Buddhadasa.org
หนังสือชีวิตที่ไม่เสียชาติเกิด › อ่านฉบับเต็ม

📖 ชีวิตที่ไม่เสียชาติเกิด

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชีวิตที่ไม่เสียชาติเกิด

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคมาฆบูชา เป็น ครั้งที่ ๕ ในวันนี้, อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่องชีวิตโวหารต่อไป ตามเดิม แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะในวันนี้ว่า ชีวิตที่ไม่เสีย ชาติเกิด. การบรรยายนี้เป็นชุด และตั้งใจว่าจะกล่าวติดต่อ กันไปตามลำดับ, แต่วันนี้แม้จะเป็นการบรรยายครั้งที่ ๕ ก็จะ ทำอย่างนั้นไม่ได้ ; คือว่าอาจจะพังไม่ถูกสำหรับผู้ที่มาใหม่ และไม่เคยฟังเลย จึงต้องย้อนกลับไปบรรยายข้อความ ที่เป็น ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๓๑

น.10 ๒ เบื้องต้นบ้างตามสมควร. เพื่อประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายผู มาใหม่นั้นเอง, และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นนักศึกษา เป็น นักเรียน เป็นเยาวชนก็มี. ความหมายของชีวิตโวหาร. การบรรยายชุดนี้เรียกว่า ชีวิตโวหาร. ฟังดูมันก็ แปลก ฟังแต่ชื่อมันก็แปลก แต่มันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะ ต้องรู้, และเพราะไม่รู้เรื่องนี้ จึงทำให้คนเป็นจำนวนมาก ตกอยู่ในสภาพที่ต้องเรียกว่า ตายด้านหรือถอยหลัง หรือ ล้มละลายไปเลยก็มี. ชีวิตโวหาร โวหาระ เรียกว่า โวหาร ชีวิตะก็คือ ชีวิต, โวหาระแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่เราต้องรู้จัก เป็นความจริงของ ธรรมชาติอันลึกซึ้งลึกลับ แต่ก็ไม่ลับจนเกินกว่าที่มนุษย์จะ รู้ไม่ได้. ดังนั้นจึงได้มีผู้รู้จักแล้ว และศึกษาค้นคว้าประพฤติ ปฏิบัติกัน จนถึงที่เรียกว่ามากที่สุด ดีที่สุด สูงที่สุด เท่าที่ จะพึงกระทำได้. สำหรับพวกเราเท่านั้นแหละ มันยังเป็น ของใหม่แปลกอยู่. จึงขอร้องให้ตั้งใจฟัง แม้ว่าจะฟังอย่าง

น.11 ๓ ซ้ำกันบ้างก็ไม่เป็นไร, เป็นเรื่องที่พังทีเดียวไม่เข้าใจ ไม่แจ่ม แจ้ง. สำคัญอยู่ที่คำว่าโวหาระหรือโวหาร สันนิษฐานเอา เองว่า โวหาระนี้ ก็มาจากคำว่าโว แล้วก็อา แล้วก็หะระ คือนำมาประชุมรวมลงไปในฐานะเป็นผลได้อันใหญ่ หลวง. เราพูดกันในภาษาไทยว่าโวหารหรือโวหาระนี้ เรา หมายถึงคำพูดกันเสียโดยมาก, รู้จักแต่โวหารเกี่ยวกับเรื่อง การพูด เราจึงพูดว่า คนนั้นมีโวหารดี คนนี้มีโวหารดี, เอาชนะกันได้ด้วยโวหาร ใครมีโวหารแก่กล้า อีกฝ่ายหนึ่ง ก็พ่ายแพ้ไป. นี้มันเป็นเรื่องคำพูด และพูดกันแต่ใน ระดับธรรมดาสามัญ, แต่ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า แม้จะพูดกัน ในโวหารธรรมดาสามัญมันก็มีความหมายอย่างเดียวกันกับที่จะ พูดจากันในชั้นลึกหรือชั้นสูง ; คือว่าถ้าใครมีโวหารดี พูดจา มีโวหารสูง คนนั้นก็ได้เปรียบ คนนั้นก็ได้ประโยชน์ ใน ที่สุดเขาก็ได้รับประโยชน์มากเกินค่า จากการที่เขามีโวหาร ดีนั่นเอง.

น.12 ๔ ขอให้สนใจกันในข้อนี้ ว่าถ้าใครมีโวหารดี ก็สามารถ จะเอาเปรียบผู้อื่นได้, ทำประโยชน์ ให้เกิดแก่ฝ่ายตนได้ จะ มากหรือน้อยนั้นมันก็แล้วแต่ที่จะทำได้. "แต่คำ ๆ นี้มันมี ความหมายว่า ได้ลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป เพื่อ ประโยชน์ที่จะได้ผลมากถึงที่สุด เราเรียกว่าโวหาร. คำว่าโวหารนั้น โดยใจความก็คือลงทุนไป เพื่อจะ ได้ประโยชน์อันสูงสุด, อย่างคำพูดที่ใช้กันอยู่ในเวลานี้ว่า investment ซึ่งกำลังรู้จักกันมากขึ้น และจะใช้กันมากขึ้น ใช้วิธีการที่เรียกว่า investment นี้กันมากขึ้น ๆ ใจความของ เรื่องก็มีนิดเดียวว่า จะลงทุนไปเพื่อให้ได้กำไรมากที่สุด กิริยา อันนี้ตรงกับความหมายว่า โวหาระหรือโวหาร, เราลงทุนไป เพื่อได้ผลประโยชน์ตอบแทนมาอย่างสูงสุด คำ ๆ นี้มีความ หมายอย่างนี้. ทีนี้ที่มันลึกไปกว่านั้น ก็คือว่าตามหลักของธรรมะ นั้น ถือว่าชีวิตนี้มันเป็น investment อยู่ในตัวมันเองโดย ธรรมชาติ. เมื่อกล่าวโดยธรรมชาติแล้ว ชีวิตนี้เป็นโวหาระ และมีโวหารอยู่ในตัวมันเอง คือ ชีวิตนี้มีการลงทุน เพื่อ

น.13 ๕ ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ยิ่งขึ้นไป ยิ่งขึ้นไป จนกว่าจะ ถึงที่สุดแห่งชีวิต. จุดสูงสุดของชีวิต คือการได้รับสิ่งที่ดีที่สุด. ท่านก็ดูเอาเองว่า ชีวิตจะไปถึงที่สุดกันทางไหน อย่างไร. มันก็จะต้องมีว่า จะต้องแบ่งออกเป็น ๒ ซีก : คือ ซีกร่างกาย ชีวิตทางฝ่ายกายมันจะไปสูงสุดที่ไหน อย่างไร, ชีวิตทางฝ่ายจิตมันจะไปสูงสุดที่ไหนอย่างไร. ฉะนั้นชีวิตมันจะมีการดิ้นรนอยู่เป็นปรกติวิสัย เพื่อ ให้มันไปถึงจุดสูงสุด มันก็เหมือนกับมีการลงทุนอยู่ในตัว ชีวิตนั้น. ฉะนั้นอยากจะพูดสำหรับคนสมัยนี้พังว่า ชีวิตนี้ มันเป็น investment อยู่ในตัวมันเอง ; ถ้าเจ้าของไม่โง่ ก็คงจะใช้ให้เป็นประโยชน์, หรือได้รับประโยชน์ได้รับกำไร เต็มที่ ตามที่ธรรมชาติเขากำหนดให้. พวกเราที่นี่เคยวางไว้เป็นหลักว่า การเกิดมาเป็น มนุษย์ ต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ นี้เป็นหลักกลาง ๆ ช่วยเอาไปคิดดู มนุษย์ต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด

น.14 ๖ ที่มนุษย์ควรจะได้รับ ; ถ้าไม่อย่างนั้น ขออภัยที่ต้องพูดว่า มันไม่ใช่มนุษย์ มันไม่ใช่มนุษย์ ถ้าไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่ มนุษย์ควรจะได้รับ มันก็เป็นเพียงคนหรือสัตว์ธรรมดาสามัญ สิ่งที่ดีที่สุดนั้นจะต้องได้มาด้วยสติปัญญา. โดยสัญชาตญาณแท้ ๆ ชีวิตนี้มันดิ้นรน ที่จะเอาดี ที่สุด เอามากที่สุด เอาสูงที่สุด ซึ่งมันมาแต่ความเห็นแก่ตัว. ชีวิตนี้มีความเห็นแก่ตัว เพราะมีความยึดมั่นถือมั่นว่าตัว ว่า ของตัวอยู่เป็นพื้นเพ, ที่เราเห็นว่าเป็นโดยสัญชาตญาณนั่น แหละคือธรรมชาติแห่งชีวิต ที่มันจะต้องเห็นแก่ตัว แล้วมัน จะเอาเพื่อตัว เพื่อเป็นของตัวให้มากที่สุด. มองในแง่หนึ่ง มันก็เป็นสัญชาตญาณ ที่สิ่งที่ มีชีวิตทั้งหลาย รู้จักที่จะเอามาเพื่อประโยชน์แก่ตัวให้ มาก. แต่นั้นมันเป็นสัญชาตญาณ ถ้าควบคุมไว้ไม่ได้ มันก็จะเตลิดไปเป็นการกระทำที่ผิดพลาด คือกลายเป็นกิเลส แล้วก็ทำให้เดือดร้อน, ให้ตัวเองเดือดร้อน ให้ผู้อื่นเดือด ร้อน. ถ้าควบคุมสัญชาตญาณแห่งการจะเอาให้ดีที่สุด นี้ไว้ไม่ได้ มันจะกลายเป็นเอาเลวที่สุดไป.

น.15 ๗ ทีนี้เราเป็นคนยุคนี้ โดยเฉพาะ ซึ่งไม่ทำอะไรไปตาม สัญชาตญาณล้วน ๆ แต่ก็จะทำตามความรู้สติปัญญา ที่ มนุษย์ได้ค้นคว้าขึ้นมาเป็นสติปัญญา. เราก็อาจจะทำให้ ถูกต้องได้ ให้ไม่ผิดเลย หรือให้ผิดแต่น้อย ฉะนั้น เราต้อง ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์จะต้องได้รับ แต่ว่าด้วยสติ ปัญญา รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักความถูกต้อง. ถ้าทำไปโดย สัญชาตญาณ เหมือนสัตว์เดรัจฉาน มันก็ไม่ต้องดูว่าผิดถูก มันก็เอาแต่จะให้ได้ มันก็กลายเป็นผิด จะกลายเป็นได้สิ่งที่เลว ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือมันเห็นแก่ตัว แล้วทำอะไรไป ทำอะไรไปตามที่ความเห็นแก่ตัวมันบังคับให้ทำ. นั่นแหละ เป็นต้นเหตุ ที่มนุษย์เอาเปรียบกัน เบียดเบียนกัน ทำลายล้างกัน , ต่างคนต่างจะเอาให้มากที่สุด เพราะความ เห็นแก่ตัว. คนเดียวทำไม่ได้ มันก็รวมหัวรวมกันเป็นพวก คนในโลกนี้ก็เกิดแบ่งเป็นพวก ๆ รวมหัวกันเพื่อจะเอา ประโยชน์ตามที่พวกตัวต้องการ. พวกหนึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ก็หลงเศรษฐกิจ บูชา เศรษฐกิจ เอาเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ แสวงหาประโยชน์ แก่ตัว, พวกหนึ่งเป็นสัตว์การเมือง มุ่งหมายเอาการเมือง

น.16 ๘ เป็นเครื่องมือ หาประโยชน์แก่ตัว, พวกหนึ่งเป็นสัตว์สังคม ใช้จิตวิทยาหาประโยชน์ ใส่ตัว ล้วนแต่ไม่อาศัยธรรมะ และ ไม่ถือเอาธรรมะเป็นหลัก สัตว์พวกนี้ก็ไม่ใช่มนุษย์แหละ เพราะว่าเห็นแต่ ประโยชน์ แล้วคอยจ้องหาโอกาสอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อจะ ได้ทำประโยชน์ ก็เกิดเป็นประเภท ๆ ขึ้นมา. สัตว์เศรษฐกิจ ก็เอาเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ, สัตว์การเมืองก็เอาการเมือง เป็นเครื่องมือ, สัตว์สังคมก็เอาเรื่องที่เกี่ยวกับสังคมเป็นเครื่อง มือ ล้วนแต่เพื่อกอบโกยหาประโยชน์ของตน. คนเหล่านี้ ก็คิดว่า นั่นแหละคือประโยชน์สูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ แล้วมันก็ผิดโดยประการทั้งปวง, มันกลายเป็นสิ่งที่เลวหรือ ต่ำที่สุด ที่มนุษย์ ไม่ควรจะไปเอาเข้าเลย. ขอให้เรามองเห็นข้อเท็จจริงเหล่านี้ก่อน มันเป็น ข้อเท็จจริงที่เราอาจจะมองเห็นได้ โดยไม่ต้องเชื่ออาตมา หรือไม่ต้องเชื่อใครที่จะเป็นผู้พูด, เป็นข้อเท็จจริงที่ทุกคน อาจจะมองเห็นได้ด้วยตน ในข้อที่ว่า ถ้าเป็นมนุษย์ต้องได้รับ ประโยชน์อันสูงสุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ.

น.17 ๙ ทีนี้ ก็มาดูตรงที่กล่าวมาแล้วว่า ประโยชน์สูงสุดนี้ มันก็ต้องการโดยสัญชาตญาณก็ได้ แต่ต้องควบคุมโดยสติ- ปัญญา ด้วยการศึกษา ด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี จึงจะ ปลอดภัย. ฉะนั้น เราจะต้องศึกษาเพิ่มเติมในข้อนี้ เพื่อจะ ควบคุมสัญชาตญาณของการที่เห็นแต่จะได้นั้นไว้ให้ดี ไว้ให้ ถูกต้อง อย่าให้มันเป็นไปในทางที่ว่า เห็นแต่จะได้โดย ส่วนเดียว ทีนี้ เรื่องสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้นี้ ก็จะต้องแยก กัน ส่วนที่เป็นเปลือกก็หมายถึงร่างกายวัตถุ, ส่วนที่เป็น เนื้อในก็หมายถึงจิตถึงวิญญาณ. จะดีที่สุดในส่วนเปลือก ก็ถูกแล้ว แต่ให้มันดีจริง ๆ ก็แล้วกัน จะดีที่สุดในส่วนจิต วิญญาณนั่นแหละมันสำคัญและต้องให้ดีจริง ๆ ด้วย. ทางกายคือปัจจัย ๔ ก็ถูกต้อง. ที่ว่าดีที่สุดในส่วนเปลือก คือ ฝ่ายร่างกายนี้ เรา ก็จะต้องมีอะไรที่ถูกต้อง ในฝ่ายวัตถุในฝ่ายร่างกาย ให้มัน เป็นวัตถุปัจจัยที่จะส่งเสริมความเป็นอยู่อย่างสงบสุข

น.18 ๑๐ อย่าให้เป็นวัตถุปัจจัยที่ส่งเสริมกิเลสไปเสีย. วัตถุปัจจัยก็คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ไม้สอย แล้วก็ การบำบัดโรค รวมเป็น ๔ อย่าง. ขอให้นักเรียนนักศึกษาทั้งหลาย จำไว้ว่า ๔ คำนี้ มันเป็นคำวัดวา ถูกหาว่าเป็นคำครึ ๆ อยู่ในวัด ; อย่าเข้าใจ อย่างนั้น มันเป็นหลักของธรรมชาติ ใช้ได้ตลอดกาลนิรันดร ว่าสิ่งที่มีชีวิตนี้จะต้องอยู่ด้วยปัจจัย ๔ คือคนเรานี้. ปัจจัย ๔ นี้ไม่เฉพาะเป็นนักบวช อยู่ที่บ้านเป็นฆราวาส ก็ต้อง ปัจจัย ๔ : คือเราจะต้องมีอาหาร มีเครื่องนุ่งห่ม มีที่อยู่ อาศัยใช้สอย และมีการบำบัดโรค. ถ้าเรามีถูกต้องใน ๔ อย่างนี้ เราก็สบายดี, ถ้าเรามีไม่พอเราก็ลำบาก, ถ้าเรามี เกินไป มันก็กลายเป็นเรื่องโง่ คือลำบากโดยไม่ต้องลำบาก คือไปลำบากในสิ่งที่ไม่จำเป็น. ทีนี้มีปัญหาลึกลับซ้อนอยู่ว่า เราจะมีมันอย่าง ปัจจัยแก่ชีวิต จะมีมันอย่างเป็นวัตถุปัจจัยแก่ชีวิต, หรือว่า จะมีให้มันโง่กว่านั้น คือเป็นเครื่องทรมานชีวิต. เราจะมี เพียงเป็นปัจจัยส่งเสริมความสุขของชีวิต หรือจะมีมัน มากเกินไป จนเป็นเครื่องทรมานชีวิต.

น.19 ๑๑ เช่นอาหาร ถ้าเรามีถูกต้อง แล้วกินพอดี ก็เป็น ปัจจัยแก่ชีวิตที่สะดวกสบาย. ทีนี้เราลองมีอาหารที่มากเกิน ไป แล้วไม่ใช่กินเพื่อชีวิต แต่กินเพื่อความเอร็ดอร่อยแก่ กิเลส จะเป็นอย่างไร ขอให้ลองคิดดู. ถ้าอาหารมันเป็น อย่างนี้เสียแล้ว อาหารนั้นก็ไม่ใช่ปัจจัยแก่ชีวิตเสียแล้ว กลายเป็นเหยื่อล่อให้ชีวิตตกลงไปในนรก ในหลุมนรกทีเดียว : เช่น กินดีเกินไป กินมากเกินไป จนไม่รู้ว่าอะไรถูกต้องหรือ พอดี จนลำบากด้วยเงินเดือนไม่พอใช้อย่างนี้. ฉะนั้น ขอให้ไปจัดให้ดี เรื่องอาหารการกิน อย่า ให้มันเกินจำเป็น แล้วอย่าให้มันกลายเป็นเหยื่อล่อ. ถ้า กินเพื่อเป็นเหยื่อเพื่ออร่อยแล้ว มันจะนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บ มากกว่า, ถ้ ากินแต่ถูกต้องและพอดีแล้ว อาหารนั้นจะบำรุงชีวิต จะเกื้อกูลชีวิต จะให้มีสุขภาพทางกายดี, ถ้ากินเกินไปอย่าง เป็นเหยื่อแล้ว มันก็เป็นเครื่องทำลายชีวิต ให้มีโรคภัยไข้เจ็บ ทำลายเศรษฐกิจ ให้เงินเดือนไม่พอใช้. แล้วที่ร้ายกว่านั้นอีกก็คือ มันส่งเสริมกิเลสนะ, ถ้าคุณเอาอะไรมากินอยู่อย่างเกินจำเป็น เพื่อความเอร็ดอร่อย

น.20 ๑๒ แล้ว มันจะส่งเสริมกิเลส ให้มีกิเลส คือความยินดีพอใจใน เหยื่อนั้นมากเกินไป. นี้เสียหายมากกว่าเสียเงิน หรือว่า โรคภัยไข้เจ็บเสียอีก มันมีจิตใจเป็นนรกเร่าร้อนอยู่ตลอด เวลา. ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่สอง คือเรื่องเครื่องนุ่งห่ม ขอ ให้เครื่องนุ่งห่มเป็นเครื่องนุ่งห่ม, อย่าให้เป็นเรื่องเหยื่อล่อ ให้หลงใหลในความสวยงาม. เครื่องนุ่งห่มนี้เขาก็เพื่อจะ ปกปิดร่างกาย ไม่ลำบากด้วยเรื่องร้อนหนาวเกินไป, ปกปิด อวัยวะที่เป็นที่ตั้งแห่งความละอาย คือว่าให้สะดวกสบาย. นี้เราก็ไม่ต้องเสียเงินมาก ทำเครื่องนุ่งห่มให้กลายเป็นเหยื่อ ล่อ แก่จิตใจของเราเองของผู้อื่น ให้หลงใหลในความสวย ความงาม ; นี่มันก็ต้องเสียเงินมาก มันก็เงินเดือนไม่พอใช้ แล้วกลายเป็นคนโง่ หลงว่านี้งาม งามอยู่ที่เครื่องนุ่งห่ม เลยไม่ต้องมีอะไรที่ดีที่งามที่จิตที่ใจ. ขอให้สนใจ อย่าให้เครื่องนุ่งห่มกลายเป็นเรื่องทำลาย เป็นข้าศึกศัตรู เป็นเครื่องทำลาย ให้มันเป็นปัจจัยแก่ชีวิต ให้ชีวิตสดวกสบาย, ฉะนั้นเราไม่ต้องไปเสียสตางค์ ไปทำลวด

น.21 ๑๓ ทำลายที่เสื้อที่ผ้า. เห็นเสื้อผ้ามันมีลวดมีลายกันเพิ่มขึ้นมาก นัก ถ้าอย่าต้องทำ บางทีจะดีกว่า ; จะไม่มัวหลงใหล สาละวนกังวลอยู่แต่ลายที่เสื้อ มันจะสวยหรือไม่สวย จะอวด เขาได้หรือไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น. แล้วมันไม่ต้องเสียสตางค์ ผ้าดี ๆ ธรรมดามันก็พอแล้ว เป็นเครื่องนุ่งห่มได้ ไม่ต้อง พิมพ์ลาย ไม่ต้องบัก ไม่ต้องทำอะไรที่มันต้องเสียสตางค์ เพิ่มขึ้น ลำบากยุ่งยากมากขึ้น แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรในการ ที่จะส่งเสริมสุขภาพ. บางทีจะให้เกิดความร้อนใจได้บ่อย ๆ ถ้าหายไปมันก็เสียดายมาก, ขโมยมันก็ชอบลักของที่มันแพง เราก็ลำบาก เพราะเราไปทำให้มันแพง โดยไม่จำเป็น อย่างนี้. เรื่องที่อยู่เครื่องใช้สอยก็เหมือนกัน อย่าให้เกิน จำเป็น จงดูให้พอดี. เดี๋ยวนี้เขามีเงินมาก แล้วเขาก็อวด กันในเรื่องนี้, มีตึก มีรถยนต์ที่เปลี่ยนใหม่เรื่อย อะไรก็ เปลี่ยนใหม่เรื่อย ; มันก็เลยเห็นแต่แก่ตัว ไม่เห็นแก่ใคร ไม่ เห็นแก่ความสงบสุข แม้ของตนเอง ไปผ่อนส่งเอามา อย่าง ที่ทำให้จิตใจยุ่งยากลำบาก ด้วยปัญหาการผ่อนส่ง เป็นโรค ประสาทเป็นโรคจิตกันมากแล้ว เพราะความวิตกกังวลเกี่ยว กับเรื่องอย่างนี้. ฉะนั้นขอให้มีที่อยู่อาศัยเครื่องใช้สอย ชนิด

น.22 ๑๔ ที่ไม่ทำอันตรายแก่จิตใจของบุคคลนั้น ๆ แต่ให้ส่งเสริมความ สงบสุข. เรื่องยารักษาโรค ก็ขอให้เป็นยารักษาโรค อย่าได้ เป็นเรื่องของเล่น แล้วอย่าใช้ไปในทางส่งเสริมกิเลส. เดี๋ยว นี้สิ่งที่เขาเรียกว่าเครื่องบำบัดโรคนั้น กลายเป็นเรื่องส่งเสริม กิเลสมากขึ้น ๆ หรือต้องใช้ในทางบำบัดโรคอันเกิดมาจาก กิเลสมากขึ้น ๆ อย่างนี้มันก็ไม่ใช่ยาบำบัดโรคเสียแล้ว มัน เป็นศัตรู เป็นสิ่งเลวร้ายชนิดหนึ่งเสียแล้ว ที่ทำให้มนุษย์ ไปทำอะไรตามอำนาจของกิเลสมากขึ้น, เช่น เมื่อรู้ว่ายานี้มัน ป้องกันโรคเลวร้ายนั้นได้ ก็ไปทำสิ่งเลวร้ายนั้น ๆ โดยหวังว่า ยามันจะช่วยได้ เป็นเครื่องป้องกันได้ทำนองนี้, เราใช้ยาผิด วัตถุประสงค์ ของธรรมชาติเสียแล้ว. เรียกว่าเราทำผิดหมด ทั้งเรื่องอาหารเรื่องเครื่องนุ่ง ห่ม เรื่องที่อยู่อาศัยใช้สอย และการบำบัดโรค ; แล้วเรา จะได้ร่างกายชนิดไหนมา เราได้ร่างกายชนิดที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้ เพราะการทำอย่างนี้หรือไม่, คิดดูก็เห็นได้เอง. แล้วเราจะมีเศรษฐกิจดีได้อย่างไร เพราะว่าเราชอบอร่อยชอบ

น.23 ๑๕ สวยงาม, ชอบแพงที่สุดในเรื่องอาหารการกิน เครื่องนุ่ง ห่ม ที่อยู่อาศัย, อะไร ๆ ก็ชอบชนิดที่เป็นเหยื่อล่อไปเสียทั้ง นั้น หวังว่าจะดีที่สุด มันกลายเป็นเลวที่สุด. ช่วยตั้งข้อสังเกตไว้ในใจให้ดี ๆ ด้วย ที่เราตั้งใจว่าจะ ให้ดีที่สุด มันกลายเป็นเลวที่สุด ต่ำที่สุด หลอกลวงที่สุด, อย่างนี้มันจะดีอะไร มันจะทรมานคนนั้นจนหมดความเป็น มนุษย์ในทางร่างกาย แล้วในทางจิตใจก็เป็นได้ยาก ถ้าใน ทางร่างกายมันมีปัญหารบกวนไม่สิ้นสุด ความเป็นมนุษย์ใน ทางจิตใจ มันก็ถูกกระทบกระเทือน. เอาละ นี้เราเรียกว่า เราจะดีที่สุด ในสภาพที่ดีที่ สุด ได้ดีที่สุดสำหรับความเป็นมนุษย์ หรือมีชีวิตในทางร่าง กาย ทางจิตก็ต้องมีจิตสูงอยู่เหนือปัญหา. ทีนี้ก็จะพูดถึงว่าในทางจิตใจ อย่างไรเรียกว่ามีจิตใจ ดีที่สุด สำหรับความเป็นมนุษย์ ? อันแรกที่สุดที่ท่านถือกัน เป็นหลัก ก็คือว่ามัน จะต้องมีจิตใจอยู่สูง เหนือปัญหา

น.24 ๑๖ เหนือความทุกข์, จิตใจสูงจนไม่อาจจะเกิดปัญหา จนไม่ อาจจะเกิดความทุกข์ คือสูงจนไม่มีกิเลส และไม่มีความทุกข์ เรียกว่าจิตใจสูง. เดี๋ยวนี้มันมาหลงด้วยกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ, ใช้ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต. แล้วมันจะ สูงได้อย่างไร จิตใจหล่อเลี้ยงอยู่ด้วยโลภะด้วยราคะ มันก็ ร้อนเป็นไฟตามลักษณะของราคะ แล้วก็ทำลายโลก. เหมือน กับที่พูดเมื่อคืนนี้ ว่ามนุษย์ในโลกนี้ ใช้โลภะและราคะของตน เอง ทำลายทรัพยากรธรรมชาติในโลก คือขุดเอาทรัพยากร ในโลก มาหล่อเลี้ยงราคะและโลภะของตน. เช่นว่าเอาเหล็ก เอาน้ำมันอะไร มาทำเป็นรถยนต์ขี่ มันก็ขี่เพื่อสนองกิเลส ราคะเสียเป็นส่วนมาก ไม่ใช่ด้วยความจำเป็น, บางคนซื้อ รถยนต์มาขี่ เพียงเพื่อสนองราคะโลภะ ไม่ได้จำเป็นอะไร ไปผ่อนส่งรถยนต์เอามาขี่ เพื่อสนองราคะหรือโลภะ เพราะ เขาเป็นคนหนุ่มเป็นคนสาวที่เขาต้องการจะอวดกันในเรื่องนี้. ทั่วโลกแล้วก็ยิ่งมีมาก ดูทั่ว ๆ โลกนั้นที่เพียงเพื่อสนุกสนาน เท่านั้นแหละ เขาก็ทำลายวัตถุปัจจัยเหล่านี้. แ

น.25 ๑๗ ทีนี้เขาก็ใช้โทสะของเขา ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ คือขุดเอาทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมา ทำเป็นรถยนต์ ทำเป็น เรือบิน ทำเป็นเรือรบ ทำเป็นอาวุธสงคราม แล้วก็ทำลาย ล้างผู้อื่น, นี่เรียกว่าอาศัยโทสะทำลายทรัพยากรของธรรมชาติ เสียมากมาย. วัตถุปัจจัยที่ใช้เพื่อการสงคราม เช่นรถถัง เป็นต้น กับวัตถุปัจจัยที่ใช้เพื่อหล่อเลี้ยงกิเลส เช่นรถยนต์ สวย ๆ สำหรับหนุ่มสาวเขาเที่ยวเพ้อกันนี่ มันก็จะพอ ๆ กัน ที่จะทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทีนี้อีกทางหนึ่ง เขาก็ใช้โมหะ ความโง่ ความหลง ทำลายทรัพยากรของโลก คือเขาไปทำในสิ่งที่ไม่ต้องทำ, ซื้อ หาสร้างสรรค์ขึ้นมา ในสิ่งที่ไม่ต้องซื้อหาสร้างสรรค์, แล้ว มันก็เสียไปเปล่าเปลืองไปเปล่า มากมายก่ายกองด้วยเหมือน กัน. บางทีก็มาในรูปหรือในนามของคำว่าศิลปะ ศิลปะบ้า ๆ บอ ๆ อะไรของเขาก็ไม่รู้ ไม่มีประโยชน์แก่ใครเลย สร้างเสีย ใหญ่โตสวยงาม แห่กันไปดูแล้วไม่มีประโยชน์อะไรเลย, เดี๋ยว ก็รื้อทิ้งแล้วก็สร้างใหม่ รื้อทิ้งแล้วก็สร้างใหม่นี่ ศิลปะยุค ปัจจุบันกำลังเป็นอย่างนี้นะ. อาตมาไม่เคยไปที่เมืองนอก แถวนั้น แต่ว่าอ่านหนังสือข่าวรู้อยู่เสมอ, ศิลปะชิ้นนี้ เกิดขึ้น

น.26 ๑๘ ในเดือนนี้ยุคนี้ แห่กันไปดู ไม่เท่าไรก็จืด จืดก็ทุบทิ้ง, แต่ ละอัน ๆ สร้างสูงถึงยอดไม้ก็มี เพียงเป็นวัตถุศิลปะอย่างนี้ นี่เป็นตัวอย่างอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ทุกอย่าง. เราไปทำในสิ่งที่ไม่ต้องทำ บางทีเราก็จัดในนามว่า ศิลปะ บางทีก็จัดในนามว่ากีฬา นี้มันไม่ต้องทำ; ที่จะเอา ม้าแข่งบรรทุกเรือบิน ไปเที่ยวแข่งประเทศโน้นไปเที่ยวแข่ง ประเทศนี้ ซึ่งค่าใช้จ่ายมาก มันไม่ต้องทำนี่ แล้วทำไมจึงทำ. ถ้าพูดตรง ๆ ก็พูดว่ามันบ้า ที่จะเอาม้าบรรทุกเรือบินไปประเทศ ที่เขาแข่งม้ากัน เพื่อแข่งม้าแล้วก็กลับ, มันไม่จำเป็นต้องทำ ถ้าทำก็เรียกว่ามันเป็นโมหะ ทำให้เสียไปโดยที่ไม่จำเป็น จะต้องทำ. นี้เรียกว่า เรากำลังทำลายทรัพยากรในโลก ด้วยราคะ หรือด้วยโทสะ โกธะ หรือด้วยโมหะ อวิชชา. เมื่อไหร่เล่า มนุษย์จะไปถึงจุดสูงสุดที่มนุษย์ควรจะไปถึง เพราะมามัวบ้วน เปี้ยน ๆ เป็นทาสของกิเลสกันอยู่อย่างนี้ มันก็ไปไม่ถึง, นี่เรียก ว่าทางจิตใจมันก็ไปไม่ถึง เช่นเดียวกับทางกายมันก็ไปไม่ถึง. ทำไมไปไม่ถึง ? เพราะมันวก วกไปหาความผิดพลาด ที่คิด

น.27 ๑๙ ว่าดีว่าถูก มันกลายเป็นผิดและเลวร้าย ตั้งใจว่าจะทำให้ดี มันกลายเป็นเลวร้าย. ฉะนั้นขอให้สังเกตให้ดีที่สุด ที่เขานิยมกันว่าดีว่าดี, โดยเฉพาะอย่างยิ่งโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์นั้น ที่ว่าสวย ว่ามาใหม่ว่าดี ระวังให้ดี มันยิ่งเลวร้ายไปกว่าเดิม. ดูหน้า โฆษณาของหนังสือพิมพ์ในยุคนี้ แล้วก็ใจหายเลย ซึ่งใน สมัยก่อนเขาไม่มีเรื่องทำนองคล้ายอย่างนี้ ขนาดนี้มันไม่มี แล้ว แต่สมัยนี้มันยิ่งมากขึ้น ๆ โฆษณาสิ่งที่ไปซื้อมากิน มาใช้แล้วมีจิตทราม มีความถอยทางจิต แล้วก็ถอยทาง เศรษฐกิจ เพราะมันแพง, โฆษณาบางอย่าง เพียงแต่ มองดูแล้วก็จิตทรามนี่ หวังว่าคงจะเข้าใจ, โฆษณาบางอย่าง ในหน้าหนังสือพิมพ์ เพียงแต่เด็ก ๆ มองดูเท่านั้นแหละก็จิต ทรามแล้ว ไม่ต้องไปซื้อมากินมาใช้ดอก ซึ่งก่อนนี้มันไม่มี เดี๋ยวนี้มันมี. ค วามคิดของมนุษย์โง่หนัก จนไปถึงกับ ว่าเอาลามกอนาจารมาเป็นศิลปะ ; คุณอย่าไปตกเป็นเหยื่อ ของเขานะ เขาเอาลามกอนาจารมาเป็นศิลปะ โฆษณาได้โดย เปิดเผย. กฎหมายมันโง่ เราไม่ไปด่าคนออกกฎหมาย เดี๋ยว เขาจะค่าเอา, เราว่ากฎหมายมันโง่ก็แล้วกัน มันจึงมี

น.28 ๒๐ อะไร ๆ ออกมา ในลักษณะที่ทำลายมนุษย์ทำลายบ้าน เมือง ในที่สุดมนุษย์เรามันก็ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. ทีนี้อีกทางหนึ่งว่า เราคนหนึ่งจะไปให้ถึงจุดหมาย ปลายทางที่ดีที่สุด นี้มันก็ทั้งทางกายและทางจิต นี้มันก็ส่วน หนึ่งเท่านั้น. มันยังมีอีกส่วนหนึ่ง คือว่าเพื่อนของเราเล่า เพื่อนของเราที่เรียกว่าสังคมนั่นแหละ ก็ต้องไปด้วยเหมือน กัน เราคนเดียวไปนั้นไม่พอ ไม่เป็นไปได้ด้วย เราจะมี ความสุขอยู่คนเดียวดีอยู่คนเดียวไม่ได้ เพื่อนของเราต้อง ไปด้วย หมายความว่า สังคมของเราต้องถูกต้องต้องดีด้วย. อยากจะให้ถือเป็นหลักว่า เรานี้เกิดมาเพื่อทำให้ เพื่อนมนุษย์ทุกคน รวมทั้งเราด้วย อยู่กันเป็นผาสุก ไม่ใช่เกิดมาเพื่ออยู่เป็นสุข เฉพาะเราคนเดียว. ถ้าเป็น อย่างนั้นแล้วผิดแน่ นั้นมันมาจากความเห็นแก่ตัวของกิเลส, มันจึงคิดว่า กูอยู่คนเดียว กูเอาคนเดียว รวยคนเดียว กิน คนเดียวดีกว่า, บางทีก็จะคิดว่า จะครองโลกคนเดียว นี้มัน บ้าเลย เพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้. นี้เราจะต้องให้

น.29 ๒๑ สังคมที่มีเรารวมอยู่คนหนึ่งด้วยนี้ ถูกต้องและเป็นปรกติสุข กลายเป็นว่าสังคมก็ต้องดีที่สุด เท่าที่สังคมมนุษย์มันจะดีได้ นี้จุดหมายปลายทางของสิ่งที่มีชีวิต มีชีวิตที่ก้าวหน้า จนกว่า จะถึงจุดสูงสุดที่มันจะไปถึงได้. ทุกสิ่งวิวัฒนาการไปจนถึงจุดสูงสุด ตามอำนาจของธรรมชาติ. เอ้า ทีนี้ก็จะวกเข้าไปหาหัวข้อที่จะตั้งใจจะพูด, คือ ขอร้องให้ดูให้ดีๆ ว่า ที่มันจะเจริญก้าวหน้าไปจนถึงที่สุด นั้น มันก็เป็นวัตถุประสงค์ของธรรมชาติ ของกฎของ ธรรมชาติที่ไม่มีชีวิต, กฎของธรรมชาตินี้เราไม่อาจจะกล่าว ได้ว่าเป็นอะไร. นี่ขอพูดแทรกสักหน่อยว่า สิ่งสูงสุดของมนุษย์ เหนือมนุษย์นั้น คือสิ่งที่เราเรียกว่าพระเจ้า, แต่ถ้าเราไม่ อยากเรียกพระเจ้า เราก็เรียกว่าพระธรรม, ถ้าเราไม่เรียกว่า พระธรรม เพราะเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ เราก็จะเรียกว่า กฎของธรรมชาติ. กฎของธรรมชาติที่นักวิทยาศาสตร์เขา

น.30 ๒๒ ยึดถือเป็นหลัก พวกที่เป็นนักศาสนาก็จะเรียกว่าพระธรรม บ้าง เรียกว่าพระเจ้าบ้าง แล้วแต่พวกไหนจะเรียกอย่างไร. กฎของธรรมชาติหรือพระเจ้านี้ เราไม่อาจจะกล่าว ได้ว่าเป็นคน, ไม่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นสัตว์, ไม่อาจจะกล่าว ได้ว่าเป็นเทวดา, ถ้าเป็นเทวดาก็เหมือนกับคนแหละ ยังมี ความรู้สึกเหมือนคน ไม่กล่าวได้ว่าเป็นอะไร, แต่มันก็เป็น กฎของธรรมชาติที่เฉียบขาด ที่บังคับทุกสิ่งได้, แล้วกฎของ ธรรมชาตินี้มันจัดมา ให้ทุกสิ่งก้าวหน้า วิวัฒนาการไปจนถึง จุดสูงสุด ที่จะสูงสุดได้. นักศึกษาทั้งหลายก็เคยเรียนวิทยา- ศาสตร์ เรื่อง evolution เรื่อง biology ; ซึ่งล้วนแต่บอก ว่า สิ่งที่มีชีวิตนี่มันวัฒนา มันพัฒนาขึ้นไป ๆ จนกว่าจะสูงสุด นั้นใครเป็นเจ้าของเรื่อง ใครเป็นผู้บ่ง ก็คือกฎของธรรมชาติ หรือพระเจ้านั่นเอง. นี่เราถือว่าเจตนาที่จะดีขึ้น ๆ จนกว่าจะถึงระดับสูงสุด นั้น เป็นของธรรมชาติ, เป็นกฎของธรรมชาติ มีอยู่ใน ทุกสิ่ง ทั้งในด้านรูปธรรมและนามธรรม. เมื่อตะกี้ตอนต้น พูดว่า ชีวิตนี้เป็น investment อยู่ในตัว investment คือ

น.31 ๒๓ ลงทุนเพื่อกำไรอันยิ่งขึ้นไป, เราต้องมีทุนเป็นเดิมพัน แล้ว ทอดทุนนั้นลงไป เพื่อผลกำไรอันมากกว่า นี่ investment ชีวิตนี้มันเป็น investment อยู่ในตัวตามธรรมชาติ ตามกฎ ของธรรมชาติ ฉะนั้นขอให้มองดูจนเข้าใจอันนี้เสียก่อน แล้วก็จะ มีกำลังใจ ที่จะทำให้มันดีที่สุด จนถึงจุดที่ดีที่สุด, เดี๋ยวจะ ไปอวดดีว่า นี่เป็นความต้องการของเรา เราทำได้เอง. มัน ไม่ใช่นะ ดูให้ดี ๆ มันเป็นธรรมชาติต้องการให้ทำ แล้วเรา ก็ผสมโรงผสมรอย ร่วมงานกับธรรมชาติ พัฒนาชีวิตให้มัน ถึงที่สุด, แม้แต่ว่าต้นไม้มันก็มีชีวิตนะ สัตว์ก็มีชีวิต คนก็มี ชีวิต. บรรดาสิ่งที่มีชีวิต จะมีการกระทำชนิดที่ว่า ลงทุนเพื่อผลอันยิ่งขึ้นไป ด้วยกันทั้งนั้น มันมีวิวัฒนาการ สิ่งที่เรียกว่าวิวัฒนาการ เป็นกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป. ต้นไม้ต้นหนึ่ง ทีแรกเป็นเมล็ดเล็ก ๆ เป็นเมล็ดเล็ก ๆ ในเมล็ดเล็ก ๆ นั้นมีอะไรครบเลย. พอมันได้เพาะลงไปใน ดิน เมล็ดเล็ก ๆ นั้นออกมาเป็นหน่อออกมาเป็นต้น, จนเป็น

น.32 ๒๔ ต้นใหญ่โตสูงมีลูกมีผล มันเป็นวิวัฒนาการ. แล้วมันต้อง ลงทุนด้วย เมล็ดเล็ก ๆ นั่นแหละ มันจึงจะเป็นต้นใหญ่, แล้ว มันต้องลงทุนด้วยการทำหน้าที่ คือพอมันเป็นต้นไม้ขึ้นมา แล้ว มันก็ต้องลงทุนเหนื่อยแหละ ดูดน้ำกินเพื่อให้ต้นมัน ใหญ่ขึ้นไป ดูดแร่ธาตุในดินกิน เพื่อให้มันใหญ่ขึ้นไป เอา แสงแดดมาปรุงแร่ธาตุปรุงน้ำให้เป็นอาหารที่ใบ แล้วเลี้ยง ลำต้น ลำต้นก็ใหญ่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป, มันเอาของน้อยมาทำให้ เป็นของใหญ่ คือกำไรอยู่ตลอดเวลา. ดังนั้นต้นไม้นี้มัน จึงโต ๆ โตขึ้นมา เป็นลักษณะ investment คือลงทุนน้อยได้ ผลมาก, ลงทุนน้อยได้ผลมากอย่างนี้ จนมันเป็นต้นไม้ที่ใหญ่ โต แล้วรอดชีวิตอยู่ได้นั้น เป็นความหมายอีกชั้นหนึ่ง มันรอดชีวิตอยู่ได้ ไม่รอดอยู่เฉย ๆ ต้องเป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์ จนมีดอกมีผล มีอะไรที่ใช้อะไรให้เป็นประโยชน์ ได้ จึงจะเรียกว่าดีที่สุด. รอดชีวิตอยู่โดยไม่มีประโยชน์นี้ ไม่ใช่ดีที่สุด อย่าคิดแต่เพียงว่ารอดชีวิตอยู่ได้, รู้รักษาตัว รอดเป็นยอดดีนี้ ต้องตีความหมายให้ถูกต้องนะ, ผิดนะถ้าว่า เพียงแต่รอดชีวิตอยู่ได้นี้ มันไม่ถูก ; มันรอดชีวิตอยู่ได้อย่าง ดี ๆ ดี ๆ ที่สุด จึงจะเรียกว่าเป็นยอดดี แม้แต่ต้นไม้มันก็ยัง เป็นอย่างนี้.

น.33 ๒๕ บางทีจะต้องดูกันไปให้ละเอียด ถึงว่าแม้ในปรมาณู ในอณู ในโมเลกุล ของธาตุทั้งหลาย ดิน น้ำ ลม ไฟ นี้ มัน ก็มีลักษณะอย่างนี้ ; คือ มันจับกลุ่มกันเข้า วิวัฒนาการ เป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เช่น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม คุณสมบัติของแต่ละธาตุ ทำให้เกิดเป็นเนื้อหนัง ร่างกาย เป็นวัตถุที่มีความเจริญ เป็นที่ตั้งแห่งจิตใจ. ไม่มีอะไรที่จะไม่ลงทุนเพื่อผลอันยิ่งขึ้นไป ขอให้ดู ตั้งแต่ดิน น้ำ ลม ไฟ มันมีอยู่เพื่อประกอบกันเข้า จนเป็น วัตถุเป็นร่างกาย, แล้วก็เจริญงอกงามได้. เรียกว่าในชีวิต แล้วจะมีการลงทุน เพื่อผลอันยิ่ง ๆ ขึ้นไป ซึ่งเรียกเมื่อตะกี้ว่า โวหาระ โวหาร โวหาระ. นี้ในสัตว์ก็เหมือนกันแหละ สัตว์มันก็คือสิ่งที่มีชีวิต อีกสาขาหนึ่ง เพราะมันเคลื่อนที่ได้, ถ้าเป็นต้นไม้เคลื่อนที่ ไม่ได้ สัตว์มันเคลื่อนที่ได้ เพราะมันมีความรู้สึกภายในที่สูง กว่ามันจึงเกิดอาการที่แปลกออกไป คือเคลื่อนที่ได้, แล้วก็ เจริญไปได้ไกลกว่า มีโครงกระดูก มีกะโหลก มีมันสมอง มัน ก็ไปได้ไกลกว่า. ในไข่ไก่ฟองหนึ่ง เราดูเถอะ ไข่ไก่ฟองเล็ก ๆ

น.34 ๒๖ นั้นจะมีสิ่งที่ครบถ้วน ออกมาเป็นไก่ตัวโตหนัก ๒๐ กิโลก็ได้, ในไข่ไก่ฟองเล็กๆ เพราะมันมีอะไรที่เป็นเดิมพันเป็นต้นทุน ที่จะออกมาเป็นของที่มากกว่าดีกว่า ออกไปทั้งนั้น. ที่นี้ สัตว์อื่นก็เหมือนกันแหละ ช้าง ม้า วัว ควาย กระทั่งมนุษย์, มนุษย์ยิ่งมีไข่เล็ก ไข่เม็ดเล็กที่สุด ในนั้นมีอะไรครบถ้วนที่ มาเป็นมนุษย์โต ๆ เหมือนอย่างเรานี้. การที่ทำให้มันเปลี่ยนแปลงออกมาใหญ่ขึ้น โตขึ้น ดีขึ้นนั้น มันเป็นอำนาจของธรรมชาติ, เป็นกฎของธรรมชาติ อยู่ในตัวธรรมชาติ เรียกว่าไม่ใช่เจตนาของเราก็แล้วกัน. เราเจตนาไม่ได้ เราไม่มีอำนาจที่จะไปเจตนา เรามีอำนาจทำ ให้มันถูกกันกับกฎของธรรมชาติ ; และแม้ไม่มีเราเป็นผู้ เจตนา ธรรมชาติมันก็ทำของมันได้เอง, ธรรมชาติทำให้เกิด ต้นไม้ เกิดสัตว์ ให้เกิดมนุษย์ได้เอง โดยที่เราไม่รู้เรื่อง ไม่ ได้เจตนา. นี้เรียกว่าโวหาระ คือ การใช้ของเล็ก ๆ น้อย ๆ มีค่าน้อย ๆ เป็นเดิมพันลงทุนออกไป เพื่อให้เกิดของใหม่ที่ดี กว่า ใหญ่กว่า สูงกว่า, เป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติโดยธรรม- ชาติ ของสิ่งที่มีชีวิตทั่วไป. เราเรียกสิ่งนี้ว่า ชีวิตโวหาระ

น.35 ๒๗ ชีวิตโวหาระ คือชีวิตโวหาร ซึ่งเป็นหัวข้อของการบรรยาย ชุดนี้. การบรรยายชุดนี้บรรยายเรื่อง ชีวิตโวหาร ว่าโวหาร แห่งชีวิต คือการที่ชีวิตมันจะใช้ของน้อยลงทุนเพื่อของมากอยู่ ในตัวมันเอง, ลงทุนด้วยของต่ำ เพื่อได้ของสูงประเสริฐอยู่ใน ตัวมันเอง, นี้เป็นชีวิตโวหาร เป็นของมีอยู่เอง เราจะรู้ไม่รู้ มันก็มีอยู่เอง, ถ้าเรารู้มันก็จะดี ตรงที่เราจะร่วมมือกับชีวิต เพื่อให้มันถึงที่สุดได้จริง ๆ. วิธีการทำอย่างนั้น ก็คือสิ่งที่เรียก ว่าพระธรรม หรือธรรมะนั่นแหละ. ถึงที่สุดของชีวิตโวหารได้ด้วยการปฏิบัติธรรม. การปฏิบัติของมนุษย์ที่ถูกต้องตามพระธรรม ก็เพื่อ จะให้ชีวิตมีโวหาระ เจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองโดยเร็ว. เราปฏิบัติ ธรรมะทางร่างกายทางภายนอก ร่างกายก็เจริญ, เราปฏิบัติ ธรรมะทางจิตใจ จิตใจก็เจริญ ; ฉะนั้นการปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อความเจริญนั้น เรียกว่าธรรมะ ธรรมะปฏิบัติ ถ้าเป็น เพียงความรู้ก็เรียกว่า ธรรมะปริยัต ครั้นปฏิบัติก็เป็นธรรมะ ปฏิบัติ ได้ผลมาก็เป็นธรรมะปฏิเวธ.

น.36 ๒๘ เราต้องรู้เรื่องนี้ รู้เรื่องสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ เพื่อ จะได้ผสมโรงกันกับธรรมชาติ เพื่อทำโวหาระแห่งชีวิต ให้เป็นไปอย่างดีโดยรวดเร็ว; คือพอร่วมมือกันกับธรรม- ชาติแล้ว การลงทุนเพื่อผลกำไร ก็จะเป็นไปอย่างดี อย่าง มาก อย่างเร็ว โดยกฎธรรมชาตินั้น. ฉะนั้นการที่ประพฤติดี ประพฤติชอบตามหลักธรรมะ ก็เพื่อจะให้ชีวิตโวหาระ การ ค้าขายของชีวิตมีกำไรเร็ว ๆ มาก ๆ ชีวิตจะเจริญถึงที่สุด. ในภาษาวินัย คำว่าโวหาระแปลว่าค้าขายนะ รู้ไว้ ด้วย, คำว่าโวหาร โวหาระนี้ แปลว่าการค้าขาย ความหมาย ก็เหมือนกันแหละ ถ้าลงทุนของน้อย เพื่อได้เป็นของมากมา ก็จะมีลักษณะการค้าขายทั้งนั้น. แม้การพูดจาด้วยปาก แต่ให้ ได้ผลมามากนี่ ก็เรียกว่าโวหาระ มันก็เป็นการค้าขายด้วยปาก การที่ให้ได้ผลมาก ๆ เกิดขึ้นด้วยการลงทุนน้อย ๆ ก็เรียกว่า โวหาระ. ชีวิตตามธรรมชาติ มันรู้จักทำของมันเอง, แต่เรา โง่ เราไม่รู้ แล้วเราไม่ได้ร่วมมือส่งเสริม กลับเป็นอุปสรรค ศัตรู ขัดขวาง ทำลายล้าง คือการประพฤติชั่ว ประพฤติผิด

น.37 ๒๙ ประพฤติไม่เป็นธรรม. บาปอกุศลทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะ ความเข้าใจผิด อวิชชามิจฉาทิฏฐิ กลายเป็นว่าทำลายชีวิต- โวหาระเสีย, ทั้งที่ชีวิตโวหาระเป็นของดีเป็นของถูก มีอยู่ โดยธรรมชาติ ต้องการจะเจริญ ความโง่ของคนมันเกิดขึ้น มันก็ทำลายเสีย. ดูตัวอย่างว่า เด็กคลอดมาจากท้องแม่ตามธรรมชาติ มีกฎของธรรมชาติควบคุมมาโดยสมบูรณ์ ; มันก็เจริญเติบโต มาตั้งแต่ในท้องในครรภ์ ออกมาแล้วก็ยังเจริญเติบโต ชีวิต โวหาระของธรรมชาติก็ไม่ถูกขัดขวาง. นี้ต่อมานี้เด็กโตขึ้น มา รู้จักกินนั่นกินนี่ เห็นนั่นเห็นนี่ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น มันไปเกิดอร่อยอะไรเข้า มันก็หลงใหลในความอร่อย, อะไรไม่อร่อยมันก็โกรธ ขัดเคือง มันก็เกิดกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ. นี้ต่อไปนี้ เด็กจะไม่ปล่อยให้ธรรมชาติเป็นไปตาม ธรรมชาติแล้ว, เด็กคนนั้นจะเอาตามโลภะ โทสะ โมหะ ของ ตน เป็นผู้ขัดขวางชีวิตโวหาระของธรรมชาติเสีย ; ฉะนั้น เด็กคนนั้น หรือเด็กวัยรุ่นคนนั้น หรือหนุ่มสาวคนนั้นก็ตาม เขาทำไปตามกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ของตน ก็คือทำลาย ชีวิตโวหาระของธรรมชาติเสีย. นี่การค้าขายของธรรมชาติ

น.38 ๓๐ แห่งชีวิตมันก็เริ่มรวนเร หรือมันถึงกับล้มละลาย, กลายเป็น ไปในทางต่ำ จนคนนั้นต้องตาย ต้องเจ็บไข้ หรือเป็นบ้า, หรือว่ามีความทุกข์ตลอดชาติ มันผิดหมดแล้ว เรียกว่ามัน ล้มละลายแล้ว. ฉะนั้นเราจึงมีการสอนอบรมลูกเด็ก ๆ ให้เขารู้จักทำ ในทางที่ถูกต้อง ประพฤติธรรมะ, แม้จะเรียกว่าวัฒนธรรม ประเพณีอะไรก็ตาม มันอยู่ในเรื่องเดียวกันนี้ทั้งนั้นแหละ, คือให้ผสมโรงคล้อยกันได้กับชีวิตโวหาระของธรรมชาติ แล้วเด็กคนนั้นก็จะเจริญ ทั้งทางกายและทางจิต, เป็นสุขสวัสดิ์ วัฒนาถาวร จนเป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดได้ มันก็คือพวกเรานี้. จึงอยากจะขอให้พวกเรารู้เรื่อง ชีวิตโวหารของธรรม- ชาติตามธรรมชาตินี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้ร่วมมือ ; แล้วถ้าเป็น บิดา มารดา ก็ยิ่งสำคัญมาก จะช่วยดูแลอย่าให้เกิดอุปสรรค ขัดขวางขึ้นมา ในกระแสแห่งชีวิตโวหารของทารกนั้น ของลูก เด็ก ๆ นั้น, มีแต่ให้ถูกต้อง ๆ ถูกต้อง ให้เด็กเขาเจริญทั้งทาง กาย ทั้งทางจิต ทั้งทางวิญญาณ ก็จะเป็นบิดามารดาที่ดีที่สุด.

น.39 ๓๑ ทีนี้เด็ก ๆ นี้ก็เหมือนกัน เมื่อเราโตขึ้น เราอย่าเพ่อ ดื้อบิดามารดา อย่าเพ่อเก่งกว่าบิดามารดา ครูบาอาจารย์ เรารับฟังคำสั่งสอนของท่านมาพิจารณาใคร่ครวญดู แล้วก็จะ เห็นด้วยเป็นแน่, เว้นไว้แต่ว่าเรามันจะโง่เกินไป จึงจะเห็น ว่าคำสอนที่ถูกต้องนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์. ฉะนั้น ถ้าอย่างไรแล้ว ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า คือเชื่อฟังไว้ก่อน ดีกว่า เชื่อฟังคำสั่งสอนทางธรรมนี้กันไว้ก่อนจะดีกว่า มัน จะได้ไปตามทางของธรรมชาติ โดยง่าย, ก็หวังได้แต่ความสุข ความเจริญโดยส่วนเดียว, ฉะนั้นระบบศีลธรรมหรือศาสนา ก็ตาม ที่อยู่ในรูปขนบธรรมเนียมประเพณีประจำบ้านเรือน นั้นดีมาก ๆ. ขอพูดซ้ำอีกทีหนึ่งว่า เด็ก ๆ โดยธรรมชาติตาม ธรรมชาตินั้น มันยังมีอาการแห่งชีวิตโวหารนี้มากอยู่ เด็ก ทารกนั้น, แต่พอโตขึ้น มันค่อยถูกทำให้หมดไป หมดไป จนกลับตรงกันข้าม. ลูกเด็กเล็ก ๆ นั้น พอเดินได้วิ่งได้ เขาอยากดีนะ ช่วยดูช่วยสนใจ, พ่อแม่ทั้งหลายช่วยสนใจว่า ลูกเด็กเล็ก ๆ มันอยากดี มันอยากทำ พอมีอะไร มันมาชิงทำ. มาขอทำ. อาตมาประจักษ์ด้วยตนเองว่า ลูกเด็กเล็ก ๆ มันขอ

น.40 ๓๒ ทำ ขอชิงทำ หนูทำเอง หนูทำเอง นี้มันมาก. แล้วมันก็ ดีใจเมื่อได้ทำ เป็นสุขเมื่อได้ทำ. ถ้าว่าพ่อแม่ออกปากสัก คำว่า แหมเก่งจริง ดีจริง ทำได้ดีจริง ทำได้เร็วจริง, ก็ยิ่ง สบายใหญ่ เด็กคนนั้นยิ่งรู้สึกดีใจใหญ่เป็นสุขเลย. หมายความว่า ความอยากที่จะให้เจริญอยากให้ดี นี้ เป็นสัญชาตญาณโดยไม่รู้สึกตัว อยู่ในเด็กคนนั้น ; ซึ่งเป็นธรรมชาติ เป็นชีวิตโวหารของธรรมชาติ คือชีวิต ต้องการจะลงทุน เพื่อความดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอยู่ในตัวธรรมชาติ เราช่วยกันดูให้ดี ส่งเสริมลูกเด็ก ๆ นี้ให้ดี ให้เขายังคงรักที่ จะทำ และทำให้ดี และเป็นสุขเมื่อได้ทำ, เด็กคนนั้นเขา เป็นสุข เมื่อเขาได้ทำ. มีเด็กหลายคนมันก็แย่งกันทำ นี้หนู ทำ นี้หนูทำ แย่งกันทำ นี้ทำแล้วก็รู้สึกว่าดี รู้สึกเป็นสุข ว่าได้ทำดี ได้ทำตามพอใจพ่อแม่. ใครมาสอนให้เด็ก ๆ รู้ ว่านี้ดี ถ้าไม่รู้สึกว่าดี ทำไมมันจึงมาขอทำ มาแย่งทำ มาแย่ง กันทำ เมื่อได้ทำแล้วก็ไปยืนพอใจอยู่ตามประสาเด็ก ๆ. นี่คือทุนเดิมของธรรมชาติ ที่ต้องการจะทำให้ดี เรียกว่าเหมือนกับลงทุนน้อย เพื่อผลมาก ๆ เพื่อให้ดี, มันมี

น.41 ๓๓ อยู่แล้วตามธรรมชาติ ช่วยจับไว้ให้ได้ ช่วยส่งเสริมให้มากขึ้น ให้ลูกเด็ก ๆ ของเราสนุกในการทำดี. ถ้าเด็ก ๆ ของเราสนุก ในการทำดี แล้วเป็นอันหวังได้แน่นอนว่า ชีวิตของเขาจะมี โวหาระ ก้าวหน้าไปจนถึงจุดหมายปลายทางได้ โดยไม่ยากเลย. ถ้ามันเปลี่ยนไป ไปตกในอำนาจของกิเลสแล้วมันก็เลิก มัน ไปทำตามกิเลสหมด มันเป็นอันธพาล ไปนอนอยู่ในนรก หมดแหละ ไม่ไปสู่ มรรค ผล นิพพานได้. เราทำผิดกระแสแห่งชีวิตโวหารของธรรมชาติ จึงไป นอนอยู่ในนรกกันโดยมาก, ถ้าทำถูกต้องอันนี้ ก็จะไปอยู่ สวรรค์ หรือไปบรรลุ มรรค ผล นิพพาน กันโดยมาก ; เพราะชีวิตมันต้องการอย่างนั้น ทั้งที่ชีวิตนี้ไม่ใช่เป็นสัตว์ เป็นคน ที่รู้สึกตัวรู้สึกตนอะไร, มันเป็นกฎธรรมชาติที่ ประเสริฐ วิเศษอะไรอยู่ในตัวมันเอง ซึ่งเราก็รู้ไม่ได้. เรากล้าพูดได้ว่า ชีวิตทั้งหลายมันมีกระแสไหลไปสู่ นิพพานทั้งนั้น คือมันจะดีขึ้น ๆ จนไปสู่นิพพาน, แล้วมัน จะสอนตัวมันเองได้ ถ้ามันทำผิดพลาด มันรู้จักแล้วมันไม่ ทำอีก แล้วมันก็จะเจริญงอกงาม. อย่าว่าแต่คนเลย แม้ แต่ยอดถั่วที่มันงอกยื่นไปทางสังกะสี พอถูกแดดร้อนมันก็หด,

น.42 ๓๔ ยอดถั่วมันจะหดลงมาจากฝาสังกะสี. เป็นยอดถั่วแท้ ๆ มัน ยังรู้จักหดมาจากอันตราย แล้วทำไมคนแท้ ๆ จึงเลือกเข้าไป หาอันตราย ไม่กลัวอันตราย ไม่ถอยหลังจากอันตราย, ไป ทำบาปกรรม ไปทำอบายมุข ไปทำอะไรที่ทำลายความเป็น มนุษย์ มันโง่กว่ายอดถั่วเสียแล้วกระมัง. นี่ถ้าว่ามันไปถูกต้องตามกฎของธรรมชาติแล้วก็ มันต้องแน่นอนที่จะไปนิพพาน, ฉะนั้นอย่าไปขัดขวางมัน เสียซิ. เรารู้จักตัวเองให้ดี ทำจิตให้ดี ทำจิตให้ว่าง ทำจิต ให้โปร่ง. แล้วมองดูตัวเราให้ดี ชีวิตของเราคืออะไร ? ร่างกายเป็นอย่างไร ? จิตใจเป็นอย่างไร ? มันต้องการอะไร ? แล้วก็ส่งเสริมร่วมมือกับมันให้ดี ๆ, ชีวิตนี้มันต้องการแต่จะ ไปสู่จุดหมายปลายทางนิรันดร ดีที่สุดและนิรันดร, มันต้อง การไปที่นั่น ทีนี้สิ่งที่เรียกว่าเจ้าของ สิ่งที่สมมติเป็นเจ้าของนั้น มันไม่รู้นี่, มันพาเฉนอกทางไปนอน อยู่ในนรกตั้งหลาย ๆ กัปป์ จึงค่อยลุกมาใหม่ แล้วค่อยเดินต่อไปใหม่. มันช้า เกินไป มันเสียหายมาก ที่คน ๆ หนึ่งจะต้องทำผิด, แล้วก็

น.43 ๓๕ ไปนอนรับทุกข์อยู่เป็นเวลานาน กว่าจะได้ถูกใหม่ เดินต่อไป ใหม่ นี้มันน่าละอายมันน่าเสียดาย. สุนัขรู้จักเลือกที่นอน ตรงนี้นอนไม่สบาย เอ้าลุก ไปนอนตรงโน้น, เอ้าไม่ค่อยสบาย ลุกอีก ไปนอนตรงโน้น ไม่สบาย ลุก ๆ จนไปพบที่นอนสบาย แล้วมันก็นอน. เป็น สุนัขแท้ ๆ มันยังรู้จักเลือกที่ดีที่สุด ที่ถูกต้องที่สุด ที่ควรจะ ถือเอา, แล้วทำไมมนุษย์เรา ไม่รู้จักเลือกอย่างนั้นบ้าง ฉะนั้นขอให้รู้จักเลือกทุกรูปแบบ ในเรื่องการกิน อาหาร ในเรื่องมีเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยใช้สอย เรื่อง บำบัดโรค, เรื่องปัจจัยทั้งหลายนี้ ทำให้ถูกต้อง อย่าให้เกิด เป็นความผิดพลาดขึ้นมาในชีวิตแม้ทางร่างกาย. แม้ทาง ร่างกาย ซึ่งมันยืดยาดอืดอาดมาก ผิดแล้วมันกลับช้า, ไม่ เหมือนจิตใจ ซึ่งเป็นของว่องไว ; การผิดทางกาย ทางวัตถุ มันอืดอาด ไปช้ามาช้า มันยิ่งกินเวลา ระวังอย่าให้มันผิด, ทางจิตใจมันไว มันไวเหมือนกับฟ้าแลบ มันก็กลับได้เร็ว ฉะนั้นเราถือโอกาสอันนี้ ใช้ความไวของมันให้เป็นประโยชน์ ถ้าระวังไม่ดี มันไว้ไปลงนรก คุมยากเหมือนกัน. เราจะให้

น.44 ๓๖ ใช้ความไวในทางที่จะรู้จักไม่ลงนรก หลีกเสียจากการลงนรก, ไวในทางที่จะมาอยู่กับความดี แล้วก็ก้าวหน้าในทางความดี, จิตใจมันก็เจริญไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งความดี สมกับที่ เรียกว่าเป็นมนุษย์. เอาละ ทีนี้ข้อสุดท้ายที่อยากจะพูด ก็คือว่า เมื่อ ชีวิตมีปกติธรรมชาติเป็นการค้าเพื่อกำไรอยู่ในตัวมันเองแล้ว เราผสมโรงกับมันให้ดี, คือรู้จักว่าอะไรเป็นเครื่องทำให้ขาดทุน อะไรเป็นเครื่องทำให้มีกำไร ก็คือธรรมะกับอธรรม. ขอให้ ศึกษาธรรมะ ธรรมะ พระธรรม หลักของพระธรรมฝ่ายที่ ถูกต้อง, อย่าเอาธรรมะฝ่ายที่เป็นอธรรม เป็นฝ่ายผิด อย่า ไปเอากับมัน, มาใช้แวดล้อมชีวิตปรุงแต่งชีวิต เป็นตัวชีวิต ไปเสียเลย, ประกอบไปด้วยธรรม มันจะเจริญ ทั้งทางกาย และทางใจ. คนเราถ้าดูให้ดี มันจะมีอยู่เป็น ๓ ชั้นนะ ชั้นร่างกาย นี้ชั้นหนึ่ง, แล้วก็ขั้นระบบประสาทระบบจิต mental นี้ขั้นหนึ่ง, และอีกระบบสูงสุดคือระบบสติปัญญา. ซึ่งเราจะเรียกกันว่า

น.45 ๓๗ ระบบวิญญาณโน้นอีกขั้นหนึ่ง ต้องถูกกันทั้ง ๓ ชั้น ต้องมีความ ถูกต้องทั้ง ๓ ขั้น. ถ้าระบบวัตถุมันไม่ถูก ร่างกายมันไม่ สบาย มันก็ปั่นป่วนที่รากฐาน จิตมันก็ปกติยาก. ต้องมี ปัจจัย ๔ สำหรับร่างกายนั้นถูกต้อง จะเป็นวัตถุสิ่งของ เป็นอะไรก็ตามมันถูกต้อง สิ่งแวดล้อมทุก ๆ อย่างมันถูกต้อง แม้เพื่อนฝูงมันก็ถูกต้อง นี้เป็นรากฐานชั้นแรก; คือว่า แม้เราจะมีจิตเป็นส่วนสำคัญ แต่ว่าจิตนี้มันต้องพึ่งพาอาศัย ร่างกายอยู่มาก, ฉะนั้นต้องมีร่างกายถูกต้องและปกติ จิตจึง จะทำงานของมันได้ดี ควบคุมร่างกายให้ถูกต้องด้วยศีล. ทีนี้ร่างกายของเรานี้ มันไม่ใช่ร่างกายเดียวในโลก. มันมีร่างกายของเพื่อนอีกมากมาย ฉะนั้นถ้าทำผิดกันใน ระหว่างเพื่อน ร่างกายต่อร่างกายเกิดการเบียดเบียนกันเสีย แล้ว, ร่างกายมันถูกต้องไม่ได้ จิตมันก็ไม่ถูกต้องจึงต้อง มีศีลธรรมสำหรับควบคุมสังคม. ระบบธรรมะระบบศีล ธรรมอันแรกก็คือ ควบคุมความผิดพลาดทางสังคมเสีย ก่อนเถิด ปัญหานี้เป็นปัญหาแรกที่เกิดขึ้นในโลก. เมื่อมี

น.46 ๓๘ มนุษย์ขึ้นมาในโลกอยู่กันอย่างมนุษย์มาเรื่อย ปัญหาอะไรจะ เกิดขึ้นก่อนลองคิดดู, ปัญหาแรกก็คือกระทบกระทั่งกัน กระ ทบกระทั่งกันด้วยอำนาจของกิเลส เช่น ฆ่าเขาบ้าง ขโมยเขา บ้าง ล่วงของรักเขาบ้างโกหกเขาบ้าง ฉะนั้น ระบบธรรมะที่เกี่ยวกับสังคมนี้ จึงต้อง เกิดขึ้นก่อนในโลก อย่างที่เราเรียกกันว่า ศีลห้า หรือ อะไรก็ตาม, นี้มันก็เพื่อช่วยให้สังคมนั้นปกติ แล้วร่างกาย ของเราก็จะพลอยปกติ. เราจะปกติอยู่คนเดียว แต่สังคมแวด ล้อมเรามันไม่ปกติ มันเต็มไปด้วยความรบกวน ร่างกายนี้ก็ ปกติไม่ได้, เมื่อร่างกายนี้ปกติไม่ได้ จิตมันก็ปกติไม่ได้ เพราะว่าร่างกายนี้ มันเป็นเครื่องรองรับจิต เหมือนออฟฟิศ หรือว่าที่ทำงานของจิต มันต้องเรียบร้อยก่อน. ฉะนั้นร่างกาย จะต้องเรียบร้อย ในกายนั้นเองก็มีความเรียบร้อย สิ่งแวดล้อม ร่างกายนั้น ก็ต้องถูกต้องและเรียบร้อย, วัตถุที่แวดล้อมหรือ บุคคลที่แวดล้อมต้องเรียบร้อย ไม่ทำความลำบากยุ่งยากให้แก่ ร่างกาย, ร่างกายนี้ก็พร้อมที่จะรับรองจิต รองรับจิต ให้จิต เป็นจิตที่ปกติได้โดยง่าย.

น.47 ๓๙ ฉะนั้นเมื่อร่างกาย โดยเฉพาะคือระบบประสาทนี้ มันปกติแล้ว, จิตมันก็จะเป็นปกติ, เราก็มีวิธีส่วนที่เกี่ยวกับจิต ทำให้จิตดี. จิตดีในที่นี้ก็คือว่ามีสุขภาพทางจิตดี มีจิตเข้มแข็ง มีจิตแน่นอน มีจิตปกติ มีจิตว่องไวในการคิดการนึกการทำ หน้าที่ของจิตอย่างนี้เรียกว่าจิตดี ยังไม่เกี่ยวกับสติปัญญา อย่า เพื่อเอาไปปนกันเสีย ที่ว่าจิตดี คือจิตมีคุณภาพ มีคุณสมบัติ มีสมรรถนะ ตามความมุ่งหมายของจิต ; คือมีหน้าที่รู้สึก อารมณ์ สัมผัสอารมณ์ รับอารมณ์ รู้จักสิ่งทั้งหลายที่มาถูก ต้องแวดล้อมดี, แล้วก็มีความรู้สึกที่ถูกต้อง ที่จะก่อให้เกิด ความคิดนึกที่ถูกต้องต่อไป, แล้วก็ไม่อ่อนแอ ฉะนั้นจึงไม่ ขี้ขลาดหวาดกลัวหรือไม่อะไร มันเป็นปกติดี ไม่ไวเกินไป ไม่ช้าเกินไป ไม่อ่อนเกินไป ไม่แข็งเกินไป. นี้เรียกว่าเป็น จิตที่มีสุขภาพดี เพราะมันมีระบบประสาทดี เพราะมันมีร่าง กายดีช่วยจัดให้มัน. นี้จิตมันดี มันก็เป็นรากฐานของวิญญาณ หรือสติปัญญา เราต้องมีจิตดี, "แล้วสติปัญญาที่เรียกว่า ทางวิญญาณมันก็จะดี, ถ้าจิตมันไม่ดี ไม่ปกติ มันไม่มีสุขภาพ แล้ว สติปัญญามันดีไม่ได้ มันดีไปไม่ได้ ฉะนั้นเรื่องของ จิตก็ต้องทำให้หมดปัญหา.

น.48 ๔๐ ควบคุมจิตให้ถูกต้องด้วยสมาธิ จิตที่ดี โดยหลักธรรมะวางลักษณะของจิตที่ดี คือ เป็นสมาธิ ; ว่ามันบริสุทธิ์จากกิเลสรบกวน, ว่ามันตั้งมั่น มั่นคงอยู่ในตัวมันเอง มีอะไรมาทำให้โยกโคลงได้ยาก มันมั่น คง, แล้วมันว่องไวในหน้าที่ ว่องไวในหน้าที่สำหรับจิต จิต มีหน้าที่ สำหรับคิดสำหรับนึก สำหรับรู้สึก สำหรับสร้าง สรรค์ สำหรับอะไรก็ตาม มันว่องไวในหน้าที่ของมัน ก็เรียก ว่าจิตว่องไวในหน้าที่. ปริสุทฺโธ - จิตบริสุทธิ์ ไม่โง่ ไม่ หลง ไม่มีกิเลส, สมาหิโต-จิตตั้งมั่น เข้มแข็ง, กมฺมนีโย- จิตว่องไวในหน้าที่ของจิต ครบ ๓ ประการนี้แล้ว เรียกว่าจิตดี. ทีนี้จิตดีนี้จะมีสมาธิ สมาธินี้แปลว่า ตั้งอยู่ดี ตั้งอยู่ อย่างดีอย่างถูกต้อง. ในบาลีมีพบคำนิยามของคำว่าสมาธิ คือจิตตั้งไว้ดี ว่าจิตที่มีเอกัคคตาในนิพพาน มีนิพพานเป็น เอกัคคตา, เอกัคคตาคือรวมยอดจุดเดียว - เอกัคคตา จิต มีนิพพานเป็นที่รวมยอดเป็นจุดเดียว นั่นเรียกว่าจิต เป็นสมาธิ. ก็เหมือนกับที่พูดเมื่อตะกี้นี้ ว่าธรรมชาติ แท้ ๆ นั้นต้องการจุดหมายปลายทางที่นิพพาน มันเหมือนกับ

น.49 ๔๑ ชะเง้อหานิพพานอยู่ตลอดเวลา. ฉะนั้นถ้าจิตได้อยู่ในลักษณะ ถูกต้องตามสภาพเดิม จิตนั้นจะชะเง้อหานิพพาน จึงเรียกว่า เอกัคคตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ คำนี้เพราะมากนะ ช่วยจำไว้ด้วย เอกัคคตาจิตที่มี นิพพานเป็นอารมณ์, ผู้ที่ชอบเขียนเขียนไว้ด้วย เอกัคคตาจิต มีนิพพานเป็นอารมณ์ คือลักษณะของจิตที่ถูกต้องที่สุด ตามธรรมชาติเป็นสมาธิจิต มันมุ่งนิพพานเป็นอารมณ์ ชะเง้อหานิพพาน, เป็นคำบัญญัติที่มีอยู่ในบาลี ไม่ใช่ว่าเอา เองนะ. เอกัคคตาจิตมีนิพพานเป็นอารมณ์ นี้ชื่อว่าสมาธินะ สมาธิ แปลว่าตั้งอยู่ดี, คำว่าดีนี้คือ ทั้งถูกต้อง ทั้งเข้มแข็ง ทั้งอะไรหมด คำว่าดี. ฉะนั้นเราจงมีจิตที่มุ่งต่อพระนิพพานเป็นอารมณ์ ให้ เข้ารูป เข้ารอยกับชีวิตโวหาระของธรรมชาติ ซึ่งมันเป็นอยู่เอง, อย่างที่อธิบายมาแล้วอย่างยืดยาว ว่าจิตตามธรรมชาตินั้น มันมุ่งหมายปลายทางสูงสุดทั้งนั้น, เรียกว่าโวหาระของชีวิตมัน เป็นอย่างนั้น จิตมันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วโดยธรรมชาติที่เราไม่ รู้สึกตัว. ทีนี้พอเรามารู้สึกตัวเข้า เราก็ช่วยมันซิ ช่วยสนับ

น.50 ๔๒ สนุนหลักการที่ว่า มีนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง แล้วจะ เร็วเข้า ๆ. เรื่องอย่างนี้ควรจะมีสอนในโรงเรียน สอนให้มนุษย์ เรารู้เรื่องที่จำเป็นที่สุดของมนุษย์, แต่น่าเสียดายที่ว่า ไม่มี โรงเรียนไหนมหาวิทยาลัยไหนในโลกสอนเรื่องอย่างนี้, ไปสอน เรื่องทำมาหากิน เรื่องรู้หนังสือ เรื่องวิธีเอาเปรียบคนอื่น ทั้งนั้นแหละ โลกนี้มันจึงไม่มีสันติภาพ. ถ้าว่ามนุษย์มีการศึกษาที่จัดไว้ดี รู้เรื่องธรรมชาติ อันลึกซึ้งของชีวิตดี, พวกเราก็จะเดินถูกทางมาตั้งแต่แรกเกิด จนโต จนถึงที่สุด ไปถึงจุดหมายปลายทางได้. ฉะนั้น การศึกษาในโลกนี้หมาหางด้วน วันนี้มาต่อหางหมากันเสียที, ขอให้ถือว่าการพูดนี้เป็นการต่อหางหมา คือการศึกษาที่มัน หางด้วน มันไม่สมบูรณ์ มันไม่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ได้. เอ้า วันนี้มาต่อหางหมากันตรงนี้ ว่าชีวิตโวหาระ เป็นกฎ ของธรรมชาติที่มีอยู่ ให้ชีวิตทั้งหลายมีลักษณะเหมือนกับการ ลงทุนค้าขาย เพื่อกำไรอันยิ่งขึ้นไป จนกว่าถึงจุดสุดท้าย ซึ่งไม่ต้องค้าขายอีกต่อไป.

น.51 ๔๓ นิพพานคือที่สุดของชีวิตโวหาร. คนโบราณในอินเดีย เขาเข้าใจเรื่องนี้ เขาพูดกันอยู่ เป็นคำธรรมดาสามัญ ว่าชีวิตโวหาระ, แต่ว่านั่นแหละ เมื่อ พระพุทธเจ้ายังไม่เกิด มันก็ชีวิตโวหาระอยู่แค่ฝ่ายวัตถุฝ่าย ร่างกาย คือว่ามีสติปัญญา มีความรู้ ทำมาหากิน ร่ำรวย สบาย ไม่ต้องทำอะไรแล้ว เป็นคนแก่ ไม่ต้องทำอะไรแล้ว เขาก็ถือว่า ชีวิตนี้ถึงที่สุดแล้ว. มีคน ๆ หนึ่งเขามาอวดพระพุทธเจ้า ว่าเขาเป็นผู้มี ชีวิตโวหารถึงที่สุดแล้ว เป็นสมุทเฉทแล้ว, พระพุทธเจ้า รู้นี่ว่า คนนี้ก็คนธรรมดา, ถามว่าเป็นอย่างไร ที่ว่าชีวิตของ ท่านถึงที่สุดแห่งโวหาร ? เขาก็บอกว่า ก็ดูซิไม่เห็นหรือ เดี๋ยวนี้เงิน ทอง ข้าว ของ วัว ควาย ไร่ นา ยกให้ลูกหมด แล้ว, เป็นคนตัวเปล่า เที่ยวตามสบาย ไม่ต้องทำอะไร เป็น คนแก่แล้ว เขาก็ถือว่าเขาจบความเป็นมนุษย์แล้ว คนนั้น. พระพุทธเจ้าว่ายัง ๆ ยังไม่ใช่, ท่านต้องลงทุนแสดงธรรม พูดจาให้เขาคิดเสียใหม่ตามแบบของพระพุทธเจ้าว่า มันต้อง ไปถึงโน้น ไปถึงเรื่องทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ. นั้นมันเป็น

น.52 ๔๔ เรื่องฝ่ายวัตถุฝ่ายร่างกาย มีเงินมีทอง มีวัวควายไร่นา มี อะไรหมด มีอะไรหมด, เกิดเป็นคนร่ำรวยที่สุด ไม่ต้องทำ อะไร นอนกินก็ได้ ยกสมบัติให้ลูกให้หลานหมดแล้ว วัน หนึ่ง ๆ ไม่ต้องทำอะไร ว่าถึงที่สุดของชีวิตโวหาร, นั้นมัน ถูกแต่ทางฝ่ายร่างกายผ่ายโลก พระพุทธเจ้าท่านไม่ต้องการ อย่างนั้น ท่านต้องการให้ทำไปให้มันถึงที่สุดทางฝ่าย จิตด้วย. นี่ระบบปฏิบัติธรรมะในพระพุทธศาสนา มันก็มี อย่างนี้, คือว่าจะ ต้องลงทุนในฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณกัน ต่อไปอีก. นับตั้งแต่ว่าเราลงทุนไม่ฆ่าสัตว์ ลงทุนอดออม ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต นี้ลงทุน แล้วก็เราได้ผลกำไรมา คือจิตใจ มันดี จิตใจมันเป็นสุภาพบุรุษมีเมตตากรุณา, เราลงทุนไม่ลัก ไม่ขโมย แล้วเราก็ได้ผลที่ตรงกันข้ามมา. ไม่ว่าอะไรที่เป็น การปฏิบัติธรรมะแล้ว ส่วนที่ทำไปมันเหมือนกับการลงทุน แล้วก็มีผลเกิดขึ้นมา เกิดขึ้นมา. เรารู้จักลงทุนเพื่อฆ่า กิเลส อดกลั้นอดทนอย่างยิ่งเพื่อทำลายล้างกิเลส นี้ เรียกว่าเป็นการลงทุน, แล้วเราก็ได้กำไร เป็นผลกำไร คือความไม่มีกิเลสมา. เดี๋ยวนี้เราก็ไม่มีกิเลส ไม่มีตัณหา

น.53 ๔๕ ไม่มีอุปาทาน ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ จิตก็หลุดพ้น หลุดพ้น สิ้นอาสวะ ไม่มีอุปาทาน คือเป็นพระอรหันต์ นั่นแหละ. เป็นพระอรหันต์ก็คือบรรลุนิพพาน คือ จุดหมายปลายทางของชีวิตตามที่ธรรมชาติต้องการ ว่า พระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง. นี้ช่วยจำไว้เป็นส่วนประกอบอีกส่วนหนึ่งว่า พ ระ นิพพานให้เปล่า ไม่ต้องซื้อด้วยสตางค์นะ, ความสุขที่ แท้จริงนั้นให้เปล่า ไม่ต้องซื้อด้วยสตางค์. ความสุขที่ เราเตรียมเงินเดือนไว้ซื้อนั้น ความสุขหลอกทั้งนั้น แล้วก็ ไม่ใช่ความสุขจริง, ถ้าความสุขจริงต้องไม่ใช้สตางค์ แต่มัน เป็นการกระทำลงทุนชนิดนี้. ลงทุนด้วยการทำจิตให้ก้าว หน้าไปตามทางของธรรมชาติ ที่มันต้องการจะลุถึงนิพพาน อยู่ในตัว. ฉะนั้น ขอให้ทุกคนนั้นเลือกบทพระธรรมหลาย ๆ อย่างหลาย ๆ สิบอย่างมาประจำตัว สำหรับจะส่งเสริมให้ กระแสแห่งชีวิตโวหารนี้ ให้มันถูกต้องเรื่อยไป ไม่มีถอยหลัง ไม่มีขาดทุน. ฉะนั้นธรรมะอะไรที่เคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว

น.54 ๔๖ ก็เลือกเอามาเถอะ จะเอามาเป็นที่พึ่งสักกี่ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๕ ข้อ, แล้วปฏิบัติให้จริง ให้มันมีธรรมะที่แน่นอน ที่เรา ปฏิบัติอยู่อย่างแน่นอน, อย่าให้มันเลือน ๆ จด ๆ จำ ๆ ไว้ใน สมุด แล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติอะไรกันเลย. ไปทบทวนดูใหม่ว่า เคยได้ยินได้ฟังว่าอย่างไรบ้าง เอามาประพฤติปฏิบัติ, เหมือน กับการลงทุนที่ ไม่ต้องใช้เงิน แล้วก็ผลออกมาเป็นกำไรที่ ไม่ใช่วัตถุ แต่เป็นความสูงแห่งจิตใจ, นี่จึงเรียกว่า invest- ment, investment โดยอัตโนมัติด้วย แล้วก็อยู่ในจิตใจของ มนุษย์ตามธรรมชาตินั้นเอง. ถ้าพูดธรรมดาสามัญกันหน่อย ก็ต้องพูดว่า ชีวิตนี้ เป็นการลงทุนค้าขายอยู่ในตัวมันเอง คนเขาก็จะหัวเราะจะ โห่เอาด้วย, แต่ความจริงต้องการจะพูดอย่างนั้น ว่าชีวิตนี้ เป็นการค้าขายอยู่ในตัวชีวิตเอง, มันรู้จักค้าขายของมันเอง เพื่อผลอันงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ถ้าเจ้าของมันโง่ มันก็ขัด ขวางเสีย มันก็ล้มละลายไป, ถ้าเจ้าของชีวิตนั้น ฉลาด มันก็ช่วยส่งเสริม มันก็ก้าวหน้าไปโดยเร็ว, นิพพานจึงเป็น ที่หวังได้ มรรค ผล นิพพานก็เป็นที่หวังได้ ด้วยเหตุนี้.

น.55 ๔๗ นี่คือสิ่งที่อยากจะให้ท่านทั้งหลายรู้จัก, แล้วก็ไม่ รู้จะทำอย่างไร เพราะว่าชื่อมันแปลก จะเปลี่ยนก็ไม่ได้ จะ ยิ่งฟังไม่เข้าใจ ต้องยืมชื่อเดิมในพระบาลีออกมา เรียกว่า โวหาระแห่งชีวิต. โวหาระแปลว่าการลงทุนด้วยของน้อย เพื่อผลกำไรอันมาก นี้เรียกว่าโวหาระหรือโวหาร เช่นการ ค้าขายเป็นต้น, ฉะนั้น investment นั่นแหละคือตัวโวหาร โดยตรงเลย ทำให้มันเกิดผลมาก. ฉะนั้นชีวิตเป็นการค้าขาย ลงทุนค้าขายอยู่ โดยชีวิต โดยอัตโนมัติ โดยธรรมชาติ โดยไม่ต้องเจตนาของใครก็ได้, นี้เราเรียกว่ากระแสแห่งวิวัฒนาการ evolution ของธรรมชาติ โดยไม่ต้องเป็นเจตนาของบุคคลนั้น หรือสัตว์ตัวนั้น หรือ ของอะไร. ถ้าเรารู้จักจะดีมากนะ ถ้าเรารู้จักสิ่งนี้จะดีมาก จะเป็นบุญเป็นกุศลมาก เป็นสิ่งที่ควรรู้จักอย่างยิ่ง, ฉะนั้น รู้จักเถิด แล้วจะได้ร่วมมือกับกระแสแห่งวิวัฒนาการ วิวัฒนา การนั้นก็จะไปเร็ว จะไปสู่จุดหมายปลายทางเร็ว, การหวังอยู่ ว่าจะได้บรรลุนิพพานในชีวิตปัจจุบันนี้ เป็นสิ่งที่หวัง ได้ สำหรับผู้ที่รู้จักชีวิตโวหาร.

น.56 ๔๘ หลักธรรมะที่ควรเลือกมาปฏิบัติ ๑. เป็นสุขในการทำงาน. วันนี้ก็บรรยายคำ ๆ เดียวว่า ชีวิตโวหาร, ทีนี้เมื่อ ตะกี้ว่าให้ทุกคนเลือกเอาเอง, อะไรที่มันจะเป็น หลักธรรมะ สำหรับหล่อเลี้ยงชีวิตโวหาร ให้ชีวิตโวหารงอกงามเจริญ เหมือนต้นไม้ได้ปุ๋ยดี ได้อาหารดี ได้แสงแดดดี งอกงาม ก็ธรรมะเช่นว่า เป็นสุขในการทำงาน. ถ้าใครชอบช่วยจด ช่วยจำไปให้แน่นอน อย่าลืม อย่าให้มันลืมเลือนได้ ให้มันมี ความสุขในการทำงาน, เหมือนลูกเด็กทารก ที่เมื่อเขาได้ทำ อะไรให้พ่อแม่แล้ว เขาดีใจเต้นแร้งเต้นกา, เขามีความสุข ในเมื่อได้ทำ เขาขอทำ หนูทำเอง หนูทำเอง พอทำแล้วก็ เต้นแร้งเต้นกา เป็นที่พอใจพ่อแม่ นี้เรียกว่ามีความสุขใน การงาน. ฉะนั้นเมื่อคุณทำการงานอะไรก็ตามใจ ขอให้รู้สึก เป็นสุขเหมือนทารกตัวน้อย ๆ นั้น, อย่าเกลียดการงาน เมื่อไรจะหมดเวลาการงาน จะไปสถานเริงรมย์ นั้นคิดดูเถอะ มันตรงกันข้าม. เมื่ออยู่กับการงานนี้เป็นสุขที่สุดเลย เป็น เ ใ

น.57 ๔๙ สุขที่สุด นับถือตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเอง ว่าได้อยู่กับธรรมะ, ธรรมะคือการทำหน้าที่ การทำการงานคือการปฏิบัติ ธรรม แล้วก็จะสนุกในการทำงาน, แม้ว่าการงานนั้น บาง เวลามันเป็นเรื่องล้างจาน ถูพื้น ล้างส้วมก็ตามเถอะ ก็ขอ ให้มันสุข เป็นสุขที่สุด. คงจะสั่นหัวไปหมดแล้ว ล้างส้วม เป็นสุข, แต่ไปลองทำดูใหม่ซิ ขอให้เปลี่ยนจิตใจเสียใหม่ซิ แล้วไปลองทำดูใหม่ แม้แต่ถูเรือน ล้างจาน ล้างส้วมนี้ก็จะ พอใจ จะรู้สึกพอใจ, ไม่ต้องไปฟังเพลง ไม่ต้องไปโดดเต้น อะไรที่ไหน พอใจเมื่อทำหน้าที่ของมนุษย์อยู่, แต่รู้จักมันดี ว่าเป็นการปฏิบัติธรรม ตรงตามเรื่องของชีวิตโวหาร แล้วก็ เป็นสุข, ก็จะเกิดนิสสัย เป็นนิสสัยใหม่ขึ้นมา เป็นสุขเมื่อ ทำงาน. ปีติเกิดจากธรรมะ เพราะรู้สึกว่าทำถูกต้อง, บีตินี้ ให้เกิดความสุข ถ้าไปกามารมณ์ มีปีติเกิดจากกามารมณ์ มันไม่ใช่ปีติ มันเป็นเรื่องความรู้สึกหลอก ๆ ไม่ใช่ปีติอัน แท้จริง มันเป็นปีติหลอก มันก็วินาศ. ปีติที่เกิดจากกาม มันทำลาย ให้เป็นทาสของกามจนวินาศไปในที่สุด, ถ้าปีติ เกิดจากธรรม ก็เป็นสุขจริง แท้จริง ธมฺมปีติ สุขํ เสติ.

น.58 ๕๐ ปีติคือความพอใจ ถ้าพอใจของธรรมะโดยธรรมะ มันก็เป็น ธรรมะปีติ ก็เป็นสุขจริง, ถ้าเป็นบีติของกิเลส กิเลสเป็นผู้ ปีติ นี้ไม่ใช่ธรรมะปีติ นี้มันก็หลอก มันก็หลอกไปลงนรก. ฉะนั้นขอให้เรารู้จักธรรมะปีติ, แม้เมื่อล้างส้วมอยู่ ล้างจานอยู่ ถูเรือนอยู่อะไรอยู่ก็ตามเถอะ แม้ว่าจะต้องถีบ สามล้อ จะต้องหากินแบบนั้น ก็ปีติตลอดเวลา มันก็จะ ส่งเสริมกระแสวิวัฒนาการของจิต. ที่รับประกันได้อย่างหนึ่ง ก็คือว่าจะไม่มีใครยากจนในโลกนี้, ถ้าเขารู้จักแสวงหาบีติ จากการงานแล้ว มันก็ทำการงานสนุกไปหมด แล้วก็ ไม่มีใครยากจน เพราะมันสนุกในการทำงานแล้วจะยากจน อย่างไร, คอมมูนิสต์มันก็ไม่มี คอมมูนิสต์มันเกิดไม่ได้ เพราะไม่มีใครยากจน นายทุนก็เกิดไม่ได้. ฉะนั้นขอให้ถือหลักธรรมะที่ว่า การงานคือการ ปฏิบัติธรรม ทำให้เกิดธรรมะปีติ เป็นสุขจนยกมือไหว้ตัวเอง ได้ นี้ข้อแรก, ขอให้เอาธรรมะนี้ไปเป็นข้อแรก สำหรับ ส่งเสริมกระแสแห่งชีวิตโวหาร.

น.59 ๕๑ ๒. รักผู้อื่น. ข้อที่ ๒ รักเพื่อนมนุษย์ รักเพื่อนมนุษย์นี้มัน เป็นการส่งเสริมความสงบแห่งสังคม, เมื่อตะกี้พูดว่า เรา จะสุขคนเดียวไม่ได้ มันอยู่ไม่ได้นะ เพื่อน ๆ ของเราต้อง ปกติสุขด้วย มันจึงจะอยู่ได้ ดังนั้นเราจึงจะต้องรักผู้อื่น. ฉะนั้นผู้ที่รู้เรื่องนี้ดี เขาจึงบัญญัติให้เรายึดถือเป็นหลักว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น แม้แต่ไก่ ไม่ใช่เฉพาะคน, สิ่งที่มีชีวิตทั้ง หลาย เราต้องถือเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเราทั้งหมด ทั้งสิ้น. รักผู้อื่นด้วยความรู้สึกอย่างนี้ แล้วเราก็จะมีจิตใจ ที่งอกงามไปตามธรรมชาติ เป็นธรรมะปีติอย่างหนึ่งด้วย เหมือนกันแหละ. คำพูดที่ฟังยากมีอยู่ว่า ให้ผู้อื่นกิน อิ่ม กว่าเรากินเอง. ถ้าใครไม่เคยได้ยินได้ฟัง ช่วยจดไปหน่อย เถอะ ให้ผู้อื่นกินนั้นอิ่มกว่าที่เรากินเอง, เรากินเองเดี๋ยว ก็ถ่ายอุจจาระก็เลิกกัน ถ้าเราให้ผู้อื่นกิน มันไปอิ่มอยู่ที่จิตใจ เป็นปี ๆ ที่เราได้เคยช่วยใคร ได้ให้อะไรใคร เรานึกถึงเมื่อไร

น.60 ๕๒ พอใจเมื่อนั้น, เรียกว่าเราอิ่มอยู่เป็นปี ๆ นี่เรียกว่า ให้ผู้อื่น กิน มันอิ่มกว่าเรากินเอง. เรามีของเล่น เช่นมีดอกไม้ที่งดงามดอกหนึ่ง เรา เอามาใช้เอง ดมเองทัดหูเอง เดี๋ยวมันก็ขว้างทิ้งมันเหี่ยว, แต่ถ้าเราให้เพื่อนไป มันไปฝั่งอยู่ในจิตใจของเพื่อนเป็นปี ๆ มันไม่รู้จักเหี่ยว ดอกไม้นั้นจะไม่รู้จักเหี่ยว มันไปฝั่งอยู่ใน จิตใจของเราของเพื่อน มันไม่รู้จักเหี่ยว. อย่างนี้เรียกว่า ไม่เฉพาะแต่ของกิน แม้แต่ของใช้ของอะไรก็ตาม ให้เพื่อน ไปเถอะ แล้วมันก็จะอยู่ อยู่ยืดยาว กินเองใช้เองเดี๋ยวก็หมด. นี่การที่รักผู้อื่น มันทำให้เกิดธรรมะปีติ ซึ่งหล่อเลี้ยง ชีวิตโวหาระ โวหารแห่งชีวิต. ถ้าเรารู้จักสังเกต เราจะรู้สึกว่า จิตที่คิดจะให้นั้น มันสูงกว่าจิตที่คิดจะเอา, จิตที่คิดจะให้อะไรแก่ผู้อื่นนั้น มันสูงกว่าจิตที่คิดจะเอา มันจึงเป็นชีวิตโวหารอย่างยิ่ง เมื่อเราให้, เมื่อเราเอา มันหล่อเลี้ยงกิเลส หล่อเลี้ยงความ เห็นแก่ตัว, เมื่อเราให้มันส่งเสริมความไม่เห็นแก่ตัวมันทำลาย ความเห็นแก่ตัว.

น.61 ๕๓ มองดูข้อนี้แล้วก็ปฏิบัติเถิด จะทำให้เห็นแก่ผู้อื่น คล้าย ๆ กับว่าผู้อื่นนั่นแหละ คือของเรา, มันคงจะไม่ใช่พูด อย่างเอาเปรียบ ถ้าจะพูดว่า เมื่อเรารักคนทั้งโลก คนทั้ง โลกก็เป็นของเราใช่ไหม ? ใครเห็นด้วยบ้าง เมื่อเรารักคน ทั้งโลกคนทั้งโลกก็เป็นของเราหรือเป็นตัวเราใช่ไหม ? ทำไม เราไม่คิดอย่างนั้น ถ้าเราคิดอย่างนั้น เราก็ยินดีที่จะให้ส่วน ที่ควรจะให้, เดี๋ยวนี้เราไม่ให้ ไม่ให้เลย ไม่ให้เลย สะสมไว้ เป็นของตัวจนท่วมหัวท่วมหู ก็ไม่คิดจะให้ใครเลย. ลอง คิดดูเถอะถ้าเราให้อะไรแก่ใครไป มันไม่ได้หายไปไหนนะ, นี่ทำบุญทำกุศลยิ่งให้มันยิ่งมี ยิ่งให้มันยิ่งมากนะ ถ้าเราทำ บุญออกไปนี้มันก็ยิ่งไปเป็นบุญ ซึ่งยังคงเป็นของเรา. ฉะนั้น เราให้แก่คนทั้งโลก คนทั้งโลกก็กลายเป็นของเรา เราไม่ได้ เสียหายอะไรไป, นี่จิตใจที่มันเจริญถูกต้องตามหลักการของ ธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้ ฉะนั้นท่านจึงสอนให้รักผู้อื่น. รักผู้อื่นนั่นแหละคือเศรษฐี ใครอยากจะเป็น เศรษฐี เป็นได้เดี๋ยวนี้เลยก็ว่าได้, ยังเป็นนักเรียนอยู่นี้ก็เป็น เศรษฐีได้ รู้จักให้แก่ผู้อื่น รู้จักทำงานด้วยความสนุก จนเกิด

น.62 ๕๔ ผลของงานขึ้นมา แล้วใช้กินแต่พอดี เหลือช่วยผู้อื่น นั้นคือ เศรษฐี. คำว่าเศรษฐีในภาษาธรรมไม่ใช่คนมีเงินล้าน เงิน ร้อยล้านพันล้าน ไม่ต้อง, เศรษฐีในภาษาโลกเป็นอย่างนั้น มีเงินมากมาย เศรษฐีในภาษาธรรมไม่ได้กำหนดว่ามีเท่าไร แต่เขาพยายามทำงานให้สนุก แล้วมันต้องได้แหละผล. เป็น นักเรียนอยู่นี่ไปทำงานอะไรก็ได้ที่มันควรทำ มันก็ต้องได้, ได้มาแล้วกินแต่พอดี มันต้องเหลือ, เมื่อเหลือแล้วก็ช่วยผู้อื่น แม้ว่ามันจะมีราคาเพียงสักบาทสองบาท มันก็มีค่าสูงในทาง ธรรมทางจิตใจ เรียกว่าเป็นเศรษฐีได้ เราเป็นเศรษฐีกัน ได้ทุกคน. เศรษฐีแปลว่าผู้มีความประเสริฐ เศรษฐะแปลว่า ประเสริฐ เศรษฐีแปลว่ามีความประเสริฐ แต่ไม่ใช่มีเงินร้อย ล้านพันล้าน. เขามีคุณธรรมอย่างนี้ คือเขาสนุกในการทำ งาน ฉะนั้นเขาจึงทำได้มากกว่าธรรมดา, ทีนี้เขาก็กินไม่หมด ก็เอาที่เหลือไปช่วยผู้อื่นในลักษณะที่ควรจะช่วย, ไม่ใช่ไป แจกนะ ไม่ใช่ซื้อขนมปังไปให้ปลาที่เขาดินกินนะ อย่างนั้น ไม่ใช่เรื่องนี้นะ คนละเรื่อง.

น.63 ๕๕ เราต้องช่วยในสิ่งที่มันควรจะช่วย เราจะเป็นประ- โยชน์แก่โลก ก็คือช่วยให้เขาสามารถช่วยตัวเอง, ข้อนี้ก็ต้องจำ ไว้ในใจด้วย ถ้าเราจะช่วยใครที่เป็นการช่วยโดยแท้จริง ต้อง ช่วยให้เขาสามารถช่วยตัวเองในที่สุด, นี้เรียกว่าการช่วยที่แท้ จริง ตามพระพุทธภาษิต ว่าให้ใคร่ครวญให้ดีที่สุดเสียก่อน แล้วจึงช่วย นี้ข้อสองว่า รักผู้อื่น ๓. บังคับจิตได้. ข้อที่ ๑ ว่า ทำงานสนุก แล้วก็ รักผู้อื่น แล้วก็ อีกข้อหนึ่ง ที่มันจะช่วยให้สำเร็จได้ ก็คือ บังคับจิตได้. อย่าชอบชุ่ย ๆ หวัด ๆ ตามนิสัยสันดานของตน, คนโดยมาก เขาถือกิเลสของตัวเป็นหลัก จะพูด จะทำ จะคิด ก็ทำชุ่ย ๆ หวัด ๆ ไม่ได้ใคร่ครวญอย่างแท้จริง, ฉะนั้นคนโง่จึงมีมาก ในโลกนี้ คือคนที่ไม่ได้ใคร่ครวญให้ดี ไม่บังคับจิต ไม่บังคับ อะไร ก็พูด ก็ทำ ก็คิดชุ่ย ๆไปอย่างนั้น ฉะนั้นเดี๋ยวนี้เราจะมีหลักที่สำคัญที่สุด คือว่าจะ ต้องบังคับจิตให้ได้, จะคิดจะพูดอะไร ก็ต้องรู้สึกตัวก่อน

น.64 ๕๖ ให้มันเป็นไปแต่ในทางที่ถูกต้อง, แล้วไม่ยอมให้มันเฉ ออกไปนอกทางแห่งความถูกต้อง. ฉะนั้นเราจงบังคับจิต ให้อยู่ในคลองของพระธรรม เช่นว่าในคลองของชีวิตโวหาร นี้ก็เรียกว่าคลองของพระธรรม, นี้เราบังคับจิตให้ได้ ก็จะอยู่ ในคลองของพระธรรม แล้วมันก็จะเจริญไปตามทางธรรมโดย แน่นอน มันจะถึงจุดหมายปลายทางได้ เพราะเราบังคับจิตได้ ถ้าเราบังคับจิตไม่ได้ เช่นว่าความโลภเกิดขึ้น บังคับจิตไม่ได้ มันก็มีนิสัยโลภเกิดขึ้น เพิ่มนิสัยโลภเข้าไว้, ถ้าเราโกรธ มันก็เพิ่มนิสัยโกรธเข้าไว้, เราโง่มันก็เพิ่มนิสัยโง่เข้าไว้ มาก เข้า ๆ ๆ แต่ถ้าเราบังคับจิตได้ เมื่อควรจะโลภ ไม่โลภ นี้มันไปลดความเคยชินที่จะโลภ ที่สะสมไว้นั้นให้ลดลงๆ ๆ. ทุกครั้งที่เราบังคับจิตได้ บังคับจิตเรื่องโลภได้ นิสัยโลภจะ ลด บังคับจิตไม่โกรธได้ ก็จะลดนิสัยโกรธ บังคับจิตไม่ ให้โง่ได้ มันก็จะลดนิสัยโง่ กิเลสมันก็ลดลงๆ เพราะ การบังคับจิตได้. นี่คือกระแสแห่งการก้าวหน้า แห่งชีวิต โวหาร ใกล้ต่อพระนิพพานเข้าไปทุกครั้ง ๆ ที่เราบังคับจิตได้. เอาละ ๓ ข้อพอแล้ว บางคนจะเบื่อแล้ว ๓ ข้อพอ พอกินพอใช้ พอที่จะเป็นเสบียงไปเลี้ยงชีวิตโวหาร ให้ไปสู่

น.65 ๕๗ พระนิพพาน. เป็นสุขเมื่อทำงานคือปฏิบัติธรรม แล้ว ก็รักผู้อื่น, รักผู้ใดผู้นั้นกลายมาเป็นของเรา ถ้าเรา ขี้เหนียว ถ้าเราอยากจะขี้เหนียว ให้รักผู้อื่นแล้วผู้อื่นจะกลาย มาเป็นของเรา ของเราจะมากขึ้น, แล้ว บังคับจิตให้อยู่ใน ร่องรอยของความถูกต้อง. ความรู้เรื่องชีวิตโวหารก็จะไม่ เป็นหมัน คือเราสามารถผสมโรงกับชีวิต ซึ่งเป็นการลงทุน ค้าอยู่ในตัวมันเองแล้ว มันก็จะมีผลกำไรเกิดขึ้นโดยแน่นอน. เรียกว่าชีวิตวันคืนล่วงไป ๆ ด้วยความมีประโยชน์ มีธรรมะที่ เจริญ เจริญด้วยธรรมะ, เรียกว่าเจริญงอกงามในทางแห่ง พระธรรม ซึ่งที่แท้ก็คือกฎของธรรมชาติ. สิ่งนี้สิ่งเดียวกันแหละ นักวิทยาศาสตร์เขาจะเรียกว่า กฎของธรรมชาติ พวกที่ถือศาสนาไม่มีพระเจ้า ก็เรียกว่า พระธรรม, พวกที่ถือศาสนาที่มีพระเจ้า ก็เรียกว่าพระเจ้า. แต่ถ้าเรียกว่าพระเจ้านั้น พวกนักวิทยาศาสตร์รับไม่ได้นะ เขาไม่ชอบเขาไม่เห็นด้วย เขาไม่เชื่อว่าจะมีพระเจ้าอย่างที่ว่า, ฉะนั้นศาสนาที่มีพระเจ้าจึงไม่สบใจพวกนักวิทยาศาสตร์, นี้ เราว่ามีพระธรรม เขาก็จะสงสัยว่าพระธรรมคืออะไร คือไม่

น.66 ๕๘ ใช่พระเจ้าก็แล้วกัน. ในที่สุดเขาว่า โอ้ กฎของพระธรรม กฎของธรรมชาตินี้ก็คือของวิทยาศาสตร์นั้นเอง, ฉะนั้นนัก วิทยาศาสตร์ทั้งหลายในโลก ก็จะไม่เกลียดธรรมะในฐานะที่ เป็นกฎของธรรมชาติ. ไปอ่านคำพูดของคนบางคน ที่เป็นนัก วิทยาศาสตร์ เช่น ไอน์สไตน์ เป็นต้น เขาเขียนถึงพระธรรม นี้น่าฟังมาก แสดงว่าเขายอมรับเต็มที่. เอาละ, ควรจะพอกันที วันนี้พูดเรื่อง ชีวิตที่ไม่ เสียชาติเกิด บางคนจะสะดุ้งเพราะกลัวว่าจะเสียชาติเกิด. เดี๋ยวนี้เราพูดถึงเรื่องชีวิตที่ไม่เสียชาติเกิด ฉะนั้นใคร ๆ ผู้ใด ไม่อยากจะเสียชาติเกิดแล้วขอให้เข้าใจเรื่องนี้ ขอให้สนใจ เรื่องนี้, เพราะว่าชีวิตมันเดินหน้าอยู่เรื่อย แล้วผสมโรงกัน ให้ดี ๆ ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง, เรียกว่าไม่เสียชาติ ที่ได้ เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา มีความสุขอยู่ ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ. ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ ให้พระคุณเจ้าสวด บทพระธรรม เพื่อส่งเสริมกำลังใจ มีกำลังใจในการที่จะ ปฏิบัติธรรมะสืบต่อไป.

น.67 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ๓. การงานคืออะไร? ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษา ไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๗. ปวารณา และธรรมะ ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุค ปัจจุบัน ๑ ๑๐. การบวชคืออะไร ? ๑ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้อง ศึกษาทั้งชนิดมีตัวตนและ ไม่มีตัวตน ๑ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๑๖. คุณพระไม่ตายและ เปิดมาทำไม? ๑ ๑๗. ความรักดี ๑ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ๑ ๑๙. ครูคือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๒๐. การทำวัตรตามแบบ โบราณ ๑ ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรม ที่คนธรรมดาควรทราบ ๑ ๒๒. โลกอื่น ๑ ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์ และ ความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๒๔. นิวรณ์ ๒ ๒๕. วันครู ๑ ๒๖. แผ่นดินทองต้องสร้างด้วย แผ่นดินธรรม ๑ ๒๗. เมื่อพอใจในหน้าที่ ที่กำลัง กระทำ ก็มีสวรรค์อยู่ ณ ที่นั้นเอง. เมื่อไม่รู้จักตัวเอง ก็ไม่รู้ว่าตนควรจะมีหน้าที่ อะไร ๑ ๒๘. ความเป็นพระอรหันต์ ๑ ๒๙. ธรรมะคุ้มครองโลก ๑ ๓๐. คุกของชีวิต กับ เสน่ห์ ของคุก ๑ ๓๑. กระแสแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่ ต้องรู้จัก ๑ ๓๒. สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักนั้น คือความทุกข์ ๑ ๓๓. การหมดความเห็นแก่ตัว คือหมดทุกข์ ๑ ๓๔. ชีวิต คือขันธ์ทั้งห้า มิใช่ตัวตน ๑ ๓๕. อตัมมยตากถา ๑ ๓๖. อตัมมยตาประยุกต์ ๑ ๓๗. อตัมมยตาใช้หย่าอะไร ได้บ้าง ๑ ๓๘. เด็กจะเป็นผู้สร้างโลก ในอนาคต ๑ ๓๙. คู่มืออานาปานสติภาวนา อย่างสมบูรณ์แบบ ๑ ๔๐. การใช้อานาปานสติให้เป็น ประโยชน์ในบ้านเรือน ๑ ๔๑. บทช่วยจำสำหรับเรื่อง อต้มมยตา ๑ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๔๒. อต้มมยตา กับ สันติภาพ ๑ ๔๓. พระรัตนตรัย ที่ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก ๑ ๔๔. การพัฒนาชีวิตโดยพระ- ไตรลักษณ์จัดเป็นอตัมมโย ๑ ๔๕. ปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา ๑ ๔๖. สหายธรรมของอตัมมยตา และ อตัมมยตากับปัญหา ของมนุษย์ยุคปรมาณู ๑ ๔๗. พระพุทธเจ้าที่ท่านยังไม่รู้จัก และ อุดมคติของความ เป็นแพทย์ ๑ ๔๘. การเห็นพระพุทธเจ้า พระองค์จริง และ พระพุทธเจ้ามีอยู่ใน ทุกหนทุกแห่ง ๑

น.68 (ชีวิตที่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรจะได้) - ชีวิตโวหาร คือการลงทุนของชีวิต เพื่อให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งจะ ต้องได้มาด้วยสติปัญญา. - ที่ดีที่สุด : ทางกาย คือรู้จักใช้ปัจจัย ๔ อย่างถูกต้อง ทางจิต คืออยู่เหนือปัญหา เหนือความทุกข์. - ต้องร่วมมือกับธรรมชาติ โดยการปฏิบัติธรรม เพื่อให้บรรลุจุด ประสงค์อันนี้, ควบคุมความถูกต้องของกายและจิตด้วยศีลและสมาธิ มีเอกัคคตาจิต คือจิตที่มุ่งพระนิพพานเป็นอารมณ์, นิพพานคือที่สุด ของชีวิตโวหาร. - เป็นสุขในการทำงาน รักผู้อื่น และบัง กับจิตได้ คือหลักธรรมที่ ควรเลือกมาประพฤติปฏิบัติ นี้ไม่เสียชาติเกิด.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต