น.9 บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เป็นเครื่อง ประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา-ความเชื่อ และวิริยะ-ความ พากเพียร ของท่านทั้งหลาย ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ตาม ทางแห่งพระพุทธศาสนา ดังที่เคยกระทำมาเป็นปกติ. แต่ เฉพาะในวันนี้ มีเป็นพิเศษ คือ เป็นการเตรียมจิตใจของ ท่านทั้งหลาย ให้มีความเหมาะสมที่จะประกอบพิธี วิสาขบูชา ที่เป็นวันสำคัญเป็นที่ระลึกแก่พระบรมศาสดา มากเป็นพิเศษ, ฉะนั้น ขอให้ท่านทั้งหลาย จงตั้งใจฟังให้ดี ให้สำเร็จประโยชน์.
น.10 ๒ โดยความเป็นจริง เราควรจะมีความรู้ในสิ่งที่รู้นั้น ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปกว่าที่แล้วมา, อย่างในกรณีนี้ เราก็ควรจะ รู้จักวันวิสาขบูชา หรือว่า รู้จักพระพุทธองค์ก็ตาม ให้ มากยิ่งขึ้นไปกว่าปีที่แล้วมา. อาตมาได้พยายามกระทำ อย่างนี้อยู่เป็นประจำ, ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตดูให้ดี ๆ เถิด ในวันนี้ก็จะได้กระทำดังที่กล่าวมานั้น, คือ ให้รู้จักวันวิสาข- บูชาและองค์สมเด็จพระบรมศาสดาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. วันสำคัญ ที่มีอยู่ ๓ วัน คือ วันวิสาขบูชา, อาสาฬหบูชา และมาฆบูชา : วันวิสาขบูชาเป็นวันที่ระลึกแก่พระพุทธ- เจ้า, วันอาสาฬหบูชาเป็นวันที่ระลึกแก่พระธรรม, วัน มาฆบูชาเป็นวันที่ระลึกแก่พระสงฆ์. วันวิสาขบูชาก็คือ วันที่ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, วันอาสาฬหบูชา ก็เป็นวันที่ ประกาศพระธรรมเป็นครั้งแรก แม้จะมีผู้บรรลุ ธรรมะเพียง ๒-๓ คน ก็เรียกว่าการประกาศพระธรรมนั้น สำคัญและเป็นครั้งแรก, ต่อมาก็ถึง วันมาฆบูชา เป็นวันที่ พระสงฆ์เป็นปึกแผ่นแล้ว เป็นคณะสงฆ์ที่เป็นปึกแผ่นแล้ว ประทับในท่ามกลางสงฆ์ชนิดนั้น ประกาศกฎเกณฑ์ของพระ-
น.11 ๓ ศาสนา เป็นการประดิษฐานพระสงฆ์ลงไปอย่างมั่นคง. นี้ เราเรียกว่ามี ๓ วัน เป็น วันพระพุทธ วันหนึ่ง เป็น วัน พระธรรม วันหนึ่ง เป็น วันพระสงฆ์ วันหนึ่ง ตามที่ท่าน ทั้งหลายพอจะเข้าใจ แต่ทีนี้ถ้าจะมองให้ลึกยิ่งขึ้นไปกว่านั้น หรือ จะให้มี เพียงวันเดียวเท่านั้น ก็ได้เหมือนกัน เรียกว่าวันพระ- ธรรมก็แล้วกัน วันเดียว ก็ต้องเรียกว่าวันพระธรรม. วัน วิสาขบูชานั้น เป็นวันที่พระธรรมได้ทำบุคคลให้เป็น พระพุทธเจ้าขึ้นมา, วันนั้นก็เป็นวันที่พระธรรมได้ถูก เปิดเผยขึ้นมาแก่โลก โดยบุคคลที่เป็นพระพุทธเจ้า, แล้ววันต่อมา ก็เป็นวันที่พระสงฆ์รับเอาธรรมนั้นไป ปฏิบัติสั่งสอนสืบต่อ ๆ กันไป, เป็นวันที่พระธรรมแพร่ หลายไปทั่วโลก, อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นวันพระธรรมเหมือนกัน. พระธรรมทำหน้าที่ ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วพระ- ธรรมก็ถูกประกาศออกไป แล้วพระธรรมก็มีการรับไปปฏิบัติ เผยแผ่ต่อ ๆ กันไปจนทั่วโลก. นี่ถ้าจะให้มีวันเดียว มันก็มี วันพระธรรม, ถ้าให้มี ๓ วัน ก็มีวันพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, เป็นวันวิสาขะ, อาสาฬหะ, มาฆะ ดังที่กล่าวแล้ว.
น.12 ๔ ทีนี้ถ้าเราจะมองกันให้ลึก ไม่มองอย่างนั้น ก็จะเห็น ว่า เป็นวันที่พระธรรมแสดงบทบาท ของพระธรรมอย่าง เต็มที่, ทำให้บุคคลที่เป็นพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาในโลก ก็ด้วยอำนาจของพระธรรม, หรือการตรัสรู้พระธรรมนั่นแหละ ทำให้บุคคลเป็นพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาในโลก แล้วพระธรรม ก็ถูกเผยแผ่ออกไป แล้วพระธรรมก็มีผู้รับปฏิบัติจนเป็นของ สำหรับมนุษย์ อย่างนี้ก็เรียกว่ามีวันเดียวคือวันพระธรรม ท่านก็ลองสังเกตดูเองว่า การมองอย่างนี้มันแปลกไปกว่าที่ เราเคยมองตามธรรมดาหรือไม่ ? แล้วมันก็ลึกซึ้งกว่ากันหรือ ไม่ ? นี่เรียกว่าเราจะรู้จักวันสำคัญนั้นให้ยิ่งขึ้นไป ๆ จน สามารถให้มีวันเดียวก็ยังทำได้ ใครจะชอบหรือไม่ชอบก็แล้ว แต่, แต่แสดงให้เห็นว่า มองทั้ง ๓ วันให้เป็นวันเดียวกันก็ยัง กระทำได้, นี้เป็นการกระทำเป็นพิเศษเกี่ยวกับวัน. เอาละทีนี้ เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า บ้าง ที่เราจะรู้จัก พระพุทธเจ้าให้ยิ่งขึ้นไป ให้ยิ่งขึ้นไปกว่าที่แล้ว ๆ มา ให้รู้ จักพระพุทธเจ้าที่ยังไม่เคยรู้จัก ให้รู้จักเต็มที่ ให้รู้จักสำเร็จ ประโยชน์อย่างยิ่ง.
น.13 ๕ ในชั้นแรกนี้จะพูดเป็น หลักง่ายๆ สำหรับทำความ เข้าใจ ว่าพระพุทธเจ้านั้นมี ๒ แบบก่อน คือพระพุทธ- เจ้า ที่ต้องลืมตามอง แหกตามองยิ่งเห็น ๆ ๆ นี้พระพุทธเจ้า แบบหนึ่ง. พระพุทธเจ้า อีกแบบหนึ่งต้องหลับตามอง, ยิ่งหลับตามองยิ่งเห็น, ยิ่งหลับตามองยิ่งเห็น นี่พอจะต่างกัน หรือยัง. พระพุทธเจ้า แบบที่ลืมตามอง ก็คือพระพุทธเจ้า อย่างที่เป็นบุคคล ที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย เดินไปเดิน มาอยู่ที่นั่นเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว, มีพระพุทธรูปเป็นผู้แทน เป็นสิ่งแทน มีพระธาตุเป็นสิ่งแทน เหล่านี้ ต้องลืมตามอง. ส่วน พระพุทธเจ้าอีกชนิดหนึ่งนั้น พระพุทธ- เจ้าตรัสไว้เอง เป็นพระพุทธเจ้าชนิดที่เรา ต้องหลับตามอง. พระพุทธเจ้าที่เราลืมตามอง แล้วเห็นนั้น เป็นพระพุทธเจ้า ที่ พระองค์ทรงปฏิเสธ ว่าไม่ใช่ฉัน, ไม่ใช่ฉัน. ที่ต้อง หลับตามอง ยิ่งหลับตายิ่งมีสมาธิ ยิ่งหลับตายิ่งมีสมาธิยิ่งมอง เห็น นี้เป็นพระพุทธเจ้าอีกชนิดหนึ่ง เป็นพระพุทธเจ้าที่ ทรงรับรองว่า นี่คือฉัน.
น.14 ๖ ข้อนี้ก็อาศัยพระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นเรา ไม่เห็นธรรมแล้วแม้จะจับจีวรถือไว้ไปไหนไป ด้วยกัน แต่ถ้าเขาไม่เห็นธรรม ก็ไม่ชื่อว่าเห็นเรา. ทรง ปฏิเสธพระพุทธเจ้าที่เห็นด้วยตา จับจีวรถือตามหลังไปนั้น แต่ถ้าไม่เห็นธรรมเห็นแต่องค์ที่เป็นบุคคล ก็ชื่อว่าไม่เห็น ไม่เห็นพระพุทธเจ้า. นี้เรียกว่า พระพุทธเจ้าที่พระองค์ ทรงปฏิเสธว่าไม่ใช่ฉัน คือตัวบุคคล, ต่อเมื่อเห็นธรรม จึงจะรับว่านั่นแหละคือตัวฉัน ตัวที่เป็นฉัน. พึ่งดูให้ดี สังเกตดูให้ดี มีพระพุทธเจ้า ๒ ชนิดที่ต้อง ลืมตามองและหลับตามอง นี้ก็มีพระพุทธเจ้าชนิดที่ทรงปฏิเสธ ว่าไม่ใช่ฉัน, และที่ทรงรับรองว่านี่แหละคือฉัน, ๒ ชนิด อย่างนี้. เอ้าละทีนี้เราก็จะดูให้ยิ่งขึ้นไป, ดูให้ยิ่งขึ้นไป ที่ต้อง หลับตามองนั่น ยังแยกออกได้เป็น ๒ อย่าง : ที่ทรง รับรองว่าเป็นพระองค์และต้องหลับตามอง, มองด้วยจิตใจ
น.15 ๗ ด้วยสติปัญญา คือสิ่งที่เรียกว่าธรรม ก็คือจิตใจของ พระองค์ นั้นเป็นตัวธรรม, แล้ว ธรรมธาตุที่ประจำอยู่ ในทุกหนทุกแห่ง ที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละคือ ตัวธรรม. อย่างหลังนี้ มีคำตรัสรับรองแน่นอนว่า ผู้ใดเห็น ปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา. นี่มันชัดเจนเหลือเกินว่า เห็นปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละคือเห็น พระองค์, ดังนั้นมัน จึงเท่ากันกับว่าปฏิจจสมุปบาทนั้น แหละคือพระองค์. ส่วนการที่เราเห็นจิต เห็นดวงจิตของพระองค์นี้ ยัง ไม่มีที่มายืนยันเหมือนอย่างนี้, แต่เราก็มองเห็นได้ว่า ไม่ใช่ ร่างกาย, เห็นจิตของพระองค์ ธรรมะที่มีอยู่ในจิตของพระ- องค์นั่นแหละ เห็นธรรมด้วยเหมือนกัน นั้นในความหมายที่ว่า เห็นที่จิตของพระองค์. แต่ที่มันมากหรือสำคัญยิ่งกว่านั้น ก็คือ เห็นที่ปฏิจจสมุปบาท, ปฏิจจสมุปบาทมีที่ไหน เห็นปฏิจจ- สมุปบาทที่ไหน ก็คือเห็นพระองค์ที่นั่น. เอ้าทีนี้ท่าน ทั้งหลายลองคิดดู. ปฏิจจสมุปบาทอยู่ที่ไหน ปฏิจจสมุปบาท
น.16 ๘ คืออะไร, ถ้าเห็นปฏิจจสมุปบาทนั้นแล้วจะชื่อว่าเห็น ธรรม, เห็นธรรมนี้แล้วจะชื่อว่าเห็นพระองค์. ปฏิจจสมุปบาท ถ้าว่าโดยกฎ ก็ เป็นสัจจะเป็น ความจริงของธรรมชาติ ที่มีอยู่ว่า มันอาศัยกันแล้วเกิด ขึ้น มันอาศัยกันแล้วดับลง. อาศัยกันแล้ว เกิดขึ้นแห่ง อะไร, เกิดขึ้นแห่งสังขาร หรือความทุกข์, มันอาศัยกัน แล้วดับลง ดับลงแห่งอะไร ก็ดับลงแห่งสังขารหรือความ ทุกข์. การที่มัน อาศัยกันแล้วเกิดขึ้นเป็นความทุกข์ ขึ้น มา, แล้วมัน อาศัยกันแล้วดับลงไป เป็นความสิ้นทุกข์ หรือ ดับทุกข์, นั่นแหละ สองอาการนั่นแหละคือปฏิจจสมุปบาท. ถ้ามองเป็นกฎ มันก็เป็นกฎความจริงที่มีอย่างนั้น, ถ้ามองใน สภาวะธรรม, มองเป็นสภาวะธรรม มันก็คือความเป็นอย่าง นั้นที่มันมีอยู่ตลอดเวลา นี่ขอให้ฟังดูให้ดี ๆ นะ จะไม่เข้าใจก็ได้ ว่า เห็น ปฏิจจสมุปบาทนั้นคือเห็นพระธรรม, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้ นั้นเห็นเรา, ฉะนั้น ผู้ที่เห็นพระพุทธองค์โดยแท้จริง จริง
น.17 ๙ ยิ่งกว่าจริง ก็คือเห็นปฏิจจสมุปบาท : เห็นการอาศัยกัน แล้วเกิดขึ้น, เห็นการอาศัยกันแล้วดับลง. ฟังให้ดีๆตรงนี้สำคัญ ที่ไหนมีปฏิจจสมุปบาท? ตอบอย่างวิทยาศาสตร์ก็จะตอบว่า ทุกๆปรมาณู ในทุก ๆ ปรมาณูที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลกเป็นจักรวาล, แต่ละปรมาณู มีการอาศัยกันเกิดขึ้น, มีการอาศัยกันดับลง. ปฏิจจ- สมุปบาทโดยกฎก็ดี, โดยอาการสภาวะก็ดี, มีอยู่ที่ทุกๆ ปรมาณู, แล้วใครเห็นพระพุทธเจ้าชนิดนี้บ้าง, พระพุทธเจ้า ที่มีอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาล. ขอให้คิดดูให้ดี ๆ นะ, ทุกปรมาณูที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักร- วาล. คำพูดในนิกายเซ็นของอาจารย์คนหนึ่ง เขาก็พูดไว้ แล้วว่า พระพุทธเจ้ามีในที่ทุกแห่ง, มีในที่ทุกแห่ง. เรามัน โง่ พวกเถรวาท เรายังโง่ ไม่เคยพูดอย่างนี้. พวกเซ็น เขาพูดแล้ว ว่าพระพุทธเจ้ามีในทุกแห่ง ก็อาศัยคำนี้ อาศัย หลักเกณฑ์อันนี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านว่า เห็นปฏิจจสมุปบาท คือ เห็นธรรม เห็นธรรมคือเห็นเรา ; ที่ กฎปฏิจจสมุปบาท หรือ สภาวะแห่งปฏิจจสมุปบาท มีในทุกแห่งในทุก ๆ ปรมาณู. นี้มันยังมีคำพูดที่เลยเตลิดไปกว่านั้นว่า แม้ใน
น.18 ๑๐ กองขี้หมาโน่น, ถ้าพูดอย่างนี้เป็นพูดหยาบคายดูถูกไปเสีย, ทุก แห่งโดยไม่ยกเว้นอะไร แม้ในกองขี้หมา เพราะว่าในกองขี้หมา มันก็มีปรมาณู ที่ไหนมันก็มีปรมาณู มันมีในทุก ๆ ปรมาณู. เอาละ, ขอต่อรองให้ลดเข้ามาหน่อย ปรมาณูมันมาก นัก เอาเป็นว่าทุกขุมขนจะดีไหม, ทุกขุมขน ของเราแต่ละ คน ๆ ทุกขุมขนทุกรูขน ทุกขุมขนแต่ละเส้น มันมีอาการ แห่งการอาศัยเกิดขึ้นแล้วดับไป ที่เรียกว่าปฏิจจ- สมุปบาท, อาการของปฏิจจสมุปบาทมันก็มีที่ทุกขุมขน, ก็ แปลว่า ธรรมะที่เป็นพระพุทธเจ้าในทางนามธรรม มีอยู่ที่ นั้น. พระพุทธเจ้ามีอยู่ที่ทุกขุมขน แต่คนโง่มองไม่เห็น ไม่ยอมรับ ไม่รู้สึกว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่ในที่ทุกแห่งทุกขุมขน ที่ ว่ามีการอาศัยกันเกิดขึ้นแล้วดับลง. นี่แปลกไหม, วันนี้แสดงพระพุทธเจ้าแปลกไหม ว่ามีในทุกขุมขน ที่ คนโง่ไม่มองเห็น แล้วก็ ไม่รู้จัก, นี่ ก็เพราะว่ายึดมั่นแต่พระพุทธเจ้าที่เป็นบุคคลในประวัติ- ศาสตร์, เดินไปเดินมาในประวัติศาสตร์โลก, ประสูติเมื่อวัน นั้น, ตรัสรู้เมื่อวันนี้ นิพพานเมื่อวันนั้น เป็นลูกคนนั้นเป็น
น.19 ๑๑ หลานคนนี้, รู้จักแต่พระพุทธเจ้าอย่างนั้น, คือพระพุทธเจ้า ที่เป็นบุคคล ซึ่งก็เป็นพระพุทธเจ้าที่ทรงปฏิเสธว่าไม่ใช่ฉัน, ถ้าไม่เห็นธรรมะ แม้จะจับมุมจีวรฉันถือไว้ไปไหนไปด้วยกัน ก็ไม่ชื่อว่าเห็นฉัน ถ้ามันไม่เห็นธรรมะ. นี่เรียกว่า เราเห็นกันแต่พระพุทธเจ้าองค์ที่ทรง ปฏิเสธว่าไม่ใช่ฉัน, ส่วนองค์ที่ทรงรับรองว่าฉันคือตัว ธรรมะน่ะไม่ค่อยจะสนใจ. ดังนั้น จึงทำให้เกิดปัญหา มี วันประสูติ มีวันตรัสรู้ มีวันปรินิพพาน เป็น ๓ อย่าง ๓ วัน น่าอัศจรรย์ตรงเป็นวันเดียวกัน, นี่ถือกันอย่างนั้น พอ อาตมาอธิบายว่า โอ้ไม่ใช่อย่างนั้นดอก ; การประสูติ ตรัสรู้ นิพพานเป็นสิ่งเดียวกัน : ประสูติคือเกิดพระพุทธเจ้า, อุบัติพระพุทธเจ้าขึ้นมา เมื่อตรัสรู้ นั่นแหละ, เมื่อนั้นมี นิพพานแห่งกิเลส, กิเลสทั้งหลายทั้งปวงดับไป. ฉะนั้น ประสูติตรัสรู้นิพพานมันก็เป็นสิ่งเดียวกัน, ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครยอมเชื่อกี่คน, หาว่าบ้า ๆ บอ ๆ พูดอวดดี หลอกคน เสียอีกโน่น เป็นอย่างนี้. บอกให้เห็นชัดเจนลงไป กลับไม่ มีใครเชื่อ.
น.20 ๑๒ นี่พูดว่า พระพุทธเจ้าพระองค์จริงคือธรรมะ ไม่ได้ เกิดที่เมื่อเวลานั้น, ที่เมืองนั้น ลูกคนนั้นหลานคนนี้, ท่าน ทรงอยู่ตลอดกาล ตลอดเวลา คือ ธรรมะ ๆ ผู้ใดเห็น ธรรมะผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรมะ. แล้ว ธรรมะที่ตรงไหนล่ะ ? ธรรมะที่จิตใจของพระ- พุทธเจ้า นั้นก็ธรรมะ แต่ ที่พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันไว้เองว่า ที่ปฏิจจสมุปบาท. อาตมาได้เคยแสดงเรื่องนี้มาก็หนกี่ครั้ง แล้วที่หินโค้ง ว่าถ้ามีตาธรรมจักษุจริง เหลียวไปทางไหนทุก ทิศทุกทางข้างบนข้างล่าง จะเห็นปฏิจจสมุปบาท. เห็น ไปที่ต้นไม้ โอ้ ! มันก็เกิดขึ้นดับไป, เกิดขึ้นดับไป. ที่ก้อน หินก็เกิดขึ้นดับไป, ที่เม็ดทรายก็เกิดขึ้นดับไป, ที่อากาศก็เกิด ขึ้นดับไป, จะเหลียวไปทางไหน ใบไม้สักใบหนึ่งก็มีอาการแห่ง ปฏิจจสมุปบาท. นี่เคยพูดมากี่ครั้งแล้วที่หินโค้ง, ถ้ายังจำ ได้อยู่ก็จะดีมาก, จะได้เข้าใจว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัส ว่า ถ้าเห็นปฏิจจสมุปบาทคือเห็นธรรมะ เห็นธรรมะ คือเห็นเรา. เอาละ, เดี๋ยวนี้ จะมองกันไปที่ไหนล่ะ ? มองไปที่ หลอดไฟฟ้า, มองที่ผนังซีเมนต์, มองที่ไมโครโฟน, มองที่
น.21 ๑๓ นาฬิกา, ถ้าไม่โง่จะเห็นอาการอาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับลง, เห็นปฏิจจสมุปบาทในทุกสิ่งทุกอย่าง. แต่นี้ก็ยังหยาบ เกินไป, ที่จะพูดว่าในทุกปรมาณู ก็ละเอียดเกินไป, จนชาว บ้านไม่รู้ปรมาณูอยู่ที่ไหน, เว้นไว้ที่เรียนวิทยาศาสตร์ศึกษาการ แพทย์การอะไรมาบ้าง ว่า ทุกปรมาณู หมายถึงทุก ๆ ส่วนที่ ประกอบกันเป็นเซลล์หรือเป็นอะไรต่าง ๆ, มันหมด ไม่ยกเว้น อะไร ทุกปรมาณูมีอาการแห่งปฏิจจสมุปบาท. จำไว้เป็นบทสูตรให้ชัดเจนแน่นแฟ้นไม่ลืมว่า อาการ ที่มันอาศัยกันเกิดขึ้น, อาการที่มัน อาศัยกันแล้วดับลง, อาการอย่างนั้นแหละคือปฏิจจสมุปบาท มันมีในที่ทุกหน ทุกแห่ง. พูดให้ละเอียดลึกซึ้งก็ว่าทุกปรมาณูที่ประกอบกันขึ้น เป็นจักรวาลนี้. ทีนี้พูดให้คนที่ไม่ฉลาดถึงขนาดนั้น ก็ว่าทุก ขุมขนทุกรูขน ที่เนื้อที่ตัวของคุณนั่นแหละ มีปฏิจจสมุปบาท, มีอาการแห่งปฏิจจสมุปบาท อาศัยกันเกิดขึ้นแล้วดับลง, นั้น ก็เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท นั่นเรียกว่าธรรมะ, เห็นธรรมะคือ เห็นพระพุทธเจ้า. เมื่อพระพุทธเจ้าในความหมายนี้ มีอยู่ทั่วทุกขุมขนแล้ว ยังไม่เห็นอีก จะโง่กี่มากน้อย, มันโง่กี่มากน้อยที่ไม่เห็นพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ทั่วทุกขุมขน. คิดดู
น.22 ๑๔ ให้ดี, พระพุทธเจ้าชั้นนี้ พระพุทธเจ้าที่เป็นธรรมะที่ตรัส ไว้เอง : เห็นธรรมะคือเห็นปฏิจจสมุปบาท, เห็น ปฏิจจสมุปบาทคือเห็นธรรมะ เห็นธรรมะคือเห็นเรา. ฉะนั้น จงดูปฏิจจสมุปบาทให้เห็น ว่ามีอยู่ที่ไหน บ้าง, อย่าเอาถึงทุก ๆ ปรมาณูเลย เอาแค่ทุกขุมขนก็พอแล้ว ที่นั่น มันมีอาการแห่งปฏิจจสมุปบาท อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น อาศัย กันแล้วดับลง. เห็นไหม เราได้พระพุทธเจ้า ๓ องค์แล้ว ๓ ชั้น ๓ ชนิด ๓ องค์ แล้วแต่จะเรียก : พระพุทธเจ้าที่เป็นบุคคล เดินไปเดินมา ลูกคนนั้นหลานคนนี้ เกิดเมื่อนั้นตายเมื่อนี้ องค์หนึ่ง, แล้วพระพุทธเจ้า อีกองค์คือจิต จิตของบุคคลที่ สมมุติเรียกว่าพระพุทธเจ้า นั่นก็องค์หนึ่ง, แล้ว ธรรมธาตุ ธรรมะ ธาตุ ธรรมชาติธรรมธาตุที่เป็นอิทัปปัจจัยยตา- ปฏิจจสมุปบาท อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลง, นี่ เป็น พระพุทธเจ้าองค์ที่ลึกซึ้ง, และยิ่งลึกซึ้งเท่าไร ก็ยิ่งจริงแท้ เท่านั้น. พระพุทธเจ้าตรัสไว้เอง อย่างนี้ คุณจะไม่ยอมรับว่า จริงแท้ก็ตามใจ, แต่อาตมาถือว่า จริงแท้ที่สุดละเอียดที่สุด
น.23 ๑๕ เห็นธรรมะคือเห็นปฏิจจสมุปบาท, เห็นปฏิจจสมุปบาท คือเห็นเรา. ได้พระพุทธเจ้า ๓ ชนิด ไม่เหมือนกัน, หรือว่า ๓ ชั้น หรือว่า ๓ องค์ องค์นอกสุดคือที่เป็นคน ร่างกายเนื้อ หนังเดินไปเดินมาจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ เรียกว่า พระพุทธ เจ้าในประวัติศาสตร์ หรือในพุทธประวัติก็ได้, แล้วพระ- พุทธเจ้า องค์หนึ่งเป็นพระจิต เป็นจิตของพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้า อีกองค์คือปฏิจจสมุปบาท, ธรรมะคือปฏิจจ- สมุปบาท เป็นธรรมธาตุ เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ที่ไหนก็ตาม เถิด. นั้นคือพระพุทธเจ้า ในฐานะที่เป็นธรรมธาตุ ธรรม ธา-ตุ. องค์ที่หนึ่งเป็นเนื้อหนัง อย่างบุคคลเหมือนคน ทั้งปวง, องค์ที่สองเป็นพระจิตที่ตรัสรู้ หมดกิเลส, องค์ที่ สาม คือธรรมธาตุมีอยู่ตามธรรมชาติ เป็นอนันตกาล ไม่ รู้จักสิ้นสุดมีอยู่ในทุกหนทุกแห่งที่มันมีกฎเกณฑ์อันนี้เข้าไปสิง อยู่. พระพุทธเจ้าจึงมีอยู่ที่ทุก ๆ ปรมาณูโดยละเอียด. ถ้า ให้เข้าใจกันง่ายหน่อยก็ทุกขุมขนของเรา, หรือถ้าละเอียดนักก็
น.24 ๑๖ เอา ทุกหนทุกแห่ง ในเนื้อในตัว ที่แขนที่ขา ที่มือที่ตีน ที่หู ที่ตา ที่จมูกที่อาการ ๓๒ อะไรก็ตาม, ล้วนแต่มีธรรมชาติ ที่เป็นการอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น อาศัยกันแล้วดับลง, ที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท. เอ้า ! ได้พระพุทธเจ้า ๓ องค์หรือ ๓ ชนิด หรือ ๓ ชั้น ลึกซึ้งกว่ากันเป็น ๓ ชั้น, ลองถามตัวเองดูว่าองค์ไหนจริง องค์ไหนจริง ? องค์ไหนเป็นพระพุทธเจ้าองค์จริง แล้วองค์ ไหนเกิดขึ้นชั่วคราว แล้วนิพพาน ตายแล้วเผาแล้ว, องค์ไหน จะปรากฏเมื่อใดก็ได้ ถ้าใครทำจิตให้หมดกิเลส, และอีกองค์ หนึ่งใครไม่ต้องทำอะไรอยู่ตลอดอนันตกาล ทุกอนันตเทศะ คือทุกหนทุกแห่ง อนันตกาละคือทุกเวลา. นี่ พระพุทธเจ้า องค์ไหนจริงกว่า, พระพุทธเจ้าองค์ไหนลึกซึ้งกว่า ก็คิดดู เอาเอง, แล้วจะชอบใจพระพุทธเจ้าองค์ไหน. ถ้ารู้จักพระพุทธเจ้าองค์ที่สามนี้แล้วก็วิเศษ, เพราะว่าถ้า จะเหลียวไปทิศทางไหน ก็จะเห็นแต่พระ- พุทธเจ้า เต็มไปหมด คืออาการแห่งการเกิดขึ้นแล้วดับ ลง, อาการเกิดขึ้นแล้วดับลง แห่งอะไร ? แห่งสังขารก็ได้,
น.25 ๑๗ แห่งความทุกข์ก็ได้, เพราะถ้ามันมีอาการเกิดขึ้นแล้วดับลง มันก็เป็นเรื่องของความทุกข์, เป็นเรื่องของกิเลส เป็นเรื่อง ของความทุกข์, หรือไม่เรียกว่าความทุกข์ เรียกว่าสังขารก็ได้ คือสิ่งปรุงแต่ง. มองดูไปที่กำแพงคอนกรีตนี้ มันก็มีอาการ เกิดขึ้นแล้วดับลง, เกิดขึ้นแล้วดับลง อย่างละเอียดอย่างลึกซึ้ง แต่กินเวลานานหน่อย, จะมองดูไปที่อะไรที่เรียกว่าสังขาร แล้วมันเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น. ฉะนั้น พวกเซ็นที่เป็นอิสระเขาจึงพูดว่ามีแม้แต่ใน กองขี้หมา พวกเราไม่กล้าพูด มันเป็นการดูถูกพระพุทธเจ้า, แต่มันก็จริงอย่างนั้น จะเป็นดอกกุหลาบหรือในกองขี้หมาก็ ตาม มันมีอาการอย่างนี้ทั้งนั้น. ที่สวรรค์ก็อย่างนี้, ที่เมือง มนุษย์ก็อย่างนี้, ในนรกก็อย่างนี้, ที่ไหนก็อย่างนี้ ในกาม โลก, ในรูปโลก ในรูปโลกมันก็มีแต่สิ่งที่มีอาการอาศัยกัน เกิดขึ้นอาศัยกันดับลง, เขาจึงพูดถูก พูดฉลาดกว่าเรา พูด ก่อนเรา. เราโง่กว่าเขาเพิ่งจะได้มานึก เพราะอาศัยพระ พุทธภาษิตนี้เอามาพูดให้ฟัง อาตมารู้สึกน้อยใจและละอายว่า แหมคำนี้พวกเซ็นเขาพูดก่อนเรา, เราได้ยินแล้วมาพูดให้คน ทั้งหลายฝั่ง ก็ยังไม่ค่อยอยากฟังหรือยอมเชื่อ ว่า พระพุทธ-
น.26 ๑๘ เจ้ามีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ในคน ๆ หนึ่งมีเซลล์ไม่รู้กี่ ล้าน ๆ เซลล์ ในเซลล์มีกี่ปรมาณูก็คูณเอาเอง ก็มีเต็มไปหมด เหลือที่จะกล่าว. เอาละ, ขอให้จำไว้เถอะ ในทุก ๆ ส่วนที่ประกอบ กันขึ้นเป็นร่างกายเรา : ผม, ขน, เล็บ, พัน, หนัง กระทั่ง ว่าทุกรูขนทุกเส้นขน มีอาการแห่งปฏิจจสมุปบาท, นั้นคือ ธรรมะ นั้นคือพระพุทธเจ้า ในความหมายที่เรียกว่า ธรรมะ. พอจะเข้าใจหรือยังว่า พระพุทธเจ้าองค์ไหนต้อง ลืมตาแหกตามาก ๆ จึงจะมองเห็น, พระพุทธเจ้าองค์ไหนยิ่ง หลับตา ๆ ๆ ๆ เป็นสมาธิจึงจะมองเห็น, ก็เลย ได้กฎเกณฑ์ ขึ้นมาว่า พระพุทธเจ้าที่ต้องลืมตามอง และ พระพุทธ- เจ้าที่ต้องหลับตามอง, ยิ่งหลับยิ่งเห็น. เอ้า! ที่นี้มาทำวิสาขบูชา ทำกับพระพุทธเจ้าองค์ ไหน ? คุณจะทำกับพระพุทธเจ้าองค์ไหน ? ถ้าจะทำกับพระ- พุทธเจ้าองค์ในประวัติศาสตร์ เกิดวันนั้นลูกคนนั้นหลานคนนี้ ตรัสรู้เมื่อนั้น นิพพานเมื่อนี้ ก็พระพุทธเจ้าองค์นั้นแหละ, องค์นอกสุดที่ต้องลืมตา. แต่ถ้าว่า พระพุทธเจ้าองค์ที่เป็น
น.27 ๑๙ ธรรมะ นี้เป็นลูกใครหลานใครไม่ได้, เกิดเมื่อนั้นตายเมื่อนี้ ไม่ได้ ไม่ตายให้ใครเผา, ทรงอยู่ตลอดกาลเลย คือพระ- พุทธเจ้าโดยพระจิตก็ดี, พระพุทธเจ้าโดยพระธรรมธาตุก็ดี. ที่เรียกว่าโดยพระจิตอยู่ตลอดอนันตกาลนั้น หมาย ความว่าจิตของใครก็ได้, เมื่อไรก็ได้, ถ้าทำให้หมดกิเลส แล้วเป็นพระพุทธเจ้าทันที, เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าชนิด พระจิตนี้ก็ตลอดกาลเหมือนกัน ไม่รู้จักสิ้นสุด, ใครทำให้ หมดกิเลสได้ก็เป็นทันที, แต่ไม่จริง ไม่เหมือนกับ พระพุทธ เจ้าที่เป็นธรรมธาตุ มีตลอดกาล คืออาการแห่งปฏิจจสมุปบาท อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยการดับลง. นี่พระพุทธเจ้าองค์พระ จิตนี้ไม่มีการประสูติ ตรัสรู้ นิพพานที่ไหนกับใคร, ไม่ต้องตาย ไม่ต้องเผา ไม่ต้องมีอะไรยุ่งยาก. ทีนี้ยิ่ง พ ระพุทธเจ้าองค์ที่เป็นปฏิจจสมุปบาท แล้วยิ่งใหญ่เลย ไม่ได้ประสูติ ไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้ปรินิพพาน, มีเสียเองตลอดอนันตกาล มีอยู่โดยไม่ต้องมีการมี. ฟังไม่ ถูกใช่ไหม ? มีอยู่โดยไม่ต้องมีการมี, ตั้งอยู่โดยไม่ต้องมีการ ตั้งอยู่ เพราะเป็นธรรมธาตุ เช่นนั้นเอง. พระพุทธเจ้าองค์นี้
น.28 ๒๐ ไม่ประสูติไม่ตรัสรู้ไม่ปรินิพพาน ไม่พูดไม่สอนไม่ทำอะไร เหมือนกับที่เรารู้จักกัน. ทำไมพระพุทธเจ้าจึงปฏิเสธพระพุทธเจ้าที่เป็น คน ๆ เดินไปเดินมา พูดได้สอนได้เทศน์ได้ จึงปฏิเสธองค์ นั้น, แล้วมายืนยันองค์นี้ว่าเป็นธรรมะ เป็นธรรมะ พูด ก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ แต่กลับจริงกว่า เป็นนิรันดรที่สุดเห็น ที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้. พระพุทธเจ้าองค์ในประวัติศาสตร์ ตายแล้วเผาแล้ว, พูดภาษาชาวบ้านโสกโดกก็ตายแล้วเผาแล้ว เหลือแต่พระธาตุ. ส่วนพระพุทธเจ้าองค์นี้ไม่มีตายไม่มีเผา เป็นอยู่ตั้งอยู่โดยไม่ต้องมีการตั้งอยู่, ไม่มีการปรุงเป็นแบบอื่น, มีการตั้งอยู่โดยกฎโดยฐานะที่เป็นกฎ. ที่ว่าเกิดขึ้นดับ ไปนั้น มันเป็นกฎ เป็นตัวความจริงหรือเป็นตัวกฎ. ขอให้เห็นพระพุทธเจ้าองค์นี้เถิด แล้วคุณนั่นแหละ จะกลายเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาเอง ขอให้เห็นพระพุทธเจ้า องค์นี้, เห็นปฏิจจสมุปบาท ให้รู้แจ้งโดยประจักษ์แล้ว จะกลายเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาเอง, มันมีประโยชน์มาก อย่างนี้.
น.29 ๒๑ เดี๋ยวนี้เราก็มามัวทำวิสาขบูชาการประสูติ ตรัสรู้ นิพพาน ทุกปี ๆ, มัวแต่ประสูติ ตรัสรู้ นิพพาน, ไม่เคยสน ใจที่จะรู้จักพระพุทธเจ้าโดยพระธรรม หรือธรรมธาตุ, ปีนี้มาพูดให้ได้ยินได้ฟัง มันก็แปลก. อาตมารู้สึกว่ามีราคา มากที่มีความรู้เรื่องนี้ แต่ท่าน ไม่รู้เรื่องนี้ก็ไม่มีราคาอะไร, อุตส่าห์เดินทางมาจากภาคเหนือภาคอีสานไม่คุ้มค่ารถ เพราะ ไม่รู้ ไม่ได้รู้ ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้. แต่ถ้าว่ารู้เรื่องนี้แล้ว ให้เดินทางมาจากอเมริกาจากมุมโลกจากเทวโลกด้วยซ้ำไป ถ้ารู้ เรื่องนี้แล้วจะคุ้มค่า จะคุ้มค่า. ขอให้พยายามสนใจให้รู้จักพระพุทธเจ้าทุกองค์ พระพุทธเจ้า ทุกชนิด พระพุทธเจ้า ทุกระดับ ท่านทั้งหลาย ก็จะเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง. อย่างนี้จะเรียกว่าอะไร เรียกว่าพระพุทธเจ้าที่ท่าน ยังไม่เคยรู้จัก จะได้หรือไม่ ? ถ้าเคยรู้จักมาแล้วก็ดีซิ แต่เดี๋ยวนี้ เห็นว่ายังไม่เคยรู้จัก ก็มาพูดให้ฟังให้รู้จัก, รู้จักกันแต่พระ พุทธเจ้าที่เป็นบุคคล. มาบอกให้รู้จักพระพุทธเจ้าที่เป็นธรรม เป็นธรรมะ ที่พระองค์ตรัสไว้เอง ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้น
น.30 ๒๒ เห็นเรา คือเป็นพระจิตก็ได้ เป็นธรรมธาตุ ธรรม- ชาติ เป็นปฏิจจสมุปบาทก็ได้. นี่จะรู้จักพระพุทธเจ้าครบ ทุกชนิด, แล้วก็จะเลือกได้เองว่าชนิดไหนสำคัญ, ชนิดไหน ที่อยู่กับเนื้อกับตัวของเรา, ไม่ต้องแยกกันเลย อยู่กับ เราตลอดเวลา. พระพุทธเจ้าชนิดไหน, พระพุทธเจ้าที่ เป็นบุคคลทำอย่างนั้นได้หรือ ตายแล้วเผาแล้วเหลือแต่พระ- ธาตุ จะมาอยู่กับเราได้อย่างไร. . แต่พระพุทธเจ้าชนิดนี้อยู่ กับเราทุกขุมขน ทุก ๆ ส่วนแห่งชีวิต แห่งร่างกาย, กฎ แห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละ คือพระพุทธเจ้าชนิดที่อยู่ กับเราได้ตลอดเวลาทุกหนทุกแห่ง, ขอให้เข้าใจ. ที่อยากจะบอกอีกส่วนอีกแง่หนึ่งก็คือว่า พระพุทธ- เจ้าองค์แท้จริงนั้นอยู่ที่ไหน ? คุณจะไปดูที่ไหน, มันมีอะไร บังอยู่. รูปภาพที่ในโรงมโหรสพทางวิญญาณ ประตูทางโน้น ซ้ายมือภาพแรก พระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ที่ข้างหลังม่านแห่ง ความโง่ของคุณ, คุณไม่เห็นพระพุทธเจ้า แม้อยู่ทุกปรมาณู ทุกขุมขน คุณก็ยังไม่เห็น, เพราะว่า ม่านแห่งความโง่ ของคุณ เอง มันบังไว้. ถ้าคุณ แหวกม่านแห่งความโง่ของคุณไปเสีย นิดหนึ่ง เท่านั้นแหละ คุณ ก็จะพบว่าอ้าว ! พระพุทธเจ้านั่ง
น.31 ๒๓ อยู่ตรงนี้ พระพุทธเจ้านั่งอยู่ตรงนี้, หลังม่านแห่งความโง่ ของกูโว้ย, ไม่ต้องไปหาที่อินเดีย, ไม่ต้องไปหาที่วัด. ไม่ต้อง ไปหาที่ไหน มีอยู่ที่หลังม่านแห่งความโง่ คือม่านแห่ง อวิชชา, แหวกม่านนั้นออกไปเสียจะพบว่า พระพุทธเจ้านั่ง อยู่ที่ตรงนี้แหละ. นี่ถ้าอยากจะพบพระพุทธเจ้าพระองค์จริง อย่างนี้ ก็ จงแหวกม่านอวิชชา ม่านแห่งความโง่. แต่นี้ หาไม่พบอีกไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ม่านแห่งความโง่ไม่รู้อยู่ที่ไหน ก็เลยไม่ต้องแหวกกัน, ก็เลยไม่ต้องรู้จักพระพุทธเจ้าจนกระทั่ง บัดนี้ แม้พระพุทธเจ้ามีอยู่ทุกขุมขนของตัวเอง. ม่านแห่งความโง่บังพระพุทธเจ้าไว้, แหวกไป เสียนิดเดียวจะพบว่านั่งอยู่ที่ตรงนั้น คุณจะรู้สึกว่านี้แหม พูดหยาบคายพูดจ้วงจาบก็ตามใจ แต่ความจริงมันมีอยู่อย่าง นี้แหละ. ขอให้ยกที่มันโสกโดกหยาบคายไปเสีย, ให้ถือ เอาแต่ความจริง แล้วให้พบข้อนี้ พบข้อนี้ แหวกม่าน แห่งอวิชชาออกไปได้ที่ไหนจะพบพระพุทธเจ้านั่งอยู่ที่ตรงนั้น. อาตมาก็เคยโง่ไปหาที่อินเดียเหมือนกัน, เคยไปอินเดียสอง หน ไม่เคยพบพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านอยู่ที่ หลังม่านแห่งความโง่ของเรา, มันเป็นอย่างนี้. รีบหาม่าน
น.32 ๒๔ แห่งความโง่ของเราให้พบ แล้วก็แหวกไปนิดเดียวเท่า นั้นแหละ, ไม่ต้องหมดหรอก ก็จะพบว่า อ้าว ! นั่งอยู่ตรง นี้เอง. นี่คือพระพุทธเจ้าที่ท่านยังไม่รู้จัก, พระพุทธเจ้า ที่เป็นธรรมะ, พระพุทธเจ้าที่ยิ่งลืมตามองแล้วไม่เห็น, ยิ่ง หลับตามองแล้วก็ยิ่งเห็น, ยิ่งหลับตาให้ลึกด้วยสมาธิแล้ว ยิ่งเห็น. พอกันแล้วกระมัง ปีนี้พูดให้รู้จักพระพุทธเจ้าที่ไม่ เคยรู้จักมาก่อนอย่างนี้ ได้พระพุทธเจ้าเป็น ๓ องค์ เป็น ๓ ชนิด หรือ ๓ ชั้น. ทีนี้ก็มาพูดถึง ทำวิสาขบูชากัน เราจะต้องทำ อย่างไร, กับพระพุทธเจ้าองค์ไหน ? ถ้าเป็นพระพุทธ- เจ้าอย่างบุคคล เป็นอย่างบุคคลเหมือนที่เคยรู้จัก ก็ ทำการ บูชาด้วยกายด้วยวาจาด้วยใจ, บูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนเดิน เวียนประทักษิณด้วยกาย กล่าวคำด้วยวาจา ทำใจส่งไปถึง นี่เรียกว่าบูชาด้วยกาย วาจา ใจ แก่พระพุทธเจ้าที่เป็นบุคคล. ทีนี้ พระพุทธเจ้าที่เป็นจิต ที่รู้ธรรมจะบูชาอย่างไร? ก็ต้องบูชาด้วยทำจิตให้เป็นอย่างนั้นตามพระพุทธเจ้า,
น.33 ๒๕ พระพุทธเจ้ามีจิตเป็นอย่างไร เราทำจิตของเราให้เป็นอย่างนั้น ตามรอยพระพุทธเจ้า บูชาพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๒ คือที่เป็นจิต. ที่นี้ที่ เป็นอย่างธรรมธาตุที่เป็นปฏิจจสมุปบาท จะทำอย่างไร, จะบูชาอย่างไร ? ทำให้รู้แจ้ง ทำให้รู้จักทำให้ ปรากฏ ทำให้ดับทุกข์ได้, ทำให้อาศัยแล้วมีแต่ดับไป ๆ ดับทุกข์ ๆดับกิเลสดับทุกข์, นี่บูชาด้วยการทำให้ปรากฏอย่างนี้. เราจะบูชาพระพุทธเจ้าองค์ที่หนึ่งคือบุคคล นั้น ด้วยการบูชา กิริยาท่าทางพิธีรีตองอะไรทางกายทางวาจาทาง จิตใจ เหมือนที่เคยทำมาแล้วทุก ๆ ปี. บูชาพระพุทธ- เจ้า องค์ที่เป็นจิต ด้วยการทำจิตให้เหมือน, แล้วบูชา องค์พระพุทธเจ้า ที่เป็นธรรมธาตุ เป็นสัจจะของความจริง เอามาใช้ดับทุกข์ให้ได้, ใช้กฎปฏิจจสมุปบาทดับทุกข์ให้ได้ ดับไม่ให้มีการปรุงแต่งเป็นสังขารขึ้นมา. นี่เรียกว่าได้รับ ประโยชน์ ทุกชนิดทุกอย่างเท่าที่จะได้รับจากพระพุทธเจ้า, และ ทุกชนิดทุกอย่างเท่าที่เราจะบูชาพระคุณของพระพุทธเจ้าได้. สรุปอีกอย่างหนึ่งก็ว่า เรามาตั้งจิตตั้งใจขอบพระคุณ พระพุทธคุณ พระมหากรุณาธิคุณ พระคุณอย่างสูงสุดของพระ-
น.34 ๒๖ พุทธเจ้า. นี้ เราจะมาทำไว้ในใจ รู้สึกขอบพระมหากรุณา- ธิคุณ นี้อย่างหนึ่ง, และเราก็ พัฒนาจิต พัฒนาจิตของเรา ให้เป็นอย่างนั้น อย่างหนึ่ง, แล้วเราก็ช่วยกันเผยแผ่ตาม พระพุทธประสงค์. ข้อนี้บางคนจะไม่เคยได้ยินได้ฟังก็ได้ ว่า พระพุทธ- เจ้าท่านมีพระพุทธประสงค์ว่า ให้ช่วยกันเผยแผ่พระ- ธรรมวินัยไปทั่ว ๆ ไปหมด, ให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงใช้เป็น ประโยชน์ดับทุกข์ได้, ให้รู้ธรรมะกันทั้งจักรวาลนั้นแหละเป็น พระพุทธประสงค์. เราตั้งใจสนองพระพุทธคุณอันนี้, เราจึง ทำกิจกรรมอย่างนี้. กิจกรรมของสวนโมกข์นี่ พูดได้ว่า สนองพระพุทธประสงค์ อย่างนี้ อย่างยิ่ง ด้วยชีวิตจิตใจ, ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย หรือแม้กระทั่งความตาย ถ้ามัน จะต้องตายแล้วทำได้สำเร็จก็เอา, แต่ถ้าตายทำอะไรไม่ได้ ยัง ไม่ตาย ยังอยู่ยังไม่ตาย ทำไปก่อนดีกว่า, ถ้ามันสำเร็จด้วยความ ตายแล้วก็ยินดีที่จะตายเดี๋ยวนี้ก็ได้, เพื่อให้ธรรมะเผยแผ่ ไปทั่วโลกตามพระพุทธประสงค์.
น.35 ๒๗ เราจะสนองพระคุณพระพุทธเจ้าที่เป็นบุคคล ด้วยการขอบพระคุณ บูชาคุณ ทำพิธีต่าง ๆ นานา, บูชา คุณของพระพุทธเจ้าที่เป็นจิต ด้วยการทำจิตของเราให้ เหมือนท่าน, แล้วบูชาคุณพระพุทธเจ้าที่เป็นธรรมธาตุ ด้วยการทำให้ปรากฏ ทำให้ปรากฏแก่สากลจักรวาล ให้รู้ธรรมะข้อนี้, และดับทุกข์กันได้ทุกชีวิตเถิด. เอาละ, คิดว่าคงจะรู้จักพระพุทธเจ้ากันดียิ่งกว่าปีที่ แล้ว ๆ มา, พูดอย่างนี้แล้วถ้าไม่เกิดความรู้ใหม่ขึ้นมาใน พระพุทธเจ้า ก็จนใจ, เป็นเรื่องเป่าปี่ให้เต่าฟังกันไปเรื่อย ๆ ก็ได้. อาตมายังไม่ท้อถอยดอก, จะต้องพูดจนท่านทั้งหลาย มีความรู้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ๆ ทุกปีเป็นแน่นอน. เอาละ เรื่องของพระพุทธเจ้าที่ท่านยังไม่รู้จัก ก็เห็นจะพอกันที ปีนี้ ได้เพิ่มเติมการรู้จักพระพุทธเจ้าให้เกิดขึ้นมาอย่างนี้, จนรู้จัก ครบทั้ง ๓ องค์ ... ... ...
น.36 ๒๘ อุดมคติ ของความเป็นแพทย์. เอ้าทีนี้ก็เป็นเรื่องที่สองของการบรรยายธรรมะในปีนี้ ตามความต้องการของผู้ที่เป็นหมอ ให้ช่วยพูดเรื่องพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับการเป็นหมอเป็นแพทย์ ก็จะพูดโดยหัวข้อที่ ๒ ว่า อุดมคติของความเป็นแพทย์ที่มีอยู่ในพระพุทธจริยา. นี่ เรื่องที่ ๒ เรื่องแถมพกไม่ได้เกี่ยวกับวิสาขบูชาโดยตรง แต่ก็ เกี่ยวอยู่นั่นแหละ เพราะพูดเรื่องพระพุทธเจ้า, แล้วก็พูดใน วันที่สำคัญ พระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นแพทย์ที่เป็นหมอ ก็ขอ ให้ฟังให้ดี ๆ ต่อไป. ข้อที่ว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นแพทย์ นี้ พระพุทธ เจ้าตรัสเองก็มี ตรัสว่า เป็น ภิสฺโก สลุกตฺโต, พระอานนท์มา กล่าวว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสก็มี , พระเถระเป็นพระอรหันต์องค์ หนึ่งกล่าวอย่างไพเราะที่สุดก็มี , เสละพราหมณ์พวกพราหมณ์ ที่เป็นข้าศึกศัตรูกันกับพระพุทธเจ้ากลุ่มหนึ่งคณะหนึ่ง เมื่อพ่าย แพ้แก่พระพุทธเจ้าแล้วกล่าวยืนยันก็มี. นี่เรื่องที่ว่าพระพุทธ- เจ้าเป็นแพทย์นี้ หาที่มาได้เยอะแยะ พระพุทธเจ้าตรัสเองก็มี, พระอานนท์ว่าก็มี, พระอรหันต์ทั้งหลายว่าก็มี เสละพราหมณ์
น.37 ๒๙ ว่าก็มี, ใคร ๆ ว่าอีกก็มี ที่ว่าเป็นแพทย์. ฉะนั้นเราจงมารู้ จักคำพูดที่เรียกว่าแพทย์นี่เสียก่อน. โดยทั่วไปคนเขาใช้พูดอยู่สมัยนั้น ใช้ตรงกัน ชาว บ้านก็ใช้ใครก็ใช้ คำว่าแพทย์ แต่ว่ามันมีกี่ชนิด ก็เอาเป็น หลัก ๆ กันก่อนว่า คำแรกที่สุดนี้ก็คือคำว่า เวชฺโข. เวชฺโช แปลว่า ผู้มีวิชชา หรือจะแปลอย่างอื่นก็ได้ แต่อาตมาอยากจะแปลว่าเวชโชคือผู้มีวิชชา, ตรงกับคำพูด ภาษาปัจจุบันของเราว่าซินแส ๆ ซินแสใหญ่ ซินแสทั่วไป เป็นครูก็ได้ เป็นหมอก็ได้ เป็นศิลปินก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ เป็นชินแส ผู้มีความรู้ รู้ไปหมด. คำว่า เป็นหมอในครั้ง พุทธกาลก็มีความหมายคล้าย ๆ อย่างนั้น. เวชโซเป็นผู้มี วิชา จะวิชาหมออะไรก็ได้ ทุก ๆ วิชามารวมอยู่ที่เวชโช, เป็นหมองเป็นหมอยา เป็นหมอก็แล้วกัน, เรียกว่าเวชโซ คำนี้กว้าง. ทีนี้คำว่า ภิกฺโก, ภิส แปลว่า รากไม้ โก กระทำ กระทำกิจกรรมอะไรก็ตามด้วยรากไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ ยางไม้ ดอกไม้ ผลไม้ อะไรก็ตาม ที่เรียกว่าสมุนไพร ที่เดี๋ยวนี้เรียกว่า
น.38 ๓๐ สมุนไพร นี่ตรงกับคำว่า ภิส แล้วก็ ภิสฺโก กระทำด้วย สมุนไพร กะ คำนี้บางทีก็มีอรรถะว่า อุทฺธรณ ว่าถอน ถอน ยาพิษ ถ้าเอานี้เป็นถอนยาพิษ ก็ถอนยาพิษด้วยรากไม้ด้วยสิ่ง เหล่านี้ ใช้สมุนไพรทุกอย่างให้เป็นประโยชน์ในการกำจัดโรค เรียกว่า ภิสกฺโก ตรงกับคำว่า อายุรเวช, อายุรเวชที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบัน. ที่นี้คำถัดไปเรียกว่า สลฺลกฺโต นี่กระทำด้วยมีด ด้วย ของมีคม นี่ก็คือหมอผ่าตัด ศัลยกรรมเป็นศัลยเวช เรียกว่า สัลลเวชโช ก็มี คือ หมอที่ทำงานด้วยของมีคม เรียกว่า สัลล- กัตโต ก็มี ก้าวล่วงไปได้ด้วยของมีคม, สัลลกัตโต ก็ทำงาน หน้าที่ด้วยของมีคมคือสัลละ อย่างนี้ก็มี ทีนี้คำรวมหมดอีกคำหนึ่ง เรียกว่า ติกิจฺฉโก นี้แปลว่า ผู้แก้ไข, แก้ไขสิ่งที่ควรแก้ไขไปทุกอย่าง. ความหมายกว้าง ในทุกแง่มุมของโรคภัยไข้เจ็บ เรียกว่า ติกิจฺฉโก. เวชโช ก็ดี, ภิสักโก ก็ดี, สัลลกัตโต ก็ดี, ติกิจฉโก ก็ดี, หมายถึงหมอแพทย์ทั้งนั้น แล้วแต่เขาทำหน้าที่อย่างไร, พูดกัน อยู่ในครั้งพุทธกาล, ในครั้งพุทธกาลใช้คำอย่างนี้ แล้วอย่าลืม
น.39 ๓๑ ว่าแม้ชาวบ้านแท้ ๆ คำว่าหมอ หมายถึงซินแส. พระพุทธ- เจ้าก็มีส่วนเป็นซินแส ตามภาษาชาวบ้าน ที่ชาวบ้านจะตั้งให้ เป็นผู้รู้ทั้งวิชาหนังสือ รู้ทั้งวิชาหมอ รู้ทั้งวิชาศิลปะ อะไรที่ มันยาก ๆ ลำบากก็แล้วกัน, นี่มันคาบเกี่ยวกันอยู่โดยชาวบ้าน ทำให้มันคาบเกี่ยวกัน. ทีนี้เอาที่ว่าพระอรหันต์องค์หนึ่ง อธิมุตตะเถระพูด ท่านพูดว่า สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฺฉโก , มีใจความว่า พระองค์ เป็นสัพพัญญู เห็นแจ้งสิ่งทั้งปวง, เป็นผู้ชนะ, อาจารย์ของ ข้าพเจ้า, ว่าอาจารย์ของข้าพเจ้าเป็นสัพพัญญู เป็นสัพพทัสสาวี , เป็นชินะ เป็นผู้ชนะ, เป็นผู้มีมหากรุณาใหญ่, เป็นผู้เยียวยา โรคของสัตว์โลกทั้งปวง. คำสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า สัพพโลก- ติกิจฉโก เป็นผู้เยียวยาโรคของสัตว์ โลกทั้งปวง. นี่พระอรหันต์ องค์นี้เมื่อถูกใครถามว่า ทำไมไม่กลัวตาย ? ท่านบอกว่า ฉัน เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นอย่างนี้, ฉันจึงไม่กลัวตาย ไม่มีความตาย ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความตาย. พระ พุทธเจ้าทรงเป็นสัพพโลกติกิจฉโก.
น.40 ๓๒ อย่าลืมนะฟังดี ๆ นะหมอทั้งหลาย, ในขณะเดียว กันนั้นมีคำกล่าวว่า ท่านเป็นผู้เห็นทุกอย่าง ผู้ชนะ แล้ว ก็ ผู้มีกรุณา, นี่มันเป็นคำประกอบอยู่ในคำว่าเป็นหมอ, หมอ เป็นผู้ชนะ ชนะความเห็นแก่ตัว, ชนะอะไรก็แล้วแต่ได้ทุก อย่าง, ชนะก็แล้วกัน. แล้วก็ รอบรู้, แล้วก็ มีมหากรุณา ท่านจึงสามารถเป็นแพทย์เยียวยาโรคของสัตว์โลกทั้ง ปวง, ไม่ใช่รู้แต่ว่าทำโรคให้หาย นะ แต่ ต้องมีกรุณา ใหญ่หลวง ต้องรอบรู้ แล้วก็ เป็นผู้ชนะความรู้สึกฝ่ายต่ำ. บรรดาความรู้สึกฝ่ายต่ำกิเลสทั้งหลาย, หรือว่าความรู้สึกต่ำ ๆ ทั้งหลาย ชนะแล้ว. เป็นเรื่องของหมอ ที่จะ ต้องชนะความรู้สึกฝ่าย ต่ำ, แล้ว มีกรุณาเป็นเบื้องหน้า, แล้วก็ รอบรู้ในหน้าที่ ของตน. นี้คือหมอ ตามคำพูดของพระอรหันต์องค์นั้นที่ ชื่อว่าอธิมุตตะเถระ ที่เรียกว่าเสละพราหมณ์ พราหมณ์คนหนึ่งเขามีลูก ศิษย์มาก มาฟังธรรมของพระพุทธเจ้าบ่อย ๆ ชอบใจจะบวช ลูกศิษย์ตั้งร้อยตั้งพันมาคัดค้าน อย่าไปบวช อย่าไปบวช
น.41 ๓๓ ไม่ยอมไม่ยอมพระพุทธเจ้าดีอย่างไร ท่านอาจารย์จึงจะไปบวช. เสละพราหมณ์ก็บอกว่า พระพุทธเจ้านี้เป็นผู้มีธัมมจักขุ, มีดวงตาเห็นธรรม, สัลลกัตโต - เป็นผู้กระทำด้วยของมีคม เป็นศัลยแพทย์ พระพุทธเจ้า เป็นศัลยแพทย์, เป็น มหาวีโร - กล้าหาญอย่างใหญ่หลวง, สีโหวะ - เก่งกล้า แก่กล้า เก่งกล้าเหมือนกับราชสีห์. นี้เป็นแพทย์อย่างเดียว ไม่พอ ต้องเป็นราชสีห์ด้วย, ต้องมีธรรมจักษุด้วย ต้อง เป็นมหาวีระด้วย ถ้าตามความหมายของเสละพราหมณ์. นี่เอาตามความหมายทั่วไปทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าตรัส นี้ฟังให้ดีจะสนุก. เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงพระองค์เองและ พระอรหันต์ทั้งหลาย ว่ามีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง สูตรนี้มีคำ สำคัญอยู่ ๘ คำ, พระอรหันต์ก็ดี พระพุทธเจ้าก็ดี มีคุณ สมบัติอย่างนี้ คือว่า เป็นภิสักโก เป็นอายุรเวช รักษาด้วย สมุนไพร ภิสักโก, เป็น สมโณ สงบระงับ, เป็นเวทคู รู้วิชา ถึงฝั่งแห่งวิชา หรือเวท, เป็นพราหมโณ เป็นผู้ลอยบาป หมดบาป, นิมมโล ไม่มีมลทิน, วิมโล ปราศจากมลทิน, ญาณี มีญาณะมีความรู้, วิมุตโต.
น.42 ๓๔ คิดดูว่าพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้านี้ประกอบด้วย คุณธรรมอย่างนี้ มีคำว่า ภิสักโก คำว่าเป็นแพทย์นี้รวมอยู่ ด้วย, เป็นแพทย์ที่มีความสงบรำงับ ถึงฝั่งแห่งเวท, เป็น ผู้หมดบาป หมดมลทิน มีความรอบรู้ และ วิมุตติ หลุดพ้นแล้ว. มีคำที่พระอานนท์ตรัสว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า พระ พุทธเจ้าเป็นยาจโยโค ควรแก่การขอ. ถ้าเป็นแพทย์ก็มีหน้า ตายิ้มแย้มควรแก่การขอให้ช่วย, สทาปายตปานี - มีฝ่ามือ เปียกตลอดเวลา เป็นคำพูดของผู้ให้ทาน. สมัยโน้นจะให้ ทานอะไรต้องล้างมือก่อนจะหยิบของหยิบอาหารให้ทาน คือว่า มีมือเปียกตลอดเวลา คำนี้เป็นคุณสมบัติของหมอด้วย. อนุติม เทพ ธโร - ทรงไว้ซึ่งเทหะอันสุดท้าย คือ ร่างกายอันสุดท้าย พูดให้ถูกก็คือมีอัตตาอันสุดท้าย หมด อัตตา หมดความเห็นแก่ตัว มีอัตตาอันสุดท้าย เลิกกัน. อนุตตโรภิสักโก - เป็นแพทย์อันไม่มีใครยิ่งกว่า, เป็นสัลลกัดโต - เป็นผู้กระทำศัลยกรรมไม่มีใครยิ่งกว่า. อนุตตโรภิสักโก - แพทย์สมุนไพรที่ไม่มีใครยิ่งกว่า, อนุตต- โรสัลลกัตโต - แพทย์ผ่าตัดที่ไม่มีใครยิ่งกว่า, ประกอบอยู่
น.43 ๓๕ ด้วยยาจโยโค ควรแก่การขอ, มีปรากฏการณ์ที่ชวนให้เข้าไป ขอ เมื่อไปขอต้องได้ เพราะมีอาการที่พร้อมที่จะช่วย ควร แก่การขอ. ถ้าหน้าบูดบึ้งมันก็ไม่ควรแก่การขอ, ไม่มีใครกล้า เข้าใกล้, มีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเมตตาปราณีนี้เป็นยาจโยโค-ควร แก่การขอ, แล้ว สทาปายตปานี มีมือเปียกอยู่เสมอ คือ ว่าช่วยอยู่เสมอ ให้อยู่เสมอ มือไม่ได้แห้ง, ถ้าเป็นหมอก็ หมายความว่าช่วยอยู่เสมอ ทำการช่วยอยู่เสมอ ทำหน้าที่ของ หมออยู่เสมอ, เหมือนกับคนให้ทาน ชุบมือเปียกให้อาหารอยู่ เสมอ, นี่หมอในความหมายของพระพุทธเจ้า หรือที่ปรากฏอยู่ ในพระบาลี ปกรณ์ชั้นบาลี ที่ปรากฏอยู่ในพุทธจริยา. เอาละหมอ หมอหมายความว่าอย่างนี้, เวชโข คือ หมอในความหมายทั้งหมด, ติกิจฉโก ก็มีในความหมายทั้งหมด คือแก้ไข ภิสักโก หมอสมุนไพร อายุรเวช สัลกัตโต หมอศัลยกรรม. นี่คือคำว่าหมอ หมอที่พบในพระบาลีที่ใน พุทธจริยา ที่เนื้อที่ตัวของพระองค์, ความหมายหรืออุดมคติ ของแพทย์ ที่ปรากฏอยู่ที่พระพุทธจริยา มันเป็นอย่างนี้.
น.44 ๓๖ เอ้า ! เมื่อพูดถึงหมอ แล้วก็พูดเรื่องยา จะพูดถึง เรื่องยา พระพุทธเจ้าทรงรู้เรื่องยา, หรือเกี่ยวข้องกับยาทุก ระดับ. ยาธรรมดา วัตถุที่ใช้เป็นยา อย่างชาวบ้านใช้กัน อยู่กลางบ้านนี้ ก็เรียกว่ายา ท่านก็รู้ แล้ว ยาเฉพาะพวก บรรพชิต คือ เภสัชทั้งห้า เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำ อ้อย นี้ก็รู้ แล้วก็ยังมี ยาที่เป็นเรื่องทางจิตใจ เป็นเรื่องทาง จิตใจ ใช้กำลังของจิตใจ หรือใช้กำลังของธรรมะ, แต่อันนี้ มันใช้ได้กับผู้ที่รู้ธรรมะ ผู้ที่มีธรรมะ เคยเห็นคุณของธรรมะ, เช่นว่า สวดโพชฌงค์ให้ฟัง แล้วก็หายโรค, นี้ยาทางจิตใจ ทางกำลังจิต กำลังของธรรมะ แต่อาศัยทางจิต. แล้วก็ ยาชั้นเลิศชั้นยอดทางวิญญาณโดยตรง คือ สัมมัตตะ ๑๐ : อริยมรรคมีองค์แปด เติมด้วยสัมมาญาณะ, สัมมาวิมุตติ เป็นสิบ. นี่เรียกว่ายาถ่าย ยาให้อาเจียน ยา ล้างให้สะอาด, นี่ก็สัมมัตตะสิบ มีแล้วก็เป็นพระอรหันต์ ไม่ เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายอีกต่อไป
น.45 ๓๗ พระพุทธเจ้าได้เคยใช้ยา ได้ทรงแนะนำยา แล้วก็มี ยาให้ทุกระดับ ชนิดที่มันจะเป็นยาได้กี่ระดับ. เราพูด เรื่อง ยาธรรมดา วัตถุธรรมดา ที่ปรากฏใน พระบาลี วินัยปิ- ฎก, เภสชฺชขนฺธก เป็นคำพูดที่มีอยู่ในพระบาลีนั้น , แล้ว เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้า ได้ตรัสเอง เมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บอะไรเกิดขึ้น มารวมไว้เป็นคัมภีร์หนึ่ง เรียก เภสชฺชขนฺธก ในวินัยปิฎก, ไม่ได้ยกมาเพื่อให้เชื่อหรือเพื่อ ให้ใช้, แต่ยกมาเพื่อให้รู้ว่าในพระไตรปิฎก ในวินัยปิฎก มันมีเรื่องยาที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสท่านได้แนะอย่างไรบ้าง. ข้อนี้มันเป็นความเป็นผู้ดี ผู้ดี ไม่ใช่ผู้ไพร่, ภิกษุ- สงฆ์จะไม่ทำอะไรโดยที่พระพุทธเจ้าไม่อนุญาต, จะมี อะไรเกิดขึ้นก็ทูลถามพระพุทธเจ้าก่อน. ดังนั้นจึงมีการ ตรัสอนุญาตให้ใช้ หรือแนะให้ใช้มากมาย, เอามาแต่พอ เป็นตัวอย่าง ให้ได้ยินได้ฟัง ว่าอะไรบ้าง. คำว่าเภสัช เภสัช นี้มันก็ จะต้องแปลว่า เกิดมา แต่ภิสะ ภิสะ ก็คือ สมุนไพร ภิสะ แปลว่า รากไม้ .
น.46 ๓๘ ฝีดาษ อนุญาตให้ใช้แป้งผงที่ทำมาจากขี้วัว ดิน เหนียว, และยางที่หมัก เมื่อเป็นฝีดาษ. ถ้าผีเข้า ผีเข้าอย่างชาวบ้านเรียกผีเข้า ยาที่ใช้นั้น เนื้อสด หรือเลือดสด, ถ้าเป็นเจ็บตาก็ใช้ยาปรุงขึ้น, ยาธรรมชาติล้วน ๆ ก็มี. ถ้าเป็นโรคเป็นลม, ใช้สุราผสมกับน้ำมัน. ถ้าขัดข้อใช้กอก หรือดูดโลหิตออก. เท้าแตก เพราะการเดิน ใช้น้ำมันทา. ถ้า เป็นฝี ก็ใช้น้ำฝาด ชนิดที่มีชื่อที่เรียกก็แปล ยาก เรียกน้ำฝาดชนิดหนึ่ง. ถ้า คัน ก็ใช้น้ำมันที่ทำจากเมล็ดผักกาด. ถ้าแผลเยิ้ม ให้รมควัน, รมด้วยควันไฟ. ถ้าเนื้องอก ให้ตัดด้วยก้อนเกลือ, นี้แปลไม่ออกว่า ก้อนเกลือชนิดไหน แต่มีตัวหนังสือที่มันแปลอย่างนั้น ถ้า เนื้อไม่งอกใช้น้ำมันทา แต่เนื้องอกตัดด้วยก้อนเกลือ. ถ้าว่า มันเยิ้มไหล ก็ให้พันผ้า.
น.47 ๓๙ ถ้างูกัด ใช้มหาวิกัต คือยาที่ทำขึ้นด้วยมูตรคูถ เถ้า ดิน อุจจาระ ปัสสาวะ ขี้เถ้าและดิน ประกอบขึ้นเป็นยาแก้ งูกัด. แล้วถอนยาพิษ น้ำเจือด้วยอุจจาระ แต่เป็นอุจจาระ สัตว์หรือคนก็ยังไม่ได้ดูให้ดี. ถ้าถอนยาแฝด คือยาที่เขาทำด้วยเวทมนต์ต่าง ๆ ใช้น้ำที่ละลายจากดินที่ติดผาลไถ แห้งอยู่ที่ผาลไถ. ถ้าเป็นพรรดึก ให้ใช้อาหาร ๑ มื้อที่กินกันอยู่, อาหาร ๑ มื้อ มีข้าว มีแกง มีกับ มีอะไรเรียกว่าอาหาร รวมเป็น อาหาร ๑ มื้อ ขยำให้เข้ากันดี ปั้นเป็นก้อน, เผาไฟให้เป็น ขี้เถ้า แล้วกินน้ำขี้เถ้าอันนั้น แก้โรคพรรดึก. ถ้าผอมเหลือง ยาดองด้วยน้ำมูตรโค. ถ้าโรคผิวหนัง ให้ใช้กระแจะของหอม ถ้าหนักเนื้อหนักตัว ให้กินยาถ่าย น้ำข้าวใส ๆ, น้ำ ต้มถั่วเขียวใส ๆ ถ้าว่าลมในท้อง ใช้ยาผสมชื่อ โลนะ โสจริกะ ต้อง ไปค้นดู จึงจะรู้เรื่องนี้ เป็นยาปรุงชนิดหนึ่ง แก้ลมในท้อง. ถ้าตัวร้อนใช้รากบัวและเหง้าบัว.
น.48 ๔๐ ถ้าเป็นริดสีดวง ห้ามผ่า ห้ามตัด ห้ามมัด ห้ามรัด ให้ใช้แต่ยา, ไม่อนุญาตให้ผ่าตัด นี่ตัวอย่างเท่าที่จะเอามาให้ฟังว่า แม้ในพระบาลี ในพระคัมภีร์ในเรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เป็น หมอสมุนไพรกลางบ้าน เหมือนที่เขาเป็น ๆ กันด้วยเหมือน กัน นี้ตัวอย่าง แต่นี่ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน เพียงแต่ท่านรู้ แล้วท่านก็อนุญาตให้ภิกษุใช้. หนักเนื้อหนักตัว ระส่ำระสาย ก็มาถึงเภสัชประเภท เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย. แล้วทีนี้ถ้าว่ามันเป็นโรคอาพาธ โรคชรา โรคอะไร ต่าง ๆ ให้สวดโพชฌงค์ ; เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอาพาธเอง ก็ให้ภิกษุสงฆ์สวดโพชฌงค์ แล้วก็ใช้ภิกษุสงฆ์ไปเยี่ยมไข้ พระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่ง ก็ให้สวดโพชฌงค์ แล้วโรคหาย เป็นปลิดทิ้ง. แต่ฟังดูแล้วมันจะใช้ ได้เฉพาะแก่คนไข้ที่เป็น พระอรหันต์เท่านั้น ปุถุชนคนโง่มันฟังไม่ถูกดอก แล้วไม่รู้ เรื่องอะไร แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ป่วยนี่ ไปสวดโพชฌงค์ให้ฟัง ก็หายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อพระพุทธเจ้าป่วยเองก็ดี พระอรหันต์
น.49 ๔๑ องค์อื่นป่วยก็ดี. อันนี้เรียกว่า ยาที่สูงขึ้นไปทางจิตใจ กำลัง จิตกำลังความพอใจในพระธรรม ทำให้โรคหายได้, ผู้นั้นต้องรู้ จักพระธรรม รู้จักพระธรรมมาอย่างดีแล้วเหมือนที่พระอรหันต์ รู้จัก พอได้ยินสิ่งนี้ก็ดีใจ พอใจจนโรคหาย นี่เรียกว่าด้วย กำลังจิต. สาธยายธรรมะที่เป็นที่รู้จักกันดีให้ฟังเช่นเรื่องคิริมา นันทสูตร ก็สาธายธรรมะให้ฟัง. นี้ก็ใช้ได้แต่ผู้รู้ธรรมะ เหมือนกัน มีผู้สวดธรรมะสาธยายคุณของธรรมะให้พระคิริมา- นันท์หาย. สวดพรรณนาอนิจจสัญญา ให้รู้จักอนิจจัง, อนัตตสัญญา ให้รู้จักอนัตตา, อสุภสัญญา ความไม่งาม, อาทีนวสัญญา โทษของเบญจขันธ์, ปหานสัญญา การละด้วย ตบะ, วิราคสัญญา, นิโรธสัญญา กระทั่งว่าความไม่น่ายินดี ที่มีอยู่ในโลก ความที่ไม่เที่ยงของสังขาร แล้วจบลงด้วย อานาปานสติ. ข้อนี้มันทำได้เฉพาะแก่บุคคลป่วยที่เขารู้เรื่อง ของธรรมะ แล้วมาฟื้นความจำด้วยเรื่องธรรมะให้ชัดเจน ชัด เจนแจ่มแจ้ง, แล้วอำนาจที่พอใจในธรรมะ ธรรมปีติก็ขับ ไล่โรคไป, อย่างนี้ก็คล้ายกับโพชฌงค์.
น.50 ๔๒ ใช้เรื่องโพชฌงค์คือจะตรัสรู้ได้อย่างไร โพชฌงค์ ๗ ในโพธิปักขิยธรรม เอามาสวดให้ฟัง หรือว่าอนิจจสัญญา การ พิจารณาเห็นสังขารตามที่เป็นจริงอย่างไร เอามาสาธยายให้ฟัง ด้วยความปีติในธรรมะนั้น กำจัดโรคหายไป. เอ้า! ทีนี้ ยาที่แท้จริง ที่สูงไปกว่านั้น ก็คือตัว พระพุทธศาสนา, ข้อนี้อยากจะพูดว่า ท่านทั้งหลายยังไม่รู้ จักตัวพระพุทธศาสนา ก็ได้ยินได้ฟังเป็นอย่างอื่น. ตัวพระ พุทธศาสนา คือ สัมมัตตะสิบ, ประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๘ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมา อาชีโว สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้แปดที่เป็นส่วนเหตุ, แล้ว เพิ่มอีก ๒ ที่เป็นส่วนผล คือสัมมาญาณะรู้โดยชอบ สัมมา- วิมุตติ พ้นโดยชอบ, นี่เป็นส่วนผล เอาทั้งเหตุ ทั้งผล มารวมด้วยกัน หมดแล้วจึงจะเป็นความสมบูรณ์แห่งพระ ศาสนา. สัมมัตตะสิบ คือ สัมมาสิบนี้ พระพุทธเจ้าตรัส ว่ามันเป็นยา วิเลจนะ คือยาถ่าย ถ่ายโทษทั้งหมดออกไป คือ กิเลส ถ้ามันจะต้องถ่าย, แล้วมัน เป็นยาประเภทวมนะ
น.51 ๔๓ วมนะ คือ ทำให้อาเจียน ถ้ามันต้องทำให้อาเจียน, แล้วถ้า มันเป็นเรื่องที่ต้องล้างให้สะอาด ที่เรียกว่า โธวนะ. ก็ให้ล้าง ด้วยอันนี้. สัมมัตตะสิบนี่ทำให้อาเจียนก็ได้ ทำให้ถ่ายก็ได้ ล้างให้สะอาดก็ได้, เรียกว่า สัมมัตตะสิบ คือ ตัวพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาไม่มีอะไรมากไปกว่าสัมมัตตะสิบ. ไปดูให้ดี ๆ ฟังดูแล้ว บางคนจะไม่เชื่อ อาตมายืนยันว่า ไม่มีอะไรมาก ไปกว่าสัมมัตตะสิบ. ในที่อื่น พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ได้อาศัยเราเป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา จะพ้นจากความเกิด, สัตว์ที่มีความแก่เป็นธรรมดา จะพ้นจาก ความแก่, สัตว์ที่มีความตายเป็นธรรมดา จะพ้นจากความตาย. ยานี้กินแล้ว พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย, ยานี้คือ อะไร ? คือ สัมมัตตะสิบ ได้อาศัยพระพุทธเจ้า เป็นกัลยาณ- มิตร ก็คือทำตนให้มี สัมมัตตะ สิบ, นี่เป็นยาสุดยอด. ยาถ่าย นี่ก็คือยาถ่ายในความหมายธรรมดา ก็ถ่ายโรค ออกไป, แต่นี่มัน ถ่ายโรคทางจิตทางวิญญาณ ยืมคำนั้น มาใช้, ยาให้อาเจียน ก็เหมือนกัน ยืมคำนั้นมาใช้ ล้างให้
น.52 ๔๔ สะอาด ล้างให้หมดบาปด้วยซ้ำไป, ก็ยืมคำนั้นมาใช้ สัม. มัตตะสิบเป็นยาประเสริฐสูงสุด เป็นอมตโอสถ ทำให้ พ้นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย, นี่คือยา ของพระพุทธเจ้า. ไล่ลำดับกันอีกที ยาธรรมดา วัตถุธรรมดา เช่น ยาสมุนไพร นี้ก็มี, ยาเฉพาะภิกษุเฉพาะผู้บำเพ็ญพรต คือ เภสัชทั้งห้า เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ก็มี, แล้วยา ที่ต้องอาศัยธรรมปีติ คือกำลังจิต เช่น สวดโพชฌงค์ให้ฟัง สวดสัญญา ๑๐ ประการให้ฟัง นี้ก็มี, แล้ว ยาสูงสุดที่จะต้อง ประพฤติปฏิบัติ เป็นตัวพรหมจรรย์เอง ได้แก่ สัมมัตตะสิบ ประพฤติแล้วอยู่เหนือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็มี, นี่คือสิ่งที่เรียก ว่า ยา. ยา ๆ นี้ ดูให้ดี ดูให้ดี มีคำพูดที่รู้จักกันดีว่า อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง. คนที่ไม่มี ความรู้ คิดว่าคำนี้พระพุทธเจ้าตรัส พระพุทธเจ้าเพิ่งตรัส เอามาใช้เป็นหลักเกณฑ์, มันไม่ใช่อย่างนั้นดอก คำนี้มันมี มาก่อน ก่อนพระพุทธเจ้า เป็นของธรรมดาสามัญของมนุษย์ ที่นั่นใช้ รู้จักใช้พูดคำนี้มาตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด, อโรคยา
น.53 ๔๕ ปรมา ลาภา หมอเล่นกลกลางถนนก็ใช้คำนี้, หมอเล่นกล กลางถนน หลอกเสก บอกคาถา ถอนฟันเด็ก ๆ ก็ใช้คำนี้ ร้องตะโกนอยู่ลั่นถนนว่า อโรคยา ปรมาลาภา ตั้งแต่พระ- พุทธเจ้ายังไม่เกิด. ฉะนั้น บอกให้รู้กันเสียเดี๋ยวนี้ว่า ประโยคนี้ไม่ใช่ พระพุทธเจ้าตรัสขึ้นมาเอง, ไม่ใช่ ยืมเอาคำของเก่าที่มีอยู่ แล้วแต่ก่อนโน้นมาใช้, แต่ได้เปลี่ยนความหมายของคำว่า โรคนั้นเสีย, ไม่ใช่โรคอย่างที่เขารู้จักกันทั่วไป แต่ เป็นโรคทางจิตทางวิญญาณ เป็นโรค คือกิเลส, ไม่มี โรคเป็นลาภอย่างยิ่ง นั้นก็ไม่มีโรคทางจิต ไม่มีโรคทาง กิเลส คำ ๆ นี้มันเข้ามาอยู่ในพุทธศาสนา ว่า อโรคยา ปรมา ลาภา ก็หมายความว่า ไม่มีโรคทางจิตทางวิญญาณ. ก่อนโน้นเขาหมายถึงโรคอะไรก็ได้, เด็กปวดฟัน ถอนฟันให้ เสกเป่านิดหน่อยก็มี หลอกพอหายเจ็บ เอาสตางค์ แล้วอยู่ ข้างหลังมันก็เจ็บอีก อย่างนี้ก็มี. นี่เรียกว่า หมอเล่นกลกลาง ถนน ก็ยังใช้ประโยค ๆ นี้ว่า อโรคยา ปรมา ลาภา. แต่เอา ละ, เรา พุทธบริษัท ไม่ใช้ในลักษณะอย่างนั้น จะใช้ใน
น.54 ๔๖ ลักษณะที่ตัดต้นเหตุ ตัดต้นเหตุ ของโรคโดยประการทั้ง ปวง, นี่เรียกว่ายา ความไม่มีโรคเพราะยา. นี้เรียกว่า แพทย์หรือยาตามความหมายที่ใช้กัน อยู่ในพระคัมภีร์ หรือที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า, ถ้าจะรักษา โรคทางจิตทางวิญญาณ กันโดยแท้จริง ก็เรื่องปฏิจจสมุป บาท, ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของปฏิจจสมุปบาท ก็แก้โรค ทางวิญญาณโดยหมดสิ้น. รู้อริยสัจจ์นั่นแหละ รักษาโรค ทางวิญญาณได้หมดสิ้น ; รู้ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รักษาโรคทางวิญญาณได้หมดสิ้น, นี้ เป็นยาสูงสุดอันสุดท้าย. สรุปความว่า พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงรู้ และ ทรง แนะนำ แม้ตั้งแต่ยาทางวัตถุ ยากลางบ้านที่ประชาชนรู้จัก อย่างที่พูดมาแล้ว. ทีนี้ ความเป็นแพทย์ของพระพุทธองค์นั้น ไม่ ได้อยู่ที่รู้จักยาชนิดนั้น ซึ่งชาวบ้านทั่วไปก็รู้จัก, แต่ว่า พระ องค์ก็รู้จักและสามารถจะแนะแนวภิกษุด้วยเหมือนกัน. ที่นี้ มาถึงยาของพระพุทธเจ้า ก็เอาโรคทางวิญญาณออกไป ; นี่เรียก
น.55 ๔๗ ว่า แพทย์ในทางวิญญาณนั้น ก็คือพระอรหันต์หรือพระ พุทธเจ้า เหมือนคำกล่าวข้างต้นที่ได้ว่ามาแล้ว, แพทย์ คือ พระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้านั้นเป็นแพทย์ เป็นผู้สงบ เป็นผู้รู้จบเวท, เป็นผู้ลอยบาปแล้ว หมดมลทินแล้ว มีความรู้ แล้ว หลุดพ้นแล้ว แล้วมีปรากฏการณ์ที่ใบหน้าควรแก่การ ขอ ; เพราะว่าไม่ใช่นักธุรกิจจะขูดรีดเอาเงิน เป็นปูชนียบุคคล มีปรากฏการณ์ที่หน้าที่ตาชวนให้ขอ, ชวนให้เข้าไปขอให้ช่วย แล้วมีลักษณะเป็น ปายะตปานี คือช่วย ๆ ช่วยไม่ขาด ช่วยตลอดเวลา เหมือนคนที่ให้ทาน ล้างมือชุบมือหยิบของ ให้อยู่เสมอ จึงได้พระนามว่าเป็นอนุตตโรภิสักโก, อนุตตโรสัลลกัตโต, เป็น อายุรเวช และ ศัลยเวช ที่ สูงสุดไม่มีอะไรยิ่งกว่า, นี้เป็นอุดมคติในพุทธจริยา, อุดมคติของความเป็นแพทย์ที่มีอยู่ในพุทธจริยาว่าเป็น แพทย์นั้น ไม่ใช่แพทย์อย่างธรรมดา, ต้องเป็นพระอรหันต์ เป็นพระพุทธเจ้า นั่นจึงจะเป็นจอมแพทย์ เป็นยอดสุดของ แพทย์. แพทย์ที่หมดกิเลสนั้นไม่มี ขูดรีดดอก ไม่มีการ เอาเปรียบหลอกลวงอะไรกระทำแก่คนเจ็บ. ฉะนั้น คำว่า
น.56 ๔๘ แพทย์, แพทย์ จึงต้องประกอบไปด้วยคุณธรรมเหมือน พระอรหันต์. เอ้า ! เราจะถือเอาอุดมคติอันนี้กันให้ได้อย่างไร อาตมา มีความเห็นว่า, เราจะต้องเป็นแพทย์เหมือนพระพุทธองค์ แพทย์ที่เหมือนพระพุทธองค์ ก็อย่างที่ออกชื่อมาแล้ว เป็น ภิสักโก, เป็นสมโณ, เป็น เวทคู, เป็นพราหมโณ เป็น นิมมโล, เป็นวิมโล, เป็นญาณี, เป็นวิมุตโต, มีความรู้ทาง แพทย์ แล้วเป็นผู้บริสุทธิ์เหลือที่จะบริสุทธิ์, แล้วก็เป็นผู้ควร แก่การขอ คือเป็นผู้ให้อยู่เรื่อย มีมือเปียกอยู่เสมอ, นั่น แหละยอดแพทย์ ยอดอายุรแพทย์ ยอดศัลยแพทย์. เรามีความเป็นแพทย์เหมือนที่พระพุทธองค์เป็น กันเถิด, เป็นแพทย์โดยธรรม ได้เป็นแพทย์ก็โดยที่มีธรรม, เป็นแพทย์ที่มีธรรม, เป็นแพทย์ทางธรรม เป็นแพทย์ที่เห็น แก่ธรรม, แล้วก็เป็นแพทย์ที่ให้ธรรมโอสถ ไม่ให้แต่ยา วัตถุอย่างเดียว ให้ธรรมโอสถ, มีลักษณะควรแก่การขอ มีมือ เปียกอยู่เป็นนิจ คือช่วยคนอยู่ตลอดเวลา. ถ้าเป็นคนให้ ทานธรรมดา ก็ชุบมือหยิบของ หยิบขนมให้คนอยู่เป็นนิจ,
น.57 ๔๙ ถ้าเป็นคนขายเนื้อ มือก็แดงด้วยเลือดอยู่เป็นนิจ, เดี๋ยวนี้ ก็มีความเมตตากรุณาอยู่เป็นนิจ เรียกว่าเป็นแพทย์อย่าง พระพุทธเจ้า. หมอธรรมดาสามัญในปัจจุบันนี้ ควรรู้เรื่องอุดมคติ แห่งความเป็นแพทย์ที่มีอยู่ในพระพุทธจริยา อุดมคติ ของความเป็นแพทย์ที่มีอยู่ในพระพุทธจริยา. แล้วจะได้อะไร, ใครจะได้อะไร, เป็นแพทย์ชนิดนี้ก็จะเป็นปูชนียบุคคล, แพทย์โดยแท้จริง ครูบาอาจารย์โดยแท้จริง เป็นปูชนีย- บุคคล ไม่ใช่ลูกจ้าง ไม่ใช่นักธุรกิจ เป็นผู้ประกอบกิจกรรม อันประเสริฐ ไม่ใช่ลูกจ้าง, noble provision, provision ที่ชอบ พูดกันนักนั่นแหละ ความหมายนั้นแหละ คือกิจกรรมชั้น ประเสริฐ ไม่ใช่ลูกจ้าง ไม่ใช่คนรับจ้าง ไม่ใช่นักธุรกิจ, แต่ ว่าเป็นผู้มีกิจกรรมที่ประเสริฐ เป็นปูชนียบุคคล. แล้วจะได้อะไร ? หมอที่มีธรรมะอย่างนี้รู้ธรรมะ อย่างนี้จะสามารถทำให้คนไข้สบายใจ, สามารถพูดจาให้ คนไข้สบายใจ อยู่เหนือความเจ็บไข้ ไม่กลัวความตาย สบาย ใจ ทำให้เขาหายเร็ว เพราะความสบายใจ, เหมือนธรรมปีติ
น.58 ๕๐ ที่สวดโพชฌงค์ให้ฟัง นั่นแหละ เขาจะหายเร็ว. ที่นี้ถ้าสมมุติ ว่าเขาต้องตาย มันช่วยไม่ไหวจริงๆ, ก็จะได้ตายดี, ตาย อย่างชนะความตาย หมอจะช่วยคนไข้ได้ถึงอย่างนี้. แล้ว หมอจะสอนธรรมะให้แก่คนไข้ สนอง พระพุทธประสงค์ได้โดยสมบูรณ์ เพราะว่าคนเรานั้น เวลา ที่จะรู้ธรรมะดี รับธรรมะดี จิตใจเหมาะสมที่จะรับธรรมะนั้น ก็คือเวลาที่เจ็บไข้นั่นเอง. ขอให้ไปดูให้ดีเถอะ เวลาที่มันบ้า กระโดดโลดเต้นนั่นไม่เหมาะที่จะฟังธรรมะ, แต่ถ้ามันเจ็บไข้ ความเจ็บคุกคาม ความตายคุกคาม แล้วเวลานั้นจิต เหมาะสมที่จะพึงธรรม, เพราะฉะนั้นหมอที่มีธรรมะ รู้ ธรรมะ จึงมีโอกาสที่ดีที่สุดที่จะแสดงธรรมให้สำเร็จประโยชน์ ดังนั้น หมอควรจะเป็นธัมมิกแพทย์ มีธรรมะ รู้ธรรมะ เผย แผ่ธรรมะ แล้วก็ใช้ธรรมะ. เอ้า ! สรุปเรื่องอีกทีว่า อุดมคติของความเป็น แพทย์ที่มีอยู่ในพระพุทธจริยา รักษาโรคทั้งทางวัตถุ ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต. โรคทางกายนั้นมันมีมูลเหตุมา จาก โรคทางวิญญาณ, ถ้าเป็นโรคทางวิญญาณ เช่นเครียด
น.59 ๕๑ อยู่เสมอ เดี๋ยวก็เป็นโรคลำไส้ หรือเป็นโรคขัดข้อ หรือเป็น โรคอะไรไปตามเรื่องของมัน, โรคทางกายมันมีมูลเหตุมาจาก โรคทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ. เดี๋ยวนี้ทั้งโลกกำลังเป็นโรคทางวิญญาณ เพราะ มีกิเลสตัณหามาก เป็นโรคทางวิญญาณ, แล้วก็มีโรคใหม่ ๆ ซึ่งในครั้งพุทธกาลไม่มี. โรคใหม่ ๆ ชนิดที่คนป่าสมัยแรก ๆ ไม่มี มันไม่มี โรคใหม่ ๆ นี้เพิ่งเกิดเมื่อมนุษย์เจริญมา ถึงยุควิทยาศาสตร์ยุคปรมาณู แล้วความเจริญแผนใหม่ทำให้ เกิดโรคใหม่ ๆ เป็นโรคทางวิญญาณเสียโดยมาก, แล้วเป็น เหตุให้เกิดโรคทางจิต, แต่ว่า ธรรมะระงับได้ แม้จะเป็นโรค ทางวิญญาณ ที่เพิ่งเกิดในสมัยยุคปรมาณูยุคอวกาศ. โรคร้ายกาจที่สุด ที่ครอบงำโลกอยู่ในเวลานี้ คือ โรคเห็นแก่ตัว ช่วยฟังให้ดี ความเห็นแก่ตัวคำเดียวเป็นโรค ทั้งหมด. เห็นแก่ตัวก็ทรมานตัว, เดี๋ยวก็เป็นบ้า, เดี๋ยวก็ ฆ่าตัวตาย, แล้วก็เบียดเบียนผู้อื่น, เอาเปรียบผู้อื่น, อิจฉา ผู้อื่น, ไม่มีความยินดีกับใคร ดอก มีแต่ความเห็นแก่ตัว นี่มันจึง มีการทำลายความสงบสุข เกิดมลภาวะ, เกิด
น.60 ๕ ๒ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เกิดฝ่ายค้านอย่างหลับหู หลับตา, นี่มัน มาจากความเห็นแก่ตัว. ถ้ามีอาการยุ่ง ยากลำบากอย่างนี้ เดี๋ยวก็ได้ฆ่ากันตาย, เดี๋ยวก็ได้ทำอันตราย กันอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นโรคทางกายทางวัตถุขึ้นมาอีก. นี้ ขอให้กำจัดโรคเลวร้ายที่สุด กำลังครอบงำ คุกคามโลกอย่างที่สุด คือโรคเห็นแก่ตัว, เป็นโรคมะเร็ง ในหัวใจ ของสัตว์โลกทั้งปวง. โรคความเห็นแก่ตัวเป็น โรคมะเร็งทางวิญญาณ กัดกินวิญญาณของสัตว์โลก ทั้งปวง. นึกถึงพระพุทธเจ้า, สพฺพโลก ติกิจฺฉโก - เป็น แพทย์ผู้เยียวยาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง, ท่านสามารถจะเยียว ยาโรคแห่งความเห็นแก่ตัว, ไม่เห็นแก่ตัวแล้วไม่เกิด โลภะ โทสะ โมหะ, ไม่เกิดกิเลสใด ๆ. นี่พระพุทธเจ้าจึงเป็นนาย- แพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ สพฺพโลก ติกิจฺฉโก. เรารู้จักพระพุทธองค์ที่เป็นบุคคล ๆ, แล้วเรา รู้จัก พระพุทธองค์ที่เป็นจิต จิต จิต, แล้วเรารู้จักพระพุทธองค์ที่ เป็นธรรม, ธรรม, ธรรม, เอาพระพุทธองค์ที่เป็นธรรมมา
น.61 ๕๓ เป็นยาแก้โรค. ความรอบรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท ว่ามัน อาศัยกันแล้วเกิดขึ้นอย่างไร มันอาศัยกันแล้วดับลงไปอย่างไร, นั้นเป็นหลักการของการที่จะทำให้สิ่งที่ต้องการเกิดขึ้นมาได้, และกำจัดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ออกไป. นี่ เป็นยาประเสริฐ สูงสุดที่พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้แนะไว้ คือตัวพระองค์ เอง คือตัวพระองค์เอง ธรรมธาตุแห่งปฏิจจสมุปบาท นั่นแหละ เป็นทั้งหมอเป็นทั้งยาเป็นทั้งอะไรเสร็จ โดย ประการทั้งปวง. นี้คือ อุดมคติของความเป็นแพทย์ ที่ปรากฏอยู่ ในพระพุทธจริยา ที่เนื้อที่ตัวของพระพุทธองค์ ที่เป็นอย่าง บุคคล, ที่เนื้อที่ตัวของพระพุทธองค์ ที่เป็นอย่างจิต ที่เนื้อ ที่ตัวของพระพุทธองค์ที่ เป็นเพียงปฏิจจสมุปบาท สิงสถิต อยู่ในทุก ๆ ปรมาณูในสากลจักรวาล. นี่พูดลืมไป จนลืมเหนื่อย แรงหมดแล้ว เวลาก็ หมดแล้ว, สรุปความว่า ปีนี้เรารู้จักพระพุทธเจ้าเพิ่มขึ้นไปอีก ชั้นหนึ่ง, เป็นพระพุทธเจ้าที่ไม่เคยรู้จัก มีอยู่ทั่วทุกขุมขน ของบุคคล แล้วยังไม่รู้จัก ไปดูเอาเองว่ามันโง่กี่มากน้อย.
น.62 ๕๔ ขอให้หลับตารู้จักพระพุทธเจ้าที่ต้องรู้จักด้วยการหลับตา. พระ พุทธเจ้าโดยธรรมะ ที่เป็นธรรมะ มิใช่เป็นพระพุทธเจ้าอย่าง บุคคล. เรา เคยรู้จักแต่พระพุทธเจ้าอย่างบุคคล ทำพิธี รีตองเพื่อพระพุทธเจ้าอย่างบุคคล, เดี๋ยวนี้มาทำพิธีเพื่อ พระพุทธเจ้าที่เป็นจิต น้อมจิตไปเพื่อปฏิบัติตาม, บูชา พระพุทธเจ้าที่เป็นธรรมธาตุ คือเห็นพระพุทธเจ้าที่มี อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ทุกปรมาณู ทุกขุมขน ของแต่ ละคน เอาละ, มันก็พอกันที ได้แสดงพระพุทธเจ้าพระองค์ ใหม่, ได้แสดงการบูชาพระพุทธเจ้าโดยวิธีใหม่, และได้แสดง อุดมคติของความเป็นแพทย์ ที่มีอยู่ที่พระพุทธจริยา สมควร แก่เวลาแล้ว. ไม่ได้เกณฑ์ให้ท่านเชื่อ แต่ขอร้องให้เอาไปคิดดู มองเห็นว่าจะมีประโยชน์อย่างไร ก็ขอได้ปฏิบัติลองดู, ปฏิบัติแล้วได้ประโยชน์จึงค่อยเชื่อ ค่อยเชื่อต่อเมื่อได้ลอง ปฏิบัติแล้วดับทุกข์ได้จริง. พระพุทธเจ้าท่านต้องการอย่างนี้ ไม่ให้เชื่อบุคคล แม้แต่พระพุทธเจ้าตรัสเองก็อย่าเพิ่งเชื่อ, ใน
น.63 ๕๕ กาลามสูตร. ฉะนั้น เราก็รับเอาสิ่งเหล่านี้ไปใคร่ครวญดู ไม่ ต้องเชื่อทันที เห็นชัดว่ามันมีอยู่อย่างนี้, มันดับทุกข์ได้จริง จึงค่อยเชื่อ ขอยุติเทศนาหรือการบรรยายนี้ด้วยความสมควรแก่ เวลา, ถ้าท่านทั้งหลายอุตส่าห์มาจากที่ไกล ได้รับความรู้อย่าง นี้เพิ่มขึ้น ก็คุ้มค่าเวลา, อยากจะท้าทายว่า ท่านไม่อาจจะ ได้ยินที่บ้านของท่าน. ที่มาจากที่ไกล มาสู่สวนโมกข์ด้วย ความหมดเปลืองเวลาเงินทองเรี่ยวแรง, ขอให้ได้รับความรู้ ข้อนี้ติดกลับไป จะคุ้มค่าเวลา คุ้มค่าเรี่ยวแรง คุ้มค่าอะไร หมด. ขอให้มีความรู้ทางธรรมะเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป, แล้ว ก็มีธรรมะนั้นแหละ มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป, มีความเยือกเย็นเป็น ความหมายของนิพพุติ หรือพระนิพพานอยู่ ในชีวิตประจำวัน ที่นี่เดี๋ยวนี้ ในชีวิตนี้ ตลอดทุก ๆ ท่านเทอญ. เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.64 เรียนศาสนา. คำนี้ฟัง วนเวียน "เรียนศาสนา" ไม่แน่ว่า เรียนอะไร ทำไมหนอ เรียนนักธรรม เรียนบาลี ยังมิพอ ก็เรียนต่อ กัมมัฏฐาน การวิปัสสนา. เรียนเรียนไป ก็ได้ สักว่าเรียน บ้างก็เปลี่ยน เป็นอาพาธ บ้าศาสนา มีหลายอย่าง บ้าระห่ำ เกินธรรมดา กระทั่งบ้า ลาภยศ อดนิพพาน. เรียนศาสนา นั้นต้องมี ที่ตาหู ฯลฯ ไม่ให้เกิด ทุกข์อยู่ ทุกสถาน เรียนให้รู้ ตรงที่จะ ชักสะพาน อย่าให้เกิด อาการ มารรบกวน. เรียนตรงตรง ลงไป ที่ตัวทุกข์ ดูให้ถูก กรรมวิธี กี่กระสวน สะกัดกั้น การปรุงแต่ง แห่งกระบวน จิตปั่นป่วน สงบได้ ทุกข์หายไป ฯ พุทธทาส อินฺทปญฺโญ
น.65 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ที่ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก ๑ ไตรลักษณ์จัดเป็นอตัมมโยค ๔๕. ปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา ๑ ๔๖. สหายธรรมของอตัมมยตา และ อตัมมยตากับปัญหา ๔๗. พระพุทธเจ้าที่ท่านยังไม่ รู้จักและอุดมคติของความ เป็นแพทย์ ๒ พระองค์จริง และ พระพุทธเจ้ามีอยู่ใน ทุกหนทุกแห่ง ๑ ๑ ๕๐. หลักเกณฑ์ที่จะช่วยโลก ๑ ๕๑. เลิกอายุแล้วมาอยู่กับ ๑ อตัมมยตา ๑ ๕๒. ความไม่เห็นแก่ตัว และความสุขสามระดับ ๑ ๕๓. อารัมภกถาของการเลิกอายุ ๑ C พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒๔. นิวรณ์ การศึกษาคืออะไร ? ๒ ๔๒. อต้มมยตา กับ สันติภาพ ๑ ๑ ๒๕. วันครู ๑ ๔๓. พระรัตนตรัย การงานคืออะไร ? ๑ ๒๖. แผ่นดินทองต้องสร้างด้วย ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? แผ่นดินธรรม ๑ ๔๔. การพัฒนาชีวิตโดยพระ- สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๒๗. เมื่อพอใจในหน้าที่ ที่กำลัง ปัญหาที่เกิดจากการศึกษา กระทำ ก็มีสวรรค์อยู่ ณ ไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ที่นั้นเอง. เมื่อไม่รู้จักตัวเอง ปวารณา และธรรมะ ก็ไม่รู้ว่าตนควรจะมีหน้าที่ ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ อะไร ๑ ของมนุษย์ยุคปรมาณู ๑ ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๒๘. ความเป็นพระอรหันต์ ทางออกที่ ๓ แห่งยุค ๒๙. ธรรมะคุ้มครองโลก ๑ ปัจจุบัน ๓๐. คุกของชีวิต กับ เสน่ห์ การบวชคืออะไร ? ๑ ของคุก ๑ ๔๘. การเห็นพระพุทธเจ้า ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๓๑. กระแสแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่ ตัวตนคืออะไร ? ต้องรู้จัก ๑ ๑ อานาปานสติภาวนา ๑ ๓๒. สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักนั้น ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้อง คือความทุกข์ ๑ ๔๙. ชีวิตที่ไม่เสียชาติเกิด ศึกษาทั้งชนิดมีตัวตนและ ๓๓. การหมดความเห็นแก่ตัว ไม่มีตัวตน ๑ คือหมดทุกข์ ๑ ให้รอดอยู่ได้ คุณพระไม่ตาย ๑ ๓๔. ชีวิต คือขันธ์ทั้งห้า คุณพระไม่ตายและ มิใช่ตัวตน เกิดมาทำไม ? ๑ ๓๕. อต้มมยตากถา ๒ ความรักดี ๑ ๓๖. อต้มมยตาประยุกต์ ๒ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ๓๗. อตัมมยตาใช้หย่าอะไร "พระเจ้า" ๑ ได้บ้าง ๒ ครูคือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๓๘. เด็กจะเป็นผู้สร้างโลก ๖. การทำวัตรตามแบบ ในอนาคต ๑ โบราณ ๑ ๓๙. คู่มืออานาปานสติภาวนา ๑. ประมวลปรมัตถธรรม อย่างสมบูรณ์แบบ ๑ ที่คนธรรมดาควรทราบ ๔๐. การใช้อานาปานสติให้เป็น โลกอื่น ๑ ประโยชน์ในบ้านเรือน ความเกิดแห่งทุกข์ และ ๔๑. บทช่วยจำสำหรับเรื่อง ความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑ อตัมมยตา ๑
น.66 วันวิสาขบูชาจะเรียกว่าเป็นวันพระธรรมก็ได้. - พระพุทธเจ้ามี ๓ พระองค์ : องค์ที่หนึ่งเป็นบุคคล, องค์ที่สอง เป็นพระจิตที่ตรัสรู้ และองค์ที่สามคือกฎปฏิจจสมุปบาท. - บูชาพระพุทธเจ้าองค์ที่หนึ่งด้วย กาย วาจา ใจ, องค์ที่สองด้วยการ ทำจิตให้เหมือนท่าน, องค์ที่สามด้วยการทำให้รู้แจ้งให้ดับทุกข์ได้. - พระพุทธเจ้าเป็นผู้เยียวยาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง, ยายอดสุดของ พระองค์ คือ สัมมัตตะสิบ ทำให้พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. - แพทย์จะต้องประกอบด้วยคุณธรรมเหมือนพระอรหันต์ จึงจะเป็น ยอดสุดของแพทย์. - ความเห็นแก่ตัวเป็นโรคมะเร็งทางวิญญาณ ; ยาที่สามารถกำจัดโรคนี้ คือ ธรรมธาตุแห่งปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นได้ทั้งหมอและยา.
Buddhadasa