น.7 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๑๐ ในวันนี้อาตมาก็ยังคงบรรยายในชุด อตัมมยตา ต่อไปตามเดิม, แต่มีหัวข้อเฉพาะการบรรยายครั้งนี้ว่า สหาย ธรรมของอตัมมยตา. ท่านทั้งหลายลองฟังดูให้ดีว่า สหาย ธรรมของอดัมมยตา ฟั งดูให้ดีก็จะพบได้เองว่า เราจะพูดถึง สิ่งที่ร่วมมือกันกับอตัมมยตา. สหายธรรมก็แปลว่า ผู้ปฏิบัติธรรมร่วมกัน ด้วยกัน, อตัมมยตาก็มีธรรมะที่เป็นเพื่อนที่เป็นสหายช่วยเหลือเกื้อหนุน , และ บุคคลที่บรรลุอตัมมยตาแล้ว คือเป็นอตัมมโย ก็ยัง มีสหายธรรม มีบุคคลในชื่ออื่นอย่างอื่น เกี่ยวข้องกันอยู่ สัมพันธ์กันอยู่ใช้แทนกันได้, เหล่านี้ก็เรียกว่าสหายธรรม
น.8 ๒ ทั้งที่เป็นส่วนธรรมะ และที่เป็นส่วนบุคคล. ขอให้ท่าน ทั้งหลายตั้งใจฟังให้ดี ก็จะพบว่า สิ่งที่ประกอบเกื้อหนุนกัน อยู่กับอตัมมยตานั้นมีอะไรบ้าง ทั้งหมดนี้เรียกว่าสหาย- ธรรมของอตัมมยตา. เราจะ ดูกันตรงๆ ก็ได้, ดูกันโดย อ้อมก็ได้, ในที่สุดก็จะเข้าใจทั่วถึงและกว้างขวาง ว่าทั้งหมด นั้นคืออะไร. ขอให้เป็นที่เข้าใจไว้เสียเลยว่า ธรรมทั้งหลายทั้งหมด เกี่ยวข้องกันทั้งนั้นแหละ, ธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ นั้น ไม่มีอะไรอยู่โดดเดี่ยว, ล้วนแต่เกี่ยวข้องกันไม่ทางใดก็ ทางหนึ่ง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่มากก็น้อย, ในฐานะที่ ว่ามันเป็นปัจจัยก็มี, เกิดร่วมกันก็มี, ประคับประคองกัน ก็มี ไม่มีธรรมะใดที่ว่าจะแยกตัวออกไปได้โดดเดี่ยว โดย ไม่มีอะไรสัมพันธ์กับธรรมะชื่ออื่น; แม้แต่นรกกับสวรรค์ มันก็เนื่องกัน แม้ว่ามันจะตรงกันข้าม มันก็เป็นปฏิปักษ์ต่อ กัน ในฐานะที่เป็นปฏิปักษ์ ต่อกัน, มันก็มีการเนื่องกัน, เราจะดูกันอย่างนี้. ทีนี้ก็จะมาดูกันถึง สหายธรรม หรือธรรมสหายโดย ตรงของอดัมมยตา ๆ ข้อนี้จะเรียกว่าเป็นที่น่าหัวหรือน่าขบขัน
น.9 ๓ ก็ได้ คือเผอิญ, โดยเผอิญมัน มีคำว่าตา ตา ตา นี่ลงท้าย ด้วยกันทั้งนั้นแหละ จึงขอ เลือกเอามาสัก ๙ ตา เหมือน กับว่าเป็นแก้วตา ๙ ดวง, แก้วตา ๙ ดวง ล้วนแต่ทำงาน เนื่องกัน. บางคนก็เคยได้ยินมาบ้างแล้ว, บางคนก็ไม่เคย ได้ยิน, แต่ก็ต้องเอามาพูดคราวเดียวกันครบหมดทั้ง ๙ อย่าง เสียอีก สักทีหนึ่ง. พั่งดูให้ดี มันตา ๆ ตา ๆ ไปเสียเรื่อย. อนิจจตา -ความเป็นของไม่เที่ยง, ทุกขตา -ความ เป็นของมีทุกข์ มีทุกข์ ; อนัตตตา - ความเป็นของไม่ใช่ตน , ธัมมัฏฐิตตตา - ความตั้งอยู่ตามกฎธรรมชาติตามธรรมดา , ธัมมนิยามตา - เป็นของมีกฎธรรมชาติบังคับอยู่ อิทัปปัจจ- ยตา - มีกฎเกณฑ์แห่งการเป็นไปตามปัจจัยนั้น ๆ, สุญญตา - ว่างจากความหมายแห่งตัวตน , ตถาตา - มีความเป็นเช่น นั้นเอง เป็นอย่างอื่นไม่ได้, แล้วก็ อตัมมยตา - ความที่ อะไร ๆ ปรุงแต่งจิตไม่ได้ ในธรรมทั้งปวง. นี่เรียกว่า ๙ ตา ๙ ตา : อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ธัมมัฏฐิตตตา ธัมม- นิยามตา อิทัปปัจจยตา สุญญตา ตถาตา อตัมมยตา, อตัมมยตาเป็นประธานอยู่ครั้งสุดท้ายรั้งท้าย นอกนั้นก็มา ก่อน มาพร้อมมาข้างก็แล้วแต่เรื่อง คอยฟังดูก็แล้วกัน.
น.10 ๔ อตัมมยตา และอานิสงส์. เรารู้จักตัวอตัมมยตาให้ทั่วถึง ครบถ้วน ชัดเจนกัน เสียก่อน ว่า อตัมมยตานั้นคืออะไร ; ถ้าจะเอากันตามตัว บาลีแท้ ๆ มันก็แปลว่า ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น ๆ, ไม่สำเร็จมา จากสิ่งนั้น ไม่เกิดมาจากสิ่งนั้น ไม่ออกมาจากสิ่งนั้น นี่ตัว หนังสือก็แปลเท่านี้ มีเท่านี้. แต่ ใจความมันก็มีมากกว่า นั้น ก็คือว่า สิ่งนั้นน่ะคืออะไร, สิ่งนั้นมันคืออะไร, ที่จะ ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น, แปลว่า ไม่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาด้วยสิ่ง นั้น ไม่ว่าในกรณีใดๆ ตามธรรมดาจิตที่ไม่มีคุณธรรม อันนี้ มันจะถูกปรุงแต่งด้วยสิ่งนั้นบ้าง ด้วยสิ่งโน้นบ้าง สารพัดอย่าง แล้วแต่อย่างใดจะมีเข้ามา แล้วก็ปรุงแต่งให้ เป็นอย่างโน้น ให้เป็นอย่างโน้น ให้เป็นอย่างโน้นอีก ตาม แต่ว่าเหตุปัจจัยนั้นมันเป็นอย่างไร. ดังนั้นจึงพูดเป็นภาษา ไทยธรรมดาก็ว่า ความที่ไม่มีปัจจัยอะไร ๆ มาปรุงแต่งจิต ให้เป็นอะไร ๆ ได้ ในทุก ๆ กรณี, ไม่ว่าในกรณีใด ไม่ ว่าในกรณีของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็ปรุงแต่งจิต ไม่ได้, ปรุงแต่งจิตให้เป็นกาม ให้เป็นรูป ให้เป็นอรูป โดย
น.11 ๕ หลักใหญ่ ๆ นี้ไม่ได้, หรือจะว่าปรุงแต่งจิตให้รู้สึกรัก รู้สึก เกลียด รู้สึกโกรธ รู้สึกกลัว รู้สึกตื่นเต้น อิจฉาริษยาอาลัย อาวรณ์ต่าง ๆ นานาเหล่านี้ก็ไม่ได้, หรือจะปรุงแต่งให้เกิด ตัณหาใดตัณหาหนึ่งก็ไม่ได้, จะปรุงให้เกิดในภพใดภพหนึ่งก็ ไม่ได้, ปรุงแต่งให้เป็นอย่างใดไม่ได้ทั้งนั้น และไม่ว่าใน กรณีใด ๆ อะไรเป็นทุน เป็นเดิมพันเป็นปัจจัยมีอยู่ในใจ, สิ่งนั้นแหละคอยแต่จะปรุงแต่ง ที่มีประจำอยู่ในสันดาน ก็ เช่น อวิชชา ตัณหา มานะ ทิฏฐิ เหล่านี้มัน มีอยู่ในสันดาน พอได้โอกาส มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะเข้ามาจากข้าง นอก มัน ก็ปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกคิดนึก อย่างใดอย่าง หนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้ทำกรรมต่อไป อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป อีก ยืดยาวต่อ ๆ กันไป. ถ้ามันมีการปรุงแต่งแล้ว มันย่อมจะเกิดของใหม่ เสมอ ไม่เช่นนั้นจะไม่เรียกว่าปรุงแต่งดอก, ถ้ามันมีการปรุง แต่งที่ไหน มันก็จะมีของใหม่เกิดขึ้นที่นั้น, ขอให้เข้าใจไว้ ให้ดี ; เหมือนกับเรา เอาอะไรมารวมกันเข้า แล้วทำให้
น.12 ๖ เกิดสิ่งใหม่ขึ้น กิริยาอันนี้เรียกว่าปรุงแต่ง. จะทำขนม กินสักอย่างก็เอาของหลาย ๆ อย่างมารวมกันแล้วก็ปรุงแต่งจะ ทำน้ำแกงสักหม้อ ก็ต้องเอาของหลาย ๆ อย่างมาใส่รวม ๆ กัน เข้า, แล้วก็ปรุงเข้าด้วยกันคือปรุงแต่ง, จะทำขนมสักอย่าง ก็เอาอะไรหลาย ๆ อย่างมาปรุงกันเข้าแล้วเป็นขนม, กิริยาที่ ของหลายอย่างมาทำให้รวมกันเป็นของใหม่ขึ้นมานี้ เรียกว่า ปรุงแต่ง. ฉะนั้น จิตนี้มันถูกปรุงแต่งให้เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างโน้น อยู่เสมอ, ถ้าหากว่ามันไม่มี อตัมมยตา. ถ้าจิตนั้นมันมือตัมมยตา ก็ไม่มีอะไรจะมาปรุง แต่งมันให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้, มันก็คงที่ คือเป็น อิสระสงบเย็น ไม่เป็นอะไร ไม่เกิดใหม่ ไม่เปลี่ยนแปลงหรือ ไม่อะไรทุก ๆ อย่าง. นี่ เป็นจิตที่หลุดพ้น เป็นจิตที่ลุถึง โลกุตตระ อยู่เหนือโลก เหนือสิ่งที่ปรุงแต่ง, ในโลกนี้เต็ม ไปด้วยสิ่งที่ปรุงแต่ง เดี๋ยวนี้มันก็อยู่เหนือโลก ไม่มีอะไรที่จะ ไปปรุงแต่งมันได้. นั่นแหละคือจิตที่เป็นอิสระหรือเป็น หลุดพ้น.
น.13 ๗ ขอให้สังเกตดู ว่าในโลกนี้มันมีสิ่งที่ปรุงให้จิตรู้สึก อย่างนั้นอย่างนี้เสมอ, ที่รู้จักกันดีกล่าวไว้เป็นหลักเป็นฐานเป็น แบบฉบับ ก็คือว่า มันมีรูปที่มาทางตา, มีเสียง ที่มาทางหู, กลิ่นที่มาทางจมูก, รสที่มาทางลิ้น, โผฏฐัพพะที่มาทาง ผิวกาย, ธัมมารมณ์ที่จะเกิดขึ้นในใจ ทางมโนทวาร, นี่ กล่าวอย่างหยาบ ๆ แต่ทีนี้ใน ๖ อย่างนี้มันมีรายละเอียดมาก มาย ๆ ของที่เลวที่สุดกระทั่งดีที่สุด กระทั่งเหนือดีที่สุดเหนือ ดีพันดีมันก็ยังเป็นที่ตั้งแห่งการปรุงแต่ง ถ้าว่าเราไม่รู้, แม้แต่ พระนิพพาน ที่อยู่เหนือสูงสุดสิ่งใด ๆ เมื่อได้ยินเรื่องนิพพาน ได้ฟังเรื่องนิพพาน ก็เกิดการปรุงแต่งขึ้นในใจ ก็อยากจะ ไปสู่นิพพานนั้น ตามความเข้าใจของตน ๆ ว่า นิพพานนั้น เป็นอย่างไร. บางคนก็เข้าใจว่าเป็นบ้านเป็นเมืองไปอยู่เป็น สุขสนุกสบายรโหฐานเหลือที่จะกล่าว, นิพพานอย่างนี้ก็มี คนเข้าใจ. คราวหนึ่งได้ถามคน ๆ หนึ่ง ว่าอยากไปนิพพานไหม ? เขาก็บอกว่าอยากไปอย่างยิ่ง, อยากไปอย่างยิ่ง ช่วยที แล้วก็ เลยบอกว่า ที่นิพพานนั้นไม่มีรำวงนะ. เขาสั่นหัว ไม่เอา ๆ, ไม่ไป ขอเลิก ไม่ไป, ขอถอน ไม่ต้องการไป, เพราะว่าผู้หญิง
น.14 ๘ คนนี้เขาชอบรำวงเป็นอย่างยิ่ง เขาว่าไปเมืองนิพพานจะได้ รำวงกันให้วิเศษสูงสุด, แต่พอบอกว่าไม่มีรำวงในนิพพาน ก็ขอถอนตัว ไม่ต้องไป. นี่ ดูเถอะว่าแม้แต่ นิพพานเป็นของสูงสุด ขนาดนี้ ยังมาปรุงแต่งจิตที่โง่ให้เคลิบเคลิ้มไปด้วย, ของที่ไม่ถึง นั้นรอง ๆ ลงมา ก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นแล้วก็ปรุง แต่ง, กระทั่งแม้แต่ขี้ฝุ่นสักเม็ดหนึ่ง มันก็ทำให้คนรำคาญ โกรธเคืองเป็นบ้าเป็นหลังก็ได้ ถ้าขี้ฝุ่นมันเข้าตา. โกรธขึ้น มามันก็เป็นยักษ์เป็นมารขึ้นมา เพราะขี้ฝุ่นมันเข้าตา, ไม่ว่า อะไรมันปรุงแต่งให้เกิดของใหม่ เกิดความคิดใหม่, เกิด อารมณ์ใหม่ได้ทั้งนั้น, นับตั้งแต่ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งขึ้นไปถึงพระ- นิพพาน กี่พันอย่าง หมื่นอย่าง แสนอย่างระหว่างนั้น แต่ ละอย่าง ๆ ล้วนแต่ปรุงแต่งได้ทั้งนั้น. เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งจิตได้ เพราะ จิตมีอตัม- มยตา กูไม่เอากับมึง, กูไม่ยอมให้มึงปรุงแต่ง ไม่ยอมให้ปรุง แต่ง ก็ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามการปรุงแต่ง, นี่ตัวอตัมมยตา มันอยู่ที่นี่ อยากจะใช้คำว่ามึงอย่ามาปรุงแต่งกูเลย, พอกัน ที ๆ อย่ามายุ่งกับกูเลย หรือว่ากูไม่เอากับมึงแล้ว ไม่ต้อง
น.15 ๙ มายุ่งกันแล้ว, อย่างนี้ก็ได้, ความหมายทั้งหมดนั้นมัน เป็นอตัมมยตา เลยไม่มีอะไรมารบกวนให้วุ่นวาย ให้รำคาญ ไม่ให้ดีใจไม่ให้เสียใจ, ไม่ให้หัวเราะไม่ให้ร้องไห้ ไม่ให้เป็น สุขไม่ให้เป็นทุกข์ ไม่ให้เป็นอะไรหมดแหละ แต่ปกติอิสระ เยือกเย็น สงบอยู่อย่างเดียว, สงบอยู่อย่างเดียว เพราะไม่ถูก ปรุงแต่งให้ดิ้นรน, นี่ใจความมันมีมากอย่างนี้. ใครจะสรุป เอาความสั้น ๆ ว่าอย่างไรก็ตามใจซิ, ตัวหนังสือก็มีแต่เพียงว่า ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น คือไม่ถูกปรุงขึ้นมาจากสิ่งนั้น เรียกว่าอตัมมยตา, ขอให้รู้จักมันให้ดีที่สุด. รู้จักให้ดีที่สุดหมายความว่ารู้จักทั้งหมดทุกสิ่ง ทุกอย่าง ว่าเรานี้มันถูกปรุงแต่งอยู่ด้วยสิ่งเหล่านั้นตลอด เวลา, เมื่อเราไม่มีอตัมมยตามันก็ปรุงได้ มันก็ปรุงได้ : เดี๋ยว พอใจเดี๋ยวไม่พอใจ, เดี๋ยวพอใจเดี๋ยวไม่พอใจ ต่างๆนานาหลายๆ รูปแบบ, นั่งอยู่ตรงนี้ลมพัดมาเย็นสบาย ก็พอใจ ๆ ปรุงแต่ง เดี๋ยวว่าฝนตกลงมาไม่พอใจก็ขัดใจ แม้แต่ได้ยินเสียงแมลงร้อง นี้ บางทีก็พอใจไม่พอใจ, ได้ยินนกร้องก็พอใจไม่พอใจ, เดี๋ยวมดกัดเดี๋ยวมดกวนนี้ ก็พอใจบ้างไม่พอใจบ้าง. ที่บ้าน ที่เรือน ที่วัดที่ไหนก็ตามเถิด มันมีแต่อะไรที่มากระทบ
น.16 ๑๐ แล้ว ทำให้เกิดความรู้สึก อย่างใดอย่างหนึ่งอันใหม่ขึ้นมา, แล้ว สักครู่มันก็ดับไป, หมดเหตุหมดปัจจัยมันก็ดับไป. เดี๋ยวก็สิ่งอื่นมาอีก หรือมิฉะนั้นมันก็ส่งทะยอยต่อ ๆ ต่อ ๆ กันไป, เป็นการปรุงแต่งต่อ ๆ กันไปก็มี ไม่รู้จักสิ้นสุด เป็นเรื่องเป็นราว, นี่แหละ เพราะความที่ไม่มีอตัมมยตา อย่างเพียงพอ มันจึงถูกปรุง ๆ อยู่เสมอไป. ถ้าให้เกิดความรู้สึก ที่พอใจก็ยินดีหลงใหล พอใจ, ถ้าให้เกิดความรู้สึก ที่ไม่พอใจก็โกรธแค้นขัดเคือง เรียก สั้น ๆ ว่า ยินดียินร้าย, ภาษาบาลีแท้ ๆ เรียกว่า อภิชฌาและ โทมนัส, อภิชฌาก็พอใจหลงใหลรักใคร่, โทมนัสก็ขัดใจ ไม่ ยินดี ไม่อยากจะได้นี่คือยินร้าย, เรียกว่า อภิชฌาและโทมนัส. ถ้าเอา ๒ ตัวนี้ออกเสียได้คนก็สบาย ภาษาเลขก็ว่าบวกและลบ : เป็นบวกก็ชอบใจ, เป็นลบก็ไม่ชอบใจ, ภาษาวิทยาศาสตร์ก็ เป็น positive เป็น negative : เป็นไปในแง่ดีน่ารักน่าพอใจ ก็เรียกว่า positive, เป็นไปในแง่ร้ายไม่น่ารักไม่พอใจก็เรียกว่า negative, หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าดีว่าชั่ว, ว่าบาปว่าบุญนี้มัน ก็มีความหมายที่ปรุงแต่งอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งนั้น. บาปก็ ปรุงให้อย่างบาป วุ่นวายไปอย่างบาป, บุญก็ทำให้วุ่นวาย
น.17 ๑๑ ดิ้นรนไปอย่างบุญ ไม่ได้สงบดอก ดีก็บ้าดี เมาดี หลงดี ชั่วก็ทนทุกข์ทรมานไป ไม่ใช่ความสงบสุข สิ่งที่ดีกว่าจนไม่ เรียกว่าดี เหนือดีขึ้นไปอีก ก็คือความไม่ถูกปรุงแต่งให้ เป็นอะไร, ไม่ถูกปรุงแต่งให้เป็นดีเป็นชั่ว เป็นบุญเป็นบาป. เห็นไหม ? เรื่องของ อตัมมยตา ก็ว่า มัน มีแล้วมัน คุ้มครองไม่ให้ถูกปรุงแต่ง, อะไรๆ จะเข้ามาปรุงแต่ง มันก็ ปรุงแต่งไม่ได้ เพราะอตัมมยตาคุ้มครองเอาไว้ กูไม่เอากับมึง. เรื่องปรุงแต่งทั้งหลายถึงมันจะเข้ามา ผลักออกไป คือไม่รับ ไม่รับเอา ไม่ยอมให้ปรุงแต่ง, ใครจะมาป้อยอสรรเสริญเยิน ยออย่างนั้นอย่างนี้ไม่ทั้งนั้น ใครจะด่าว่านินทาว่าอะไรก็ไม่ ไม่ต้อง ๆ ไม่มีอะไรไม่มีความหมายอะไร, นี่ เรียกว่า ไม่ ถูกปรุงแต่งอย่างยิ่งก็สบายดี. เดี๋ยวนี้ อะไร ๆ มันก็มักจะปรุงแต่งได้ไปเสียทั้ง นั้น แม้แต่จะปรุงแต่งให้เกลียดมันก็เกลียด แล้วมันก็เดือด ร้อนเอง ไม่ใช่ใครเดือดร้อน, มีสิ่งมาปรุงแต่งให้โกรธ มัน ก็โกรธเอง แล้วก็เดือดร้อนเอง ไม่ใช่ใครเขาเดือดร้อน, มีสิ่งมาปรุงแต่งให้หลงก็หลงไป จะทำการทำงานสักหน่อยก็
น.18 ๑๒ ไปหลงกับอบายมุข กามารมณ์อะไรหลงไปเสียเลย ทำอะไรดี ไม่ได้นี่, เพราะมันถูกปรุงแต่งอย่างนี้ จึงก้าวหน้าเจริญแม้ ในทางโลกนี้ก็ไม่ได้ เพราะมันมีสิ่งมายั่วมาปรุงให้เหออกนอก ทางให้เถลไถลออกไปนอกทางมันก็ดีไม่ได้. ถ้าเราบังคับไว้ ในความถูกต้องได้ ให้ปรุงแต่งไม่ได้ ให้มันถูกต้องอยู่เสมอ ให้มันปกติอยู่เสมอ ก็สบายดีเจริญดีเป็นสุขด้วย. เอาละ นี่ ประโยชน์อานิสงส์ของอตัมมยตา ว่าจำ เป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี ; แม้แต่ว่ายุงจะมาตอมข้างหูก็ไม่ รำคาญดอก, มดจะมากัดสักตัวหนึ่งก็ไม่รำคาญดอก, มัน ไม่มีอะไรที่จะต้องไปวุ่นวายกับมัน ถ้ามือตัมมยตามันเฉยได้ มันปกติได้ สบายไหมไปลองคิดดู. สหายของอตัมมยตา. ทีนี้ก็จะพูดถึงเพื่อนเกลอของอตัมมยตา เพื่อนเกลอ ที่ ๑ ก็จะยก อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง มันมีเหตุ ปัจจัยปรุงแต่งอยู่ทั้งนั้น นอกจากพระนิพพานหรืออสังขตะ มันก็ไม่เที่ยงอยู่ตลอดเวลา, แต่เข้าใจว่าน่ารักน่าพอใจไปหลง
น.19 ๑๓ ว่าเที่ยง ก็หลงใหลในของที่ไม่เที่ยง. เมื่อของที่ไม่เที่ยงมัน ไม่ฟังเสียง มันก็ทำความเจ็บปวดให้แก่คนนั้น มันก็เป็นทุกข์ ถ้าเห็นความไม่เที่ยงมันก็ไม่หลงใหลในสิ่งที่ไม่เที่ยง มันก็ไม่ เกิดเรื่องเหล่านี้. ที่ ๒ ทุกขตา มันมาจากความที่มันไม่เที่ยง มัน ไม่ได้อย่างใจเรา, บังคับมันไม่ได้ มันก็เป็นทุกข์ ต้อง อยู่กับสิ่งที่ไม่เที่ยง นั่นแหละคือตัวความทุกข์, เราถอยออก ไปไม่ได้เพราะเรายึดมั่นถือมั่นมัน. เราอยู่กับสิ่งที่ไม่เที่ยง มันก็ต้องเป็นทุกข์, อยู่ด้วยกันอย่างลำบากที่สุดแหละกับสิ่งที่ ไม่เที่ยง มันก็ต้องเป็นทุกข์, ยิ่งรักมากมันก็ยิ่งเป็นทุกข์มาก ยิ่งยึดมั่นถือมั่นมากก็ยิ่งเป็นทุกข์มาก, ถ้าเห็นว่าสิ่งที่ไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ ก็ไม่ไปยุ่งกับสิ่งที่เป็นทุกข์ ไม่ต้องเอามาเป็น ทุกข์, ก็เห็นว่าเป็นทุกข์ มันก็เลยไม่ต้องเอามาประกอบกัน เข้ากับเราให้มันเป็นทุกข์, ไม่เอามาประกอบกันเข้ากับจิต. แต่เรามักจะพูดกันว่าเรา ๆ พูดว่าเรา ๆ ก็ขอให้รู้เถอะว่า พูดหมายถึงจิต, ไม่เอามาประกอบกันเข้ากับเรา ก็คือว่า ไม่เอามาประกอบกันเข้ากับจิต และ จิตก็ไม่เป็นทุกข์, แล้ว
น.20 ๑๔ เราพูดว่าเราไม่เป็นทุกข์ ภาษาคนโง่พูดก็พูดว่าเรา ภาษาคน ไม่โง่พูดก็พูดว่าจิต มันก็สิ่งเดียวกันในภาษาพูด. ที่ ๓ อนัตตตา ความที่มันไม่มีตัวตน ไม่เป็นตัวตน ไม่ใช่ตัวตน นี้ก็พูดกันมามากแล้ว ถ้าว่า มีอัตตาอย่างโง่ อย่างหลง อย่างนี้ก็ เรียกว่ามีอัตตา, ถ้าว่า ไม่มีอะไรเสีย เลย ก็เรียกว่านิรัตตา, นี่มันผิดทั้ง ๒ อย่างแหละ. พูดว่า อัตตา ๆ มันก็ผิด เพราะมันไม่ใช่อัตตา. พูดว่า นิรัตตา ไม่มีอะไรเสียเลย มัน ก็ไม่ถูก เพราะมันมีสิ่งที่เราเรียกว่า อัตตา, เรารู้สึกอยู่ว่าอัตตา พูดว่าอัตตา. ที่ถูก เราต้อง อยู่ตรงกลาง ตรงกลาง ว่า มีอัตตาซึ่งมิใช่อัตตา. มีสิ่งที่ ปากเราพูดหรือใจ เราคิดว่าเป็นอัตตา แต่มันมิใช่อัตตา, นั้นเรียกว่าอนัตตา, อนัตตา - ไม่มีสิ่งที่เป็นอัตตา มันไม่ใช่ อัตตา, มันจึงไม่มีสิ่งซึ่งเป็นอัตตา ไม่มีอัตตาก็พูดได้, เพราะ ไม่มีสิ่งที่เป็นอัตตา. แต่ถ้าพูดว่าไม่ใช่อัตตานี้มันถูกกว่า มัน ฟังง่ายกว่า, มันไม่ใช่อัตตา มันมีเยอะแยะไปเลย แวดล้อม อยู่ทั้งข้างนอกข้างใน แต่มันมิใช่อัตตา, มิใช่อัตตานั้นเรา เรียกว่าอนัตตา. ถ้าเห็นอนัตตาก็สบาย, ไม่ไปหลงรักอะไร ไม่ไปยึดมั่นอะไร มันก็ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้. การที่มัน จะ
น.21 ๑๕ ปรุงแต่งเราได้ ก็เพราะเราไปหลงรักไปยึดมั่นด้วย อุปาทาน, เข้าใจผิดเป็นอัตตา ก็อยากจะได้ขึ้นมาเป็นของ ตน, นั่นแหละความโง่ โอกาสแห่งความโง่ที่ทำให้ถูกปรุงแต่ง, ขอให้ระวังให้ดี. ที่ ๔ ธัมมัฏฐิตตตา เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตั้งอยู่ ตามกฎของธรรมชาติ, และเป็นธรรมดา, เป็นธรรมดา ตาม ธรรมชาติ ตามธรรมดา มันตั้งอยู่ตามธรรมชาติโดยกฎของ ธรรมชาติ, นี้เรียกว่าเป็นธรรมดา. เราจะไปบิดผันให้มันเป็น อย่างอื่นไม่ได้ดอกมันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ จนเป็น ธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง, อย่างนี้เรียกว่าธัมมัฏฐิตตตา. เนื่องไปถึงอันที่ ๕ ว่า ธัมมนิยามตา ความที่มัน มีกฎธรรมชาติบังคับอยู่, มีกฎของธรรมชาติบังคับอยู่ เช่น มันต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย, มันต้องไม่เที่ยง มัน ต้องเป็นทุกข์เป็นอนัตตา, เหล่านี้เรียกว่ากฎของธรรมชาติ บังคับอยู่. ความที่มีกฎของธรรมชาติบังคับอยู่นี้ เราเรียกว่า ธัมมนิยามตา ธัมมนิยามตา มีกฎของธรรมชาติบังคับอยู่.
น.22 ๑๖ ทีนี้ ก็มาถึงอันที่ ๖ เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ความ มีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น, นี่ก็คือการที่ต้องเป็นไป ตามปัจจัยที่เข้ามาปรุงแต่ง. สิ่งใดมีปัจจัยสิ่งนั้นต้องเป็นไป ตามปัจจัยที่ปรุงแต่ง เป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นไป ตามปัจจัยที่ปรุงแต่ง มีปัจจัยอย่างใด, ผลจะเกิดขึ้นโดยสมควร แก่ปัจจัยนั้น ๆ มีปัจจัยแห่งความเกิดก็เกิด มีปัจจัยแห่ง ความแก่ก็แก่, มีปัจจัยแห่งความเจ็บก็เจ็บ, มีปัจจัยแห่งความ ตายก็ตาย, มีปัจจัยแห่งการได้ก็ได้, มีปัจจัยแห่งการเสียก็เสีย นี่ไปตามเหตุตามปัจจัยนี้ ทุกอย่างจะเป็นไปตามปัจจัย เพราะฉะนั้น อย่าได้เป็นทุกข์เป็นร้อนอะไรให้มากนัก, จะแก้ไขก็แก้ไขไป โดยที่ไม่ต้องเป็นทุกข์, เห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นไปตามปัจจัย. ถ้าไม่อยาก ให้เป็นทุกข์มากก็แก้ไขไปตามเรื่อง, อย่าไปเห็นว่าเป็นของ แปลกประหลาด หรือแก้ไขไม่ได้ ไปกลัวเสียจนไม่รู้จะทำ อะไร อย่างนี้ใช้ไม่ได้. ทีนี้ ต่อไปอันที่ ๗ ก็เรียกว่าสุญญตา สุญญตา ว่างจากตัวตน, ไม่ใช่ว่างไม่มีอะไรเลย. เขาเอาไปพูดผิด ๆ เขาเอาไปล้อกันเล่น ว่างไม่ได้. ที่จริงมันว่างได้ ทุกอย่างมันมี
น.23 ๑๗ เยอะแยะ แต่มันไม่ใช่ตัวตน ทั้งโลก, ทั้งโลกนี้ไม่มี ตัวตนหรือของตน, มันว่างจากตัวตนหรือของตน. จิตนี้ มันก็ว่างได้ ถ้ามันไม่มีความรู้สึกว่าตัวตนหรือของตน, เมื่อใดจิตมีความรู้สึกว่าตัวตนว่าของตน จิตนี้ก็ไม่ว่าง เพราะมันเต็มอยู่ด้วยก้อน ๆ เป็นตัวเป็นตนเป็นก้อน เป็นตัว นั้น มันไม่ว่าง. ถ้าอันนั้นไม่มีมันก็ว่าง จิตรู้สึกคิดนึกอย่าง อื่นก็ได้ แต่อย่ามีตัวตน, ถ้ามีตัวตนมันไม่ว่าง. ถ้ามีตัวตน แล้วมันก็ไม่ว่าง, ถ้าไม่มีตัวตนแล้วมันก็ว่าง. คำว่า จิตว่าง จิตว่างนี้ จิตปราศจากความรู้สึกที่ อึดอัด อยู่ด้วยความรู้สึกว่าตัวกูว่าของกู, ถ้าในจิตมีความ รู้สึกว่าตัวกว่าของกู ก็เป็นจิตที่ไม่ว่าง, มันเต็มไปด้วยความ มืด ความเดือดพล่าน ความโง่ ความหลง ความรัก ความ โกรธ ความอะไรก็ตาม เป็นตัวกู-ของกู. พอไม่มีความ รู้สึกประเภทนี้ก็เรียกว่าจิตมันว่าง คือมัน ว่างจากตัวกู, ไม่ใช่ว่าจะว่างจากความคิดโดยประการทั้งปวง, ความคิด ความนึกก็มีได้, ขอแต่อย่าเป็นความคิดชนิดตัวกู-ของกู อย่างนี้ก็เรียกว่าจิตว่าง. จิตมันต้องมีความรู้สึกคิดนึกรู้สึก มันอยู่นิ่งไม่ได้ แต่ถ้าพอเมื่อใดมันมีความคิดเป็นตัวกู-ของกู
น.24 ๑๘ เมื่อนั้นเรียกว่าไม่ว่างแล้ว วุ่นที่สุดแล้ว ถ้าเป็นความคิดอย่าง อื่นก็ไม่วุ่นดอก ก็ไม่วุ่นดอก คือยังว่างอยู่. สุญญตา-ความว่างจากตัวตนในสิ่งทั้งปวง มองให้ เห็นเถิด ก็จะไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งเหล่านั้นโดยความเป็นตัวตน ก็ไม่เกิดปัญหา คือว่ามันไม่รักอะไร ไม่เกลียดอะไร ไม่โกรธ อะไร ไม่กลัวอะไร ไม่ตื่นเต้นในอะไร ไม่อิจฉาริษยาอะไร ไม่อาลัยอาวรณ์อะไรนั่นแหละผลของความที่มันว่างจากตัวตน. ทีนี้ก็มาถึง ที่ ๘. ตถาตา ตถาตามัน เป็นเช่นนั้นเอง, มันเป็นเช่นนั้นเอง มีเหตุปัจจัยก็ต้องเป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัย, ถ้าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ก็ไม่ต้องเป็นไปตามอะไร. สิ่งที่เป็นสังขตธรรม ก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย, สิ่งที่ เป็นอสังขตธรรม ก็ไม่ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย, มันเป็นเช่นนั้นเอง, มันเป็นเช่นนั้นเอง : กิริยาที่มันปรุงแต่ง กัน มันก็เป็นเช่นนั้นเอง : อวิชชาให้เกิดสังขาร, สังขารให้ เกิดวิญญาณ, วิญญาณให้เกิดนามรูป, นามรูปให้เกิดอายตนะ, อายตนะให้เกิดผัสสะ, ผัสสะให้เกิดเวทนา, เกิดตัณหาอุปาทาน, มันเป็นเช่นนั้นเอง, มันเป็นเช่นนั้นเอง. ถ้าเรา ไม่ อยากจะเป็นทุกข์ ก็อย่าเข้าไปในตัวเช่นนั้นเองที่เป็น
น.25 ๑๙ ทุกข์, ไปในตัวเช่นนั้นเองที่ไม่เป็นทุกข์ มันมีอยู่เช่นนั้น เองมันมีทั้ง ๒ ฝ่าย; ฝ่ายเป็นทุกข์ก็ได้, ฝ่ายไม่เป็นทุกข์ ก็ได้. ในที่สุด เมื่อเห็นทั้งหมดนี้แล้ว อตัมมยตามันก็ เกิดขึ้นมาได้โดยง่าย เกิด ความรู้สึกว่า โอ้ ไม่เอากับมัน, ไม่เอากับมัน, ไม่ยอมให้มันมาปรุงแต่ง, ไม่ยอมให้มันมาเกี่ยว ข้อง ไม่ยอมให้มันมากระตุ้นหนุนส่งอะไร, อยากจะอยู่เป็น อิสระ. นื้อตัมมยตามีสหายแยะ มีสหายที่ ช่วยให้เข้าใจ ให้รู้จักสิ่งทั้งปวง, ให้รู้จักดำรงอยู่ในลักษณะที่ไม่เป็นทุกข์ หรือว่าช่วยให้เกิดความรู้ที่เป็นอตัมมยตาขึ้นมาได้โดยง่าย, ว่า มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สุญญตา ตถาตาเป็นต้น. ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ต้องการให้มันปรุง ไม่อยากให้เกี่ยวข้องกัน ไม่ อยากจะให้มีการปรุง, มันก็เกิดอตัมมยตาขึ้นมาได้. ผู้ใดอยากมือตัมมยตาเป็นเครื่องช่วยดับทุกข์ ก็จง รู้จักสหาย สหายธรรมหรือธรรมสหายของอตัมมยตานี้ ให้เพียงพอ, ให้เพียงพอ อตัมมยตาก็จะเกิดขึ้นมาแล้วก็จะ เจริญ จะรุ่งเรือง จะชัดเจน จะมั่นคง จะมีกำลังเต็มที่ มัน ก็ไม่เกิดความทุกข์, นี่สหายธรรมของอตัมมยตา.
น.26 ๒๐ สหายที่เป็นปัจจัย. ทีนี้ก็จะดูกันให้ละเอียดลออยิ่งขึ้นไปอีก ก็ดูกันเป็น แง่ๆ มุม ๆ ไปก็ได้ สหายอย่างที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุน ปัจจัย เกื้อหนุนให้เกิดขึ้นมาโดยตรง อย่างนี้ก็ คือการปฏิบัติ สติปัฏฐานหรืออานาปานสติ, ปฏิบัติสติปัฏฐานหรือ อานาปานสติ ก็จะเห็นแจ้งอตัมมยตา ก็จะเห็นข้าศึกของ อตัมมยตา ก็จะเห็นอุบายหรือว่าสหายของอตัมมยตา, เจริญ อานาปานสติ ข้อธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานให้มาก, หรือ ว่าญาณใด ๆ ที่ทำให้เห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่น ทำให้ เห็นว่าไม่น่ายึดมั่นถือมั่น ทำให้เกิดความรู้สึกไม่อยากจะ เกี่ยวข้องกับมัน, ทั้งหมดนี้มันเป็นปัจจัยแก่อตัมมยตา คือ ทำให้มีขึ้นมาหรือให้ยิ่งขึ้นไป มีขึ้นมาแต่น้อย ๆ แล้วก็ทำให้ มันยิ่งขึ้นไป จนกว่าจะเต็มรูปแบบ. ธรรมะเหล่านี้เป็นปัจจัย แก่อตัมมยตา. สหายที่เป็นไวพจน์แก่กัน. ทีนี้ก็จะดูว่า เป็น สหายอย่างที่เป็นไวพจน์ของกัน และกัน คือเป็นชื่อเรียกแทนกันได้กับอตัมมยตา อย่างคำว่า
น.27 ๒๑ สังขารุเบกขาญาณในวิปัสสนาญาณ ๙; เมื่อได้เจริญ วิปัสสนาญาณมาจนถึงสังขารุเบกขาญาณ อันเป็นเหตุให้วาง เฉยได้ในสังขารทั้งปวง นั้นก็เป็นอตัมมยตา. คำแทนชื่อ ไวพจน์แทนชื่อแทนกันได้ของอตัมมยตา มันเฉยได้ในสังขาร ทั้งปวง หรือว่าสูงขึ้นไปกว่านั้นนิดหนึ่ง, เป็นสัจจานุโล- มิกญาณ. เดี๋ยวนี้พร้อมที่จะรู้อริยสัจจ์แล้ว อันนี้ก็คือ อตัมมยตาที่สุกงอมยิ่งขึ้นไปอีก, อตัมมยตาที่แก่กล้ายิ่งขึ้น ไปอีก จนพร้อมที่จะรู้อริยสัจจ์ แม้ว่า ในอาสวักขยญาณ ญาณที่ทำให้สิ้นอาสวะ มันก็คือตัวอตัมมยตา แทนชื่อ อตัมมยตาได้, เมื่ออะไรปรุงแต่งไม่ได้, มันก็สิ้นอาสวะ เป็น เรื่องเดียวกัน. อาสวักขยญาณนี้ก็เป็นไวพจน์ของอตัมมยตา. สหายธัมมสโมธาน. เอ้า ทีนี้จะดูอย่าง ธัมมสโมธาน กันบ้าง คือ พลอย มีอยู่ด้วยกัน ร่วมด้วยกัน ; ถ้าเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่าย ขึ้นมา เมื่อปฏิบัติไตรสิกขาสมบูรณ์, มีสมถะและ วิปัสสนาสมบูรณ์, หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งก็ว่า มีมรรคมี องค์ ๘ สมบูรณ์, ในนั้นมือตัมมยตา มีสิ่งที่แทนชื่อกัน
น.28 ๒ ๒ ได้มากมายหลายอย่าง, จะเรียกว่านิพพิทาก็ได้ในสิ่งนั้นก็มี นิพพิทา จะเรียกว่า วิราคะ ก็ได้ ในนั้นมีวิราคะ จะเรียกว่า วิมุตติ ก็ได้ ในนั้นมีวิมุตติ, นี้มันพลอยรวมอยู่ด้วยกัน ใน สิ่งที่ทำขึ้นด้วยความมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง, แม้เพียงอย่าง เดียวก็มีธรรมะอย่างอื่นพลอยสมทบร่วมเข้ามาด้วย. ในการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา สมถะ วิปัสสนา นั่นแหละ ในนั้นมีอะไรเยอะแยะไปหมด ที่พลอยร่วมเข้ามา ด้วย ในฐานะเป็นธัมมสโมธาน, แล้ว ก็มือตัมมยตาด้วย, ในการเลื่อนชั้นของวิปัสสนาญาณ ก็มีอตัมมยตาทุกขั้นตอน, ในการเลื่อนชั้นของสมถะง่าย ๆ ต่ำ ๆ มันก็มือตัมมยตาทุกขั้น ตอน ในการที่จะเลื่อนชั้นของศีล ศีลสูงขึ้นไปเป็นลำดับ ๆ มัน ก็มือตัมมยตาทุกขั้นตอน, มันรวมอยู่ในการปฏิบัติที่ ถูกต้องของพรหมจรรย์. นี่ท่านสังเกตดูว่า อตัมมยตานี้มันมีอะไร ๆ โดยตรง บ้าง โดยอ้อมบ้าง รวมเนื่องกันอยู่ส่งเสริมกันอยู่ เกิดด้วย กัน เกิดข้างหน้ากัน เกิดข้างหลังกัน ห้อมล้อมกันอยู่, อะไร ก็ได้ทั้งนั้น ในฐานะที่เป็นปัจจัย ก็แล้วกัน เรียกว่าสหาย
น.29 ๒ ๓ ของอตัมมยตา. ฉะนั้น เราจะต้องปฏิบัติธรรมบางอย่าง ช่วย ๆ อตัมมยตาจึงจะแก่กล้า, นี้เป็นอตัมมยตาสหาย, สหาย อตัมมยตา. บุคคลมีอตัมมยตา เรียกว่ามีชื่อทำนองอตัมมโย. อตัมมโย คือ พระอรหันต์. เอ้า ที่นี้เรื่องธรรมะหมดไปแล้ว ก็พูดถึงบุคคล บุคคลผู้มือตัมมยตา, ผู้ใดมีอตัมมยตา ผู้นั้นได้นามว่า อตัมมโย อตัมมโยคือผู้มีอตัมมยตา. ถ้าเป็นธรรมะเรียก ว่า อตัมมยตา, ถ้าเป็นบุคคลเรียกว่าอตัมมโย อตัมมโย, นี่ อตัมมโย, นี่จำไว้ด้วย จำไว้เป็นคู่ เป็นคู่กันกับอตัมมยตา. อตัมมยตาก็ฟังแปลกหูอยู่แล้ว, อตัมมโยมันแปลกหูต่อไปอีก แต่ก็คือผู้ที่มือตัมมยตานั่นเอง. ผู้ใดมีธรรมะชื่ออตัมมยตา ผู้นั้นเป็นอตัมมโย , จะน้อย ๆ ก็ยังน้อย ๆ ถ้าเต็มที่ก็เป็น พระอรหันต์. ฉะนั้น อตัมมโย อตัมมโย คือพระอรหันต์ แปลว่าผู้ที่ปัจจัยอะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้ในธรรมทั้งปวง ใน สิ่งทุกสิ่ง อะไร ๆ มาปรุงแต่งไม่ได้ในทุก ๆ กรณี, นั่นแหละ เป็นอตัมมโย เป็นพระอรหันต์ ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งจิตของ
น.30 ๒๔ พระอรหันต์ให้หวั่นไหวไปในทางไหน มันคงที่ คือว่างจาก ตัวตน หลุดพ้นจากตัวตนอยู่เป็นปกติ, ไม่มีอะไรมาปรุงแต่ง ให้ขุ่นมัวหวั่นไหว โยกโคลงขึ้นมาได้, นี้เรียกว่า อตัมมโย บุคคลผู้มีอตัมมยตาก็เรียกว่าอตัมมโย. ที่นี้ บุคคลที่มีคุณธรรมเป็นอตัมมยตาหรืออย่าง อื่นก็ได้ ก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเรียกไปอีกอย่างหนึ่ง, แต่ก็ หมายความอย่างเดียวกัน เช่นว่า อนุปาทิเสสะบุคคล, อนุปาทิเสสะบุคคล ก็คือบุคคลที่เป็นพระอรหันต์, มีอุปาทิ หมด ดับไม่มีเหลือ ไม่มีอุปาทิเหลือ ไม่มีอุปาทิเหลือสำหรับ จะให้เกิดความยินดียินร้าย ถ้าอุปาทิยังเหลือ จะเกิดความ ยินดียินร้าย แล้วจะเกิดตัณหาต่อไปจากความยินดียินร้าย นี่ คือผู้มีอุปาทิเหลือ, ถ้าไม่มีอุปาทิเหลือก็ไม่เกิด ก็ไม่เกิด เรียกว่า อนุปาทิเสสะบุคคล, คือพระอรหันต์. ถ้ามี อุปาทิเหลือก็ได้แก่พระโสดาบัน ๓ พวก พระสกิทาคา ๑ พวก พระอนาคามี ๕ พวก รวมเป็น ๙ พวก นี้เรียกว่า สอุปาทิ- เสสะบุคคลมีอุปาทิเหลือยังไม่ถึงที่สุดแห่งอตัมมยตา แม้ว่าจะ มีส่วนน้อย ๆ เลื่อนขึ้นมาตามลำดับ ก็ยังไม่มีอตัมมยตาเต็มตาม
น.31 ๒๕ ความหมาย, ต่อเมื่อเป็นอนุปาทิเสสะบุคคลเท่านั้น จะมี อตัมมยตาเต็มตามความหมาย. เกพลี, อทโส, ตาที. เอ้า ทีนี้มีบุคคลชื่อแปลกเรียกว่า เกพลี เกพลี- ผู้มี ไกวัลย์ ผู้ถึงไกวัลย์ นี้ก็คือพระอรหันต์, ภาษาบาลีเรียกว่า เกพลี เกพลี มีทุกสิ่ง ถึงทุกสิ่ง รู้ทุกสิ่ง เข้าใจทุกสิ่ง. มี อำนาจเหนือสิ่งทุกสิ่ง ครอบงำหมด เรียกว่าเกพลี, คำนี้มัน ก็เป็นความหมายของพระเป็นเจ้า ของฝ่ายที่ถือพระเป็นเจ้า, แต่เราไม่เรียกพระเป็นเจ้าชนิดนั้น เราเรียกว่าพระอรหันต์ นี้เป็นเกพลี รู้ทั้งหมด ควบคุมทั้งหมด มีอำนาจทั้งหมด มีอยู่ในที่ทั้งปวง เป็นเกพลี ก็คือไวพจน์ของอตัมมโย. อทโส คำนี้แปลก แปลว่าไม่มีเงื่อนต่อ, อทโส อทโส ไม่ใช่แปลว่าไม่มีสิบ ถ้าแปลผิด ๆ ก็แปลว่าไม่มีสิบ, อะ แปลว่าไม่ ทโส แปลว่าสิบ แต่ทโส ทโส ในที่นี้แปลว่า เงื่อนต่อสำหรับต่อ ๆไป มันคำเดียวกับที่บ้านเราเรียกว่าด้าย ชายพึม หรืออะไรฟืมที่เขาเหลือไว้สำหรับต่อแล้วทอหูกครั้ง
น.32 ๒๖ หลัง ๆ เมื่อทอหูกครั้งนี้เสร็จแล้ว ก็ตัดผ้าออกไปแล้วก็เหลือ ด้ายชายพึมไว้ จะทอทีหลังก็เอามาต่อด้วยแต่ละเส้น ๆ นั้น แล้วก็ทำเป็นหูกต่อขึ้นมาใหม่ ด้านนี้ด้านชายพึมที่เหลืออยู่นี้ คือทโส ไม่มีด้ายชายพึมเหลือนั่นแหละคือพระอรหันต์, นั่นแหละ คืออตัมมโย ไม่มีชายพึมเหลือสำหรับทอหูก อีกต่อไป คือเลิกทอหูกนั่นแหละ นี่เรียกว่าผู้ไม่มีด้ายชาย พึมเหลือ. ทีนี้คำต่อไปว่า ตาที ตาที ตาทีนี้ แปลว่าคงที่, คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้, จะเรียกว่าตาทิก็ได้ ตาทีก็ได้ แปลว่ามันคงที่ อะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้ ถ้ามีอะไร ปรุงแต่งได้ก็ไม่ใช่ตาที. พระอรหันต์เป็นตาที คงที่ไม่มี อะไรปรุงแต่งได้ เพราะท่านมือตัมมยตา. ปารคู, พาหิตะปาโป, สุคโต. ทีนี้ชื่อต่อไปก็คำว่า ปารดู, ปารดู ถึงฝั่งโน้น ปีรัง -ฝั่งนี้ ปารัง-ฝั่งโน้น ปารดู-ผู้ถึงฝั่งโน้น ฝั่งที่ไม่มีปัญหา ไม่มีอะไรที่จะต้องทำ มันหมดหน้าที่ หมดการงานที่จะต้อง ทำ, ถึงฝั่งโน้นแล้ว ถ้ายังอยู่ฝั่งนี้ วิ่งเลาะอยู่ตามฝั่งนี้ ก็มี
น.33 ๒๗ ปัญหามีความทุกข์มีอะไรมาก. พอออกไปเสียได้จากฝั่งนี้อัน ยุ่งยากนี้ ถึงฝั่งโน้น ก็ไม่มีอะไรจะต้องทำ เรียกว่าปารดู. พูดถึงฝั่งนอกแห่งวัฏฏะ วัฏฏสงสาร ก็คือนอกวัฏฏสงสาร, ถ้ายังอยู่ในวัฏฏสงสาร ก็ยังยุ่งอยู่ด้วยเรื่องต่าง ๆ นานาสารพัด อย่าง พอออกไปเสียได้จากวัฏฏสงสาร เป็นฝั่งนอกก็ไม่มี เรื่อง. นี้ก็เป็นคนหมดเรื่อง พอหมดเรื่องก็คงที่ คือไม่ เปลี่ยนแปลงเรียกว่าตาที. ทีนี้อีกชื่อหนึ่งเรียกว่า พาหิตะปาโป, พาหิตะปาปะ พาหิตะปาโป แปลว่า มีบาปอันลอยเสียแล้ว. คำนี้ เป็นคำนอกศาสนาพุทธ เป็นของศาสนาอื่นที่มีอยู่ก่อนพุทธ หรือพร้อมพุทธ. คำว่าลอยบาปเสียแล้ว เขาลอยบาปกันด้วย อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ในแม่น้ำบ้าง บูชายัญบ้าง ทำอะไรต่าง ๆ นานาเรียกว่าลอยบาป, แต่ในพุทธศาสนานี้ยืมคำมาใช้ แต่ หมายถึง ปฏิบัติครบถ้วนถูกต้อง ๑๐ ประการ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ ๑๐ สัมมานี้มีเมื่อใด บาปไม่มีเหลือ, ล้าง บาป ลอยบาปหมดไม่มีเหลือ พาหิตะปาโป เพราะมือตัมมยตา
น.34 ๒๘ บาปเกิดไม่ได้เข้ามาไม่ได้ต้องออกไปหมด เป็นเครื่องลอย บาปอยู่ในตัวอตัมมยตานั้นเอง. ขอให้เห็นประโยชน์ อานิสงส์ของอตัมมยตา. สุคโต สุคโต ไปดี ไปดีก็ไปจากกามธาตุไปสู่รูป ธาตุ, จากรูปธาตุไปสู่อรูปธาตุนิโรธธาตุ นั่นแหละคือไปดี ๆ ไปจบสิ้นสุดของธาตุทุกธาตุ ของภพทุกภพ ของชาติทุกชนิด, นี้เรียกว่าสุดโต สุคโต ไปดี คือไปจนถึงที่สุด, ที่สุดแห่งความ ทุกข์ มันก็อยู่เหนือ เหนือกรรม เหนือภพ เหนือวัฏฏะ เหนืออะไรหมด, นี้ก็เรียกว่าไปดี ไปดี ก็ไปถึงที่นั่น. . . . . . . . . . เอ้า, สรุปความเรียกว่าอรหันโต อรหันตะ อรหันต์, พระอรหันต์นี่ ไกลจากความทุกข์, หยุดวงล้อหมุนเสียได้, หยุดกงล้อที่มันหมุนเสียได้ ทำให้กงล้อวงกลม ๆ แตกกระจาย ไม่กลม หมุนไม่ได้, นั่นแหละคือพระอรหันต์ หักวงจักรเสีย ได้ หมุนไม่ได้อีกต่อไป, นี้ก็ความหมายหนึ่ง, หรือว่าอยู่ไกล ไกลจากกิเลสและความทุกข์ จากการปรุงแต่ง เพราะมี อตัมมยตาเป็นเครื่องกำกับไว้, ป้องกันไว้ ควบคุมไว้ มันก็
น.35 ๒๙ ไม่มีการปรุงแต่ง ก็เหนือความทุกข์ เหนือการปรุงแต่ง เรียก ว่าไกลจากกิเลส ไกลจากความทุกข์. นี่ ฟังดูให้ดี ๆ ว่า ไวพจน์ของอตัมมโยก็มีมาก คือผู้ที่มี อุปาทิดับไม่มีเหลือ เป็น เกพลี -ถึงสิ่งทั้งปวง, อทโส- ไม่มีชายฟืมสำหรับต่อด้ายอีก ตาที- คงที่, ปารคู ถึงฝั่งนอกโน้น พาหิตะปาโป- ลอยบาปเสียหมดสิ้น สุคโต - ไปดีแล้ว นี่ไวพจน์ของอตัมมโย คือผู้มีอตัมมยตา. ผู้มี อตัมมยตาเรียกว่าอตัมมโย. อตัมมโยคำนี้มีไวพจน์ชื่อเรียก ได้อีกหลายอย่าง ต่อหลายอย่าง รู้จักกันไว้. นี่ก็ สหาย ของอตัมมยตา ในฐานะที่เป็นสหายของผู้ที่ได้อตัมมยตา มี อตัมมยตาคืออตัมมโย. อาตมาได้กล่าวแล้วทั้ง สหายของอตัมมยตาโดย ตรง และสหายของผู้มือตัมมยตาโดยอ้อม น่าอัศจรรย์ น่าอัศจรรย์, ความที่มีจิตอันอะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้สั้น ๆ ก็ว่า อย่างนี้. คนธรรมดามีจิตใจที่อะไรเข้าไปปรุงแต่งได้ ผู้มี อตัมมยตามีจิตชนิดที่อะไร ๆ ปรุงแต่งจิตนั้นไม่ได้อีกต่อไป, จะจดสั้นๆ ก็ว่า ผู้ที่มีจิตอะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป,
น.36 ๓๐ นั่นแหละคือผู้มือตัมมยตา สหายของอตัมมยตาก็คือธรรมะ ที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน ร่วมกัน ส่งเสริมกัน, สหายของผู้มี อตัมมยตา ก็คือผู้ที่หลุดพ้นแล้วโดยประการทั้งปวง. แสดงมาทั้ง สหายของอตัมมยตา และ สหายของ อตัมมโย โดยสมควรแก่เวลา โดยการที่กลัวว่าฝนมันจะ ตกลงมา เพราะฉะนั้นวันนี้ก็จบเร็วหน่อย. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ ไว้ด้วยความสมควรแก่ เวลาเพียงเท่านี้ เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลายสวดบทพระ- ธรรมในคณสาธยาย ส่งเสริมให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติ ธรรมะ เพื่อบรรลุถึงอตัมมยตาอีกต่อไป ณ กาลบัดนี้.
น.37 อตัมมยตา กับปัญหาของมนุษย์ยุคปรมาณู ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาฬหบูชา เป็น ครั้งที่ ๑๑ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่องอตัมมยตา ต่อไป ตามเดิม. บางคนอาจจะคิดว่า เรื่องอตัมมยตาขึ้นสมองเสีย แล้วกระมัง, แต่ก็ไม่เป็นไร ถ้ามันยังมีประโยชน์ ก็ยังพูดกัน ต่อไปอีกสักครั้ง ๒ ครั้ง มีหัวข้อที่จะพูดในวันนี้ว่า อตัมมยตา กับปัญหาแห่งมนุษย์ยุคปรมาณู. อตัมมยตากับปัญหาแห่งมนุษย์ยุคปรมาณู ดูเรื่อง มันก็ออกไปนอกวัด คือไปพิจารณาถึงเรื่องของโลกทั้งโลก หรือทั้งจักรวาล, ข้อนี้มันจำเป็นที่จะต้องพูด อย่าเห็นว่าเป็น ๓๑
น.38 ๓๒ เรื่องนอกเรื่อง, อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องชนิดที่อ้อมค้อม, มัน เป็นเรื่องตรง ที่ว่า ธรรมะมีไว้สำหรับช่วยโลกนั้นเป็น ของตรง, จะต้องเอาธรรมะมาช่วยโลกให้รอด, บางคนคิด ว่าธรรมะนั้นสูง ทำไมจะเอามาเป็นเรื่องของชาวบ้าน เรื่อง สูงหรือไม่สูงนั้นมันไม่สำคัญ, มันสำคัญอยู่แต่ที่ว่า มันจะ ช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่ จะช่วยดับทุกข์ได้หรือไม่, ถ้าแก้ปัญหาได้ หรือดับทุกข์ได้ ก็ไม่ต้องคำนึงถึงว่ามันจะ ต่ำหรือมันจะสูง. มันก็พอดีกันนั่นแหละ คือ ตรงกันกับ ปัญหา มันจึงแก้ปัญหาได้. อาตมาก็ถูกด่าโดยนักปราชญ์แห่งพระนครอยู่เสมอ ว่าเอาเรื่องโลกุตตระมาพูดกับชาวบ้าน, ข้อนี้ไม่เป็นไร ใคร จะด่าใครจะว่าอย่างไร, ถ้าดับทุกข์ได้แล้วก็เป็นใช้ได้. เรา ต้องการแต่จะดับทุกข์ ตามพระพุทธประสงค์เท่านั้นเอง พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสว่า ท่านเกิดขึ้นเพื่อความเป็นสุขของสัตว์โลก ทั้งหลาย พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ ทั้งเทวดาและมนุษย์, ทั้งเทวดา และมนุษย์ นี้มันยังเป็นเรื่องของมนุษย์ เราก็ต้องช่วย
น.39 ๓๓ กันแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้ , ให้มนุษย์ได้รับประโยชน์สุข เต็มตามความหมาย. เดี๋ยวนี้ เรียกกันว่า ยุคปรมาณู บ้าง ยุคนิวเคลียร์ บ้าง ยุคอีเลคโทรนิคบ้าง กระทั่งยุคคอมพิวเตอร์เขาก็เรียกกัน, เพราะมันมีอะไรประหลาด ๆ มันมีอะไรโลดโผน มันมีอะไร พรวดพราดรุนแรง เราจึงต้องพิจารณากันถึงข้อนี้ จะต้อง ธรรมะที่กล้าแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากันได้. ขอให้ท่าน ทั้งหลายสนใจในเรื่องนี้เถิด, มัน เป็น ยุคที่แสนจะยุ่งยาก ขึ้นทุกที ๆ ความยุ่งยากลำบากสับสนนี้ไม่ได้ลดลง แต่ว่า ยุ่งยากยิ่งขึ้นทุกที เพราะมนุษย์ก้าวหน้าไปในทางนั้น. ขอให้ นึกดูให้ดี ๆ มีเรื่องที่น่าสนใจและมีประโยชน์ และ จำเป็นที่ จะต้องช่วยกันแก้ไข มิฉะนั้นความวินาศนั้นจะวินาศ ทั่วทั้งจักรวาล, กระทั่งศาสนาก็จะไม่มีเหลือ ถ้าปล่อยให้ เป็นไปตามยถากรรมเช่นนั้น แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าศาสนาก็จะ ไม่มีเหลือ คือเขาทำลายกันด้วยอาวุธมหาประลัย. เราจะต้องหาทางป้องกันมากกว่าแก้ไข ; เรื่อง แก้ไขนี้อาตมาไม่ค่อยชอบดอก ทำเหมือนกับเอาไม้สั้นไปรันขึ้
น.40 ๓๔ มันไม่สนุก มันเลอะเทอะไปหมด, แต่ ป้องกันนั่นแหละดี อย่าให้มันได้เกิดขึ้นมา ก็เรียกว่าดับทุกข์ด้วยเหมือนกัน, จ ะ เป็นเรื่องป้องกันหรือเป็นเรื่องแก้ไข ก็ล้วนแต่เป็น เรื่องตัดปัญหาทั้งนั้น. ยุคปรมาณูมีปัญหามากต้องมือตัมมยตาช่วย. ทีนี้มาดูกันว่า ยุคปรมาณู, ยุคปรมาณู นี้มัน เป็น ยุคอะไร คำนั้นมันมาแต่สิ่งที่เรียกว่า ปรมาณู สิ่งเร้นลับ ที่มนุษย์รู้จักเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ แล้วมันก็ดีเกินไป จนถึงกับว่าใช้ทำลายโลกก็ได้, มันเกิดเป็นปัญหาขึ้นมาอย่างนี้. ปรมาณูละเอียดไปถึงนิวเคลียร์, แล้วก็ความคิดนึกก็เป็น เรื่อง ก้าวหน้าไปในทางอีเลคโทรนิค, สร้างสรรค์เครื่อง ใช้ไม้สอยขึ้นมารับใช้มนุษย์ เหมือนกับว่าเป็นของทิพย์, แล้ว ก็ยัง มีสิ่งที่ทำให้มนุษย์โง่ลงคือคอมพิวเตอร์, ยิ่งใช้คอม- พิวเตอร์มากเข้าเท่าไร มนุษย์ก็ยิ่งโง่ลงเท่านั้น เพราะมันไม่ ต้องคิดเอง, นี่ปัญหามันก็ยิ่งสับสนวนเวียนกันหลายอย่าง หลายประการ อย่างนี้.
น.41 ๓๕ ยุคปรมาณู เป็นยุคที่มีอะไร ๆ ไวเป็นกรด หรือไว ปรอท, นี้ภาษาชาวบ้าน ไวเป็นกรดไวเป็นปรอท คือมันทำ หน้าที่ของมันเร็ว เคลื่อนไหวเร็ว. ยุคปรมาณูนี้ ไม่มีอะไร ที่ช้างุ่มง่ามเหมือนกับเต่าคลาน, มันว่องไวรวดเร็ว แล้ว มันก็มีทางที่จะผิดพลาดได้ง่าย มันผลีผลามได้ง่าย. เราจะ ต้องมีสติที่สมบูรณ์ คืออตัมมยตา ความมีสติสมบูรณ์ไม่ ให้อะไรมาปรุงแต่งผลักดันไปในทางที่ผิดพลาด. ควบคุมสติ ไว้ได้เท่าไร ความว่องไวรวดเร็วก็ปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น, มีความเร็วเท่าไร สติต้องมากเท่านั้น. ถ้ามีแต่ความเร็ว การควบคุมความเร็วไม่พอ มันก็วินาศ. นี่เรา จะต้องนึกถึง สิ่งที่จะควบคุมความเร็วความว่องไว คือสติ ที่ถึงระดับ สูงสุด ที่เรียกว่าอตัมมยตา, มีสติสมบูรณ์ชนิดที่ป้องกันแก้ ไข่ได้ทุกอย่าง, ป้องกันไม่ให้อะไรมาปรุงแต่งให้เป็นไปในทาง ผิดพลาด, เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้นมาแล้ว ก็มีความคิดที่ แยบคายในการที่จะขจัดออกไป. ยุคปรมาณู โลกหมุนเร็วเท่าไร ก็ยิ่งต้องการ ธรรมะที่จะเป็นเครื่องคุ้มครองมากยิ่งขึ้นเท่านั้น . ยุค ปรมาณูมีการศึกษา มีการค้นคว้า มีการผลิต มีการมี มีการ
น.42 ๓๖ ใช้สิ่งที่มี ด้วยความเห็นแก่ตัว, ฟังดูให้ดี ยุคปรมาณูมีการ ศึกษาเพื่อความเห็นแก่ตัว, มีการค้นคว้า เพื่อความเห็นแก่ตัว, มีการผลิตด้วยความเห็นแก่ตัว, มีการสะสมไว้ด้วยความเห็น แก่ตัว, แล้วมีการใช้มันไปด้วยความเห็นแก่ตัว. มันเป็น การเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งยวด มันก็นอนไม่หลับเอง, คนอื่นก็ พลอยถูกเดือดร้อนวุ่นวายไปด้วย มันไม่มีทางไปไหนดอก, นอกจากว่าไปอุดตันอยู่ที่ ไม่รู้จะทำอย่างไร. เมื่อความเห็น แก่ตัวมันท่วมโลก อย่างนี้ มันก็น้อมไปเพื่อฆ่าตัวตาย มากขึ้น, ไม่ต้องมีใครมาฆ่า มันฆ่าตัวตายของมันเอง เมื่อ มันเมาความเห็นแก่ตัว. ถ้ามีอตัมมยตา มีสติป้องกันการ ปรุงแต่ง ของสิ่งแวดล้อม ของกิเลสในภายใน ป้องกันไม่ให้ เกิดความเห็นแก่ตัว จากปัจจัยแวดล้อมภายนอก และจาก กิเลสในภายใน, นั่นแหละมันจะรอด. ยุคปรมาณูมีปัจจัยเครื่องดำรงชีวิตส่วนเกินมาก ขึ้น ๆ จนไม่รู้จะมากกันอย่างไร และกำลังมาก จึงมีโอกาส ที่จะเกิดความพลั้งพลาด, หรือเกิดอุบัติเหตุเลวร้ายมากขึ้น ทุกที ทั้งบนดินและบนฟ้า. ท่านก็รู้ได้เองว่า อะไรบนดิน ที่มันชนกัน. บนฟ้าที่มันชนกันตกลงมา หรืออะไรเหล่านี้
น.43 ๓๗ มันไม่เคยมีในยุคที่ไม่เจริญเช่นนี้. ความเจริญเช่นนี้ มี ผลไม่คุ้มกันกับที่ว่าจะต้องมีอุบัติเหตุ เพราะว่ามันไม่ต้อง ทำก็ได้ ไม่ต้องไปก็ได้, ไม่ต้องเป็นก็ได้ แล้วก็มันมีอุบัติ เหตุ เราจะหักลบกันอย่างไร, คล้าย ๆ กับว่า เปิดช่องให้ อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น. เราอาจจะมีชีวิตอยู่ โดยไม่ต้องไปเผชิญกับอุบัติเหตุ เหล่านี้, นี่มีสติปัญญา พินิจพิจารณา อย่าให้กิเลสตัณหามันกระตุ้นผลักดันไป อย่าง หลับหูหลับตา จนไม่รู้ว่าจะไปกันที่ไหน ผลิตปัจจัยขึ้นมากเกินกว่าความจำเป็น ที่จะดำรง ชีวิต,เกินความจำเป็นที่จะต้องดำรงชีวิตยิ่งเป็นยุคอุตสาหกรรม มันก็ยิ่งผลิตได้มากได้เร็ว แล้วไม่รู้จะเอาไปไหน มันก็จะเกิด ปัญหาขึ้นทีหลัง, ต้องเอาไปทิ้งทะเลกันในที่สุด. การเป็น อยู่ด้วยปัจจัยที่เกินความจำเป็นของชีวิตนั้น ไม่ใช่เรื่อง ฉลาด, ขอให้นึกดูให้ดี ๆ ว่า อะไร ๆ เอามาใส่ไว้ในบ้านเรือน เต็มไปหมด ล้วนแต่เกินจำเป็น นี้จะเป็นอย่างไร, นี้โลกมัน กำลังจะเป็นอย่างนี้ และก็ได้เป็นแล้วเป็นส่วนมาก ในทาง หนึ่ง, นั่นแหละต้นเหตุแห่งปัญหา เพราะว่ามันมีเกินจำเป็น มันก็ต้องหาเกินจำเป็น, มันก็ต้องหาเงินเกินจำเป็น, มันก็
น.44 ๓๘ ต้องขวนขวายเกินจำเป็น. ได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า เพราะ ว่ามันมีแต่ส่วนเกิน, ส่วนเกินนี้ไม่ได้ทำให้สงบสุข, ทำให้เป็นบ้าหลังเหมือนกับวิกลจริต. ยุคปรมาณูมันผลิตปัจจัยส่วนเกินมากขึ้นอย่างนี้ ถ้ามี สติสัมปชัญญะกันเสียบ้าง ก็จะไม่เป็นไร, แม้ว่าจะมีการ อยู่ด้วยส่วนเกิน. แต่ ถ้ามีอตัมมยตาเข้ามาช่วยควบคุม ไว้ได้ มันก็ จะปลอดภัยมากกว่า เพราะมันเป็นความมีสติ สมบูรณ์, ไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นปรุงแต่งผลักไสจาก ภายนอก. และกิเลสจากภายในก็ไม่เกิดขึ้นรับเอา, แม้ว่าความ ผิดพลาด มันก็ยังอาจจะแก้ไขได้ด้วยคุณค่าของสิ่งที่เรียกว่า อตัมมยตา. เดี๋ยวนี้ดูเถิด คนในโลกบูชาอะไร ? คนในโลกบูชา อะไร ? ท่านช่วยคิดดู คนในโลกบูชาสิ่งที่เรียกว่าประโยชน์, ประโยชน์ที่เขาต้องการอย่างชาวโลก อย่างโลก ๆ ประโยชน์ อย่างโลก. เขาไม่ได้บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เหมือนอย่างที่นั่งว่ากันอยู่ทุกวัน ๆ นี้, เขาว่าแต่ปาก, จิตใจ แท้ ๆ นั้นบูชาประโยชน์ที่ต้องการ. ถ้าเป็นประโยชน์สูงสุด
น.45 ๓๙ ก็ดีไปที่, แต่ถ้าเป็นประโยชน์ต่ำ ๆ แล้วมันก็เล่นตลกกัน. บูชาประโยชน์ยิ่งกว่าความถูกต้อง เอาความถูกต้องมาเปลี่ยน ความหมายเสียว่า ฉันได้ประโยชน์นั่นแหละคือความถูกต้อง, อย่างนี้ไม่ใช่ความถูกต้อง. ถ้าบูชาความถูกต้อง มันก็ ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของความถูกต้อง, เดี๋ยวนี้ประ- โยชน์มันครอบงำ ๆ มันเลยมีความถูกต้องตามที่เขาต้องการ สิ่งที่เขาได้ตามต้องการนั้น เขาว่าดี ว่าถูก ว่ายุติธรรม นี่โลกกำลังเป็นอย่างนี้. เราจะอยู่กันอย่างไรในโลกชนิดนี้. มันรวยสุดยอด รวยเสียจนไม่รู้ว่าจะรวยกันอย่างไร, ที่รวยก็รวยจนไม่รู้จะรวยอย่างไร, ที่จนก็จนไม่รู้จะจน อย่างไร, อดข้าวตายก็มีกันมาก ๆ จะยิ่งกว่าสมัยคนป่าคนคง โน้นเสียอีก. ในทวีปอาฟริกานั้นยังมีคนอดข้าวตายเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ว่ากันอย่างนั้น, ที่รวยมันก็รวยจนไม่รู้จะรวยกันอย่าง ไร, รวยกว่าเทวดาเสียด้วยซ้ำไป, รวยจนไม่รู้จะรวยกันอย่าง ไร, แล้วผลสุดท้ายรวยจนได้ฆ่าตัวตาย, รวยจนได้ฆ่าตัวตาย เพราะไม่รู้จะทำอะไรต่อไป, มันไม่รู้จะทำอะไรในความรวย ก็ จบลงด้วยการฆ่าตัวตายแก้ปัญหา.
น.46 ๔๐ คนเขามีจิตใจร้อนเร่าเหมือนกับเครื่องยนต์ที่คิดขึ้น มา เมื่อเครื่องยนต์, เครื่องรถยนต์ เครื่องยนต์อะไรก็ตาม ติดอยู่กำลังเดินอยู่อย่างเชี่ยว ไปนั่งดูสักหน่อยซิ ว่ามันร้อน เท่าไร, มันร้อนทั่วไปทั้งหมดเท่าไร. เดี๋ยวนี้จิตใจของ มนุษย์ ก็มีความร้อนเหมือนกับเครื่องยนต์ที่เขารู้จักผลิต ขึ้นมานั่นแหละ, มันไม่ได้เยือกเย็นเหมือนกับสมัยโน้นที่ ไม่รู้จักใช้เครื่องยนต์ ที่ไม่มีเครื่องยนต์. สมัยโน้นคนเขาเย็น หัวใจเขาเย็น, สมัยโน้นที่ไม่มีน้ำแข็งกิน คนจิตใจเย็นกว่า สมัยนี้มาก ไม่ฆ่ากันตายง่าย ๆ เหมือนคนสมัยนี้ดอก. คน สมัยโน้นไม่มีไฟฟ้าใช้, แต่ดวงใจเขาสว่างไสวยิ่งกว่าคนสมัยนี้ มาก. นี่ ดูให้ดีว่า เครื่องจักรเครื่องยนต์กลไกอะไรต่าง ๆ ที่ผลิตที่สร้างกันขึ้นมานั้น มันมีความเร่าร้อนรุมร้อน เท่าไร, เดี๋ยวนี้จิตใจของมนุษย์ก็พลอยเป็นไปอย่างนั้นด้วย. มันน่าสงสารหรือมันน่าพอใจหรือน่ายินดี จิตใจร้อนเหมือน กับเครื่องยนต์กลไกที่ตนได้ผลิตขึ้นมาเอง. เดี๋ยวนี้มีตึกระฟ้ามากเท่า ๆ กับสลัม, บริเวณ สลัมมีมากเหมือนกับบริเวณตึกระฟ้า สมัยโบราณไม่มีดอก บริเวณสลัมชนิดนี้. สลัมก็คือคู่แข่งกันกับตึกระฟ้า เจริญ
น.47 ๔๑ จนสร้างตึกระฟ้าได้เท่าไร, สลัมก็เกิดขึ้นเป็นคู่แข่งกันไป เรา เลยมีตึกระฟ้าเท่ากับมีสลัม. แต่เราก็มีโสเภณีมากกว่านักบวช, ข้อนี้มันไม่ สมดุล มีโสเภณีมากกว่าจำนวนของนักบวช ทั่วทั้งโลกไม่ใช่ เฉพาะประเทศไทย มันมีความเกินดุลไปเสียทุกอย่าง มันจึง สร้างปัญหามากขึ้น ๆ จนแก้กันไม่ถูก, วนเวียนอยู่ในวงแห่ง ปัญหาจนต้องฆ่าตัวตาย. อยากรู้อะไรก็รู้แล้ว อยากได้อะไรก็ได้แล้ว, อยาก มีอะไรก็มีแล้ว แต่ก็ไม่มีความสงบสุข จึงเกิดบุคคล ประเภทฮิปปี้ฮิปอะไรขึ้นมา เพราะมันไม่พอใจ, เมื่อเป็น ฮิปปี้แล้วมันยังไม่พอใจ มันก็ต้องไปฆ่าตัวตายเท่านั้นแหละ ดังนั้น จึงปรากฏว่าในโลกปัจจุบันนี้ ที่เจริญรุ่งเรืองนี้ มีคนฆ่าตัวตายมากขึ้น ๆ, ยุคโบราณมันตายโดยคนอื่นฆ่า เป็นธรรมดา เพราะมันไม่เจริญ มันไม่เจริญ ไม่รุ่งเรือง ไม่เจริญก้าวหน้า. เดี๋ยวนี้มันเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า จนกลาย เป็นว่าฆ่าตัวเองตายมากขึ้น เพราะว่าไม่รู้จะไปทางไหน, ไม่รู้ จะแก้ปัญหาอย่างไร. รวย รวยจนรวยกว่าเทวดาแล้ว มัน ก็ยังไม่ได้รับความสุข, มันไม่ได้รับความสุข, มันไม่รู้จะเอา
น.48 ๔๒ ความสุขอย่างไร มันไม่ได้รับความสงบเย็นของธรรมะ มันก็ เลยไม่มีความสุข. กลัดกลุ้มขึ้นมาก็ตัดสินด้วยการฆ่าตัวตาย, ต่อไปยิ่งเจริญเท่าไร จะยิ่งมีการฆ่าตัวตายมากขึ้น เท่ากับ ความเจริญ, จะมีการฆ่าตัวตายตามส่วนของความเจริญที่เจริญ มากขึ้น. เดี๋ยวนี้เขา มีเครื่องมือทำลายโลกได้ในพริบตา, ได้ยินว่าหัวรบนิวเคลียร์มี ๕๐,๐๐๐ หัว เมื่อหลายปีมาแล้วนะ เดี๋ยวนี้คงจะแสนหัวแล้ว มีอาวุธปรมาณู ๕๐,๐๐๐ หัว ห้าหมื่น หัวนี้สามารถทำลายโลกให้แหลกละเอียดไม่มีอะไรเหลือไปได้ สัก ๔ - ๕ ครั้ง, ไม่ใช่ครั้งเดียวเพียงครั้งเดียว ไม่รู้เมื่อไร เขาจะใช้กันสักที. อาวุธนิวเคลียร์ที่สร้างขึ้นไว้ ต่างฝ่ายต่าง สร้างแข่งกันขึ้นมา นี่เราอยู่ในระหว่างอะไร, โลกตกอยู่ใน ระหว่างอะไร ? ยิ่งกว่าตกอยู่ในระหว่างเขาควายเสียอีก มัน ไม่รู้จะทำอย่างไร, ได้แต่ภาวนากันว่า อย่าใช้เลยเจ้าประคุณ เอ๋ย อาวุธที่สร้างขึ้นมานั้น. นี่ความที่ไม่มีสติ ความที่ไม่ รู้จักแก้ปัญหา ไม่รู้จักป้องกันปัญหา, ปล่อยให้มันเป็นไปตาม บุญตามกรรม ไม่หาทางออกที่ถูกที่ควรที่มันจะแก้ปัญหาได้ จริง, มันก็ไปหาทางออกในทางที่จะตรงกันข้าม คือสร้าง
น.49 ๔๓ อาวุธปรมาณูขึ้นมา สำหรับแก้ปัญหา, สำหรับจะขู่กันให้อยู่ ในอำนาจ, นี้เรียกว่ามันล่อแหลม. ถ้าอตัมมยตาไม่เข้า มาช่วยทันเวลา มันต้องมีการใช้กันวันหนึ่งเป็นแน่, เว้น เสียแต่ว่าความมีสติถูกต้องจะเข้ามาช่วยทันเวลา. อาวุธนิว- เคลียร์เหล่านั้นก็จะเก็บไปทำให้เป็นหมันหรือทำลายเสีย, รีบ มีสติสัมปชัญญะในการที่จะต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้เถิด. เดี๋ยวนี้คนในโลกไม่ได้ฝากความหวังไว้กับ พระเป็นเจ้าหรือพระธรรม, เมื่อก่อนนี้เรายังมองเห็นว่า คนเขาฝากความหวังไว้กับพระเป็นเจ้า แล้วแต่พระเป็นเจ้าจะ โปรดปราน, เดี๋ยวนี้ไม่, ความรู้สึกอย่างนั้นไม่มี มีแต่ว่า ความต้องการของเขาจะเป็นอย่างไร. เขามีแต่ความหวัง ในความที่จะได้ตามที่ต้องการ, แล้วก็ไม่มีใครที่จะรอคอย ให้พระเจ้ามาช่วย เพราะรอมานักหนาแล้ว ก็ยังไม่ช่วยอะไร ก็เลยไม่ฝากความหวังว่าพระเจ้าจะช่วย, ก็ตัดสินเอาด้วยกำลัง ความคิดของตนเอง ว่าเราจะใช้สติปัญญากำลังอำนาจที่สะสม ไว้มากเหนือผู้ใด แล้วก็ครองโลกเสียเลย. นี่ มีความหวังกัน อย่างนี้ จึงนำมาซึ่งความเห็นแก่ตัว - เห็นแก่ตัว - เห็น
น.50 ๔๔ แก่ตัว, เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว, เป็นโลกที่ขึ้น ไปถึงยุคสูงสุดแห่งความเห็นแก่ตัว. เมื่อดูตามสภาพที่เป็นจริง เราก็เห็นว่า มนุษย์ยุคนี้ ต้องการเครื่องเหนี่ยวรั้งมากที่สุด, ต้องการเครื่องเหนี่ยว รั้งอย่าให้ไหลไปข้างหน้าตามกิเลสตัณหามากที่สุด, แต่ก็ไม่รู้ว่า จะเอามาจากไหน ยังคงลื่นไถลไปตามอำนาจกิเลสตัณหา โดย ไม่มีเครื่องเหนี่ยวรั้ง. เรามาช่วยกันเถิด, ช่วยกันทุกคน ทุกชาติทุกศาสนา, สร้างความเหนี่ยวรั้งให้โลกมันเดิน ไปในทิศทางที่ถูกต้อง, เป็นไปในทางที่จะสงบเย็น, ให้มัน อยู่กันอย่างเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ด้วยกัน ทุกคน ๆ ไม่ได้อยู่กันอย่างเป็นคู่อาฆาตมาดร้าย ซึ่งความ เจริญทางวัตถุนั่นแหละมันมากเกินไป, มันมาบีดหูปิดตาไม่ให้ มองเห็นอะไร, มองเห็นแต่สิ่งที่อำนวยความต้องการแก่กิเลส ของตน ๆ ก็วิ่งจี๋ไปข้างหน้าตามอำนาจของกิเลสตัณหาเหล่านั้น จนไม่รู้ว่าจะไปกันในทิศทางไหน. ถามก็ตอบไม่ถูกว่าจะไป กันในทิศทางไหน มันก็แล้วแต่กิเลสตัณหาจะพาไป, มันก็ ตอบไม่ถูกอยู่นั่นแหละ มันน่าหัว หรือน่าสงสาร ขอให้ลอง คิดกันดู.
น.51 ๔๕ นี่ ดูโลกแห่งยุคปรมาณู มนุษย์แห่งยุคปรมาณูมัน เป็นอย่างนี้, อะไรจะช่วยได้ นอกจากอตัมมยตา สติ- เครื่องเหนี่ยวรั้งไว้, ไม่ให้ถูกปรุงแต่งไปตามอำนาจของ กิเลสตัณหา ; แต่ว่าให้เดินไปถูกทาง ๆ ควบคุมกิเลสตัณหา ไว้ได้ ไม่ให้มาเป็นเจ้ากี้เจ้าการในการที่จะปรุงแต่ง ในการที่ จะจัดโลกอย่างนั้นอย่างนี้, แล้วสติปัญญาหรือโพธิปัญญา ก็จะเข้ามาทำหน้าที่. เราจะเอา โพธิปัญญา มาจากไหน มันก็ ต้องมาจาก สติที่สมบูรณ์ ด้วยอำนาจแห่งอตัมมยตา. ความคงทน ต่อการปรุงแต่งของสิ่งแวดล้อมภายนอก และกิเลสตัณหาภาย ใน มันจะปรุงแต่งทั้งภายในทั้งภายนอก ทำไม่ถูกก็ไม่สำเร็จ ดอก เพราะว่าเราสามารถที่จะดำรงตนอยู่ได้ในความปกติ ใน ความมั่นคง ในความถูกต้อง, ปรุงแต่งให้เกิดสิ่งเลวร้ายไม่ ได้ดอก. นี่ เป็นสิ่งที่จะต้องนึกถึงกันให้มาก, แล้ว มาช่วย กันทำให้มันมีขึ้นมา โดยเห็นต้นเหตุแห่งความเลวร้าย เหล่านั้น คือว่าโลกยุคปรมาณูตกอยู่ในวิกฤตกาลเลวร้ายขนาด นี้ เราจะช่วยกันอย่างไร, จะแก้ไขได้อย่างไร.
น.52 ๔๖ ความเห็นแก่ตัวเป็นมูลเหตุของปัญหา. ในขั้นต้นก็จะต้องมองลงไปให้พบมูลเหตุแห่ง ความเป็นอย่างนั้น, ไป ๆ มา ๆ ก็มาพบสิ่งสิ่งเดียว ซึ่งไม่มี ทางจะผิดพลาดไปไหน ก็คือ ความเห็นแก่ตัว มันเป็นการ บันดาลของกิเลส ซึ่งมาจากความเห็นแก่ตัว, แล้วก็มีปัจจัย แห่งกิเลส ซึ่งช่วยให้กิเลสลุกลามใหญ่โตกว้างขวาง. ความ เห็นแก่ตัวเกิดขึ้นเมื่อไร ก็เกิดกิเลสเป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลง; เห็นแก่ตัวอย่างหนึ่ง ให้เกิดความโลภ, เห็น แก่ตัวอีกอย่างหนึ่ง ให้เกิดความโกรธ, จะทำลายผู้อื่นท่า เดียว, เห็นแก่ตัวอีกอย่างหนึ่งก็ โง่สงสัย วนเวียนอยู่ด้วย ความหลง นั้นแหละ. ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่มันเป็นสิ่งที่กำลังทำอันตราย ทำอันตรายโลก, มันมาจาก ความเห็นแก่ตัว. ปัจจัยแห่งความเห็นแก่ตัว. ปัจจัยแห่งความเห็นแก่ตัว ก็คือการศึกษาที่ผิด พลาด, ความเจริญที่ควบคุมไว้ไม่ได้, ช่วยคิดดูให้ดี คิดดู ให้ดี. การศึกษาในโลกสมัยนี้ เป็นการศึกษาที่เลวร้าย
น.53 ๔๗ ที่สุด, มันเป็นการศึกษาที่ แยกตัวออกไปจากศาสนา มัน จึงมีแต่การสอนให้ฉลาด ๆ ให้ฉลาด. ในโลกนี้มี โรงเรียน เท่าไร มีมหาวิทยาลัยเท่าไร ทุกแห่งล้วนแต่สอนให้ฉลาด ๆ ฉลาด ๆ ไม่มีสอนให้ควบคุมความฉลาด, การสอนให้ ควบคุมความฉลาดไม่มี, แล้วไม่รู้จะควบคุมกันอย่างไรด้วย มันโง่ถึงขนาดนั้น. เมื่อมันมีแต่ความฉลาด ๆ ฉลาดโดยไม่ ควบคุม มันก็ เอาความฉลาดไปใช้เพื่อเห็นแก่ตัว มันจึง ลึกซึ้งเหลือประมาณ, ความฉลาดเอาไปใช้ในความเห็นแก่ตัว ก็เห็นแก่ตัวอย่างฉลาด จนยากที่จะแก้ไขป้องกัน. การ ศึกษามันผิดพลาด การศึกษาเป็นบรมโง่ทั้งโลก มีแต่สอน ให้ฉลาด, ไม่มีการควบคุมความฉลาด. ฉะนั้นจึงทำไป ในทางที่ตรงกันข้าม คือสร้างปัญหายุ่งยากขึ้นมา เป็นความ เจริญของความเห็นแก่ตัว, ยิ่งเจริญยิ่งเห็นแก่ตัว, ยิ่งเจริญ ยิ่งเห็นแก่ตัว, ยิ่งสบายยิ่งเห็นแก่ตัว, ยิ่งรวยยิ่งเห็นแก่ตัว, เห็น แก่ตัวจนยอมฆ่าตัวตายเพื่อเห็นแก่อะไรก็เหลือที่จะกล่าวได้ การศึกษา มันเลวร้าย คือมัน มีแต่ให้ความฉลาด ไม่เหมือนกับการศึกษาสมัยก่อน ซึ่งแฝดกันอยู่กับการ ศาสนา มันมีการศาสนาช่วยควบคุมความฉลาด คนก็ใช้
น.54 ๔๘ ความฉลาดไปในทางที่ถูกที่ควร. เดี๋ยวนี้มันไม่มีส่วนนั้นเขา ไปควบคุม แล้วมันเป็นประชาธิปไตยด้วย, มัวเมาประชา- ธิปไตยกันจนขึ้นสมอง, มันก็เลย ใช้ความเห็นแก่ตัวได้ ตามความพอใจ, ใช้ความฉลาดได้ตามความพอใจ ปัญหามันก็เกิดขึ้นมหาศาล. นี่ คือปัญหาของโลก ที่ยิ่ง ฉลาด ยิ่งเห็นแก่ตัว การศึกษาก็มีแต่ให้ความฉลาดอย่างเดียว, เราก็ไม่รู้จะไปพูดกับใครที่ไหนให้จัดการศึกษา กระทรวง- ศึกษาธิการก็จัดไม่ได้ดอก ถ้ารัฐบาลไม่ต้องการ, แม้แต่กระ- ทรวงศึกษาธิการก็จัดไม่ได้ ถ้ารัฐบาลเขาไม่ต้องการ, นี้ รัฐบาลไหนเขาก็ไม่กล้าต้องการ กลัวจะล้าหลังเขา ก็ ไปตามก้นประเทศใหญ่ ๆ, ประเทศมหาอำนาจที่เขาเอาการ ศาสนาออกไปจากการศึกษาว่าดี ๆ ดี ประเทศลูกจ๊อกเหล่านี้ก็ ตามก้นเขา, ก็เอาการศาสนาออกจากการศึกษา มันก็ เป็นการศึกษาที่ไม่มีอะไรควบคุม โลกกำลังตกอยู่ใน ปัญหาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นขอให้เราช่วยกันมองให้เห็นว่า หนทางที่จะทำให้เกิดความเห็นแก่ตัวนั้น มันก็คือการศึกษาที่ นิยมกันนักนั่นเอง, การศึกษาที่นิยมกันนักหนาในโลก
น.55 ๔๙ นั่นเอง คือมูลเหตุแห่งความเห็นแก่ตัวที่เลวร้ายที่สุด, ยิ่งฉลาดยิ่งเห็นแก่ตัวลึก หนาแน่นไปด้วยความเห็นแก่ตัว. แล้ว ความหลงที่น่าสงสาร อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ หลงดีหลงชั่ว, ไม่รู้จักที่จะอยู่เหนือดีเหนือชั่ว. คนทุก คนชอบบวก, ความเป็นบวก positive positive นี่ใคร ๆ ก็ ชอบ ใฝ่ฝันกันแต่อย่างนั้น, ให้พรกันเพื่อความเป็นอย่างนั้น, เมื่อหลงใหลในความเป็นบวกหนักเข้าอย่างนี้ มันก็บ้าเลย มัน ก็ไม่เห็นแก่ใคร, ไม่เห็นแก่หน้าไหน, เห็นแก่ประโยชน์ของ ตัว, เห็นแก่ความเป็นบวก. ครั้นความเป็นลบเข้ามาถึง ก็ร้องไห้ ก็หวาดกลัว ก็ทำอะไรไปผิด ๆ, ไม่รู้ธรรมะอัน สูงสุด คืออยู่ เหนือบวกเหนือลบ เหนือบุญเหนือบาป เหนือ ดีเหนือชั่ว เหนือสุขเหนือทุกข์ คือเหนือทุกอย่าง ไม่รู้จัก เพราะไม่มีอตัมมยตา. อตัมมยตา ที่เราได้บรรยายกันมานักหนาหลายวันมา แล้ว มันเป็นบันได ส่งเสริมให้ขึ้นไป ๆ ขึ้นไปๆ จนอยู่ เหนือบวกเหนือลบ เหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือสุขเหนือทุกข์ เหนือได้เหนือเสีย เหนือแพ้เหนือชนะ
น.56 ๕๐ เหนือกำไร เหนือขาดทุน เหนือของที่เป็นคู่ ๆ คู่ ๆ ทุกอย่าง เลย, มันวิเศษอย่างนั้น. แต่เดี๋ยวนี้มันกลับจมลงไปในเรื่อง บวก ๆ บวก, แล้วก็กลัว ๆ กลัว ๆ ที่จะไม่ได้อย่างนั้น, หวั่น วิตกว่าจะสูญเสียไป, หาทางป้องกันแก้ไขกันจนเลยขนาด ถึงกับคิดจะครองโลกเสียคนเดียว. มันหลงความบวกลบ หลงความยั่วยวนแห่งอารมณ์, หลงเวทนาที่สนองความต้อง การของกิเลส ที่ว่าหลง หลงอย่างนี้. เป็นทาสของกิเลสด้วยในภายใน, เป็นทาสของ อารมณ์ต่าง ๆ ในภายนอก, ในที่สุดมันก็มีแต่ความเป็นทาส. จิตใจของคนยุคนี้มีแต่ความเป็นทาส, ไม่มีความเป็นไท คือความเป็นอิสระอยู่เหนืออำนาจของสิ่งที่แวดล้อม มีแต่จะ พ่ายแพ้แก่อำนาจของสิ่งแวดล้อม คือหัวเราะร้องไห้หัวเราะ ร้องไห้กันไปไม่มีที่สิ้นสุด, เพราะว่าจิตใจมันเห็นแก่ตัว เต็ม ไปด้วยความหวาดกลัว ว่าจะไม่ได้ตามที่ตัวต้องการ. ปัจจุบันโลกแคบ ทำให้เห็นแก่ตัวมากขึ้น. โลกนี้มันก็แคบเข้ามาเต็มที่แล้ว ไม่กว้างใหญ่ เหมือนแต่ก่อนแล้ว พูดอย่างนี้บ้าหรือไม่บ้าคิดดู ว่าโลกนี้
น.57 ๕๑ แคบเข้ามาทุกทีแล้ว, ไม่กว้างใหญ่เหมือนแต่ก่อนแล้วเมื่อก่อน จะไปภูเก็ตต้องใช้เวลาตั้งเดือน, ต้องลงเรืออ้อมแหลมมะลายู ไปเข้าภูเก็ต. เดี๋ยวนี้มากินข้าวเช้าที่นี่ แล้วกลับไปกินข้าว กลางวันที่ภูเก็ตก็ได้, เดี๋ยวนี้ คิดดูซิ โลกมันจะแคบหรือกว้าง จะไปอเมริกาได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง, ก่อนนี้เป็นปีถ้าจะไป อเมริกา โลกมันแคบแคบขึ้นมา เพราะว่าการคมนาคม ก้าวหน้า. นี่อย่างก่อนไปกรุงเทพฯ เหมือนกับไปเมืองนอก เดี๋ยวนี้มันเหมือนกับไปเที่ยวหลังบ้าน, ไปกรุงเทพฯเหมือน กับไปเที่ยวหลังบ้านเดี๋ยวก็กลับมา. นี่โลกมันแคบอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการกระทบกระทั่งมันก็มากขึ้น ความยั่วยวนให้ เกินพอดีมันก็มากขึ้น, ปัญหาต่าง ๆ มันก็มากขึ้น เพราะมัน เหมือนกับว่าจะกระทบกระทั่งกันเสียเรื่อยไป อยู่จ่อจมูกกันอยู่ อย่างนี้. ความที่โลกมันแคบเข้า อย่างนี้ มันจึง ทำให้ เกิดการผิดพลาดในทางที่จะเห็นแก่ตัวเรื่อยไป, มันกลัว ที่จะไม่ได้เปรียบ มันกลัวที่จะไม่ได้ประโยชน์ข้างตัว มันเห็น แก่ตัว มันเป็นการขู่เข็ญให้สะดุ้งหวาดเสียวอยู่เรื่อยไป. เดี๋ยวนี้มันก็เลยตัวใครตัวมันกันมากขึ้น, ลอง ใคร่ครวญดูเถิด ผู้ที่มีอายุมากสัก ๕๐-๖๐ ปีก็พอ เมื่อ ๕๐-
น.58 ๕๒ ๖๐ ปีก่อนโน้น คนไม่ได้อยู่กันอย่างตัวใครตัวมันมากเหมือน เดี๋ยวนี้ดอก เดี๋ยวนี้มันอยู่กันอย่างมึงก็มึงกูก็กู มันไม่ได้ ผูกพันรักใคร่ ไมตรีอะไรกันเหมือนแต่ก่อน, มันไม่มีความ ผูกพันซึ่งกันและกันว่าเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย. สมัยก่อน อยู่กันอย่างเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันหวังอะไรกันได้มาก, มันช่วยคุ้มครองกันได้มาก จะไปนอกบ้านนอกเรือนก็เพียงแต่ งับประตูเรือนไว้ ไปนา, แล้วสั่งคนข้างบ้านเรือนเคียงว่า ฝากเรือนด้วย ฝากเรือนด้วย เท่านั้นมันพอแล้ว ไม่ต้องใส่ กุญแจ ฝากเรือนด้วยมันก็พอแล้ว เพราะเขาไม่ได้อยู่กัน อย่างตัวใครตัวมัน, เขาอยู่กันอย่างเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย. นี่มันมีความสะดวกสบายเท่าไร, เยือกเย็นเท่าไร. เดี๋ยวนี้มันตัวใครตัวมัน ตัวใครตัวมันเสียทุกสิ่งทุก อย่างทุกประการ, เป็นที่น่าหัวเราะเยาะ ถ้าคนป่าสมัยโน้นมา เห็นเข้า โอ้หัวเราะเยาะตาย เพราะว่าคนบ่าสมัยโน้นมันก็ ไม่ได้เห็นแก่ตัวอย่างตัวใครตัวมัน. คนบ่าที่เราหาว่าโง่ ว่าล้าหลังหรือคล้ายสัตว์นั้น มันยังไม่ได้เห็นแก่ตัวเหมือน เดี๋ยวนี้, มันยังไม่ตัวใครตัวมันดอก มันยังพยายามที่จะ สัมพันธ์จะช่วยเหลือจะเกื้อกูลจะอะไรกันต่าง ๆ, แม้แต่สัตว์
น.59 ๕๓ เดรัจฉาน สังเกตดูก็ยังไม่ตัวใครตัวมันมากเหมือนมนุษย์ใน ปัจจุบันเสียแล้ว. มนุษย์สมัยปัจจุบันนี้มันมีความเห็นแก่ตัว เป็น ตัวใครตัวมันมากถึงที่สุด, ขอให้ใคร่ครวญดูให้ดี แม้ใน ครอบครัวก็ยังมีตัวใครตัวมัน เสียแล้ว, ในครอบครัว เดียวกัน บางทีผัวเมียบางคู่มันก็อยู่อย่างตัวใครตัวมันเสียแล้ว. นี่ความเป็นตัวใครตัวมัน มันมากขึ้นในโลกที่เจริญแล้ว ๆ. ถึงพวกฝรั่งก็เหมือนกันแหละ มันก็หย่าร้างกันจนเจ้าหน้าที่ จดทะเบียนไม่ไหว, มัน อยู่อย่างที่ว่าไม่มีธรรมะ ไม่มี ความรักผู้อื่น ไม่เห็นแก่ความอยู่เหนือกิเลส, มันมีแต่ อยู่ใต้กิเลส เอาตามชอบใจตัวของตัว โลกมันก็เป็นอย่างนี้ ถ้ามีความรู้ทางอตัมมยตากันเสียบ้าง มันไม่เป็น อย่างนี้ดอก มัน จะรู้ว่าจะอยู่กันอย่างไร, ควรจะอยู่กัน อย่างไร, มีสติที่จะบังคับสิ่งที่มาหลอกมาล่อมายั่วให้เห็น แก่ตัว, ไม่ให้เห็นแก่ตัว จะเห็นแก่ผู้อื่นไว้เรื่อยไป. ความ รู้ของอตัมมยตามันดีอย่างนี้.
น.60 ๕๔ เดี๋ยวนี้เรามีประชาธิปไตยแห่งความเห็นแก่ตัว, ประชาธิปไตยแห่งความเห็นแก่ตัว, ประชาธิปไตยที่ว่า เพื่อประชาชน โดยประชาชน ของประชาชนนั้นแหละ ประชาธิปไตยแห่งความเห็นแก่ตัว; เพราะประชาชน นั้นมันเห็นแก่ตัว, แล้วประชาธิปไตยมันก็เป็นประชาธิปไตย ของผู้เห็นแก่ตัว, ราษฎรที่เลือกผู้แทนก็เห็นแก่ตัว, เขาจ้าง แล้วเห็นแก่ตัว, แล้วผู้ที่สมัครมาเป็นผู้แทนมันก็เห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัวมาสมัครเป็นผู้แทนให้เขาเลือก, แล้วบอกเราว่าเขา จะไปควบคุมรัฐมนตรี. เขาเป็นผู้แทนแล้วเขาจะไป ควบคุมรัฐมนตรี, พอเขาได้เป็นผู้แทนแล้วเขาไปแย่ง กันเป็นรัฐมนตรี, ดูซิ ปากเขาว่าจะไปควบคุมรัฐมนตรีนะ. พอได้เป็นผู้แทนแล้ว เขาอยากเป็นรัฐมนตรีเสียเอง ก็แย่ง กันจะเป็นรัฐมนตรี จนทะเลาะกัน. เมื่อผู้แทนเห็นแก่ตัวไปตั้งสภาก็เป็นสภาแห่งความ เห็นแก่ตัว มันก็ฟัดเหวี่ยงกันด้วยความเห็นแก่ตัวไม่มีที่สิ้นสุด, ถ้าสภาเห็นแก่ตัว ตั้งรัฐบาลขึ้นมา ก็เป็นรัฐบาลที่เห็น แก่ตัว, ไม่มีใครเหลือสักคนที่ไม่เห็นแก่ตัว นับตั้งแต่ ประชาชนผู้เลือก, นี่ ประชาธิปไตยแห่งความเห็นแก่ตัว
น.61 ๕๕ กำลังครองโลก มันก็ไม่มีความถูกต้อง. นี้ โทษของ การที่ไม่มีอตัมมยตา ไม่มีสติควบคุมจิตใจ มิให้ถูกปรุงแต่ง ด้วยกิเลสตัณหาความโง่เขลาหรือว่าเหตุปัจจัยภายนอก มีเงิน- ทองเป็นต้น. ถ้ามือตัมมยตา เราจะมีประชาธิปไตยที่ ดีเลิศ ประเสริฐ, ประชาธิปไตยของธรรมะ ธัมมิกประชา- ธิปไตย ธัมมิกสังคมนิยมนี้มันจะช่วยโลกได้. เอาละ, นี่เรียกว่าแสดงอานิสงส์ของอตัมมยตา เพื่อ ประโยชน์แก่คนในยุคปรมาณู พอสมควรแก่เวลาแล้ว เพราะ ว่าฝนมันจะมาแล้ว ฝนมันกำลังคุกคามอยู่นี่ เรื่องยังไม่จบ ก็ต้องจบอยู่ดี. เพราะฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายช่วยกำหนด จดจำไว้ให้ดี ๆ ว่า อตัมมยตาจะช่วยแก้ปัญหาของมนุษย์ แห่งยุคปรมาณูได้อย่างไร, ได้อย่างไร. วันนี้พูดไม่ได้แล้ว เพราะฝนมันจะมาแล้ว ก็ต้องขอ ยุติการบรรยาย ให้พระคุณเจ้าทั้งหลายรีบสวดบทพระธรรม เสียโดยเร็ว ต่อไปในกาลบัดนี้.
น.62 ค์ นั้นเหมือนยาง เป็นตัวเหนียว กั้นกาง ดวงวิญญาณ เป็นกรงทอง จองจำ จำกัดเขต น่าทุเรศ กลับรัก เป็นหลักฐาน ความหลุดพ้น ใช่อร่อย เช่นอ้อยตาล ทั้งไม่ลาน ตาพราว ราวเพชรพลอย รสสวรรค์ นั้นเสพติด พิษฉมัง ถูกกักขัง ก็ไม่รู้ เหมือนปูหอย อยู่แต่รู มิได้รู้ เรื่องนกน้อย ที่บินลอย เวหา ว่าปานใด อย่ามัวเขลา เมาบุญ ว่าอุ่นจิต จะกลายเป็น ยาพิษ ขึ้นก็ได้ ถ้าหลงติด จิตยึด ตะพึดไป เป็นต้องได้ แบกยัน ตัวสั่นเทียว. “สิริวยาส"
น.63 ค์ นั้นเหมือนยาง เป็นตัวเหนียว กั้นกาง ดวงวิญญาณ เป็นกรงทอง จองจำ จำกัดเขต น่าทุเรศ กลับรัก เป็นหลักฐาน ความหลุดพ้น ใช่อร่อย เช่นอ้อยตาล ทั้งไม่ลาน ตาพราว ราวเพชรพลอย รสสวรรค์ นั้นเสพติด พิษฉมัง ถูกกักขัง ก็ไม่รู้ เหมือนปูหอย อยู่แต่รู มิได้รู้ เรื่องนกน้อย ที่บินลอย เวหา ว่าปานใด อย่ามัวเขลา เมาบุญ ว่าอุ่นจิต จะกลายเป็น ยาพิษ ขึ้นก็ได้ ถ้าหลงติด จิตยึด ตะพึดไป เป็นต้องได้ แบกยัน ตัวสั่นเทียว. “สิริวยาส"
น.64 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำ ๒๔. นิวรณ์ ๒ ๔๒. อตัมยตา กับ กลอน ๔ ๒๕. วันครู ๑ สันติภาพ ๑ ๒. การศึกษาคืออะไร?๑ ๒๖. แผ่นดินทองต้อง ๔๓. พระรัตนตรัยที่ท่าน ๓. การงานคืออะไร ? ๑ สร้างด้วยแผ่นดิน ทั้งหลายยังไม่รู้ ๔. ทรัพย์สมบัติคือ ธรรม ๑ จัก ๑ อะไร ? ๑ ๒๗. เมื่อพอใจในหน้าที่ ที่ ๔๔. การพัฒนาชีวิต ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ กำลังกระทำ ก็มี โดยพระไตรลักษณ์ มนุษย์ ๑ สวรรค์อยู่ ณที่นั้นเอง. จัดเป็นอตัมมโย ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการ เมื่อไม่รู้จักตัวเองก็ไม่ ๔๕. ปาฏิหารย์แห่ง ศึกษาไม่สมบูรณ์ รู้ว่าตนควรจะมีหน้าที่ อตัมมยตา ๑ แบบ ๑ อะไร ๑ ๔๖. สหายธรรมของ ๗. ปวารณา และธรรมะ ๒๘. ความเป็นพระอร- อตัมมยตาและ ในฐานะสิ่งที่ต้อง หันต์ ๑ อตัมมยตากับ ศึกษา ๑ ๒๙. ธรรมะคุ้มครองโลก ๑ ปัญหาของมนุษย์ ๘. ชาติในปฏิจจสมุ- ๓๐. คุกของชีวิต กับ เสน่ห์ ยุคปรมาณู ๑ ปบาท ๑ ของคุก ๑ ๔๗. พระพุทธเจ้าที่ท่าน ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุค ๓๑. กระแสแห่งชีวิตเป็น ยังไม่รู้จักและ อุดม ปัจจุบัน ๑ สิ่งที่ต้องรู้จัก ๑ คติของความเป็น ๑๐. การบวชคืออะไร ? ๑ ๓๒. สิ่งแรกที่จะต้องรู้จัก แพทย์ ๑ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ นั้นคือความทุกข์ ๑ ๔๘. การเห็นพระพุทธ- ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ ๓๓. การหมดความเห็นแก่ เจ้าพระองค์จริง ๑๓. อานาปานสติภาวนา๑ ตัวคือหมดทุกข์ ๑ และ พระพุทธเจ้ามี ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ ๓๔. ชีวิต คือขันธ์ทั้งห้า อยู่ในทุกหนทุก ต้องศึกษาทั้งชนิดมี มิใช่ตัวตน ๑ แห่ง ๑ ตัวตนและไม่มีตัว ๓๕. อตัมมยตากถา ๑ ตน ๑ ๓๖. อตัมมยตาประยุกต์ ๑ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๓๗. อตัมมยตาใช้หย่า ๑๖. คุณพระไม่ตายและ อะไรได้บ้าง ๑ เกิดมาทำไม ? ๑ ๓๘. เด็กจะเป็นผู้สร้างโลก ๑๗. ความรักดี ๑ ในอนาคต ๑ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ๓๙. คู่มืออานาปานสติ "พระเจ้า" ๑ ภาวนาอย่างสมบูรณ์ ๑๙. ครูคือผู้ทำหน้าที่สร้าง แบบ ๑ โลก ๑ ๔๐. การใช้อานาปานสติ ๒๐. การทำวัตรตามแบบ ให้เป็นประโยชน์ใน โบราณ ๑ บ้านเรือน ๑ ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรม ๔๑. บทช่วยจำสำหรับเรื่อง ที่คนธรรมดาควร อตัมมยตา ๑ ทราบ ๑ ๒๒. โลกอื่น ๑ ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์ และความไม่เกิดแห่ง ทุกข์ ๑
น.65 สหายธรรมของอตัมมยตา บุคคลผู้บรรลุอตัมมยตา ชื่อว่าเป็นอตัมมโย, สหายของอตัมมยตามีอีกมาก จะยกมา ๘ คำ :- อนิจจตา, ทุกขตา, อนัตตตา, ธัมมัฏฐิตตตา, ธัมมนิยามตา, อิทัปปัจจยตา, สุญญตา, ตถาตา, ที่เป็นปัจจัย, เป็นไวพจน์, เป็นธัมมสโมธาน. ผู้มีอตัมมยตามีชื่ออื่น ๆ อีก : เกพลี, อทโส, ตาที, ปารคู, พาหิตะปาโป, สุคโต. ปัญหาของมนุษย์ยุคปรมาณู ยุคปรมาณูมีปัญหามากต้องมือตัมมยตาช่วย ความเห็นแก่ตัวเป็นมูลเหตุของปัญหา ปัจจัยแห่งความเห็นแก่ตัวคือการศึกษาที่ผิดพลาด โลกแคบ ทำให้เห็นแก่ตัวมากขึ้น
Buddhadasa