Buddhadasa.org
หนังสืออตัมมยตาประยุกต์ › อ่านฉบับเต็ม

📖 อตัมมยตาประยุกต์

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อตัมมยตาประยุกต์

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.59 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคมาฆบูชาในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวปกิณณกกถา คือเรื่องเฉพาะเรื่องเบ็ดเตล็ด ไม่เป็นชุด, แต่แล้วก็อดไม่ได้ที่มันจะไปเนื่องกันเอง จะได้ กล่าวโดยหัวข้อว่า อตัมมยตาประยุกต์ คือ อตัมมยตาที่จะ นำเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน เป็น อย่างน้อย. คำว่า ประยุกต์ ๆ นี้ คือ เอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้, โดยมากเรารู้แต่ เอาไปใช้เป็นประโยชน์ไม่ได้ กันเสียโดยมาก, เช่นที่ปรากฏอยู่ รู้ธรรมะมาก พูดได้มาก พูดได้กว้างขวาง แต่เอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ไม่ได้ก็มี ไม่สามารถจะเอาไปใช้ ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ภาคมาฆะบูชา ๑๙ มีนาคม ๒๕๓๑

น.60 ๒ ให้เป็นประโยชน์ได้ก็มาก. เรื่องนี้อยากจะพูดให้ชัดเจน จน เอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ อย่างน้อยที่สุด เอาไปใช้พูดติด ปากได้ก็ยังดี, หมายความว่ามันมีความรู้ที่ถูกต้อง ปากมันจึง พ่นออกมาเป็นคำพูดคำนั้น ซึ่งหมายถึงสิ่งนั้น. ที่แล้ว ๆ มา เราก็ได้ทำให้เกิดคำพูด ที่ใช้เป็นคำ อุทานก็ได้, เป็นคำแสดงความรู้สึกก็ได้, เป็นคำด่าก็ยังได้, เช่นคำว่า ตัวกู-ของกู มันก็แสดงความรู้สึกไปในทางกิเลส ก็ได้ว่ามันเลว, หรือมันย้อนกลับมาเป็นเรื่องด่าตัวเองว่า มัน เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวเอง เห็นแก่ตัวกู-ของกูก็ได้ แล้วแต่ ว่าอารมณ์ที่กลัดกลุ้มอยู่ในจิตนั้นมันมีอยู่อย่างไร. ทีนี้เราก็มีคำที่เป็นธรรมะเป็นข้อธรรมะ ได้พูดกัน มาหลายปีเต็มที่ จนพอจะติดปากอยู่ เช่นคำว่า อิทัปปัจจยตา ซึ่งมีความหมายครอบจักรวาล ว่ามันเป็นไปตามกฎแห่ง เหตุผล โดยธรรมชาติ ตามธรรมชาติ โดยกฎแห่งเหตุผล อิทัปปัจจยตา. ถ้ามีความรู้สึกอย่างนั้น มันก็ไม่เกิดทุกข์ ไม่เกิดอารมณ์ร้าย, ไม่รัก ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่กลัว ไม่วิตก กังวลตื่นเต้นอะไร, และไม่เป็นของประหลาดอะไร มันเป็น

น.61 ๓ อิทัปปัจจยตา. ที่ละเอียดลงไปก็ว่า สุญญตา โอ๊ย! มันไม่มี อะไรที่จะไปเอากับมันได้, หรือว่า ตถาตา ตถาตา เช่นนั้น เอง, เช่นนั้นเอง ฟังดูคล้ายกับพูดเล่น แต่ไม่ใช่คำพูดเล่น เป็นคำสูงสุดในพระพุทธศาสนา ว่าเช่นนั้นเอง. บัดนี้ก็อยากจะให้มี คำพิเศษมีความหมายมาก ดีมาก ใช้ประโยชน์ได้มากและเป็นคำสูงสุด หรือเป็นคำสุดท้าย คือ คำว่า อตัมมยตา ยังแปลกหูอยู่ ยังกุกกักอยู่ แต่ถ้าพูดกันอยู่ เสมอมันก็ชินไปเองแหละ อตัมมยตา อตัมมยตา อตัมมยตา. คำนี้แปลตามตัวหนังสือแปลยาก จะอธิบายให้ฟังว่ามันหมาย ถึงอะไร, ให้รู้จักความหมาย แล้วก็พูดเป็นภาษาบาลีก็แล้ว กัน ไม่ต้องแปลดอก. สุญญตา แปลว่า ว่าง, ตถาตา แปลว่า เช่นนั้นเอง, อตัมมยตา นี้ไม่แปล ถ้าแปล แปลเอาแต่ใจความนะ , จำไว้ ด้วยก็ได้ ก็จะแปลว่า กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย, นั่นแหละคือ ความหมายของ อตัมมยตา. อะไรที่มันทำให้เกิดความยุ่งยาก ลำบากไม่รู้จักสิ้นสุด ตัดออกไปด้วยความรู้สึกว่า กูไม่เอากับ มึงแล้วโว้ย, นี่คือความหมายของคำ ๆ นี้ มันปรากฏรู้สึกออก

น.62 ๔ มาเมื่อมันโล่ง โล่งไปที, แทบจะทุกคน ทุกคนแหละ มันมี อาการที่เรียกว่า โล่งอกไปที โล่งใจไปที หมดห่วงไปที หมด ยุ่งไปที ; ที่มัน หมดออกไปได้ นั่นแหละ คืออาการของ อตัมมยตา แต่มันเป็นเรื่องเล็ก ๆ เป็นเรื่องเด็ก ๆ เป็นเรื่องใน บ้านเรือน. อตัมมยตาเป็นเรื่องสูงสุดในทางธรรมะ ที่จะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน, กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย นี้ หมายความ ในฝ่ายกิเลส ในฝ่ายวัฏฏสงสาร ในฝ่ายกองทุกข์ กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย, แล้วก็เลิกกัน แล้วก็ ไปเอาฝ่ายโน้น คือฝ่ายโลกุตตระ ฝ่ายเหนือโลกโดยประการทั้งปวง. ทีนี้เราก็หัดหรือเตรียมหัดไว้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ให้เป็น เรื่องเล็ก ๆ เด็กๆ ที่บ้านที่เรือนที่ว่า ไม่เอากับมึงแล้วโว้ย, มันก็ความหมายเดียวกันแหละกับอตัมมยตาที่สูงสุด ที่จะทำให้ ละจากโลกนี้ไปสู่เหนือโลก. กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย ก็หมาย ความว่า ไม่เอากับโลกนี้ ไม่เอากับเรื่องโลกนี้ ไม่เอากับโลก ที่เอากันมานาน, อยู่กันมานาน ทรมานเหลือประมาณ นี้ ไม่เอาละ ไม่เอากับมึงแล้ว. เมื่อไม่เอากับโลกนี้ มันก็ไปสู่ โลกุตตระเหนือโลก มันต้อง เป็นจุดเปลี่ยน, เรียกเป็นภาษา วิทยาศาสตร์หน่อยก็เป็นจุดเปลี่ยน เป็น transition อยู่ที่ตรง

น.63 ๕ นั้น มันเปลี่ยน, ไม่เอากับฝ่ายนี้อีกต่อไป ก็ไปเอากับฝ่าย โน้น. ลำดับของสายแห่งปัญญา. เอ้า, ทีนี้ก็มาดูกันไปตามลำดับ คอยฟังให้ดีว่าจะพูด ให้เป็นลำดับ ตั้งแต่ตัว ก ไปจนถึงตัว ฮ ว่าอตัมมยตามันอยู่ ที่ตรงตัว ฮ สุดท้ายได้อย่างไร. สิ่งแรกที่สุดที่จะต้องยกขึ้นมาพูดก็คือ พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ ๓ อย่างนี้ไม่ต้อง อธิบายกันในวันนี้แล้ว เพราะมันเกินที่จะรู้แล้ว ; แต่ควรจะ รู้ให้ชัดลงไปว่า พระธรรมนั้นแบ่งออกไปได้ เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ; คำเดียวคือพระธรรม แบ่งออกไปได้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา. ศีล คืออย่างไร, สมาธิ คืออย่างไร, ก็พอจะ เข้าใจได้. ทีนี้คำว่า ปัญญา. ปัญญามันจะไปทางไหน ? ก็ไป ในทางให้รู้ความจริงของธรรมชาติ ถึงขนาดที่จะรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; ๓ อีกแหละปัญญานี้ : ในขั้น แรกทั้งหมดก็คือต้องรู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ก็อธิบายกัน

น.64 ๖ มากแล้วพอจะรู้ : อนิจจังมันเปลี่ยนเรื่อย เพราะต้องอยู่ กับสิ่งเปลี่ยนเรื่อยก็เป็นทุกข์ เพราะเปลี่ยนเรื่อยและเป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ ก็เป็นอนัตตา, นี้ก็รู้จัก เห็นแจ้ง รู้สึกอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ทีนี้ก็จะเห็นใจความสำคัญของทั้ง ๓ นี้ว่า มันเป็น ธัมมัฏฐิตตา คือมันตั้งอยู่ตามธรรมดาของธรรมชาติ เรียก ว่า ธัมมัฏฐิตตา, เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้นเป็นการตั้งอยู่ ตามธรรมดา, และว่ามันเป็น ธัมมนิยามตา คือตั้งอยู่ตาม กฎอันเฉียบขาดของธรรมชาติ หรือธรรมดา, อาการอย่างนั้น เรียกว่า อิทัปปัจจยตา, ตั้งอยู่โดยกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติ อย่างนั้นเรียกว่า อิทัปปัจจยตา คือการเป็นไปตามอำนาจของ เหตุและผลตามกฎของธรรมชาติ. เมื่อสิ่งหนึ่งมีอยู่ก็เป็นเหตุ ให้เกิดอีกสิ่งหนึ่ง เพียงแต่มีอยู่เท่านั้นแหละ มันก็เป็นเหตุให้ เกิดสิ่งใหม่, เหตุให้เกิดผลขึ้นมา แล้วผลก็กลายเป็นเหตุ, เมื่อเป็นเหตุแล้วก็ให้เกิดผลอีกอันหนึ่งอีกแหละ, เกิดผลอัน หนึ่ง แล้วผลก็กลายเป็นเหตุให้เกิดสิ่งอื่นต่อไป. นี่มันกลาย เป็นผลแล้วก็กลายเป็นเหตุ, แล้วก็กลายเป็นผลแล้วก็กลาย เป็นเหตุ ๆ ๆ ฯลฯ : นั่งว่าอย่างนี้กันสักปีหนึ่งก็ไม่จบ ไม่จบ

