น.9 ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก. ณ บัดนี้ อาตมาจะได้วิสัชชนาพระธรรมเทศนา เป็น เครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา-ความเชื่อ และวิริยะ ความพากเพียรของท่านทั้งหลาย, ผู้เป็นพุทธบริษัท, ให้เจริญ งอกงามก้าวหน้าขึ้นไป ในทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จ- พระบรมศาสดาอันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย กว่าจะยุติลง ด้วยความสมควรแก่เวลา. ธรรมเทศนาในวันนี้ ปรารภมาฆบูชา, เป็นการ สมควรที่จะทำความเข้าใจ ในเรื่องของมาฆบูชาตามที่จะทำได้ เพื่อให้เกิดบุญ เกิดกุศล, เกิดแสงสว่าง, เกิดปัญญา, บรรเทา ซึ่งอาสวะกิเลส. มาฆบูชาเป็นการกระทำการบูชาเนื่องในวัน อันตรงกับวันประชุมสังฆสันนิบาต ทั้งหมดในพระศาสนา
น.10 ๒ ในครั้งนั้น, เป็นการประดิษฐานคณะสงฆ์เป็นปึกแผ่น ด้วย การประกาศว่าเป็นอย่างนี้ ๆ. วันวิสาขบูชานั้นเป็นวัน เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า, วันอาสาฬหบูชาเป็นวันเกี่ยวกับ พระธรรม เพราะว่ามีการเปิดเผยพระธรรมเป็นครั้งแรก และมีผู้บรรลุธรรม แต่ยังไม่ถึงกับเป็นคณะสงฆ์, พอมาถึง วันมาฆบูชานี้ พระสงฆ์ มีตั้ง พันกว่ารูป เรียกว่าเป็น ปึกแผ่น ประดิษฐานลงไปแล้ว. พระพุทธองค์ประทับเป็น ประธาน ประกาศหลักแห่งพระพุทธศาสนา ว่าเป็น อย่างนี้ ๆ จึงได้ชื่อว่าเป็นวันที่ประดิษฐานคณะสงฆ์, หรือ เป็นวันพระสงฆ์. คนพวกอื่นเขาเข้าใจว่าเป็นอย่างอื่นก็ ตามใจพวกเขา, เรามีเรื่องของเหตุการณ์ตามที่เป็นจริง นั่นแหละ เป็นเครื่องกำหนด ว่าวันไหนเป็นวันพระพุทธ, วันไหนเป็นวันพระธรรม, วันไหนเป็นวันพระสงฆ์, ดังที่ กล่าวมานี้. ใจความสำคัญ มันก็อยู่ที่ จะต้องประพฤติให้ ถูกต้อง สำเร็จประโยชน์ได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนา นั้นเอง, มีความสมบูรณ์อยู่ที่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่เป็นพระศาสนา.
น.11 ๓ สำหรับการปฏิบัติก็มี ๓ ข้อดังกล่าวแล้ว แต่ถ้าวัตถุ เป็นที่ตั้งแห่งการเคารพบูชาศึกษาถึง หรือมีอะไรเหล่านี้แล้ว มันก็อีก ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, เราต้องมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ครบ จึงจะชื่อว่ามีพระ- พุทธศาสนา มันก็มีปัญหาอยู่ว่า เดี๋ยวนี้เรามีกันแล้วหรือยัง ? เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์กันครบ แล้วหรือยัง ? ถ้ามี, มีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ชนิดไหน เป็นชนิดที่ แท้จริง, หรือเป็นชนิดที่เป็นเพียงผิวเปลือก ไม่ใช่เนื้อใน ไม่ใช่ส่วนที่เป็นหัวใจ, นี่แหละเป็นสิ่งที่จะต้องใคร่ครวญ. ดังนั้นจึงจะขอวิสัชชนาโดยหัวข้อในวันนี้ว่า พระรัตนตรัย ที่ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก. ฟังดูแล้วก็คล้ายกับดูหมิ่น, พระรัตนตรัยที่ท่าน ทั้งหลายยังไม่รู้จัก พูดแล้วก็เป็นการดูหมิ่นว่าคนเหล่านี้ ไม่รู้ จักพระรัตนตรัย. แต่ขอให้ฟังดูให้ดี ๆ ว่ามันมีหรือไม่, มันถึง ที่สุดแล้วหรือยัง, รู้จักครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็เรียกว่าไม่รู้จัก. ต้อง รู้จักถึงที่สุด เป็นชาวพุทธกันมากี่สิบปี เหลือพระ-
น.12 ๔ รัตนตรัยที่ยังไม่รู้จัก นี้มันก็ดูกระไรอยู่, รีบมาทำการแก้ไข สิ่งบกพร่องเหล่านี้ ให้หมดสิ้นไปเสียโดยเร็ว. พระรัตนตรัยที่ท่านควรจะรู้จัก, มันยังมีชนิดที่ท่าน ยังไม่รู้จัก นี่ก็เพราะว่า มองข้ามไปเสียก็ได้, มองข้ามไปก็ ไม่รู้จักเหมือนกัน, หรือว่าถูกซ่อนไว้เสีย โดยไม่เจตนา แต่ มันเหมือนกับการซ่อนไว้เสีย ก็ไม่รู้จักเหมือนกัน ; หรือว่า เกิดมาในหมู่ชนที่ไม่รู้จักพระรัตนตรัยถึงที่สุด อย่างนี้มัน ดูถูกบรรพบุรุษมากไปหน่อย ต้องขออภัย, เกิดมาในหมู่ชน ที่ยังไม่รู้จักพระรัตนตรัยถึงที่สุด, จริงหรือไม่จริงคอยดูกัน ต่อไป. ถ้าจะรู้จักก็แยกกันเป็นอย่าง ๆ, พิจารณากันทีละ อย่าง ๆ มันสะดวกดี. พูดกันอย่างลึกซึ้งชนิดที่ท่านทั้งหลาย ไม่รู้จักก่อน, พระพุทธเจ้าไม่ใช่บุคคลคนนั้น ; ฟังดูให้ดี ไม่ใช่บุคคลคนนั้น ที่เกิดในประเทศอินเดีย, ที่เป็นบุตร พระเจ้าสุทโธทนะพระนางมายา, แต่งงานแล้วออกบวช. พระพุทธเจ้าไม่ใช่บุคคลคนนั้น, บุคคลคนนั้นไม่ใช่พระ- พุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ตรัสรู้ไม่ได้นิพพาน. พระ-
น.13 ๕ พุทธเจ้าแท้จริงไม่ได้ตรัสรู้ไม่ได้นิพพาน, ที่เราพูดกันทั่วไป พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และนิพพาน, แต่ตัวพระพุทธเจ้า จริง ๆ องค์จริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น, ไม่ได้ทำอย่างนั้น ที่ประสูตินั้นคือเจ้าชายสิทธัตถะ, ที่ออกบวชก็ เจ้าชายสิทธัตถะ ที่ตรัสรู้ก็โพธิสัตว์สิทธัตถะ, นิพพานนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องของพระพุทธเจ้า มันเรื่องของกิเลสโน่น. สิ่งที่มันนิพพาน มันคือ กิเลส ไม่ใช่พระพุทธเจ้าดอก, หรือ ถ้าจะหมายเอาความตายก็ของร่างกายไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าที่แท้จริงพระองค์จริงมิได้เกิด มิได้ ตาย มิได้ประสูติ มิได้ตรัสรู้ มิได้นิพพาน, แต่เป็น คุณธรรมพิเศษ อันหนึ่ง คือความที่สามารถรู้ความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และ ทางให้ถึงความดับ ทุกข์. คุณสมบัติอันนั้นที่ทำให้รู้อย่างนั้นแหละ มันเป็น นามธรรม, เป็นธรรมยิ่งกว่านามธรรมไปเสียอีก, เลยไม่ได้ มีการประสูติตรัสรู้นิพพานอะไร มีตลอดกาล ตลอดนิรันดร.
น.14 ๖ คุณธรรมที่ทำให้มีการรู้เรื่องอริยสัจจ์ก็ดีรู้เรื่องอะไรก็ดี มันมี อยู่ตลอดเวลา, ใครปฏิบัติถูกต้องถึงกันเข้ามีปรากฏทันที, ถ้าไม่ได้ปฏิบัติ มันก็ไม่ปรากฏ มันก็เงียบหายไป. นี่ขอยืนยันว่าพระพุทธเจ้าพระองค์จริงไม่ใช่บุคคล คนนั้น, ไม่ใช่บุคคลที่รู้จักกันทั่วไปว่าพระสิทธัตถะเกิดที่นั่น เป็นลูกคนนั้นเป็นอะไร, แล้วก็มีการบวช มีการตรัสรู้ มี การสอน มีการนิพพาน, นี้ยังจะเรียกว่าพระพุทธเจ้าที่คุณ รู้จัก พระพุทธเจ้าเท่าที่ท่านทั้งหลายรู้จัก คืออย่างนี้ แต่ พระพุทธเจ้าที่ลึกไปกว่านี้ยังไม่รู้จัก, จริงหรือไม่จริงก็ไปคิด ดูเอง. พระธรรมก็ไม่ใช่สิ่ง ๆ นั้น, ไม่ใช่คำสอน, ไม่ใช่ คำสวด, ไม่ใช่พระไตรปิฎก, ไม่ใช่สิ่งที่เรียกกันว่าพระธรรม ที่แบกกันไปแบกกันมา, พิมพ์กันแล้วพิมพ์กันอีก. พระธรรมไม่ได้เป็นสิ่งของ, ไม่ได้เป็นวัตถุ, ไม่ได้เป็นเสียง, แต่ว่ามันเป็นความจริงของธรรมชาติ, ความจริงของ ธรรมชาติไม่ได้เป็นวัตถุ ไม่ได้เป็นอะไร.
น.15 ๗ คำว่าความจริง ๆ นี้ก็พูดยาก ว่าหมายถึงอะไร ตัวมัน อยู่ที่ไหน, ความจริงของธรรมชาติ ใน ๔ ความหมาย : ตัวธรรมชาติ, ตัวกฎของธรรมชาติ, ตัวหน้าที่ ตาม กฎของธรรมชาติ, ตัวผลที่เกิดจากหน้าที่. ความจริง ทั้ง ๔ นี้คือตัวพระธรรม, ไม่ใช่เอาใส่หีบ แบกไปแบกมา, เวลามีใครตายใครก็แบกไปบ้านนั้นไปสวด ก็เรียกว่าหีบ พระธรรม. พระธรรมคือกฎความจริงของธรรมชาติ ความ หมาย ๔ อย่าง, หรือในความหมาย ๓ อย่างก็ได้ คือ ปริยัติ- ธรรม ปฏิบัติธรรม ปฏิเวธธรรม, เรียนให้รู้, ปฏิบัติ ให้ได้, ได้รับผลของการปฏิบัติ ความจริง ๓ ประการนี้ ก็เรียกว่า องค์พระธรรมที่แท้จริง ที่ท่านทั้งหลายไม่สนใจ ไม่รู้จัก, รู้จักแต่พระธรรมแต่ที่เอามาสวดได้ เอามาอ่านได้, เอามาทำพิธีต่าง ๆ ได้ พระธรรมที่ยังไม่รู้จักจึงยังมีอยู่. พระสงฆ์ ๆ ก็ไม่ใช่คนนั้น, ไม่ใช่คนนุ่งเหลือง ห่มเหลืองคนนั้น บวชกันตามพิธีของการบวช ไม่ใช่คน คนนั้น, แต่เป็นผู้ที่กำลังดับทุกข์อยู่ จะหมายถึงจิตใจ
น.16 ๘ และร่างกายหรือนามรูปก็ได้ ; ถ้าไม่จัดเป็นบุคคล คือคนที่ กำลังปฏิบัติอยู่ นุ่งเหลืองก็ได้ ไม่เหลืองก็ได้, หัวโล้นก็ได้ หัวรกก็ได้. ถ้าว่าเขากำลังปฏิบัติดับทุกข์อยู่ แล้วก็ เป็น พระสงฆ์ แหละ, พระสงฆ์อย่างนี้รู้จักหรือไม่รู้จัก, สุปฏิปันโน ก็แล้วกันแหละ ถ้าเป็นสุปฏิปันโนแล้วก็เป็นพระสงฆ์. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ไม่รู้จัก หรือความ ไม่รู้จัก มันมีลักษณะอย่างนี้, ถ้าไม่เคยนึกเคยรู้สึกเคย เข้าใจ ก็เรียกว่ายังไม่รู้จักนี้, รู้จักแต่ผิว ๆ แต่เปลือก ๆ แต่ที่ เอามาทำเป็นพิธีรีตอง, แล้วก็ทำแต่ปากว่าเท่านั้นแหละ ใจไม่ รู้จักดอก, ปากก็ว่าเสียยืดยาว, สวดกันได้เป็นยืดเป็นยาว เรื่องพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสงฆ์คุณ นี้มันก็ยัง ไม่ใช่องค์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง. เอ้ามาดูกันอีกด้านหนึ่งอีกมุมหนึ่งพุทธะ พระพุทธ- นี้คือผู้บอก, พระธรรม ธรรมะนั้นคือ สิ่งที่เอามาบอก, พระสงฆ์คือการทำตามคำที่บอก. ผู้บอกใครก็ได้ ถ้าบอก เรื่องดับทุกข์แล้ว ก็เป็นพระพุทธ, สิ่งที่บอกก็เรื่องดับทุกข์ คือพระธรรม พระธรรมคือเรื่องที่เอามาบอก, แล้วถ้ามีการ
น.17 ๙ ทำตามคำที่บอกแล้ว เป็นพระสงฆ์กันหมดเลย. แม้ว่าจะอยู่ ในระดับเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่ำ ๆ เตี้ย ๆ มันก็ยังอยู่ในความหมาย นั่นแหละ, ฉะนั้นพยายามรู้จักตัวพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ โดยวิญญาณ โดยความหมายที่ลึกซึ้ง ว่าเป็นผู้บอก, แล้วสิ่ง ที่บอก แล้วก็การทำตามคำที่บอก. ทีนี้อีกนัยหนึ่ง ผู้ชี้ทางคือพระพุทธ ตัวทางที่ ชี้นั้นคือพระธรรม, ตัวผู้ที่เดินตามทาง นั้นคือพระสงฆ์ ทางในที่นี้ หมายถึงทางจิตใจ, ไม่ใช่ทางเดินทางถนน ทาง ที่จิตใจจะเดินไป เดินไปอย่างไร, ใครเป็นผู้บอกทาง อันนี้ ก็เป็นพระพุทธ หรืออะไรก็ได้เป็นผู้บอกทางอันนี้ หมายถึง จิต หรือว่าร่างกายจิตรวมกันบอกได้ก็ได้, ไม่ต้องเป็นตัว เป็นตนอะไรนักหนา. ตัวหนทางก็คือแนวพระธรรม ปฏิบัติอย่างไร จะนำไปสู่ความดับทุกข์. เดินในที่นี้ก็ หมายถึงปฏิบัติตาม, ปฏิบัติตาม คำว่าปฏิบัตินี้ถ้าภาษาวัตถุ ก็คือการเดิน, ภาษานามธรรม ก็คือ การปฏิบัติทางกาย วาจาใจ, คำเดียวกันแหละ. ดูอีกปริยายหนึ่ง พระพุทธคือผู้จุดแสงสว่าง, พระธรรมคือแสงสว่าง, พระสงฆ์คือผู้ใช้ประโยชน์ของ
น.18 ๑๐ แสงสว่างนั้น. ผู้จุดแสงสว่างในทางนามธรรม คือทางจิตใจ กิริยาเดียวกับจุดตะเกียง, จุดขึ้นแล้วมันก็สว่าง ถ้าจุดธรรมะ มันลุกโพลงขึ้นมา มันก็สว่างในจิตใจ. นี่จุดไฟให้เกิดขึ้นใน จิตใจ ผู้จุดนี้คือพระพุทธเจ้า พระพุทธ, แสงคือพระธรรม ผู้ใช้แสงให้เป็นประโยชน์นั้น คือพระสงฆ์. นี่ดูจะเป็นกันเสียหมดทุกคน คิดดูให้ดีซิ การปฏิบัติ ธรรมก็ดี, การเดิน ตามทางธรรมก็ดี, การใช้แสงสว่าง ก็ดี, เป็นกันหมดทั้งพระทั้งฆราวาส, ผู้ทำอย่างนี้ก็เรียกว่า พระสงฆ์, แล้วก็มี ๆ มีสิ่งที่บอกมีสิ่งที่ชี้ให้ มีแสงสว่างที่ จุดขึ้นแล้วรักษาไว้ได้, นี่คือมีพระธรรมต้องมีอย่างนี้ ต้อง มีอย่างนี้. นี้ถ้าว่าสามารถกระทำตนเป็นผู้บอกก็ได้ ทำตน ทำตนเป็นผู้ชี้ทางก็ได้ ทำตนเป็นผู้จุดแสงสว่างก็ได้ ทำไป ตามกำลัง ทำไปตามสติปัญญา ไม่ต้องถึงที่สุดดอก, รู้เท่าไร ก็บอกเท่านั้น, แต่อย่าบอกให้เกินที่รู้มันจะเป็นโกหก มัน จะเป็นการหลอกไปเสีย. รู้ด้วยการปฏิบัติมาแล้ว ดับทุกข์ ได้จริง อย่างนี้บอกได้ทันทีเลยว่า ทำอย่างนี้ซิ, แล้วมันก็ จะดับทุกข์ได้อย่างนี้. นี้ก็อยู่ในพระรัตนตรัย ชนิดที่ท่าน ทั้งหลายยังไม่รู้จักหรือยังไม่สนใจ. เอาแต่เรื่องเสียง ๆ พุทธัง
น.19 ๑๑ สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ นี้มันพระรัตนตรัยของนกแก้วนกขุนทอง ของ จานเสียงของอะไรก็แล้วแต่, ที่มันทำเสียงได้ก็แล้วกัน ไม่ใช่ ตัวจริง. เอ้าทีนี้จะดูให้ลึกไปอีก ที่ว่า พระพุทธเป็นผู้บอก นั้น ท่านมิใช่เพียงแต่ผู้บอกผู้ชี้ผู้จุด, แต่ ท่านได้บรรลุสิ่ง นั้นแล้ว มีความสะอาด สว่าง สงบแล้ว. ท่านปฏิบัติแล้ว, บรรลุธรรมะแล้ว, มีสิ่งนั้น ๆ แล้ว จึงทำหน้าที่ของท่าน คือช่วยผู้อื่น. ธรรมะ ก็มิใช่แต่ว่าเป็นสิ่งที่บอก หรือถูกบอกหรือ ถูกชี้เท่านั้น ไม่ใช่เพียงเท่านั้น, เป็นสิ่งที่ดับทุกข์ได้จริง, ดับทุกข์ได้จริง ดับทุกข์ได้จริง มันอยู่ที่ตรงนี้. ธรรมะคือ สิ่งที่มันดับทุกข์ได้จริง, บอก ๆ ได้ ถ้าดับทุกข์ไม่ได้ก็ไม่ใช่ ธรรมะ, มันไม่ใช่เพียงแต่บอก แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ดับทุกข์ ได้จริง. พระสงฆ์ก็ไม่ใช่เพียงแต่ว่าอยู่เป็นหมู่ ภิกขุสังโฆ หมู่แห่งสงฆ์ ไม่ใช่อยู่กันเป็นหมู่จะเรียกว่าสงฆ์, ถ้าอยู่กัน
น.20 ๑๒ เป็นหมู่เรียกว่าสงฆ์ หมู่อะไรก็เป็นสงฆ์ไปหมด นั้นมันสงฆ์ ในภาษาคำพูด ไม่ใช่ภาษาในทางศาสนา. แต่ พระสงฆ์เป็น ผู้ปฏิบัติดับทุกข์แล้ว หรือกำลังปฏิบัติดับทุกข์เข้าไป ปฏิบัติดับทุกข์เข้าไป, นั่นแหละคือพระสงฆ์ พระสงฆ์อยู่ที่ นั่น, นี่ดูให้ละเอียดจะพบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในลักษณะอย่างนี้, ที่ไม่เคยสนใจหรือไม่เคยรู้จักมาถึง ขนาดนี้. ทีนี้ก็พูดถึง การถึงพระรัตนตรัย ถึงพระถึงรัตนตรัย ฟังดูให้ดีมีคำว่า ถึง มันไม่ใช่เพียงแต่บอกให้ว่า, นั้นมัน เป็นเพียงพิธี พิธีสำหรับจะถึงพระรัตนตรัย ยังไม่ใช่การถึง ยังเป็นพิธี เหมือนพิธีรับน้องใหม่ยังไม่ได้เป็นอะไร ไม่ใช่ เพียงแต่ให้กล่าวบทสรณาคมน์ ตรวจดูแล้วในพระบาลีทั้งหลาย พระพุทธเจ้าไม่เคย บอกอย่างที่เรากำลังบอก อย่างที่พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัส คำเหล่านี้, ไม่เคยตรัสคำเหล่านี้, แปลกไหม. ท่านไม่มีเรื่องที่จะต้องตรัส คำเหล่านี้ ซึ่งเป็นเพียงการทำพิธี ทำพิธี, ท่านไม่ทำพิธี
น.21 ๑๓ แต่ท่านสอน สอนทุกอย่างที่จะให้รู้จักดับทุกข์, พอผู้นั้นฝั่ง เข้าใจเห็นจริงทุกอย่าง ว่าดับทุกข์ได้จริงอย่างนี้, ผู้นั้นจึงว่า ออกมาเอง โดยที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ชักสวดหรือนำให้ว่า. พระพุทธเจ้าไม่ได้นำให้ว่าไม่ได้ชักสวดให้ว่า ผู้นั้นประกาศ ตัวมาเอง ข้าพเจ้าถึงพระพุทธ พร้อมทั้งพระธรรม พร้อมทั้ง พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งจนตลอดชีวิต, ผู้นั้นว่าเอาเอง พระ- พุทธเจ้าไม่ได้ว่า ไม่ได้ชักสวด, บทพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ พระพุทธเจ้า ไม่เคยว่า. เดี๋ยวนี้เราว่ากันร้อยหนพันหนหมื่นหนก็ไม่เห็นมี อะไรเกิดขึ้น, เพราะมันดีแต่ว่า. เป็นเรื่องของผู้ที่เห็นแล้ว เข้าใจแล้วพอใจแล้ว ยินดีรับเอาเป็นสรณะแล้ว จึงว่า ออกมาเอง, บทสรณคมน์นี้เป็นบทที่ผู้เห็นธรรมะแล้วว่า ออกมา. เดี๋ยวนี้เขา ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย จับตัวมาก็เอา มาทำพิธี บวชเป็นเณร, ถือพุทธก็ให้ว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, อย่างจะจับฝรั่งเอามาเป็นชาวพุทธ, ก็ให้ว่าพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ๒-๓ คำก็เสร็จแล้ว ๆ, มันเป็นเสียอย่างนี้ มัน จึงไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง.
น.22 ๑๔ มีพระรัตนตรัย ถึงพระรัตนตรัย มันคนละความ หมาย, ถือ ถือแต่ปากก็ได้, ถือด้วยจิตใจก็ได้. คำว่า ถึง นี้ ต้องถึงด้วยจิตใจ, ถึงแต่ปากไม่มีคำว่ามี ๆ ๆ พระรัตนตรัย ต้องมีคุณธรรมจริง ไม่ใช่มีเสียงที่ท่องไว้ได้, จำไว้ได้ในใจ แล้วจะว่ามีพระรัตนตรัย แล้ว การอาศัยพระรัตนตรัย เป็น ที่พึ่งนั้น ต้องปฏิบัติแล้ว ได้รับผลแห่งการดับทุกข์แล้ว, ไม่ใช่อาศัยด้วยการว่า ว่าบทเหล่านี้ ว่าบทเหล่านี้เท่านั้นแหละ คืออาศัย, แล้วก็ดับทุกข์ คำว่าอาศัยอย่างนั้นมันเป็นอาศัย เพียงพิธี. รวมความว่าที่เป็น เพียงพิธีนั้นยังไม่ใช่ตัวจริง, ยังเป็นเพียงพิธี ยังเป็นเพียงเปลือก. ฉะนั้นขอให้ ถึงตัว จริง ถึงตัวจริง, แล้วจะไปรวมที่จุดเดียวกันหมด คือความ ดับทุกข์. เดี๋ยวจะพิจารณาให้ดูว่า มันไปรวมอยู่ที่ความ ดับทุกข์อย่างไร, ดูกันที่ผิวนอกนี้ก่อน. พระรัตนตรัยนี้ของคนหลาย ๆ ระดับ, พระรัตนตรัย ของคนหลายระดับ. ดังนั้นพระรัตนตรัยก็พลอยมีหลายระดับ ไปด้วย. ตามที่คนมีหลายระดับ แล้วถือแล้วถึงหรือมีกัน หลายระดับ.
น.23 ๑๕ ตัวอย่างเช่น พระรัตนตรัยของเด็ก ๆ เด็กลูกเล็ก ๆ มีพระรัตนตรัยได้เท่าไร ได้เท่าที่คุณพ่อคุณตาสอนให้ว่า เท่านั้นแหละ, "ถ้าว่าจะได้รับการสอนมากกว่านั้น มันก็มี พระพุทธแต่พระพุทธรูปในโบสถ์, พระธรรมที่เขาแบกไป แบกมา พระสงฆ์ที่ตัวเหลือง ๆ ที่มาบิณฑบาตตอนเช้า ๆ นี้ ; พระรัตนตรัยของเด็กมันมีเพียงเท่านี้ ทีนี้ของผู้ใหญ่ บางคน ก็มีเท่านี้ไม่ดีกว่าเด็ก, พระรัตนตรัยของปุถุชน ไม่รู้ธรรมะ มันก็อยู่ที่ตรงนี้ อยู่ที่ตามพิธีรีตองนี้. พระรัตนตรัยของเจ้านาค ก็เหมือน ๆ กันแหละ, พระรัตนตรัยของเจ้านาคผู้จะบวชเดี๋ยวนี้ ก็เหมือนกับพระ- รัตนตรัยของเด็ก ๆ ที่ไม่เคยสนใจมาแต่ก่อน. บางทีมาเรียน กันวันนี้บวชวันนี้ก็มี มาเรียนคำบวชวันนี้มันบวชวันนี้, พระรัตนตรัยอย่างนี้จะมีได้อย่างไร พระรัตนตรัยของเจ้านาค พระรัตนตรัยของเด็ก ๆ ก็มีเพียงเท่านี้. พระรัตนตรัยของผู้แก้บน ยิ่งแล้วใหญ่ มันพูดแต่ เพียงแก้บนเท่านั้นให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ช่วยนี้, มันแต่ลม ๆ แล้ง ๆ พระรัตนตรัยอย่างนี้.
น.24 ๑๖ เอ้าถ้ามันสูงขึ้นมาซิ สูงขึ้นมา ของอุบาสกอุบาสิกา ที่ได้ศึกษาเล่าเรียน รู้ความหมายมากกว่านี้ ก็มีอยู่อีกระดับ ไม่เหมือนของเด็ก ๆ ไม่เหมือนของเจ้านาค, เขาเคยเบื่อหน่าย ต่อความทุกข์ หวังจะดับทุกข์ หวังว่าพระพุทธเจ้าในรูป ของพระธรรมพระคุณจะช่วยดับทุกข์ได้, มีจิตใจเข้าถึง อย่างนี้เรียกว่านั่งใกล้อุบาสกแปลว่านั่งใกล้ พระรัตนตรัย อุบาสิกา แปลว่า นั่งใกล้พระรัตนตรัย เพราะว่าเดี๋ยวนี้หัวใจรู้ เรื่องพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์พอสมควรแล้ว ถ้ายังเป็น เพียงนกแก้วนกขุนทอง ก็เป็นอุบาสกอุบาสิกาชนิดนกแก้ว นกขุนทอง, ไม่มี ไม่มีนั่งใกล้ โดยจิตใจ. นั่งใกล้พระพุทธรูป ก็ได้, ใกล้ตู้พระไตรปิฎกก็ได้, นั่งใกล้พระลูกหลานก็ได้ มัน ไม่นั่งใกล้โดยความหมายที่ต้องการ, คือว่าจิตใจมันมีสิ่ง นั้น จิตใจคลุกเคล้าระคนด้วยกันกับสิ่งนั้น ก็เรียกว่านั่งใกล้ เป็นอุบาสกบ้าง อุบาสิกาบ้าง อย่างนี้มันก็ค่อยยังชั่ว เป็น พระรัตนตรัยที่สูงขึ้นไป. ทีนี้ ถ้าเป็นพระอริยเจ้า ชั้นต้น ๆ เป็นพระโสดาบัน สกิทาคาแล้ว ยิ่งถึงมากขึ้นไป ถึงมากขึ้นไป พอเป็นพระ- อรหันต์ ก็เป็นพระรัตนตรัยเต็มตัว เต็มตัว จนไม่ถึง
น.25 ๑๗ ไม่ถือ ไม่ต้องมีกันอีกต่อไปมัน หมดความจำเป็นที่จะถึงจะ ถือแล้ว, ถ้าเป็นพระอรหันต์ เป็นเสียเอง. นี่ พระรัตนตรัยจึงมีหลายแบบ หลายชั้น ช่วยกัน ศึกษาดูให้ดี ๆ อย่าทำเล่นกับสิ่งเหล่านี้, เดี๋ยว จะมีพระ- รัตนตรัยที่มิใช่พระรัตนตรัย, พระรัตนตรัยที่มิใช่พระ- รัตนตรัยครั้งนี้เรียกว่า เสียหายมาก ทีเดียว มันคล้าย ๆ กับมี ของปลอม มีอะไรที่ใช้ไม่ได้. ศึกษาให้รู้ปฏิบัติให้รู้ ได้รับผลของการปฏิบัติ แล้วก็รู้ ๆ ๆ จะมีพระรัตนตรัยที่ แท้จริง. ทีนี้ ทิดสึกใหม่มีพระรัตนตรัยบ้า ๆ บอ ๆ ของแก อะไรก็ไม่รู้ ทิดสึกใหม่นั่นแหละ บวชตั้งพรรษาหลายพรรษา ทิดสึกใหม่มีพระรัตนตรัยอีกแบบหนึ่ง สึกตอนเช้าวันนี้ ค่ำไปดูหนังถูกตีหัวกลับมา, นี่ทิดสึกใหม่ก็เป็นอย่างนี้. พระ- รัตนตรัยของทิดสึกใหม่นั้นดูมันประหลาดที่สุด, มันอีกแบบ หนึ่งต่างหาก โดยมากนะ, นี่พูดถึงโดยมาก ทิดสึกใหม่ที่ ถูกต้องเป็นบัณฑิตที่แท้จริงก็มีเหมือนกัน.
น.26 ๑๘ ไปดูเอาเอง ไปพิจารณาเอาเอง พระรัตนตรัย ของเด็ก, ของเด็กทารก ของเด็กวัยรุ่น, ของผู้ใหญ่, ของปุถุชน, ของอุบาสกอุบาสิกา, ของเจ้านาค, ของ แก้บน ของคนสึกใหม่ ประหลาด ๆ ทั้งนั้นแหละ, ไม่รู้ เอามาแต่ไหน. ถ้าเป็นพระรัตนตรัยในพระพุทธศาสนา มัน ต้องเกี่ยวกับธรรมะ เกี่ยวข้องกับธรรมะ คือบอกธรรมะ บอกให้รู้, บอกให้ปฏิบัติ, แล้วก็มีการปฏิบัติ, มันอยู่แต่กับ ธรรมะเท่านั้น มันไม่เกี่ยวกับเสียง. เอ้า, ทีนี้ดูกันต่อไป เรื่องการอ้างคุณพระรัตน- ตรัย นี่ได้ยินอ้างกันอยู่เสมอ อ้างคุณพระรัตนตรัย, ไม่รู้จัก พระรัตนตรัยก็อ้างได้ เพราะเขาสอนให้อ้าง บนนี่อ้างนี่, ที่เขาสอนเด็ก ๆ ให้มันอ้างให้มันบน นี่เด็ก ๆ เขาก็อ้างคุณ พระรัตนตรัย. โดยที่ก็ไม่รู้จักพระรัตนตรัยไม่มีพระรัตนตรัย บางทีก็ถือไสยศาสตร์ด้วยซ้ำไป, ปากก็อ้างคุณพระรัตนตรัย, แต่หัวใจถือไสยศาสตร์, เชื่อผีสางเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชนิด ไหนก็ไม่รู้: อย่างนี้อ้างคุณพระรัตนตรัย อ้างละเมอ ๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก, แล้วก็ยังอ้างคุณพระ- รัตนตรัย. นี่มันคนไม่รู้คนหลับตาพูด, มันจะอ้างโดยที่ไม่รู้
น.27 ๑๙ ว่าเป็นอะไร, ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ในสากลโลกมันมีอะไรศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกที่ยิ่งไปกว่าพระ- รัตนตรัย, อะไรมันยิ่งไปกว่าพระรัตนตรัย. ถ้าว่าพูดว่า พระรัตนตรัยมันหมดแล้ว มันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในสากล โลกเสียแล้ว ไม่ต้องอ้างมาซ้ำอีกที, ระวังให้ดี อย่าทำกัน แต่ปากละเมอ ๆ. สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในสากลโลก ก็คือพระรัตน- ตรัย นั่นแหละ แต่ถ้าอ้างเอาเฉย ๆ ไม่มีดอก มันมีแต่ลม ที่อ้าง, มีเสียงที่อ้าง, ถ้าไม่ปฏิบัติแล้ว มันไม่มีพระรัตนตรัย ให้มาอ้างหรือมาช่วย. คุณพระรัตนตรัยจะมีเฉพาะแต่ผู้ที่ ปฏิบัติตามพระรัตนตรัย, คนเอาเปรียบก็ว่าเฉย ๆ ไม่ได้ ปฏิบัติอะไรก็อ้างเอา ๆ ๆ อย่างนี้ไม่มีดอก มันลม ๆ แล้ง ๆ, ไม่มีพระรัตนตรัยที่มานั่งคอยให้คนเหล่านี้อ้าง ไม่มี ๆ เชื่อเถอะว่าไม่มี. พระรัตนตรัยมีต่อเมื่อมีการปฏิบัติถูกต้อง ตาม ทางธรรมะนั่นแหละ พระรัตนตรัยจะมีที่นั่น, แล้วไม่ต้องอ้าง ท่านช่วยเองแหละ. พระรัตนตรัย ไม่ต้องอ้างให้ช่วย
น.28 ๒๐ ท่านช่วยเอง ขอให้มีพระรัตนตรัยเถอะ จะช่วยเองทันที อย่างว่ามีแสงสว่างนี้, ไม่ต้องขอร้องให้มันทำให้สว่างให้เห็น มันเห็นทันที ถ้ามีแสงสว่าง, ไม่ต้องขอร้องให้แสงสว่างช่วย อะไรอีกที มันก็เห็น. นี่ถ้ามีพระรัตนตรัยจริง ๆ มันช่วยเสร็จ ในตัว, ไม่ต้องมาอ้างให้ช่วยกันอีกให้ป่วยการ. ที่อ้างให้พระรัตน ตรัยช่วย อย่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น มันเป็นไสยศาสตร์ ไม่ใช่พุทธศาสตร์. พระพุทธเจ้าให้ พึ่งตัวเอง, ให้ทำด้วยตนเอง เป็นที่พึ่งแต่ตนเอง, พึ่งตนเอง ธรรมะนั่นแหละคือพุทธะ แต่นี้มันอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตัว ไม่รู้จัก. ได้แต่ว่าตามธรรมเนียม หลับตาว่าตามธรรมเนียม อย่างนี้ยังเป็นไสยศาสตร์อยู่. แม้จะอ้างพระรัตนตรัย ก็ยัง เป็นไสยศาสตร์อยู่เพราะไม่รู้ว่าว่าอะไร, อ้างอย่างลม ๆ แล้ง ๆ อ้างอย่างละเมอเพ้อฝันยังเป็นไสยศาสตร์อยู่ ไม่เป็นพุทธดอก. ถ้ารู้จักปฏิบัติให้ถูกต้อง แล้วมัน ก็เกิดผลเป็นปฏิกิริยาขึ้น มา ช่วยดับทุกข์ได้จริง นี้เป็นพุทธศาสตร์. ฉะนั้น การอ้างคุณพระรัตนตรัย นี้ช่วยกันระวังให้ ดี ๆ ต้องทำให้มี ต้องทำให้มีอยู่กับเนื้อกับตัว, แล้วก็ไม่
น.29 ๒๑ ต้องอ้างไม่ต้องอ้อนวอนอะไรดอก, ไม่มีเรื่องต้องอ้อนวอน ดอก มันช่วยทันทีคุ้มครองทันที, ให้ความสุขสงบเย็นถึง ที่สุดทันที, แล้วแต่ว่าจะมีกันในระดับไหน. นี้เข้าใจว่าพระรัตนตรัยหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มานั่งคอย อยู่ เราอ้างเมื่อไรได้เมื่อนั่น, มันคนเอาเปรียบ อ้าง ฟรี ไม่ทำอะไร อ้างฟรี ๆ มาช่วย, อย่างนี้มันมีไม่ได้ โดยมากมันเป็นเสียอย่างนี้. - อ้างฟรี ไม่ได้ทำอะไร, อ้างไป เท่านั้นแหละก็เชื่อว่าช่วยแล้ว อย่างนี้ไม่ใช่พระรัตนตรัย, ไม่มีไม่มานั่งคอยท่าให้เราอ้างฟรีอยู่อย่างนี้. มีแต่ต้องปฏิบัติ ต้องปฏิบัติ ให้ถูกต้อง ๆ แล้วก็จะช่วย, พระรัตนตรัยแท้ จริงช่วยทันทีเมื่อมีผู้ปฏิบัติถูกต้อง. พุทธบริษัทแท้จริง ไม่ต้องอ้างคุณพระศรี รัตนตรัย, ถ้ายังต้องอ้างคุณพระศรีรัตนตรัย ก็ยังเป็นพุทธ- บริษัทไม่ถึงขนาด. ยังขี้ขลาด ยังขี้กลัว ยังไม่มีธรรมะที่เป็น ที่พึ่งที่แน่ใจแก่ตัวเอง ขอให้เราปรับปรุงการรู้จักพระรัตนตรัยให้ยิ่ง ขึ้นไป, การถึงพระรัตนตรัยให้ยิ่งขึ้นไป การมีพระรัตนตรัย
น.30 ๒๒ หรือการถือพระรัตนตรัยยิ่งขึ้นไปกว่าที่แล้วมา, แล้วได้อาศัย ได้คุ้มครองแท้จริง โดยไม่ต้องอ้าง ไม่ต้องอ้าง ถ้ายังต้อง อ้างแล้วก็ยังไม่มี. ถ้ามีแล้วไม่ต้องอ้าง, มันช่วยเลย, พระ- รัตนตรัยเป็นอย่างนั้น. ทีนี้ก็จะมาถึงคำว่าที่ไหน และเมื่อไร ? ขอตอบ สั้น ๆ ชัด ๆ ช่วยฟังให้ดีช่วยจำให้ดีว่า มีการดับทุกข์ที่ไหน มีพระรัตนตรัยที่นั่น, มีการดับทุกข์เมื่อไร มีพระรัตน- ตรัยเมื่อนั้น. ลองทำให้มีการดับทุกข์ซิ มันมีพระพุทธที่ เป็นความรู้เรื่องดับทุกข์, แล้วก็มีพระธรรมที่เป็นธรรมตัวการ ดับทุกข์ แล้วก็มีตัวผู้ได้รับประโยชน์จากการดับทุกข์ มีทั้ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ครบ. ในเมื่อมีการดับทุกข์ ดับทุกข์ถูกต้องตามหลักแห่งพระพุทธศาสนาที่ไหน เมื่อไร ก็มีพระรัตนตรัยที่นั่นและเมื่อนั้น, ไม่ต้องเลือกที่ ไม่จำกัดที่ อกาลิโก ก็คือไม่จำกัดเวลา, แต่ไม่จำกัดที่ยัง ไม่มีคำเรียกในภาษาบาลี เราว่าเอาเองก็แล้วกันว่า มีการ ดับทุกข์ที่ไหนก็มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครบ ถ้วนอยู่ในนั้น, จริงไม่จริงไปดูเอาเอง.
น.31 ๒๓ ถ้ายังไม่มีการดับทุกข์ ก็ยังมีพระรัตนตรัยที่ ยังไม่ถึงขนาด, บางทีก็ยังมีแต่พิธีรีตอง ก็เป็นเปลือก พระรัตนตรัย เป็นสัญลักษณ์พระรัตนตรัย, เป็นเรื่องพิธี รีตอง เป็นของเด็กเล่นมากกว่า, ไว้ให้เด็ก ๆ มันบนบาน ศาลกล่าว อย่างนั้นไม่ใช่พระรัตนตรัยที่แท้จริง. แต่เอาเถอะ ถ้าว่ามันยังทำอะไรไม่ได้. ให้พยายามทำอย่างนั้นไปพลางก่อน ก็ได้เหมือนกัน, แต่อย่าให้มันหยุดอยู่เพียงเท่านั้น, ให้มัน เลื่อนขึ้นไป เลื่อนขึ้นไปจนถึงดับทุกข์ได้. พอมีการดับ ทุกข์ได้ จะมีครบพร้อมขึ้นมาทั้ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, ปัญญารู้เรื่องดับทุกข์เป็นพระพุทธ, การ ดับทุกข์เป็นพระธรรม, จิตใจที่ได้รับประโยชน์จากการ ดับทุกข์เป็นพระสงฆ์, จึงมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พร้อมครบถ้วนอยู่ในขณะหรือในสถานที่ ที่มีการดับทุกข์. นี่จึงขอพูดไว้ มีการดับทุกข์ที่ไหนเมื่อไร, ก็มีพระรัตนตรัย อย่างแท้จริงที่นั่นและเมื่อนั้น. ทีนี้ควรจะถามว่า เด็ก ๆ อ้างคุณพระรัตนตรัย มันก็มีการดับทุกข์ นะ คือมันสบายใจ ถ้าได้บนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันก็สบายใจขึ้นบ้างเล็กน้อย. นี้ก็เป็น
น.32 ๒๔ การดับทุกข์เหมือนกัน เอ้าก็ได้, ก็เป็นพระรัตนตรัย ขนาดเด็ก สำหรับเด็กๆ ในขนาดนั้น ยังไม่ถึงขนาด ดับทุกข์ได้จริง, ดับทุกข์ได้จริงเต็มขนาดเมื่อไร, ก็จะ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เต็มขนาดเมื่อนั้น. มี พระรัตนตรัยพอเป็นพิธีรีตอง ก็พอเป็นพิธีรีตอง หรือเป็น ของบนบานศาลกล่าว, มันก็เป็นเครื่องทำให้สบายใจได้บ้าง แต่ไม่ถึงที่สุดไม่สิ้นเชิง. ทีนี้ก็ดูความเป็นรัตนะ ที่เรียกว่ารัตนะ รัตนตรัย อะไรเป็นรัตนะ ๆ ? รัตนะ คำนี้แปลว่า เครื่องให้เกิด ความยินดี เครื่องให้เกิดความยินดีพอใจ, ตัวหนังสือแปลว่า อย่างนั้น, สิ่งไรช่วยให้เราหมดทุกข์ดับทุกข์ชนิดไหนก็ตาม เราจะพอใจ เราจะยินดี, เช่น ทรัพย์สมบัติเงินทองนี้ มัน ช่วยแก้ปัญหาในระดับโลกระดับรูปร่างกายได้ เราก็ยินดีพอใจ, เงินทอง ข้าวของ ก็เป็นรัตนะได้ในชั้นนี้. แต่ในชั้นลึกมัน ช่วยไม่ได้, มันช่วยดับทุกข์ในชั้นที่เป็นกิเลสตัณหาไม่ได้. พระรัตนตรัยช่วยได้, ฉะนั้นก็เป็นรัตนะที่ยิ่งกว่า รัตนะยิ่งกว่า เป็นไปในทางจิตใจ ช่วยได้, ช่วยให้ชื่นใจ ช่วยให้อิ่มใจ. นี้ ความหมายของคำว่ารัตนะมัน อยู่ที่ ดับทุกข์ได้, เป็น
น.33 ๒๕ แก้ว แหวน เงิน ทองรัตนะโลก ๆ ก็ดับทุกข์ โลก ๆ เป็นธรรมะ ชั้นจิตใจก็ดับทุกข์ชั้นจิตใจ ก็เรียกว่าเป็นรัตนะได้ด้วยกัน, แต่มันก็มีอยู่เป็น ๒ ชั้น เงิน ทอง ข้าว ของ ไม่ต้องพูดใคร ๆ ก็ทำได้มีได้ แต่ว่าทางจิตใจนี้ ไม่ค่อยจะมีใครรู้, ต้องช่วยกัน มากในเรื่องนี้ ชั้นที่เป็นจิตใจนี้ทำให้ดับทุกข์ได้ ให้พอใจ ให้เป็นสุข. ทีนี้ก็ดูที่คำว่าตรัย ตรัย แปลว่า สาม ทำไมต้องมี ๓ ? เพราะว่ามันเกี่ยวพันกันจน แยกจากกันไม่ได้, สัมพันธ์ กันจนแยกกันไม่ได้. เช่น ผู้จุดไฟ กับ แสงสว่าง กับ ผู้ได้รับ แสงสว่าง, นี้มันแยกกันไม่ได้. ถ้าไม่มีผู้จุดไฟ แสงสว่าง มันก็ไม่มี, จุดไฟแล้วไม่มีแสงสว่างก็ไม่มีประโยชน์อะไร, ไม่มีผู้ ได้รับประโยชน์จากแสงสว่าง ก็เท่ากับไม่ได้จุด. ถ้าสมบูรณ์ มันก็ต้องมีครบทั้ง ๓ ครบทั้ง ๓ ผู้บอกทาง ตัวทางผู้เดินทาง, ผู้จุดไฟแสงสว่างแล้วผู้ได้รับแสงสว่าง ให้มันครบ, เพราะถ้าขาดไปเสียอันหนึ่ง มันก็ไม่สำเร็จ ประโยชน์ มันค้างเติ่งเป็นหมันอยู่. ฉะนั้นจึงอุปมา เปรียบ พระรัตนตรัย ว่า อย่างน้อยต้อง ๓ ขา จึงจะพิงอาศัยกัน อยู่ได้, สองขาอยู่ไม่ได้, ขาเดียวอยู่ไม่ได้, พอได้ ๓ ขาอิง
น.34 ๒๖ อาศัยกันได้. พระรัตนตรัยจึงถูกอุปมาว่าต้องอิงอาศัยกัน เช่นเดียวกับไม้ ๓ ขา, จะมีแต่พระพุทธก็ไม่สำเร็จ จะมีแต่ พระธรรมก็ไม่สำเร็จ. แต่ถ้า ความหมายอันแท้จริง มันลึก ในพระธรรม ก็จะมีทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, หรือ พระสงฆ์ ที่แท้จริง ก็จะมีทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, ใน พระพุทธที่แท้จริงก็มีทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. แต่ถ้าแยกกันเป็นอย่าง ๆ แล้ว ความหมายหรือคุณค่าก็ต่าง ๆ กันออกไป, ต้องมีครบ เอามารวมกันเป็นสิ่งเดียวเพราะฉะนั้น พระรัตนตรัยมีหนึ่ง เท่านั้นแหละ, มีหนึ่งเท่านั้น, มันหนึ่ง ในสาม สามรวมกันเป็นหนึ่ง หนึ่งในสาม. เช่นเดียวกับมรรค มีองค์ ๘ มีหนึ่งเท่านั้น, แต่มัน ๘ องค์ประกอบ พระรัตน- ตรัยนี้ก็ต้องเรียกว่ามีหนึ่งเท่านั้นแหละ, รวมกันอยู่เป็นสาม สามรวมกันอยู่เป็นหนึ่ง. นี่คำว่า ตรัย ๆ รัตนตรัย ๓ รัตนะ ๓ ที่รวมกันเป็นหนึ่ง ถ้าไม่รวมกันเป็นหนึ่งไม่สำเร็จ ประโยชน์ ไม่สำเร็จประโยชน์ถ้าแยกกันอยู่. นี่คำว่า ตรัย ๆ.
น.35 ๒๗ ทีนี้ก็เอามาพิจารณาว่า ตรัยสรณะ ไตรสรณ์, ไตร- สรณาคมน์ ไตรสรณะ ที่ระลึกถึง ๓ ประการ เมื่อเกิดอันตราย ความทุกข์อะไรคุกคาม ก็ต้องมีสิ่งที่ระลึกถึงเป็นที่อุ่นใจ. พระพุทธก็เป็นอย่างนั้น พระธรรม พระสงฆ์ ก็เป็นอย่างนั้น ระลึกถึงแล้วก็อุ่นใจ. เมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้น, เมื่อมีปัญหา อะไรเกิดขึ้น เป็นการระลึกก็เรียกว่าสรณะ, เป็นการพึ่งอาศัย ก็เรียกว่าสรณะ. คำ ๆ นี้มีความหมาย ๒ อย่าง ช่วยจำไว้ให้ดี; สรณะ แปลว่า ที่ระลึกก็ได้ แปลว่า ที่พึ่งพาก็ได้ , มันก็ความ หมายเดียว ๆ กันแหละ ถ้า ระลึกถึงแล้วอุ่นใจ หายกลัวมัน ก็ เป็นที่พึ่ง อยู่ในตัว, ต้องการที่พึ่งจึงระลึก, พอระลึก แล้วมันก็เป็นที่พึ่งขึ้นมา. คำ ๆ นี้จึงมีความหมายได้ ๒ อย่าง ระลึกถึง ก็ได้, ที่พึ่งก็ได้ . ทีนี้ก็พึ่งอะไร พึ่งอะไรโดยแท้จริง. พระพุทธเจ้า ตรัสไว้เป็นหลักว่า ต้องพึ่งตน นะไม่ใช่พึ่งสิ่งอื่น อตฺตทีปา อตฺตสรณา, ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา มีตนเป็นที่พึ่ง มีตน เป็นที่ระลึก, มีธรรมะเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็นที่ระลึก มัน เป็นเรื่องเดียวกันแหละ ถ้าจะมีตนเป็นที่พึ่ง ก็ด้วยทำตนให้
น.36 ๒๘ มีธรรมะ ก็มีพระรัตนตรัยอีกเหมือนกัน, การพึ่งตนก็คือ พึ่งธรรม, การพึ่งธรรมก็คือพึ่งตน. มันประหลาด ที่ว่า พระพุทธเจ้าตรัสย้ำแต่เรื่อง พึ่งตนพึ่งธรรมะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง, แต่แล้วมันมีคำสอน เบื้องต้น ซึ่ง คนทีหลังเขาประดิษฐ์ขึ้นมา ประดิษฐ์ขึ้นมา ว่าพึ่งพระพุทธ พึ่งพระธรรม พึ่งพระสงฆ์ คำพูดชั้นหลัง ทั้งนั้น แม้พระพุทธเจ้าจะตรัสอย่างนี้บ้าง พึ่งพระพุทธ พึ่งพระธรรมพึ่งพระสงฆ์, แต่ท่านก็ประกบท้ายด้วยคำว่าเห็น อริยสัจจ์ ๔ ตามที่เป็นจริง, ถ้าไม่เห็นอริยสัจจ์ ๔ ตามที่ เป็นจริง ไม่มีความหมายแห่งการพึ่งพระพุทธพึ่งพระ- ธรรมพึ่งพระสงฆ์, พึ่งพระพุทธพึ่งพระธรรม พึ่งพระสงฆ์ ก็ต้องมีธรรมะ. อย่างใน เขมาเขมสรณที่ปีกคาถา คาถาที่สวด กันอยู่ทุกวัน ๆ มีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง, เห็น อริยสัจจ์ ๔ ตามที่เป็นจริง นั้นมันเนื่องกันแหละ พึ่งตัวเอง กับพึ่งธรรมะ, พึ่งตัวเองกับพึ่งธรรมะเป็นสิ่งเดียวกันอย่างนี้. ข้อต่อไปก็อยากจะให้สังเกตว่า การเห็น ธรรมะ ธรรม- จักษุ เห็นธรรมะ นั่นแหละเป็นที่ตั้งของพระรัตนตรัย,
น.37 ๒๙ มีการเห็นธรรมะ. ธรรมะจักษุเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อนั้นจะ มีพระรัตนตรัยครบถ้วน, มีธรรมจักษุที่ไหนเมื่อไหร่ก็มี พระรัตนตรัยที่นั่นเมื่อนั้น, เหมือนกับว่าดับทุกข์ที่ไหนก็มี พระรัตนตรัยที่นั่น เดี๋ยวนี้เอาเพียงว่า มีการเห็นธรรมะ. เกิด ธรรมจักษุขึ้นมา ในสิ่งที่เรียกว่าธรรมจักษุเห็นธรรมะนั้น มัน มีตัวผู้เห็น, มีสิ่งที่ถูกเห็น และ ได้รับประโยชน์ ของการเห็น, ธรรมจักษุนั้นต้องมีผู้เห็นมีผู้รู้ แล้วก็มีตัว สิ่งที่เห็น คือตัวธรรมะ ตัวความรู้ แล้วผู้เห็นก็ได้รับประโยชน์ จึงว่า มีธรรมจักษุที่ไหนมีพระรัตนตรัยที่นั่น ถือเป็น หลักอย่างนี้ก็ได้. ขอให้ทุกคนพยายามอย่างยิ่ง ให้มีธรรมจักษุ ไม่ใช่เพียงแต่อ่านหนังสือจำไว้ได้, ต้องมีดวงตาเห็นธรรม ชัดว่า โอ้ กิเลสเป็นอย่างนี้ เข้ามาถึงแล้วเกิดความทุกข์ อย่างนี้, เอากิเลสออกไปเสีย, เห็นชัดว่าความทุกข์จะต้อง ดับไป แล้วก็พยายามทำให้กิเลสดับไป, ความทุกข์ก็ดับไป, เห็นชัดด้วยปัญญาอย่างนี้ เรียกว่าธรรมจักษุ ; แม้จะ เห็นเพียงว่า เห็นสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นมีความ ดับเป็นธรรมดา ก็เป็นเรื่องเดียวกัน คือมันมีเกิดขึ้น
น.38 ๓๐ เป็นธรรมดา มีเหตุมีปัจจัยเกิดขึ้นมา, พอหมดเหตุหมดปัจจัย มันก็ดับลงไป, จึงเห็นว่าถ้ามีความเกิดเป็นธรรมดา ก็ต้องมี ความดับเป็นธรรมดา, เป็นความรู้ที่เนื่องถึงกันหมด. รู้ความ จริงข้อนี้ ความจริงก็ปรากฏขึ้นมา, รู้แล้วก็สว่างไสว แจ่มแจ้งได้รับประโยชน์. เราพยายามให้มีธรรมจักษุเพิ่ม ขึ้น ๆ ทุกเวลาทุกคืนทุกวันเถอะ, นั่นแหละจะมีพระรัตนตรัย เพิ่มขึ้น ๆ. มีพระรัตนตรัยเพิ่มขึ้น ฟังแล้วก็น่าหัว พระ- รัตนตรัยก็ ๓ เท่านั้น ไม่มีมากกว่านั้น, แต่พระคุณ คุณสมบัติหรืออานิสงส์ เพิ่มขึ้น ๆ มากขึ้น ๆ เข้มข้นขึ้น ด้วย การมีธรรมจักษุ, พิจารณาธรรมะอยู่เรื่อยไป เกิดธรรมจักษุ ขึ้นมาเท่าไร พระรัตนตรัยโดยเนื้อหาสาระก็เพิ่มขึ้น ๆ. ขอให้ สนใจทำให้เกิดธรรมจักษุ เพราะว่าพระรัตนตรัยนั้นบรรจุ อยู่แล้วในธรรมจักษุ, พระรัตนตรัยที่ท่านยังไม่รู้จัก ขอให้ พยายามรู้จักพระรัตนตรัยที่ท่านยังไม่รู้จัก. ทั้งหมดนี้เกี่ยวกับ พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นองค์ วัตถุที่ตั้ง ที่พึ่ง ที่อาศัยของพุทธบริษัท, ถ้ามัวแยกกัน อยู่ไม่สำเร็จประโยชน์, ต้องมีพระรัตนตรัยที่จับกลุ่มเป็น
น.39 ๓๑ สิ่งเดียวกัน ไม่แยกกัน : เห็นธรรมะ มีธรรมะที่เห็น, แล้วก็ได้รับประโยชน์จากการเห็นธรรมะ นี่คือมีพระรัตนตรัย ต้องเป็นอย่างนี้. ไปซื้อพระพุทธรูปมาองค์หนึ่ง ตั้งเข้าไว้, ไปซื้อ พระไตรปิฎกมาตู้หนึ่ง, พระสงฆ์มาสักองค์มานั่งอยู่ข้าง ๆ เอารูปหล่อก็ได้ แล้วก็มีพระรัตนตรัย มีพระรัตนตรัย ไม่ สำเร็จประโยชน์อะไร นอกจากว่าเป็นพิธีรีตอง ทำให้สบาย ใจได้บ้าง, ต่อให้ฉลองพระพุทธรูปสักร้อยครั้ง ฉลองพระ- ไตรปิฎกสักร้อยครั้งมันก็ไม่มีขึ้นมา, มันมีขึ้นมาไม่ได้ดอก มัน มีผลเป็นความสะอาดสว่างสงบไม่ได้ นั่นเรียกว่า มันไม่เลื่อน มันไม่เลื่อนเพราะมันไม่รู้จักที่สูงไปกว่า, ฉะนั้น ขอให้รู้จักพระรัตนตรัยที่แท้จริง ที่เป็นตัวจริง. ทบทวน อีกทีว่าไม่ใช่คนคนนั้นคือพระพุทธเจ้า ฟังแล้วมันน่าหัว, พระพุทธเจ้าไม่ใช่คนคนนั้น ไม่ใช่ เด็กชายสิทธัตถะที่คลอดที่เมืองนั้น เป็นอย่างนั้น, แล้วออก บวชตรัสรู้นิพพาน ไม่ใช่คนคนนั้น. พระพุทธเจ้าคือ ปัญญาที่เห็นธรรมะ แจ่มแจ้งชัดเจน พอที่จะบอกสอน
น.40 ๓๒ ผู้อื่นได้ นี้ไม่เคยเกิดไม่เคยตาย ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไร, อยู่ อย่างนั้นตลอดกาล ลองปฏิบัติเถิด มันมีขึ้นมาในใจทันที, ปฏิบัติให้ถูกต้องพระพุทธมีขึ้นมาในใจทันที, เพราะ ฉะนั้นพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่เด็กคนนั้น หรือคน คนนั้น ที่เกิดออกมาแล้วออกบวช. พระพุทธเจ้าที่แท้จริง ไม่ประสูติ ไม่ตรัสรู้ ไม่นิพพาน, พูดอย่างนี้เขาค่า. พระพุทธเจ้าที่แท้จริงไม่ได้ประสูติ ไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้ปรินิพพาน ท่านเป็นนิรันดรเป็นอนันตกาล จิตที่ รู้ธรรมะนั่นแหละพระพุทธเจ้า, อบรมจิตให้ดี เมื่อไรเกิด เมื่อนั้น อบรมจิตให้ดีเมื่อไรเกิดเมื่อนั้น ที่ไหนก็ได้, ผู้หญิงก็ได้ผู้ชายก็ได้ พูดกันอย่างนี้เลย อบรมจิตให้รู้ ธรรมะ ให้เห็นธรรมะ พระพุทธก็มาทันที, ปรากฏใน จิตนั้นทันที, นี่ พระพุทธเจ้าพระองค์จริงไม่ใช่คน ๆ นั้น, พระธรรมองค์จริงก็ไม่ใช่สิ่งสิ่งนั้น, ไม่ใช่ตู้พระไตรปิฎก ไม่ใช่เสียงที่พูดอยู่บนธรรมาสน์แต่เป็นความจริงของธรรมชาติ ที่รู้แล้วดับทุกข์ได้, พระสงฆ์ไม่ใช่บวชเหลือง ๆ โกนหัว แต่ผู้ที่ปฏิบัติ ๆ ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์, โกนหัวก็ได้ไม่โกนหัว
น.41 ๓๓ ก็ได้, หญิงก็ได้ชายก็ได้ นี่คือพระสงฆ์, เอาแต่เนื้อแท้ เอาแต่ใจความสำคัญในภายใน ก็เป็นอย่างนี้. เอาว่า พระพุทธะเป็นผู้บอก บอกทาง ธรรมะ เป็นตัวทาง พระสงฆ์คือการเดินทาง อย่างนี้ก็ได้ พระพุทธผู้ชี้ทาง แล้วก็มีตัวทาง มีผู้เดินทาง, ผู้จุดไฟ แล้วมีแสงสว่าง แล้วใช้แสงสว่าง แต่ใจความสำคัญอยู่ที่บอก และสิ่งที่บอก แล้วก็ทำตาม, ในสากลจักรวาลทั้งหมด ใน อนันตกาลทั้งหมดมันมีสิ่งนี้. อยากจะบอกให้ท่านได้ฟังได้ยินว่า พระรัตนตรัยใน สากลจักรวาล ในอนันตกาล มีผู้บอก มีสิ่งที่บอก และ มีการทำตามคำบอก อยู่เท่านั้นไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง. ศาสนาไหนก็มีอย่างนี้ ผู้บอก สิ่งที่บอก แล้วก็ทำตามคำบอก มันมีอยู่ทั่วไปในจักรวาล แล้วก็มี อยู่ตลอดกาล นิรันดร เมื่อไรก็ได้, จะต้องมีผู้บอก จะมีสิ่งที่บอก แล้วก็มีผู้ที่ ปฏิบัติตาม, ได้รับประโยชน์, เพียงแต่ว่ามันไม่เท่ากัน มัน ไม่ขนาดเดียวกัน หรือมันไม่ตรงกันโดยเนื้อหา แต่ต้องมี, ในโลกในจักรวาลนี้ไม่ขาดดอก ไม่ขาดผู้บอก สิ่งที่บอก และการทำตามคำบอก, พระรัตนตรัย มีในสากลจักรวาล.
น.42 ๓๔ จำกัดให้แคบเข้ามา เฉพาะ ในพระพุทธศาสนา ก็มี ผู้รู้ เรื่องอริยสัจจ์ แล้วบอก ความรู้เรื่อง อริยมรรคมีองค์ ๘ นั้นเป็น สิ่งที่บอก ปฏิบัติแล้วดับทุกข์ได้, คือผู้ได้รับ ประโยชน์จากการบอก คือ ตัวพระรัตนตรัยโดยเนื้อหาโดยสาระ โดยใจความ. ถึงพระรัตนตรัย ก็หมายถึงว่า มัน ดับทุกข์ได้ ดับทุกข์ได้ แล้วก็พอใจ, แล้วก็บอกออกมาเองว่า ขอถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ได้มีใครมาจ้างให้ถือให้ถึง, แล้วไม่มีใครมาชักมาจูงด้วยคำพูดเหล่านี้. แต่เดี๋ยวนี้จะทำ อย่างไรได้ เวลามันล่วงมาถึงขนาดนี้ มันทำไม่เป็น มันทำ ไม่ถูก จะเอาเด็กเข้ามาใหม่ ก็ต้องใช้พระรัตนตรัยแบบชักบอก บอกให้ว่าตาม ก็เป็นพระรัตนตรัยชั้นที่บอกให้ว่าตาม, พระ- รัตน ตรัยชั้นที่สอนให้เคารพไปตามขนบธรรมเนียมประเพณี แล้วให้เป็นสูงขึ้นไปจนถึงว่า ปฏิบัติตามนั้นแล้วได้รับผล, พระรัตนตรัยจึงมีอยู่หลายชั้นหลายระดับ. แล้วก็มีพระรัตนตรัยอยู่ชั้นหนึ่งระดับหนึ่ง ซึ่งท่าน ทั้งหลายยังไม่รู้จัก พระรัตนตรัยซึ่งท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก
น.43 ๓๕ มันดูถูกกันหน่อยไหม ว่าท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก จะจริงหรือ ไม่จริงก็ดูเอาเอง, รู้จักแต่ชั้นแรก ๆ ชั้นผิว ๆ ชั้นที่ยังไม่รู้จัก ยังมีอยู่. แม้เอาละ, เป็นอันว่า มารู้จักกันเสียที ต้องรู้จัก ควรรู้จัก และรู้จักให้จนได้ พระรัตนตรัยที่ยังไม่รู้จัก มีการ ดับทุกข์ที่ไหน มีพระรัตนตรัยที่นั่น, มีการเห็นธรรม ที่ไหน มีพระรัตนตรัยที่นั่น พระพุทธเจ้าไม่ใช่ลูกใคร หลานใคร ไม่เกิดไม่ตาย, พระธรรม ก็เหมือนกัน ไม่มี ใครทำขึ้นมาได้ เป็นของธรรมชาติ เป็นของธรรมชาติ ไม่มีใครสร้างได้ทำได้ ที่เขียนที่บันทึกนี้มันเป็นเรื่องบันทึก เรื่องของธรรมชาติ, พระสงฆ์ก็อยู่ที่ว่าปฏิบัติดับทุกข์ได้, ถ้ามีการเคลื่อนไหวที่จะดับทุกข์ได้ แล้วก็มีพระสงฆ์. พระ รัตนตรัยที่ยังไม่รู้จัก หรือรู้จักกันน้อย มารู้จักกันให้ถึงที่สุด. เอาละ. เวลาที่เหลืออยู่ต่อไปนี้ ก็จะพูดถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธะโดยเฉพาะ เพื่อประโยชน์แก่ลูกเด็ก ๆ มากกว่า ขอโอกาสหน่อย. พระพุทธะ พระพุทธเจ้า บอกแล้วว่าไม่ใช่ลูกใคร หลานใคร, ไม่ได้เกิด ไม่ได้ตาย มีนิรันดร. แต่เดี๋ยวนี้มี
น.44 ๓๖ พระพุทธเจ้าชนิดหนึ่ง ปั้นขึ้นมาได้ หล่อขึ้นมาได้ บั้น พระพุทธรูป เป็นพระพุทธเจ้า เด็กก็ว่าพระพุทธเจ้า หล่อ พระพุทธรูปขึ้นมา, แล้ว แถมเบิกพระเนตรให้พระพุทธ- เจ้าด้วย, เก่งเท่าไร. ชาวบ้านนี้เบิกพระเนตรให้พระพุทธเจ้า เจิมให้พระพุทธเจ้า นี้มันใหญ่กว่าพระพุทธเจ้า, เจิมพระ- พุทธรูป นี้มันต้องใหญ่กว่าพระพุทธเจ้า. นี่พระพุทธะมา เป็นเรื่องประหลาด ๆ มาสมโภช สมโภชแต่งตั้งให้เป็น พระพุทธเจ้า, ที่จริงมันจะกินเหล้ามากกว่า มันสมโภช มัน ก็สมโภชก้อนอิฐหรือทองเหลืองให้เป็นพระพุทธเจ้า ทำพุทธา ภิเษก มันเสกก้อนอิฐก้อนหินให้เป็นพระพุทธเจ้า พุทธา- ภิเษก ๆ เราไม่เข้าใจ, นี่พระพุทธเจ้าถูกกระทำถึงขนาดนี้, พระพุทธเจ้ากำลังอยู่ในสภาพอย่างนี้. ทีนี้ก็ดูต่อไปว่า สิ่งที่กระทำขึ้นมาอย่างนี้ มัน บีดบังพระพุทธเจ้าที่แท้จริง, พระพุทธเจ้าที่ทำขึ้นมาโดย บุคคลสมมติอย่างนี้ บีดบังพระพุทธเจ้าที่แท้จริง, ธรรมดาก็ บีดบังอยู่แล้ว เพราะไม่มีสติปัญญาที่จะเห็นพระพุทธเจ้า พระองค์จริง. มีพระพุทธรูปจะบังพระพุทธเจ้าพระองค์ จริง, มีพระธาตุ หลงอยู่ที่พระธาตุ บังพระพุทธเจ้าพระองค์
น.45 ๓๗ จริง ติดอยู่ที่กระดูก.แก้ พระเขี้ยวแก้ว แล้วยิ่งแล้วใหญ่เลย, พระเขี้ยวแก้วนี้มีปัญหามากไม่น่าพูด อย่าพูดดีกว่า มันจะ ดูถูกเจ้าของพระเขี้ยวแก้วมาก, พระเขี้ยวแก้วบังพระพุทธ- เจ้าพระองค์จริง ต้นโพธิ์บังพระพุทธเจ้าพระองค์จริง ; เอาผ้าไปหุ้มต้นโพธิ์, เอาไม้ไปค้ำต้นโพธิ์ อย่างนี้. พระเจดีย์บังพระพุทธเจ้า, พระพุทธรูปก็บัง พระพุทธเจ้า, พระเครื่องก็ยิ่งบัง พระเครื่องแขวนคอ ยิ่งบังพระพุทธเจ้า ที่ว่าผ้าเหลืองก็บังพระพุทธเจ้า, พูดกัน ว่าเหลือง ๆ ยังเหลือพระศาสนายังมี. โบสถ์วิหาร อย่างที่ เดี๋ยวนี้ ก็ยิ่งบังพระพุทธเจ้า, ยกเว้นโบสถ์ของเรานะ โบสถ์ นี้ไม่บังพระพุทธเจ้า. โบสถ์ที่บังพระพุทธเจ้านั้น พอเด็ก ๆ เข้าไปในโบสถ์นั้น แล้วเข้าใจพระพุทธเจ้าผิดหมดเลย, ทำไม พระพุทธเจ้ามานั่งบนบัลลังก์งาช้าง ข้างบนมีเศวตฉัตร มีอะไร ก็ไม่รู้ พระพุทธเจ้าอย่างไรกัน, โบสถ์อย่างนั้นมันทำให้เด็ก เข้าใจพระพุทธเจ้าผิด จึงเรียกว่า โบสถ์บังพระพุทธเจ้า. สิ่งที่บังพระพุทธเจ้ามันยังมีมากนัก เตลิดเลยไปถึงว่าพระ- พุทธรูปบางองค์หักคอคนได้นะ, พระพุทธรูปบางองค์หักคอ คนได้ พระพุทธเจ้า พระพุทธรูปบางองค์ขอลูกได้, ไม่มีลูก
น.46 ๓๘ ขอลูกได้, สวนโมกข์เก่า มีอยู่องค์หนึ่ง เขาไปขอลูกกัน. พระพุทธเจ้าแบบนี้ แบบไหนกันเล่า ต้องรู้จักไว้ด้วย มัน ไม่มีแล้ว. สิ่งที่ทำขึ้นมาแทนพระพุทธเจ้า กลับปิดบัง พระพุทธเจ้าเสีย ทุกอย่างเลย, เพราะไปหลงติดอยู่ที่ตรงนั้น ก็ติดอยู่แค่เปลือก ไม่ทะลุเข้าไปข้างใน ไม่เห็นพระพุทธเจ้า พระองค์จริง. นี่ โบสถ์บางโบสถ์เข้าไปแล้วเข้าใจพระพุทธเจ้า ผิด, จะพูดไปนักก็ไม่ได้ มันก็ไม่ดี ได้เห็นพระพุทธรูป บางองค์มีเหรียญตรา, เหรียญตราแขวนไว้ที่ผ้าอังสะ, มันไป ไกลขนาดนี้ นี่เรื่องของพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าไม่เคยเห็นโบสถ์ ไม่รู้จักโบสถ์, พูด อย่างนี้ก็ถูกด่า ว่าพระพุทธเจ้าองค์จริง ๆ ที่เป็นคนในอินเดีย ครั้งกระโน้น ไม่รู้จักโบสถ์ เพราะสิ่งที่เรียกว่าโบสถ์มันยังไม่มี มันยังไม่มี, มันเพิ่งมีเมื่อพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว สังฆกรรม เขาทำที่ตรงไหนก็ได้ กลางดินก็ได้ ในวิหารที่อยู่อาศัยนั้นก็ ใช้ได้ ทำสังฆกรรมได้ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าโบสถ์ ๆ เหมือนอย่าง เดี๋ยวนี้ เพราะว่าพระพุทธรูปก็ยังไม่มี. พระพุทธเจ้าจึง
น.47 ๓๙ ไม่รู้จักโบสถ์ โบสถ์คือสิ่งที่พระพุทธเจ้ายังไม่รู้จัก, แล้ว พระพุทธเจ้าจะรู้จักฉัตรได้อย่างไร เอามากั้นอยู่บนพระเศียร. พระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ ก็มีทำฉัตร ทำฉัตรงอ ๆ แขวนฉัตรไว้ บนพระเศียรพระพุทธรูป, พระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ ก็มีฉัตร นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่รู้จัก คือฉัตร ฉัตรพระพุทธเจ้าไม่รู้จัก. เบาะนวมนี้ยังไม่รู้จัก เบาะนวมนี้บนธรรมาสน์ นี้พระพุทธเจ้าก็ยังไม่รู้จัก, ไม่เคยใช้ ไม่เคยทำ เสนาสนะ ที่สวยงามที่งดงามอย่างนี้ ไม่มีทางจะรู้จัก. กุฏิพระพุทธเจ้า ก็เหมือนกระท่อมคนขอทาน, ไปดูที่อินเดียเถอะ ที่ยัง เหลืออยู่ที่ไม่ได้ตบแต่ง, ที่เป็นพระคันธกุฎีโดยแท้จริง มัน เล็ก ๆ เท่ากระท่อมขอทานแล้วก็ไม่มีอะไร. ( เรื่องราวใน พระบาลีก็แสดงว่าอย่างนั้น ท่านไม่ได้รู้จักตึกใหญ่ ๆ แล้วก็อยู่ กันอย่างเศรษฐี, พระพุทธเจ้าไม่รู้จักสิ่งเหล่านั้น, พระพุทธ- เจ้าอยู่สุญญาคาร ที่ว่าง โคนไม้ ในถ้ำ ป่าละเมาะ, ที่เรียกว่า สุญญาคาร เป็นเกลอกับต้นไม้ ต้องเรียกว่าเป็นเกลอกับต้นไม้ ประสูติใต้ต้นไม้ ตรัสรู้ใต้ต้นไม้, อยู่ใต้ต้นไม้ สอนใต้ต้นไม้, รู้จักแต่โคนไม้, ไม่รู้จักตึกราคาแสนราคาล้าน. "แล้ว พระ- พุทธเจ้าก็ไม่ได้นังธรรมาสน์ ราคาพัน ๆ เหมือนอย่าง
น.48 ๔๐ เดี๋ยวนี้ ไม่มี. ท่านสอนกลางดิน พูดได้ตลอดเวลาไม่ว่า ตรงไหน, พระพุทธเจ้าไม่รู้จักธรรมาสน์แม้อย่างนี้ด้วยซ้ำไป เอาซิ ธรรมาสน์นี้ก็ไม่กี่สตางค์ ท่านไม่รู้จักท่านไม่เคยใช้. แล้วสิ่งที่ท่านรู้ไม่ได้ ก็พอขึ้นธรรมาสน์มี พิณพาทย์ประโคม, ลงธรรมาสน์พิณพาทย์ประโคม พระ พุทธเจ้าไม่รู้จักแหละ. . เอาพระพุทธเจ้ามาเดี๋ยวนี้ พอขึ้น ธรรมาสน์ประโคมแล้วท่านก็ นี้มันทำอะไรกัน มันบ้า หรือดี, พระขึ้นธรรมาสน์ก็ประโคมพิณพาทย์, พระลงจาก ธรรมาสน์ก็ประโคมพิณ พาทย์. สิ่งเหล่านี้ พระพุทธเจ้า ไม่รู้จัก ไม่รู้จักโดยประการทั้งปวง, รู้ไว้เถอะว่า สิ่งที่พระ- พุทธเจ้าไม่เคยรู้จัก เราจะต้องช่วยกันระวัง มันจะเสีย เวลาเปล่า จะเปลืองเปล่า. พระพุทธเจ้าไม่มีใครเคยเอา น้ำหอมไปอาบให้ ไม่เหมือนพระพุทธรูป เขาเอาของหอม ของอะไรไปลูบไล้ลูบทา เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่รู้จัก, ทั้งหมด นี้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่รู้จัก. พูดกันเงียบ ๆ หน่อยนะว่า ถ้าท่านเสด็จมาเวลานี้ ท่านจะจำศาสนาของท่านไม่ได้ ถ้าท่านเสด็จมาเวลานี้ ท่าน
น.49 ๔๐ จะจำศาสนาของท่านไม่ได้, ไม่รู้ว่านี่มันอะไรกัน นี่มันอะไรกัน, เจ้าคณะจังหวัด, เจ้าคณะอำเภอ, เจ้าคณะตำบล พระพุทธเจ้า ไม่เคยรู้จักทั้งนั้นแหละ, หรือแม้แต่เถรสมาคมในรูปนี้พระ- พุทธเจ้าก็ ไม่เคยรู้จัก จะเอากันอย่างไร, ท่านไม่เคยรู้จัก, ของใหม่ ๆ เช่น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์นี้พระพุทธเจ้าไม่เคย รู้จัก แล้วไม่อาจจะรู้จัก, และไม่ต้องรู้จัก, นี่เรียกว่าถ้า พระพุทธเจ้าเสด็จมาเดี๋ยวนี้ ท่านจะไม่รู้จักศาสนาของท่านเอง, เพราะแม้แต่ โบสถ์ท่านก็ไม่รู้จัก ท่านจะถามว่า เอ๊ะทำอะไรกัน อาคารหลังนี้ทำไมมีพระพุทธรูป. พระพุทธเจ้าไม่เคยหวังว่า จะมีรูปของท่านสร้างขึ้นมา เพราะในอินเดียในครั้งพุทธกาล ในอินเดียนั้นเขาจิตใจสูง จนเลิกรูปเคารพหมดแล้ว ไม่เฉพาะพุทธศาสนาดอก ศาสนา อื่น ๆ ก็เหมือนกัน ไม่มีรูปเคารพดอก ในสมัยพุทธกาล ฉะนั้นจึงไม่รู้จักโบสถ์, ไม่รู้จักที่ไว้รูปเคารพ พระพุทธเจ้า นิพพานแล้วตั้งห้าหกร้อยปี จึงเกิดทำพระพุทธรูปขึ้นมาบ้าง เท่านั้น, แล้วก็ทำกันมาใหญ่ทำกันมากมายเหมือนสมัยนี้, ไม่มี รูปใครที่จะหล่อขึ้นมามากมายเหมือนพระพุทธเจ้า คือพระ- เครื่องทั้งหลาย, ไม่มีใครถูกหล่อรูปมากเหมือนพระพุทธเจ้า.
น.50 ๔๒ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านไม่รู้จัก, ถ้าเสด็จมาก็จะ ไม่รู้จักว่านี้อะไรกัน, นี้ศาสนาอะไรกัน, นี้ของใคร, จำไม่ได้ ว่านี้คือพุทธศาสนา. นี่เรื่องความเป็นจริงที่มันเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า แล้วก็ ปิดบังอะไรมากมาย, ศาสนาจึงไม่เป็นไปตามเรื่องของความ ถูกต้องเก่าแก่. เราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะมันไม่ได้ยึดหลัก ความถูกต้อง ตามที่ควรจะเป็นไปอย่างถูกต้อง, พระพุทธเจ้า ที่แท้จริงนั้นเป็นอะไร, เป็นอะไร, ถามลูกเด็ก ๆ ก็พระพุทธรูป ถามเด็ก ๆ พระพุทธเจ้าคืออะไร ก็คือพระพุทธรูป ที่อยู่ ในโบสถ์หรืออยู่ในบ้านก็มี พระพุทธเจ้าของเด็ก ๆ, หรือว่า ของคนโต ๆ แล้วไม่รู้เรื่องอะไรมากไปกว่านั้น ก็ว่าอย่างนั้น แหละพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าที่แท้จริงนั้นมิได้เป็นบุคคล มิใช่ บุคคล, ไม่ใช่ลูกคนนั้นหลานคนนี้ เกิดที่นั้น, มันเป็น นามธรรม เป็นนามธรรม, ที่สมมติหน่อยก็เป็นจิตเป็นวิญญาณ เป็นจิตที่รู้ธรรมะ ตรัสรู้เป็นจิต. พระพุทธเจ้าเป็นจิต อย่างนี้ก็ยังใช้ไม่ได้, จะเป็นบุคคลเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ คือ ผีสางเทวดาไปเสียอีก. พระพุทธเจ้าโดยแท้จริงเป็น
น.51 ๔๓ ธรรม, เรียกว่าธรรม ธรรมที่ดับทุกข์ได้ ที่เรารู้กันได้ ข้อนี้ มีพระบาลีชัด ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็น เรา ผู้นั้นเห็นธรรม : โย ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปฺสติ นี่มี ทั่วไป; เห็นเราคือเห็นธรรม เห็นธรรมคือเห็นเรา. เห็นตัวเราที่จับจีวรเรานี้ ไม่ใช่เห็นเรา ต่อเมื่อเห็นธรรมจึงจะ เห็นเรา. ฉะนั้น พระพุทธเจ้าองค์จริง เลยจิตขึ้นไปอีก ไม่ใช่จิตเป็นธรรม, เป็นธรรมที่จะปรากฏแก่จิต ธรรมที่ ดับทุกข์ได้ นี่คือพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าที่ลึกออกไปอีก จะต้องขอยกให้ว่า ธรรมชาติแห่งการรู้, ธรรมชาติที่เป็นความตรัสรู้, ที่เป็น ตัวธรรมชาติสำหรับตรัสรู้, สิ่งที่เป็นธรรมชาติสำหรับการ ตรัสรู้ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ นั่นแหละคือองค์พระพุทธเจ้า. เพราะว่าสิ่งนี้ทำให้เกิดธรรม, ธรรมแทนตัวพระพุทธเจ้า. ถ้าพูดให้ ไกลออกไปอีก พระพุทธเจ้านั่นแหละ คือความว่าง, ว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์ ว่างจากสังขาร การปรุงแต่งโดยประการทั้งปวง, ว่างจากนาม ว่างจากรูป ว่างจากกิเลส, ว่างจากทุกๆ สิ่งนั่นแหละ คือพระพุทธเจ้า.
น.52 ๔๔ คำพูดนี้พวกเซ็นเขาก็พูด, เขาพูดกันเป็นหลักประจำ, แล้ว พูดไกลไปกว่านี้ว่า พุทธะคือความว่าง ธรรมะคือความว่าง, สังฆะคือความว่าง, อะไรว่างหมด ว่างหมด คือว่างจากตัวตน ว่างจากตัวตน ว่างอย่างยิ่งที่สุดนั่นแหละ ยกให้พระพุทธเจ้า, ไปจบลงตรงที่คำว่า พระพุทธเจ้าแท้จริงสูงสุดนั้นคือความว่าง, ว่างจากการปรุงแต่ง ไม่มีเกิดไม่มีตั้งอยู่ ไม่มีดับไป ว่างจาก สังขารการปรุงแต่ง ว่างจากนามและรูป, ว่างจากตัวตน. นี่มันหลายชั้นเห็นไหม เอาตั้งแต่พระพุทธรูปลงไป จนไปถึงบุคคลที่เดินไปเดินมาอยู่ในอินเดียสมัยโน้น จน ถึงว่าเมื่อนิพพานแล้ว เหลือแต่พระธาตุบ้าง, เหลือแต่พระ- พุทธรูปขึ้นมาบ้าง, แล้วก็มากลายเป็นว่าทางรูปธรรมเพื่อ, รูปธรรมเป็นรูปเป็นวัตถุไปเป็นพระพุทธเจ้าวัตถุ, หรือวัตถุ สัญญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าไปเสีย. เอาธรรมะเป็นองค์ พระพุทธเจ้า, เอาธรรมชาติแห่งความดับทุกข์เป็นพระ- พุทธเจ้า, เอาความว่างจากปัญหาทั้งปวง, ว่างจากกิเลสและ ความทุกข์เป็นพระพุทธเจ้า.
น.53 ๔๕ ไม่ต้องเชื่อใคร ไม่ต้องเชื่อใคร ใครจะพูดอย่างไร ก็ไม่ต้องเชื่อ, ดูเอาเองก็แล้วกันว่าจริงหรือไม่จริง, จริงหรือ ไม่จริง. ถ้าเห็นถึงขนาดว่า พระพุทธเจ้าพระองค์จริง ไม่ได้ประสูติ ไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้นิพพาน อย่างนี้ก็นับ ว่าเก่งพอใช้. ที่ประสูติ ตรัสรู้ นิพพาน นั้นพระสิทธัตถะ, บุคคลที่ชื่อว่าพระสิทธัตถะ. พระพุทธเจ้าพระองค์จริงไม่ได้ เกิดไม่ได้ประสูติ ไม่ได้ออกบวช ไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้นิพพาน, ไม่ได้อะไรหมด เป็นคุณธรรมมีอยู่ในธรรมชาติ เป็นเหตุ ให้รู้สิ่งที่ควรจะรู้, ใครปฏิบัติถูกต้องคุณธรรมนั้นก็ปรากฏ แก่จิตใจ, พระพุทธเจ้าก็เกิดขึ้นในบุคคลนั้น. ท่าน ไม่ได้เกิดอย่างที่เราเรียนพุทธประวัติกัน ก็ไม่เป็นไร, เดี๋ยวนี้ ยังไม่รู้ เอาอย่างนี้กันไปก่อน. ฉะนั้น การที่มาฉลองพระธรรม กันในวันนี้ มาฆบูชานี้ รู้จักพระธรรมให้มาก, อย่างน้อยก็ให้ถึงขั้น ที่ว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต, ธรรมะพระ- ธรรมนั้น คือ อย่างนั้น มีการปฏิบัติธรรมเป็นพระสงฆ์ เดี๋ยวนี้เป็นวันพระสงฆ์ มาฆบูชาเป็นวันพระสงฆ์ ก็ไม่ใช่ เปลือกของท่านที่เป็นร่างกาย หรือเป็นผ้าเหลือง หรือเป็น
น.54 ๔๖ อะไรทำนองนั้น, เป็นการปฏิบัติที่ดับทุกข์ได้. การปฏิบัติ ปฏิบัติแล้ว ดับทุกข์ได้นั่นแหละคือองค์พระสงฆ์ ในนั้น มีพระพุทธ เพราะว่าการที่ปฏิบัติต้องมีความรู้เรื่องการปฏิบัติ นั้นใครจะเถียง. ถ้าปฏิบัติให้ดับทุกข์ได้ ในการปฏิบัตินั้น ต้องมีความรู้เรื่องการปฏิบัติ ความรู้นั้นคือองค์พระพุทธเจ้า ปฏิบัติ ดับทุกข์ได้ที่ไหน มีพระรัตนตรัยครบหมด เมื่อนั้น, มีธรรมจักษุที่ไหน มีพระรัตนตรัยครบหมดเมื่อ นั้น นี่เป็นเรื่องที่เราจะต้องเอามาพูดกันแล้ว เอามาทำ สังคายนาสะสางกันเสียที. ขออภัยที่ใช้คำว่า พระรัตนตรัยที่ท่านยังไม่รู้จัก มันคล้ายกับดูถูกท่านทั้งหลายว่ายังไม่รู้จักพระรัตนตรัย, แต่มัน ก็มีความจริง ที่ว่าท่านยังไม่รู้จักพระรัตนตรัยในระดับนี้ ขอให้เลื่อนชั้น เลื่อนชั้นความรู้จักให้สูงขึ้นมา สูงขึ้นมาจน รู้จักพระรัตนตรัยในระดับนี้ก็จะไม่เสียทีที่ทนลำบาก มาทำ มาฆบูชากันที่นี่. เหน็ดเหนื่อยหมดเปลือง มันควรจะได้ อะไรคุ้มกัน ..... ขอให้เลื่อนชั้นการรู้จักพระรัตนตรัยให้สูง ขึ้นไป อย่างที่ว่านี้, รู้จักพระรัตนตรัยที่ยังไม่รู้จักให้รู้จักเสีย แล้วการมาทำความลำบากที่นี่ อุตส่าห์มาทำพิธีมาฆบูชาที่นี่
น.55 ๔๗ ก็จะได้ผลคุ้ม ๆ กัน, ไม่สักว่าเป็นพิธีรีตอง. ขอให้สนใจ ความข้อนี้เถิด อย่าให้เป็นพิธีรีตองที่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ปีแล้ว ปีเล่า ปีแล้วปีเล่ามันก็อยู่เท่านั้น, แต่ขอให้มันเลื่อนขึ้นไป เลื่อนขึ้นไป สูงขึ้นไป, สว่าง ยิ่ง ๆ ขึ้นไป สงบ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป สะอาดยิ่ง ๆ ขึ้นไป, เป็นอิสระ เป็นอิสระหลุดพ้นจากสิ่ง ผูกมัดทั้งหลายยิ่ง ๆ ขึ้นไป. เอาละเรื่องพระรัตนตรัยที่ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก ไม่ใช่พูดเพื่อดูหมื่นท่านทั้งหลาย, เพียงแต่เตือนไว้ว่ามัน มีอยู่นะระวังให้ดี ในชั้นที่ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก, มันยังมีอยู่ นะ ขอให้รู้จัก ให้รู้จักให้มันหมดถึงที่สุดกันเสียที. เราก็จะ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ถึงขนาดโดยสมบูรณ์ แล้วการทำพิธี วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา มาฆบูชา จะมี ความหมาย จะมีความหมาย จะมีความประเสริฐ จะมีคุณ ค่าสูงสุด, ไม่เป็นเพียงพิธีรีตอง. นี่เป็นเพียงศาสนพิธี ที่เราชอบอวดกันนัก ศาสนพิธีถือยึดมั่นกันนัก ไม่สำเร็จ ประโยชน์, ต้องเลื่อน เลื่อนให้เป็นของจริง เป็น ศาสนธรรม, เป็นศาสนสัจจธรรม เป็นศาสนดับทุกข์ เรื่องมันก็จบ. ถ้ามีพระพุทธจริง พระธรรมจริง พระสงฆ์
น.56 ๔๘ จริง เรื่องมันก็จบ, มันจะมีมรรคผลนิพพานที่แท้จริง จะ ดับทุกข์ได้จริง เราก็จะเป็นพุทธบริษัทแท้จริง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานกันได้ โดยแท้จริง. เดี๋ยวนี้ความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน ยังไม่ถึงขนาด ยังไม่ถึงสูงสุด ขอให้ปรับปรุง ๆ ขยับขยาย ให้รู้ ให้ตื่น ให้เบิกบานยิ่ง ๆ ขึ้นไป, รู้จักพระรัตนตรัยชั้นสูงสุดนี้แล้ว จะถึงที่สุด เรื่อง ความรู้ ก็ดี เรื่อง การปฏิบัติ ก็ดี เรื่อง ผลของการปฏิบัติ ก็ดี จะ ถูกต้อง ๆ ๆ นั่นแหละมันจะจบ จะหมดปัญหา ของการพยายามที่จะดับทุกข์หรือเป็นพุทธ- บริษัท. นี่พูดมาก็มากมาย จนไม่ค่อยจะมีแรงพูดแล้วมัน ต้องหยุด. ขอสรุปความว่า ขอให้ทุกคนได้รับประโยชน์ ในการมาทำมาฆบูชาที่นี่ จะเรียกว่าบูชา ๆ, ก็ขอให้เป็นบูชา จริง อย่าเป็นบูชาเพียงเป็นพิธี, แม้จะจุดธูปจุดเทียน จะมี ดอกไม้ดอกไล่ ก็อย่าให้เป็นเพียงพิธี คือให้ในใจมันรู้ความจริง ถึงที่สุด อยู่ในใจจริง ๆ แสดงออกมาด้วยการทำกิริยาท่าทาง จุดธูปจุดเทียนมีดอกไม้; ทำอย่างจุดธูปจุดเทียน มีดอกไม้
น.57 ๔๙ นี้มันสำหรับลูกเด็ก ๆ มากกว่า, ขออภัย หรือมันสำหรับผู้ที่ ยังไม่รู้มากกว่า. ถ้าผู้รู้จริง บูชาด้วยอะไรที่อยู่ในใจ บูชา ด้วยการปฏิบัติ นั้นแหละ, ความอดกลั้นอดทนเป็นเครื่อง บูชา, บูชาด้วยความเสียสละ ความอดกลั้นอดทน นี้เป็น บูชาแท้จริง บูชาด้วยการปฏิบัติ, แต่ว่ารักษาบูชาด้วย สักการะวัตถุนี้ ไว้ให้ลูกเด็ก ๆ ไว้ให้คนขั้นต้น ๆ ที่กำลังจะ เข้ามา ; ถ้าเราจะทำบ้าง ก็ทำด้วยจิตใจที่สูงกว่านั้นแหละ พูดไปเดี๋ยวก็จะทำลายพิธี ประเพณีอะไรบางอย่างเสียอีก ไม่ต้องทำลายดอก, ยกดอกไม้ขึ้นบูชา แล้วก็ขอว่านี้แสดง ออกทางจิตใจ ความรู้ในจิตใจ ความรู้สึกในจิตใจ แสดงออก มาในทางการถือดอกไม้ธูปเทียนบูชา. ดีเหมือนกัน บูชา ครบทั้งทางวัตถุ ทั้งทางกาย ทั้งทางวาจา ทั้งทางจิตใจ หมดเลย, ขอให้นึกอย่างนั้น ทางวัตถุ ด้วยวัตถุก็บูชา ทางกาย ก็ทำพิธีบูชา วาจาก็ว่าบูชา จิตใจก็กำหนดลงไปเป็นการ บูชา ๆ ๆ, เตรียมพร้อมเพื่อการทำมาฆบูชา ซึ่งจะทำกันใน วันนี้ ให้พร้อมอย่างนี้จงทุก ๆ คนเถิด. ธรรมเทศนาซึ่งมีเพื่อการเตรียมพร้อมสำหรับทำ มาฆบูชา ก็สมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวํก็มี ด้วยประการฉะนี้ .
น.58 ยิ่งตรงยิ่งคดลึก [ดอกไม้เล็ก ๆ] ยิ่งจะให้ ตรงมาก ยิ่งคดลึก เป็นข้าศึก เร้นลับ กลับร้ายใหญ่ อยากจะตรง เพราะอยากดี อยากมีชัย มันตรงอยู่ เมื่อไร ? ใครคิดดู. อวดว่าตรง ตามเขาว่า น่าสรรเสริญ ยังตรงเกิน ต้องนอนจม พยศอยู่ ที่อยากตรง เพื่อให้ใคร เขาอุ้มชู ไว้ให้หนู เด็กๆ เขา เราโตครัน. จิตที่แจ่ม จนปล่อย เสียได้หมด ทั้ง ตรง-คด ไม่เห็น เป็นแผกผัน พ้น คด-ตรง จนไม่หลง ในเรามัน จะสทธิ์สันต์ พ้นโลก หมดโยกเอย ฯ [ลายเซนต์ พุทธทาส อินฺทปญฺโญ.]
Buddhadasa