น.127 นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนฺนติ ธมฺโม สกุกจฺจํ โสตพฺโพ-ติ.
น.128 ความที่ไม่ต้องสำเร็จมาจากสิ่งนั้น. ณ บัดนี้ อาตมาภาพจะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา - ความเชื่อ และวิริยะ-ความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้าขึ้นไป ในทางแห่งพระพุทธศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย กว่า จะยุติลงด้วยความสมควรแก่เวลา. ธรรมเทศนาในวันนี้ เป็นธรรมเทศนาปรารภมาฆบูชา ดังที่ท่านทั้งหลายก็ทราบกันอยู่ได้แล้วเป็นอย่างดี ว่าเรามา พร้อมกันในวันนี้ เพื่อประกอบพิธีมาฆบูชา เป็นอภิลักขิต- สมัยสำหรับพุทธบริษัท จะได้ประกอบกระทำเป็นประจำปี, เพื่อให้เกิดความ ระลึกนึกถึงเหตุการณ์อัน สำคัญเกี่ยวกับพระ- พุทธศาสนา เนื่องด้วย พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์, พระธรรมเทศนา เรื่อง อตมฺมยตากถา แสดงในวันมาฆบูชา กัณฑ์ที่ ๑ วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๓๑
น.129 ๒ เป็นการย้ำความเชื่อความเลื่อมใส ย้ำความเข้าใจ ย้ำสติปัญญา ให้แน่นแฟ้นและจะได้เป็นที่เข้าใจ สำหรับผู้ที่แน่นแฟ้นอยู่ แล้ว ในส่วนที่ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไป. เรื่องของวันมาฆบูชาเป็นอย่างไร ก็พูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ ทุกปี, คงจะเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี ว่าเป็นวันพิเศษวันหนึ่ง ซึ่งมีเพียงวันเดียวในพระพุทธศาสนานี้ ที่บังเอิญ พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป มาถึงพร้อมกันเข้า ณ ที่แห่งหนึ่ง มีพระ- พุทธเจ้าประทับเป็นประธาน ทรงแสดงโอวาทปาฏิ- โมกข์. ความน่าอัศจรรย์ก็อยู่ที่ว่า พระอรหันต์ทุกองค์เป็น เอหิภิกขุ คือ อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา โดยพระผู้มี พระภาคเจ้าเอง และ ทุกองค์ก็เป็นพระอรหันต์ และความที่ ไม่ได้นัดหมายกัน แล้ว วันนี้ก็เป็นวันเพ็ญมาฆฤกษ์ ดวงจันทร์ เสวยมาฆฤกษ์, แล้วพระองค์ก็ทรงประทับเป็นประธาน เพื่อกระทำสิ่งที่เรียกกันว่า มหา สังฆสันนิบาตประกาศโอวาท ปาฏิโมกข์ คือ ประธานแห่งโอวาททั้งหลายทั้งปวง. ข้อความก็มีอยู่หลายประโยค ตั้งแต่ ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา เป็นต้นขึ้นไป แต่ใจความสำคัญนั้นก็มีอยู่เพียง ๔
น.130 ๓ ประโยค หรือ ๑ คาถา ดังที่ได้ยกขึ้นมาเป็นหัวข้อนิกเขปบท ข้างต้นว่า :- สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่กระทำบาปทั้งปวง กุสลสฺสูปสมฺปทา การทำกุศลให้ถึงพร้อม สจิตฺตปริโยทปนํ การทำจิตของตนให้ขาวรอบ เอตํ พุทฺธานสาสนํ สามอย่างนี้เป็นคำสอนของ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. นั่นแหละเป็นใจความสำคัญ ที่ควรจะรู้ที่ควรจะเข้าใจ ในฐานะที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา. เดี๋ยวนี้ก็มีคนบางคนไม่เข้าใจ แม้ว่าจะฟังมาตั้ง ๑๐ ครั้ง ๒๐ ครั้ง ๑๐๐ ครั้งแล้วก็ได้, ไม่เข้าใจในข้อที่ว่า เมื่อไม่ ทำบาปทุกอย่าง ทำกุศลคือความดีทุกอย่าง แล้วทำไมจะต้อง มาทำจิตใจให้ผ่องใสเล่า เพราะการทำจิตใจผ่องใสก็เป็นความดี เป็นกุศลอย่างหนึ่งอยู่แล้ว ; นี่เป็นเหตุไม่ให้เข้าใจข้อความ ในประโยคหลังที่ว่า ทำจิตให้ขาวรอบ , ก็หมายความว่า แม้จะ ทำดี ทำกุศลทุกอย่างแล้ว จิตก็ยังไม่ขาวรอบ นั่นเอง ขอให้ นึกถึงความข้อนี้ที่ว่า แม้จะทำกุศลทุกอย่างแล้ว จิตมันก็ยังไม่
น.131 ๔ ขาวรอบ, แล้วก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ ยังคิดอยู่ว่าไม่ทำชั่ว ทำแต่ดี ก็พอแล้ว. นี่พุทธบริษัทโดยมากยังเป็นอยู่อย่างนี้, แม้ที่ว่า เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วด้วยซ้ำไป ก็ยังเข้าใจอยู่อย่างนี้, เพราะไม่เข้าใจคำว่าบาป ว่าบุญ ว่านิพพาน นั่นเอง โดยถือ เสียว่า ถ้าทำดีทุกอย่างแล้วมันก็หมด จบเรื่อง. ต้องขอใช้คำ หยาบคายว่ามันยังโง่อยู่นั่นแหละ เพราะว่ามันมีสิ่งที่ยิ่งขึ้นไป กว่า, เหนือความดี เหนือความดีทั้งปวงขึ้นไป ก็คือการ ทำจิตให้ขาวรอบ. ทีนี้มีปัญหาอยู่ที่ตรงว่า จิตขาวรอบนั้นคือเป็นอย่างไร, ทำไมขาวแล้วจึงต้องมีรอบ ? นี่จะต้องฟังให้ดี. คำว่า ขาวในภาษาบาลี มีอยู่อย่างน้อยก็ ๒ คำ เช่น ว่า สุกฺก ก็แปลว่า ขาว โอทาต ก็แปลว่า ขาว, แต่จะแปลผิด หรือถูกก็ไม่รู้ เขาแปลกันอย่างนั้น โอทาตะ ก็แปลว่าขาว สุกกะก็แปลว่าขาว, แล้วโอทาตะในหลักธรรมนี้ในที่นี้ไม่พอ ยังใส่ ปริ เข้าไปอีก เป็น ปริโอทาตะ เข้ามาอีก ฉะนั้น มันก็ ต้องไม่ใช่อย่างเดียวกับ สุกกะ คือขาว.
น.132 ๕ ขาวในภาษาไทยเรานี้ก็กำกวมเหมือนกัน : ขาวอย่าง เสื้อสีขาวนี้ก็เรียกว่าขาว มันมีสีขาว ; แต่ถ้ามันไม่มีสี มันขาว ชนิดที่ไม่มีสี ขาวว่างอย่างไม่มีสี ก็ยังเรียกว่าขาวอยู่นั่นแหละ. นั่นเป็นภาษาที่ไม่ถูก, รู้ไว้เถอะว่า เรายังพูดภาษาไม่ถูกเอง แล้วก็เข้าใจคำพระบาลีนี้ไม่ถูก มันก็เป็นธรรมดา. จงนึกถึง ภาษาไทยเรา ที่ว่าขาว ๆ เช่นสีขาวอย่างนี้มันยังมีสี คือสีขาว มันยัง มีสี, มันยังไม่ปราศจากสี ; ฉะนั้นถ้าว่ามันมีขาวอีก ชนิดหนึ่งซึ่งไม่ควรจะเรียกว่าขาว แต่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ก็ต้องเรียกว่าขาวอยู่นั่นแหละ คือมัน ปราศจากสี. นี่ ความ ต่างของคำว่า สุกกะ ขาว กับ โอทาตะ และ ปริโอทาตะ ก็ขาว, ๒ ขาวนี้มันต่างกันอย่างไร. ขอให้เข้าใจขาวในคำว่า ปริโอทาตะ, ปริโยทปนะ ทำให้มันเป็นปริโอทาตะ, สจิตตะปริโยทปนะ ปริโอทาปนะ ทำให้มันขาว ทำให้มัน ปริโอทาตะ ก็คือทำให้มันไม่มีสี นั่นแหละ แต่ก็ไม่เรียกว่าดำหรือว่ามืด ไม่มีสี มันเป็นสีซึ่ง ไม่มีคำจะเรียก, ก็ต้องขอเรียกกันอย่างนี้ ตามที่เขาเรียกกันมา แต่ก่อนว่า ปริโอทาตะ, ถ้าจะเรียกเป็นภาษาไทย มันก็ขาว อย่างไม่มีสี. นั่นแหละจะเข้าใจคำว่า บาปไม่ทำ แล้วก็ทำกุศล
น.133 ๖ ทำความดีอย่างยิ่ง, แล้วยังจะต้องทำอีกทีหนึ่งให้จิตขาวรอบ. ไม่ทำบาป คือไม่ทำกรรมที่เป็นบาป, ทำกุศลให้ถึงพร้อมนั้น คือทำกรรมที่เป็นกุศลหรือที่เป็นดี ; มันเป็นการทำที่เป็น กรรมทั้ง ๒ อย่างแหละ ทำบาปหรือทำกุศลมันเป็นการกระทำ ที่เป็นกรรม แต่พอมาถึงปริโยทาตะไม่มีสีนี้กลายเป็นทำจิต ของตนให้ปริโอทาตะ. ในภาษาไทยมันก็หลอกอย่างนี้ ภาษามันหลอกอย่างนี้ มันก็ยุ่ง คนที่ไม่ศึกษากันจริง ๆ มัน ก็ไม่รู้ มันก็งง, มันก็ถือกันอย่างงงๆไปอย่างนั้นเอง. จะต้องเข้าใจให้ชัดลงไปว่า เมื่อไม่ทำบาปเสร็จแล้ว แล้วก็มาทำบุญหรือทำกุศลเต็มที่แล้ว ยังจะต้องทำอะไรให้ เหนือนั่นขึ้นไปอีกที่หนึ่ง คือเหนือบาปเหนือบุญนั่นเอง จนมิใช่บาป มิใช่บุญ, มัน เหนือบุญขึ้นไป จึงจะเรียกว่า มัน เป็นขาวรอบ คือขาวจนไม่มีสี. ก็เลยได้ความว่าเหนือ บาปก็มาถึงบุญ, เหนือบุญก็มาถึงที่ว่านี้ ซึ่งที่แท้ก็เรียกว่า นิพพาน เหนือบาปเหนือบุญ. ถ้าพูดเป็นภาษาวัตถุ ก็ต้อง พูดว่า จากบาปก็มาถึงบุญ หรือกุศล หรือดี, จากชั่วก็มาถึงดี เหนือดีขึ้นไปก็คือถึงว่าง ว่าง ๆ ว่างจากชั่ว ว่างจากดี.
น.134 ๗ นี่ขอให้เข้าใจไว้เถอะว่า เหนือดีขึ้นไปมันยังมีอีกที่หนึ่ง คือว่าง; เมื่อถึงว่างจึงจะถึงที่สุดแห่งปัญหา คือจะไม่มีความ ทุกข์เลย. ถ้ายังเพียงหยุดอยู่แค่ดี มันไม่จบ เพราะว่าสิ่งที่ เรียกว่าดีนั้นมันเป็นกรรม เป็นการกระทำ มันก็มีการปรุง แต่ง, คือมันเป็นสังขาร. สังขาร-การปรุงแต่ง สิ่งปรุงแต่ง ผู้ปรุงแต่ง, ดี-ดี-ดี นี้มันก็ยังเป็นที่ปรุงแต่ง ผู้ปรุงแต่ง สิ่งปรุงแต่ง มันก็ปรุงแต่ง ปรุงแต่งให้ยุ่งให้วุ่นไปตามดี ตาม แบบที่เรียกว่าดี. บาปก็เป็นสังขาร คือปรุงแต่งให้ยุ่งไปตามแบบบาป หรือชั่ว. บุญก็ปรุงแต่งไปตามแบบบุญ ให้มันยุ่งไปตาม แบบบุญหรือแบบดี จึงมีคนเป็นอันมาก บ้าดี เมาดี หลงดี บ้าบุญ เมาบุญ หลงบุญ บ้าสุข เมาสุข หลงสุข, มันจึงไม่ถูก มันจึงไม่พอ, มันต้องเหนือนั้นขึ้นไปอีก คือไม่บ้าในสิ่งที่ มันได้ถึงที่สุด ตามที่ตัวต้องการแล้ว เช่นว่า เมื่อได้ความสุข ละความทุกข์มาได้ความสุข แล้วก็อย่าบ้าความสุข. ฟังดูให้ดีๆ มันก็ไม่ยากเกินไปดอก เมื่อพ้นความ ยากจนมาสู่ความร่ำรวย แล้วก็อย่าบ้าความร่ำรวย, อย่าบ้า ความร่ำรวย มันก็ไม่มีปัญหาอะไร. ถ้ามันบ้าความร่ำรวย
น.135 ๘ มันก็มีปัญหาขึ้นมาทันที มันยุ่งและมันวุ่นวายเป็นทุกข์ขึ้นมา ทันที; หรือว่าคนที่มันอยากสวย มันไม่สวย มันปล้ำตกแต่ง จนสวย, ครั้นได้สวยมาแล้วก็อย่าบ้าสวย อย่าบ้าสวย สวย แล้วก็อย่าบ้าสวย. นี่คือว่ามันเป็นอันสุดท้ายนี้ มันเข้าใจยาก สักหน่อย, สร้างอำนาจได้อำนาจขึ้นมาแล้ว ก็อย่าบ้าอำนาจ อย่าหลงอำนาจ อย่าเมาอำนาจ. สรุปความว่า อะไรที่ว่าดี - ดี - ดี, ทำให้ได้ ได้มา แล้วก็อย่าไปบ้า อย่าไปหลง อย่าไปเมา กับมัน. นี่ใจความ สำคัญของพระพุทธภาษิต ที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา มันมีอย่างนี้; ใครได้รับประโยชน์อันนี้บ้าง, ยังบ้าดี บ้ารวย บ้าสวย เมาบุญ บ้าบุญ หลงบุญ บ้าดี เมาดี หลงดีกัน อยู่ แล้วก็โง่โง่จนสุดขีด, จนเอาพระนิพพานลงมาเป็นเรื่องดี เอาพระนิพพานลงมาเป็นเรื่องดี พระนิพพานนั้น เหนือดี พ้นดี พ้นกุศล, พ้นอะไรไปหมดแล้ว ก็ดึงเอามาเป็นเรื่องดี, นั้นก็บ้านิพพาน ในฐานะที่เป็นความดี ในความหมายที่เป็น ความดี, อย่างนี้มันก็ผิดหลักพระพุทธศาสนา. นี่ก็อยากจะขอเตือนกันไว้ในข้อนี้ ไหน ๆ ก็พูดเรื่อง นี้กันมาหลายสิบครั้งเต็มทีแล้ว เรื่องมาฆบูชานี้ อยากจะให้จับ
น.136 ๙ ใจความสำคัญของเรื่องนี้ให้ได้เสียสักที ช่วยจำไว้อย่างนี้แหละ ว่า จากชั่วมาถึงดี, จากดีก็ถึงว่าง คือเหนือชั่วเหนือดีก็ได้, จากชั่วก็มาถึงดี เหนือดีขึ้นไปอีก ก็คือเหนือชั่วเหนือดี คือ ว่างๆ, ว่างนั่นแหละคือพระนิพพาน เรียกว่า สุญญะ. สุญญะ แปลว่า ว่าง, ออกเสียงเป็นภาษาไทยว่า สูญ แต่พวก บัณฑิตโง่ ๆ ขอใช้คำหยาบคาย ขออภัยใช้คำหยาบคาย ว่า บัณฑิตโง่ ๆ ทั้งหลายยังมีอยู่มาก แปล สุญญะ ว่า สูญเปล่า แปลสุญญะว่าสูญเปล่า แปลเสียอย่างนั้น สูญเปล่าจนไม่มีอะไร แล้วเป็นโทษเป็นอันตรายไปเสียอีก เสียเปล่า ๆ. ชั้นบัณฑิตชั้นนักปราชญ์ในประเทศไทยนั่นแหละ ไม่ต้องออกชื่อดอก ยังแปล สุญญะ นี้ว่า สูญเปล่า, ไม่แปลว่า ว่าง ๆ ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น ว่างจากการปรุงแต่ง ว่าง จากการว่ายเวียน ว่างก็แล้วกัน. สุญญะ อย่าแปลว่า สูญเปล่า คนทั้งหลายคนแก่คนเฒ่าได้ยินว่าสุญญะแล้ว ก็มักจะแปลว่า สูญเปล่า สูญเปล่า, ถ้าอย่างนั้นพระนิพพานก็สูญเปล่าแหละ เพราะว่าว่างที่สุดคือพระนิพพาน นิพพานไม่ใช่สูญเปล่า แต่มันว่าง มันว่างจากวุ่น, มันไม่มีความวุ่นแม้แต่สักนิด หนึ่ง. ถ้าเป็นเรื่องชั่วเรื่องบาป มันก็วุ่นไปตามแบบชั่ว
น.137 วุ่นอย่างชั่ว, ถ้ามันดีมันก็วุ่นหรือปั่นป่วนไปตามแบบดี มันไม่หยุดมันไม่สงบ, ฉะนั้น จึงต้องเป็นเรื่องไม่วุ่น จึงจะ เป็นเรื่องว่าง. คนชั่วก็วุ่นไปตามแบบคนชั่ว, คนดีก็วุ่นไปตาม แบบคนดี ; ถ้าคนว่าง เหนือชั่วเหนือดี มันจึงจะไม่วุ่นไป ตามแบบไหนหมด. ขอให้เข้าใจกันไว้อย่างนี้ ว่ามันเป็นหลักสำคัญใน ข้อที่ว่า เมื่อขึ้นมาถึงสิ่งที่ตนปรารถนาแล้ว อย่าได้ไปบ้ากับสิ่ง นั้น, อย่าไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งนั้น, อย่าไปหมายมั่นสิ่งนั้น ให้ เป็นของกู เป็นตัวกูขึ้นมา; จำไว้เป็นหลักทั่วไป ที่กลาง ถนน กลางบ้านกลางเรือนก็ได้ ว่าได้อะไรมาเป็นที่ถูกใจของ ตนแล้ว ก็อย่าบ้า อย่าหลงกับสิ่งนั้น, ได้เงิน ได้ของ ได้ควาย ได้ไร่ ได้นา ได้สวน, ได้อะไรมาแล้ว ก็อย่าบ้ากับ สิ่งนั้น. ไม่มีรถยนต์ ไปซื้อรถยนต์มาได้ถูกใจ แล้วก็บ้ารถยนต์ นี่คนบ้า; ไม่มีเงินปลุกปล้ำจนได้เงิน, แล้วก็บ้าเงิน หลง เงิน, นี่เป็นคนบ้า; ไม่มีอำนาจ ทำจนมีอำนาจวาสนาขึ้นมา แล้วก็บ้าอำนาจวาสนา หลงอำนาจวาสนา, มันคนบ้า.
น.138 ๑๑ ฉะนั้น ขอให้สรุปเป็นใจความสั้น ๆ ว่า ต้องการอะไร ปรารถนาอะไร ในฐานะที่พอใจ ต้องการที่สุด แล้วก็ได้มา, ครั้นได้มาแล้ว ที่นี้เป็นอย่างไร, ได้มารักได้มาหวง ได้มายึด มั่นถือมั่น, ได้มาวิตกกังวล นอนไม่หลับ, นั่นแหละมันจะ เลวยิ่งกว่าไม่ได้เสียอีก; ฉะนั้น ต้องไม่หลง, ต้องไม่หลง ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น ต้องไม่มีปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับสิ่งที่ตนรัก ตนพอใจที่ปลุกปล้ำจนได้มา. นี่ควรจะจำไว้เถิด จะได้ไม่ต้อง เป็นทุกข์เสียเปล่า ๆ. อยากได้อะไรมาเหมือนใจจะขาด ได้มาแล้วก็มารัก มาหลงวุ่นวายไปหมด. ข้อนี้ก็อยากจะขอให้ทุกคนย้อนระลึก ถึงความหลังที่เคยได้มาแล้ว อาตมาก็เคยบ้า บอกตัวเองว่า ก็เคยบ้า : ครั้งแรกที่สุดเมื่อยังแรกบวชเต็มที อยากได้เครื่อง พิมพ์ดีด, พอไปได้เครื่องพิมพ์ดีดมา วันนั้นพิมพ์สว่างเลย ดูซิ, เพราะความที่มันบ้า นอนไม่หลับ พิมพ์กันสว่างเลย แล้วก็พิมพ์กันดึก ๆ อยู่หลายคืน จนกว่าจะค่อยคลาย, ทีนี้ ไม่ต้องแล้ว. นี่ตัวอย่างที่ว่า อะไรที่มันอยากได้ แล้วมันก็ ได้มา แล้วก็อย่าไปหลงกับมัน ให้ปกติให้ได้. แต่คงจะ ลำบากแหละ ที่ว่าได้ภรรยาใหม่ ๆ ได้สามีใหม่ ๆ จะให้ไม่หลง
น.139 ๑ ๒ นี้มันคงจะลำบาก ก็ให้อภัยกันไปตามเรื่อง; แต่ว่าอย่าหลง นั่นแหละดี อย่าหลง นั่นแหละดี. หัวใจพระพุทธศาสนามีอย่างนี้นะ เมื่อละชั่วไปแล้ว แล้วก็ทำดี แล้วก็ได้ดีมา แล้วก็อย่าหลงดี, หยุด ว่าง มี ความดีโดยไม่ต้องหลงความดี, เหมือนกับว่ามีเงินมาก็ไม่ต้อง หลงเงิน ไม่ต้องงกเงิน ไม่ต้องนอนไม่หลับเพราะเงิน ก็ใช้ เงินไปได้. ได้ของอะไรมาก็ใช้สอยไปได้ โดยที่ไม่ต้องหลง ไม่ต้องหลงกับมัน. เป็นใจความสั้น ๆ นิดเดียวว่า ได้อะไรที่ ถูกใจที่เรียกว่าดีที่สุดแล้ว อย่าหลง เท่านี้เอง, เท่านี้เอง หัวใจ สำคัญของโอวาทปาฏิโมกข์ว่า ได้อะไรที่ดีที่สุดมาแล้วอย่าหลง กับมัน จิตมันจึงจะขาวรอบ, จิตมันจึงจะขาวรอบ เป็น ปริโอทาตะ. จำไว้ว่า แม้ไม่ใช่เรื่องไปนิพพาน เรื่องอยู่ที่บ้าน ที่เรือน : ได้ควายก็อย่าหลงควาย, ได้นาก็อย่าหลงนา, ได้ข้าว เปลือกก็อย่าหลงข้าวเปลือก, ได้เงินก็อย่าหลงเงิน, ได้เกียรติยศ ชื่อเสียง ก็อย่าไปหลงเกียรติยศชื่อเสียง, ได้อำนาจวาสนา ก็อย่าหลงอำนาจวาสนา, จะดีไหม? ช่วยกันคิดหน่อยทุกคน ดีไหม ถ้าว่าไม่มีการหลงสิ่งเหล่านี้แล้วโลกนี้จะดีไหม? ถ้าไป
น.140 ๑๓ หลงสิ่งเหล่านี้เข้ามันจะเป็นอย่างไร ? นี่ ที่นี้แหละมันจะกอบ โกย มันจะขูดรีด มันจะฉ้อฉล มันจะเอามากขึ้นไปอีก เพราะ มันหลง. เลยสรุปความสั้น ๆ ว่า ไ ด้อะไรมาถูกใจแล้วอย่าไป หลงกับมัน , อย่าไปหลงกับมัน : มีทุกข์ ละทุกข์แล้วได้สุข, ได้สุขแล้ว อย่าหลงกับมัน มีเท่านั้นแหละ อย่าหลงกับมัน แล้วจิตก็จะขาวรอบ . สพฺพปาปฺส อกรณํ ไม่ทำบาปทั้งปวง, กุสลสฺสูปสมุปทา ทำกุศลให้ถึงพร้อม, สจิตฺตปริโยทปนํ ทำจิตให้ขาวรอบ คือไม่ไป หลงกับกุศลทั้งหลายที่ได้มา. ... ... ... ทีนี้ วันนี้ตั้งใจจะพูด เรื่องที่สำคัญที่สุดในพระพุทธ- ศาสนา เป็นคำใหม่ ที่ท่านทั้งหลายอาจจะไม่เคยได้ยินก็ได้ แม้ แต่พวกพระที่อยู่ในวัดเป็นสิบ ๆ ปีก็ยังไม่เคยได้ยิน, เป็นมหา เปรียญก็ยังไม่สนใจ. อยากจะอวดสักหน่อยนะ ว่า เ ราได้ทำให้ มีคำพูดหลายคำออกมาใช้พูดกันอยู่ ซึ่งแต่ก่อนไม่มีพูดไม่ใช้พูด
น.141 ๑๔ เช่นคำว่า อิทัปปัจจยตา ก่อนโน้นไม่มีใครรู้จักคำนี้ หรือ พูดคำนี้ พอเอามาใช้พูดกัน เดี๋ยวนี้ก็พูดเป็นกันแยะแล้ว, ทั่ว ๆ ไป พูด อิทัปปัจจยตา เป็นทั้งนั้น. ที่นี้คำว่า สุญญตา สุญญตา-ว่าง เดี๋ยวนี้ก็พูดเป็นกันหลายคนแล้ว, แล้วคำว่า ตถาตา , ตถตาเดี๋ยวนี้ก็พูดเป็นกันหลายคนแล้ว ก็ดี. รู้แล้ว เข้าใจแล้วทำให้ได้ ให้เป็นอิทัปปัจจยตา, เช่นนั้นเอง, ไม่ หลงรัก หลงเกลียด หลงโกรธ หลงกลัว แล้วมันก็เป็นสุญญตา มันว่างจากตัวตน, มันเป็น ตถาตา เป็นเช่นนั้นเอง ตามเหตุ ตามปัจจัย, หรือว่าตามที่มันไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย มันก็เป็นตาม ที่ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ทีนี้ จะบอกคำอีกคำหนึ่ง คอยฟังให้ดีนะ, คอยฟัง ให้ดีนะ ยิ่งกว่าเพชรพลอยนะ แล้วไม่เคยได้ยินนะ คือคำว่า อะต้มมะยะตา , ใครเคยได้ยิน อตัมมยตา ๆ ๆ ใครเคยได้ยิน นี่ในพระไตรปิฎกก็มี ในพระไตรปิฎกก็มีคำนี้อยู่ แต่น่าสงสาร ที่ว่า คงจะเป็นเพราะไม่เข้าใจความหมายของคำ ๆ นี้ เลยเลอะ หมด, ในพระไตรปิฎกเลอะหมด, เพราะไม่รู้คำคำนี้ว่าคือ อะไร. อยากจะพูดว่าแม้แต่พวกอรรถกถาก็ไม่รู้ เลยอธิบาย ไว้ต่าง ๆ กัน มันเลยเลอะเลือน ... เลอะเลือน.
น.142 ๑๕ คำนี้ในที่บางแห่งหรือบางสูตร มันกลายเป็น อกมฺมย- ตา ไปเสียก็มี, ในที่บางแห่งบางสูตรมันกลายเป็น อดมฺมยตา ไปเสียก็มี แต่ที่ถูกที่แท้มันเป็น อตมฺมยตา . ถ้าเป็นตัวขอม ถ้าไม่มีหัวมันก็เป็น อกมฺมยตา , โค้ง ๆ ไม่มีหัวก็อ่านเป็นตัว ก., โค้งมีหัวนิดเดียวก็เป็นตัว ค., ถ้าโค้งนั้นมีหัวใหญ่ก็เป็นตัว ต., เพราะฉะนั้นมันจึงเกิดเป็น อกมฺมยตา อดมฺมยตา อตมฺมยตา , เหลืออยู่ ๓ คำ ยุ่งไปหมด. ในพระบาลีในพระไตรปิฎกเองมีถึง ๓ คำ ทำการสังคายนากัน มากี่ครั้งแล้ว ก็ไม่เคยเห็นใครแก้ หรือไม่มีใครกล้าแก้ มัน จึงมีเหลืออยู่ทั้ง ๓ คำ อย่างที่ไม่รู้ว่าจะเอาคำไหนกันแน่. เรามาศึกษาทบทวน แล้วก็รู้ว่า มันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ก็ต้องเป็น อตมฺมยตา , อตัมมยตา คำนี้มีมากในที่หลายแห่ง. ส่วน อกัมมยตา หรือ อคัมมยตา นั้นมีน้อยมีบางแห่ง นั่นมัน ไม่ถูก. ขอให้จำไว้ว่า อตัมมยตา อตัมมยตา. อตัมมยตา แปลว่า ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น ฟังก็ ยากใช่ไหม ? ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น, ไม่สำเร็จมาจากปัจจัย อันนั้น ไม่ต้องสำเร็จมาจากปัจจัยที่เคยปรุงแต่งอีกต่อไป, คือ
น.143 ๑๖ บรรดาปัจจัยทั้งหลาย ที่มันเคยปรุงแต่งอย่างใดวุ่นวายไปหมด นั้น เดี๋ยวนี้ไม่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยนั้นอีกต่อไป, ไม่สำเร็จ มาแต่ปัจจัยนั้นอีกต่อไป. ก่อนนี้ก็สำเร็จมาแต่ปัจจัยที่ทำให้ เกิดกิเลสนั่นนี่, เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิดอะไรต่าง ๆ ยุ่งไปหมด เพราะมันสำเร็จมาแต่ปัจจัยนั้น ๆ นั่นคือมนุษย์ เรา เมื่อยังไม่หลุดพ้นจากวัฏฏสังสาร หรือจากกองทุกข์ มัน ก็ผูกพันหรือเนื่องกันอยู่กับปัจจัยนั้น ๆ จนกว่าจะเห็นสุญญตา, เห็นสุญญตา โอ้, มันว่างจากตัวตน, เห็นตถาตา เช่นนั้นเอง, เช่นนั้นเอง ไม่ไปติดพันกับสิ่งใด; มันจึงจะเกิดอาการที่ว่า ไม่สำเร็จมาจากปัจจัยนั้น ๆ อีกต่อไป, เป็นหัวใจลึกซึ้งสูงสุด ของพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่มีใครเอามาพูด ไม่มีใครเอามาใช้. เรานี่แหละจะเอามาพูดเอามาใช้ ด้วยว่ามันมีประโยชน์ที่สุด มันเป็นหัวใจที่สุด, มันเป็นคำที่มีค่า มีความหมายที่สุด ว่า อตัมมยตา. หลังจากเห็นความจริงทั้งหลายแล้ว : เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา เห็นสุญญตา เห็นตถาตา, เห็นความจริงมาหมดแล้ว มัน จะ เกิดอาการที่เรียกว่า อตัมมยตา-ไม่ต้องสำเร็จอยู่ หรือสำเร็จมา
น.144 ๑๗ หรือสำเร็จกับสิ่งนั้นอีกต่อไป. ถ้าพูดให้หยาบคายหน่อยก็ พูดว่า กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป. นี่ลองฟังดูซิ ว่ากูไม่เอา กับมึงอีกต่อไป เหตุปัจจัยบุญกุศล บาปบุญอะไรต่าง ๆ ที่มัน เคยทำให้ยุ่งวุ่นวายมาไม่รู้สิ้นรู้สุดน่ะ เดี๋ยวนี้กูไม่เอากับมึง อีกต่อไป, คำนี้คือความหมายของคำว่า อตัมมยตา. ขอให้ถือว่า วันนี้เราได้รู้จักคำวิเศษสูงสุด ดูจะสูงสุด ไม่มีอะไรยิ่งกว่าอีกแล้ว ในพระพุทธศาสนา คือ คำว่า อตัมมยตา ในความหมายว่า ต่อไปนี้กูจะไม่เอากับมึงอีกต่อไป. ใครมี ปัญญาเข้าใจ เอามาใช้เป็นประโยชน์ได้ จะประเสริฐที่สุด, รู้ธรรมะถึงที่สุดได้จริง. ถ้ามันเป็นความรู้สึกที่แท้จริงที่ว่า กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป แล้วมันก็เป็นอตัมมยตาที่สูงสุด, นี่ช่วยจำเอาไว้ จะได้เข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา. ควาย มันทำให้กูยุ่งยากลำบากหัวใจมาไม่มีที่สิ้นสุด เดี๋ยวนี้กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป, นามันทำให้ยุ่งยากลำบากใจ ไม่มีที่สิ้นสุด เดี๋ยวนี้กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป, อะไร ๆ ก็ตาม เงินทองข้าวของหรืออะไรทำให้ยุ่งหัวใจไม่มีที่สิ้นสุด, เดี๋ยวนี้กู ไม่เอากับมึงอีกต่อไป. ขออภัยที่มันจะต้องใช้กับผัวกับเมียก็ได้
น.145 ๑๘ ถ้ามันยุ่งยากนัก หย่ากันแล้ว กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป มันก็ คำเดียวกันในความหมายเดียวกันแหละ, สิ่งใดที่มันทำความ ยุ่งยากลำบากให้ไม่มีที่สิ้นสุด มองเห็นชัดแล้ว ตัดขาดออกไป ว่ากูไม่เอากับมึงอีกต่อไป นั่นแหละคือความหมายของคำว่า อตัมมยตา, อตัมมยตา. ถือว่าวันนี้เป็นวันสำคัญ สำหรับพวกเราอีกวันหนึ่ง คือ ประกาศใช้คำว่า อตัมมยตา; ให้จำไป, ให้ไปใช้ ใช้จนเป็นคำธรรมดา เหมือนกับคำที่ว่า สุญญตา ตถาตา อิทัปปัจจยตา, อะไรต่าง ๆ ที่เราได้เคยทำกันมาแล้ว. วันนี้ขอให้คำพิเศษ แล้วสูงสุด แล้วดูจะไม่มีคำอะไร ที่จะสูงสุดกว่าคำ ๆ นี้ไปแล้ว ในฐานะฝ่ายที่เป็น ธัมมัฏฐิติ. ญาณ หรือฝ่ายความจริงตามธรรมชาติ, ถ้าจะมีต่อไปก็เป็น ฝ่ายนิพพานญาณ ผลที่ได้รับไปโน่นเลย เช่นคำว่า ไกวัลยตา เป็นต้น, นั้นก็เป็นเรื่องของนิพพานไป แต่ถ้าในฝ่ายเรื่อง ความจริงของธรรมชาติ ที่เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่นแล้ว คำนี้ สูงสุดคือ อตมุมยตา, อดัมมยตา. เอาไปไว้ใช้ในทุกกรณี ที่ว่าได้อะไรมายึดมั่นถือมั่น รึงรัดหัวใจ อยู่ตลอดกาลนานแล้ว, เดี๋ยวนี้มาเห็นว่า โอ้ มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็น
น.146 ๑๙ สุญญตา เป็นเช่นนั้นเอง, ต่อไปนี้ กูจะไม่ยุ่งกับมึงอีกต่อไป, ต่อไปนี้มึงจะไม่ทำลายหัวใจของกูให้ลำบากได้อีกต่อไป, ความ รู้สึกอันนั้นแหละ คือ อตัมมยตา หัวใจของพุทธศาสนาในฝ่าย ธัมมัฏฐิติญาณ คือญาณที่แสดงความจริงของสังขารทั้งหลาย ว่าเป็นอย่างไร. !! ถ้าเห็นจริงถึงที่สุดในเรื่องนี้แล้ว มันจะ ปล่อยวางเหมือนกับเราขึ้นไปสู่นิพพานญาณ. ขอให้รู้ไว้เถอะว่า ญาณ ญาณ เยอะแยะตั้งร้อยชื่อ พันชื่อ มันมีอยู่ ๒ พวกเท่านั้น พวกหนึ่งเป็น ธัมมัฏฐิติญาณ บอกให้รู้ความจริงของสังขาร ทั้งหลายทั้งปวงว่า เป็นอย่างไร, ครั้นรู้แล้วมันก็เกิด นิพพานญาณ คือปล่อยวาง หลุดพ้น เป็น สุขสงบเย็น, นี่เป็นนิพพานญาณ. ธัมมัฏฐิติญาณก็มีหลาย สิบชื่อ นับตั้งแต่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาขึ้นไป ตั้งแต่ว่า ไม่น่ายึดถือไปทุกอย่าง, ส่วนนิพพานญาณก็เอาตั้งแต่วิราคะ ขึ้นไป หรือนิพพิทาก็ได้ นิพพิทา แล้วก็ วิราคะ วิมุตติ วิสุทธิ ขึ้นไปหานิพพาน. สูงสุดของธัมมัฏฐิติญาณ คือ ที่จะหลุดจะหย่าขาด จากกัน จากสังขารทั้งหลายทั้งปวง คือ อตัมมยตา - ความที่
น.147 ๒๐ ไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยนั้นอีกต่อไป, ความที่ไม่ต้องผูกพัน หลงใหลอยู่กับเหตุปัจจัยนั้นอีกต่อไป เหมือนกับว่าละจากบาป มาสู่บุญ แล้วก็หลงบุญบ้าบุญ วนเวียนอยู่กับบุญ อยู่ตรงนี้ ออกไปไม่ได้ จะเอาแต่บุญเรื่อยไป. ครั้นต่อมาเห็นว่า โอ้ บุญนั้นมันก็ ไม่เที่ยง โว้ย ยึดถือเข้าแล้วก็ เป็นทุกข์ โว้ย เป็น อนัตตา โว้ย เป็น สุญญตา , ไม่เอากับมึงอีกต่อไป นั่นแหละ จะเกิด อตัมมยตา . ฟังมันก็ยากเพราะเป็นภาษาแขก ภาษา อินเดีย ภาษาโบรมโบราณในครั้งพุทธกาล ; อะ แปลว่า ไม่, ต้ม แปลว่า นั้น, มะยะ แปลว่า สำเร็จ, ตา แปลว่า ความ, อตัมมยตา - ความที่ไม่ต้องสำเร็จมาจากเหตุปัจจัยนั้น อีก ต่อไป. ก็ดูให้ดีซิที่แล้วมา แล้ว ๆ มาเรามัน อาศัยสิ่งใดสิ่ง หนึ่งอยู่ มันอาศัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ด้วยความรัก ด้วยความพอใจ ด้วยความยึดมั่น, แม้ที่สุดแต่ว่าจำเป็นที่จะต้องอาศัย เรื่องที่ จำเป็นจะต้องอาศัย, แต่มันไม่ได้อาศัยด้วยสติปัญญา มัน อาศัย ด้วยอวิชชา มันยึดมั่นถือมั่น, มันเลยยึดมั่นถือมั่นไป หมด : ทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง บุตร ภรรยา สามี แม้ แต่บ้านเรือน ข้าวปลาอาหาร เครื่องใช้ไม้สอยอะไรต้องอาศัย
น.148 ๒๑ มันอยู่ ต้องติดพันมันอยู่ ต้องผูกจิตผูกใจกับมันอยู่ สลัด ออกไปไม่ได้. ครั้นมาถึงจุดนี้ คือถึงอตัมมยตานี้ จิตมันจะไม่ ... ไม่ ...อีกต่อไปแล้ว คือมันไม่หวังที่จะผูกพัน, ไม่หวังที่จะ ยึดมั่น, แม้ว่าร่างกายมันยังจะต้องทำอยู่ แต่จิตมันไม่ยึดมั่น, มันเป็นเรื่องของจิต. สมมติว่าเมื่อก่อนเรากินข้าว ก็หลงใหล ในข้าว พอใจในข้าว มีอุปาทานในข้าวที่กิน มันก็เป็นคน ธรรมดา, เดี๋ยวนี้ไม่หลงใหลไม่ยึดมั่นถึงขนาดนั้น แม้ว่าจะ ยังกินข้าวอยู่ ก็ไม่หลงใหลอย่างนั้น กูไม่เป็นทาสของมึงอีก ต่อไป, กูไม่ผูกพันกับมึงอีกต่อไป, ไม่เห็นความจำเป็นที่จะ ต้องผูกพันกับมึงอีกต่อไป เขาเรียกว่า อตัมมยตา ; แม้ว่า จิตใจมันจะหลุดพ้นไปแล้ว ร่างกายยังต้องกินต้องใช้ต้องอาศัย อยู่ ต้องอาศัยบ้านเรือนเงินทองข้าวของอยู่ แต่จิตใจก็ไม่ได้ ผูกพัน ไม่ได้ผูกพันเลย. อตัมมยตานี้เป็นสิ่งสุดท้ายของการละไปตามลำดับ : ละสิ่งที่เป็นอุปาทานมาตามลำดับ, ละสิ่งสุดท้ายคือละอุเบกขา อุเบกขาชั้นสูงสุด คือ เอกัตตอุเบกขา, มันละชั่วละดี มายึด
น.149 ๒๒ ติดอยู่ที่เอกัตตอุเบกขา แล้วมันยังจะต้องละเอกัตตอุเบกขานั้น เป็นสิ่งสุดท้าย. พวก กามาวจร ก็เป็นเครื่องผูกพัน แล้วก็ อุเบกขา ไม่ได้ ; ครั้นมาถึง รูปาวจร มีปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน นี้ก็ อุเบกขา ได้ในกามารมณ์ หรือในบาปอกุศล อุเบกขาได้ แต่มันก็ยังหลายอย่าง ฟุ้งซ่านอยู่หลายอย่าง เรียก นานัตตอุเบกขา . ครั้นมาถึง อรูป ฌาน กระทั่งถึงเนวสัญญา- นาสัญญายตนะ นี้ก็เรียก เอกัตตอุเบกขา ซึ่งใช้ละนานัตต- อุเบกขาได้, แต่เอกัตตอุเบกขานี้ ผูกมัดที่สุด ละยากที่สุด มาติดกันอยู่ที่ตรงนี้แหละ. . อุทกดาบสรามบุตรติดอยู่ที่ตรงนี้ ละไม่ได้ แล้วมาสอนพระพุทธเจ้าให้ทำอย่างนั้นด้วย พระองค์ ก็ไม่เอา พระองค์ก็ออกไปหาของพระองค์เอง. ธรรมะชื่อ อตัมมยตา นี้ จะละอุเบกขาอันสุดท้าย ที่เรียกว่า เอกัตตอุเบกขา , อุเบกขาที่เหลืออันเดียว ข้อเดียว นิดเดียว จุดเดียว ละได้ด้วยอตัมมยตา, เป็นอันว่าตัดบทหมด เลย กูไม่เอากับมึงทุกอย่าง ๆ เลย ต่อไปนี้กูไม่เอากับมึง. ใครมีความรู้สึกอย่างนี้, ใครเห็นอย่างนี้, ใครกล้าพูดอย่างนี้,
น.150 ๒๓ ต่อไปนี้จะไม่ถูกผูกพันอยู่กับสิ่งใด จะไม่หลงใหลมัวเมายึดมั่น ถือมั่นอยู่กับสิ่งใด นั่นแหละคืออตัมมยตา. พวกที่อยู่ใน กามาวจรก็ผูกพันอยู่กับกามาวจร, ที่อยู่ในรูปาวจรก็ผูกพัน อยู่กับรูปาวจร, อรูปาวจรก็ผูกพันอยู่กับอรูปาวจร, ในภพ ทั้งสามเหล่านั้น. เดี๋ยวนี้ไม่เอาสักอย่างเดียว ออกมาเสีย จากภพ คือไม่ผูกพันอยู่กับสิ่งนั้น ไม่สำเร็จมาแต่เหตุปัจจัย เหล่านั้น, และอันนี้แหละ เป็นหลักธรรมะสำคัญเป็นหัวใจ สำคัญ ที่จะทำจิตให้ขาวรอบ . ในโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งมีหลักสำคัญว่า ไม่ทำบาป ทำกุศล ทำจิตให้ขาวรอบ, จิตจะขาวรอบได้ก็โดยมือต้ม- มยตา ละชั่วมาอยู่ที่ดี ติดดีอาศัยดีผูกพันอยู่กับดี, อาศัยดี เป็นสังขารปรุงแต่งอย่างนั้นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้จะออกไปเสีย จากดีอันนี้ คือเป็นอตัมมยตา ไม่สำเร็จมาแต่ปัจจัย คือความดี อีกต่อไป หลุดพ้นเป็นนิพพาน. การจะทำจิตให้ขาวรอบได้ ตามหลักของโอวาทปาฏิ- โมกข์อันสูงสุดนั้น จะต้องมือตัมมยตา ; อาตมาออกชื่อมา เกือบ ๒๐ ครั้งแล้วจำได้ไหม, จำได้หรือยัง, หรือพอพูดจบ
น.151 ๒๔ ก็ลืม : อตัมมยตา, อตัมมยตา, อตัมมยตา ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไว้ ในใจ ว่า กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป อตัมมยตา -ไม่สำเร็จมา แต่ปัจจัยนั้น ๆ อีกต่อไป. ฉันไม่เอากับแกแล้ว บุญก็ไม่ไหว บาปก็ไม่ไหว ดีก็ไม่ไหว ชั่วก็ไม่ไหว สุขก็ไม่ไหว ทุกข์ก็ ไม่ไหว ไม่ไหวทั้งนั้นที่ไปเอาไปผูกพันอยู่กับมัน ; คือ จะไม่ เอากับมัน ไม่ผูกพันอยู่กับมัน จะหลุดออกจากทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างนี้ เรียกว่า ไม่สำเร็จอยู่กับ, หรือไม่สำเร็จมาจาก, หรือ ไม่ผูกพันอยู่ด้วยกับสิ่งนั้น ๆ อีกต่อไป. ก็ดูเถอะเดี๋ยวนี้มันก็มีอะไรที่ผูกพัน, ผูกพันจิตใจอยู่ ด้วยกันทั้งนั้นแหละ, ไม่ว่าพระ ไ ม่ว่าฆราวาส, ยิ่งมีการงาน มาก การงานนี้เป็นสิ่งที่ผูกพันจิตใจ หวังว่าจะดี จะเด่น จะดัง จะโก้ จะหรู จะอวดดีทั้งนั้นเลย, สิ่งนั้นแหละผูกพัน ถ้าออก มาเสียได้จากสิ่งผูกพันเหล่านั้น นั่นแหละคือ อตัมมยตา สูงสุด ในพระพุทธศาสนา ส่วนที่เป็นการปฏิบัติ. เอาละ, เป็นอันว่า เราได้พูดกันถึง ธรรมะสูงสุดใน พระพุทธศาสนา ที่สามารถจะช่วย ให้มีจิตขาวรอบได้ : เหนือดี เหนือชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือสุขเหนือทุกข์. เดี๋ยวนี้ คนทั้งโลกไม่เป็นอย่างนี้, มีอะไรที่ผูกพันมั่นหมาย เป็นเหตุ
น.152 ๒๕ ให้หลงใหลอยู่กับสิ่งนั้น แล้วก็เป็นเหตุให้ทำทุกอย่างเพื่อสิ่ง นั้น ยึดถือเป็นตัวของกู เป็นตัวกูเป็นของกู กันอยู่ทั้งนั้น ทั้งโลก ไม่มีใครสนใจที่จะหย่าขาดจากสิ่งที่หลงรักหรือพอใจ อยู่ในขณะนี้, นี่คือ ความไม่มีอตัมมยตา. ทำเรื่องให้ติดต่อกันให้ดี ว่าเราถือหลักโอวาทปาฏิ- โมกข์ : ไม่ทำบาปทั้งปวง, ทำกุศลให้ถึงพร้อม, ทำจิตให้ ขาวรอบ. จะทำจิตให้ขาวรอบนี้ มันจะต้องอยู่ให้เหนือชั่ว เหนือดี เหนือบุญเหนือบาป เหนือสุขเหนือทุกข์. ถ้าพูด เป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่หน่อยก็ว่า เหนือบวกเหนือลบ เหนือ ความเป็นบวก เหนือความเป็นลบ เหนือ positive เหนือ negative , เหนือที่เป็นคู่ ๆ เป็นบวกเป็นลบนั่นแหละ, แล้ว จิตมันก็จะขาวรอบ. ถ้าว่ามันเพียงแต่ละชั่วมา ก็มันเหมือน กับว่า ละสีสกปรก ต่าง ๆ มา เหลืออยู่เป็นสีขาว , ที่นี้ ละสีขาว นั้นเสียอีกที่หนึ่ง จนไม่มีสี นั่นแหละจึงจะเรียกว่ามัน ขาวถึง ที่สุด, ขาวถึงที่สุด. เดี๋ยวนี้ทุกคนหลงดี ; ใครบ้างที่กล้าพูดว่าไม่ชอบดี หรือไม่บ้าดี ถึงมันกำลังบ้าดี มันก็ละอายไม่กล้าพูด ว่ากูบ้าดี
น.153 ๒๖ มันก็ไม่พูดให้ใครรู้ นั่นแหละรู้กันเอง รู้ของตัวเอง ว่ากำลัง บ้าดีหลงดี, อะไรที่คิดว่าดีก็หลงสิ่งนั้นแหละ. สิ่งนั้นแหละ มันก็ผูกพันจิตใจ เป็นเครื่องกระตุ้น เป็นเครื่องผลักดันให้ กระทำ ยังอยู่ในขอบเขตของตัณหาอุปาทานหรืออำนาจของ อวิชชา โดยหลงไปว่า มีสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวรเป็นตัวตน, หมด อวิชชา มันก็จะ หมดความหลง อย่างนี้จึงจะอิสระจะหลุด ออกไปได้. การที่จะหลุดออกไปได้จากสิ่งใด มันก็ต้อง หย่า ขาดจากสิ่งนั้น, อาการที่หย่าขาด จากสิ่งนั้นนั่นแหละ คืออตัมมยตา. มีภาพปริศนาธรรมที่ว่า สามีคนหนึ่งเขาหลงรักภรรยา มาก ต่อมาเขาเห็นว่า ภรรยาเป็นคนไม่ดีมีชู้มีอะไรนี้ เขาก็หย่า ขาดจากภรรยาคนนั้น. มันก็อยู่ที่ว่า จิตใจมันหย่าขาดหรือไม่ ? มันมือตัมมยตาหรือไม่ ? ถ้ามันไม่มี มันหย่าขาดแล้ว แต่ มันก็ยังรักอยู่นั่นแหละ จริงหรือไม่จริงไปคิดดู. มันหย่าขาด จากกันแล้วตามกฎหมาย แล้วมันก็ยังรักอยู่นั่นแหละ, มัน สลัดไม่ได้, มันไม่ได้หย่าขาดทั้งโดยภายนอกและภายใน, แต่ ถ้าเป็นอตัมมยตาแล้ว มันหย่าขาดโดยประการทั้งปวง.
น.154 ๒๗ นี่เราเคยหลงรัก สิ่งต่าง ๆ ที่เราเคยหลงรัก หลงรัก ใน รูป ใน เวทนา ใน สัญญา ใน สังขาร ใน วิญญาณ เคยหลงรัก มาเท่าไร นี้จะตัดขาดออกไปได้อย่างไร มันก็อย่างเดียวกัน คือมันรู้จักสิ่งเหล่านี้จริงหรือไม่ ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา, เห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้ง ๕ นี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา โดยแท้จริง ไปยึดถือแล้วกัด ทุกที, ถ้าอย่างนี้มันก็หย่าขาดกันได้. แต่เดี๋ยวนี้มันไม่อย่างนั้น ใช่ไหม ? เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่อย่างนั้นใช่ไหม ? มันไม่รู้จักแม้ แต่ว่า รูปคืออะไร, เวทนาคืออะไร, สัญญาคืออะไร, สังขาร คืออะไร, วิญญาณคืออะไร, มันก็ยังไม่รู้ มันก็ยังไม่รู้จักแม้ แต่ตัวขันธ์ทั้ง ๕ นี้ แล้วจะรู้ว่าขันธ์ ๕ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้อย่างไร ; นั้นมันยังอีกไกลนักใช่ไหม ? ไม่รู้จัก แม้แต่ตัวขันธ์ ๕ น่ะใครบ้าง, ก็ลองสอบสวนตัวเองดูเถิด ว่า ขันธ์ ๕ คืออะไร รู้จักจริงไหม, ถ้าไม่รู้จักแม้แต่ตัวขันธ์ ๕ แล้วจะไปรู้ว่าขันธ์ ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อย่างไร, มันก็เป็นไปไม่ได้. ฉะนั้นก็ต้องรู้จักตัวนั้นจริง ๆ สิ่งนั้นจริง ๆ จึงจะเห็น ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, เห็นว่ารูป เวทนา
น.155 ๒๘ สัญญา สังขาร วิญญาณนี้เป็นของธรรมชาติ, พอไปเอามาเป็น ตัวกูเป็นของกู มันก็กัดเอา, มันก็กัดเอา, มันก็เจ็บปวด. ถ้ารู้สึกอย่างนี้แล้วมันก็จะละได้, จะไม่อยากที่จะผูกพันอยู่ กับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้น ว่าตัวกู-ของกูอีก ต่อไป; ให้มันมีอยู่ตามธรรมชาติ ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เป็นที่อาศัยแห่งชีวิตจิตใจตั้งอยู่ แล้วก็อาศัยทำไปให้ถูกต้อง อย่าให้มีความยึดมั่นถือมั่น ในขันธ์ใดขันธ์หนึ่งเลย, ทุกขันธ์ เลย ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน นี้ก็คือหัวใจของพระ- พุทธศาสนา. ไม่ต้องไปเสียเวลาศึกษาพุทธศาสนานิกายนั้นนิกายนี้ เมืองนั้นเมืองนี้เมืองโน้นให้มันเสียเวลา ให้มันบ้าให้มันหลง, ไม่ว่าพุทธศาสนานิกายไหน ที่ไหน สำนักไหน ถ้าถูกต้อง จะ สอนเรื่องการละความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้ง ๕ ทั้งนั้นแหละ, ถ้าถูกต้องแล้วมันต้องไปจบลงที่ละความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ทั้ง ๕, จะเป็นกัมมัฏฐานวิปัสสนาแบบไหน ถ้ามันถูกต้อง มันต้องไป ไป ไปจนถึงละความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้ง ๕, แล้วก็ได้ผลจริงตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา. ถ้าไปติดตัน อยู่ที่อื่นก็ไม่ใช่พุทธศาสนา, มันไม่ใช่พุทธศาสนา. ให้ขอ
น.156 ๒๙ รู้ไว้อย่างนี้ รู้จักขันธ์ ๕ ว่าไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา, เป็นของธรรมชาติ แล้วอวิชชาของจิตไปเอามา มายึดถือเอา เป็นตัวเราของเรา แล้วมันก็กัดให้เกิดความเจ็บปวดแก่จิต. เดี๋ยวนี้จิตมันเห็นความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว มันรู้สึกว่า กูไม่ เอากับมึงอีกต่อไป นี่คืออตัมมยตา, ขอให้สนใจคำ ๆ นี้ แล้วคอยสังเกตให้ดีว่ามันมีอยู่จริงในแง่ไหน, มันจริงในแง่ ไหน, มันจริงในแง่ที่ยึดมั่นถือมั่น หรือจริงในแง่ที่จะ ปล่อยวาง. ถ้ามือตัมมยตา ก็เป็นอันว่าแน่นอน ที่จะเป็น พระอรหันต์, จะไม่แค่โสดาบัน สกิทาคามี จะเป็นพระ- อรหันต์เลย. ถ้ามือตัมมยตาเห็นความจริงในทุกสิ่งทุกขั้นตอน ของสังขารของนามรูปแล้ว มันจะเกิดอาการอันนี้ คือจะมี จิตใจหน่ายๆ เบื่อหน่ายสลายออกจากกัน คลายความยึดมั่น ถือมั่น, ที่เรียกว่า ไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน มันต้องด้วย อำนาจของสติปัญญาชนิดที่เป็นอัมมยตา. จะสรุปใส่ลงในแนวในแถวของพระธรรม ให้เป็น เครื่องสังเกตศึกษากันอีกต่อไป. ขอให้ตั้งใจฟัง และจำอีก
น.157 ๓๐ ครั้งหนึ่งว่า :- เรามี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ อย่างนี้ เป็นจุดตั้งต้น ชุดแรก คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ อย่างนี้ : พระพุทธเจ้าคือผู้ค้นพบแล้วสอน, พระ- ธรรมคือคำสอน หลักปฏิบัติที่เอามาสอน, พระสงฆ์ คือผู้ ปฏิบัติ. ทีนี้ เมื่อมีการปฏิบัติ ก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ชุด ที่ ๒ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ออกมาจากพระธรรม ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ถูกต้องแล้ว ผลของปัญญา จะออกมาเป็นความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ๓ อย่าง อีกเหมือนกัน ; ถ้าปัญญาเป็นไปถึงที่สุดมันจะออกมาเป็น ความรู้ ๓ อย่าง ว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อีก ๓ อย่าง ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา. นี่ ชุดที่ ๓. ทีนี้มันก็เป็นความจริงที่ว่า สิ่งเหล่านี้มันเป็น ธัมมัฏ- ฐิตตา เป็น ธัมมนิยามตา เป็น อิทัปปัจจยตา ๓ อย่างอีก แหละ. เป็นธัมมัฏฐิตตา คือตั้งอยู่ตามธรรมดาธรรมชาติ อย่างนี้, แล้วก็เป็นธัมมนิยามตา คือมันมีกฎเกณฑ์อย่างนี้, แล้วมันเป็นอิทัปปัจจยตา คือความที่อาศัยซึ่งกันและกันแล้ว
น.158 ๓๑ เกิดขึ้น ตามเหตุตามปัจจัยนั้น ๆ ก็ได้อีกชุดหนึ่ง ๓ อย่าง อีกแหละว่า ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา. นี้เป็น ชุดที่ ๔. ครั้นได้ ๓ อย่างนี้มาแล้ว อิทัปปัจจยตา จะทำให้เห็น สุญญตา : โอ ไม่มีตัวตนมีแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา มันก็ จะเห็นตถาตา เพราะว่ามันว่างจากตัวตน แล้วก็เห็นว่า เป็น เช่นนั้นเอง คือตถาตา. เมื่อเห็นสุญญตา ตถาตา เช่นนั้นเอง เพียงพอแล้ว มันจะเกิดความรู้ชัด เห็นอตัมมย ตา ได้เป็น ชุดที่๕, มี ๓ เหมือนกันว่า :สุญญตา ตถาตา อตัมมยตา สิ้นสุดของธัมมัฏฐิติญาณตรงนี้ คือความจริงของธรรมชาติ ของสังขารที่มันหลอกลวงเรา มันสิ้นสุดลงตรงนี้ เดี๋ยวนี้ รู้แจ้งแล้ว. ต่อไปนี้ก็เป็น นิพพิทา วิราคะ ฯลฯ : เบื่อ หน่ายจากสิ่งเหล่านั้น หย่าขาดจากสิ่งเหล่านั้น ดับสนิทแห่ง ความทุกข์ หลุดพ้นไป บริสุทธิ์จากกิเลสและความทุกข์โดย ประการทั้งปวง, สงบรำงับ เยือกเย็นเป็น พระนิพพาน. ขอทิ้งไว้อีกสักคำ คำสุดท้ายยังไม่อธิบายว่า ไกวัลยตา เป็นภาษาสันสกฤต ถ้าเป็นภาษาบาลีว่า เกพลิตา -ความเป็น
น.159 ๓๒ เกพลี ความเป็นทั้งหมด ความเป็นไม่มีอะไรเหลือ, นั่นคือ สภาพนิรันดรของพระนิพพาน เป็นทั้งหมด เป็นไกวัลย์. แต่ เรื่องนี้ไม่จำเป็น มันก็เป็นของธรรมชาติ, แต่เรารู้ไว้ก็ดี ว่าถ้าสลัดทิ้งออกไปหมดไม่มีอะไรเหลือแล้ว ก็มีแต่ ความเป็น เช่นนั้นเอง โดยเป็นไกวัลย์ เป็นทั้งหมด เป็นทั้งหมด เป็น เพียงไม่มีอะไรเป็นตัวตน. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทำให้เกิดไตรสิกขา ถือศีล สมาธิ ปัญญา, ศีล สมาธิ ปัญญา ทำให้เกิดไตรลักษณ์ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา, ไตรลักษณ์ทำให้เกิด ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา, ทีนี้ก็ทำให้เกิดสุญญตา ตถาตา และอตัมมยตา, ต่อจากนั้นก็ทำให้เกิดพระนิพพาน ; พอแล้ว หมดแล้ว สำหรับความหมายอันลึกซึ้ง สูงสุด ในพระพุทธ ศาสนา. เป็นอันว่า วันนี้เราได้มาขยายใจความสำคัญ ของ โอวาทปาฏิโมกข์ให้ชัดเจนให้เข้าใจแจ่มแจ้งว่า ทำจิตให้ขาวรอบ นั้นทำอย่างไร ? คือ ทำให้อยู่เหนือดี เหนือขั่ว เหนือบุญ เหนือบาป เหนือสุขเหนือทุกข์ เหนือบวกเหนือลบ เหนือได้
น.160 ๓๓ เหนือเสีย เหนือแพ้เหนือชนะ เหนือกำไรเหนือขาดทุน, กระทั่งเหนือความเป็นหญิงเหนือความเป็นชาย เหนืออะไร ที่เป็นคู่ ๆ ๆ ทั้งหมดเลย จิตจึงจะขาวรอบ. มันจะเป็น อย่างนั้นได้ก็เพราะมองเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงว่า มัน ยึดถือไม่ได้ เป็นสิ่งที่ยึดถือไม่ได้ กัดทั้งนั้น พอยึดถือแล้วกัด ทั้งนั้น พอไปจับยึดเอามาเป็นเจ้าของ แล้วกัดทั้งนั้นเลย. ทีนี้ กูไม่เอากับมึง, กูไม่เอากับมึง นี่เป็น อตัมมยตา ; ถ้าถือ คาถานี้ได้แล้วก็รอดตัว ไม่มีความทุกข์แน่, กูไม่เอากับมึง นั่นแหละ ขลังกว่า อิทัปปัจจยตา เสียอีก. เอาละเป็นอันว่า อาตมาได้บอกให้ทราบคำสุดท้าย สูงสุดที่สุด ลึกซึ้งที่สุดของพระพุทธศาสนา คือคำว่า อตัมมยตา, ในวันนี้วันเพ็ญมาฆมาสบนเขาพุทธทอง เวลาบ่าย ๔ โมง ๒๕ นาที, ได้บอกสิ่งสูงสุด ธรรมะคำสูงสุด คือ อตัมมยตา แก่ ท่านทั้งหลาย. เดี๋ยวนี้ก็เหนื่อยแล้ว หมดแรงพูดแล้ว, ขอร้อง แต่ว่าให้ช่วยทำความเข้าใจให้ดี จำให้ดี เอาไปใช้ประโยชน์ ให้ได้ โดยคาถาว่า ต่อไปนี้กูไม่เอากับมึง คือ ทุกอย่างที่ทำให้กู
น.161 ๓๔ เป็นทุกข์ให้ยุ่งให้วุ่น ต่อไปนี้กูไม่เอากับมึง นั่นแหละคือ อตัมมยตา. เอาละเป็นอันว่า ขอยุติการบรรยาย, ถ้าท่านทั้งหลาย จดจำข้อความนี้ไว้ได้ ก็จะมีประโยชน์ที่สุด ถึงหัวใจที่สุด รวบรัดให้สั้นเข้ามาทุกที ๆ แล้ว, จะได้หยุดการแสดงธรรม แล้วก็ทำพิธีเวียนเทียนต่อไป. ขอยุติการบรรยายพระธรรมเทศนาในวันนี้ ไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.162 มนตราสำหรับชีวิต. การแสดงธรรมเทศนาในครั้งนี้* ขอกระทำในรูป ของปาฐกถาธรรมเถิดเพราะว่ามันไม่โอ้เอ้ยืดเยื้อ และจิตใจ มันก็ยังเป็นห่วงแต่เรื่องจะทำความเข้าใจใน ความหมายของ คำว่า อตัมมยตา, อตัมมยตากำลังขึ้นสมอง ตั้งใจจะพูดแต่ เรื่องอตัมมยตาให้เข้าใจให้สำเร็จประโยชน์, จึงขอพูดเรื่อง อตัมมยตาเพิ่มเติม ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี. การที่เอาคำสำคัญ ๆ ชั้นหัวใจของพระธรรมมาบอก มากล่าว ให้เป็นที่ทราบกันนี้ มันมีความมุ่งหมายที่ลึกซึ้ง อยู่ซึ่งบางคนอาจจะไม่ทราบ ก็หมายความว่า ต้องการจะให้ ใช้, ให้ใช้ให้เป็นประโยชน์, ไม่ใช่ให้ได้ยินเฉย ๆ เพียงให้ *มาฆบูชาเทศนา ภัณฑ์ที่ ๒ ๓๕
น.163 ๓๖ สมุด. ต้องการให้เอาไปใช้เหมือน คาถาศักดิ์สิทธิ์หรือ มนตราศักดิ์สิทธิ์ ใช้ขับไล่ภูตผีปีศาจ, ภูตผีปีศาจที่ น่ากลัวจริงๆ นั้น ก็ คือกิเลสที่อยู่ข้างใน ผีที่เด็ก ๆ กลัว นั้นมันผีเด็ก ๆ ผีเด็กเล่น ไม่น่ากลัว, ผีหลังโกง ผีตากลวง ผีอะไรไม่น่ากลัวอะไรดอก; แต่ว่าผีที่น่ากลัวจริงๆ นั้น ก็คือกิเลสที่มีอยู่ในใจ. สังเกตดูให้ดีนั้นมันยิ่งกว่าผีหลายเท่า หรือเป็นผีที่ร้ายกาจร้ายแรง มันจะต้องขับให้ออกไปมิฉะนั้น แล้วมันจะกัดเอา , มันยิ่งกว่าหลอกเสียอีก มันเพียงแต่ หลอกหรือแลบลิ้นหลอกจะเป็นอะไรนักหนา, แต่ถ้ามันกัด เอาแล้วมันก็เจ็บปวดแหละ. คำที่ควรใช้เป็นมนตรา. เพื่อไม่ให้กิเลสกัดเอา เราก็ต้องมีมนตราคาถาสำหรับ ขับไล่กิเลสนี้ให้ออกไป; ฉะนั้นจึงเอาคำพิเศษ ๆ มาบอกกล่าว ให้รู้กัน สำหรับไล่ผี นับตั้งแต่คำว่า อนิจจัง หรือ อนิจจตา, ทุกขังหรือ ทุกขตา, อนัตตาหรือ อนัตตตา นี้, ถ้ารู้จักใช้ มันก็มีประโยชน์อย่างยิ่ง. เมื่อเห็นอะไรมันเปลี่ยนแปลง อย่างยิ่ง ผิดจากความหมายอย่างยิ่ง ซึ่งจะถึงกับต้องร้องไห้
น.164 ๓๗ ต้องนั่งลงร้องไห้ แล้วมันจะได้อะไรถ้าร้องไห้ ถ้าไม่ต้อง ร้องไห้มันก็ดีกว่ามาก. เช่นว่าถ้าปีนี้น้ำแห้งข้าวตายหมด ไม่ได้สักเม็ดเดียว เสียใจแค้นใจจนน้ำตาไหลออกมา, นี่จะเอาคาถาอะไรมา ขับไล่มันออกไป เพื่อจิตใจจะไม่ต้องเสียใจ จะไม่ต้องแห้งใจ ? มันก็คาถาอย่างที่บอก ๆ กันไว้ก่อนแล้ว นานมาแล้ว. มัน แล้วแต่ว่าคนนั้นจะได้คาถาชนิดตื้นลึกสูงต่ำสักกี่มากน้อย, แต่ มันก็ใช้มีประโยชน์ได้ตามระดับของมัน, เช่นจะใช้คำว่า อนิจจัง ๆ อย่างนี้ก็ได้ คือบอกตัวเองว่ามันก็ ไม่เที่ยง, บางปีก็มีฝนดี บางปีก็มีฝนไม่ดี มันบอกว่าไม่เที่ยง ๆ เอา อนิจจังนี้มาขับไล่ความเสียใจ ความแห้งผากในใจว่าข้าวไม่ได้ สักเม็ดหนึ่งปีนี้. ถ้ามีความรู้เพียงแค่อนิจจัง ก็เอาอนิจจัง นี้แหละไล่ผีขับผี. ถ้ารู้สูงไปกว่านั้น เช่นรู้ไปถึง อิทัปปัจจยตา ว่ามัน เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน เช่นนี้ ก็ร้องออกมาว่า อิทัปปัจจยตา ๆ ๆ มันก็ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องแห้งใจไม่ต้อง น้ำตาไหล, เอาอิทัปปัจจยตามาใช้เป็นมนต์ไล่ออกไป ในเมื่อ มันไม่เป็นไปตามใจเรา, มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง.
น.165 ๓๘ ที่นี้ถ้าคนมีความรู้สูงไปกว่านั้นอีก รู้ละเอียดลึกซึ้ง ไปกว่านั้นอีก ก็อาจจะใช้มนต์อีกคำหนึ่งว่า ตถตา ตถตา ก็ แปลว่า เช่นนั้นเอง มันเป็นเช่นนั้นเอง, ฟังดูเหมือนกับพูด เล่น แต่คำนี้ลึกซึ้งเหลือประมาณไม่ใช่คำพูดเล่น เช่นนั้นเอง, ฝนไม่ตก นาแห้งข้าวตายหมด ไม่ได้สักเม็ดเดียวปีนี้ ก็ใช้ มนต์ขับไล่ผี คือความเสียใจ ว่าตถตา ๆ เช่นนั้นเอง, นี่มัน เป็นมนต์อย่างนี้. แต่เดี๋ยวนี้ มนต์คำพิเศษที่พูดกันวันนี้ อตัมมยตา ยังลึกซึ้งไปกว่านั้น มันยังลึกซึ้งละเอียดเข้าใจยากไปกว่านั้น แปลว่า ไม่อาศัยเหตุปัจจัยนั้น ๆ อีกแล้ว, ไม่หวังพึ่งเหตุ ปัจจัยนั้น ๆ อีกแล้ว, ไม่หวังพึ่งที่จะได้ข้าวได้ปลาได้อะไรอีก แล้ว. นี่มันต้องเป็นนักเลงมากกว่า จึงจะพูดออกมาว่า "โอ้ อตัมมยตา"; ถ้าอย่างนี้ก็จิตใจเกลี้ยงเลย เกลี้ยง ๆ ไม่มีเยื่อใยที่ จะเป็นทุกข์ หรือจะเสียใจ หรือจะถึงกับร้องห่มร้องไห้, มนต์ ขลังที่สุดคืออตัมมยตา. ตามตัวหนังสือแปลว่า ความที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งนั้น ไม่ต้องอาศัยสิ่งนั้น หรือ ไม่สำเร็จประโยชน์มาจากสิ่งนั้น เช่น
น.166 ๓๙ ว่าความหวังที่ว่าจะได้ข้าว หรือว่าความอยากที่จะได้ข้าวมัน เป็นความหวังที่จะได้, มีสิ่งนั้นเป็นที่ตั้ง. ทีนี้มองเห็นแล้ว มันก็บอกว่าไม่ต้องอาศัยสิ่งนั้น ไม่ต้องอาศัยสิ่งนั้น, ไม่ต้อง อาศัยสิ่งนั้น อตัมมยตา อตัมมยตา แต่คำนี้มันฟังยาก มัน แปลกหูเกินไป คงฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง, แต่ก็อุตส่าห์ ๆ ศึกษา จดจำให้เข้าใจไว้เถอะ. เรื่องมนตรานี้บางนิกายเขาใช้มาก ใช้มนตราทุก รูปแบบครบถ้วน สำหรับจะขับไล่กิเลสประเภทนั้นประเภทนี้ ประเภทโน้นจะขับไล่ความรู้สึกทางกามารมณ์ทางเพศก็ได้, ขับไล่ความรู้สึกทางโทสะโกรธแค้นพยาบาทก็ได้, ความรู้สึกโง่ หลงอะไรก็ได้, เขาก็มีมนตรา ๆ กระทั่งมนตราฝ่ายที่จะส่งเสริม จิตใจให้มันเข้มแข็งสดชื่น เป็นไป ก้าวหน้าไปอย่างนี้ก็มี, มันก็มีมนตราอยู่หลายแบบ. เรามีไว้สำหรับขับไล่สิ่งเลวร้าย ; หรืออย่างต่ำที่สุดมีเอาไว้สำหรับพลั้ง : มนตรานี้ใช้เป็น ‘คำพลั้ง' ก็ได้. ทุกคน, ขออภัยโดยเฉพาะผู้หญิงจะพลั้ง, ผู้ชายไม่ ค่อยพลั้ง, ไม่พลั้งแต่ก็ด่าเลย แต่ผู้หญิงนี้มักจะพลั้งพลั้งมาก
น.167 ๔๐ พลั้งเกือบทุกคน, แล้วคำพลั้งนั้นไม่ค่อยจะน่าฟัง เป็นคำที่ เกี่ยวกับเพศเกี่ยวกับอะไรไปเสียโดยมาก แล้วเป็นคำหยาบชนิด ที่ตามธรรมดาพูดไม่ได้ แต่พอพลั้งมันก็พลั้งออกมาได้, นี่ คำพลั้งเป็นอย่างนี้. ทีนี้เราควรจะมีคำพลั้งที่น่าฟัง คำพลั้ง ที่ไพเราะ คำพลั้งที่สำเร็จประโยชน์ ใช้ขับไล่ไปได้จริง ๆ, แทนที่จะพลั้งเป็นคำหยาบ คำทางเพศทางกามารมณ์ เหมือน ที่เป็นกันโดยมาก, " ก็พลั้งไปทางธรรมะซิ : พุทธัง, ธัมมัง, สังฆัง อะไรก็ได้. แต่ถ้ามันเป็นเรื่องที่ลึกละเอียดมีจิตใจสูง เป็นผู้รู้ ก็จะพลั้งเป็นว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ได้ อนิจจัง ก็ได้ อนัตตาก็ได้, คำใดคำหนึ่งก็ได้ หรือทั้ง ๓ คำก็ได้. ถ้ายังเป็นเด็กหรือค่อนข้างขี้ขลาดไม่ค่อยจะรู้อะไร ต้องการให้ ช่วย ก็พลั้งว่า พุทธัง ธัมมัง สังฆังก็ยังดี, เคยได้ยินเหมือนกัน บางคนเขาพลั้งอย่างนั้น แต่จะแกล้งทำหรือว่าทำเฉพาะคราว นั้นก็ไม่รู้. อย่างว่า เดินไป เหยียบพื้นปูนมันลื่นไหลจะล้มลง ไปอย่างนี้ ก็จะต้องพลั้งโดยเฉพาะผู้หญิงจะต้องพลั้ง ไปพลั้ง คำหยาบ คำไม่น่าฟังออกมา. ที่นี้ก็เตรียมคำที่น่าฝั่งไว้สำหรับ พลั้งดีกว่า ถ้าขี้ขลาดก็ร้องพระเจ้าช่วยอะไรไปตามเรื่อง พุทธัง
น.168 ๔๑ ธัมมัง สังฆัง ไปตามเรื่อง, นี่จะพลั้งเป็นเรื่องว่าอะไรดีล่ะ ? จะพลั้งเป็นเรื่องว่าเช่นนั้นเอง เช่นนี้เอง มันก็ดูจะไม่ค่อย จะเข้าเรื่อง ก็เอาที่มันตรงเรื่องที่มันเข้าเรื่อง, พระเจ้าช่วย หรืออะไรทำนองนี้มันก็ธรรมดา ๆ เกินไป : เด็ก ๆ ขี้ขลาดมัน ก็ต้องพลั้งอย่างนั้นทั้งนั้น ; จะพลั้งว่า ตถาตา เช่นนั้นเองก็ ยังดีกว่า, จะพลั้งว่า อิทัปปัจจยตา อิทัปปัจจยตา มันมีเหตุ มีปัจจัยทำให้พื้นมันลื่น แล้วไปเหยียบเข้า มันก็ลื่น แล้วมัน ก็จะล้ม อิทัปปัจจยตา ; หรือว่าถ้าว่าล้มก้นกระแทกนั่งลงไป อึดอยู่ ก็ยังพลั้งออกมาได้ว่า อิทัปปัจจยตา มันดีกว่ามันฉลาด กว่า มันดับทุกข์ได้, ไม่ต้องร้องไห้ หรือไม่ต้องเจ็บปวด ; ถ้าพลั้งเป็นธรรมะขั้นสูงขั้นลึก มันบำบัดความปวดความเจ็บไป ในตัวเลย. ,อุตส่าห์ศึกษาไว้ให้พอ มีธรรมะพอ เข้าใจธรรมะ พอเตรียมพร้อมอยู่เสมอ, มันจะพลั้งออกมาเป็นคำที่เหมาะสม กับเรื่องราวนั้น ๆ เป็นแน่นอน. ในบางกรณีจะพลั้งออกมาว่า อนิจจัง ๆ เพราะว่า เรื่องนั้นมันเป็นเรื่องที่ไม่เที่ยง, ถ้าจะพลั้งออกมาว่า ทุกขัง ๆ มันก็มีความหมายในการที่ว่ามัน เป็นทุกข์ตามธรรมชาติ ไม่ แปลกประหลาดอะไร ซึ่งธรรมดาคนเขาเป็นทุกข์กัน ฉันจะ
น.169 ๔๒ ไม่เป็นทุกข์กับมัน อย่างนี้ก็ยังดี ; ถ้าว่า อนัตตา ๆ ไม่มี อะไรเป็นตัวตน ที่จะต่อสู้ต้านทานกับสิ่งเหล่านี้ คือเหตุการณ์ อันนี้ ซึ่งมันต้องเกิดขึ้นตามธรรมชาติตามเหตุตามปัจจัย ไม่ มีอะไรต้านทานได้ ก็พลั้งปากออกมาว่าอนัตตา ๆ. คำที่ยาว ๆ คงจะไม่มีใครจะเอามาพลั้งได้ แล้วก็ไม่ ค่อยจะเข้าใจ, เช่นคำว่า ธัมมัฏฐิตตา ซึ่งเป็นคำสรุปเรียก ของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกว่าธัมมัฏฐิตตา ๆ มันตั้งอยู่ ตามธรรมชาติของธรรมดา หรือตั้งอยู่ตามธรรมดาของ ธรรมชาติ. ธัมมัฏฐิตตา ก็มีความหมายว่า ไม่น่าแปลก ไม่ ต้องตกใจ, ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องร้องไห้. หรือคำว่า ธัมมนิยามตา มันยาวไปเหมือนกันแหละ ก็มีความหมายว่า มันเป็นไปตามกฎของธรรมดา จะมัวโง่ไปถึง ไหน, จะไปร้องไห้ทำไม มันเป็นไปตามกฎของธรรมดา ธัมมนิยามตาก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อีกนั่นแหละ, จะ เป็นไปตามธรรมชาติธรรมดา มันก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ได้.
น.170 ๔๓ อิทัปปัจจยตา ก็ยิ่งดี สิ่งทั้งหลายก็มีเหตุมีปัจจัยทั้ง นั้น, แล้วมันก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย มันก็เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย, ได้ยินคนบางคนรู้จักใช้แล้ว ชาวบ้านธรรมดานี่ อาตมาเคยได้ยินบางคนรู้จักใช้คำว่าอิทัปปัจจยตา ๆ. นี้แสดง ว่า มีความรู้ทางธรรมะดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เข้าใจความหมาย ของอิทัปปัจจยตา จนเอามาใช้สำหรับพลั้งจนเอามาใช้สำหรับ เตือนสติตนเองไม่ให้เป็นทุกข์, เพราะมันเป็นอิทัปปัจจยตา แล้วเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน, คำนี้ก็มีประโยชน์มาก ใช้ได้กว้างขวาง อิทัปปัจจยตา. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า สุญญตา. ถ้ามันเป็นอิทัปปัจจยตา โดยเด็ดขาด มันไม่ฟังเสียงใคร มันต้องเป็นไปตามกฎของ อิทัปปัจจยตา นี้แสดงว่ามันเป็นสุญญตา คือมันว่าง, ว่างจาก ตัวตน ไม่มีอำนาจที่จะบังคับให้เป็นไปตามความต้องการของตน เพราะไม่มีตัวตน เพราะไม่มีความเป็นของตน, ก็พลั้งออกมา ว่าสุญญตา ๆ ก็ว่าว่าง ว่าง ว่าง จะไปเอาอะไรกับมัน เอาอะไร กับมัน มันว่าง ว่าง ๆ. ทีนี้เนื่องจากเห็นว่าง มันก็เห็น เช่นนั้นเอง , เห็น ตถาตา ตถาตา. คำนี้ก็เป็นคำที่สำคัญมาก ถ้าเห็นว่าเช่นนั้น
น.171 ๔๔ เองแล้วก็ลองคิดดูซิ เช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง มันทำให้คงที่ อยู่ : ที่น่ารักมาก็ไม่รัก ยังคงที่อยู่, ที่น่าเกลียดมาก็ไม่เกลียด คงที่อยู่. ที่น่าโกรธมามันก็ไม่โกรธ มันคงที่อยู่, ที่น่ากลัว มามันก็ไม่กลัว มันก็คงที่อยู่. ตถาตา คือว่าเช่นนั้นเอง ทำให้คงที่ คงที่อยู่ได้ เพื่อ จะคงที่อยู่ได้ ปลอบใจตัวเองก็ได้ หรือว่าชักจูงตัวเองก็ได้ หรือออกมาในจิตใจโดยตรงก็ได้ ว่า เช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง, ไม่หวั่นไหวในทางได้ในทางเสีย ในทางแพ้ในทางชนะ ในทาง กำไรในทางขาดทุน. ในทุกทางไม่ว่าในทางบวกหรือในทางลบ มันเอาตถาตา ๆ ออกรับหน้า ก็เลยสบาย, มันไม่เกิดการ เปลี่ยนแปลงทางบวกทางลบ ทางซ้ายทางขวา ทางสูงทางต่ำ อะไร มันคงที่. นี่ตถาตา แปลว่า ความเป็นเช่นนั้นเอง มี ความรู้แล้ว ตั้งตนอยู่ในสิ่งนี้แล้ว มันคงที่ไม่หวั่นไหว. ผู้ใดมีตถาตาถึงที่สุด ผู้นั้นเป็นตถาคต เรียกอีกอย่าง หนึ่งก็คือเป็นพระอรหันต์, คำว่า ตถาคตในที่นี้หมายถึงพระ อรหันต์ มักจะแปลกันอย่างโน้นอย่างนี้. อาตมาสำรวจดู ทั่วถึงแล้ว คำนี้หมายถึงพระอรหันต์, เช่น เบื้องหน้าแต่การ
น.172 ๔๕ ตาย ตถาคตมีอยู่ หรือไม่มีอยู่ หรือมีอยู่บ้างไม่มีอยู่บ้าง หรือ มีอยู่ก็ไม่ใช่ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่. คำว่าตถาคตนี้ไปแปลกันไปเป็น อย่างอื่น ว่าสัตว์ว่าอะไรบ้าง, แต่ที่จริงคำนี้แปลว่าพระอรหันต์ ผู้ใดถึงตถา หรือตถาตา หรือตถตา ผู้นั้นเป็นอรหันต์ เป็น ตถาคต เป็นคำที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียกพระองค์เองก็มี เรียกว่า เรา ตถาคต, แต่มันเป็นคำกลางใช้กับคนทั่วไปที่ไม่ หวั่นไหวแล้ว ที่ถึงความคงที่แล้วก็เรียกว่าตถาคต นี่เพราะ อำนาจของการเห็นตถาตา และมีตถาตามั่นคงอยู่ในใจไม่ หวั่นไหว ใช้คำว่า ตถาตา ตวาดสิ่งที่มาทำให้จิตใจหวั่นไหว. ตัวอย่างความหวั่นไหวของจิต. ความหวั่นไหวของจิตนั้นมีมาก ควรจะรู้จักกันไว้ใช้ สำหรับศึกษาหรือปฏิบัติ หรือควบคุมตนเอง, ความหวั่นไหว จะยกตัวอย่างมาสัก ๙ คำ ๑๐ คำ ซึ่งท่านทั้งหลายทุกคนต้อง รู้จักดี มันหวั่นไหวไปจากปรกติก็เรียกว่าหวั่นไหว. อย่างแรกที่จะเห็นได้ง่าย ๆ หรือพูดถึงก่อน ก็คือ ความรัก มันน่ารัก เป็นอารมณ์ที่น่ารัก โดยภาพก็ดี โดย เสียงก็ดี โดยกลิ่นก็ดี โดยรสก็ดี อะไรก็ดี มันน่ารัก, แล้ว
น.173 ๔๖ จิตใจมันก็รัก ก็ผิดปรกติแล้ว มันไม่คงที่อยู่แล้ว. จะคงที่ อยู่ได้ มันต้องเห็นความเป็นเช่นนั้นเองของสิ่งนั้น ที่มาทำ ให้รัก ถ้าเห็นเช่นนั้นเอง มันเป็นเช่นนั้นเอง มันก็ไม่รัก นี่ความรักทำให้ผิดปรกติ. ความโกรธ พอโกรธแล้วมันก็เป็นยักษ์เป็นมาร เป็นอะไรไปก็ไม่รู้ ไม่เหมือนเดิมแล้ว ไม่คงที่แล้ว, ความรัก แล้วก็ความโกรธ. แล้วก็ ความเกลียด เรื่องน่าเกลียดมาใจมันก็เกลียด มันก็เกลียดด้วยความโง่, เกลียดเกินประมาณ เกลียดโดยไม่ ต้องเกลียด ซึ่งความจริงมันก็ ไม่ต้องเกลียด, แต่มันก็เกลียด ยิ่งไม่ค่อยชอบกันมาก่อน แล้วก็ยิ่งเกลียดมาก จิตมันก็หวั่น- ไหวแล้ว ผิดปรกติแล้ว. ความกลัว ที่น่ากลัวมา หรือว่าคิดเอาเองด้วยความโง่ เกิดความกลัว พอนึกถึงสิ่งที่น่ากลัวมันก็ขนลุกขึ้นมา, นี่ มันโง่จัดเกินไป ทุกคนก็ต้องเคยเป็นแหละ. เรื่องบางเรื่อง หรือภาพบางภาพ พอนึกถึงขึ้นมาเท่านั้นแหละก็ขนลุก, ไม่ ต้องมีสิ่งนั้น เพียงแต่นึกถึงเท่านั้น ความกลัวก็มีมากจนขน
น.174 ๔๗ ลุก, หรือมันมีสิ่งที่น่ากลัวมา มันก็กลัวแหละ, เช่นเผชิญ หน้าศัตรู สัตว์ร้ายหรืออันตราย ซึ่งรู้ว่าถูกเข้าแล้วก็ตาย, เพียงแต่เดินเข้าไปใกล้เสาไฟฟ้าแรงสูง มันก็เสียวแล้ว มันก็ กลัวแล้ว อย่างนี้เป็นต้น. นี่ความกลัว ทำให้ผิดปรกติ ; ถ้ามีความรู้เรื่องตถาตาอยู่ในจิตใจ มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น. แต่เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ถูกสอนให้กลัว ถูกหลอกให้กลัวเอา มาก ๆ มาตั้งแต่เด็ก ๆ มันก็กลัว กลัวจนเป็นผู้ใหญ่ โตแล้ว มันก็ยังกลัวอยู่นั่นแหละ, เป็นสิ่งรบกวน จะต้องมีอะไรมา ขับไล่ความกลัว มันกลัวเพราะความไม่รู้เพราะความโง่. เช่น เด็กเล็ก ๆ เด็กเมื่อยังเล็กมันกลัวรูปภาพ กลัวรูปยักษ์รูปมาร กลัวรูปที่น่าเกลียด, บางทีก็กลัวแขก บางทีก็กลัวฝรั่ง, หรือ เขาผ่าท้องสัตว์ ผ่าท้องหมู ผ่าท้องวัว ผ่าท้องปลา ผ่าท้อง ควายมันก็กลัว. นี่เพราะมันไม่รู้เพราะมันเป็นเด็ก, จิตใจ ของมันอ่อนไหว ; ถ้ามีความรู้เรื่องตถาตามาแต่ในท้องมันก็ ไม่กลัว. ทีนี้ก็ ความตื่นเต้น ; ความรัก ความโกรธ ความ เกลียด ความกลัว แล้วอันที่ ๕ ความตื่นเต้น, มีอะไรแปลก
น.175 ๔๘ ประหลาดมันก็ตื่นเต้น เพราะมีของแปลกประหลาด พอผิด ปรกติมันก็ตื่นเต้น, นี้เรียกว่า ความตื่นเต้น มันจับจิตจับใจ มากเหมือนกัน. ที่เด็ก ๆ มันชอบไปดูหนังไปดูละครไปดูอะไร แม่ไม่ให้ไปก็ร้องไห้ เพราะมันต้องการจะไปดูสิ่งที่ยั่วอารมณ์ ให้มันตื่นเต้นสนุก เพราะมันเร้าประสาทให้ผิดปรกติ, หรือ ว่าความชอบใจจนหัวเราะ นี้ก็อยู่ในพวกตื่นเต้น มันตื่นเต้น มากบังคับไว้ไม่ได้จนถึงกับต้องหัวเราะ เช่น เขาไปจี้ที่สีข้าง มันก็หัวเราะ มันก็ตื่นเต้น, มันก็จักกะจี้ แล้วมันก็ตื่นเต้น มันก็หัวเราะ มันไม่อาจจะคงที่อยู่ได้, นี่เรียกว่าความตื่นเต้น. แล้วเดี๋ยวนี้เขาก็มีการฝึกฝนทำสิ่งที่น่าตื่นเต้น มา หลอกคนให้ตื่นเต้น แล้วก็เก็บสตางค์ คือการเล่นอย่างนั้น เล่นอย่างนี้เล่นอย่างโน้นสารพัดอย่าง กระทั่งที่ตื่นเต้นกันมาก ที่สุด ก็เรื่องกายกรรมอย่างแปลกประหลาด ที่มาจากเมืองจีน จึงแห่กันไปดู เก็บค่าดูแพงมาก แต่ก็มีคนดูแน่น เพราะมัน ได้รับผลคือความตื่นเต้น ซึ่งเป็นที่สนุกสบายพอใจ; แต่ถ้า ว่ารู้ความจริงของตถาตาแล้ว มันจะไม่ตื่นเต้น. กายกรรม ที่ดูแล้วน่าขนลุกน่าตื่นเต้น ก็เห็นว่าเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง มันก็ไม่ตื่นเต้น, มันก็ไม่ต้องเสียสตางค์ไปดูกีฬา ไปดูฟุตบอล
น.176 ๔๙ ไปดูมวย ไปดูกายกรรม ไปดูอะไร ไม่ต้อง ไม่ต้องเพราะ มันไม่ตื่นเต้น เพราะมันมีตถาตาช่วยคุ้มครองเอาไว้, สุญญตา แล้วก็ ตถาตา. ความหมาย, อาการ และอำนาจของอตัมมยตา. นี่จะมาถึง อตัมมยตา ซึ่งละเอียดประณีตลึกไปกว่า นั้นอีก คือ ความที่สิ่งเหล่านั้นจะมาปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อ ไป. ความที่สิ่งเหล่านั้นจะมาปรุงแต่งให้รัก ให้โกรธ ให้ เกลียด ให้กลัว ให้ตื่นเต้น ให้อะไรไม่ได้อีกต่อไป, แปลว่า หย่าขาดกัน ; นั่นแหละความไม่สำเร็จมาจากเหตุปัจจัยเหล่า นั้น. ความไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยเหล่านั้น ความไม่ เนื่องกันกับเหตุปัจจัยเหล่านั้น, คงจะยังฟังไม่ถูกใช่ไหม เพราะ เป็นคำที่แปลกเกินไป, แต่ขอให้ฟังไว้ก่อนเถิด, อาตมาจึงหา คำที่ง่ายที่สุด มาช่วยให้เข้าใจง่ายและจำไว้ได้ง่ายๆ ว่า กูไม่ เอากับมึงอีกต่อไป : อะไรที่จะมาทำให้รัก ให้โกรธ ให้ เกลียด ให้กลัว ให้ตื่นเต้น ให้วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หึงหวงอะไร กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป, อตัมมยตา อตัมมยตา ไม่มีอะไรจะมาทำให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้อีกต่อไป
น.177 ๕๐ คื อ ไม่อยู่ใต้อำนาจของสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป, จะไม่มีอารมณ์ ที่ปรุงออกมาจากสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป. ธรรมะนี้ละเอียดมาก จะเป็นการเป่าปี่ให้เต่าฟังเสีย แล้วก็ไม่รู้ ที่พูดอยู่นี้ไม่รู้ว่าจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เพราะว่า มันเป็นสิ่งที่ทำให้ไม่ถูกอะไรปรุงแต่งได้, นี่เป็นอดัมมยตา ; ไม่มีอะไรแปลกในโลก, ไม่มีอะไรที่จะมาทำให้ รัก โกรธ เกลียด กลัว วิตก กังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หึงหวงอะไร ได้ ดีหรือไม่ดี. เดี๋ยวนี้เรามัน ... พูดไปแล้วก็จะขัดใจกัน ... มันยังหวังนั่นหวังนี่ ต้องการนั่นต้องการนี่ ต้องการในทาง บวกอย่างยิ่ง. ในทางลบก็ต้องการที่จะไม่ให้มันเกิดเอาเสียเลย ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้ : ในทางเสียในทางขาดทุนในทางลบ มันก็ต้องมี จะไม่ให้มีก็เป็นไปไม่ได้, แต่ว่าก็กลัว กลัว วิตก กังวลอยู่ เป็นความกลัว ; ส่วนในทางบวกนั้นก็หิวกระหาย กันอยู่เรื่อย อยากจะมีอยู่เรื่อย ยิ่งเห็นคนอื่นมีอยู่แล้วก็ยิ่ง ต้องการใหญ่. บางทีก็อยากจะสวย เห็นคนอื่นสวยแล้วก็ อยากจะสวยบ้าง, มันก็กลุ้มอกกลุ้มใจ มันสวยไม่ได้ อย่างนี้ นี่เรียกว่ามันกัดหัวใจ, มันกัดผู้ที่ไม่มีความรู้, ผีตัวนี้มันกัด มันยิ่งกว่าหลอก, ถ้าหลอกมันจะไปอะไรนักหนามาหลอก แต่
น.178 ๕๑ ถ้ามันกัด มันก็เจ็บปวดเจ็บถึงหัวใจ จะเอาอะไรมาไล่ผีตัวนี้ กันสักที. ธรรมะสูงสุดในพระพุทธศาสนา มีอยู่มากบทหลายบท อย่างที่ได้รู้จักกันแล้วก็มี ยังไม่รู้จักก็มี, อาตมาก็พยายามที่จะ เอามาให้ได้ยินได้ฟัง เช่นคำว่า สุญญตา ตถาตา อิทัปปัจจยตา นี้พูดมาหลายปีแล้วนะ พอจะมีร่องรอยมีวี่แววขึ้นมาบ้าง. เดี๋ยวนี้ใหม่เกินไป คือคำว่า อตัมมยตา ฟังดูไม่รู้ว่าอะไร เพราะไม่เคยได้ยินเอาเสียเลย, เพียงแต่ชื่อของมันก็จะจำไม่ได้ เสียแล้ว อตัมมยตา อตัมมยตา ; รู้คำแปลที่เป็นภาษาคน ง่าย ๆ ภาษาชาวบ้านภาษากลางบ้าน : อตัมมยตา – กูไม่เอา กับมึงอีกต่อไป, กูไม่ยุ่งกับมึงอีกต่อไป, กูจะไม่เกี่ยวข้องกับ มึงอีกต่อไป, อย่างนี้ความหมายตรงที่สุดเลย. อะไรมา รบกวน หรือมายั่วเย้าหรือมาขู่เข็ญมาอะไรก็ตาม ให้ทุกข์ ยากลำบากใจ ก็ไล่มันไปด้วยมนต์นี้ ศักดิ์สิทธิ์ก็ว่าเป็น บาลีว่า อตัมมยตา, ธรรมดาหน่อยก็ว่าเป็นภาษาไทยว่า กู ไม่ยุ่งกับมึงอีกต่อไป กูไม่ง้อมึงอีกต่อไป กูไม่เกี่ยวข้องกับ มึงอีกต่อไป รู้จักธรรมชาติของมึงดีแล้ว มีแต่กัดมีแต่กัด กูก็จะไม่เอากับมึงอีกต่อไป. ชั่วก็กัดตามชั่ว, ดีก็กัดตามดี
น.179 ๕๒ ดีน้อย ก็กัดน้อยดีมากก็กัดมากนะ อย่าบ้าดีอย่าหลงดีกันนักนะ ยิ่งดีมากยิ่งกัดมากยิ่งกัดลึกนะ ถ้าไปหลงรักกับมัน ; ถ้าอย่า ไปหลงกับมัน มันก็ไม่กัด, มันก็ดีตามแบบของมัน ก็เป็น ตถาตาไปตามแบบของธรรมชาติ, ต่อเมื่อไปยึดมั่นถือมั่นด้วย อุปาทานพอใจหลงใหล นั่นแหละมันจึงจะกัด. ไม่มีอะไรที่ว่าไปยึดมั่นเข้าแล้วจะไม่กัด นี่ช่วยฟังให้ดี, ไม่มีอะไรที่ว่าไปรัก มันเข้าแล้วมันจะไม่กัด ใครจะค้านก็ค้าน ซิว่า ไม่มีอะไรที่ไปรักเข้าแล้วที่จะไม่กัดนั้นไม่มี, ไม่กัดอย่างนี้ ก็กัดอย่างนั้น ไม่กัดอย่างนั้นก็กัดอย่างโน้น กัดอย่างเปิดเผย กัดอย่างเร้นลับ มันก็กัดทั้งนั้นแหละ คือให้เจ็บปวดในจิตใจ ทั้งนั้น แล้วก็ยังกัดซับซ้อนกันเป็นหลาย ๆ ชั้นก็มี กัดแล้ว กัดอีก กัดแล้วกัดอีก แล้วให้เกิดความกัดอย่างอื่นต่อไปอีก ให้กัดแปลก ๆ ออกไปอีก. ถ้าเป็นบาลี ก็พูดไว้สุภาพว่า สิ่งใดที่ไปยึดถือเป็นตัวตนเข้าแล้ว ที่จะไม่เป็นทุกข์นั้นไม่มี, สิ่งที่ไปยึดถือเอาเข้าแล้ว จะไม่เป็นทุกข์นั้นไม่มี, ไม่ว่าอะไร ไปยึดถือเอาเข้าแล้วจะเป็นทุกข์ทั้งนั้น. แต่อาตมาพูดภาษา กลางบ้าน ภาษาคนโง่ ภาษาคนธรรมดาว่า ไม่มีอะไรที่ไป ยึดถือแล้วจะไม่กัดนั้นไม่มี.
น.180 ๕๓ ทีนี้เมื่อพูดถึงการกัด บางทีมันกัดตรง ๆ มันกัดโดย เจ็บปวดตรง ๆ รู้สึกเจ็บปวดตรง ๆ, แต่บางทีมันก็กัดซ่อนเร้น มันไม่แสดงอาการเจ็บปวดทางเนื้อทางหนัง แต่มันเจ็บปวด ทางจิตใจ หรือมันผูกพันจิตใจ. ความรัก อะไรที่มันรักชอบ กันนัก สังเกตดูให้ดีซิ มันกัดชนิดหนึ่ง กัดชนิดที่รู้สึกได้ยาก, กัดชนิดที่ไม่แสดงการเจ็บปวดตรง ๆ มันกัดให้เจ็บปวดอย่าง อื่น ที่เรียกว่า ทรมานใจ, ไม่มีอะไรที่ว่าไปรักเข้าแล้วจะไม่กัด นั้นไม่มี : ถ้ามองเห็นชัดอย่างนี้แล้ว กูก็ไม่เอากับมึง : นี่ ความหมายของอตัมมยตา อตัมมยตา ความรู้สึกเกิดขึ้นมาใน ขณะนั้น แล้วก็ระบายออกมาเป็นคำพูดว่าอตัมมยตา ไม่เอา กับมึงแล้ว. ทรัพย์สมบัติ เงินทอง ข้าวของ ที่เป็นที่หวงที่รักก็ เหมือนกันแหละ, เรื่องเพศเรื่องหญิงเรื่องชายนั้น มันก็เป็น ไปเต็มที่ของมันอย่างหนึ่งแล้ว, แต่แม้เรื่องข้าวเรื่องของเรื่อง เงินเรื่องทอง วัว ควาย ไร่ นา ถ้าไปรักมันเข้าแล้วมันก็กัด ทำนองเดียวกัน. สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความรัก ไปรักเข้าแล้ว มันก็กัดทั้งนั้น, ไม่รัก เก็บไว้ตามธรรมดา มันก็ไม่กัด. พอ เห็นว่ามันกัด ก็เลยไม่เข้าไปรัก ไม่เข้าไปเอากับมัน : นี่
น.181 ๕๔ อาการของอตัมมยตา ; คือว่าจะไม่ไปโง่ไม่ไปหลงให้ มันกัดอีกต่อไป ก็จะไม่ต้องอาศัยสิ่งนั้นเพื่อเป็นที่ตั้งแห่ง ความพอใจ. ที่จริงมันให้เกิดความพอใจ หลงใหลไปเท่านั้นเอง มันไม่มีดีอะไรไปกว่านั้น สิ่งเหล่านี้ : อารมณ์ทางเพศก็ดี, อารมณ์ทางธรรมดาปรกติสามัญ ร่ำรวยอำนาจวาสนา อะไรก็ดี, มันก็เพื่อให้เกิดความครึ้มในใจ พอใจหลงใหลอยู่เท่านั้น ไม่มี อะไรมากกว่านั้น, ไม่ใช่ความสงบเลย : นี้เรียกว่ามันกัดมัน ทรมาน ; รู้เท่ารู้ทัน : โอ้ มันกัด มันกัด รู้ว่ามันกัด ไม่ อยากให้มันกัดอีกต่อไป เรียกว่ากูไม่เอากับมึงแล้ว : กูจะไม่ คิดอย่างนี้ กูจะไม่นึกอย่างนี้, กูจะไม่ผูกพันอย่างนี้, กูจะไม่ หลงรักอย่างนี้, กูจะไม่หวงอย่างนี้จะไม่หึงอย่างนี้. คนที่เคย หลงรักเคยหวงเคยหึงเต็มขนาดมาแล้ว ก็จะรู้สึกได้เองว่ามัน กัดอย่างไร, ยิ่งรักมากก็ยิ่งกัดมาก ไม่เอาอีกต่อไป, ไม่ยอม ให้ทำอย่างนี้อีกต่อไป. ความรู้สึกที่จะไม่ยอมให้ทำอย่างนี้อีกต่อไป คือ ความ หมายของคำว่า อตัมมยตา ; มันเป็นจุดที่จะหลุดออกมาจาก
น.182 ๕๕ โลกิยะ, หลุดจากการปรุงแต่งคือสังขาร ถ้าไม่ถึงนี้ มันจะถูก ปรุงแต่ง ปรุงแต่งไปเรื่อยไป ด้วยกิเลสหรือด้วยกรรมหรือ ด้วยวิบากหรือด้วยอะไรก็ตาม มันจะปรุงแต่งไม่มีที่สิ้นสุด ; ถ้าหลุดออกมาเสียได้ เพราะไม่อยาก เพราะเกลียดมัน เพราะ เบื่อหน่าย ใช้คำว่าเบื่อหน่าย ใช้คำว่าเกลียดมันก็ไม่ค่อยถูก นัก ใช้คำว่าเบื่อหน่าย นิพพิทา เบื่อหน่ายมันก็ถอยออกมา หรือว่าถอยออกมาเพราะเห็น อตัมมยตา อตัมมยตาเป็นเหตุ ให้เกิดนิพพิทา คือเบื่อหน่าย. ผู้ที่เบื่อหน่ายคลายกำหนัด หลุดออกมาจากโลก หลุด ออกมาจากสังขารนั้นด้วยอำนาจของอตัมมยตาทั้งนั้นเลย แต่ มันเป็นชื่อที่ไม่เคยมีใครเอามาพูดให้ได้ยิน ไม่มีใครเอามา กรอกหู แต่ความจริงมันเป็นอย่างนั้น. คนจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ก็ต้องเพราะมีความรู้สึกที่เป็นอตัมมยตาอย่าง เพียงพอ : ชั้นชั่วก็ไม่เอา ชั้นดีก็ไม่เอา ดีมากก็ไม่เอา ดี น้อยก็ไม่เอา, ชั้นรูปก็ไม่เอา ชั้นอรูปก็ไม่เอา ชั้นกามมัน ก็ยิ่งไม่เอา, ชั้นกามนี้มันก็กัดมาก ชั้นรูปไม่เกี่ยวกับกามเป็น รูปบริสุทธิ์ ก็กัดละเอียด, ชั้นอรูปก็ละเอียดไปกว่านั้น แล้ว มันก็กัดทั้งนั้น, สิ่งที่เป็นวิสัยแห่งกามก็ไม่เอา, สิ่งที่เป็น
น.183 ๕๖ วิสัยแห่งรูปก็ไม่เอา, สิ่งที่เป็นวิสัยแห่งอรูปก็ไม่เอา นั่นแหละ มันจึงจะไม่กัด. มองเห็นทุกชนิด กามก็ดี รูปก็ดี อรูปก็ดี กัดทั้งนั้นเลย, ฉะนั้นต่อให้เป็นพวกพรหมชั้นสูงสุด อรูป- พรหมชั้นสูงสุด มันก็ยังถูกกัดอยู่นั่นแหละ ; พระพุทธเจ้า จึงไม่ยอมรับคำสอนของอาจารย์คนสุดท้าย ที่มีชื่อว่าอุทกดาบส รามบุตร เพราะยังสอนเรื่องที่ยังกัดอยู่ เราไม่เอาดอกมันเป็น ที่ตั้งแห่งความยึดถืออยู่ เราไม่เอา มันกัด, ท่านจึงออกมา แสวงหาจนพบสิ่งที่มันไม่กัด คือปล่อยเสีย คือปล่อยวางเสีย ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวว่าตน. มันก็เนื่องอยู่กับความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกัน, มัน ต้องเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันจึงจะ เห็นกัด. สิ่งเหล่านี้หรือถ้อยคำเหล่านี้มันเนื่องกันหมด มา ตั้งแต่คำว่าเห็นอนิจจัง เห็นทุกขัง เห็นอนัตตา, แล้วก็เห็น ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา, แล้วก็เห็นสุญญตา เห็นตถาตา แล้วก็รู้สึกเป็นอตัมมยตา, ฉะนั้นมันจึงหย่าขาด กันออกไป จากสิ่งที่เคยหลงใหลยึดมั่นถือมั่นไว้ด้วยอุปาทาน อันนี้มันทำให้อุปาทานจางลง ขาดไป หายไป. สรุปความว่า
น.184 ๕๗ จะหย่าขาดจากอะไร ก็ต้องมีความรู้สึกที่เป็นอตัมมยตา ต่อสิ่งนั้น. ใช้คำว่าหย่าขาดนี้เป็นคำธรรมดามาก เป็นเรื่องของ ผัวเมียเขาจะหย่าขาด, แต่ไม่ใช่เรื่องของผัวเมียก็ใช้คำคำนี้ได้ คือไม่ไปหลงรักมันอีกต่อไป เรียกว่าหย่าขาด : เรื่องกามา- รมณ์ก็ดี เรื่องอำนาจวาสนาก็ดี เรื่องบุญเรื่องกุศลก็ดี แม้แต่ เรื่องสวรรค์ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ของทุกคน ต้องการจะไปสวรรค์ เป็นเรื่องที่น่าหัวที่สุดเรื่องสวรรค์นี้ ... ตักบาตรช้อน หนึ่ง ได้ วิมานหลังหนึ่ง นางฟ้า ๕๐๐, มันมีอะไรที่ได้กำไร มากขนาดนี้บ้าง มันมีอะไรที่ไหนที่ได้กำไรมากขนาดนี้ ตัก บาตรช้อนได้วิมานหลังหนึ่ง เป็นเจ้าของวิมานมีนางฟ้า ๕๐๐. แล้วไม่คิดดูบ้างว่า ผู้ชายคนเดียวผู้หญิง ๕๐๐ จะอยู่กันอย่างไร มันก็เป็นโรคเอดส์ตายหมดแหละ, มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ที่ผู้ชายคนเดียวผู้หญิง ๕๐๐ ; หรือผู้หญิงคนเดียวผู้ชาย ๕๐๐ มันก็เป็นโรคเอดส์ตายหมดเหมือนกันแหละ สวรรค์ จะมีค่า กันได้ที่ไหน ; แต่มันก็ เป็นที่ตั้งแห่งความต้องการ, ที่ตั้งแห่ง ความยึดมั่นถือมั่นอย่างยิ่ง เพราะอำนาจของอวิชชาปิดบังไว้
น.185 ๕๘ ไม่ให้เห็นความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา สุญญตา ตถาตา กระทั่งอตัมมยตา, มองไม่เห็น. จำไว้แล้วก็ศึกษาลำดับมัน มันเป็นลำดับที่ส่งต่อกัน มา อนิจจังทำให้เห็นทุกขัง ทุกขังทำให้เห็นอนัตตา แล้วทำให้ เห็นธัมมัฏฐิตตา แล้วเห็นธัมมนิยามตา เห็นอิทัปปัจจยตา แล้วก็ส่งให้เห็นสุญญตา ส่งให้เห็นตถาตา ส่งให้เห็นอตัมมยตา. ถ้าเห็นอตัมมยตาแล้วหลุดขาดผึง เหมือนกับตัดเชือกลูกนิมิต หล่นลงหลุมตูมเลย, ตัดเชือกมันขาด แล้วมันก็หล่นตูมลงไป เลย. นื่อตัมมยตาเป็นจุดที่มันจะขาดผึงหล่นตูมไปเลย, อดัม- มยตาเป็นอย่างนั้น, กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป มันหย่าขาดกัน. อาตมาก็ไม่แน่ใจว่า ท่านผู้ฟังจะชอบหรือจะไม่ชอบ จะสนใจหรือไม่สนใจ แต่มันมีอยู่อย่างนี้ มันมีอยู่ในพระบาลี อย่างลึกซึ้ง ซ่อนอยู่อย่างเป็นหมัน ที่ไม่มีใครเอามาใช้พูดจา ทำความเข้าใจ แต่ว่ามันมีอยู่. พระพุทธเจ้าตรัสในฐานะเป็น เรื่องละเอียด ละเอียด เป็นยอดอภิธรรมไปเสียอีก : นา- นัตตอุเบกขา กำจัดอำนาจของกามารมณ์, แล้วเอกัตตอุเบกขา
น.186 ๕๙ กำจัดอำนาจของนานัตตอุเบกขา, แล้วก็ อตัมมยตา กำจัดอำนาจ ของเอกัตตอุเบกขาเป็นขั้นสุดท้าย. กามารมณ์เป็นเรื่องต่ำทรามไม่ต้องพูด ; ส่วนอุเบกขา ไม่ใช่กามารมณ์ แต่มีอารมณ์หลายเรื่อง หลายอย่างซับ ๆ ซ้อน ๆ ก็เรียกว่านานัตตอุเบกขา. ทีนี้อุเบกขาที่เข้มข้น เหลือเพียงอย่างเดียวอารมณ์เดียวสิ่งเดียว ก็เรียกว่า เอกัตต- อุเบกขา ก็ยังผูกมัดอยู่นั่นแหละ เพราะมันทำให้หลงพอใจใน ความสุข, แม้ว่าเป็นความสุขที่เกิดมาจากอุเบกขา มันก็ยัง หลงอยู่นั่นแหละ มันต้องออกไปเสียให้หมด, หมดสิ้นไม่มี เหลือ : ความรู้สึกที่เป็นอตัมมยตา ย่อมกำจัดอำนาจ ของเอกัตตอุเบกขา. คำเหล่านี้จะฟังถูกหรือไม่ฟังถูก มันก็ยังสงสัย จะ เป็นการเป่าปี่ให้เต่าหลับไปเสียหมดก็ไม่รู้. ขออภัยที่ต้อง ยกตัวอย่างอย่างนี้ แล้วต้องพูดท้าทายอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นจะ ไม่สนใจ. ถ้าอาตมากลายเป็นเป่าปี่ให้เต่าฟัง, ใครเป็นเต่า ? ก็ คนที่ฟังไม่รู้เรื่องนั่นแหละเป็นเต่า แล้วมันก็เหนื่อยกันทั้ง ๒ ฝ่าย ก็ช่วยทำความเข้าใจกันให้ดี ๆ, ให้เข้าใจบ้าง อย่าให้
น.187 ๖๐ เป็นการเป่าปี่ให้เต่าฟัง หรือเป่าปี่ให้แรดฟัง ทำนองนั้นมัน ไม่ไหวนะ. ในวันนี้ ไม่ต้องการจะพูดอะไร เพราะว่าอตัมมยตา มันขึ้นสมอง ด้วยความหวังว่า จะให้ท่านทั้งหลายเข้าใจให้จน ได้ ไม่เหนื่อยเปล่า, ขอร้องว่าแม้แต่เพียงชื่อของมันก็อุตส่าห์ จำไว้ให้ได้ ถึงแม้จะแปลกสักหน่อย. อตัมมยตา อตัมมยตา ฟังไม่เป็นภาษาเลย, ความหมายของมันก็คือว่า ไม่จำเป็นที่ จะต้องอาศัยสิ่งนั้นมาทำความพอใจ หรือทำความสุขหรือทำ ความอะไรอีกต่อไป เพราะมันล้วนแต่หลอกทั้งนั้น, กัดทั้งนั้น, เผาทั้งนั้น ผูกพันทั้งนั้น ผูกมัดรัดรึงทิ่มแทงทั้งนั้น, ไม่เอา กับมันแล้ว : นี่เรียกว่ากูไม่เอากับมึงแล้ว, อะไรที่มันเคย ทรมานใจมามากมาย พอแล้วถึงที่สุดแล้ว กูไม่เอากับมึงแล้ว. นี่มันเป็นการหย่าขาด ยิ่งกว่าหย่าขาดทางผัวเมียเสียอีก ; ผัว เมียไม่ได้หย่ากันจริง หย่าตามกฎหมายแต่มันก็ยังรักกันอยู่ ยังแอบไปมาหาสู่กันบ่อย ไม่เท่าไรมันกลับแต่งงานกันอีกก็มี มันไม่หย่าขาดจริงๆ เพราะว่าอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นยังมี อยู่ ; แต่ถ้าว่าเป็นเรื่องของญาณของวิปัสสนาญาณของ มรรคญาณ มันเกิดอตัมมยตา อย่างนี้แล้ว มันหย่าขาดจริง ขาดเด็ดขาด, ขาดไม่กลับไปอีกเลย กูไม่เอากับมึงอีกแล้ว.
น.188 ๖๑ อยากจะพูดว่า อุตส่าห์มาจากที่ไกล มาเวียนเทียน มามาฆบูชาที่นี่ จะได้อะไรคุ้มกัน, จะได้อะไรคุ้มกัน มาจาก กรุงเทพฯ หรือไกลกว่ากรุงเทพฯ มาจากยะลาปัตตานีอะไรนี้ จะได้อะไรคุ้มกัน. อาตมาก็รับผิดชอบด้วยตนเอง ไม่ต้องมี ใครมาบังคับ ว่าถ้าเขาไม่ได้อะไรคุ้มกันแล้ว ยมบาลเล่นงาน อาตมา เขกหัวตีกบาลอะไรไปตามเรื่อง ; พยายามทำให้ผู้มาแต่ ที่ไกลนั้นได้รับประโยชน์อะไรให้มันคุ้มกัน, เลือกแล้วเลือกเล่า เลือกแล้วเลือกอีกทุกปีเลย. ฉะนั้นจึงบอกอะไรให้ใหม่ทุกปี เรื่องหนึ่งข้อหนึ่งทุกปี; แล้วให้ถือว่าข้อนี้ วันนี้บอกเรื่องนี้ ปีนี้บอกเรื่องนี้ ให้เข้าใจเรื่องอตัมมยตา ให้เข้าใจจนเอาไปใช้ เป็นประโยชน์ได้ เหมือนเรื่องทั้งหลายที่ได้บอกไปแล้ว, แล้ว ก็ได้ใช้เป็นประโยชน์ ได้จริง ; เช่น เรื่องสุญญตา เรื่องตถาตา เรื่อง อิทัปปัจจยตา เป็นต้น. ทบทวน ขอทบทวนว่า เรามี พระพุทธ พระธรรม พระ สงฆ์ เป็นหลัก แล้วพระธรรมนั่นแหละออกมาเป็นปริยัติ คือการเล่าเรียน, เป็นการปฏิบัติ, แล้วก็ได้ผลของการปฏิบัติ.
น.189 ๖๒ เมื่อได้ผลของการปฏิบัติ มันก็เริ่มมาตั้งแต่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, เห็นอย่างนี้แล้วรวมกันแล้ว ก็เรียกว่า เห็น ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา , เมื่อเห็นเป็น อิทัปปัจจยตาแล้ว ก็เห็นว่างจากตัวตน คือ สุญญตา, เห็น ตถาตา เห็นเช่นนั้นเอง, พอเห็นเช่นนั้นเองก็หย่าขาดกัน เป็น อตัมมยตา. ฟังดูแล้วก็น่าหัว ตา ๆ ทั้งนั้นเลย : อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา สุญญตา ตถาตา อตัมมยตา, ตา ๆๆกันทั้งนั้นเลย. คำว่าตา ๆ นั้น แปลว่าความ ๆ : ความเป็นอนิจจัง ความเป็นทุกขัง ความ เป็นอนัตตา ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตาม กฎเกณฑ์ของธรรมดา ความอาศัยเหตุปัจจัยแล้วเกิดขึ้นไม่มี ตัวตนอะไรแท้จริงที่ไหน จึงเป็นสุญญตา ว่างจากตัวตน แล้วเป็นตถาตา คือความเป็นเช่นนั้นเอง, ในที่สุดก็เห็น เอากับมันไม่ไหวโว้ย คือ ความที่เอากับมันไม่ไหวแล้ว นั่นแหละคือ อตัมมยตา อตัมมยตา. ใครมาถึงขั้นนี้แล้วรอดตัว เป็นพระอรหันต์ ไม่ มัวเป็นแค่พระโสดาพระสกิทาคาอะไรอยู่ เพราะมัน หย่าขาด
น.190 ๖๓ จากสังขาร - การปรุงแต่ง, หย่าขาดจากอุปาทาน -ความยึดมั่น ถือมั่น, หมดสิ้นอวิชชาสวะ หมดสิ้นอวิชชานุสัย พวก อวิชชาทั้งหลายมันก็หมดสิ้นไป, เรื่องมันก็จบ คุ้มค่าแล้ว ถ้าจำได้เพียงคำเดียว ถือเอาประโยชน์ให้ได้ ไม่ต้องพูดให้ หลายคำ. อาตมาเคยรู้สึกเบื่อและละอายตัวเอง ที่พูดมากเรื่อง มากคำ เพราะฉะนั้น วันนี้ขอพูดเพียงคำเดียว คำเดียว ทั้งวัน พูดแต่ อตัมมยตา คำเดียว, ขอให้เข้าใจให้ได้ แล้วก็เอาไปใช้ ให้เป็นประโยชน์ให้ได้. ถ้าเก่งจริง เอาไปใช้เป็นมนต์ ไว้ ตวาดสิ่งที่มันมาล่อมาหลอกให้รัก ให้โกรธ ให้เกลียด ให้กลัว ให้ตื่นเต้น ให้วิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ ให้อิจฉาริษยา ให้หวง ให้หึง ให้หลงอยู่ในของเป็นคู่ ๆๆ นี่เป็นมนต์ สำหรับไล่ ขับไล่สิ่งนี้ออกไป คืออตัมมยตา, อตัมมยตา กูไม่เอากับมึง , กูไม่เอากับมึง ความหมายเป็นอย่างนั้น ; นี้แปลเป็นภาษา ไทยง่าย ๆ หยาบ ๆ นะ, ถ้าแปลตามภาษาบาลีก็ว่า ความที่ไม่ ต้องอาศัยสิ่งนั้นอีกต่อไป, ความที่จะไม่สำเร็จมาจากเหตุปัจจัย นั้น ๆ อีกต่อไป, ความที่อยู่เหนืออำนาจปรุงแต่งของเหตุปัจจัย นั้น ๆ โดยสิ้นเชิง, นี้คืออตัมมยตา.
น.191 ๖๔ อยากจะอวดสักหน่อยว่า ไม่เคยมีใครเอามาพูด, อาตมาฟังมานักหนาแล้วไม่มีใครเอามาพูด ก็อยากจะเอามาพูด เอาของที่เป็นชั้น เพชรน้ำเอก ที่ซ่อนอยู่ในพระไตรปิฎกเอา มาแจกกัน ใครจะว่าบ้าก็ได้ มันก็น่าจะบ้าอยู่. เอาเรื่องที่ เขาฟังไม่รู้เรื่องมาพูดให้เขาฟังนี้ มันก็ต้องเป็นคนบ้า, แต่ถ้า มีคนสั่งออก ฟังถูกสักคนก็หายบ้าง นี่ขอให้ช่วยกันหน่อย ช่วยกันหน่อย, ช่วยกันศึกษาช่วยให้เข้าใจให้ได้รับประโยชน์ สักคนสองคน, อาตมาก็ไม่ต้องเป็นคนบ้า ไม่ต้องเป็นคน ถูกหาว่าบ้า เอาเรื่องอะไรก็ไม่รู้มาพูดแล้วก็ไม่มีใครเข้าใจ. ถ้าทั้งหมดนี้ไม่มีใครเข้าใจสักคนหนึ่ง ก็เรียกว่ากรรมของ อาตมาแหละ บาปกรรมที่เอาเรื่องที่ไม่มีใครเข้าใจมาพูดให้เขา ว่าบ้า, เขาหาว่าบ้า กับเขาจะหาว่าเป่าปี่ให้เต่าฟังนี้ คำไหน น่ากลัวกว่า ? เขาหาว่าเราบ้านี้อย่างหนึ่ง แล้วเขาหาว่าเรา เป่าปี่ให้เต่าฝั่งนี้อีกอย่างหนึ่ง สองคำนี้คำไหนน่ากลัวกว่า ? ถ้าจะช่วยกันหน่อยก็พยายามฟังให้ออก ฟังให้เข้าใจ ไปใช้ ให้เป็นประโยชน์ให้ได้ ก็จะไม่มีใครหาว่าเป่าปี่ให้เต่าฟัง, และ ก็จะไม่มีเต่าเยอะแยะ เมื่อมีคนที่พึ่งออก พึ่งถูก ฟังรู้เรื่อง.
น.192 ๖๕ มันเป็น หัวใจของธรรมะ ทั้งหมด โดยหลักแห่ง การปฏิบัติแล้ว มันไปสรุปผลอยู่ที่คำคำนี้, มันมีความหมาย ลึกซึ้งที่เข้าใจไม่ได้ แต่ก็มีธรรมเนียมให้เอามาใช้เอามาลูบคลำ เอามาท่อง. เช่น นิกายเทียนไท้ของจีน พวกทายกทายิกาทั้งหลาย ไม่เข้าใจเรื่อง อมิตาภะ อมิตายุ ว่าคืออะไร แต่ก็ให้เอามาท่อง เอามาท่องทั้งที่ไม่รู้ว่าอะไร, มาท่องว่าข้าพเจ้านมัสการพระ- อมิตาภะ, ข้าพเจ้านมัสการพระอมิตายุ ซึ่งไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคือ อะไร. อมิตาภะ แปลว่า แสงสว่าง ที่ประมาณมิได้, อมิตายุ ก็สิ่งที่มีอายุประมาณไม่ได้ ก็คืออสังขตธรรมหรือนิพพานนั่นเอง เป็นอมิตาภะเป็นอมิตายุ , นี้มันเข้าใจไม่ได้ "แต่เขาก็ให้เอา มาท่อง. พวกอาซิ้มที่โรงเจเขาจะท่องอย่างนี้ นะโมอมิทอฮุค, นะโมอมิทอฮุค นะโมอมิทอยุคอย่างนี้, เขาท่องกันอยู่ อย่างนี้ แล้วเขาก็เชื่อกันว่า ถ้าท่องได้แปดหมื่นคำแปดหมื่น ครั้งแล้วก็สำเร็จ รอดตัว ๆ จะไม่ไปนรก, ไม่ไปไหนหมด, แน่นอนที่จะไปสวรรค์ : นี่ตามนิกายเทียนไท้ นิกายสวรรค์ สุขาวดี; แล้วเขาถือว่า คนที่ท่อง นโมอมิทอฮุคครบ แปดหมื่นครั้ง พอไม่สบายเทวดาเอารถมารออยู่บนหลังคา,
น.193 99 พอดับจิตก็ขึ้นรถไปเทียนไท้ไปสวรรค์, เชื่อกันอย่างนี้แล้วก็ มีมากด้วย. พวกอาซิ้มไม่รู้อะไรเลย เรื่องอมิตาภะ อมิตายุนี่ แต่ก็มาท่องกันแปดหมื่นครั้งแล้วก็เชื่อว่าไปสวรรค์ ดีใจพอ ใจอย่างยิ่งเลย. นี่มันก็จะคล้าย ๆ กัน ที่อาตมาจะพยายามให้ท่าน ทั้งหลายเข้าใจคำว่าอตัมมยตา, มันก็จะคล้าย ๆ กับที่พวกอาซิ้ม เขาท่องนโมอมิทอฮุคแปดหมื่นครั้ง แล้วก็มีรถมารอรับไป สวรรค์. ข้อนี้ไม่ได้หมายความอย่างนั้น เพื่อให้มันค่อย ๆ เข้า ใจ ค่อย ๆ เข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจ จนเห็นว่า ไ ม่มีอะไรที่ควร ยึดมั่นถือมั่น เพราะว่าถ้าไปยึดมั่นถือมั่นเข้าแล้ว ที่จะไม่กัด นั้นไม่มี มันเป็นทุกข์ทั้งนั้น ; จะค่อยเห็นมากขึ้น ๆ แล้วก็ ค่อยถอยห่าง ๆ ๆ จนเห็นชัด รู้เด็ดขาดลงไปเลยว่า ไม่เอากับ มึงแล้ว ไม่เอากับมึงแล้ว อตัมมยตา เห็นความที่เอากับมัน ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว, คงจะดีกว่าอาซิ้มที่ท่องอมิตาภะแปดหมื่น ครั้งก็ได้. นี่เอาละพอแล้ว, ถ้าได้เข้าใจ และได้รับประโยชน์ ของธรรมะอันลึกซึ้งคำนี้แล้ว ก็จะได้กำหัวใจของพระพุทธ- ศาสนาไว้แล้ว ไปทำให้เป็นประโยชน์ได้ในวันหน้า, ช่วย
น.194 ๖๗ ตักเตือนกันด้วยว่า อย่าลืมเสียว่าคำนี้คือ อตัมมยตา, เดี๋ยว กลับไปถึงบ้านก็ลืมแล้ว อะไรตาก็ไม่รู้ จำเองก็ไม่ได้ ถาม เพื่อน เพื่อนก็ไม่รู้, ช่วยจำชื่อของมันไว้ก่อนดีกว่าว่า อตัม- มยตา มีความหมายว่า ไม่อาศัยมันอีกต่อไป, เห็นชัดแล้ว ว่าอาศัยไม่ได้, เข้าไปอาศัยแล้วกัดเอา, ไม่เข้าไปอาศัยกับมัน อีกต่อไป จะหลุดออกไปทางฝ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกัน, อตัมมยตา คืออย่างนี้. อะไรที่เคยรักเคยหลง อยากจะได้จะเอากันอย่างใจจะ ขาด, ตักบาตรช้อนเดียวได้วิมานหลังบริวาร ๕๐๐ อย่างนี้จะ เอากับมันไหวหรือไม่ไหว ก็คิดดู ; ถ้าไม่ไหวก็เอาอตัมมยตา นี้ขับไล่ออกไปให้เกลี้ยง ให้ว่าง ให้ปล่อยวาง ให้หลุดพ้น, เหมือนกับที่โอวาทปาฏิโมกข์ว่า จากชั่วมาถึงดี พ้นดีก็ถึงว่าง ไปดูมะพร้าวนาฬิเกร์กลางทะเลขี้ผึ้ง ที่นั่นมันว่าง จากบุญและบาป กุศลและอกุศล ซึ่งเป็นทะเลขี้ผึ้ง โผล่ขึ้น พ้นทะเลขี้ผึ้ง, ฝนตกไม่ต้องฟ้าร้องไม่ถึง นี้ก็มีความหมาย อย่างเดียวกันแหละ จะเรียกชื่อว่า นิพพานก็ได้ จะเรียก ชื่อว่า อสังขตธรรมก็ได้ จะเรียกชื่อว่าอมตธรรมก็ได้ แล้ว
น.195 ๖๘ แต่เถอะ, มันเป็นสิ่งที่อยู่เหนืออำนาจการปรุงแต่งโดยประการ ทั้งปวง ไม่มีเหตุปัจจัยอะไรอีกต่อไป. . เดี๋ยวนี้เราก็ไม่อาศัย เหตุปัจจัยอะไรอีกต่อไป ไม่ยุ่งกับเหตุปัจจัยอะไรอีกต่อไป, หย่า ขาดจากเหตุปัจจัยทั้งหลายทั้งปวงทั้งสิ้น นี่คือ อตัมมยตา. ถ้า สงสารผู้พูดว่าเหนื่อยเกือบตายแล้ว ก็ช่วย จำไว้ให้ได้, แล้วก็ เอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ให้ได้ทีละนิด ๆ ไว้ตวาด ตวาดสิ่งที่ จะไปหลงรักมัน ไปหลงยึดมั่นถือมั่นกับมัน จนหัวอกเป็น หนอง. เอ้า พอกันทีสำหรับคืนนี้ ไม่พูดอะไร พูดคำเดียวว่า อตัมมยตา, ตอนบ่ายก็พูดมากเรื่องเดียวว่า อตัมมยตา แล้ว ยังจะต้องพูดอีกกี่ครั้งก็ยังไม่ทราบ, พูดจนเต่าฟังถูกแหละเป่าปี่ ให้เต่าฟังถูกแหละ. อตัมมยตา ขอให้เป็นคำที่คุ้นปากคุ้นหู เหมือนกับคำว่า อิทัปปัจจยตา สุญญตา ตถาตา อย่างที่ได้ พูดกันมาแล้ว. ปาฐกถาธรรมนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว แล้วก็หมดแรง ที่จะพูดด้วย ก็ขอยุติ.
น.196 ควันหลงของอตัมมยตา. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคมาฆบูชาในวันนี้ ก็ยังเป็นการบรรยายเรื่องปกิณกะต่อไปตามเดิม กลายเป็นว่า ภาคนี้กลายเป็นภาคพิเศษ พูดแต่เรื่องเบ็ดเตล็ด ปกิณกะ ไม่ ติดต่อกันเป็นชุดใหญ่ ๆ เหมือนครั้งที่แล้วมา, เพราะว่ามันมี ความประจวบเหมาะหรือความบังเอิญ ให้ต้องทำอย่างนั้น เมื่อเราไม่ยึดถือเรื่องพิธีระเบียบอะไรให้มันมากมาย เราก็ทำได้ โดยพูดเป็น เรื่องปกิณกะเรื่องเดียวจบ , เรื่องเดียวจบกันไปสัก ภาคหนึ่งก็จะดีเหมือนกัน ซึ่งในครั้งนี้จะได้ให้หัวข้อว่า อตัม- มยตาอีกที, อตัมมยตาอีกที ทั้งที่พูดมาแล้วขอพูดซ้ำอีก จะ เรียกว่าเป็นเรื่องหลงทางอยู่ หรือว่า ควันหลงของอตัมมยตา ก็ยังได้.
น.197 ๗๐ อตัมมยตาเป็นเรื่องยาก จึงต้องคอยโอกาสที่เหมาะสมในการบรรยาย. ทำไมจึงเรียกว่าเรื่องควันหลง สิ่งที่เหลืออยู่เล็ก ๆ น้อย ๆ ? ก็เพราะได้ข่าวว่ามีใครบางคนตั้งคำถามขึ้นมาว่า ทำไม เพิ่งพูดเรื่องอตัมมยตาเดี๋ยวนี้ คือปีนี้ คราวนี้, ทำไมหวงไว้ไม่ พูด ตั้งหลายสิบปี ๒๐ ปี, ๓๐ ปี, ๔๐ ปี ไม่เอามาพูด, หวง ไว้หรืออย่างไร, หรือมีเล่ห์เหลี่ยมอย่างไร, จะอุบไว้ขายต่อ เมื่อไร ? เขาก็มีความสงสัยกันขึ้นมาอย่างนี้ มันก็มีเหตุผล เหมือนกันแหละ ที่เขาจะคิดอย่างนั้น จะถามอย่างนั้น จะ สงสัยอย่างนั้น. แต่มันกลายเป็นเรื่องที่น่าหัวสำหรับอาตมา ว่ามันมีเหตุผลที่ตรงกันข้าม, ไม่ได้กักไว้เหมือนกักสินค้า หรือ ว่าอุบไว้ขายต่อเมื่อถึงเวลาจะขายแพง ๆ อะไรทำนองนี้ : แต่ มันเป็นเพราะว่ารออยู่ก่อน, รออยู่ก่อน ร ออยู่ด้วยความจำเป็น ให้พวกกบในสระบัวนั้น มันโตขึ้นมาพอสมควรที่จะรู้เรื่องที่ ยาก ๆ ได้, หรือว่าให้จวักมันรู้ภาษีภาษาขึ้นมาสักหน่อย จะได้ รู้รสแกง. เมื่อกบมันก็ไม่รู้รสเกสรดอกไม้เอาเสียเลย, จวัก มันก็ไม่รู้เรื่องรสของแกงเอาเสียเลย, ก็ต้องรอก่อน.
น.198 ๗๑ ที่นี้รอไปอีกไม่ได้ มันจะตายแล้ว ทั้งคนพูดและทั้ง คนฟัง, คือ ทั้งกบและทั้งจวักนี้มันจะต้องตายไปด้วยกันเสีย แล้ว จึงเอามาพูด, มันก็เหมือนกับต้องโต้ตอบ ก็ว่ากบทั้งหลาย เอ๋ย เราก็รออยู่เท่านั้น เพราะว่าแม้พูดไป มันก็จะเหมือน กับเป่าปี่ให้เต่าฟัง มันจะได้ผลอะไร, คนเป่าก็เหนื่อยเปล่า เต่ามันก็คงจะรำคาญแย่เหมือนกัน เพราะมันฟังไม่รู้เรื่อง มัน ก็เลยไม่ได้อะไร, มันมีแต่เสียทั้งสองฝ่าย จึงยังไม่พูด, ยังไม่ พูด รอให้จวักมันมีวิญญาณมากขึ้นอีกหน่อย, ให้กบมันเจริญ ด้วยความรู้สึกอะไรมากพอสมควรเสียก่อนจึงค่อยพูดเรื่องนี้. พูดอย่างนี้มันหยาบคายหรือไม่ ก็แล้วแต่เถอะ, แต่ว่าความ จริงมันมีอยู่อย่างนี้แหละ มันช่วยอะไรไม่ได้; เพราะว่า อาตมาผู้ศึกษาผู้เอามาพูดนี้ ก็ต้องใช้เวลามากเหมือนกัน, ใ ช้ เวลามากที่สุด ๒๐-๓๐ ปี กว่าจะเข้าใจเรื่องอตัมมยตา แล้วก็ กว่าจะเอามาพูดกันจริงๆ จัง ๆ ก็เมื่อวันมาฆบูชานี้เอง, มันเป็น เรื่องเหมือนกับเตรียมตัวตาย กลัวว่าจะไม่ได้พูด ก็เลยเอามา พูดกันเสียที. ฉะนั้นจะต้องกล่าวได้ว่า เป็นเรื่องที่ลึกที่สุด ยากที่ สุดในพระไตรปิฎก และเป็นผลสุดท้ายที่จะพึงได้รับ, ถ้าได้รับ
น.199 ๗๒ ก็เป็นอันว่าหมดปัญหา ใครมีอตัมมยตา ก็คือได้ผลสุดท้าย ของการปฏิบัติ, ถ้าจะเปรียบก็เปรียบเหมือนกับ ดาบเล่ม สุดท้ายที่จะตัดสิ่งที่จะต้องตัด, ในด้านของธรรมปฏิบัติก็ จะเปรียบเสมือนดาบเล่มสุดท้าย ถ้าจะเปรียบด้วยผลการปฏิบัติ ก็เหมือนเพชร, เพชรน้ำเอกที่จะให้ความพอใจสูงสุด หรือเป็นอันสุดท้าย. เป็นเรื่อง ยากที่จะเข้าใจในพระไตรปิฎก ก็น่าหัวแหละ จะเป็นเพราะไม่เข้าใจในคำ ๆ นี้หรืออย่างไร การสังคายนาจึง ไม่ได้แก้ไขชำระคำ ๆ นี้, ทิ้งไว้ให้กำกวมพื้นเผื่อ. ในที่บาง แห่งเรียกว่า อกมุมยตา ก็มี, ในที่บางแห่งเรียกว่า อดมุมยตา ก็มี ; แต่ที่ถูกนั้น คือในที่บางแห่งหลายแห่งเหมือนกัน เรียกว่า อตมุมยตา, แล้วจะเอาอย่างไรกันในพระไตรปิฎก เข้าใจว่าผู้สังคายนาไม่มีความรู้ก็ได้ จึงปล่อยไว้ตั้ง ๓ อย่าง อย่างนี้. แล้วถ้าว่าไปนึกถึงตัวอักษรขอม วงกลมครึ่ง ๆ ซีก คว่ำลง เหมือนกับวงกลมครึ่งซีกแล้วคว่ำลง อักษรขอม ถ้า ไม่มีหัวหรืออะไรเลย มันเป็นตัว ก., ถ้ามีหัวนิดหนึ่งทางซ้าย มือก็เป็นตัว ค., แต่ถ้ามีหัวโตเต็มที่เป็นตัว ต. ตัว ก, ตัว
น.200 ๗๓ ค. ตัว ต มันกำกวมกันอย่างนี้, แล้วคงจะได้เขียนกันทั้ง ๓ แหละ คือ ไม่มีหัว มีหัวนิดหนึ่ง มีหัวใหญ่ มันก็เลยมีทั้ง อกัมมยตา อคัมมยตา อตัมมยตา ความยุ่งยากลำบากของคำ ๆ นี้ เมื่อผู้สังคายนาตรวจสอบไม่แน่ใจ ก็ไม่กล้าแก้จากที่เขา ถอดมาจากอักษรขอมครั้งแรก ๆ มันก็เลยมีอยู่ทั้ง ๓ อย่าง แล้ว อรรถกถาจารย์ก็อธิบายกันไปคนละอย่าง แห่งละอย่างสอง อย่าง แห่งหนึ่งอธิบายอย่างหนึ่ง, แห่งหนึ่งอธิบายอย่างหนึ่ง จนเอาอะไรไม่ได้, พูดไปก็เหมือนกับตำหนิหรือดูถูกพระ- อรรถกถาจารย์ว่าไม่รู้เรื่องนี้ อธิบายไว้เข้าใจไม่ได้. ก็เอามาพิจารณาใคร่ครวญอยู่เป็นปี ๆ เป็นสิบ ๆ ปี ก็ค่อยจับใจความได้ว่า มัน เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เข้าใจยาก ที่สุด เอามาอธิบายก็ยากที่สุด จะพูดก็ยากที่สุด, จึงพยายาม ที่จะเข้าใจ พยายามที่จะเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ กระทั่งจะ เอามาพูดให้รู้เรื่องกันในฐานะที่ว่ามันเป็นเพชรน้ำเอก เพชร เม็ดสุดท้าย ถ้าใครได้ก็หมดเรื่องที่จะต้องยุ่งยาก ลำบาก. หรือ ถ้าจะมุ่งไปที่การประหัตประหารกิเลสแล้ว มันก็เป็นดาบเล่ม สุดท้าย, ถ้าเราใช้ดาบอันนี้แล้ว ก็เป็นอันหมดเรื่องที่จะต้อง
น.201 ๗๔ ตัดต้องฟัน ก็ เลยไม่ได้บรรยาย เพราะไม่แน่ใจว่าจะบรรยาย ออกไปอย่างถูกต้อง , ยังไม่มีความแน่ใจพอ ก็พูดถึงบ้างแต่ก็ ไม่กล้าอธิบาย. เดี๋ยวนี้มันแน่ใจพอ มันจะผิดก็ผิด จะถูกก็ถูก, แต่ มันเชื่อ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ว่ามันถูกแล้วที่จะต้องอธิบายอย่างนี้ แต่ก็ไม่วายที่จะรู้สึกเบื่อ, เหนื่อยล่วงหน้า ว่าจะไม่มีผู้เข้าใจ ; แม้จะอธิบายอย่างไร ๆ กบก็ยังคงเป็นกบ จวักก็ยังคงเป็นจวัก, แล้วมันก็จะเหนื่อยเปล่ากันทั้งสองฝ่าย, จึงขอร้องว่า ตั้งใจฟัง กันสักหน่อยเถิด, แล้ว คิดใคร่ครวญ กันให้มากเถิด, ไม่เข้าใจ ตรงไหนก็ ถาม เถิด. ครั้นถามได้ความเข้าใจแจ่มแจ้งดีแล้ว ก็ขอให้ จำไว้ให้แม่นยำ, กระทั่ง เอาไปประพฤติปฏิบัติ จนเกิด ขึ้นมา แล้วก็ไม่หนีไปไหน จะอยู่กับเนื้อกับตัวตลอดไป. สรุปความว่า ขอให้เป็นนักศึกษากันให้มากที่สุดเท่า ที่จะมากได้ ในกรณีที่เกี่ยวกับคำ ๆ นี้ คือ อตัมมยตา อดัม- มยตา, แม้แต่ชื่อก็จำไว้ให้ได้เถอะ ใครท่องได้แปดหมื่นครั้ง แล้วก็ เทวดาจะเอารถมารับไปนิพพานแน่ ๆ อตัมมยตา.
น.202 ๗๕ ความหมายและประโยชน์ของอตัมมยตา. อตัมมยตา จะแปลเป็นไทย ก็จะสรุปความได้ง่าย ๆ ว่า ความที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งที่เคยอาศัยมาแล้วอีกต่อไป , ใจ ความมีอย่างนั้น ไม่ต้องอาศัยสิ่งที่เคยอาศัยเหตุปัจจัยที่เคย อาศัย อะไรที่เคยอาศัย ทุกอย่างเลย ไม่ต้องอาศัยมันอีกต่อ ไป คือความหมายของคำ ๆ นี้ เรียกเป็นไทยยุ่ง เรียกเป็น บาลีกันไปเสียตามเดิมจะดีกว่า ว่า อตัมมยตา, อตัมมยตา. อย่างที่อยากจะให้พูดเป็น มนต์ขับไล่ผี, มนต์ ศักดิ์สิทธิ์สำหรับขับไล่ผี ก็จะมีคำพูดสรุปสั้น ๆ ว่า กูไม่เอา กับมึงอีกต่อไป, กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป, กูไม่เอากับมึงอีก ต่อไป อะไร ๆ หลายอย่างหลาย ๆ สิบอย่าง ที่มันเคยทำให้ เป็นทุกข์ ให้เร่าร้อน ทนทรมานผูกพันยุ่งยากสับสนกันไป หมด ทั้งหมดนั้น กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป ; พอมีสิ่งชนิดนั้น มันจะแวบเข้ามาในความรู้สึก ก็ไล่ตะเพิดออกไป กูไม่เอากับ มึงอีกต่อไป. แล้วมันจะใช้ได้แม้ในเรื่องโลก ๆ เรื่องชาวบ้าน เรื่องโลก ๆ เรื่องโลกเอามาก ๆ นี่ก็ใช้ได้, ฉะนั้นอะไรที่มัน
น.203 ๗๖ ทำให้เกิดความยุ่งยากลำบากใจ ไม่สงบสุข กูไม่เอากับมึงอีก ต่อไปนี้. แต่แล้วมันไม่ใช่เรื่องที่ทำง่าย : เหมือนว่าลูก คนนี้ ลูกคนนี้มันแสนจะอันธพาลเลวร้าย ทำความเดือดร้อน ให้พ่อแม่ไม่รู้จักกี่ครั้ง กี่สิบครั้ง น้ำตาไหล น้ำตาจะไหลเป็น โลหิตอยู่แล้ว ก็ตัดมันไม่ได้ ตัดมันไม่ได้ จนกว่าเมื่อไรจะตัด มันออกไปได้, กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป นั่นคือความหมายของ คำว่า อตัมมยตา. ปัจจัยทั้งหลาย การกระทำ และผลกรรม หรือการปรุงแต่ง หรืออะไรทุกอย่างที่มันเคยทำมาแล้ว ทำให้ ติดจมอยู่ในกองทุกข์, ต่อไปนี้กูจะไม่เอากับมึงอีกต่อไป. มันเหมือนกับคนโบราณเขาถือตามแบบโบราณ ไสยศาสตร์ ว่าสัตว์ตัวนี้มันเป็นอุบาทว์ เลี้ยงไว้ก็มีแต่ความ เสื่อมเสีย ยุ่งยากลำบาก เป็นแมว เป็นสุนัข แม้แต่เป็นไก่ เป็นอะไร เขาก็มีว่า ตัวนี้มันเป็นอุบาทว์ ขืนมีไว้ก็เป็นทุกข์, เอาไปปล่อยวัดหรือเอาไปทางไหนเสีย, กว่าจะสลัดออกไปได้ มันก็ยาก ; ถ้าสลัดออกไปเสียได้ มันก็หมดความทุกข์. มันมีเสน่ห์อย่างยิ่งอะไรอันหนึ่ง ซึ่งมันผูกพันลึกซึ้ง มาก หรือโดยสัญชาตญาณก็กล่าวได้ หรือว่าโดยอวิชชาก็
น.204 ๗๗ กล่าวได้ : ยังหลงรักในสิ่งที่เป็นอันตราย เป็นขบถ เป็นผู้ ไม่ซื่อตรง. เหมือนอย่างภรรยาสามี มีความรักผูกพันซึ่งกัน และกัน ยากที่จะตัดได้: แม้ว่ามันจะเลวมันจะชั่วอย่างไร มันก็ยังยากที่จะตัดออกไปได้, บางทีก็ตัดไม่ได้ทั้งที่เลวหรือ ชั่ว. การที่ตัดออกไปได้นั่นแหละคือ ความหมายของ อตัมมยตา, ความไม่ต้องอาศัย หรือไม่ต้องผูกพันอะไร กับ สิ่งนั้น ๆ อีกต่อไป. ท่านทั้งหลายลองคิดดู ว่าบรรดาธรรมะ หัวข้อธรรม หลักธรรมอะไร ที่ได้ฟังได้ยินได้ศึกษามาแล้ว มันเคยมีคำ ๆ นี้ไหม ? เช่นจะพูดเป็นอย่างภาษาธรรมะสุภาพ ๆ ก็ว่า ความ ที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งนั้นอีกต่อไป, จิตมันปลงเด็ดขาดลงไปว่า ไม่ ต้องอาศัยสิ่งนั้นอีกต่อไป คือมองเห็นชัดเจนแล้วนี้ ก็ดูจะ ไม่เคยได้ยิน แล้วก็ถ้าได้ยินก็ไม่รู้จะเรียกเป็นภาษาบาลีว่า อะไร ทั้งที่มันมีอยู่ในพระไตรปิฎก มันก็ไม่เคยมีใครเอามา ให้ได้ยิน. เดี๋ยวนี้ก็เอามาให้ได้ยินว่า สิ่งนั้นเขาเรียกว่า อตัมมยตา - ความที่จิตมันสูง ถึงขนาดที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งที่เคย อาศัยมาแต่ก่อนอีกต่อไป, พูดอย่างโกรธแค้นก็ว่า กูไม่เอา กับมึงอีกต่อไป, ถ้าพูดอย่างสุภาพ ก็ว่า ความที่ไม่ต้องอาศัย
น.205 ๗๘ สิ่งนั้นอีกต่อไป, พ้นจากอำนาจปรุงแต่งของสิ่งนั้นกันเสียที. มันรวมความหมายของคำว่า วิมุตติ - หลุดพ้น หรืออะไรไว้ หลาย ๆ แง่ หลาย ๆ มุมในคำ ๆ นี้. เมื่อมีสิ่งนี้แล้ว มันก็หลุด ออกจากสิ่งนั้น ตัดอุปาทานขาด หลุดออกจากสิ่งที่เคยยึดมั่น ถือมั่นโดยประการทั้งปวง. อาตมาจึงพูดว่า เปรียบเสมือนดาบ เล่มสุดท้ายที่ใช้แล้วเรื่องมันก็หมด, เรื่องมันก็จบ ; ถ้าพูดใน ทางผล เปรียบเทียบในทางผล ก็เพชรน้ำเอกสูงสุด ได้แล้ว ก็เป็นอันว่าหมดเรื่องกัน. มันเป็นเรื่องที่เข้าใจยากอย่างนี้แหละ, เอาไป พิจารณาดูเถิด ก็พอจะเห็นด้วยว่าทำไมจึงไม่เอามาพูด จึงไม่ อาจจะเอามาพูด ปล่อยไว้เป็นสิบ ๆ ปี. ถ้าท่านทั้งหลายจะ ระลึกนึกดูให้ดี ก็พอจะเห็นได้ว่า กว่าจะพูดเรื่อง อิทัปปัจจยตา อิทัปปัจจยตา ให้เป็นที่เข้าใจ จนพูดกันได้ติดปากกันหลาย ๆ คนนั้น กินเวลาตั้ง ๓๐ ปี มันเคยพูดมาแล้วเมื่อ ๓๐ ปี ตั้งต้นมาแล้ว กว่าอิทัปปัจจยตา จะไปอยู่ที่ปากของพวกเรา. แล้วคำว่า สุญญตา กว่าจะพูดติดปาก เอามาพูดกัน ได้ในหมู่คนทั่วไป ก็กินเวลาตั้ง ๒๐ ปี ๒๐ ปีไปแล้ว จึงรู้
น.206 ๗๙ จักพูดว่า สุญญตา ๆ กันบ้าง ; ถึงอย่างนั้นก็ไม่วายที่มีคนพูด ผิด ๆ สุญญตา สูญเปล่า สูญเปล่า สุญญะ สูญเปล่า แปลว่าสูญ ถูก เรียกว่าสูญ มันถูก, แต่ให้ความหมายผิด, มันว่าง ว่าง จากความยึดมั่นถือมั่น แต่ไม่แปลว่าสูญเปล่า. สูญเปล่ามันก็ เลวกว่าขี้หมูขี้หมาซิ เพราะว่าขี้หมูขี้หมาเอาไปทำปุ๋ยยังได้ นี้ ถ้ามันสูญเปล่า ไม่มีอะไรเลยอย่างนี้ มันก็ไม่ถูก. คำว่า สุญญตาไม่ได้แปลว่า สูญเปล่า มันแปลว่า ว่างจากตัวตน, กว่า จะเข้าใจคำสุญญตากัน พูดกันมาตั้ง ๒๐ ปี. ทีนี้ก็มาถึงคำที่ยากขึ้นมาอีก ก็คือคำว่า ตถาตา ตถาตา - เช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง ก็เพิ่งเข้าใจกัน ได้ฟังกัน พอรู้เรื่องกัน ต้องใช้เวลา ตั้ง ๑๐ ปี คือ ๑๐ ปีมาแล้ว คำว่า ตถาตาจึงมาอยู่ในจิตใจ พอรู้ได้ว่า โอ้ มันเช่นนั้นเอง, ถ้า ตถาตาแล้ว เช่นนั้นเอง แล้วมันก็ไม่ยินดียินร้าย, มันก็ไม่ ยึดมั่นถือมั่น. แต่ ทีนี้มันมีอาการอีกอันหนึ่ง อีกขั้นตอนหนึ่ง อยู่ ในระหว่างนั้น, เห็นตถาตา ตถาตา เช่นนั้นเองแล้ว มันจะ เกิดความรู้สึกว่า โอ้ ! เลิกกันที เลิกขาดกันที ไม่อาศัยมึงอีก
น.207 ๘๐ ต่อไป ไม่ผูกพันกับมึงอีกต่อไป , มึงจะสร้างกูปรุงแต่งกูไม่ได้ อีกต่อไป. ขั้นนี้เป็นขั้นที่สำคัญที่สุด เหมือนกับดาบอันสุดท้าย เรียกว่าอตัมมยตา เพิ่งเอามาพูดกันจริงจัง เมื่อสองวันมา นี่เอง, เพิ่งพูดเมื่อสองวันมานี่เอง จะเข้าใจดีได้อย่างไร. เรื่องอิทัปปัจจยตาใช้เวลา ๓๐ ปี, เรื่องสุญญตาใช้ เวลา ๒๐ ปี, เรื่องตถาตาใช้เวลา ๑๐ ปี, ที่นี้ เรื่องนี้ซึ่งมัน ลึกซึ้ง แล้วก็มาพูดกันเมื่อวานนี้ จะเข้าใจได้อย่างไร ถ้าไม่ให้ ความร่วมมือ คิดนึกศึกษาให้เข้าใจจริง ๆ แล้ว มันก็ยังรออีก นานแหละ. ขอให้สังเกตดูให้ดีเถิด พอจะเข้าใจได้ มันไม่ลึก เกินไป, คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ลึกจนเหลือวิสัย มันอยู่ในวิสัยที่พอจะเข้าใจได้, แต่ต้องกระทำให้ดี ๆ กระทำ ให้ดี ๆ ฟังให้ดี ๆ คิดให้ดี ๆ ประพฤติปฏิบัติให้ดี ๆ ให้เข้าใจ จนได้ ก็จะสังเกตเห็นแล้วก็เข้าใจได้ ว่าอตัมมยตาคืออะไร, พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ไม่เอากับมันอีกต่อไป ไม่ยุ่งกับมันอีกต่อไป. แล้วก็ มีประโยชน์ไปในทุกแง่ทุกมุม แม้ในเรื่อง ไม่เกี่ยวกับนิพพานเรื่องอยู่ที่บ้าน ถ้านอนไม่หลับ ด้วยเรื่อง
น.208 ๘๑ รบกวนอะไร รบกวนจิตใจจนนอนไม่หลับ, ถ้าตัดออกไปว่า กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป ช่างหัวมึงอะไรนี้ มันก็นอนหลับแหละ. ความหมายของอตัมมยตา คืออย่างนี้ แล้วหลายคนจะเคยได้ ใช้มาแล้วด้วย ได้ใช้ในลักษณะอย่างนี้มาแล้วแต่ยังไม่รู้จักมัน ว่าจะเรียกว่าอะไร, เรื่องอะไรมารบกวนจิตใจ อยู่เรื่อยไป ละมันก็ไม่ได้ เอามาใส่ไว้ในใจมันก็กัดเอา กัดเอา ละมันก็ ไม่ออก แต่ถ้า ละออกไปได้ สลัดออกไปได้ นั่นแหละ คือ ความหมายของคำว่าอตัมมยตา. ขอให้ติดแน่นอยู่ในความจำคำ ๆ นี้ ให้ไปนอนฝัน ว่าอตัมมยตา, ให้ละเมอว่าอตัมมยตา พอใจที่ว่ามันจะช่วยได้ หรือเป็นอาการที่มันช่วยได้ หรือมันหลุดรอดได้, อะไร ๆ ที่ เคยยึดถือผูกพันอยู่ตลอดเวลาที่แล้วมา แล้วมันก็กัดเอาทั้งนั้น. ในแง่ของความรักก็ดี, ในแง่ของความโกรธก็ดี, ในแง่ของ ความกลัวก็ดี มันกัดเอาทั้งนั้น, สลัดออกไปไม่ได้. ถ้ามี ปัญญาก็จะสลัดออกไปได้ : ถ้าไม่มีปัญญาจะทำอย่างไร ก็ ขอให้ใช้มนต์คาถาอย่างที่ว่ามาแล้ว สำหรับผู้ที่ไม่มีปัญญา ใช้ คาถาง่าย ๆ ไล่ตะเพิดมันออกไป ว่า กูไม่เอากับมึง ไป-ไป-ไป
น.209 ๘๒ ใช้คำว่า ไป ไป คำเดียวก็ได้ มันก็จะเกลี้ยงไปจากจิตใจ เรียกว่า อตัมมยตาช่วยได้ ช่วยได้. เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วหมดเลย มันจะตัดได้หมดเลย ตัดอันสุดท้ายที่เรียกว่าเอกัตตอุเบกขา, นานัตตอุเบกขาก็ตัด พวกกามพวกอกุศลทั้งหลาย, มาติดอยู่ที่เอกัตตอุเบกขาพอ มาถึงอันสุดท้าย อตัมมยตาก็ตัดเอกัตตอุเบกขาหมดเลย. พูด ง่าย ๆ ก็ว่า ที่แรกคนเราก็ติดจมอยู่ในเงินทอง ข้าวของ ทรัพย์ สมบัติ กามารมณ์ ก็ตัดเสียได้ด้วยนานัตตอุเบกขา คือมีจิตเป็น สมาธิเป็นรูปฌานชั้นใดชั้นหนึ่ง เป็นสมาธิที่มีรูป แล้วก็มี หลายชนิด จึงเรียกว่าอุเบกขาหลาย ๆ ชนิด, ครั้นต่อมาก็ ตัดนานัตตอุเบกขาเสีย ด้วยเอกัตตอุเบกขา คืออรูปฌาน อรูปฌานขั้นสุดท้ายคือเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้ ก็ตัด นานัตตอุเบกขามาเหลืออยู่เป็นเอกัตตอุเบกขา ยังไม่หลุดพ้น ; เหมือนอุทกดาบสรามบุตร ก็มาสูงสุดอยู่ที่ตรงนี้. พระ- พุทธเจ้าไปศึกษาแล้วท่านไม่เห็นด้วย ท่านก็ไม่เอา ท่านจึง ออกมาหาของท่านเอง จนทรงค้นพบการปล่อยวาง อุปาทานทั้งหลายเสีย นั่นคืออตัมมยตา, สิ่งที่เคย ผูกพันยึดมั่นถือมั่นขาดออกไป ไม่ยึดถืออีกต่อไป เป็นอตัม-
น.210 ๘๓ มยตา, แล้วก็ตัด เอกัตตอุเบกขา อันสุดท้าย อันเลิศ อัน ประเสริฐ ในฝ่ายที่เป็นภพออกเสียได้, จบกัน. มันสูงสุด อย่างนี้ ในเรื่องของการที่จะบรรลุวิมุตติความหลุดพ้น. แต่ว่า แม้ในเรื่องของชาวบ้านโลก ๆ นี้ ก็เคยได้ยิน ได้ฟังอยู่บางคน อาตมาเคยได้ยินข่าวบางคน แล้วเป็นที่ เชื่อถือได้ ก็มีไม่กี่คน ๒-๓ คนเท่านั้น แต่ว่าคน ๆ นั้น เขา ตัดได้จริง, ตัดลูกที่เลว ตัดลูกชายที่เลวทรามอันธพาล ตัด ได้จริง ตัดขาดไปได้เลย, ก็แปลว่า คนนี้ใช้อตัมมยตาได้แม้ ในเรื่องของโลกิยะ ในโลกปัจจุบันนี้ ก็น่าสรรเสริญ. ไป เทียบเคียงดูให้ดีเถอะ เป็นลูกหญิงหรือลูกชายหรือลูกอะไรที่ มันเลว ก็ยังยากที่จะตัดออกไปได้, แม้ไล่มันไปมันกลับมาก็ เอ็นดูมันอีก สงสารมันอีก มันก็ตัดไม่ได้. แต่ได้ข่าวว่า มีบางคนเขาตัดได้เด็ดขาด ก็ขออนุโมทนาว่า เขามีอำนาจของ อตัมมยตามาใช้เด็ดขาด ตัดสิ่งที่เคยรัก เคยผูกพัน เคยอาศัย เคยปรุงแต่ง เคยอะไรอยู่ด้วยกัน ออกไปเสียได้. เอ้า, คิดดู สำคัญกี่มากน้อย สำคัญกี่มากน้อย สำคัญ ที่จะเรียกว่าเป็นดาบเล่มสุดท้ายไหม ? สำคัญพอที่จะเรียกว่า
น.211 ๘๔ เป็นเพชรน้ำเอกเม็ดสุดท้ายไหม ? เพราะฉะนั้นมันก็ต้อง ลำบากบ้าง ต้องช้าหน่อยที่จะศึกษาจะพูดจากัน. ลำดับธรรมะ แต่ต้นจนถึงนิพพานเป็นที่สุด. ในที่นี้ก็อยากจะทบทวนความเข้าใจกันอีกครั้งหนึ่ง ในลำดับของธรรมะที่เราได้ผ่านกันมาแล้ว, แต่อยากจะพูดว่า แม้จะได้ผ่านกันมาแล้ว ก็ผ่านกันมาอย่างนั้นแหละไม่ชัดเจน ไม่แจ่มแจ้ง, ช่วยซักซ้อมความเข้าใจกันบ่อย ๆ ให้ชัดเจน ให้ แจ่มแจ้ง. ขอให้คอยฟังให้ดี อาตมาจะไล่ไปตามลำดับ อย่าง กับไล่ลูกฆ้อง ชุดแรกที่จะเอามาพูดก็คือ พระรัตนตรัย คือ พระ- พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คืออะไรก็พอจะรู้กันอยู่แล้ว ว่า พระพุทธคืออะไร, พระธรรมคืออะไร, พระสงฆ์คืออะไร อย่าต้องพูดโดยรายละเอียดอีกเลย เพราะบางคนก็สามารถทำ พระพุทธให้เป็นพ่อ, พระธรรมให้เป็นแม่ , พระสงฆ์ให้เป็นพี่ ได้, ถึงขนาดนั้น เอ้าทีนี้ก็ดูต่อไปว่า :- พระธรรม พระธรรมนั้น แยกตัวออกมาหรือว่า คลอดออกมา เป็น ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ, พระธรรม
น.212 ๘๕ คำเดียวแยกตัวออกมาเป็น ปริยัติ คือความรู้, ปฏิบัติ คือ การปฏิบัติ, ปฏิเวธ คือผลของการปฏิบัติ ก็ได้เป็น ๓ อีก แล้ว พระธรรมคำเดียว. ทีนี้คำที่สอง คือ ปฏิบัติ ปฏิบัติแยกตัวออกมาเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา : ศีล คืออะไร สมาธิ คืออะไร ปัญญา คืออะไร, ก็พูดกันมามากมายนักหนาแล้ว ศีลคือพื้นฐานที่จะ ให้เกิดสมาธิ, แล้วสมาธิคือเครื่องมือที่จะช่วยให้เกิดปัญญา. ทีนี้เมื่อเกิดปัญญาขึ้นมาแล้ว ปัญญามันเห็นสิ่งทั้ง ๓ อีกแหละ ดูมันศักดิ์สิทธิ์เหลือเกิน ๓, ๓, ๓ นี่ ; ปัญญามัน ก็เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ปัญญาคลอดออกมาเป็น ความรู้ เป็นเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. อนิจจัง คือทุก สิ่งนอกจากพระนิพพานมันเปลี่ยนแปลงเรื่อย เปลี่ยนแปลง เรื่อย, เพราะต้องอยู่กับสิ่งเปลี่ยนแปลง หรือกับความเปลี่ยน แปลง มันก็เป็นทุกข์ เป็นทุกข์, แล้วไม่มีอะไรต่อต้าน ความ ทุกข์นี้ได้ ก็เป็นอนัตตา, ก็เรียกว่าปัญญาคลอดออกมาทำให้ เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ทีนี้ดูให้จริงจังเข้า จริงจังเข้า จริงจังเข้า ก็จะเห็นว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้มันมีลักษณะเป็น ๓ อย่างอีกแหละ
น.213 ๘๖ คือเป็น ธัมมัฏฐิตตา เป็นการตั้งอยู่ตามธรรมดา, แล้วเป็น ธัมมนิยามตา คือ เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมดา แล้วมี ลักษณะเป็น อิทัปปัจจยตา คือ เป็นเหตุเป็นปัจจัยอาศัยกัน เกิดขึ้น. ถ้าปัญญาเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จริงแจ่ม แจ้งชัดเจนจริง ก็จะเห็นธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา และ อิทัปปัจจยตา ๓ สิ่งอีกแหละ มันง่ายดีทำให้เป็น ๓ สิ่ง, ๓ สิ่ง. ถ้าเห็นความเป็นไปตามธรรมดาตามกฎธรรมดา เป็น อิทัปปัจจยตา ว่ามันเป็นอย่างนั้นเท่านั้น มันไม่เป็นอย่างอื่น แล้ว มันก็จะเห็น สุญญตา, สุญญตา ว่าว่างจากตัวตน ว่าง จากการปรุงแต่ง เป็นของ ว่างจากความหมายแห่งตัวตน สุญญตา แล้วก็จะเห็นต่อไปว่า โอ ! มันเป็น ตถาตา ตถาตา เช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง, ถ้าเห็นสุญญตา ก็จะเห็นตถาตา ตถาตา เช่นนั้นเอง. พอเห็นตถาตาถึงที่สุด แล้วมันก็จะ หลุดในลักษณะที่ไม่อาศัยสิ่งนั้นอีกต่อไป, ไม่ผูกพันกับสิ่ง นั้นอีกต่อไป ไม่หวังพึ่งสิ่งนั้นอีกต่อไป ก็คือ อตัมมยตา. ดูให้ดีว่า เมื่อเห็นสุญญตาถึงที่สุด ก็จะเห็นตถาตา เช่นนั้นเอง, เมื่อเห็นตถาตาถึงที่สุด ก็จะรู้สึกเต็มที่ขึ้นมาว่า
น.214 ๘๗ อดัมมยตา ความที่อยู่กับมันไม่ได้แล้ว อยู่กับมันไม่ได้แล้ว ต้องเลิกกันที ต้องออกจากกันที เป็นอตัมมยตา เป็นอาการ ของวิมุตติ กำลังวิมุตติ กำลังจะวิมุตติ แม้จะยังไม่เป็นตัว วิมุตติโดยเต็มที่ มันก็เป็นอาการที่มันจะวิมุตติ. นี่แหละ ญาณที่เป็นเครื่องแสดงธัมมฐิติ ว่ามันตั้งอยู่เป็นธรรมดา อย่างไรนั้น มันก็ สิ้นสุดลงที่ตรงนี้ที่เห็น อดัมมยตา นี้เอง. ธรรมประเภทธัมมัฏฐิติญาณ จบลงที่ตรงนี้ ต่อไป ก็จะมีนิพพาน ญาณ -ญาณ ที่เป็นไปเพื่อนิพพานหรือเป็นตัว นิพพานต่อไป, มันจึงเกิดนิพพิทาโดยสมบูรณ์ วิราคะ โดย สมบูรณ์ เกิดวิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะโดยสมบูรณ์ เป็นส่วน นิพพานญาณ ซึ่งจะแยกชื่อออกเป็นกี่ชื่อกี่ชื่อก็ได้, มีหลาย ชื่อหลายสิบชื่อเหมือนกันแหละ เอาเพียงว่า นิพพิทา วิราคะ วิมุตติ นิพพาน ก็พอ, นี้ฝ่ายนิพพานญาณ. อตัมมยตา เป็นข้อต่อระหว่าง ธรรมฐิติญาณกับนิพพานญาณ. หลับตาดูทีเดียวหมดทั้งจักรวาล ก็พบว่า ฝ่ายธัมมัฏ- ฐิติญาณ มาหยุดอยู่ตรงอตัมมยตา หลังจากอตัมมยตาแล้วก็
น.215 ๘๘ เป็นนิพพานญาณ-ญาณในนิพพานหรือญาณที่เป็นตัวนิพพาน ต่อไป แล้วเรื่องก็จบ จบแค่นิพพาน. นี่ดูให้ตลอดสายซิ ดูให้ตลอดสายทั้งหมดของธรรมะสำคัญ ๆ กี่ขั้นตอน กี่ระยะ กี่ขั้นตอน แล้วก็ดูให้เห็นว่า อดัมมยตามันอยู่ที่ตรงไหน, มัน ตั้งอยู่ที่ตรงไหน, มันมีจุดอยู่ที่ตรงไหน. ตั้งจุดอยู่ที่ตรงไหน. มันเป็นสิ่งสุดท้ายของพวกธัมมัฏฐิติญาณ หรือจะเรียกว่าอยู่ ตรงหัวต่อ ข้อต่อ ฝ่ายนี้เป็นธัมมฐิติญาณ ฝ่ายโน้นเป็น นิพพานญาณ, หรือพูดกันง่ายๆ อย่างวัตถุก็ว่า อยู่ตรงที่ ระหว่างติดกับหลุด ติดแล้วหลุดออกได้ นั่นแหละ ตรง นั้นตรงที่ต่อกันที่ติดแล้วหลุดออกได้นี้ เป็นอตัมมยตา นี้พูด อย่างธรรมชาติ พูดอย่างวิทยาศาสตร์. นี้ถ้าเราพูดอย่างภาษาอื่นชื่ออย่างอื่น เขาก็มีเหมือน กัน เขาก็เรียกอย่างอื่นเสีย ไม่ได้เรียกว่า อตัมมยตา , จะ ลองเปรียบเทียบดูก็ได้ เช่น ใน วิปัสสนาญาณทั้ง ๙ ตั้งแต่ อุทยัพพยะญาณ ภังคะญาณ ภยะตุปัฏฐานะญาณ เรื่อยไป จน ถึงกับว่า สังขารุเบกขาญาณ - ความวางเฉยในสังขารทั้งหลาย ทั้งปวงได้ สังขารุเบกขาญาณ. อุปมาในภาพปริศนาธรรม ในตึกนั้น ไปดูเถอะรูปที่ว่า ผัวเมียหย่าจากกันนั้น คือ สัง-
น.216 ๘๙ ขารุเบกขาญาณ นั้นคือ อาการของอตัมมยตา ต่อไปนี้ไม่ ผูกพันกันอีกต่อไป ไม่อาศัยกันอีกต่อไป เรียกว่าเป็นการ แยกออกจากกัน ใช้คำธรรมดาสามัญก็ว่า หย่าขาดจากกัน เหมือนที่ผัวเมียคู่นั้นหย่าขาดจากกัน. สิ่งที่ต้องหย่าขาด. เดี๋ยวนี้เราจะหย่าขาดจากอะไร ? ก็ หย่าขาดจากสิ่ง ที่เราเคยยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน มันจะมีกี่อย่างกี่สิบ อย่างก็สุดแท้เถอะ, แต่ก่อนนี้เคยรักสนิทเหมือนผัวเมียที่รัก กันสนิท, ต่อมาพบว่า อ้าว ! นี้มันเลวร้าย มันเลวร้าย มัน ขบถนี่ มันอันตรายนี่ ผัวเมียนั้นก็หย่าจากกัน. เดี๋ยวนี้เรา ก็หย่าขาดจากวัตถุของอุปาทาน ที่เคยมีมาแต่ก่อน, เอาตัว อุปาทานเป็นตัวเลวร้าย สำหรับจะหย่าขาดจากกัน ก็ฟังได้ง่าย เพราะว่าเรื่องของอุปาทานนั้น ก็เข้าใจกันอยู่เป็นอย่างดีแล้ว ว่ามันคืออะไรบ้าง ไม่เข้าใจก็ไปเปิดดูในหนังสือก็ได้. ข้อที่ ๑. กามุปาทาน - อุปาทานในกาม ก็เรื่อง ระหว่างเพศ เคยยึดมั่นถือมั่นเท่าไร เคยแนบสนิทเท่าไร เคย หลงใหลเท่าไร เคยผูกพันเท่าไร อะไรเท่าไร ด้วยกามุปาทาน
น.217 ๙๐ เดี๋ยวนี้ก็หย่าขาดจากกัน, แยกจากกัน ไม่อุปาทานอีกต่อไป. บางคนก็คงจะสั่นหัว ใช้ให้หย่าลูกหย่าเมีย คนก็สั่นหัว ; แต่ นี่เป็นอุปมาเปรียบเทียบว่า มันหย่ากันอย่างไร มันเคยรักใคร่ ผูกพันเหนียวแน่นอย่างไร, หย่าขาดจากสิ่งที่ผูกมัดไว้ด้วย กามุปาทาน. ทีนี้ ข้อที่ ๒ ทิฏฐุปาทาน - ความเคยยึดมั่นผูก พันไว้ด้วยทิฏฐิ ทิฏฐิอันนี้ยิ่งไปกว่ากามเสียอีก ที่เราพูดกัน ไม่รู้เรื่องนั้นแหละ เพราะมันมีทิฏฐิ, คนนั้นมันมีทิฏฐิ มันจึงพูดกันไม่รู้เรื่อง ยึดถือแต่ความคิดเห็นของตนอย่าง เดียวว่าถูก ความคิดเห็นของคนอื่นผิดหมด ไม่ยอมฟังเสียง ใคร, มันมีทิฏฐิ มันก็อวดดี, มันก็จองหองพองขน แล้วก็ ยกหูชูหาง คนโง่เหล่านี้มันมีความคิดชั่วขณะเท่านั้นแหละ, ที่มันมีทิฏฐุปาทานนั้น มันเป็นผู้ที่มีความคิดชั่วขณะ ๆ ด้วย ความประมาทอวดดีทั้งนั้น ไม่เคยมีโยนิโสมนสิการ มัน จึงพูดอะไรชุ่ย ๆ พล่อย ๆ ทันที ๆ. พูดได้แต่ว่ามันผิด มันไม่ ถูก, แล้วมันก็มีทิฏฐิเหนียวแน่นที่มันจะเถียง ที่มันจะไม่ยอม. ทิฏฐิอย่างนี้แหละหย่าขาดจากมันเสียเถิด หย่าขาดจากมันเสีย เถิด. จงมามีความคิดที่ถูกต้อง มีความเห็นที่ถูกต้องด้วย
น.218 ๙๑ โยนิโสมนสิการ, อย่ามีด้วยความคิดนึกชั่วขณะด้วยอวิชชา หรือเป็นอุปาทานล้วน ๆ อีกต่อไป. แต่ขอบอกว่าเป็นการยาก ยากกว่าที่จะละกามุปาทาน เสียอีก ในการที่จะละทิฏฐิที่ฝั่งแน่นเป็นนิสัย ยากกว่าการละ กามุปาทานไปเสียอีก ; แต่ถ้าละไม่ได้ มันก็เป็นคนโง่ตลอดไป มันโง่ตลอดไป แล้วจะต้องเสียใจทีหลังอยู่เรื่อย ๆ ไป แล้วมัน ก็ไม่ฉลาดขึ้นมา ดังนั้นหย่าขาดจากมันเสียเถิดทิฏฐุปาทานนี้. เอ้าทีนี้ ข้อที่ ๓ สีลัพพัตตุปาทาน คำนี้อธิบาย ยาก ช่วยจำไว้ให้ดีว่า คำนี้อธิบายยาก แล้วอธิบายกันผิด ๆ ได้แต่ ไปยึดเอาตัวอย่างของมันเท่านั้น, ตัวแท้ตัวจริง ความ หมายอันแท้จริงของมัน ก็คือว่า ถือเอาความหมายของศีล และวัตรผิดความหมายที่ถูกต้อง. ศีล ข้อปฏิบัติทางศีลก็ดี, ข้อปฏิบัติทางธรรมที่เรียกว่าวัตรก็ดี, เขามีความมุ่งหมาย อย่างไร มันก็ยึดเอาความมุ่งหมายผิด แล้วยึดถือแน่นแฟ้น อย่างนั้นแหละเรียกว่า สีลัพพัตตุปาทาน เป็นเหตุให้ไปเชื่อถือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ของศักดิ์สิทธิ์ บวงสรวงอ้อนวอนอะไรไปก็ไม่รู้, นั้นไม่ใช่ตัวสีลัพพัตตุปาทาน เป็นผลของมัน ตัวอาการแท้ ๆ ของมัน คือยึดถือเอาความหมายผิด ๆ.
น.219 ๙๒ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นว่า ศีล มีความมุ่งหมายเพื่อ จะเป็นบาทฐานของสมาธิ ศีลมีความมุ่งหมายจะเป็นบาทฐาน ของสมาธิ ; แต่ว่ายึดถือเอาความหมายผิด ว่าศีลเป็นสตางค์ สำหรับจะไปซื้อเอาสวรรค์. พูดให้มันชัดๆ ฟังง่าย ๆ ให้ ศีลนี้เป็นสตางค์สำหรับจะไปซื้อเอาสวรรค์ แล้วก็เชื่อกัน อย่างนั้นเสียด้วย แล้วก็มีหนังสือข้อความในตัวภาษาบาลี เขียนว่าอย่างนั้นเสียด้วยว่า เอาศีลเป็น บันไดของสวรรค์. เขา พูดสำหรับคนโง่ เพื่อให้คนโง่จะได้รักษาศีลเสียบ้าง, ไม่ อย่างนั้นมันไม่ยอมรักษาศีล ; แต่ว่าศีลโดยความมุ่งหมาย ไม่ใช่เป็นบันไดไปสวรรค์ เพราะว่าสวรรค์ก็เป็นที่หลอกลวง ผูกพันอยู่ในกองทุกข์, ศีลโดยความหมายอันแท้จริง เพื่อ ให้เกิดสมาธิ, หรือเพื่อให้เกิดความสงบสุขที่นี่ ไม่มีความ วุ่นวายที่นี่. นี่ความหมายอันแท้จริง, แต่เขาก็ไปยึดถือเอา ความหมายผิดเป็นอย่างอื่นเสีย. หรือว่า สมาธิ สมาธิมีความมุ่งหมายที่แท้จริง เพื่อ เป็นบาทฐานของปัญญาก็ยึดถือเอาเป็นว่า สมาธินี้จะได้มีฤทธิ์ มีเดชมีอำนาจพิเศษศักดิ์สิทธิ์ เป็นปาฏิหาริย์, แล้วมันก็เป็น บ้าไปเลยเพราะสมาธิ บ้าอานาปานสตินี่ เมื่อก่อนนี้ได้ยินว่า
น.220 ๙๓ มีมาก ; เขาทำสมาธิเพื่อจะเหาะได้ ไม่ใช่ทำสมาธิเพื่อเป็น บาทฐานของปัญญา. นี้เรียกว่าถือเอาความหมายของสมาธิ ผิดเสียแล้ว, ไม่ใช่เพื่อเป็นบาทฐานของปัญญาเสียแล้ว, มัน เพื่อประโยชน์อะไรของมันต่างหาก เพื่อจะแสวงหาประโยชน์ เป็นวัตถุด้วยซ้ำไป, เช่นเหาะเหินเดินอากาศ ล่องหนหายตัว ดำดินอะไรได้ ; นี่ผลของสมาธิที่เขาเชื่อเขามุ่งหวัง. ถ้ามี ความเชื่ออย่างนี้ก็เป็นสีลัพพัตตปรามาสเกี่ยวกับสมาธิ ทีนี้ ปัญญา หรือ วิปัสสนา ความมุ่งหมายอันแท้จริง ก็เพื่อให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ความมุ่งหมายของ ปัญญาหรือวิปัสสนานั้น เพื่อจะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็จะเห็นไปตามลำดับ อย่างที่ว่ามาแล้ว กระทั่งเห็น สุญญตา เห็นตถาตา เห็นอตัมมยตา. แต่เดี๋ยวนี้เขาทำวิปัสสนา เพื่อเห็นตัวเลข เพื่อเห็นนรกเห็นสวรรค์ เห็นอะไรก็ไม่รู้ บ้า ๆ บอ ๆ ไปตามเรื่องของเขา, นั้นไม่ใช่ความมุ่งหมายอัน แท้จริงของปัญญา. นี่ถือเอาความหมายผิดเสียแล้ว มันก็ เป็นสีลัพพัตตปรามาสในส่วนของปัญญา. นี่ดูเถอะว่าศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี มีความมุ่ง หมายถูกต้องอย่างไร มันถือเอาผิด ที่ถือเอาผิดนั่นแหละเขา
น.221 ๙๔ เรียกว่า ปรามาส, ปรามาส. สีลัพพัตตปรามาส แปลว่า ลูบคลำศีลและวัตรผิด ๆ ของมันดี มันถูกต้อง มันสะอาด ก็ ไปลูบคลำผิด ๆ ให้เป็นของสกปรกไปเสีย, สีลัพพัตตปรามาส แปลว่าทำให้สกปรก ลูบคลำย่ำยีให้สกปรกซึ่งศีลและวัตรซึ่งมี ความมุ่งหมาย ที่จะหลุดพ้นเป็นนิพพาน มาเป็นเรื่องของ กิเลสไปเสีย, นี้หย่าขาดจากมันเสียเถิด สีลัพพัตตุปาทาน. ที่นี้ข้อสุดท้าย อัตตวาทุปาทาน นี่ยาก ข้อสุดท้าย อันสุดท้าย ยึดมั่นถือมั่นจนพูดออกมาว่า ตน อัตตวาทะ + อุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นจนทำให้ปากพูดออกมาว่าตน ว่าตัวกู ว่าของกู มีเรื่องราวมากมาย แล้วก็พูดกันมามากมายแล้ว, จำไม่ได้ก็ตามใจนะ แต่ เรื่อง ตัวกู - ของกูทั้งหลายเป็นเรื่อง อัตตวาทุปาทาน ละยากที่สุด ; แต่มันก็เป็นอุปาทานอยู่ นั่นแหละ, แล้วก็ได้อาศัยอุปาทานนี้เป็น คู่ชีวิตจิตใจ ยิ่งกว่า ผัวเมียกันเสียอีก มันฝั่งแน่นอยู่กับอุปาทานเหล่านี้. หย่า ขาดจากมันเสียเถิด หย่าขาดจากมันเสียเถิด, อาการที่แยกตัว ออกมาเสียได้ ไม่ผูกพันกันอีกต่อไป นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า อดัมมยตา. เดี๋ยวนี้เราหลุดพ้นไม่ได้ ก็เพราะเราไม่มีอต้ม- มยตา, ไม่มีการปล่อยวาง, ไม่มีการสลัดความยึดมั่นถือมั่น.
น.222 ๙๕ นี่อตัมมยตาในความหมายอย่างนี้ เขาจะพูดถึงกันอยู่ บ้าง ก็ในคำพูดอย่างอื่นซึ่งทำให้ไม่ได้ยินคำว่า อตัมมยตา, แต่ที่เป็นคำเข้มข้นสรุปความไว้ดีที่สุด กะทัดรัดที่สุดในพระ- บาลีในพระพุทธภาษิตแล้ว ก็คือคำว่า อตัมมยตา - ไม่ อาศัยสิ่งนั้นอีกต่อไป ไม่ยอมให้ถูกปรุงแต่งด้วยสิ่งนั้นอีก ต่อไป, นั่นแหละถูกที่สุด ก่อนนี้สิ่งนี้มันปรุงแต่งเราเรื่อย ปรุงแต่งเราเรื่อย ปรุงแต่งอยู่ทุกวันทุกเวลา จนมาเป็น อย่างนี้. เดี๋ยวนี้มันจะมาปรุงแต่งเราไม่ได้อีกต่อไป, อาการ นี้เรียกว่าอตัมมยตา. นี่ยก อุปาทาน มาเป็นตัวอย่างที่จะ ต้องหย่าขาดจากกัน. แล้วอะไรก็ตามทุกอย่าง มีอีกมากมาย แม้แต่สิ่งที่ เรียกว่า อาหาร : กวพิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนา หาร วิญญาณาหาร : อาหาร นี่ เราหลงใหลในอาหาร จนกลัวว่าจะตายเพราะไม่ได้กินอาหาร ก็หลงใหลในอาหาร ก็ผูกพันไว้อย่างยิ่ง หย่าขาดจากมันเสียเถิด, อย่าไปหลงใหล ผูกพันในอาหาร. รายการราคาและการ กันนักราดพริกสาม
น.223 ๕๖ กิเลส ทั้งหลายผูกพันกันมาอย่างไร แยกกันเสียเถิด, หย่าขาดจากกันเสียเถิดทั้งชั้นที่เป็น กิเลส ก็ดี ชั้นที่เป็น อนุสัย ก็ดี ชั้นที่เป็น อาสาวะ ก็ดี, หย่าขาดจากมันเสียเถิด. อีกอันหนึ่งก็คือ ความโง่หรืออวิชชา ทำให้เกิดมี ตัวตน มีตัวตน มีเจตนา ทำอะไรก็เป็นกรรม กรรม -การ กระทำกรรมดีกรรมชั่ว แล้วผลของการกระทำ ผลกรรม แล้ว ก็มีการที่ ต้องเป็นไปตามกรรม ตามอำนาจของความโง่ มัน โง่นี่ มันจึงเป็นกรรม มันจึงมีผลกรรม จึงต้องมีการเป็นไป ตามกรรม. ถ้า ไม่โง่ มันไม่มีตัวกู - ของกู ไม่มีตัวบุคคล แล้ว มันทำอะไรไม่เป็นกรรม, ไม่มีกรรม ไม่ต้องเป็น กรรม, ไม่ต้องมีผลกรรม ไม่ต้องเป็นไปตามกรรม. นี่เรียกว่า เราสามารถที่จะพ้นจากกรรม อยู่เหนือกรรม ไม่ต้องเป็นไปตาม กรรม. แต่ที่มัวท่องว่า กูจะต้องเป็นไปตามกรรม ไม่พ้น จากกรรมไปได้ นี่มันโง่เองนี่. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ ชัดเจนว่า ถ้าได้อาศัยตถาคตเป็นกัลยาณมิตรแล้ว จะพ้นจาก ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย, พ้นจากกรรม
น.224 ๕๗ พ้นจากความที่ต้องเป็นไปตามกรรม, อยู่เหนือกรรมหรือสิ้น กรรม. นี่ไม่เอามาพูด ไม่เอามาสอน ไม่เอามาท่องกัน มัวแต่ท่องว่า กูมีความเกิดเป็นธรรมดา ไม่พ้นความเกิดไปได้ ก็ร้องไห้เสียทีหนึ่ง, ภูมีความแก่เป็นธรรมดา ไม่พ้นความ แก่ไปได้ ก็ร้องไห้ไปซิ, กูมีความตายเป็นธรรมดา, กูมี กรรมเป็นของตัว จะต้องเป็นไปตามกรรม ทำกรรมใดไว้ ก็เป็นไปตามผลแห่งกรรมนั้น. นั้นมันคนโง่, มันพูดครึ่ง เดียว มันรู้ครึ่งเดียว เป็นความจริงครึ่งเดียว สำหรับคนโง่ คนมีอวิชชา; ถ้าไม่มีอวิชชา มันไม่มีอาการอย่างนี้, มัน ไม่มีตัวกูจะทำกรรมอะไรที่ไหนถ้าไม่มีอวิชชา. เดี๋ยวนี้อวิชชามันทำให้มีตัวกู มีตัวกูมันก็มีตัวตน มีทำกรรม รับผลกรรมเป็นไปตามกรรม ; ถ้ามีวิชชามัน ไม่มีตัวตน แล้วมันไม่มีกรรม, ไม่มีการกระทำที่เป็นกรรม หรือต้องเป็นไปตามกรรม, นี่คือนิพพาน สิ้นกรรมอยู่เหนือ กรรม เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แค่ ดังนั้นกรรมเป็นสิ่งที่ผูกพัน อย่างยิ่ง ผูกมัดรัดรึงอย่างยิ่ง หย่าขาดจากมันเสียเถิด พูดว่าให้ เหนือชั่วเหนือดี จิตใจผ่องใส เหมือนที่ พูดในวันทำมาฆบูชา ไม่มีใครสนใจ, พ้นทั่วถึงดี พ้นดีถึง
น.225 ๙๘ ว่าง ว่างนั่นแหละมันพ้นหมด : พ้นจากกรรม พ้นจากผล ของกรรม. พูดสำหรับคนที่มีความรู้พื้นฐานทั่ว ๆ ไปว่า กูต้องเวียนว่ายไปใน วัฏฏสงสาร , เลิกเถิด หย่าขาดจากวัฏฏ สงสารเสียเถิด. นี่เป็นเรื่องที่ว่าตัดขาดจากกัน. แล้วจะพูดด้วยคำอีก ๓ คำ ซึ่งก็มีประโยชน์มาก เหมือนกัน ขอให้ช่วยจำไว้เถอะ : คนขี้ขลาดก็ ทำบุญต่อ อายุ, คนที่มีความรู้มีสติปัญญาบ้าง ก็จะ ทำบุญล้ออายุ ถ้า คนฉลาดถึงที่สุด มีวิชชาปัญญาถึงที่สุด จะ ทำบุญตัดขาด จากอายุ น่ากลัวไหม ? มันไม่กล้าใช่ไหม คนโง่ไม่กล้าที่จะ ตัดขาดจากอายุ มันกลัวตาย ; ต่ออายุ ต่ออายุ ทำบุญนิมนต์ พระมาต่ออายุ มันก็แบบหนึ่ง. ที่นี้อย่างล้ออายุ ล้ออายุ, โอ้มันช่างน่าหัว โว้ย มันหลอกกูเหลือเกินโว้ย กูไม่เอา ล้ออายุ มันก็อย่างหนึ่ง. เดี๋ยวนี้มันยิ่งกว่าล้ออายุคือว่าตัดขาดออก จากมันเสียเลย ไม่มีความหมายที่จะมาเป็นเครื่องผูกพันอีก ต่อไป, ตัดขาดจากอายุไปเสียเลย. ถ้าจำ ๓ คำนี้ไว้ได้ มันช่วยให้ง่ายขึ้น ในการที่จะ แยกตัวออกจากสิ่งที่ผูกพัน จิตใจให้เป็นทุกข์ให้เร่าร้อน คน โง่ก็ต่ออายุ ต่ออายุไปเถิด, คนที่มีความรู้ก็ล้ออายุเล่น, คน
น.226 ๙๙ ที่กล้าหาญถึงที่สุด ก็ตัดขาดจากอายุ : กูไม่เอากับมึง อายุ เป็นของอายุเป็นของอะไรไปเป็นของนามรูป เป็นของอะไรไป, สติปัญญาไม่เอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นตัวกูมาเป็นของกู, มันตัด ขาดจากอายุ มันน่ากลัวนะ, ถ้าเข้าใจผิดก็จะเห็นว่าตาย, เป็น การตายแน่ ๆ แล้วมาชวนให้ตายนี้ใครจะเอา. ปริญญาของสวนโมกข์ ไม่มีใครยอมรับ ปริญญา สวนโมกข์ 'ตายก่อนตายสบายเหลือ’ ไม่มีใครต้องการ เขา คิดว่าชวนให้ตาย, มันรู้เท่านั้น, มันรู้แค่นั้น; ความตายที่ ไม่ตายมันไม่รู้. นี้ก็เหมือนกันแหละ : ตัดขาดจากอายุ ไม่ยินดี ไม่เยื่อใย ไม่อาลัยอาวรณ์ในอายุ. การตัดขาดออกไปได้อย่างนี้ คือความหมายของ อตัมมยตา กูไม่อาศัยมึงอีกต่อไป. อาตมากลายเป็น คนพูดหยาบ, พูดหยาบคายอันธพาล, แต่แล้วมันก็ช่วย ไม่ได้นี่ พูดอย่างอื่นมันไม่เข้าใจ มันก็ต้องพูดอย่างภาษาชาว บ้านหยาบคายอันธพาล มีความหมายว่า กูไม่อาศัยมึงอีกต่อไป, นั่นแหละคือความหมายของอตัมมยตา เป็นคำสูงสุดในพระ- พุทธศาสนา ไม่เอามาสอนกัน, แล้วไม่เข้าใจว่าอะไรเสียด้วย
น.227 ๑๐๐ ซ้ำไป, . ทิ้งไว้เป็นคำอะไรก็ไม่รู้ อกัมมยตาบ้าง อดัมมยตา บ้าง แล้วอตัมมยตาก็ไม่รู้ว่าอะไร. สรุปความ. นี้เป็นอันว่า มันยากที่จะศึกษา ยากที่จะเข้าใจ ยาก ที่จะปฏิบัติได้, มันจึงกินเวลา มันจึงรอเวลา มัน จึงเพิ่ง เอามาพูด. ฉะนั้นพวกกบทั้งหลาย พวกจวักตักแกงทั้งหลาย อย่ามาด่าอาตมาว่าทำไมประวิงเวลา ก็รอให้กบมันค่อยหาย เป็นกบ, ให้จวักมันหายเป็นจวัก, ให้มันค่อย ๆ รู้รสแกง เสียบ้าง แล้วจึงจะเอาเรื่องนี้มาพูดกับกบ เอาเรื่องนี้มาพูด กับจวักตักแกง ให้มันพอจะรู้ได้ตามสมควร. เอาละ นี่ ค วัน หลงของอตัมมยตา พูดสำหรับวันนี้ เรียกว่ามันเป็นเรื่อง พิเศษ มันเป็นเรื่องแยกแขนงออกไป มันทำให้เข้าใจผิด ๆ กันได้. วันนี้เราพูดกัน เ รื่องอตัมมยตาอีกที มันยังไม่หมด จึงพูดอีกที แล้วก็พูดใน แง่ควันหลงหรือผลข้างเคียง ไม่ใช่ ตัวแท้จริง แต่มันมีประโยชน์อย่างยิ่ง. ขอให้พวกกบเหล่านั้น หายเป็นกบกันเสียเร็ว ๆ ให้จวักเหล่านั้นหายเป็นจวัก ให้รู้
น.228 ๑๐๑ รสแกงกันเสียบ้างเร็ว ๆ, แล้วเรื่องของอตัมมยตา ก็จะไม่ เป็นหมัน จะไม่สูญเปล่า จะไม่เป็นหมันเงียบอยู่มัน จะมาเป็น เรื่องที่ ใช้ประโยชน์ได้ทั้งเรื่องโลกิยะและเรื่องโลกุตตระ. แม้จะอยู่ในโลกนี้ไม่ใช่ไปนิพพาน, จะอยู่ในโลกนี้ ก็รู้จักใช้อตัมมยตาในบางกรณีเถอะ คือตัดขาดมันไปเสีย ; ถ้า เรื่องนี้มันรบกวนจิตใจไม่มีที่สิ้นสุด จะเป็นของรักชนิดไหน เป็นทรัพย์สมบัติพัสถาน แก้วแหวนเงินทอง บุตรภรรยาสามี ก็จงใช้วิธีนี้เถิด. แต่อย่าเข้าใจว่าอาตมาสอนให้โหดร้าย โหดร้ายต่อภรรยาสามี นั้นมันในกรณีที่ไม่อาจจะทำความ เข้าใจกันได้ มีอยู่แต่ความทุกข์ทรมานแล้ว ก็ตัดขาดจากกัน เสียดีกว่า ก็ด้วยความหมายของอตัมมยตา ไม่มีเยื่อใยผูกพัน. เดี๋ยวนี้หย่ากันแล้ว ก็ยังแอบไปหากันอยู่นั่นแหละ มันยังมี ความรักมีความอาลัยตัดไม่ได้, มันเป็นของที่ตัดยาก. สรุปความว่า อาตมาได้พูดถึง ดาบเล่มสุดท้าย ของ พระธรรม แล้ว, จะไม่มีเรื่องอะไรที่จะพูดกันอีกต่อไปแล้ว ที่จะสูงกว่าเรื่องนี้ ในด้านของธัมมัฏฐิติญาณนี้มันไม่มีแล้ว มันสูงสุดแล้วแค่อตัมมยตา.
น.229 ๑๐๒ ทบทวนอีกทีเพื่อความเข้าใจว่า จาก พระพุทธ พระ- ธรรม พระสงฆ์ เราก็มีปริยัต ปฏิบัติ ปฏิเวธ, จากปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เราก็มี ศีล สมาธิ ปัญญา, จาก ศีล สมาธิ ปัญญา เราก็มี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, และพร้อมกันนั้นที่แทน กันได้ เราก็มี ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา, ที่มองในแง่ละเอียดลึกซึ้ง เราก็มี สุ ญญตา ตถาตา แล้วก็ อตัม มยตา จบ. ดาบเล่มสุดท้ายของฝ่ายธัมมัฏฐิติญาณ คือ ความรู้ตามที่เป็นจริงของธรรมชาติของสังขารทั้งปวง ที่ควร จะรู้, ครั้นรู้แล้วจะปล่อยวางได้ ไปจบอยู่ที่อตัมมยตา หรือ เป็นเงื่อนหัวต่อที่ว่า จ ะเ ข้าไปสู่โลกุตตระ. ในชื่อญาณนอก พระไตรปิฎก เขาก็มีคำว่า โคตรภูญาณ, หลังจากสังขารุเบก- ขาญาณ วางเฉยในสังขารทั้งหลายทั้งปวงได้ ก็มีอาการที่จะ ก้าวจากโลกิยะไปสู่โลกุตตระ ตรงนั้นเขาเรียกว่า มีโคตร- ภูญาณ, ตรงเงื่อนต่อตรงนั้นแหละ เป็นหน้าที่ของอตัมมยตา. แต่ที่จริงมันเป็นตัวสังขารุเบกขาญาณมากกว่า ตัดขาดจาก สังขารที่เคยอาศัยผูกพันด้วยการปรุงแต่ง ด้วยการถูกปรุง แต่ง ด้วยการพอใจยินดีในการปรุงแต่ง, เลิกความยินดี
น.230 ๑๐๓ ในสังขาร ในทุกๆ ความหมายเสียมันก็จะเป็นอตัม- มยตา. เรื่องนี้สูงสุด สำคัญที่สุด แต่เราก็มาพูดกันอยู่ในบ่า สองสามคนไม่กี่คน ; มันเป็นเรื่องที่ควรพูดกับคนทั้งโลก หลายพันล้านคน แต่ก็ไม่มีโอกาส, แม้เราจะมาพูดกันที่นี่ใน ป่าในดงเพียงไม่กี่คน ก็ขอให้รู้ไว้เถิดว่า มันเป็นเรื่องที่มีค่า สูงสุด ที่จะพูดกับคนทั้งโลก. มีใครรู้จักตัดขาดจากสิ่งที่ควร ตัดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ตัวกู ๆๆ, หย่าจากมันเสียเถิด หย่าขาดจากตัวกูเสียเถิด, เป็นอตัมมะตาสูงสุด ไม่มีอะไร เหลืออยู่เป็นปัญหาอีกต่อไป. การบรรยายก็สมควรแก่เวลา ไม่ใช่สมควรแก่เวลา อย่างเดียว เพราะว่าหมดแรงพูดด้วย มันก็จำเป็นที่จะต้อง ยุติการบรรยาย. ดังนั้นจึงขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้า ทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคุณสาธยาย แสดงธรรมที่เป็น ปัจจัยส่งเสริมให้เกิดกำลังใจ ในการประพฤติปฏิบัติให้จนถึง ที่สุด จนถึงกับว่ามือตัมมยตาให้ได้ ด้วยกันทุกคน ต่อไป ในกาลบัดนี้.
🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.231
น.232 พระองค์อยู่หลังม่าน ภาพนี้ เป็นภาพที่มีชื่อว่า "พระพุทธองค์อยู่หลังม่าน" ซึ่งมีความหมายว่า เมื่อความทุกข์ ความร้อน ความทรมาน ความวุ่นวาย ความหนักอึ้งเกิดขึ้นในจิตใจของผู้ใด ขอท่านได้โปรดทราบเถิดว่าในขณะนั้น "พระพุทธองค์" กำลังประทับอยู่เบื้องหลังของความทุกข์นั้น คือจะดลใจ ปรากฏในดวงจิตของบุคคลผู้นั้นเอง เพื่อแนะแนวทางแห่งความหลุดรอด จากความทุกข์ให้แก่เรา แต่เราจะได้ยินคำชี้แนะของพระพุทธองค์หรือไม่ มันขึ้นอยู่ที่สติปัญญาของเราแต่ละคนนี่เอง.
น.233 ตา ยก่อนต าย ตายเมื่อตาย ย่อมกลาย ไปเป็นผี ตายไม่ดี ได้เป็นที่ ผีตายโหง ตายทำไม เพียงให้ เขาใส่โลง ตายโอ่โถง นั้นคือตาย เสียก่อนตาย ตาย ก่อนตาย มิใช่กลาย ไปเป็นผี แต่กลายเป็น สิ่งที่ ไม่สูญหาย ที่แท้คือ ความตาย ที่ไม่ตาย มีความหมาย ไม่มีใคร ได้เกิดแล คำพูดนี้ ผันผวน ชวนฉงน เหมือนเล่นลิ้น ลาวน คนตอแหล แต่เป็นความ จริงอัน ไม่ผันแปร ใครคิดแก้ อรรถได้ ไม่ตายเอย ฯ พุทธทาส อินฺทปญฺโญ
น.234 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒๔. นิวรณ์ ๒ ๔๒. อตัมมยตา กับ สันติภาพ ๑ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ๒๕. วันครู ๑ ๔๓. พระรัตนตรัยที่ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก ๑ ๓. การงานคืออะไร? ๑ ๒๖. แผ่นดินทองต้องสร้างด้วยแผ่นดินธรรม ๑ ๔๔. การพัฒนาชีวิตโดยพระไตรลักษณ์จัดเป็นอตัมมโย ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ ๒๗. เมื่อพอใจในหน้าที่ ที่กำลังกระทำ ก็มีสวรรค์อยู่ ณ ที่นั้นเอง. เมื่อไม่รู้จักตัวเองก็ไม่รู้ว่าตนควรจะมีหน้าที่อะไร ๑ ๔๕. ปาฏิหาริย์แห่งอต้มมยตา ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๒๘. ความเป็นพระอรหันต์ ๑ ๔๖. สหายธรรมของอตัมมยตาและ อตัมมยตากับปัญหาของมนุษย์ยุคปรมาณู ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๒๙. ธรรมะคุ้มครองโลก ๑ ๔๗. พระพุทธเจ้าที่ท่านยังไม่รู้จักและอุดมคติของความเป็นแพทย์ ๒ ๗. ปวารณา และธรรมะ ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ ๓๐. คุกของชีวิต กับ เสน่ห์ของคุก ๑ ๔๘. การเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์จริง และ พระพุทธเจ้ามีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๓๑. กระแสแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องรู้จัก ๑ ๔๙. ชีวิตที่ไม่เสียชาติเกิด ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุคปัจจุบัน ๑ ๓๒. สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักนั้นคือความทุกข์ ๑ ๕๐. หลักเกณฑ์ที่จะช่วยโลกให้รอดอยู่ได้ ๑ ๑๐. การบวชคืออะไร ? ๑ ๓๓. การหมดความเห็นแก่ตัวคือหมดทุกข์ ๑ ๕๑. เลิกอายุแล้วมาอยู่กับอตัมมยตา ๑ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๓๔. ชีวิต คือขันธ์ทั้งห้ามิใช่ตัวตน ๑ ๕๒. ความไม่เห็นแก่ตัวและความสุขสามระดับ ๑ ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ ๓๕. อตัมมยตากถา ๒ ๕๓. อารัมภกถาของการเลิกอายุ ๑ ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๓๖. อตัมมยตาประยุกต์ ๒ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษาทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน ๑ ๓๗. อตัมมยตาใช้หย่าอะไรได้บ้าง ๒ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๓๘. เด็กจะเป็นผู้สร้างโลกในอนาคต ๑ ๑๖. คุณพระไม่ตายและเกิดมาทำไม ? ๑ ๓๙. คู่มืออานาปานสติภาวนาอย่างสมบูรณ์แบบ ๑ ๑๗. ความรักดี ๑ ๔๐. การใช้อานาปานสติให้เป็นประโยชน์ในบ้านเรือน ๒ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า"พระเจ้า" ๑ ๔๑. บทช่วยจำสำหรับเรื่องอตัมมยตา ๑ ๑๙. ครูคือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๒๐. การทำวัตรตามแบบโบราณ ๑ ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรมที่คนธรรมดาควรทราบ ๑ ๒๒. โลกอื่น ๑ ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์ และความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑
น.235 มนตราสำหรับชีวิต, ควันหลงของอตัมมยตา ๑. ธรรมเทศนา- อตัมมยตา : ขุดค้นขึ้นมา เริ่มต้นบอกให้รู้ทั่วกัน เมื่อ วันมาฆบูชา ๒๕๓๑ - อตัมมยตา คือความที่ไม่ต้องสำเร็จมาจากสิ่งนั้น ; นำมา ใช้ปฏิบัติ ด้วย การฝึกจิตให้เกิดความรู้สึกผลักดัน ไม่ให้สิ่งต่าง ๆ เข้ามาเป็นเจ้าหัวใจ "กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป ฯลฯ", มีผล ทำให้ดำเนินชีวิตคล่องตัว เกลี้ยงเกลารอบคอบ, อยู่ในโลก แต่เหนือโลกทุกประการ - อตัมมยตา เป็นธรรมะทำจิตให้ขาวรอบ หรือผ่องแผ้ว ได้อย่างง่ายดาย - การทำจิตให้ขาวรอบ สูงกว่าการทำกุศลให้ถึงพร้อม และเหนือสิ่งคู่ทุกคู่ - อตัมมยตา เป็นหัวใจของพระอริยเจ้า, ผู้ใดมีหัวใจนี้ ไม่มีทุกข์แน่นอน ๒. มนตราสำหรับชีวิต : บทมนต์ที่ใช้ "ตวาด" "ตะเพิด" กิเลสได้อย่างชงัด ! - ในบรรดามนตราใช้ขับไล่กิเลส อตัมมยตาเป็นบทมนต์ชั้นเลิศ - คำพลั้งระดับเด็ก : พุทธัง ธัมมัง สังฆัง - คำพลังของผู้ใจสูงรู้ธรรมะ : อนิจจตา ทุกขตา เป็นต้น ตามเหมาะสม แก่กรณีนั้น ๆ - จิตจะไม่หวั่นวิตกทุกกรณี ถ้ามี ... สุญญตา ตถาตา อตัมมยตา คุ้มครอง - ผู้มีลักษณาการแห่งอตัมมยตาอยู่ในตัว จะไม่ถูกกัดมิว่ากรณีใด ๆ - อตัมมยตาเป็นเครื่องวัดความแตกต่างระหว่างปุถุชนกับอริยชน - มีธรรมสหายของอตัมมยตา (๙ ตา) จะทำให้กายใจแข็งแกร่ง - ใช้อตัมมยตาภาวนาอย่างอาซิ้มก็ได้ผลดี แต่รู้ความหมายด้วยนับเป็นเลิศ ๓. ควันหลงของอตัมมยตา : "ดาบธรรมะ" อันประเสริฐเล่มสุดท้าย ใช้ตัด อุปาทานทุกระดับ - อตัมมยตาเป็นเรื่องยาก จะนำมาบรรยายต้องรอโอกาสที่เหมาะสม - ธรรมะลึก ๆ ยาก ๆ (แต่มีประโยชน์คุ้มค่า) กว่าจะเข้าใจทั่วไป ต้องใช้ เวลาเป็นสิบ ๆ ปี. - อดัมมยตา นำมาใช้ได้ทั้งเรื่องโลก ๆ และเรื่องธรรมะ - อตัมมยตา ใช้ได้ทั้งในแง่เป็นคำพลั้ง คำฝังใจ บทมนต์ตะเพิดกิเลส และ ตัดกิเลสขาด มีจิตอิสระเกลี้ยงเกลา - อตัมมยตา ช่วยได้! ช่วยได้ ! ช่วยได้ ! ในทุกกรณีทั้งคดีโลกคดีธรรม
Buddhadasa