Buddhadasa.org
หนังสืออตัมมยตาใช้หย่าอะไรได้บ้าง › อ่านฉบับเต็ม

📖 อตัมมยตาใช้หย่าอะไรได้บ้าง

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อตัมมยตาใช้หย่าอะไรได้บ้าง

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.14 ๘ ลงมาถึงกระทั่งอยู่ที่บ้านที่เรือนในโลกนี้ มันหย่าขาดจากอะไร ได้บ้าง, ช่วยฟังให้ดี ๆ. อาตมาขอรับรองว่า จะได้ประโยชน์ เกินค่า ; แต่ถ้าท่านฟังไม่รู้เรื่อง มันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร, เว้นไว้แต่จะฟังให้ดี ๆ ให้รู้เรื่อง ว่ามันคืออะไร. หย่าขาดจากภพ. ความรู้สึกที่ว่ากูไม่เอากับมึงอีกต่อไป ความรู้ สึกอันนั้นเรียกว่าอตัมมยตา ; ในระดับสูงสุด หย่าขาด จากภพ, ภพคือความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งเรียกว่าภพ มีกาม- ภพ เป็นอยู่ในวิสัยที่ พอใจในกาม, รูปภพ เป็นอยู่ในวิสัย ที่ พอใจในรูป ซึ่งสูงไปกว่ากาม, เป็นอยู่ในวิสัยแห่ง อรูป- ภพ อรูปภพ ในวิสัยที่พอใจในอรูป คือสิ่งที่ไม่มีรูป นี่คือ ๓ ภพ : กามภพ รูปภพ อรูปภพ. ศึกษากันให้ดีเถอะ เรื่องภพนี่ มันมีอยู่แต่ละ วันๆ; ถ้าอธิบายอย่างวิธีเก่า ๆ ที่เขาอธิบายกัน ว่ามันอยู่ ที่โลกอื่น, หรือตายแล้วจึงจะไปเป็นอย่างนั้นไปเป็นอย่างนี้. กามภพก็อยู่โลกหนึ่งละ, รูปภพก็อยู่ที่พรหมโลก, อรูปภพก็

น.15 ๕ อยู่ที่พรหมโลก อยู่ที่ไหนก็บอกไม่ได้ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ต้อง ต่อตายแล้วจุติไป. แต่อาตมาขอบอกว่า ภพนี่ อย่างนั้นก็ได้, แต่ อย่างนี้ดีกว่า คือ เมื่อจิตมันเปลี่ยนไปอยู่ในวิสัยที่พอใจ ในกาม ก็เรียกว่าชีวิตนั้นอยู่ใน กามภพ, ความเป็นแห่ง ความพอใจในกาม, หรือถ้า บางเวลา ก็ได้ จิตไม่ได้พอใจใน กาม ไปพอใจในสิ่งที่มิใช่กาม แต่ เป็นรูปธรรม เป็น วัตถุเป็นอะไรที่บริสุทธิ์ไม่มีกาม, พอใจหลงใหล นี่ก็อยู่ใน รูปภพแล้ว, ที่นี้ บางเวลา จิตมันสูงขึ้นไป ไม่เอากับสิ่ง ที่มีรูป ไปเอาสิ่งที่ไม่มีรูป เช่น อำนาจวาสนา บุญบารมี เกียรติยศชื่อเสียงอะไรก็ตาม, เดี๋ยวนี้มัน ไปอยู่ในอรูปภพ แล้ว, แล้วก็หมุนเวียนอยู่ใน ๓ ภพนี้. แต่ถ้า ส่วนมาก อยู่ในกาม แล้วก็เรียกสัตว์พวกนั้นว่า พวกกามาวจร , แต่ ถ้า เวียนอยู่มากในรูป ก็เรียกว่า รูปาวจร, ถ้า เวียนอยู่ มากในอรูป ก็เรียกว่า อรูปาวจร, นี่ คือ ภพ. ทีนี้ ก็มา พิจารณาภพนั้น, เห็นตามที่เป็นจริง ก็ค่อย ๆ รู้สึกไปทางอตัมมยตา คือจะไม่เอากับมัน, เห็น

น.16 ๑๐ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นว่ามัน เป็นธัมมัฏฐิตตา คือ เป็นไปตามธรรมชาติธรรมดา, เห็นว่ามัน เป็นธัมมนิยามตา มันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมดาธรรมชาติ, อิทัปปัจจยตา เป็นเพียงกระแสแห่งการปรุงแต่งของเหตุและผล, กระ- ทั่ง เห็นสุญญตา โอ ว่างจากตัวตน, เห็นเป็นข้อสุดท้าย ว่าตถาตา ตถาตา เช่นนั้นเอง ๆ, เช่นนั้นเอง เหมือนกัน หมด เช่นนั้นเอง, เป็นไปตามเหตุปัจจัยเช่นนั้นเอง, ไม่มีตัวตน ว่างจากตัวตน เช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง. ถ้ามันมาสูงสุดว่า โอ มันเช่นนั้นเอง แค่นี้เอง พูดหยาบคายก็ว่า แค่นี้เอง นี่มัน จะเกิดความรู้สึกอตัมมยตา ไม่ไหว ๆ เอากับมันไม่ได้ แล้ว, เลิกกันที พอกันที นี่ก็เป็นความรู้สึกในขั้นอตัม- มยตา ว่าเอากับมันไม่ไหวแล้ว. มีหลัก ตายตัวชัดเจนอยู่ ในชั้นนี้ว่า ละกามเสีย ได้ด้วยรูปฌาน ซึ่งมีอุเบกขาหลาย ๆ ชนิด, ละกามเสียได้ ด้วยรูปฌาน ซึ่งมีอุเบกขาหลาย ๆ ชนิด แล้วก็ ละรูปฌานเสีย ได้ด้วยอรูปฌาน ซึ่งมีอุเบกขาอย่างเดียว, แล้วก็ ละอรูป- ฌานที่มีอุเบกขาอย่างเดียวนี้เสียได้ด้วยอตัมมยตา ถ้าจะ พูดให้มันสั้น ให้ตัวหนังสือน้อยก็ว่า ละกามเสียด้วยรูป,

น.17 ๑๑ ละรูปเสียด้วยอรูป, ละอรูปเสียด้วยอตัมมยตา แล้วมัน พ้นไปหมดทั้งกาม ทั้งรูป ทั้งอรูป. จึง สรุป ความว่า อตัมมยตาทำให้หย่าขาดจากภพ ทั้งปวง, ภพทั้งปวง : กามภพ รูปภพ อรูปภพ, ราย ละเอียดเกี่ยวกับภพ ๓ ภพนี่ ไปหาศึกษาได้จากหนังสือคู่มือ ธรรมะทั่วไป. เดี๋ยวนี้เป็นรู้ได้ว่า อตัมมยตานี่มันละเสียได้ ซึ่งภพทั้งนั้นแหละ และภพสุดท้ายก็คือ อรูปภาพ : จะพูด อย่างอภิธรรมก็ได้ มันได้มา ๓ ภพแหละ, แล้วก็ละเสียทั้ง ๓ ภพด้วย อตัมมยตา เห็นว่าภพทั้งหลายนี้ไม่ไหว ไม่ไหว ๆ ถึงกับขยะแขยง. มีอุปมาในพระบาลีว่า เหมือนกับอุจจาระ แม้นิด หนึ่งก็เหม็น นิดหนึ่งจนไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน นิดหนึ่ง นิดเกิน ไปจนไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แต่ก็ยังเหม็น, ขึ้นชื่อว่า ภพนี้ แม้ นิดหนึ่งก็มีโทษมีทุกข์. เอ้า, ละภพทั้งหลายเสีย ชั้น สูงสุดที่อตัมมยตาจะทำหน้าที่ ของมัน

น.18 ๑๒ หย่าขาดจากกรรม. ทีนี้ก็ หย่าขาดจากกรรม , กรรม กรรม-การกระทำ หรือ ผลของการกระทำ หรือ ความที่ต้องเป็นไปตามกรรม. คำว่า กรรม ขอให้ มีความหมายว่ากรรม อย่างหนึ่ง, แล้วก็ ผลกรรม อย่างหนึ่ง, ความที่ต้องเป็นไปตามกรรม, ๓ ความหมายนี้เรารวมเรียกสั้น ๆ ว่า กรรม ; อาศัยอตัมมยตา แล้วก็ อย่าขาดจากกรรม เพราะมองเห็นชัดว่า กรรมนี่ มันเป็นเรื่องไม่มีความสงบสุข , มีแต่การปรุงแต่งลากถูไป เรื่อย, เห็นกรรมเป็นอนิจจัง เป็นตัวทุกข์อยู่ในอนิจจัง เป็น อนัตตาอยู่ในตัวทุกข์ ก็เลยไม่ไหว ๆ สั่นหัว, กรรมดี กรรมชั่ว กรรมอะไรก็ตาม มันเป็นการปรุงแต่ง และดึงพาเอาไปทั้ง นั้นแหละ. กรรมชั่วก็พาไปอย่างหนึ่ง, กรรมดีก็พาไปอย่าง หนึ่ง กรรมไม่ชั่วไม่ดีก็พาไปอีกอย่างหนึ่ง, ไม่ใช่ความหยุด ไม่ใช่ความสงบ ไม่ใช่นิพพาน จึง เบื่อหน่ายในการที่จะ ต้องเป็นไปตามกรรม, ก็เกิดความรู้สึก อย่างว่านี่ กูไม่ เอากับมึงแล้ว, คือว่าไม่ยอมให้กรรมเป็นผู้ลากพาไปอีกต่อไป.

น.19 ๑๓ ถ้ามีจิตอย่างนี้แล้ว แม้ทำกรรมก็ไม่เป็นกรรม ไม่มี ผลกรรม ไม่มีการต้องเป็นไปตามกรรม จึงกล่าวว่า อตัมมยตา ช่วยให้เราหย่าขาดจากกรรมในทุกความหมาย : ในความ หมายว่ากรรมก็ดี, ในความหมายว่าผลกรรมก็ดี, ในความ หมายว่าความต้องเป็นไปตามกรรมก็ดี หย่าขาดกันหมด เลิก กันที อย่ามานั่งร้องไห้ กูจะต้องเป็นไปตามกรรม เป็นอย่าง อื่นไม่ได้ อย่างนี้พอกันที นั่นไว้ให้ลูกเด็ก ๆ ที่มันไม่รู้อะไร ยอมแพ้ว่ากูจะต้องเป็นไปตามกรรม. เดี๋ยวนี้เราได้ อาศัย พระพุทธเจ้า ทำให้เรารู้ ว่าอะไรเป็นอย่างไร กรรม คือ อะไร ; ฉะนั้นเราจึงถอนตัวออกมาเสียได้จากกรรม ไม่ผูกพัน กันอยู่กับกรรม ไม่ยอมให้กรรมปรุงแต่งได้อีกต่อไป ข้อนี้ เรียกว่า หย่าขาดจากกรรม. หย่าขาดจากอิทัปปัจจยตา. ทีนี้ จะกล้าพูดให้โอหังกว่านั้น ว่า หย่าขาดจาก อิทัปปัจจยตา คุณฟังดูให้ดี ๆ จะหย่าขาดจากอิทัปปัจจยตา ความที่ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย มีเหตุอย่างไรปรุงแต่ง เป็นผลอย่างนั้น, อย่างนั้นกลายเป็นเหตุปรุงแต่งเกิดผลอย่าง

น.20 ๑๔ นั้น, “ อย่างนั้นกลายเป็นเหตุเกิดผลอย่างนั้น, ที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจสมุปบาทก็ได้ มันเป็นไปตามกระแส แห่งอิทัปปัจจยตา แล้วก็นำไปสู่ความทุกข์ในที่สุด. เดี๋ยวนี้ หย่าขาดจากอิทัปปัจจยตา มีสติปัญญา พอที่จะไม่ให้เกิดกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา, มีสติปัญญา เต็มที่ในขณะแห่งผัสสะ : ผัสสะไม่โง่ ผัสสะฉลาด ผัสสะ ไม่ให้เกิดเวทนาโง่ ไม่ให้เกิดตัณหา ไม่ให้เกิดอุปาทาน, หยุด กระแสแห่งอิทัปปัจจยตาเสียได้ เพราะมันมองเห็นว่า กระแส แห่งอิทัปปัจจยตานี้ไม่ไหว มันเหมือนกับการลากหัวไปตี ไปเฆี่ยน ไปฆ่า กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา กูไม่เอากับมึงแล้ว คือ ไม่ยอมให้เกิดกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา. นี่เรียกว่า หย่าขาดจากกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา. หย่าขาดจากพระเจ้า. เอ้า ทีนี้จะพูดค่อนข้างจะฟังยากหรือโอหังว่า หย่า ขาดจากพระเจ้า เป็นเด็กเกิดมาไม่รู้อะไร ถูกสอนให้ยึดถือ พระเจ้า พระเป็นเจ้า หรือลัทธิศาสนาที่เขาสอนให้ถือพระ

น.21 ๑๕ เป็นเจ้า พระเจ้า, มันก็อยู่ในอำนาจของพระเจ้า บูชาอ้อน วอนบวงสรวงพระเจ้า, มีความคิดว่าแล้วแต่พระเจ้าจะโปรด อะไร ๆ ก็เป็นเรื่องของพระเจ้า ตกอยู่ใต้อำนาจของพระเจ้า โดยประการทั้งปวง เดี๋ยวนี้ มารู้ความจริงของสิ่งทั้งปวง ว่าไม่ได้ เป็นเรื่องของพระเจ้า เป็นเรื่องของธรรมตามธรรมชาติ ก็เลิก ๆ เลิก, เลิกมอบความไว้วางใจกับพระเจ้า ไม่หวังพึ่ง พระเจ้า ไม่อ้อนวอนพระเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ทั้งปวง. สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวงในสากลโลกที่ชอบอ้าง กันนักนั่นแหละ เดี๋ยวนี้เลิก เลิกขาด ซึ่งถูกสอนให้เชื่อมา แต่เด็ก ๆ, เดี๋ยวนี้เลิกขาด หย่าขาดจากพระเจ้า หย่าขาดจาก อำนาจของพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง มีอำนาจ ของธรรมะ คือความถูกต้องตามที่เป็นจริง คือความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น, ไม่มีความหมายของคำว่า พระเจ้าในหัวใจอีกต่อไป มีแต่ความหมายของธรรมะ ที่เป็น ไปตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตาไม่มีพระเจ้า. นี่ก็หย่าขาดจากพระเจ้า ที่เคยหลงใหลยึดมั่นถือมั่น อย่างยิ่งกว่าสิ่งใดตามภาษาเด็ก ๆ, ถ้าเลยความเป็นเด็ก เติบโต

น.22 ๑๖ ขึ้นมาในพระพุทธศาสนาแล้ว มันก็ หย่าขาดจากพระเจ้า ก็ด้วยอำนาจแห่งอตัมมยตา เห็นว่าความคิดอันนี้ ความ เชื่ออันนี้ ความผูกพันอันนี้ไม่ไหว คือไม่มีความจริงหรือ ไม่เป็นความจริง หย่าขาดจากอัตตา. เอ้า, ทีนี้ก็มาถึงคำสำคัญที่สุด หย่าขาดจากอัตตา, อัตตา คือ ตัวตน อัตตนียา คือ ของตน ให้มีความยึดมั่นถือมั่น เป็นอัตตา ว่าเป็นตัวตน ว่าอัตตนียา ว่าเป็นของตน พูด ง่าย ๆ เป็นความรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกู ตัวกู-ของกู ตัวกู- ของกู. บางอย่างเป็นตัวกู บางอย่างเป็นของกู เต็มไปหมด. รู้ความจริงโดยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รู้ความจริงของสิ่งเหล่า นี้แล้ว รู้ว่า โอ้ มันไม่ใช่ตัวกู, มันไม่ใช่ของกู, มันเป็น ธรรมชาติ เป็นธาตุตามธรรมชาติ มันเคลื่อนไหวรู้สึกคิดนึก อย่างนั้นได้ ไม่ต้องเป็นตัวกู. ธาตุตามธรรมชาติประชุมกันเข้าเป็นสังขารอย่างนั้น อย่างนี้ มันมีความรู้สึกคิดนึกและเคลื่อนไหวได้ ; แม้ที่สุด

น.23 ๑๗ แต่หญ้าระงับ หญ้าไมยราพ มันยังรู้จักหุบเมื่อมีใครไปแตะมัน มันก็ไม่ต้องมีตัวกู, ไม่ต้องมีผีมีสางอะไรอยู่ในหญ้าชนิดนั้น มันเป็นธรรมชาติที่มีระบบเหมือนกับประสาทรู้สึกอย่างนี้ ไม่ ต้องมีตัวกู. ร่างกายนี้ก็ไม่ต้องเป็นตัวกู มันเป็นการประสม ของธรรมชาติ เวทนาก็ไม่ใช่ตัวกู ไม่ใช่มีตัววิญญาณมาทำ ความรู้สึกเวทนา. มันรู้สึกได้ตามธรรมชาติธรรมดาของสิ่งที่ เรียกว่าจิต. แล้ว สัญญา -สำคัญมั่นหมายอะไรว่าเป็นอะไร มันก็ เกิดได้ตามอำนาจของเวทนา เมื่อมันมีเวทนาให้รู้สึกอย่างไร มันก็สำคัญมั่นหมายอย่างนั้น ไม่มีตัวกูในสัญญานั้น สังขาร-คิดนึกไปได้ต่าง ๆ นานา ก็เป็นหน้าที่ ตามธรรมดาของสิ่งที่เรียกว่าจิต; พอมันมีความสำคัญ มั่นหมายอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปแล้ว. แล้วที่มัน สามารถรับอารมณ์ ทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนี้ มันก็ เป็นเช่นนั้นเองของ

น.24 ๑๘ จิต, ไม่ต้องมีตัวกู ไม่ต้องเป็นตัวกู มาทำหน้าที่คอยรับ อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือตา หู จมูก ลิ้น กายนี้มันมีระบบประสาท ที่ทำให้รับอารมณ์ รู้สึกอารมณ์ อย่างนั้นได้. นี้ก็เรียกว่า หมดความยึดมั่นถือมั่นว่ามีอัตตา มี วิญญาณศักดิ์สิทธิ์กายสิทธิ์เป็นอัตตา, ไม่มีสิ่งที่จะเอามา เป็นตัวกูเป็นของกู มันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ อย่างนี้เรียกว่า หย่าขาดจากตัวกู ซึ่งเคยยึดถือ เอาเป็นตัวเองหรือเป็นชีวิตหย่าขาดจากตัวเอง มันก็หย่าขาด จากชีวิตชนิดที่เคยโง่เอามาเป็นตัวเอง มาเป็นอัตตา ; อย่างนี้ เรียกว่า หย่าขาดจากอัตตาหรืออัตตวาทุปาทาน. ทุกคนหมายมั่น ยึดมั่นอย่างเหนียวแน่นในอัตตา ไม่อาจจะหย่าขาดดอก แล้วมันยังโง่ไปว่า ถ้าหย่าขาดจาก อัตตาแล้วก็คือตาย ก็คือตาย, ไม่กล้าปล่อยความยึดมั่นถือมั่น ในอัตตา. แต่ ถ้ามีความเห็นอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง มา ตามลำดับของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว ก็จะเกิดอตัมมยตา ว่าไม่ไหว ตัวอัตตานี้หลอกลวง ทรยศ ยุ่งยาก ลำบาก มีให้แต่ ความทุกข์, กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ยอัตตานี่ นี่ก็หย่าขาดจากตัวกู หย่าขาดจากของกู.

น.25 ลก. ทีนี้ก็ หย่าขาดจากโลก นี้ก็เหมือนกับที่กล่าวมา แล้วว่า กามภพ รูปภพ อรูปภพ มันก็มีกามโลก-โลกแห่งกาม รูปโลก-โลกแห่งรูป อรูปโลก-โลกแห่งอรูป ; แต่เดี๋ยวนี้ เอาแต่โลก โลก โลกอย่างธรรมดาที่รู้จักกันอยู่นี้ ที่หลงใหล กันนัก หลงใหลในโลก, พอกันทีไอ้โลกนี้ โลกนี้พอกันที กูไม่เอากับมึงแล้ว ไม่บ้ากับมึงแล้ว โลก ๆ นี้. นี่ก็หย่าขาด จากโลก ในความหมายที่เด็ก ๆ รู้จักก็ได้, ในความหมาย ที่ผู้มีปัญญารู้จักก็ได้, สิ่งที่มีความแตกเป็นธรรมดา หลอกลวงเป็นมายาอยู่ตลอดเวลานี้ กูไม่เอากับมึงแล้ว, หย่า ขาดจากโลก ด้วยความรู้สึกที่เป็นอตัมมยตา. หย่าขาดจากสังขาร. ทีนี้ก็ หย่าขาดจากสังขาร คำว่าสังขารนี้ เดี๋ยวนี้ คงจะรู้จักกันดีกว่าแต่ก่อนแล้ว แต่ก่อนรู้จักสังขารเพียงร่าง กาย สังขารเพียงร่างกาย

น.26 ๒๐ คำว่าสังขาร สังขาร ในภาษาบาลีนั้น มันแปลว่า สิ่งปรุงแต่ง , ร่างกายมันก็เป็นสิ่งปรุงแต่งเหมือนกัน เรียกว่า สังขารก็ถูก แต่แม้มิใช่ร่างกาย แต่เป็นจิตใจหรือความรู้สึก ของจิตใจหรืออะไรก็ตาม ที่มันเป็นการปรุงแต่ง มีขึ้นเพราะ การปรุงแต่ง, แล้วก็เรียกว่าสังขารทั้งนั้น ให้เอาหน้าที่หรือกิริยาอาการเป็นหลัก ; ถ้าว่า สิ่ง ใดได้ถูกเหตุปัจจัยอื่นปรุงแต่งขึ้นมา เรียกว่า สิ่งที่ถูกปรุง แต่ง ก็เรียกว่าสังขาร, แล้ว สิ่งใดปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไป ก็เรียกว่า สังขาร, กิริยาอาการแห่งการปรุงแต่งนั้นก็เรียก ว่าสังขาร, ขอให้ถือเอาความหมายครบทั้ง ๓ ประการว่า สิ่งที่ ถูกปรุงแต่งก็ดี, สิ่งที่ปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไปก็ดี, กิริยาอาการ แห่งการปรุงแต่งนั้นก็ดี, เรียกว่าสังขาร. นี่มันมีอยู่ในทุก สิ่งทุกอย่าง ในโลกนี้มีสิ่งที่ปรุงแต่งสิ่งอื่น, แล้วสิ่งนั้นปรุง แต่งสิ่งอื่นต่อไป, มีกิริยาอาการของการปรุงแต่งอยู่เสมอ, แม้ ที่สุดแต่ในร่างกายของเรา. ร่างกายที่ยาวสักวาหนึ่งนี้ มัน มีสังขารเต็มไปหมด : สิ่งนั้นปรุงแต่งสิ่งนั้น สิ่งนั้นปรุงแต่ง สิ่งนั้น, สิ่งนั้นถูกปรุงแต่ง แล้วปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไป, มีกิริยา

น.27 ๒๑ อาการแห่งการปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลาในร่างกายนี้ นี่เรียกว่า สังขาร. แล้ว ปรุงแต่ง มันก็ยุ่งแหละ มันปรุง มันปรุง ทำ ให้เกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนไป ดับลง, เกิดขึ้น เปลี่ยนไป ดับลง, เกิดขึ้น เปลี่ยนไป ดับลง. นี่ กิริยาอาการของ สิ่งที่เรียกว่าสังขาร จะหยิบเอาอันไหนมา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ละอย่างเป็นสังขาร : ผม ขน เล็บ ฟัน หนังเป็น สังขาร. ความคิดนึกก็เป็นสังขารจิตเป็นสังขาร, เป็นสังขาร หมด นี่เรียกว่าสังขาร ; อย่าเข้าใจแคบ ๆ เพียงแต่ว่าร่าง กาย อะไร ๆ ก็ตามที่มันเป็นการปรุงแต่ง ถูกปรุงแต่ง และ ปรุงแต่งสิ่งอื่นแล้ว เรียกว่าสังขาร. นี่พอกันที เบื่อเหลือเกิน เรื่องยุ่งของการปรุงแต่งนี้พอกันที เพราะ เห็นว่าการปรุง แต่งนั้นเป็นเรื่องไม่หยุด ไม่พักผ่อนไม่มีอิสระเสรีมีแต่ความ ทุกข์ กูไม่เอากับมึงอีกต่อไปสังขารนี้ อตัมมยตาเกิดขึ้น ก็หย่าขาดจากสังขาร.

น.28 ๒๔ สิ่งที่เรียกว่า กิเลส นั้นแปลว่า ของสกปรก แล้วของ ทำให้ เกิดการกระทำที่เป็นทุกข์ เป็นร้อน เป็นไฟเป็นอะไรขึ้นมา คนก็ยังบูชากิเลส คือยอมทำไปตามอำนาจของกิเลส แล้ว แต่ที่กิเลสมันจะต้องการ. เดี๋ยวนี้มัน รู้จักสิ่งที่เรียกว่ากิเลส อย่างถูกต้อง ว่าเป็นอย่างนั้น ๆๆ โอ้ ไม่เอากับมันแล้ว เอากับมันไม่ไหวแล้ว ก็หย่าขาดจากกิเลส. หย่าขาดจากอำนาจวาสนาบารมี. เอ้า, อยากจะพูดถึงสิ่งบางสิ่งที่กำลังหลงใหลกันนัก หย่าขาดจากสิ่งที่เรียกว่า อำนาจวาสนาบารมี คนธรรมดาทุก คนแหละต้องการอำนาจวาสนาบารมี บูชาเงิน เอาเงินไปสร้าง อำนาจวาสนาบารมี เพื่อหาเงินเพิ่มขึ้นมาอีก. ต้องการความ เป็นใหญ่เป็นโต อำนาจวาสนาบารมี, แล้วก็ลำบากอยู่ด้วย การแสวงหา ด้วยการรักษา ด้วยการต่อสู้ ด้วยการแย่งชิง ด้วยการแข่งขันเกี่ยวกับอำนาจวาสนาบารมี โดยไม่รู้สึกตัว. เดี๋ยวนี้มองเห็นความจริงว่า โอ้ เป็นอย่างนี้ โอ้ พอกันที พอกันที อำนาจวาสนาบารมี กูไม่เอากับมึงอีกแล้ว, เกิด อตัมมยตา- ความเห็นว่ามันเป็นอย่างไร จนเอากับมันไม่ไหว.

น.29 ชคชะตา. หย่าขาดจากโชคชะตา เดือนหนึ่งหลาย ๆ คนแหละ มาขอให้อาตมาดูหมอ บอกว่าดูไม่เป็น ไม่ได้เรียน เขาก็ไม่ เชื่อ ไม่เชื่อ ทำตาว่าไม่เชื่อ. ถามว่าทำไมไม่เรียน ก็ฉัน ไม่เชื่อ ฉันไม่เชื่อโชคชะตา ฉันไม่เชื่อ ฉันไม่เรียน ฉันก็ เลยไม่มีความรู้ที่จะดูโชคชะตา. กลับไปด้วยความไม่พอใจ ด้วยความไม่พอใจ, หาว่าไม่เอ็นดูกรุณาไม่เอื้อเฟื้อ, แล้ว อาตมาก็ดูไม่เป็นจริง ๆ. เมื่อเด็กๆ เคยเปิดตำราดู ดูตาม ตำรา ตำรามีขาย ตัวเด็ก ๆ ยังมีคนให้ดู, พอโตขึ้นมาหน่อย รู้ว่า โอ ไม่ไหว ไม่ไหว ไม่เอาไม่เอากับมันแล้ว. . แล้วก็ บอกเขาว่า คุณไม่ต้องไปดูหมอให้เสียเวลาให้เสียสตางค์ดอก เพราะว่าแม้หมอจะทายว่าคุณโชคดี คุณก็ยังต้องทำดีประมาท ไม่ได้ ต้องทำดีที่สุดอยู่นั่นแหละ, แม้หมอจะทายว่าคุณโชค ร้าย คุณก็ต้องทำดีที่สุดอยู่นั่นแหละ, ประมาทไม่ได้อยู่ นั่นแหละ ประมาทไม่ได้. ต้องทำดีที่สุดอยู่ทั้งที่หมอเขา บอกว่าโชคดีหรือบอกว่าโชคร้ายก็ตามใจ จะไปดูให้เสียสตางค์ ทำไมเล่า. โชคชะตานี้เป็นเรื่องของคนขลาด เรื่องของคน ไม่รู้จริง, แล้วก็มีความขลาด อบรมสั่งสอนให้เชื่อกันมาตั้งแต่

น.30 ๒๖ เด็ก ๆ ถ้ารู้เรื่องอิทัปปัจจยตาว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมัน เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตาโว้ย ไม่ใช่เป็นไปตามอำนาจ ของดวงดาว หรือผีสางเทวดาอะไรที่ไหน ไม่ต้องดูโชค ชะตา, มันไม่มีความหมายหรืออำนาจใดๆ ที่จะมาทำอะไรได้ จริง มีได้แต่สำหรับคนขลาด จะได้สบายใจบ้าง. พอหมอดู ทายว่าโชคดีก็สบายใจ; เอาเงินให้หมอ เลิกหย่าขาดจาก โชคชะตา หย่าขาดจากการเชื่อโชคชะตา, หย่าขาดจากการ หวังพึ่งโชคชะตา ไม่มีความหวังจะพึ่งโชคชะตาอีกต่อไป. ถ้ามีความรู้จริงในเรื่องอิทัปปัจจยตา จนถึงกับเกิดความ รู้สึกขึ้นมาว่า พึ่งไม่ได้ เอากับมันไม่ได้ เป็นอตัมมยตา หย่าขาดจากโชคชะตา. หย่าขาดจากโรคทั้งทางกาย จิต วิญญาณ. อยากจะพูดว่า สามารถใช้ หย่าจากกับโรค สิ่งที่ เรียกว่าโรค แม้ทางกาย แม้ทางจิต แม้ทางวิญญาณ, เมื่อ เห็นว่าโรคเป็นเช่นนั้นเอง, โรคเป็นอิทัปปัจจยตา เช่นนั้นเอง ก็ไม่ต้องสะดุ้ง ไม่ต้องหวาดเสียว แก้ไข เยียวยาไปโดยไม่ต้องเป็นทุกข์. ถ้ามัน หายก็เช่นนั้นเอง,

น.31 ๒๗ ถ้ามัน ตายก็เช่นนั้นเอง ไม่ต้องเป็นทุกข์ ; เพราะฉะนั้น โรคก็คุกคามเอาไม่ได้, นี่โรคทางกายคุกคามไม่ได้. ทีนี้ โรคทางวิญญาณ คือความเข้าใจผิด ความ รัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความตื่นเต้น ความอิจฉาริษยา อาลัยอาวรณ์ หึงหวง อะไรนี้ เป็น โรคทางวิญญาณ ; ถ้าเห็นธรรมะถึงขนาดอตัมมยตาแล้ว เกิดไม่ได้ เกิดไม่ได้ เกิดความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความตื่นเต้น ความอะไรไม่ได้, ไม่เป็นโรคทาง วิญญาณอีกต่อไป. หย่าขาดจากสิ่งตื่นเต้น. หย่าขาดจากสิ่งตื่นเต้น ความตื่นเต้นนี้รู้จักกันไว้ บ้าง มันมีด้วยกันทุกคน : ตื่นเต้นในทางชอบ, หรือตื่นเต้น ในทางเกลียด, ตื่นเต้นในทางกลัว, โดยมากก็ตื่นเต้นในทางที่ มันแปลกประหลาด อยากจะดูสิ่งที่แปลกประหลาด. แต่ บางทีก็แปลกประหลาดจนกลัวจนร้องไห้ก็มี, จะต้องตื่นเต้น เป็นธรรมดา สำหรับคนบุถุชนที่ยังมีอวิชชา จะต้องมีความ

น.32 ๒๘ ตื่นเต้น. ฉะนั้น จึงไปเที่ยวทัศนาจร เพื่อดูสิ่งที่แปลก ประหลาด มีความตื่นเต้น ไปเมืองนอกเมืองนา ความหวัง ที่จะได้รสจากความตื่นเต้น นั่นแหละพาไป. เดี๋ยวนี้มันเห็นเป็นธรรมดา, ไม่มีอะไรน่าอัศจรรย์, ไม่มีอะไรที่เป็นของผิดธรรมดา เช่นเราจะไปดูกายกรรมชั้น เลิศของโลก, กายกรรมจากเมืองกวางเจาไปแสดงทั่วโลก คน โง่ก็ตื่นเต้น excite ไปตามเรื่อง เพราะยังมีอวิชชา. แต่ถ้ามา เห็นว่า มันเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา มันก็ไม่ตื่นเต้น, มันเห็นว่าเช่นนั้นเอง มันทำได้เช่นนั้นเอง, เมื่อฝึกถึงที่ สุดมันก็ทำได้เช่นนั้นเอง, ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น นี่ในเรื่อง ที่มนุษย์ได้ทำขึ้น. แม้เรื่องที่เป็นของธรรมชาติ เช่น น้ำตก สวยงาม ภูเขาสวยงาม ทะเลสวยงาม เกาะแก่งสวยงาม, อะไรสวยงามก็ตื่นเต้น นั้นมันเป็นคนที่ไม่รู้ ว่าความ ตื่นเต้นนั้นมันคืออะไร มันคือความโง่ ที่ไม่เห็นว่ามันเป็น เช่นนั้นเองตามธรรมชาติ ; เมื่อญาณความรู้ทางอนิจจัง เป็นต้นถึงที่สุดแล้ว มันจะเห็นเช่นนั้นเอง, เช่นนั้นเองก็ หยุดตื่นเต้น หยุดตื่นเต้น, กูไม่เอากับมึงแล้วเรื่องตื่นเต้น ขนลุกไม่มีแล้ว.

น.33 ๒๙ นี้อยากจะไปเที่ยวดูสิ่งมหัศจรรย์ตามธรรมชาติ หรือ ที่มนุษย์ได้กระทำขึ้น หรือแม้แต่ที่พิพิธภัณฑ์ที่เขาชอบแห่ กันไปดู โอ มันก็เช่นนั้นเอง, ซากของความเป็นเช่นนั้นเอง ที่ตกทอดกันมา, ไม่ให้ความรู้เรื่องความดับทุกข์ แต่ให้ความ รู้เรื่องตื่นเต้น. มันไม่บันทึกความผิดถูกของมนุษย์ มัน บันทึกแต่ความโง่ของมนุษย์ ซึ่งสร้าง ๆ สร้าง ๆๆ ๆ อะไรขึ้น มา, สร้างสิ่งมหัศจรรย์ของโลกขึ้นมา แห่กันไปดูจนกว่าจะ หายโง่ โอ, เช่นนั้นเอง ก็ไม่ต้องไปดู, ไม่ต้องไปเมืองนอก ไปดูสิ่งมหัศจรรย์ที่ต่างประเทศ ไม่ต้อง ไม่ต้อง, หย่าขาด จากความตื่นเต้น หรือความน่าอัศจรรย์. หย่าขาดจากสิ่งประเล้าประโลมใจ. ทีนี้ก็ลดลงไป หย่าขาดจากสิ่งประเล้าประโลม, สิ่ง ประเล้าประโลมใจ ให้เกิดความรู้สึกสบายทางจิตใจ มันก็จำเป็น อยู่เหมือนกัน ที่ว่าคนมันจะต้องมี ไม่อย่างนั้นมันก็เหงา, แต่มันก็เหงาสำหรับคนโง่ สำหรับเด็ก ๆ สำหรับคนโง่ ที่ต้อง มีสิ่งประเล้าประโลมใจ, ถ้ามีความรู้สึกถูกต้องถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องประเล้าประโลมใจ.

น.34 ๓๐ ปัจจัยทางร่างกาย มีอยู่ ๔ อย่าง คือ อาหาร เครื่อง นุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย หยูกยาแก้ไข้, ปัจจัยทางกายมี ๔ อย่าง. ปัจจัยทางจิตมี ๑ อย่าง คือ สิ่งประเล้าประโลมใจ ; เมื่อจิต ได้สิ่งประเล้าประโลมใจ มันก็รื่นเริง ชื่นบาน บันเทิง, แต่ มันสำหรับคนโง่ ที่มันต้องมีสิ่งประเล้าประโลมใจ, ถ้ามีสติ ปัญญาในหลักแห่งพระพุทธศาสนาแล้ว มันไม่ต้องประเล้า ประโลมใจ. สิ่งประเล้าประโลมใจนี้มีอิทธิพลมาก, เดี๋ยวนี้ โลกมันหลงกันกับสิ่งเหล่านี้ มันจึงมี การผลิต การโฆษณา การจำหน่ายเต็มไปหมด ทั้งบ้านทั้งเมือง ล้วนแต่สิ่งประเล้า ประโลมใจทั้งนั้น, ส่วนมากก็เป็นเรื่องเพ้อ เรื่องเกิน เรื่องไม่จำเป็นทั้งนั้นแหละ. แต่ด้วยเหตุที่ว่า สัญชาต- ญาณของมนุษย์มันต้องการสิ่งประเล้าประโลมใจ ฉะนั้น ของ สวยงามเอร็ดอร่อย สนุกสนาน มันจึงมากมายเต็มไปหมด, ผลิตขึ้นมาเท่าไรก็ขายได้ แล้วก็ผลิตให้แปลกออกไปเสมอทุก ที ๆ มันก็ยังคงอยู่ในโลก และยิ่งมีมากขึ้น.

น.35 ๓๑ เดี๋ยวนี้ ถ้ามีธรรมะเพียงพอ ก็หย่าขาดจากสิ่ง ประเล้าประโลมใจเหล่านั้น ไม่ต้องมีสิ่งเหล่านั้นประเล้า ประโลมใจ เพราะมีอตัมมยตาต่อสิ่งเหล่านั้น, แต่กลับ ไปมี ธรรมะ ธรรมะ คือความสงบ ความหยุด ความเย็น หรือความหมายแห่งนิพพาน เป็นที่ตั้งที่พักแห่งจิตใจ, แต่ ก็ไม่ถึงกับประเล้าประโลมใจ. จะไม่เรียกว่าความประเล้า ประโลมใจ แต่ เป็นที่หยุด ที่ตั้ง ที่พักผ่อนพักพิงของ จิตใจ คือความสงบจากการปรุงแต่ง ความวิเวก ไม่ถูกอะไร รบกวน. นี่เราก็ เป็นอิสระจากอำนาจของสิ่งประเล้า ประโลมใจ, ไม่ต้องมี entertainment ใด ๆ มาหลอกให้โง่. หย่าขาด จากสิ่งประเล้าประโลมใจดีไหม ? แต่ถ้าใครยังชอบ อยู่ก็เอาซิ ก็ไม่ต้องหย่า. หย่าขาดจากสามี - ภรรยา เอ้า, ทีนี้จะมาถึงที่มันต่ำมาก ๆ หย่าขาดจากผัว จากเมีย ถ้ามันเลว มันไม่อาจจะอยู่ด้วยกันได้ ก็หย่าขาด นั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา ; แต่ถึงอย่างนั้นมันก็หย่าไม่ขาดดอก มันหย่าไม่ขาด มันเบื่อพัก ๆ หนึ่ง, เว้นไว้แต่ จะมองเห็น

น.36 ๓๒ ความเลวร้ายเลวทรามชนิดที่แก้ไขไม่ได้ จึงจะหย่าขาด จากกันได้. แต่ว่ามันยงมีความหมายที่ละเอียดประณีตไปกว่านั้น ความเป็นผัวเป็นเมียนี่ก็สำหรับยึดมั่นถือมั่น รักใคร่หวง แหนอย่างหลับหูหลับตา. นี่หย่าขาดจากความรู้สึกชนิดนั้น ; ผัวเมียก็กลายเป็นเพื่อน, เป็นเพื่อนเดินทางสำหรับไปนิพพาน โน่น. ความหมายแห่งผัวเมียตามภาษาชาวบ้านเลิก เลิก ไม่มี, มีแต่เพื่อนเดินทาง เพื่อนช่วยชีวิตนี้เบาขึ้น, ก้าวหน้า ในทางสติปัญญาเร็วขึ้น, รู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเร็วขึ้น ไม่ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งแวดล้อมใด ๆ. นี่ เป็นเพื่อนคู่หู สำหรับ จะเอาชนะสิ่งหลอกลวงในโลก อย่างนี้ก็เรียกว่า หย่าขาด จากผัวเมีย จากความเป็นผัวเป็นเมียสำหรับมัวเมาในกามารมณ์ หรือใน เรื่องทรัพย์สมบัติพัสถาน กลายเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย, ช่วยกันให้เกิดความง่ายในการดำรงชีวิต เดินทาง สูงขึ้นไปสูงขึ้นไป สูงขึ้นไปจนบรรลุนิพพาน. หย่าขาดจากความเป็นผัวเป็นเมีย ด้วยอำนาจ อตัมมยตา เห็นความหลอกลวงของความเป็นผัวเป็นเมีย

น.37 ๓๓ ความยุ่งยากความลำบาก ที่มาแห่งความยุ่งยากลำบาก ไม่เอา กับมัน กูไม่เอากับมึงอีกต่อไปความเป็นผัวเป็นเมีย, มาเป็น เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย, เดินทางไปนิพพานกันดีกว่า. นี่ประโยชน์ของอตัมมยตา หย่าขาดจากอบายมุข. เอ้า, ทีนี้อันสุดท้ายแล้ว อันสุดท้าย หย่าขาดจาก อบายมุข นี่เป็นปัญหาโดยพื้นฐานของคนทั่วไป ของรัฐบาล หรือของประเทศชาติใด ๆ ล้วนแต่มีปัญหากันอยู่ทั่วโลก ที่ ประชาชน หลงใหลในอบายมุข จนรัฐบาลได้ภาษีจาก อบายมุขมากกว่าภาษีใด ๆ มันจึงเลิกยาก เราจะ หย่าขาด จากอบายมุข ก็ต้องด้วยอตัมมยตา. ข้อแรก ว่า จากของเมา ของมึนเมาเสพติดทุก ชนิด : จะเป็นเพียงบุหรี่ หรือเป็นเหล้า หรือเป็นอะไรที่ เป็นของมึนเมาอย่างร้ายกาจ เป็นเฮโรอีน เป็นอะไรก็สุดแท้. ที่ว่าของมึนเมานี้ จะหย่าขาดจากมันได้ ก็ต้องมีสิ่งที่เรียก ว่าอตัมมยตาเกิดขึ้น คือ มองเห็นชัดว่ามันเป็นอย่างไร,

น.38 ๓๔ มันเลวร้ายเท่าไร, มันหลอกลวงเท่าไร, มันทำให้โง่เท่าไร, เห็นถึงที่สุดแล้ว มันก็จะรู้สึกเป็นอตัมมยตา โอ้ ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว กูไม่เอากับมึงแล้ว. นี่มันก็จะเลิกบุหรี่ได้ เลิก เหล้าได้ เลิกเสพติดอะไร ๆ ได้ ดื่มน้ำเมา คือดื่มของเมา, จะเป็นดื่มเป็นกิน เป็นสูบ เป็นทา เป็นอะไรก็ตาม ใช้กับ ของเสพติดมึนเมาทั้งหลาย, จงแก้ด้วยความรู้ที่เห็นตาม เป็นจริงของสิ่งอันนั้น จนเกิดความรู้สึกที่เรียกว่า อตัมมยตา ไม่อาศัยมึงอีกต่อไปแล้ว, ไม่พึ่งพามึงอีกต่อไป แล้ว, ไม่ปล่อยให้มึงข่มเหงกูต่อไปอีกแล้ว, นี่ อตัมมยตา จึงละอบายมุขของมึนเมา. เที่ยวกลางคืน ก็เหมือนกันแหละ จงศึกษาให้เห็น ความหลอกลวงความโง่ของตัวเอง, บูชาความสำราญสำเริง ในการเที่ยวกลางคืน เหมือนอย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ มันก็จะเกิด ความรู้สึกชนิดเดียวกันว่า ไม่ไหว ๆ, กูไม่เอากับมึงแล้ว ก็เลิกได้. ดูการเล่น การเล่นนี้เขาก็ประดิษฐ์ขึ้นมาว่า จะ ล้วงกระเป๋าคนโง่, เราชอบพาลูกไปดูหนงดูละคร มีพ่อแม่

น.39 ๓๕ คนไหนบ้าง ที่พาลูกเล็ก ๆ จูงลูกไปที่โรงหนังโรงละคร แล้ว บอกลูกว่า โอ ลูกเอ๋ย ทั้งหมดนี้เขามีไว้ให้เราโง่. นี่ใคร เคยทำอย่างนี้บ้าง ? พ่อแม่คนไหนเคยทำอย่างนี้บ้าง ? มีแต่ ว่า มึงจะไปดูที่ไหน จะดูอย่างไร กูจะพาไปดู จะซื้อตั๋วให้ เท่าไรก็ได้. นี่ พ่อแม่เป็นผู้ทำให้ลูกเป็นอย่างนั้นเสีย ก็เลยพอใจการเล่นการแสดง การเล่น การอะไรต่าง ๆ, จะเป็น หนังละครก็ดี. แม้จะเป็นกีฬา เช่นฟุตบอลล์ก็ดี มัน ไม่เป็นการ ศึกษา มัน ไม่เป็นการแสดงน้ำใจนักกีฬา; เพราะว่า ในสนามฟุตบอลล์ มันมีน้ำใจของความเห็นแก่ตัว มีแต่การ เอาเปรียบ, พร้อมที่จะเอาเปรียบ เอาเปรียบจนถูกลงโทษ ก็มีในสนามกีฬา. ที่บ้าที่สุดก็ มีคำว่าแก้แค้น, ในสนาม กีฬาไหนมีคำว่าแก้แค้นในที่นั้นไม่มีกีฬา ไม่มีความเป็น กีฬา. นี่ นักกีฬา ในสนามกีฬา สมัยนี้มันเต็มไปด้วยคำ ว่าแก้แค้น, เต็มไปด้วยการหาช่องทางเอาเปรียบหลอกลวง, มันก็ ไม่มีผลดีอะไรแก่จิตใจ การเล่นชนิดนี้. การเล่นนี้ มันเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ มันก็ทำให้จิตใจร่าเริง ขึงขังขึ้น

น.40 ๓๖ มาพักหนึ่งแหละ, แต่แล้วมันก็ไม่ได้อะไรกี่มากน้อย ดูพอให้ มันรู้เรื่อง แล้วก็ไม่ต้องดู. ทีนี้ก็ เล่นการพนัน นี้มันเป็นผีสิง, ความยึดมั่น ในการได้ ในความเป็นบวกในความได้ มันมากจนเป็นผีสิง, มันคอยจ้องแต่จะได้ มันไม่มองเห็นช่องทางที่จะแพ้ หรือ ไม่เห็นช่องทางที่ว่า เจ้าบ่อนเจ้ามือเขาได้เปรียบ, เพราะเขา เก็บค่าต๋งตลอดเวลา มันไม่มองเห็น. การพนันนี้ตั้งอยู่ บนกิเลสของโลภะ ของโทสะ ของโมหะ ครบถ้วน ; เมื่อนั่งอยู่ในบ่อนพนัน จะเกิดกิเลสครบทั้ง ๓ อย่าง ๓ ประการ เผาลน. นี่ เป็นผีอย่างร้ายก็ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใคร เกลียดใครกลัว, จนกว่าจะศึกษาให้รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น แล้วจะเกิดอตัมมยตา ว่าไม่ไหวๆ เอากับมันไม่ได้. แล้วมีข้อต่อไปว่า คบคนชั่วเป็นเพื่อน เพราะ มันมองเห็นแต่ประโยชน์หรือความสุขผิวเผิน ความรู้สึก ชั่วแล่นทางอารมณ์ทางอายตนะ ซึ่งคนที่ไม่มีศีลธรรมเขา บูชากันนัก, ความเอร็ดอร่อยทางอายตนะชั่วแล่นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ต้องทำอะไร ขอให้ได้ทำแต่อย่างนี้

น.41 ๓๗ คนพวกนี้มีอวิชชาพิเศษ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว, ต้อง ศึกษาเรื่องของคำว่าความชั่ว คนชั่ว การทำชั่ว จน เห็นว่า เอากับมันไม่ไหว เอากับมันไม่ไหว. อตัมมยตา เกิดมา ก็ละความชั่วละการคบคนชั่วได้. อันสุดท้ายว่า เกียจคร้านทำการงาน, นี้มันเป็น คนที่ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ, ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่ คือสิ่งสูงสุด จนพระพุทธเจ้าก็บูชา. คนบางคนจะคิดว่า มันสูงสุดอยู่ที่พระพุทธเจ้า นี่มันหลับตา ไม่มองเห็นว่า พระ- พุทธเจ้ายังบูชาสิ่งที่สูงไปกว่าพระพุทธเจ้า สิ่งนั้นคือ หน้าที่. เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ ท่านฉงนว่า เออต่อ ไปนี้จะเคารพใครนะ, จะเคารพใครเมื่อตรัสรู้อย่างนี้แล้ว วนไป วนมาตกลงว่า โอ เคารพหน้าที่ เคารพธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่ คือธรรมะ, หน้าที่คือดับทุกข์ของตัวให้ได้, แล้วช่วยผู้อื่นให้ ดับทุกข์ได้ด้วย หน้าที่ของพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าเลย บูชาหน้าที่เคารพหน้าที่ แล้วทรงประกาศก้องไว้ในเวลานั้น เลยว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ล้วนแต่บูชาหน้าที่ บูชาหน้าที่, สุข พอใจ สบายเมื่อทำ หน้าที่, ท่านเลยทำหน้าที่สูงสุด.

น.42 ๓๘ อยากจะพูดบ่อย ๆ เรื่องพระพุทธเจ้าทำหน้าที่ ก่อนสว่าง หัวรุ่งหรือก่อนหัวรุ่ง ท่านก็สอดส่องไปทั่วทุกหน ทุกแห่ง ว่าวันนี้ควรจะไปทางไหน ไปโปรดสัตว์ คือไป บิณฑบาต, ไปบิณฑบาต คือไปหาโอกาสพบกับ คน ๆ นั้น, ได้พบกับคน ๆ นั้น ได้พูดได้จาได้ฉันอาหารที่บ้าน ที่เรือนของเขาสนทนาพาทีอะไรกันนี่. จะไปทางไหนวันนี้ จะไปบ้านเศรษฐี, หรือจะไปบ้านคนธรรมดา, หรือจะไป บ้านคนจน, หรือจะไปสำนักเดียรถีย์อื่นที่ตรงกันข้าม ที่เป็น ปฏิปักษ์ก็ไป. ตกลงพระทัยแล้ว สว่างขึ้นก็บิณฑบาตทางนั้น ไปทางนั้น, ได้พบได้ทำตามที่ทรงประสงค์. บางทีก็ไป โปรดชาวนา ที่กำลังไถนาอยู่กับควายกับวัว ท่านก็ยังทำได้, เที่ยง ร้อนก็พักนิดหน่อย, บ่ายมาถึงวัด ก็โปรดคนที่ไป หาถึงวัด ไปฟังธรรมที่วัด, พอค่ำลงก็โปรดภิกษุสามเณร ที่อยู่ประจำวัด, พอดึกเข้าก็แก้ปัญหาเทวดา คือ คนชั้น สูง เรียกว่าเทวดามาจากสวรรค์ก็ได้, เป็นพระราชามหา- กษัตริย์ก็ได้, เรียกว่าเทวดา ล้วนแต่ไปหาตอนดึกทั้งนั้น แหละ. ข้อความนี้มีในพระบาลี พระเจ้าแผ่นดินยกกองทัพ

น.43 ๓๙ ถือคบเพลิงไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลถามปัญหา ล้วนแต่ไปกลาง ดึกตอนดึกทั้งนั้นแหละ, เสร็จแล้วพักผ่อนนิดหน่อย. มันก็ หัวรุ่ง อีกแหละ ก็เล็งญาณส่องโลกว่า จะไปไหนต่อไป อีก, นี่พระพุทธเจ้าทำหน้าที่ครบวงจร. พวกเราทำอย่างนี้ บ้างหรือเปล่า ? ช่วยบูชาหน้าที่เหมือนพระพุทธเจ้า. แล้ว พระพุทธเจ้าท่านจะไปไหนต้องเดินนะ เพราะไม่มีรถยนต์ แล้วท่านไม่นั่งยานพาหนะที่เทียมด้วยสิ่งที่ มีชีวิต จะมีเกวียนหรือมีรถม้าท่านก็ไม่ ๆ ไม่นั่งยานที่เทียม ด้วยสิ่งมีชีวิต. ท่านก็ต้องเดินเท่านั้นแหละ ; ฉะนั้นการ เดินเป็นโยชน์ๆ ก็เป็นของธรรมดาสำหรับพระพุทธเจ้า. ท่าน ก็เดิน ๆ เดิน เพื่อจะไปโปรดที่บ้านอื่นเมืองอื่น, เป็นวงจร ทั้งวันทั้งคืน ทั้งวันทั้งคืน. วันที่จะปรินิพพาน วันนั้นกลางวันยังเดินอยู่ เป็นโยชน์ ๆ เดินอยู่เป็นโยชน์ ๆ คืนนี้จะนิพพาน จะ นิพพานอยู่รอมร่อแล้ว ก็ยังมีคนมาถามปัญหา เป็นปริพพาชก ในลัทธิอื่นมาถามปัญหา ขอให้โปรด. พระสงฆ์ที่อยู่ที่นั่น เห็น โอนี่มันมากเกินไปแล้วหมอนี่ ไล่ไป ไป ๆ อย่ามากวน

น.44 ๔๐ พระพุทธเจ้าจะนิพพาน. พระพุทธเจ้าก็ว่า อย่าห้าม อย่า ห้ามมัน เรียกมา เรียกมา เอามา ให้เขาเข้ามา, แล้วก็มาให้ ถามปัญหา, แล้วก็ ตรัสตอบสั่งสอนจนบรรลุธรรมะชนิด ที่เป็นพระอรหันต์ได้, แล้วต่อมาไม่เท่าไร ไม่กี่นาทีดอก ท่านก็นิพพาน, จะไม่ให้เรียกว่าท่านทำงานจนตายได้อย่างไร ต้องเรียกได้ว่า ท่านทำหน้าที่ของท่านจนนาทีสุดท้าย. นี่เราทำอย่างนั้นหรือเปล่า ? เราคดโกงหน้าที่บิดพลิ้ว หน้าที่ เอาเปรียบหน้าที่หรือเปล่า ? เราเกลียดเหงื่อกันหรือ เปล่า ? ถ้าเราเกลียดเหงื่อแล้วไม่มีหวัง ที่เราจะทำหน้าที่ บูชาหน้าที่, ถ้าเราบูชาเหงื่อว่าเป็นพระเจ้าจะโปรดเราแล้ว ก็ได้ จะพอใจในการทำหน้าที่. ขอให้ทุกคนบูชาเหงื่อ บูชาเหงื่อ, เหงื่อนั่นแหละ เป็นพระเจ้า. อย่าหวังว่าพระเจ้าที่ไหนจะมาช่วย, พระ- เจ้าไม่มาช่วยคนไม่มีเหงื่อ พอมีเหงื่อ เหงื่อนั่นแหละกลาย เป็นพระเจ้าแล้วมาช่วย. ฉะนั้น ขอให้ทุกคนบูชาเหงื่อ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาจากการทำงานหรือทำหน้าที่, ถ้าบูชาเหงื่อกัน แล้ว ไม่มีใครว่างงานเป็นแสน ๆ เหมือนเดี๋ยวนี้. พวกจบ

น.45 ๔๑ ปริญญายังว่างงานอยู่เป็นแสน เพราะไม่บูชาเหงื่อ ถ้าบูชา เหงื่อมีงานทำทุกคนแหละ จะไม่มีปัญหาอะไรเลย. ฉะนั้น ขอให้เคารพหน้าที่ บูชาหน้าที่ ซึ่งเป็น สิ่งสูงสุดที่แม้แต่พระพุทธเจ้าก็เคารพ ความเกียจคร้าน จะหายไป เพราะมองเห็นความจริงอันนี้, มองเห็นความ จริงอันนี้ อตัมมยตาก็เกิดขึ้น ทำลายล้างความเกียจ คร้าน ความไม่รักหน้าที่ ไม่บูชาหน้าที่ให้หมดไป. หน้าที่ ก็กลายเป็นสิ่งที่พอใจ ชื่นอกชื่นใจ ถูกต้องพอใจ ถูกต้อง พอใจ ถูกต้องพอใจ ทั้งวันทั้งคืน, นั่นผลของอตัมมยตา ฉะนั้นในการละเสียได้ซึ่งความเกลียดหน้าที่ ไม่ชอบทำงาน ดูจะจบแล้ว. อตัมมยตาช่วยให้หย่าอะไรได้บ้าง? หย่าจากภพ ทุก ๆ ภพ, หย่าจากกรรมทุก ๆ ความหมาย หย่าจากอิทัป- ปัจจยตา ไม่ต้องเป็นไปตามกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา, หย่าจาก พระเจ้า พระเจ้าไม่ต้องมาช่วย, หย่าจากตัวเอง หย่าจากอัตตา ตัวเองที่เป็นมายา ให้มีตัวเองซึ่งมิใช่ตัวเอง. ฟังแล้วเหมือน กับพูดเล่น หรือโกหก จงมีตัวเองชนิดที่มิใช่ตัวเอง ถือ

น.46 ๔๒ เอาเป็นตัวเองโดยสมมติชั่วคราวไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น มีตัวเอง ซึ่งมิใช่ตัวเอง หย่าขาดจากตัวเอง, หย่าขาดจากวัฏฏะ ที่จะ ต้องเวียนว่ายไปในกรรม กิเลส และวิบาก, หย่าขาดจากโรค, หย่าขาดจากสงขารการปรุงแต่ง หย่าขาดจากสิ่งที่เป็นมายา หลอกลวง หย่าขาดจากกิเลส หย่าขาดจากความหลงใหลใน อำนาจวาสนาบารมี, หย่าขาดจากโชคชะตา หย่าขาดจากโรค ในทางวิญญาณ, หย่าขาดจากสิ่งที่ตื่นเต้น ความตื่นเต้น ความน่ามหัศจรรย์ใด ๆ หย่าขาดจากปัจจัยที่เป็นการประเล้า ประโลมจิต หย่าขาดจากความเป็นผัวเป็นเมีย, หย่าขาดจาก อบายมุขทุกชนิด. เอ้า, พอแล้ว มันมากเกินไปแล้ว. ที่พูดให้มากนี้ ก็เพื่อให้ได้เผื่อเลือก ใครมีปัญหา อย่างไร มันก็จะมีเพียงข้อเดียว จะได้เลือกเอาให้มันตรงกับ เรื่องของตัว แล้วก็หย่าขาดจากสิ่งนั้น. เค้าเงื่อนที่จะมีอตัมมยตา. เอ้า ; ที่นี้ก็เหลืออยู่แต่ว่า ทำอย่างไรจะมีอตัมมยตา นี่ พูดมาหลายครั้งหลายหนแล้ว แต่ผู้ที่ฟังอยู่ที่นี่อาจจะไม่เคย

น.47 ๔๓ ได้ยิน, ก็ขอบอก โดยเค้าเงื่อน เสียหน่อยว่า ให้เห็นความ เป็นอนิจจังของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นสังขารมีชีวิต หรือไม่มีชีวิต อะไรก็ตาม มันเปลี่ยนแปลงเรื่อยตามกฎของ ธรรมชาติ, เพราะว่ามันเป็นเพียงธรรมชาติ, มันก็ต้องเป็น ไปตามกฎของธรรมชาติ. เมื่อเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ มันก็เปลี่ยนแปลงเรื่อยไป ทั้งส่วนที่เป็นวัตถุและส่วนที่เป็น จิตใจ มันเปลี่ยนแปลงเรื่อย นี้เรียกว่าอนิจจัง. เปลี่ยน แปลงเรื่อย. เมื่อเปลี่ยนแปลงเรื่อย มันก็ลำบากในการที่จะ เป็นอยู่ เพราะมันเปลี่ยนแปลงเรื่อย มันจึงลำบากในการที่ จะเป็นอยู่, นั่นแหละ คือทุกขัง หรือทุกขตา ความเป็น ทุกข์. มันเปลี่ยนแปลงเรื่อยและ เป็นทุกข์อย่างนี้ มันก็ เป็นอนัตตา, มันต่อต้านไว้ไม่ได้ มันไม่มีสิ่งที่ต่อต้าน ความเปลี่ยนแปลงนี้ได้, หรือความทุกข์นี้ได้ มัน จึงเป็น อนัตตา หรือเป็นอนัตตตา -ความเป็นของไม่ใช่ตน เห็น อนิจจัง ทุกขังอนัตตา.

น.48 ๔๔ แล้วก็ เห็นความจริงที่เรียกว่าธัมมัฏฐิตตา -ความ ที่มันตั้งอยู่ตามธรรมดาของมันอย่างนี้เอง ตั้งอยู่ตามธรรมดา ของมันอย่างนี้เอง, เป็นธัมมัฏฐิตตา. แล้วก็เห็น ชัดลงไปว่า โอ มัน เป็นธัมมนิยามตา มันมีกฎธรรมชาติบังคับอยู่ มันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ. เมื่อมันเป็นตามกฎของธรรมชาติ ก็มีการเป็นไป ตามเหตุตามปัจจัยอยู่เสมอ นี่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา -ความที่มันต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ. เห็นอิทัปปัจจยตาลึกเข้า ลึกเข้าไป โอ, มันไม่ มีตัวตน นี่โว้ย มีแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา เรียกว่า เห็นสุญญตา สุญญตา ความว่างจากตัวตน. เห็นสุญญตาถึงที่สุดแล้ว ก็จะเห็นอันสุดท้ายว่า ตถาตา , ตถาตามันเป็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง ไม่เป็น อย่างอื่น เป็นเช่นนี้เท่านี้, เรียกว่าเป็นเช่นนั้นเอง. ใคร เห็นตถาตา เห็นตถาก็เป็นพระตถาคตแล้ว.

น.49 ๔๕ เดี๋ยวนี้มันเช่นนี้เอง เช่นนี้เอง เช่นนี้เอง ไม่แปลก ไม่ผิดไปจากความเป็นเช่นนี้, จะไปตามความต้องการของ ใครไม่ได้ ต้องเป็นเช่นนี้เอง จึงเกิดความรู้สึกว่า กูเอา กับมันไม่ไหวแล้วโว้ย, นั่นแหละคืออตัมมยตา , อตัมมยตา มันเกิดขึ้น กูเอากับมึงไม่ได้แล้ว เลิกกันที พอกันที. นี่ ความหมายแห่งอตัมมยตา จะอยู่ในระดับสูงสุด, ละ กิเลสก็ได้, ระดับกลางๆ คนทั่วไป ระดับบ้านเรือนนี้ก็ ได้. ความรู้สึกที่ว่า กูเอากับมึงไม่ไหวอีกแล้วนี่แหละ ; พูดเป็นคำหยาบชาวบ้านอย่างนี้ มันฟังง่ายจำง่าย. จึง ขอให้พิจารณาให้ดีให้เห็นว่า แม้จะหย่าผัว หย่าเมีย มันก็ต้องมือตัมมยตา จะหย่าบุหรี่ หย่าเหล้า หย่า การพนัน หย่าอะไร ก็ต้องมือตัมมยตา. ขอให้ทุกคนรู้จักใช้อตัมมยตาให้เป็นประโยชน์ อย่าให้เสียทีที่เป็นหลักสำคัญในพระพุทธศาสนา, มันเป็นอยู่ ที่ตรงกลางระหว่างฝ่ายโลกกับฝ่ายโลกุตตระ. ความรู้ ฝ่ายโลกิยะ ความรู้ธัมมัฏฐิติญาณ ว่าโลกหรือสังขารมันเป็น

น.50 ๔๖ อย่างไร เป็นอย่างไร เป็นอย่างไร สูงสุดตรงที่มันเกิด อตัมมยตา. ฝ่ายนี้ หลังจากนี้มันจะเป็นฝ่ายเบื่อหน่ายคลาย กำหนัด บรรลุมรรค ผล นิพพาน : นิพพิทา-เบื่อหน่าย, วิราคะ-คลายกำหนัด, นิโรธ-ดับ, ปฏินิสสัคคะ-รู้ว่าดับ. หรือว่าเป็นนิพพิทา-เบื่อหน่าย, วิราคะ-คลายกำหนัด, วิมุตติ- หลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น, วิมุตติญาณทัสสนะ-รู้ว่าหลุด พ้นแล้ว อย่างนี้ก็ได้, แล้วแต่จะใช้กระแสไหน. นิพพิทา- เบื่อหน่าย, วิราคะ-คลายกำหนัด, วิมุตติ-หลุดพ้น, วิสุทธิ์- บริสุทธิ์จากความทุกข์, สันติ-มีความสงบสุข,นิพพาน - เป็น นิพพานอย่างนี้ก็ได้. นี่ อตัมมยตา มันอยู่ตรงกลาง เป็นจุดเปลี่ยน ก็แล้วกัน เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อตรงนั้นแหละ ฝ่ายนี้ก็เป็นโลก ฝ่ายนี้ก็เป็นโลกุตตระ, หรือว่าฝ่ายนี้ก็เป็นความทุกข์ ฝ่ายนี้ก็ เป็นความดับทุกข์ จุดนี้อยู่ตรงกลาง เป็นจุดเปลี่ยน คือความ รู้สึกถึงที่สุดต่อสิ่งนั้น ๆ ที่เคยหลง เคยยึดถืออยู่ว่า โอ, ไม่ ไหว กูเอากับมึงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว นี่แหละอตัมมยตา.

น.51 ๔๗ จะบรรลุ มรรค ผล นิพพานได้ ก็อตัมมยตา, จะละความชั่วที่รอง ๆ ลงมาได้ ก็อตัมมยตา, จะเป็นอิสระ จากความชั่ว ความผิด ความเลวร้ายทั้งหลาย ก็เพราะ อตัมมยตา. อตัมมยตา มันแปลกหูสำหรับผู้ที่ไม่เคยได้ยิน แต่ เป็นคำกล่าวที่มีอยู่ในพระบาลี ที่ไม่ค่อยมีใครเอามาพูด, บางทีจะเป็นเพราะไม่รู้ว่าอะไร เพราะไม่รู้ว่าอะไร. อาตมา สนใจเรื่องนี้อยู่นาน นานเป็นปี ๆ จึงพบเค้าเงื่อนว่า อ้อ มันคือ จุด ๆ นี้ เป็นจุดเปลี่ยน ละกามด้วยรูป ละรูปด้วยอรูป ละ อรูปด้วยอตัมมยตา มันก็หมดแหละ เมื่อละกาม ละรูป ละ อรูปแล้วก็คือละทุกสิ่งแหละ ละทุกสิ่งด้วยอตัมมยตา. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้รู้จักอตัมมยตา รู้มากขึ้น จนเพียงพอที่จะเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ให้สมศักดิ์ศรี ของพุทธบริษัท, เอาอีกแล้วบ้าอีกแล้ว มีศักดิ์ศรีอีกแล้ว, อย่าไปบ้าศักดิ์ศรีเข้าอีกล่ะ. มีอตัมมยตาสำหรับแก้ปัญหา ทั้งหลายทั้งปวง, ปัญหาจะหลุดไป ก็เพราะอำนาจของ

น.52 คือความเห็นว่า จะอยู่กับสิ่งนั้นไม่ได้อีกต่อไป ต้อง เลิกต้องหย่ากันที. นี่เรื่อง อตัมมยตาจะใช้หย่าอะไรได้บ้าง สรุปความ ว่า หย่าจากทุกสิ่งที่ไม่ควรจะผูกพันกันอยู่ หรือคบค้ากัน ความเป็นพุทธบริษัทก็จะมีแหละ เป็นผู้รู้ความจริง เป็นผู้ ตื่นจากหลับ คือกิเลส เป็นผู้เบิกบาน เหมือนดอกไม้ที่เบิก บานและไม่รู้จักโรย. นี่ การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลา และก็สมควรแก่ เรี่ยวแรงที่จะพูด หมดแรงจะพูด จึงต้องขอยุติการบรรยาย หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะได้ความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นบ้างเป็น แน่. อาตมาขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้า ทั้งหลาย ได้สวดบทพระธรรมในคุณสาธยาย ให้เกิดกำลังใจ ในการที่จะปฏิบัติธรรมะ แก่ผู้ได้ยินได้ฟังสืบต่อไป ในกาล บัดนี้. พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๖๔-๗๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๓๑ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๘๔.

น.53 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรม ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ที่คนธรรมดาควรทราบ ๑ ๓. การงานคืออะไร ? ๒๒. โลกอื่น ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์ และ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษา ๒๔. นิวรณ์ ๒ ไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๒๕. วันครู ๑ ๗. ปวารณา และธรรมะ ๒๖. แผ่นดินทองต้องสร้างด้วย ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ แผ่นดินธรรม ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๒๗. เมื่อพอใจในหน้าที่ ที่กำลัง ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุค กระทำ ก็มีสวรรค์อยู่ ณ ปัจจุบัน ที่นั้นเอง. เมื่อไม่รู้จักตัวเอง ๑ ๑๐. การบวชคืออะไร ? ๑ ก็ไม่รู้ว่าตนควรจะมีหน้าที่ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ อะไร ๑ ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ ๒๘. ความเป็นพระอรหันต์ ๑ ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๒๙. ธรรมะคุ้มครองโลก ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้อง ๓๐. คุกของชีวิต กับ เสน่ห์ ศึกษาทั้งชนิดมีตัวตนและ ของคุก ๑ ไม่มีตัวตน ๑ ๓๑. กระแสแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ต้องรู้จัก ๑ ๑๖. คุณพระไม่ตายและ ๓๒. สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักนั้น เกิดมาทำไม ? ๑ คือความทุกข์ ๑ ๑๗. ความรักดี ๑ ๓๓. การหมดความเห็นแก่ตัว ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า คือหมดทุกข์ ๑ "พระเจ้า" ๑ ๓๔. ชีวิต คือขันธ์ทั้งห้า ๑ ๑๙. ครูคือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ มิใช่ตัวตน ๑ ๒๐. การทำวัตรตามแบบ ๓๕. อตัมยตากถา ๑ โบราณ ๑ ๓๖. อตัมยตาประยุกต์ ๑ ๓๕. อตัมมยตากถา ๑ โบราณ ๑ ๓๖. อตัมมยตาประยุกต์ ๑

น.54 ใช้หย่าอะไรได้บ้าง การหย่าขาดจากสิ่งใด จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า อตัมมยตา เสมอไป. - หย่าขาดจากภพ : กามภพ รูปภพ อรูปภพ. - ต้องเห็นความ จริงโดยลำดับ ตั้งแต่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ธัมมัฏฐิตตา, ธัมมนิยามตา, อิทัปปัจจยตา, สุญญตา, ตถาตา, อตัมมยตา. - หย่า ขาดจากกรรม, จากอิทัปปัจจยตา, จากพระเจ้า, จากอัตตา ฯ - จาก โลก, จากสังขาร (จิตใจที่มีการปรุงแต่ง) ฯ - จากกิเลส, จาก อำนาจวาสนาบารมี, จากโชคชะตา ฯ - จากโรคทั้งทางกาย จิต วิญญาณ, ความตื่นเต้น, สิ่งประเล้าประโลมฯ - จากสามีภรรยา, จากอบายมุข ๖. - โดยเฉพาะไม่เกียจคร้าน พึงดูอย่างพระพุทธเจ้า ท่านทรงทำงาน ตลอดเวลา. - ทุกคนพึงบูชาเหงื่อ, ผลของอตัมมยตาจักละความเกียจคร้านได้. - เค้าเงื่อนที่จะเห็นอตัมมยตา ต้องเริ่มเห็นตั้งแต่อนิจจัง ฯลฯ ไป ตามลำดับ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต