น.7 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ ในชุด คู่มือจำเป็นที่จะ ต้องมี เป็นครั้งที่สองนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า การหมดความเห็นแก่ตัวคือหมดทุกข์ ขอให้กำหนดหัว ข้อไว้ให้ชัดเจน เพื่อสะดวกแก่การฟังการเข้าใจและใคร่ครวญ ต่อไปว่า การหมดความเห็นแก่ตัวคือหมดทุกข์. การบรรยายนี้มุ่งหมายที่จะให้เป็นคู่มืออันแท้จริง ที่ จำเป็นที่จะต้องมีอย่างแน่นอน จะไม่สับสน มาตามลำดับ ; แต่ว่า บางคน อาจจะคิดไปว่า มัน ไม่ใช่เรื่องสำคัญ อะไร
น.8 ๒ ในเรื่องความเห็นแก่ตัว เพราะใคร ๆ ก็พูดกันอยู่. บางคน ก็ยังถือ ว่าจำเป็นจะต้องมี เสียอีก; ถ้าไม่มีความเห็นแก่ ตัว แล้วก็ไม่ทำอะไร ไม่ขวนขวายอะไร ไม่สร้างความ เจริญอะไร, คิดไปเสียอย่างนี้ เดี๋ยวนี้เราต้องการจะให้เข้าใจ เรื่องนี้ ให้ถึงที่สุด และในฐานะเป็นเรื่องสำคัญในพระพุทธศาสนา, มันเป็น ใจความใหญ่ และเป็นใจความสำคัญ, เป็นใจความลึกซึ้ง. เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เต็มพุทธศาสนา, ก็เป็นเรื่องลึกซึ้งที่ เห็นมันได้ยาก, เห็นกันแต่ผิวเผิน แล้วสำคัญที่ว่า มันจะ เป็นทุกข์หรือไม่เป็นทุกข์ ก็เพราะสิ่งนี้เอง. ความเห็นแก่ตัว ทำโลกให้วินาศ. จะขอให้มองกันทั่วโลก ทั่วไปทั้งโลก ว่าทั้งโลกนี่ มันกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร. โลกกำลังจะ วินาศ เพราะความเห็นแก่ตัวของคนในโลก; มองให้ ทั่วโลก, มองทั้งในภายในจิตใจของตัว มองทั้งภายนอกออก ไปจากตัว ก็เรียกว่าทั่วโลก, แล้วก็มองดูทุกกาละ ทุกยุคทุก สมัย ว่ามันเป็นอย่างนี้จริง, มองดูทุกเทศะ คือไม่ว่าที่ไหน
น.9 ๓ ไม่ว่าที่มุมโลกไหน ไม่ว่าในโลกนี้หรือในเทวโลก มารโลก พรหมโลก, ในโลกไหน ๆ ก็ตาม มีความเห็นแก่ตัวแล้วก็มี ความทุกข์ มันทุกยุคทุกสมัย จะเป็นยุคก่อนพระพุทธเจ้า เกิด หรือพระพุทธเจ้าเกิดอยู่, หรือพระพุทธเจ้าเกิดแล้ว หรือจะเป็นต่อไปในอนาคตยืดยาวสักเท่าไร สิ่งนี้แหละคือสิ่ง ที่ร้ายกาจที่สุด ที่ทำมนุษย์ให้เป็นทุกข์, หมดความเห็นแก่ ตัวก็จะหมดทุกข์. ความทุกข์มีเพราะเห็นแก่ตัว. ไม่ว่าเขาจะกำลังถือศาสนาอะไรอยู่, เรากล้าท้าว่า ไม่ ว่าเขากำลังถือศาสนาอะไรอยู่, ไปดูเถิด ความทุกข์ของเขา จะเกิดมาจากความเห็นแก่ตัว; ถ้าเขาดับความเห็นแก่ ตัวเสียได้ ความทุกข์ก็จะหมดไป ไม่ว่าเขาจะถือศาสนา อะไรอยู่ เรากล้าท้าอย่างนี้. มันเป็นทุกข์เพราะความเห็นแก่ตัว ไม่ใช่เป็น เรื่องของกรรมเก่า ตามที่มักจะเชื่อกัน, ว่าเป็นเรื่องของ กรรมเก่า. มันเป็นเรื่องของการควบคุมจิตไม่ได้ ปฏิบัติ
น.10 ๔ ไม่ถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตา ความทุกข์ก็เกิดขึ้น, ไม่ ใช่เป็นเรื่องของกรรมเก่า. ถ้าเป็นเรื่องของกรรมเก่า เดี๋ยวนี้เราไม่มีความเห็นแก่ตัว ดำรงจิตไว้ถูกต้องตามกฎ อิทัปปัจจยตา ความทุกข์ก็เกิดไม่ได้. และ ไม่ใช่เป็นเรื่องของพระเจ้าบันดาล ; พระ- เจ้าจะบันดาลหรือไม่บันดาล ถ้ามัน มีความเห็นแก่ตัวแล้ว มันต้องเป็นทุกข์, ถ้ามันมีความเห็นแก่ตัวแล้ว พระเจ้าจะ บันดาลให้ไม่เป็นทุกข์นั้นเป็นไปไม่ได้. ถ้าไม่เห็นแก่ ตัวแล้ว มันก็ไม่เป็นทุกข์เอง, ไม่ได้เกี่ยวกับพระเจ้าหรือ พระเป็นเจ้าอะไรที่ไหน. นี่ขอให้มองเห็นความสำคัญ คือมันเฉียบขาด และ มันเด็ดขาด มันแน่นอนตายตัวว่า มีความเห็นแก่ตัวที่ไหน ก็มีความทุกข์ที่นั่น, หมดความเห็นแก่ตัวที่ไหน มันก็หมด ความทุกข์. เดี๋ยวนี้แม้จะเป็น นักปราชญ์ ก็ยังมีความเห็นแก่ ตัว แล้วก็เป็นทุกข์แบบนักปราชญ์, หรือ จะเป็นผู้สำเร็จ อย่าง
น.11 ๕ นั้นอย่างนี้ตามที่เขาสมมุติกันว่าคนนั้นคนนี้สำเร็จ ๆ เป็นผู้ สำเร็จ. ถ้ายังมีความเห็นแก่ตัว ผู้สำเร็จนั้นก็ยังมีความ ทุกข์, จะได้รับการสมมุติว่าเป็นนักปราชญ์ก็ดี เป็นผู้สำเร็จ ก็ดี ถ้ายังมีความเห็นแก่ตัวแล้วก็ยังมีความทุกข์. ขอให้ คำนวณดูให้ดี ๆ ว่า มันเป็นเรื่องสำคัญกี่มากน้อย ทีนี้ก็มาดูกันต่อไปว่าอาศัยหลักอะไร ? อาศัยหลัก อะไรที่พูดเช่นนี้ ? ถ้าจะพูดกันอย่าง อาศัยหลักในพระคัมภีร์ ก็อ้างได้ว่า มีคำกล่าวไว้ชัดเจน แน่นอนว่า อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ นี่เป็นหลักที่สำคัญที่สุด, จึงขอร้อง ให้ช่วยกำหนดจดจำไว้ให้ดี ๆ ว่า อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ - ถ้านำออกเสียได้ซึ่งอัส๎มิมานะแล้ว นั่นเป็นความ สุขอย่างยิ่ง, นี่คือหลัก มันเป็นการกล่าวที่ลึกซึ้งเข้าไป อาจจะไม่เข้าใจ สำหรับคนบางคนที่ไม่รู้จัก ว่าอัส๎มิมานะนั้นคืออะไร. อัส๎มิ แปลว่า เรามี เราอยู่ เราเป็น, มานะ แปลว่า ความสำคัญมั่น หมาย, อัส๎มิมานะ ก็แปลว่า ความสำคัญว่าเรามี เราเป็น.
น.12 ๖ ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา ภาษาชาวบ้านธรรมดาก็คือ ความ รู้สึกว่าตัวกู ว่าของกู นั่นแหละคือ อัส๎มิมานะ ; ถ้า ยังมีความรู้สึกอย่างนี้อยู่ มันก็ต้องเป็นทุกข์. มันช่วย ไม่ได้. ถ้านำออกเสียได้ซึ่งความรู้สึกที่ว่า มีตัวกูมีของ กู ความทุกข์ก็ไม่อาจจะเกิด คือดับทุกข์สิ้นเชิง. สุขภาษาคนต่างจากสุขภาษาธรรม. แต่เผอิญ พระบาลีตอนนี้ใช้ภาษาคนธรรมดา คือใช้ คำว่าความสุข อย่าเอาไปปนกับความสุขที่เป็นสุขเวทนา ที่ได้รู้สึกทางเวทนา หรือเป็นสุขเวทนา ; อย่างนั้นอันนั้น มันไม่เที่ยง, แล้วมันก็ไม่เรียกว่า ความสุขที่แท้จริง, เป็น สุขเวทนา แล้วก็ไม่เที่ยง แล้วก็เป็นทุกข์. ทีนี้คำว่า สุข -สุข ในลักษณะอย่างนี้คือดับทุกข์สิ้นเชิง, ไม่มีความ ทุกข์เหลืออยู่แม้แต่ประการใดๆ ขอให้เข้าใจคำว่าความสุข ในที่นี้หมายความอย่างนี้ คือ เป็นสุขในภาษาธรรม. สุขในภาษาคน นั้นก็รู้กันอยู่ มีเงินมีทอง ข้าวของ ทรัพย์สมบัติ บุตรภรรยาสามี อำนาจวาสนาอะไร แล้วก็พอ
น.13 ๗ ใจ, แล้วก็เป็นสุขเวทนา, นั้นอย่าเพ่อเอามาเป็นความสุขใน กรณีอย่างนี้ เพราะว่าการเป็นอยู่อย่างนั้นยังเต็มไปด้วยตัวกู เต็มไปด้วยของกู : มีเงินมีทองมีทรัพย์สมบัติข้าวของ อำนาจวาสนาบารมี อะไรก็ตาม มันก็ยังเต็มไปด้วยตัวกู - ของกู, มันไม่ใช่ อัส๎มิมานัสสะ วินโย, มันยังมีอัส๎มิมานะ อย่างเต็มที่ มันจึงไม่ใช่ความสุขในความหมายนี้. นี่ ขอให้รู้จักแยกคำว่าสุข สุข นี้ออกให้ดี ; ให้ เป็นภาษาชาวบ้านคนธรรมดาสามัญทั่วไป, ความสุขของเขาก็ คือ ได้เอร็ดอร่อย สนุกสนาน ตามพอใจ นั้นเรียกว่า ความสุขในภาษาคน ภาษาชาวโลก ภาษาปุถุชน, หรือ พูดให้ตรงหน่อยก็ว่า ภาษาคนโง่. ต่อเมื่อ ไ ม่มีความเสียด แทงใด ๆ ในจิตใจ, ไม่มีความหนักอกหนักใจ, ไม่มีความ วิตกกังวลอะไรนี่, จึงจะเป็นสิ่งที่ควรจะเรียกว่าความสุข แท้จริง, แล้วก็ เป็นความสุขในภาษาธรรมะ คือภาษาของ บุคคลผู้รู้ธรรมะ ก็เรียกว่าความสุข คำว่า นำออกเสียได้ซึ่ง อัส๎มิมานะ เป็นความสุข อย่างยิ่ง นั้น เป็นความสุขในภาษาธรรมะ คือเป็นสุขที่
น.14 ๘ ไม่ต้องมีเหยื่อ, ไม่ต้องมีอามิสเข้ามาช่วยเหลือ, แต่กลับจะ เป็นสุขที่อยู่เหนือเหยื่อเหนืออามิส ปราศจากอามิสโดยประการ ทั้งปวง. สุขแท้จริง คือนำความรู้สึกเป็นตัวกู-ของกูออกไปได้. สุขมีอยู่สองอย่าง อย่างนี้, อย่างต่ำมันก็หมายถึง สุขที่ต้องมีเหยื่อ มีอามิส มีเหยื่อมาเป็นเครื่องสนับสนุน ส่งเสริม. ความสุขแท้จริง อย่างสูงนั้นไม่ต้องมีเหยื่อ เหล่านี้ เรียกว่า สุขไม่มีอามิส. เรียกเป็น ภาษาบาลี ก็ว่า สามิสสุข สุขมีเหยื่อ, นิรามิสสุข สุขไม่มีเหยื่อ ; เมื่อพูดว่า สุขโดยแท้จริง ก็ต้องหมายถึง สุขที่ไม่มีเหยื่อ, ขอให้เข้าใจ กันไว้ให้ถูกต้องเสียแต่แรก ๆ. การนำ อัส๎มิมานะออก เสียได้นั้น ก็คือการนำความรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกูออกไป เสียได้ นั่นเอง. ภาษาบาลี ก็มีเรียกอยู่ว่า อัตตา คือ ตัวกู, อัตตนียา คือ ของกู. แต่ภาษาบาลีเขาไม่มีคำสูงคำต่ำเหมือนภาษาไทย,
น.15 ๙ ภาษาไทยมีสูงมีต่ำ พูดได้ตามพอใจว่า ตัวข้าพเจ้าของข้าพเจ้า มันก็ไม่หยาบคายอะไร, ตัวตนหรือของตนก็ค่อยยังชั่วหน่อย, แต่พอเป็น ตัวกู หรือ ของกู ก็เรียกกัน ว่าเป็นคำหยาบ ; มัน ก็ ต้องหยาบ เพราะมันออกมาจากกิเลส นี่, มันเป็นความ รู้สึกที่ออกมาจากกิเลส มันก็มีความหมายหยาบกว่าความรู้สึก ตามธรรมดา หรือความรู้สึกที่ออกมาจากปัญญา ความรู้แจ้ง ตามที่เป็นจริง. ตัวกู-ของกูเกิดได้จากปัจจัยทั้งภายใน-ภายนอก. การ เกิดตัวกู, การ เกิดของกู เกิดจากภายนอก ปรุงแต่งก็ได้ คือมีเหตุมีปัจจัยอะไรที่เป็นของภายนอก เป็น สัตว์สังขารเป็นอะไรก็ได้ที่เป็นของภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกอันนี้ก็ได้, หรือเกิดปรุงแต่งขึ้นใน ภายใน โดยไม่ต้องมีอะไรจากภายนอกเข้าไปเกี่ยวข้อง มัน ก็ เกิดได้ เหมือนกัน เพราะว่าเราได้สะสมความเคยชินแห่ง กิเลสไว้มากมาย ที่เรียกว่า อนุสัย อนุสัย และอาสวะ, อนุสัย หรือ อาสวะ มันมีอยู่ในภายในมันก็ออกมาได้ เมื่อมีเหตุปัจจัย
น.16 ๑๐ ในภายใน. ถ้าเหตุปัจจัยมาจากภายนอกมันก็ปรุงแต่งขึ้นมา ใหม่ เป็นเรื่องใหม่ เป็นเรื่องข้างนอก. ฉะนั้น การเกิดแห่งตัวกู หรือ ของกู นี้ มีได้ทั้ง จากเหตุปัจจัยในภายใน, และ เหตุปัจจัยภายนอก. ขอ ให้รู้จักไว้ให้ดี ๆ มันกว้างขวางอย่างนี้ มันจึงควบคุมยาก, มัน จึงยากแก่การควบคุมเป็นธรรมดา. นี่แหละ หลักที่เรา จะอาศัยพระบาลี ก็มีอยู่ อย่างนี้ ; แต่ว่าหลักที่เรา จะอาศัย เหตุผลเฉพาะหน้า ที่เราจะคิดนึกรู้สึกได้มันก็มีอยู่ อย่างนี้. ขอให้ลอง มีตัวกูมีของกู ความรู้สึกที่เป็นตัวกู - ของกู มันก็ ว่างไม่ได้, ว่างไม่ได้, มัน แบกของหนัก, แบกตัวกู แบกของกู มันก็ ต้องเป็นทุกข์. ฉะนั้น ขอให้อาศัยสังเกต ให้มองเห็นชัดตามที่มัน จะรู้สึกได้จากภายใน, อย่าต้องเอาตามตัวหนังสือหรือตาม พระบาลีอย่างเดียว หรือฝ่ายเดียว. จงพยายามทำความ เข้าใจตามพระบาลี นั่นเอง, แต่ว่าให้รู้จักตัวจริง ซึ่งมัน มีอยู่ในภายใน ซึ่งจะได้วินิจฉัย จะได้พิจารณา จะได้แยก แยะใคร่ครวญ เป็นลำดับ ๆ ไป.
น.17 ๑๑ พิจารณาความเห็นแก่ตัวในแง่ต่าง ๆ. หัวข้อที่จะศึกษา ก็มีอยู่เป็นข้อๆ ข้อ ๆ เป็นลำดับ. โดยพยัญชนะ อรรถ และไวพจน์. ข้อแรก นี้ก็อยากจะให้พิจารณากัน โดยพยัญชนะ คือ คำพูดหรือตัวหนังสือ ก็แล้วแต่ สำหรับจะใช้เรียกมัน เรียกว่าพยัญชนะ ในภาษาไทยก็มีคำเรียกว่า ความเห็น แก่ตัว, ความเห็นแก่ตัว. ภาษาอื่น ๆ เขาก็มีคำตามภาษา ของเขา, ภาษาไทย เราเรียกว่า ความเห็นแก่ตัว, ภาษา บาลี ก็เรียกว่า อัส๎มิมานะ ความถือว่าเรามีอยู่, เรามีอยู่. เอาในภาษาไทยเป็นหลักเข้าใจได้ง่ายว่าความเห็นแก่ตัว ซึ่งมี ชนิดประเภทหลายอย่าง ซึ่งจะได้พิจารณากันต่อไป. ทีนี้ก็ดู โดย อรรถะ, โดยอรรถะ ธรรมดานั้นเรา จะศึกษาอะไรก็ศึกษาโดยพยัญชนะก่อน, แล้วก็ศึกษาโดย อรรถะคือความหมาย. โดยอรรถะ หรือความหมาย, ความเห็นแก่ตัวก็คือ อวิชชา ที่เกี่ยวกับตัวตนหรือ
น.18 ๑๒ ของตน, เกี่ยวกับตัวกูหรือของกู. อวิชชาที่ทำให้เกิด ความรู้สึกว่าตัวตนหรือของตน ตัวกูหรือของกูนี้ อรรถะของ คำว่าความเห็นแก่ตน มันเป็นความไม่รู้, ไม่รู้จักตามที่เป็นจริง. จิตนั้นไม่รู้ ไม่ใช่ใครไม่รู้, จิตนั้นมันไม่รู้. จิตนั้น มันก็หมายมั่นเอาเองว่า อะไรเป็นตัวตนบ้าง อะไรเป็น ของตนบ้าง, ตามความโง่ของจิต ซึ่งมันมีรากฐานลึกซึ้ง เป็นสัญชาตญาณ, แล้วก็โง่ลึกโง่สูงขึ้นมาถึงเป็นกิเลส. ถ้าจะดูถึงคำที่ใช้แทนกันได้ คำเรียกที่ใช้แทนกัน ได้ คือ ไวพจน์, ไวพจน์ คำแทนชื่อ คำใช้แทนกันได้, ความเห็นแก่ตัวก็มีคำที่ใช้แทนกันได้ก็คือคำว่า อัตตวา- ทุปาทาน - ความยึดมั่นถือมั่น อัน เป็นเหตุให้กล่าวว่าตน, ความยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนาจอวิชชา อันเป็นเหตุให้ รู้สึกและพูดออกมาว่า ตน หรือกู, นั่นไวพจน์ของมัน ชื่อที่จะใช้แทนกันได้ หรือจะเล็งไปที่ สัญชาตญาณแห่งความมีตัว ก็ ได้เหมือนกัน, เรียกว่า เป็นคำที่ใช้แทนกันได้. สิ่งที่มี ชีวิตทุกชนิดมีสัญชาตญาณ คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นมา
น.19 ๑๓ ได้เอง โดยไม่ต้องมีใครสอนให้ก็ได้, นี้ก็เคยพูดกันมาแล้ว เรื่องสัญชาตญาณ. ความรู้สึกที่เกิดได้เองในสิ่งที่มีชีวิต ; เช่นมันรู้จักวิ่งหนี รู้จักหาอาหาร รู้จักต่อสู้ รู้จักสืบพันธุ์ นี่มันก็เป็นสัญชาตญาณ. สัญชาตญาณทั้งหลาย นั้น มันก็ ออกมาจาก สัญชาตญาณ แม่บท คือสัญชาตญาณที่ทำให้รู้สึกว่ามีตัวกู หรือมีตัวตน, สัญชาตญาณว่ามีตัวตนนี้ มัน เป็นเหตุให้ทำ ทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดของตัวตน นับตั้งแต่ว่ารู้จักหา อาหาร, รู้จักหนีภัย, รู้จักต่อสู้เมื่อหนีไม่ได้ไม่ทัน, แล้วก็ รู้จักยกหูชูหางกัน ว่าอย่างนี้, เมื่อถึงวัยที่สมควรมันก็รู้เรื่อง การสืบพันธุ์หรือกามารมณ์ขึ้นมาได้เอง โดยที่ไม่ต้องให้มี ใครสอน ; นี่สัญชาตญาณเหล่านี้ มันตั้งอยู่บนสัญชาตญาณ แห่งการมีตัวตน. ดูให้ดีเถิดว่า สิ่งที่มีชีวิตจะต้องมีสัญชาตญาณ อันนี้ ซึ่งเป็นเหตุให้ดำรงตนอยู่ได้ รักตน สงวนตน ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อตน ; มันเป็นความจำเป็นที่จะต้องมีสัญชาต- ญาณอันนี้, แล้วจะต้องมีความรู้สึกว่าตน. แต่ ถ้ามันยัง เป็นเพียงสัญชาตญาณ ยังไม่เข้มข้นมาก, ยังไม่เข้มข้น
น.20 ๑๔ ถึงกับที่จะเป็นความเห็นแก่ตน มันเป็นเพียงการสงวนฅน รักษาตน คุ้มครองตน, แต่ถ้าว่ามันเลยนั่น มัน ควบคุม ไว้ไม่ได้ มันเลยนั่นออกไปแล้ว มัน ก็เป็นความเห็นแก่ ตน ; นี่เรียกว่า สัญชาตญาณ ที่ได้เจริญงอกงาม แปรรูป ขึ้นมาเป็นกิเลส, เป็นกิเลสมากกว่าสัญชาตญาณตามปกติ, มีความรู้สึกเป็นความเห็นแก่ตนขึ้นมา เรียกว่าฤทธิ์เดชมัน มากขึ้น แล้วก็มีความร้ายกาจ ทำให้เกิดเป็นทุกข์แก่ตัวผู้นั้น และแก่ผู้ที่มาเกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องวินิจฉัยกันโดยละเอียดใน เรื่องนี้. ลักษณะ, ประเภท, อาการ, อุปมา. ทีนี้จะดูกันถึง ลักษณะของความเห็นแก่ตัว ว่า มันมีลักษณะ กลัดกลุ้มอยู่ในภายในก็มี, มีลักษณะ แสดง ออกมาภายนอกก็มี :- ความเห็นแก่ตัวที่กลัดกลุ้มอยู่ในภายใน เกิด ความรู้สึกได้ต่าง ๆ นานา, ให้เกิดความรู้สึกระแวงสงสัย วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์, กระทั่งรู้สึกไม่ได้ว่ามันต้อง
น.21 ๑๕ การอะไร ทั้งที่มีมันมีความรู้สึกอยู่ มันก็ยังรู้สึกไม่ได้ว่า มันต้องการอะไร, เพราะมันลึกซึ้ง แต่มันก็ยังต้องการอยู่ นั่นแหละ. นี่ เป็นเหตุให้นอนไม่หลับ , หรือวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์. ความเห็นแก่ตัวอยู่คนเดียว แสดงอยู่ใน ภายใน มันก็กลัดกลุ้มอยู่คนเดียว. ถ้ามัน แสดงออกมาภายนอก มันก็อาละวาด, อาละวาดกับตัวเอง อาละวาดกับผู้อื่น, ยุ่งยากลำบาก กันไปหมด เพราะความเห็นแก่ตัวที่มันมีลักษณะอย่างนี้. ถ้าจะ แยกความเห็นแก่ตัวออกเป็นประเภทๆ มันก็จะพอมองเห็นได้ว่า ในระดับธรรมดาสามัญ ของคน ธรรมดา ที่รู้จักดีหรือพูดกันอยู่ มันก็คือ ความไร้ศีลธรรม อันน่าเกลียด มันไม่มีศีลธรรม มันเห็นแก่ตัวจนเขาด่ากัน ทั้งบ้านทั้งเมือง, ความเห็นแก่ตัวในระดับศีลธรรมก็มีอยู่ เพียงเท่านี้ . ถ้า ในระดับปรมัตถธรรม มันมากกว่านั้น มาก, แม้จะไม่ถูกใครด่า มันก็เป็นทุกข์, เป็นทุกข์อย่างลึกซึ้ง อยู่ในภายในจิต มันมีความรู้สึกว่าตัวตนว่าของตนอยู่คน
น.22 ๑๖ เดียวก็จริง แต่มันก็เป็นทุกข์ทรมานอย่างลึกซึ้งอยู่ในภายใน. นี้มัน มีการถือตัวถือตนเพราะอวิชชา ; เพราะไม่รู้ตาม ที่เป็นจริงว่า มันไม่มีตัวมีตน, แล้วไปโง่ไปหลงไปยึดมั่น เอาให้มีตัวมีตน มันก็แสดงบทบาททรมาน ที่จะเรียกว่า มันกัดเอา ๆ มันกัดเอาเจ็บปวดอย่างยิ่ง. เอ้าที่นี้มาดูถึง อาการของความเห็นแก่ตัว ก็ต้อง ใช้คำว่ากัด อีกนั่นเอง, อาการของความเห็นแก่ตัวมันเกิด ขึ้นมาเพื่อจะกัด, มัน กัดภายใน กัดอยู่ในใจ , แล้วมัน กัดอยู่ภายนอก กันออกมาภายนอก จนไปถึงผู้อื่นนี่มันกัด อาการของมันคือมันกัด ทำให้เป็นทุกข์ ทำให้เจ็บปวด กัดตัวเองบ้าง กัดผู้อื่นบ้าง, เพราะว่ามันเกิดขึ้นมาเพื่อกัด นี้ถ้าจะอุปมา อุปมาความเห็นแก่ตัวนี้มันเกิด มาจากตัว, แล้วมันก็กัดตัว. มันน่าหัวหรือไม่น่าหัว, ความเห็นแก่ตัวมันกลับกัดเอาตัว นั่นแหละ, ความเห็น แก่ตัวมันเกิดมาจากตัว และก็กลับกัดเอาตัวนั่นแหละ ; เรียกว่าน่าหัวหรือสมน้ำหน้าก็แล้วแต่จะเรียก. นี่มัน เหมือน กับว่า สนิมเหล็กที่มันเกิดจากเหล็ก, แล้วมัน ก็ไม่กัดใคร
น.23 ๑๗ มันก็กัดเหล็ก นั้น กัดเหล็กอันเป็นที่ตั้งที่เกิดของมัน. สนิม เหล็กมันกัดเหล็กฉันใด ความเห็นแก่ตัวมันก็กัดตัวนั่นแหละ, กัดตัวเองนั่นแหละ ฉันนั้น เหมือนกัน นี่เรียกว่าอุปมา ยิ่งมี มากก็ยิ่งกัดมาก, ยิ่งมีลึกก็กัดลึก, มันกัดเต็มที่ตาม เวลาตามสถานการณ์. อัสสาหะ - เสน่ห์. เอ้าทีนี้ก็ดูต่อไปถึงสิ่งที่เรียกว่า อัสสาทะ , อัสสาทะ เสน่ห์อันจับอกจับใจคนให้หลงใหล เรียกว่า อัสสาทะ. ความ เห็นแก่ตัวนั้น แม้มันจะเป็นความเลวร้ายสักเท่าไร แต่มัน ก็มี อัสสาทะ คือมีเสน่ห์หลอกให้คนพอใจ, มีเสน่ห์เหลือ ประมาณ เหนียวแน่นยิ่งกว่าสิ่งใด. คนโง่เมื่อได้เห็นแก่ ตัวก็รู้สึกพอใจ, แล้วก็มีความคิดที่จะเห็นแก่ตัวต่อไป ; ยิ่งได้เห็นแก่ตัวยิ่งพอใจ, ยิ่งได้เอาเปรียบผู้อื่นได้ยิ่งพอใจ, เรียกว่าเห็นแก่ตัวได้มากเท่าไร ก็ยิ่งพอใจยิ่งสนุกสนานเพลิด เพลินเท่านั้น. อันนี้มันเป็นอัสสาทะหรือเสน่ห์ หรือคุณค่า สำหรับคนโง่จะหลงใหล ก็เรียกอัสสาทะ, ความเห็นแก่ตัวมี เสน่ห์มากอย่างนี้.
น.24 ๑๘ อาทีนวะ - ความเลวร้าย. ทีนี้ในทางตรงกันข้ามพร้อม ๆ กับเสน่ห์ มีเสน่ห์ เท่าใดมันก็มีความเลวร้ายมากเท่านั้น ; มีเสน่ห์มาก เท่าไรก็มีอาทีนวะ หรือความเลวร้ายมากเท่านั้น. นี่ มันคู่กัน อัสสาทะคือเสน่ห์, อาทีนวะคือความเลวร้าย พิษร้าย, มัน มีเสน่ห์อัสสาทะมากเท่าไร , มัน ก็มีอาทินวะความเลวร้าย มากเท่านั้น, มันกัดบุคคลผู้นั้น เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา และยิ่งกว่านั้นก็เป็นที่ชังน้ำหน้าของเพื่อนบ้าน มองดูข้อนี้หน่อย ไม่มีใครชอบคนที่เห็นแก่ตัว ; ถ้าเขามองเห็นเขาก็ด่าว่า ไอ้ชาติเห็นแก่ตัว, ไปแสดงความ เห็นแก่ตัวให้ใครเห็นเข้าที่ไหน มันก็ถูกด่ากลับมาว่า ไอ้ชาติ เห็นแก่ตัว, มันก็ ทำให้คนนั้นสูญเสียความเคารพนับถือ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความไว้วางใจ, ไม่มีใครอยากจะคบหาสมาคม, มีแต่คนบุ้ยปากกันให้ไปเสียให้พ้น อย่าเข้ามาที่นี่. ส่วนตัว บุคคลมันก็มีถึงอย่างนี้. ทีนี้ถ้าเป็นเรื่องของครอบครัว ถ้าครอบครัวนี้มัน เป็นครอบครัวที่เห็นแก่ตัว, ทุกคนในครอบครัวเห็นแก่ตัว,
น.25 ๑๙ เป็นครอบครัวที่เห็นแก่ตัว แล้วจะเป็นอย่างไร คิดดูเอา เองก็ได้ มันก็มีแต่คนหวาดกลัว ไม่อยากจะเกี่ยวข้อง ; แต่ มันยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีความเคารพนับถือ จะเป็นที่ดูถูกดูหมิ่น ดูแคลน. ถ้าหมู่บ้านนี้มีแต่ผู้เห็นแก่ตัว หมู่บ้านนี้ทั้งบ้านนี้ก็ ไม่มีใครอยากจะเข้ามา, ถ้าเป็นบ้านเป็นเมือง จะเรียกว่าเมือง- ไทยเมืองจีนเมืองฝรั่งอะไรก็ตาม ถ้ามันเห็นแก่ตัว ก็ไม่มี ใครอยากจะคบหาสมาคม; อย่างที่เขาพูดกันติดปากว่า ยิว หรือแขกบางพวกเห็นแก่ตัวจัดจนไม่มีใครอยากคบค้าสมาคม ที่พูดกันอยู่แต่ก่อน ยกเอาพวกยิวขึ้นมาเป็นสำคัญเป็นตัวเอ้ ในการที่เห็นแก่ตัว. แต่มันก็ไม่มีแต่พวกยิวดอก หรือว่า ใครเกิดเห็นแก่ตัวขึ้นมา คนนั้นก็กลายเป็นยิวก็ได้ จะเป็น เป็นไทยเป็นจีนเป็นแขกอะไร ถ้ามันเห็นแก่ตัวจัดขึ้นมาก็ สมมุติให้เป็นยิวขึ้นมา คือเป็นผู้เห็นแก่ตัว, นี่โทษของ ความเห็นแก่ตัว. ทีนี้มัน ได้ก่อให้เกิดการกระทำต่าง ๆ นานาขึ้นมา จนเป็นปัญหาเต็มไปทั้งโลก ; แม้ว่าเรื่องนี้จะได้เคยพูด
น.26 ๒๐ มาบ้างแล้ว ก็อยากจะพูดอีกทีเพื่อย้ำไว้ในที่นี้ในฐานะเป็นคู่ มือ ว่า โลกเรานี้ยังไม่มีปัญหา, ยังไม่มีความเดือดร้อน แต่ สมัยโน้นสมัยแรกๆ สมัยดึกดำบรรพ์ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคน ต่างทำมาหากิน ไม่เกี่ยวข้องไม่สังคมกัน, ความเห็นแก่ตัวมันก็ แสดงออกมาไม่ได้. ครั้น ต่อมา ๆ มนุษย์คนบ่านั้นมันเจริญขึ้น ๆ จนรู้ จักเอาเปรียบ, รู้จักเห็นแก่ตัว มันก็มีปัญหาเกิดขึ้นมา ทันที. เมื่อก่อนมันก็ไปเก็บของที่มีอยู่ในป่ามากินมาใช้ เป็นวัน ๆ ๆ หาเช้ากินเย็น, หาเช้ากินเย็น ต่อมาก็ เกิดคน เห็นแก่ตัว เอามากกว่าจำเป็น, เอามามากกว่าจะกินวัน เดียวเอามากักตุนไว้มาก. นี่ ความเห็นแก่ตัวมันเริ่มตั้งต้น, แล้วมันก็เป็นเหตุให้เกิดขัดแย้งกัน, ขัดแย้งกันก็เกิดกักตุนกัน มากขึ้น ๆ มันก็เป็นปัญหามากขึ้น. ต่อมามันก็คิดลักขโมย ที่เพื่อนเอามาเก็บกักไว้, ต่อมามัน คิดเอาเปรียบ มันคิดอิจฉาริษยา, สิ่งเหล่านี้ซึ่งไม่ เคยมีอยู่ในโลกแต่ก่อน มันก็มีขึ้นมา. สัตว์เดรัจฉานยังทำ สิ่งเหล่านี้ไม่เป็น เพราะฉะนั้นปัญหามันมีน้อย, คนนี่ เมื่อ
น.27 ๒๑ เป็นคนขึ้นมาแล้ว มัน ก็มีสติปัญญาชนิดนี้สำหรับจะทำ ความเห็นแก่ตัวนี่ เกิดขึ้น ๆ. ในโลกนี่มันก็เริ่มมีปัญหา ตั้งต้นขึ้นมาจากความเห็นแก่ตัว แล้วก็ค่อย ๆ เจริญงอกงาม ขึ้นมาตามลำดับของความเจริญของมนุษย์เรา ไปตามยุคตาม สมัย. ครั้นมา ถึงยุคถึงสมัยที่เจริญด้วยสติปัญญาอย่าง อื่น, มันก็ใช้ความคิดความฉลาดหรือปัญญานั้น สร้างเครื่อง มือขึ้นมา, เครื่องมือวิเศษ เครื่องทุ่นแรง เครื่องจักร เครื่อง อะไรขึ้นมา, ก็ใช้เครื่องมือเครื่องทุ่นแรงนี้ เอาเปรียบ ผู้อื่น กอบโกยท่าเดียว. เมื่อผู้อื่นมันไม่มีเท่ามีทันหรือไม่มี คนที่มีมันก็ มีโอกาสที่จะใช้ความเห็นแก่ตัว เอาเปรียบ. การที่จะมีปัจจัยเครื่องผลิตทุกชนิด มันก็ใช้ปัจจัยนี้เอาเปรียบ; นี่มัน เกิดมีการแยกเป็นสองฝ่าย, ฝ่ายที่ฉลาด และ สามารถเอาเปรียบ , และ อีกฝ่ายหนึ่งไม่ฉลาด ไม่สามารถ จะเอาเปรียบ มีแต่ถูกเอาเปรียบ มันก็เกิดคนเป็นสองประเภท ขึ้นมา. เดี๋ยวนี้เรียกกันว่านายทุนพวกหนึ่ง, ชนกรรมาชีพ พวกหนึ่ง, แล้วเป็นปัญหาอย่างไรก็อ่านดูฟังดูก็แล้วกัน,
น.28 ๒๒ นายทุนเขาทำอย่างไร, คนยากจนเขาทำอย่างไร, มันก็เดือด ร้อนกันเหลือประมาณ ต่อสู้กันอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน. ถ้าเป็น สมัยโบราณ พุทธกาลอย่างนั้น คนมั่งมี หรือมีอำนาจมากเขาไม่คิดที่จะเอาเปรียบ อย่างนั้น, เขา กลับคิดจะช่วยเหลือคนจน. เขาตั้งโรงงานช่วยเหลือนัก บวช ช่วยเหลือคนจน คนมั่งมีสมัยโบราณ, แล้ว คนจนก็ ยินดีที่จะร่วมมือรับใช้สอย เป็นข้าทาสบริวาร. แสวงหามา ได้แล้วก็มากินมาใช้, เหลือกินเหลือใช้ก็มีความเห็นร่วมกันว่า เอาไปตั้งโรงทาน ตัวเศรษฐีเองก็ดี บริวารของเศรษฐีเอง ก็ดี ทำงานเต็มที่, กินใช้เหลือแล้วเอาไปตั้งโรงทานนี่ มันก็ ไม่เกิดการเอาเปรียบอย่างนี้ เดี๋ยวนี้คนที่สามารถ หาได้มาก ก็คิดจะหาต่อไป อีก, ไม่คิดจะมาช่วยผู้อื่นด้วยการตั้งโรงทาน. คนยากจนมัน ก็โกรธแค้นขึ้นมา ถูกเอาเปรียบมากเข้า, มันก็คิดจะต่อสู้คิด จะล้างผลาญ. นี่มันจึงเกิดการรบราฆ่าฟันต่อสู้กันระหว่าง คนมั่งมีกับคนยากจน, แต่ก็ทำอยู่ลึกลับ อย่างลับ ๆ อย่างลับ ๆ. พอมาถึงเดี๋ยวนี้ แล้ว มันก็พอจะมองเห็นได้ว่า มันสูงสุดแล้วนะ ประเทศทั้งหลายในโลก เขาแบ่งออกเป็น
น.29 ๒๓ สองฝ่าย ฝ่ายที่จะถือลัทธินายทุน, ฝ่ายที่จะถือลัทธิคอม- มิวนิสต์ ; มันก็คิดจะทำลายซึ่งกันและกัน ความหวังก็เตลิด เลยไปถึงว่าจะครองโลก. ความเห็นแก่ตนเดี๋ยวนี้ไม่ได้ อยู่ต่ำต้อยเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว สูงขึ้นไปถึงจะครองโลก ; ฝ่ายนายทุนก็จะครองโลก, ฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็จะครองโลก ก็ สร้างเครื่องมือสำหรับจะล้างผลาญฝ่ายตรงกันข้าม เคยอ่านหรือ เคยได้ฝั่งเรื่องเกี่ยวกับอาวุธมหาประลัย ของเขานั้นว่า สร้างกันขึ้นมา, สร้างกันขึ้นมาชนิดที่จะล้าง ผลาญฝ่ายอื่น เป็นหวรบปรมาณู ว่าตั้งห้าหมื่นหัว นะ. นี่ ที่มนุษย์สองฝ่ายนี้ได้สร้างหัวรบปรมาณูขึ้นมาสำหรับจะล้าง ผลาญกันนั้น กว่าห้าหมื่นหัวนะทั้งสองฝ่าย, เขาคำนวณว่า ห้าหมื่นหัวนี้จะสามารถจะทำลายโลกมนุษย์นี้ให้วินาศไปได้สัก ๓ - ๔ หน, เอากับมันซิ. แต่เดี๋ยวนี้มันยังมีอะไร ยังกลัว อะไรกันอยู่ ยังไม่ได้ใช้, ความเห็นแก่ตัวยังไม่มากพอที่จะให้ ใช้อาวุธนี้, ยังรีรอกันอยู่. แต่มันก็ได้ สร้างขึ้นมาโดย ความเห็นแก่ตัว โดยหวังจะครองโลก. นี่ความเห็นแก่ตัวนิดเดียว มันก็โตขึ้นมา, โตขึ้น มาจนเต็มโลก, จน จะครองโลกด้วยความเห็นแก่ตัว. นี่
น.30 ๒๔ ดูเถิด อาทีนวะ โทษความเลวร้ายของความเห็นแก่ตัว นั้นมันมีได้ถึงขนาดนี้นะ, ชนิดใหญ่จะครองโลกจะจัด การกันทั้งโลกเลย. เอ้า, ทีนี้มาดูโลกภายในกันบ้าง ความเห็นแก่ตัว นิดเดียวนั่นแหละ มันก็ขยายออก ขยายออก, ขยายออก เป็นความรู้สึกอีกหลายชนิด ซึ่งเผาลนจิตใจ วิญญาณ อะไรก็ตามให้เร่าร้อน, ให้เร่าร้อนสูงสุดเหลือประมาณ. จะระบุชื่อไว้พอเป็นเครื่องกำหนดจดจำ ว่าความเห็นแก่ตัวนี้ มันทำให้เกิดความเลวร้ายในทางจิตใจขึ้นได้กี่อย่างกี่ประการ, จะลองพิจารณากันดู, แล้วก็จะได้จำไว้ด้วย ว่า ความเลวร้าย เหล่านี้ จะหมดไปก็ต่อเมื่อหมดความเห็นแก่ตัว เพราะ ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เรามี ไว้สำหรับวัดว่าหมดความเห็นแก่ตัวหรือ ยัง. ตัวอย่างความเลวร้ายของความเห็นแก่ตัว. ความเลวร้ายเหล่านี้ จะระบุออกมาเป็นตัวอย่าง เพียงสัก ๑๕ อย่าง ที่จริงมันมีมากกว่านั้นมาก ๑๕ อย่างนี้
น.31 ๒๕ ก็คือ ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความ ตื่นเต้น ความวิตกกังวล ความอาลัยอาวรณ์ ความอิจฉาริษยา ความหวง ความหึง แล้วก็ ความยกตนข่มท่าน แล้วก็ หลง ใหลในของเป็นคู่ และ ลำเอียงอคติ บิดพลิ้วในหน้าที่ที่ควรกระ- ทำ ก็ แสดงบทบาทของความเห็นแก่ตัวนานาชนิดออกมา. สิ่งแรก เรียกว่า ความรัก ; ถ้าไม่มีความเห็น แก่ตัว มันไม่มีความรัก, แม้จะยังรักบริสุทธิ์เมตตากรุณา ก็ยังต้องเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว, รักอย่างเมตตากรุณาเป็นพรหม วิหารนั้นมันก็มีตัวทั้งสองฝ่าย, มีตัวผู้ที่จะให้ มีตัวผู้ที่จะรับ ฉะนั้น ถ้าเป็นเรื่องความรกอย่างกามารมณ์แล้ว ก็ยิ่งมี ความเห็นแก่ตัวชั้นต่ำสุด ชั้นเลวทราม ชั้นสกปรก, ถ้า ขึ้นชื่อว่าความรักแล้วมันต้องมาจากความเห็นแก่ตัวอย่างนี้ ทีนี้ ความโกรธ, ถ้ามันไม่เห็นแก่ตัวมันไม่โกรธ ดอก ใครทำอะไรแก่เรา ด่าเรา ทำอะไรแก่เรา เอาเปรียบ เรา ถ้าไม่มีความเห็นแก่ตัวไม่โกรธดอก, มันโกรธไม่ได้. ถ้ามันเห็นแก่ตัวมันต้องโกรธ, มันก็ต้องโกรธแหละ, นี่ความ เห็นแก่ตัวทำให้เกิดความโกรธ.
น.32 ๒๖ ทีนี้ ความเกลียด มันไม่ได้อย่างตัวต้องการ, ไม่ สบตาไม่สบใจของตน มันเห็นแก่ตัว มันก็เกลียดนั่นเกลียดนี่. บางทีก็เกลียดอย่างโง่เขลา ในสิ่งที่ไม่ควรจะเกลียด, อย่างนี้ ก็มี. ความเกลียดนี้มันแผดเผาจิตใจมิใช่น้อย ไปใคร่ ครวญดูให้ดี ว่าเกลียดอะไรแล้วมันเดือดร้อนเท่าไร. ทีนี้ ความกลัว มันก็มีความเห็นแก่ตัว โดย เฉพาะมันไม่ต้องการจะตาย เมื่อมันแสดงอาการว่าจะมาทำ ให้ตายมันก็กลัว ; แม้เป็นเพียงรูปภาพมันก็กลัว เพราะมัน มีความหมายของการที่ว่าจะทำให้ตาย. ผีหลอกมันก็กลัว ทั้ง ที่มันไม่ได้มีอะไรมากมาย ; แต่มันก็มีความหมายว่าจะทำให้ ตาย, มันก็กลัว ความกลัวสารพัดอย่างมาจากความเห็นแก่ตัว. ทีนี้ ความตื่นเต้น เมื่อได้ตามที่ตัวอยากจะเห็น อยากจะมี อย่างนี้ก็ตื่นเต้น ตื่นเต้น, มีอะไรมาก็ตื่นเต้น ในความแปลกประหลาด เพราะว่าตัวมันชอบของแปลก ๆ มัน ก็ตื่นเต้น, จะเป็นเรื่องเล่นหัวสนุกสนานการกีฬาอะไรก็ตาม, ตื่นเต้นในเรื่อง เช่นกายกรรมแสดงฝีไม้ลายมือ กายกรรมก็ ตื่นเต้น, มันถูกใจตัว มันกระตุ้นความรู้สึกของตัว. ถ้า
น.33 ๒๗ มันไม่มีความเห็นแก่ตัว มันไม่ตื่นเต้นให้เสียเวลา, เที่ยว วิ่งกันไปเที่ยววิ่งกันมา เที่ยวทัศนาจรบ้านนั้นเมืองนี้ ก็เพื่อ ความตื่นเต้นได้เห็นของแปลก ก็เพราะความเห็นแก่ตัว. ถ้า มันไม่มีความเห็นแก่ตัวมันไม่ตื่นเต้น. ต่อให้ไปโลกพระ- จันทร์ ไปเที่ยวเล่นที่โลกพระจันทร์ มันก็ไม่ตื่นเต้นถ้ามัน ไม่มีความเห็นแก่ตัว, ถ้ามีความเห็นแก่ตัวมันก็ตื่นเต้น เรื่อง ความตื่นเต้นนี้ ก็ไม่ใช่เล่นนะ สร้างปัญหามากเหมือนกัน ก็นอนไม่หลับเหมือนกันแหละความตื่นเต้นนี้, รักโกรธเกลียด กลัวตื่นเต้น. ทีนี้ก็ วิตกกังวล เป็นเรื่องอนาคต, วิตกกังวล เป็นเรื่องอนาคต, อาลัยอาวรณ์เป็นเรื่องอดีต. จะเป็น อารมณ์ในอนาคตก็วิตกกังวลว่ามันจะเป็นอย่างไร, จะเกิด อะไรขึ้น ก็นอนไม่หลับเหมือนกัน ถ้าเป็นเรื่องอดีต อาลัยอาวรณ์ลืมไม่ได้ ลืมไม่ลง มันก็ทรมานใจ. ทีนี้ อิจฉาริษยา นี้ก็เ ห็นแก่ตัวจึงอิจฉาริษยา : ไม่ให้เขาเป็นคู่แข่งขัน, ไม่ให้เขาดีเท่าตัว, ไม่ต้อง พูดถึงเกินหน้าตัว, เพียงแต่ดีเท่าตัวมันก็ไม่ชอบเสียแล้ว.
น.34 ๒๘ ความอิจฉาริษยานี้เผาผลาญมากที่สุด, ฝ่ายถูกอิจฉาไม่รู้ ด้วยซ้ำไป มันก็เผาผลาญผู้อิจฉาริษยา. ลองคิดอิจฉาริษยา ใครซิ, มันเผาผลาญจิตใจทันที ทั้งที่ฝ่ายโน้นยังไม่รู้สึกตัวเลย. นี่ ความอิจฉาริษยานี่ เป็นความเห็นแก่ตัวที่ดุเดือดขึ้นมา พลุ่งพล่านขึ้นมา ก็เผาผลาญผู้อิจฉาริษยา. ความหวงไปเสียทุกอย่าง มันก็นอนไม่หลับ, ความหวงนั้นถ้าเข้มข้นหนักเข้า ๆ ก็เป็นความหึง ซึ่งถึง กับให้ฆ่ากันตายได้. ข่าวที่ไม่น่าเอามาพูดเกี่ยวกับความหึง มีในหน้าหนังสือพิมพ์ เกือบจะทุกวันเลย ความหวงนั้นมัน กว้างหรือมันเนือย อ่อนกว่าความหึง, ความหึงนั้นมันเข้ม ข้น, ทั้งความหวงและความหึง ก็มาจากความเห็นแก่ตัว. ทีนี้ ยกตนข่มท่าน ไม่มีอะไรแล้ว ก็ พยายามที่ จะทับถมความดีของผู้อื่น ด้วยการแสดงบทบาทข่มเขา นี่ก็เพราะเห็นแก่ตัว ถ้าไม่มีความเห็นแก่ตัว มันจะไม่ ทำอาการที่ยกตนข่มท่าน หรือผู้อื่นใด. ทีนี้สูงขึ้นไปอีกทางหนึ่งมันเห็นแก่ตัว มัน อยาก จะสุดโต่ง มันก็ต้องมีการยึดมั่นถือมั่น, มันเห็นแก่ตัวก็
น.35 ๒๙ เกลียดความชั่ว , หรือประกาศสงครามกับความชั่ว ประกาศ มิตรภาพกับความดี. นี่มันก็บ้าดีบ้าชั่ว หลงดีหลงชั่ว, มี ความรู้สึกเป็นบวกเป็นลบ ตามสมควรแก่กรณี. แต่ดูให้ดี เถิด จะเป็นความรู้สึกบวกหรือความรู้สึกลบ มันก็กัด หัวใจทั้งนั้นแหละ. เรื่อง ของเป็นคู่ นี้ก็เคยพูดกันมาบ้างแล้ว, อยาก จะให้ทบทวนความจำไว้อย่าให้ลืม, ของเป็นคู่ ความรู้สึกที่ แบ่งแยกเป็นคู่นั้น มันเกิดมา จากความโง่ มองเห็นเป็น สุดโต่งเป็นคู่ ๆ เช่น ดี เช่น ชั่ว สุดโต่งฝ่ายนี้ดี สุดโต่ง ฝ่ายนี้ชั่ว, สุดโต่งฝ่ายนี้ บุญ สุดโต่งฝ่ายนี้ บาป , สุดโต่ง ฝ่ายนี้ สุข สุดโต่งฝ่ายนี้ ทุกข์ , หรือ ความได้ กับ ความเสีย การแพ้การชนะ, ความได้เปรียบความเสียเปรียบ. แม้ ที่สุดแต่คู่ตรงกันข้าม เป็น เรื่องดำเรื่องขาว เรื่อง สั้น เรื่อง ยาว เรื่องอะไรก็ตาม กระทั่งว่าความรู้สึกเป็น เพศผู้เพศ เมีย, เป็นหญิงเป็นชาย อย่างนี้ก็ตาม. มันเป็นความรู้สึก ที่เป็นคู่ แยกออกเป็นฝ่ายสุดโต่ง. ถ้ายังไม่รู้ก็จะต้องยึดถือ เอามาเป็นปัญหาทั้งนั้นเลย, ไม่รู้จักตรงกลาง หรือไม่รู้จัก อยู่เหนือ ดีมันก็วุ่นวายไปตามแบบดี ชั่วมันก็วุ่นวายไปตาม
น.36 ๓๐ แบบชั่ว ไม่สงบเลย ไม่สงบเลย ; ถ้าเหนือดีเหนือชั่ว ขึ้นไปเสียนั่น จึงจะสงบ. ขอให้ยึดเอาคำว่าสงบ ๆ นั่นแหละเป็นหลัก ดีใจ ก็มิใช่สงบ เสียใจก็มิใช่สงบ แพ้ก็ไม่สงบชนะก็ไม่สงบ, ได้เปรียบก็ไม่สงบเสียเปรียบก็ไม่สงบ, กำไรก็ไม่สงบขาดทุน ก็ไม่สงบ เพราะมันรุนแรงสุดโต่งไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง. เพราะ ความเห็นแก่ตัว มันก็เกลียดลบก็รักบวก ภาษาที่เขาใช้กัน อยู่กว้างขวางที่สุดเป็นคำว่า positivism ความรู้สึกมองใน แง่ได้ แง่เอา แง่มี หรือ negativeism. ความรู้สึกมองไป ในแง่ลบไม่ได้ ไม่ดี สูญเสีย. คนเราดิ้นรนกระวนกระวายอยู่ด้วยความรู้สึกสอง ประเภทนี้ นี่เรียกว่ามันไม่รู้จักสิ่งที่เป็นคู่ มันก็เกิดเป็นทุกข์ ขึ้นมาจากสิ่งที่เป็นคู่. ถ้ามันรู้จักแล้วมันก็ ต้องการความ สงบ ไม่ได้ไม่เสีย ไม่แพ้ไม่ชนะ ไม่ได้เปรียบไม่เสีย เปรียบ ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่บุญไม่บาป ไม่ดีไม่ชั่ว, แต่ เรื่องนี้เข้าใจยาก บางคนคงจะไม่ยอม เพราะเขายังรักดีรักสุข รักบุญอะไรอยู่มากก็ตามใจ ; แต่ข้อเท็จจริงนั้นมันไม่ใช่ ความสงบ.
น.37 ๓๑ สิ่งที่เรียกว่าบุญ ๆ นั้นเป็นของหนัก ไปยึดถือ เข้าเป็นของหนัก ไม่ใช่ความสงบ , บาปก็ยิ่งร้ายไปกว่า นั้น. ต้องเป็น ความสงบ, ไม่ดีไม่ ชั่ว ไม่ บุญไม่บาป ไม่สุขไม่ทุกข์. เปรียบเทียบกันง่าย ๆ ที่ทุกคนมองเห็นได้ ว่า ถ้าดีใจเกินไปมันก็ระรัว จิตระรัว กินข้าวไม่ลง, เสียใจเกินไปจิตก็ระรัว, กินข้าวไม่ลง . พอจะฟังกัน ออก ว่าดีใจก็กินข้าวไม่ลง ไม่อร่อย, เสียใจก็กินข้าวไม่ อร่อย มันต้องว่างหรือเป็นกลางหรือสงบ จึงจะกินข้าวอร่อย. นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ เรื่องของเป็นคู่ คนที่เห็นแก่ ตัวนั้น มันไม่เอา ไม่ต้องการความสงบ, ต้องการสุด เหวี่ยงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือว่ามีปัญหาขึ้นมาเพราะสุดเหวี่ยง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง, มันเกลียดกลัวฝ่ายลบฝ่ายเสีย, มันทะเยอ ทะยานในฝ่ายได้หรือฝ่ายบวก. นี่เรียกว่า คนเห็นแก่ตัว มันก็ไม่มีความสงบ. ทีนี้ คนเห็นแก่ตัวจะบิดพลิ้ว , จะบิดพลิ้ว เช่น เกียจคร้านอย่างนี้, บิดพลิ้วไม่ทำงาน, จะหาทางบิดพลิ้ว อย่างนั้นอย่างนี้. หาข้อแก้ตัวให้กิเลสให้จนได้ ให้ได้บิด
น.38 ๓๒ พลิ้วไม่ต้องทำงาน, นั่นแหละจะบิดพลิ้วจนไม่ได้ทำงาน. โอกาสที่จะลงมือทำงานได้วันหนึ่งมีไม่รู้กี่สิบครั้งกี่ร้อยครั้ง, กี่ร้อยครั้ง, แต่มันก็บิดพลิ้วผัดเพี้ยนจนไม่ได้ทำงานทั้งวัน. นี้เรียกว่า บิดพลิ้ว หาข้อแก้ตัวให้กิเลส. หาข้อแก้ตัว ให้กิเลสคือความบิดพลิ้ว ช่วยจำไว้ด้วย ว่า การบิดพลิ้วนั้นคือการหาข้อ แก้ตัวให้แก่กิเลส อย่าเอาเลย, อย่าเอาเลย, อย่าหาข้อ แก้ตัวให้แก่กิเลสเลย. แต่คนเห็นแก่ตัว มันก็ยังเอา มัน ว่านอนเสียแทนที่จะไปทำงาน เพราะความเห็นแก่ตัว ทั้งที่มัน ก็อยากได้ผลงาน อยากจะได้เงิน แต่มันก็ยังคิดว่านอนเสีย ดีกว่า. นี่ความเห็นแก่ตัวมันเป็นอย่างนี้ ให้เกิดการบิดพลิ้ว ต่อหน้าที่ที่ควรจะทำ. ในที่สุดมันก็มี เรื่องร้ายอีกหลายอย่าง ซึ่งเป็นผล ออกมาจากความเห็นแก่ตัว ; นี่นับกันดูก็จะได้สัก ๑๕ อย่าง พอเป็นตัวอย่างไว้ สอบ ไล่ตัวเองว่า ไปถึงไหนแล้ว, ถ้าจะสอบไล่ตัวเองว่าไปถึงไหนแล้ว, ปฏิบัติธรรมะได้ถึงไหน แล้ว, ก็อย่าเอาการตัดสินของผู้อื่นเป็นประมาณ 3แม้ที่สุด
น.39 ๓๓ แต่การตัดสินของอาจารย์ .. อาจารย์วิปัสสนาเขามักจะออก ใบรับรอง ว่าคนนี้สำเร็จแล้ว โดยไม่ต้องมีการทดสอบอะไร. นี้อยากจะขอร้องให้ทดสอบว่า อาการเหล่านี้, อาการของความเห็นแก่ตัวนี้มันยังมีอยู่หรือมันหมดไป; ถ้ามันหมดไปก็เป็นที่แน่ใจได้ว่าการปฏิบัตินั้นได้ผล, ถ้ามัน ยังมีอยู่ไม่ได้ผล. นี่ ๑๕ อย่างพอเป็นเครื่องสังเกตว่า ปฏิบัติได้สำเร็จหรือไม่สำเร็จ, เป็นการสอบไล่ตัวเอง วัด ตัวเอง ว่ามีความเห็นแก่ตัวหรือไม่. ออกชื่อซ้ำอีกทีว่า ความรัก ความโกรธ ความ เกลียด ความกลัว ความตื่นเต้น, ความวิตกกังวล, ความอาลัยอาวรณ์ ความอิจฉาริษยา ความหวง แล้วก็ ความหึง การยกตนข่มท่าน, หลงสุดโต่งในของคู่ แล้ว ก็ ลำเอียง อคติลำเอียง แล้วก็ บิดพลิ้ว, แล้วก็ บริวาร ของความเห็นแก่ตัวทุกชนิด ๑๕ อย่างนี้เป็นอาทีนวะ คือโทษอันเลวร้ายต่ำทรามของความเห็นแก่ตัว. มันมี เสน่ห์มีคุณหลอกให้เห็นแก่ตัว พร้อมกันนั้นมันก็มีโทษอัน ร้ายกาจมอบให้ด้วย, เป็นเครื่องวัดอย่างดีที่สุด, ว่าเราปฏิบัติ
น.40 ๓๔ ธรรมะได้ผลหรือไม่ได้ผล. ไม่ต้องเชื่อใคร, ทดสอบดูด้วย เครื่องวัด ๑๕ อย่างนี้ก็แน่นอนแหละ. วิถีทางที่ถลำเข้าไป. เอ้า, ทีนี้มาดูกันต่อไป ว่าความเห็นแก่ตัวนี้ มันมี วิถีทางที่จะถลำเข้ามาอย่างไร ความเห็นแก่ตัวนี่มันมีอะไร มีช่องโหว่อะไร ที่จะให้คนถลำเข้าไปโดยไม่รู้สึกตัว. พูดถึง สมัยนี้คนจะเห็นแก่ตัวได้ง่ายที่สุดเพราะมีสิ่งยั่ว, มี สิ่งยั่วยวนให้เห็นแก่ตัว. โลกมันเจริญทางวัตถุ ผลิต ๆ ๆ เรื่อง เอร็ดอร่อยสนุกสนานยั่วยวนใจทางวัตถุเหลือประมาณ. ดู เถอะที่เขาโฆษณาขายกันอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ สินค้าชนิดที่ยั่วให้ซื้อนั้นมากเหลือเกิน, มันก็เกิดความถูก หลอก, อาการถูกหลอกถูกยั่วยวนด้วยความหลอกคนก็ซื้อ มันก็ซื้อมาเพิ่มความเห็นแก่ตัว วัตถุมันเจริญนี่มันก็ จะต้องถูกหลอกให้เห็นแก่ตัว. ทีนี้ อีกทางหนึ่ง พลเมือง พลโลกก็มากขึ้น ๆ, มัน ก็คับแคบยัดเยียด ก็ แข่งขัน คนก็ต้องเห็นแก่ตัว. คน
น.41 ๓๕ ยิ่งมากเท่าไรก็ยิ่งแข่งขันกันมาก, ก็ต้องเกิดความเห็นแก่ตัว มาก, เพราะคนในโลกมันมากขึ้น นี้มันก็เป็นเหตุแห่งความ เห็นแก่ตัว, มันถลำเข้ามาหาความเห็นแก่ตัวโดยไม่รู้สึกตัว เพราะโลกมันเป็นอย่างนี้. ทางที่จะถอนตัวออกมา. ทีนี้หนทางที่จะพ้นออก จะถอนตัวออก มันก็ต้อง ฉลาด, ต้องมีสัมมาทิฏฐิ, หรือว่ามีอริยมรรคมีองค์แปด ครบถ้วน, มันจึงจะสามารถถอนตัวออก ไม่ถลำเข้าไป. พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงอัฏฐังคิกมัคค์ ว่าเป็นทางออกของ ปัญหา, แต่ บางทีพระองค์ก็ตรัสไปถึงสมถะและวิปัสสนา. นี่ บางคนจะสงสัย ว่า ทำไมตรัสอริยมรรค, ทำไม บางที ตรัสสมถะและวิปัสสนา ? มันเรื่องเดียวกัน ; สมถะ นั้นมันรวมศีลอยู่ด้วย, วิปัสสนาก็คือ ปัญญา มีศีลสมาธิ ปัญญา นั่นแหละเป็นทางออก. อริยมรรคมีองค์ ๘ ก็คือ เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา อย่างที่เราก็รู้กันอยู่แล้ว, แต่ถ้าจะให้ พูด คำเดียวสั้น ๆ ก็ต้องพูดว่าสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องนั้น มันจะเป็นเครื่องดึงถอนตัว
น.42 ๓๖ ออก, ออกมาเสียจากกิเลสตัณหานานาชนิด, โดยเฉพาะ อย่างยิ่งความเห็นแก่ตัว. เราดูกันให้ทั่วในหลายแง่หลายมุม ข้อนี้ถ้า จะดูกัน ในแง่ของสัจจธรรม มันก็เป็นความจริงของธรรมชาติ อยู่ที่ ว่า ดำเนินผิดหลักอิทัปปัจจยตา ก็เกิดความเห็นแก่ตัว, ดำเนินถูกต้องตามหลักอิทัปปัจจยตา มันก็ไม่เห็นแก่ตัว. นี่เป็นสัจจของธรรมชาติเดียวกับความเห็นแก่ตัว. ทุกคนมีหน้าที่ต้องกำจัดความเห็นแก่ตัว. ทีนี้จะมองถึงหน้าที่ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มันก็มีหน้าที่ ที่ว่า เราจะต้องกำจัดความเห็นแก่ตัว, ทุกคนในโลกจะ ต้องรู้เรื่องนี้, แล้วก็ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง ดำรงชีวิตอยู่ อย่างถูกต้อง.อย่าให้ความเห็นแก่ตัวมาเป็นนาย มาบีบ บังคับมาชักลากจูงไป, คือ อย่าให้กิเลสมันชักจูงไป นั้น แหละ. ความเห็นแก่ตัวก็เป็นกิเลสอย่างยิ่ง เป็นแม่ บทแห่งกิเลสทั้งหลาย. ถ้าเราทำได้ ก็ หมดความเห็นแก่ ตัว มันก็หมดความทุกข์, ฉะนั้น นี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ จะต้องแสวงหามูลเหตุ.
น.43 ๓๗ มูลเหตุของเห็นแก่ตัวคือสัญชาตญาณ. มูลเหตุของความเห็นแก่ตัวนี่มันลึกลับ, มันลึกลับ มาก, ความเห็นแก่ตัวมันมีมูลเหตุลึกลับมาก. ต้องมองลึก ลงไปจนถึงสิ่งที่ไม่มีใครสนใจ, ไม่สนใจจะศึกษา ก็คือ สัญ- ชาตญาณ อย่างที่กล่าวมาหยก ๆ แล้วว่า มันมีสัญชาตญาณ อยู่ในสิ่งที่มีชีวิต, บรรดาสิ่งที่มีชีวิตต้องมีสัญชาตญาณแห่ง ความรู้สึกว่ามีตัว มีตน มีกู. ความรู้สึกว่ามีตัวมีตนของ สัญชาตญาณนี้ เป็นมูลรากของความเห็นแก่ตัว ; เมื่อ ควบคุมสัญชาตญาณอันนี้ไว้ไม่ได้ มันก็แปรรูปเป็น ความเห็นแก่ตัว, มากลายเป็นกิเลส, แล้วให้เป็นกิเลส ชนิดที่เห็นแก่ตัว, นี่มันร้ายเสียกว่าสัญชาตญาณอีก. ความเห็นแก่ตัวอย่างพื้นฐานเร้นลับอยู่ในสิ่งที่ มีชีวิต คือสัญชาตญาณ, มันเกิดได้เอง. ทารกคลอด ออกมาจากท้องมารดาแล้ว ก็เริ่มพบสิ่งที่ถูกใจ พอถูกใจ มัน ก็ถูกใจกู มันก็มีความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้น เกิดขึ้น จนมากจน เป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นผู้ใหญ่ มันก็เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว.
น.44 ๓๘ ทีนี้มันเป็นกิเลสที่ขยายตัวออกไปจากความรู้สึกอันนี้ ความเห็นแก่ตัวมันก็เลยรุนแรงเข้มข้นขึ้น เพราะเป็นความ เห็นแก่ตัวที่มาจากกิเลส ถ้ามาจากสัญชาตญาณล้วน ๆ ก็ไม่ เท่าไร แต่ถ้ามาจากกิเลสแล้ว มันก็รุนแรงเต็มที่ ฉะนั้นจึง มีหลักศีลธรรมสอนว่าอย่าเห็นแก่ตัว หรือถ้าจะให้มีตัวเห็น แก่ตัว ก็ให้เห็นแก่ตัวที่ดี นี่เขาเคยสอนกันมาอย่างนี้ ก่อน พุทธศาสนา มันจึงเกิดมีตัวชนิดดี มีตัวชนิดเลว ให้เห็น แก่ตัวชนิดดีนี้ด้วยสติปัญญาตามสมควร นี้ก็ต้องเรียกว่าเห็น แก่ตัวเหมือนกันแต่เห็นแก่ตัวอย่างดี อย่างที่จะตั้งต้นไปใน ทางฝ่ายดีฝ่ายถูกจนกว่าจะสุด สิ้นสุดแห่งความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวอย่างชั่วช้ามันก็มาจากสัญชาตญาณและกิเลส ถ้าเห็น แก่ตัวอย่างดีก็มาจากโพธิหรือสติปัญญา คือการศึกษาเนื่องมา จากความเข็ดหลาบเพราะมีความทุกข์สอนให้ทุกครั้งที่เห็นแก่ ตัว เห็นแก่ตัวที่ไรมันก็ลงโทษให้เจ็บปวด นาน ๆ เข้ามันก็ รู้จักหลาบรู้จักสังเกต อย่างนี้ก็กลายเป็นโพธิน้อย ๆ ขึ้นมา เรื่อยๆ จนกลายเป็นโพธิที่พอที่จะรู้ว่า โอ, ความเห็น แก่ตัวอย่างเลวนี้ใช้ไม่ได้, จึงหันมาทางเห็นแก่ตัวอย่างดี. ครั้นมาเห็นแก่ตัวอย่างดี มันก็ยังแบกของหนักอยู่นั่นแหละ,
น.45 ๓๙ เป็นบุญเป็นสุขเป็นอะไรก็ยังแบกของหนักอยู่, เลิกความเห็น แก่ตัวกันเสียเถิด นั่น จึงจะมาถึงจุดสุดท้าย คือความสงบ หรือธรรมะในพระพุทธศาสนา. สรุปความได้ว่า แต่ก่อน ๆ นี้เขาก็มีศาสนา สอน ให้ละตัวที่ชั่ว มามีตัวที่ดี มามีตัวที่ดีที่สุด มีตัวที่นิรันดร ถาวรสูงสุด, จน เกิดพระพุทธศาสนามาตัดบทว่าไม่มี, ต้องไม่มีตัวอย่างนั้น ; ถ้ายังมีตัวอย่างนั้นอยู่ ยังแบกของ หนัก, ยังเป็นทุกข์ทรมาน. ฉะนั้น เราก็โชคดีที่ได้ถือ พุทธศาสนาที่เป็นยอดสุดของศาสนา ยอดสุดของหลัก การทั้งหลายที่จะดับทุกข์ได้ คือเลิกความเห็นแก่ตัวเสีย. ความเห็นแก่ตัวนี้มันมีเหตุมีปัจจัย, เพราะ ฉะนั้นมันก็เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยไม่เที่ยง เดี๋ยวมัน เกิดขึ้น เดี๋ยวมันดับไป, เดี๋ยวมันเกิดขึ้น, เดี๋ยวมันดับไป. ความเห็นแก่ตัวดับชั่วคราวอย่างนี้ก็มี, เรียกว่าดับอย่างชั่ว คราว เรียกว่าอัสดง หรืออัฏฐังคมะ ดับแล้วเกิดอีก, ดับ แล้วเกิดอีก, นี้ไม่พอ, ต้องดับอย่างสิ้นเชิง เรียกว่า นิ โรธะหรือนิโรธ, ดับความเห็นแก่ตัวอย่างสิ้นเชิง เป็น
น.46 ๔๐ นิโรธะแห่งความเห็นแก่ตัว เพราะหมดอุปาทาน หมดอวิชชา หมดอุปาทาน ไม่มีอวิชชาก็ไม่มีอุปาทาน ไม่มีอุปาทานว่าตัว ก็ไม่เห็นแก่ตัว ; นี่ดับสิ้นเชิง. ฉะนั้นมันจะดับชั่วคราว ก็ยังดี ถ้ามันเผากันอยู่ไม่มีดับมันก็บ้า ก็ตาย, ความเห็นแก่ ตัวมันเกิด ๆ ดับ ๆ นี้มันยังพอหายใจได้บ้าง คือจะได้รู้จักมันดี ขึ้นแล้วก็จะต่อสู้ได้มากขึ้น จนเอาชนะความเห็นแก่ตัวได้ เพราะเหตุนี้. เป็นที่ตั้งของความเห็นแก่ตัว. เอ้า, แล้วที่นี้ก็ที่เราจะต้องรู้ต่อไป ว่า อะไรมนเป็น ที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตัว, อะไรเป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ ตัว ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตัว ? พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องนี้ไว้ว่า คือขันธ์ทั้งห้า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั่นแหละ, พอเข้าใจผิดกับมันแล้ว ก็จะเกิดความเห็นแก่ตัวในสิ่งทั้งห้านั้น. ฉะนั้น เรื่องขันธ์ห้านี้จะต้องศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้ง มอง เห็นว่ามันเป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตัวได้อย่างไร, แล้ว ก็ รู้จักถอนความเห็นแก่ตัวออกมาเสียจากขันธ์ห้า โดย วิธีการปฏิบัติที่ถูกตามกฎของอิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจ-
น.47 ๔๑ สมุปบาท. แต่ว่าเรื่องขันธ์ห้าก็ดี, เรื่องปฏิจจสมุปบาทก็ดี, เป็นเรื่องลึกซึ้งกว้างขวางยืดยาว จึงจะต้องเก็บไว้พูดกันเป็น ครั้งอื่น ในครั้งอื่นสำหรับเรื่องนั้นโดยเฉพาะ ในที่นี้ก็จะบอกแต่เพียงว่า ขันธ์ห้านั่นแหละมัน เป็นฐานที่ตั้งที่ความเห็นแก่ตัว มันจะไปเกาะไปยึดเอา รูปคือร่างกาย จิตโง่มันก็ ไปยึดเอาเป็นตัว, เอาร่างกาย เป็นตัว ; แม้ในสิ่งที่ไม่มีชีวิตจิตใจ มันก็ไปยึดถือเอาเป็น ตัวของตัว จึงได้เห็นว่าคนนี้มันก็โกรธได้ แม้แต่สิ่งที่ไม่มี ชีวิตจิตใจ เช่นถ้วย เช่นชาม เช่นหม้อ เช่นไห มันยังฟาด แตกกระจายด้วยความโกรธว่าไม่ได้อย่างใจ ด้วยความเห็น แก่ตัว. เด็ก ๆ เดินมาชนเสา, ก็เตะเสาก็ว่าเสานี้เป็นศัตรู ของกู. ที่จริงมันก็ไม่มีตัวของเสา เด็กมันไปชนเอาเอง, แล้วมันก็มีความโง่เห็นตัวตนขึ้นมา. ถึงคนโต ๆ นี้แหละก็ คิดดูให้ดีสังเกตดูให้ดี ถ้ามืดมันบาดมือ คนโง่ก็จะว่ามีด บาดกู, หนามมันตำที่เท้า คนโง่ก็ว่าหนามตำกู, นี่อย่างนี้ ก็เรียกว่า เอารูปขันธ์เป็นตัวตน.
น.48 ๔๒ หรือว่าตามันเห็นรูป ก็กูเห็นรูปไม่ใช่ตาเห็นรูป, หูได้ยินเสียงก็กูได้ยินเสียง, จมูกได้กลิ่นก็กูนั้นได้กลิ่น ไม่ใช่ จมูกสัมผัสตามธรรมชาติ, แล้วรู้อย่างนั้นขึ้นมา, ลิ้นได้รสก็กู ได้รส, ได้สัมผัสผิวหนัง นิ่มนวลกูก็ได้สัมผัสผิวหนัง. นี่ เอารูปขันธ์ทั้งหลายเหล่านี้ ที่เป็นภายในบ้าง เป็นภาย นอกบ้าง เป็นตัวกู เป็นตัวกูเป็นของกู. ทีนี้ถ้า มีเวทนาเป็นสุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็ว่ากู เป็นผู้เวทนา ไม่ใช่จิตรู้สึกตามการปรุงแต่งของอิทัป ปัจจยตา, เกิดความรู้สึกที่เรียก สมมติว่าสุขหรือทุกข์เป็นต้น, มันกลายเป็นกูผู้รู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ รู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ นี้ ถ้าจิตมันสำคัญมั่นหมาย เอาอะไรว่าเป็นอะไร ว่าเป็นอะไร หรือ จำสิ่งใดได้ สำคัญว่าเป็นอะไร, สำคัญว่า เป็นหญิงสำคัญว่าเป็นชาย, สำคัญว่าได้ว่าเสีย, ว่าแพ้ว่าชนะ, สำคัญมั่นหมายอย่างนี้, มัน เ ป็นอาการของจิตที่โง่ ก็ยัง เอามาเป็นตัวกู เป็นตัวกู : กูสำคัญมั่นหมาย, กูมีสัญญา มั่นหมาย.
น.49 ๔๓ ถ้า สังขารขันธ์เกิดคิดนึกอะไรได้ , แทนที่จะรู้ว่า เป็นการปรุงแต่งตามธรรมดาอย่างนั้นเอง, มัน ก็ว่ากูคิดได้. นี้ถ้าว่า วิญญาณรู้แจ้ง ก็กูรู้แจ้ง ไม่ยกให้เป็น หน้าที่ของวิญญาณตามธรรมชาติ, เป็นกูรู้แจ้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. เอาละเป็นอันว่า ถ้ามันโง่แล้วก็เอาขันธ์ทั้งห้านี้ เป็นตัวตนเสมอ, เป็นสิ่งที่เราจะต้องพูดกันคราวอื่นให้ ละเอียดให้ชัดเจน, แล้ว จะต้องควบคุมมันได้ ด้วยการ ปฏิบัติถูกต้องตามกฎของปฏิจจสมุปบาท แล้วมันก็จะไม่ เกิดตัวกู, รู้เค้า ๆ ไว้อย่างนี้ก่อน เพื่อว่า หมดการเห็นแก่ตัว มันจะได้หมดทุกข์. สรุปความว่า มัน มีความเห็นแก่ตัวอยู่ได้ตาม ธรรมชาติในสิ่งที่มีชีวิต จะเ ป็นสัตว์จำพวกกามาวจร เช่นสัตว์ธรรมดาสามัญมนุษย์สัตว์อะไรก็ตาม ที่เป็นกามาวจร บูชากามเป็นสูงสุด มัน ก็มีความเห็นแก่ตัว ; แม้มันจะเป็น เทวดา ชั้นเทวดา เทวดาในเทวโลกมัน ก็มีความเห็นแก่ตัว หลงใหลมัวเมาในความสุข, แต่คนก็บูชาความเห็นแก่ตัว
น.50 ๔๔ แบบเทวดา. ทีนี้ถ้า เป็นพรหมอย่างมีรูป ก็เห็นแก่ตัว แม้จะเป็นพรหม อย่างไม่มีรูป ก็มีความเห็นแก่ตัว นั่น- แหละ. พวกพรหมนี้เห็นแก่ตัวจัด กลัวความตายยิ่ง กว่าสัตว์พวกไหนหม ด แหละ, เพราะเป็นตัวที่สบายมาก. นี้เรียกว่าพวก กามาวจร รูปาวจร ก็ดี อรูปาวจร ก็ดี ล้วนแต่เห็นแก่ตัว. มีความเห็นแก่ตัวเป็นปัญหา, มีความเห็นแก่ตัวมันก็เกิดความโลภ ความโกรธ ความ หลง, เพราะเห็นแก่ตัวจึงได้โลภ ได้รักสิ่งที่มันน่ารัก, เพราะ เห็นแก่ตัวจึงได้โกรธได้เกลียดสิ่งที่มันไม่น่ารัก, เพราะเห็น แก่ตัวมันจึงเกิดโมหะ, มัวเมาวนเวียนหลงใหลอยู่ในสิ่งนั้น ๆ. นี่มันเป็นของที่ว่า ถ้ามีชีวิตแล้ว มันก็มีความเห็นแก่ตัว เป็นรากฐานรองรับ ให้ดิ้นรนเพื่อจะพิทักษ์รักษาชีวิตด้วย ความโง่. เดี๋ยวนี้ต้องกลายเป็นรู้อย่างถูกต้อง แล้วพิทักษ์ มันด้วยความฉลาด, มัน จึงต้องกำจัดความเห็นแก่ตัว ; มิฉะนั้น มันจะเป็นทุกข์เร่าร้อนเหมือนกับตกนรกทั้งเป็นอยู่ ตลอดเวลา.
น.51 ๔๕ ถ้าว่า อยู่เสียอย่างไม่มีความเห็นแก่ตัว มันก็ เอตํ เว ปรมํ สุขํ, อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ — นำ อัส๎มิมานะความรู้สึกว่าตัวออกเสียได้นั้นก็จะเป็นสุขอย่างยิ่ง, หมดความเห็นแก่ตัวก็คือหมดทุกข์, เห็นไหม และนี้เป็น หัวใจของพระพุทธศาสนาโดยประโยคที่ว่า หมดความเห็นแก่ ตัวก็คือหมดทุกข์, นี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา, หัวใจของการปฏิบัติพุทธศาสนาก็คือ ปฏิบัติเพื่อทำลาย ความเห็นแก่ตัว. นี่ขอให้เป็น จุดตั้งต้น ที่เราจะได้พิจารณา ศึกษากันต่อไปเรื่อย ๆ ว่า จะทำลายความเห็นแก่ตัว นี่เสีย ได้อย่างไร ซึ่งจะได้พูดพิจารณากันโดยละเอียดในการ บรรยายครั้งต่อไป. การบรรยายครั้งนี้ก็เรียกว่าสมควรแก่เวลา และเรี่ยว แรงของผู้บรรยายในวันนี้ ขอยุติการบรรยายด้วยการฝากไว้ เป็นถ้อยคำสั้น ๆ เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ว่า หมด ความเห็นแก่ตัวก็คือหมดทุกข์, หมดความเห็นแก่ตัว ก็คือ หมดทุกข์. จงระวัง ความเห็นแก่ตัวให้ดี ๆ, มีสติสัมป- ชัญญะอย่าให้มันกัดเอา. ความเห็นแก่ตัวเกิดจากตัว,
น.52 ๔๖ แล้วก็กัดตัว เหมือนสนิมเหล็กเกิดจากเหล็กแล้วก็กัดเหล็ก ความเห็นแก่ตัวเกิดจากความมีตัวแล้วมันก็กัดตัว. เอาละเป็นอันว่าขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลายสวดบทพระธรรมคุณสาธ ยาย ชนิดที่ส่งเสริมกำลังใจศรัทธาวิริยะปัญญาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในการ ปฏิบัติ เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว สืบต่อไป ณ กาลบัดนี้ ——————————————
Buddhadasa