ก็จด ๆ กันไว้ บันทึกกันไว้ จำกันไว้ แต่ฉัน จะไม่ยอมเชื่อเพราะเหตุที่ได้ฟังมาจากพระ- พุทธเจ้า ตามคำสั่งของพระพุทธเจ้า จะต้องพิจารณาดูก่อนว่า มันดับทุกข์ได้หรือไม่ ; ถ้ามันเข้าได้กับเรื่องทั่วไปที่จะดับ ทุกข์ ได้ เอ้า, ลองปฏิบัติดู เอ้ามัน ดับทุกข์ได้ก็เอา จริง ทีนี้ทำก็เต็มที่ เชื่อเต็มที่ ปฏิบัติเต็มที่ ก็ ยิ่งดับทุกข์ได้ ยิ่งดับทุกข์ได้ ก็ยิ่งเชื่อเต็มที่, พอหลุดพ้นแล้วก็เลยเชื่อ ถึงที่สุด. เรื่องศรัทธา, ศรัทธาที่จะมีจริงถึงที่สุด มีแต่ พระอรหันต์เท่านั้นแหละ, มนุษย์เหล่านี้อย่าอวดดีไปเลยว่า มีศรัทธา มันงมงายทั้งนั้นแหละ ; ต่อเมื่อดับทุกข์สิ้นเชิง แล้ว เชื่อได้ว่า โอ, นี้มันดับทุกข์ได้จริง มีปรากฏอยู่อย่างนี้ ศรัทธาจึงจะเต็มเปี่ยม, มันจะมีได้ก็แต่พระอรหันต์เท่านั้น อย่ามัวงมโข่งว่า ศรัทธาเป็นของเบื้องต้น, มันก็จริงมันตั้ง ต้นจริง แต่มันเต็มที่บริบูรณ์เมื่อเป็นพระอรหันต์ คือ ดับ ทุกข์ได้แล้วศรัทธาจึงจะเต็มที่. ข้อความอย่างนี้ หลัก เกณฑ์อย่างนี้ อ่านพบในพระบาลีไม่ใช่ว่าเอาเอง ;

น.33 ๒๗ แต่ถ้าจะมองเอาเองโดยเหตุผลก็เห็นจริง ถ้าดับทุกข์ได้เสร็จ แล้วก็เชื่อเต็มที่. เดี๋ยวนี้มันเชื่อไปตามเขาว่า เชื่อไปตามคาด คะเนบ้าง ตามเขาว่าบ้าง ตามตัวหนังสือบ้าง มันก็เป็นเชื่อ ที่ไม่แท้จริงและไม่สมบูรณ์ ; พอดับทุกข์ได้เสร็จแล้ว อ้าว ! มันจริงที่ท่านสอนไว้อย่างไร มันดับทุกข์ได้จริง เป็นอย่าง นั้นจริง พระธรรมนี้ดับทุกข์ได้จริง พระพุทธเจ้าเป็นผู้ ตรัสรู้ดีจริง พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีจริง, เออจริง, ศรัทธา จึงจะเต็มเปี่ยม มีได้แต่ผู้ที่เป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่ใช่เรื่อง เบื้องต้น. เรื่องเบื้องต้นนั่นเป็นจุดตั้งต้นที่จะดึงไปตาม ความเชื่อภายนอก ซึ่งเป็นการน้อมใจเชื่อ ซึ่งมีทาง ผิดพลาด ; แต่ โดยเหตุที่ว่า มันยังดีกว่าที่จะไม่เคยได้ยิน ได้พั่ง หรือไม่มีเชื่อที่เป็นจุดตั้งต้น, แต่มันยังไม่เป็นศรัทธา ที่แท้จริง มันยังไม่เป็นสัทธินทรีย์ที่แท้จริง นี่ เรา มีตัวตน ติดคุกตัวตน ก็คงจะฉลาดในคุก, พูดแล้วมันจะน่าหัว ว่า ติดคุกแล้วมันก็ควรจะฉลาดขึ้น ๆ ในคุก นั่นแหละ. อย่าเมาคุก อย่ารักคุกให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ดูว่ามันเป็นอย่างไร แล้วก็ฉลาด โอ้อย่างนี้มันอย่างนี้ อย่างนี้มันอย่างนี้นี่ อย่างนี้มันมีผลอย่างนี้ อย่างนี้มันมีผล

น.34 ๒๘ อย่างนี้ แล้วก็ค่อยเกลียดที่มันเป็นทุกข์เป็นไปเพื่อทุกข์, กลัว มันเป็นทุกข์เป็นไปเพื่อทุกข์ แล้วมันก็กลัว, หิริโอตตัปปะ ที่แท้จริงมันมีอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นอย่างที่พูด ๆ กัน. อยากจะให้นึกถึงคนที่ตายไปแล้ว ลองนึกดูซิ อายุ มาก ๆ ด้วยกัน แล้วก็นึกดูนึกดู คนดีคนที่เป็นคนแก่กว่าเรา ตายไปแล้ว ตายไปแล้ว พ่อแม่ก็ดี ไม่ใช่ก็ดี ใคร ๆ ก็ตาม ที่เขาว่ามันเก่ง มันสวย มันอะไร ที่ตายไปแล้ว ว่าได้ออกจาก คุกหรือไม่ ? ออกจากคุกหรือไม่ ? เคยรู้เรื่องนี้หรือไม่ ? เขา เคยได้ยินได้ฟังเรื่องนี้หรือไม่ ที่ตาย ๆ ไปแล้ว ? มีเวลาว่าง ๆ เมื่อไรลองนึกดู ใครบ้างที่เรารู้จัก เขาไปไหน เขาออกจาก คุกหรือไปหาคุกใหม่ ออกจากคุกหรือไปหาคุกใหม่ ดูเถอะ มันจะได้ช่วย ช่วยมากขึ้น โอ ! เขาไปหาคุกใหม่. ส่วน ใหญ่ไปหาคุกใหม่ เขาไม่ละตัวกู จะไปหาคุกสำหรับตัวกูที่ดี กว่า แล้วก็ได้เปลี่ยนคุก เขามีอัตตาอัตตนียาเรื่อยไป เพราะ มันมีคุกเผื่อเลือกไว้ให้อีกมาก ตามที่ความคิดความนึกมันจะ นึกไปได้, ให้ดีกว่าสวยกว่า สนุกสนานกว่า, คือเอาสิ่งที่พอ ใจอยู่แล้วเป็นหลัก แล้วก็เพิ่มอำนาจกำลังให้มากขึ้น ๆ สนุก กว่านั้น ดีกว่านั้น สวยกว่านั้น อร่อยกว่านั้นเพลิดเพลิน กว่านั้น นี่มันเป็นเหตุให้สร้างคุกใหม่.

น.35 ๒๕ ถ้าเขามีบุญ เขาก็สร้างคุกได้สวยงามกว่าเก่าไม่ต้อง สงสัยแหละ, ถ้าเขามีบุญ. นี่มันเป็นเรื่องให้ถูกด่า พูด อย่างนี้เพราะว่า ทุกคนต้องการบุญ ต้องการที่จะทำตามที่ คำสั่งสอน สอนกันมาว่าให้ทำบุญ ๆ ; แต่เรามาบอก ว่า บุญเป็นคุกที่สวยกว่า ดีกว่ายิ่งขึ้นไป คือมันจะยึด มั่นมากกว่า มันจะทรมานจิตใจมากกว่า มันจะบ้าจะหลงมาก กว่า. ระวังให้ดี ๆ ในขั้นแรก เมื่อไม่รู้จักบุญก็ทำบุญ ก็ทำไปๆ มันจะรู้จักว่ายึดถือไม่ได้ ยึดถือไม่ได้, ควรจะปล่อยไว้ เอา แต่ความสะดวกสบายสำหรับที่จะนิพพาน ให้บุญนี้เป็น เครื่องสะดวกสำหรับจะเลื่อนขึ้นไปนิพพาน. อย่าให้ บุญนี้กลายเป็นคุกขึ้นมา แล้วมันจะติดคุกนั้น ซึ่งนาน กว่าเสมอ, บุญยิ่งสูงขึ้นไปเท่าไร ก็ยิ่งติดคุกนานมากขึ้นไป เท่านั้น. มนุษย์มีอายุขัยกี่ปี พอเป็นเทวดาชั้นจาตุมมหาราช อายุก็เพิ่มขึ้นเป็นร้อย ๆ ปี, ชั้นดาวดึงส์ ชั้นมายา ชั้นดุสิต อายุเพิ่มขึ้นเป็นพัน ๆ ปีหมื่นปี, พอถึงชั้นพรหม อายุก็เป็น หมื่น ๆ ปีเลย, นั่นแหละรู้สึกว่าคุกมันจะยืดออกไป จะนาน ออกไป จะเหนียวออกไปเท่านั้น ; ถ้าไม่อย่างนั้นคงไม่กล่าว ไว้อย่างนั้นแหละ เพราะมันพอใจหนักขึ้น ๆ คือคุกมันสวย

น.36 ๓๐ กว่า, คุกมันสบายกว่า, คุกมันงดงามกว่า คุกมันยั่วยวนมี เสน่ห์มากกว่า ; นี่เรื่อง คุกแห่งชีวิต ยิ่งสบายกว่า, สวย งามกว่าเท่าไร ก็ยิ่งกลัวตายเท่านั้นแหละ, ยิ่งกลัวตาย มากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นทุกข์มากเท่านั้นแหละ. ที่พูดนี้ไม่รู้จะถูกค่าสักกี่มากน้อย, แล้วจะเป็นบุญ หรือเป็นบาปก็ยังไม่รู้. ถ้าใครฟังผิด มันไม่อยากทำบุญ แต่ไปทำบาป แล้วก็เรียกว่าเสียหายมาก ; แต่มันเป็นไปไม่ได้ ดอก ถ้ารู้จักบุญแล้วจะไปทำบาปนี้เป็นไปไม่ได้. เราจึง พูดกันแต่เพียงว่า อย่ายึดถือบุญเป็นคุกขึ้นมาอีก หลักใน พุทธศาสนาว่า ไม่ทำชั่ว แล้วก็ทำดี ทำกุศลให้ถึงพร้อม แล้ว ทำจิตให้ผ่องแผ้ว ; นั่นแหละ อย่าให้ติดคุกแห่งความดี มาทำจิตให้ผ่องแผ้ว ให้หลุดจากคุก แห่งความดี : - สพฺพปาปฺส อกรณํ -ไม่ทำความชั่วทั้งปวง. กุสลลสูปสมฺปทา - ทำกุศลให้ถึงพร้อม คือดี. สจิตฺตปริ- โยทฺปนฺ - ทำจิตให้ผ่อง ก็อย่าติดคุก อย่าติดคุกกุศล, อย่า ติดคุกบุญ ถ้าถือได้ตามนี้ก็ปลอดภัย. เดี๋ยวนี้จะเป็นว่าไม่ว่าอยู่ที่ไหน มันก็ติดอยู่ที่นั่นทั้ง นั้น, มัวเมาอยู่ที่นั่นทั้งนั้น มีปัญหารอบด้าน ด้วยความ

น.37 ๓๑ เกิดความแก่ความเจ็บความตาย ความไม่ได้ตามที่ต้องการนั่น แหละ เป็นตัวความหมายที่เป็นคุก ; แต่เดี๋ยวนี้มันก็ เอาที่ ไม่ได้ตามต้องการมาเป็นการได้ตามที่ต้องการ ให้ มันสับกันอยู่ หรือมันหลอกลวงกันอยู่ มันก็เลยมีปัญหา. ขอให้ระวังกันให้ดี ๆ ว่า การเลื่อนชั้นขอให้มันห่างให้มัน ถอยออกมาจากคุก, อย่าให้มันลึกเข้าไปในคุกที่สวยงาม กว่า เอร็ดอร่อยกว่า สนุกสนานกว่า. พูดอย่างนี้ดูเหมือน พูดได้แต่ที่สวนโมกข์ ไปพูดที่อื่นอาจจะถูกขว้างด้วยก้อนอิฐ ก็ได้, มันไม่แน่ แม้จะพูดที่กรุงเทพฯ มันก็อาจจะถูกด่า มากเหมือนกัน แม้จะพูดที่กรุงเทพฯ, ที่นี่อิสระที่จะพูด ผู้ฟังก็ต้องเป็นอิสระพอที่จะเอาไปคิดไปนึกให้มันถูกต้อง อย่า ให้มันไขว้เขวกันไปเสียอีก. การทำบุญเป็นการชำระบาป. การทำบุญขอให้เป็นการชำระบาป, อย่าให้ เป็นไปเพื่อสร้างคุกใหม่ที่สวยงามกว่าคุกเก่า. คำว่า บุญที่แท้จริง คำนี้ก็แปลว่า ชำระบาป ล้างบาป ไม่ใช่แปล ว่าสนุกสนานสวยงาม เอร็ดอร่อย เป็นทิพย์เป็นอะไรไปเสีย

น.38 ๓๒ ทุกอย่าง, ไม่ได้แปลอย่างนั้นดอกคำว่าบุญ ; แต่ไม่รู้ใคร คราวไหน เอาคำว่าบุญมาเป็นชื่อของความสุขทางกามารมณ์ สูงสุด, นี่มันผิดความหมายของบุญโดยแท้จริง, ของเดิมเขา ของเขาบุญเป็นเครื่องชำระบาป. บุญแท้จริง ชำระบาป, บาปอะไร ? บาปความเห็นแก่ตัว, การทำบุญออกไปที่ ถูกต้อง ถ้าเป็นบุญจริงมันจะลดความเห็นแก่ตัว จะล้างความ เห็นแก่ตัว นั่นแหละคือบุญจริง. ถ้าทำบุญแล้วมันเพิ่ม ความเห็นแก่ตัว มันไม่ใช่บุญที่แท้จริงตามความหมายเดิม ที่ว่าล้างบาป, มันกลายเป็นชื่อของความสุขชนิดที่เหลือที่จะ กล่าว ที่เอาไว้โฆษณาไว้หลอกลวงคน. จงรู้ความหมายของคำว่าบุญ ว่าถ้าทำบุญแล้ว มันต้องล้างบาป คือลดความเห็นแก่ตัว ทำบุญแล้วลด ความเห็นแก่ตัว ไม่ใช่ตักบาตรช้อนหนึ่งได้วิมานหลังหนึ่ง มันค้ากำไรเกินควร, นั่นมันควรจะเรียกว่าค้ากำไรเกินควร ไม่เรียกว่าทำบุญดอก เพราะว่ามันเพิ่มความเห็นแก่ตัว, มัน เพิ่มความเห็นแก่ตัว. ถ้าทำบุญแล้วไปสวรรค์ ไปสนุก สนานกันอยู่อย่างนั้น ก็เพิ่มความเห็นแก่ตัว, มันไม่ลด ความเห็นแก่ตัว มันไม่ตรงกับความหมายของคำว่า "บุญ"

น.39 ชำระบาป. เขามีมาเพื่อล้างบาป เพื่อลดบาป มันกลับไปเพิ่มความเห็นแก่ตัว, มันก็เพิ่มบาปเท่านั้นเอง มันเป็นคุกขึ้นมา. อย่าทำบุญให้เป็นคุกขึ้นมา, แต่ทำบุญ ให้เป็นเครื่องชำระบาป ให้ลดความเห็นแก่ตัว, ให้ลดเหตุ หรืออุปสรรคแห่งนิพพาน คือ ล้างตัวให้สะอาด ให้ เหมาะสมเรื่อยสำหรับจะบรรลุนิพพาน, แล้วมันก็อยู่ เหนือบุญแหละ ก็ต้อง เหนือบาป แล้วก็ เหนือบุญ แล้วก็ นิพพาน. อันต่ำก็คือบาป สูงขึ้นมาก็คือบุญ เหนือบุญก็คือ นิพพานหรือว่าง ; อันต่ำก็คือชั่ว เหนือชั่วขึ้นมาก็คือดี, เหนือดีขึ้นไปก็คือว่าง คือนิพพาน. อันแรก เป็นทุกข์ แล้วก็เป็นสุข ขึ้นมา เหนือสุข ขึ้นไปก็คือ ว่าง หรือ นิพพาน, มันจะมีสามชั้นอย่างนี้เสมอ. อันสุดท้ายก็คือ มัน หลุดจาก คุก เป็นนิพพาน เป็นว่างจากคุก ว่างจากสิ่งผูกพัน ว่าง จากตัวตน ว่างจากของตน. นี่ขอให้ทุกคนรู้จักสิ่งที่เรียกว่า "คุก" เมื่อใดมี ความรู้สึกว่าตัวตน ว่าของตน เมื่อนั้นเป็นคุกทันที ก็หนักอึ้งไปหมด ; แต่มัน มีความสนุกสนาน เอร็ดอร่อย

น.40 บังเอาไว้ ก็เลยสนุกกันจนไม่รู้ว่ามันเป็นคุก. เวลาที่ว่าง ๆ ๆ ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่บุญไม่บาป ไม่สุขไม่ทุกข์ เวลา นั้นสบายที่สุด ; บางเวลามันก็ฟลุกมีได้เองเหมือนกัน แต่ คนไม่สนใจ จึงขอเตือนให้สนใจ, คอยระวัง สังเกตให้ดีว่า เวลาไหนว่างสบายที่สุด ก็ดูให้ดีเถอะ เวลานั้นมันไม่ เกี่ยวข้องดี-ชั่ว บุญ-บาป สุข-ทุกข์ ดอกมันว่าง แล้วเป็น รสของพระนิพพานนิด ๆ หน่อย ๆ มาล่วงหน้า มาให้ชิมลอง ดูก่อน ; เมื่อชิมลองแล้วก็จะได้ติดใจ ๆ ก็จะได้ทำให้ยิ่งขึ้น ไปๆ จนพบพระนิพพานจริง เป็นเวลายืดยาว แต่คนไม่ สนใจ, แม้ว่าความว่างจะมาเยี่ยมกรายบ้าง ก็ไม่สนใจ ไม่ รู้จัก ไม่รู้จักถือเอา ไม่รู้จักขยายให้มากออกไป. นี่คือปัญหา ที่มันมีอยู่จริง ซึ่งเป็นเหตุทำให้ติดคุก จมคุก เมาคุก อยู่ใน คุกอย่างไม่ออกจากคุก. ดูมิตรสหายชาวเกลอ ญาติ อาจารย์ ก็ได้ที่ตายไปแล้ว เขา ออกจากคุกหรือเปล่า ? กลัวว่า จะไปหาคุกใหม่ที่ดีกว่าเก่า. ทีนี้เหลียวมา ดูตัวเอง, เหลียวมาดูตัวเองที่นี่ ที่ติด คุกอยู่ที่นี่ เราก็กำลังเปลี่ยนแปลงคุก เลื่อนคุก เปลี่ยนคุก เลื่อนคุก เปลี่ยนคุก อยู่จนเป็นที่พอใจ, หลอกลวงพอใจ

น.41 ๓๕ ไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด, รักคุกและเมาคุก เพราะมันเปลี่ยนไปได้ เพราะมันเปลี่ยนได้. ไม่มีโทรทัศน์ไปซื้อโทรทัศน์ได้มา มันก็เปลี่ยนคุกได้, เรียกว่าอยู่ที่นี่มันก็เปลี่ยนคุกได้เรื่อย ติดคุกที่เปลี่ยนใหม่ได้เรื่อย มีตัวกูเป็นคุก, ยืมคำกลอน หนังสือเล่มหนึ่งมาพูดว่า : "เมาเหล้า เมาหญิง เมาหยิ่ง เมายอ ชั่วครู่ รู้พอ ไม่เหมือนเมาสวรรค์" เขาว่าอย่างนั้น. เมาเหล้าเดี๋ยวก็หาย, เมาผู้หญิงเดี๋ยวก็หาย, เมาหยิ่งเมาดีเดี๋ยว ก็หาย, เมายอเมาลูกยอเดี๋ยวก็หาย, ไม่เหมือนเมาสวรรค์ ซึ่งไม่รู้จักคลายไม่รู้จักพอ. นั่นแหละเขามีอยู่ในหนังสือ เล่มหนึ่ง นี่อยากจะเอามาเปลี่ยน ๆ เปลี่ยน, คำสุดท้ายที่มัน เป็นคุกนั่นแหละ ว่าเมาเหล้า เมาหญิง เมาหยิ่ง เมายอ ชั่วครู่รู้พอ ไม่เหมือนเมากู, เมาตัวกู เมาตัวกู เมาตัวกู ไม่มีวันสร่างไม่มีวันพอ, มันเป็นการติดคุกที่แนบแน่น ถาวรไปเลย เมากู, เมาสวรรค์ สวรรค์ก็เป็นคุก. แต่มัน ยังไม่ร้ายหนักเท่าเมากู, เป็นพรหมโลก รูปพรหม อรูปพรหม แล้วมันก็ยังมีกู เป็นหนักขึ้นไปอีก ; นี่เมากู นั่นแหละเป็น คุก เป็นคุกอย่างยิ่ง. อย่าให้กลายเป็นคุก อะไรที่ว่าดีๆ ว่าบุญ ๆ ขอให้มันเป็นเครื่องชำระบาป ให้เป็นบันได

น.42 ๓๖ สำหรับเลื่อน ขึ้นไปสู่นิพพาน อย่าให้สิ่งเหล่านั้นกลาย เป็นคุกขังตัวเองไว้ที่นี่ ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือสิ่งที่เรียก ว่าบุญ นั่นแหละ ตัวกูมันต้องมีเมาอะไรสักอย่างหนึ่ง เมาดี เมาสวรรค์ เมาอะไรก็ตาม กูมันต้องเมาอะไรสักอย่างหนึ่ง เป็นของกู แล้วมันก็เป็นคุกขึ้นมา. พึงรู้ทันสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต มิให้ยึดเป็นคุก. ทีนี้จะดูถึงสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต ถ้าเราอยู่ในประเภท กามาวจร เ ป็นมนุษย์ เป็นเทวดากามาวจร มันก็ มีกาม ตัณหาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง, ถ้าว่าเป็น พวกรูปาวจร มันก็มี ภวตัณหา ในปริยายหนึ่งเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง, ถ้าเป็น พวกอรูปาวจร ก็มีวิภวตัณหา ในปริยายหนึ่งไม่ใช่ทั้งหมด, ในปริยายที่ไม่อยากจะมีรูป เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง มีกาม ตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง. เมื่อ มีตัณหา ก็มีอุปาทาน, เมื่อมีอุปาทานก็มีคุก ; ระวัง ตัณหา ตัณหามาจากเวทนาโง่ เวทนาที่ไม่มีวิชชา ไม่มี ปัญญา หลอกให้ยินดียินร้าย เกิดตัณหาอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา

น.43 ๓๗ นี่ก็ มีตัณหา แล้วก็ต้องมีผู้อยาก, ตัณหาคือความอยาก ก็ต้องเกิดรู้สึกกูผู้อยากขึ้นมา ก็เป็นอุปาทาน. ตรงนี้ก็ฟังแปลก ว่ามีความอยากก่อน แล้วจึงเกิด ผู้อยาก พวกนั้นก็หาว่าผิด logic เพราะเขายึดตาม logic ตามตรรกะหรือ logic แต่ที่แท้มันมี ความโง่ที่เป็นความ อยากขึ้นมาก่อน, ความโง่ที่เป็นความอยากก็ ผลิตความโง่ ที่เป็นตัวกูผู้อยาก คืออุปาทานขึ้นมา ความรู้สึกว่าตัวกู ผู้อยากนั้นมันเกิดภายหลังความอยาก, ความอยากหรือ ความโง่ต้องเป็นไปเต็มที่แล้ว อันนั้นจะผลิตหรือปรุงความ รู้สึกว่ามีตัวกูผู้อยาก. นี่คือบาลีที่ว่า ตัณหาให้เกิดอุปา- ทาน, ความอยากให้เกิดอุปาทานยึดมั่นว่าตัวกูว่าของกู ไม่ผิด logic ดอก เพราะมันเป็นของไม่มีตัวจริง, มันเป็นของปรุง ตามอวิชชา มันก็เป็นได้ซิ คือ ความรู้สึกอยากเกิดก่อน แล้วความรู้สึกว่าตัวกูผู้อยากมันเกิดทีหลัง มันไม่ใช่มี ตัวตนที่แท้จริง. ถ้าฟังไม่ถูกเป็นเรื่องตัวตนแท้จริง มัน ก็ผิด logic แต่นี้เป็นความจริงที่ว่า มีความอยากเกิดขึ้นเต็ม ที่ในจิต แล้วความอยากนั้นก็ปรุงความโง่ต่อไปอีก, คือ มีตัว

น.44 ๓๘ กูผู้อยาก ตัวกูผู้อยาก แล้วก็อยากเอามาเป็นของกู เอา มาเป็นของกู. ถาอยากจะสรุปความจำง่ายๆ ก็คือว่า ยึดถือสิ่งใด สิ่งนั้นจะเป็นคุกขึ้นมาทันที ; ยึดถือสิ่งใดว่าตัวกูก็ได้ ยึดถือสิ่งใดว่าของกูก็ได้ สิ่งนั้นจะกลายเป็นคุกขึ้นมา ทันที. ฉะนั้นเราก็พอใจ พอใจ อยากพอใจ ๆ ในนั้นในนี้ เปลี่ยนกัน เรื่อย, อยากในสิ่งใดก็มีอุปาทานในสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็ กลายเป็นคุกขึ้นมาทันที. คุกก็คืออุปาทาน ถ้าเรียก ภาษาง่าย ๆ ก็คือตัวกู-ของกู, ตัวกู-ของกูนั้นคืออุปาทาน มีที่ไหนกลายเป็นคุกขึ้นมาทันที แล้วก็ขังจิตใจนั้นไว้ทันที ; นี้ก็เรียกว่ามันมีการติดคุก. ถ้าว่าจะมีดี มีถูก มีอะไรก็อย่า ให้เป็นเรื่องยึดถือ, ให้เป็นดีที่ไม่เมา บุญที่ไม่เมา นี่จะรับ ประกันได้หน่อยว่า ต้องเอาดีที่ไม่เมา ไม่บ้าดี ไม่เมาดี, แล้วก็ต้องเอาบุญที่ไม่เมา ไม่เมาบุญ ไม่บ้าบุญ แล้วมัน ก็จะปลอดภัย มันจะไม่กลายเป็นคุก ทนทุกข์ทรมาน. การหลุดจากคุก ก็คือจิตไม่ไปติดอยู่ ในสิ่งที่ น่ายึดถือ, ที่หลอกให้ยึดถือ ไปติดอยู่ในสิ่งที่น่ารัก น่าพอใจ

น.45 ๓๙ หรือว่าน่าเกลียดน่าชัง น่าโกรธ อะไรก็ตาม มันก็ติดอยู่ที่นั่น ฉะนั้นก็ละออกไปเสียจากความยึดถืออย่างนั้น ก็เรียกว่าออก ไปเสียได้จากคุก คือโลกิยวิสัย. โลกิยวิสัยเป็นคุก ออก ไปเสียได้จากโลกิยวิสัยก็คือออกจากคุก ก็คือโลกุตตระ ; แต่แล้วมันก็ยาก ยากตรงที่ว่า สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ มันมีเสน่ห์มากเหลือเกิน มีสิ่งปิดบังมากเหลือเกิน จนไม่ รู้สึก มันก็ยึดถือมาเรื่อย ๆ. ตั้งแต่คลอดจากท้องแม่ ก็ยึด ถือนั่นยึดถือนี่ เปลี่ยนเรื่อยกันมา, เป็นอุปาทานที่หนาแน่น ขึ้นมา ทนทุกข์ทรมานกันเรื่อยมา, กว่าจะรู้สึก ได้ยินได้ฟัง มาคิดนึกพิจารณา เห็นว่า อ้าว นี้มันทรมานนี่ จึงอยากจะ ออกจากคุก. ทั้งสุขและทุกข์มิใช่ความสงบ. ฉะนั้นขอให้เรียนในคุก ให้ศึกษาเล่าเรียนในคุก เมื่อมีความทุกข์ขอให้ศึกษาจากความทุกข์, หรือมีความสุข ก็ขอให้ศึกษาจากความสุข. อย่ามัวเมาในความสุข อย่า ไปมัวโกรธแค้น อึดอัด ตึงตัง เมื่อมีความทุกข์, อย่าไป หลงใหล ลิงโลดในเมื่อมีความสุข ; แต่ศึกษาให้ดีว่า นี้

น.46 ๔๐ มันคืออะไร; เห็นว่าทั้งความทุกข์ และความสุขไม่ ใช่ความสงบสุข ไม่ใช่ความหยุดหรือสงบ สุขอย่างสุขกันนี้ สุขอย่างโลก ๆ นี้ ไม่ใช่ความสุข คือความสงบ, ทุกข์ก็ไม่ใช่ ความสงบ. ไม่ทุกข์ ไม่สุข จึงจะเป็นสุข คือเป็น ความสงบ ; สุข สุขมันมีอยู่ ๒ ความหมายเสมอ สุข ร้อนพอใจด้วยกิเลส, สุขเย็นก็พอใจด้วยปัญญา ด้วย วิชชา ความพอใจเขาจัดไว้เป็นสองรูปแบบ : กามนันทิ -พอใจในกาม อย่างนี้ก็สุขร้อน, ธรรมนันทิ-พอใจในธรรม อย่างนี้ก็ไปทางสุขเย็น; แต่ต้องเลยสุข เลย ค วามหมาย ของสุข คือว่าง จึงจะเป็นสุขที่แท้จริง. แต่ถ้าพูดว่าว่าง ว่างเป็นสุขไม่มีใครชอบไม่มีใครสนใจเลย เพราะเขาเกลียด ความว่าง ; ต้องหลอกให้โง่ ทีหนึ่งว่าความว่างเป็นสุข อย่างยิ่ง หรือว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง, ความว่างความสงบ เป็นสุขอย่างยิ่ง. แต่ ที่แท้ไม่มีความสุขอย่างที่คนนั้นรู้, ไม่มีความสุขอย่างที่คนนั้นเขาต้องการ ที่ชาวโลกต้องการ, ความสุขอย่างนั้นไม่มี มันมีแต่ความว่าง ซึ่งเราจะให้พูด ว่าเป็นความสุขอย่างยิ่งเป็นสุขที่แท้จริง. เดี๋ยวนี้ยังเป็นสุข หลอก ๆ อยู่ สุขอย่างที่เขากำลังได้รับอยู่ เป็นสุขหลอก

น.47 ๔๑ อยู่ ต้องเหนือสุขนั้นอีกทีจึงจะเป็นสุขที่แท้จริง คือ นิพพาน คือว่าง. คำว่า ว่าง ๆ นี้มันว่างจากการปรุงแต่ง, ว่างจาก สังขาร ; ไม่ใช่ว่าว่างเพราะไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเลย อย่างนั้นไม่ใช่ว่าง ไม่ใช่ว่าง มันเป็นอันอื่น, เป็นความ เข้าใจอันผิด ไม่มีอะไรเลย. มันมีแต่ว่าไม่เป็นตัวตน ไม่ใช่ ตัวตน, มัน ว่างจากตัวตน ว่างจากภาวะที่ควรยึดถือน่า ยึดถือ อย่างนี้เรียกว่าว่าง, มีความว่างอย่างนี้ก็ไม่มีความ ยึดถือ มันก็ ไม่มีคุก ไม่มีการทนทุกข์ทรมานเพราะการ ยึดถือ. เอาละวันนี้ก็พูดเรื่องคุกเท่านั้นแหละ, วันนี้พูด เรื่องคุกเรื่องเดียว จะออกจากคุกโดยแท้จริงโดยวิธีการอย่างไร ไว้พูดวันหลังเถิด เพราะมันยืดยาว. วันนี้ไม่ต้องการอะไร มาก ต้องการแต่ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าคุก แล้วก็ติดอยู่โดย ไม่รู้สึกว่าติดคุก เท่านี้ก็พอ, มีคุกที่ติดอยู่โดยไม่รู้สึกว่าเป็น คุก ; คนติดเต็มที่, หมาแมวติดน้อยกว่า ต้นไม้ไม่ติดเลย ก็ว่าได้ เพราะมันคิดในทางยึดถือไม่เป็น มันน้อยมากจนถึง กับว่า จะไม่เรียกว่าคุกของสัตว์ของต้นไม้. ของคนนี้มัน

น.48 ๔๒ ยึดถือมาก ยึดถือมากจนกลายเป็นคุก กักขังวิญญาณทรมาน จิตใจจนเรียกว่าคุก. การบรรยายเรื่องคุกและเสน่ห์ของคุก คุกและเสน่ห์ ของคุก วันนี้ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว ไม่ค่อยจะมีแรง. ขอ ให้เอาไปคิด ถ้าอยากจะได้รับประโยชน์ต้องเอาไปคิด ให้ เห็นจริงเห็นแจ้ง, แล้วจะค่อยๆ รู้สึกอยากจะออกจาก คุก, แล้วก็ค่อยว่ากันใหม่ ดิ้นรนเพื่อจะออกจากคุก โดย วิธีที่ถูกต้อง ต่อไป. วันนี้ขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้ง หลาย สวดบทพระธรรมในแบบคณะสาธยาย มีความหมาย เป็นเครื่องส่งเสริม กำลังใจของท่านทั้งหลายในการปฏิบัติ- ธรรมให้ก้าวหน้าให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในกาลบัดนี้.

น.49 มองถูก ทุกข์คลาย. มองอะไร ให้เห็น เป็นครูสอน มองไม้ขอน หรือมองคน ถ้าค้นหา มีสิ่งสอน เสมอกัน มีปัญญา จะพบว่า ล้วนมีพิษ อนิจจัง. จะมองทุกข์ หรือมองสุข มองให้ดี ว่าจะเป็น อย่างที่ เรานึกหวัง หรือเป็นไป ตามปัจจัย ให้ระวัง อย่าคลุ้มคลั่ง จะมองเห็น เป็นธรรมดา. มองโดยนัย ให้มันสอน จะถอนโศก มองเยกโยก มันไม่สอน นอนเป็นบ้า มองไม่เป็น จะโทษใคร ที่ไหนมา มองถูกท่า ทุกข์ก็คลาย สลายเอง ฯ พุทธทาส อินฺทปญฺโญ.

น.50 สิ่งที่รู้จักยากที่สุด. สิ่งรู้จัก ยากที่สุด กว่าสิ่งใด ไม่มีสิ่ง ไหนไหน ได้ยากเท่า สิ่งนั้นคือ ตัวเอง หรือ ตัวเรา ที่คนเขลา หลงว่ากู- รู้จักดี. ที่พระดื้อ เณรดื้อ และเด็กดื้อ ไม่มีรื้อ มีสร่าง อย่างหมุนจี๋ เพราะความรู้ เรื่องตัวกู มันไม่มี หรือมีอย่าง ไม่มี ที่ถูกตรง. อัน ตัวกู ของกู ที่รู้สึก เป็นตัวลวง เหลือลึก ให้คนหลง ส่วนตัวธรรม เป็นตัวจริง ที่ยิ่งยง หมดความหลง รู้ตัวธรรม ล้ำเลิศตน ฯ พุทธทาส อินฺปญฺโญ

น.51 รายชื่อหนังสือ ชุด หมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒. ไร?ศึกษาคืออะไร ? ๑ ๓. การการงานคืออะ ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร? ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๗. ปวารณา และธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุคปัจจุบัน ๑. ๑๐. การบวชคืออะไร? ๑ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๑๒. ตัวตนคืออะไร? ๑ ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน ๑ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๑๖. คุณพระไม่ตาย และเกิดมาทำไม ? ๑ ๑๗. ความรักดี ๑ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ๑ ๑๙. ครู คือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๒๐. การทำวัตรตามแบบโบราณ ๑ ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรมที่คนธรรมดาควรทราบ ๑ ๒๒. โลกอื่น ๑ ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์และความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑ ๒๔. นิวรณ์ ๒ ๒๕. วันครู ๑ ๒๖. แผ่นดินทองต้องสร้างด้วยแผ่นดินธรรม ๑ ๒๗. เมื่อพอใจในหน้าที่ ที่กำลังกระทำ ก็มีสวรรค์ อยู่ ณ ที่นั้นเอง. เมื่อไม่รู้จักตัวเอง ก็ไม่รู้ว่าตน ควรจะมีหน้าที่อะไร ๑ ๒๘. ความเป็นพระอรหันต์ ๑ ๒๙. ธรรมะคุ้มครองโลก ๑ ๓๐. คุกของชีวิตกับเสน่ห์ของคุก ๑ ๓๑. กระแสแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องรู้จัก ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๖๙๘๗๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๓๐ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔

น.52 คุกของชีวิต กับ เสน่ห์ของคุก - ทุกคนติดคุกของชีวิตอยู่ แต่ไม่รู้สึก. - ความรู้สึกเป็นตัวกู - ของกู นั่นแหละเป็นคุก. - ผู้บ้าดี หลงดี บ้าบุญ เมาบุญ ฯลฯ ก็สิ่งนั้นแหละเป็นคุก. - คำโบราณจึงว่า ทั้งชั่ว ทั้งดี ล้วนแต่อัปรีย์. - หลักพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เรื่องบ้าบุญ, เมา หลงต่าง ๆ. - พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องถูกต้อง ที่เรียก สัมมัตตะ ๑๐. - ถ้าหลุดพ้นจากคุกได้ ก็เป็นโลกุตตระ. - ถ้ายังมีตัวตนทุกขั้น ไม่ว่าโลกไหน ; แม้มาร พรหม ก็ยังติดคุก. - คนติดคุกทุกข์ยากอยู่แล้ว ยังเมาคุก อยากเลื่อนชั้นคุกไปอีก. - อยากมีคุกสวย สบายขึ้นไปอีก กระทั่งตกคุกอบายทุกขุม. - ต้องรู้ทันสิ่งยั่วให้เข้าคุกจะได้ไม่ติดคุก.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต