Buddhadasa.org
หนังสือการพัฒนาชีวิตโดยพระไตรลักษณ์ มีผลสูงสุดเป็นอตัมมโย › อ่านฉบับเต็ม

📖 การพัฒนาชีวิตโดยพระไตรลักษณ์ มีผลสูงสุดเป็นอตัมมโย

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การพัฒนาชีวิตโดยพระไตรลักษณ์ มีผลสูงสุดเป็นอตัมมโย

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.7 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคมาฆบูชา เป็น ครั้งที่ ๑๒ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวโดยเรื่องใหญ่ว่า ชีวิต- โวหาร ต่อไปตามเดิม แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะในวันนี้ว่า การพัฒนาชีวิตโดยพระไตรลักษณ์ ต่อจากครั้งที่แล้วมา. การพัฒนาชีวิตด้วยไตรลักษณ์ มีการบรรยายมาแล้ว ๒ ครั้ง คือ เรื่องอนิจจตาความไม่เที่ยง, ทุกขตาความเป็นทุกข์. ในครั้งนี้จะพูดถึงการพัฒนาชีวิตด้วยอนัตตา, ความรู้ เรื่องอนัตตา. *คำบรรยายของท่านอาจารย์พุทธทาส, ๒๐ มีนาคม ๒๕๒๕ ชุดชีวิตโวหาร, ภาคมาฆบูชา ๒๕๒๕ ครั้ง ๑๒

น.8 ๒ การบรรยายเรื่องชีวิตพัฒนา ค่อนข้างจะสับสน เพราะว่าบางทีก็ต้องลดลงไปอธิบายในระดับต่ำ สำหรับผู้มา ใหม่ ซึ่งมีจำนวนมาก, บางคราวก็อธิบายในระดับสูง คือสูง ขึ้นมาตามลำดับ ดังที่ท่านทั้งหลายผู้ฟังมาอย่างติดต่อ ย่อมจะ ทราบได้เป็นอย่างดี. ขอให้ผสมผสานข้อความนั้น ๆ เอาด้วย ตนเอง ให้ได้ลำดับที่ถูกต้อง, ไม่ต้องเอาตามลำดับแห่งการ บรรยายก็ได้. เรื่องชีวิตพัฒนานี้ เราพูดกันมาตั้งแต่ว่า ในระยะแรก ที่สุด ก็คือการทำมาหากิน, การดำรงชีวิตในทางวัตถุร่างกาย ก็ทำให้ถูกต้อง จนกระทั่งไม่มีปัญหา, อย่าให้มีปัญหาเกี่ยวกับ เรื่องทางวัตถุปัจจัยของร่างกาย. เรื่องอาหาร เรื่องเครื่องนุ่งห่ม เรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องการบำบัดโรค ก็ได้ถูกต้องมาโดยลำดับ ทำความเข้าใจกับคำว่าถูกต้อง. คำว่า ถูกต้องในที่นี้ หมายถึงทางธรรมะ, ไม่ ใช่ร่ำรวยพุ่มเฟือย ตามแบบของทางโลก. คำว่า ถูกต้อง นี้ ขอให้ช่วยกัน จำไว้เป็นหลักว่า ไม่เกิดความทุกข์ร้อน

น.9 ๓ แก่ผู้ใดทุกๆ ฝ่าย จึงจะเรียกว่าความถูกต้อง, หรือความดี หรือแม้แต่บุญกุศล ลักษณะที่แท้จริงของสิ่งเหล่านี้คือ ความ ที่ไม่มีใครต้องเป็นทุกข์เดือดร้อน, บางคนก็จะเรียกเอา ความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่จะเรียกเอาความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป มันก็ มีแต่จะไปพบปัญหา ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากลำบากเดือดร้อน. นี่เป็นสิ่งที่จะต้องระวังดูให้ดี มิฉะนั้นชีวิตจะไม่พัฒนา หรือ จะพัฒนากันไม่รู้จักจบ, เพราะว่ามันเรียกร้องเกินพอดี. การที่กล่าวว่า นิพพานเป็นธรรมะสูงสุด นั้น มัน ไม่ใช่สูงสุดไปตามความต้องการของคนที่มีกิเลส ตัณหา, มันสูงสุดสำหรับคนที่ไม่มีกิเลสตัณหา. คน ไม่มีกิเลสตัณหา มันก็ไม่เรียกร้องอะไร ไม่หวังอะไร ไม่มี ความยึดมั่นถือมั่นในอะไร จึงไม่เรียกร้องอะไร, หรือถ้าว่า ให้ดีให้ถูกก็คือ ไม่รู้จะเรียกร้องอะไร คือมันไม่มีอะไรจะ เรียกร้อง มันไม่ได้อยู่ในฐานะที่ว่าร่ำรวย มีอำนาจวาสนา มีอะไรเหมือนกับที่ชาวบ้านชาวเมืองเขาอยากจะมีกัน, มันก็ ไม่ขาดแคลนอะไร นี่แหละมันจะต้องเข้าใจกันให้ดี ๆ ในข้อ ที่ว่า เท่าไร อย่างไร จึงจะไม่มีใครเดือดร้อนด้วยกันทุกฝ่าย.

น.10 ๔ แต่ไม่มีใครสนใจเพียงเท่านี้ เขาสนใจให้มาก ยิ่งขึ้นไปกว่า อะไรกันอีก อะไรกันอีก ยังให้ดีไปกว่า นั้นอีก, มันก็มีแต่ว่ามัน จะเอาอีก มันมีแต่จะเอาอีก, แล้ว ก็ไม่รู้จะดีกันไปอย่างไร จึงจะเกิดปัญหาขึ้นมา. เมื่อมันไม่มี ปัญหา ไม่มีความทุกข์อะไรแล้ว มันก็ควรจะพอใจ, แต่คน ก็ไม่พอใจ ยังหวังที่จะได้อะไรอีก, แม้ ไม่รู้ว่าจะได้อะไร ก็จะคิดเสียว่าอะไรก็ได้ มันก็อยากจะได้อยู่เรื่อยไป. นี่มัน ไม่มีจุดจบของการพัฒนา เพราะกิเลสที่ มันไม่รู้ว่า ต้องการอะไร หรืออะไรเป็นจุดจบ. มัน เหมือนกับคนบ้า มันไม่รู้ว่าควรจะต้องการอะไร เท่าไร ที่ไม่รู้ ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ก็คือไม่รู้ว่าตนควรจะเป็นอย่างไร, ทำไมจึง มีความคิดที่ไม่รู้ตามถูกต้อง, ไม่รู้ตามที่ควรจะพอ ควรจะหยุด ควรจะดับ ควรจะเย็น, ทั้งนี้ก็ เพราะว่าไม่รู้เรื่องพระไตร- ลักษณ์ ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. ขอให้เรารู้เรื่องพระไตรลักษณ์โดยประจักษ์ แก่ใจ, เหมือนบรรพบุรุษที่แล้วมา รู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง

น.11 ๕ อนัตตา พอตัว จนถึงกับว่าพอได้ยินคำนี้ก็ยกมือไหว้, ยกมือขึ้นประนมเหนือหัว เช่นเดียวกับได้ยินคำว่า พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าที่ไหนเมื่อไร ก็ยกมือประนมขึ้นเหนือหัว, ได้ยินคำว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเมื่อไร ก็ยกมือประนมขึ้น เหนือหัว เพราะเขารู้สึกดี รู้จักดี เข้าใจดี ว่ามันคืออะไร, มันประเสริฐสูงสุด เป็นที่พึ่งได้สักเท่าไร. ความรู้สึกนี้มัน แจ่มแจ้งอยู่ในใจ จึงได้ยินแล้ว ก็ต้องยกมือประนมขึ้น เหนือหัว. เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไรบ้าง, มีใครทำอย่างนี้บ้าง ? เรา เห็นแต่คนล้อเลียน ได้ยินอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เด็กรุ่นหลัง นี้ก็ล้อเลียนว่า เป็นคำพูดที่บ้า ๆ บอ ๆ อะไรก็ไม่รู้, เป็นเรื่อง ของคนแก่ ละเมอเพ้อฝัน ยึดมั่นถือมั่นกันไปตามแบบของ คนไม่รู้ : เพราะฉะนั้น พระอนิจจัง พระทุกขัง พระ- อนัตตา จึงไม่มีหรือ ไม่มาเป็นประโยชน์ให้แก่คนในยุคนี้. คนในยุคนี้ก็ไม่รู้เรื่องนี้ จิตมันก็เดินไปผิด จากความ เป็นจริงของธรรมชาติ, มันก็มีแต่ความผิด นับตั้งแต่ว่า เข้าใจผิด รู้ผิด เห็นผิด คิดผิด แล้วก็ทำผิด พูดผิด มันก็มี

น.12 ๖ แต่ความผิด, จึงเรียกว่า โลกมันเต็มไปด้วยความผิด แล้ว จะมีสันติภาพได้อย่างไร. ฉะนั้นเราจึงเห็นหรือได้ทราบว่า คนเป็นบ้ากัน มากขึ้น, ตามสถิติที่เขาประกาศออกมาทางการแพทย์หรือ ทางอื่นก็ดี ปรากฏว่าคนเป็นบ้ากันมากขึ้นยิ่งกว่าแต่ก่อน, เป็นโรคประสาทกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แล้วการเป็นโรค ทางกายอย่างอื่นก็มากกว่าแต่ก่อน เพราะไม่ได้ดำรงจิตใจ ให้ถูกต้องตามความจริงของธรรมชาติ นั่นเอง, จึงกลาย เป็นว่า สู้คนป่าสมัยคนป่าก็ไม่ได้ ; นั้นโดยความจำเป็น หรือโดยบังเอิญ มันคิดอะไรไม่ได้ มันก็ไม่คิด มันก็ไม่ คิดมาก มันก็ปล่อยไปตามสภาพธรรมชาติ มันจึงถูกธรรมชาติ มากกว่า. คนบ่าเหล่านั้นจึงไม่มีปัญหา แม้ ในทางจิตใจ แต่ เราก็จัดเขาไว้ในพวกที่ไม่เจริญ. นึก ๆ แล้วก็น่าหัว พวกที่ไม่เจริญกลับสบายกว่า มีปัญหาน้อยกว่า นอนหลับสนิทกว่า, ไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ แปลก ๆ เหมือนคนสมัยนี้ ซึ่งมีโรคภัยไข้เจ็บแปลกมาก ๆ ชนิด และแปลกหรือหนักหรือรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที. คิดดูให้ดี, เรียก ว่าใครมันเจริญทางไหนกันแน่.

น.13 ๗ คนสมัยนี้ก็เจริญทางวัตถุ นี้จะเห็นได้ โดยแท้จริง ว่า เจริญทางวัตถุเหลือประมาณ, แต่แล้วทางจิตมันไม่เจริญ เท่า, หรือว่า ความเจริญทางวัตถุ นั่นแหละ มันปิดกั้น ความเจริญทางจิตเสียหมด จิตมันก็ตกต่ำ ก็เป็นโรค เกี่ยวกับจิต เกี่ยวกับความรู้สึก ความนึกความคิด มันก็ เป็นบ้า มันก็เป็นโรคประสาท มันก็เป็นโรคนอนไม่หลับ, สู้ก้อนหินก็ไม่ได้ มันคิดอะไรไม่เป็น มันไม่มีมันสมองจะคิด มันก็ไม่ได้คิด แล้วมันก็สบายกว่ามนุษย์ที่รู้จักคิด. นี่ทำให้มีปัญหาขึ้นมาว่า การได้เป็นมนุษย์นี้มันดี อย่างไร, มันเป็นบุญหรือเป็นบาป, มันอยู่ที่ว่า มนุษย์นั้น มันเป็นมนุษย์อย่างถูกต้องหรือไม่. ถ้ามีจิตใจพัฒนามา อย่างถูกต้อง มนุษย์ก็ไม่ต้องเป็นทุกข์มากเหมือนเดี๋ยว นี้, เดี๋ยวนี้เรียกว่ามัน ไม่เป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง มันก็เลยมี ปัญหามาก. นิพพานคือผลสูงสุดของการพัฒนาจิต. เราควรจะรู้จักพัฒนาจิตใจของเราให้ถูกต้องเพื่ออย่า ให้เสียเปรียบคนป่า, คนป่าที่อยู่กันอย่างปกติตามธรรมชาติ

น.14 ๘ แม้จะไม่ถึงขนาดที่เป็นก้อนหิน ที่ไม่ต้องคิดนึกอะไร อยู่ อย่างปกติตลอดไป. การพัฒนานี้ระวังให้ดี เพราะว่าคำว่า พัฒนา พัฒนา นี้ หมายความแต่เพียงว่ามันมากขึ้น ก็เรียกว่าพัฒนาแล้ว, ผิดหรือถูกไม่ค่อยจะได้สนใจกัน, ขอแต่มากขึ้น ๆ ก็เรียกว่า พัฒนาได้แล้ว. ภาษาลาติน คำที่มาเป็นภาษาอังกฤษปัจจุบันนี้ ว่า เจริญนั้น มัน เป็นคำเดียว กับคำว่าบ้า, ความเจริญกับ ความบ้าตัวหนังสือคำเดียวกัน. คำว่า พัฒนา นี้ก็เหมือนกัน มัน รก มันรก ทึบรก จนใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ก็เรียก ว่าพัฒนาเหมือนกัน คือมัน หมายความแต่เพียงว่ามันมาก, ยิ่งพัฒนาก็หมายความว่ามันยิ่งมาก, แต่ไม่ได้คำนึงว่า มันถูก หรือผิด. อย่างนี้ พุทธศาสนาไม่ต้องการ ต้องการให้ เป็นว่า ถ้าพัฒนา ควรจะพัฒนาไปในทางถูกต้อง คือ มัน มากขึ้นในทางที่ถูกต้อง, มากขึ้นแห่งความถูกต้อง, มากขึ้นแห่งความสงบสุข ยังไม่มีคำเรียก เรายังไม่ได้ใช้ คำอื่นเรียก คงใช้คำว่าพัฒนา, รกเป็นป่าทึบก็เรียกว่าพัฒนา เหมือนกัน.

น.15 ๙ เรา ทำไม่ถูกต้องแล้ว ความเป็นมนุษย์ของเรา จะเป็นสิ่งเลวร้าย ยิ่งไปกว่าคนป่าที่เรากล่าวหาเขาว่า ไม่ พัฒนาอะไรเลย, ถึงแม้เดี๋ยวนี้ ก็ยังมีทางที่จะเปรียบเทียบได้ บ้างเหมือนกัน, คนที่เราดูถูกเขาว่าไม่ก้าวหน้า ไม่เจริญ นั่นแหละ บางทีดูให้ดีเถอะ เขามีความสงบสุขกว่าเราก็มี เพราะเรามันคิดมากไปเอง เราก้าวหน้าไปในทางความยุ่งเหยิง คนหนึ่งเขาหยุดอยู่ในความสงบ, แต่ดูแล้วคล้าย ๆ กับว่าเขา ไม่มีอะไรจะทำ ไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีอะไรจะอวด ไม่มีอะไร จะแสดง เราก็หาว่าเขาไม่พัฒนา. ฉะนั้นถ้าจะวินิจฉัยใครว่าเป็นอย่างไรกันบ้างแล้ว ขอให้นึกถึงความสงบสุขเป็นหลักไว้ จะดีกว่า ว่า ถ้าใน จิตใจมีความสงบเย็นนั่นแหละถูก, ภายนอกอาจจะไม่ค่อย มีอะไร ไม่ค่อยมีอะไรจะกิน จะนุ่งจะห่ม จะใช้จะสอยก็ได้. แต่ถ้าภายในมันเป็นความสงบเย็น นั้นแหละมันจะได้เปรียบ กว่า มันจะดีกว่า, ความยุ่งยากเร่าร้อน กระวนกระวาย มาจากการที่เราต้องการมากเกินไป; ถ้ายิ่งเป็นชั้นจิตใจ ชั้นละเอียดที่สุดแล้ว มันเป็น เพราะเรายึดมั่นถือมั่น. ฉะนั้น ถ้าเรารู้จนไม่หลงยึดมั่นในสิ่งใด เมื่อนั้นก็จะ

น.16 ๑๐ สงบเย็น, จะสงบเย็น เป็นความหมายของพระนิพพาน, เรียกว่า พระนิพพานที่นี่, พระนิพพานเดี๋ยวนี้, พระ- นิพพานอย่างทันอกทันใจ คือ เมื่อมีจิตใจไม่ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งใด ซึ่งอาตมาเคยขอร้องแล้วขอร้องอีกว่าสังเกตดูให้ ดี ๆ บางเวลาท่านก็มีมันโดยไม่รู้สึกตัว. แต่เมื่อท่านสังเกต ไม่ดี ก็จะไม่รู้สึกว่ามี ก็เลยไม่รู้จักกับสิ่งที่ควรจะรู้จักหรือ ควรจะมี คือเวลาที่จิตใจนี้ ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร. แต่พูดอย่างนี้แล้ว ก็รู้สึกว่ามันไม่เก่ง มันไม่เก่ง คือมันเป็นเอง, เวลาที่บังเอิญเป็นได้เอง ไม่ยึดมั่นถือมั่น อะไร แล้วเราก็มีความสุข ชนิดสงบเย็น แห่งจิตใจ เหมือนกับนิพพานนี้ก็มี ได้, แต่มันไม่เก่ง เพราะว่าเราไม่ได้ ทำให้มันเกิดขึ้น. เดี๋ยวนี้เราจะเอากันในลักษณะที่ว่า จะทำ ให้เกิดขึ้น, จะทำให้เกิดขึ้นได้ตามที่เราต้องการ เมื่อใด ก็ได้. ศึกษาพระไตรลักษณ์ให้แจ้ง. นี้คือการศึกษาเรื่องพระไตรลักษณ์ : อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้ง, รู้สึกได้ทันเวลาที่

น.17 ๑๑ มันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น มันจะทำให้จิตใจเร่าร้อน. อาตมา จะพูดเป็นเรื่องให้กำหนดจดจำไว้ ว่าถ้ามีทุกข์ร้อนอะไร อยู่ในใจเมื่อไร มันดับได้ด้วยพระอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, หรือว่าถ้าพระอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเข้ามาแล้วจิต ก็จะเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น คือเป็นว่างจากความร้อน ไม่มี ความร้อนไม่มีเรื่องปรุงแต่ง ที่เป็นความร้อนหรือเป็นความ ทุกข์. ช่วยจำไว้ด้วยเถอะว่า ถ้าความหม่นหมอง ความไม่ พอใจ ความทุกข์ ความรู้สึกที่ ไม่เป็นสุข อันใดเกิดขึ้น ในความรู้สึกแห่งจิตใจของเราแล้ว รีบนึกถึงพระอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; ถ้าถนัดที่จะเห็นอนิจจัง ว่าความไม่เที่ยง มันไม่เที่ยงนะเว้ย, มันไม่เที่ยงนะเว้ย อย่างนี้ก็ได้ แล้ว ความทุกข์นั้นมันจะหายไป เพราะมันรู้สึกได้ว่า มันไม่เที่ยง อย่างนี้เองนะโว้ย. แต่นิสัยสันดานคนเราไม่เหมือนกัน บางคนรู้สึกว่า เห็นทุกขังดีกว่า มันเป็นทุกข์อย่างนั้นเองนะเว้ย เพราะมัน ไม่เที่ยงมันก็จะเป็นทุกข์ อย่างนี้ก็มี, หรือว่านิสัยสันดานของ บางคน ชอบความหมายของอนัตตา มันไม่ใช่ตน,

น.18 ๑๒ พออะไรเกิดขึ้น ขุ่นมัวอยู่ในใจ นึกได้ว่า มันไม่ใช่ตัวตน นะโว้ย มันก็หายไปได้. ที่จริงมันก็เนื่องกัน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มัน เนื่องกัน แต่ว่ามันก็มีความหมายต่างกัน ความรู้สึกมันก็ ต่างกัน ทางเดินของปัญญามันก็ต้องต่างกัน. ถ้าจะเปรียบก็ เหมือนกับว่า คนเรานี้มันไม่ได้กินยาเหมือนกัน, บางทีคนนี้ ชอบยาอย่างนี้, บางทีคนโน้นชอบยาอย่างโน้น, คนหนึ่งก็ ถูกกับยาชนิดหนึ่ง ที่เรียกกันว่า ลางเนื้อชอบลางยา นั่นแหละ คือข้อที่ว่า, เราบางทีก็อาศัยอนิจจัง บางทีก็อาศัยทุกขัง บางทีก็อาศัยอนัตตา. แต่เรื่องอนัตตาเป็นเรื่องสูงสุด เป็นเรื่องที่เรียกว่า รวบยอด หรือสำคัญกว่า หรือเป็นหัวใจก็แล้วแต่จะเรียก ของทั้งหมด, เห็นอนัตตา ว่านั่นแหละ คือเห็นสูงสุด หรือ เห็นทั้งหมด ไม่รู้สึกว่าเป็นตัวตน มันก็ไม่เรียกร้องเอา อย่างที่ว่ามีตัวตน, หรือมันไม่มีความคิดนึกที่จะเรียกร้อง หรือจะยึดมั่น หรือจะอะไรก็ตาม แต่เพราะเหตุที่เป็นธรรมะ สูงสุด มันก็ต้องเห็นยาก เห็นยากกว่าเป็นธรรมดา, เหมือน

น.19 ๑๓ ยาขนานที่ดีกว่า ตามปกติมันก็หายากกว่า ทำยากกว่า แพง กว่า อะไรกว่า. เดี๋ยวนี้เราจะไม่รู้จักกันเสียเลย, คนสมัยนี้ยิ่งจะไม่ รู้จักกันเสียเลย เรื่องพระอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ไม่รู้จัก เฉย ๆ ยังไม่พอ ยังเอามาล้อเล่นเสียอีก, ตรงกับคำว่าเดี๋ยวนี้ ศาสนามันเรียว ศาสนามันเลือน ลาง เลือน จางไป เหมือน กับมันเรียวมันจะหมดไป, จะหวังได้หรือไม่ว่ามันจะกลับมาอีก, มันจะกลับมาอีก. ความรู้ที่ประเสริฐที่สุดของพระ- พุทธเจ้า ซึ่งเคยสูงสุดนั้นมันเลือนไป จางไปเรียวไป จนจะหมดจะสิ้นอยู่แล้ว, จะหวังได้หรือไม่ว่าจะกลับมาอีก. ถ้ามันไม่อาจจะกลับมาอีก เราก็บ้าที่มานั่งพูดกันเรื่องนี้, มานั่ง พูดกันเรื่องนี้ ให้เสียเวลาทำไมก็ไม่รู้ ถ้ามันไม่อาจจะกลับ มาอีก. แต่อาตมาคิดว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ธรรมะ ไม่จำกัดเวลา อกาลิโก, พระธรรมไม่ได้จำกัดเวลา ไม่ได้ จำกัดกาล ว่าจะต้องเป็นไปตามกาล มันอยู่ที่การประพฤติ กระทำของคนปฏิบัติธรรมะ. ถ้าเราจะถือว่า เราจะปฏิบัติ

น.20 ๑๔ ธรรมะให้ถูกต้อง เอาความถูกต้องเป็นหลัก ธรรมะก็จะต้อง กลับมา, เรื่องที่ละเอียดสุขุมประณีต เช่น เรื่อง นิพพาน เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ ก็อาจจะกลับมาอีกได้. เพราะไม่รู้จักพระไตรลักษณ์ จึงหลงทาง. สติปัญญาของคนสมัยนี้เฉียบแหลมมากกว่าคนโบราณ มาก แต่ก็เอาไปใช้ในเรื่องอื่น, เขาเอาไปใช้เสียในเรื่องอื่น คือใช้ในเรื่องตรงกันข้าม ใช้ในเรื่องสร้างกิเลส สร้างความ ทุกข์ สร้างปัญหา ไม่ได้เอามาใช้ ในทางที่จะดับทุกข์, ความ ทุกข์มันก็มากขึ้น ๆ แล้วก็ไม่ถูกดับ, เพราะว่าคนไม่รู้ หลงเอาความทุกข์ เป็นความสุข, หลงเอาความทุกข์เป็น ความสุข. คิดดูให้ดี หลงในความทุกข์ หรือสิ่งที่จะให้เกิด ความทุกข์ เป็นของดีเป็นของสุขไป, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมัยปัจจุบัน นี้ ก็คือ หลงอยากจะมี จะได้ จะเป็น ในสิ่ง ที่ไม่ต้องมี ต้องได้ ต้องเป็น, ไปดูที่บ้านที่เรือน อะไรที่

น.21 ๑๕ ไม่จำเป็นอะไรจำเป็น ไปแยกแยะดู ก็จะพบสิ่งที่ไม่จำเป็นอยู่ มาก, ไม่ต้องมี ไม่ต้องใช้ ไม่ต้องกิน ไม่ต้องอะไรก็มีอยู่ แทน ที่อยากจะเอาไปทิ้งเสีย กลับอยากจะไปหาอย่างอื่นมาเพิ่มเข้าอีก จนมันเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องมี, ไม่จำเป็นจะต้องใช้ ไม่จำเป็นจะต้องกิน, แล้วก็เข้าใจไปว่า เรายังไม่มี เรายัง ต้องการอีก ยังเรียกร้องที่จะเอาอีก ก็ เกิดปัญหาใหม่ๆ ใน ยุคนี้ขึ้นมา คือคนเรียกร้องที่จะได้ ให้ทัดเทียมกับผู้อื่น โดยไม่ดูว่ามันจำเป็นหรือไม่จำเป็น, ส่วนเรื่องที่จะทำ ให้หยุดเย็น ไม่เป็นทุกข์นั้นไม่รู้จัก, ไม่เรียกร้องไม่ ขวนขวาย. ถ้ารู้จัก ก็คงจะเอาสิ่งที่ไม่จำเป็นไปทิ้งทะเล เสียบ้าง ให้เหลือแต่พอดี ๆ เท่าที่จำเป็น, เท่าที่จะไม่ทำให้ เกิดปัญหา ว่าอย่างนี้ไม่ต้องทำก็ได้ คืออย่าเอามาก็แล้วกัน, อย่าไปอยากก็แล้วกัน ควบคุมความอยาก ตรวจสอบ ความอยากไว้เสมอว่ามันไม่จำเป็น นี่. อย่างพ่อบ้านแม่เรือนทั้งหลายนี่ กำลังคิดจะมีโทรทัศน์ สี กันทั้งนั้นแหละ ยกตัวอย่าง, แล้วบางบ้านก็มีแล้วด้วย นี้เป็นตัวอย่างเท่านั้น ว่ามัน จำเป็นไหม, หรือจะคิดให้

น.22 ๑๖ ละเอียดลงว่า มันได้อะไร แก่ตัวเอง แก่ลูกแก่หลาน แก่เด็ก ๆ แก่ทุกคน, แต่แล้วทำไมมันก็เอามาแล้ว หรือ ทำไมมันอยากไปซื้อผ่อนส่งมา, ทำไมจึงไม่ดูว่า จำเป็น หรือไม่จำเป็น. ครั้นมาเกิดปัญหายุ่งยากขึ้นในครอบครัว ก็ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร ก็ไปโทษผีสางเทวดา ไปรดน้ำมนต์ ไปดูโชคไปดูลาง ว่าจะแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร, ไม่มองดูที่ ความโง่ของตัว, ไม่มองดูที่กิเลส ตัณหา อวิชชา อุปาทาน ของตัว. นี้มนุษย์ที่จะต้องปวดหัว จะเป็นโรคประสาท จะต้องเป็นบ้า, หรือว่าจะต้องทำทุจริตผิดศีลผิดธรรม วิวาทกันฆ่าฟันกันมากขึ้น. ความไม่รู้จักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำให้ต้อง การในสิ่งที่ไม่ควรจะต้องการ อยากมีในสิ่งที่ไม่ต้องมี ไม่ควรจะมี, อยากจะเป็นโดยที่มันไม่ต้องเป็น ไม่ควร จะเป็น ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็น. มนุษย์ทั้งโลกกำลังเป็น อยู่อย่างนี้, มนุษย์ทั้งโลกเป็นอยู่อย่างนี้. เปรียบเทียบกันดูเล่น ๆ บ้างก็ได้ ในวันหนึ่งมนุษย์ สมัยนี้ใช้น้ำมันกี่ล้านถัง มนุษย์สมัยคนป่าโน้นใช้น้ำมัน

น.23 ๑๗ วันหนึ่งกี่หยด, จะพบว่าในสมัยคนบ่าไม่ได้ใช้น้ำมันแม้แต่ หยดเดียว ในวันหนึ่ง ๆ สมัยนี้เราใช้น้ำมันกันวันละไม่รู้กี่ล้าน ถัง หมายถึงทั้งโลกนะ, แล้วใครได้อะไร เราก็ได้ความยุ่ง ๆ ยุ่งเหลือที่จะยุ่ง. คนบ่าก็ไม่เห็นขาดแคลนอะไร ไม่เจ็บ ไข้อะไร แล้วมันก็ไม่ตาย แล้วเขาก็คือปู่ ย่า ตา ยาย ของคน สมัยนี้นะ, ถ้าว่าคนป่าสมัยนั้นทำผิด เป็นเรื่องผิดจริงแล้ว มันคงตายหมดแล้ว ไม่เกิดลูกเกิดหลานมาเป็นพวกเราสมัยนี้. ดูให้ดีว่าเรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องเหล่านี้ มัน หมายความ อย่างไรกัน, โรคจำนวนมากเกิดขึ้นเป็นของสมัยใหม่ ซึ่ง คนบ่าสมัยโน้นไม่รู้จัก ไม่รู้จักโรคชนิดนั้น เพราะมันเพิ่งมี สมัยเมื่อมนุษย์มันเจริญแล้ว. นี่ลองคิดดูให้ดี ว่า ความเจริญของมนุษย์นี้มัน มาด้วยอำนาจของอะไร, มันเป็นมาด้วยอำนาจของอะไร, หรือว่ามันเพิ่มขึ้น ๆ นั้นด้วยอำนาจของอะไร, แล้วสิ่งนั้นมัน มีผลเป็นความวุ่นวาย ยุ่งยากลำบากระส่ำระสายของคนสมัยนี้, แล้วจะเรียกว่ามันดีที่ตรงไหน แต่เราก็ยังเรียกว่าความเจริญ. ฉะนั้น ความเจริญนั้นมันก็คือยุ่งมากขึ้น, มีปัญหามากขึ้น ถ้าจะพูดให้ถูก ก็คือมัน บ้ามากขึ้น นั่นเอง.

น.24 ๑๘ ทำไมเราจะต้องพูดอย่างนี้ หรือพูดด้วยเรื่องอย่างนี้ ซึ่งบางคนก็รำคาญไม่อยากจะฟัง, มัน จำเป็นที่จะต้องพูด ด้วยเรื่องนี้ ด้วยเรื่องนี้เรื่องที่กำลังพูดอย่างนี้ เพราะว่า มันเป็นสภาพอันแท้จริงของมนุษย์ ที่กำลังเป็นสัตว์ที่มี ปัญหามาก ทนทรมานมาก ยุ่งยากมากกว่าสัตว์ชนิดไหนหมด, ไม่สมกับว่าเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ที่ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด ประเสริฐที่สุดด้วยความมีความยุ่งยากมากที่สุด. คิดดูเถอะ มันดีหรือบ้า เป็นมนุษย์นี่กลับมีเรื่องยุ่งยากมากที่สุด, ลำบากมากที่สุด. ไปดูสัตว์เดรัจฉานมันยังนอนสบายมาก กว่าคน, หรือว่าสมัยคนบ่านี้ก็ยังนอนสบายมากกว่าคนสมัยนี้ ที่ว่าเจริญแล้ว รุ่งเรืองแล้ว แล้วดูถูกคนบ่า ซึ่งเป็นบรรพ- บุรุษของคนสมัยนี้นั่นเอง. ทีนี้เราก็จะดูกันที่ว่า กระแสของความเปลี่ยนแปลง, กระแสของการพัฒนา ที่ว่ากระแสหรือว่า ที่เปลี่ยนเป็นดี ขึ้น ๆ กระแสอันนี้มันมาด้วยอำนาจของอะไร, ไม่เห็นก็ตาม ใจ. แต่ถ้าเห็นก็ จะรู้สึกว่า มาด้วยหลับหูหลับตาเป็นคนโง่ หลับหูหลับตา ไม่รู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วไป

น.25 ๑๙ สร้างสิ่งที่ทำลายตนเองขึ้นมามากขึ้น ๆ. พระพุทธเจ้าจึงได้ ทรงนำมาสอนอีก, จำเป็นจะต้องเอาเรื่องนี้มาสอนอีก ให้ มนุษย์รู้เรื่องที่จริงที่สุด ที่ถูกต้องที่สุด ที่มีประโยชน์ ที่สุด คือเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพื่อว่าอย่าต้อง ทำอะไรที่เกินจำเป็น, อย่าต้องทำอะไรที่เกินจำเป็น, ทำ ให้พอถูกพอดี ให้อยู่กันด้วยความสงบสุข. พระพุทธเจ้าท่านทรงนำมาสอน มันต้องมีความ จำเป็นที่สุดแหละ, หรือว่าท่านต้องเอาสิ่งที่จำเป็นที่สุด มี ประโยชน์ที่สุดมาสอน ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่เป็นพระพุทธเจ้า. ฉะนั้น เราควรจะพึ่งคำของท่าน, เราจะต้องยอมรับตาม พระบาลีที่ว่า สิ่งที่ทรงนำมาสอนมากที่สุด คือเรื่อง สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา หรือว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา คือ เรื่องที่สอนมากที่สุดกว่าเรื่องทั้งหลาย เพราะมีความ สำคัญมากที่สุด. ฉะนั้นเราจะต้องเข้าใจเรื่องนี้, เอามาใช้ ให้เป็นประโยชน์ที่สุด คือประกอบอยู่ในชีวิตของเรา อย่า ต้องให้มีความทุกข์เลย. อาจจะมีบางคนที่เขาพูดว่า ไม่บ้าไม่สนุกก็ได้, ถ้า ไม่บ้ากันเสียเลยก็ไม่สนุกนี้ มันจืดชืดแห้งแล้ง. นี้เขาอยาก

น.26 ๒๐ จะหัวเราะสุดเหวี่ยง อยากจะร้องไห้สุดเหวี่ยง อยากจะโลดเต้น สุดเหวี่ยง, อยากจะทำอะไรเหมือนกับคนบ้าเสียบ้าง, แล้วก็ รู้สึกว่ามันสนุก สนุกดี, แต่แล้วในที่สุดมันเป็นอย่างไร ที่ว่า สนุกดี ที่มีอะไร ๆ ที่ไม่จำเป็นขึ้นมาในโลกเต็มไปหมด นี้เป็นอย่างไรบ้าง. เราเรียกกันว่าความเจริญ ๆ แต่ผลของมันก็คือ ลำบากมากขึ้น ปวดหัวมากขึ้น กระทั่งสู้คนป่าก็ไม่ได้ สู้ สัตว์เดรัจฉานทั่วไปก็ไม่ได้. แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะ กลับไปเป็นคนป่ากันอีก,เราเป็นมนุษย์อย่างนี้ แหละ ขอแต่อย่าให้มีความทุกข์ จนน่าละอายคนบ่า ก็แล้วกัน การพัฒนาของมนุษย์นั้น จึงจะเรียกว่าพัฒนามาอย่าง ถูกต้อง, พัฒนานี้ต้องพัฒนา แล้วก็พัฒนามาอย่างถูกต้อง มาอยู่ในสภาพที่มีความอิ่มด้วยธรรมะ, มีความอิ่มด้วย ธรรมะอยู่ตลอดเวลา. เห็นไตรลักษณ์แล้ว จะอิ่มอยู่เสมอ. มีความอิ่มอยู่ตลอดเวลา ใครจะทำได้, มันมี ความหมายพิเศษ ที่ว่าเรามีความถูกต้องอยู่ที่กาย วาจา

น.27 ๒๑ ใจ แล้วเราพอใจอยู่ในความถูกต้อง ที่กาย วาจา ใจ นั่นแหละเรียกว่าอิ่มอยู่ตลอดเวลา, แล้วต้องมีความ ถูกต้องอยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่การกระทำ ที่วาจา ที่ใจ ที่ความคิด ความนึก, กระทั่งว่าของใช้ ไม้สอยที่จำเป็นในบ้านในเรือน ก็ต้องมีลักษณะถูกต้อง. ขอให้ถูกต้องไปตั้งแต่ทรัพย์ สมบัติ ที่มีอยู่ในบ้านในเรือน, มีการกระทำ ที่ถูกต้อง เป็นที่พอใจ พอใจของพระอริยเจ้าแล้วก็ยิ่งดี, มีการพูดจา ถูกต้อง มีความคิดนึกถูกต้อง. เมื่อเรารู้สึกว่ามันมี ความถูกต้อง เราก็พอใจ ความพอใจนั่นแหละคือความ อืม, ไม่ใช่ว่าต้องกินอย่างกินข้าวกินน้ำแล้วก็อิ่ม นั้นมันอีก อิ่มหนึ่ง เป็นอิ่มของร่างกายของวัตถุ. อิ่มทางวัตถุ นี้ อิ่ม ทางจิตใจก็คืออื่มเมื่อเรารู้สึกว่ามันถูกต้อง. ถ้าท่านรู้สึกว่ามานั่งฟังพูดนี้มันถูกต้อง ก็คงจะอิ่ม, ถ้ารู้สึกอย่างนั้นจริง ที่มานั่งฟังอยู่อย่างเดี๋ยวนี้ มันเป็นความ ถูกต้อง, ท่านก็จะพอใจและอิ่มใจ, นั้นคือ ความอิ่มที่ไม่ต้อง กิน, อิ่มที่ไม่ต้องกิน นั่นแหละคืออิ่มจริง อิ่มที่ต้องกินนั้น มันอิ่มหลอก ๆ มันอิ่มเรื่องทางวัตถุ, อิ่มโดยไม่ต้องกิน อิ่ม โดยไม่ต้องอยากนั้นแหละ คือความอิ่มที่แท้จริง. อิ่มโดย

น.28 ๒๒ ไม่ต้องกิน ก็คือมีความถูกต้อง, จิตรู้สึกว่าถูกต้อง จะ เรียกว่าจิตมันกินความรู้สึกว่าถูกต้องก็ได้เหมือนกัน, จิตมัน ได้กินความรู้สึกว่าเรากำลังมีความถูกต้อง มันก็อิ่ม, อิ่มชั้น สูงสุดนั้นมันอิ่มโดยที่มันไม่หิว. ขอให้ช่วยคิดดูสักนิดเถอะว่า มันไม่หิวนั้น มันอิ่ม หรือไม่อิ่ม, มันไม่หิวนั้นมันอิ่มหรือไม่อื่ม. ท่านลองคิดดู ถ้าคิดถูกต้อง อาตมาเชื่อว่า มันคงจะรู้สึกว่าอิ่มชนิดหนึ่ง ยิ่งกว่าอิ่ม อิ่มที่ยิ่งกว่าอิ่ม คือมันไม่หิว มันไม่หิวเลย, มัน สบายที่สุด พอดีที่สุด สบายที่สุด จิตที่ไม่หิวกลายเป็นอิ่ม ที่สุดนั่นแหละความหมายของนิพพาน. ถ้าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้ว มันจะไม่ หิว ไม่อยากอะไร มันก็จะอื่มถึงที่สุด, อิ่มเพราะไม่หิว ดู จะเป็นจุดสูงสุดของการพัฒนาจิตใจของมนุษย์ ขึ้นไป จนถึงระดับที่ว่า มันอิ่มอยู่ตลอดเวลาแหละ ไม่หิวในทางฝ่าย จิตใจ. จะเป็นอย่างนี้ได้ ก็ต้องมีอะไรมาทำให้ไม่รู้สึกหิว, ความเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นแหละ จะทำให้ไม่ รู้สึกหิวในอะไรแม้แต่นิดเดียว, จึงอิ่มอยู่เสมอ.

น.29 ๒๓ พระพุทธรูปถ้าเขาทำถูกต้อง จะมีพระพักตร์ที่อิ่ม อยู่เสมอ, เราก็อ่านให้ออก ว่าพระพุทธรูปมีพระพักตร์ที่ รู้สึกว่าอิ่มอยู่เสมอ, เพราะว่าพระพุทธเจ้าไม่มีความหิว และอิ่มอยู่เสมอ. เดี๋ยวนี้คนไม่ค่อยสนใจ ทำพระพุทธรูป ทำให้ขายได้ก็แล้วกัน มันจะถูกหรือไม่ถูก ; ถ้าเป็นสมัยที่ เขาเป็นศิลปะกันจริงๆ เขาจะต้องทำลำบากมาก กว่าจะได้ พระพุทธรูปที่ถูกต้องสักองค์หนึ่ง คือ มีพระพักตร์ที่อิ่มอยู่ เสมอ นั่นคือนิพพาน, ความที่ไม่หิวอะไรอิ่มอยู่เสมอ คือ นิพพาน, พระพักตร์ของท่านจึงเป็นสิ่งที่แสดงนิพพาน อยู่เสมอ. ถ้าใครมีพระพุทธรูปอย่างชนิดนั้นมาวางไว้ดู ไว้ กราบไว้ไหว้อยู่ประจำ ก็จะดีมาก เพราะจะเตือนให้เข้าใจ ความไม่หิวและความอิ่มอยู่เสมอ. เอาละ, เดี๋ยวนี้มาถึงจุดสูงสุด ที่ว่า พัฒนาเพื่อจิต อยู่ในขั้นที่ว่า อิ่มอยู่เสมอ ก็แล้วกัน, แล้วก็ได้กล่าวมา แล้วว่า เพราะความเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเลย หิวไม่เป็นไม่รู้จะหิวอะไร มองไปในอะไร ๆ ก็ไม่รู้สึกหิว คือ

น.30 ๒๔ ไม่รู้สึกอยาก ความรู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำให้ หิวไม่ได้ หิวไม่เป็น ไม่รู้จะหิวอะไร มันเลยหยุดหิว มัน เป็นความอิ่มเสมอ, เพราะอำนาจของความรู้ แจ่มแจ้ง ประจักษ์ อยู่ในใจเสมอ ถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งจะเอามาเป็นธรรมะสำหรับพัฒนาจิตให้สูงสุด. ในครั้งที่ แล้วมา ก็พูดถึงเรื่องอนิจจังและทุกขังมาแล้ว ยังเหลือแต่ หมวดอนัตตา ซึ่งตั้งใจว่าจะพูดในวันนี้. รู้จักอนัตตาแล้วจะเข้าถึง อตมุมโย. เรื่องอนัตตาเป็นเรื่องที่ยากที่สุด ทั้งในการที่แม้ แต่จะเพียงแต่ศึกษาเล่าเรียน ก็ยังยากที่สุด, เรื่องปฏิบัติมันก็ ยากด้วยเป็นธรรมดา. ถ้ารู้อนัตตาจริง ก็จะทำให้เกิด ความรู้ที่สูงขึ้นไป หรือแจ่มแจ้งชัดเจนลงไป, ท่านแสดงไว้ บทหนึ่งว่า สพฺพโลเก จ อตฺมฺมฺโย ภวิสฺสามิ, สพฺพโลเก จ อตมุมโย ภวิสฺสามิ-เราจักเป็นผู้ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น ในโลก ทั้งปวง. ฟังไม่ถูกใช่ไหม นี่ตามตัวบาลี ไม่รู้จะแปลว่าอย่างไร ตัวบาลีมันแปลว่าอย่างนี้ เราจักไม่เป็นผู้ที่สำเร็จมาจาก

น.31 ในโลกทั้งปวง, บาลีชนิดนี้ เขาเรียกกันว่าสูตร เป็นตัวสูตร เป็นคำย่อเพื่อให้จำไว้เพียงไม่กี่คำ, เป็น ตัวสูตรแล้วตัวคำอธิบายนั้นมีอีกมาก พูดกันสักวันก็ได้, จำตัวสูตรให้ได้ก่อน ว่าเราจะเป็นผู้ไม่สำเร็จมาจากสิ่ง นั้น ในโลกทั้งปวง. สำเร็จมาจากสิ่งนั้น มันมีสิ่งหนึ่งอยู่ที่ทำให้เราสำเร็จ เกิดมาจากสิ่งนั้น ใครเข้าใจก็ลองคิดดูพลาง; คนบุถุชน ธรรมดาสามัญ สำเร็จมาจากสิ่งนั้น สำเร็จออกมาจาก สิ่งนั้น สิ่งนั้นคือสิ่งที่ทำให้มีคนนั่นแหละ ให้มีตัวมันตัวคน คนโง่คนนั้นแหละ คนบุถุชน คนนั้นแหละ มันต้องสำเร็จ มาจากสิ่งนั้นของมัน. เรามาจากอะไรกัน ? เกิดมาจากอะไรกัน ? ถ้าพูด ทางวัตถุเนื้อหนังร่างกาย ก็เกิดมาจากแม่กับพ่อ เกิดมาจาก สิ่งนั้นแหละ คือแม่กับพ่อ, เราสำเร็จมาจากสิ่งนั้น คือแม่ กับพ่อ. ถ้าจะพูดว่า เราจักเป็นผู้ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น ก็เท่า กับว่า เราจะไม่สำเร็จมาจากแม่และพ่ออีกต่อไป, แต่นั่นเป็น ของตื้น ๆ ง่าย ๆ ไม่พูดถึงก็ได้.

น.32 ที่จะให้สำเร็จเป็นตัวเราขึ้นมานั้น คือ ความโง่ ความหลง ความเข้าใจผิด จนเป็นความยึดมั่น ถือมั่นว่ามีตัวเรา นี่เรียกว่าอัสมิมานะก็ได้, อัตตวา- ทุปาทานก็ได้, คือความยึดมั่นว่าตัวกูหรือของกู เกิดขึ้น ตามกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา, ตามนัยยะแห่งปฏิจจ- สมุปบาท ที่เราเคยพูดกันมาอย่างยืดยาว ละเอียดจนเกิน ละเอียดแล้วเรื่องปฏิจจสมุปบาท. สรุปสั้นอีกนิดหนึ่งว่า พอตากระทบรูป อายตนะ ภายในกระทบอายตนะภายนอกเกิดวิญญาณ, ๓ อย่างนี้ทำงาน ด้วยกันเรียกว่าผัสสะ, ผัสสะมีอวิชชา ไม่มีวิชชา ผัสสะนั้น มือวิชชา ก็เกิดเวทนาที่มีอวิชชา เกิดตัณหา คือความโง่อยาก ด้วยอวิชชา, เกิดอุปาทาน ว่ากูผู้อยาก, เมื่อนั้นแหละคือ เกิดตัวกู, ตัวกูเกิดเป็นภพเป็นชาติแห่งตัวกู, เกิดทุกข์ขึ้นมา. ตัวกูนี้มันมาจากอุปาทาน, สำเร็จมาจากสิ่งนั้น คือสำเร็จมาจากอุปาทาน ว่าตัวกู เช่นเดียวกับทางร่างกาย สำเร็จมาจากพ่อแม่, แต่ทางจิตทางวิญญาณ สำเร็จมาจาก อุปาทานว่าตัวกู.

น.33 ๒๗ อตัมมโย-เราจักไม่สำเร็จจากสิ่งนั้น. เดี๋ยวนี้ มีหลักว่า เราจักไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น ในโลกทั้งปวง. ทำไมต้องพูดว่าในโลกทั้งปวง ? เพราะใน โลกมันมีมาก มีอารมณ์มาก ; ถ้าอารมณ์นี้ไม่มากพอที่ จะยั่ว ก็มีอารมณ์อื่นที่มากพอที่จะยั่ว เพราะว่ามันในโลก ทั้งปวง. เดี๋ยวนี้เราจะตัดบทเสียว่า ในโลกทั้งปวงไม่มี อะไรที่จะมายั่ว คือจะมาปรุงแต่งให้เกิดอุปาทานว่าตัวกู. เราจะเป็นอตัมมโย, อตัมมโยคำนี้สำคัญมาก พิเศษมากควรจะรู้จักกันทั่วไป ติดปากอยู่ แต่ก็ไม่รู้จัก เพราะไม่ได้เอามาพูด มันก็ ตกค้างอยู่ในพระไตรปิฎก นอนเงียบอยู่ในพระไตรปิฎก. อตัมมโย- ไม่สำเร็จมาจาก สิ่งนั้น, พูดเหมือนกับวิทยาศาสตร์ ว่า ในโลกนี้มันเต็ม ไปด้วยสิ่งที่จะให้สำเร็จออกมาเป็นตัวกู. นี้เราตัดบทว่า เราจักไม่สำเร็จออกมาจากสิ่งนั้น, จักไม่เป็นผู้ที่เกิด ออกมาจากสิ่งนั้น. คำว่าสำเร็จ นั้นคือสิ่งที่เขาใช้ปรุงแต่งทำขึ้นมา, เช่นว่าสำเร็จไปด้วยโลหะ นี้หมายความว่าทำขึ้นจากโลหะ,

น.34 ๒๘ สำเร็จมาจากไม้ คือทำด้วยไม้ เดี๋ยวนี้สำเร็จมาจากสิ่งนั้น, หรือ สำเร็จจากอุปาทานที่มาจากอวิชชา ก็ทนทุกข์ไปซิ ตาม แบบของผู้มีอวิชชาอุปาทาน นี้ เราจะไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น คือจะไม่ยอมให้ อวิชชาอุปาทานเกิดขึ้นได้, นี่เป็นคำมีความหมายสูงแหละ เป็นความหมายสูงสุด เพราะมันแทนการบรรลุสูงสุด เป็น พระอรหันต์นั่นแหละ. เขาจะถือว่า มนุษย์สูงสุดคือพระ อรหันต์, คำนี้ก็ ใช้เรียกได้ว่า อตัมมโย ไม่สำเร็จมา จากสิ่งนั้น, สิ่งไรก็ตามที่ให้สำเร็จมาจากตัวกู เป็นของกู มีกิเลส มีความทุกข์, เราจะไม่ยอมสำเร็จมาจากสิ่งนั้นอีก คือ จะไม่ให้สิ่งนั้นสร้างเราขึ้นมาได้อีก, เพราะเราเห็นว่า อย่างไหนก็ตามที่สร้างขึ้นมาแล้ว เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้นเลย, เป็นเรื่องบ้าทุกเรื่องเลย จึงไม่อยาก จะสำเร็จมาจากสิ่งนั้น. เราได้ยินคำว่าอรหันต์ หรือคำอื่น ๆ ที่เป็นชื่อของ พระอรหันต์ แต่ความหมายไม่น่าอัศจรรย์เหมือนคำว่า อตัม- มโย คำนี้ ว่า ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น, สิ่งนั้นคือทำให้ สำเร็จเป็นความคิดว่าตัวกู ว่าของกู คืออวิชชาอุปาทาน,

น.35 ๒๙ จะว่าตัณหาก็ได้ เพราะตัณหาให้เกิดอุปาทาน, ทั้ง ตัณหาและอุปาทานก็คือความโง่ คืออวิชชา, อย่าได้ สำเร็จมาจากอวิชชา คืออย่าให้อวิชชาปรุงแต่งได้อีก ต่อไป. คำว่า ในโลกทั้งปวง ไม่ว่าโลกไหน จะมาล่อให้ เราโง่ไม่ได้อีก, ในโลกมนุษย์ มีอะไรดีวิเศษเท่าไรอย่างไร ก็ ไม่มาล่อ, ไม่มาล่อให้เราอยากเป็นตัวกูขึ้นมาอีกหรือ สวรรค์ เต็มไปด้วยสิ่งที่สวยงามสนุกสนานเอร็ดอร่อย ที่เขา หลงกันนัก โลกสวรรค์นั้นก็ไม่มาล่อ ให้อยากจะเป็นตัวกูขึ้น มาอีก, แปลว่าสวรรค์นั้นก็เป็นอารมณ์มาให้เกิดตัวกูอีกไม่ได้ ดีไปกว่านั้นเป็นพรหมโลก พรหมโลก ๆ กี่ชั้น ๆ ล้วนแต่ดี ยิ่ง ๆ ขึ้นไป พรหมโลกเหล่านั้นก็ ไม่สามารถที่จะมาเป็น เหยื่อล่อ ปรุงแต่งให้ตัวกูเกิดขึ้นมาเพื่อโลกนั้นอีก. ดังนั้น ท่านจึงใช้คำว่า สพฺพ โลเก-ในโลกทั้งปวง, ไม่ว่าในโลก ไหนไม่มาทำให้เกิดตัวกูขึ้นมาได้, เรียกว่า ไม่สำเร็จมาจากสิ่ง นั้นในโลกทั้งปวง, เราจะเป็นอย่างนี้ให้ได้ จึงจะเรียกว่าถึงที่สุดแห่ง การพัฒนา, ไม่มีอะไร ๆ ในทุก ๆ โลก มาหลอกมาลวง

น.36 ๓๐ มาปรุงแต่งจิตใจ ให้เกิดเป็นตัวกู-ของกูขึ้นมา. เดี๋ยวนี้ เพียงแต่ในโลกนี้ ของโง่ ๆ ง่ายๆ ในโลกนี้ ก็ปรุงแต่งให้เกิด ความรู้สึกเป็นตัวกู-ของกูขึ้นมา จนได้แย่งชิงกันฆ่าฟันกัน ตายไม่เว้นแต่ละวัน, อาชญากรรมเกิดขึ้นในโลกไม่เว้นแต่ ละวันนับไม่ไหว เพราะว่ามันมีของในโลกเป็นเหยื่อแห่ง กามารมณ์ โดยเฉพาะนี้ปรุงแต่งขึ้นมา. เดี๋ยวนี้ว่า ทุกโลกเลย ทั้งกามารมณ์และมิใช่กามารมณ์ และสูงสุดจนเป็น ชั้นพรหม ก็ไม่มาล่อให้กู อยากเกิดเป็นตัวกู แม้ใน โลกไหน, เพราะเห็นอนัตตา ว่าจะเกิดขึ้นมาในโลกไหน ในระดับไหนชั้นไหนอย่างไร มันก็คืออนัตตา ลงไปถึงอนิจจัง ทุกขัง ด้วยก็ได้, จะเกิดในพรหมโลกชั้นสูงสุด ที่สุดแล้ว ที่มนุษย์จะไปถึงได้ มักจะระบุที่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ มันก็ยัง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ฉะนั้นจึงไม่อยาก, ไม่ อยากเกิด ไม่อยากลอง เพราะเห็นอนัตตา. อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา=เช่นนั้นเองมีคุณค่ามาก. ตรงนี้อยากจะบอกให้จำไว้ เพื่อความสะดวกอีกอย่าง หนึ่งว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สามคำ นี้ต้อง ๓ คำ

น.37 ๓๑ ๓ ความหมาย ๓ คำ, ถ้าเอาให้ง่าย เอามาใส่ถ้วยบดก็เป็น ขนานเดียวกันเสีย, เป็นสิ่งเดียวกันเสีย, จะเหลือว่า ตถาตา : อนิจจัง ไม่เที่ยง, ทุกขัง เป็นทุกข์, อนัตตา ไม่ใช่ตน, เอามาบดให้เข้ากันเป็นสิ่งเดียวกันเสีย มันจะกลาย เป็นสิ่งที่มีชื่อเรียกว่าตถาตา. ตถาตา แปลว่า เช่นนั้นเอง เท่านั้นเอง, พูดหยาบคายก็ว่า แค่นั้นเอง ไม่วิเศษอะไร ไปกว่านั้น, โลกนี้ เทวโลก พรหมโลก โลกไหนก็ตามใจ มันก็เท่านั้นเองแหละ, เท่านั้นเองแหละ, พูดหยาบคาย ก็ว่า แค่นั้นเองกูไม่บ้ากับมึง. นี่เรียกว่า รวมอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้ามาเป็นคำพูดคำเดียวแล้วก็ว่า เช่นนั้นเอง. ขอให้ช่วยจำไว้ด้วยจะมีประโยชน์ที่สุด กันบ้าได้, กันโรคประสาทได้, กันปวดหัวได้ กันอะไรก็ได้, เช่น นั้นเอง, เช่นนั้นเอง, ถ้ามันเข้ามาแล้วก็เช่นนั้นเอง ให้ ถูกต้อง ให้ทันท่วงที แล้วมันก็ จะไม่เสียทีกิเลส ด้วย ถ้า เหยื่อของกิเลสมา จะเอาตัวไป จะเอาตัวเราไป เรารู้เช่น นั้นเอง มันก็หยุด, เรียกว่าสู้พญามารได้ เช่นนั้นเองนี้. ความจริงคือ เช่นนั้นเองฆ่ามารได้ สู้มารได้ ป้องกันอะไร ได้หมด, ป้องกันได้ทุกอย่าง, โรคภัยไข้เจ็บชนิดไหน

น.38 ๓๒ ความทุกข์ชนิดไหน กันได้ด้วยเช่นนั้นเอง เพราะมัน มาจากอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, รวมกันเข้า มีคุณค่า ๓ เท่า ในคำว่าเช่นนั้นเอง. เมื่อเห็นเช่นนั้นเองแล้ว โลกไหน ๆ ก็ไม่น่าพิศมัย ไม่น่าพิศวาส ไม่น่าพิศวง, มันก็เป็น อตัมมโย-ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น, ไม่สำเร็จมาจากสิ่งที่ ปรุงแต่งนั้น. เห็นอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตาแล้ว จะสิ้นตัวกู-ของกู. ทีนี้บทต่อไปของท่านมีว่า อหงฺการ จ เม อุปรชฺฌติ, อหงฺการ จเม อุปรุชฺฌติ-อหังการของเราจักดับไป, อหังการ คือตัวเราจักดับไป. ข้อถัดไปว่า มมงฺการ จ เม อุปรชฺฌติ มมังการของเราก็จักดับไป, อหังการของเราก็จะดับไป มมังการ ของเราก็จะดับไป คือความรู้สึกว่าตัวกูก็ดี ความรู้สึกว่า ของกูก็ดี มันก็จะดับไป. ตัวกูนั้นคือเป็นตัวประธานว่ามีตัวกู ผู้อยาก ผู้ ต้องการ ผู้ได้ผู้เสีย ผู้แพ้ ผู้ชนะ นี่เรียกว่าตัวกู, แล้วก็มี ความรู้สึกว่าได้ เสีย ชนะ แพ้ นั้นมันเป็นของกู ความแพ้ ของกู ความชนะของกู, ความได้ของกู ความเสียของกู มันคู่

น.39 ๓๓ กันไปเสมอแหละ. เรารู้สึกว่าตัวเรา นี้เป็นอหังการ, มีอะไรเป็นของเรา นั้นเป็นมมังการ ต่อไปนี้ความรู้สึก อย่างนี้จะไม่มีอีก จะดับทีเดียว เลิกกัน หมดกันเลย จะไม่รู้สึกว่าตัวกู, ตัวกู ยกหู ชูหาง ไม่ยอมใคร ไม่อะไร หมดนี้ มันจะดับไป เพราะมันเห็นตถาตา .. นี้เมื่อตัวกู-ตัวกูมันดับไปแล้ว ของกู-ของกูมันก็ ต้องพลอยดับไปด้วย เพราะมันไม่มีที่ตั้งที่อาศัย, ตัวกูมัน ไม่มีแล้ว ของกูมันจะมีอย่างไรได้. ฉะนั้นท่านจึงระบุดับตัวกู นั่นแหละเสียก่อน และของกูมันก็จะดับไปเอง ; เพราะเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็เกิดการดับแห่งตัวกู การ ดับแห่งของกู, แล้วความทุกข์มันจะอยู่ที่ไหนเล่าคิดดู ว่า ตัวกูก็ไม่มี ของกูก็ไม่มี ความทุกข์จะอยู่ที่ไหนเล่า, ปัญหา จะอยู่ที่ไหนเล่า, อะไร ๆ ทั้งหลายจะอยู่ที่ไหนเล่า เมื่อตัวกู- ของกูมันไม่มีเสียแล้ว. นี่ผลของการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ท่าน ช่วยฟังมันไว้ในฐานะ เป็นเรื่องละเอียดประณีตสูงสุด, เข้าใจยาก ประเสริฐในพระพุทธศาสนา จนผู้รู้ ได้ยินคำนี้ แล้วยกมือไหว้ ยกมือไหว้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.

น.40 ๓๔ อสาธารณญาณเกิดได้. คำต่อไปท่านมีว่า อสาธารเณน จ ญาเณ น สมนฺนาคโต ภวิสฺสามิ-เราจักประกอบด้วยอสาธารณญาณ, การเห็นความ จริงอย่างที่ว่ามาตั้งยืดยาวนี้ รู้ความจริงอันนี้ ท่านเรียกว่า อสาธารณญาณ. ญาณคือความรู้ที่ไม่สามัญแก่ทุกคน, ที่ไม่ สาธารณะแก่ทุกคน. ถ้าฟังออกก็จะเห็นได้เองว่า ความรู้ชนิด ที่ว่านี้ มันไม่มีทั่วไป ไม่มีอยู่อย่างทั่วไป, มันจะมีได้เฉพาะ คน ซึ่งก็มีน้อยมาก เรียกว่า อสาธารณญาณ. ใครจะเข้าใจ เรื่องที่พูดนี้กี่คน ลองคิดดู ลองคิดดูมีกี่คน ถ้ามันมีสักคน ก็มันไม่อสาธารณะแก่คนนอกนั้น, ฉะนั้นความรู้อันนี้จะมีแก่ ชาวโลกทั้งโลกไม่ได้ดอก เพราะว่าเดี๋ยวนี้ชาวโลกทั้งโลกกำลัง บ้ากันสุดเหวี่ยง. ส่วนความรู้อันนี้มันอสาธารณะ, มันจะเกิด ขึ้นได้มีได้ เฉพาะแก่บุคคลที่อุตส่าห์อบรมฝึกฝนกันมาอย่างยิ่ง ถึงที่สุด. มาฟังคำบรรยายที่สวนโมกข์กี่สิบครั้งแล้วนะ มันเกิด บ้างหรือเปล่า อสาธารณญาณนั้นเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า ? มาฟังคำบรรยายที่สวนโมกข์ตั้งร้อยครั้งแล้วก็ได้นะบางคน มันเกิด อสาธารณะญาณหรือเปล่า.

น.41 ๓๕ ขอให้ คำนวณ ดู จะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนเกิดความรู้สึกไม่ปรุงตัวกู เป็นอตัมมโย, ความรู้ อย่างนี้มันยากที่จะมี เป็นปัจจัตตังเฉพาะคน มีแทนกันไม่ได้ เหล่านี้เป็นต้น ท่านจึงเรียกว่าอสาธารณญาณ, พูดให้ชัด ก็คือ ญาณที่จะรู้จักพระนิพพานเฉพาะตนนั้น เรียกว่าอสา- ธารณญาณ. เรา จักเป็นผู้ประกอบด้วยอสาธารณญาณ จะ สำเร็จได้อย่างไร ? สำเร็จได้เพราะฝึกฝนอยู่แต่ในการ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือตถาตา ก็แล้วแต่จะเรียก, ฉะนั้นไปสอบไล่ตัวเองดู ทดสอบตัวเองดู ว่าเรามีญาณ อะไรบ้างไหม, ญาณนั้นไปถึงไหนแล้ว, หรือว่าอยู่แค่พื้น ๆ อยู่นั่นเอง มันไม่มองเห็นข้อนี้เสียเลย. หลักเกณฑ์ที่จะ ตรวจสอบมันก็ง่ายนิดเดียวแหละ คือมันยังมีตัวกู-ของกู อยู่นี่ แม้ไม่พูดออกมา มันเครียดอยู่ในใจ, ดูหน้าดูตามัน ก็รู้ ว่าคนนี้มันเครียดอยู่ในใจ มันมีตัวกูของกูเครียดอยู่ในใจ แม้ปากมันจะไม่พูดออกมา ก็เป็นอันว่าตัวเขานั่นแหละจะรู้ดี ว่ามีอสาธารณญาณหรือไม่.

น.42 ๓๖ เหตุให้เกิดตัวกู-ของกู ปรากฏแจ่มแจ้ง. ข้อต่อไปท่านมีว่า เหตุ จ เม สุทิฏฺโฐ ภวิสฺสติ-เห-ตุ ธรรมที่เป็นเหตุนี้ จะปรากฏแจ่มแจ้งแก่เรา. ตัวเหตุก็คือ ตัณหาอุปาทาน นั่นแหละ ที่มันทำให้เกิดตัวกู-ของกู จักแจ่มแจ้งแก่เรา จงแจ่มแจ้งแก่เรา, เราจงรู้จักสิ่งที่เป็น เหตุทุกขั้นตอนให้ดี. สุ ทิ ฏ โฐ แปลว่า เห็นอย่างดี : ตั้งแต่ อายตนะอาศัยกันเกิดวิญญาณ-เกิดผัสสะ - เกิดเวทนา - เกิดตัณหา - เกิดอุปาทาน - เกิดภพ - เกิดชาติ, นี้เรียกว่า เหตุทั้งนั้นแหละ, เหตุแต่ละตอน แต่ละตอน ส่งเสริมเหตุ แต่ละเหตุ ๆ ขึ้นมาเป็นชั้น ๆ ชั้นแห่งเหตุ. ส่วนที่เป็นเหตุ เหล่านี้ก็จะปรากฏชัดเจนแก่เรา. และข้อสุดท้ายคู่กันก็คือว่า สิ่งที่เกิดมาจากเหตุ ก็จักชัดเจนแก่เรา. ตัวธรรมะที่เป็นเหตุก็ปรากฏชัดเจน แก่เรา, สิ่งที่เกิดมาจากเหตุนั้น ก็ปรากฏชัดเจนแก่เรา คือผลนั่นเอง. ส่วนที่เป็นเหตุก็ปรากฏชัดเจนแก่เรา, ส่วนที่เป็นผลก็ปรากฏชัดเจนแก่เรา, ความโง่ของเรา อวิชชา ตัณหาของเราเป็นเหตุ ทำให้เกิดตัวเรา มีความรู้สึก ลม ๆ แล้ง ๆ ไม่มีตัวจริง แต่มันรุนแรงมาก เป็นความคิด

น.43 ๓๗ รู้สึกรุนแรงมากกว่าตัวเรา ตัวเรา แล้วก็ได้มีความทุกข์, อันนี้ ก็เป็นผลที่เกิดมาจากเหตุ. ขอให้มองเห็นชัดลงไปว่า มันคาบเกี่ยวกันอยู่ อย่างนี้ : อวิชชา ตัณหา อุปาทาน มันเป็นเหตุ, แล้ว มัน ปรุงตัวกู-ของกูเป็นผลขึ้นมา ได้เป็นทุกข์หนักอยู่ ด้วยความยึดมั่นถือมั่น, นี้มันเป็นผล แล้วมันติดกันอยู่ มันปรุงกันอยู่. เรา จงรู้จักมันทั้งสองส่วนให้ดี ดูว่า ความไม่รู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันจึงเกิดอวิชชา ตัณหา อุปาทาน, ถ้ามันมีญาณ มีปัญญา มีวิชชาแล้ว มันก็ไม่เกิดเหตุที่จะทำให้เกิดตัวกู. เมื่อไม่มีเหตุ, ผลคือ ตัวกูหรือความทุกข์มันก็ไม่เกิด. เรารู้ชัด เหมือนกับรู้จัก สิ่งของที่เรารู้จักมันดี ว่า อันนี้เป็นเหตุ อันนี้เป็นผล, เพราะอันนี้มีสิ่งนี้จึงมี, เพราะอันนี้มีสิ่งนี้จึงมี ; ถึงแม้ ในเรื่องโลก ๆ ของชาวโลก ก็ต้องเป็นผู้สามารถที่จะรู้จักเหตุ และสิ่งที่เกิดมาจากเหตุ. หัวใจพระพุทธศาสนา ที่พระอัสสชิ แสดงแก่ ปริพพาชก ก็มีความหมายอย่างนี้แหละ เหตุ และ สิ่งที่เกิดมา แต่เหตุ, ความดับ เหตุ และ ดับเสียซึ่งสิ่งที่เกิดมาจาก

น.44 ๓๘ เหตุ. ถ้าจะพูดให้หมดต้องพูดอย่างนั้น นี้พุทธศาสนา พระ สมณะของเราสอนอย่างนี้ ซึ่งมีความหมายนับตั้งแต่เรื่อง ขี้ฝุ่นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามบ้านเรือนขึ้นไปเรื่อยไป จนถึงดับ กิเลสสูงสุดเป็นพระนิพพาน, จงรู้จักสิ่งที่เป็นเหตุ และสิ่ง ที่เกิดมาจากเหตุ แล้วก็จะไม่งมงาย, จะไม่ต้องถือไสยศาสตร์ ให้งมงาย จะไม่ต้องลำบากด้วยเรื่องผีสาง เทวดา น้ำมนต์ น้ำคลอง น้ำท่า น้ำอะไรให้ลำบาก, เพราะว่ารู้จักสิ่งที่เป็นเหตุ และสิ่งที่เกิดมาจากเหตุ ว่ามันมีอยู่อย่างนั้น แล้วมันก็ทำ หน้าที่ของมันอย่างนั้น, ไม่ต้องฝากไว้กับความเดา ความคาด คะเน ความเชื่ออย่างงมงายอีกต่อไป, เรื่องมันก็จบแหละ. พัฒนาชีวิตมาสูงสุดที่เป็นอดัมมโย. นี่สรุปความว่า พัฒนาของชีวิต มาสูงสุดอยู่ที่ อยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง, ขึ้นถึงสภาพอยู่เหนือความ ทุกข์ทั้งปวง เป็นอตัมมโย-ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น หมายความว่า สิ่งที่เคยปรุงแต่งเรามา. เดี๋ยวนี้จะปรุงแต่ง เราไม่ได้อีกต่อไป อตัมมโยเป็นอย่างนี้ คือเป็นพระ- อรหันต์ อหังการมมังการก็ดับหมด, ตัวกู-ของกูก็ดับ

น.45 ๓๙ หมด, มีญาณรู้ถึงที่สุด ซึ่งน้อยคนจะรู้, เป็นผู้ควบคุม ได้ทั้งเหตุ และทั้งสิ่งที่เกิดมาจากเหตุ. เดี๋ยวนี้เราจะเป็นผู้ควบคุมเหตุ และสิ่งที่เกิดมาจาก เหตุ ไม่ให้เหตุควบคุมเราอีกต่อไปแล้ว, เราจะเป็นผู้ควบคุม เหตุ และสิ่งที่มาจากเหตุ เราก็เลยชนะหมด. ถ้าพูด อีกที่หนึ่ง ก็ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ไม่ต้องแพ้ไม่ต้องชนะ ให้ยุ่งยาก มันไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็แล้วกัน. การพัฒนาชีวิต มันก็ถึงที่สุดขนาดนี้ แล้วลองคิดดู ว่าได้กำไรเท่าไร, ได้กำไรเท่าไร. ธรรมชาติให้ชีวิตเรามา สำหรับลงทุนค้า ลงทุนค้าหากำไร เราเอามาลงทุนได้กำไรถึง ขนาดนี้, ขนาดเป็นอตัมมโย พระอรหันต์นี้ เราได้กำไร เท่าไร, หวังว่าท่านทั้งหลายก็คงจะสนใจ เพื่อจะทำให้มันได้ กำไรมาก ๆ เหมือนอย่างนั้น. นี่วันนี้พูดเรื่อง พัฒนาชีวิตโดย พระไตรลักษณ์ ข้อสุดท้ายคืออนัตตา คงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย ตามที่ท่านทั้งหลายจะเข้าใจ และสามารถนำไปใช้ การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว อาตมาขอยุติการ บรรยาย ให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมเป็น คุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติ สืบต่อไป.

น.46 ทำงานมาก [สามเหลี่ยมเล็กตันสีดำ] จงรีบฟันฝ่าพยายาม ทำให้งดงาม หนี้ธรรมชาติเปลืองเปลื้องไป กระทั่งความยึดแห่งใจ ในสรรพสิ่งไซร้ จักเบื่อจักหน่ายวายลง ปัญญาพาให้เห็นตรง หมดโลภ โกรธ หลง ก็หยุดวนวังสังสาร์ เร็วเถิดเพื่อนเราอย่าช้า งานใดสบหน้า รีบฟันนรีบฝ่าอย่าทิ้ง งานมากตายเร็วก็จริง แต่มันก็กลิ้ง ไปเพื่อพักหยุดดุจกัน ! ของ สิริวยาส

น.47 ปริญญา จาก สวนโมกข์ "ปริญญา ตายก่อนตาย " ใครได้รับ เป็นอันนับ ว่าจบสิ้น การศึกษา เป็นโลกุตตร์ หลุดพ้น เหนือโลกา หยุดเวียนว่าย สิ้นสังสา- รวัฏฏ์วน ปริญญา แสนสงวน จากสวนโมกข์ คนเขาว่า เยกโยก ไม่เห็นหน ไม่เห็นดี ที่ตรงไหน ใครสัปรดน รับเอามา ด่าป่น กันทั้งเมือง นี่ แหละหนา ปริญญา " ตายก่อนตาย " คนทั้งหลาย มองดู ไม่รู้เรื่อง เขาอยากอยู่ ให้เด่นดัง มลังเมลือง เขาเลยเคือง ว่าเราชวน ให้ด่วนตาย ฯ [ลายเซนต์ พุทธทาส อินฺทปญฺโญ.]

น.48 ยามไหนก็ได้ ยามจะได้ ได้ให้เป็น ไม่เป็นทุกข์ ยามจะเป็น เป็นให้ถูก ตามวิถี ยามจะตาย ตายให้เป็น เห็นสุดดี ถ้าอย่างนี้ ไม่มีทุกข์ ทุกวันเอย ฯ หมายเหตุ :- “ไ ด้ให้เป็น ” คือ อย่าได้เพื่อเอามาเป็น ตัวกู หรือ ของกู เหมือนที่เขาได้ๆ กัน; “ เป็นให้เป็น ” คือ อย่าเป็น ด้วยรู้สึกยึดมั่น ถือมั่น ด้วยอุปาทาน ว่า กูเป็นนั่น เป็นนี่ ไปตาม นั้น จริงๆ แม้ที่สุดแต่การเป็นบิดามารดา; “ ตายให้เป็น ” คือ ตายชนิดที่ไม่ตาย, แต่กลับเป็น อยู่ตลอดกาล, และต้องเป็น การกระทำ ชนิดที่เรียกว่า “ ตายเสียก่อนตาย ” คือ ตายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนแต่ร่าง- กาย แตก ดับ ฯ [ลายเซนต์ พุทธทาส อินฺทปญฺโญ.]

น.49 นามผู้บริจาคพิมพ์หนังสือ การพัฒนาชีวิตโดยพระไตรลักษณ์ ๑. คุณปรีชา ชื่นชม ๒,๐๐๐ บาท ๒. คุณมานิตย์-เดือนเพ็ญ เจริญกุล ๒,๐๐๐ บาท ๓. คุณอาภา-สมสนิท เอี่ยวบำรุง ๑,๐๐๐ บาท ๔. คุณเปงเซี่ยม-ประทิน อัญสกุล ๑,๐๐๐ บาท ๕. คุณวัฒนา-ปราณี ลิ่มเศรษโฐ ๑,๐๐๐ บาท ๖. คุณยุพดี ณ ระนอง ๑,๐๐๐ บาท ๗. พ.ญ. ทวีศิริ วัฒนศิริ ๑,๐๐๐ บาท ๘. คุณพิสมัย ดุลยเกียรติ อุทิศให้นายพิมล- นางนิภา ดุลยเกียรติ ๑,๐๐๐ บาท ๙. ชาวพุทธสมาคมตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ๕๐๐ บาท ๑๐. คุณพรรณี กุลวานิช ๕๐๐ บาท ๑๑. คุณสุจิต-อาภา ตรีบุรุษ ๕๐๐ บาท ๑๒. คุณวิมล-บุญทรง เจริญกุล ๕๐๐ บาท ๑๓. คุณวาณี โลหกุล ๕๐๐ บาท ๑๔. คุณสมจิตต์ เจริญกุล ๕๐๐ บาท ๑๕. คุณมณี แซ่ขอ ๕๐๐ บาท ๑๖. คุณวิภู ผลิโกมล ๕๐๐ บาท ๑๗. คุณเหลี่ยว แซ่ตั๋น ๕๐๐ บาท ๑๘. คุณวินิจ ผลิโกมล ๓๐๐ บาท ๑๙. คุณเดือน ต้นภิบาล ๓๐๐ บาท ๒๐. คุณสมจิตต์ อ๋องสกุล ๓๐๐ บาท

น.50 ๒๑. คุณมลิวัลย์ ติ่วสกุล ๓๐๐ บาท ๒๒. คุณชุมสาย ตันภิบาล ๓๐๐ บาท ๒๓. คุณจุยเบ๋ง-ยกจีด วิริยานนท์ ๒๐๐ บาท ๒๔. คุณประยูร พฤกษ์วิวัฒน์ ๒๐๐ บาท ๒๕. คุณประภา กุลจรรยาวิวัฒน์ ๒๐๐ บาท ๒๖. คุณเสาวณีย์ ศิริปาณี ๒๐๐ บาท ๒๗. คุณอุษา ตันสกุล ๒๐๐ บาท ๒๘. คุณยกอี๋ สุขจิรัง ๑๐๐ บาท ๒๙. คุณหนุ่ย ตันติธรรมพิสิทธิ์ ๑๐๐ บาท ๓๐. คุณเง็กสี ลิ่มเจริญ ๑๐๐ บาท ๓๑. คุณซ่วนฮ่อง แซ่เหลียง ๑๐๐ บาท ๓๒. คุณอัฉรา ก้างตัน อุทิศแค่ น.ส. นิรมล ก้างตัน ๑๑๐ บาท ๓๓. คุณบุญศรี ศิริกุล ๑๐๐ บาท ๓๔. คุณคลับคลาย ใจเด็ด ๑๐๐ บาท ๓๕. คุณซั่ว ตีรณอมรวงศ์ ๑๐๐ บาท ๓๖. คุณจันทร์เพ็ญ อุกฤษณ์ ๑๐๐ บาท ๓๗. คุณสุพจน์ อุกฤษณ์ ๑๐๐ บาท ๓๘. คุณนุ้ย จึ่งเจริญ ๑๐๐ บาท ๓๙. คุณยกเกี่ย ผั้วสกุล ๕๐ บาท ๔๐. คุณสุดา เจริญกุล ๖,๘๔๐ บาท ๔๑. คุณสว่าง และคุณการุณ อูนากูล ๑,๐๐๐ บาท รวม ๒๖,๐๐๐ บาท

น.51 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒๗. เมื่อพอใจในหน้าที่ ที่กำลังกระทำ ก็มีสวรรค์อยู่ ณ ที่นั้นเอง. เมื่อไม่รู้จักตัวเองก็ไม่รู้ว่าตนควรจะมีหน้าที่อะไร ๑ ๒. การศึกษาคืออะไร? ๑ ๒๘. ความเป็นพระอรหันต์ ๑ ๓. การงานคืออะไร? ๑ ๒๙. ธรรมะคุ้มครองโลก ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ ๓๐. คุกของชีวิต กับ เสน่ห์ของคุก ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๓๑. กระแสแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องรู้จัก ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๓๒. สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักนั้นคือความทุกข์ ๑ ๗. ปวารณา และธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ ๓๓. การหมดความเห็นแก่ตัวคือหมดทุกข์ ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๓๔. ชีวิต คือขันธ์ทั้งห้ามิใช่ตัวตน ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุคปัจจุบัน ๑ ๓๕. อตัมมยตากถา ๑ ๑๐. การบวชคืออะไร ? ๑ ๓๖. อตัมมยตาประยุกต์ ๑ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๓๗. อตัมมยตาใช้หย่าอะไรได้บ้าง ๑ ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ ๓๘. เด็กจะเป็นผู้สร้างโลกในอนาคต ๑ ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๓๙. คู่มืออานาปานสติภาวนาอย่างสมบูรณ์แบบ ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษาทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน ๑ ๔๐. การใช้อานาปานสติให้เป็นประโยชน์ในบ้านเรือน ๑ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๔๑. บทช่วยจำสำหรับเรื่องอตัมมยตา ๑ ๑๖. คุณพระไม่ตายและเกิดมาทำไม ? ๑ ๔๒. อตัมมยตากับสันติภาพ ๑ ๑๗. ความรักดี ๑ ๔๓. พระรัตนตรัยที่ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก ๑ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า"พระเจ้า" ๑ ๔๔. การพัฒนาชีวิตโดยพระไตรลักษณ์จัดเป็นอตัมมโย ๑ ๑๙. ครูคือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๔๕. ปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา ๑ ๒๐. การทำวัตรตามแบบโบราณ ๑ ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรมที่คนธรรมดาควรทราบ ๑ ๒๒. โลกอื่น ๑ ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์ และความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑ ๒๔. นิวรณ์ ๒ ๒๕. วันครู ๑ ๒๖. แผ่นดินทองต้องสร้างด้วยแผ่นดินธรรม ๑

น.52 อนิจจตา กับ ทุกขตา บรรยายแล้ว ครั้งนี้พูดเรื่องอนัตตา :- - ทำความเข้าใจกับคำว่าถูกต้องให้ชัดแจ้ง, - นิพพานเป็นธรรมะสูงสุดของผู้ไม่มีกิเลสตัณหา. - นิพพานคือผลสูงสุดของการพัฒนาจิต, - การพัฒนาจึงต้องเป็นไปในทางถูกต้อง, มีความสงบสุขเป็นหลัก. - ต้องศึกษาพระไตรลักษณ์ให้แจ่มแจ้ง, - ถ้าไม่รู้จักพระไตรลักษณ์ จะหลงทาง, - เห็นไตรลักษณ์แล้ว จิตจะอิ่มอยู่เสมอ. - รู้จักอนัตตาแล้ว จะเข้าถึง อตัมมโย - อตัมมโย - ไม่สำเร็จจากสิ่งนั้น - อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา = เช่นนั้นเอง มีค่ามาก : - เห็นแล้วจะสิ้น อหังการ - มมังการ, - อสาธารณญาณเกิดมี, - ตัณหาอุปาทานปรากฏแจ่มแจ้ง - พัฒนาชีวิตสูงสุดที่เป็นอตัมมโย.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต