Buddhadasa.org
หนังสือการเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์จริง และ พระพุทธเจ้ามีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง › อ่านฉบับเต็ม

📖 การเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์จริง และ พระพุทธเจ้ามีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์จริง และ พระพุทธเจ้ามีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 บัดนี้ อาตมาจะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เป็น เครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา-ความเชื่อ วิริยะ- ความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญ งอกงามก้าวหน้า ตามทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระ- บรมศาสดา, อันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วย ความสมควรแก่เวลา. ธรรมเทศนาในโอกาสนี้ ท่านทั้งหลายก็ทราบได้ เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ว่า ปรารภอาสาฬหบูชา ซึ่งเวียนมาครบ

น.10 ๒ รอบแต่ละปี ๆ, วันนี้เราจะประกอบพิธีอาสาฬหบูชา เพื่อให้ สำเร็จประโยชน์เต็ม หรือมากเท่าที่จะมากได้ จึงต้องทำความ เข้าใจแก่กันและกันก่อน, ดังนั้น ธรรมเทศนานี้ จึงเป็น ไปเพื่อประโยชน์แก่กิจกรรมนั้น. ขอให้ท่านทั้งหลาย ตั้งใจฟังให้ดี ๆ, การกระทำก็จะมีประโยชน์จริง หรือคุ้มค่าของ เวลา. ท่านทั้งหลายเป็นอันมากมาจากที่ไกล ถ้าไม่ได้อะไร คุ้มกัน มันจะเป็นอย่างไร, ก็ลองคิดดู. มันน่าเวทนา หรือ ว่าน่าสงสาร น่าหัวเราะ น่าอะไรไปตามเรื่อง, จึงขอให้สนใจ เป็นพิเศษ ให้สำเร็จประโยชน์ คือให้ได้อะไรที่คุ้มกัน กับการมา. ข้อแรก เราประกอบพิธี เป็นการต้อนรับกิจ- กรรม ที่มีอยู่ในวันอาสาฬหปุณณมี เช่นวันนี้, คือ เป็น วันที่พระพุทธองค์ประกาศพระธรรมจักรให้เป็นไปใน โลก ซึ่งไม่มีใครต้านทานได้ จะเป็นสมณะหรือเป็น พราหมณ์ เป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นอะไรที่ไหนก็สุดแท้ ทั่วไปในจักรวาลนี้ ไม่มีใครต้านทานได้. ข้อนี้ก็น่าจะรู้เหมือนกัน ทำไมจึงมีพระบาลีว่า ไม่ มีใครต้านทานได้ ก็เพราะว่าเป็นความจริง เป็นความจริงที่ยิ่ง

น.11 ๓ พิสูจน์ยิ่งเห็นจริง ยิ่งพิสูจน์ผู้พิสูจน์ก็ยิ่งพ่ายแพ้แก่ความจริง, และ ตามความเป็นจริงนั้น มันก็มีอยู่ว่า มี สมณะหรือ พราหมณ์ ครูบาคณาจารย์ทั้งหลายเป็นอันมากมีอยู่ใน ประเทศอินเดียในสมัยนั้น ซึ่งพร้อมที่จะคัดค้านต้าน ทานอยู่เสมอ, พระพุทธองค์ก็ได้ทรงอุบัติขึ้นมา เพื่อสอน ธรรมะอันใหม่แปลกไปจากเดิม. ถ้ากล่าวโดยสรุป ท่านทั้งหลายควรจะจำไว้สั้น ๆ ว่า ลัทธิของเดิมนั้น เขามีสิ่งที่เรียกว่าอาตมัน ได้ท่องเที่ยว ไปในวัฏฏสงสาร จนรู้ดีรู้ชั่ว พ้นออกไปได้จากดีจากชั่ว เหมือนกัน, แล้วก็ไปอยู่เป็นตัวตนนิรันดร, จำไว้ตรงนี้ มันไปอยู่เป็นตัวตนนิรันดร. ส่วน พระพุทธองค์ได้ทรงอุบัติขึ้นมาแล้ว ตรัส สอนอย่างเดียว กันแหละ แต่ไม่มีอัตตาดอก, มีแต่จิต จิต เท่านั้นแหละ. จิตนี้เป็นผู้รู้สึกสิ่งทั้งปวง รู้จักสิ่งทั้งปวง จนไม่ยึดดียึดชั่ว, ไม่ติดอยู่ในดีในชั่ว หลุดพ้นจากดีจากชั่ว เหมือนกันแหละ, แต่แล้ว มันกลายเป็นความว่างนิรันดร. ฝ่ายโน้น ฝ่ายพราหมณ์ฝ่ายฮินดูอะไรก็ตาม เขาไปจบกันที่ตัว

น.12 ๔ ตน มีตัวตนนิรันดร, ฝ่ายพุทธนี้มีที่จุดจบว่าว่างนิรันดร ว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์ ว่างจากตัวตน ว่าง จากปัญหาทั้งหลายทั้งปวง, จิตเข้าถึงความว่างนิรันดร. จุดจบมันต่างกันอย่างนั้น, จำไว้ง่าย ๆ ก็จะไม่ต้องเถียงกัน อันหนึ่งมันไป สู่ตัวตนนิรันดร, อันนี้มันไป สู่ความว่าง นิรันดร. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสอย่างนี้ เอ้า ใครจะค้านก็ ค้าน, มันก็ปรากฏว่าไม่มีใครค้าน. แต่ที่ท่านตรัสนี้ ตรัส เรื่องอริยสัจจ์ ตรัสเรื่องอริยสัจจ์ ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก ไม่ ต้องพูดเรื่องตายแล้วหรือหลังตายหรือก่อนตาย ไม่ต้องพูดดอก ว่าแต่มันไม่มีทุกข์โดยประการทั้งปวง เมื่อดำรงชีวิตอยู่ในหลัก ธรรมอันนี้ คืออริยมรรคมีองค์แปดนี้ ก็ไม่มีความทุกข์, ไม่มี ความทุกข์โดยประการทั้งปวง แล้วก็เลิกกัน, เรียกว่าไม่มีตัว ตนเหลืออยู่นิรันดรอะไรสำหรับจะยึดมั่นถือมั่น. นี่ความต่าง กัน เมื่อธรรมจักรของพระองค์ประกาศออกไปว่าอย่างนี้ ก็ไม่มี ลัทธิไหน คณะไหน ศาสดาไหน จะคัดค้านได้, ตามบาลีว่า อปฺปติวตฺติยํ คือให้ถอยกลับ, อันนี้ออกไป แล้ว ก็ไม่มีอะไรตีโต้ให้ถอยกลับได้นี่, บาลีว่าอย่างนี้. พระพุทธ-

น.13 ๕ องค์ได้ประกาศธรรมจักรออกไปแล้ว ไม่มีใครตีโต้ให้ ถอยกลับได้ ไม่ว่าพวกนั้นจะเป็นสมณะ เป็นพราหมณ์ เป็น เทพ เป็นพรหม เป็นอะไรก็สุดแท้, ใจความสำคัญของวัน อาสาฬหปุณณมี คือวันเพ็ญเช่นวันนี้มีอย่างนี้. พระองค์ประกาศธรรมจักรเหมือนกับประกาศ อาณาอำนาจ แต่เป็นอำนาจทางจิตทางวิญญาณ มันเป็น เหตุการณ์ที่สำคัญสำหรับคนมีปัญญา, คนโง่ก็ไม่มีความหมาย อะไรดอก, มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นสำหรับคนโง่ แต่มันก็มีความ หมายมากสำหรับคนมีปัญญา ว่าต่อไปนี้จะชนะความทุกข์ถึง ที่สุด. พูดกันตรง ๆ อย่างลับหลังไม่เกรงใจก็พูดว่า เขาไปจบ อยู่ที่ตัวตนถาวรนิรันดร, มันก็มี ตัวตนถาวรนิรันดร นั่น- แหละที่ อยู่เป็นภาระ. เดี๋ยวนี้ เราเลิก ไม่มีตัวตน ไป ตั้งแต่ต้น มีแต่จิตหลุดพ้น สู่ความว่างถึงที่สุด, ว่างจาก กิเลส ว่างจากทุกข์ ว่างจากตัวตน ว่างจากปัญหา ว่างจาก อะไรทุกอย่าง, แล้วก็เรียกว่า นิพพาน ๆ ถึงได้ตั้งแต่ยังไม่ ตาย, แล้วก็ไม่ต้องตายก็ยังถึงได้ ครั้นถึงแล้วก็ไม่ต้องตาย ถึงความว่างจากตัวตนนี้.

น.14 ๖ หลักเกณฑ์อย่างนี้ คำสอนอย่างนี้ ยังไม่มีใคร สอน, ก่อนหน้าโน้นไม่ได้สอนกันถึงขนาดนี้, แม้คำสอน ที่ว่าหลุดพ้นไปเป็นตัวตนสมบูรณ์นิรันดรนั้น ก็เป็นคำสอน ที่หลังสุดอยู่เหมือนกัน. แล้วพระพุทธเจ้ายังหลังไปกว่านั้น, ก่อนโน้นก็มีไปตามเรื่องของเขา เชื่ออะไรก็เคารพบูชาบวง- สรวงอ้อนวอนสิ่งเหล่านั้นเป็นพวก ๆ ไป. จะยก ตัวอย่าง อีกสักข้อหนึ่ง ที่ว่าก่อนนี้ ก่อน พระพุทธเจ้าเกิด มานี่ ในอินเดียเขาก็สอนเรื่องนรกอยู่ ใต้ดิน สวรรค์อยู่บนฟ้า กันอยู่ตลอดเวลา, เป็นที่เชื่อถือกัน ทั่ว ๆ ไปในหมู่ประชาชนทั้งหลาย เปลี่ยนแปลงไม่ได้. พระ พุทธเจ้าท่านเกิดขึ้นในหมู่คนที่เขาเชื่อกัน ฝังหัวแน่น- แฟ้นอย่างนี้ ท่านก็ไม่คัดค้าน ไม่ไปยกเลิก มันให้ป่วยการ, ใช้สำนวนนั้นไปด้วยกันว่า ทำดีตายแล้วไปสุคติโลก สวรรค์, ทำชั่วตายแล้วไปทุคติวินิบาตนรก, ก็พูดอย่างนี้. ไม่ต้องไปเถียงกันว่า นรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์อยู่บนฟ้าจริงหรือ ไม่, ไม่พูด ไม่ต้องพูด เรื่องนี้ไม่ต้องพูด. ต่อมาวันหนึ่ง จะเรียกว่าวันดีคืนดีก็ได้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สฬายตนิก นิริยา มยา ทิฏฺฐา - นรกเป็นไปทางอายตนะทั้ง ๖ ฉันเห็น

น.15 ๗ แล้ว, มยา ทิฏฺฐา แปลว่าฉันเห็นแล้ว, สฬายตนิกสคฺคา มยา ทิฏฺฐา - สวรรค์เป็นไปในทางอายตนะทั้ง ๖ ฉันเห็นแล้ว. นี่ ลองคิดดูซิ มีความหมายที่สำคัญพิเศษอยู่อย่าง หนึ่งว่า พระพุทธเจ้านั้นท่านไม่กล่าวคำคัดค้านขัดแย้ง แก่ใคร ๆ เขาจะว่าอย่างไรก็ไม่คัดค้าน ไม่ขัดแย้ง, แต่ตัวเอง จะต้องการพูดอะไรก็พูดออกไป ในลักษณะที่ไม่ต้องคัดค้าน ไม่ขัดแย้ง. พุทธบริษัทนอกคอก นอกรีตน่ะ ชอบคัด ค้าน กัน ชอบขัดแย้งกัน ชอบคัดค้านกัน ทะเลาะกันเอง นี่, ไม่ต้องพูดถึงกับพวกอื่นดอก แม้แต่ ในพวกกันเอง ก็ยัง คัดค้านกัน, ไม่เอาอย่างพระพุทธเจ้า จะไม่กล่าวคำขัดแย้ง กับใคร ๆ. นี่มาดูว่า เขาพูดกันอยู่ว่า นรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์ อยู่บนฟ้า ก็ตามใจ, ท่านบอกว่า มันอยู่ที่อายตนะ, แล้ว ฉันก็เห็นแล้วด้วย. ท่านก็อธิบายไปตามที่จะเป็นอย่างไร คือว่าเมื่อมัน ทำผิด : มีผัสสะผิด เวทนาผิด อะไรผิด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มัน ก็เป็นนรกขึ้นมาที่นั่น เวลานั้น ที่นั่นเดี๋ยวนั้น แก่บุคคลนั้น ตามสมควรแก่ที่ทำผิด,

น.16 ๘ ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว. สวรรค์ก็เหมือนกัน เมื่อปฏิบัติ ถูกต้องในขณะแห่งผัสสะเวทนา แล้วมันก็ไม่มีความทุกข์ ดอก มัน ยิ่งพอใจ เป็นสวรรค์อยู่ที่นั่น ; แม้แต่อย่างนี้ เท่านี้ เพียงเท่านี้ เรื่องเพียงเท่านี้ ก็ไม่มีใครคัดค้านหรือ ขัดแย้งได้ เพราะมันเห็นอยู่ด้วยตา เห็นอยู่ตำตา เห็นอยู่ด้วย ตา, ว่า ผิดที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นนรก, ถูกที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นสวรรค์, ไม่ต้องเชื่อใคร มันไม่ ต้องเชื่อใคร นี่เขาเรียกว่าเชื่อตนเอง ๆ เชื่อตนเอง ตาม หลักกาลามสูตร ขอร้องว่าให้ช่วยกันศึกษาให้ดี ๆ มีประโยชน์ มาก. นี้ขอโอกาสพูดเรื่องส่วนตัวสักหน่อยนะ มันเกี่ยว ข้องกัน อาตมาบอกว่า นรกมันอยู่ที่เมื่อมันเกลียดน้ำหน้า ตัวเอง, สวรรค์มันอยู่เมื่อชอบใจตัวเองยกมือไหว้ตัวเอง ได้, พูดให้ใกล้เข้ามาอีก ความหมายก็ไม่ต่างจากที่พระพุทธ- เจ้าดอก. เมื่อมันเกลียดน้ำหน้าตัวเอง มองดูตัวเองแล้วมี แต่สิ่งน่าเกลียด, มันก็เป็นนรกขึ้นมาทันที ที่นี่และเดี๋ยวนี้. พอมองดูตัวเองแล้ว พอใจ ถูกต้อง พอใจ ยกมือไหว้ตัวเองได้ มันเป็นสวรรค์ทันที, แต่ มีคนเขียนจดหมายมาด่า ว่าท่าน

น.17 ๙ พุทธทาสเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยกเลิกนรก ยกเลิกสวรรค์, เขียน ค่าตามหน้าหนังสือพิมพ์บางฉบับก็มี, คิดดูซิ นี่เรียกว่ามัน ยังต่างกัน. แต่มันจริงหรือไม่จริงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง. ใคร จะชอบอย่างไรก็ตัดสินใจเอาเอง ว่านรกอยู่ที่ไหน ? มัน จะอยู่ที่นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า, หรือว่าอยู่ที่อายตนะ ถูกหรือผิด หรือว่าเมื่อมันพอใจตัวเอง หรือเมื่อมันเกลียด ตัวเอง นี่เป็นตัวอย่างที่ว่าคำว่า อันใคร ๆ ต้านทานให้หมุน กลับไม่ได้. สรุปความว่า นรกของผู้มีปัญญา มันอยู่ที่ในอก ในใจ, ของคนโง่มันก็อยู่ใต้ดิน อยู่บนฟ้า ไกลลิบ ได้กัน ต่อตายแล้วโน่น. ส่วนนรก สวรรค์ของผู้มีปัญญานั้นมัน อยู่ในอกในใจ, ได้กันที่นี่เดี๋ยวนี้และทันทีที่ทำอย่างนั้น ที่เป็น อย่างนั้น. นี่มันก็คงจะช่วยได้บ้าง ให้พุทธบริษัทเรารู้กันขึ้นมา ว่า พุทธศาสนานี้เป็นอย่างไร, พุทธศาสนานี้เป็นอย่างไร, กล่าวไปตามหลักของพุทธศาสนามันก็ไม่ถูกไม่ตรงกัน, แต่ว่าไม่กล่าวอย่างให้ขัดแย้งหรือทะเลาะกัน, กล่าวไว้ ให้เลือก

น.18 ๑๐ เอาเอง ชอบใจอย่างไหนก็เอาอย่างนั้น. นี่เป็นตัวอย่าง ของคำว่า ปวตฺติติ อปฺปติวตฺติยํ สมเณน วา ฯ ประกาศไปแล้ว ไม่มีใครต่อต้านได้ในโลก ในโลกทั้งจักรวาลนี้ นี่เหตุการณ์สำคัญที่พุทธบริษัทจะต้องเอามาทำไว้ใน ใจ แล้วก็ให้สำเร็จประโยชน์ต่อไป, คือดับทุกข์ของตน แล้ว ก็บูชา บูชาความประเสริฐความมีประโยชน์ที่สุด. สำหรับ สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสในวันนี้ คือธัมมจักกัปป. วัตตนสูตร, แล้วน่าบูชาอย่างยิ่ง ก็คือ เป็นการประกาศ ชัยชนะของมนุษย์ที่พ่ายแพ้แก่ความทุกข์ตลอดมา, เดี๋ยว นี้มีธัมมจักรชนิดที่ทำลายความทุกข์นั้นได้, แล้วยังมีส่วนที่ว่า สูงสุดขึ้นไป จนถึงที่สุด ไม่มีใครจะบัญญัติคำสอนใดๆ ให้สูงไปกว่านี้ได้ มันสูงสุดอย่างนั้น, นี่เรียกว่าควรบูชา. เพราะฉะนั้นเราจึงมาทำการบูชากัน ไม่ใช่หลับหู หลับตาบูชาเป็นพิธีรีตองสนุกสนาน สรวลเสเฮฮา, อย่างนั้น ไม่ถูก ไม่เป็นพุทธบริษัทดอก. ต้องบูชาด้วยความรู้ถูกต้อง พอใจ ถือเอาเป็นสรณะ จึงจะเรียกว่าบูชาที่แท้จริง, เราต้องทำในใจให้ถูกต้อง คือเข้าใจเรื่องนี้ พอใจเรื่องนี้ แล้ว จึงจะเป็นการบูชา, นี้เป็นข้อแรกที่ต้องทำความเข้าใจ.

น.19 ๑๑ ทีนี้ ข้อถัดมา ที่จะบอกให้ทราบก็ว่า วันนี้คือวัน อาสาฬหบูชานี้ เป็นวันพระธรรม โดยเรียงลำดับมาว่า : วันวิสาขบูชาเป็นวันพระพุทธเจ้า กำหนดไว้ว่าเป็นวัน ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า, วันนั้นเป็นวัน พระพุทธเจ้า. ครั้นมาถึงวันนี้คือ วันอาสาฬหบูชานี้ เป็นวันพระธรรมคือวันที่พระพุทธองค์ได้ประกาศธรรม ออกมาเป็นครั้งแรกในโลก จนได้นามว่า ปฐมเทศนา คือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร. พระธรรมได้ถูกเปิดเผยขึ้นมา ในโลก ในลักษณะที่ผิดแผกแตกต่างจากที่เขาเคยรู้กันมาก่อน หรือกำลังรู้กันอยู่มันมีของแปลกของใหม่ออกมา, นี่คือตัว ธรรมะที่แสดงออกมา. เราไม่ต้องเชื่อตามใครดอก เรามีเหตุผลของเราเอง ที่จะถือว่า วันนี้เป็นวันพระธรรม เป็นวันที่พระธรรม ปรากฏออกมา, แสดงธัมมจักรเสร็จแล้วมีผู้มีดวงตาเห็นธรรม เพียงองค์เดียว จะเรียกว่าวันพระสงฆ์อย่างไรได้, ใครจะเรียก ว่าวันพระสงฆ์ก็ตามใจเถอะ. อาตมาเห็นว่าวันนี้เป็นวัน พระธรรม พระธรรมได้ปรากฏออกมา.

น.20 ๑๒ ควรจะสนใจในสิ่งที่เรียกว่าพระธรรม อันเป็น ความหมายสำคัญของคำ ๆ นี้ คือคำว่าพระธรรม. ดูกันโดย ทั่วไป ในชั้นแรกก็ว่า พระธรรมได้ทำให้เกิดพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายขึ้นมา, พระอรหันต์ทั้งหลายมีพระ- พุทธเจ้าเป็นประธานเกิดขึ้นมาในโลก นั้นก็เพราะธรรม เพราะ พระธรรม, เพราะรู้ธรรม เพราะตรัสรู้ธรรม บรรลุธรรม เปลี่ยนแปลงไปตามธรรม นี่เรียกว่าพระธรรมได้ทำให้เกิด พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์. พระธรรมนี้ยังเป็นทางมาแห่งความสงบสุขสันติ สุขในโลก ทั้งส่วนบุคคลและส่วนสังคม ถ้ามีธรรมะอยู่ก็ จะมีสันติสุข ไม่ต้องเชื่อใครไปลองดูด้วยตนเอง, ลองปฏิบัติ ธรรมมีธรรมะ ก็ปรากฏแก่ตนเองว่ามีสันติสุข, นี่เป็นใจความ สำคัญของคำว่าธรรม. ในลัทธิอื่นอีกหลายลัทธิ เขาก็มีพระธรรมเหมือนกัน แหละ ก็มีความสุขตามแบบนั้น, แต่เราไม่ชอบใจ. เราชอบ ใจพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และถือว่า ให้ได้บรรลุ ความสุขที่สมบูรณ์แท้จริงหรือสูงสุด. อย่าเขลาไปนะ ว่า

น.21 ๑๓ พระธรรมมีใช้แต่ในพุทธศาสนา เหมือนที่สอนในโรง- เรียน, ในโรงเรียนหลับตาสอนเด็ก ๆ ว่า ธรรมะคือคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า หารู้ไม่ว่าในลัทธิอื่น ศาสนา อื่นเขาก็เรียก พระธรรมเหมือนกันแหละ, เขาเรียกธรรมตามแบบของ เขา. แล้ว ธรรมะ ๆ นี้มีในคำพูดของมนุษย์ก่อน ก่อน ศาสนาเกิดขึ้นมา, เมื่อคน ๆ หนึ่งเขาได้มองเห็นสิ่งที่เรียกว่า หน้าที่ หน้าที่นี้จำเป็นสำหรับชีวิต เขาเรียกมันว่า ธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่, เขาเอาคำธรรมะไปใช้ เพราะ คำว่าธรรมะมีความหมายว่า ยกขึ้นไว้ ชูขึ้นไว้ ไม่ให้พลัดตก ลงไป. คำ ๆ นี้มันมีความหมายอย่างนั้น เอาคำนี้มาเรียกสิ่งที่ เขาสังเกตเห็นใหม่คือหน้าที่ ๆ, ใครมีหน้าที่ใครทำหน้าที่, หน้าที่ก็จับยึดขึ้นไว้ไม่ให้ตกลงไปในความทุกข์, ก็เรียกว่า ธรรมะ ๆ บอกกันมาเรื่อย ๆ จนมาสูงขึ้น ๆ เป็นลัทธิศีลธรรม ลัทธิศาสนา จนเป็นคำสูงสุดในพระพุทธศาสนา สามารถทำให้ พ้นจากความทุกข์สิ้นเชิง สูงสุดสิ้นเชิง. ธรรมะคือสิ่งที่ ทำให้เกิดสันติสุข ๆ.

น.22 ๑๔ มาเดี๋ยวนี้ก็อยากจะชี้ให้เห็นว่า ธรรมะนั่นแหละ เป็นตัวชีวิต ขาดธรรมะมันต้องตาย คือขาดหน้าที่ ขาด หน้าที่แล้วมันต้องตาย ไม่ทำหน้าที่ มือ ตีน แขน ขา ไม่ทำ หน้าที่ ตับ ไต ไส้พุง ไม่ทำหน้าที่ มันก็ตายแหละ, หรือว่า ตัวเซลล์ทั้งหลายที่ประกอบกันขึ้นเป็นชีวิตนี้ มันหยุดทำหน้าที่ มันก็ตายวูบเดียวแหละ มันอยู่ได้ด้วยการที่สิ่งทั้งปวงมันทำ หน้าที่ ทำหน้าที่. ธรรมะคือหน้าที่ เป็นชีวิต เป็นคู่ชีวิต, อยากจะให้ถือกันอย่างนี้ว่า ธรรมะเป็นคู่ชีวิต. คู่ชีวิต คู่ชีวิตอย่างคู่ผัวตัวเมีย แยกกันอยู่สัก ๓ เดือนก็ไม่ตายดอก แต่คู่ชีวิตคือธรรมะคือหน้าที่นี้ หยุดเดี๋ยว เดียวก็ตาย, พอหยุดทำหน้าที่ อย่างหยุดทำหน้าที่ของเซลล์ ทั้งหลายก็ตายวูบเดียววินาทีเดียว ; นี่ใครเป็นคู่ชีวิตกันแน่, หมายความว่า ต้องมีอยู่กับชีวิต ชีวิตจึงจะมีอยู่ สิ่งนั้น แหละคือคู่ชีวิต. ฉะนั้น คู่ชีวิตอย่างยิ่งก็คือธรรมะ ออก ไปจากชีวิตก็ตายทันที, ควรจะรู้จักไว้ในลักษณะอย่างนี้ แล้ว ก็ทำให้มีธรรมะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตอยู่ตลอดเวลา, นี่ ธรรมะ ๆ อย่าทำเล่นกับธรรมะ.

น.23 ๑๕ เอ้า ทีนี้มัน ยังมีพิเศษที่ว่า พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา อย่างนี้ ผู้ใดไม่เห็นธรรม แม้จะ จับจีวรของเราถือไว้ไปไหนไปด้วยกัน จับจีวรไว้ไม่ปล่อย ก็ยัง ไม่ชื่อว่าเห็นเรา, ถ้าเขาไม่เห็นธรรม. ต่อเมื่อเขาเห็นธรรม จึงจะเห็นเรา, ไม่ต้องมาจับจีวร อยู่ที่ไหนด้วยกัน อยู่กัน คนละยุคคนละสมัยก็ได้, เช่นเดี๋ยวนี้ เห็นธรรมเถอะ จะชื่อ ว่าเห็นพระพุทธองค์, นี่มันมีความสำคัญอย่างนี้ ว่าต่อเมื่อ เห็นธรรมจึงจะเห็นพระพุทธองค์, ไม่เห็นธรรมก็คือไม่เห็น พระพุทธองค์, ไม่มีธรรมก็คือไม่มีพระพุทธองค์ ไม่มีอะไรมา ช่วยดับทุกข์. ทีนี้ ธรรมคืออะไร, ธรรมนั้นคืออะไร ? มีตรัสไว้ ในพระบาลีแห่งอื่นว่า ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นชื่อว่าเห็น ธรรม, เมื่อเห็นปฏิจจสมุปบาท เมื่อนั้นชื่อว่าเห็นธรรม, ไม่จำกัดว่าที่ไหนเมื่อไร เห็นปฏิจจสมุปบาทแล้วก็เห็นธรรม อะไรคือปฏิจจสมุปบาท ? คำนี้ตามตัวหนังสือมี ใจความว่า อาการที่อาศัยกันแล้วเกิดขึ้นมา อาการที่อาศัย

น.24 ๑๖ กันแล้วดับลงไป. ฟังให้ดี, กิริยาอาการที่มันอาศัยซึ่ง กันและกันแล้วเกิดขึ้น, หรือเมื่อจะดับ อาศัยซึ่งกันและ กันแล้วก็ดับลง อาการนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท. ผู้ใด เห็นอาการนี้ ชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท ชื่อว่าเห็นธรรม มันก็เลยไปเข้ากับบทต้นว่า เห็นธรรมคือเห็นพระองค์ เห็น พระองค์คือเห็นธรรม, ดังนั้น การเห็นปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละ คือเห็นพระพุทธองค์โดยแท้จริง. ดูให้ดี ฟังให้ดี, บางทีจะมีประโยชน์ที่สุดก็ได้ เมื่อ เหลือบตาไป มองเห็นอาการที่มันอาศัยกันเกิดขึ้น, อาการ ที่อาศัยกัน แล้วดับลงในสิ่งใด ก็ให้เห็นสิ่งนั้นโดยชัดเจน โดยประจักษ์ ก็ชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นการ เห็นธรรม และได้เห็นพระองค์ มันเห็นได้ทั่วไปในที่ทุกหน ทุกแห่ง ทุกเวลา, แต่ว่าที่มันไม่เห็น ก็เพราะว่ามันโง่ ตา มันไม่ลืม ไม่ลืมตา หรือคือมันไม่เข้าใจนั่นแหละ. จะเห็นว่าธาตุหลาย ๆ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อาศัย กันเกิดขึ้น เป็นรูปเป็นร่างอะไรขึ้นมา แล้วแยกกันก็ดับไป อย่างนี้ก็ได้, แล้วที่มันใกล้ชิดหน่อย ก็ว่า ตากับรูปอาศัย

น.25 ๑๗ กันเกิดจักษุวิญญาณ แล้วผัสสะมันก็เกิดขึ้นมา, หรือว่า จะเห็นให้ละเอียดง่าย ๆ อย่างที่ วิทยาศาสตร์เขาสอนกัน ธาตุ หลายธาตุมาประชุมกันเข้าแล้วมันก็เกิดขึ้นมา เช่นธาตุ ๒ ธาตุ อาศัยกันแล้วก็ เกิดเป็นน้ำขึ้นมา หรือว่า เกิดเป็นไฟขึ้นมา. และให้เห็นว่ามีอยู่ในที่ทั่วไป เห็นได้ในที่ทั่วไป, เดี๋ยวนี้คุณจะมองไปทางไหน, ดูไปที่ใบไม้ มันก็มีอะไรอาศัย กัน อาศัยกันแล้วเกิดขึ้นเป็นใบไม้อยู่. ถ้าไม่ได้อาศัยกันแล้ว ก็มันก็ไม่เป็นใบไม้ขึ้นมา แล้วมันจะอาศัยกันดับลงไปหล่นลง ไป ที่เปลือกไม้ก็ดี, นี่เรียกว่าโดยทั่วไป. แต่มันก็ไม่เห็นใช่ ไหม มันไม่เห็นอาการอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลง, เห็น เป็นเที่ยง เที่ยงแท้แน่นอนตายตัวอยู่ที่ตรงนั้นเลย, กลาย เป็นโง่ว่าเป็นของเที่ยงแท้อยู่ตลอดเวลาไปเสียอีก. แทนที่ จะเห็นว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อาศัยกัน เกิดขึ้น อาศัยกันดับลง, เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดูไปที่ต้น ไม้ต้นนั้น, คุณเห็น อ้าว มันก็อยู่อย่างนั้น คงที่ตายตัวอยู่ อย่างนั้น, นี้มันไม่เห็น ถ้ามันเห็นว่าทุก ๆ ส่วน ทุกๆ เซลล์ ทุก ๆ อะไรของต้นไม้นั้น มันมีการอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกัน ดับลง คือความเปลี่ยนแปลง, เพราะมีความเปลี่ยนแปลง

น.26 ๑๘ มันจึงกว้างขวางออกไปได้ เซลล์นี้ดับไป เกิดเซลล์ใหม่ใหญ่ กว่า กว่ามาก ต้นไม้ก็ใหญ่โตออกไป. แม้ในสิ่งที่ไม่มีชีวิต มันก็อาศัยกันเกิดขึ้นเป็น สิ่งใหม่ แล้วก็เปลี่ยนแปลงไป, ต้องศึกษากันหน่อยในสิ่ง ที่ไม่มีชีวิต ศึกษาอย่างวิทยาศาสตร์. ธาตุทั้งหลาย อย่าง โบราณก็ว่าธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ประสมกันก็เปลี่ยน รูปเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ออกมา แล้วก็สลายแยกกัน ถ้าได้วิญญาณ ธาตุ อากาศธาตุเข้าไปผสม เลยกลายเป็นสิ่งมีชีวิต ธาตุทั้ง ๔ ก็เกิดวัตถุล้วน ๆ ธาตุทั้ง ๖ ก็เกิดสิ่งที่มีชีวิต แล้วรวมกันเป็น คนก็ได้ เป็นสัตว์ก็ได้ เป็นต้นไม้ต้นไล่ก็ได้ บรรดาสิ่งที่มี ชีวิต. ใครสามารถหลับตาแล้วเห็นความเปลี่ยนแปลงปรุง แต่งของสิ่งเหล่านี้ ของธาตุเหล่านี้ ปรุงแต่งกันอยู่เป็นสิ่งที่มี ชีวิต พรึ่บไปหมด สะพรั่งทั่วไปหมด ไปหมดทั้งโลกทั้งจักร- วาล, นั่นแหละเรียกว่าเห็น. เห็นปฏิจจสมุปบาท คือ เห็นอาการที่อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น, อาศัยกันแล้วดับลง, มันแปลกหน่อยที่ว่าต้องหลับตา เห็นง่ายกว่าลืมตา ลืมตามัน

น.27 ๑๙ เห็นไปเสียทางหนึ่ง อาจจะโง่จะผิดก็ได้, เห็นตายตัวอยู่อย่าง นั้น เที่ยงแท้อยู่อย่างนั้น. ถ้าหลับตาแล้วมองเถอะ จะค่อย ๆ เห็นว่ามัน โอ้ เปลี่ยนแปลงจริง อาศัยกันเกิดของใหม่ อาศัย กันเกิดของใหม่, คือของเก่าดับของใหม่เกิด อย่างนี้, อย่างนี้ เรียกว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท. ช่วยจำไว้ให้ดีเถอะ มี ประโยชน์ที่สุดแหละ คือเห็นพระพุทธเจ้า เห็นสิ่งนี้คือเห็น พระพุทธเจ้า. เดี๋ยวนี้เราไม่เห็นพระพุทธเจ้าก็คือไม่เห็นสิ่งนี้ ; แม้ ที่สุดแต่ว่าในของที่ใกล้ตัวเรา อาหารการกินที่เราบริโภคนี้ มันก็เปลี่ยนแปลงไป, เข้าไปในร่างกายมันก็เปลี่ยนแปลง, ไป เกิดเป็นเลือดเป็นเนื้อ เป็นอะไร ก็เปลี่ยนแปลงเรื่อยไป, อาศัยกันเกิดขึ้นอย่างนี้, อาศัยกันดับลงอย่างนี้. เดี๋ยว ก็ถ่ายอุจจาระปัสสาวะออกมาอะไรก็ตาม, ขอให้มองเห็นอาศัย กันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลงอยู่ในที่ทั่ว ๆ ไป. สมมติว่าเอาดินมาก้อนหนึ่ง วางไว้ตรงนั้นแล้วก็ดูอยู่ ทุกวัน ก็จะเห็นว่ามันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป จนไม่มีเหลือ, เอาดอกไม้มาดอกหนึ่งวางไว้ตรงนั้น ทิ้งไว้ก็ค่อยๆ เปลี่ยน

น.28 ๒๐ แปลงไปจนไม่มีเหลือ, อาศัยกันเกิดขึ้น. เมื่อมันออกมา จากต้นมันออกมาเป็นดอกไม้ พอทิ้งไว้แล้วก็อาศัยกัน ดับลง, เปลี่ยนแปลงไปจนไม่มีเหลือ ข้อนี้คือความโง่สูงสุด มหาศาลที่สุด ใหญ่หลวงที่ สุด, ความโง่ของเราที่สุดมันก็อยู่ที่ตรงนี้ มันไม่เห็นอาศัย กันเกิดขึ้น มันไม่เห็นอาศัยกันดับไป, มันเห็นเป็นเที่ยง เป็นตัวเป็นตน เที่ยงแท้เป็นตัวเป็นตนอย่างนั้นเสียเรื่อย. ในร่างกาย นี้ถ้าดูให้ดีเถอะ มันมี แต่อาศัยกันเกิด ขึ้น อาศัยกันดับลง, อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลง ทุก เซลล์ทุกกลุ่มของเซลล์, แล้วกระทั่งทุกๆ ส่วนของเนื้อหนัง ร่างกายชีวิต มีแต่ส่วนที่อาศัยกันเกิดขึ้น, ในระบบเลือดก็เป็น อย่างนั้น, ในระบบเนื้อก็เป็นอย่างนั้น ในระบบลมก็เป็น อย่างนั้น. ลองหลับตาเห็นว่าในตัวเรานี้มีแต่การอาศัย กันเกิดขึ้น แล้วก็อาศัยกันดับลง, อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัย กันดับลง. บางคนง่วงนอนแล้ว พูดเรื่องอะไรก็ไม่รู้ มันจะ เห็นได้อย่างไร มันจะเห็นได้อย่างไรว่าในตัวเรานี้เต็มไปด้วย อาการที่เรียกว่า อาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับลง.

น.29 ๒๑ เอ้า ข้างนอกจะเห็นได้ง่ายกว่าก็ดูซิ ก็ดูที่ตัวคนอื่น ก็ได้ ที่สัตว์อื่นก็ได้ มีทั่วไป ๆ ที่อาตมาจะระบุว่า ทุก ๆ ปรมาณู หรือทุก ๆ เซลล์ ที่ประกอบกันขึ้นด้วยปรมาณู หรือว่าที่เนื้อที่ตัวของเรานี้ ใช้ภาษาไทยพูดกันทีก็ว่าทุกขุมขน, ทุกขุมขนทั้งเนื้อทั้งตัว ทุกขุมขน แต่ละชุมชน แสดงอาการ อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลง, อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัย กันดับลง อยู่ทั่วทุกขุมขน ๆ, เห็นไม่เห็นก็ตามใจเถอะ. ดู เถอะมันอาจจะเห็นได้ว่า มันมีอาการของปฏิจจสมุปบาท อยู่ทั่วทั้งตัวทุกขุมขน มีอะไรเกิดดับที่นั่น, เกิดดับที่นั่น. นี่แสดงว่าเราเห็นปฏิจจสมุปบาทได้ทุกขุมขน เท่ากับ ว่าเราเห็นพระพุทธเจ้าได้ทุกขุมขนของเรา, ไม่มีใครเชื่อแล้ว ว่าบ้าอีกแล้ว. ถ้าเห็นพระพุทธเจ้าอยู่ทุกขุมขนของเรา ไม่มี ใครเชื่อ, นี่เขาอุปโลกน์ให้อาตมาเป็นคนสอนหลอกลวงสอน บ้าบอนี่ ก็เช่นอย่างนี้เป็นต้น. เดี๋ยวนี้จะบอกท่านทั้งหลาย ว่า มีพระพุทธเจ้าอยู่ทุกขุมขนน่ะ คนโง่ไม่เห็นเอง อาการแห่งปฏิจจสมุปบาทมีอยู่ทั่วไปทุกขุมขน ทำไมไม่ เห็น, มีอาการอย่างนั้นที่ไหน ก็เรียกว่ามีพระพุทธเจ้าที่นั่น.

น.30 ๒๒ นี่ ตอนนี้ฟังยาก, ว่าถ้ามันมีอาการเกิดขึ้นดับลง อาการอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลงแล้ว มันก็ต้องมีสิ่งใด สิ่งหนึ่งแสดงอาการอย่างนั้น สิ่งใดแสดงอาการอย่างนั้น นั่นแหละคือพระพุทธเจ้า, แต่ละปรมาณูมันก็แสดงอาการ อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลง แม้ทุกขุมขนก็มีสิ่งที่แสดง ให้เห็นอาการเกิดขึ้น อาศัยกันดับลง ก็มีพระพุทธเจ้าอยู่ที่นั่น ทำไมไม่เห็น, แล้วทำไมไม่เห็นว่า มีพระพุทธเจ้าอยู่ทุกปรมาณู ทุกหนทุกแห่ง. เอ้า ทีนี้อยากจะขอพูดไปถึง พวกเซ็น บ้าง พวกเซ็น เขาพูดเล่นพูดจริงอะไรก็ไม่รู้ เขาพูดทำนองท้าทายหรือว่าจะ เป็นเรื่องสอนคนโง่ก็ตามใจ เขาว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่ทั่วไปแม้ ในกองของสกปรก เช่นขี้หมาเป็นต้น, เพราะว่าในกองของ สกปรกนั้น มันมีสิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลง, อาศัย กันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลง อยู่ตลอดเวลา ในกองของสกปรกที่ เต็มไปด้วยความสกปรก. จะดูด้วยตาไม่เห็น, แต่ดูด้วยใจมันเห็น นี่ก็ได้เปรียบซิ มันไม่เห็นของสกปรกนี่ เห็นพระพุทธเจ้า ไปเสียหมดนี่ ไม่ว่าจะมองไป ของสะอาดหรือของสกปรก เห็น พระพุทธเจ้าไปเสียหมด อาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับ

น.31 ๒๓ ไป, เป็นพระพุทธเจ้าไปเสียหมด ไม่มีสะอาดไม่มีสกปรก เห็นพระพุทธเจ้าไปเสียหมด. เพราะอาการแห่งปฏิจจสมุปบาท มันมีอยู่ใน ทุกๆ ปรมาณูจริง ๆ นี, เขาจึงพูดว่ามีพระพุทธเจ้าอยู่ ทุกหนทุกแห่ง, ไม่มีที่ว่างเว้น อย่างนี้ว่าอย่างไร. อาตมา ผู้เอามาพูดก็จะพลอยถูกค่าแทนพวกนั้นไปเสียอีก ที่ว่ามีแม้ใน กองของสกปรก. ทั้งนี้ก็เพราะว่า ทั่วๆไปไม่ว่าในที่อะไร ที่เรา จะเรียกว่าสกปรกหรือสะอาด, บรรดาสังขารทั้งหลายและทุก ๆ ปรมาณูของมันมีอาการอันนี้ สังขารทั้งปวงมีอาการอย่างนี้ ทุก ๆ ปรมาณู. ดีไหม, เห็นพระพุทธเจ้าเต็มไปหมดจนไม่มีที่ ว่าง ; ถ้าว่า ในอากาศนี้มีธาตุ ธาตุที่มันเป็นอากาศผสมกัน เป็นอากาศ, ปรมาณูของอากาศเหล่านี้ก็อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลง พระพุทธเจ้าก็เต็มไปทั้งอากาศ. คนเห็น อย่างนี้เป็นคนโง่หรือเป็นคนฉลาด. จะเป็นที่ไหนก็ตามใจ, จะในน้ำก็ดี บนบกก็ดี บนฟ้าก็ดี ในสิ่งของก็ดี นอกสิ่งของ ก็ดี มีแต่อาการที่ว่าอาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับลง คือ ปฏิจจสมุปบาท.

น.32 พระ- พุทธเจ้าตรัสว่าอย่างนี้ ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา. เอ้า ทำเล่นกับสิ่งที่เรียกว่าธรรมซิ ธรรม ธรรม เห็นธรรมแล้วเห็นพระพุทธองค์ คือเห็น ทางปฏิจจสมุปบาท, ฉะนั้นธรรมนั่นแหละคือพระพุทธองค์ เห็นธรรมคือเห็นพระพุทธองค์, เห็นปฏิจจสมุปบาทคือ เห็นพระพุทธองค์. อาการของปฏิจจสมุปบาทมีเห็นได้ทั่วไปในที่ ทุกหนทุกแห่ง, ตรงไหนมันแสดงอาการอย่างนี้ ก็มี พระพุทธเจ้าอยู่ที่ตรงนั้นแหละ, คือผู้แสดงอาการของปฏิจจ- สมุปบาท. ช่วยฟังให้ดีซิ ผู้หรือสิ่งที่แสดงอาการของปฏิจจ- สมุปบาทมีอยู่ที่ไหน ก็มีพระพุทธเจ้าอยู่ที่ตรงนั้น ที่สิ่งที่ แสดงอาการของปฏิจจสมุปบาท, นี่รวยเลย มีพระพุทธเจ้า ทุกหนทุกแห่งเต็มไปหมด เราหายใจเข้าหายใจออก หายใจเข้า ออกเป็นพระพุทธเจ้า. แม้ในลมหายใจมันก็เป็นอย่างนั้น หายใจเข้าออกเป็นพระพุทธเจ้าไปหมดดี ไม่ดี ไม่เข้าใจก็ว่าบ้า. แต่ว่า ธรรมะที่มีอยู่เป็นบาลีเป็นหลักฐานมันปรากฏอยู่อย่างนี้ ว่าผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม,

น.33 ก็เห็นที่อาการของ ปฏิจจสมุปบาทในลมหายใจ ที่หายใจเข้าอยู่ออกอยู่ หายใจเข้า ออกอยู่ก็เป็นพระพุทธเจ้าทั้งนั้นเลย, แต่ละปรมาณู อณูของ มันมีอาการอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลง. รวยพระพุทธเจ้า เอาหรือไม่เอาก็ตามใจ, บางทีจะว่าบ้าบอเสียอีก เอาอะไร มาพูดก็ไม่รู้, แต่ก็ต้องเอามาพูดแหละ เพราะว่าสิ่งที่มันเขียน อยู่ในพระบาลีก็มีอย่างนี้ แล้วเอาพระบาลีคัมภีร์ออกไปเสีย ดูเอง ดูด้วยตนเอง ดูด้วยตนเองไม่ต้องอาศัยบาลี มันก็ เห็นอย่างนี้ มันก็เห็นอย่างนี้, มันไม่ได้เห็นอย่างอื่นนี่, เห็นการอาศัยกันเกิดขึ้น การอาศัยกันดับลง แล้วก็ เห็น พระพุทธเจ้า คือเห็นความจริง เห็นความจริง ว่าไม่ใช่ ตัวตน, เห็นความจริงอย่างยิ่งว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, อยากเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็เห็นอย่างนี้ เห็น อย่างนี้กันเถิด. เมื่อไม่เข้าใจ ก็จะหาว่าเป็นคำพูดบ้าที่สุด ที่จะมี คนว่าในสากลจักรวาลนี้เต็มไปด้วยพระพุทธเจ้า เต็มไปด้วย พระพุทธเจ้า เขาฟังไม่ออกว่าอะไร, แต่คนที่ฟังออกก็ว่า โอ้ มันเต็มไปด้วยอาการที่อาศัยกันเกิดขึ้น, อาศัยกันดับลง

น.34 ๒๖ อาศัยกันเกิดขึ้น, เต็มไปทั้งจักรวาล คืออาการของปฏิจจ- สมุปบาท มีสิ่งที่แสดงอาการนี้, สิ่งนั้นแหละคือพระ- พุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าเลยเต็มไปทั้งสากลจักรวาล. ดีไหม เรามีพระพุทธเจ้ากันเต็มเนื้อเต็มตัว, แม้แต่ ลมหายใจเข้าออกก็เต็มไปด้วยพระพุทธเจ้า ดีไหม, แต่ว่า คนก็โง่ ก็ไม่เห็น ก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไร, ไม่ได้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ไม่เบื่อหน่ายคลายกำหนัดในสิ่งที่ ยึดถือเป็นตัวตน. มันโง่เหลือที่จะโง่ ยึดถือว่ากลุ่มสังขาร ทั้งหมดนี้คือตัวกู คือตัวกู นี้คือตัวตน, นี้คือตัวกู นี้คือตัวตน ไม่ได้เห็นว่ามันเป็นเพียงสักว่าธาตุตามธรรมชาติ มีอนุ- ภาคน้อย ๆ ที่สุด ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นร่างกาย เป็นอะไรนี้, แต่ละอันก็เป็นอันเกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไป ถ้าเห็นอย่างนี้ มันก็เห็นธรรมะ เห็นความจริง ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดยความ เป็นตัวตน หรือของตน. ลองจำไว้สักคำว่า ถ้าว่ารู้ธรรมะจริง จะเห็นว่า พระพุทธเจ้าเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเหลียวดูไปทางไหน เพราะมีอาการของปฏิจจสมุปบาท.

น.35 ๒๗ ขอแทรกตรงนี้หน่อยนะว่าท่านเข้าใจเรื่องนี้, ถ้า เข้าใจที่กำลังพูดนี้ คุ้มค่าเวลาที่มาจากจังหวัดไกล ๆ เสียค่า รถแพง เสียเวลามาก เหนื่อยมาก จะคุ้มค่า ถ้าเข้าใจในสิ่ง ที่กำลังพูดนี้. เห็นปฏิจจสมุปบาทด้วยตนเอง จนไม่ต้องเชื่อ ใคร, นี่คือหลักพระพุทธศาสนาที่ว่าไม่ต้องเชื่อใคร, ไม่ต้องเชื่อพระพุทธเจ้า, ไม่ต้องเชื่อพระไตรปิฎก, ไม่ต้องเชื่อ ครูบาอาจารย์, ไม่ต้องเชื่อใคร อย่างที่กล่าวไว้ในกาลามสูตร. ขอให้ไปทบทวนอ่านดูอีกที เชื่อที่ตัวเห็นอยู่เอง เห็นอยู่เอง หรือมันเป็นอยู่อย่างนี้, มันเป็นทุกข์ขึ้นมาเพราะเหตุนี้ มันไม่ ดับทุกข์เพราะเหตุนี้, เห็นอยู่อย่างนี้ เชื่อตัวเอง, เชื่อตัวเอง เห็นด้วยตนเอง เชื่อตัวเอง โดยการแสดงของพระพุทธเจ้า ก็พูดแล้ว พระพุทธเจ้ามีอยู่ทุกหนทุกแห่ง แสดงให้เห็น อยู่ที่เกิดขึ้นดับไป. พระพุทธเจ้าแสดงให้เห็นอยู่อาการอย่างนั้น เห็นอยู่ ก็เชื่ออาการนั้น ก็เชื่อพระพุทธเจ้าโดยตรงนั่นแหละ แต่ พระพุทธเจ้าห้ามว่า ไม่เชื่อพระพุทธเจ้าชนิดที่เป็นบุคคล หรือ

น.36 ๒๘ ว่าเป็นพระคัมภีร์, ให้เชื่อการเห็นของตัวเอง, เชื่อการ เห็นของตัวเอง เชื่อทั้งหมดด้วยจิตใจ, ไม่ต้องเชื่อเพราะว่า เขียนไว้ในคัมภีร์ หรือว่าได้ยินอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ว่า เรื่อง มันตรงกัน ที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์หรือที่พระพุทธเจ้า ตรัสออกมา มันก็ตรงอย่างเดียวกับที่เราเห็นเองเห็นด้วย ตนเอง ก็ใช้ได้. แต่ว่า ถ้ายังไม่เห็นเอง ไม่สำเร็จ ประโยชน์, ยังได้ยินแต่พระพุทธเจ้าตรัสเขียนไว้ในพระคัมภีร์ ยังไม่สำเร็จประโยชน์ ยังดับทุกข์ไม่ได้ จนกว่าจะเห็นด้วย ตนเอง ว่ามันเกิดดับเกิดดับอย่างนี้จริง. นี่ อาการอาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับลง ไปทั่ว ทุกหนทุกแห่งไม่ว่าที่ไหน ทุกๆ ปรมาณูที่ประกอบกันขึ้น เป็นจักรวาล มันเป็นอย่างนี้เองโดยธรรมชาติ มันเป็น อย่างนี้. ข้อนี้ก็จะมาถึงข้อที่จะบอกว่า มันเป็นอย่างนี้เอง โดยธรรมชาติ มันเป็นอย่างนี้เองโดยธรรมชาติ ไม่ต้องมีพระ เป็นเจ้าที่ไหนมาทำให้เป็นอย่างนี้ ไม่ต้องอาศัยเทวดาที่ไหน มาทำให้เป็นอย่างนี้. อาการที่มันอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกัน ดับลง มันเป็นของมันเอง โดยกฎของธรรมชาติ, ไม่ต้อง อาศัยว่าพระเจ้ามาช่วยทำ เทวดามาช่วยทำ ผีสางมาช่วยทำ.

น.37 ๒๙ ทีนี้เรื่องมันก็เกี่ยวขึ้นมาถึงว่า มันปรุงแต่งกันจน เกิดเป็นความทุกข์หรือความสุข ก็ตาม แล้วแต่จะเรียก, มันมีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุทั้งหลายอยู่ตาม ธรรมชาติ, มีหลายธาตุอย่างนั้น มันมาอาศัยกัน เนื่องกัน, การเกิดขึ้นดับลงของมันเข้ามาเนื่องกัน มีการปรุงแต่งกัน เกิด ของใหม่ขึ้นมาจากธาตุ ก็เกิดเซลล์ที่มีชีวิตขึ้นมา. เซลล์เล็ก ๆ ที่มีชีวิตขึ้นมาหลาย ๆ เซลล์ ก็เป็นกลุ่มแห่งเซลล์ มีกลุ่มแห่ง เซลล์เกิดขึ้นในชีวิต, เป็นระบบขยายตัวออกไป มันก็เกิด ระบบประสาทสำหรับรู้อารมณ์ขึ้นมา, นี่ระบบประสาทมันก็เกิด ขึ้น โดยที่พระเจ้าไม่ต้องมาช่วยทำให้ มันเป็นของมันเองได้ โดยธรรมชาติ. เมื่อมีระบบประสาทสำหรับรู้สึกแล้วมันก็หนีไม่พ้น มันหนีไม่พ้น, มันช่วยไม่ได้ ที่จะไม่เกิดสิ่งที่เรียกว่าผัสสะ หรือสัมผัส, เพราะว่าสิ่งที่จะเข้ามาถูกกับระบบประสาทนั้นมีอยู่ ทั่วไป คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ ทั้ง ๖ อย่างนี้มีอยู่ในที่ทั่วไป, มันก็ง่ายนิดเดียวที่จะมากระทบ กระ- ทบกันเข้ากับระบบประสาท. ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าสัมผัสหรือ ผัสสะมันก็มีขึ้นมา อย่างที่ช่วยไม่ได้, เมื่อมีระบบประ-

น.38 ๓๐ สาทแล้ว ทำอย่างไรเสีย จะต้องมีสัมผัสเป็นแน่นอน เพราะ ว่าสิ่งที่จะมาสัมผัสนั้น มันมีอยู่ทั่วไปหมดนี่, จะทำอย่างไร. ครั้น เมื่อมีการสัมผัสแล้ว ทำอย่างไรเสียก็ต้อง มีเวทนา ไม่มีใครห้ามได้, ไม่มีใครมาช่วยได้ ที่จะมาห้ามไม่ ให้เกิดเวทนา, มีสัมผัสแล้วมันก็มีเวทนา, ไม่ต้องอาศัยพระเจ้า มีสัมผัสแล้วมันก็มีเวทนา. ครั้นมีเวทนา รู้สึกเวทนาแล้ว, ก็ต้องมี ตัณหา อยากไปตามอำนาจแห่งเวทนานั้น, แล้วก็มีอุปาทาน, ยึดมั่น ถือมันเป็นตัวกูเป็นของกู. พอมีเวทนาแล้วมันก็เกิดตัวกู ผู้เป็นเจ้าของเวทนา, นี้เป็นความลับของความที่ว่ามันมิใช่ ตัวตน, ตัวตนตัวกูเกิดขึ้นจากความโง่ ที่โง่มาจากเวทนา. เช่นพอ เจ็บขึ้นมา มัน ก็เกิดความรู้สึกว่ากูผู้เจ็บ กูเจ็บขึ้นมา, เคี้ยวอาหารอร่อยอยู่ในปากตามระบบประสาท เท่านั้นแหละ, พออร่อยครอบงำแล้ว มัน เกิดตัวกูผู้อร่อย ขึ้นมา เกิดความรักขึ้นมาในใจแล้ว มันก็จะเกิดตัวกูผู้รัก, เกลียดขึ้นมาในใจแล้ว มันก็เกิดตัวกูผู้เกลียด. ตัวกูนี้มัน

น.39 ๓๑ มาทีหลัง เป็นปัญหาเป็นความทุกข์ยากลำบาก เมื่อมันเกิด ตัวกู. อย่าให้มันเกิดตัวกู แล้วมันก็ไม่มีปัญหาอะไร, มัน เป็นอย่างนี้โดยที่ว่าตามธรรมชาติ จะมีพระเป็นเจ้าหรือไม่มี พระเป็นเจ้ามันก็เป็นอย่างนี้, จะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นหรือ พระพุทธเจ้าไม่เกิดขึ้น มันก็เป็นอย่างนี้, ไม่เกี่ยวกับผีสาง เทวดา ไม่เกี่ยวกับโชคชะตาราศี, ไม่เกี่ยวกับดวงดาวบนสวรรค์, ไม่เกี่ยวกับหมอดู ไม่เกี่ยวกับอะไรทุกอย่าง ไม่เกี่ยวกับเศรษฐ- กิจ ไม่เกี่ยวกับการเมือง, ไม่เกี่ยวกับความมั่งมีหรือยากจน เข็ญใจอะไร. ไม่เกี่ยวกับความเป็นสัตว์เดรัจฉานหรือความ เป็นมนุษย์, มันต้องเป็นอย่างนี้ มันต้องเป็นอย่างนี้ ตาม ธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้. ขอให้เห็นความจริงอันนี้ คือ จะเห็นพระพุทธเจ้า เต็มไปหมดทั้งจักรวาล อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น อาศัยกัน แล้วดับลง ในรูปแบบต่าง ๆ กัน เป็นรูปธรรมก็มี เป็นนาม ธรรมก็มี เป็นกรรมก็มี เป็นวิบากก็มี, เป็นได้ทุกอย่าง อาการ ที่อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลง. ในที่สุดก็เกิดความทุกข์

น.40 ๓๒ หรือความสุขแล้วแต่เรื่อง, เป็นผลออกมาจากการปรุงแต่ง ขั้นสุดท้าย, นี่เกิดทุกข์หรือสุขเกิดมาจากการปรุงแต่งอย่างนี้ ถ้ามันถูกต้องตามที่เป็นสุขก็เรียกว่าเป็นสุข, ถ้าถูกต้องตามที่ เป็นทุกข์ก็เป็นทุกข์. พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ชัดเจนว่า สุขและทุกข์ไม่ได้ เกิดจากกรรมเก่า, สุขและทุกข์ไม่ได้เกิดจากพระเจ้าบันดาล ช่วยฟังกันไว้ให้ดี ๆ บรรดาที่นั่งกันอยู่ที่นี่ นี่ อาจจะมีหลาย คนที่เชื่อว่าสุขทุกข์เกิดมาจากกรรมเก่า, มันค้านกับที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัส พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าสุขและทุกข์ มิได้เกิดมาจากกรรมเก่า แต่ว่าเกิดมาจากการทำผิดหรือทำถูก ต่อกฎปฏิจจสมุปบาทที่ว่านี้ แหละ. กฎปฏิจจสมุปบาทที่ ว่านี้ ทำไปในทางให้มันเกิดทุกข์ ก็เกิดทุกข์, ทำไปในทางที่ ให้ไม่เป็นทุกข์หรือเป็นสุข ก็เกิดสุข, นี่ สุข ทุกข์มิได้เกิด มาจากกรรมเก่า แต่ว่ามันเกิดมาจากการกระทำผิด หรือ กระทำถูก ต่ออาการของปฏิจจสมุปบาท. แล้วอีกอย่างหนึ่ง มิใช่เป็นการบันดาลของพระ- เจ้า อิศวร นิมมาน เหตุ - มิใช่เหตุเพราะการบันดาลของ

น.41 ๓๓ อิศวร, อิศวรในที่นี้หมายถึงพระเจ้า, มิใช่เหตุเพราะการ บันดาลของอิศวร ในภาษาบาลีเรียกว่าอิศวร, ไม่ใช่เป็นผล ของกรรมเก่า, ไม่ใช่เกิดมาจากการบันดาลของพระเจ้า แต่มัน เกิดมาจากการผิดหรือถูกต่อกฎเกณฑ์ของปฏิจจสมุปบาทในฝ่าย ไหน เรียกว่ามันถูกก็แล้วกัน มันไม่มีผิดดอก มันถูกสำหรับ เป็นทุกข์ก็เป็นทุกข์ มันถูกสำหรับเป็นสุขก็เป็นสุข มันมีแต่ ถูก แต่เราสมมติเรียกว่า มันไม่ตรงกับเราต้องการแล้วก็ผิด ผิดเป็นทุกข์ นี้ก็ เป็นหลักสำคัญในพระพุทธศาสนา ว่าอาการแห่ง ปฏิจจสมุปบาทมีอยู่อย่างนี้ โดยธรรมชาติ แล้วก็ปรุงแต่งกัน ขึ้นเป็นความทุกข์, หรือเป็นความสุข อยู่ในตัวมันเอง. จง เห็นด้วยตนเอง ไม่ต้องเชื่อ เพราะเชื่อคนอื่นไม่สำเร็จ ประโยชน์ ต่อให้เชื่อ เชื่ออย่างไรก็ไม่สำเร็จประโยชน์, เว้น ไว้แต่จะมองเห็นเองว่ามันเป็นอย่างนี้ แล้วมันก็เปลี่ยนการ กระทำ ไม่กระทำอย่างที่เคยทำแล้วเป็นทุกข์ มันก็เปลี่ยนเป็น กระทำอย่างที่ทำแล้วไม่เป็นทุกข์. นี้ เราจะต้องมีแนว มี ระเบียบปฏิบัติ, หรือมีแนวระบบ สำหรับปฏิบัติแล้ว จะไม่เป็นทุกข์.

น.42 ๓๔ เอ้า ทีนี้เราก็มาถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ เ รื่อง อริยมรรคมีองค์แปด เมื่อสิ่งต่าง ๆ มันเป็นอย่างนี้ เราทำ อย่างไรจึงจะดำเนินไปแต่ในทางที่จะไม่เป็นทุกข์, ต้องปฏิบัติ ถูกต้องไปในทางที่จะไม่เป็นทุกข์, ก็ต้องพูดถึงอริยมรรคมี องค์แปด, อริยมรรคมีองค์แปด นั่นแหละ เป็นหัวใจของ พระธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสในวันนี้ ในวันที่คล้ายวันนี้ คือวันเพ็ญอาสาฬหะ เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา หัวใจของ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั้น ได้พูดถึงมัชฌิมาปฏิปทาก่อนนะ. ไปเปิดดูซิ ไปเปิดดูพระบาลีธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระ พุทธเจ้าได้เริ่มขึ้นว่า อย่าไปทำสุดโต่ง ๒ ข้าง กามสุ- ขัลลิกา, อัตตกิลมถา, แล้วมาตั้งอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา. มัชฌิมาปฏิปทาเป็นสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาจากผู้ใด ท่าน ได้ตรัสรู้ขึ้นมาเฉพาะด้วยตนเอง แล้วก็แจกออกไปเป็นอย่าง นั้น ๆ เรียกว่ามรรคมีองค์ ๘ ซึ่งสวดกันได้ทุกคน ท่องกัน ได้ทุกคน แต่ดูยังไม่ได้รับประโยชน์คุ้มกัน เพราะมันไม่เป็น มรรคจริง ๆ ขึ้นมา มันเป็นแต่เสียงท่องเสียงสวดมนต์ ไม่เป็น มรรคจริง ๆ ขึ้นมา.

น.43 ๓๕ มรรคมีองค์แปด ใน ๘ องค์นั้น สององค์แรกเป็น ปัญญา สามองค์ถัดมา เป็นศีล สามองค์ถัดมา เป็นสมาธิ รวมกันเป็นแปด เรียกว่ามรรคมีองค์ ๘. ดูกันง่าย ๆ ว่า ปัญญามาก่อน ใน ๘ องค์นั้น ปัญญามาก่อน ๒ องค์ แล้ว จึงถึงศีล ๓ องค์ ถึงสมาธิอีก ๓ องค์. พระพุทธเจ้า ตรัสปัญญา ศีล สมาธิ, นี้มันผิดจากความรู้สึกของคนทั่วไป ที่เคยฟังแต่ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา. อาตมาถูกศาสดาคนหนึ่งในกรุงเทพฯ ด่าว่าสอนผิด ; สอนปัญญา ศีล สมาธิ สอนปัญญาก่อน, เขาให้สอนศีลก่อน เน้นเรื่องศีลก่อน, เราสอนไม่ได้ เพราะว่าถ้าไม่มีปัญญามาก่อน แล้วศีลเข้ารกเข้าพง, ศีลเข้ารกเข้าพงมันเดินไปไม่ถูก, สมาธิ ก็เข้ารกเข้าพง ถ้าไม่มีปัญญามาก่อน. ให้ถือว่าพระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้ถูกต้องแล้ว, ท่านตรัสปัญญา ศีล สมาธิ ตาม อริยมรรคมีองค์ ๘. ดังนั้นจึงสรุปความได้ว่า ถ้าพูดกันอย่างการปฏิบัติ จริง ๆ แล้ว ต้องเรียงลำดับว่า ปัญญา ศีล สมาธิ , ปัญญา ศีล สมาธิ, ปัญญา ศีล สมาธิ, นี่ ไตรสิกขาที่จะปฏิบัติกัน

น.44 ๓๖ จริง ๆ. ถ้าว่า เอาไว้พูดกันเล่น สำหรับเรียนในโรงเรียน ท่องกันเล่นได้ ศีล สมาธิ ปัญญา, ศีล สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา, ตายโหงก็ไม่ดับทุกข์อะไรได้ ถ้าไม่เอา ปัญญามาก่อน, มันต้องเอาปัญญามาก่อน, ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญานำหน้าศีล ศีลเดินถูกทาง สมาธิก็ถูกทาง มันก็ส่งเสริมให้เกิดปัญญาขั้นต่อไป ที่สูงกว่าปัญญา ทีแรก, มันก็ตัดกิเลสและดับทุกข์ได้. ฉะนั้น ไตรสิกขามีอยู่ ๒ รูปแบบ, รูปแบบหนึ่ง สำหรับพูด สำหรับท่อง ก็เรียกว่าศีล สมาธิ ปัญญา, รูปแบบ หนึ่ง ที่จะเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ดับทุกข์ได้จริง ต้องเรียกว่า ปัญญา ศีล สมาธิ, ปัญญา ศีล สมาธิ. ช่วยจำกันไว้บ้าง แม้มันจะไม่คุ้นปาก มันลำบากในการที่จะพูด, ช่วยกันพูดให้ มันคุ้นปากว่า ปัญญา ศีล สมาธิ, ปัญญา ศีล สมาธิ. เดี๋ยวนี้ กู จะปฏิบัติแล้ว ต้องเป็นปัญญา เป็นศีล เป็นสมาธิ, ไม่มีปัญญาแล้วศีลก็ผิดหมดแหละ เป็นสีลัพพัตตปรามาส คือศีลที่งมงาย งมงาย ผิดความประสงค์, สมาธิก็ผิดหมด เป็นสมาธิที่งมงาย ไม่ตรงตามความประสงค์ นี่เขาเรียกว่า สีลัพพัตตปรามาส เพราะว่าปัญญามันไม่นำมาก่อน. ถ้า

น.45 ๓๗ ปัญญานำมาก่อน ก็เป็นศีลที่ถูกต้อง, เรียกว่าศีลวิสุทธิ, เมื่อมีศีลวิสุทธิแล้วก็มีจิตตวิสุทธิ, แล้วก็สุทธิๆๆ ต่อไป จนสิ้นกิเลสสิ้นอาสวะ, นี่ปัญญาต้องมาก่อนอย่างนี้. เมื่อพูด เมื่อท่องก็ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา, เมื่อ ปฏิบัติต้อง ปัญญา ศีล สมาธิ. ทีนี้พอเอาเข้าจริง พอถึงเวลาที่จะตัดกิเลสได้จริง พระ พุทธเจ้าได้ตรัสไว้อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า อริยสัมมาสมาธิ มี บริการ ๗ คำนี้สำคัญมาก แต่ว่าไม่เคยมาคุ้นหู ไม่เคยได้ยิน เพราะว่ามันอยู่นอกการพูดจา อริยสัมมาสมาธิมีบริการ ๗ คือยกเอาสัมมาสมาธิตัวสุดท้ายเป็นหลัก เป็นตัว ประธาน, แล้วเอาอีก ๗ องค์ ที่เหลือเป็นบริวารของ สัมมาสมาธิ. สมาธิเฉย ๆ ถ้าไม่น้อมไปเพื่อนิพพาน ก็เรียกว่า สมาธิเฉย ๆ ถ้าสมาธิมันน้อมไปเพื่อนิพพานเรียกว่า สัมมาสมาธิ, แล้วสัมมาสมาธินี้เอาทั้ง ๗ องค์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต อาชี โว วายาโม สติ มาเป็นบริวาร.

น.46 ๓๘ ฉะนั้น สัมมาทิฏฐิมาก่อนแหละ รู้หนทาง รู้ทิศทาง รู้ความถูกต้อง ว่าจะไปทางไหนอย่างไรกัน เป็นผู้นำทาง, แล้วก็ปรารถนาที่จะเป็นอย่างนั้น ก็เป็นสัมมาสังกัปปะ, แล้วก็ นำมาให้เป็น สัมมาวายามะ เดินถูกทาง สัมมาสติ เดินถูกทาง เอามาเป็นบริวารของสัมมาสมาธิ, ส่วนสัมมาวาจา สัมมา กัมมันโต สัมมาอาชีโวนั้น ท่านถือว่าตามปกติมันมักจะถูก ต้องอยู่แล้ว, แม้ไม่ใช่ในพุทธศาสนา คนธรรมดาสามัญก็มี สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโวถูกต้องอยู่เป็นส่วน มากแล้ว. แต่ถึงอย่างไร ก็ต้องภายใต้การควบคุมของ สัมมาทิฏฐิ อยู่นั่นเอง. นี่ ทั้ง ๘ องค์ทำงานประสานกัน อย่างไม่แยกกันได้เลย. เรียกว่าอริยสัมมาสมาธิมีบริการ ๗ สมาธิเป็นตัวแม่ทัพที่จะมีกำลังตัดกิเลส, แล้วก็ได้อีก ๗ องค์ รอบ ๆ มาช่วยทำหน้าที่ ช่วยทำหน้าที่ รอบ ครบรอบ ทุก อย่างเป็น ๗ อย่าง เรียกว่ามีบริวาร ๗ ถ้าศีล สมาธิ ปัญญา จะตัดกิเลสจะรบกิเลส จะทำลายกิเลสจริง ต้องมาอยู่ใน รูปของสิ่งที่เรียกว่าอริยสัมมาสมาธิมีบริวาร ๗, บริขาร ก็ได้ บริขาร ๗ หรือบริวาร ๗ ก็เหมือนกันแหละ.

น.47 ๓๙ ท่านทั้งหลายจะมองเห็นได้ว่า ปัญญาสำคัญ ให้ เกิดความถูกต้อง, มิฉะนั้นมันก็ไม่ถูกต้อง. จะมีความ เชื่ออย่างไร ๆ ถ้าปัญญาไม่มานำแล้ว ความเชื่อมันผิดทาง เสมอไป, มันไปตามชอบใจของกิเลสเสีย. แต่ถ้าปัญญามา กำกับไว้ จะถูกทางของการดับทุกข์. เพราะฉะนั้นขอให้รู้ไว้อย่างยิ่งว่า พระพุทธศาสนา นี้เป็นพระศาสนาของปัญญา, ใช้ปัญญาเป็นหลักเป็น เกณฑ์เป็นกำลัง เป็นเบื้องหน้า, ศาสนาอื่นเขาจะใช้ความเชื่อ หรือจะใช้อะไรเป็นกำลังก็ตามใจเขา มันเป็นเรื่องของเขา ศาสนาอื่น. แต่ถ้า ศาสนาพุทธแล้วก็ต้องเอาปัญญาเป็น หัวใจ, พุทธะ พุทธะ แปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นปัญญา ทั้งนั้น แหละ. ถ้าไม่มีปัญญา รู้ไม่ได้ ตื่นไม่ได้ มันเบิกบาน ไม่ได้ดอก เรามีปัญญาเป็นหัวใจของพระศาสนา. ฉะนั้น จงมีปัญญาเป็นเครื่องดำเนินชีวิต, ดำเนิน ชีวิตด้วยปัญญา, ทั้งหมดมันจะถูกต้อง, ปัญญาถึงขนาดเห็น ปฏิจจสมุปบาท ในที่ทุกหนทุกแห่ง, ปัญญาถึงขนาดมี พระพุทธเจ้าอยู่ทุกขุมขน, หลายคนคงไม่เชื่อ ว่าบ้าแล้ว

น.48 ๔๐ ก็ตามใจ. อาตมายังคงขอยืนยันอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า อาการแห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละคือธรรมะ เห็นธรรมะคือ เห็นพระองค์. จงเห็นอาการแห่งปฏิจจสมุปบาทที่มีอยู่ทั่ว ทุกขุมขนนั่นแหละว่าเป็นธรรมะ เห็นธรรมะแล้วเห็นพระ องค์, ขอยืนยันอีกทีนะ ย้ำอีกทีว่า ถ้ามีความรู้เรื่องนี้แล้ว คุ้ม, คุ้มค่าที่มาไกล จังหวัดไกล เปลืองมาก เหนื่อยมาก เสีย เวลามาก อะไรมาก จะคุ้ม, ถ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าอย่างนี้แล้ว จะคุ้ม. ต่อไปนี้ก็ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา เสมือนหนึ่งว่าชีวิต นี้มันเดินได้ ชีวิตมันเดินไปตามแบบของชีวิต เดินทาง ไปตามแบบของชีวิต เดินทางด้วยปัญญาตลอดเวลา, มีปัญญาอย่างนี้แล้วเห็นพระพุทธเจ้าตลอดเวลา, จะพบพระ- พุทธเจ้าทุกหนทุกแห่ง, เดินทางไปกับพระพุทธเจ้านั่นเอง มี พระนิพพานตลอดเวลา ตลอดทาง รายทาง, เดินไปกับพระ พุทธเจ้า เดินไปกับการที่มีนิพพาน คือความไม่มีกิเลส ไม่มี ความทุกข์, เป็นนิพพานน้อยๆ นิพพานน้อย ๆ เรื่อย ๆ ๆ ๆ ไป จนในที่สุดก็เป็นนิพพานที่สมบูรณ์, เป็นนิพพานที่สมบูรณ์.

น.49 ๔๑ เดี๋ยวนี้ ขอให้เห็นธรรมะ เห็นธรรมะคือเห็น พระองค์เห็นพระพุทธเจ้า, แล้วก็ ไม่โง่ไม่หลงเป็นตัว เป็นตน เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาถูกต้อง ไม่มีความ หลง, อยู่กับพระพุทธเจ้า. เดี๋ยวจะตกใจว่า จะรู้อย่างเดียวกับพระพุทธเจ้า, เห็นอย่างเดียวกับพระพุทธเจ้า, รู้อย่างเดียวกับพระพุทธเจ้า ดับทุกข์อย่างเดียวกับพระพุทธเจ้า, แล้วก็เป็นพระพุทธเจ้าเสีย เอง หลายคนว่าบ้าแล้ว ไม่เป็นไร อาตมาบ้าก็ได้ แต่ยังพูด อยู่อย่างนี้แหละ. ขอให้เราเดินทางไปกับพระพุทธเจ้า คือปัญญา ที่เห็นปฏิจจสมุปบาทนี้, เดินทางไปกับพระพุทธเจ้า มี นิพพานน้อย ๆ เรื่อยไป จนเป็นนิพพานเต็มที่ ตลอดเวลานี้ รู้อย่างเดียวกับที่พระพุทธเจ้ารู้, เห็นอย่างเดียวกับที่พระพุทธ- เจ้าเห็น ดับทุกข์อย่างเดียวกับที่พระพุทธเจ้าดับทุกข์, แล้วก็ กลาย เป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง คือสามารถแสดงปฏิจจ- สมุปบาท เป็นผู้สามารถแสดงปฏิจจสมุปบาทอย่างชัดเจน อย่างแจ่มแจ้ง อย่างสมบูรณ์ นี่เป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง.

น.50 ๔๒ วันนี้เรียกว่าวันเพ็ญอาสาฬหปุณณมี พระจันทร์ เต็มดวง ในหมู่กลุ่มดาวฤกษ์ชื่อว่าอาสาฬหะ เรียกว่า อาสาฬห- ปุณณมี. วันนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง ธัมมจักกัปป. วัตตนสูตร ประกาศมัชฌิมาปฏิปทา อริยมรรคมีองค์แปด, สรุปย่นได้เป็นไตรสิกขา เป็นปัญญา เป็นศีล เป็นสมาธิ แต่ว่าถ้าว่า ทำหน้าที่ถึงที่สุดแล้ว ก็กลายเป็นอริยสัมมา สมาธิ ทั้ง ๘ องค์ยกสัมมาสมาธิขึ้นเป็นประธาน แล้ว นอกนั้นก็แวดล้อม. สัมมาสมาธิก็เต็มไปด้วยปัญญา เต็มไป ด้วยสัมมาทิฏฐิ เมื่อสัมมาสมาธิเต็มไปด้วยปัญญา, สัมมาทิฏฐิ ก็ตัดกิเลส ไม่ต้องสงสัย. เราได้รับพระโอวาทอันประเสริฐสูงสุด คือ อริยมรรคมีองค์แปด หรือเรียกว่าธัมมจักร. วันนี้พระ องค์ได้ประกาศธัมมจักร, ใคร ๆไม่อาจจะต่อต้านได้ ที่ใช้ คำว่า สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทวดาก็ดี พรหมก็ดี ใคร ๆ ก็ดี ไม่ต่อต้านได้, หมายความว่าทั้งหมด ทั้งหมดทั้งสิ้นไม่มีใคร ต่อต้านได้ ความจริงที่พระองค์ทรงเปิดเผย ทรงแสดงนี้ ไม่มีใครต่อต้านได้.

น.51 ๔๓ ขอให้เรารู้จักสิ่งนี้ รู้จักสิ่งนี้ในวันนี้ เรามาประชุม กันที่นี่, เรียกว่าพิธีอาสาฬหบูชา มารู้จักหนทางที่ทรงแสดง ไว้ให้, พบพระพุทธเจ้าทั่วไป ทุกปรมาณูทุกขุมขน, เดินทาง ไปด้วยสติปัญญาที่เห็นพระพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าทั่วไป ทุกขุมขน, มีนิพพานตลอดทาง, จบเรื่องของการที่จะเดินทาง จบเรื่องของการที่จะเดินทาง นี่เรื่องเกี่ยวกับธรรมะก็หมด ได้ความรู้นี้เกินคุ้มที่มาลำบากที่นี่. นี่เหลือข้อสุดท้ายอีกข้อหนึ่ง เป็นข้อแถมพก หรือ ผนวก แล้วแต่จะเรียก ว่า ต่อนี้ไปจะต้องช่วยกันเผยแผ่ พระพุทธศาสนา ดูเหมือนพระเยซู, คัมภีร์ไบเบิ้ลที่ว่า เมื่อได้มาเปล่า ๆ ก็ขอให้ให้ไปเปล่า ๆ อย่าคิดสตางค์, ได้มา เปล่า ๆ ก็ขอให้ให้ไปเปล่า ๆ เราก็เหมือนกันแหละ, ชาว พุทธนี้ก็เหมือนกัน ได้รับพระธรรมดับทุกข์จากพระ พุทธเจ้ามาเปล่า ๆ ก็ขอให้ให้ไปเปล่า ๆ อย่าค้ากำไร เลย, อย่าอวดดี อย่ายกหูชูหาง, อย่าตั้งตนเป็นพระศาสดา หาประโยชน์หากำไร. อย่างนั้นมันล้มเหลวหมด แหละ, มีความบริสุทธิ์ใจเสียสละโดยแท้จริง เผยแผ่ธัมมจักร ออกไปให้ทั่วโลก.

น.52 ๔๔ อาตมาขอชักชวนท่านทั้งหลาย ว่า จงช่วยกันเผย แผ่ธรรมะไปให้ทั่วโลก, ทั่วโลกนี้ ไม่ได้หมายความว่า ทุกคน, ทุกคนมันรู้ธรรมะไม่ได้ดอก แต่ให้ทั่ว ๆ ไปทั้งโลก มันได้ ทั่ว ๆ ไปทั้งโลกมันมีคนพอที่จะรู้ธรรมะได้, แต่ว่าไม่ ใช่ทุกคน, เพราะว่าคนที่ไม่อาจจะรู้ธรรมะ เป็นปทะปรมะ อะไรโปรดไม่ได้นี้ก็มีอยู่, พวกนี้ก็รู้ไม่ได้ ยังต้องเก็บ ไว้ก่อน แต่ว่าที่อาจจะรู้ธรรมะได้ มีอยู่ที่ไหนในโลก แล้ว ช่วยกันหน่อย ช่วยกันหน่อย ให้ได้รู้ธรรมะทั่วกันไปทุกคน. ที่เรายินดีสั่งสอนอบรมฝึกฝนพวกฝรั่งที่มาทุกเดือน ๆ ก็เพื่อความประสงค์อันนี้ ว่าใครสามารถจะรู้ธรรมะได้ ขอให้ ได้รู้เถิด. เรายอมเหน็ดเหนื่อย ยอมลำบากทุกอย่างทุก ประการ, ทำไปทำไม? เพื่อบูชาคุณพระพุทธเจ้า ตอบ สนองพระคุณพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า ที่ท่านได้ ประทานให้แก่เรา, แล้วมีพระพุทธประสงค์ว่า จงช่วยกัน ทำให้แผ่ไปทั่วสากลจักรวาล, รู้ธรรมะทั้งเทวดาและมนุษย์. มีพระพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า ให้พุทธบริษัททั้งหลาย ช่วยกันทำ ให้ธรรมะวินัยนี้แผ่ไปทั่ว ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกอะไร ก็ตามหมดสิ้น, ทรงประสงค์อย่างนั้น.

น.53 ๔๕ เมื่อเราได้รับประโยชน์อันนี้แล้ว ก็จะต้องสนองพระ คุณอันนั้น, ช่วยทำให้มันแผ่ออกไปทั่วโลก ทำโดยตรงก็สอน โดยตรง, ทำโดยอ้อม, ก็ ช่วยร่วมมือให้ความสะดวก เรียกว่า ทัพหลังก็ได้. ผู้ที่สอนโดยตรงก็สอนไป, พวกที่สอนไม่ได้ โดยตรงก็ช่วยหุงข้าวให้พวกที่สอนได้กินก็ได้. นี่เรียกว่า โดยอ้อม, ช่วยกันอย่างนี้แล้ว มันก็สำเร็จประโยชน์ ธรรมะ ได้รับการเล่าเรียนศึกษาปฏิบัติ เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วเผยแผ่ออก ไป. นี่เป็นข้อแถมพกข้อสุดท้าย ว่าธรรมะเป็นอย่างไร ดับ ทุกข์เป็นอย่างไร ได้รับประโยชน์ด้วยดีแล้ว, ก็ขอให้ช่วยกัน เผยแผ่ต่อไป, หรือ สืบอายุพระศาสนาไว้ ให้คนที่จะมา ทีหลังได้รับประโยชน์. นี่แหละคือ บูชาอย่างยิ่ง, บูชา อย่างยิ่ง ไม่มีบูชาอื่นยิ่งกว่า. เดี๋ยวนี้เราเรียกว่าอาสาฬหบูชา การบูชาที่ทำในวัน เพ็ญอาสาฬหะ, ไม่มีอะไรดีไปกว่าที่จะทำอย่างเดียวกับที่เคย เกิดขึ้นในวันนั้น ในสมัยพระพุทธเจ้า. วันเพ็ญอาสาฬหะ พระพุทธเจ้าได้ทำอย่างไรให้แก่โลก โลกได้รับอะไรในวันเพ็ญ อาสาฬหะ, เราต้องช่วยกันทำให้เพ็ญอาสาฬหะวันนี้เป็นเหมือน

น.54 ๔๖ อย่างนั้น, รู้ธรรมะเหมือนปัญจวัคคีย์รู้ ครั้นรู้แล้วก็เผย แผ่ต่อไป เผยแผ่ต่อไป. นี่เรียกว่า อาสาฬหบูชาที่แท้ จริง ได้รับประโยชน์เกินค่าจนกล่าวไม่ถูก, แม้ว่าท่าน ทั้งหลายต้องมาจากที่ไกล เหนื่อยมาก เสียเงินมาก เสียเวลา มาก ลำบากมาก อะไรก็ตาม มันก็ได้รับประโยชน์เกินค่า, ขอให้เป็นอย่างนี้. ในที่สุดนี้เป็นอันว่า อาตมาได้เตรียมจิตใจของท่านทั้ง หลาย ให้มีความเหมาะสมแล้ว เหมาะสมแล้วสำหรับจะ ประกอบพิธีอาสาฬหบูชา ก็จะได้ยุติการแสดงธรรมเทศนา เพื่อประกอบพิธีอาสาฬหบูชาสืบต่อไป. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ .

น.55 พระพุทธเจ้ามีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, อาตมาขอแสดงธรรม ในลักษณะที่เป็นการบรรยาย ทั่ว ๆ ไป ไม่ต้องทำเป็นแบบพิธี อย่างที่เรียกว่าแสดงธรรม แต่ความสำคัญมันก็มีแต่พูดกันให้รู้เรื่อง, นี้ก็จะพูดเรื่องที่ ได้พูดแล้วตั้งแต่ตอนเย็นบนภูเขา โดยเชื่อว่า ท่านทั้งหลาย ส่วนมากยังไม่เข้าใจ, ยังไม่เข้าใจ, จะพูดต่อหรือพูดเพิ่มเติม ให้เข้าใจจนได้ คือให้สำเร็จประโยชน์, อย่าเพียงแต่ฝั่งจำได้ หรือเห็นด้วยเล็ก ๆ น้อย ๆ มันไม่สำเร็จประโยชน์. อาสาฬหบูชาเทศนา กัณฑ์ ๒ ๑๗ ก.ค. ๓๒ ๔๗

น.56 ๔๘ ข้อนี้ก็คือเรื่อง พระพุทธเจ้ามีอยู่ในทุกหนทุก- แห่ง, จะเรียกว่าทุกปรมาณูทั้งจักรวาลก็ได้ แต่เอากันว่า ทุก ขุมขนของคนแต่ละคน ๆ ก็ยังดี. ข้อนี้จะต้องพูดย้อนมา ตั้งแต่ว่า โดยหลักทั่วไป พระพุทธเจ้าตรัสว่า เห็นธรรม หรือ เห็นธรรมะ เห็นธรรมหรือเห็นธรรมะ ชื่อว่าเห็นเราเห็น ตถาคต ; เห็นเนื้อเห็นตัวเห็นร่างกาย จับขายจีวรไว้ ไปไหน ไปด้วยกันไม่ยอมปล่อย นี้ก็ไม่ชื่อว่าเห็นเรา. บางคนก็เข้าใจไม่ได้ ทำไมเรียกว่ายังไม่เห็นเรา ก็จับ ตัวไว้อย่างนั้นแล้วยังไม่เห็นเรา ยังไม่เห็นตถาคต, ข้อนี้ก็ เพราะว่าเห็นเรา เห็นตถาคตชนิดนั้น ยังไม่สำเร็จประ- โยชน์. ช่วยฟังไว้ให้ดี เห็นตัวเห็นองค์พระพุทธเจ้าที่เดิน ไปเดินมาอยู่ในอินเดียนั้น ยังไม่สำเร็จประโยชน์, ชาวอินเดีย เป็นอันมากในครั้งพุทธกาลเห็นพระพุทธเจ้าทั้งนั้นแหละ แต่ ไม่สำเร็จประโยชน์อะไร, ไม่เชื่อด้วย เกลียดก็มี เป็นศัตรูก็มี นี่ขอให้คิดดู เพียงแต่เห็นตัว เห็นองค์ เห็น ร่างกายนั้น ไม่สำเร็จประโยชน์, ยิ่งอ่านแต่ในหนังสือ อ่าน แต่เรื่องราว เหมือนที่พวกฝรั่งทั้งหลายรู้จักพระพุทธเจ้าแต่

น.57 ๔๙ เพียงว่าเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์คนหนึ่ง เท่านี้ยิ่งไม่สำเร็จ ประโยชน์, พวกที่เห็นเนื้อเห็นตัวยังไม่สำเร็จประโยชน์ ต่อ ให้ เอากระดูกมากอดไว้ก็ไม่เห็นประโยชน์, เอาพระธาตุมา กอดไว้ก็ไม่เห็นประโยชน์, เอาพระพุทธรูปมาแขวนคอยังไม่ สำเร็จประโยชน์, เห็นเนื้อ เห็นตัว เห็นร่างกายเดินไปมา อยู่แท้ ๆ ประมาณว่าหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ที่เห็น พระพุทธเจ้า แล้วก็ไม่สำเร็จประโยชน์, ได้เกิดในอินเดียพ้องสมัยกับพระ- พุทธเจ้า, เพราะว่า มีคนเป็นอันมากทำตนเป็นข้าศึกต่อ พระพุทธเจ้า, แล้วเป็นผู้ที่เฉย ๆ ไม่ชอบไม่เชื่อนี้ก็แยะ. นี่ คือข้อที่ว่าเห็นเนื้อ เห็นตัว เห็นร่างกาย เห็นอะไรนี้ไม่สำเร็จ ประโยชน์ ทีนี้ก็จะขอตัดบทว่า นั่นไม่ใช่พระพุทธเจ้าพระ- องค์จริง, นั่นไม่ใช่พระพุทธเจ้าพระองค์จริง พระพุทธเจ้า จึงปฏิเสธเสีย พระพุทธเจ้าเองท่านปฏิเสธเสียไม่-ไม่-ไม่- ไม่ใช่เห็นเรา, ไม่ใช่เห็นตถาคตดอก เพียงการได้เห็นองค์ เดินไปเดินมาได้.

น.58 ๕๐ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจ ว่า ทำไม พระองค์จึงปฏิเสธเนื้อตัวพระองค์ว่า ยังไม่ใช่ตถาคต, ไม่ใช่ องค์พระพุทธเจ้า, ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังด้วย ได้ฟังมาโดยตรง ด้วย ก็ยังไม่สำเร็จประโยชน์ ก็มีเป็นอันมาก. คนที่ได้ฟัง แล้วเห็นธรรมะ เห็นธรรมะจึงสำเร็จประโยชน์ ได้เห็น พระพุทธเจ้า แล้วได้รับประโยชน์ ได้ตรัสรู้ตาม. ฉะนั้น การเห็นพระพุทธเจ้าจึงมีหลายชนิด หลาย ความหมาย : เห็นร่างกาย เห็นร่างกายนี้ก็อย่างหนึ่ง, เห็น ธรรมในความหมายที่ว่าเห็นธรรมนี้ก็อย่างหนึ่ง, ที่ชัดเจนลง ไป เฉพาะเจาะจงว่า เห็นปฏิจจสมุปบาท จึงชื่อว่าเห็น ธรรมชนิดที่เห็นพระองค์ เมื่อตอนเย็นก็พูดกันมามากพอ แล้วว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท เห็นปฏิจจสมุปบาทแล้วจะได้ชื่อว่า เห็นธรรมชนิดที่เห็นพระองค์. เอ้า, ตั้งต้นมาใหม่ตั้งแต่ว่า เห็นพระพุทธเจ้าที่ เป็นบุคคล เป็นเนื้อเป็นหนัง เดินไปเดินมา เป็นลูกคนนั้น เป็นหลานคนนี้, เกิดที่นั่นเกิดที่นี่ มีบุตรมีภรรยา ตายแล้ว เผาแล้ว ตายแล้วเผาแล้ว เหลือแต่กระดูกแล้ว, นั่นพระ-

น.59 ๕๑ พุทธเจ้าองค์นั้นเป็นอย่างนั้น คล้าย ๆ กับจะตรัสว่า นั้นมัน เป็นเปลือก มันเป็นเปลือก เปลือกนอก เปลือกหุ้ม ยังไม่ เห็นธรรม. ธรรมะคือความจริงของธรรมชาติ เป็นกฎของ ธรรมชาติ ไม่มีการประสูติ ไม่มีการตรัสรู้ ไม่มีการนิพพาน, นี่ถ้าพูดอย่างนี้จะเข้าใจดีไหม จะกันลืมได้. พระพุทธเจ้า องค์ที่ไม่มีการประสูติ, ไม่เป็นลูกคนนั้นไม่เป็นหลานคนนี้ ไม่ได้อยู่ที่เมืองนั้นเมืองนี้, ไม่ได้ตรัสรู้แล้วก็ไม่ได้นิพพาน ด้วย, พระพุทธเจ้าองค์นั้นอยู่ที่ไหน, ก็คือสิ่งที่ พระองค์ เรียกว่าธรรม ธรรมะ, เห็นธรรมคือเห็นเรา เห็นเราคือเห็น ธรรม, เห็นธรรมคือเห็นเรา, ธรรมะในที่นี้ก็คือกฎของ ธรรมชาติ กฎของธรรมชาตินี้มีมากมาย มากมายเหลือเกิน กฎ ไหนที่ว่าเห็นแล้วคือเห็นพระองค์ ก็คือกฎเรื่องดับทุกข์ ได้, เกิดทุกข์อย่างไร ดับทุกข์อย่างไร. ความจริงนั่นแหละ เรียกว่าธรรมะ เป็นความจริงของธรรมชาติมีอยู่ตลอดอนันต- กาลนิรันดร เป็นของธรรมชาติ, ไม่มีเกิดไม่มีดับ จึงว่าไม่

น.60 ๕๒ ได้ประสูติ ไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้นิพพาน. ธรรมะนั้นที่เห็น ว่าดับทุกข์กันอย่างไร จะเรียกว่า อริยสัจจ์ ๔ หรือเรียกว่า อะไรก็ได้ทั้งนั้น, แต่ที่นี้ มีพระบาลีอีกตอนหนึ่งระบุชัดว่า เห็น ปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละชื่อว่าเห็นธรรม, นี้ให้แคบเข้ามา ๆ ให้ชัดให้แคบเข้ามาอีกว่า ธรรมคือปฏิจจสมุปบาท . ทีนี้ มันก็เจาะจงชัดลงไปที่ปฏิจจสมุปบาท, ไม่กว้าง ๆ ทั่ว ๆ ไป ซึ่งมันต้องพูดกันหลายคำ ธรรมทั่ว ๆ ไป ที่เรียกว่า ความ จริงของธรรมชาติ กฎธรรมชาติหน้าที่ธรรมชาติอะไรก็ตาม รวม ๆ ก็เรียกว่า ธรรมทั่วๆ ไปก็ได้, นี้ก็เป็นความหมาย หนึ่งที่ว่า เห็นแล้วเท่ากับเห็นพระพุทธเจ้า. เดี๋ยวนี้จะให้เห็นชัดลงไป คือ เอาตามพระบาลีที่ว่า เห็นปฏิจจสมุปบาท มันค่อยยังชั่วนะ ค่อยดีค่อยยังชั่วที่ว่า, เราได้พูดเรื่องนี้กันมาหลายปีแล้วนะ คนยังพอจะรู้เรื่องปฏิจจ- สมุปบาท เรื่องอิทัปปัจจยตากันบ้าง เพราะว่าเราได้พูดกันมา หลายปีแล้วนี่ ใคร ๆ ก็เป็นพยาน. ลองไปพูดในหมู่คนที่ไม่ เคยฟังเรื่องปฏิจจสมุปบาท ไม่เคยฟังเรื่องอิทัปปัจจยตา มัน จะไม่รู้อะไรเลย จะไม่รู้อะไรเลย จะไม่เข้าใจอะไรเลย. นี่ดี ว่าช าวสวนโมกข์ได้ยินได้ฟังเรื่องนี้มาบ้างแล้ว ปฏิจจสมุปบาท

น.61 ๕๓ คืออะไร , อิทัปปัจจยตาคืออะไร, ก็มาสนใจให้ถูกจุด ถูก หัวใจของมันว่า ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร. ก็ได้พูดแล้วเมื่อตอนกลางวันว่า ปฏิจจสมุปบาท คือ อาการ อาการหรือภาวะหรืออาการที่มันได้อาศัย กัน อาศัยกันแล้วเกิดขึ้นมา, แล้วอาการที่มันได้อาศัย กัน อาศัยกันแล้วค่อยดับลงไป. ถ้าเรียกว่า ปฏิจจ- สมุปบาท หมายแต่เพียงว่าอาการอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น. แต่ ถ้าพูดว่าอิทัปปัจจยตา แล้วกินความหมดทั้งเกิดขึ้นและ ดับลง. แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราจะใช้คำว่าปฏิจจสมุปบาทนี้ ให้คู่กันกับคำอีกคำหนึ่งว่า ปฏิจจนิโรธ, ปฏิจจนิโรธ ปฏิจจนิโรธะ, ปฏิจจสมุปาทะ นี่อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น, ปฏิจจนิโรธะอาศัยกันแล้วดับลง, แต่คำนี้ไม่ค่อยได้ยิน แต่คำนี้ ไม่ค่อยได้ยิน แต่ตัวบทมันมี ตัวสูตรมันมี คือปฏิจจ- สมุปบาทฝ่ายดับ. อวิชชายะตเว วะ อเสสะวิราคะนิโรธา สังขาระนิโร- โธ, สังขาระนิโรธา วิญญาณะนิโรโธ, วิญญาณะนิโรธา นามรูปะนิโรโธ, นามรูปะนิโรธา สฬายตนะนิโรโธ, สฬาย-

น.62 ๕๔ ตนะนิโรธา ผัสสะนิโรโธ, ผัสสะนิโรธา เวทนานิโรโธ , เวทนานิโรธา ตัณหานิโรโธ, ตัณหานิโรธา อุปาทานะนิโรโธ , อุปาทานะนิโรธา แล้วก็ดับไป ก็หมดทุกข์, นี่เรียกว่า ปฏิจจ- นิโรธะ คู่กันตรงกันข้าม ว่า ปฏิจจสมุปาทะ. แม้ว่าพระพุทธองค์จะได้ตรัสอาศัยคำปฏิจจสมุปบาท แต่มันก็หมายความถึงปฏิจจนิโรธะด้วย เพราะมันคู่กันมันแยก กันไม่ได้, เพราะในตัวปฏิจจสมุปบาทนั้นมันมีหลายขั้นตอน เลื่อนขึ้นไป มันก็มีการดับอยู่ในตัว, อันแรกต้องดับไปก่อน อันหลังจึงจะเกิดขึ้น, มันก็มีทั้งสมฺปาทะทั้งนิโรธะสลับ กันไป, จึงขอสรุปความว่า อาการที่อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น อาการที่อาศัยกันแล้วดับลง. เห็นอาการนี้ เห็นอาการนี้ มันเห็นความจริงสูงสุด ความจริงที่สุด ความจริงเด็ดขาดที่สุดของธรรมชาติ ที่มีอยู่ ทั่วไป, ทั่วไปหมดในทุก ๆ ปรมาณู. ที่นั่งอยู่นี้บางคนคงจะฟัง ไม่ถูก ว่าคำว่า ปรมาณู คืออะไร, คือส่วนเล็กที่สุดที่จะแบ่ง ออกไปได้ แบ่งต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ส่วนเล็กที่สุด เรียก ว่าปรมาณู, หลาย ๆ ปรมาณู ประกอบกันขึ้นมา เป็นกลุ่ม

น.63 ๕๕ น้อยเรียกว่าอณู, หลาย ๆ อณูประกอบกันขึ้นมาก็เป็น ธาตุ, เป็นธา-ตุ หลาย ๆ ธา-ตุ ประกอบกันขึ้นมา ก็เป็นสิ่ง ใหม่ ๆ แปลกออกไป. ในทุกอณู ก็ได้ ในทุกปรมาณู ก็ยิ่งดี มีอาการที่ว่าอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น อาการที่อาศัย กันแล้วดับลง, ขอความรู้นักวิทยาศาสตร์ทางฟิสิคส์ทางเคมี อะไรก็ได้ ช่วยอธิบายเรื่องนี้ยิ่งดี ว่ามันมีแต่การอาศัยกันแล้ว เกิดสิ่งใหม่ออกมา, สิ่งที่หลายสิ่งมันเข้ามาอาศัยกันแล้ว เกิดสิ่งใหม่ออกมา, สิ่งใหม่ก็แปลกออกไป สิ่งแปลกออกไป เข้ามาอาศัยกันอีก มันเกิดสิ่งใหม่และแปลกออกไป, นี่มันเป็น อย่างนี้. นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติ ตามธรรมชาติที่มีอยู่ จริง พวกที่เขาถือว่ามีพระเจ้าเขาก็ว่า พระเจ้าสร้าง พระเจ้า บันดาล พระเจ้ากำหนดให้เป็นอย่างนั้น. ส่วน ชาวพุทธ เราไม่มีพระเจ้า ก็เรียกว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง, มัน เป็นเช่นนั้นเอง, มัน เป็นตถตา, มันเป็นตถาตา, มัน มีความเป็นเช่นนั้นเอง โดยกฎของธรรมชาติ ตามกฎ ของธรรมชาติ, ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า, ไม่เกี่ยวกับเทวดา, ไม่ เกี่ยวกับผีสางอะไรที่ไหน, ไม่เกี่ยวกับอำนาจของดวงดาว

น.64 ๕๖ โหราศาสตร์ดาราศาสตร์ ไม่เกี่ยว, แล้วก็ไม่เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในเมืองมนุษย์นี้. ไม่เกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์ มันเป็น ของธรรมชาติล้วนๆ, ไม่เกี่ยวกับความมั่งมีหรือความยากจน. เช่นจะพูดว่าถ้ามั่งมีเสียแล้วไม่ต้องเป็นอย่างนี้, ถ้ายากจนแล้ว จะต้องเป็นอย่างนี้, อย่างนี้ก็ไม่ใช่, เรียกว่ามันไม่เกี่ยวกับ อะไรหมด. ความที่มันต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ไม่เกี่ยวกับอะไรหมด มันเกี่ยวกับธรรมชาติ เกี่ยวกับกฎ ของธรรมชาติ ตามอำนาจของธรรมชาติ, แต่พวกที่ถือพระ- เจ้ามีพระเจ้าเขาก็ไม่ยอม เขาก็ต้องว่าพระเจ้าแหละ. เราก็ไม่ทะเลาะกันให้ป่วยการ คุณว่าพระเจ้าก็ตามใจ, ฉันว่ากฎของธรรมชาติ ฉันจะมีพระเจ้าบ้างก็ได้ แต่ฉันเอา กฎของธรรมชาติเป็นพระเจ้า ไม่ใช่พระเจ้าอย่างบุคคล. เรา จะมาทะเลาะกันให้ป่วยการให้เจ็บปวดทำไม เรารู้จักใช้ ประโยชน์ของสิ่งเหล่านี้ คือรู้แล้วดับทุกข์ได้ . ถ้าคุณว่า เป็นพระเจ้าอย่างบุคคล คุณก็สวดอ้อนวอนไปซิ, ส่วนฉันว่า ไม่ใช่พระเจ้าอย่างบุคคล เป็นกฎของธรรมชาติ ฉันก็พยายาม ทำให้มันถูกต้องตามกฎของธรรมชาตินั่นแหละ, จะเรียกว่า

น.65 ๕๗ อ้อนวอนก็ได้เหมือนกัน คือพยายามทำให้ถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ อ้อนวอนกันคนละอย่าง. เอาละ, เดี๋ยวนี้ เราจะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ เราจะยอมทุกอย่างเหมือนกับที่พวกถือพระเจ้าเขา ยอมแก่พระเจ้า เขายอมทุกอย่าง, เราก็จะยอมทุกอย่างแก่ กฎของธรรมชาติ, ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, ธรรมชาติให้เกิดขึ้นมา ให้เกิดขึ้นแต่ที่ควรปรารถนาคือ ไม่เป็นทุกข์ , ถ้ามันดับลงไป ให้มันดับแต่ส่วนที่ไม่พึง ปรารถนาที่มันเป็นทุกข์. แล้ว เราก็จะทำให้มันถูกต้อง ๆ เข้ากันได้กับกฎนี้ ที่มันเดี๋ยวเกิดขึ้นมา เดี๋ยวดับลงไป, เดี๋ยว เกิดขึ้นมาเดี๋ยวดับลงไป, ทำให้ถูกต้อง จนไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น. ที่เรารู้จักกันได้ก็ที่หยาบ ๆ ที่ละเอียดถึงขั้นปรมาณู นั้นรู้ไม่ได้ดอก, แต่มันก็เนื่องกันแหละ มันมาจากละเอียด ที่สุดมาถึงเรื่องหยาบ ๆ. เรามารู้กันตอนที่หยาบ ๆ แล้ว เป็น ธาตุดิน เป็นธาตุน้ำ เป็นธาตุไฟ เป็นธาตุลม เป็นธาตุอากาศ เป็นธาตุวิญญาณ มาประกอบกันเข้าเป็นชีวิต, แล้วก็มีระบบ ประสาท ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, อะไรมากระทบก็มีความรู้สึก

น.66 ๕๘ คือสัมผัส ; พูดได้ว่า ถ้ามีธาตุ มันมีธาตุ ธาตุทั้งหลายแล้ว ถึงอย่างไรเสียก็ต้องมีชีวิตขึ้นมาแหละ. พอมีชีวิต ขึ้นมาแล้ว ทำอย่างไรเสีย ก็ต้องมีความ รู้สึก แหละ, ความรู้สึก เป็นระบบที่รู้สึก เป็นอายตนะภายใน ขึ้นมา. ทีนี้ มีอายตนะภายในแล้ว ทำอย่างไรเสียก็ ต้อง ได้รับการสัมผัสกระทบ เพราะอายตนะภายนอกมันเต็มไป หมด มันเต็มไปหมด, เมื่อกระทบแล้ว ทำอย่างไรเสีย ก็ต้องมีผัสสะ, มีผัสสะแล้ว ทำอย่างไรเสีย ก็ต้องมีเวทนา แหละ. ช่วยไม่ได้ ใครมันช่วยไม่ได้ ใครจะห้ามไม่ได้, มีเวทนาแล้วก็ไปตามอำนาจเวทนา : ถ้าเวทนาโง่ก็มีตัณหา โง่อุปาทานโง่ เป็นทุกข์. ถ้าบังเอิญเป็นเวทนาฉลาด ซึ่งหา ได้ยาก มันก็ไม่เกิดตัณหาโง่ มันก็ไม่เกิดอุปาทาน มันก็ไม่ เกิดทุกข์, มันมีอยู่อย่างนี้. ฉะนั้น ถ้าเรารู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทดี เราก็ควบ คุมได้, ควบคุมกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ไม่ให้เกิดทุกข์ ให้มันไปแต่ในทางที่ไม่เกิดทุกข์. ข้อนี้ต้องอาศัยสติปัญญา ของพระพุทธเจ้า ที่ได้ตรัสรู้เรื่องนี้โดยแท้จริง ว่าทำ

น.67 ๕๙ อย่างไรกับมัน. เราจะมีความรู้หรือมีสติสัมปชัญญะในขณะ แห่งผัสสะอย่างไร, ในขณะแห่งเวทนาอย่างไร, หรือว่าเกิด ตัณหาอุปาทานแล้วอย่างไร, หรือว่าไม่ให้เกิดเสียได้เลยก็เป็นดี อย่าให้มันเกิดตัณหาอุปาทาน, ให้มันเกิดแต่ความต้องการที่ จะไม่เป็นทุกข์ ไม่เป็นทุกข์ มันก็ไม่เป็นทุกข์ ในที่สุดก็ไม่ เป็นทุกข์, นี่ประโยชน์ของการเห็นปฏิจจสมุปบาท. ทีนี้บางคนจะคิดว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นตัวโต ๆ ตัว โต ๆ ตัวใหญ่ ๆ เรื่องมันกลายเป็นว่ามันเล็กมันละเอียด จน กลายเป็น เรื่องของปรมาณู ก็มีอาการของปฏิจจสมุปบาท, เป็นเรื่องของ อณู ที่ใหญ่ขึ้นมา ก็มีเรื่องอาการของปฏิจจ- สมุปบาท, เป็นธาตุ ขึ้นมา เป็นธา-ตุขึ้นมา ก็มีอาการของ ปฏิจจสมุปบาท, มีลักษณะเป็นชีวิต ขึ้นมา ก็มีอาการของ ปฏิจจสมุปบาท แล้วก็ มีเรื่องของอายตนะ รับอารมณ์ รู้ อารมณ์ เป็นผัสสะ เป็นเวทนา นี้ก็ยิ่งเป็นปฏิจจสมุปบาท ตัวโต ๆ เห็นได้ง่าย. เห็นเรื่องของปฏิจจสมุปบาททุกชนิด ทุกระดับ ทุกชั้น ทุกแง่ทุกมุม ทุกระดับ นั่นแหละคือเห็นปฏิจจสมุป-

น.68 ๖๐ บาท อย่างน้อยที่สุดมันไม่มีความทุกข์, ไม่ต้องมีความ ทุกข์ เพราะมันเช่นนั้นเอง มันเป็นเช่นนั้นเองจะไปเป็น ทุกข์กับมันทำไม, นี่ มันจะทำให้ความเกิด ความแก่ ความ เจ็บ ความตาย ไม่เป็นเรื่องที่น่ากลัว สำหรับคนชนิดนี้. ทีนี้ ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องป้องกัน ต้องแก้ไข ต้องควบคุม ก็ทำได้ดี ซิ เพราะเรารู้ รู้เรื่องธรรมชาติของปฏิจจสมุปบาท ดี เราก็ป้องกันก็ได้ แก้ไขก็ได้, แล้วก็เอาชนะความทุกข์ได้ เพราะมีความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ไม่พออีกหรือ ไม่พออีกหรือ ที่พระพุทธเจ้าจะตรัสว่า เห็น ปฏิจจสมุปบาทคือเห็นธรรมะ เห็นธรรมะคือ เห็นเราตถาคต. อาตมามีความประสงค์อย่างยิ่ง ที่จะให้พวกเรา พุทธบริษัททั้งหลาย เห็นพระพุทธองค์ เห็นพระตถา- คต, ได้ยินได้ฟังได้รู้เรื่องโดยตรงจากพระตถาคต แล้วก็ดับ- ทุกข์ได้. ท่านทั้งหลายอาจจะอ่านหนังสือ อ่านหนังสือ ที่ บรรยายไว้อย่างนี้ อย่างที่กำลังพูดนี้ก็ได้ อ่านหนังสือ แต่ไม่ เห็น ไม่รู้ไม่เห็น, เพราะมันเป็นเรื่องอ่านหนังสือ เรื่องฟัง ได้จำได้ มันต้องมาทำจิตใจชนิดให้เห็นความจริงของธรรมชาติ

น.69 ๖๑ ฉะนั้น เราจึงต้องทำจิตใจชนิดที่ให้เข้าถึงความจริงของธรรม- ชาติ, นี่เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับที่จะต้องทำสมาธิ วิปัสสนา, เราจึงเพียงแต่รู้เฉย ๆ ไม่ได้ อ่านเฉยๆ ไม่ได้ สอนกันเฉย ๆ ไม่ได้, ต้องทำสมาธิและวิปัสสนา เหมือน อย่างที่กำลังพยายามจะทำจะสอนกันอยู่เดี๋ยวนี้ แต่ก็ ยังไม่ ค่อยมีใครสนใจกันกี่คนนัก. อุบายเครื่องดับทุกข์ พระพุทธเจ้าจะตรัสไว้ในชื่อ ของอริยมรรคมีองค์แปด , พอเอ่ยถึงว่าดับทุกข์ ออกจากทุกข์ แล้วท่านก็ตรัสถึงอริยมรรคมีองค์แปดนี้ทั่วไปหมด ในพระบาลี ในพระสูตรทั้งหลาย แต่ก็มีไม่น้อยเหมือนกัน ที่พระพุทธเจ้า ไม่ตรัสถึงอริยมรรคมีองค์แปด แต่ตรัสด้วยคำสั้น ๆ ว่า สมโถ จะ วิปัสสนา จะ เท่านี้ มีเท่านี้, ไม่ได้ตรัสถึงอริยมรรคมี องค์แปดอย่าง แปดอย่างที่ท่องกันนี้. ท่าน ตรัสถึงสมโถ จะ วิปัสสนา จะ คือสมาธิและปัญญา แทนตรัสว่าอริยมรรค มีองค์แปด, นี่เป็นเครื่องแสดงว่า เพียงแต่ได้ยิน ได้ฟัง เรื่องอริยมรรคมีองค์แปด ยังไม่พอ, มันต้องมาทำให้ เป็นสมถะและวิปัสสนา คือเป็นสมาธิและปัญญา.

น.70 ๖๒ แต่ว่าเรื่อง สมาธิ และ ปัญญา นี้ มันมีธรรม- ชาติมีความลับของมัน อยู่ที่ว่า มันเกิดขึ้นมาได้ มัน มี ขึ้นมาได้ตามธรรมชาติ ตามธรรมดา , ไม่ได้ไปนั่งทำ วิปัสสนาอย่างหลับหูหลับตา นั้นก็ได้เหมือนกัน เรียกว่า วิปัสสนาตามธรรมชาติ แต่มันยากที่จะเป็นได้ . ท่านก็รู้ วิธีที่ไปนั่งเข้าแล้วทำสมาธิอย่างนั้น ๆ อย่างนั้น แล้วทำ วิปัสสนาต่ออย่างนั้น ๆ, สำเร็จประโยชน์ครบถ้วนเป็นสมาธิ และวิปัสสนา, นี่มันจึงจะสำเร็จประโยชน์ได้แท้จริง. จะ เอากันง่าย ๆ ตามแบบของธรรมชาตินั้น มันหายากและเป็น ไปได้ยาก แล้วมันจะไม่ได้แก่ทุกคน, เราจึงต้องจัดระเบียบ- ทำสมาธิวิปัสสนาโดยเฉพาะ ซึ่งในครั้งพุทธกาลก็มี ภิกษุ หรือผู้ที่ต้องการจะดับทุกข์ ก็ทำสมาธิวิปัสสนาตามแบบของ สมาธิวิปัสสนานี้ก็มีมาก มีมากเหมือนกัน. ทำสมาธิวิปัสสนาครบแล้ว อริยมรรคมีองค์ แปดมัน พลอยครบ ไปด้วยในตัว, สำคัญอยู่ที่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ที่มันทำยาก ที่ต้องทำโดยเฉพาะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว วายาโมนี้ เป็นไปได้ง่าย หรือว่าตามธรรมชาติ มันก็มีได้ง่าย, นอก

น.71 ๖๓ พุทธศาสนานี้มันก็มี. พวกอื่นเขาก็มี สัมมาวาจา สัมมา กัมมันโต โดยง่ายหรือโดยปกติ, ต้องไปทำเติมให้ครบถ้วนที่ สัมมาสมาธิโดยเฉพาะ. สัมมาสติ รักษาไว้ด้วยสัมมา วายามะ แล้วก็ นำอยู่ด้วยสัมมาทิฏฐิ , นี่สมโถ จะ วิปัสสนา จะ, คำสั้น ๆ มันหมายความอย่างนี้ .. ถ้าว่า ทำสมาธิ สมถะวิปัสสนานี้ เป็นปฏิจจสมุป- บาทชัดเจน ๆ, แม้จะเป็นปฏิจจสมุปบาทที่ละเอียดในชั้น ปรมาณู มันก็เห็นได้ ก็เห็นได้ด้วยอำนาจของสมถะและวิปัส- สนา. ขอให้ใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ของพระพุทธเจ้า คือสมถะและวิปัสสนา ก็จะมองเห็นปรมาณู เข้าใจปรมาณู เหมือนที่เครื่องมือของนักวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบันเขามี เขารู้ เขาเห็นเขาจัดการได้. เขาทำระเบิดปรมาณูระเบิดนิวเคลียร์ ได้ เพราะเขารู้เรื่องนี้, แต่ว่าเขาไม่ทำไปในทางที่จะดับทุกข์. เราก็มีเครื่องมือคือสมาธิและวิปัสสนา เห็นตัวปฏิจจสมุป- บาทให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง แล้วเราก็จะเห็นพระพุทธเจ้าชัดเจน แจ่มแจ้ง ในการเห็นปฏิจจสมุปบาทนั้นเอง.

น.72 ๖๔ นี่ขอให้จำไว้เป็นหลัก เห็นปฏิจจสมุปบาทมาก หรือน้อยเท่าไร ก็เห็นพระพุทธเจ้ามากหรือน้อยเท่านั้น แหละ, ให้เห็นเถอะ. .. ฉะนั้นจึงมา ศึกษากันในข้อที่ว่า เกิดขึ้น-ดับลง ตามกฎของธรรมชาติ, อาศัยกันและกัน เกิดขึ้น อาศัยกันและกันดับลง ทั้งที่เป็นประเภทรูปและ เป็นประเภทนาม คือทั้งด้านร่างกายและด้านจิตใจ ด้านรูปด้านร่างกายก็มีส่วนเล็กส่วนปรมาณูที่มันเป็น ส่วนวัตถุ ประกอบกันขึ้นเป็นทางร่างกาย, ส่วนจิตนี้มีภาษา อื่นเรียก ไม่ได้เรียกเป็นปรมาณูเหมือนอย่างภาษาวัตถุ, แต่ มันก็มีลักษณะคล้ายกันแหละ คือ จะเป็นส่วนเดียวโดด ๆ ไม่ได้ มันต้องหลายส่วนประกอบกัน อาศัยกันตามลำดับ เกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้น, อย่างนี้เขา เรียก ว่าสังขาร คือการปรุงแต่ง, คำว่า สังขารแปลว่าการปรุง- แต่งโดยเฉพาะ, จะแปลว่าสิ่งที่ปรุงแต่งก็ได้ สิ่งที่ถูกปรุง แต่งก็ได้ ขอให้มันมีการปรุงแต่งก็แล้วกัน เพราะว่า การ ที่อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลงนั้น เป็นอาการของ การปรุงแต่ง.

น.73 ๖๕ ต้องรู้จักสังขารให้ดีจนควบคุมได้ จนหยุดการ ปรุงแต่งเสียได้, เตสํ วูปสโม สุโข หยุดการปรุงแต่งเสียได้ เป็นสุขอย่างยิ่ง ที่พระสวดที่ป่าช้า ไม่รู้กี่ร้อยครั้งกี่พันครั้ง ได้ยินกันจนหูด้านแล้วก็ไม่รู้กันว่า เตสังวูปสะโมสุโข นั้น หมายความว่าอะไร, ก็มารู้เสียบ้างว่า เห็นว่าหยุด ๆ หยุด สังขาร หยุดการปรุงแต่งนั่นแหละ มันหยุดอาศัยกันเกิดขึ้น หยุดอาศัยกันดับลง, มันไม่เกิดขึ้น มันไม่ดับลง คือไม่ปรุง- แต่ง, นั่นแหละต้องมีความรู้ลึกในระดับสมถะหรือวิปัสสนาที่ สูงสุด. พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสไว้แล้วว่า สมโถจะ วิปัสสนา จะ มีแล้วจะเห็นปฏิจจสมุปบาทอย่างลึกซึ้ง ละเอียดลออที่สุด แล้วก็ ควบคุมได้ ไม่เสียเปล่า, เห็นปฏิจจสมุปบาทคือเห็น ธรรมะ เห็นธรรมะคือเห็นพระพุทธองค์. อาตมาจึงขอร้องกันง่ายๆ ง่ายๆ ว่า จงฝึกหัดดูไป ทุกที่ทุกหนทุกแห่ง และ ดูให้ลึก ให้เห็นว่าในนั้นมันมี การอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลง; แม้จะไม่มีชีวิต อย่างก้อนหินก้อนนี้ มันมีปรมาณูมีอะไรของมันที่ประกอบกัน

น.74 ๖๖ ขึ้น แล้วมันก็เปลี่ยนแปลงหวั่นไหวอยู่เสมอ แม้จะไม่มาก เหมือนกับสิ่งที่มีชีวิต, ถ้ามีชีวิตมันเป็นไปมาก เป็นไปเร็ว เป็นไปอย่างน่ากลัว แต่ แม้จะไม่มีชีวิต มันก็ยังมีปรมาณู ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ มีอาการอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับ ลง. ให้ ทำความเข้าใจร่วมมือกันกับนักวิทยาศาสตร์ทั้ง หลายในโลก ช่วยชี้แจงให้เห็นอาการที่มันอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลงอยู่เสมอ, พวกที่เขาแยกปรมาณูได้ เอาไปทำ ระเบิดปรมาณู ยิ่งเห็นชัดในฝ่ายวัตถุ ในฝ่ายจิตใจนี้ต้องว่า กันในฝ่ายจิตใจ. ชีวิตเป็นทุกข์ มันมีทั้งเรื่องวัตถุและเรื่องจิตใจ, ชีวิตร่างกายของคนเรานี้ มีทั้งเรื่องวัตถุและเรื่องจิตใจ. ต้องรู้ครบทั้งเรื่องวัตถุและจิตใจ เอาตั้งแต่ว่ามันเกิดผสมกัน ในท้องมารดา ระหว่างไข่กับระหว่างเชื้อบิดา มันก็อาศัยกัน เกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้น, อาศัยกันเกิดขึ้น ทุก ๆ อณูทุกอะไร จนเกิดเป็นตัวเด็ก เป็นตัวทารก โตคลอดออกมานี่, มันมี อาการอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลงในส่วนดับ, ในส่วนเกิด

น.75 ๖๗ ก็เกิด ในส่วนดับก็ดับ เพราะมันต้องดับก่อนมันจึงจะเกิด อันใหม่ได้, ไม่ดับอันเก่า มันเกิดอันใหม่ไม่ได้. ฉะนั้น อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้น มันต้องมีการดับลง แทรกอยู่ในนั้นด้วยเสมอไป . เอาละ, เรื่องวัตถุล้วน ๆ เช่นเรื่องก้อนหินนี้ ไม่ต้อง ไปเรียนก็ได้, แต่เรื่องที่ มีจิตใจอยู่ด้วยคือเรื่องของคนที่มี ชีวิตเป็น ๆ แม้แต่เรื่องของสัตว์เดรัจฉานก็ได้, นี่ต้องรู้ให้ดี ว่าอาศัยกันเกิดขึ้นอย่างไร อาศัยกันดับลงอย่างไร จน มันเกิด เป็นชีวิตขึ้นมา, เกิดเป็นอายตนะภายใน, เป็น ระบบประสาท สำหรับรู้ทางอายตนะขึ้นมานี้ , อาศัยกันเกิด ขึ้น, แล้ว ต่อไปมันจะมีผัสสะ มี เวทนา ตัณหา อุปาทาน ก็ อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้น. แต่ มันมีการดับไปแห่งสิ่งที่ต้องดับไปก่อน แล้วสิ่งใหม่จึงมีโอกาสเกิดขึ้น , ไม่อย่างนั้นมันจะเอาที่ตรง ไหนมาเกิดขึ้น, แต่ มันคู่กันไป แหละ เรื่องเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ , มันดับแล้วมันเกิดมากออกไป, ไกลออกไป,

น.76 ๖๘ แปลกออกไป, มันจึงเป็นของแปลกประหลาดสมบูรณ์มาใน ที่สุด. อย่างที่เราเรียกกันว่า เป็นคน ๆ หนึ่งนี้ มันสมบูรณ์ ที่สุดสำหรับจะให้เป็นอย่างนี้ ในตัวคน ๆ หนึ่ง, ไปดูเถอะ ดูที่ส่วนไหนก็ตาม มันมีอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลง , ดูที่ผม ดูที่ขน ดูที่เล็บ ที่ฟัน ที่หนัง ที่เนื้อ ที่เลือด ที่น้ำหนอง ที่กระดูก, ที่อะไรทุก ๆ ส่วนในแต่ละส่วนนั้นมี อาศัยกันเกิด ขึ้น อาศัยกันดับลง , อาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับลง, เห็น ให้หมดของทุกส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายมนุษย์. แล้วก็ไป ดูฝ่ายจิตใจคือผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน นั้นฝ่ายจิตใจ. เห็นปฏิจจสมุปบาท ครบถ้วน ทั้งฝ่ายรูปและฝ่าย นาม , คือทั้งฝ่ายกายและทั้งฝ่ายใจ ที่นี้จะมีประโยชน์ อย่าง น้อยก็ ไ ม่เห็นเป็นของแปลก ไม่รัก ไม่เกลียดอะไรกับมัน มันธรรมดา, แล้วมันจะทำให้เกิดอาการเป็นทุกข์ขึ้นมาก็ ไม่ เป็นทุกข์ จัดการก็ได้ ป้องกันก็ได้. ที่เป็นเรื่องทางจิตใจ ก็ป้องกันได้ ตามเรื่องของธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้

น.77 ๖๙ อย่างไร, มีสติควบคุมผัสสะอย่างไร, ควบคุมเวทนา ตัณหา อุปาทานอย่างไร ก็ควบคุมได้ แล้วก็ไม่เป็นทุกข์. เมื่อ ควบคุมกระแสปฏิจจสมุปบาทได้อย่างนี้ มันไม่มีทุกข์, ฉะนั้น การเห็นปฏิจจสมุปบาทจึงมีประโยชน์ที่สุด จน พระองค์ตรัสว่า เห็นปฏิจจสมุปบาท แล้วก็เห็นธรรมะ เห็น ธรรมะก็เห็นเราตถาคต. นี่ อาตมาขออธิบายเพิ่มเติม จากที่อธิบายแล้วเมื่อ ตอนเย็นที่บนภูเขา เรื่องเห็นพระพุทธเจ้าชนิดนี้ พระพุทธ- เจ้าชนิดนี้ พระพุทธเจ้าคือธรรมะ, พระพุทธเจ้าคือ ปฏิจจสมุปบาท ที่จะเห็นได้ทั่วไปในที่ทุกหนทุกแห่ง เอาแต่เพียงว่า ทุกขุมขนของร่างกายทั่วไปก็พอ ทุก ๆ ปรมาณู มันจะเกินไป จะเก่งเกินไปนัก, เอาว่าทุก ๆ ขุมขน เหลียวไป ที่ไหน เห็นที่ต้นไม้ต้นไล่ก็ทุกขุมขนของมัน, สัตว์เดรัจฉาน ก็ทุกขุมขนของมัน, มนุษย์ก็ทุกขุมขนของมัน, คือทั่วไปทั้ง ตัว เก่งจริงก็เห็นหมดทุกสิ่งทุกอย่างในสากลจักรวาล เห็นพระ พุทธเจ้าเต็มไปหมด.

น.78 ๗๐ พูดให้มันเตลิดเลยไปอย่างพวกนิกายเซนเขาพูด แม้ ในของสกปรก ในกองสิ่งสกปรกก็มีอาการอย่างเดียวกันนี้, แล้วเขาก็พูดตามอิสระว่าในของสกปรกก็มีพระพุทธเจ้านะ เรา ไม่กล้าพูดดอก เพราะเรามันยึดถือ, พูดแล้วถูกด่าด้วย. มา เป็นอิสระกันเสียทีว่า พระพุทธเจ้ามีอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู ใน ทุกขุมขน เหลือบตาไปทางไหนดูอะไร เห็นต้นไม้ก็ยิ่งง่าย เพราะมันมีชีวิต, เห็นสุนัขนี้ก็เห็นง่ายมันมีชีวิต. แต่ถ้าเห็น ในก้อนหินในโต๊ะในเก้าอี้นี้ มันก็ยิ่งเห็นยาก แต่ถ้าเรียนกัน โดยเฉพาะมันก็เห็นเหมือนกัน เพราะมันมีปรมาณูมีอะไรที่ เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยในนั้น. นักวิทยาศาสตร์ อาจจะเห็นพระพุทธเจ้าเต็มไปใน อากาศ ไม่มีที่ว่าง, อาการเกิดขึ้นดับลงของอากาศ. ใน อากาศ ที่ว่าไม่เห็นอะไร ก็มีธาตุ อ๊อกซิเจน ไฮโดรเจน อะไร ก็ไม่รู้. มันก็มีธาตุ. ในแต่ละธาตุก็มีปรมาณู, แล้วก็มีอาการ ของปฏิจจสมุปบาท ถ้าเขาใช้วิธีนี้ดูกันแล้ว เขาจะเห็นพระ- พุทธเจ้าเต็มไปหมด เต็มไปหมด เต็มอัดไปหมด อาการของ ปฏิจจสมุปบาท. ทีนี้ มันก็เหลืออยู่แต่ว่า เขาจะใช้ประ- โยชน์ได้อย่างไร ในการที่เขาเห็นปฏิจจสมุปบาทของ

น.79 ๗๑ ปรมาณู , เขาจะเอาไปทำระเบิดปรมาณู หรือว่าเขาจะเอามา ทำเป็นความรู้ ควบคุมจิตใจ ให้มันถูกต้อง อย่าให้มันเกิด เป็นทุกข์ขึ้นมา. ความรู้นี้แล้วแต่จะเอาไปใช้ทางไหน, ที่ถูก ที่ควร เอามาใช้เพื่อดับทุกข์ รู้กันมาก รู้ชัดเจน จนรู้จัก ควบคุม อย่าให้เป็นทุกข์ อย่าให้เกิดทุกข์ ควบคุมกระแส แห่งปฏิจจสมุปบาท ทั้งเกิดและดับให้ถูกต้อง อย่าให้เกิดความ ทุกข์ขึ้นมา. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จะไม่ให้เรียกว่า เห็นพระ- พุทธเจ้าอย่างไรกัน, เป็นพระพุทธเจ้ายิ่งกว่าพระพุทธเจ้า คือ สอนอยู่ด้วยการเห็นนั่นแหละ ปฏิบัติไม่ให้ทุกข์เกิดขึ้นมา สิ่งใดแสดงอาการอย่างนี้อยู่ สิ่งนั้นเป็นพระพุทธเจ้า, เป็น ปรมาณู เป็นอณูตัวไหนก็ตาม มันแสดงอาการอย่างนี้อยู่ แล้วมีพระพุทธเจ้าอยู่ที่นั่น, มีพระพุทธเจ้าอยู่ ที่สิ่งที่แสดง ให้เห็นปฏิจจสมุปบาท เห็นปฏิจจสมุปบาทที่อะไร ที่นั่น มีพระพุทธเจ้า คือสิ่งที่แสดงอาการของปฏิจจสมุปบาท. พระพุทธเจ้าองค์นี้ไม่ต้องประสูติ ไม่ต้องตรัสรู้ ไม่ ต้องนิพพาน, ไม่ต้องเป็นลูกคนนั้นเป็นหลานคนนี้ อยู่เมือง

น.80 ๗๒ นั้นอยู่เมืองนี้ ครองเมืองที่นั่น ไม่ต้อง ๆ. พระพุทธเจ้า องค์นี้ คือกฎของปฏิจจสมุปบาท, พระพุทธเจ้าองค์นี้รีบ เห็นกันเถิด. คำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ต้องการให้เห็นอย่างนี้ ท่าน ว่าผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม, ไม่ค่อยเคยได้ยิน ใช่ไหม, โยมทั้งหลายเหล่านี้ไม่เคยได้ยินประโยคนี้ ใช่ไหม ? ประโยคที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้น เห็นธรรม ไม่เคยได้ยิน ดอก เพราะมันมีน้อย. แต่ที่ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม ค่อยมีมากหน่อย มีกล่าวไว้ในที่หลาย ๆ แห่ง และสะดุดตา มากกว่า. เอาละ เป็นอันว่า เห็นธรรมคือเห็นพระพุทธเจ้า, เห็นปฏิจจสมุปบาทคือเห็นธรรม, ขอให้เห็นปฏิจจสมุปบาท โดยแท้จริง. เอาอะไรที่มีชีวิตมาวางไว้ตรงหน้าสักอย่างหนึ่ง แล้วก็ดูว่ามันมีอาการแห่งปฏิจจสมุปบาทอย่างไร, พูดหยาบ คาย เอาหมาเน่ามาสักตัวหนึ่งมานั่งดู นั่งดู จนมันเน่าหายไป

น.81 ๗๓ ก็จะเห็นปฏิจจสมุปบาท, หรือว่าปลูกต้นไม้ขึ้นมาในกระถาง สักต้นหนึ่ง แล้วก็นั่งดู ๆ ๆ จนมันเติบโต ใหญ่โตเป็นต้นไม้ สมบูรณ์ ก็เห็นปฏิจจสมุปบาท อาการที่มันเกิดขึ้น อาการ ที่มันดับลง. เห็นปฏิจจสมุปบาทเถิด เห็นธรรมะแท้จริง, ธรรมะเรื่องเกิดทุกข์และดับทุกข์, เห็นธรรมะที่แท้จริง คือเห็นพระพุทธเจ้า, ได้ยินพระพุทธเจ้า, ได้นั่งใกล้ พระพุทธเจ้า ได้รับคำสั่งสอนจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ก็ดับทุกข์ได้. คนที่เกิดอยู่ในอินเดีย พ้องสมัยกับพระพุทธเจ้า จำนวนมาก ไม่เห็นอย่างนี้ เขาเห็นพระพุทธเจ้าเป็นคน ธรรมดาเป็นนักบวชคนหนึ่ง ถ้าทำอะไรขัดขวางกับประโยชน์ ของเขา เขาก็โกรธก็เกลียด ก็ด่าพระพุทธเจ้าว่า ดีแต่ทำให้ คนเป็นหม้าย, พระพุทธเจ้าดีแต่ทำให้คนเป็นหม้าย, เอาผู้ชาย ไปบวชเสียหมด ผู้หญิงก็เป็นหม้าย. นี่พระพุทธเจ้ากลับ ถูกด่าอย่างนี้ แล้วคนพวกนั้นจะเรียกว่า เห็นพระพุทธเจ้าได้

น.82 ๗๔ อย่างไรเล่า, เขาเกลียดพระพุทธเจ้าอยู่อย่างนี้, โดยเฉพาะ ผู้หญิงที่ผัวของเขาไปบวชเสีย เขาก็ต้องเกลียดพระพุทธเจ้า. เอา เป็นอันว่าเรามีพระพุทธเจ้ากันหลายชั้น, พระ พุทธเจ้าที่ เป็นลูก พระเจ้าสุทโธทนะ พระนางมายา เกิด เมืองกบิลพัสดุ์, มีพระชายา มีลูกมีหลาน ออกบวช ตรัสรู้ สอนอยู่ แล้วก็นิพพาน แล้วก็เผาแล้ว, นี่ก็พระพุทธ- เจ้าองค์หนึ่ง ชนิดหนึ่ง, เป็นเรื่องข้างนอกที่สุด เห็นได้ด้วย ตาธรรมดา, เห็นแล้วไม่รู้จัก เห็นแล้วโกรธก็ได้ เห็นแล้ว รักก็ได้. แล้วต่อมาก็ดูเข้าไป ในร่างนั้นแหละ ก็จะเห็น ว่ามีจิต มีจิตที่รู้อะไร ตรัสรู้อะไรเรื่องดับทุกข์ได้, พระ พุทธเจ้านี้เป็นจิต จิตของท่าน แล้วจิตนั้นมันรู้อะไร จิต นั้นมันรู้อะไร จิตนั้นมันรู้ธรรมะ รู้ธรรมะที่ดับทุกข์ได้, พระ พุทธเจ้าที่จิตก็ได้. แล้วเลื่อนมาเป็น พระพุทธเจ้าที่ธรรมะ คือความรู้ รู้ว่าดับทุกข์อย่างไร นี้ก็เป็นพระพุทธเจ้าอยู่ที่ธรรมะ ให้ ละเอียด ขึ้น มาก็ พระพุทธเจ้าอยู่ ที่อาการของปฏิจจ-

น.83 ๗๕ สมุปบาท เกิดขึ้นดับลง เกิดขึ้นดับลง พระพุทธเจ้าก็มาอยู่ ที่อาการของปฏิจจสมุปบาท. นี่ คำบรรยายที่ต้องขออธิบายเพิ่มเติม จากที่พูดกัน ตอนเย็นบนภูเขา จะมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ก็ไปคิด เอาเองเถอะ. อาตมาเห็นว่ามีประโยชน์ที่สุด จำเป็นที่สุดที่ จะต้องรู้, ขอให้รู้จักพระพุทธเจ้าชั้นนี้ ชั้นลึกที่สุด ที่ มีอยู่ทั่วไปในทุกแห่งทุกหน, พระพุทธเจ้าองค์นี้มีอยู่ทั่วไป ทุกหนทุกแห่ง แต่ก็ไม่มีใครเห็นทุกหนทุกแห่งด้วยเหมือนกัน เพราะไม่มีปัญญา เพราะไม่มีสมถะและวิปัสสนา. เอาละ, ต่อไปนี้ ขอชักชวนว่า รีบฝึกฝนสมถะและ วิปัสสนากันเสียบ้าง ให้จิตใจเฉียบแหลมฉลาด จนมองเห็น- พระพุทธเจ้าชนิดนี้ ว่ามีอยู่เต็มไปทั่วทุกหัวระแหงจริง ๆ ก็ไม่เสียทีที่เป็นพุทธบริษัท, นี่คือเรื่องที่ต้องการจะพูดขยาย ความออกไป. เอ้า, ทีนี้ก็ถึงเรื่องถัดมาอีก ก็คือเรื่อง ขอชักชวน วิงวอน อ้อนวอน ชักชวนท่านทั้งหลาย มาช่วยกันศึกษา ให้รู้จริง ปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์, แล้วก็ช่วยกัน

น.84 ๗๖ เผยแผ่ เผยแผ่ความรู้อันประเสริฐนี้ให้แก่เพื่อนมนุษย์ ให้ทั่วไปทั้งโลก. อาตมาใช้คำว่าให้ทั่วไปทั้งโลกนะ ไม่ได้ใช้คำว่า ทุกคนในโลก ทุกคนในโลกรู้ไม่ได้ดอก, แต่ว่า ใครควรจะ รู้ให้รู้ ใครควรจะรู้ให้มันรู้ ให้รู้ ทั่วไปทั้งโลก แม้จะไม่ ทุกคน, แต่ให้ทุกคนที่มันควรจะรู้ รู้ไปทั้งโลก ช่วยกัน เผยแผ่ธรรมะนี้ ให้รู้กันทั้งโลก. พูดอย่างที่เคยพูดมาแล้ว บางคนก็ได้ยินบางคนก็ ไม่ได้ยินนะ พูดว่า มาเป็นพุทธทาสกันทุกคนเถิด , พวก ที่สวดทำวัตรเย็นทุกวัน ๆ นั้น. ขอให้เป็นความจริงขึ้น มาบ้างเถิด สวดพุทธัสสาหัง นิยาเทมิ สรีรัญชีวิตัญจิตัง อยู่ ทุกเย็นๆ แต่มันพูดแต่ปาก, ไม่เป็นพุทธทาส. นี่ ขอให้ เป็นพุทธทาส กันทุกคน ๆ ที่สวดทำวัตรเย็น กันอยู่ทุก คน, ที่ว่ารับใช้พระพุทธเจ้า เปิดเผย อบรมตัวเองแล้ว สั่งสอนให้คนทั้งหลาย ให้รู้อย่างเดียวกันกับที่พระพุทธ เจ้าท่านประสงค์จะให้รู้, มาเป็นพุทธทาสกันทุกคนเถิด

น.85 ๗๗ คนละไม้คนละมือ แม้ว่าไม่เหมือนกัน ไม่อย่างเดียวกัน แต่ มันร่วมกันได้ ทำให้คนรู้ธรรมะไปทั่วโลกนั้น. นี่คือความประสงค์สืบเนื่องต่อไปจากที่รู้จัก พระพุทธเจ้าทุกหนทุกแห่ง แล้วก็มาช่วยกันชี้แจง ให้ เพื่อนมนุษย์ของเรา รู้จักพระพุทธเจ้าองค์นี้ ในระดับนี้ ใน ลักษณะนี้ ทั่วไปทั้งโลก, ทั้งโลกจะดับทุกข์ได้ ทั้งโลกจะดับ ทุกข์ได้. ทั้งโลกจะเลิกยึดถือว่าตัวตนเสียได้ เห็นแต่ เป็นเพียงอาการของปฏิจจสมุปบาท เลิกตัวตนเสียได้ มัน ก็ไม่เห็นแก่ตน, ไม่เห็นแก่ตน ไม่มีความเห็นแก่ตน ไม่มี ความเห็นแก่ตน มันก็ไม่มีกิเลสใดๆ, ไม่มีกิเลสใด ๆ. ไม่มีกิเลสใด ๆ ก็ไม่เบียดเบียนตนเองด้วย, ไม่ เบียดเบียนผู้อื่นด้วย , เมื่อไม่เบียดเบียนทั้งตนเอง ไม่เบียด เบียนทั้งผู้อื่น โลกนี้ก็ถึงที่สุด ประเสริฐที่สุด วิเศษที่สุด ไม่มีความทุกข์เลย, เป็นโลกของพระศรีอาริยเมตตรัย มีแต่ ความเยือกเย็นเป็นสุข ไม่มีคู่มึงกูต่อสู้กัน, มีแต่ทุกคนเป็น เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน, ไม่มีนายทุนไม่มีชน

น.86 ๗๘ กรรมาชีพ, พูดอย่างนี้ก็จะพอแล้ว มีแต่เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน. อย่าอยู่อย่างมีมึงมีกูกันเลย, แม้แต่ในบ้านเล็ก ๆ ในครอบครัวนี้ก็อย่ามีมึงมีกู, มีแต่เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วย กัน, โลกนี้ก็มีสันติภาพถึงที่สุด. ไม่มีอะไรนอกจากสันติ ภาพ ก็คือนิพพาน นั่นแหละ, ไม่มีกิเลส ไม่มีความร้อน ไม่มีความทุกข์ มันก็คือนิพพานนั่นแหละ. ทำให้นิพพาน เต็มไปทั่วทุกหัวระแหง ทุกคนอยู่กับนิพพาน เพราะรู้ความ จริงถึงที่สุด ควบคุมความทุกข์ได้ ; ควบคุมไม่ให้เกิดความ ทุกข์ได้, ไม่เกิดความทุกข์ ก็มีแต่นิพพาน, ช่วยกันสร้างให้ โลกนี้เต็มไปด้วยความสงบสุข หรือนิพพาน. นี่ คือความปรารถนา ความหวัง, ขอร้องท่านทั้ง หลาย ชักชวนท่านทั้งหลายให้พินิจพิจารณา ให้แก้ปัญหาของ ตนให้หมด ไม่มีความทุกข์, แล้วก็ช่วยแก้ ช่วยเหลือผู้อื่น ให้ผู้อื่นได้รับอย่างเดียวกัน. เราดับทุกข์ได้เท่าไร ก็สั่งสอน ช่วยเหลือผู้อื่นให้ดับทุกข์ได้เท่านั้น, สอนมากกว่านั้นมันสอน

น.87 ๗๙ ไม่ได้ดอก แต่สอนได้เท่าที่เราดับทุกข์ได้แล้วเท่าไร, นี้คือ ความปรารถนา. ปีนี้พบกันในโอกาสเท่านี้ พูดกันได้เพียงเท่านี้ แต่ ก็เยอะแยะก็ถมเถไป, พูดกันได้เพียงเท่านี้ก็มากมายอยู่. ขอ ให้เอาไปปฏิบัติให้ได้, ปฏิบัติให้ได้, ร่วมมือกันช่วยเหลือ กันปฏิบัติให้ได้. แล้วอย่าลืมว่า ช่วยกันเผยแผ่ธรรมะ, เผยแผ่พุทธศาสนา ไม่ต้องรอว่าให้เป็นอรหันต์เสียก่อน จึงค่อยสอน, ไม่จำเป็น, ตัวเองทำได้เท่าไรก็สอนผู้อื่น ได้เท่านั้น. พระพุทธเจ้าโปรดสาวกจำนวนหนึ่ง หลายสิบคน เรียก ว่าภัททวัคคีย์ ไม่ทันเป็นพระอรหันต์ดอก ท่านก็ส่งออกไป เผยแผ่พุทธศาสนาแล้ว นี้เป็นเครื่องยืนยันว่า, ไม่ต้องรอให้ เป็นพระอรหันต์จึงค่อยสอน, ดับทุกข์ได้เท่าไรก็สอนได้ เท่านั้นแหละ, ดับทุกข์ได้นิดหนึ่ง ก็สอนได้นิดหนึ่ง. ขอ ให้มีแก่ใจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เมตตากรุณาที่แท้จริงมันอยู่ ที่ตรงนี้ คือช่วยให้เขาดับทุกข์ เมตตากรุณาที่แท้จริง นอก จากนั้นมันมีเมตตาเอาหน้า เมตตาเล่นละคร เมตตาอะไรก็

น.88 ๘๐ ไม่รู้ ป่วยการ. เมตตาจริงช่วยเพื่อนดับทุกข์ได้ เท่าที่เรา ดับทุกข์ ได้แล้ว, นี่คือเมตตาจริง. เอาละเรื่องที่จะพูดก็มีเท่านี้วันนี้ ตอนนี้มีเท่านี้ ขอ ให้รู้จักพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง คืออาการ แห่งปฏิจจสมุปบาท เห็นแล้วดับทุกข์ได้, แล้วก็ช่วย เหลือเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายให้เห็นด้วย แล้วก็ดับทุกข์ได้ ก็ เป็นสาวกที่ซื่อสัตย์ต่อพระพุทธเจ้า, เป็นพุทธทาสได้ด้วย กันทุกคน ๆๆ, ถ้าว่าตั้งใจทำจริง ถ้ามันเสียสละจริงเอาจริง. นี่คือเรื่องที่เห็นว่ามีประโยชน์ที่สุด มีค่าที่สุด ดีที่สุด. ถ้าท่านทั้งหลายได้รู้ ได้เข้าใจ ได้รับเอาไป ก็เรียกว่าได้รับสิ่ง ที่มีค่าที่สุด หรือคุ้มค่าเกินค่าในการที่มาทำอาสาฬหบูชาจากที่ ไกล อดหลับอดนอนลำบาก เปลืองเงิน เปลืองเวลา เปลือง เรี่ยวเปลืองแรงหลายๆ อย่าง แต่ได้ผลเกินค่า, ฉะนั้นขอให้ สนใจ. อาตมาก็ขอยุติการบรรยายธรรมเทศนาตอนแรกนี้ ไว้ แต่เพียงเท่านี้ ขอให้คิดให้นึกให้เอามาวิพากษ์วิจารณ์ มา อภิปรายกัน จะแย้งก็ได้ จะไม่เชื่อก็ได้ จะแย้งก็ได้ เอามา

น.89 ๘๑ พูดจากัน, แม้แต่จะเชื่อก็ต้องเอาไปคิดไปนึก ไม่ใช่ว่าเชื่อแล้ว มันจะมีประโยชน์ ต้องไปคิดให้แจ่มแจ้ง แล้วก็ไปปฏิบัติ ปฏิบัติแล้ว ได้ผลของการปฏิบัติ ; ขอให้เป็นอย่างนี้ และ ให้มีมาก ๆ ยิ่งขึ้นทุกปี มากยิ่งขึ้นทุกปี. ขอให้ได้เข้าถึงพระพุทธเจ้าพระองค์จริง ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จากพระพุทธเจ้าอย่างบุคคล, มาถึงพระพุทธเจ้า อย่างธรรมะทั่วๆ ไป, จากพระพุทธเจ้าอย่างธรรมะทั่ว ๆ ไป แล้วก็ มาถึงพระพุทธเจ้าอย่างที่เรียกว่าอาการของปฏิจจ- สมุปบาท ที่แสดงอยู่ทั่วทุกหัวระแหง. เราได้อยู่ในท่าม กลางพระพุทธเจ้าทุกขุมขน, ตัวเราทุกขุมขนมีพระพุทธเจ้า แสดงธรรมอยู่. เอาละ ขอยุติการบรรยายตอนนี้ไว้เพียงเท่านี้.

น.90 สนทนากับพระเจ้า บางเวลา สนทนา กับพระเจ้า ท่านคอยเฝ้า ดูโลก อันโยกไหว ด้วยขันติ เมตตา ปรานีไป เท่าไรเท่าไร สัตว์โลก ยังโยกโคลง เพราะเมาจัด ด้วยวัต- ถุนิยม เกิดระทม ทุกข์ร้าย กว่าตายโหง ตายทั้งเป็น เหมือนว่าเล่น ทุกชั่วโมง ยิ่งกว่าตาย ใส่โลง ซึ่งครั้งเดียว ทำอย่างไร ก็ยังไม่ มองเห็นทาง จะเลิกล้าง หมดสิ่ง น่าหวาดเสียว เมื่อศีลธรรม กลับผัน มาทันเที่ยว โลกจะเกี่ยว ก่อสุข ยุคศรีอาริย์ พุทธทาส อินฺทปญฺโญ

น.91 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ ลำดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒๔. นิวรณ์ ๒ ๔๒. อตัมมยตา กับ สันติภาพ ๑ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ๒๕. วันครู ๑ ๔๓. พระรัตนตรัย ๓. การงานคืออะไร ? ๑ ๒๖. แผ่นดินทองต้องสร้างด้วย ที่ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ แผ่นดินธรรม ๑ ๔๔. การพัฒนาชีวิตโดยพระ- ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๒๗. เมื่อพอใจในหน้าที่ ทีกำลัง ไตรลักษณ์จัดเป็นอตัมมโย ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษา กระทำ ก็มีสวรรค์อยู่ ณ ๔๕. ปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา ๑ ไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ที่นั้นเอง. เมื่อไม่รู้จักตัวเอง ๔๖. สหายธรรมของอตัมมยตา ๗. ปวารณา และธรรมะ ก็ไม่รู้ว่าตนควรจะมีหน้าที่ และ อตัมมยตากับปัญหา ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ อะไร ๑ ของมนุษย์ยุคปรมาณู ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๒๘. ความเป็นพระอรหันต์ ๑ ๔๗. พระพุทธเจ้าที่ท่านยังไม่รู้จัก ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุค ๒๙. ธรรมะคุ้มครองโลก ๑ และ อุดมคติของความ ปัจจุบัน ๑ ๓๐. คุกของชีวิต กับ เสน่ห์ เป็นแพทย์ ๑ ๑๐. การบวชคืออะไร ? ๑ ของคุก ๑ ๔๘. การเห็นพระพุทธเจ้า ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๓๑. กระแสแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่ พระองค์จริง และ ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ ต้องรู้จัก ๑ พระพุทธเจ้ามีอยู่ใน ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๓๒. สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักนั้น ทุกหนทุกแห่ง ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้อง คือความทุกข์ ๑ ศึกษาทั้งชนิดมีตัวตนและ ๓๓. การหมดความเห็นแก่ตัว ไม่มีตัวตน ๑ คือหมดทุกข์ ๑ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๓๔. ชีวิต คือขันธ์ทั้งห้า ๑๖. คุณพระไม่ตายและ มิใช่ตัวตน ๑ เกิดมาทำไม ? ๑ ๓๕. อตัมมยตากถา ๑ ๑๗. ความรักดี ๑ ๓๖. อตัมมยตาประยุกต์ ๑ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ๓๗. อตัมมยตาใช้หย่าอะไร "พระเจ้า" ๑ ได้บ้าง ๑ ๑๙. ครูคือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๓๘. เด็กจะเป็นผู้สร้างโลก ๒๐. การทำวัตรตามแบบ ในอนาคต ๑ โบราณ ๑ ๓๙. คู่มืออานาปานสติให้เป็น ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรม อย่างสมบูรณ์แบบ ๑ ที่คนธรรมดาควรทราบ ๑ ๔๐. การใช้อานาปานสติให้เป็น ๒๒. โลกอื่น ๑ ประโยชน์ในบ้านเรือน ๑ ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์ และ ๔๑. บทช่วยจำสำหรับเรื่อง ความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑ อตัมมยตา ๑

น.92 (อาสาฬหบูชาเทศนา ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๓๒) - วันเพ็ญอาสาฬหะ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศธรรมจักร ให้ เป็นไปในโลก ซึ่งไม่มีใครต้านทานได้ วันนี้เป็นวันพระธรรม - พระพุทธเจ้ามีหลายชั้น พระพุทธเจ้าที่เป็นบุคคล พระพุทธเจ้า ที่เป็นพระธรรม และพระพุทธเจ้าที่เป็นอาการของปฏิจจสมุปบาท - พระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นปฏิจจ- สมุปบาท ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม เห็นธรรมคือเห็นพระพุทธเจ้า พระองค์จริง - เห็นปฏิจจสมุปบาท คือเห็นอาการที่อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น อาศัยกัน แล้วดับลง สิ่งใดแสดงอาการอย่างนั้น ก็มีพระพุทธเจ้าอยู่ที่นั่น เพราะอาการแห่งปฏิจจสมุปบาทมีอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู จึงมีพระ- พุทธเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง - อริยมรรคมีองค์แปด คือหัวใจของพระธรรม ต้องมาทำให้เป็นสมถะ และวิปัสสนา ด้วยอำนาจของสมถะและวิปัสสนาจะเห็นปฏิจจ- สมุปบาทได้ - เมื่อศึกษาและปฏิบัติได้จนสำเร็จประโยชน์แล้ว จงช่วยกันเผยแผ่ ความรู้นี้ให้ทั่วไปทั้งโลก ก็เป็นพุทธทาส คือผู้รับใช้พระพุทธเจ้า

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต