น.7 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคมาฆบูชา เป็น ครั้งที่ ๔ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยายในชุด ธรรมะคือสิ่ง พัฒนาชีวิต. ต่อไปตามเดิม, แต่มีหัวข้อเฉพาะสำหรับการ บรรยายในวันนี้ว่า กระแสแห่งชีวิต เป็นสิ่งที่ต้องรู้จัก ขอให้ท่านตั้งใจฟัง ให้สำเร็จประโยชน์. บรรยาย เสาร์ที่ ๑๔ ก.พ. ๓๐ ธรรมะคือสิ่งพัฒนาชีวิต ครั้งที่ ๔
น.8 ๒ ปรารภเหตุแห่งการบรรยาย. การบรรยายนี้เกิดขึ้น เพราะรู้สึกว่า เรามีกันแต่ ธรรมะที่ไม่เกี่ยวกับชีวิต มีแต่ธรรมะที่อยู่ในหนังสือ บ้าง อยู่ในเสียง ที่ใช้พูดจากันบ้าง ; แม้ว่าจะมาอยู่ที่ปาก มันก็อยู่แค่ปาก ไม่มีที่จิตใจ ไม่มีที่เนื้อที่ตัว เลยไม่ได้รับ ประโยชน์จากธรรมะนั้น. ข้อนี้นับว่าเป็นสิ่งที่เสียหายอย่าง ยิ่งแก่พุทธบริษัท, พุทธบริษัทไม่มีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว มี อยู่แต่ที่ปาก มีอยู่แต่ที่ในตู้หนังสือ, หรือมากไปกว่านั้น ก็มี อยู่ที่การเถียงกันเล่นก็มี เถียงกันจริงก็มี, ทะเลาะวิวาทเพราะ ธรรมะที่เถียงกันนั้นก็มี, อย่างนี้เป็นการเสียหายเป็นอันตราย ด้วยซ้ำไป. ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนั้น ไม่ได้มีความ ประสงค์อย่างนี้ มีความประสงค์เพื่อให้เกิดการปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์ให้ได้, ธรรมะคือสิ่งที่ต้องรู้ต้องปฏิบัติ แล้ว ก็ต้องดับทุกข์ได้ หมายความว่ามันช่วยให้รอด ช่วยให้รอด จากปัญหา ทั้งทางกายและทั้งทางจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประสงค์ในทางจิต เพราะว่าปัญหาในทางกายนั้นมันไม่ลึกลับ อะไร แล้วก็รู้ ๆ กันอยู่ สอน ๆ กันอยู่มีอยู่ทั่ว ๆ ไป, ส่วน
น.9 ๓ ทางจิตนี้ยังเป็นของลึกลับอยู่ เป็นของละเอียดสุขุมลึกซึ้ง สูงขึ้นไป เลยต้องตกเป็นหน้าที่ของบุคคลในระดับพระพุทธ- เจ้า จึงจะสามารถค้นพบ รู้แล้วนำมาสั่งสอน ด้วยหวังว่า มนุษย์เราจะพ้นจากความบีบคั้นของปัญหาเหล่านั้น ซึ่งเป็น ความทุกข์โดยตรง เป็นความทุกข์ โดยอ้อม เป็นความสับสน อลหม่านอยู่ในโลกนี้. นี้เรียกว่าปัญหา โดยส่วนบุคคล ก็ยังไม่ได้พบกับสันติสุข, ที่เป็นสังคมก็ยังไม่ได้พบกับ สันติภาพ, ด้วยหวังว่าบุคคลจะมีสันติสุข สังคมจะมีสันติภาพ เราจึงมาสนใจในเรื่องธรรมะ. การบรรยายชุดนี้ มุ่งหมายจะให้สามารถนำเอา ธรรมะมาใช้กับชีวิต จะเรียกว่าพัฒนาชีวิตให้สูงขึ้นไปก็ได้ หรือจะเรียกว่าเอามาแก้ปัญหาต่าง ๆ นานา ที่มีอยู่ในตัวชีวิต นั้นก็ได้ แปลว่าให้มันมีที่ชีวิตจิตใจ ให้มันมีประโยชน์แก่ ชีวิตจิตใจ มันก็จะเป็นผลดี เป็นผลได้ที่ดี คือ ความเป็น มนุษย์นี้น่าพอใจ เป็นความสงบเย็น เป็นความสุข มีชีวิต เย็น. ขอให้ท่านทั้งหลาย มีความมุ่งหมายตั้งไว้ในลักษณะ อย่างนี้ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ด้วย.
น.10 ๔ ความหมายของ "ชีวิต" ทีนี้ก็จะได้พูดย้ำกันอีกทีว่า สิ่งที่เรียกว่า ชีวิต ชีวิต นี้คืออะไร กันแน่ ? ข้อนี้มัน ตอบได้มากมายกว้างขวาง แล้วแต่จะเล็งกันในสาขาไหน ในวิชาการด้านไหน ; แต่ จะพูดโดยสรุป ในหลักของธรรมะ ก็พอจะพูดได้ว่า มีอยู่สัก ๓ ทางความหมาย : ชีวิตในทางวัตถุ ที่เป็นวัตถุธาตุที่ประกอบกันขึ้น เป็นชีวิต มันก็ได้แก่ความสด ความที่ยังสดอยู่ ของวัตถุที่ ประกอบกันขึ้นเป็นชีวิต ; ว่าอย่างวิทยาศาสตร์ว่า ร่าง กายนี้ประกอบอยู่ด้วยเซลล์เล็ก ๆ แต่ละเซลล์ ๆ หรือแต่ละตว มีเยื่ออยู่ในเปลือก เป็นของสด, เป็นชีวิตแต่ละตัว ๆ ไม่ รู้ว่ากี่ล้าน ๆ ตัว ทุกตัวยังสด ยังมีชีวิต มันก็เป็นชีวิตส่วน วัตถุ. วัตถุซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นกลุ่ม ๆ เป็นส่วน ๆ เป็นอวัยวะหนึ่ง ๆ แล้วรวมกันทุก ๆ อวัยวะ ก็เ ป็นร่างกาย คน, ยังมีความสดอยู่ ในเซลล์นั้น ๆ จึงทำหน้าที่ได้ ประกอบกันขึ้นเป็นอวัยวะต่าง ๆ แล้วแต่อวัยวะก็ทำหน้าที่ได้ นี่ส่วนร่างกายมีชีวิตอย่างนี้ ซึ่งมันต้องจัดการกันไปแบบ หนึ่ง ตามหลักของร่างกาย
น.11 ๕ ทีนี้ก็มาถึง ชีวิตในทางจิต หรือส่วนที่เป็นจิต ก็ ความที่จิตยังสามารถอาศัยอยู่ในร่างกายหรือในวัตถุ ใน วัตถุที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย, ความที่ธาตุของจิต จิต ธาตุ วิญญาณธาตุ ส ามารถเข้ามาทำหน้าที่อยู่ในร่างกาย ยังทำหน้าที่ของมันได้อยู่, นี่ก็เรียกว่ามีชีวิตในด้านจิตใจ เพราะมีชีวิตในด้านร่างกายเป็นเครื่องรองรับ. ดูแล้วก็ เหมือนกับว่าที่ทำงานก็ได้ : ร่างกายเป็นเหมือนกับออฟฟิศ ที่ทำงานของจิต หรือจะดูเป็นเปลือก ร่างกายก็เป็นเปลือก ของจิต. แต่แล้วอย่าลืมว่าทั้งสองฝ่ายมันก็ทำหน้าที่ ใน ลักษณะที่เรียกว่า มีชีวิต คือ ยังทำหน้าที่ได้ ที่เป็นร่าง กายก็ยังสดอยู่ ที่เป็นจิตใจก็ยังมีการไหวได้ในร่างกายนั้น เรียกว่ามีชีวิตทางจิต. ทีนี้อย่างที่สามซึ่งสำคัญมาก ก็คือ ชีวิตในทาง คุณธรรม หรือในทางธรรมก็เรียก คือมีคุณธรรมนั่นเอง. ร่างกาย และจิตใจ ประกอบกันอยู่ ทำหน้าที่จนมีสิ่งที่ เรียกว่า คุณค่า หรือคุณธรรม ซึ่งมันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ก็ในส่วนนี้ ; ถ้ามันผิดไปจะเป็นโทษอย่างยิ่ง มันก็ในส่วน นี้, มันกลายเป็นว่า ชีวิตที่มีคุณธรรมหรือไม่มีคุณธรรม
น.12 ๖ หรือไปมีค่าในทางฝ่ายตรงกันข้าม คือฝ่ายโทษ ฝ่ายทุกข์ ฝ่าย ผิด ไม่มีชีวิตในลักษณะที่เป็นคุณธรรมฝ่ายถูกต้อง คือฝ่าย ที่เป็นประโยชน์ ฝ่ายที่พึงประสงค์ ฝ่ายที่ควรจะพอใจ ควร จะต้องการ, เพื่อการมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขนั่นเอง. แล้วดู ให้ดีจะเห็นว่า ชีวิตในทางคุณธรรม นี่แหละ ที่มัน ทำให้ ชีวิตทางวัตถุหรือทางจิตมีค่าขึ้นมาได้ ; ถ้าชีวิตทางวัตถุ ทางจิตไม่ได้ประกอบอยู่ด้วยคุณธรรม มันก็ไม่มีค่าไม่มีความ หมายอะไร ; ดังนั้นชีวิตที่สามจึงสำคัญมาก ที่จะต้องสนใจจะ ต้องรู้จัก จะต้องจัดการให้ดีๆ ให้เกิดมีคุณค่าขึ้นมาแก่ชีวิต. ทั้งหมดทั้งสามความหมาย ทั้งทางร่างกาย ทั้งทาง จิตใจ และทั้งทางคุณธรรมที่มีอยู่ในกลุ่มนี้ เรียกว่า ถ้าหมด คุณค่า หมดคุณธรรมแล้ว ชีวิตทั้งหมดก็ไร้ความหมาย คือไม่มีประโยชน์อะไร : ร่างกายก็ไม่มีประโยชน์, จิตใจ ก็ไม่มีประโยชน์, ชีวิตทั้งหมดทั้งกลุ่มก็ไม่มีประโยชน์, จึง ต้องสนใจในแง่ของคุณธรรม ชีวิตในความหมายแห่งคุณธรรม นั่นเอง. หมดคุณธรรมแล้วก็เรียกได้ว่าเหมือนกับตายแล้ว, เหมือนกับตายแล้ว แม้ชีวิตทางร่างกายทางจิตใจยังอยู่ แต่ มันไม่มีคุณธรรมใด ๆ เลย ก็ถือว่าเท่ากับตายแล้ว, มีชีวิตอยู่
น.13 ๗ เท่ากับตายแล้ว คือไม่มีประโยชน์อะไรเลย. ขอได้ระมัด ระวังในเรื่องนี้ หรือว่ามันจะ รอดชีวิตอยู่ แต่มันเต็มไป ด้วยความทุกข์ มันจะมีประโยชน์อะไร, มันก็ยิ่งจะพูดว่า ตายเสียยังดีกว่า มีชีวิตอยู่เต็มไปด้วยความทุกข์ทุกประการนี่ ตายเสียยงดีกว่า. ปัญหามันอยู่ที่ว่าจะมีคุณธรรมกันอย่างไร ให้ชีวิตนี้เป็นที่น่าพอใจ น่าชื่นใจ น่าปรารถนา. เรารู้จักชีวิตโดยพื้นฐานกันอย่างนี้ แล้วก็จะได้ศึกษา กันต่อไป เพื่อจะทำให้สำเร็จประโยชน์ ในการที่จะทำให้มัน มีคุณค่าเต็มตามความหมาย; เป็นมนุษย์ก็ขอให้เต็มแห่ง ความเป็นมนุษย์, แม้เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ขอให้มันเต็มตาม ความหมายของมัน แม้จะมีชีวิตอย่างต้นไม้ต้นไล่เหล่านี้ ก็ ขอให้มันมีชีวิตเต็มตามคุณค่าของมัน จึงต้องศึกษา. ชีวิตนั้นมีกระแสที่ ไหลไป. อยากจะมีหัวข้อในตอนนี้ว่า สิ่งที่เรียกว่า ชีวิต นั้น มี กระแสที่ไหลไป ไหลไป จะเปรียบเทียบก็เหมือนกับว่า เรายืนดูในที่สูง ก็เห็นน้ำในแม่น้ำไหลไป ไหลไปในลำน้ำ ไหลไป ๆ มีอะไรไปอย่างไร, ยืนดูแล้วก็เห็นกระแสที่มันไหล
น.14 ๘ ไปนั้น. ถ้าตามดูไปได้ตลอดเวลาตลอดกระแส ก็จะมีความรู้ มีความเข้าใจ กระทั่งว่าสิ่งนั้น ไปถึงทะเลหรือไม่ , กระทั่งว่า มัน ไปจมเสียกลางทาง หรือกระทั่งว่า มัน ไปติดอยู่ที่ใดที่ หนึ่ง เน่าผุพังอยู่ที่ตรงนั้น , หรือว่า มีใครลากเอาท่อนไม้ท่อน นั้นในกระแสน้ำนั้นขึ้นบกเสีย ไม่มีโอกาสที่จะไปตามกระแส ชีวิตนี้ มันก็มีการไหลในทำนองเดียวกัน เป็นกระแสแห่ง การปรุงแต่งตามส่วนของมัน ๆ; ที่เป็นส่วนวัตถุ หรือ ร่างกาย มันก็ มีกระแสไหลไปตามแบบของวัตถุ ก่อตัว ขึ้นมาอย่างไร มีเหตุปัจจัยอย่างไร, ปรุงแต่งขึ้นมาอย่างไร, งอกงามขึ้นมาอย่างไร, เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร, กระแสแห่ง ความเปลี่ยนแปลงก็เหมือนกับกระแสแห่งการไหล นี้เป็น เรื่องทางวัตถุที่มีกระแส ที่นี้มองดู ในทางจิต มันก็มีการปรุงแต่งอีกนั่น- แหละ, มีอะไรถึงกันเข้า เกิดความรู้สึกทางจิต แล้วก็ ปรุง กันต่อไป ให้ไหลไปตามเรื่อง : อายตนะภายใน กับ ภาย นอกถึงกันเข้า ก็เกิดวิญญาณ เกิดผัสสะ เกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิดภพ เกิดชาติ และ เกิดทุกข์ , ก็เรียกว่าเป็น การปรุงแต่ง เป็นการเปลี่ยนแปลง, มีกระแสของการ
น.15 ๙ เปลี่ยนแปลง ไหลไปจนเกิดความทุกข์ หรือในทางที่ ตรงกันข้าม ก็ไม่เกิดความทุกข์ เพราะมันมีการปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลงในทางที่ตรงกันข้าม. ดูความปรุงอันทำให้เกิดทุกข์. ทีนี้เรามาดูกันตรงที่ว่า มันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จึงจะไม่เกิดทุกข์ หรือว่าที่มันเกิดทุกข์กันก่อนดีกว่า แล้ว จึงดูว่าที่มันไม่เกิดทุกข์นั้นอย่างไรมันจะง่ายดี. เมื่อมีการ กระทบทางอายตนะ เช่น ตาเห็นรูป, หูได้ยินเสียง, จมูกได้ กลิ่น, ลิ้นได้รส เป็นต้น ในโอกาสนั้น, เกิดความรู้สึกขึ้นมา แล้วว่า กระทบ; ถ้ามัน ไม่มีวิชชา เข้ามาเกี่ยวข้อง มัน ก็ปรุงแต่งไปในทางธรรมชาติ ธรรมดา ที่ไม่มีวิชชาเข้ามา เกี่ยวข้อง คือมัน จะเกิดเวทนา สำหรับให้ยินดียินร้าย เวทนา ทำให้โง่ นี่จิตมันก็ไปตามทางของอวิชชา, มีเวทนาอย่างนี้ แล้วมันก็ปรุงแต่ง เกิดตัณหา เกิดความอยาก ที่น่าพอใจก็ อยากได้ที่ไม่น่าพอใจก็อยากทำลาย เป็นตัณหาขึ้นมา คือความ อยากตามอำนาจของอวิชชา. มีความอยากแล้วก็ เกิดความ รู้สึกเป็นกูผู้อยาก ขึ้นมา, นี้ก็ เป็นอุปาทาน จนกระทั่งว่า
น.16 ๑๐ เข้มข้น ๆ, เป็นตัวกู - ของกู ที่เข้มข้น เ ป็นภพขึ้นมา, เป็นชาติ ขึ้นมา ชาติแห่งตัวกูที่เต็มที่ หรืออุปาทานที่แก่จัด จนคลอดออกมา เป็นตัวกูสำหรับจะวุ่นวายภายนอก, ตัวกูที่ แสนจะโง่เขลา อย่างนี้ มันก็ ทำอะไรไปตามความโง่เขลา นั้น ๆ มันก็ไปเอานั่นเอานี่เข้ามาเป็นของกู จนเกิดเรื่อง เกิดราว เป็นความยุ่งยากลำบาก ทนทุกข์ทรมานเอาอะไร ๆ ของธรรมชาติมาเป็นของตัวกู เช่น เอาความเกิด แก่ เจ็บ ตายของธรรมชาติ มาเป็น เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของกู, แล้ว มันก็ได้ความทุกข์เองแหละ ได้ความทุกข์เอง อย่างสาสม กันทีเดียว, สาสมกับความโง่ ที่ไปเอาธรรมชาติมา เป็นของกู ในลักษณะที่เหมือนกับว่าแย่งชิงเอามา ปล้น เอามา หลอกลวงเอามา. คือกระแสแห่งชีวิตตาม ธรรมดา ที่มีอยู่ในคนเรา แต่ละวัน ๆ แต่ละเดือน แต่ละปี ตลอดชีวิต มันก็ ได้รับความทุกข์. เห็นทุกข์มากเข้าก็หาวิธีดับ. ที่นี้ถ้าเผอิญมันได้รับความทุกข์มากเข้า ๆ มันก็ฉลาด ได้ด้วยตนเอง สังเกตเห็นว่า เป็นอย่างนั้น ๆ ๆ แล้วก็ควบคุม
น.17 ๑๑ ไว้ได้ ก็หยุดเสียไม่ให้เป็นอย่างนั้นคือ ให้มีวิชชา วิชชา ความรู้ที่ถูกต้องมา แล้วก็ ไม่โง่ไม่หลง ว่าเป็นอย่างนั้น, มีความรู้มากเข้าๆก็เป็นผู้รู้วิธีดับทุกข์ได้ด้วยตนเอง ด้วย ตนเอง แต่ลักษณะอย่างนี้มันมีน้อยนักน้อยหนา มีน้อยนัก น้อยหนา. รู้ด้วยตนเองอย่างนี้ ดับทุกข์ของตนเอง อย่างนี้ ก็เรียกว่าปัจเจกพุทธะ ถ้ารู้แคบไม่พอที่จะสอนผู้อื่น, ถ้ารู้มาก ถึงที่สุด จนสามารถสอนผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ก็ เรียกว่าสัมมาสัมพุทธะ เหมือนกับพระพุทธเจ้าที่เรานับถือ กันอยู่ นี้เรียกว่ามันน้อยนักที่จะเป็นเช่นนั้น. คนธรรมดา สามัญปุถุชนทั้งหลาย มันไม่อาจจะเป็นอย่างนั้นได้ด้วยตน เอง มันต้องได้ยินได้ฟังจากท่านที่ตรัสรู้แล้วอย่างนั้นมาสอน ให้ มาสอนให้ ; แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่เป็นได้ทุกคน ; แม้ พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น สอนแล้ว ก็จำนวนหนึ่งเท่านั้น ที่รู้ที่เข้าใจ ที่ประพฤติตาม ปฏิบัติดับทุกข์ได้ มีสัตว์อีก เป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถจะรู้ได้. ในฝ่ายที่จะรู้ได้นั้น ต้องได้ยินได้ฟังธรรม เหล่านั้น, ได้นั่งใกล้พระอริยเจ้าผู้ปฏิบัติสำเร็จแล้ว ในความ
น.18 ๑๒ เป็นอย่างนั้น ได้รับคำสั่งสอนจากท่านเหล่านั้น นี้ขั้นตอน หนึ่ง คือได้ฟัง ครั้นได้ฟังแล้วก็เอามาคิดมานึก มาใคร่ครวญ มาทำในใจ มาสังเกตอย่างยิ่ง อย่างลึกซึ้ง อย่างถูกต้อง อย่าง ครบถ้วน ก็เข้าใจ ๆ ก็เห็นแจ้งว่ามันจะดับทุกข์ได้ โดย วิธีการอย่างนั้น, แล้วก็ปฏิบัติตาม ก็ปฏิบัติตาม ก็ สามารถที่จะได้รับผลอย่างเดียวกัน กับที่พระอริยเจ้า ทั้งหลายท่านได้รับ นี่มันก็รอดตัว. นี้เรียกว่ามันเป็นมา อย่างนี้ ในลักษณะอย่างนี้ในกระแสแห่งการปรุงแต่งอย่างนี้ ; แม้อย่างนั้นมัน ก็ยังมีน้อย ส่วนมากยังไม่เข้าใจ เพราะ เหตุไร ? เพราะว่าเหตุปัจจัยที่จะดึงไปทางตรงกันข้ามมัน มีมากเหลือเกิน. อุปสรรคในทางไหลสู่ความคบทุกข์. ในโลกนี้มันก็มีสิ่งที่มาดึงดูดให้พอใจ ให้หลงใหล ให้รักใคร่ มันมีมากเหลือเกิน, แล้วยิ่งสมัยนี้ด้วยแล้วมันยิ่ง มีมาก ยิ่งมีมากกว่าสมัยโบราณ เพราะว่าบังเอิญมันเป็นยุค เป็นสมัย ที่ มนุษย์มีความก้าวหน้าแต่ในเรื่องทางวัตถุ อย่างนี้ มันเป็นยุคที่มนุษย์ก้าวหน้าทางวัตถุอย่างยิ่ง ก็ทำ
น.19 ๑๓ ให้โลกนี้นิยมกันแต่เรื่องอย่างนี้อย่างยิ่ง, มันก็ยิ่ง เป็น อุปสรรคแก่การที่จะไหลไปในทางดับทุกข์ ; แต่มัน ง่ายในการที่จะไหลย้อนมาในทางที่จะเพิ่มความทุกข์ เพิ่ม ปัญหาเพิ่มความทุกข์ เรียกว่ามันถูกกั้นหรือว่าบีดทำนบ ไม่ ให้ไหลไปทางหนึ่งให้ไหลไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งมาสู่ความยุ่งยาก นี้เรียกว่า ความเจริญด้วย ฉะนั้นจงดูความเจริญให้ดี ๆ มัน เป็นการไหลไปสู่ความทุกข์ก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความ เจริญที่ควบคุมไม่ได้, ความก้าวหน้าความเจริญที่เรา ควบคุมไม่ได้ ที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้ ที่เราคนเดียวก็ควบคุม ไม่ได้มันก็ไหลมาอย่างนี้, มัน ก็ไหลมาสู่ความยุ่งยากลำบาก เป็นทุกข์ทรมาน ยิ่งขึ้น ; นี่เรียกว่า ชีวิตนี้มันไหล ไหล ง่ายเหมือนกับน้ำแล้วแต่ว่ามันจะถูกแวดล้อมอย่างไร, ปรุง แต่งอย่างไร, ปิดกั้นอย่างไร บังคับกันอย่างไร. ในที่นี้ก็ ต้องการจะให้สังเกตเห็นว่า ชีวิตมันเป็นของไหลอย่างนี้ แล้ว มันก็ไหลไป ตามเหตุตามปัจจัยเหล่านั้น, เมื่อไม่รู้ก็ ไหล ไปตามไปอย่างหลับหูหลับตาไปจบลงด้วยความทุกข์ ชนิดที่น่าสงสาร เช่นการฆ่าตัวตายเป็นต้น.
น.20 ๑๔ นี้เรามา ศึกษากัน ในข้อนี้ ว่ามันมีการไหลอย่างไร, ด้วยเหตุอะไร, จัดการเสียให้ถูกต้อง ให้ประกอบด้วย คุณธรรม ที่ไม่เป็นไปเพื่อความทุกข์, เพื่อจะดับทุกข์ ให้มันมากขึ้น ๆ ๆ นี้เรียกว่า มันไหลไปในทางที่ถูกต้อง คือ จะเรียกว่าสูงขึ้นก็ได้, ดีขึ้นก็ได้ จนกว่าจะถึงที่สุด หยุดการ ไหล ไม่มีการไหล มันก็เรียกว่าจบ. มิฉะนั้นมันจะต้อง ไหลอยู่เรื่อยไป มันจะต้องไหลอยู่เรื่อยไป แล้วก็ไหลอย่าง ชนิดที่น่าสงสาร กลับไปกลับมา, กลับไปกลับมา มันมี อวิชชาเข้ามาปนอยู่ในกระแสแห่งการไหล แล้วมันก็ได้มี ปัญหา. ถ้ามีวิชชาเข้ามาปนอยู่ในกระแสแห่งการไหล มันจะค่อยๆ หมดปัญหา; แต่ทีนี้จะเอาวิชชามาจากไหน มันจะมีโชคดีบังเอิญได้พบวิชชา ได้รับวิชชาโดยสะดวกโดย ง่ายหรือหาไม่. เดี๋ยวนี้มันน่าหัวที่ว่า ธรรมะหรือพระ- พุทธศาสนานี้ก็เผยแผ่กันอย่างยิ่งแล้ว แต่ทำไมไม่ ประสบผลตามที่ควรจะได้ คือมันไม่ได้วิชชาขึ้นมามาก เท่าที่เขาพยายามเผยแผ่พุทธศาสนา อย่างที่เราก็พยายาม กระทำกันอยู่. นี่เพราะไม่รู้จักทำให้ธรรม -วิชชานั้นเกิด ขึ้นหรือมาเกี่ยวข้อง.
น.21 ๑๕ ความเห็นแก่ตัวเป็นต้นเหตุแห่งปัญหา. ขอให้สนใจในเรื่องที่จะทำให้วิชชาเกิดขึ้น จริง ๆ และให้วิชชานั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตจิตใจ ของเราจริงๆ, ให้มันเป็นชีวิตที่ประกอบอยู่ด้วยวิชชาหรือ ธรรม. ฉะนั้นก็ขอให้สนใจกันที่ตรงนี้แหละ ว่าทำอย่างไร ให้ชีวิตนี้มันเพิ่มวิชชาความรู้ที่ถูกต้อง แล้วก็จะเพิ่ม ธรรมะ, เพิ่มธรรมะแล้ว ความทุกข์ก็จะลดลงไปจนหมด สิ้น, มีการปฏิบัติธรรมะที่ถูกต้องอยู่เป็นประจำทุกวันทุกคืน ทั้งเดือนทั้งปี. สังเกตได้ง่าย ๆ ว่า ตัวการ ที่มันเลวร้าย ที่สุด คืออวิชชา, อวิชชา - ความรู้ไม่ถูกต้อง โง่หลงไปว่า เป็นตัวตน, ตัวตนหรือของตน ตัวกูหรือของกู ตัวฉันหรือ ของฉันแล้วแต่ ถ้ามันได้ไหลมาในลักษณะที่เกิดตัวกู-ของกู ตัวฉันของฉัน แล้วก็ยุ่งยากที่สุด ยุ่งยากที่สุดเลย. ในกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา ที่เคยพูดมากันมาก มายหลายครั้งแล้วนั้น ถ้ายังจำได้กันอยู่ ก็จะสังเกตได้จาก หลักเกณฑ์อันนั้น ว่า อายตนะภายนอกกับอายตนะภาย-
น.22 ๑๖ ใน ถึงกันเข้า เกิดวิญญาณ ๓ ประการทำงานถึงกันอยู่ เรียกว่าผัสสะ, มีความโง่ผัสสะนั้นก็เป็นอวิชชาผัสสะ ก็เกิดเวทนาโง่ ก็เกิดตัณหา คือความอยากที่โง่ เกิดอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตนเป็นของตนกันขึ้นมาที่ตรงนี้. นี่ตัว แก่น แกนอันในที่แข็งกล้า ที่จะเป็นตัวไหลอย่างรุนแรง ไหลอย่างอันตราย มีตัวตนมีของตน, ความรู้สึกอันนี้เกิดขึ้น แล้วมันก็ไหลเชี่ยว แล้วมันก็ ให้เกิดสิ่งหนึ่ง ซึ่งอันตราย มากที่สุด คือความเห็นแก่ตน, ความรู้สึกว่าตัวตน เกิด ความรู้สึกว่าของตน แล้วก็เกิดความรู้สึกที่เห็นแก่ตน. พอมี ความเห็นแก่ตนแล้วกระแสนั้นก็จะไหลเชี่ยวจัด เชี่ยวจัด เหมือนกับว่าไปดูแม่น้ำลำธารตรงไหนที่มันไหลเชี่ยวจัด จน อันตราย เรียกว่าเขตอันตราย มันเชี่ยวจัดอย่างนั้น ถ้า กระแสแห่งจิตมันไหลมาถึงขนาดที่ว่า เห็นแก่ตน เห็นแก่ตน แล้วก็อันตราย. ช่วยกำหนดจดจำไว้ดี ๆ ว่าความเห็นแก่ตน, ความ เห็นแก่ตนนั้น มันมาจากความโง่ที่มีตัวตนมีของตน แล้วเราก็มีด้วยกันทุกคน แต่ไม่รู้จัก, แล้วมันก็เกิดผลขึ้นมา ตามสมควรที่มันมีอยู่อย่างไร. อันนี้พอจะสังเกตได้ ว่ามัน
น.23 ๑๗ เป็นทุกข์ยากลำบากเจ็บปวดรวดร้าวอะไรขึ้นมา แล้วก็ดูให้ดี ใต้นั้นภายใต้นั้นมัน มีเหตุปัจจัย คือมันมีความเห็นแก่ตน. มีความเห็นแก่ตนแล้วก็มีของหนักกดทับจิตใจ คือ ความเห็นแก่ตน นั่นแหละ มันหวังอย่างนี้ มันจะเอา อย่างโน้น, มันเป็นภาระของชีวิต เรียกว่าภาระหนักของ ชีวิตขึ้นมา ในการที่จะบริหารตนหรือของตนก็ดี ในการที่ จะขยายออกไปก็ดี ในการที่จะรักษาไว้ก็ดี ในการที่จะใช้จะ จ่ายออกไปก็ดี มันก็เป็นทุกข์อยู่ ได้ตามลำพังคนเดียว ไม่ต้อง มีใครเข้ามาเกี่ยวข้อง. ข้อนี้สำคัญมาก ขอให้รู้จักความ เห็นแก่ตน ที่โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับใคร เห็นแก่ตนอยู่ คนเดียว ก็เป็นทุกข์เหลือประมาณ, นอนไม่หลับเป็น โรคประสาทหรืออะไรต่างๆ เพราะความเห็นแก่ตนนี้มัน บีบคั้นเอา เป็นบ้าไปก็มี ฆ่าตัวตายไปก็มี. นี่เรียกว่า เบียดเบียนตน เบียดเบียนตนซึ่งฟังยาก ซึ่งไม่ค่อยจะมีใคร เชื่อ ว่าใครมันจะไปเบียดเบียนตนทำไม และอย่างไร ก็คือ คนโง่ นั่นแหละ จะเบียดเบียนตน เบียดเบียนตน แล้ว มันก็ยัง ไม่รู้จักว่าตนเบียดเบียนตน, ตนที่มันไม่เคยจะมี มันก็สร้างให้มีขึ้นมาด้วยความโง่. ครั้นตนนี้เกิดขึ้นมา
น.24 ๑๘ แล้ว มันก็กัดตน นั่นแหละ, กัดตัวมันเองนั่นแหละ แล้วก็ เป็นทุกข์อยู่ที่จิตใจที่มีตัวตน เพราะจิตใจมันไปมีตัวตนเข้า ถ้าจิตใจไม่มีตัวตนชนิดนี้ มันก็ไม่ถูกขบถูกกัดอะไร. สังเกตดูให้ดีว่า ความเห็นแก่ตนนี้เลวร้ายที่สุด แม้ อยู่คนเดียวก็กัดตน นั่นแหละ ; หนักอยู่ที่ตนนั่นแหละ, เผาลนตนนั่นแหละ เสียบแทงตนนั่นแหละ หุ้มห่อครอบงำ อะไรทุกอย่างทุกประการ. ที่ว่ามัน เป็นทุกข์อยู่ตามลำพัง ตน เพราะความเห็นแก่ตน นี้ก็น่ากลัวที่สุดแล้ว, แล้วก็ จมอยู่ในกองทุกข์ แล้วมันก็มักจะหลง หลงชอบตัวตนของ ตนอะไรยิ่ง ๆ ขึ้นไป ยากที่จะหลุดออกมาได้ ทีนี้ อีกทางหนึ่ง เมื่อมันไป เกี่ยวข้องกับผู้อื่น ๆ หรือเรื่องราวมันทำให้ต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่น มันก็ ทำ ผู้อื่น ให้เดือดร้อน ; คิดดูเถิด การเบียดเบียนกันทุกชนิด ไม่ว่าชนิดไหน มาจากความเห็นแก่ตนทั้งนั้น. ส่วน บุคคลก็อย่างนั้น, ส่วนสังคมก็อย่างนั้น, หรือโลกทั้งโลกก็ อย่างนั้นแหละ. ที่มันจะเบียดเบียนกันทั้งโลกก็เพราะความ เห็นแก่ตน เดี๋ยวนี้มันก็มีการเบียดเบียนกันทั้งโลกให้เห็น ๆ
น.25 ๑๙ กันอยู่ : ยั งไม่เบียดเบียนกันด้วยสงครามร้อน คือยิงกัน ฆ่าฟันกันโดยตรง มันก็เบียดเบียนกันด้วยสงครามเย็น คือพยายามที่จะให้ได้เปรียบ ให้ชนะในทางเศรษฐกิจในทาง การเมืองในทางอะไรต่างๆ เพื่อจะเอาชนะผู้อื่น. ผู้อื่นจะ ลำบากยากเข็ญ อย่างไรไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่รู้, ฉันจะเอา ท่าเดียว จะครองโลกท่าเดียว เหมาะ ๆ ก็เกิดสงครามร้อน สงครามยิงกันเสียทีหนึ่ง, แตยุติสงครามร้อนก็มีสงครามเย็น อยู่ตลอดเวลา อยู่ตลอดกาล. ทั้งโลกเดือดร้อนอย่างยิ่ง อยู่ เพราะความเห็นแก่ตนของคนที่อยู่ในโลก, ทั้งโลก จึงเดือดร้อน จนกว่าจะกำจัดความเห็นแก่ตนนี้เสียได้. ทีนี้ หมู่คณะย่อม ๆ ลงมา เป็นประเทศเล็กประ- เทศน้อยเป็นส่วนน้อย มันก็ยังเบียดเบียนกันอยู่ แม้ใน ประเทศเดียวมีรัฐบาลเดียวมีอะไรเดียวนี้ มัน ก็ยังเบียดเบียน กันอยู่ด้วยความเห็นแก่ตน, โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลกับ ฝ่ายค้าน เขาไม่ได้ใช้ธรรมะเป็นหลักปฏิบัติเพื่อจะตกลง กัน แต่ต่างฝ่ายต่างมีความต้องการที่จะเอาชนะ ตัวเราฝ่าย เราจะชนะ จะคว่ำอีกฝ่ายหนึ่งให้ลงไป ให้ล้มละลายไปจนได้, มุ่งหมายอย่างนี้ ไม่ได้มุ่งหมายที่จะสร้างความเจริญความ
น.26 ๒๐ สงบสันติสุขสันติภาพอะไร มุ่งหมายแต่จะคว่ำกัน ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล. ประเทศไหนก็เป็นอย่างนี้ ; นี้มันจึงมีเรื่องยุ่งไม่รู้จักสิ้นสุด. ฝ่ายทางราษฎร ก็แบ่งเป็นพรรค พรรคการเมือง พรรคนั้นพรรคนี้ ฝ่ายราษฎรก็มุ่งหมายจะต่อสู้ทำลายล้าง พรรคอื่น เพื่อจะเป็นรัฐบาลเสียเอง นี้; ผู้แทนทั้งหลาย ที่อุตส่าห์เลือก ๆ กันเข้าไป ทีแรกก็พูดว่าจะไปควบคุมรัฐบาล เขาจะไปช่วยควบคุมรัฐบาลให้ถูกต้อง ; พอเขาเข้าไปแล้ว เขาก็ต้องการจะเป็นรัฐบาลเสียเอง ไม่ใช่ไปควบคุมรัฐบาล แล้วก็ต้องแย่งกันเป็นรัฐบาล พรรคนั้นพรรคนี้พรรคโน้น, ต้องการจะแย่งเพื่อจะเป็นรัฐบาล แล้วก็ฟัดกันเอง. นี้ สภาพบ้านเมืองมันก็อยู่อย่างนี้. มูลเหตุนิดเดียว คือ ความ เห็นแก่ตัว รักตัวเอง รักพรรคของตัวยิ่งกว่าประเทศชาติ, แล้วมันจะอยู่ได้อย่างไร ทั้งหมดนี้มันมีมูลเหตุมาจากสิ่ง ๆ เดียว ตัวเล็ก ๆ คือ ความเห็นแก่ตัว แต่มันมีพิษร้ายกาจ มี อันตรายร้ายกาจ ท่วมโลกท่วมจักรวาลเลย. นี่ ความเห็นแก่ ตัว ถ้าเอาลงเสียได้ ทั้งโลกก็มีสันติภาพมีความสงบสุข.
น.27 ๒๑ นี่ขอให้มองเห็นว่า ทั่วโลกเลย หรือว่าถ้ามีโลกอื่น ก็อย่างนี้อีกแหละ, ทุกโลกก็จะเป็นอย่างนี้. ปัญหามีอยู่ที่ ความเห็นแก่ตัว มาจากความรู้สึกว่ามีตัวมีของตัว ซึ่ง มา จากอวิชชา - ความไม่รู้อย่างถูกต้อง ซึ่งมันแทรกเข้ามาใน กระแสแห่งชีวิตของคนธรรมดา ซึ่งไม่รู้อะไร, เรียกว่า เป็น ปุถุชนคนธรรมดา แปลว่า คนหนา หนา, อะไร หนา คือความ โง่มันหนา , มีความโง่หนา ก็เรียกว่าคนหนาหรือปุถุชน. พูด ให้ใกล้ชิดเข้ามาอีกหน่อยในบาลีก็ว่า ไฝฝ้าในดวงตาหนา, มีฝ้าในตาหนาเลยมองไม่เห็นตามที่เป็นจริง เห็นผิด ๆ ไปตาม ความมืด. นี่กระแสแห่งชีวิตของปุถุชน มันก็ต้องไหลไป อย่างนี้, มันไม่มีทางที่จะเป็นอย่างอื่น. เราเป็นปุถุชนกับเขาด้วยหรือไม่, หรือเป็นมากน้อย เท่าไร, หรือเห็นแจ่มแจ้งอย่างไร, จะหลีกตัวไปทางไหน ; มันก็เป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่ง ที่จะต้องศึกษาให้เห็นอย่าง แจ่มแจ้งให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ๆ แจ่มแจ้งไปถึงว่า จะจัด การกับมันอย่างไร คือจะดำเนินกระแสแห่งชีวิตนี้อย่างไร, จะ ควบคุมกระแสแห่งชีวิตนี้อย่างไร. นี้คือข้อความที่แสดงให้ เห็นว่า ชีวิตนี้มันมีกระแส คือการไหล จะให้มันไหล
น.28 ๒๒ เปะปะ ๆ ไปตามอวิชชา หรือว่าจะให้มีวิชชา, ให้มันไหล อย่างดีขึ้น สูงขึ้น จนหยุดไหลจนไม่มีการไหล ; ถ้ายังมี กิเลสตัณหาอะไรอยู่อย่างนี้ มันช่วยไม่ได้. มันต้องมี การไหล, แล้วมันก็ไหลไป ด้วยอำนาจอวิชชา ปรุงเป็น ตัวตนขึ้นมา นั่นแหละ เป็นแกนกลางของตัวไหล ของการ ไหล ของผู้ไหล แล้วก็อาละวาดระบาดออกไปถึงผู้อื่น ; อย่างที่กล่าวมาแล้ว ว่า ตามลำพังตัวก็เป็นทุกข์ เป็นของ หนัก ชีวิตเป็นของหนัก พอออก ไปเกี่ยวข้องกับผู้อื่น ก็ยิ่งหนักกับผู้อื่น หนักไปทั้งโลกเลย. ถ้าโลกนี้ประกอบ อยู่ด้วยคนโง่ชนิดนี้เต็มที่จริง ๆ แล้วมันก็วินาศไปแล้ว นี่มัน คงจะมีคนที่ไม่โง่เหลืออยู่บ้าง หรือมันยังไม่ทั้งหมด จึงมี อยู่เพียงว่าทนทรมานกันอย่างยิ่ง, ได้รับความกระทบกระ- เทือนกันหมดทุกคน เพราะมันมีกระแสแห่งการไหลของ โลกนี้ไปตามอวิชชา-ความมืด ความไม่รู้ ไม่เห็นตามที่เป็น จริง. การเกิดของกิเลส-อนุสัย-อาสวะ. ขอพูดซ้ำเรื่องที่เคยพูดมาแล้ว เพราะมันเป็นเรื่อง สำคัญ เอามาพูดกันไว้บ่อย ๆ ว่า เพราะมือวิชชาเมื่อสัมผัส,
น.29 ๒๓ เมื่อมีการสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันมีอวิชชา แล้ว มันก็ เป็นสัมผัสด้วยความโง่ เกิดเวทนาโง่ เกิดตัณหาโง่ ตัณหาโง่ ความต้องการที่โง่ ความปรารถนาที่โง่ เรียกว่า กิเลส ๆ. กิเลสเป็นราคะ หรือ โลภะ เมื่อมันต้องการ จะเอา, เป็นโทสะ หรือ โกธะ เมื่อมันไม่ชอบไม่รัก ไม่ต้อง การจะเอา, หรือว่าเป็น โมหะ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร โง่ บ้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่ที่นั่น เมื่อมันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร. นี้ เขากล่าวชัดๆ ไว้ว่า เมื่อมีความสุขพอใจ มันก็เกิดความจะ เอาเข้ามา, เมื่อไม่พอใจ ก็เกิดความรู้สึกที่จะผลักออกไปหรือ ทำลายเสีย, เมื่อยังไม่รู้แน่ว่าจะเป็นอย่างไร มันก็วนเวียน ๆ อยู่ที่นั่น. นี้เคยพูดแล้ว แต่ขอพูดอีก เพราะกลัวว่าจะลืม กิเลสมี ๓ ประเภท : เมื่อต้องการอยากได้ ก็ เกิดกิเลสประเภทจะเอา คือ โลภะ ราคะ , เมื่อไม่ชอบไม่ ต้องการ ก็เกิด โทสะ โกธะ, เมื่อมันยังไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร มันก็วนเวียนบ้วนเปี้ยนอยู่โดยรอบ จนกว่าจะออกไปว่าเป็น อย่างไร กระทั่งมัน ไม่รู้ว่าที่ชอบหรือไม่ชอบ ก็ตามเถอะ มันก็เป็นอันตราย มันไม่รู้ มันก็ยังรักษาความชอบหรือความ ไม่ชอบนั้นไว้อยู่นั่นแหละ, วนเวียนอยู่ที่นั่นแหละ
น.30 ๒๔ นี่ โลภะ โทสะ โมหะ พอมัน ได้เกิดที่หนึ่งแล้ว มันก็ฝั่งรอยลึกลงไปในสันดานของจิตใจ, ฝั่งรอยลึกที่จะเป็น อย่างนั้นอีก เช่นเมื่อเกิดโลภ เกิดรัก เกิดพอใจเข้าทีหนึ่ง มันก็ฝั่งรอยที่จะเป็นอย่างนั้นไว้รอยหนึ่ง. เมื่อมันไม่ชอบ มันโกรธ จะตี จะฆ่า อะไร โทสะ โกธะ ครั้งหนึ่งแล้ว มันก็ ฝั่งรอยที่จะเป็นอย่างนั้นไว้ในสันดานรอยหนึ่ง, หรือเมื่อมัน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร โง่ ๆเป็นโมหะ ก็ฝั่งรอยที่จะโง่นั่นอย่าง นั้นไว้รอยหนึ่ง, ทุกครั้งที่มันเกิดกิเลส ไม่ว่าเกิดกิเลสตัวไหน. รอยที่มันฝั่งไว้นั่นแหละ คือสิ่งที่เราเรียกกัน ว่าอนุสัย, อนุสัย - ความเคยชินแห่งกิเลส อันนี้เก็บไว้ เรื่อย เก็บไว้เรื่อย เราก็เกิดโลภะ ราคะได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น, เราก็เกิดโทสะหรือโกธะได้ง่ายขึ้นเร็วขึ้น, ก็เกิดโมหะได้ง่าย ขึ้นหรือเร็วขึ้น, เป็นเรื่องของอนุสัย ความเคยชินแห่งกิเลส และเมื่อมันง่าย ๆ ๆ ที่จะออกมา มันมากเข้า เพราะมันมาก มันง่ายที่จะออกมา เหมือนน้ำใส่เต็มตุ่ม มีรูรั่วนิดเดียวก็ ออกมาได้โดยง่าย ออกมามาก ไหลออกมานี้, เรียกว่ามัน พร้อมที่จะไหลออกมา แล้วมันก็ไหลออกมาจริง ๆ เมื่อมี เหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง และเมื่อมีอารมณ์มากระทบ ครั้งหลัง ๆ ก็ไหลออกมา เรียกว่า อาสวะ.
น.31 ๒๕ ช่วยจำ ๓ คำนี้ไว้ดี ๆ ว่ากิเลสเกิดขึ้น แล้วก็ สร้างอนุสัยไว้ในสันดาน, พออนุสัยมากพอพร้อมที่จะไหล ออกมา เรียกว่า อาสวะ ; กิเลส อนุสัย อาสวะ : มี กิเลสทำให้เกิดอนุสัย ความเคยชินแห่งกิเลส, มีความเคย ชิน แห่งกิเลสแล้วมันก็จะ มีการไหลกลับ ออกมาแห่งกิเลส. กิเลสมี ๓ อาการอย่างนี้, เป็นกิเลสทีแรก, แล้วก็สร้างความ เคยชินแห่งกิเลสสะสมเอาไว้ แล้วก็ไหลออกมาแห่งกิเลส กิเลสที่ทำทีแรก. กิเลสที่ทำสะสมความเคยชินไว้ ให้กิเลส พร้อมที่จะไหลออกมา แล้วได้ไหลออกมาจริงๆ จะเรียก ด้วยคำว่า กิเลส ๆ มันก็ง่ายดี คือ กิเลส แล้วก็ เคยชินแห่ง กิเลส แล้วก็ ไหลออกมาแห่งกิเลส, สามอย่างนี้เรารู้จัก มันให้ดี ๆ. ถ้าเรียกอีกอย่างหนึ่งก็เรียกว่า กิเลส แล้วก็ อนุสัย แล้วก็ อาสวะ. กิเลสคือกิเลส, อนุสัยคือความเคยชินแห่ง กิเลส อาสวะ คือการไหลออกมาแห่งกิเลส; นี้รู้จักไว้ เถอะว่า นี่ต้นเหตุแห่งกระแส หรือว่าการบังคับให้กระแสมัน ไหลอยู่เรื่อย ตลอดถึงเป็นตัวกระแสด้วย เป็นหมดทุกอย่าง เลย ที่เป็นการไหลแห่งกิเลสของชีวิตทุกชนิด เป็นการไหล แห่งกิเลส.
น.32 ๒๖ แต่ ถ้าเรามีสติปัญญา มีความรู้เพิ่มขึ้น ๆ เราก็ ป้องกันไม่ให้มันเกิดกิเลสที่แรก , ไม่เกิดกิเลสก็ ไม่เพิ่ม อนุสัย, เมื่อไม่เพิ่มอนุสัย กิเลสที่จะไหลออกมามันก็ ไม่ค่อยจะมี หรือมันไม่มี. หรือถ้ามีสติป้องกันไม่ให้เกิด กิเลส ก็ไม่เกิดอนุสัย หรือถ้ามีอนุสัยก็มีสติป้องกันไม่ให้ ไหลออกมา ไม่ให้ไหลออกมาง่ายๆ คือไม่มีกิเลสออกมาง่ายๆ นั่นเอง. มันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญแท้ ๆ ของคนธรรมดา ในโลก ที่จะต้องรู้จักกิเลส, แล้วก็รู้จักป้องกันกระแสแห่ง กิเลส, ไม่สร้างความเคยชินแห่งกิเลส แล้วก็สามารถที่จะ ป้องกันกิเลสไม่ให้ไหลออกมา, แล้วก็ทำให้ไม่เกิดกิเลส บังคับกิเลสไว้ได้เรื่อย ๆ มันก็ลดอนุสัยลงไปเอง ลดอนุสัย ลงไปเอง. ถ้าเรามีกิเลสเรื่อยๆ มันก็เพิ่มอนุสัยสะสมกิเลส ; ถ้าเรา ลดกิเลสเสียได้ มันก็ลดอนุสัย, อนุสัยข้างในมันจะ ลดลง ๆ คือความเคยชินแห่งกิเลสจะลดลง ๆ มันก็ไม่ค่อยจะ ไหลออกมา เป็นการควบคุมมาถึงอาสวะด้วย. นี่ รากเหง้าหรือว่าตัวการตัวร้าย ของมันก็อยู่ที่อันนี้ : กิเลส, ความเคยชินแห่งกิเลส, การไหลกลับออกมา แห่งกิเลส, นี่เป็นตัวการ เป็นตัวเรื้อรังของกิเลสซึ่งทำให้มัน
น.33 ๒๓ มีการไหลแห่งกิเลส ซึ่งก็เป็นการไหลของชีวิตนั่นเอง. ถ้า ถามว่า ทำไมชีวิตจึงไหลได้ ? เพราะมีกิเลสเป็นเครื่อง บังคับ, เป็นเหตุบังคับให้มันไหล มันทำให้มีการปรุงแต่ง อย่างร้ายแรงอย่างรุนแรง แล้วก็มีการเคลื่อน มีการไหล มีการเปลี่ยนแปลง ปัญหามันก็เกิดขึ้น. ต้องใช้สติปัญญา ตัดกระแสของกิเลส. สิ่งที่จะป้องกันกระแส ควบคุมกระแส ตัดกระแส นั่นก็คือ สติปัญญา; สติจะป้องกัน ไม่ให้เกิดกระแส ไม่ให้มีการไหลแห่งกระแส, หรือ จะจัดการให้มันหยุดก็ด้วย ปัญญา จะตัดกระแสเสียด้วยปัญญา ซึ่งสตินำเอามาใช้ ; มีอยู่ แต่ปัญญา ไม่มีสตินำเอามาใช้ มันก็ไม่สะกด กั้นกระแส ไม่ปิดกั้นกระแส เราจึง ต้องมีทั้งสติมีทั้ง ปัญญา ; สติต้องไปเอาปัญญามาทันท่วงที ในการปิด กั้นกระแส หรือในการตัดกระแส หรือการทำให้กระแสหมุน กลับ เปลี่ยนกระแสไป, คือ ปีดเข้ามาตั้งครึ่ง แล้วไหลมา ๆ จนจะเป็นความทุกข์อยู่แล้ว, มีสติระลึกได้ เอาปัญญามา เปลี่ยนกระแสไหลไปฝ่ายที่ดับ ๆ ๆ ลงไป ก็ไม่ต้องเป็นทุกข์
น.34 ๒๘ นี่เรียกว่ากระแสที่ไหลมา มันไหลไปจนถึงที่สุดก็ได้ เป็น ทุกข์กันโดยสมบูรณ์ ; กระแสเกิดขึ้นมาได้ ไหลมาครึ่งเดียว สติปัญญาเกิดขึ้นก็เปลี่ยนกระแสให้หมุนไปทางถูกต้อง แล้ว มันก็ดับ ๆๆ ถ้าดีที่สุด ก็ป้องกันไม่ให้เกิดกระแสชนิดนี้ ไม่ให้เกิดกระแสแห่งอวิชชา คือกระแสผิด พอเริ่มกระแส ก็ให้มัน เป็นวิชชาเสียเลย ให้มันมาด้วย สติ ปัญญา ด้วย วิชชาเรื่อย ๆ มา มันจะมีแต่กระแสแห่งการดับ ๆๆ ๆ มันก็ ไม่เกิดทุกข์ ; ถ้าไม่มีกระแสแห่งวิชชาหรือสติปัญญา มันก็ ไหลไป เกิด ๆๆ ๆๆ ต่อกันไปเรื่อยจนเกิดทุกข์ นี่เราสมัครทำให้เป็นกระแสดับ, จัดการให้เป็น กระแสดับ, ต้องการให้เป็นกระแสดับ คือกระแสแห่งสติ ปัญญา แล้วชีวิตนี้มันก็จะไหลไปในลักษณะที่ดับ ๆ ๆ ดับทุกข์. พูดอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่า ดีขึ้น ๆ ๆ จนกระทั่งมันไม่ไหล มันหยุดไหล. ในที่สุดตัวตน ความรู้สึกว่าตัวตน อันเป็นมายา ที่ไม่มีตัวจริง เป็นตัวที่จะต้องจัดการกับมัน ; มิฉะนั้น มันจะเกิดขึ้น ๆ แล้วมันจะไหล ๆ ๆ ไปแต่ในลักษณะที่จะให้ เป็นทุกข์ ๆๆ
น.35 ๒๙ ในการไหลแห่งตัวตนนั้น ตัวตนมันก็เป็นของ หนัก อยู่ในตัวมันเองแล้ว เป็นความทุกข์ : ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา - ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนักเน้อ , ไม่มีอะไรมัน ก็หนักอยู่ในตัวเอง เพราะแบกของหนัก อย่างที่เคยพูดว่า แบกก้อนหินมันก็หนัก, แบกเพชรพลอยมันก็หนัก, ถ้าแบก แล้วมันก็หนัก, ถ้ามีตัวตนแล้วมันก็หนักและเป็นทุกข์. ที่นี้ ถ้า ตัวตน นั้น มัน ไปกระทบใครเข้าอีก มันก็เป็นทุกข์ กันต่อ ๆ ๆ ไปอีก, แล้วมันก็อาละวาดเป็นตัวตนระดับโลก เห็นแก่ตนระดับโลก มันก็เป็นทุกข์ไปทั้งโลก, พยายามมีสติ สัมปชัญญะ ควบคุมตัวตนที่เกิด มาจากอวิชชา ในขณะแห่งอุปาทาน. ท่องจำอิทัป. ปัจจยตาให้ดี : อวิชชา-สังขาร-วิญญาณ-นามรูป สฬาย- ตนะ-ผัสสะ-เวทนา-ตัณหา-อุปาทาน ; นั่นแหละ ตัวตน อยู่ที่ตรงนั้น ถ้าไปถึงตรงนั้นแล้ว มันต้องเป็นทุกข์ แหละ ช่วยไม่ได้. ถ้า เป็นเพียงเวทนา ก็รู้สึกตัวเสีย, หรือ เป็นตัณหา พออยาก หยุดเสีย อย่าให้มีตัวกู ผู้อยาก ก็ไม่มีอุปาทาน, นี่แหละกระแสมันจะหยุดอยู่ที่ตรงนั้น แล้ว
น.36 ๓๐ มันจะดับ มันไม่ไหล ไม่เป็นกระแสแห่งตัวตน กลายเป็น วิชชา, ไม่มีตัวตนมันก็ไม่ไหล ถ้ามีตัวตนมันก็ยังไหล. ถ้าเกิดความเห็นแก่ตน มันก็มีเรื่องใหญ่อย่างที่ว่า แล้ว ควบคุมความรู้สึกว่าตัวกู - ของกูให้ได้, มันแสดง บทบาทซับซ้อนหลายชั้นนัก ยุ่งยากลำบากหลายขั้นตอนนัก ขอให้รู้จักกันไว้ให้ดี ๆ มีสติควบคุมกระแสไม่ให้ปรุงแต่ง เป็นตัวตน, ก็ต้องหยุด ฤทธิ์เดชของตัวตน ให้เปลี่ยน เป็นกระแสที่ถูกต้อง ของสติปัญญา; อย่างนี้มันก็ไป จบลงด้วยความดับทุกข์ หรือไม่ต้องเป็นทุกข์ เอาละ ! เอาเป็นว่า ชีวิตนี้มีกระแส คือการไหล ไปดูให้เห็นมันไหลเชี่ยวไปเหมือนกับน้ำในแม่น้ำ, ดูให้เห็น กระแส แล้วก็จะมีความรู้สึกกลัวขึ้นมาแหละ กลัวความทุกข์ ขึ้นมา ก็พยายามที่จะจัดการให้มันถูกกับเรื่องกับราว. - เมื่อ รู้สึกว่าไหลอยู่ในกระแส ไหลอยู่ในกระแส ไหลอยู่ในกระแส ก็แก้ลำมัน, เรียกว่า แก้ลำมัน โดยจัดให้กระแสทั้งหมด หรือทุกขั้นตอน กลายเป็นการศึกษาเสีย คือกระแสมีอยู่ อย่างไรให้แสดงความจริงออกมา ว่ามันเป็นอย่างไร เป็น
น.37 ๓๑ อย่างไร, กระแสนี้กระแสอะไร เกิดมาจากอะไร ไหลมาด้วย เหตุอะไร จัดให้เป็นการศึกษาเสียในกระแสแห่งชีวิตนั่นแหละ แล้วมันก็จะได้ปัญญาเพิ่มขึ้น ๆ ในกระแสแห่งชีวิตนั้นเอง. ฟังดูแล้วมันก็ไม่อาจจะเป็นได้ก็ได้ : แต่ถ้ามันมี ความพยายาม มีความรู้ มีความเป็นพุทธบริษัทที่เพียงพอแล้ว มันทำได้. ให้กระแสชีวิตที่ไหลไปนั้นเป็นการศึกษาเสีย เห็นนั้นเห็นนี่เห็นทุกข์อย่างถูกต้อง ๆ; เป็นการศึกษา เรื่อง กิเลส เรื่องขันธ์ เรื่องธาตุ เรื่องอายตนะ เรื่องธรรมชาติ เรื่องอะไรก็ตาม ที่มันปรุงแต่งอยู่ในกระแสแห่งชีวิตที่ไหลไป เป็นการศึกษาเสียตลอดเวลา, จัดให้การไหลเป็นการศึกษาเสีย เลย แล้วก็ เพิ่มปัญญา ความรู้, ความรู้เพิ่มขึ้นมา แล้วมัน ก็ เชี่ยวชาญในการมีสติ ในการใช้สติปิดกั้นกระแส ทำลาย กระแส แล้วสตินี้ก็จะคล่องแคล่วว่องไวในการที่จะนำเอา ปัญญาที่มีอยู่มาใช้เผชิญหน้ากับกระแส อย่าลืมว่า บอกกันหลายครั้งหลายหนแล้วว่า ถ้าไม่ มีสติแล้ว ปัญญามันเป็นหมัน เหมือนกับปัญญามันนอน อยู่ในตู้พระไตรปิฎกไม่ได้ออกมา; ถ้ามีสติ สติมันก็ไปเอา
น.38 ๓๒ ปัญญามา เอามาอย่างเร็ว สายฟ้าแลบเลย, เอามาทันเวลา เลย, เอามาเผชิญหน้ากับปัญหา ในที่นี้เอามาจัดการกับ กระแสเพื่อจะเปลี่ยนกระแสเสีย หรือเพื่อจะหยุดกระแสอันนี้ เสีย. สร้างกระแสอันใหม่ที่ตรงกันข้าม ให้ชีวิตกลายเป็น การฝึกฝนให้มีสติเพิ่มขึ้น ๆ ๆ ๆ. มีสติรวดเร็วขึ้น ไม่ให้โง่ งุ่มง่ามเหมือนแต่ก่อน มันก็ จะสามารถควบคุมกิเลสได้. ในที่สุดก็กล่าวได้ว่า ชีวิตหรือกระแสชีวิตนี้มันก็ไหลไปใน ทางที่ถูกต้อง ไหลไปในทางสว่างไสวแจ่มแจ้งขึ้นมา เรียกว่า มันไหลไปในทางสูง ไม่ไหลไปในทางต่ำ, เมื่อสูง ๆ ขึ้นไป มันก็จะถึงที่สุดจุดหนึ่งเลย คือไหลไม่ได้ หยุดไหล หมด กำลังไหล เป็นพระนิพพานกันอยู่ที่นั่น, ไม่ไหลไปด้วย อำนาจของกิเลสอีกต่อไป. เรื่องของชีวิตมีความจริงในเบื้องหลังเช่นนี้และอย่าง นี้ จึงพยายามบอกว่า กระแสแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องรู้จัก รู้จักให้ดีๆ แล้ว จัดการให้กระแสแห่งชีวิตนี้เป็นการ ศึกษาความจริง เป็นการพอกพูนปัญญา, เป็นการฝึกฝนสติ ที่จะเอาปัญญามาใช้ให้ทันท่วงที เมื่อเกิดกระแสแห่งชีวิต ไหล ในกรณีใดในกรณีหนึ่ง ควบคุมมันให้ได้, ควบคุม
น.39 ๓๓ ชีวิตได้ก็คือควบคุมกระแสแห่งชีวิตได้, ควบคุมกระแสแห่ง ชีวิตได้ก็คือควบคุมกระแสแห่งความทุกข์ได้, ควบคุมกระ- แสแห่งความทุกข์ได้ ก็คือควบคุมความทุกข์ได้ นั่นเอง, ความทุกข์มันก็ไม่เกิด. เอาละเป็นอันว่า เราได้พูดกันถึงเรื่องกระแสแห่ง ชีวิต พอให้เห็นเค้าเงื่อนสำหรับจะได้ไปมอง, มองด้วยตน เอง, มองต่อไปจนเห็นชัดเจน ว่า ชีวิตมีกระแสคือความ ไหลอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องศึกษา เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาจน รู้จัก รู้จักจนควบคุมมันได้ แล้วไม่ต้องสงสัย. ชีวิตนี้ก็ จะประสบสิ่งที่ดีที่สุดที่ชีวิตจะควรได้ ควรจะได้, โดย เฉพาะอย่างยิ่งคือความสั้นสุดแห่งกระแส เป็นนิพพาน. การบรรยายก็สมควรแก่เวลาแล้ว ในเรื่องกระแส แห่งชีวิต เป็นสิ่งที่ต้องรู้จัก หวังว่าท่านผู้ฟังทั้งหลายจะได้รู้ จักยิ่งขึ้น ๆ, ก่อนแต่ตาย ให้รู้จักเสียให้เพียงพอ. ให้ควบคุม แต่ในทางที่ไหลไปอย่างถูกต้อง ดีขึ้น สูงขึ้น จนสิ้นสุดแห่ง การไหลด้วยกัน จงทุก ๆ ท่านทุก ๆ คนเทอญ.
น.40 ๓๔ การบรรยายสมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยาย เปิด โอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคุณสาธยาย เป็นการส่งเสริมกำลังใจของท่านทั้งหลายให้เข้มแข็ง ให้ก้าวหน้า ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในการที่จะดับทุกข์ของตน ๆ ในกาลบัดนี้.
Buddhadasa