น.65 ๗ ของสิ่งต่าง ๆ ที่มันเป็นอย่างนี้. อย่างนี้เรียกว่า อิทัปปัจจยตา คือความที่มันต้องเป็นไปตามปัจจัย นี้ ๆ ๆ ฯลฯ. เอ้า, ทีนี้เมื่อเห็นชัดอย่างนี้แล้ว ก็คือเห็นว่า โอ้ มัน ว่างจากตัวตน เห็นว่าง ๆ ว่าง ว่างจากสาระแห่งตัวตน, นี้เรียก ว่าเห็น สุญญตา ซึ่งแปลว่าความว่าง. เมื่อเห็นว่ามันว่างอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่นได้ ว่าง อย่างนี้ไปทั้งหมด, ว่างจากตัวตนไปทั้งหมดทุกอย่าง ๆ ก็เลย ถือเอาความจริงสรุปท้ายว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นเช่นนั้น เอง คือ ตถาตา. ตถาตาคำนี้จะใช้ว่าตถตาก็ได้, ตถาเฉย ๆ ก็ได้ แปลเหมือนกันแหละ, ตถา แปลว่า เช่นนั้น ตถตาก็ ความเป็นเช่นนั้น ตถาตาก็ความเป็นเช่นนั้น แต่ว่าคำที่ สมบูรณ์ก็คือคำ ตถาตา - เป็นเช่นนั้นเอง. พอเห็นเช่นนั้นเอง เห็นเช่นนั้นเอง ประจักษ์โดย ลึกซึ้งแก่จิตใจ ว่าเป็นเช่นนั้นเอง ทีนี้ อตัมมยตา มันจะมา แล้ว มันก็ไม่เอากับมันแล้วโว้ย, พอกันทีโว้ย ไม่มีอะไรแล้ว โว้ย แยกกันที, อตัมมยตา - ความที่ไม่เกี่ยวข้องอาศัยกับ สิ่งนั้น ๆ อีกต่อไป, พูดภาษาอิสระก็พูดว่า กูไม่เอากับมึง

น.66 ๘ อีกต่อไป, หลังจากเห็นตถาตาแล้วก็ โอ้, ตถาตา เช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป แยกตัวออก เพื่อจะ กระโดดไปฝั่งโน้น ; ฝั่งนี้มันจบกันเท่านี้แหละ. ถ้าอธิบายอย่างธรรมะแท้ ๆ มันก็มีเหมือนกัน อธิบาย กันได้มาก แต่กลัวว่าผู้ฟังจะหลับเสียก่อน ก็เลยอย่าเอามา อธิบายเลย เอามาแต่หัวใจ, ฟังเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ลองฟังดู ให้ดี : ว่าในโลกทงหลายนี้มันมีสิ่งที่เรียกว่ากาม, กามะหรือ กาม ที่น่ารักน่าพอใจ ; ทีนี้เราก็ ละความน่ารักน่าพอใจคือ กามนี้เสียได้ ด้วยนานัตตอุเบกขา – อุเบกขาที่มีอารมณ์หลาย อย่าง คืออุเบกขาในรูปฌาน ; ละกามแล้วก็มาติดอยู่ในสิ่ง ที่เป็นรูป คือไม่มีกามไม่ใช่กาม. ทีนี้ก็ ละรูปหรือนานัตต- อุเบกขานี้เสียได้ด้วยเอกัตตอุเบกขา – อุเบกขา ที่มีอารมณ์เดียว นี้ก็คืออุเบกขา ในอรูปฌาน ; ละรูปแล้วก็มาติดอยู่ที่อรูปฌาน อย่างเดียวจนกระทั่งอันสุดท้ายคือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ต้องละอีก ก็ ละเสียได้ด้วยอตัมมยตา. หัวใจมีเท่านั้นแหละ ก็จบเรื่อง.

น.67 ๙ ทบทวนสั้น ๆ ก็ว่า ละกามเสียได้ด้วยรูปฌาน, ละรูป ฌานเสียได้ด้วยอรูปฌาน, ละอรูปฌานเสียได้ด้วยอตัมมยตา. ง่วงนอนหรือยัง ถ้าพูดมากไป มันก็เป็นเรื่องชวนง่วงแหละ, แต่จำเอาไว้เถอะว่า สัตว์ทั้งหลายติดอยู่ในกาม, ละกามเสียได้ ด้วยความมีอุเบกขา อันเกิดขึ้นจากรูปฌาน ซึ่งเรียกว่านานัตต- อุเบกขา นี้มาติดอยู่ที่นานัตตอุเบกขานั่น, ก็ละนานัตต- อุเบกขาเสียได้ด้วยอุเบกขาอันเกิดขึ้น จากอรูปฌาน ที่เรียกว่า เอกัตตอุเบกขา มาติดอยู่ที่เอกัตตอุเบกขานั่น, แล้วก็ละ เอกัตตอุเบกขานี้เสียได้ด้วยอตัมมยตา ทีนี้ก็นิพพาน : นี่ใจ ความสำคัญในทางธรรมะละเอียดอ่อนก็มีอย่างนี้. ลักษณะของอตัมมยตา. ทีนี้ก็จะดูลักษณะของมัน ในทุกแง่ทุกมุมที่ควรจะ ทราบ, แม้ว่าจะพูดให้เป็นคำภาษาไทยอันเด็ดขาดลงไปไม่ได้ ก็เอาความหมายได้ : อตัมมยตา – ความที่ไม่ขึ้นอยู่กับเหตุ ปัจจัยนั้น ๆ อีกต่อไป, ตลอดเวลาเรามันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย นั้น ๆ, ติดอยู่กับเหตุปัจจัยนั้น ๆ, เป็นไปตามอำนาจของเหตุ ปัจจัยนั้น ๆ ; เดี๋ยวนี้เป็นอตัมมยตา ไม่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย

น.68 ๑๐ นั้น ๆ อีกต่อไป. อีกความหมายหนึ่งก็ว่า ที่อยู่มาแต่ก่อนนั้น มันสำเร็จอยู่กับ, หรือสำเร็จมาแต่เหตุปัจจัยนั้น ๆ ; เดี๋ยวนี้ จะ ไม่เป็นผู้ที่สำเร็จมาแต่เหตุปัจจัยนั้นๆ อีกต่อไป. ทีนี้มีอีก ความหมายหนึ่งก็ว่า แต่ก่อนมามันผูกพันอยู่กับเหตุปัจจัยนั้น ๆ เดี๋ยวนี้จะ ไม่ผูกพันกับเหตุปัจจัยนั้น ๆ อีกต่อไป. นี้เรียกว่า อตัมมยตา. อตัมมยตา ถ้าเอาตามความรู้สึก พูดอย่างธรรมดา สามัญ ก็คือความรู้สึกว่า ไม่เอากับเหตุปัจจัยนั้น ๆ อีกต่อไป, ไม่เอากับมันอีกต่อไป, ไม่เอากับเหตุปัจจัยนั้น ๆ อีกต่อไป, กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป, ความที่ไม่เอา ไม่เอา ไม่ยุ่งด้วย ไม่เกี่ยวข้องด้วยกับเหตุปัจจัยนั้นๆ อีกต่อไป. ทีนี้ พูดให้สุภาพ สักหน่อยก็พูดว่า ความหย่าขาดจากสังขารทั้งปวง, นี่พูด สุภาพและไพเราะ หย่าขาดจากสังขารทั้งปวง. คนทั่ว ๆ ไปไม่รู้ว่าสังขารคืออะไร จึงมักหมายถึง ร่างกาย ; ไม่ใช่หย่าขาดจากสังขารร่างกาย. สังขารนั้นคือ ระบบการปรุงแต่ง ในความหมายที่กว้างที่สุด ; สังขารคือ ระบบการปรุงแต่ง, คือสิ่งที่ปรุงแต่งสิ่งอื่น แล้วก็ถูกสิ่งอื่น

น.69 ๑๑ ปรุงแต่ง. ที่ปรากฏอยู่นี้ก็คือสิ่งอื่นปรุงแต่งขึ้นมา, ถูกสิ่ง อื่นปรุงแต่ง ก็เรียกว่าสังขาร, แล้วสิ่งนั้นปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไป ก็เรียกว่าสังขาร. ดังนั้น สังขารหมายถึงทั้งผู้ที่ปรุงแต่งสิ่งอื่น, และผู้ที่ถูกสิ่งอื่นปรุงแต่ง, หรือว่าสิ่งที่ถูกสิ่งอื่นปรุงแต่งขึ้นมา แล้วจะปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไป, ทั้ง ๒ ความหมายนี้เรียกว่า สังขาร ๆ. ร่างกายนี้ก็ถูกสิ่งอื่นปรุงแต่งขึ้นมา แล้วก็มันก็ ปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไป, สังขาร ความคิดความนึกก็เหมือนกัน แหละ มันถูกสิ่งอื่นปรุงแต่งขึ้นมาเป็นความคิดความนึก แล้ว ความคิดความนึกก็ปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไป, มันปรุงแต่งกันต่อ ไป ๆ เป็นลำดับ. สำหรับเด็ก ๆ เขามีอุปมาสำหรับจำง่ายว่า มันมีน้ำอยู่ ในโลกนี้ มีทะเลอยู่ในโลกนี้ ซึ่งมันก็ต้องมีมาจากเหตุใดเหตุ หนึ่งนั่นแหละ, มีทะเลอยู่ในโลกนี้ แปลว่าทะเลมาจากไหนก็ ได้ แต่ว่าอย่าไปรู้มันเลย มันก็เป็นที่เชื่อได้ว่า มันก็มีเหตุปัจจัย ให้มีทะเล, เพราะมีทะเล มันก็มีไอน้ำระเหย มันมีดวงอาทิตย์ นี่ ไอน้ำในทะเลมันระเหยขึ้นไป ไปเป็นเมฆ, เมื่อเป็นเมฆ แล้ว มันก็เป็นฝนตกลงมา, ตกลงมาก็ทำให้ดินมันเปียก เมื่อ ดินมันเปียก ดินมันลื่น ; เด็กโง่ ๆ เดินมาลื่นหกล้มหัวแตก

น.70 ๑๒ มันก็ร้องไห้ ก็ไปหาหมอ, หมอก็ทำอะไรต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด ดอก. นี่เรียกว่ามันปรุงแต่งกันเรื่อยไปอย่างนี้ ถูกปรุงแต่ง แล้วปรุงแต่งสิ่งอื่น, ถูกปรุงแต่งแล้วปรุงแต่งสิ่งอื่น, ถูกปรุง แต่งแล้วปรุงแต่งสิ่งอื่น เรียกว่า สังขาร. หย่าขาดจากสังขารทั้งปวง ระบบนี้เราหย่าขาด ไม่ เอาแล้ว, ไม่หลงยึดมั่นถือมั่นในสิ่ง ๆ นี้ คือสิ่งที่ถูกสิ่งอื่นปรุง แต่ง แล้วปรุงแต่งสิ่งอื่นอีกต่อไป นี่เลิกกันที หย่าขาดกันที, อาการอย่างนั้นแหละเรียกว่า อตัมมยตา. สรุปความ ให้มันเป็นหัวข้อธรรมะก็ว่า อิสระ อิสระ อิสระเสรี ออกมาจากอำนาจของอวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม. คำเหล่านี้มันพูดง่าย พูดติดปากกันมา แต่โบราณแล้วว่า สิ่งที่ร้ายกาจเป็นปัญหาก็คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม, สี่อย่างนี้ตัวร้ายมันครอบงำเรา มันทำแก่เรา มันบังคับขับไสเรา. เดี๋ยวนี้เป็นอิสระออกจากอำนาจของ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม. อิสระมันเหมือนกับหลุดจากเรือนจำ ; ถ้าติดคุก ติดเรือนจำ มันก็ไม่เป็นอิสระ ก่อนนี้เราไม่เป็นอิสระจากเหตุ

น.71 ๑๓ ปัจจัย จากสังขารอะไรเหล่านั้น เดี๋ยวนี้ หลุดเป็นอิสระออก จากคุก ออกจากคุกกันเสียที. คุกของชีวิต. ความหมายของคำว่าคุก คุกนี้ก็ดีมาก เพราะว่ามัน จองจำ; คุกมีความหมายได้หลายแง่ อันแรกก็จะระบุว่า คุก แห่งตัวกู, เมื่อมีความรู้สึกว่าตัวกู มันก็ติดคุกแห่งตัวกู เป็น ไปตามความรู้สึกว่าตัวกู แล้วแต่ความรู้สึกว่าตัวกูมันจะบังคับ ไสหัวไปทางไหน เพราะมันติดคุกแห่งตัวกู. อีกทางหนึ่งมันก็ติด คุกแห่งอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งสามารถจะเสพคบรู้สึกความเอร็ดอร่อย, ความ เอร็ดอร่อยทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นแหละที่มันทำให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กลายเป็นปัญหาขึ้นมา; คนจึงเป็น ทาส เป็นทาสของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นขี้ข้าเกินกว่า จะเป็นขี้ข้าเสียอีก, รับใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มันจะไส หัวให้ไปทำอะไรก็ได้, เอ้า เดี๋ยวนี้หลุด หลุดจากคุกแห่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.

น.72 ๑๔ ทีนี้ คุกแห่งอุปาทาน : ยึดมั่นด้วยอุปาทานในกาม, กามุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นในกาม ของรักของใคร่, ยึดมั่นใน ทิฏฐิ ความคิดความเห็น เรียกว่า ทิฏฐุปาทาน, ยึดมั่นในศีล วัตรปฏิบัติเชื่อถือมาอย่างโง่เขลางมงายเป็นไสยศาสตร์, นั่น แหละเรียกว่า คุกแห่งสีลัพพัตตุปาทาน, แล้วก็คุกแห่ง อัตตวาทุปาทาน มีความรู้สึกยึดมั่นเป็นตัวตน จนปากพูดออก มาว่าตัวกู ว่าของกู อุปาทานใดทำให้ปากพูดออกมาว่า ตัวกู - ของกู อุปาทานนั้นเรียกว่า อัตตวาทุปาทาน. สรุปความแล้วมันเป็น คุกของอวิชชา, อวิชชา - ภาวะที่ปราศจากความรู้อันถูกต้อง มันบังคับขับไสสัตว์ทั้ง หลายให้เป็นไปตามอวิชชา คือความรู้ที่ไม่ถูกต้อง, นี่คุกตัว ใหญ่ คุกครอบงำหมดก็คือคุกของอวิชชา. เดี๋ยวนี้อาการที่ ออกมาเสียได้จากคุกทั้งหลายเหล่านี้ นั่นแหละคืออตัมมยตา อตัมมยตา อตัมมยตา ออกจากคุกแล้วโว้ย กูไม่เอากับมึงแล้ว โว้ย. ขออภัยที่ต้องพูดคำหยาบ เพราะมันจำง่าย เพราะมัน ไม่ลืม เพราะมันมีรู้สึกอยู่ในตัวแล้ว, รู้สึกอยู่ในจิตใจแล้ว, มันจะหยาบมาแต่ไหนเล่า มันเป็นเรื่องสมมติเท่านั้นแหละ.

น.73 ๑๕ ฉะนั้น ขอให้จำให้ดีเถอะว่า เมื่อใดมันเบื่อจนว่า กูไม่เอากับมึงแล้ว, ให้รู้ไว้เถอะว่า นั่นแหละคือ อตัมมยตา. ทีนี้พูดให้สุภาพก็พูดว่า อตัมมยตา พลั้งปาก ออกมาว่า อตัมมยตา; ฉะนั้นจะด่าใส่หน้ามันสักทีให้เจ็บปวด ที่สุด ก็ด่ามันว่า อตัมมยตา ไม่ต้องพูดคำหยาบว่า กูไม่เอากับ มึงแล้ว. นี่จึงว่ามีคำนี้ไว้ใช้พูดจา ระบายความรู้สึกก็ได้ ไว้ ค่าใครก็ได้ ว่าอตัมมยตา กูไม่เอากับมึงแล้ว. อาการที่เรียกว่าคุก หรือว่าอุปาทานนี้ละเอียดมาก ขอให้ฟังให้ดี : คำแรกมัน ต้องอาศัยกันอยู่ นี่ มันจำเป็นที่ ต้องอาศัยกันอยู่ เพราะอวิชชาหรือเพราะอะไรก็ตาม แม้แต่ เพราะธรรมชาติก็ตาม, ถ้าไม่อาศัยกันอยู่มันตาย. เราต้อง อาศัยดิน น้ำ ลม ไฟ ต้องอาศัยอะไร ต้องอาศัยกันอยู่ แล้ว ไปยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตนเป็นของตน รักใคร่หวงแหน เพราะ มันอาศัยกันอยู่ มันก็ติดพันเป็นคุก. เพราะมัน สัมพันธ์กันอยู่ มันอยู่โดยลำพังสิ่งเดียว ไม่ได้ไม่ว่าอะไร มันอยู่เนื่องด้วยปัจจัยรอบด้าน มันสัมพันธ์ กับปัจจัยนั้น ๆ มันสัมพันธ์กันอยู่.

น.74 ๑๖ แล้วยิ่งกว่านั้น มัน ผูกพันกันอยู่ สัมพันธ์เพียงแต่ เนื่องกันอยู่เฉย ๆ; แต่ถ้าผูกพันกันมันหนาแน่น มันเหนียว แน่น มันผูกมัดรัดรึง มันผูกพันกันอยู่. แล้วมัน ปรุงแต่งกันอยู่ มันช่วยปรุงแต่งกันอยู่ เหมือนเอาน้ำรดเข้าไปที่ต้นไม้ปรุงแต่งให้ต้นไม้สดอยู่ได้ไม่ตาย นี้มันปรุงแต่งกันอยู่มันแยกกันไม่ได้. อีกทางหนึ่ง มัน ปิดบังกันอยู่, ปิดบังเอาไว้ มันก็ เป็นคุกเหมือนกัน. อีกอันหนึ่งมัน ครอบงำอยู่ มันครอบงำอยู่ข้างบนนี้ มันก็มีอาการแห่งคุกเหมือนกัน. อีกอันหนึ่งมัน เผาลนอยู่ มันเร่าร้อนอยู่ มันเผาลน อยู่ มันเอาออกไปไม่ได้ ความรัก ความโกรธ ความอะไรนี้ มันเอาออกไปไม่ได้ มันเผาลนอยู่ มันเผาลนอยู่ ก็มีอาการ แห่งคุกเหมือนกัน. มัน ทิ่มแทงอยู่ เช่นราคะเป็นต้น มันทิ่มแทงอยู่ใน จิตในใจ มันเอาออกไปไม่ได้, มันก็เป็นคุกเหมือนกัน.

น.75 ๑๗ รวมความว่า มันทรมานอยู่, มันทำการทรมานอยู่ ตลอดเวลา. นี้เรียกว่า อาการแห่งคุกอันละเอียดอ่อน มันไม่เป็น อิสระแก่ตัว, มันต้องอาศัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ มันต้องสัมพันธ์ กันอยู่ มันผูกพันกันอยู่ มันปรุงแต่งกันอยู่ มันบดบังเอาไว้ มันครอบงำอยู่ มันเผาลนอยู่ มันทิ่มแทงอยู่ มันทรมานอยู่. พ้นเสียทีจะดีไหมเล่า ? อาการที่พ้นออกมาได้ นั่นแหละ คืออตัมมยตา, อาการที่หลุดออกจากกันได้ ไม่เอากับมึงอีก ต่อไปแล้ว คืออตัมมยตา, ดีหรือไม่ดี ? ที่เกิดของอตัมมยตา. เอ้า ทีนี้จะชี้สถานะ หรือที่ตั้ง ที่อาศัย ที่เกิด ที่อยู่ อะไรของอตัมมยตา ให้ชัดเจนออกไปอีก คอยฟังให้ดีว่า อตัมมยตาอยู่ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร และเหตุไร ? อันแรกว่า เมื่อถึงจุดสูงสุดของอัสสาทะ เมื่อถึง จุดสูงสุดของอัสสาทะ คำนี้บางคนยังไม่เข้าใจ ว่าอัสสาทะนั้น คืออะไร, อัสสาทะ คือเสน่ห์ที่ยั่วยวน ที่ผูกมัดรัดรึงด้วยความ

น.76 ๑๘ เอร็ดอร่อยถูกอกถูกใจ, ความหลงอยู่ในเสน่ห์หรือรสอร่อย ของมันเรียกว่า อัสสาทะ. ใครจะมีอัสสาทะในอะไรก็รู้ของ ตัวเองทั้งนั้นแหละ นับตั้งแต่วัตถุสิ่งของหรือกามารมณ์ หรือ ว่าอะไรที่เป็นที่พอใจ ก็เป็นอัสสาทะได้ทั้งนั้น ; พวกชั้นต่ำ ก็อัสสาทะในกาม พวกชั้นกลางก็อัสสาทะในรูป พวกชั้นสูง ก็อัสสาทะในอรูป, มันเป็นอัสสาทะทั้งนั้นแหละ. เมื่ออัสสาทะนั้นสูงสุด มันก็จะสุดไปไม่ได้แล้ว ก็ต้อง เป็นอัมมยตาแหละ พอกันที กูไม่เอากับมึงแล้ว. ยกตัว อย่าง เช่นว่ากินอาหาร กินของหวานของคาวอะไรนี้อร่อย ๆ กินอร่อย ๆ ๆ พอจุดอร่อยมันสูงสุด แล้วมันต้องกินน้ำแหละ ใช่ไหมเล่า ? กินน้ำที่ยิ่งจืดยิ่งดี ยิ่งเย็นยิ่งดี มันกินน้ำแหละ จุดอร่อยมันสูงสุดหมดแล้ว มันพอแล้ว ; เมื่อถึงจุดสูงสุด ของอัสสาทะ อตัมมยตาก็ปรากฏ . นี่ว่าในฝ่ายวัตถุง่าย ๆ ต่ำ ๆ โง่ ๆ ของคนธรรมดา. ถ้าว่าสูงสุดทางธรรมะก็โน่น แหละ มันพ้นจากกาม, พ้นจากรูป, พ้นจากอรูป, ไม่มีอัสสาทะ ในกาม ในรูป ในอรูป นั่นแหละ มันก็อตัมมยตาแหละ. เอ้า ข้อต่อไป เมื่อเห็นความเป็นมายาของอัสสาทะ ข้อแรกที่เมื่ออร่อย ๆ ๆ โดยไม่รู้เรื่องหลอกลวง, เดี๋ยวนี้มัน

น.77 ๑๙ รู้เรื่องหลอกลวงของอัสสาทะ มารู้เรื่องความเป็นมายาของสิ่งที่เป็นอัสสาทะ แม้ไม่ต้องถึงที่สุด มันก็หยุดได้ เป็นอตัมมยตาได้, อตัมมยตาเสียเพียงกามก็ได้ ไม่ต้องไปถึงรูปและอรูปก็ได้ รู้ความเป็นมายาของสิ่งที่เป็นอัสสาทะ พูดอย่างนี้ก็ได้ หรือจะพูดว่า เมื่อปัญญาถึงจุดสูงสุด เมื่อปัญญาถึงจุดสูงสุด เมื่อตะกี้ก็พูดแล้วนะว่า ปัญญามันมีสายของมันอย่างไร, อีกทีก็ว่ามันเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา สุญญตา ตถาตา, เมื่อปัญญามันถึงจุดสูงสุดตถาตา แล้วก็เกิดอตัมมยตา เกิดอตัมมยตา เราจึงพูดว่าเมื่อปัญญามันถึงจุดสูงสุด มันก็เกิดอตัมมยตา ที่นี้มองอีกแง่หนึ่ง เมื่อธัมมัฏฐิติญาณถึงจุดสูงสุด, คำนี้คนธรรมดาก็ไม่รู้อีก ว่าธัมมัฏฐิติญาณคืออะไร ก็บอกให้ทราบได้ง่ายๆ ที่สุดว่า บรรดาญาณ ญาณทั้งหลายมีที่สิบญาณที่ร้อยญาณ ก็ช่างหัวมันเถอะ แต่มันแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท, ๒ ประเภท เป็นธัมมัฏฐิติญาณ คือให้เห็นความจริงของสังขาร หรือธรรมชาติ เช่นเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเป็นต้นนี้ เห็นความจริงของธรรมชาติของสังขาร

น.78 ๒๐ ของสิ่งต่างๆ จนกระทั่งเบื่อหน่าย จนกระทั่งเบื่อหน่าย, ฝ่ายนี้ก็ญาณก็ตามใจเรียกว่าธัมมัฏฐิติญาณ พอเบื่อหน่ายแล้วมันจะเกิดญาณฝ่ายนิพพานญาณ จะเป็นฝ่ายนิพพานญาณ จะเบื่อหน่ายจะคลายกำหนด แล้วก็จะดับ จะนิโรธ ดับๆๆ ดับๆ จนเป็นนิพพาน วิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพาน ก็ญาณๆ ก็เรียกว่านิพพานญาณหมดเลย ญาณเลยมีอยู่ ๒ พวก : ธัมมัฏฐิติญาณ รู้ความลับ ความจริงของธรรมชาติ, ส่วนนิพพานญาณ เป็นเหตุให้นิพพาน ให้หยุด ให้เย็น ให้ดับ เราพูดว่า เมื่อธัมมัฏฐิติญาณถึงจุดสูงสุดก็เกิดอตัมมยตา ที่จะกระโดดจากฝ่ายสังขารไปสู่ฝ่ายนิพพาน, ธัมมัฏฐิติญาณนี้มาตั้งแต่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาจนกว่าจะเกิดนิพพิทา เอานิพพิทาเป็นจุดอตัมมยตา, พอนิพพิทาแล้วมันก็อตัมมยตา เอ้า, ที่นี้ตอนนี้อยากจะระบุไปยัง เมื่อถึงความเบื่ออันแท้จริงด้วยปัญญา เมื่อถึงความเบื่ออันแท้จริงด้วยปัญญา, สังเกตดูคำว่า เบื่ออันแท้จริง มันเบื่อด้วยญาณ เมื่อมากแล้วมันก็เบื่อ, กินแล้วมันก็อิ่ม อิ่มแล้วมันก็เบื่อ

น.79 ๒๑ แม้อร่อยเท่าไรกินเข้าไปมันก็เบื่อนั้น อย่างนั้นไม่เบื่ออันแท้ จริง เพราะมันไม่เบื่อด้วยปัญญา, มันเบื่อเพราะท้องมันบรรจุ เข้าไปไม่ได้แล้วมันก็เบื่อ, แต่พรุ่งนี้ก็กินได้อีกแหละ. ถ้า เบื่ออันแท้จริงก็ต้องเบื่อด้วยปัญญา, มันไม่กลับไปหลงอีก เมื่อมาถึงความเบื่ออันแท้จริง ไม่ใช่เบื่อเล่น ๆ เบื่อชั่วคราว เหมือนที่ใครเบื่ออะไรซึ่งเป็นเบื่อไม่จริง, ต่อเมื่อเบื่อแท้จริง เมื่อถึงความเบื่ออันแท้จริง ก็เบื่อด้วยปัญญา อันนี้จะมี อตัมมยตาออกมา. คนเราอาจจะรู้สึกเบื่อนั่นเบื่อนี่เล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เรื่อยไปแหละ แต่มันไม่ใช่เบื่ออันแท้จริงดอก, เบื่อ ทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองอาจจะมีได้ แต่ไม่ใช่เบื่ออัน แท้จริง วางไม่ได้. ทีนี้ดูให้ละเอียดกว่านั้น เมื่อฆ่าความเบื่ออันเป็น เท็จเสียได้ ความเบื่อที่ไม่แท้จริง ฆ่ามันเสียให้ได้ ฆ่ามัน เสียให้หมด ฆ่าความเบื่ออันเท็จอันหลอกลวง ฆ่าความเบื่อ เช่นนั้นเสีย ก็จะเหลือเป็นความเบื่ออันแท้จริง, ความเบื่อ อันแท้จริง มัน ก็ได้อตัมมยตา. เอ้า, ทีนี้พูดเป็นภาษาเอาเปรียบหน่อยก็ว่า เมื่อ หย่าขาดจากคู่ครองอันทรยศ, นี้มีในภาพปริศนาธรรม

น.80 ๒๒ บุรุษหย่าขาดจากภรรยาผู้ทรยศ เมื่อก่อนเขาเป็นผัวเมียกัน เขารักกันมาก รักกันมาก รักกันมากว่าซื่อตรง คิดว่าอย่างนั้น; แล้วต่อมาสามีเห็นได้ว่าภรรยานี้มีชู้ ก็เลยหย่า หย่าขาดจากคู่ ครองที่ทรยศ. แต่ดูแล้วมันก็น่าหัว แม้จะไปหย่ากันที่โรง ที่ศาลแล้ว แต่ใจมันยังไม่หย่าก็ยังมีอยู่ หรือมันกลับมารักอีก ก็ได้, เพราะมันเป็นเบื่อที่เป็นเท็จ, มันต้องเบื่อที่จริง ๆ ที่ มันไม่กลับมาอย่างนั้นอีก. ก่อนนี้เรามีสิ่งต่าง ๆ ที่เรายึดถือ, จิตนะจิตอย่าว่าเรา, ใช้ว่าเรานี้พูดสมมติ; จิตมีสิ่งที่มันยึดถือเอาเป็นคู่ครอง เอา อะไรเป็นคู่ครองก็ตามใจ จะเอานามรูป เอาอารมณ์ เอาอะไร แล้วแต่เถอะ, เอาเวทนา เอาอะไรเป็นคู่ครอง, พอใจในสิ่งใด ก็ยึดถือเอาเป็นคู่ชีวิตจิตใจ, ขันธ์ ๕ จิตเอาขันธ์ ๕ เป็นคู่ ครอง. เดี๋ยวนี้มาพบ อ้าว คู่ครองอะไรเล่า คู่ครองมันทรยศ นี่ มันก็หย่าขาดจากคู่ครองอันทรยศ; ไม่เหมือนคนดอก หย่าภรรยา แล้วก็แอบไปหาอีกนั้นมันตัดไม่ได้, มันยังกลับไป แต่งงานกันอีกก็มี, อย่างนั้นเรียกว่าเบื่อเท็จ. ถ้าเบื่อจริง มันก็เลิกกันจริง มัน ก็หย่าจากเบญจขันธ์ที่มีอุปาทาน มันทำ ให้เกิดความทุกข์เหลือประมาณ, แล้วก็หย่าขาดจากอุปาทาน

น.81 ๒๓ ขันธ์กันเสียที, นี้เรียกว่า เคยรักเคยยึดถือยิ่งกว่าสิ่งใดเบญจ- ขันธ์นี้ เดี๋ยวนี้หย่าขาดกันเสียที. ทีนี้ จะพูดให้ลึกลับไปอีกว่า เมื่อคลังแห่งอนุสัย ถูกระเบิด, พูดให้เป็นอุปมามากขึ้น คลังแห่งอนุสัยถูก ระเบิด. บางคนยังไม่รู้ว่า อนุสัยคืออะไร, ควรรู้เสียว่า ความเคยชินแห่งกิเลส, เมื่อเกิดกิเลสก็เก็บความเคยชินแห่ง กิเลสไว้ เก็บไว้ ๆ : เกิดโลภะ ก็เก็บความเคยชินที่จะเกิด โลภะไว้, เกิดโทสะก็เก็บความชินที่จะเกิดโทสะไว้, เกิดโมหะ ก็เก็บความชินที่จะเกิดโมหะไว้, เก็บไว้ ๆในสันดาน นี่คลัง มันเป็นคลังที่เก็บความเคยชินแห่งกิเลสไว้ นี่เรียกว่าอนุสัย. เพราะเก็บไว้มากมายอย่างนี้ มันจึงง่ายที่จะกลับออกมา กลับ ออกมา เพราะเก็บไว้มาก, ดังนั้น คนเราจึงง่ายที่จะเกิดโลภะ ราคะ คนเราจึงง่ายที่จะเกิดโทสะ คนเราจึงง่ายที่จะเกิดโมหะ เพราะมันเก็บไว้ในคลังมาก. ทีนี้ คลังนั้นถูกระเบิดเสียด้วยลูกระเบิด คือปัญญา หรือญาณ อตัมมยตาอีกแหละ, ถ้าจะพูดกันให้ระบุละก็ ปัญญา ในขั้นที่เป็นอตัมมยตา หรือผลของปัญญาสูงสุดนี้ มันระเบิด

น.82 ๒๔ คลังของอนุสัยนั้นหมด, อนุสัยหมดไปตามลำดับแห่งกิเลส, ก็เป็นพระอริยเจ้าตัดสังโยชน์ ตัดอนุสัย นั่นก็คือตัดไป แล้ว ก็เป็นพระอริยเจ้า, นั่นมันถูกระเบิด ระเบิดแล้วระเบิดอีก ระเบิดแล้วระเบิดอีก, คลังแห่งอนุสัยมันถูกระเบิดเสียด้วย ปัญญา. เอ้า ทีนี้ก็มาถึงคำว่า ประตูพระนิพพานถูกเปิด, ประตูพระนิพพานถูกเปิด แม้ว่ายังไม่ได้เข้าไป, ยังไม่ทันได้ เข้าไป แต่ว่าประตูพระนิพพานเปิด มาถึงประตูพระนิพพาน ที่เปิดแล้ว เพราะอวิชชาเพราะโมหะมันถูกทำลายมากแล้ว ปัญญามันสูงสุด มาถึงสุญญตา มาถึงตถาตา มาถึงอตัมมยตา นี้ประตูพระนิพพานเปิด, ก็จะมาถึงจุดที่ว่า สามารถย่างเข้าไป ในประตูพระนิพพาน, อาจจะย่างเข้าไปในประตูพระนิพพาน, สมควรที่จะย่างเข้าไปในประตูพระนิพพาน. อาการที่สามารถ อาจจะย่างเข้าไปสู่ประตูพระนิพพานนั่นแหละ คือ อตัมมยตา อตัมมยตา, เลยกลายเป็นจุดเปลี่ยน, ตรงนี้แหละเป็นจุด เปลี่ยน พร้อมสามารถหรือสมควร หรืออาจจะ แน่นอนที่จะ เข้าไปในประตูของพระนิพพาน, ตรงนี้ เป็นจุดเปลี่ยน จะ

น.83 ๒๕ เปลี่ยนจากโลกิยะเป็นโลกุตตระ จุดเปลี่ยนอยู่ที่ตรงนี้, จุด เปลี่ยนนี้ก็เรียกว่า อตัมมยตา เรียกว่า อตัมมยตา. เอ้า, ทีนี้มาถึงจุดเปลี่ยน ก็คือฝ่ายโน้นแล้วนะ ก็ มองดูในทางฝ่ายหลังจุดเปลี่ยนนี้ มันก็มีอาการว่า หลุดออก มาเป็นอิสระแก่ตัว; เมื่อก่อนเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน ไม่เป็นอิสระ, เดี๋ยวนี้เป็นอิสระแก่ตัว เป็นอิสระ แก่ตัว จิตเป็นอิสระแก่ตัว ก็มองเห็นได้อีกแง่หนึ่งอีกมุมหนึ่ง ว่า เดี๋ยวนี้จิต เลิกจากการเป็นบุถุชน จะพ้นจากความเป็น บุถุชน, จะมาสู่ขอบเขตของอริยะ. การเลิกจากการเป็น บุถุชน นั่นแหละคือ อตัมมยตา อตัมมยตา, เลิกจากการเป็น บุถุชน, เมื่อย่างเข้าสู่แดนแห่งวิมุตติ วิมุตติ-หลุดพ้น หลุด จากคุก หลุดจากตะราง ย่างเข้าสู่แดนแห่งวิมุตติ นั่นแหละคือ อตัมมยตา. พูดเป็นภาษาโลกอีกก็ว่า เมื่อมนุษย์ถึงจุดสูงสุด ของความเป็นมนุษย์ เป็นคนมาเรื่อย ๆ จนเป็นมนุษย์ เป็น มนุษย์พอดีพอร้าย, เดี๋ยวนี้ก็มาถึงจุดสูงสุดของความเป็น มนุษย์ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งความเป็นมนุษย์ คือจะ

น.84 ๒๖ เป็นพระอริยะ จะเป็นพระอรหันต์นี้ จุดสูงสุดแห่งความเป็น มนุษย์ ก็คืออตัมมยตา. เอ้า, ย้อนมาภาษาโสกโดกอีกที เป็นข้อสุดท้ายว่า เมื่อหย่าขาดจากตัวกู, เมื่อหย่าขาดจากตัวกู ตัวกูดั้งเดิม ตัวกูที่เป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่ในสิ่งที่มีชีวิต ในรูปของสัญชาต- ญาณ เกิดเองโดยไม่ต้องมีใครมาสอนให้. สัญชาตญาณทำ ให้เกิดความรู้สึกเป็นตัวตน เป็นตัวตน เป็นตัวตน. สัญชาต- ญาณแห่งตัวตนเป็นที่ตั้งแห่งสัญชาตญาณอื่น ๆ เช่น สัญชาต- ญาณแห่งการหาอาหาร กินอาหาร เติบโต หนีภัย หลบหลีก สืบพันธุ์เป็นต้น; ทุก ๆ สัญชาตญาณมันเป็นบริวารของ สัญชาตญาณแห่งตัวกู ซึ่งเกิดอยู่ตามธรรมชาติโดยไม่ต้อง มีใครสอน. คนก็มี สัตว์ก็มี ต้นไม้ต้นไล่นี้ก็มีนะ, แต่ว่าคน บางพวกเขาไม่ยอม เขาไม่ยอมให้เชื่อว่า ต้นไม้มีชีวิตจิตใจ มี ความรู้สึกคิดนึก, เขาไม่ยอมก็ตามใจเขา นี่พวกหนึ่งเขาไม่ ยอม. แต่อาตมามีหลักว่า ถ้ามันมีความรู้สึกได้ แล้วมันก็มี สัญชาตญาณทั้งนั้น มันมีความเจริญเติบโต มันไม่อยากตาย มันหนีภัย มันอะไรได้ทั้งนั้น, ต้นไม้นี้ก็รู้จักสืบพันธุ์ รู้จัก หนีภัย รู้จักต่อสู้. การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์รุ่นหลังนี้ พบ

น.85 ๒๗ ชัดเจนมากว่า ต้นไม้มีความรู้สึกเหมือนกับคน แต่มันต่ำ เพราะมันเคลื่อนไหวไม่ได้, ต้นไม้มีความรู้สึกพอใจไม่พอใจ มีรู้สึกสุขทุกข์ มีรู้สึกกลัวตาย อยากอยู่เหมือนกัน เหมือน กับสัตว์เดรัจฉาน เหมือนกับมนุษย์นี่ เพราะว่ามันก็มี สัญชาตญาณแห่งตัวตนเหมือนกัน. สัญชาตญาณแห่งตัวกูนี้ เลิกกัน หย่าขาดจากกัน ไม่เป็นสัญชาตญาณเท่านั้น เพียงนั้นอีกต่อไป มันกลายเป็น สัญชาตญาณแห่งโพธิ, หลีกมาทางสัญชาตญาณแห่งโพธิ ไม่ เป็นสัญชาตญาณแห่งกิเลส. สัญชาตญาณกลาง ๆ ที่มีอยู่ตาม ธรรมชาตินั้น แปรรูปไปเป็นกิเลสได้, แปรรูปมาเป็นโพธิก็ได้ เดี๋ยวนี้มันหย่าขาดมาเป็นโพธิ สูงขึ้นมาทางนี้โดยอตัมมยตา, ไปเป็นอริยะ เป็นพระอรหันต์ไปเสียเลย เรียกว่า หย่าขาด จากตัวกูของสัญชาตญาณ. เท่านี้ก็จะพอกันทีแล้วว่า อตัมมยตาคืออะไร อตัมมยตาคืออะไร. ทบทวนอีกทีนะว่า มันเกิดได้ เ มื่อความเอร็ดอร่อย, เสน่ห์มันถึงจุดสูงสุด มันก็พอกันที, หรือ เห็นความเป็นมายา ของสิ่งที่เอร็ดอร่อยนั้น หรือ เมื่อปัญญามันถึงขีดสูงสุด ของ

น.86 ๒๘ สุญญตา ตถาตา, หรือว่า ธัมมัฏฐิติญาณ ความรู้จักธรรมชาติ ของสังขารที่หลอกลวง มีความรู้ในส่วนนี้ ถึงที่สุด, แล้วก็ มีความเบื่อจริงๆ ในสิ่งเหล่านี้, แล้วก็ ไม่มีความเบื่อเท็จเบื่อ หลอก ๆ อีกต่อไป, ก็หย่าขาดจากสิ่งที่เคยหลงยึดมั่นถือมั่นเป็น ตัวตน, อนุสัยคือคลังแห่งกิเลสที่เก็บไว้ถูกระเบิดออกไป ด้วย ปัญญาอันสูงสุด, ประตูพระนิพพานเปิดออก มีความพร้อมที่ จะย่างเข้าไปในประตูพระนิพพาน ; นี้เรียกว่า ได้ออกมา เป็นอิสระแล้ว เลิกจากการเป็นบุถุชนแล้ว จะมาเป็นพระ- อริยเจ้า, เป็นการเข้าไปสู่แดนของวิมุตติ หลุดพ้นจากอุปาทาน เป็นมนุษย์ที่ถึงจุดสุดยอดของความเป็นมนุษย์ ต่อไปนี้จะเป็น พระอริยเจ้า, หย่าขาดจากตัวกูโดยสิ้นเชิง. อตัมมยตา, จะยาก จะง่าย จะดี จะเลว จะอะไรก็ไปดูเอาเอง ไปดูเอาเอง ไป พิจารณาดูเอาเอง. ประยุกต์อตัมมยตามาใช้แก้ปัญหาทุกชนิด. เอ้า ทีนี้ก็มาถึงคำว่าประยุกต์ อาตมาก็ได้พูดแล้วว่า วันนี้จะพูดถึง อดัมมยตาประยุกต์ ที่จะเอามาใช้เป็นประโยชน์ ได้ในชีวิตประจำวัน.

น.87 ๒๙ ปัญหาที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน. ก็ดูกันก่อน ดูให้มาก ๆ ดูให้จริง ๆ ว่า ปัญหาอันเลว ร้ายที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันนั้น มันคืออะไร มันคืออะไร ? สิ่งที่จะทดสอบตัวเองว่า เป็นอย่างไร เท่าไร เพียงไหนนั้น ก็มีอยู่ มีอยู่แท้ๆ มีอยู่ เกิดอยู่ บริโภคอยู่ อะไรอยู่แท้ ๆ, แต่ก็ไม่รู้จักว่ามันเป็นปัญหาอะไร. ก็จะขอยกตัวอย่างมาพอ สำหรับรู้จักและเพื่อศึกษา, สิ่งที่ท่านทั้งหลายรู้จักกันอยู่แล้ว ทั้งนั้น พอเอ่ยชื่อออกมาก็รู้จักทันที ก็รู้จักทันที, เอ้า คอย ฟังให้ดี :- อันแรกที่สุดก็จะออกชื่อมันว่า ความรัก แล้วก็ ความโกรธ แล้วก็ความเกลียด แล้วก็ความกลัว แล้วก็ความ ตื่นเต้น แล้วก็ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความอาลัย อาวรณ์ ความหวง ความหึง มันยังมีอีกมาก, รู้จักเพียงเท่านี้ ก็จะรู้จักหมดได้เอง เท่านี้ก็พอที่จะให้รู้จักทั้งหมดได้. ความรัก นี่ยุ่งยากที่สุด เพราะมันมีหลายรัก รักด้วย ความโง่ก็มี รักด้วยสติปัญญาก็มี รักมีกิเลสตัณหาก็มี รักไม่มี กิเลสตัณหาก็มี, แต่ความรักโดยทั่วไปของบุถุชนก็ รักด้วย

น.88 ๓๐ ความโง่ รักด้วยกิเลสตัณหา ทั้งนั้น ที่จะกัดเอาทั้งนั้น เป็น ความรักที่กัดเจ้าของ เพราะมันรักด้วยกิเลสด้วยความโง่. ทุก คนก็เคยรักมาแล้วไม่ต้องพูด แล้วมันกัด มันกัดกี่มากน้อย มันกัดกี่มากน้อย ; ถ้ามีความรู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไปถึงอตัมมยตาแล้ว มันก็สลัดความรักออกไปได้, เพียง ตถาตามันก็ไม่รักแล้ว อตัมมยตาก็คือสลัดความรักออกไปได้. ความโกรธ ก็เหมือนกันแหละ เป็นสัญชาตญาณ เมื่อไม่ถูกใจมันก็โกรธ, แต่ถ้ามีญาณ มีความรู้แจ้งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กระทั่งตถาตา สุญญตา มันก็ไม่โกรธแหละ, มัน สลัดความโกรธออกไปได้ด้วยอตัมมยตา ไม่อาศัยเหตุปัจจัย ที่ทำให้โกรธอีกต่อไป มันก็ไม่โกรธ. ความเกลียด ก็คือตัวตนที่โง่ มันก็เกลียด เพราะ มันไม่ถูกกันเข้ากับนิสัย หรือความพอใจหรืออะไรของมัน มันก็เกลียด, เกลียดได้ทุกอย่าง เกลียดได้หลายชนิด เกลียด ได้หลายแง่หลายมุม เกลียดด้วยความโง่ ก็ไปเกลียดสิ่งที่ไม่ ต้องเกลียด. ถ้าเกลียดด้วยปัญญา มันก็รู้จักเกลียดแต่สิ่งที่ น่าเกลียด แต่ถ้ามีปัญญาถึงที่สุดมันไม่เกลียดอะไรเลย, ถ้ามัน

น.89 ๓๑ มีปัญญาสูงสุดหลุดพ้นแล้ว มันไม่เกลียดอะไรเลย มันจะไป เกลียดให้เสียเวลา จะไปเกลียดให้เหนื่อยทำไม, ถ้าเป็น อตัมมยตา แล้ว มัน เอาความเกลียดออกไปหมดทุกอย่างได้. ทีนี้ ความกลัว กลัวอย่างโง่ๆ กลัวผี กลัวอะไร ก็ไม่รู้ มัน ไม่มีความรู้ ไม่มีปัญญา ไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, คนก็กลัวผี แต่หมาไม่กลัวผี, เอ้า ดูซิว่าคนกลัวผี แล้วหมาไม่กลัวผี นี่มันควรจะคิดว่าอย่างไร หมามันไปป่าช้า กลางคืนไปขุดศพกินก็ได้ คนไม่กล้าเฉียดเข้าไปดอก ; นั่น แหละคนกลัวผีหมาไม่กลัวผี เพราะว่ามันรู้ผิด มันเข้าใจผิด, มันสร้างทัศนะผิด ๆ ขึ้นจนกลัว, หมามันไม่ได้สร้างทัศนะ อย่างนี้ขึ้นมา. เล่าเรื่องส่วนตัวสักนิดนะ เมื่อเด็ก ๆ ช่วยเขาเลี้ยงวัว จูงวัวกลับบ้านตอนเย็น ๆ พอจะผ่านป่าช้า จะผ่านทางหน้า ป่าช้า มันกลัวเสียแล้ว มันกลัวจิตใจไม่อยู่กับตัวแล้ว, แต่ วัวมันไม่กลัว วัวมันกลับเลี้ยวเข้าไปกินหญ้าในป่าช้าซึ่งมีหญ้า มากหญ้าดี. เราก็เลยนึกได้ว่า เอ นี่วัวมันไม่กลัวนี่หว่า แล้ว กูมากลัวอยู่อย่างไร ก็ละอายวัว มันก็เลยลดความกลัวได้, นี่เรียกว่ามันกลัวอย่างโง่เขลา ; ถ้ามันกลัวด้วยปัญญา มัน

น.90 ๓๒ ก็ไม่กลัวถึงขนาดนี้ แต่ถ้า ปัญญาสูงสุดถึงระดับอตัมมยตา มันจะไม่กลัวอะไรเลย มันจะไม่กลัวอะไรเลย, มันจะไปกลัว ให้เหนื่อยทำไม จะไปกลัวให้เสียเวลาทำไม ไม่เอาก็ไม่เอา ไม่ยุ่งก็ไม่ยุ่ง จะต้องไปกลัวทำไม. ทีนี้ ความตื่นเต้น ความตื่นเต้นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก น้อยนะ เป็นเรื่องที่ใหญ่โต ต้องหามานะ ต้องไปดูกีฬา ต้อง ไปดูฟุตบอล ต้องไปดูมวย ต้องไปดูสิ่งที่น่าประหลาดตื่นเต้น, เช่นกายกรรมมาจากเมืองจีน กายกรรมกวางเจา, เข้าใจว่า คนที่กรุงเทพ ฯ หรือที่เคยไปดูกันหลายคนแล้ว ก็น่าตื่นเต้น แหละ แต่ถ้าว่าฉลาดมีปัญญาเพียงพอแล้ว มันจะไม่ตื่นเต้น แม้แต่การแสดงกายกรรมกวางเจา. เราเอาวีดีโอ มาดูกันที่นี่ มันก็รู้สึกว่า โอ้ มันก็น่าตื่นเต้นจริงเหมือนกัน เขาจึงขายตั๋ว ได้ใบละ ๓๐๐ บาท ก็เพราะความโง่ หรือความตื่นเต้นอะไร ของคน มันจึงไปดูได้ ; ถ้าความรู้มันถึงขนาดอตัมมยตาแล้ว มันไม่มีอะไรตื่นเต้น, มันเช่นนั้นเอง, มันเช่นนั้นเอง มัน เช่นนั้นเอง. ไปโลกพระจันทร์ก็ไม่ตื่นเต้น, ไปโลกพระ- อังคารได้อีกก็ไม่ตื่นเต้น ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น, นี่ความตื่น เต้นไม่ใช่ของเล็กน้อย. เด็ก ๆ ชอบตื่นเต้น ชอบสิ่งประเล้า

น.91 ๓๓ ประโลมใจ สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความตื่นเต้นมาตั้งแต่เล็ก ก็เลย เกิดความยุ่งยากลำบาก ต้องเสียเงินเสียทองเสียเวลาเสียอะไร เพราะเรื่องความตื่นเต้น นี้ก็มีอยู่เป็นอันมากเหมือนกัน, เห็นสุญญตา เห็นตถาตาถึงขนาดอตัมมยตาแล้ว ความตื่นเต้น มันก็จะหมดไป. ความวิตก กังวล อาลัยอาวรณ์ นี้เห็นได้ชัด มัน ยึดมั่นถือมั่น , ไม่เห็นตถตา ไม่เห็นว่าเช่นนั้นเอง ก็วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ นอนไม่หลับ; ถ้าเห็นความจริง สุญญตา ตถาตา สลัดออกไปเสียได้ มันก็นอนหลับแหละ. ความอิจฉาริษยา นี้ก็เหมือนกัน มันมีตัวกู มันมี ตัวกู, เพียงแต่ไม่อยากให้ใครดีเหมือนกู ดีเท่ากู มาเคียง ข้างกู มันก็อิจฉาริษยาแล้ว, เขาไม่ได้มาทำอะไรให้สักนิดหนึ่ง อย่างเห็นเขาสวยเหมือนกับตัวเท่านั้นแหละ ก็อิจฉาริษยาแล้ว, ไม่ต้องอะไร เขาไม่ได้มาทำอะไรให้ เห็นว่าเขาเก่งเท่านั้น, เขาเก่งก็อิจฉาริษยาแล้ว ไม่ได้มาทำอะไรให้กับตัวสักนิดหนึ่ง นี่กิเลสที่มันเพ้อ, เมื่อมัน เห็นตถตา สุญญตา อตัมมยตา แล้วก็ไม่มีความริษยาอะไร แม้แต่นิดเดียว.

น.92 ๓๔ ความหวง นี้ก็พอใช้ ความหึง ก็ยิ่งเข้มข้น, ถ้ามี สุญญตา ตถาตา อตัมมยตาแล้วก็จะไม่มีเหลือ. นี่ ประยุกต์ คือทำอย่างนี้, ศึกษาความรู้ทั้งหลายมา ให้ดีให้ถูกต้อง ตั้งแต่อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา" อิทัปปัจจยตา สุญญตา ตถาตา อตัมมยตา ชื่อมันตา ตา ตาทั้งนั้น. คำว่า ตา ตา นี้ ในภาษาบาลีแปล ว่า ความ ความ, ตา-ความ, - ความเป็น อย่างน้อยก็ ๙ ตา อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา สุญญตา ตถาตา อตัมมยตา, สุดท้ายของ ตา คือ อตัมมยตา ความจริงที่เห็นแล้วเกิดความเปลี่ยน. ประยุกต์ก็ คือ เอามาใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน. ปัญหายาเสพติด. อยากจะพูดหรือระบุถึง ปัญหาที่มีอยู่ในโลกท่วมโลก คือ ปัญหายาเสพติด ถ้าว่าได้ศึกษาเรื่อง ตา ๆ ตา ๆ นี้ให้พอ แล้ว ไม่มีใครหลงยาเสพติดดอก, แต่ก็มันเหลือวิสัยที่จะทำให้ เด็ก ๆ หรือวัยรุ่น มีความรู้มีความเข้าใจในเรื่องญาณเหล่านี้ คือ ตา ๆ ตา ๆ เหล่านี้.

น.93 ๓๕ ยาเสพติดนั้นมันโง่, มันโง่ มันไปทำให้ความปรกติของ ตนสูญเสียไป, ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเสียไป สติสัมปชัญญะ เสียไป สติสมปฤดีเสียไป, พอไปดื่ม ไปกิน ไปเสพ ไปทา ไปสูด ไปดม มันก็เสียไป แล้วมันก็ไม่รู้ซิ เพราะมันเสียไป เสียแล้ว. ถ้าว่ามีญาณอันถูกต้อง มีปัญญาอันถูกต้อง มันก็ ไม่สูญเสียสติสมปฤดีสัมปชัญญะ มันก็ทำไม่ได้ ; ฉะนั้น อบรมกันอย่างไร ที่จะให้คนทั้งหลายเขามีความรู้เรื่อง ตา ตา เหล่านี้ โดยเฉพาะ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา แล้วไม่ไป หลงสิ่งที่โง่ยิ่งไปกว่านั้นอีก. อบายมุข : ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน นี้ก็เป็นยาเสพติดเหมือนกัน. กามารมณ์ก็เป็นยาเสพติดที่สูงขึ้นไป, แล้วอารมณ์ แห่งตัวตน ความยึดมั่นว่าตัวตน แม้จะเป็นรูปพรหม อรูปพรหม ก็ยิ่งเสพติดหนักสูงสุดขึ้นไปอีก. ทั้งหมดนี้ เพราะว่าไม่เห็นความเป็นจริง ตามเป็น จริงของสิ่งทั้งปวงที่ว่า เป็นอนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา กระทั่ง สุญญตา ตถาตา อตัมมยตา.

น.94 ๓๖ ยังมีคนเป็นอันมากที่ว่าหลงผิดมีความพอใจที่จะเป็น อยู่อย่างสุรุ่ยสุร่ายอย่างฟุ่มเฟือย เพราะความโง่เขลา ว่ามันจะ วิเศษ, หลงในอัสสาทะ มันหลงในอัสสาทะ. แต่ถ้าปัญญา ขนาดอตัมมยตา มันถึงจุดสูงสุดของอัสสาทะ, รู้จักอัสสาทะ มันไม่หลงในอัสสาทะ หรือความอร่อยหรือเสน่ห์ของความ อร่อย หรือเสน่ห์ของสิ่งที่มีความอร่อยอีกต่อไป มันก็หยุด ฟุ่มเฟือย หยุดสุรุ่ยสุร่าย หยุดอะไรได้. คนที่ขี้เหนียวขนาด ขี้ตืดขี้ตังอะไรนี่ เพราะมันไม่รู้ ถ้ารู้มันก็หยุดได้. ที่น่าหัว เดี๋ยวนี้มันก็มีอยู่คำหนึ่ง ที่ว่า อยู่ดีกินดี นั่นแหละ เพียงแต่พูดออกมามันก็เป็นเสน่ห์มากเสียแล้ว ดึงดูดจิตใจมากเสียแล้ว คนเขาก็เลยฮือเฮฮาไปหากินดีอยู่ดี. เราบอกว่าอย่าไปยุ่งกับมัน เอาแต่เพียงว่า กินอยู่แต่พอดีเถิด กินอยู่แต่พอดีเถิด, อย่าเอากินดีอยู่ดีเลย นั้นมันไม่มีขอบเขต พลัดตกไป ฝ่ายเกินฝ่ายโน้นได้ไม่ทันรู้. ถ้ามีความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตถาตา อตัมมยตาแล้ว มันจะไม่หลง กินดีอยู่ดีดอก, จะไม่ไปบูชาคำว่า กินดีอยู่ดีดอก มันจะบูชา คำว่า กินอยู่แต่พอดี กินอยู่แต่พอดี กินอยู่แต่ถูกต้อง กิน อยู่แต่สมดุลย์ พอดี ถูกต้องเป็นกลาง.

น.95 ๓๗ ปัญหาของโลก คือความเห็นแก่ตัว. ปัญหาที่มีอยู่ในโลกนี้ : เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัว จน โลกมันจะวินาศเพราะความเห็นแก่ตัว ของคน ทุกคนที่อยู่ในโลกนี้, เพราะมันไม่มีญาณ ไม่มีความรู้เหล่านี้, ญาณ ความรู้ทุกสิ่งทุกชั้นทุกขนาด มันไปรวมจุดอยู่ที่อตัมมยตา คือดีดออกไม่เอากับมัน, เพราะสิ่งเหล่านั้นหลอกลวง อำนาจ วาสนาบารมี เกียรติยศชื่อเสียง ไปหลงเอากับมัน มันก็กัดเอา เท่านั้น ไม่มีอะไรดอก กัดตัวเอง กัดผู้อื่น กัดยุ่งไปหมด. ความเห็นแก่ตัวนี้กำลังจะทำให้โลกมันวินาศอยู่แล้ว พวกคอมมิวนิสต์ก็เห็นแก่ตัว, พวกนายทุนก็เห็นแก่ตัว, พวก กลาง ๆ ก็เห็นแก่ตัว แล้วมันยกเว้นใครล่ะ, ฝ่ายซ้ายก็เห็นแก่ ตัว, ฝ่ายขวาก็เห็นแก่ตัว, กลาง ๆ ก็เห็นแก่ตัว, มันก็ต้อง ทะเลาะวิวาทกัน แย่งชิงกัน ฆ่าฟันกัน ล้างผลาญกัน เพราะ ความเห็นแก่ตัว. พื้นฐานเห็นแก่ตัว ยอดสุดมันก็เห็นแก่ตัว, ประชาชนเห็นแก่ตัว ก็เลือกผู้แทนที่เห็นแก่ตัว, เพราะผู้ เลือกมันเห็นแก่ตัวนี่ ประชาชนผู้เลือกมันเห็นแก่ตัวนี่ ก็เลือก ผู้แทนชนิดที่เห็นแก่ตัว คือจ้างออนไปแหละ มันก็เลือกได้

น.96 ๓๘ ผู้แทนที่เห็นแก่ตัว. ทีนี้ ผู้แทนทั้งหลายไปประกอบกันขึ้น เป็นรัฐสภา ก็เป็นรัฐสภาที่เห็นแก่ตัวไม่ต้องสงสัย เพราะมัน เลือกโดยผู้เห็นแก่ตัว แล้วมันได้ผู้เห็นแก่ตัวเข้าไป, รัฐสภา ที่เห็นแก่ตัวตั้งรัฐบาล ก็ตั้งได้รัฐบาลที่เห็นแก่ตัวอีกแหละ แล้วมันจะเอาอะไรเป็นที่พึ่งกัน. นี่ ปัญหาทั้งหมดมันอยู่ที่นี่ อยู่ที่ไม่รู้จักความถูกต้อง ความจริงของธรรมชาติ, แล้วก็ไม่ดีดตัวออกมาเสียจากความ หลอกลวงเหล่านั้น ไม่มาเป็นอิสระแก่ตัว. ขอให้ศึกษาญาณทั้งหลายมาตามลำดับ มีความรู้ถูก ต้องแท้จริงในเรื่อง อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา สุญญตา ตถาตา อตัมมยตา, ๙ ตา นี่ตา ๆ ตา ๆ ตา ๙ ตา จะแก้ปัญหาทั้งโลกนี้ได้. เดี๋ยวนี้โลกมีแต่ความเห็นแก่ตัว, องค์การโลกที่เป็น ที่ประชุมถกเถียงของผู้เห็นแก่ตัว มันก็ตกลงกันไม่ได้ เพราะ ต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ตัว, แต่ละคนก็มีประเทศชาติของตนเอง มันก็เห็นแก่ประเทศชาติของตนเอง ก็ต้องต่อสู้เพื่อประเทศ

น.97 ๓๙ ชาติของตัวเอง มันก็เป็นที่ทะเลาะกัน. ถ้ามีอย่างนี้ มีกันสัก ๑๐๐ สหประชาชาติองค์การโลก ก็ไม่มีสันติภาพดอก เพราะ มันเป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัว บังคับตัวไม่ได้. ถ้าคนเหล่านั้นมาศึกษาความจริงของธรรมชาติ รู้จัก ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ความว่างจากตัวตน ความ เป็นเช่นนั้นเอง และ อตัมมยตา ความไม่อาศัยความเท็จความ หลอกลวงนั้นอีกต่อไป มันก็ได้, มันก็พูดกันรู้เรื่อง มันก็ สร้างโลกนี้ให้มีสันติภาพได้ มันก็จบแหละ โลกนี้ก็มีสันติภาพ เพราะความรู้ธรรมะแท้จริงสูงสุดเป็นลำดับ ๆ ลำดับ ๆ ขึ้นไป จนถึงอตัมมยตา. ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า อ ตัมมยตาประยุกต์ใช้ ในการแก้ปัญหาของโลกได้. วันนี้ตั้งใจจะพูดเพียงเท่านี้อย่างนี้ ว่า อตัมมยตา ประยุกต์ , ความจริงของอตัมมยตาแก้ปัญหาได้ทุกชนิด เอา มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาทุกชนิดในโลกได้ นับตั้งแต่ของลูก เด็ก ๆ ขึ้นไป จนวัยรุ่น จนผู้ใหญ่ จนคนแก่คนเฒ่า คือความ ไม่หลงกับสิ่งที่หลอกลวง ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งที่หลอกลวง คือ อัสสาทะของสิ่งที่หลอกลวง สิ่งที่หลอกลวงมีอัสสาทะยิ่งกว่า สิ่งที่จริง.

น.98 ๔๐ ให้เด็ก ๆ ของเรารู้จักตัวเอง รู้จักความจริง รู้จักความ ถูกต้อง, อย่าไปสอนให้เขาหลงในเรื่องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ฝ่าย บวกหรือฝ่ายลบ. เด็ก ๆ ของเราถูกสอนให้นิยมฝ่ายบวก จน บ้าฝ่ายบวก บ้าดี เมาดี หลงดี บ้าดี เมาดี หลงดี ทั้งนั้นแหละ, เรื่องมันก็มีมากขึ้นมา. ถ้าเด็ก ๆ รู้จักชั่วรู้จักดีอย่างถูกต้อง จะไม่บ้าดี เมาดี หลงดี ไม่บ้าสุข เมาสุข หลงสุข ซึ่งมันไม่ใช่ สุขดอก ถ้าบ้าแล้วมันไม่ใช่สุข, แม้ความสุขนี้ ถ้าไปบ้าไปเมา ไปหลงแล้ว มันจะไม่ใช่ความสุข ต้องไม่เมา ไม่บ้า ไม่หลง ความสุขจึงจะมีลักษณะเป็นความสุข. แต่ถึงอย่างนั้นก็ยัง ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ต้องเหนือสุขขึ้นไปอีก จะขึ้นเหนือสุขขึ้น ไปได้ ก็ต้องอาศัยความรู้เรื่องอตัมมยตาเท่านั้นแหละ ความรู้ อื่นเป็นไปไม่ได้ มันไม่มี. นี่จะเหนือบวกเหนือลบ ก็เพราะ ความรู้เรื่องนี้, เหนือดีเหนือชั่ว ก็เพราะความรู้เรื่องนี้, เหนือสุข เหนือทุกข์ ก็เพราะความรู้เรื่องนี้, เหนือโลกโดย ประการทั้งปวง ก็เพราะความรู้เรื่องนี้. เป็นอันว่า อตัมมยตานี้เป็นญาณ เป็นความรู้ หรือ เป็นภาวะ สถานะที่สุดของญาณ ของความรู้ ที่ว่าจะเป็นที่พึ่ง ได้จริง. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนรู้จัก ๆ รู้จักแม้แต่ตัวนิด ๆ

น.99 ๔๑ ตัวเล็ก ๆ ตัวนิด ๆ ชั้นเด็กๆ พอเมื่อใดรู้จัก โอ้ โล่งใจไปที นั่นแหละคืออตัมมยตา, เรื่องอะไรก็ตามแม้เป็นเรื่องเล็ก ๆ ๆ ๆ ถ้าทำถูกต้องจน แหม มันโล่งใจไปที นั่นแหละคืออตัมมยตา แหละ. ขอให้มีมากขึ้น ๆ มากขึ้น มันมีโล่งใจไปที โล่งใจไปที คือมันถูกต้อง มันถูกต้อง ถ้าไม่ถูกต้องมันไม่โล่งใจที่แท้จริง ได้ มันโล่งใจหลอก ๆ, ขอให้รู้จักทำให้หมดปัญหาไปที โล่ง ใจไปที, นี่ ผลของอตัมมยตา. ที่จริงมันก็มีอยู่ มันก็ช่วยอยู่ เราไม่รู้สึกตัว มันก็ ช่วยอยู่ ให้เกิดความโล่งใจไปทีได้บ่อย ๆ, อะไรที่มันรำคาญ รำคาญเหลือเกิน สลัดออกไปเสีย สลัดออกไปได้มันก็คือ อตัมมยตา ซึ่งมีอยู่ในชีวิตประจำวัน แต่คนไม่สนใจว่า สลัด ออกไปเสียได้ด้วยเหตุอะไร, จู้จี้นัก หยุมหยิมนัก รบกวนนัก สลัดออกไปเสียที การสลัดออกไปเสียได้นั่นแหละ คือความ ถูกต้องหรือความสุข เก็บไว้มันกัดหัวใจ มันทรมานหัวใจ, สลัดออกไปเสียได้ ก็คือนิพพาน, การสลัดออกไปเสียได้คือ อตัมมยตา, จงใช้อตัมมยตาเป็นคู่มือ คู่กาย คู่ใจ คู่วาจา, สลัด ออกไปเสียได้ในสิ่งที่ควรสลัด, ถ้ามิอย่างนั้นจะไม่อาจสลัด

น.100 ๔๒ แม้แต่สิ่งที่กัดอยู่ในหัวใจ, รู้จักใช้อตัมมยตา สลัดสิ่งที่ควร สลัดออกไปเสียให้ได้ โปร่งใจ อิสระ เกลี้ยงเกลา เยือกเย็นอยู่ เสมอ. นี้คือ ประโยชน์ของอตัมมยตา จึงเอามาพูดอีกที แต่พูดในแง่ของการประยุกต์. มันก็เป็นการพูดที่สมควรแก่ เวลาแล้ว, สมควรแก่เรี่ยวแรงที่จะพูดด้วย มันไม่ค่อยมีแรง จะพูด ก็เป็นอันว่าต้องหยุดบรรยายในวันนี้. ขอหยุดการบรรยายเรื่อง อตัมมยตาประยุกต์ เพราะ ความสมควรแก่เวลา, เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวด บทพระธรรม ที่เป็นเครื่องส่งเสริมกำลังใจ ในการประพฤติ ปฏิบัติธรรม ให้สูงให้ยิ่งขึ้นไป ตามลำดับ ๆ จนกระทั่งถึง อตัมมยตา มีชีวิตอยู่ด้วยอตัมมยตา เป็นชีวิตประเสริฐสุด. การบรรยายสมควรแก่เวลา ขอยุติลงไว้ด้วยประการฉะนี้.

น.101 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรม ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ที่คนธรรมดาควรทราบ ๑ ๓. การงานคืออะไร ? ๑ ๒๒. โลกอื่น ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์ และ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษา ๒๔. นิวรณ์ ๒ ไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๒๕. วันครู ๑ ๗. ปวารณา และธรรมะ ๒๖. แผ่นดินทองต้องสร้างด้วย ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ แผ่นดินธรรม ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๒๗. เมื่อพอใจในหน้าที่ ที่กำลัง ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุค กระทำ ก็มีสวรรค์อยู่ ณ ปัจจุบัน ๑ ที่นั้นเอง. เมื่อไม่รู้จักตัวเอง ๑๐. การบวชคืออะไร ? ๑ ก็ไม่รู้ว่าตนควรจะมีหน้าที่ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ อะไร ๑ ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ ๒๘. ความเป็นพระอรหันต์ ๑ ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๒๙. ธรรมะคุ้มครองโลก ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้อง ๓๐. คุกของชีวิต กับ เสน่ห์ ศึกษาทั้งชนิดมีตัวตนและ ของคุก ๑ ไม่มีตัวตน ๑ ๓๑. กระแสแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ต้องรู้จัก ๑ ๑๖. คุณพระไม่ตายและ ๓๒. สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักนั้น เกิดมาทำไม ? ๑ คือความทุกข์ ๑ ๑๗. ความรักดี ๑ ๓๓. การหมดความเห็นแก่ตัว ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า คือหมดทุกข์ ๑ "พระเจ้า" ๑ ๓๔. ชีวิต คือขันธ์ทั้งห้า ๑๙. ครูคือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ มิใช่ตัวตน ๑ ๒๐. การทำวัตรตามแบบ ๓๕. อต้มมยตากถา ๑ โบราณ ๑ ๓๖. อต้มมยตาประยุกต์ ๑

น.102 คือ อตัมมยตาที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน. - แปลเอาแต่ใจความ อตัมมยตา = กูไม่เอากะมึงแล้วโว้ย ! - หมายความว่า ไม่เอากับโลกนี้ เพราะทรมานกันมาเหลือประมาณ. - เป็นจุดที่เปลี่ยน ซึ่งเป็นมาตามลำดับ เริ่มตั้งแต่ : พระพุทธ พระ- ธรรม พระสงฆ์. - เกิดปัญญาเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ธัมมัฏฐิตตา, ธัมมนิยามตา - เห็นอิทัปปัจจยตา, สุญญตา, ตถาตา เช่นนั้นเอง แล้ว อต้มมยตา. - ละโลกที่เป็น กาม-รูปฌาน-อรูปฌาน, มีอุเบกขา ไม่ติดที่นั่นด้วย อตัมมยตา. - หย่าขาดจากสังขารทั้งปวง ซึ่งมันปรุงแต่งกันเรื่อย - หย่าขาดแล้ว เหมือนออกจากคุกของอวิชชา - คุกแห่งอุปาทาน ๔ นั้นละเอียดมาก มันเร่าร้อน เผาลน ฯลฯ - อต้มมยตามีเมื่ออัสสาทะสูงสุด แล้วเห็นมายาของมันต่อไปจนเกิด อต้ม ฯ - สามารถย่างเข้าสู่ประตูพระนิพพานที่จุดเปลี่ยน คืออตัมมยตา. - จงใช้อตัมมยตาเป็นคู่มือกาย วาจา ใจ สลัดสิ่งที่กัดใจเสียได้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต