น.7 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา ในชุดคู่มือจำเป็นที่ต้องมี ในการศึกษาและการปฏิบัติ เป็น ครั้งที่ ๓ นี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ชีวิต คือขันธ์ ทั้งห้า มิใช่ตัวตน. ครั้งแรก ที่สุด ก็ได้บรรยายโดยหัวข้อว่า สิ่งแรกที่ ทุกคนจะต้องรู้จักนั้นคือความทุกข์, ถ้าไม่รู้จักความทุกข์ก็ป่วย การที่จะมาฟังธรรมะ ซึ่งเป็นเรื่องดับทุกข์, ต้องรู้จักความ ทุกข์ จนเห็นว่ามีอยู่อย่างไร จึงจะฟังรู้เรื่อง.
น.8 ๒ ครั้งที่สองว่า การหมดความเห็นแก่ตัวคือหมดทุกข์, นี่ สรุปความ ให้สั้นลงไปว่า ก ารหมดความรู้สึกที่เป็นความ เห็นแก่ตัว นั้น คือความหมดทุกข์. ส่วน ครั้งที่สามนี้ ก็จะพูด เรื่องขันธ์ทั้งห้า ซึ่ง เป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตัว ; เมื่อเห็นขันธ์ห้าโดยมิใช่ ตัวแล้ว มันก็ไม่มีความเห็นแก่ตัว, ไม่มีความเห็นแก่ตัวมัน ก็หมดทุกข์, นั่นแหละขอให้เข้าใจ ว่ามันต่อเนื่องกันมาอย่าง นี้ : รู้จักเรื่องทุกข์, รู้จักว่าหมดความเห็นแก่ตัวก็หมด ทุกข์, รู้จักเรื่องขันธ์ห้าก็จะหมดความเห็นแก่ตัว. เป็นอันว่าวันนี้ที่เราจะได้บรรยาย เรื่องขันธ์ห้า โดย ตรง ซึ่งเป็นเรื่อง สำคัญที่สุด ฝนก็รู้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ เลย ตกลงมา. เรื่องขันธ์ห้าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในพระพุทธ- ศาสนา; แต่ว่าคนไม่ค่อยสนใจที่จะศึกษาจะเข้าใจก็เลยรู้จัก ขันธ์ห้ากันแต่เพียงชื่อ, แล้วก็มักจะเอาไปใช้เป็นเรื่องพูด เล่น, พูดเล่นๆ, ยอมรับว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ไม่ตั้งใจจะ สนใจ จะให้เข้าใจจะให้รู้จัก.
น.9 ๓ ขันธ์ ๕ เป็นอนัตตาในพุทธศาสนา. เดี๋ยวนี้ เพราะไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าขันธ์ห้า นั่นเอง จึงไม่เข้าใจพระพุทธศาสนา. ขอให้ทุกคนสนใจ พยายาม สุดความสามารถของตน ในการที่จะรู้จัก. สิ่งที่เรียกว่าขันธ์ ห้า พูดได้ว่า เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ; แต่แล้วก็ไม่มีใครฟังออก เห็นด้วย หรือเข้าใจว่าสำคัญที่สุด จึงเป็นเรื่องที่ปล่อยกันไว้โดยไม่ต้องเข้าใจ, รู้จักกันแต่เพียง ชื่อก็พอ, มันก็เลยไม่รู้จักตัวแท้ของพระพุทธศาสนา ซึ่งมีใจ ความสำคัญที่สุด ว่า ขันธ์ทั้งห้านั้นมิใช่ตัว. ถ้าไม่รู้จักขันธ์ห้า แล้วจะรู้จักความไม่ใช่ตัวได้ อย่างไร, มันก็รู้จักไม่ได้, มันก็ ไม่รู้จักเรื่องอนัตตา. เมื่อไม่รู้จักเรื่องอนัตตา ก็ไม่มีทางที่จะรู้จักพระพุทธ- ศาสนา ซึ่งสอนเรื่องอนัตตา, ซึ่งศาสนาอื่นเขาไม่สอนกัน. เรื่องขันธ์ทั้งห้าเป็นอนัตตา, ขันธ์ทั้งห้าเป็นอนัตตา. ช่วยจำให้แม่นยำว่า ขันธ์ทั้งห้าเป็นอนัตตา, นี่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ; จะเป็น เถรวาท อย่าง พวกเรานี้ก็ดี, จะเป็น มหายาน อย่างพวกอื่นก็ดี, หรือจะเป็น
น.10 ๔ พวกที่สรุปสั้น ๆ อย่าง พวกเซ็น ก็ดี ไม่ทิ้งหลักอันนี้, แม้ว่า พวกมหายานจะมีเรื่องต่าง ๆ มากมายเข้ามา แต่ก็ ไม่ทิ้งเรื่อง ขันธ์ห้าเป็นอนัตตา. ดูสูตรที่สำคัญ ๆ ของ มหายานทุก สูตร จะพูดเถลไถลไปถึงเรื่องอะไรที่ไหน สวรรค์วิมานอะไร ที่ไหน, ในที่สุดก็มา จบลงด้วยเรื่องขันธ์ห้าเป็นอนัตตา. แม้ พวกเซ็น ที่ว่าโลดโผนมหัศจรรย์ ก็ยังมีสูตรที่กล่าว ด้วยเรื่องขันธ์ห้าเป็นอนัตตา เป็นหลักอยู่นั่นเอง. ขอให้จำไว้ดี ๆ ว่า ขันธ์ห้าเป็นอนัตตา; นี้เป็น คำสรุป หัวใจของพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้น, ไม่ว่าจะ แบ่งแยกเป็นนิกายไหน หัวใจสำคัญยังรักษากันไว้ได้, นี่เป็น สิ่งที่ควรจะสนใจเป็นเรื่องสูงสุดของศาสนา. ศาสนามีมาตามลำดับ สอนกันตามลำดับ สูงขึ้น ตามลำดับ สูงขึ้นตามลำดับ ; พอเกิด พุทธศาสนา สอน เรื่องสุดยอด คือขันธ์ห้าเป็นอนัตตา หรือ ทุกอย่างเป็น อนัตตา ก็จบ, ไม่มีใครศาสนาไหนจะสอนให้สูงขึ้นไป ยิ่งกว่านี้ได้, ก็แปลว่า เรื่องศาสนามาจบลงที่เรื่องที่เป็น อนัตตา.
น.11 ๕ สิ่งที่เป็นอนัตตาโดยเฉพาะนั้น ก็คือ สิ่งที่เรียก ว่า ขันธ์ห้า ไม่มีตัว เรื่องไม่มีตัว, ไม่มี สิ่งที่เรียกว่า ตัวหรือ ของตัว, ตนหรือของตน ; แต่ว่าคนเรา ไม่ว่ายุคไหนสมัย ไหน ๆ ยังต้องพูดว่าตัวว่ามีตัวว่าของตัว ตามภาษาที่ใช้พูด กัน คือภาษามนุษย์ใช้พูดกัน มันต้องพูดว่ามีตัว จึงจะพูด กันรู้เรื่อง, หากพูดว่าไม่มีตัวแก่คนฟังที่มีตัว มันก็เลยลำบาก. คิดดูให้ดี พูดเรื่องไม่มีตัวแต่ผู้ฟังเขามีตัว เพราะ ความรู้สึกว่ามีตัวนั้นมันเข้มข้นอยู่ในจิตใจของคนทุกคน, โดย สัญชาตญาณ มันเป็นอย่างนั้น, สัญชาตญาณที่หล่อเลี้ยง ชีวิตไว้นั้นมันเป็นเรื่องมีตัว. ถ้าเรา จะพูดกันอย่างภาษา คน, ภาษาชาวบ้าน, ก็ต้องพูดว่ามีตัว. พระพุทธเจ้า ท่านก็ตรัสว่ามีตัวเมื่อพูดภาษาคนธรรมดา ท่านก็พูดว่ามีตัว มีตัว. ดูจะเป็นคำแรกก็ได้. ที่ว่า พอพระองค์ตรัสรู้แล้ว ใหม่ ๆ ครั้งหนึ่งมี พวกหนุ่ม ๆ พวกคนมั่งมี ชายหนุ่มลูกคน มั่งมีจำนวนหนึ่ง เที่ยวติดตามหญิงแพศยาที่หลอกลวงจะเอา
น.12 ๖ ตัวมาทำโทษหรืออะไร, เที่ยวตามไป ตามไป, เผอิญไป พบ พระพุทธเจ้าเข้าท่านถามก็ตอบว่า เที่ยวตามหาผู้หญิง. พระ- พุทธเจ้าก็เลยตรัสว่า นี่จะเที่ยวตามหาผู้หญิงกันดีหรือว่าตามหา ตัวเองกันดีกว่า. ท่านก็ยัง ตรัสภาษาคนว่ามีตัว พวก หนุ่ม ๆ นั้นก็บอกว่า เอ้า, ถ้าอย่างนั้นหาตัวเองดีกว่า, เลิก ๆ ตามหาผู้หญิงกันที. ดูซิ, แม้แต่ พระพุทธเจ้าก็ยังต้องตรัสด้วยคำพูด ว่ามีตัว ตามหาตัวกันเถิด แล้วก็ พูดเรื่องมีตัวเรื่อย ๆ มา : ตัวเป็นที่พึ่งของตัว, รักตัวสงวนตัว, ตักเตือนตัวด้วย ตัว, พูดเรื่องตัวนี้สารพัดอย่าง ที่จะต้องพูดกับคนทั่วไป. แต่ พอพูดถึงเรื่องธรรมะของพระองค์โดยตรง ในชั้นลึก จึงจะพูดว่าไม่มีตัว; เช่นมาตรัสกับปัญจ. วัคคีย์ เรื่องขันธ์ห้ามิใช่ตัว, เป็นเหตุให้ปัญจวัคคีย์บรรลุ ธรรม. นี่มัน พูดเรื่องไม่มีตัวเฉพาะเมื่อพูดความจริง, แล้วก็ พูดโดยภาษาธรรมะ ภาษาโลกุตตระ , และก็ ต้อง พูดกับคนที่มีตัว นั่นแหละ, มันน่าหัว พูดเรื่องไม่มีตัวกับ คนที่มีตัว.
น.13 ๗ จำไว้ให้ดีข้อนี้มันเป็นอย่างนี้แหละ, มิฉะนั้นจะงง กันไปหมดว่า ทำไมพระองค์ก็พูดว่าไม่มีตัว, ให้ตัวเป็น ที่พึ่งแก่ตัว, แล้วมาบอกว่าไม่มีตัว. จงแยกกันเสียให้ เด็ดขาดว่า พูดว่ามีตัวนั้นพูดภาษาชาวบ้าน ชาวเมืองทั่วไป, และพูดกับคนธรรมดาสามัญยังรู้สึกว่ามีตัว. ถ้าพูดกับผู้ที่รู้ ความจริง สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป จึ งจะค่อยตรัสว่าไม่มีตัว, ไม่มีตัว เป็นของว่าง ว่า โลกนี้ว่างจากตัว ว่างจาก ของตัว. เข้าใจอย่างนี้ในเบื้องต้นเสียก่อน จะได้ไม่งง ; มิฉะนั้นจะเห็นว่าเป็นเรื่องขัดแย้งหรือเป็นคำพูดที่ตลบแตลง : เดี๋ยวพูดว่ามีตัว, เดี๋ยวพูดว่าไม่มีตัว, นี่จึงเป็นเรื่องที่จะต้อง ศึกษากันให้ดีที่สุด. เดี๋ยวนี้ เราจะพูดกันในภาษาธรรม เป็นหลัก ธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนา จึงมาพูดเรื่องไม่มีตัว ก็คือ เรื่องขันธ์ทั้งห้าไม่ใช่ตัว; แม้ท่านจะได้ฟังว่าขันธ์ห้ามิใช่ ตัว แต่ถ้าท่านไม่รู้ว่าขันธ์ห้าคืออะไร ก็เท่ากับพังไม่ถูกนั้น แหละ, มันได้แต่ท่องว่า รูปไม่ใช่ตน, เวทนาไม่ใช่ตน, สัญญา ไม่ใช่ตน, สังขารไม่ใช่ตน, วิญญาณไม่ใช่ตน ; มันก็เท่านั้น
น.14 ๘ แหละ, แล้วก็มันก็เท่านั้นแหละ มันไม่ใช่ตนอย่างไร นี้ถ้า จะให้รู้ว่ามันไม่มีตนอย่างไร ก็ต้องรู้ว่าขันธ์ห้านั้นคือ อะไร ; ช่วยตั้งใจฟังให้ดีที่สุด. ครั้งนี้จะขอร้อง, ขอ ร้องอย่างยิ่ง ว่าให้ตั้งใจฟังให้ดีที่สุด, ไม่เคยขอร้องสักทีใช่ ไหม มาคราวนี้ทำไมมาขอร้องว่าช่วยตั้งใจฟังให้ดีที่สุดเรื่อง ขันธ์ห้า. ขันธ์ ๕ คือชีวิต ประกอบด้วยกายใจ. เบื้องต้นที่จะฟังเป็น เค้าโครงที่แน่นอน ก็จะพูด ว่า ชีวิต นั่นแหละ ไม่ใช่ตัว, ชีวิตเรียกรวม ๆ กันทั้งหมดว่า ชีวิต ๆ นั่นแหละ ไม่ใช่ตัว. ทีนี้ ชีวิตคืออะไร ? ชีวิต คือกายกับใจสองอย่าง ยังเนื่องกันอยู่, ยังอาศัยกันอยู่ ยังเป็นไปได้อยู่ ก็ยังมีชีวิต, ชีวิตไม่ใช่ตัว เพราะ กายก็ มิใช่ตัว ใจก็มิใช่ตัว. เอ้า, มันมีแต่กายกับใจ ทำไมไปเรียกว่าขันธ์ห้า? เพราะใจ ๆ นั้น มัน แยก เป็น ๔ โดยอาการ. กาย ๆ นั้น มี ๑, มี ๑ เรียกว่ารูปขันธ์.
น.15 ๙ ทีนี้ ใจ ใจนี้แยกเป็น ๔ ชนิด ๔ อาการ ๔ ลักษณะ เพราะ มันทำอาการได้ ๔ อาการ คือ : - เมื่อรู้สึก เวทนาสุขทุกข์ นี่ก็เรียกว่าเวทนา. เมื่อมีสัญญา จำอะไรได้ หมายมั่นอะไร ก็เรียกว่า สัญญา. เมื่อคิดนึกอะไรได้ขึ้นมาก็เรียกว่า สังขาร. เมื่อรู้แจ้ง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ภายนอกนี้ ก็ เรียกว่าวิญญาณ. มันจึง มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ ขึ้นมาอีก ๔ คำ, แต่ละคำเป็นเพียงอาการของจิต; เมื่อ มัน ทำอาการอย่างนั้นเรียกว่าเวทนา, เมื่อมัน ทำอาการ อย่างนั้นเรียกว่าสัญญา, เมื่อ ทำอาการอย่างนั้นเรียกว่า สังขาร, เมื่อทำอาการอย่างนั้นเรียกว่าวิญญาณ ; ที่แท้ มันก็คือใจ ใจที่คู่กับกาย, กายกับใจ. นามกับรูป, รูปกับนาม มีสองอย่าง ; รูปนับ เป็นเพียงอย่างเดียว เพราะว่าแม้มันจะมีอะไรหลายอย่าง
น.16 ๑๐ ก็มีลักษณะอย่างเดียวกันเลยเรียกว่ารูป, คือมันแตกง่ายหรือ แปรปรวน ในทางวัตถุภายนอก, แต่ส่วนสิ่งที่เรียกว่า ใจ นั้น มันมี แบ่งออกไปตาม อาการของมัน แล้วแต่ว่ามันแสดงอาการอย่างไร. จำไว้ ให้แม่น ๆ ว่าแสดงอาการ อย่างหนึ่งเรียกว่า เวทนา, แสดง อย่างหนึ่งเรียกว่า สัญญา, แสดงอาการอย่างหนึ่ง เรียกว่า สังขาร, แสดงอาการอย่างหนึ่งเรียกว่า วิญญาณ. มันก็เลย ได้ เป็นรูป ๑ นาม ๔ รวมกันเป็น ๕ เรียกว่าขันธ์ ๕, แปลว่าห้าส่วนหรือห้ากอง. นี่คือ ขันธ์ห้าโดยตัวหนังสือ, รู้กันไว้โดยตัวหนังสือก่อน แล้วก็จะพูดให้ละเอียดโดยลักษณะ อาการที่จะไปกำหนดจดจำได้ตรงตามความเป็นจริง. นี้จะพูดให้เลยไปเสียก่อนว่า กายกับใจ; ใจแยก เป็น ๔ อย่าง, กายนับเป็น ๑ อย่าง เลยเป็น ๕, ทั้ง ๕ อย่างนี้เท่านี้มันพอแล้ว ไม่ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าตัวตน, ตัว ตนอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งเรียกเอาว่าตัวตน ; ตัวตนมันเป็นเรื่องที่ มายาไม่มีตัวจริง, แต่มันมีในความรู้สึก, ๗ คนยังโง่อยู่ ยังมี
น.17 ๑๑ อวิชชาอยู่จะรู้สึกอย่างนี้ทั้งนั้น, มันจะรู้ว่ามีตัวตนสิ่งหนึ่ง ซึ่งพิเศษประหลาดมหัศจรรย์ ที่ทำให้ชีวิตนี้เป็นไปอย่างนั้น อย่างนี้อย่างโน้นได้. แต่ถ้าตาม ความจริงแล้วไม่ต้องมี, มีแต่ รูป ๑ กับนาม ๔ เป็นขันธ์ ๕ แล้วก็ทำอะไรได้หมด : จะคิดจะนึกจะรู้สึกจะสำคัญมั่นหมายจะรู้แจ้งอะไรได้ทั้งหมด โดยไม่ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าตัวตน, มีแต่เพียงสองสิ่ง คือกายกับ ใจก็พอ. หรือว่า จะแยกออกเป็นห้าสิ่ง คือขันธ์ทั้งห้าก็ได้, ไม่ต้องมีสิ่งที่ ๖, มีแต่กายกับใจ ๒ สิ่งไม่ต้องมีสิ่งที่ ๓ ดอก. กายกับใจนั้นทำอะไรได้หมดทุกอย่าง : คิดนึกได้ เข้าใจ ได้ จนโง่ว่ามีตัวกูเอง ใจมันโง่ไปเอง. ขันธ์ห้า ก็เหมือน กันจะนับแยกออกเป็นขันธ์ห้า มันก็เท่านั้น ก็พอแล้ว, คิด นึกรู้สึกอะไรได้ทั้งหมด ไม่ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าตัวตน แต่คนไปรู้สึกว่ามีตัวตน, ก็เลยเข้าใจว่ามีสิ่งอื่นนอกไป จากขันธ์ห้า, แล้วจะเป็นเจ้าของขันธ์ห้าอะไรไปทำนองโน้น, ไปไกลไปเป็นเรื่องลัทธิอื่นไปเสีย.
น.18 ๑๒ ในพุทธศาสนาต้องการจะสอนให้รู้ว่ามันมีเพียง นามกับรูป สองอย่างก็พอแล้ว, ไม่ต้องมีสิ่งที่สามคือตัว ตน. หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งว่ามัน มีเพียงขันธ์ทั้งห้าก็พอ แล้ว ไม่ต้องมีสิ่งที่หก, นั่นแหละ ชีวิตนี้ประกอบขึ้น ด้วยนามและรูป คือกายกับใจ มันจึงไม่ใช่ตัวตน. ชีวิต นี้ประกอบอยู่ด้วยขันธ์ทั้งห้า มันก็เพียงขันธ์ทั้งห้า, มันก็มิใช่ ตัวตน. ขอให้เข้าใจเค้าเงื่อนโดยทั่วๆไปอย่างนี้ ให้ถูกกัน เสียก่อน. ตัวตนเกิดได้เอง ตามสัญชาตญาณ. อย่าลืมนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณ คือความ ที่มันรู้สึกได้เอง ไม่ต้องมีใครมาสอน, ไม่ต้องมีใครมา สอน มันติดมาในสิ่งที่เรียกว่าชีวิต, มากับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต เป็นสัญชาตญาณ, เป็นความรู้ตามแบบของสัญชาตญาณ ซึ่งมันจะต้องรู้อย่างนั้น เรียกว่า รู้ผิดก็ได้ เพราะมันเป็น เหตุให้เกิดทุกข์ คือมันโง่มานั่นเองแหละ ; แต่ว่าอยู่ในท้อง แม่ยังไม่แสดงอาการ.
น.19 ๑๓ พอคลอดออกมาจากท้องแม่แล้ว รู้กิน รู้ดื่ม รู้รส อร่อยอะไรต่าง ๆ แล้ว, มันก็มี สัญชาตญาณที่จะรู้ได้เอง ว่านั่นเป็นอย่างนั้น นี้เป็นอย่างนี้, เจริญงอกงามขึ้นมา, รู้จักว่าเป็นตัวกู, ตัวกู. ตัวกูมีอยู่, ตัวกูต้องการอาหาร, ต้อง เที่ยวหาอาหาร, ต้องต่อสู้, ต้องหนีภัย, ต้องสืบพันธุ์ อย่างนี้ เป็นต้น. นี่ตัวกู ตัวกูนี้มายา เพิ่งเกิดขึ้นมาด้วยความรู้สึก ของใจในเมื่อทำหน้าที่เป็นสัญญา, มันก็ทำหน้าที่เป็น อัตตสัญญา สัญญาว่าตน อิตถีสัญญา สัญญาว่าหญิง, ปุริสสัญญา สัญญาว่าชาย, อย่างนี้เป็นต้น, สัญญานี้มัน เพิ่งเกิด ตามสัญชาตญาณ ที่ค่อย ๆ รู้อะไรขึ้นมา. เด็ก ๆ พอมันมีอะไรมากระทบ มันก็ จะรู้สึก เหมือนกับว่ามีตนมาทำอะไรแก่ตน มันเกิดความรู้สึกว่า ตนได้เอง. จะ ยกตัวอย่าง ว่าเช่นว่า เด็กเดินไปโดน เก้าอี้หรือโคนเสา, มันก็โกรธว่าเสานี้ทำอะไรกู ให้เสาให้ เก้าอี้นั้นเป็นตัวตนเสียด้วย, แล้วก็เตะเสาเตะเก้าอี้ตามความ โกรธนั่น.
น.20 ๑๔ คิดดูเถิดว่าความรู้สึกว่าตัวตนตัวตนอย่างนี้ มันมิได้ มีอยู่จริง แต่มันเพิ่งเกิดเพราะความโง่, มีสัญชาตญาณเป็น รากฐานให้เกิด มันก็เกิด รู้จักเค้าเรื่องของมันไว้ให้ดี ๆ ; มีสัญชาตญาณติดมาในชีวิต สำหรับทำให้รู้สึกว่าเป็น ตัวตน เป็นตัวกู. พอคลอดออกมา สิ่งแวดล้อมทั้งหลาย ก็ส่งเสริม, พ่อแม่พี่น้องคนเลี้ยงทั้งหลายก็ส่งเสริม, นั่นก็ ของแก นี่ก็ของแก พ่อของแก แม่ของแก บ้านของแก เรือนของแก ตุ๊กตาของแก อะไรของแก. เด็กเขาก็มีตัว ตนมากขึ้น ๆ จนเป็นหนุ่มเป็นสาวจนแก่จนเฒ่า ก็ไม่อาจ จะละความรู้สึกว่าตัวตนนี้ได้. ตัวตนเกิด เมื่อสัญญาขันธ์กอปร์ด้วยอวิชชา. นี่จงมองเห็นว่าตัวตน ตัวตนนี้มันเป็นมายา อย่าง นี้, มัน เกิดมาจากความสำคัญผิด ความเข้าใจผิด คือส่วน หนึ่งของขันธ์ห้านั่นแหละโดยเฉพาะ, ส่วนที่เรียกว่าสัญญา- ขันธ์, สัญญาขันธ์นั่นแหละ มันสัญญา มั่นหมายไปตาม อวิชชา มันจึง เลยเกิดตัวตน. สัญญาเข้มข้นสูงสุด มันก็เกิดตัวตนสูงสุด, แล้วก็เกิดเป็นประจำนี้ เราจึงมีความ
น.21 ๑๕ รู้สึกว่าตัวตนอย่างนั้น ตัวตนอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา. นี่ ตัว ตนเป็นของมายา ; แต่กลาย เป็นของมีอิทธิพลให้แก่ จิตใจ ทำให้เกิดความทุกข์อย่างยิ่งเหลือประมาณ. นี่สนใจไว้อย่างนี้ก่อน แล้วก็จะพูดกันให้ละเอียด จนเห็นว่ามันเป็นเรื่องบ้าหลังอะไรก็ไม่รู้ของอวิชชา ให้เกิด ตัณหา ให้เกิดอุปาทาน, จนเกิดความรู้สึกว่ามีตัวตน มีตัวตน. เราจึง ต้องรู้จักขันธ์ห้า. หรือ จะเรียกให้สั้นว่านามรูป มี เพียงสอง : รูปธรรม, นามธรรม มีเพียงสองก็ได้ รวมแล้ว ก็เรียกว่าชีวิต : แยกออกไปเป็นห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ได้ ; เพราะสิ่งที่เรียกว่าใจนั้นแยกออกได้ เป็นสี่ มันเลยได้เป็นห้า, มันมีเพียงขันธ์ห้า. เมื่อรวมกันอยู่ ยังไม่แยกกัน, ทำอะไรไปด้วยกันได้ ก็ เรียกว่าชีวิต. แล้วใน ตัวชีวิตนั้นมีตัวโง่อยู่ตัวหนึ่ง คือ ตัวสัญญา สำคัญผิด, แล้วก็มีตัวตน มันเลยเกิดเรื่อง เกินเข้ามา เป็นเรื่องที่สาม นอกจากนามรูป, เป็นเรื่อง ที่หกนอกจากขันธ์ห้า. นี่เข้าใจไว้อย่างนี้ จะช่วยได้มาก ที่สุดที่จะเข้าใจถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา.
น.22 ๑๖ สรุปความให้รู้ข้อที่ว่า ชีวิตนี้ประกอบอยู่ด้วย ขันธ์ห้า คือรูปอย่างหนึ่งในส่วน ฝ่ายรูป, แล้วก็ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อีกสี่ส่วนในส่วนนาม ร วมกันเป็น ห้า. ถ้ามันเป็นขันธ์ห้าโดยที่ตามธรรมชาติ ไม่เกิดความโง่ เอามาเป็นตัวตน ก็ไม่มีปัญหาแหละ ; เดี๋ยวนี้มันเกิด เอามาเป็นตัวตน มันก็เกิดปัญหา. ยกตัวอย่าง ง่ายๆ เช่นว่ามีดบาดนิ้วมือเจ็บ ก็แปล ว่ามันเกิดเรื่องอยู่ที่รูปขันธ์ รู ปขันธ์ข้างนอกคือมีด, รูป ขันธ์ข้างในคือเนื้อ แล้วมันบาดเอาก็เจ็บ. มันควรจะรู้ว่า มีดบาดนิ้วมือ คือ รูปขันธ์สองอย่างกระทำแก่กัน, นี่ถ้า รู้อย่างนี้มันก็เป็นขันธ์ล้วน ๆ. แต่เดี๋ยวนี้มันไม่รู้อย่างนี้, มันรู้ว่า มีดบาดกู ไม่ใช่มีดบาดนิ้วมือ, ไม่ใช่เหล็กอันหนึ่ง ผ่าเข้าไปในเนื้อ. มัน กลายเป็นความรู้สึกว่ามีดบาดกู; กูมัน เพิ่งเกิดขึ้นมา, แล้วก็มาเกิดขึ้นแก่นิ้วมือนิดเดียว, แล้วก็ยัง รู้สึกไปได้อีกหลายอย่าง, เป็นกูไปทั้งนั้นแหละ. ความ เจ็บก็ของกู อะไรก็ของกูนี่, อย่างนี้เขาไม่เรียกว่าขันธ์ห้า
น.23 ๑๗ เฉย ๆ, เขาเรียกว่า อุปาทานขันธ์. ถ้ามันเป็นขันธ์ห้า อยู่ตามธรรมชาติก็ไม่เป็นไร ไม่มีกูที่จะเจ็บจะปวดอะไร จะ ทุกข์อะไร ; แต่พอเอามาเป็นของกู, เอาขันธ์มาเป็นของกู มันก็เจ็บปวด ที่กู เป็นทุกข์ที่กู. นี่ขันธ์ห้าเฉย ๆ ไม่เป็นปัญหา, แต่ถ้า เป็นอุปา - ทานขันธ์ห้า คือขันธ์ห้าที่มีความรู้สึกว่ากูเข้าไปยึดถือเอาแล้ว มันก็เป็นปัญหา แล้วก็เป็นความทุกข์, ความทุกข์เกิดขึ้น เพราะเหตุนี้. เราจะรู้เรื่องความทุกข์ ก็ต้องรู้เรื่องนี้ จะได้ รู้จนว่า ขันธ์ห้านั้นมันธรรมชาติ, อุปาทานขันธ์ห้านี้ ความโง่เข้าไปครอบเอา, เอาขึ้นมาเป็นตัวกู. นี่เค้าเงื่อนย่อ ๆ เป็นอย่างนี้ก่อน ขันธ์ ห้ามีตาม ธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ ; แต่ ในขันธ์ห้า นั้นมัน มีตัวโง่อยู่ตัวหนึ่ง ในขณะที่เป็นสัญญา สัญญาหมายมั่น สำคัญผิดเป็นตัวเป็นตน เป็นสุขเป็นทุกข์เป็นอะไรก็แล้วแต่ มันจะสัญญา. มันจึง เกิดปัญหาขึ้นมาเพราะความโง่, อวิชชาสร้างขึ้นมา, ตัวตนนี้อวิชชาสร้างขึ้นมา.
น.24 ๑๘ ขันธ์กับอุปาทานขันธ์. เอาละ, ที่นี้เรารู้จักแยกกันเสียซิ ถ้าจะให้รู้เรื่องจริง ต้องรู้จักแยกกันว่า ถ้าขันธ์ห้าล้วน ๆ นั้นมันเป็นอย่างไร, ขันธ์ห้าที่มีอุปาทาน เข้าไปจับฉวยเอาแล้วนั้น เป็นอย่างไร. ชื่อมันก็ต่างกัน ขันธ์ ขันธ์ล้วน ๆ นี่คือขันธ์ห้าล้วน ๆ. ถ้า อุปาทานขันธ์ห้า ที่สวดอยู่ว่า สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานะขันธา ทุกขา นี้, ห้านี้มันมิใช่ขันธ์ล้วน ๆ เสียแล้ว มันเป็นขันธ์ที่ อุปาทานเข้าไปยึดครองเอา, ยึดถือเอา เป็นตัวตนหรือเป็น ของตน. ขันธ์ห้าคือขันธ์ล้วนๆ ไม่มีอุปาทานเข้าไป เกี่ยวข้อง อุปาทานขันธ์ห้านั้นเป็นขันธ์ห้าที่อุปาทาน เข้าไปจับเอาว่าเป็นของตน. รู้จักแยกอย่างนี้แล้วจะเข้าใจ ; ถ้าไม่รู้จักแยกอย่างนี้เป็นเหมือนกันหมด แล้วก็จะไม่เข้าใจ รูปขันธ์. รูปขันธ์ คือส่วนที่เป็นรูปเป็นร่างกาย, เขาแจก เป็นดิน น้ำ ลม ไฟ, มหาภูตรูป ดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบ กันเข้าเป็นส่วน คือเป็นเนื้อหนังร่างกาย. แล้วมันประหลาด
น.25 ๑๙ ที่ว่า ในเนื้อหนังร่างกาย นั้นที่เรียกว่ากายนั้น มันมีสิ่งที่ รู้สึกได้อยู่ด้วย คือประสาท. ประสาททั้งห้า มันมีใน ส่วนที่เป็นประสาทรวมอยู่ในรูป ในกายนั้นด้วย, มันไม่ใช่ กายล้วน ๆ เหมือนก้อนหิน, มันเป็นกายชนิดที่มีความรู้สึก เป็นประสาทรวมอยู่ด้วย, แล้วมัน ยังมีอะไรประกอบอยู่ ส่วนที่เป็นรูป มีลักษณะอย่างนั้น ลักษณะอย่างนี้ : มี ภาพ มีอาการ มีเคลื่อนไหว มีอะไรอยู่ในสิ่งที่เรียกว่ารูปนั้นด้วย เอาละรวมทั้งหมดเรียกว่ารูป ๆ. รูปคือส่วนที่เป็นกาย, และมีส่วนสำคัญที่สุด รวมอยู่ในนั้นคือประสาท ประสาท, เป็นประสาทที่สามารถ รับสัมผัสได้ทั้งห้าทางคือ ทาง ตา ทาง หู ทาง จมูก ทาง ลิ้น ทาง กาย ห้าทาง. ส่วนรูปนี้มันมีห้าทาง ไม่เลยไปถึงใจ, ประสาททั้งห้าทางตา หู จมูก ลิ้น กายนี้. ในกายมีประสาท ทั้งห้า เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานให้เกิดว่าตัวกู - ตัวกู ถ้า ประสาทมัน รู้สึกตามธรรมชาติ มันโง่ว่ากูรู้สึก คิดดูซิ ประสาทรู้สึกได้เองตามธรรมชาติ ; แต่ ความโง่ อวิชชามันเข้าไปสวมว่ากู, กูเป็นผู้รู้สึก, อย่างนี้
น.26 ๒๐ เอาประสาทนั้นแหละเป็นตัวกู, มันก็เท่ากับ เอากาย ล้วน ๆ นั้นแหละเป็นตัวกู, เรียกว่ารูปขันธ์นี้มันถูกทำให้มี อุปาทานยึดครองเสียแล้ว, เป็นอุปาทานขันธ์เสียแล้ว คือมี ตัวกูเสียแล้ว. แต่ว่ามันจะเป็น ขันธ์เฉย ๆ ไม่มีอุปาทาน ก็ดี, จะ เป็น ขันธ์ที่มีอุปาทานยึดครองแล้วก็ดี รวมแล้วก็เรียกว่า รูปขันธ์ทั้งนั้น, เป็นรูปขันธ์ทั้งนั้น. รูปขันธ์จะเป็นขันธ์ ล้วน ๆ ก็ได้, ขันธ์ที่มีอุปาทานยึดครองก็ได้ ; แต่ ส่วน ใหญ่ที่เราพูดกันจะหมายถึงอุปาทานขันธ์ ; ถ้าเป็น ขันธ์ เฉย ๆ เป็นรูปขันธ์เฉย ๆ มัน ไม่มีเรื่อง, แต่ถ้าเป็น อุปาทานขันธ์ ยึดถือว่ารูปของกูเมื่อไรแล้ว, มีอะไรมากระทำ แก่รูป มันก็ มีปัญหา มีความเจ็บปวดของกู, มีอะไรของกู นี่. รู้ว่าเรื่องรูปขันธ์เป็นอย่างนี้ คือส่วนที่เป็นเนื้อหนัง เป็นร่างกายประกอบอยู่ด้วยธาตุทั้งสี่ มีคุณสมบัติ เป็นประ- สาทรู้สึกอะไรได้นี้เรียกว่ารูปขันธ์, รูปขันธ์ข้อที่ ๑.
น.27 ๒๑ นามมี ๔. ทีนี้ก็มาถึงส่วน นามที่มีอยู่ ๔ : เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. นี้เป็นหลักที่จำกันง่าย ๆ ว่า เวทนา, เวทนา ก็คือเมื่อมันรู้สึก, มัน รู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แก่ ระบบประสาท ก็ได้. ภาษาบาลีจำไว้ง่าย ๆ , จำไว้ง่าย ๆ ภาษาบาลีมันง่าย เมื่อมันทำหน้าที่รู้สึก เขาเรียกว่า เวเทติ ; เมื่อใดมันทำหน้าที่เวเทติ เมื่อนั้นเป็นเวทนา. เมื่อใด มันทำหน้าที่สัญชานาติ, เมื่อนั้นมัน เป็นสัญญา. เมื่อ ใดมันทำหน้าที่สังขโรติ เมื่อนั้น มันเป็นสังขาร. เมื่อ ใดมัน ทำหน้าที่วิชานาติ เมื่อนั้นมัน เป็นวิญญาณ. ถ้า ใครเคยเรียนบาลีมาแล้วจำง่ายที่สุด : เป็นเวทนาเมื่อมัน ทำหน้าที่เวเทติ, เป็นสัญญาเมื่อมันทำหน้าที่สัญชานาติ, เป็นสังขารเมื่อมันทำหน้าที่สังขโรติ, เป็นวิญญาณเมื่อ มันทำหน้าที่วิชานาติ. คนที่ไม่เคยเรียน บาลีมันยุ่งยาก หน่อย ; แต่ก็พอจะเห็นเค้าเงื่อน มัน มีรูปศัพท์เหมือน ๆ กัน. เวเทติ เวทะ คือ รู้อารมณ์, เวเทติ ก็เกิด เวทนา. สัญชานาติ ก็คือ สัญญาเกิดความรู้ รู้ทั่วถึงว่าเป็นอย่างไร.
น.28 ๒๒ แล้ว สังขโรติ สังขระ นี้สังขระ นี้คือสังขาร แล้วทำหน้าที่. วิชานาติ ก็ เป็นวิญญาณ. คนที่รู้บาลีจำ ๔ คำนี้ไว้ให้ดี ๆ มันง่ายที่สุดว่า เวเทติก็เวทนา, สัญชานาติคือสัญญา , สังขโรติ ก็สังขาร, วิชานาติก็วิญญาณ. เวทนาขันธ์. เอ้า ทีนี้ก็ดูกันที่เวทนา, เวเทติก็เป็นเวทนา จิต มันทำหน้าที่นี้ได้เอง ตามธรรมชาติของจิต ดังบอกแล้วข้าง ต้นว่า จิตทำอาการหรือหน้าที่หรือลักษณะได้ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, ทำหน้าที่นี้เรียกว่าเวทนา ก็คือ รู้อารมณ์ที่มากระทบ, ทำได้เอง. เวทนานี้ก็แจกไป ตาม รสชาติของสิ่งที่มากระทบ เป็นสุขเวทนา. เป็นทุกข- เวทนา, เป็นอทุกขมสุขเวทนา, แต่แล้วก็เหมือนกัน แหละ เป็นเวทนาเหมือนกันแหละ, เวทนาเหมือนกันหมด. นี่ทีนี้มันก็มีอยู่ว่า ถ้าเวทนานั้น มันมีความโง่ว่า ตัวกูเข้าไปจับฉวยเอา มันก็กูเวทนา, กูเป็นผู้ทำเวทนา, กูรู้สึกต่อเวทนา. พูดภาษาดื้อ ๆ ทื่อ ๆ ก็กูเวทนาก็แล้วกัน, ไม่ใช่เวทนาของเวทนา ตามธรรมชาติของเวทนา คือตาม
น.29 ๒๓ ธรรมชาติของจิต ที่มันรู้จักเวทนาได้ด้วยตัวมันเอง. ตัวจิต มันหน้าที่เวทนา, รู้เวทนา. แต่ทีนี้ อวิชชาหรือความโง่ เข้าครอบงำ เข้าสิงเอาเป็นอุปาทาน ว่ากูต่างหาก กูต่างหาก ที่เวทนา ไม่ใช่เวทนาตามธรรมชาติของจิต. เวทนา อย่างนี้เรียกว่า เวทนูปาทานขันธ์, เช่นเดียวกับรูปขันธ์ ถ้ามีอุปาทานเข้าไปยึดครอง เรียกว่ารูปปาทานขันธ์. เวทนาล้วน ๆ นี้ก็เหมือนกัน ถ้ามีอุปาทานยึดครอง แล้วก็เปลี่ยนชื่อเป็นเวทนุปาทานขันธ์, เมื่อเกิดความ รู้สึกเป็นตัวกู ตัวกูผู้เวทนาแล้ว เวทนานั้นก็กลายเป็น เวทนูปาทานขันธ์. ถ้ามันรู้สึกอยู่ตามธรรมชาติมันก็เป็น เวทนาขันธ์เฉย ๆ, ถ้าอุปาทานเข้าไปปนอยู่อย่างแน่นแฟ้น ก็เรียกว่าเวทนูปาทานขันธ์ คือเวทนาขันธ์ที่มีอุปาทานเข้า ไปจับฉวยเอาแล้ว. นี้รู้ ๆ กันไว้ให้ดี ว่ามี สองๆเสมอ คือ รูปกับ รูปูปาทานขันธ์, เวทนาก็เวทนูปาทานขันธ์, สัญญาก็ สัญญูปาทาน ขันธ์, สังขารก็สังขารูปูปาทานขันธ์, วิญญาณก็วิญญูปาทานขันธ์. มันมี เติมคำว่าอุปาทาน-
น.30 ๒๔ ขันธ์เข้าไปข้างท้ายแล้วก็ หมายความว่า ขันธ์นั้นถูก ยึดถือด้วยอุปาทานแล้ว. ในเรื่องเวทนานี้ มันก็ ความโง่ที่มีอยู่ปรุงขึ้นมา เป็นตัวกู, กูเวทนา กูรู้สึกเวทนา, แล้วโง่ต่อไป เวทนานั้น ก็เป็นของกู, เวทนาเป็นตัวกู เวทนาเป็นของกู: อย่างนี้ เรียกว่าเวทนุปาทานขันธ์. ถ้ามันยังเป็นเพียงเวทนาเฉย ๆ ไม่มีเรื่อง ยังไม่มีเรื่อง ยังไม่เจ็บปวด หรือไม่มีความรู้สึก ยินดียินร้ายอะไร. แต่พอมันเป็นเวทนูปาทานขันธ์แล้วก็ ได้การ, ทุกข์ก็เป็นทุกข์, สุขก็เป็นสุข. นี่เรียกว่าเวทนา- ขันธ์, เมื่อจิตทำหน้าที่รู้สึกผลของอารมณ์ที่มากระทบ เรียกว่า เวทนูปาทานขันธ์. สัญญาขันธ์. เอ้าทีนี้ที่ ๒ เรียกว่าสัญญา เรื่องของใจ เรื่องที่ สองเรียกว่าสัญญา, สัญชานาติ สัญญานี้ก็จิตทำได้เอง, จิต สามารถทำได้เองโดยไม่ต้องมีตัวตน. เมื่อจิตมันเสวย เวทนาหรือว่ามัน สักว่ามากระทบ, เช่นรูปมากระทบตา เป็นต้น ก็ มีสัญญา จำได้เองว่าเป็นอะไร, หมายมั่นได้ ว่าเป็นอะไร, เช่นเห็นต้นไม้, เห็นดอกไม้, เห็นก้อนหิน,
น.31 ๒๕ เห็นอะไร มีสัญญาว่าเป็นอย่างนั้น แล้วก็สำคัญว่าเป็น อย่างนั้น, สัญญานั้นแหละตามธรรมชาติ นั้นมัน รู้สึก ได้เองอย่างนั้น ไม่ต้องมีตัวกูเข้ามาเป็นผู้รู้สึก. แต่ตามธรรมชาติ ธรรมดาของคนที่ไม่รู้ มันก็มี ตัวกูเกิดขึ้น, รู้สึกว่ากูต่างหากที่สัญญา กูทำสัญญา ตัวกูทำ สัญญา จำได้หมายรู้และหมายมั่น. นี้ เป็นจิตทำได้เองใน ส่วนสัญญา ; แต่ว่ามันมีอุปาทานเข้าไปครอบงำจิต จิตจึงสำคัญเป็นตัวกูผู้ทำสัญญา, มีตัวกูอีกอันหนึ่งเข้ามา สัญญา เข้ามาเป็นผู้ทำสัญญา จะเรียกว่าตัวจิตเองมันเป็น ตัวกู หรือมีตัวกูต่างหากมาทำให้จิตรู้ มันก็มีผลเท่ากันแหละ คือมันเกิดตัวกูขึ้นมา ก็เรียกว่าสัญญูปาทานขันธ์. สัญญาขันธ์นี้แจกเป็นตามคุณสมบัติของมัน, ตามลักษณะที่เข้ามาเกี่ยวข้อง, ตามอายตนะภายนอกมา เกี่ยวข้อง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ก็เรียกว่า รูปสัญญา สัทธสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพ- สัญญา ธัมมสัญญา. สัญญานี้แจกเป็น ๖ อย่าง ตามสิ่งที่ เข้ามากระทบ แจกไปตามนั้น.
น.32 ๒๖ สัญญาความรู้สึก อย่างนี้ ที่เป็นสัญญู ปาทาน- ขันธ์ คือมันมีความรู้สึกว่ามีตัวกูเป็นผู้สัญญา; สัญญา เฉย ๆ ก็เป็นตามธรรมชาติ, แต่ถ้า มีอุปาทานเข้าไปยึด ครอง มันก็ เป็นสัญญูปาทานขันธ์ เป็นตัวกูผู้ทำสัญญา. นี่เป็นคู่ขึ้นมาอีกแหละ สัญญาขันธ์อย่างหนึ่ง สัญญูปาทาน- ขันธ์อย่างหนึ่ง. สังขารขันธ์. ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่สามฝ่ายใจ ก็คือสังขาร สังขารขันธ์ ; ถ้านับแต่ฝ่ายใจก็เป็น เรื่องที่ ๓, ถ้านับทั้งหมดก็เป็นเรื่อง ที่ ๔, สังขโรติ แล้วก็สังขาร สังขาโร สังขารา. จิตคิดนึก ได้เองไปตามธรรมชาติของจิต, แต่อุปาทานทำให้เกิด ความรู้สึก กูคิด กูคิด, ไม่ใช่จิตคิดตามธรรมชาติ มันก็เกิด ตัวกูเข้ามาครอบงำเอาสังขารหรือความคิดนั้น เป็นตัวกูคิด หรือเป็นความคิดของกูก็ตาม. สังขารอย่างนี้ แจกไปตาม คุณสมบัติของสิ่งนั้น ๆ จึงเกิดเป็นกุศล, เป็นอกุศล, เป็นอัพยากฤต. สังขารนี้แจกเป็นสาม ตามคุณค่าของสิ่ง ที่มากระทบ, มันก็เป็นสังขารขันธ์และสังขารูปาทานขันธ์ เป็นคู่หนึ่งอีก เป็นเรื่องของสังขาร.
น.33 ๒๗ วิญญาณขันธ์. เรื่องที่ ๔ ของใจ หรือเรื่องที่ ๕ ของทั้งหมด วิญญาณขันธ์เมื่อทำวิชานาติ คือ รู้แจ้งต่ออารมณ์นั้น ๆ โดยอาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็ เป็นวิญญาณขันธ์ มันทำได้เอง ; เพราะว่าตามันมีประสาทตา, รู้รูปที่มา กระทบได้เอง ; หูมีประสาทหู, รู้เสียงที่มากระทบได้เอง ; จมูกมีประสาทจมูก รู้สิ่งที่มากระทบจมูกได้เอง ลิ้นก็มี ประสาทลิ้นรู้รสได้เอง ; ผิวกายก็มีประสาทกาย มันก็รู้ได้เอง ที่จิตมันก็มีส่วนที่รู้ทำนองประสาทอย่างนั้น แต่เขาไม่เรียก ประสาทก็มี มัน จิตหรือใจ ก็ตาม มัน ก็รู้ได้เอง. นี่ เรียกว่า วิญญาณขันธ์มันรู้ได้ตามธรรมชาติของมันเอง. แต่ ก็มีอวิชชาทำให้เกิดอุปาทานว่ากู-กู, เช่น ตาเห็นรูป ก็ว่ากูเห็น, หูได้ยินเสียงมันก็ว่ากูได้ยินเสียงไม่ใช่หูได้ยินเสียง, จมูกได้กลิ่น ก็ว่ากูได้กลิ่น นั่น ลิ้นได้รสก็ว่ากู่ได้รส, กายได้ สัมผัสทางผิวกายก็ว่ากูสัมผัสผิวกาย, ใจรู้สึกธัมมารมณ์ก็ว่า กูรู้สึกธัมมารมณ์. วิญญาณนี้ก็แจกไปตามอายตนะภายใน จักขุ- วิญญาณ โสตวิญญาณ มานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กาย-
น.34 ๒๘ วิญญาณ มโนวิญญาณ. นี่ สังเกตดูให้ดี นะ ว่ามันแจก กันอย่างไร ; ถ้ารูปนี้ก็ไม่ต้องแจกก็ได้, หรือถ้าแจกก็ ละเอียดมากมายเป็น ๒๘ เป็นอะไรกันต่าง ๆ รวมความว่า รูปอย่างเดียวก็พอ. ถ้า เวทนา ก็ แจกเป็นสุข ทุกข์ อทุกขมสุข, สัญญาก็แจกไปตามอายตนะภายนอก ใน รูป ใน เสียง ใน กลิ่น ใน รส ใน โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ , สังขารก็แจกไปตามคุณค่าคุณสมบัติ เป็น กุศล เป็น อกุศล เป็น อัพยากฤต, วิญญาณ ก็แจก ไปตามอายตนะ ภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. รู้เรื่อง ทั้ง ๔ เรื่องนี้ที่เป็นของใจ, ว่ามันรวมเรียก ว่าใจ, มีอาการแสดงได้ ๔ อย่างหรือบทบาท จึงมีคำว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิดขึ้น, นี่คือขันธ์ห้า. เมื่อไม่ ถูกยึดถือเอาด้วยอุปาทานก็เรียกว่าขันธ์ห้า, เมื่อถูกยึด ถือเอาด้วยอุปาทาน ก็เรียกว่าอุปาทานขันธ์ห้า; เป็น เรื่องที่มีอยู่จริงยิ่งกว่าจริงทุกวันตลอดเวลา แต่เราก็ไม่รู้จัก เพราะเราอยากจะรู้จักแต่เพียงชื่อว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ.
น.35 ๒๙ ฉะนั้นขอมารู้กันเสียใหม่, รู้จริง ๆ ลงไป ที่ว่ารูป นั้นคืออะไร, เวทนาคืออะไร, สัญญาคืออะไร, สังขารคืออะไร, วิญญาณคืออะไร ; เมื่อมันเกิดขึ้นจริง ๆ ก็ให้รู้สึกรู้จัก ด้วยจิต, หรือว่าถ้าเมื่อมัน ได้เป็นตัวกูเสียแล้ว, ไม่ใช่ขันธ์ ตามธรรมชาติเสียแล้ว. ก็ให้รู้ว่าเดี๋ยวนี้มันเป็นอุปาทาน- ขันธ์เสียแล้ว, ก็จะไม่เสียที ที่เราสวดกันทุกวัน อุปาทานขันธ์ เป็นตัวทุกข์. ถ้ายังเป็น ขันธ์เฉย ๆ ยังไม่เป็นทุกข์ ชนิดที่เจ็บ ปวด, มันเป็นเพียงว่าลักษณะแห่งความทุกข์เพราะมันเปลี่ยน แปลง. แต่ถ้า พอเป็นอุปาทานขันธ์แล้วมันกัดหัวใจ ทันที, เป็นทุกข์ที่เจ็บปวด เรียกว่าทุกขอริยสัจจ์. ถ้า มันเป็นเพียงมีลักษณะทุกข์ ยังไม่กัด นี้ก็เรียกว่าทุกขลักษณะ ขันธ์ทั่ว ๆ ไป ธาตุทั่ว ๆ ไปยังไม่ได้ถูกยึดเอาเป็นตัวตนมันก็ เป็นตามธรรมชาติ เรียกว่า มีทุกขลักษณะยังไม่กัดให้ เจ็บปวด; แต่พอไปจับเอามา เป็นตัวกู-ของกู มันกลาย เป็นทุกขอริยสัจจ์คือกัดให้เจ็บปวด แม้แต่ความทุกข์ มันก็ยังมีความหมาย ๒ อย่าง : ทุกขลักษณะมีลักษณะแห่งความทุกข์, เห็นได้ว่า เป็น
น.36 ๓๐ ทุกข์ทนยาก. ทีนี้ถ้าว่า ได้จับเอาด้วยอุปาทานแล้ว มันกลายเป็นทุกข์ที่เจ็บปวด ขึ้นในความรู้สึกของจิตใจ นี้ เป็นทุกข์ในอริยสัจจ์, เป็นทุกขอริยสัจจ์ คือความจริงของ ทุกข์ที่มีอยู่ในชีวิตจิตใจ คนรู้จักขันธ์ ๕ อย่างอัตตามาก่อนพุทธกาล นี้เรียกว่าขันธ์ห้า, ขันธ์ห้า คนรู้จักขันธ์ห้ากันมา ก่อน, ก่อนพระพุทธเจ้าเกิดนะ, คนเขาก็รู้จักขันธ์ห้า อย่า เข้าใจเอาเอง. ว่า พระพุทธเจ้าเพิ่งสอน เรื่องขันธ์ห้าอย่าง นั้น ขันธ์ห้าอย่างนี้, ขันธ์ห้าเป็นอย่างไร เรียกกันเป็นขันธ์ ห้า ขันธ์ห้านั้น เขารู้กันอยู่ตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด แต่ เขาไม่รู้ว่าขันธ์ห้านั้นเป็นอนัตตา. คนเหล่านั้น ก่อน โน้นเอาขันธ์ห้าเป็นอัตตา เป็นมีตัวกูเป็นอัตตา เสมอไป, อาการแห่งขันธ์ทั้งห้าล้วน ๆ นั้น เขารู้จักกันมา ก่อนพระพุทธเจ้าจะเกิด ; เห็นได้ง่าย ๆ เช่นพอพระพุทธ- เจ้ามาสอน ปัญจวัคคีย์ ท่านไม่ต้องมาสอนว่ารูปคืออะไร เวทนาคืออะไร สัญญาคืออะไร, ไม่ต้องสอนเห็นไหม. ในอนัตตลักขณะสูตร มาถึงก็พูดว่า รูป เป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา สัญญาอนัตตา สังขารอนัตตา วิญญาณ
น.37 ๓๑ อนัตตา อย่างนี้, ไม่ต้องบอกว่ารูปคืออะไรอย่างไร เวทนา อย่างไร ; เพราะเขารู้กันอยู่แล้ว แต่รู้ผิด รู้เป็นอัตตาไปเสีย. พระพุทธเจ้าก็มาบอกแต่เพียงว่ารูปเป็นอนัตตา, รูปอย่างที่แกรู้ ๆ อยู่นั่นแหละ ที่แกว่าเป็นอัตตานั้นเป็น อนัตตา, เวทนาเป็นอนัตตา, สัญญาเป็นอนัตตา, สังขาร เป็นอนัตตา, วิญญาณเป็นอนัตตา; นี่อย่าเข้าใจว่าเรื่อง นี้ไม่ใช่มนุษย์ไม่รู้ มันรู้แต่ว่ารู้ผิด มัน รู้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร นั้น เป็นอนัตตา, จนกว่า พระพุทธเจ้าจะ เกิดขึ้น จึงมาสอนให้รู้ว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา. พูดอย่างนี้มันก็เสี่ยงต่อการถูกด่า เพราะมีคนบางคน นั้นเขาเข้าใจว่าอย่างนั้น, เขายกย่องพระพุทธเจ้าจนลืมตัว ไปเอง จะให้รู้อะไรเสียหมด เพิ่งมารู้มาสอนเมื่อพระพุทธเจ้า เกิด. นี่เรามาสังเกตเห็นว่าโอ เขารู้กันอยู่ก่อนพระพุทธ- เจ้า แต่มันรู้ผิด, เขารู้ว่าขันธ์ทั้งห้าเป็นอัตตา, ขันธ์ ห้าเป็นอย่างไรนั้นเขารู้แล้ว แล้วก็เอาเป็นอัตตา. พระ พุทธเจ้ามาสอนว่าเป็นอนัตตา มันจึงเปลี่ยน เปลี่ยนตรง กันข้าม
น.38 ๓๒ นี่ก็ควรจะรู้กันไว้ด้วย ว่า เป็นเรื่องที่มนุษย์ รู้จัก กันอยู่ก่อนแล้ว, แต่รู้จักผิด ๆ, รู้จักเป็นอัตตาไปเสีย ; อย่างที่เรารู้เป็นตัวกูนั้น อย่างที่เราทุกคนรู้ตามธรรมชาติที่ไม่ ได้เรียนธรรมะ พอตาเห็นรูปก็ว่ากูเห็นรูป, หูได้ยินเสียงว่ากู ได้ยินเสียง, จมูกได้กลิ่นก็ว่ากูได้กลิ่น, เอามาเป็นของกูกูอย่าง นี้เสียหมด. พอเป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็น วิญญาณนั้น. ก็เป็นตัวกูไปเสียหมด ; กูเวทนา กูสัญญา กูสังขาร กูวิญญาณ คือ กูทำหน้าที่นั้น, แล้วทำเป็นของ กูเสียด้วย มันก็เลยเป็นทุกข์หนักเข้าไปอีก ขันธ์ ๕ เกิดเมื่อทำหน้าที่. ที่ต้องรู้อีกอย่างหนึ่งก็ว่า ขันธ์ทั้งห้านี้ มันก็ เกิดดับ, เกิดดับ ; ที่จะเรียกได้ว่าขันธ์ทั้งห้านี้ก็ต่อเมื่อมันทำ หน้าที่ : เมื่อรูปมันทำหน้าที่ของรูป ; เช่น ตาเห็นรูป หูฟังเสียง ฯลฯ ก็ตามนี้ ก็เรียกว่ารูปขันธ์เกิด, ถ้าไม่ทำหน้าที่ ก็เรียกว่ามันดับ ไปเป็นธาตุอยู่ยังไม่เป็นขันธ์.
น.39 ๓๓ เวทนา ก็เหมือนกัน เมื่อมันไม่ทำหน้าที่ เวทนา รู้สึกอะไร มัน ก็ยังไม่มีเวทนาขันธ์ ; พอทำหน้าที่รู้สึก อะไรก็เป็นเวทนาขันธ์, ในเมื่อมัน ไม่ทำหน้าที่เป็นเวทนา ขันธ์มันก็เป็นสักว่าธาตุ ๆ ตามธรรมชาติ. ธาตุอย่างนี้บางคนจะไม่เข้าใจ ก็ได้เพราะไม่เคย ได้ยิน, เคยได้ยินแต่ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ; นั้นก็เหมือนกัน แหละ เมื่อมันไม่ทำหน้าที่รูปขันธ์ มันก็เป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ, เมื่อเวทนายังไม่ทำหน้าที่ เวทนา มันก็เป็นธาตุ, เป็นเวทนาธาตุ, แล้ว มีสัญญาธาตุ สังขารธาตุ วิญญาณ ธาตุ ซึ่งไม่เคยได้ยินกัน เวทนาธาตุ สัญญาธาตุ สังขารธาตุ วิญญาณธาตุไม่ค่อยเคยได้ยินกัน, ก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ เช่น ที่เรียกว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ เมื่อ ไม่ทำหน้าที่เป็นรูปขันธ์ ก็เป็นสักว่าธาตุทั้ง ๔ นั้น, เมื่อไม่ทำหน้าที่ เวทนาก็เป็นสักว่าเวทนาธาตุ พร้อมอยู่ตาม ธรรมชาติ, หรือ สัญญาธาตุ ตามธรรมชาติ, สังขารธาตุ ตามธรรมชาติ, วิญญาณธาตุตามธรรมชาติ ; เมื่อไม่ทำ หน้าที่ก็ยังไม่เรียกว่าขันธ์ ต่อเมื่อทำหน้าที่ก็เรียกว่าขันธ์.
น.40 ๓๔ รู้ไว้เสียว่ามันไม่ได้ตาย, มันไม่ต้องตาย มันมีอยู่ในฐานะเป็น ธาตุตามธรรมชาติ, แต่ พอทำหน้าที่ขึ้นมาก็เรียกว่า รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ครั้น ทำหน้าที่แล้วมีความโง่เข้ามายึดถือเอา เป็นตัวกู-ของกู มันก็ กลายเป็นรูปูปาทานขันธ์, เวทนู- ปาทานขันธ์, สัญญูปาทานขันธ์, สังขารูปาทานขันธ์, วิญญาณูปาทานขันธ์. นี้แหละจะเป็นทุกข์, จะเป็นตัว ทุกข์. เมื่อไม่ได้ทำหน้าที่ ก็เรียกว่าเป็นธาตุ, พอทำ หน้าที่ก็เป็นขันธ์. การเกิดขึ้นของขันธ์ ๕. เอ้า, ทีนี้ก็มาดูให้ชัด ให้ชัดลงไป ว่ามัน เป็นขันธ์ ห้านั้นมันเป็นอย่างไร, เมื่อทำหน้าที่ตามธรรมชาตินั้นมันทำ หน้าที่อย่างไร ? ก็บอกแล้วว่าเมื่อทำหน้าที่จึงจะเป็นขันธ์. ทีนี้มาดูกันให้เห็นชัดว่า มัน ทำหน้าที่อย่างไร จึงเกิดเป็น ขนธ์ ขึ้นมา ; มันก็ ทำหน้าที่ทางทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, แต่ว่าในอย่างหนึ่ง ๆ นั้นมันทำหน้าที่
น.41 ๓๕ อย่างไร เราจะพูดไปทีละอย่างเป็น รูป เป็น เสียง เป็น กลิ่น เป็น รส เป็น โผฏฐัพพะ เป็น ธัมมารมณ์, ๖ หมวดนั้น. หมวดรูป. หมวดแรกรูป ตาเป็นธาตุ ตามธรรมชาติ มีอยู่ พร้อมทั้งระบบประสาท, นี่ว่า รูปขันธ์ภายใน เพราะ มันอยู่ข้างในคือตา แล้วมันมีประสาท, มัน ถึงกับรูปข้างนอก คือรูปที่จะเห็นด้วยตา, มันอยู่ข้างนอกนั่นแหละ, มันเป็น ขันธ์ภายนอก รูปขันธ์ภายนอก. รูปขันธ์ภายในคือตา รูปขันธ์ภายนอกคือรูปที่เห็นด้วยตา, พอตากับรูปมาถึงกัน เข้า มันก็เกิดรูปขันธ์ครบ มันมีรูปขันธ์ทั้งภายนอกทั้ง ภายใน. เมื่อรูปขันธ์ภายนอกภายในถึงกันเข้า ประสาท ทำหน้าที่ ก็เกิดวิญญาณขันธ์ รู้แจ้งรูปนั้น. นี่ลำดับมันเป็นอย่างนี้นะ ช่วยเข้าใจให้ดี ๆ ว่า อายตนะภายใน อายตนะภายนอก ถึงกันเข้า เกิดรูป- ขันธ์โดยสมบูรณ์ ; ทีนี้ เพราะอายตนะทั้งสองฝ่ายถึง กันเข้านี้จึงเกิด วิญญาณขันธ์, วิญญาณขันธ์มาเกิดอันดับ ที่สองอย่างนี้ ทั้งที่เรียงลำดับไว้อยู่ที่ห้าสุดโต่ง, ดังบาลีว่า
น.42 ๓๖ จกฺบุญจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปขฺขติ จกฺขุวิญฺญาณํ - เพราะมีตา กับรูปอาศัยกันจึงเกิดจักขุวิญญาณ, บาลีมีชัด ๆ อย่างนี้ ตา อาศัยกันเข้ากับรูป ย่อมเกิดจักษุวิญญาณ ตากับรูปนั้นเป็น รูปขันธ์ ถึงกันเข้าเกิดจักษุวิญญาณ เป็นวิญญาณขันธ์. อย่าฟังแต่เสียงซิ, ลองนึกถึงความจริงที่มันมีอยู่จริงเมื่อมัน กระทบ, เมื่อตากระทบรูป เกิดการเห็นทางตา เรียกว่า วิญญาณขันธ์. ทีนี้มันก็ มีการจำรูปนั้นได้ ว่ารูปอะไร, แล้ว หมายมั่นว่าเป็นรูปอะไร ; รูปต้นไม้ต้นไล่ ก้อนหิน ก้อนดิน คน หญิง ชาย สัตว์อะไรก็ตาม มันจำได้ว่าเป็นรูปอะไร แล้วก็ มันหมายมั่นว่าเป็นรูปอันนั้น ; นี่เรียกว่า สัญญาขันธ์เกิด แล้ว, มันเป็นสัญญาขันธ์ ส่วนที่จำได้ ชั้นนี้เท่านั้น ก็เป็น สัญญาขันธ์. ทีนี้มันก็ รู้สึกผลที่มากระทบ เช่นสวยแล้วสบายตา ไม่สวยไม่สบายตา รู้สึกอย่างนี้ก็เรียกว่า เวทนาขันธ์ : เกิด สัญญาชนิดที่จำได้ก่อน แล้วก็มาเกิดเวทนาขันธ์, มัน ค่อนข้างจะซับซ้อนนิดหน่อย แต่ถ้าเข้าใจก็จะไม่ฟั่นเฝืออะไร.
น.43 ๓๗ เมื่อเกิดเวทนาขันธ์ - รู้สึกสุขหรือทุกข์หรือไม่ อะไรอยู่ข้างในแล้ว มัน มีวิญญาณขันธ์ส่วนมโน, มโน วิญญาณขันธ์สัมผัสที่เวทนานั้นอีกทีหนึ่ง. เอ้า, มี วิญญาณขันธ์เกิดอีก ที่หนึ่ง แต่เป็นฝ่ายมโน รู้จักสัมผัสลง ที่เวทนาขันธ์. แล้วมันก็ เกิดความคิดนึก หมายมั่นถึงที่สุด ใน เวทนานั้นอีกทีหนึ่ง เป็นสุขเวทนา, เป็นทุกขเวทนา, เป็น ปุริสสัญญา, อิตถีสัญญา, อัตตสัญญา, อะไรก็สุดแท้ อัตต- สัญญานี้สำคัญมาก เป็นสัญญาขันธ์ ที่รุนแรงถึง หมายมั่น ไม่ใช่เพียงแต่จำได้ว่ารูปอะไร. แล้วก็ เกิดความคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับสิ่งนั้น เกี่ยวกับ เวทนานั้น ว่ากูจะทำอะไร, กูจะหาอะไรมาอย่างไร. กูจะ ได้มาไว้อย่างไร, กูจะกินอย่างไร, จะใช้อย่างไร จะบริโภค อย่างไร, เป็นความคิดปรุง, เป็นสังขารขันธ์. นี่ตอนนี้ เป็นเหตุให้ทำกรรม ทำอะไรต่อไป.
น.44 ๓๘ เพียงแต่ที่เป็นขันธ์นี้มันก็เป็นกลไกที่ซับซ้อน ที่จะ ต้องทำความเข้าใจให้ดี, นี่ จะพูดย้ำอีกครั้งหนึ่ง คอยฟังให้ ดี, คอยฟังให้ดี พออายตนะนอกในถึงกันเข้า ก็เรียกว่า เกิด รูปขันธ์, พอ รูปขันธ์นอกในถึงกันเข้าก็ เกิดวิญญาณขันธ์. รู้แจ้งทางอายตนะนั้น ๆ ; เช่นทาง ตาก็รู้ทางตา, รู้แจ้งทางตาเป็นจักษุวิญญาณ ; นี้ ยกตัวอย่าง ทางตา ก่อน. ทีนี้ก็ เกิดความจำได้หมายรู้ ว่ารูปอะไรเป็นต้น : เป็นสัญญาขันธ์, สัญญาขันธ์จำได้เกิดขึ้น. ต่อจากนั้นก็ รู้สึกผลของการที่มากระทบนั้น เป็นสุขหรือทุกข์ พอใจหรือไม่พอใจ ก็เรียกว่า เวทนาขันธ์ได้เกิดขึ้น. พอ เวทนาขันธ์เกิด ขึ้นนี้ ก็ เกิดสัญญา หมายมั่นในสัญญา นั้น อย่างรุนแรงอีกทีหนึ่ง, หมายมั่นในอารมณ์นั้น สุข ทุกข์อะไรก็ตาม หมายมั่นอย่างรุนแรงอีกทีหนึ่ง ไม่ใช่เรื่อง จำเฉย ๆ. ฟังให้ดีนะมัน มีอยู่สองสัญญา นะ ; สัญญาที่แรก เกิดขึ้นจำได้ ว่าเป็นอะไร, แล้วก็เกิดเวทนา. มันเกิด
น.45 ๓๙ สัญญาจำได้ ว่าเป็นอะไร แล้วก็เกิดเวทนาที่ผลของการ กระทบ เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ พอใจหรือไม่พอใจ, แล้ว หมายมั่นเวทนานั้นอีกทีหนึ่ง. นี่ตอนนี้ที่จะเกิดสัญญา ชนิดร้ายกาจ : เป็นสุขเป็นทุกข์เป็น จริงจัง กระทั่ง เป็นตัวตน, เป็นอัตตสัญญา, หรือว่าถ้ามันเกิด ในฝ่ายดี มันก็เป็นฝ่ายรู้ เป็นฝ่าย อนิจจสัญญา, อนัตตสัญญา. ถ้าเป็นฝ่ายโง่ก็เป็น นิจจสัญญา, เป็นอัตตสัญญา นี่เรียก ว่า สัญญาขันธ์ชั้นลึก. เวทนานั้นถูกมโนวิญญาณสัมผัส อีกทีหนึ่ง ก็ เป็นเรื่องของ วิญญาณทางมโน, แล้วจึงเกิดความคิด คิด อย่างนั้นอย่างนี้ เรียกว่าสังขารขันธ์. ถ้าเข้าใจก็คงจะเข้าใจเมื่อพูดว่า มัน จะเกิดรูปขันธ์, แล้วก็ เกิดวิญญาณขันธ์ รู้แจ้งที่นั้น, แล้ว เกิดสัญญาขันธ์ จำได้ว่าเป็นอะไร, แล้วก็ เกิดรู้ผลของการกระทบนั้นเรียก ว่าเวทนาขันธ์ แล้วก็สัญญา มั่นหมายในเวทนานั่นอีกที หนึ่ง, เป็นสัญญาขันธ์ชั้นลึก แล้วมันก็ เกิดมโนสัมผัส เวทนา นั้นอีกทีหนึ่ง เรียกว่ามโนวิญญาณในส่วนที่เกี่ยว
น.46 ๔๐ กับรูป, แล้วมันก็เกิดสังขาร เกี่ยวกับความคิด! ถ้าไม่ เข้าใจก็จะไม่รู้เรื่อง. จะไม่รู้เรื่องโดยประการทั้งปวง จึง ขอร้องเป็นอันมาก. ขอร้องในข้อนี้ ว่าสำคัญที่สุดที่ ขอให้ ศึกษารู้จักตัวจริงของมัน, อย่าเพียงแต่ฟังเสียง, ที่มันเกิด ขันธ์ห้านั้น เราจะเห็นได้ว่ามันมีอาการอย่างนี้. ถ้าเราจะเอาแต่สั้น ๆ ลุ่น ๆ ก็ได้ คือว่า พอเกิดตา กระทบรูป เป็นต้น ก็เกิดรูปขันธ์, สองอย่างนี้ ถึงกัน เข้าเกิดวิญญาณขันธ์ แล้วก็ มีผัสสะในขณะนั้น แล้วก็ เกิดเวทนาขันธ์ รู้อารมณ์รู้สึกรสของอารมณ์ ถูกใจไม่ถูกใจ สุขหรือทุกข์, แล้วก็ สัญญา มั่นหมายลงไปว่า เป็นตัวตนของ ตนอะไรทำนองนี้ แล้วเกิดความคิดเป็น สังขารขันธ์ มันก็ ครบห้าขันธ์ นี้ วิญญาณขันธ์ทำหน้าที่ตอนต้นที่หนึ่ง, มาทำ หน้าที่ ตอนกลางอีกทีหนึ่ง. สัญญาขันธ์ก็เหมือนกัน ทำ หน้าที่ตอนต้นจำได้เท่านั้น, กก แล้วหมายรู้สำคัญมั่นหมายว่า เป็นอะไรอีกทีหนึ่ง. วิญญาณขันธ์เกิดอย่างน้อยสองหน ในหนึ่งกรณี, สัญญาขันธ์เกิดอย่างน้อยสองหนในหนึ่ง
น.47 ๔๑ กรณี. นี้ทำให้เกิดการเรียงลำดับลำบาก เขาก็จะเรียงไว้ตาม ที่ว่ามันมีลำดับอย่างไร, ส่วน วิญญาณ นั้นเรียงไว้ สุดท้าย เพราะมัน เกิดตรงไหนก็ได้. นี้หมวดรูป หมวดรูปที่ทำได้ด้วยตา ก็เกิดขันธ์ ได้ครบทั้งห้า หรือ ๖-๗ อาการ เพราะมันซ้ำกันก็มี, ใน หมวดรูปมันก็เกิดได้อย่างนี้. หมวดเสียง หมวดกลิ่น หมวดรส หมวดโผฏฐัพพะ หมวดธัมมารมณ์ ก็เกิด ได้อย่างนี้. หมวดเสียง. เอ้า, ลองพูดเรื่องหมวดเสียงต่อไป หูอยู่ข้างใน เป็น อายตนะภายใน, เสียงเป็นของข้างนอก เป็นอายตนะภายนอก นี้เป็นรูปขันธ์, พอมัน มาถึงกันเข้าทำหน้าที่ ของมัน ก็เกิด รูปขันธ์ เพราะมันทำหน้าที่ของมันจึงเรียกว่ามันเกิด, มัน เกิดหูกับเกิดเสียงขึ้นมาแล้ว. เมื่ออยู่ตามธรรมดาไม่มาทำหน้า ที่ก็เรียกว่าธาตุ, ธาตุหู ธาตุเสียงเท่านั้นเอง ; แต่เดี๋ยวนี้พอ มาทำหน้าที่ก็เกิดเป็นรูปขันธ์ เป็นขันธ์ขึ้นมา.
น.48 ๔๒ เมื่อหูกับเสียงถึงกันเข้า ก็เกิดวิญญาณทางหู เรียกว่าโสตวิญญาณ, แล้วมันก็ จะเกิดสัญญาจำเสียงนั้น ได้ ว่าเสียงอะไร ; แล้วมันก็ เกิดเวทนาว่าสบาย แก่หูหรือ ไม่สบาย แก่หู, มัน สำคัญมั่นหมาย ได้อีกทีหนึ่งว่า มัน เสียงของอะไร, เสียงของหญิง เสียงของชาย, เสียงของคน ที่รักกัน, หรือเสียงของศัตรู มันสำคัญมั่นหมายอย่างนี้. แล้ว มโนจะสัมผัสอีกทีหนึ่งก็ได้ เช่นเดียวกันแหละ, แล้ว ก็ จะเกิดสังขาร คือความคิด เป็นสังขารขันธ์ คิด คิดอย่างไร เกี่ยวกับเสียงที่ได้เข้ามากระทบหู. เกิดขันธ์ห้าครบทั้งห้า แต่บางขันธ์เกิดสองหน หรือจะให้มากกว่าสองหนก็ได้ แล้วแต่เราจะพิจารณา จะแยกแยะมัน. แต่เป็นอันว่าอย่าง น้อยมันครบทั้งห้าขันธ์แหละ ช่วยจำให้ดี ๆ ว่าเมื่อ อายตนะภายในกับภายนอก ถึงกัน เรียกว่า รูปขันธ์เกิด มีผลให้เกิดวิญญาณขันธ์ ให้รู้แจ้ง แล้วก็จะ เกิดสัญญา ว่าเป็นเสียงอะไร แล้วมันก็ จะเกิดเวทนา จากความรู้สึกนั้น พอใจหรือไม่พอใจ แล้ว
น.49 ๔๓ มั่นหมายในเวทนานั้น , แล้วก็เกิดความคิดเกี่ยวกับ เวทนา นั้น นี่เรื่องหมวดเสียง. หมวดกลิ่น. ทีนี้ หมวดกลิ่น ก็อย่างเดียวกันอีก มันเกิดทั้งห้า อย่างหรือทั้งเจ็ดอย่างอย่างที่ว่า เหมือนกันเท่ากันแหละ, เสียงแล้วก็กลิ่น. จมูกคือรูปภายใน กลิ่นรูปภายนอกถึง กันเกิดวิญญาณทางจมูก เป็นฆานวิญญาณ, มีสัญญา จำได้ ว่ากลิ่นอะไรก็เป็นสัญญาขันธ์; มีเวทนารู้สึก พอใจ ไม่พอใจ ก็เป็นเวทนาขันธ์ , แลวสำคัญมั่นหมายกลิ่นว่า กลิ่นของอะไร จนกระทั่งกลิ่นทางเพศกลิ่นหญิงกลิ่นชายอะไร ไปโน้น, แล้วก็มโนสัมผัส รสอร่อยของมัน แล้ว เกิดสังขาร ขันธ์ ความคิดเกี่ยวกับการได้กลิ่นนั้น ๆ รูป เสียง กลิ่น แล้ว รสก็เหมือนกัน. หมวดรส. ลิ้นเป็นรูปขันธ์ภายใน และ รสที่มากระทบลิ้น นั้นเป็นรูปขันธ์ภายนอก มาถึงกันเข้าเกิดวิญญาณทาง ลิ้น, รู้จักรู้สึกต่อรสนั้น เกิดวิญญาณขันธ์ แล้วก็จำได้
น.50 ๔๔ หมายรู้ว่ารสอะไรก็ เป็นสัญญาขันธ์, รู้สึกพอใจไม่พอใจ เป็นเวทนาขันธ์. จิตสำคัญมั่นหมายในเวทนานั้นอีกที เป็นมโนวิญญาณในส่วนนี้, ก็วิญญาณที่สอง จังหวะที่สอง. แล้วก็ สังขารขันธ์เกิดความคิด ขึ้น ว่าจะจัดการอย่างไรกับ รสอันนี้, พอใจแล้วจะทำอย่างไร จะขวนขวายอย่างไร จะซื้อ หาอย่างไร เป็นเรื่องเป็นราวเป็นตุเป็นตะ, นี่เรียกว่าสังขาร- ขันธ์, ต่อไปนั้นก็เกิดกระทำกรรมต่าง ๆ นานา, นี่รส แล้วนะ. หมวดโผฏฐัพพะ. ทีนี้ โผฏฐัพพะ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คือ สิ่งที่มากระทบทางผิวหนัง กายนี้เป็นรูปขันธ์ภายใน มีระบบประสาท, โผฏฐัพพะที่เข้ามากระทบกายก็เป็นรูป ขันธ์ภายนอก กระทบกันแล้วก็เกิดวิญญาณขันธ์ คือรู้ แจ้งในสิ่งที่มากระทบโดยผิวกายที่มีประสาท เรียกว่าวิญญาณ- ขันธ์. มีสัญญา จำได้ว่าที่มากระทบนั้นอะไร นับตั้งแต่ว่า มันแข็งหรือมันอ่อน หรือมันนิ่ม แล้วแต่ แล้วแต่เรื่องของ มัน ก็เรียกว่ามัน จำได้ว่ามันเป็นสัมผัสของอะไร เป็น
น.51 ๔๕ โผฏฐัพพะของอะไรที่มาสัมผัส ก็เกิดเวทนาพอใจ หรือไม่ พอใจ เป็นเวทนาขันธ์ มโนวิญญาณสัมผัสเวทนาขันธ์ อีกทีหนึ่ง รู้เป็นเวทนามีรสอย่างนั้นอย่างนี้; นี่เวทนาขันธ์ จังหวะที่สอง. แล้วมันก็มี สังขารขันธ์คิดนึกเกี่ยวกับ โผฏฐัพพะนั้น ตามที่สัญญามันบอก ว่า เป็นโผฏฐัพพะ ของอะไร, ยิ่งเป็นโผฏฐัพพะระหว่างเพศ เป็นโผฏฐัพพะจาก หญิงโผฏฐัพพะจากชายอย่างนี้แล้ว ก็ยิ่งมีความหมายมาก. สังขารขันธ์ก็คิดไปได้มาก จนไปทำกรรมกระทำอย่าง ใดอย่างหนึ่ง ต่อไปอีก. หมวดธัมมารมณ์. เอ้า, ทีนี้ก็จะมาถึงอันสุดท้าย คือ ธัมมารมณ์ คือ ใจ ใจ, อันนี้แปลกจากเขาทั้งห้า เพราะว่าใจมันไม่ใช่รูป ใจ มันเป็นนาม แต่มันก็ต้องอาศัยรูป อาศัยรูปขันธ์. ธัมมา- รมณ์ ทั้งหลาย มาจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะห้าอย่าง แต่อดีต, แต่ครั้งอดีตที่เคยมีมาแล้ว มันเอามาคิดได้อีก มา รู้สึกได้อีก; แม้มันจะรู้สึกขึ้นมาใหม่ มันก็เอาของอดีตมา รู้สึกทั้งนั้น, ฉะนั้น จึงมีรูปขันธ์ในอดีตมาเป็นอารมณ์
น.52 ๔๖ ของมโน มโนแม้จะเป็นนามก็ตาม มาถึงเข้ากับรูปขันธ์ อันเป็นอดีตนี่, เรียกว่ารูปขันธ์อันเป็นอดีต ได้เกิดขึ้น แล้วเป็นรูปขันธ์, แล้ว เกิดมาในวิญญาณ รู้สึกต่ออารมณ์ นั้น, แล้วเกิดสัญญา จำได้หมายมั่นว่าเป็นเรื่องของอะไร มี ความหมายอย่างไร, เกิดเวทนา รู้สึกพอใจไม่พอใจ เกี่ยวกับ อารมณ์ในอดีตนั้น, มโนวิญญาณสัมผัส ความหมายหรือคุณ ค่าหรือความรู้สึกของเวทนานั้นอีกทีหนึ่ง ก็เป็นมโนวิญญาณ ส่วนนี้, แล้ว เกิดความคิดเป็นสังขารขันธ์ขึ้นมา สำหรับ ทำกรรมต่อไป. นี่มันแปลกอยู่ที่ว่าส่วนที่เป็นรูปขันธ์ทั้งห้าคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันมีอารมณ์ปัจจุบัน ; แต่ที่มัน เ ป็นเรื่อง ของมโนของธัมมารมณ์นั้นอาศัยอดีต, อาศัยรูปขันธ์อดีต มันก็มีรูปขันธ์ครบเหมือนกัน นี้จะเห็นได้ว่า จะด้วยเรื่อง ตา ก็ได้ หู ก็ได้ จมูก ก็ ได้ ฯลฯ ทั้ง ๖ เรื่อง นั้นแต่ละเรื่อง ๆ จะเกิดขันธ์ห้าได้ทั้ง นั้น หรือจะขยายออกไปเป็นขันธ์ห้าที่มันมีซ้ำบ้าง นับจำนวน ได้ตั้งเจ็ดขันธ์อย่างนี้ก็มี ; ผิด เพราะ มีสัญญาสองหน, มี
น.53 ๔๗ วิญญาณสองหน, แต่แล้วมันก็มีขันธ์ห้าครบได้ทั้งเรื่องทาง ตา เรื่องทางหู เรื่องทางจมูก เรื่องทางลิ้น เรื่องทางกาย เรื่อง ทางใจ. นี้คือเรื่องขันธ์ห้า เกิดขึ้นมาได้อย่างไร โดย อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, บอกว่าเรื่องสำคัญลึกซึ้ง ละเอียดลออสำคัญมาก พอจะพูดฝนก็ตก มันเป็นเรื่องสำคัญ, แต่เราไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ. ขอร้อง, ขอร้องอย่างยิ่งว่า เรื่องขันธ์ห้านี้มันเป็นเรื่องสำคัญ, เป็นหัวใจพุทธ- ศาสนา ; ถ้าไม่รู้จักก็โง่ เห็นเป็นอัตตาก็ต้องเป็นทุกข์, ถ้าเห็นเป็นอนัตตา ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา ก็ไม่เป็น ทุกข์. มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างนี้แหละ แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ มีใครสนใจ, จำได้แต่ชื่อ ท่องกันวันละหลาย ๆ หนู, แต่ก็ไม่ รู้ว่าว่าอะไร. นี้มันน่าเศร้า บางทีก็น่าเวทนา น่าสงสารไป เสียอีก. ให้ สรุปความได้ว่า ขันธ์ห้าที่จะจัดเป็นห้าอาการ หรือเพราะมีซ้ำอีกสองเป็นเจ็ดอาการ ก็ตามใจ มั นเกิดได้ ทั้งที่ตาเห็นรูป , ทั้งที่ หูพึ่งเสียง , ทั้งที่ จมูกได้กลิ่น , ทั้ง
น.54 ๔๘ ที่ ลิ้นได้รส , ทาง กายสัมผัสทางผิวหนัง , จิ ตสัมผัสทาง ธัมมารมณ์. ฉะนั้น เรื่องอายตนะภายนอกภายในนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรู้ ; เมื่อมันทำหน้าที่แล้ว มันเกิด ขันธ์ทั้งห้าขึ้นมา จากอายตนะทั้งหกนั่นแหละ. ขอให้จำเค้าอย่างนี้ ไว้, แล้วไปทบทวนอยู่เสมอ อยู่บ่อย ๆ ให้เข้าใจให้จนได้. อย่าปล่อยให้มันลืมไปเสียอีก, เข้าใจแล้วไปทบทวนกันใหม่, ไล่ไปตามลำดับ : เรื่องตา เรื่องหู เรื่องจมูก เรื่องลิ้น เรื่องกาย เรื่องใจ, เรื่อง ตา เกิดเบญจขันธ์อย่างไร, เรื่อง หูเกิดเบญจขันธ์อย่างไร, เรื่อง จมูกเกิดเบญจขันธ์อย่างไร, เรื่อง ลิ้นเกิดเบญจ- ขันธ์อย่างไร, เรื่อง ผิวกายเกิดเบญจขันธ์อย่างไร, เรื่อง ใจเกิดเบญจขันธ์ได้อย่างไร. มันมีหก แล้ว เกิดได้ทุก ๆ อย่าง อย่างละห้าละห้า อย่างน้อยสามสิบ. ให้รู้ไว้เถอะ มันจะได้เกิดตั้งสามสิบนั้น เพราะ มันมีหกอายตะ อายตนะหนึ่งเกิดได้ห้าขันธ์, ห้าคูณหก ก็ได้สามสิบ. เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องสามสิบ จำแนก โดยรายละเอียด, จำแนกย่อ ๆ ก็เป็นห้า ห้าขันธ์เท่านั้น เอง. แต่ถ้ามันทำอยู่จริงครบทุกอายตนะมันสามสิบ
น.55 ๔๙ การเกิดเป็นอุปาทานขันธ์. เกิดอุปาทานขันธ์ อย่างไร ? ที่นี้ เกิดขันธ์เฉยๆ นั้นอย่างที่ว่ามาแล้ว, อย่างที่ว่ามาแล้วหยก ๆ เกิดขันธ์เฉย ๆ นี้จะกลายเป็นอุปาทานขันธ์อย่างไร ? ก็เพราะความโง่ คืออวิชชา ให้เกิดอุปาทาน ไปยึดเอาว่าเป็นเรื่องของตัวกู, ไม่ใช่เรื่องของธรรมชาติ. ที่จริงมันเป็นเรื่องของธรรม- ชาติ, ธรรมชาติมันทำได้เอง. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันทำของมันได้เองอย่างนั้น แหละ, รู้สึกเป็นขันธ์ทั้งห้า อย่างนั้น ก็เรียกว่าขันธ์ห้า. แต่เดี๋ยวนี้ ความโง่ที่มาจาก สัญญาขันธ์นั้น มันทำให้เกิดความรู้สึกว่าตัวกูเป็นผู้ กระทำ; เพราะสัญชาตญาณมันเป็นอย่างนั้น. สิ่งที่มีชีวิตมันจะต้องมีความรู้สึกว่าเป็นตัวกู ที่ จะอยู่ที่จะตาย มันจึงเกิดอาการกินอาหาร, แสวงหาอาหาร, ต่อสู้ศัตรู, วิ่งหนีศัตรู, สืบพันธุ์ อะไรกันไป, ในความหมาย ที่จะคงไว้ซึ่งตัวกู ไม่ให้ตัวกูสูญหายไปได้, นั่นแหละดู ให้ดี.
น.56 ๕๐ ตัวกู แม้จะเป็นเพียงมายา แต่ว่าเป็นเรื่องมหาศาล, เป็นเรื่องลึกลับที่สุด เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่บันดาลให้ สิ่งทั้งหลายนั้นเป็นไป เป็นไป เพราะมันมีความหมายแห่ง ตัวกู. ทุกชีวิตมันต้องการจะทำเพื่อตัวกู เพื่อความ หมายแห่งตัวกู, รวมกันทั้งโลกทั้งจักรวาล เป็นเรื่องเท่าไร, เป็นเรื่องมหาศาลนับไม่ไหว มาจากทำเพื่อตัวกูทั้งนั้น. เห็น แก่ตัวกูแล้วยิ่งไปกันใหญ่. นั้นได้พูดมาแล้วในครั้งที่สองว่า ความเห็นแก่ตัว นั้นเป็นเหตุให้เกิดทุกข์. นี้มารู้จักว่าขันธ์ห้านี่มันเป็น อย่างนี้ : เกิดมาจากอายตนะหกทำหน้าที่, แล้วก็เกิด ขันธ์ห้า เป็นตัวขันธ์ล้วน ๆ เป็นตัวขันธ์ล้วน ๆ ฟัง ให้ดี. ทีนี้ มันไม่หยุดอยู่แค่นั้น มันมือวิชชาอุปาทาน เข้าไปเอาตัวขันธ์ล้วนมาเป็นของกู; เป็นรูปของกู เวทนาของกู, รูปเป็นตัวภู เวทนาเป็นตัวกู สัญญาเป็นตัวกู สังขารเป็นตัวกู วิญญาณเป็นตัวภู, ที่นี้ โง่ครั้งที่สอง ว่ารูป เป็นของกู เวทนาเป็นของกู สัญญาเป็นของกู สังขารเป็น ของกู วิญญาณเป็นของกู. ฉะนั้นมันจึงมีทั้งตัวกูและทั้ง
น.57 ๕๑ ของกู. ตัวกู คือมัน เป็นเสียเอง ถ้า ของกู นั้นมัน เป็นมา สำหรับเป็นของกู. เช่นว่า รูปร่างกายนี้ ทำอะไรได้ ก็เลยเอาร่างกาย นี้เป็นตัวกู, ทีนี้ เมื่อทำแล้ว มันเป็นของกู กระทำ เป็น การกระทำของกู. อย่างนี้เรียกว่าของกู. อัตตานั้นเป็นตัวกู, อัตตนียาเป็นของกู. ถ้าใครอยากจะจำคำบาลี จงจำคำสองคำว่า อัตตา คือ ตัวกู, อัตตนียา นั้นเป็น ของกู, เช่นจะเอาร่างกายนี้เป็นของ กูก็ได้ เป็นของกูก็ได้, แล้วแต่ความโง่ หรือสิ่งที่แวดล้อม มันให้คิดไปอย่างไร. คิดว่าร่างกายนี้ตัวกูก็ได้, แล้วตัวกู นี้ของกู ร่างกายของกู อย่างนี้ก็ได้, มีความหมายให้เกิดผล อย่างเดียวกัน คือเป็นทุกข์ ให้ต้องเป็นทุกข์ ตัวกูและของกู. นี่ ขันธ์ห้าล้วนๆ ไม่ถูกยึดถือก็เป็นขันธ์ห้า, พอถูกยึดถือก็เป็นอุปาทานขันธ์ห้า. ถ้าความรู้สึกว่า กู หรือ ของกูยังไม่เกิดขึ้น ก็ยังเป็นขันธ์ล้วน ๆ ไม่ค่อยมี ความหมายอะไร, มีแต่ลักษณะที่ เป็นทุกข์แต่ยังไม่เจ็บปวด. พอมีตัวกู-ของกูเข้ามา ก็เป็นภาระหนัก เป็นของ
น.58 ๕๒ บีบคั้น กดดัน เผาลน ครอบงำ อะไร เป็นทุกข์. ฉะนั้น ขันธ์ล้วน ๆ มีความทุกข์แต่เพียงเป็นลักษณะ แต่ อุปาทาน- ขันธ์มีผลคือความเจ็บปวดเลย, เป็นทุกข์ทรมานเลย. นี่เรามา พิจารณาดูกันให้ดีๆ ตาเห็นรูป เกิด รูปขันธ์, แต่เกิดความโง่ว่า กูเห็นรูป นี่ ต่างกันมากนะ, ถ้ามันรู้สึกแต่เพียงว่า ตาเห็นรูป มันก็ ไม่มีเรื่องของกู. แต่เดี๋ยวนี้มันมี กูเห็นรูป ต่างหาก ทีนี้พอ หูได้ยิน เสียง นี่ มันว่า กูได้ยินเสียง , พอ จมูกได้กลิ่น ตามธรรมชาติ รู้สึกตามธรรมชาติ ตามระเบียบของธรรมชาติ มันก็ว่า กูได้ กลิ่นนี่, ก็เกิดความหมายเป็นของกู. มีความคิดที่จะจัดจะทำ ยุ่งไปหมด. ลิ้นได้รส มันก็ไม่ว่าลิ้นได้รสตามธรรมชาติ, กูได้รสขึ้นมา, กายได้สัมผัสผิวหนัง มันก็ไม่ว่ากายสัมผัส ผิวหนัง ก็ว่ากูสัมผัสผิวหนัง, ใจรู้สึกต่อความรู้สึกธัมมารมณ์ มันก็ กูรู้สึก. จำคำว่าขันธ์และอุปาทานขันธ์ไว้ให้ดี แล้วก็ไป แจกลูก แจกลูกเอาเองได้ เหมือนท่องสูตรคูณ ว่า :
น.59 ๕๓ รูปขันธ์ แล้วก็ รูปูปาทานขันธ์, เวทนาขันธ์ แล้วก็ เวทนูปาทานขันธ์, สัญญาขันธ์ แล้วก็ สัญญูปาทานขันธ์, สังขารขันธ์ แล้วก็ สังขารูปาทานขันธ์, วิญญาณขันธ์ แล้วก็ วิญญาณูปาทานขันธ์. แถวหน้า แถวแรกไม่มีอุปาทาน ยังไม่กัด, แถว หลังมีสระอู ๆๆๆ เข้าไป เป็นอุปาทานขันธ์นี้กัด คือเป็น ทุกข์. รู้ความแตกต่างระหว่างขันธ์กับอุปาทานขันธ์ ให้ดี ที่สุด. ถ้าเรามองเห็นความจริงข้อนี้, มองเห็นความจริง ข้อนี้แล้ว เราก็จะรู้ ๆ ได้ด้วยตนเองแหละ. รู้ได้ด้วยใจ เองว่า มันไม่มีตัวกู มันไม่มีตัวกู, มันมิใช่ตัวกู มัน มิใช่ของกู. มันเป็นไปตามธรรมชาติอย่างนั้นเอง, แต่มี ความโง่ มีอวิชชา มีตัณหา มีอุปาทาน ในที่สุด เข้ามา ครอบงำ มันเลยเปลี่ยนความรู้สึกเป็นตัวกูเป็นของกู, มันจึงเปลี่ยนจากขันธ์เฉยๆ ไปเป็นอุปาทาขันธ์.
น.60 ๕๔ ขันธ์เฉย ๆ กลายเป็นอุปาทานขันธ์ คือถูกยึดครองด้วย อุปาทาน, แล้ว มันก็กัดเอา ๆ ขันธ์เฉย ๆ ยังไม่กัด. แล้วก็เห็นได้ว่า คน มนุษย์ รู้จักกันมาตั้งแต่ก่อน พุทธกาล แต่ไม่รู้ความจริงที่ว่าเป็นอนัตตา เขาเอาเป็น ตัวกู, ตัวกูเสียหมด . แล้วการเรียงลำดับนี้มันก็ชวนฉงน ว่า ทำไมเอาวิญญาณไปไว้ท้าย ที่จริงวิญญาณมันเกิด ตั้งแต่ว่าพอรูปขันธ์ถึงกันเข้า, อายตนะภายในภายนอก ถึงกันเข้าเกิดวิญญาณแล้ว น่าจะเอาไว้เป็นเรื่องที่สอง ; แต่เอาไปไว้ท้ายสุด เพราะว่ามันเกิดได้หลายตอน. เรื่องขันธ์อาจหมายถึงอุปาทานขันธ์ได้. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้ตามลำดับ เรื่อง. พอวิญญาณไปอยู่ตอนสุดท้าย ไม่ถูกตามลำดับที่ เกิดจริง เพราะว่าวิญญาณนั้นมันเกิดได้หลายหน, ในกระบวน วงจรนั้นมันเกิดได้หลายหน. แล้วก็จำไว้ให้ดี ๆ ว่า ถ้ายัง เป็นเพียงขันธ์เฉย ๆ ยังไม่กัด ยังไม่เป็นทุกข์, พอเป็น อุปาทานขันธ์แล้วกัดทันที. เหมือนกับก้อนหินวางอยู่
น.61 ๕๕ เฉย ๆ ไม่หนัก, แต่พอเอามาแบกมาถือไว้ก็หนักขึ้นมาทันที. ขันธ์ นี้แหละ ถ้าปล่อยไว้เฉย ๆ มันก็ไม่หนัก, ถ้ามาเป็น ขันธ์เป็นตัวกูมันก็หนัก เพราะมันเอามาแบก ; เหมือน กับเอาก้อนหินขึ้นมาแบกมันก็หนัก, ถ้าโยนทิ้งลงไปเสียมัน ก็เบา. แต่ บางทีคำในบาลีก็ชวนฉงน เหมือนกัน โดย มากเป็นคำที่เป็นกาพย์กลอน, กาพย์กลอนบังคับให้เป็น อย่างนั้น. เช่น พูดว่าขันธ์เฉย ๆ แต่หมายถึงอุปาทานขันธ์ ก็มีนะ, นี่จะบอกให้รู้ไว้ว่า ในพระบาลีก็ไม่แน่นอน. ถ้าเป็น คำกาพย์กลอน กาพย์กลอนมันบังคับให้เรียงอย่างนั้นอย่างนี้, อย่างนี้ก็คำว่า ขันธ์เฉย ๆ กลายเป็นอุปาทานขันธ์ไปก็มี เหมือนที่สวดกันอยู่ทุกวันว่า ภารา หเว ปญฺจก- ขนฺธา - ขันธ์ทั้งหลายห้าเป็นของหนักเน้อ. นั่น ขันธ์นี้คือ อุปาทานขันธ์, ไม่ใช่ขันธ์เฉย ๆ, ขันธ์ห้านี้หมายถึง อุปาทานขันธ์ห้าเป็นของหนัก เพราะมันเป็นอุปาทาน- ขันธ์ที่ยึดเอาเป็นของกูแล้ว. ถ้าขันธ์เฉยๆไม่ได้ยึดเอา เป็นของกู มันก็ไม่หนัก ; ภารา หเว ปญฺจฺขนฺธา - ขันธ์
น.62 ๕๖ ทั้งห้าเป็นของหนักเน้อ, ภารหาโร จ ปุคฺคโล - บุคคลคือยึดถือ ว่าบุคคล บุคคลนั่นแหละเป็นผู้แบกของหนัก, ภาราทานํ ทุกฺขํ โลเก - ถือของหนักเป็นทุกข์, ภารนิกฺเขปนํ สุขํ- โยนของ หนักทิ้งเสียก็เป็นความสุข. พระอริยเจ้าสลัดของหนัก ทิ้งเสียแล้ว, ไม่เอาของหนักอื่นขึ้นมาถือไว้อีก มันก็ดับ สนิทไม่มีทุกข์, นั้นเป็นคำกาพย์กลอน ; แม้จะใช้คำว่า ขันธ์เฉย ๆ แต่หมายถึงอุปาทานขันธ์ก็มี. อย่างนี้เข้าใจไว้ มิฉะนั้นจะสับสน, มิฉะนั้นจะสับสน. คำว่า ทุกข์ ๆ ก็เหมือนกันแหละ เราใช้คำว่าทุกข์ เหมือนกันหมด; แต่ในบางทีหมายถึงทุกขลักษณะ ที่เห็นเป็นลักษณะแห่งความทุกข์ ไม่ได้กัดไม่ได้เจ็บปวดอะไร. แต่ บางทีคำว่าทุกข์หมายถึงสิ่งที่มันเจ็บปวดบีบคั้นเผา ลนอยู่ในใจก็มี, ใช้คำว่าทุกข์ ทุกข์คำเดียวกัน. เพราะ ฉะนั้น ให้รู้ไว้ว่าคำว่าทุกข์เป็นต้นนี้ บางทีก็มีความหมาย เป็นเพียงทุกขลักษณะ ที่มีอยู่ทั่ว ๆไป แม้ต้นไม้ต้นไล่ก้อน หินก็มีลักษณะแห่งความทุกข์ ไม่กัด ไม่เจ็บ ไม่ปวด, แต่ใน บางทีมี ความหมายว่าเป็นทุกข์ชนิดเจ็บปวด, ปญฺจุปาทา-
น.63 ๕๗ นกฺขนฺธา ทุกขฺา ทุกข์อย่างนี้คือเจ็บปวด, เจ็บปวดเพราะ อุปาทานยึดมั่นเป็นตัวตน เป็นของตน. ตัวตนเป็นมายาโดยสัญชาตญาณ. ตัวตน ตัวตน เป็นมายาไม่ได้มีอยู่จริง, ความโง่ สร้างขึ้น กิเลสตัณหาอุปาทานสร้างขึ้น, ตัวตนเป็นสิ่งที่ไม่ ได้มีอยู่จริง ; เด็กเกิดมาจากท้องแม่ไม่มีความรู้อะไรเลย. พระพุทธเจ้าตรัส ฟังดูแล้วก็น่าขันที่สุด ว่า เด็กคลอดมาจาก ท้องแม่ไม่มีความรู้เรื่อง เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ; หมาย ความว่าเด็กอยู่ในท้อง คลอดออกมาไม่รู้เรื่องทุกข์และ เรื่องดับทุกข์เลย, ก็ต้องปล่อยไปตามธรรมชาติ, ก็ต้องมี ความคิดชนิดที่เป็นทุกข์ตามสัญชาตญาณ, ตามสัญชาตญาณ ซึ่งมันจะต้องมีความรู้สึกว่าตัวตน. ฉะนั้น เรื่องตัวตนนี้มันมีอำนาจมาก ทำให้เรา ยึดถือตลอดชีวิตกันเลย, มีตัวตน มีตัวตน เป็นภาษาคน สำหรับพูดกันในโลก. คำว่า ไม่มีตัวตน เป็นภาษา
น.64 ๕๘ ธรรม สำหรับพูดกันแต่ในหมู่ผู้รู้, หรือว่าจะสอนคนไม่ รู้ให้มันรู้ความจริงว่า มันไม่มีตัวตน. นี่มันก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำให้รู้ เกิดมามีความรู้แต่ เพียงสัญชาตญาณ ที่ธรรมชาติมันกำหนดให้ : รู้กินรู้หิวรู้ ไปตามธรรมชาตินั่นแหละ กระทั่งรู้สืบพันธุ์ เป็นเรื่องรู้ ตามธรรมชาติ, นี้เอามาเป็นตัวตนของธรรมชาติ ตาม สัญชาตญาณ, มีตัวตนตามอำนาจของสัญชาตญาณ ตาม ธรรมชาติที่ชีวิตมันต้องมีความรู้สึกว่าตัวตน ไม่อย่างนั้นมัน ไม่ต่อสู้เพื่อรอดชีวิต. ต้นไม้นี้มันต่อสู้เพื่อรอดชีวิต, สัตว์ มันต่อสู้เพื่อรอดชีวิต, คนก็ต่อสู้เพื่อรอดชีวิต, เพื่อตัวตน นี้ตัวตนตามสัญชาตญาณ ; มิฉะนั้นมันไม่ต่อสู้เพื่อมี ชีวิต, มันก็จะไม่เกิดชีวิต มันก็จะไม่ดำรงชีวิต. นี่ ตัวตน อย่างนี้มันเป็นพื้นฐานที่มีไว้สำหรับจะมีชีวิต. แต่แล้วก็ มีปัญหาที่ว่ามายึดเอาเป็นตัวตน มัน ก็ต้องกัดหัวใจ, จึงต้องรู้ว่ามันมิใช่ตัวตนที่แท้จริง, เป็น แต่ตัวตนของความโง่สร้างขึ้นมา, ก็เปลี่ยนตัวตนของ ความโง่ มาเป็นตัวตนของความฉลาดเสียซิ, ฉลาด ๆ จนรู้ว่า
น.65 ๕๙ เอ้ามันไม่ใช่ตัวตนนี่ มันมิใช่ตัวตน. ทำตัวตนของความ โง่ให้มาเป็นตัวตนของความฉลาด แล้วรู้ ๆ ๆ ๆ ยิ่งขึ้นไปจน เอ้า, มันไม่มีตัวตน ถึงที่สุดแหละ, เป็นตัวตนที่ไม่ถูกยึดถือ ว่าตัวตน ก็คือไม่มีตัวตน. ก่อนนี้มันมีตัวตนด้วยความยึดถือ, ยึดถือเอง ยึด ถือเป็นเอง ด้วย ไม่ต้องมีใครมาสอน ตามสัญชาตญาณ. สิ่งที่มีชีวิตรู้จักยึดถือว่าเป็นตัวตนทั้งนั้น ต่อสู้เพื่อตัวตนทั้ง นั้น, ต่อสู้เพื่อจะไม่สูญพันธุ์ด้วย. นี้คือธรรมชาติทำให้มี การสืบพันธุ์ แล้วเอากามารมณ์มาปะหน้า เป็นเหยื่อล่อไว้ให้ คนสืบพันธุ์, ให้สัตว์มันสืบพันธุ์ ให้ต้นไม้มันสืบพันธุ์, มัน หลับ, มันหลับ ปล่อยไปตามธรรมชาติ ตามสัญชาตญาณ อย่างนั้น, มันหลับ มันหลับฟังให้ดี มันไม่รู้มันหลับแล้วมัน ก็ซบเซา. เดี๋ยวนี้มาเป็นผู้รู้ เป็นพุทธะ เป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบาน จากความไม่รู้มาทำให้รู้, จากความหลับมาทำ ให้เป็นความตื่น, มาจากความซบเซามาทำให้เป็นผู้เบิกบาน เรามาเป็นพุทธะกันเถิด มาเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ; มิ-
น.66 ๖๐ ฉะนั้นจะเป็นผู้ไม่รู้ เป็นผู้หลับ เป็นผู้ซบเซา อยู่ในกองทุกข์. นี่พระคุณของธรรมะ, พระคุณของคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยน. ศึกษาเรื่องอนัตตาตามหลักวิทยาศาสตร์. เอาละ ทีนี้ยังเหลือนิดหน่อย ก็อยากจะพูดว่า เรามาถึงยุควิทยาศาสตร์ ยุคปัจจุบันนี้เป็นยุคปรมาณูเป็น วิทยาศาสตร์ มีเรื่องของธรรมชาติที่รู้แจ้งรู้ประจักษ์ต่อธรรม- ชาติยิ่งขึ้นทุกที ขอให้รู้เรื่องธรรมชาติ ธรรมชาติยิ่งขึ้นทุกที ยิ่งขึ้นทุกที มารู้เรื่องอนัตตากันตามวิถีทางวิทยาศาสตร์ ก็ เป็นไปได้ ซึ่งจะยกตัวอย่างให้ฟังอีก มันเกือบจะซ้ำกันแต่ มันไม่ซ้ำกันทีเดียว ว่าเราจะเรียนอย่างวิทยาศาสตร์. ถ้ามีดมันบาดนิ้ว มันก็ให้มีดมันบาดนิ้ว, ถ้าเป็น วิทยาศาสตร์ ก็ว่า ธาตุชนิดหนึ่ง หรือรูปขันธ์ชนิดหนึ่งคือ มีดนั้นมัน แหวกเข้าไปในระหว่างธาตุ หรือรูปขันธ์ชนิด หนึ่ง คือเนื้อเท่านั้นแหละ, มีดมันผ่านไประหว่างเนื้อ แล้ว เนื้อมันมีระบบประสาทมันจึงรู้สึก. เพราะฉะนั้นจึงรู้สึก
น.67 เหมือนที่เรารู้สึกเมื่อมีดมันบาดมือ. ถ้าอย่างนี้ มันก็มีแต่ธรรมชาติ ที่ผ่าเข้าไปในธรรมชาติไม่มีมีด ไม่มีนิ้ว มือ; ที่มาสมมติเป็นมีดเป็นนิ้วมือนั้นมันสมมติขึ้นเอง มันมีแต่ธรรมชาติอย่างหนึ่งซึ่งเราเรียกมันว่ามีด มาแทรกเข้า ไปในธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง. ที่เราเรียกว่าเนื้อ, เนื้อที่นิ้ว มือด้วย. เรียนอย่างวิทยาศาสตร์ก็ว่า มันธรรมชาติอย่างหนึ่ง ผ่าเข้าไประหว่างธรรมชาติอย่างหนึ่ง ถ้าพูดธรรมดาเข้ามาอีก หน่อยก็ว่า มีดมันบาดนิ้ว แต่ ไม่ใช่บาดกู. แต่ว่าคนโง่ ทุกคนจะพูดว่ามีดบาดกูนะ มันจะรู้สึกว่ามีดบาดกู ไม่ใช่บาด นิ้วของกู รู้ลงไปจนถึงว่ามันมีตัวกูไปเสียหมด ให้มีดก็ เป็นตัวกู, แล้วฟัดมีดกระจัดกระจายแตกหักไปหมดเลย, มีด มันเป็นตัวกูมาบาดกูนั้น. ความโง่เรื่องตัวกูมันมากจนถึง อย่างนี้ มันจึงหักมีดหรือทำลายมีด ให้มีดเป็นตัวกู เป็น ศัตรูของกู นี้เรียกว่ามันไม่รู้เสียเลย. เดี๋ยวนี้มันมีดบาดกู แล้วก็กูถูกมีดบาด แล้วความโง่ ต่อว่ากูเจ็บ, แล้วโง่ต่อไปว่ากูจะตาย กูจะตาย, เห็นเลือด
น.68 ๖๒ เป็นความตาย ไปเสียหมดเลย มันโง่ . ฉะนั้นเด็กเล็ก ๆ พอเห็นเลือดก็เป็นลม, พอเลือดออกมากจะเป็นลมแล้ว มันจะ ตายแล้ว เพราะมันมีตัวกูจัดเกินไป. เมื่อก่อนนี้เรามีเณร อยู่ที่นี่องค์หนึ่งขึ้นไปทำงานบนภูเขา หนามขี้แรดมันตำเท้า พอหนังขาดมันเป็นลม มันจะตาย มันกลัวจะตาย, หนามขีด เนื้อหน่อยหนึ่งมันมีความหมายว่ามันจะตาย, มันเป็นลมหน้า เขียวต้องแก้ไขกัน. นี่มัน ยึดถือมากเกินไป. พอกูถูก บาดแล้วกูก็จะตายเท่านั้นแหละ, ตายแน่, แล้วก็จะตาย. ทีนี้เราก็ มาเห็นว่ามันเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติ ธรรมชาติ, เป็นขันธ์เป็นธาตุ จนกระทั่งเป็นธาตุเหล็ก อันหนึ่งผ่าไปในระหว่างธาตุเนื้อหนังร่างกาย, ไม่มีตัวกูที่ถูก บาด หรือว่าจะตาย. ความคิดอย่างนี้มันเกิดได้อย่างน่า ประหลาดน่ามหัศจรรย์เพราะมันโง่ ; มันโง่ได้เท่าไร, มัน โง่หมด แล้วมันโง่มหาศาล จนว่าไม่ใช่ตัวตนก็โง่ว่าตัวตน, มิใช่ของกูก็ว่าของกู แล้วแต่สิ่งแวดล้อมมันมาทำให้โง่. จะยก ตัวอย่าง เหมือนกันว่า ลูกตาย, ลูกตาย ลงไป คนหนึ่ง มันไม่มองเห็นว่าสังขารเปลี่ยนไปตามธรรมชาติของ
น.69 ๖๓ สังขาร, มันจะรู้สึกแต่ว่าลูกของกูตายนี่ มันก็จะตายเสียเอง ด้วยความรัก ด้วยความทุกข์. ถ้าจะรู้ว่านี่มัน เป็นเรื่อง ของสังขารตามธรรมชาติที่มันต้องเป็นไปอย่างนั้น, มัน จะเอาเป็นลูกของกูไม่ได้, มันเป็นสังขารของธรรมชาติ ; ถ้าอย่างนี้มันก็ไม่เป็นทุกข์ หรือเป็นทุกข์น้อย หรือไม่เป็น ทุกข์เลย. เดี๋ยวนี้มันเอามาเป็นลูกของกู. แล้วมันก็มีได้ แม้ในสิ่งที่มิใช่ลูกของกู หรือว่าเอาสิ่งที่ไม่ใช่ลูกของกูมา เป็นลูกของกู เหมือนว่า ลูกของตัวแท้ ๆ แต่มัน ถูกขโมยไป เสียตั้งแต่เล็ก ๆ เมื่อไรก็ไม่รู้ ไปเป็นใหญ่เป็นเด็กโตขึ้นมาแล้ว แม้มันจะมาตายอยู่ต่อหน้า เราก็ไม่รู้สึกอะไร, มันก็ไม่รู้สึก อะไรเพราะมันไม่ได้รู้ว่านี้ลูกของกูที่ถูกขโมยไป, มันไม่รู้มันก็ คิดว่าลูกของคนอื่นไม่ใช่ของกูมันก็ไม่เป็นทุกข์. แต่ถ้า ลูกของกูแท้ ๆ มาตายอยู่ต่อหน้ากู นี่ก็เป็นทุกข์เกือบตาย. หรือว่ามัน ไม่ใช่ลูก ของตน แต่มันเข้าใจผิดว่า เป็นลูกของตน เพราะว่าเขาสับเปลี่ยน เสียตั้งแต่มันแรก คลอด ; เด็กนั้นถูกสับเปลี่ยนเสียตั้งแต่เมื่อแรกคลอด แม่
น.70 ๖๔ คนนั้นคิดว่าลูกของกู มันก็รักลูกของกู มาตายอยู่ต่อหน้า นี้มัน ก็เป็นทุกข์เกือบตาย ; ถ้าเป็นลูกจริงลูกแท้จริงแต่ มันไม่รู้แม้จะมาตายอยู่ต่อหน้า มันก็ไม่เป็นทุกข์เลย. นี่มันเล่นตลกกันได้ถึงขนาดนี้นะ ขอให้สนใจกัน บ้างว่า ความยึดถือว่าตัวกูนี้มันหลอก ไปตามความโง่ อวิชชา ตัณหา อุปาทานไม่ใช่ตนก็เห็นเป็นของตนได้, หรือที่เป็นลูก ของตนจริง, มันไม่รู้มันก็ไม่เข้าใจว่าเป็นลูกของตน มันก็ ไม่รู้สึกว่าเป็นลูกของตน แม้จะมาตายอยู่ตรงหน้านี้มันก็ไม่ เป็นทุกข์เลย, ลูกปลอมที่เชื่อว่าเป็นลูกของตนมันก็เป็นทุกข์ เท่ากันแหละ ; รู้ค่าหรือความหมายของอุปาทานที่มัน หลอกลวงถึงขนาดนี้. มันเป็นเชือกแท้ ๆ ถ้ามันเห็นเป็น งูมันก็ตกใจเกือบตาย, เป็นงูแท้ ๆ เห็นเป็นเชือกมันก็ไม่กลัว ว่าจะถูกงูกัด. นี่ลองคิดดูว่า อุปาทาน อวิชชา นี้ มัน หลอกลวงเท่าไร. ยึดขันธ์ ๕ เป็นตัวตนจะทุกข์มาก. สิ่งที่ต้องรู้จักโดยแท้จริง ก็คือ ขันธ์ห้ามิใช่ตน ; พอเห็นเป็นตนเมื่อไรมันก็กัดเอาเมื่อนั้น, มันก็กัดเอาอย่าง
น.71 ๖๕ มากๆ ยึดถือเป็นของกูเท่าไร มันจะมีความทุกข์มากเท่านั้น. ถ้าว่ามีดมันบาดนิ้วก็เป็นทุกข์เท่านั้น, แต่ถ้ามีดมันบาดกูแล้ว มันก็เหมือนบาดหัวใจ นี่ระวังกันให้ดี ๆ ว่าอย่าให้มันถึง ขนาดนั้น. เรื่อง พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นอุทาหรณ์ว่าเรื่องลูกศร สองลูก ลูกศรมาแทงเข้ามันก็เจ็บปวดเท่านั้นแหละ, แต่ถ้า คิดว่ามาแทงกู มันจะตาย มัน ก็เจ็บมากกว่านั้น. เราให้มัน เป็นเพียงธรรมชาติ กระทำกับธรรมชาติ, อย่าเป็นการ กระทำแก่กู มันจะได้เป็นทุกข์น้อย. มีดบาดมืออย่า บาดกู, หรือว่าเห็นเป็นว่าธาตุ ทำหน้าที่ของมันตามธรรมชาติ, ธาตุหนึ่งแหวกเข้าไปในเนื้อของธาตุหนึ่งที่มีระบบประสาท มันก็รู้สึกอย่างนั้น นี่เรื่องสำคัญมันก็สรุปได้ว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺ- ขนฺธา ทุกฺขา - ขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทานนั้นแหละเป็น ตัวทุกข์ ; ถ้าไม่มีอุปาทานมันจะไม่ทุกข์, ถ้ามันไม่ยึดถือว่า เป็นตัวกู-ของกูมันก็ไม่ทุกข์, มันเป็นเรื่องว่ามีดผ่านเข้าไป ในเนื้อ ไม่เกี่ยวกับตัวกู มันก็ไม่ทุกข์. แต่ความรู้สึก ไม่รู้สึก
น.72 ได้ เพราะอวิชชา มันก็เป็นมีดบาดกู แล้วก็ เลยเถิดไปถึงกับว่ากูจะตาย เห็นเลือดเป็นสัญญลักษณ์แห่ง ความตาย, ก็เลยกลัวกันใหญ่. เด็ก ๆ เพราะมีความยึดมั่น ถือมั่นว่าตัวกูจึงเป็นทุกข์ ; เอาความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู ออกไปเสียได้ มันก็ เป็นของธรรมชาติ, ธรรมดา ไม่เป็นทุกข์. พระพุทธเจ้าตรัสว่า อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ - นำอัสมิมานะว่ากูออกเสียได้ เป็นสุขสูงสุด. สุข สูงสุดมิใช่สุขธรรมดา, สุขของคนธรรมดามันสุขหลอก ๆ, สุขเพราะยึดถือว่าตัวตนเอร็ดอร่อยสบาย. สุขสูงสุด มิใช่ อย่างนั้น มันมิใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ มันเหนือสุขเหนือทุกข์, นำอัสมิมานะออกเสียได้ ก็เป็นสุขอันแท้จริงอันสูงสุด นั้น จะทำได้เพราะว่าหมดความโง่ว่าตัวตนในขันธ์ทั้งห้า. ถ้ายังไม่รู้จักขันธ์ห้าเป็นตัวตนอยู่ ก็ละอัสมิมานะไม่ได้ ก็ต้อง เป็นทุกข์ไปเถิด, เข้าใจขันธ์ห้าดี ไม่เอามาเป็นตัวตนหรือ เอามาเป็นของตน มันก็ไม่เกิดอัสมิมานะ. " คำนี้ก็ควรจะจำไว้ อัสมิมานะความสำคัญมั่นหมายว่าตัวกูมีอยู่ อันนี้ ถอนออกเสีย
น.73 ๖๗ ได้เมื่อไรเป็นความสุขแท้จริงและสูงสุดตามพระพุทธภาษิต. นี่ ต้องรู้จักขันธ์ห้า จนไม่เกิดตัวกูในขันธ์ทั้งห้า. รู้จักขันธ์ ๕ ตามธรรมชาติ ไม่เกิดทุกข์. ฉะนั้นจึงสรุปความได้ว่า เรื่อง ขันธ์ทั้งห้า นั้นเป็น เรื่องสำคัญที่สุดที่ จะให้เกิดทุกข์ และไม่ให้เกิดทุกข์ ; ถ้าเราไม่รู้จักขันธ์ห้าโดยถูกต้องจะต้องเป็นทุกข์ร่ำไป เพราะ ยึดมั่นถือมั่นในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง เดี๋ยวทางตา เดี๋ยวทางหู เดี๋ยวทางจมูก เดี๋ยวทางลิ้น เดี๋ยวทางกาย เดี๋ยวทางใจ. ถ้ารู้จักตามที่เป็น จริงว่ามันเช่นนั้นเองตามธรรมชาติ, มีปฏิกิริยาเกิดขึ้น ตามสมควรแก่กิริยาที่กระทำ ที่เรียกว่าอิทัปปัจจยตา มัน เป็นอย่างนั้นเอง ก็เป็นเรื่องของอิทัปปัจจยตา, ไม่ใช่ เรื่องตัวกู - ของกู, มันก็ไม่เป็นทุกข์เลย. นี้เป็นผลของการ ที่รู้จักขันธ์ห้าตามที่เป็นจริง จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิด ความยึดมั่นถือมั่น, ไม่เกิดความยึดมั่นถือมั่นก็ไม่มีความทุกข์ เลย, ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า โดยสรุปแล้ว เบญจขันธ์ที่ประ-
น.74 ๖๘ กอบด้วยอุปาทาน เป็นตัวทุกข์, ขันธ์ห้าที่มีอุปาทานว่าตัวกู - ของกูนั่นแหละเป็นทุกข์. อย่าโง่ ชนิดนั้นอีกต่อไป มันก็ ไม่มีความทุกข์. ดังนั้นจึงเอามายืนยันกับท่านทั้งหลายว่า เรื่องสำคัญ ที่สุดในพระพุทธศาสนานั้น คือเรื่องสั้นนิดเดียวว่า ขันธ์ห้า มิใช่ตัวตน, เป็นคำพูดกี่พยางค์ ขันธ์ห้ามิใช่ตัวตน, ห้า หกพยางค์เท่านั้น นั่นหัวใจของพุทธศาสนา, จึงได้พูดถึง เรื่องขันธ์ห้ากันเสียอย่างหมดจด ; แต่จะเข้าใจสักกี่มากน้อย ก็ไม่ทราบ เรื่องมันมีอย่างนี้ พูดได้อย่างนี้ จะเข้าใจสักกี่ มากน้อยก็ไม่ทราบ, แต่ขอร้องให้เอาไปคิด เอาไปคิด เอาไป คิดในความหมายนี้ โดยแนวนี้ ให้รู้จักขันธ์ห้า, ขันธ์ห้า : รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งมันเกิดอยู่ตลอดเวลาทั้งวัน ทั้งคืนที่เรายังทำอะไรอยู่. เมื่อตายังเห็นรูปอยู่, หูยังได้ยิน เสียงอยู่, จมูกยังได้กลิ่นอยู่, ลิ้นยังได้รสอยู่, กายยังได้สัมผัส ผิวหนังอยู่, จิตยังคิดนึกอะไรได้อยู่, มันต้องมีขันธ์ห้า ขันธ์ ห้าอย่างนั้น ขันธ์ห้าอย่างนี้. ขันธ์ห้าอย่างโน้นอยู่ตลอด เวลา, พอเอาเป็นตัวตนเข้าเมื่อไร มันกัดเอาเมื่อนั้น แหละ, เป็นทุกข์เมื่อนั้น.
น.75 ๖๙ รู้จักขันธ์ห้าให้ดี มีสติ สัมปชัญญะให้พอ ; เมื่อมันมีขึ้นก็อย่าได้เกิดยึดมั่นถือมั่นให้เป็นอุปาทานขันธ์, ให้ เป็น ขันธ์ห้าเฉย ๆ แล้วมันก็ ดับไป, เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป. พอเป็นอุปาทานขันธ์แล้วมันกัดเอา มันกัดเอา เหมือนกับว่า ถูกลูกศรเฉย ๆ ไม่ปวดเท่าไร ; แต่ถ้าถูกลูกศรที่อาบด้วยยา พิษแล้ว แหม! มันเกือบตายหรือตายเลย เพราะมันอาบด้วย ยาพิษ. นี่ก็เหมือนกันแหละ ขันธ์ห้าถ้าไม่อาบด้วยยาพิษ คืออุปาทาน ว่าตัวตนแล้ว มัน ก็ไม่เจ็บไม่ปวด. มีคนส่งของมาให้ ทุเรียนกวนห่อใหญ่บอกว่าส่งมา ทำบุญ ให้ช่วยทำให้ขาที่หักนี้หาย หายเจ็บโดยเร็ว. นี่ลอง คิดดูซิจะให้ทำบุญด้วยสิ่งของให้ขาหายหัก. อาตมาตอบ ไปว่า คุณต้องใช้ยาของพระพุทธเจ้า ให้รู้ว่าขานั้นมิใช่ของ คุณ ตัวคุณก็มิได้มีอยู่เป็นเจ้าของขา, แล้วมันจะหายทันที แหละ, จะหายขาหักหรือเจ็บปวดทันที. นี่อนัตตาวิเศษ อย่างนี้ รักษาโรคได้ทุกชนิด, ไม่ว่าโรคทางกาย โรคทางจิต ขอให้ใช้อนัตตา, ความรู้เรื่องอนัตตารักษาความ ทุกข์ทุกชนิด จะหายทันที ; ถ้ารักษาหรือกินได้ ถ้ากิน
น.76 ๗๐ ไม่ได้รักษาไม่ได้มันก็ไม่หายเหมือนกันแหละ, มันก็นอน ร้องครางไปเป็นขาของกูเจ็บ กูจะตายอย่างนี้ ; แต่ถ้าพอขา ไม่ใช่ของกูของธรรมชาติมันก็เลิกกัน มันก็หายทันที. นี้รู้จักใช้ ยาอนัตตารักษาโรคทุกโรค ไม่ว่าโรค อะไร : โรคทางกาย โรคทางจิต โรคทางวิญญาณ รักษาได้ ด้วยยาคืออนัตตา เพราะเห็นความจริงของอิทัปปัจจยตา. หรือ สรุปสั้นๆ ว่าตถตา มันเช่นนั้นเอง, มัน เช่นนั้นเอง อะไรเกิดขึ้นเช่นนั้นเองไว้ก่อน, อย่าให้เป็น ตัวกูเป็นของกู มันก็ค่อยๆ คลาย ละลายไป ไม่เกิดความ ทุกข์ขึ้นมา ฟังดูเหมือนกับพูดเล่นว่าตถตา, ตถตาเช่นนั้น เอง, เหมือนกับคนพูดเล่น. แต่ นี่ความจริงสูงสุด ที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้ : เห็นตถา เห็นเช่นนั้นเอง ก็เป็นตถาคต. ขอให้เห็นอนัตตา, อนัตตา, สักว่าธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุปัจจัย กิริยาอาการของมันไม่ใช่มีตัวตน, แล้ว สิ่งนั้นที่ตั้งอยู่เป็นหลักเป็นประธาน ก็คือขันธ์ทั้ง ห้า คือชีวิต, ชีวิตประกอบอยู่ด้วยกายกับใจ ใจแยกเป็นสี่
น.77 ๗๑ ก็เลยได้เป็นห้า เป็นขันธ์ห้า มันเป็นตัวชีวิตที่คนยังไม่ค่อย จะรู้จัก, รู้แต่ความรู้สึก รู้สึกว่ากูยังไม่ตาย กูยังกินได้อะไร ได้อยู่นี่เป็นชีวิต แล้วก็ยึดถือชีวิต, แล้วชีวิตมันก็กัดเอา. ฉะนั้น ไม่ยึดถือชีวิต คือไม่ยึดถือขันธ์ทั้งห้า มันก็ไม่มี อะไรกัด, มันก็สบายดี ; เจ็บปวดเกิดที่ขาก็อยู่ที่ขา, ที่ มือก็อยู่ที่มือ. หรือว่าหนักเข้าก็อยู่ที่ธาตุตามธรรมชาติ ไม่อยู่ ที่ขาหรือไม่ได้ว่าอยู่ที่มือ เรื่องก็จบ. นี่วันนี้ก็พูดมากไปแล้ว แต่เวลาก็เท่ากับทุกวัน พูดชั่ว โมงครึ่ง ก็ต้องขอยุติการบรรยาย เพราะความสมควรแก่เวลา, เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลายสวดบทพระธรรมคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจให้มีการปฏิบัติธรรมะเข้มแข็งยิ่ง ๆ ขึ้นไป จน ถึงกับละอัตตา ละอัตตวาทุปาทานได้ เป็นอนัตตาต่อไป . - จบ -
Buddhadasa