Buddhadasa.org
หนังสือปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา › อ่านฉบับเต็ม

📖 ปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.7 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย , การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๑๒ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยายในชุดอตัมมยตา สืบต่อไป ซึ่งมีการบรรยายโดยหัวข้อเฉพาะในครั้งนี้ว่า ปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา ท่านทั้งหลายฟังดูให้ดี วันนี้จะ พูดถึงอานิสงส์ที่เฉียบแหลมโลดโผนของอตัมมยตา ในลักษณะ ที่เป็นปาฏิหาริย์, หรือว่าจะให้อตัมมยตาแสดงปาฏิหาริย์ก็ได้. อตัมมยตา บรรยายภาคอาสาฬหบูชา ครั้งที่ ๑๒ เมื่อ ๑๗ ก.ย. ๒๕๓๑

น.8 ๒ เราได้พูดถึงอดัมมยตากันมา ๑๐ กว่าครั้งแล้ว, วันนี้ ก็ยังพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับอตัมมยตา ในหัวข้อว่า ปาฏิหาริย์, ไม่ต้องตกใจ หรือว่าอย่าเพ่อตกใจ เกี่ยวกับคำว่าปาฏิหาริย์ ในที่นี้ เป็นปาฏิหาริย์ที่ดับทุกข์ได้; ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ หลอกลวง เหมือนกับอิทธิปาฏิหาริย์หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์, นั้นมันดับทุกข์ไม่ได้. ส่วนปาฏิหาริย์ที่ดับทุกข์ได้นี้ก็เรียกว่า อนุศาสนีย์ปาฏิหาริย์ คือคำสั่งสอนที่พระพุทธองค์ได้ ตรัสไว้ในลักษณะพิเศษ สามารถกำจัดความทุกข์ได้ ใน ลักษณะที่เป็นปาฏิหาริย์ คืออย่างน่าอัศจรรย์, อนุศาสนีย์ ปาฏิหาริย์ที่รุนแรงหรือแก่กล้าหรือโลดโผนน่าอัศจรรย์ใด ๆ จะไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า อตัมมยตา ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี. คำว่าปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ นี้ ตามตัวหนังสือก็แปลว่า นำไปสู่ความสำเร็จทันในเวลาที่ต้องการ , สิ่งที่สามารถนำไปยัง ความสำเร็จที่เป็นจุดหมาย แล้วก็ทันในเวลาที่ต้องการ, อะไร ทำได้อย่างนี้ สิ่งนั้นเรียกว่าปาฏิหาริย์. คำว่า ปาฏิหาริย์กลาง ๆ ทั่ว ๆ ไป นี้มัน เป็นปาฏิหาริย์จริงก็มี ตบตาคนก็มี สะกดจิตก็มี , แต่ถ้าเรื่องของอตัมมยตาแล้วก็ต้องเป็นเรื่องจริง, สามารถ

น.9 ๓ จะเป็นไปอย่างนั้นได้จริง สำเร็จประโยชน์ได้จริง, ไม่มี ปาฏิหาริย์ใดในบรรดาอนุศาสนีย์ปาฏิหาริย์ นี้จะยิ่งไปกว่า อตัมมยตาเพราะสามารถนำไปสู่ความดับทุกข์อย่างน่าอัศจรรย์. ทีนี้เราก็จะได้พูดกันเป็นเรื่อง ๆ เรื่อง ๆ ไป เท่าที่จะ สมควรแก่การที่นำมาพูดนำมาแสดง, แต่ว่ายังมีหลายคน เข้าใจว่าหลายคนที่นั่งอยู่ที่นี่ในวันนี้ ยังไม่รู้ว่าอตัมมยตาคือ อะไรก็มี, จะต้องพูดกันถึงข้อนี้กันอีกหน่อยหนึ่ง อตัมมยตา, อตัมมยตา จำคำบาลีนี้ไว้ให้ได้ก่อน หมายถึงความเป็น ผู้มีสติปัญญา สามารถรอบรู้และรู้สึกตัว, ไม่เปิดโอกาส ให้อารมณ์ใดในภายนอก และกิเลสใดในภายใน มา ปรุงแต่งจิต ให้กระเพื่อมเป็นกิเลสขึ้นมา ในทุก ๆ กรณี, เข้าใจไหม ? ความมีสติปัญญามากพอ จึงมีความรู้คือปัญญา มีความรู้สึกตัวคือสติ จนไม่เปิดโอกาสให้อารมณ์ใดๆ ใน ภายนอก จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะก็ตาม, หรือว่า กิเลสในภายใน อนุสัยเป็นต้นก็ตาม มาปรุงแต่งจิต ให้จิต ไหวไปจากปกติ ไปสู่ความเป็นจิตที่มีกิเลส, ไม่ว่าในกรณีใด ๆ

น.10 ๔ ไม่ว่าในที่ไหน ๆ ไม่ว่าในระดับใด ๆ นี่ความเป็นอตัมมยตามี ความหมายอย่างนี้ ทำให้จิตไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ จะเป็นกิเลส, ธรรมดาจิตก็ไม่ได้เป็นกิเลส ต่อเมื่อมีอารมณ์ มายั่วมาเย้า มาปรุงให้มันเป็นกิเลส หรืออนุสัยภายในแสดง ออกมาเป็นอาสวะ มันเป็นกิเลส, มันมีไม่ได้ถ้ามันมี อตัมมยตากำกับอยู่. อตัมมยตามีหน้าที่รักษาจิตให้อะไร ๆ ปรุงแต่ง ไม่ได้, แล้วจิตนั้นก็เป็นจิตที่คงที่ ไม่หวั่นไหวไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เกิดกิเลส ไม่เกิดความทุกข์. ถ้าเป็นบุคคลที่มือตัมมยตา ก็ เรียกว่าอตัมมโย, อตัมมโยนั้นเป็นบุคคลมีอตัมมยตา ถ้า เรียก อตัมมยตา ก็ เป็นธรรมะ ธรรมะ เป็นคุณธรรม ที่มีอยู่ในจิตใจ ซึ่งประพฤติได้แล้วก็มีอตัมมยตา. ย้ำอีกทีหนึ่งว่า ความที่จิตมีสติปัญญา ที่ทำหน้าที่ รู้เท่าทัน และรู้สึกตัว ไม่ให้อารมณ์ใดๆ ในภายนอกหรือว่า กิเลสใด ๆ ในภายใน ปรุงแต่งจิตได้, เป็นกิเลสนั่นนี่ขึ้นมาอีก ไม่ว่าในกรณีไหน ๆ กรณีใด ๆ ในโลก. ผู้ใดมีอตัมมยตา ผู้นั้นจะมีจิตปกติคงที่อยู่ในความสงบสุข เยือกเย็น บริสุทธิ์ผ่องใสเป็นอิสระ, นี่คืออตัมมยตา, ผิดปกติคือ

น.11 ๕ ให้จิตอยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งแวดล้อม. ทีนี้แสดงปาฏิหาริย์ ก็จะพูดเป็นเรื่อง ๆ ไปเลยว่า ช่วยให้คนเราหรือจิตนี่, ให้จิตนี้อยู่เหนืออิทธิพลของสิ่ง แวดล้อม อันแสนจะยุ่งยากแห่งยุคปรมาณู ยุคปรมาณูคือยุคที่เจริญที่สุดในทางวัตถุ จนไปเที่ยว โลกพระจันทร์ ได้เหมือนกับไปเที่ยวเล่นหลังบ้านนี้ เรียกว่า ยุคปรมาณู, มันเป็นยุคที่เจริญด้วยวัตถุเหลือประมาณ, เจริญ ด้วยวัตถุที่ยั่วยวน ที่ปรุงแต่ง ที่ผูกพันอะไร ให้มนุษย์นี่ หลงติดอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ. ถ้าผู้ใดไม่มีธรรมะมากพอ มัน ก็ติดจมอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ, ในสิ่งยั่วยวนเหล่านั้น ในสิ่งปรุง แต่งเหล่านั้น. เมื่อทำอะไรไม่ถูก มันเป็นบ้า, เมื่อปลด เปลื้องออกไปไม่ได้หนักเข้ามันเป็นบ้า, หรืออีกทางหนึ่งมัน ฆ่าตัวตาย. ฉะนั้นจึงพูดได้หรือเป็นที่เชื่อได้ หรือตามสถิติก็ มีอยู่ว่า ในยุคสมัยปัจจุบันนี้คนเป็นบ้ากันมากกว่ายุคก่อน ๆ. เจริญด้วยโรงพยาบาลบ้า โรงพยาบาลประสาทนับไม่ไหวแล้ว, แล้วฆ่าตัวเองตายกันมากกว่ายุคก่อน ๆ. มันโง่ยุคก่อน ๆ เดี๋ยวนี้มันเจริญ เจริญฉลาด, ฉลาดจนไม่รู้จะไปทางไหน

น.12 ๖ ด้วยการฆ่าตัวตาย, การฆ่าตัวตายมันก็มีมากในยุคปรมาณูเป็น อย่างนี้, ที่นี้อตัมมยตาช่วยป้องกันไม่ให้ถูกเชิด ด้วยอารมณ์ นั้น ๆ อารมณ์ที่ปรุงแต่งขึ้น อันแสนจะวิจิตรพิศดาร เป็นวัตถุสิ่งของ ผลิตขึ้นมาด้วยอุตสาหกรรมมากมาย ปราณีต วิเศษ ทำให้จิตใจนี้มันเตลิดเปิดเปิง ไปตามความยั่วยวน ของอารมณ์เหล่านั้น, นี้เรียกว่ามันถูกเชิด, จิตนี้มันถูกจับ เชิดให้บ้าไปตามอารมณ์. อีกทีหนึ่งว่ามันยั่ว มันยั่วจนไปอยู่ในอำนาจของ สิ่งเหล่านั้น ไม่ต้องชอบก็ชอบ, ไม่ต้องมีก็ต้องมีขึ้นมา ไม่ ต้องซื้อก็ซื้อเข้ามา, ไม่ต้องหามาสะสมไว้ ก็ต้องหามาสะสมไว้, เงินไม่พอก็ต้องกู้ยืม นี่เรียกว่ามันยั่วขนาดนี้. อีกทีก็มันปรุง ปรุงให้เกิดความคิดใหม่ ให้เกิด ความต้องการใหม่ ๆ ต้องการให้ขยับขยายกันใหม่ ๆ, เปลี่ยน แปลงกันใหม่ ๆ นี่มันปรุง. มนุษย์ในยุคปรมาณูถูกเชิด ถูกยั่วถูกปรุงกัน อย่างนี้ เมื่อทำไปไม่ถูกต้อง แก้ไม่ได้มันก็เป็นบ้า มันก็

น.13 ๗ ฆ่าตัวตาย, อตัมมยตาสามารถที่จะหยุดอาการเหล่านี้เสีย ได้ เพราะมีสติมีปัญญารอบรู้ รู้สึกตัวไม่ให้อะไรปรุงแต่งจิต ให้ผิดไปจากปกติ, ไม่ให้หลงรัก ไม่ให้หลงโกรธ ไม่ให้หลง เกลียด และไม่ให้ยินดีไม่ให้ยินร้าย ได้อย่างฉับพลันเป็น ปาฏิหาริย์. นี่เรียกว่า ปาฏิหาริย์ของอตัมมยตา คุ้มครอง ป้องกันไม่ให้จิตของสัตว์โลกนี้ถูกเชิด ถูกยั่ว ถูกปรุง จนหัวหมุนในยุคปรมาณู นี่ ข้อแรกข้อที่ควรจะเอามาพูด กันเป็นข้อแรก เพราะว่ามันเป็นยุคปรมาณู ยุคที่วุ่นวายที่สุด. จิตอยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งคู่. ที่นี้ดูต่อไปอีกก็ว่า อตัมมยตามีปาฏิหาริย์ ให้จิต มนุษย์อยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งที่เป็นคู่ ๆ. นี้ก็เคยพูดมามากแล้ว แต่บางคนอาจจะยังไม่ได้ ฟังก็ได้, เป็นคู่ ๆ หมายความว่ามันตรงกันข้าม, ดีชั่วนี้ ตรงกันข้าม, บุญบาปตรงกันข้าม, สุขทุกข์ตรงกันข้าม, นรก สวรรค์ตรงกันข้าม, เกิดตายนี้ตรงกันข้าม, ตรงกันข้ามเป็น คู่ ๆ คู่ ๆ หรือว่าในกรณีโลก ๆ ก็เรื่องได้เปรียบเรื่องเสียเปรียบ

น.14 ๘ นี้ก็เป็นคู่, เรื่องแพ้เรื่องชนะก็เป็นคู่ เรื่องขาดทุนเรื่องกำไร ก็เป็นคู่, นี้เรียกว่าของเป็นคู่ หรือจะพูดอย่างศัพท์วิทยาศาสตร์ ก็ว่า positive หรือ negative มันเป็นคู่ จิตที่ไม่มีความรู้ เพียงพอ มันตกอยู่ใต้อำนาจของของที่เป็นคู่, ตกอยู่ ใต้ อำนาจ คือไปหลงรักฝ่ายหนึ่ง ไปหลงเกลียดฝ่ายหนึ่ง, ไม่ได้ อยู่ตรงกลางหรืออยู่เหนือ. ตกไปในฝ่ายดี มันก็มีปัญหา ไปตามแบบดี, ตกไปในฝ่ายชั่ว มันก็เป็นปัญหาไปตามแบบ ชั่ว, แต่ถ้าอยู่ตรงกลาง ไม่ชั่วไม่ดี อยู่เหนือไปเสีย เหนือชั่ว เหนือดี ก็ไม่มีปัญหาอะไร. อะไรที่จะมายกจิตใจของบุคคลให้ขึ้นอยู่เหนือ ของเป็นคู่เหมือนปาฏิหาริย์ ไม่มีอย่างอื่นนอกจาก อตัมมยตา, มีสติปัญญา คือมีความรอบรู้และรู้สึกตัว สามารถ ดำรงจิตไว้ ไม่ให้ตกไปใต้อำนาจการปรุงแต่งของอารมณ์ ภายนอกและกิเลสในภายใน, เป็นจิตคงที่ บริสุทธิ์ สะอาด สงบ อิสระ, ขอให้ศึกษาให้เข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วก็จะมอง เห็นความจริงข้อนี้.

น.15 ๙ เดี๋ยวนี้คนในโลกเป็นทาสของสิ่งที่เป็นคู่ แม้ เรื่องทางกามารมณ์ก็เป็นเรื่องของความเป็นคู่, เรื่องเพศนี้ก็ เป็นเรื่องของความเป็นคู่ แต่สรุปความแล้วมันก็จะเหลือกัน สั้นๆ ว่าดีว่าชั่ว ว่าชั่วว่าดี; เรื่องดีก็ปรุงแต่งให้เป็นบ้า เป็นหลังไปตามแบบดี, ชั่วก็ปรุงแต่งให้ทุกข์ทรมานไปตาม แบบชั่ว, มันปรุงแต่งทั้งชั่วและทั้งดี, ต้องขึ้นเหนืออำนาจ การปรุงแต่งของชั่วและดี จึงจะพบความสุข สงบเย็นเป็น นิพพาน เป็นนิพพาน, ไม่ชั่วไม่ดีก็อยู่เหนือชั่วเหนือดี, จะ เรียกว่าอยู่ระหว่างชั่วระหว่างดีก็ยังได้ แต่ไม่ค่อยปลอดภัยดอก สู้อยู่เหนือไม่ได้ เหนือชั่วเหนือดี. อตัมมยตาจะทำให้มองเห็นว่า โอ้ ดีก็แค่นั้น ชั่วก็แค่นั้น, บุญก็แค่นั้น บาปก็แค่นั้น, นรกก็แค่นั้น สวรรค์ ก็แค่นั้น, ได้ก็แค่นั้น เสียก็แค่นั้น. ขาดทุนก็แค่นั้น กำไร ก็แค่นั้น, หัวเราะก็แค่นั้น ร้องไห้ก็แค่นั้น, ดีใจก็บ้าอย่าง หนึ่ง เสียใจก็บ้าอย่างหนึ่ง, ไม่ดีใจไม่เสียใจ ไม่เอาคู่นี้ นั่นแหละปกติ, ไม่ดีใจและไม่เสียใจ. แต่คนยังชอบฝ่ายบวก ฝ่ายที่ทำให้พอใจหลงรักยินดี, ตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งนี้, มอบ ชีวิตทั้งหมด ร่างกาย กำลังกาย กำลังใจทั้งหมดให้แก่ดี ๆ ดีๆ

น.16 ๑๐ นี้เรียกว่าถูกเชิดด้วยของคู่ฝ่ายดี, ถูกขู่ให้สยบกลัวอยู่ด้วยของ ชั่ว ฝ่ายชั่ว. ถ้าว่ามีอตัมมยตา ก็เห็นว่า โอ้ มันก็เช่นนั้นเอง ก็แค่นี้เอง, มาทำให้เกิดความหมายดีชั่วไม่ได้. เรื่องนิพพาน ๒ จะต้องเอามาพูดอีกทีในเรื่องนี้ว่า สอุปาทิเสสะนิพพาน - ผู้บรรลุสอุปาทิเสสะนิพพาน ยังรู้จักชั่วรู้จักดี รู้สึกว่าชั่วรู้สึกว่าดี รู้สึกว่าสุขว่าทุกข์ ตามที่ เขารู้สึกกัน, แต่ไม่ปรุงแต่งจิตใจให้เกิดตัวกู-ของกูได้ ก็ ไม่เกิดทุกข์ จึงเป็นนิพพานชนิดหนึ่ง, ยังมีความรู้สึกเหมือน คนธรรมดา เพราะว่าอินทรีย์เครื่องรู้สึกยังไม่ถูกกำจัด ยัง ไม่ถูกทำลาย นี่สอุปาทิเสสะบุคคล. ถ้าสอุปาทิเสสะนิพพาน ก็คือสิ้นกิเลสแล้ว แต่ยังรู้สึกรสชาติของสิ่งที่เป็นคู่, แต่มัน เพียงสักแต่ว่ารู้สึกเท่านั้น มันไม่อาจจะปรุงแต่งให้เกิดตัวกู -ของกู เกิดกิเลสไปตามนั้น. ที่นี้มาถึง อนุปาทิเสสะนิพพาน มันไม่เกิดเลย มันไม่เกิดเลย มัน ไม่เกิดรู้สึกเป็นชั่วเป็นดี เป็นสุขเป็น ทุกข์ เป็นน่าพอใจไม่น่าพอใจ มันไม่รู้สึกเสียเลย, มันก็ ไม่ต้องเกิดตัวกู-ของกู. ถ้าไม่ถึงนั้น ยังเป็นสอุปาทิเสสะ-

น.17 ๑๑ นิพพาน ยังรู้สึก, ยังมีความรู้สึกว่าอย่างนี้เรียกกันว่าอร่อย อย่างนี้เรียกกันว่าไม่อร่อย, อย่างนี้เรียกกันว่าดี, อย่างนี้เรียก กันว่าชั่ว, อย่างนี้เรียกกันว่าสุขว่าทุกข์ก็ตามใจ, แต่ไม่ปรุง แต่งจิตให้เกิดกิเลสเป็นตัวกู-ของกู มันก็ปลอดภัยด้วยกัน ทั้งคู่. แต่อย่างแรกยังรู้สึกในความรู้สึกที่เป็นคู่ ว่ามันเป็น อย่างนั้น ๆ แต่แล้วมันทำอะไรไม่ได้ มันทำอะไรไม่ได้, นี่คือปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ของอตัมมยตา มีสติปัญญาไม่ ให้เกิดการปรุงแต่งเป็นตัวกู หรือเป็นกิเลสตัณหาใดๆ ไม่ว่าจะเป็นของคู่ชนิดไหน อยู่เหนือชั่วอยู่เหนือดี, นี้ปาฏิ- หาริย์อย่างยิ่ง. ก็ดูตัวเองก็แล้วกันเดี๋ยวก็หัวเราะ เดี๋ยวก็ร้องไห้ เดี๋ยวก็ชอบใจ เดี๋ยวก็ไม่ชอบใจ แล้วเกิดกิเลสทุกทีไป, ถ้ามี อตัมมยตาจริง ไม่เกิดกิเลสดอก ถึงแม้จะรู้สึกว่าอร่อยหรือ ไม่อร่อย มันก็ไม่ต้องเกิดกิเลส. ถ้ามันดีกว่านั้นขึ้นไปอีก ก็ไม่รู้สึกทั้ง ๒ อย่าง ไม่รู้สึกว่าอร่อย หรือไม่รู้สึกว่าไม่อร่อย คือมันเป็นธรรมดา เป็นเช่นนั้นเองไปเสียหมด, นี่ ประโยชน์ หรืออานิสงส์อันประเสริฐสูงสุดของอตัมมยตา อยู่เหนือของคู่

น.18 ๑๒ ทำให้ ไม่ต้องเผชิญกับกิเลส. ทีนี้ข้อต่อไป อตัมมยตาทำให้ไม่ต้องเผชิญกัน กับกิเลส. อตัมมยตามีอยู่กิเลสเกิดไม่ได้ มันเหมือนกับยา กำจัดศัตรูพืช, ถ้ามันมีอยู่ศัตรูพืชมันเกิดไม่ได้ ศัตรูพืชมัน เกิดไม่ได้, ถ้าอตัมมยตามีอยู่กิเลสมันเกิดไม่ได้ เพราะมันมีสติ มีปัญญาควบคุมจิตไว้ ไม่ให้ถูกปรุงด้วยอารมณ์ภายนอก ด้วย อารมณ์ภายใน มันไม่เกิดกิเลส, มันไม่เกิดกิเลส อตัมมยตา มันป้องกัน ไม่ให้คนเราต้องเผชิญหน้ากับกิเลส. การเผชิญหน้ากันกับกิเลสนั้น ดูเถอะ รู้เอาเอง เถอะ ไม่ต้องบรรยายแล้ว มันเดือดร้อน มันมืดมัว มัน หม่นหมอง มันเจ็บปวด มันสารพัดอย่างแหละ, แล้วมันก็ ต้องต่อสู้กับกิเลส ในลักษณะที่เอาไม้สั้นไปรันขี้ กระเด็น เข้าหน้าเข้าตาคนที่รันขี้นั้น. ถ้ามีกิเลสแล้วมันเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องมีกิเลสมันดีกว่า ไม่ต้องเอาไม้สั้นไปรันขี้, มีอตัมมยตา ไม่ต้องเผชิญหน้ากับกิเลส, มันไม่เคยพบกัน ไม่ต้องพบกัน กับกิเลสดอก นี่ ปาฏิหาริย์อันสูงสุดของความมีอตัมมยตา.

น.19 ๑๓ ให้ง่าย ๆ เข้าก็เห็นได้ว่า มันให้อยู่เหนืออารมณ์ร้าย โดยประการทั้งปวง. คนธรรมดานี้ควรจะรู้สึกอารมณ์ ร้ายที่มีประจำ ประจำโลก ประจำมนุษย์ ประจำจิต ประจำ บ้านเรือน ประจำครอบครัว อารมณ์ร้าย นี้เคยพูดมาหลายหนแล้ว บางคนจะไม่ เคยได้ฟังก็เป็นได้ ก็พูดอีกทีก็ได้ ว่า อารมณ์ร้าย นี่มีอะไร บ้าง, ยกตัวอย่างมาให้เห็น ข้อแรกเป็นความรัก เกิดขึ้น แล้วเป็นอย่างไร ก้นไม่ติดพื้น มันก็เผาไปตามแบบของ ความรัก, เป็นไฟเปียกไปตามเรื่องตามราวของมัน หาความ ปกติสุขไม่ได้ กระวนกระวาย กระเพื่อมไม่มีหยุด, นี่ความรัก อารมณ์ร้าย. ทีนี้ ความโกรธ เอาซิ เกิดขึ้นมาแล้ว เป็นอย่างไร มันกลายเป็นอีกโลกหนึ่งทีเดียว เป็นไฟ เป็นไฟไปทั้งนั้น เป็นไฟไปทั้งนั้น แม้มันจะสนุกเมื่อแรกโกรธ แต่แล้วก็นั่ง กอดเข่าหลังจากที่โกรธแล้ว. ความเกลียด เอ้า, เกลียดใครก็ตามใจเถอะ, เกลียด ฟ้าเกลียดฝนก็ตามใจเถอะ. พอลงเกลียดแล้วมันหาความ สงบสุขไม่ได้ ไม่ต้องเกลียดดีกว่า.

น.20 ๑๔ แล้ว ความกลัว กลัวเข้าแล้วเป็นอย่างไร, มันไม่มี แผ่นดินจะอยู่นั่น สู้ไม่กลัวไม่ได้. แล้ว ตื่นเต้น ๆ เห็นอะไรก็ตื่นเต้น มีสิ่งที่ทำให้จิต นี้มันตื่นเต้น มันก็หวั่นไหวไปตามสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้น, ทำให้ อยากจะไปดูหนัง ไปดูละคร ไปฟังเพลง ไปหาสิ่งที่มันยั่วยุ ให้จิตมันตื่นเต้นนั่นแหละ, ไปดูกีฬา ไปดูอะไรเหล่านี้มันก็ ตื่นเต้น. เมื่อไปดูสิ่งที่น่าหวาดเสียวมันก็ตื่นเต้นเหลือประมาณ แหละ, จิตยังตื่นเต้นอย่างนี้อยู่ หาความสงบสุขไม่ได้. ถ้า อตัมมยตา มา โอ้ เช่นนั้นเอง, มันเช่นนั้นเอง มันแค่นั้นเอง เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยแค่นั้นเอง, ให้ไปดู เล่นกลกายกรรมแพงที่สุดดีที่สุด มาจากเมืองจีนเที่ยวแสดง ทั่วโลก จนคนไปดูกัน, ถ้ามีอตัมมยตามันก็ไม่ตื่นเต้น มันก็ แค่นั้นเองแค่นั้นเอง ไม่มีอะไรที่ตื่นเต้น. นี่มีแต่คนมา เล่นกลอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ดู ก็ตื่นเต้นเสียแล้ว ไปดู การแสดงกีฬาอะไรต่าง ๆ มีแต่ความตื่นเต้น ๆ จิตใจไม่อยู่กับ เนื้อกับตัวอตัมมยตาทำให้เห็นว่า โอ้ แค่นั้นเอง ไม่ตื่นเต้น.

น.21 ๑๕ วิตกกังวล ถึงสิ่งที่จะมาข้างหน้า วิตกไว้ข้างหน้า วิตกอะไรก็ตามและสบายไหม, วิตกถึงอะไรที่จะมาถึง มัน สบายไหม หรืออาลัยอาวรณ์ถึงสิ่งที่ข้างหลัง, วิตกกังวลใน อนาคต อาลัยอาวรณ์ในอดีตนี่เป็นอย่างไรบ้าง มาเมื่อไรก็ นอนไม่หลับเมื่อนั้นแหละ มาหลายชั่วโมงนักก็ปวดหัว หลายวันนักก็เป็นบ้า, วิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ ผู้มีอตัมมยตา จะไม่มี. อิจฉาริษยา นี้เป็นของแปลก คือมันมีง่ายเหลือเกิน มัน มีง่ายเหลือเกิน แม้โดยสัญชาตญาณมันก็มี, ดูให้ดี แม้แต่ลูกสุนัขลูกแมวนี้มันก็มีอิจฉาริษยา, สังเกตดูให้ดีเป็น ธรรมดาธรรมชาติเหลือเกิน. ฉะนั้น คนจึงริษยา, อิจฉาริษยา กัน โดยไม่มีเหตุผล เพียงแต่เห็นเขาสวยกว่าก็ไม่ชอบเสีย แล้วใช่ไหม ไม่ต้องมีอะไรดอก, เขาเกิดมารูปร่างสวยกว่า เขาแต่งเนื้อแต่งตัวสวยกว่า อะไรสวยกว่า มันก็ไม่ชอบ เสียแล้ว, มันก็อิจฉาริษยาเสียแล้ว. แต่พอความอิจฉาริษยา เกิดขึ้นในใจแล้ว มันอยู่ไม่เป็นสุข, มันมักจะคิดต่อ ๆ ต่อไป ถึงอยากจะทำลายมันเสีย อย่าให้มาเกินหน้ากู.

น.22 ๑๖ มีหลักกล่าวไว้ว่า อิจฉาริษยาทำโลกให้ฉิบหาย, โลกะนาสิกา อิสฺสา โลกะนาสิกา ว่าอย่างนี้แหละ ความ ริษยาเป็นสิ่งที่ทำโลกให้ฉิบหาย, มันทนอยู่ไม่ได้ มันคอย ทำลายคนที่จะดีกว่า ก้าวหน้ากว่า. เดี๋ยวนี้ ในโลกนี้ มัน กำลังอิจฉากันระหว่างประเทศชาติ มันคอยจะทำลายล้าง กัน มันอิจฉากัน โลกจึงปั่นป่วน, ฝ่ายโน้นก็อิจฉาฝ่ายนี้ ไม่ให้ฝ่ายนี้ครองโลก, ฝ่ายโน้นอิจฉาฝ่ายโน้น ไม่ให้ฝ่ายโน้น ครองโลก, มันอิจฉาริษยากันอยู่อย่างนี้ หาความสงบสุข ไม่ได้. โดยส่วนตัวแท้ ๆ ไม่ต้องเอาอะไรเป็นหลัก เอา ตัว เองแท้ๆ แหละ อิจฉาริษยาใครอยู่บ้าง, เพียงแต่เห็นใคร มาแล้วมันนึกอิจฉาริษยาแล้ว มันมีหรือไม่มี. ถ้าพูดตาม ธรรมชาติแท้ ๆ แล้วมันมี เขาดีกว่าบ้าง เขาสวยกว่าบ้าง เขารวยกว่าบ้าง เขาเก่งกว่าบ้าง, เขามี โอกาสดีกว่าบ้าง เขามี โชคดีกว่าบ้าง แล้วมันก็อิจฉาริษยา. ถ้าอตัมมยตามา มัน ไม่มีดอก, มันไม่มีอย่างนั้น, มันไม่ไปสนใจเรื่องอย่างนั้น

น.23 ๑๗ ความหวง ความหึง, ความหวง - ความขี้เหนียว ถ้าเข้มข้นหนักเข้าก็เป็นความหึง, ๒ อย่างนี้รบกวนจิตใจเท่าไร ถ้าไม่มีจะเป็นอย่างไร. อตัมมยตาจะปัดสิ่งเหล่านี้ออกไปหมด จะกวาดล้าง สิ่งเหล่านี้ออกไปหมด อย่างน่าอัศจรรย์ อย่างกับปาฏิหาริย์, ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความตื่นเต้น ความวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา ความหวงความหึง ถูกปัดทิ้งไปเหมือนกับกวาดขยะ ด้วยอำนาจของอตัมมยตา. นี่เป็นปาฏิหาริย์ของอตัมมยตาที่ควรจะรู้ไว้. อตัมมยตาดุนจิตให้ขึ้นไปเหนือโลก, อตัมมยตามีปาฏิหาริย์ คือดุนดันจิตให้ขึ้นไปเหนือ โลก, อตัมมยตานี่ดุนไป ดันไปให้จิตขึ้นไปอยู่เหนือโลก, อย่า มาอยู่ที่นี่กับอารมณ์เหล่านี้ ที่มันปรุงแต่งซ้ายทีขวาที หน้าที หลังทีกระตุกข้างนั้นที . กระตุกข้างนี้ที ไม่มีความสงบสุข อตัมมยตาจะดุนดันจิตให้ละสิ่งเหล่านี้ ไม่ไยดีกับสิ่งเหล่านี้ ดุนขึ้นไปอยู่เหนือโลก, เหนือโลกเป็นโลกุตตระ ไม่มี

น.24 ๑๘ อะไรปรุงแต่งได้ ถ้ามันขึ้นไปอยู่เหนืออารมณ์เหนือโลก เหล่านี้แล้ว ไม่มีอะไรจะดึงดูดเอาไว้ได้ เพราะอตัมมยตา มันเห็นว่าหลอกลวง หลอกลวงนี้จะมาดึงดูดไม่ได้, ทำให้จิต อยู่เหนือโลก แห่งการปรุงแต่ง. โลกนี้เป็นโลกแห่งการ ปรุงแต่ง ปรุงแต่งไว้หลอกลวงกัน, มีอตัมมยตาแล้ว มัน ไม่มีความโง่ถึงขนาดที่จะไปหลงใหลในโลกแห่งการ หลอกลวง ซึ่งเต็มไปด้วยการปรุงแต่ง. ไปคิดเอาเอง คำว่าปรุงแต่ง ปรุงแต่ง เป็นคำที่ ไม่ใช่เล็กน้อย และสำคัญที่สุด เป็นที่ตั้งแห่งความโกลาหล วุ่นวายที่สุด; ถ้าไม่มีปรุงแต่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สงบเย็นเป็นนิพพานแหละ, ถ้ามีการปรุงแต่งขึ้นมาเมื่อไรก็ เป็นวัฏฏสงสาร ยุ่งวุ่นวายเดือดร้อนไปเมื่อนั้นทันทีแหละ ปรุงแต่ง ๆ นี้. ทางวัตถุ ทางวัตถุนี้ก็ปรุงแต่งกันมากมาย, ปรุงแต่งวัตถุ. อาตมาขอแสดงความโง่ว่า แต่ละวัน ๆ นี้ กินขนมหรือกับข้าวเข้าไปจนไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร, ไม่รู้นี่ ไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าอะไรกัน. เขาปรุงแต่งขนม อาหาร กับข้าว

น.25 ๑๙ อะไรมา จนไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร วันหนึ่งแต่ละวัน ๆ นี้ ฉันของที่ไม่รู้จักว่าอะไรเข้าไปบ่อยที่สุดนี่, มันมาจากการ ปรุงแต่ง, ถ้าไม่มีการปรุงแต่งสิ่งเหล่านี้ก็ไม่มี ปรุงแต่งทาง วัตถุ เครื่องใช้ ไม้สอยสารพัดอย่าง แปลก ๆ แปลกออกมา, บางทีก็ไม่ได้ต้องการไม่ได้ซื้อหา เขาเอามาให้. มันยุ่งด้วย การปรุงแต่งทางวัตถุ, แล้วทางร่างกายก็ปรุงแต่งอย่างนั้น ปรุงแต่งอย่างนี้. แม้เรื่องหยูกยานี้ก็เหมือนกันแหละ อย่าไป บูชามันนัก, มันปรุงแต่งให้ยุ่ง มีอยู่มาก ไม่กินยาเสียบางที จะดีกว่า. ทีนี้ ปรุงแต่งทางจิตใจ ให้ศึกษา ให้คิด ให้นึก ให้เรียนศาสตร์นั่นศาสตร์นี่ ไม่รู้กี่ศาสตร์ต่อกี่ศาสตร์, แต่ละ ศาสตร์ปรุงแต่งทั้งนั้น, ปรุงแต่งให้เกิดความคิดชนิดที่ ไม่หยุด, ให้เป็นไปตามสิ่งที่ปรุงแต่ง ฝ่ายต่ำหรือฝ่ายสูง ฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่ว มันมีแต่การปรุงแต่ง. ถ้าอตัมมยตาเข้ามา ปรุงแต่งไม่ได้ ปรุงแต่ง ไม่ได้, มันรู้จักสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นเช่นนั้นเอง โดย ความเป็นเช่นนั้นเอง มันปรุงแต่งไม่ได้, ก็เลยอยู่เหนือวัตถุ แห่งการปรุงแต่ง เหนือร่างกายแห่งการปรุงแต่ง เหนือจิตใจ แห่งการปรุงแต่ง, เหนือภาวะแห่งการปรุงแต่ง เหนือกิริยา

น.26 ๒๐ อาการแห่งการปรุงแต่ง, ไม่ถูกปรุงแต่งโดยประการทั้งปวง. นี่ปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ของอตัมมยตา. ทำให้หลุดจากสิ่งผูกพัน. อตัมมยตาทำให้หลุดจากสิ่งผูกพัน ชีวิตนี้อยู่ด้วย การผูกพัน, ผูกพันกันอย่างไรบ้างก็ดูเอาเองก็แล้วกัน : ผูกพันกันด้วยความรัก, ผูกพันกันด้วยความรู้สึกอย่างไร ก็ เรียกว่าเป็นการผูกพัน, ผูกพันบางชนิดเป็นการกักขัง, เป็น การกักขังให้ต้องทนทรมาน, โดยเฉพาะอย่างยิ่งความ เป็นทาส เป็นทาสแห่งบุคคล ก็แย่, เป็นทาส แห่งอารมณ์ ก็แย่, เป็นทาส แห่งอายตนะ ก็แย่ เป็นทาส แห่งเวทนา ก็แย่. เป็นทาสแห่งบุคคล นี้มัน เป็นเรื่องวัตถุมากไป อตัมมยตาก็ช่วยได้บ้าง ก็ยังช่วยได้บ้าง, ฉันไม่รู้สึกความ เป็นทาส รู้สึกเป็นของธรรมดา ก็ทำไปตามข้อผูกมัดที่ต้องทำ. นี้มันก็ยังดีกว่ารู้สึกว่า มันทนทรมาน มันเสียเปรียบ มันน่า อับอายขายหน้าอะไร มันลำบากไปเสียทุกอย่าง มองเห็นเป็น

น.27 ๒๑ เช่นนั้นเอง, แล้วมันหลุดพ้นจากความผูกพันแห่งความ เป็นทาส ทาสทางกฎหมาย ทาสทางวัตถุนี้. เป็นทาสของอารมณ์ ก็คือหลงรัก หลงโกรธ หลงเกลียด หลงกลัว หลงยินดีเหล่านี้เป็นต้น. เป็นทาสของอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ มันจะเอาอย่างไรก็ต้องหาให้มัน. เป็นทาสแห่งเวทนา สุขเวทนา อันหลอกลวง นั้น มันก็ต้องหาให้มัน เป็นทาสหาให้มันได้เป็นสุขเวทนา, เป็น ทุกขเวทนา ก็เป็นทาสมัน ที่จะต้องปลดเปลื้องมัน ต้อง ขวนขวายแก้ไขปลดเปลื้องมัน, แม้แต่ อทุกขมสุขเวทนา ก็เป็นทาสมัน ทำให้หลงใหลวนเวียนผูกพัน สนใจอยู่ที่นั่น คิดอย่างอื่นไม่ได้ ก็ตัดความสงสัยออกไปเสียได้, นี่ พ้นจาก ความผูกพัน. ที่ผูกพันกันรุนแรง ก็เรียกว่าภพ, ภพ-ความเป็น อย่างนั้นความเป็นอย่างนี้ ; เมื่อมีความผูกพันเป็นสามี หรือเป็นภรรยา มันก็เป็นภพอันหนึ่ง ความเป็น ความเป็น เรียกว่าภพ เป็นสามีก็ภพชนิดหนึ่ง, เป็นภรรยาก็ภพชนิดหนึ่ง

น.28 ๒ ๒ มันผูกพันอยู่ด้วยความเป็นภพ เป็นสามีก็ตามเป็นภรรยาก็ตาม มันก็มีหน้าที่ มันก็มีความรับผิดชอบ, มันก็ผูกพันให้ยุ่งยาก ลำบากไปด้วยกัน, แล้วก็ยึดถือ ๆ ยึดถือจนยอมไม่ได้ นี้ก็ ผูกพันอยู่ในภพ. เลิกร้างความเป็นอย่างนี้เสียได้ มันก็ ไม่มีความลำบากยุ่งยาก กามภพก็แค่นั้น, รูปภพก็แค่นั้น, อรูปภพก็แค่นั้นแหละ, ไม่เอาภพ อยู่เหนือภพ. ทีนี้ ความผูกพันของกรรม ที่ต้องเป็นไปตาม กรรมนี้ นั่งร้องไห้โฮ ๆ อยู่ ที่ศาลาวัดมักจะสวดมนต์ว่า เรามีกรรมเป็นของตัว ทำกรรมใดไว้จะต้องเป็นไปตามกรรม นั้น แล้วก็ร้องไห้โฮ ๆ อยู่. พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เหนือ กรรม ให้ชนะกรรม ให้ประพฤติสัมมัตตะ ๑๐ ประการ เลิกตัวกูเลิกของกู เลิกตัวตนเลิกของตน กรรมก็หายไปหมด, พ้นจากกรรม ไม่มีตัวตนที่จะทำกรรม หรือรับผลกรรม หรือ เป็นไปตามกรรม, นี่มันพ้นจากกรรม. อตัมมยตาช่วยได้ อย่างนี้ ช่วยให้อยู่เหนือกรรม ก็เหนือความว่ายเวียนเป็น วัฏฏะ มันไม่มีตัวตนแล้วมันไม่มีอะไรว่ายเวียนดอก, ถ้าโง่มี ตัวตนอยู่เมื่อไร ก็มีการว่ายเวียนอยู่เมื่อนั้นแหละ.

น.29 ๒๓ พ้นจากกิเลสตัณหาอุปาทาน นี่เป็นอันว่าแน่นอน ไม่อาจจะเกิดกิเลสตัณหาอุปาทานใดๆ เพราะสติปัญญาชนิด อตัมมยตามันควบคุมเอาไว้, นี่ปาฏิหาริย์สูงสุดอย่างยิ่งของ อตัมมยตา ให้อยู่เหนือภพ เหนือกรรม เหนืออิทธิพลของ อารมณ์ หรือของความผูกพันใดๆ ที่มันผูกพันอยู่ตาม ธรรมชาติ ทำให้ง่ายแก่การปฏิบัติธรรม. ดูต่อไป ทีนี้พิเศษหน่อย เรื่องปฏิบัติธรรมะ, อตัมมยตาทำให้ง่ายแก่การปฏิบัติธรรม, ถ้ามีอตัมมยตา แม้นิดหน่อยอยู่บ้าง มีสติปัญญามองเห็นสิ่งเหล่านี้ ไม่ให้ ปรุงแต่งได้แล้ว ก็จะง่ายที่จะปฏิบัติธรรม, ปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติวิปัสสนา ปฏิบัติสติปัฏฐาน อะไรก็ตาม มัน จะง่าย ขึ้นมาก ถ้ามีอตัมมยตา ; มีสติปัญญาคอยกำหนดไว้ว่า ไม่เอา กับมึงแล้วไอ้สิ่งที่ปรุงแต่งนี้, กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ยนี่, ถ้ามี ความรู้สึกอย่างนี้อยู่ในใจ จะง่ายต่อการปฏิบัติธรรม. ถ้ากู ยังจะเอากับมึงทุกอย่างแล้วไม่ไหวดอก เป็นไปไม่ได้ดอก การปฏิบัติธรรมะก็เป็นไปไม่ได้, รู้ว่าไม่เอาแล้วกับสิ่งปรุง

น.30 ๒๔ แต่งทั้งหลายทั้งปวงนี้, ทิ้งหมดเลย, ไม่ต้องรู้จักหน้าค่าตา กวาดทิ้งไปหมด จะง่ายแก่การปฏิบัติธรรม, ให้ยิ่งขึ้นไป กว่านั้น เพียงเท่านั้นมันยังไม่พอ ให้มากขึ้นไปกว่านั้น ว่าให้ สลัดทิ้งออกไปให้ได้มากกว่านั้น. แล้วยัง มีพระบาลี ด้วยซ้ำว่า มันง่ายต่อการเห็น ธรรม, การปฏิบัติให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาในขณะ แห่งวิปัสสนานั้น, ถ้ามีความรู้สึกเป็นอตัมมยตาว่ากูไม่เอา กับมึงแล้วโว้ย ๆ กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย หนุนอยู่ข้างหลังแล้ว มัน ง่ายมากที่จะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว มันก็เห็นทบทวนลงไปว่า กูไม่เอากับ มึงแล้วโว้ยยิ่งขึ้นไปอีกแหละ, ยิ่งเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ยิ่งเห็นว่ากูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย ยิ่งขึ้นไปอีก มันก็เลยกวาดออกไปหมด. นี่เป็นปาฏิหาริย์ของอตัมมยตา ง่ายแก่การที่จะปฏิบัติ- ธรรม, ง่ายแก่การที่จะเห็นธรรม เห็นสัจจธรรมเช่นอนัตตา เป็นต้น. อารมณ์มาปรุงแต่งจิตไม่ได้ มันก็ง่าย, ง่ายที่จะ ปฏิบัติธรรมะ. ฉะนั้น ถือคาถาว่า กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย

น.31 ๒๕ เป็นหลัก สำหรับขจัด ไล่ไป ๆ, ไล่ไปอย่าให้เข้ามาเกี่ยวข้อง จะง่ายแก่การปฏิบัติธรรมและการเห็นธรรม. างแคลง ให้มีนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้. ทีนี้มันก็ช่วยให้มี นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ นิพพาน ชั่วคราวตามแบบโลก ๆ เรียกว่า นิพพุติ นิพพุติก็แปลว่าเย็น เหมือนกันแหละ ดับเย็นเหมือนกัน, ถ้าดับเย็นไปกว่านั้น เป็นนิพพานจริง ก็เรียกว่านิพพาน นิพพาน, ได้นิพพาน ชั่วคราวคือนิพพุติก็ได้ ได้นิพพานจริงก็ยิ่งดี, คือไม่มีไฟ ไม่มีกิเลสที่เป็นไฟเข้ามาทำให้ร้อน. อตัมมยตามันป้องกัน ไม่ให้เข้าไปผูกพันกับสิ่งใด, ไม่ให้สิ่งใดเข้ามาปรุงแต่งได้ มันไม่มีไฟคือกิเลส มันก็เย็น ๆ เย็น, เย็นอย่างระดับชาวบ้าน เย็นอกเย็นใจอย่างระดับชาวบ้านก็ได้, หรือเย็นสูงขึ้นไปลึก ขึ้นไปถึงกิเลสชั้นลึก ๆ ไม่มี มันก็เย็นกว่านั้น กระทั่งเย็น ตลอดกาลเป็นพระอรหันต์ ก็เย็นที่สุด คือนิพพานสมบูรณ์, เราก็เลยมีชีวิตเย็นที่นี่และเดี๋ยวนี้, ปฏิบัติจนชำนาญจน แคล่วคล่องว่องไว จนขจัดออกไปได้ง่าย ๆ ไม่มีอะไรมาทำให้ ร้อน ชำนาญในการขับไล่ออกไป ขับไล่ออกไป อยู่ทุกวัน ๆ

น.32 ๒๖ แหละ, ขับไล่ของร้อนออกไป มีแต่ของเย็นอยู่ อยู่กับความ เย็น. ขอให้มือตัมมยตาเป็นเครื่องมือ มันแสดงปาฏิหาริย์ ของมันที่จะขับไล่สิ่งร้อนออกไป, ไม่ให้มารบกวน. ช่วยให้อยู่เหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เอ้า, ทีนี้มันออกจะอัศจรรย์แล้ว อัศจรรย์ขึ้นมา แล้ว อตัมมยตาช่วยให้อยู่เหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่ ของเทวดา ผีสาง พระเจ้า อะไรก็ตาม สิ่งที่เรียกกันว่า ศักดิ์สิทธิ์ ๆ นั้น. คนโง่อยู่ใต้อำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชนิดนั้น ชนิดไสยศาสตร์, จะเป็นผีสางเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์สมมติที่ไหน ในสากลโลกก็ตามใจ มันอ้อนวอนอยู่นั่นแหละ. ถ้ามี อตัมมยตา กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย แล้ว ไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจ ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเราไม่ต้องการอะไร, ที่อ้อนวอนสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วย เพราะต้องการมาก มีกิเลสมาก, มัน ต้องการมาก หาได้ไม่พอ ต้องอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย หาให้, หรือจะพึ่งพระเป็นเจ้า พระเป็นเจ้านานาชนิดมีชื่อ

น.33 ๒๗ ต่าง ๆ กัน ไม่รู้พระเป็นเจ้าอะไรก็ตาม เพราะต้องการให้ พระเจ้าช่วย. เดี๋ยวนี้ฉันไม่ต้องการให้ช่วย ฉันไม่ต้องการ อะไร, ไม่ต้องมาช่วย ก็เลยอยู่นอกเหนืออำนาจของพระ- เป็นเจ้า ที่เขามีพระเป็นเจ้ากันเพื่อต้องการให้ช่วย อ้อนวอนให้ช่วย ให้เข้ามาคุ้มครองอยู่ตลอดเวลา. เดี๋ยวนี้ ฉันไม่มีภัย ไม่มีอันตราย ฉันไม่มีตัวกู ฉันไม่มีของกู ฉัน ไม่มีความทุกข์, พระเป็นเจ้าก็ดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นก็ดี ไม่เข้ามาเกี่ยวข้องได้ ไม่ต้องการ. ไสยศาสตร์ทั้งหลายเลิกกันตอนนี้แหละ ไสยศาสตร์ ที่เคยยึดถือมาแต่อ้อนแต่ออก มาแต่ทารก มันก็เลิกกันตอนนี้ มันไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอะไรโง่ ๆ เขลา ๆ ในเรื่องของไสยศาสตร์ หมายความว่ามันเลิกไสยศาสตร์ได้ ศาสตร์ของคนหลับ พึ่งพา อาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วมันก็ไม่มีความเป็นอิสระ เลิกเสียได้ เป็นอิสระ. อตัมมยตาช่วยให้เลิกได้ ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สำหรับฉันก็ได้ เพราะฉันไม่ต้องการอะไรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์, ฉันดับทุกข์เองได้ โดยกำจัดกิเลสออกไป. ถ้ายังต้องการ อ้อนวอน จุดธูปจุดเทียนแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ก็เอาไปซิ, มันก็ ผูกพันอยู่ที่นั่นแหละ, เดี๋ยวนี้ออกมาเสียได้จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์.

น.34 ๒๘ ที่กรุงเทพฯได้ยินว่าเขาไปศาลพระภูมิเอราวัณกันมาก ไปกว่าโบสถ์พระแก้ว มากกว่าไปโบสถ์พระแก้ว, แต่ถึงไป โบสถ์พระแก้วก็เถอะ ยังไปให้พระแก้วช่วยอย่างศักดิ์สิทธิ์ อย่างไสยศาสตร์อยู่นั่นแหละ. มันไม่ต้องการไสยศาสตร์ ศาสตร์สำหรับคนหลับ หรือศาสตร์ที่ยังเบื้องต้นเกินไป เพราะโตแล้ว โตแล้ว, เด็ก ๆ เชื่อไสยศาสตร์, อาตมาก็เคย เชื่อไสยศาสตร์ บนบานผีสางเทวดา จะไปสอบไล่ก็ต้องบน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าให้สอบไล่ได้. เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแล้ว เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องแล้ว, ไสยศาสตร์อันนั้นเลิกกันที, ของสำหรับเด็ก ๆ พอกันที, นื่ อตัมมยตามาก็ให้อยู่เหนืออิทธิพลของ ไสยศาสตร์. ทำให้อยู่เหนือความต้องการพระพุทธเจ้า. เอ้า ข้อสุดท้าย อย่าตกใจ อย่าตกใจนะ ทำให้อยู่ เหนือความต้องการพระพุทธเจ้า บ้าหรือดี, ทำให้อยู่เหนือ ความต้องการพระพุทธเจ้า ไม่ต้องการพระพุทธเจ้า, อันนี้ คงจะยากจะลึก จะเข้าใจยาก แล้วก็ด่าอาตมากันอีก ไม่เป็นไร. จะขอพูดสรุปสั้น ๆ ว่า เรามีพระรัตนตรัย พระพุทธ พระ

น.35 ๒๙ ธรรมพระสงฆ์ เป็นทางปฏิบัติ เป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อ ให้ขึ้นถึงจุด สู่จุดที่ไม่ต้องการพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อีกต่อไป, เดี๋ยวนี้ต้องการพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นหลักปฏิบัติ ดำเนินไป ๆ ดำเนินไปให้ไป ถึงจุด ๆ หนึ่งซึ่งไม่ต้องการพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อีก ต่อไป. ถ้ายังไม่ถึงจุดนั้นยังไม่นิพพาน ยังไม่นิพพาน, ต่อเมื่อถึงจุดที่ไม่ต้องการพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อีก ต่อไปนั่นแหละจะถึงที่สุด เป็นพระอรหันต์หรือนิพพาน ไม่มีความทุกข์ไม่ต้องการที่พึ่งไม่ต้องการอะไรหมด. เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์สำหรับปฏิบัติ ขึ้นไป ๆ จนไม่ต้องการพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อีกต่อไป มันน่ากลัวใช่ไหม, น่ากลัวสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ ที่ยังยึดมั่น ถือมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่เป็นไร อตัมมยตา ช่วยได้. ถ้าทำให้ไม่ต้องการอะไร ไม่ต้องการให้อะไร ปรุงแต่ง แล้วมันก็ไม่ต้องการอะไร, ไม่ต้องการให้ใครช่วย, ช่วยตัวเองได้ หรือว่าถ้าว่าเป็นถึงขนาดนั้นแล้ว ก็เป็นพระ- พุทธ พระธรรม พระสงฆ์เสียเองแล้ว, คนนั้นเป็น

น.36 ๓๐ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เสียเองแล้วนี่ แล้วจะต้องการ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไปทำไม. นี่ ปาฏิหาริย์สูงสุด สุดท้ายของอตัมมยตา ช่วยให้ ว่า ไม่ต้องการพระเจ้า, ไม่ต้องการพระเป็นเจ้า, ไม่ต้อง การพระพุทธเจ้า, ไม่ต้องการอะไร ๆ ที่เขาต้องการกัน อยู่อีกต่อไป, ไม่ต้องเอาพระเครื่องมาแขวนคอให้รุงรัง แล้ว นั่นของเด็ก ๆ มันไม่ต้องการที่พึ่งอีกต่อไป. ช่วยจำ คำนั้นไว้ เพราะมันถึงที่สุดแห่งที่พึ่งเสียแล้ว, อยู่นอกเหนือ ความต้องการที่พึ่งเสียแล้ว. ถ้ายังต้องการที่พึ่ง มันก็ยัง ต้องหาสิ่งที่พึ่ง หาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไป ได้มา แล้วปฏิบัติ, ปฏิบัติจนปล่อยวางอัตตาตัวตนเสียได้, ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งอะไรอีกต่อไป ก็เลยโกยทิ้งหมด, ไม่ต้องการที่พึ่งใด ๆ. ที่พึ่ง นี้ยังจำเป็น จำเป็นสำหรับคนที่ยังอยู่ใน กองทุกข์, ยังไม่รู้จักดับทุกข์, ยังไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร, เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นหลัก สำหรับประพฤติ ปฏิบัติไป, ปฏิบัติไป ปฏิบัติไป, ถ้ามัน ถึงจุดสูงสุดจริง ๆ

น.37 ๓๑ มันก็หยุด เ ลิกต้องการ ไม่ต้องการ เพราะมันถึงเสียแล้ว, มีลักษณะเหมือนข้ามฟากแล้ว, ก็ไม่ต้องการพาหนะอะไรอีก ต่อไป. นี่ อตัมมยตาช่วยได้. ข้อสุดท้าย ให้อยู่เหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดใด ๆ, เหนือสิ่งที่เคยยึดถือเป็นที่พึ่งใด ๆ เป็นอิสระสิ้นเชิง, เป็น อิสระสูงสุด, ไม่ต้องการพึ่งพาอาศัยอะไรอีกต่อไป, ถ้าฟัง ไม่ดีฟังไม่ถูกก็ว่านี้จ้วงจาบพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์. อาตมา ขอยืนยันว่าไม่, ไม่ได้จ้วงจาบ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธเจ้าเองเสียอีก ต้องการให้เป็นอย่างนี้. พระพุทธเจ้า นั่นแหละ ท่านต้องการให้เป็นอย่างนี้, ให้ ขึ้นไปถึงจุดที่ไม่ต้องพึ่งพาอะไรอีกต่อไป, เป็นโลกุตตระ ไม่ต้องการที่พึ่งอะไรอีกต่อไป, เรียกว่าโลกุตตระ. ถ้ายัง ต้องการที่พึ่ง มันก็ยังอยู่ใต้โลก อยู่ใต้ความยึดมั่นถือมั่น ตัวตน เป็นทุกข์ต้องการที่พึ่ง, เดี๋ยวนี้ไม่ ไม่มีแล้ว. นี่ปาฏิหาริย์สูงสุดอย่างยิ่งของอตัมมยตา ชอบหรือ ไม่ชอบไม่รับรอง, แต่บอกตามเป็นจริงว่ามันมีอยู่อย่างนี้. ใครต้องการหรือไม่ต้องการ ? ไม่เข้าใจก็ไม่กล้าต้องการ, คน

น.38 ๓๒ ขลาดไม่กล้าต้องการดอก, ไม่มีที่พึ่งใด ๆ นี่ คนขลาดเขาไม่ ต้องการดอก เขากลัวเขาไม่กล้า. แต่ว่าธรรมะต้องการอย่าง นั้น, พระพุทธศาสนาต้องการอย่างนั้น ให้หมดตัวตนแล้วก็ ไม่ต้องการที่พึ่งอะไร, ไม่ต้องมีปัญหาอะไรนี่. นี้จบแล้วที่ ปาฏิหาริย์ของอตัมมยตา เท่าที่มันเกี่ยวกับความทุกข์และดับ ทุกข์. ช่วยให้พุทธศาสนาขึ้นอยู่เหนือสุด. ทีนี้ขอแถมพกอีกข้อหนึ่ง นอกเรื่อง อตัมมยตาช่วย ให้พุทธศาสนาขึ้นอยู่เหนือสุด สูงสุดกว่าศาสนาใด ๆ, เป็นยอดสุดแห่งศาสนาทั้งปวง, พูดอย่างนี้มันก็ถูกด่าอีกแหละ เพราะมันไปดูถูกดูหมิ่นศาสนาอื่น ๆ ว่าอยู่ข้างใต้ข้างล่าง. แต่ เราจะพูดตามความเป็นจริง ว่า พุทธศาสนานี้สอนให้มี อตัมมยตา ละหมดตัวกู ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตนไหน ๆ หมด, ไม่มีตัวตนถาวร ไม่มีตัวตนชั่วคราว, ไม่มีตัวตนอะไร มัน เลยออกไปไกลสุดกว่าศาสนาทั้งปวงที่ยังมีตัวตน ยังมีตัวตน, ตัวตนของคน ตัวตนของพระเจ้า ตัวตนของอะไรก็ตาม นั้นมันยังมีตัวตน. พุทธศาสนาออกไปจนหมดตัวตน ไม่มี

น.39 ๓๓ ตัวตนเลย ไปอยู่เหนือสุด, เป็นยอดสุดของศาสนาทั้งปวง. อตัมมยตาช่วยให้พุทธศาสนาไปอยู่ใน ฐานะยอดสุดเหนือสุด ของศาสนาทั้งปวง, ถ้าพูดไม่เป็น อย่าไปพูดนะ จะถูกด่านะ. คุณ อย่าจำไปพูด นะ ถ้าพูดไม่เป็นแล้วจะถูกด่านะ, แล้วจะ ถูกตบหน้าด้วยซ้ำไป เพราะมันเป็นการดูถูกกันอย่างยิ่ง, ว่ามัน อยู่เหนือเขาหมด คนที่มันอยู่ใต้เขาก็ไม่ชอบซิ แต่ความจริง มันเป็นอย่างนั้น. ขอให้ดูประวัติวัฒนธรรมแห่งการเกิดของศาสนา ศาสนาก็เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ๆ ดำเนินมา ๆ ดำเนินมา สูงขึ้น ๆ สูงขึ้น จนถึงวัฒนธรรมสูงสุด หมดตัวตนว่างถึง ที่สุด, นั่นแหละยอดสุดของวัฒนธรรมทางศาสนา. ศาสนาที่ ยังมีตัวตนนั้นยังไม่สุดดอก มันยังมีตัวตน มีความรู้สึกเป็น ตัวตน ยังไม่สุด, ต้องเอาความรู้สึกนั้นออกไปเสียให้หมดจึงจะ สูงสุด. พุทธศาสนาเป็นอย่างนั้น ไม่มีตัวตน-สิ่งที่เรียกว่า ตัวตนเหลือ, แม้จะมีตัวตนที่มิใช่ตัวตน มันก็ไม่ใช่ตัวตน แหละ, ตัวตนโดยสมมติ ตัวตนตามภาษาเด็ก ๆ ที่มันยังไม่ รู้จักอะไร มันก็มีตัวตน ตัวตนเด็ก ๆ ตัวตนนั้นมิใช่ตัวตน.

น.40 ๓๔ ตัวตนที่เรายึดถืออยู่ว่า ตัวตนนั้นมิใช่ตัวตน, เป็นตัว ตนที่อวิชชามันสร้างขึ้นมา เป็นตัวตน มันมิใช่ตัวตน, ต้องเหนือตัวตนทุกอย่างทุกประการ. นี่โดยวัฒนธรรม ใน ความรู้เรื่องมีตัวตนเรื่องไม่มีตัวตนกันแล้ว พุทธศาสนาสูงสุด. เอ้า, ทีนี้ ดูทางวิทยาศาสตร์ เอาแง่วิทยาศาสตร์ มาเป็นเครื่องพิจารณาแยกแยะ ก็จะเห็นได้ว่า โอ้ ไม่มีตัวตน นี่แหละมันสุดท้าย มันมีจุดจบ เป็นจุดจบ, ถ้ายังมีตัวตน อยู่ยังไม่จบยังมีปัญหา, อย่างน้อยมันก็หนักอยู่ที่ตัวตนนั้น แหละ หนักอยู่ที่ตัวตน ที่จะต้องยึดถือไว้. ถ้ามีตัวตนมันก็ ต้องยึดถือ, ถ้าไม่ยึดถือมันก็ไม่มีตัวตน, ถ้ามีตัวตนมันก็ มีการยึดถือมันก็หนัก. ไม่มีตัวตนมันก็ไม่ยึดถือ มันก็ว่าง ว่าง ๆ ว่าง ว่างเหลือที่จะว่างจนเรียกว่าว่างอย่างยิ่ง ไม่มีตัว ตนว่างจากตัวตน, ว่างจากความหมายแห่งตัวตน ทั้งของตน ไม่มีความหมายแห่งอัตตาว่าตัวตนไม่มีความหมายแห่งอัตตนียา ว่าของตน, นั้นมันเป็นจุดสูงสุดของพระพุทธศาสนา แล้วก็ สูงสุดกว่าศาสนาใด ๆ บรรดาที่มีอยู่ในโลก ที่ได้เคยมีมาแล้ว แต่หนหลัง จนกระทั่งบัดนี้.

น.41 ๓๕ ขอบอกอีกที อย่าเอาไปพูดนะ ถ้าพูดไม่เป็นจะ ถูกด่านะ, อย่าเอาไปพูดนะ นี่บอกให้ฟังเท่านั้นแหละ ว่ามัน เป็นอย่างนี้, ความจริงมันเป็นอย่างนี้. ถ้าคุณไปเถียงกับเขา มันก็ได้ทะเลาะกัน, มันก็ได้ชกต่อยกัน ไม่ได้ผลอะไร, เอาไว้รู้ของตัวเองเถอะว่า ลัทธิธรรมะศาสนานั้นสูงสุดอยู่แค่ ความไม่มีตัวตน จบเรื่องที่ไม่มีตัวตน, ไม่มีศาสนาไหนสอน อย่างนี้นอกจากพุทธศาสนา, ดังนั้นพุทธศาสนาจึงเป็นยอดสุด แห่งศาสนาทั้งหลาย จบแล้ว ปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา. ปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา ทบทวน แต่โดยหัวข้อ อีกทีก็ได้ว่า :- - ช่วยให้อยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งแวดล้อม ใน ยุคปรมาณู. เราจะอยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งแวดล้อมปรุงแต่ง แห่งยุคปรมาณู. - ช่วยให้อยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งที่เป็นคู่ ๆ ดี-ชั่ว บุญ-บาป สุข-ทุกข์ ได้-เสีย แพ้-ชนะ บวก-ลบ, ไม่มีบวกไม่มีลบ.

น.42 ๓๖ - ช่วยให้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับกิเลส, ไม่ต้องมี อาการที่เรียกว่าเอาไม้สั้นไปรันขี้คือกิเลส ไม่ต้องมี ไม่ต้อง เผชิญหน้ากับกิเลส. - ให้อยู่เหนืออารมณ์ร้าย, อารมณ์ร้ายที่รบกวน คนทั้งหลายอยู่เป็นปกติไม่มี รัก โกรธ เกลียด กลัว วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์จะไม่มี ไม่มี. - แล้วก็ ดุนดันขึ้นให้อยู่เหนือโลก เป็นโลกุต- ตระไปเลย, หลุดจากสิ่งผูกพันทั้งหลายทั้งปวง. - แล้วให้มันง่ายแก่การปฏิบัติธรรมะและรู้ธรรมะ, ปฏิบัติสติปัฏฐานได้ง่าย รู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ง่าย ถ้า มันมีทุนรอนว่า กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ยอยู่ในจิตใจ. - บรรลุพระนิพพานกันที่นี่และเดี๋ยวนี้ เป็น นิพพานจริง ไม่ใช่นิพพานต่อตายแล้ว ซึ่งไม่ได้ประโยชน์ อะไร เป็นนิพพานลม ๆ แล้ง ๆ ของใครก็ไม่รู้ มันพูดให้ นิพพานต่อตายแล้ว ไม่มี ถ้าไม่มีความรู้สึกเย็นไม่มีนิพพาน. - ช่วยให้อยู่เหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก ไม่มี อะไรที่เราจะต้องไปอ้อนวอน ขอร้องอ้อนวอนอีกต่อไป.

น.43 ๓๗ - แล้วทำให้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องการพระ- พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะได้เพราะมีหรือเป็นเสียเอง แล้ว, ไม่ต้องการพระพุทธเจ้า เพราะเป็นพระพุทธเจ้าเสีย เองแล้ว, ไม่ต้องการพระธรรมเพราะเป็นพระธรรมเสียเอง แล้ว, ไม่ต้องการพระสงฆ์ เพราะเป็นพระสงฆ์เสียเองแล้ว. ถ้าพูดไม่เป็นก็ถูกค่าแหละ, อย่าพูดดีกว่าขอร้อง แต่มันเป็น อย่างนั้นแหละ อานิสงส์ของอตัมมยตา. - แล้วข้อสุดท้าย ทำให้พุทธศาสนาขึ้นไปอยู่ ยอดสุด เหนือศาสนาใดๆ ในโลก ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้ง ปัจจุบัน. นี้เรื่องปาฏิหาริย์ของอตัมมยตา ใครจะชอบหรือ ไม่ชอบก็ตามใจ ไม่ว่า, แต่ชี้ให้เห็นว่ามันมีอยู่อย่างนี้ แล้ว ก็จะได้รู้ว่า เรากำลังอะไร จะเรียกว่าโชคดี มันก็บ้าอีกแหละ ที่ได้มีพุทธศาสนา. เราได้สิ่งที่ดีที่สุดโดยบังเอิญ ที่ได้มี พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำตัว แล้วก็มีหัวใจอยู่ที่อต้ม- มยตา. มีเมื่อไรก็เป็นอตัมมโย คือเป็นพระอรหันต์, เป็นการได้ที่ดีแล้ว ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา

น.44 ๓๘ ที่มีสิ่งประเสริฐที่สุดแล้ว คือมือตัมมยตา. ขอให้มองเห็นว่า มันน่าอัศจรรย์ เป็นปาฏิหาริย์, มันนำไปสู่จุดที่ต้องการได้ อย่างทันแก่เวลา คือมีเวลาที่จะได้รับประโยชน์สุขจากสิ่งนั้น พอสมควร ไม่ตายเสียก่อน. เอาละ, การบรรยายในวันนี้ ก็พอสมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยายเรื่องปาฏิหาริย์ของอตัมมยตา ฝากไว้ในจิตใจ ของท่านทั้งหลาย, บางเรื่องเอาไปพูดได้ บางเรื่องอย่าเอาไป พูดจะถูกค่า. ขอยุติการบรรยาย ให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบท พระธรรม สำหรับให้เกิดกำลังใจอย่างยิ่ง ในการที่จะปฏิบัติ ให้เข้าถึงอตัมมยตา สืบต่อไป ณ กาลบัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต