Buddhadasa.org
หนังสือหลักเกณฑ์ที่จะช่วยโลกให้รอดอยู่ได้ › อ่านฉบับเต็ม

📖 หลักเกณฑ์ที่จะช่วยโลกให้รอดอยู่ได้

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หลักเกณฑ์ที่จะช่วยโลกให้รอดอยู่ได้

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 บัดนี้ อาตมาภาพจะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องส่งเสริมสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา–ความเชื่อ และวิริยะ–ความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท, ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ตามทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จ พระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย กว่าจะยุติลง ด้วยความสมควรแก่เวลา. ธรรมเทศนาในวันนี้ ก็เป็นที่ทราบกันได้อยู่เองแล้ว ทุกคนว่า เป็นธรรมเทศนาปรารภมาฆบูชา, คือวันที่เราชวน กันมากระทำการบูชา เนื่องด้วยพระอรหันต์ประชุมกันในวัน คล้ายวันนี้ คือวันเพ็ญเดือนมาฆะ เรียกกันว่าวันมาฆบูชา.

น.10 ๒ ขออย่าได้ฟังสักว่าเสียงมาฆบูชา ๆ, ขอให้ได้เข้าใจความหมาย ว่า เป็นวันของพระอรหันต์ ท่านประชุมกันในวันมาฆบูชา. ถ้าจะพูดอย่างธรรมดา ๆ ก็พูดว่า วันนี้เป็นวันพระอรหันต์ ของโลก. ระลึกถึงวันวิสาขบูชา ว่าเป็นวันพระพุทธเจ้า, ระลึกถึงวันอาสาฬหบูชา ว่าเป็นวันพระธรรม, ระลึกถึงวัน มาฆบูชา ว่าเป็นวันพระสงฆ์, โดยใจความมันเป็นอย่างนี้. ขอให้ทำความเข้าใจว่า มันเนื่องกัน ; วันวิสาข- บูชาเป็นวันพระพุทธเจ้า นั้นใจความสำคัญมันอยู่ที่ตรงไหน ท่านเคยสนใจจนถึงกับรู้สึกพอใจหรือไม่. วันวิสาขบูชาหรือ วันของพระพุทธเจ้านั้น เป็นวันชัยชนะ วันชนะ วันมีชัย ชนะของสัตว์โลก ต่อสิ่งที่เป็นศัตรูของโลก คือพญามาร, วันนั้นพระพุทธเจ้าตรัสรู้ วันนั้นชนะมาร ; วันนั้นคือวัน ชัยชนะของมนุษย์ ต่อสิ่งที่เรียกว่า ศัตรูของมนุษย์คือมาร. เราก็สรุปใจความสั้น ๆ ว่า วันวิสาขบูชาคือวันพระพุทธเจ้า เป็นวันชัยชนะของมนุษย์, พระพุทธเจ้า ในนามของ มนุษย์ทั้งหมด ทั้งจักรวาลก็แล้วกัน ได้ชนะมาร, วันนั้น เป็นวันแห่งชัยชนะ.

น.11 ๓ ต่อมาพระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงธรรม ประกาศพระ ธรรมจักร ในวันอาสาฬหบูชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นในหมู่ มนุษย์อย่างสมบูรณ์, วันพระธรรมนี้จึงเท่ากับวันแสง สว่างของมนุษย์, มนุษย์ออกมาจากความมืดสู่แสงสว่าง จะ เรียกง่ายๆ ว่า เป็นวันที่หายโง่ก็แล้วกัน. ก่อนนี้ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ ในการที่จะเอาชนะต่อความทุกข์, บัดนี้มี ความรู้พอที่จะเอาชนะความทุกข์ได้ เราจึงเรียกวันนี้ว่าเป็น วันแสงสว่างของโลก. ครั้นต่อมาถึงวันคล้ายวันนี้ คือวันมาฆบูชา บรรดา พระอรหันต์ทั้งหลายบังเอิญมาประชุมกัน โดยมิได้นัดหมาย มีจำนวนถึง ๑,๒๕๐ รูป, แล้วก็ประหลาดที่ว่าไม่ได้นัดหมาย แล้วก็ประหลาดที่ว่าเป็นพระอรหันต์ที่ได้รับการ อุปสมบทโดย ตรงจากพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ; ความน่าอัศจรรย์อยู่ที่ตรงนี้ แต่ความหมายสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า เป็นวันพระอรหันต์ เป็น วันที่ว่ายอดสุดของมนุษย์ หรือมนุษย์ยอดสุด มนุษย์ เต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ ตั้ง ๑,๒๕๐ รูป มาประชุม กัน, นี่เรียกวันพระอรหันต์ของโลก.

น.12 ๔ วันพระพุทธเป็นวันชนะ, วันพระธรรมเป็นวันแสง สว่าง, วันมาฆบูชาเป็นวันสะอาด ยอดมนุษย์มีความสะอาด บริสุทธิ์ถึงที่สุด. ทำในใจพร้อมกันไปทั้ง ๓ วัน อย่างนี้ ก็จะ พอใจจะเข้าใจ จะมีความยินดีปรีดาปราโมทย์ถึงที่สุด. ขอให้ลูกเด็ก ๆ ของเรารู้จักวันทั้ง ๓ วันนี้ให้ดีๆ ; เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ จะรู้จักแต่วันวาเลนไทน์เสียแล้ว วันบ้าบออะไร ก็ไม่รู้, วันเป็นทาสของกามารมณ์ก็ไม่รู้, เด็ก ๆ จะรู้จักวัน วาเลนไทน์ มากกว่าวันพระพุทธ วันพระธรรม วันพระสงฆ์. พ่อแม่ต้องรับผิดชอบ พ่อแม่ดูให้ดีเถิด, ขอให้จัดการกันเสีย ใหม่, ให้ลูกเด็ก ๆ ของเรารู้จักวันสำคัญของมนุษย์ ว่าเป็น วันที่มนุษย์ชนะมาร, ว่าเป็นวันมนุษย์มีแสงสว่าง, ว่าวัน มนุษย์มีความบริสุทธิ์สะอาด เป็นยอดสุดของมนุษย์ มา ประชุมกันมันมีความสำคัญกว่าวันใด ๆ. มาสนใจกันแต่ว่า เป็นวันกรรมกร, เป็นวันอนามัย, เป็นวันสิทธิมนุษยชน, เป็นวันอะไรก็ไม่มีความสำคัญเท่ากับว่า เป็นวันของพระพุทธ เป็นวันของ พระธรรม เป็นวันของ พระสงฆ์ นี่คือความ สำคัญของวัน.

น.13 ๕ เดี๋ยวนี้มาที่นี่กันด้วยความลำบาก ขึ้นมาบนภูเขาด้วย ความลำบาก, แล้วยังจะต้องเดินเวียนประทักษิณด้วยเท้าเปล่า ที่มีแผ่นดินขรุขระ, ก็มีเจ็บปวดมีลำบาก ความลำบากทุก ๆ อย่างที่มันจะเกิดขึ้นเท่าไรก็ช่างมันเถอะ, เพราะว่า ความ ลำบากนั้น เป็นเครื่องสักการะบูชาสูงสุด ยิ่งกว่าเครื่อง สักการะบูชาใด ๆ เรียกว่าปฏิบัติบูชา, เรียกว่าความเสีย สละซึ่ง เป็นเครื่องบูชา, บูชาด้วยการเสียสละ, พระพุทธเจ้า ท่านตรัสสรรเสริญปฏิบัติบูชา ในวันปรินิพพานนั้นปรากฏว่า มีบูชาใหญ่หลวงของ พวกเทวดา ทำให้ดอกไม้ทิพย์หล่นลงมาจากสวรรค์เต็มไป หมดทุกหนทุกแห่ง, นี่มันอย่างมโหฬาร ; แต่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า ไม่, ไม่มีความหมาย การปฏิบัติบูชา, การประ- พฤติกระทำตามคำสอนของตถาคต นั้น เป็นการบูชาที่สูงสุด. เราอาศัยหลักนี้เป็นเครื่องกำหนด, ขอให้เราได้ทำการ ปฏิบัติบูชา ได้เสียสละ เมื่อมีการเสียสละมันก็เท่ากับ เป็นการลดกิเลส, ลดความเห็นแก่ตัว เมื่อลดกิเลส มันใกล้นิพพาน, ถ้ามันสนุกสนานครึกครื้น ไปด้วยความ สวยงาม เอร็ดอร่อย มันก็ยิ่งไกลพระนิพพาน ; เพราะ

น.14 ๖ ฉะนั้น ปฏิบัติบูชาจึงมีความหมายมากกว่าอามิสบูชา. ขอให้ ทำในใจเหมือนกับว่า มันเป็นวันเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้วครั้ง กระโน้น พระอรหันต์มาประชุมกัน เราก็มาลอบแอบดู เพื่อ จะมีความพอใจหรือบูชา ให้มีจิตใจน้อมไปตามร่องรอยของ พระอรหันต์. ท่านทั้งหลายจงทำในใจอย่างนี้เถิด การมาบำเพ็ญ มาฆบูชาก็จะมีความหมาย, แล้วก็จะมีความหมายยิ่ง ๆ ขึ้นไป สำหรับในปีข้างหน้า เพราะว่าจะต้องทำให้ดียิ่งขึ้นไป ให้สูง ขึ้นไป, ให้ลึกซึ้งขึ้นไปทุกปี ๆ. เดี๋ยวนี้ทำได้เท่านี้ ปีหลัง ๆ เราจะทำให้ดีกว่านี้ ให้ลึกซึ้งกว่านี้, ด้วยศรัทธา ด้วยเสียสละ ด้วยวิริยะ ด้วยอะไรต่าง ๆ ที่มากกว่านี้, กิเลสของเราก็จะน้อย ลงจะลดลง, นั่นแหละคือการตามรอยพระอรหันต์โดยแท้จริง. เดี๋ยวนี้เป็นวันมาฆบูชา เป็นวันที่พระพุทธองค์ทรง แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ตามหัวข้อที่ยกขึ้นไว้เบื้องต้นแล้วว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ – การไม่ทำบาปทั้งปวง, กุสลสฺสูปสมฺปทา – การทำกุศลให้ถึงพร้อม, สจิตฺตปริโยทปนํ – การทำจิตของ ตนให้ขาวรอบ, แปลตามตัวหนังสือว่า ขาวรอบ คือ บริสุทธิ์

น.15 ๗ โดยรอบ บริสุทธิ์อย่างครบถ้วน. คนไม่เห็นความสำคัญของ หลักเกณฑ์อันนี้ไม่ค่อยให้ความสนใจ, ที่จริงมันเป็นกฎ เกณฑ์ หรือเป็นหลักเกณฑ์ หรือเป็นความจริงที่จะ ช่วยโลก จะช่วยโลกให้รอดอยู่ได้ โลกจะรอดอยู่ ได้เพราะอาศัยหลักเกณฑ์ ๓ อย่างนี้ คือ ไม่ทำความชั่ว แล้วก็ทำความดี, แล้วก็ชนะความดี อยู่เหนือความดี อีกทีหนึ่ง เป็นนิพพาน. มันฟังยาก, จะทำความดีไปทำไม ทำความดีเพื่อ โยนทิ้ง จะทำความดีไปทำไม. มันเป็นการจำเป็นที่ต้องเดิน ไปทางนั้น มัน ต้องมีความดี ต้องรู้จักความดี แล้วมันไม่ บ้าดี หลงดี เมาดี, ไม่อวดดี แล้วมันจึงจะหยุดดี จึงจะถึง นิพพาน. มันไม่มีทางผ่านทางอื่น มีทางผ่านว่า ละชั่ว แล้ว ทำดี, แล้วก็อยู่เหนืออิทธิพลของความดีเป็นนิพพาน คือ ว่างจากความชั่วและว่างจากความดี มีการเว้นบาป นี่คือปิด นรก, แล้วก็ทำบุญ นี่คือเปิดสวรรค์, แล้วก็เหนือบุญ ๆ ๆ ไม่บ้าบุญ ไม่เมาบุญ ไม่อยู่ในปลักของบุญ นี่เป็นอันสุดท้าย อิสระจากบุญ จากบาป อันนี้สำคัญมาก. เรื่องสอนว่าอย่าทำบาปทำบุญนี้ เขาสอนกันอยู่ก่อน พุทธกาล นี้ก็จมกันอยู่ที่นั่นติดกันอยู่ที่นั่น, ติดกันอยู่ที่นั่น,

น.16 ๘ ติดสวรรค์ สวรรค์กามาวจร คือสวรรค์กามารมณ์บ้าง สวรรค์รูป คือไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ เป็น พวกพรหมมีรูป พรหมไม่มีรูป สวรรค์ชั้นพรหมนี้บ้าง, นั่นแหละติดตังกันอยู่ที่นั่น. ยอดสุด ของสวรรค์ชั้นอรูปพรหมก็คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ที่สอนโดยครูคนสุดท้าย ที่สอนพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าได้ ศึกษากับครูคนสุดท้าย คือ อุทกดาบส รามบุตร สอนได้ เพียงเนวสัญญานาสัญญายตนะ. พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ได้เองว่า โอ้ นี้ไม่ใช่ที่สุด นี้ไม่ใช่ที่สุด อาจารย์บอกว่านี้ที่สุด, พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ใช่ ขอลา, ขอลาไปแสวงหาของ พระองค์เองจนพบนิโรธหรือนิพพาน เหนือสวรรค์. กามนี้ก็เป็นภพ, รูปพรหมก็เป็นภพ, อรูป พรหมก็เป็นภพ เป็นภพคือการเป็นอยู่ด้วยความยึดถือว่ามี ตัวตน ยึดถือว่ามีตัวตนมันก็เป็นภพ. ภพทั้งหลายไม่ไหว เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ จึงต้องเหนือภพ, ฉะนั้น จึงได้เกิดมี พระพุทธองค์ ทรงสอนเรื่องเหนือภพ เป็นนิโรธ เป็น นิพพาน นั่นเรียกว่ายอดสุดของคำสอน ซึ่งไม่มีใครสอน ให้ดีไปกว่านี้ได้อีก, ไม่มีใครสอนให้เหนือกว่านี้ได้อีก, หลุด พ้นเป็นนิพพาน.

น.17 ๙ เอ้า, มาจัดลำดับกันดูใหม่ให้ดีซิว่า เลิกบาปเสีย แล้วก็มีบุญเข้ามา, แล้วก็เหนือบุญเสีย ก็เป็นนิพพาน. แต่ว่าชาวโลกของเราเป็นอย่างไร, เขากำลังบ้าบาป อย่ามา พูดถึงบุญเลย, ยังบ้าบาป หลงบาป เมาบาปกันอยู่เสียเป็น ส่วนมาก ; แม้บางคนจะละบาปมาทำบุญบ้าง ก็เป็นบุญที่ หลอกที่ล่อให้เมาความสุขของบุญ ที่เกิดจากบุญ เป็นเรื่อง สวรรค์ จึงไม่ดับทุกข์ จะต้องเหนือบุญนั้นอีกทีหนึ่ง. บาปเหมือนกับลบ บุญเหมือนกับบวก แล้ว เมื่อเหนือลบเหนือบวก จึงจะเป็นนิพพาน. ถ้ายังมี บุญมีบาปเดี๋ยวก็หัวเราะเดี๋ยวก็ร้องไห้, เดี๋ยวก็ดีใจเดี๋ยวก็เสียใจ, เดี๋ยวก็รู้สึกว่ากูได้มากูเสียไป, กูแพ้กูชนะ, กูได้เปรียบกูเสีย เปรียบ อย่างที่มนุษย์กำลังรู้สึกอยู่ในเวลานี้, นั้นมันไม่ดับทุกข์ มันจมอยู่ในกองทุกข์. มันต้องเหนือนั่น ไม่ต้องหัวเราะไม่ ต้องร้องไห้, ไม่ต้องดีใจไม่ต้องเสียใจ, ไม่ต้องรู้สึกว่า กูได้กูเสีย กูแพ้กูชนะ ; นี่เรียกว่า พระอรหันต์อยู่เหนือความทุกข์ ทั้งปวง เหนือปัญหาทั้งปวง. ทั้งสุขทั้งทุกข์ ทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งบุญทั้งบาปมันเป็นปัญหา, ฉะนั้นจึงต้องขึ้นไปเหนือปัญหา เรียกว่าหมดปัญหา คือหมดทุกข์ทั้งปวง.

น.18 ๑๐ คำสอนที่ว่า อย่าทำบาปให้ทำบุญนี้มีอยู่ก่อนพระ พุทธเจ้า ไม่ต้องสงสัย, คำสอนใด ๆ ที่มีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า เขาเรียกว่าคำสอนเก่าแก่ เรียกเป็นบาลีว่า สนนฺตนธมฺ สนันตน- ธรรม คำสอนที่สืบต่อกันมา ยังไม่รู้แต่ครั้งไหน พระพุทธเจ้า ก็ตรัสเรื่องนี้ ว่าเป็นสนันตนธรรมอยู่บ่อยๆ เช่นว่าอย่าผูก เวร นหิ เวรานิ อย่าจองเวร เอส ธมฺโม สนนฺตโน นี้เป็น สนันตนธรรม. สนันตนธรรมนี้ต้องมีมาก แม้แต่ศีลห้านี้ก็ เหมือนกัน เป็นธรรมเก่าแก่ต้องรับมา, เรื่องกุศลกรรมบท ๑๐ ก็เป็นสนันตนธรรม คำสอนที่เพียงแต่ให้ละชั่วทำดีนี้ก็เป็นสนันตนธรรม, พระพุทธเจ้ามาต่อยอดสูงขึ้นไป ว่าเหนือชั่วเหนือดี นี้คำสอน ของพระพุทธเจ้าพระองค์จริง. เราจงรู้จักคำสอนในขั้นที่ เป็นพุทธศาสนา ว่าจะดับทุกข์ทั้งปวงได้อย่างไร มี โวหารที่จะพูดได้ว่า พระพุทธเจ้าไปสวมยอดต่อให้สนันตน- ธรรม, หรือว่าได้ทำความสมบูรณ์ให้แก่สนันตนธรรม แต่ถ้าท่านทั้งหลายเชื่อว่า ได้เคยมีพระพุทธเจ้าเป็น อันมากมาแล้วแต่กาลก่อน, แต่ในกาลก่อน พระพุทธเจ้าทุก

น.19 ๑๑ พระองค์ก็สอนอย่างนี้ ไม่ทำบาป ทำกุศล แล้วก็ทำจิตให้ ขาวรอบ ถ้าอย่างนี้พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ก็เป็นผู้ฉายซ้ำ ฉาย หนังซ้ำของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ก็ตามใจ ไม่ใช่ปัญหา สำคัญ. ปัญหาสำคัญอยู่ที่มันจะดับทุกข์ได้หรือไม่ เดี๋ยวนี้ คนไม่รู้แม้แต่เรื่องว่าอย่าทำบาปก็ไม่รู้, ไม่รู้จักว่าบาปนี้ อันตรายเท่าใด, แล้วคำว่าบุญก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าได้สนุกสนาน, แล้วได้กามารมณ์ ก็เรียกว่า บุญ ๆ, มันก็ไม่ถูกดอก เรียกว่า มันลบกระดานหมดทิ้งไปแล้ว ตั้งต้นกันใหม่, ไม่ทำบาป แล้วก็ทำบุญ. ปัญหามันมีอยู่ว่า เราจะนำหลักการของพระพุทธ เจ้านี้มาใช้ในโลกปัจจุบันนี้ได้อย่างไร ? โลกในปัจจุบันนี้ เต็มไปด้วยบาป ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง, แล้วโลกทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็ บ้าบุญ ๆ. มันก็ต้องแก้ไขด้วยหลักการนี้ หลักการแห่งโอวาท- ปาฏิโมกข์นี้ ว่าจะทำให้จิตมันเหนือบาปและเหนือบุญ, ให้ เหนือบวกและเหนือลบ ไม่หลงบวก ไม่หลงลบ. เพราะว่า ถ้าหลงบวกมันก็เกิดกิเลส, ถ้าหลงลบมันก็เกิดกิเลส. ฟังให้ดี ถ้าเกิดชอบใจขึ้นมา มันก็เกิดกิเลสบวก, ชอบใจเป็นบวก มัน ก็เกิดกิเลสบวก คือความโลภ ราคะ–ความกำหนัด อภิชฌา

น.20 ๑๒ –ความที่จะยึดครองให้มาก ๆ. แต่ ถ้ามันเกิดลบ มัน ก็เกิด กิเลสลบ ก็ คือโทสะ–ประทุษร้าย โกธะ–มีความโกรธ แล้ว มันจะฆ่าให้ตาย. กิเลสบวกมันจะเอาไว้, กิเลสลบมันจะฆ่า ให้ตาย. เดี๋ยวนี้เราก็มีแต่กิเลสบวก สะสม ๆ ๆ จนไม่รู้จะสะสม กันอย่างไร, มันเกินไปหมดแล้วในบ้านในเรือน, แล้วก็มี กิเลสลบ ก็จะฆ่าฟันกันไม่มีที่สิ้นสุด. ลองสำรวจดูว่าทุก วันๆ ไม่เคยขาด โลกนี้มีที่ที่มันประหัตประหารกัน ต่อสู้แย่ง ชิงแข่งขันเอาเปรียบกัน ไม่เว้นแต่ละวันในโลกนี้ ; เพราะ- ฉะนั้นกล่าวได้ว่า กิเลสบวก และกิเลสลบมันกำลังครอง โลกอยู่ทีเดียว, ถ้าเมื่อไรเห็นว่าไม่ไหวป่วยการ เลิกบวก เลิกลบนั่นแหละมันจะสู่สันติภาพ. ถ้าคนยังโง่ยังหลงอยู่ ในบวกในลบแล้ว อย่าไปหวังสันติภาพ อย่าร้องตระโกนให้ ป่วยการตะโกนจนตายสันติภาพก็ไม่มี. เมื่อคนยังไปหลงใน มูลเหตุของกิเลส คือบวกและลบ, ขอให้ระวังกันเถอะว่า โลกมันกำลังจะวินาศ เพราะว่ามีความหลงในบวกในลบ โลกยิ่งเจริญด้วยวัตถุ ยิ่งเจริญทางวัตถุขนาดหนัก, แล้วก็เป็นอันว่า ความหลงบวกก็ถึงขนาดสูงสุด แล้วมัน

น.21 ๑๓ จะเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ความอิจฉาริษยา ความเบียด เบียน. เจริญทางวัตถุด้วยเครื่องจักร ด้วยอุตสาหกรรม มันก็เกิดกิเลสชนิดอุตสาหกรรมเหมือนกัน กิเลสมันก็รู้ จักเป็นอุตสาหกรรมเหมือนกัน, มันเกิดขึ้นกันอย่างใหญ่หลวง อย่างรุนแรง อย่างมากมาย, แล้วกิเลสอุตสาหกรรมมัน ก็จะทำลายโลก. ฉะนั้น ระวังให้ดี ๆ ที่ว่าเจริญ เจริญทางวัตถุ เจริญ ด้วยอุตสาหกรรมนั้น อันนั้นแหละ จะทำลายโลก. หนทาง รอดมีอยู่ข้อเดียว คือเอาธรรมะมาไว้ให้มากพอ ชดเชย กันให้มากพอ, อุตสาหกรรมก้าวหน้าเท่าไร ก็จงเอาธรรมะ มาป้องกันไว้ให้พอ ชดเชยไว้ให้พอ ความเจริญทางวัตถุ นั้นจะไม่ทำลายโลก. มิฉะนั้นแล้วความเจริญทางวัตถุ นั่นแหละมันจะทำลายโลก, เพราะว่าความเจริญทางวัตถุ มัน ทำให้เห็นแก่ตัว ; บวกก็เห็นแก่ตัว, ลบก็เห็นแก่ตัว, มัน จึงเกิดความทุกข์ไปเสียทั้งสองฝ่าย. ความจะยึดเอาจะยึดครอง นี้ก็มีปัญหา, ความที่จะทำลายล้างแย่งชิงต่อสู้กันมันก็มีปัญหา ; เมื่อไรหยุดหลงในความเป็นบวกในความเป็นลบ เมื่อนั้นจะ หมดปัญหา.

น.22 ๑๔ ถ้าท่านทั้งหลายมีความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท ท่านก็ จะเห็นว่า ทั้งบวกและทั้งลบมันเป็นเพียง ปฏิจจสมุปบาท เสมอกัน, ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทมีบวกมีลบโดยเสมอ กัน เมื่อนั้นจะหยุดหลงบวกและหลงลบ. แต่มันก็เป็นเรื่อง เข้าใจยาก ที่จะเข้าใจปฏิจจสมุปบาท : อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันอย่างนี้เกิดผลอย่างนี้, อาศัยกัน อย่างนี้ดับลงไป อาศัยกันอย่างนี้มันเกิดขึ้น, มันไม่ใช่เป็น บวกเป็นลบตามธรรมชาติ, มันเป็นความโง่ของมนุษย์ ไปจัดให้มันเป็นบวกจัดให้มันเป็นลบ, สิ่งใดที่พอใจก็จัดเป็น บวก, ไม่พอใจก็จัดเป็นลบ. แต่มันก็ยังไม่เหมือนกันทุกคน บางคนไม่ยอมรับ ที่เป็นบวกของคนหนึ่งไม่เป็นบวกของคนอื่นก็ได้ คือเห็นไม่ ตรงกัน เพราะฉะนั้นมันจึงจะทำอะไรอย่างตรงกันข้าม, คน หนึ่งว่าดีคนหนึ่งว่าไม่ดีในเรื่องเดียวกัน อย่างนี้มันก็ยังมี เพราะว่า ว่าดีว่าชั่วนั้น มันบัญญัติตามความพอใจของมนุษย์. อันธพาลหรือโจรมันก็ว่าดีไปตามแบบนั้น, สุภาพบุรุษ สัต- บุรุษ ก็ดีไปตามแบบนี้ แล้วมันก็ยังขัดขวางกันอยู่อย่างนี้ ความขัดแย้งก็ยังมีอยู่ตลอดไป.

น.23 ๑๕ ดีชั่วนี้มันยังเป็นปัญหายื้อแย่งกันอยู่ ระหว่าง คนพาลกับ สุภาพบุรุษ ; ถ้าเอาหลักธรรมะเป็นหลัก ก็พูดว่า สิ่งใดไม่ทำอันตรายใคร มีแต่ได้รับประโยชน์ ด้วยกันทุกฝ่าย สิ่งนั้นดีสิ่งนั้นถูก, ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ แล้ว ก็เรียกว่าผิด. ถ้าถือหลักอย่างนี้ ก็ได้, มันก็ยุติ กันได้ ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กันทุกฝ่าย, ไม่ทำบาป แล้วก็ทำบุญ แล้วก็เห็นแก่ความถูกต้อง เห็นแก่ผู้อื่น ไม่ เห็นแก่ตัว. พอมีความเห็นแก่ตัว มันก็ตรงกันข้าม มันหมุนไป คนละทิศคนละทาง, เห็นแก่ตัวก็เป็นทาสของกิเลส รักสิ่งไรก็ เป็นทาสของสิ่งนั้น, โกรธสิ่งไร ก็เป็นทาสของสิ่งนั้น. คง จะฟังไม่ถูกกระมัง รักสิ่งไรก็เป็นทาสของสิ่งนั้น ฟังง่ายมอง เห็นกันอยู่, แต่ว่าโกรธสิ่งไรก็เป็นทาสของสิ่งนั้น หมายความ ว่า ถ้าไปโกรธสิ่งไรมันก็ต้องไปทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ตาม อำนาจของความโกรธ, มันจะต้องไปเกลียดเขา ไปอิจฉาริษยา เขา ไปฆ่าเขา ทนอยู่ไม่ได้ต้องทำไปตามความโกรธ, อย่างนี้ ก็เรียกว่าเป็นทาสของความโกรธ แล้วมันก็ไม่สนุกอะไร. ฉะนั้นอย่าเป็นบวก เป็นบวกก็เป็นทาสบวก, อย่าเป็นลบ

น.24 ๑๖ เพราะว่าถ้าเป็นลบก็เป็นทาสลบ, ให้เห็นว่าบวกหรือลบนี้เป็น ของหลอกไม่ใช่ความสงบโดยเสมอกัน อย่าบวกอย่าลบนั่น แหละสงบและเป็นสันติภาพ. การเป็นบวกการเป็นลบนี้ มันอยู่ที่จิตใจของ คน มันไม่ได้อยู่ที่ความจริงของธรรมชาติ, ความจริงของ ธรรมชาติ ไม่เป็นบวกไม่เป็นลบ, ไม่ควรดีใจ ไม่ควร เสียใจ, ไม่ควรหลงรักไม่ควรหลงโกรธ ไม่ควรอะไรหมด ; แต่มนุษย์มันโง่ ก็ไปหลงรักหลงโกรธ, หลงพอใจหลงไม่พอ ใจ ตามความรู้สึกของตน ๆ, นี่เรียกว่าเป็นทาสของสิ่งทุกสิ่งที่ เข้ามาเกี่ยวข้อง มาอย่างบวกก็เป็นทาสบวก, มาอย่างลบก็เป็น ทาสลบ, โลกนี้จึงไม่มีสันติภาพ. แล้วทั้งโลกกำลังระดมกันเป็นทาสบวก ทุกคนชอบ บวก ถามดูเถอะ positive positive บูชากันนัก, เป็นของ บวก เป็นของพอใจ เป็นของถูกใจ แล้วมันก็แย่งบวกกัน, แล้วก็ได้ฆ่าฟันกัน เพราะความหลงบวก. หลงบวกเท่าไร ความเป็นลบก็เข้ามาเท่านั้น เพราะมันเห็นแก่ตัว แล้วมันก็ทำลายกัน ทำลายล้างกัน, ความเป็นบวกเท่าไร

น.25 ๑๗ ความเป็นลบก็จะตามมาเท่านั้น ฉะนั้น อย่าไปหลงบวกอย่าไป หลงลบ. ข้อนี้อยากจะพูดสักหน่อยว่า มนุษย์เคยเจริญ เคย รู้จนถึงกับไม่หลงบวกไม่หลงลบกันมาแล้ว แต่โบราณ ดึกดำบรรพ์, แล้วมัน เพิ่งโง่เพิ่งบ้ามาหลงบวก มาหลงลบ กันทีหลัง. ศาสนาของยิว ก่อนคริสต์ ยังไม่เป็นคริสต์ เป็น ยิวมาก่อนหน้านั้น, คำสอนในคัมภีร์ไบเบิลของพวกยิว ที่เป็น คำสอนตอนต้น ๆ ของพวกคริสต์, พระเจ้าก็สั่งคนที่สร้างขึ้น มาว่า อย่าไปกินผลไม้ที่ทำให้รู้ดีรู้ชั่ว คือบวกลบ อย่าไปกิน ผลไม้ที่ทำให้รู้บวกรู้ลบ, มันจะบ้าบวกบ้าลบ แล้วมันจะฆ่า กัน. มนุษย์ที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาแท้ ๆยังไม่เชื่อ ยังไปกินผลไม้ ต้นนั้นที่ห้าม, มันก็มีความรู้สึกอย่างบวกและอย่างลบ มันก็ มีปัญหา. เรื่องในคัมภีร์นั้นเขียนต่อมา ๆ ว่า ลูกหลานของ คนนั้น ลูกหลานของคนที่ดื้อกินผลไม้รู้ดีรู้ชั่ว, พอมีลูกหลาน มา พี่ชายก็หลอกน้องชายไปฆ่าเสียในป่า เพราะว่าพ่อรักน้อง ชายไม่รักตัวพี่ชาย พี่ชายก็หลอกน้องชายไปฆ่าเสียในป่า. เห็นไหม มันหลงบวกหลงลบ พี่ชายหลอกน้องชายไปฆ่าเสีย

น.26 ๑๘ ในป่า เพราะว่าพ่อไม่รัก ; ถ้าอย่าไปหลงดีหลงชั่ว หลงบวก หลงลบ ก็ไม่ต้องทำอย่างนั้น, นี่มันเป็นประจักษ์พยานอย่าง นั้น. คัมภีร์ไบเบิลของพวกยิวเห็นจะตั้งหลายพันปี ส่วนเรื่อง ไม่ให้หลงดีหลงชั่ว good and evil คือบวกและลบ นี้คนก็ ไม่ถือ. ต่อมาพระเยซูไม่เน้นเรื่องนี้ มาเน้นเรื่องรักผู้อื่น รักผู้อื่น รักผู้อื่น ความรักคือพระเจ้า, มันก็ไปทางอื่น ไม่ ได้ละบวก ละลบ ไม่ได้เลิกบวกเลิกลบ, จะยิ่งเป็นบวกใน ลักษณะหนึ่ง, นี่ก็เป็นของคริสเตียนไม่ต้องพูด เรื่องยิว เก่ากว่า เขาสอนให้เลิกดีเลิกชั่ว. ที่นี้ว่า ตะวันออกสุดของเรา เหลาจื้อพ้อง ๆ สมัยกับ พระพุทธเจ้า ก่อนเล็กน้อย ; เหลาจื๊อก็สอนว่า อย่าไปหลง อิมหลงเอี๊ยง, อย่าไปหลงยินหรือยาง คือบวกและลบ มันก็ จะไม่ใช่เต๋า. ถ้ายังหลงยินหลงยาง ก็ไม่ใช่เต๋า ถ้าเป็นเต๋า ก็ไม่หลงยินไม่หลงยาง คือไม่หลงบวกไม่หลงลบ ก็มีสอนแล้ว. แต่คนก็ไม่ได้ถือ ลัทธิเต๋าจึงเหลือแต่อาซิ้มไหว้หัวสิงโต อาซิ้ม จุดธูปไหว้หัวสิงโต ลัทธิเต๋าจะเอาอะไรกับมัน. ของเดิมเขา สอนไม่ให้หลงอิมไม่ให้หลงเอี๊ยง คือไม่ให้หลงบวกไม่ให้หลง ลบ.

น.27 ๑๙ ในอินเดียศาสนาฮินดูก็สอนให้ละบุญและบาป ปุญญา ปาปะ ละเสีย แล้วอาตมันก็จะไปอยู่เป็นนิรันดร. มันผิด กันตรงนี้ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ละเสียทั้งบุญและบาป แล้ว ว่างไปเป็นนิพพาน ; แต่ว่าฮินดูเขาสอนว่าละบุญละบาป เสีย แล้วก็ไปเป็นอิสระ เป็นอาตมันนิรันดร, นิรันดรอยู่ที่ ไหนกันก็ตามใจ มันไม่เหมือนกันที่ตรงนี้. แต่กล่าวได้ว่า เขาก็เห็นโทษทั้งบุญและบาป, บุญและบาปเป็นเครื่องจองจำ เหมือนกับโซ่ตรวนจองจำวิญญาณให้ติดอยู่ที่นี่, เลิกบุญเลิกบาป หลุดจากตรวนแล้วไปเป็นอิสระถาวรนิรันดร มีตัวตนนิรันดร. พระพุทธเจ้าท่านมาทีหลัง ท่านไม่สอนอย่างนั้น เลิกบุญ เลิก บาป เลิกตัวตน แล้วก็ว่างไปจากความเวียนว่ายตายเกิด. นี้แสดงว่า มนุษย์รู้จักเรื่องไม่บุญไม่บาป ไม่บวก ไม่ลบ กันมาเป็นพัน ๆ ปีแล้ว, แต่แล้วมาเลิก ทำไม่รู้ไม่ชี้เสีย, มาหลงบุญ หลงบวกกันเป็นการใหญ่. โดยเฉพาะโลกปัจจุบันนี้ หลงบวกกันเป็นการใหญ่, มีแต่ของเกินทั้งนั้น เกินในทาง บำรุงบำเรอ, แล้วยังจะสร้างโรงงานอุตสาหกรรมมาสร้างเหยื่อ ของกิเลสอย่างนี้อีก แล้วโลกจะไม่วินาศดูไม่มีที่สงสัย. หลง บวกมากขึ้นไปอีก มันก็เห็นแก่ตัวหนักขึ้น ๆ ก็เกิดกิเลสหนา

น.28 ๒๐ แน่นขึ้น มันก็ต้องฆ่าฟัน ต้องทำลายล้างกัน เพราะความ เห็นแก่ตัว, เพียงที่อยู่เดี๋ยวนี้มันก็แยะแล้ว ปัญหาเยอะแล้ว. ความเห็นแก่ตัวทำให้เกิดสิ่งไม่พึงปรารถนาทุก, อย่าง ความลำบากยุ่งยากลำบากของมนุษย์ในโลกนี้ เกิดมาจาก ความเห็นแก่ตัว. คนจนก็เห็นแก่ตัว คนมั่งมี ก็เห็นแก่ตัว, คนนอกนั้นก็เห็นแก่ตัว ต่างคนต่างต่อสู้ เพื่อ ประโยชน์ของตัว ไม่ดูใคร มันก็เลยเกิดการขัดแย้งกันไปหมด. มลภาวะทั้งหลายกี่ร้อยอย่าง มันเกิดมาจากความเห็นแก่ตัวทั้ง นั้น ผู้เห็นแก่ตัวทำให้เกิดมลภาวะอย่างนั้นอย่างนี้ ที่ดินที่น้ำ ไม่ว่าที่ไหน. ทำลายป่าอย่างนี้มันก็เห็นแก่ตัว, ทำความ พินาศอย่างอื่นแก่ส่วนรวมมันก็เห็นแก่ตัว. ความเห็นแก่ตัว นี้ทำให้เกิดอาชญากร จนคุกไม่พอใส่แล้ว ตำรวจไม่พอต้อง เพิ่มตำรวจ, ศาลไม่พอ ต้องเพิ่มศาล, เรือนจำไม่พอ ต้อง เพิ่มเรือนจำ โรงพยาบาลบ้าไม่พอ ต้องเพิ่มโรงพยาบาลบ้า, รัฐบาลไม่มีเงินที่จะเพิ่มเรือนจำ เพิ่มโรงพยาบาลบ้า, นี่มัน มาจากความเห็นแก่ตัว.

น.29 นี้มันประหลาด ขอให้พิจารณาดู ความเห็นแก่ตัวมันทำให้ขี้เกียจ, ความเห็นแก่ตัวมันทำให้ ไม่ขยันช่วยตัว, มันอยากจะเอาเปรียบ มันอยากจะนอนเสีย ให้ประโยชน์ไหลเข้ามา, เหมือนกับว่านอนอ้าปากให้เงินทอง ไหลเข้ามานั่นคนเห็นแก่ตัว, คนเห็นแก่ตัวไม่ได้ขยันทำงาน ขี้เกียจและเอาเปรียบ ให้ผู้อื่นทำแล้วตัวเองจะคอยรับผล. คนเห็นแก่ตัวนี้มันไม่สามัคคี ที่เรียกร้องสามัคคี ดูซิมันได้ที่ไหน, ยิ่งพลเมืองเห็นแก่ตัวเท่าไร การเรียกร้อง สามัคคีก็เป็นหมันเท่านั้น, ถ้าพลเมืองไม่เห็นแก่ตัว ไม่ต้อง เรียกร้องอะไรก็มาเป็นฝูงมาช่วยกัน, ความเห็นแก่ตัวมัน ทำให้ไม่สามัคคี. ความเห็นแก่ตัวมันทำให้เกิดอิจฉาริษยา, เรื่อง นี้ใหญ่หลวงมาก โลกจะวินาศเพราะความอิจฉาริษยา แต่แล้ว ความอิจฉาริษยามันก็ยังไม่ลด, มันก็เพิ่ม ๆๆ ขึ้นในโลก มีแผน การอิจฉาริษยากันอย่างลึกซึ้ง ทั้งส่วนบุคคล ทั้งส่วนสังคม ทั้งส่วนประเทศชาติ กระทั่งโลกเลย.

น.30 มันให้เกิดปัญหาทุกชนิด, กล้า ท้าทายว่า ปัญหาใด ๆ วิกฤตการณ์ใด ๆ ที่จะมิได้เกิดมาจาก ความเห็นแก่ตัวนั้นไม่มี, มาจากความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น. มัน มาเกิดได้แม้ว่าระหว่างสามีกับภรรยา, สามีกับภรรยาเห็นแก่ตัว ขึ้นมาก็ทะเลาะกัน, พ่อแม่เห็นแก่ตัวลูกก็แย่. เดี๋ยวนี้มันก็เห็นแก่ตัวกันจนถึงขนาดเกิดอะไรใหม่ๆ ปัญหาใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเกิด มันได้เกิดให้คนป่าหัวเราะ. คน ป่าสมัยดึกดำบรรพ์เขาไม่เป็นโรคเอดส์, คนป่าสมัยดึกดำบรรพ์ ไม่มีปัญหายาเสพติด, คนป่าสมัยดึกดำบรรพ์ไม่มีปัญหาอย่างที่ คนเดี๋ยวนี้มี, นี่ไม่น่าละอายหรือ, ควรจะละอายคนป่าสมัย โน้นกันบ้าง. ความเลวร้ายนี้เกิดจากความเห็นแก่ตัว ซึ่ง เพิ่งจะมีขึ้นมา ที่ในสมัยคนป่าไม่มี, คนป่าจึงมีสันติภาพมาก กว่าคนปัจจุบัน ซึ่งมันเตลิดเปิดเปิง ในทางเห็นแก่ตัว. คนที่เจริญ เจริญนี้ถูกแล้ว มันเจริญมาด้วยความ เห็นแก่ตัว, มันเจริญแต่ว่าไม่ได้ลดปัญหา มันเพิ่มปัญหา. สู้สุนัขและแมวก็ไม่ได้ สุนัขและแมวมันไม่ได้เพิ่มความเห็น แก่ตัว เห็นแก่ตัวเท่าเดิม ปัญหาของสุนัขและแมวก็มีเท่าเดิม,

น.31 ๒๓ แต่ว่าคนมันเพิ่มความเห็นแก่ตัวนี่จะว่าอย่างไร นี้จึงมีปัญหา มากกว่าสุนัขและแมว. คนป่ามาเห็นก็หัวเราะ, คนป่ามาเห็น ความเจริญที่มนุษย์สมัยนี้สร้างขึ้นมา แล้วเพิ่มปัญหา เพิ่ม ปัญหา, คนป่ามันหัวเราะจนฟันหัก เหงือกแห้ง ความเจริญ ของคนสมัยนี้. ลองไม่เห็นแก่ตัวซิ อย่าเห็นแก่ตัวซิ ปัญหา เหล่านี้มันก็ไม่มี. ฉะนั้นจึงขอยืนยันว่า จะเจริญทางวัตถุแล้ว จะเจริญ ทางวัตถุแล้ว, จงเตรียมยาหม้อใหญ่ไว้แก้ปัญหาเถอะ คือ ความไม่เห็นแก่ตัวหรือธรรมะ. ถ้าเจริญทางวัตถุแล้วปล่อย ไปตามเรื่อง มันก็เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวมันก็เชือดคอตัวเอง ตายหมดแหละ, ต้องเตรียมความไม่เห็นแก่ตัว คือ ธรรมะ ๆ นี้ เอาไว้ สำหรับจะแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นมาจากความเจริญทางวัตถุ. เราหวังว่าจะมียุคอุตสาหกรรม ผลิตเหยื่อกิเลสทั้งนั้น ไปดู เถอะ จะอุตสาหกรรมขนาดไหน ก็ผลิตเหยื่อกิเลส, แล้วคน ก็ยิ่งเห็นแก่ตัวมากแน่นอน แล้วอะไรจะแก้ปัญหาข้อนี้. ธรรมะเท่านั้น ธรรมะเท่านั้น เตรียมธรรมะไว้ให้มากพอ สำหรับจะเจริญทางอุตสาหกรรมในอนาคต, มิฉะนั้น ความเจริญทางวัตถุจะทำลายโลก, ทำลายโลกให้หมดไป.

น.32 ๒๔ นี่มานึกถึงข้อที่ว่า อย่าหลงบวกอย่าหลงลบซิ มันจะไม่เห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้มันหลงบวกมากเกินไป เต็มไป ด้วยของเกิน เกิน ๆ ๆ ยิ่งทำเป็นอุตสาหกรรมมันก็ยิ่งเกิน, สิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องมีมันก็มี มันก็เต็มไปด้วยความยุ่งยาก ความลำบาก. อย่าหลงบวก อย่าหลงลบ แล้วก็ไม่เห็น แก่ตัว บ้านเมืองก็เยือกเย็นเป็นโลกพระศรีอาริยเมต- ไตรย. อย่าเข้าใจผิดไปว่า โลกพระศรีอาริยเมตไตรย วิเศษ วิโสอะไรนักหนา, เพียงแต่ว่าโลกพระศรีอาริยเมตไตรยนั้น ไม่มีคนที่เห็นแก่ตัว, มีแต่คนที่ไม่เห็นแก่ตัว คอยชูมือ สลอน ว่าจะให้ช่วยอะไร จะให้ทำอะไร จะให้ช่วยอะไร ผู้นั้น พร้อมที่จะช่วย นั่นแหละโลกพระศรีอาริยเมตไตรย เขาเขียน เอาไว้อย่างนั้น. พอออกไปกลางถนนก็ดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร มีแต่คนดีเป็นมิตรสหาย ชูมือว่าจะให้ช่วยอะไร, พอกลับมา บ้านเรือน จึงเห็นว่า โอ้ ! นี้บ้านของเราโว้ย นี่ภรรยา สามี บุตรของเราโว้ย พอออกไปกลางถนนมันเหมือนกันหมดจน จำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร.

น.33 ๒๕ โลกพระศรีอาริยเมตไตรยไม่มีอะไร นอกจากความ ไม่เห็นแก่ตัว, ตัวหนังสือมันก็บอกอยู่แล้ว เมตไตรยความเป็น มิตร หรือเกื้อกูลแก่ความเป็นมิตร ศรีก็ชั้นเลิศ, อริยะก็ชั้น ประเสริฐ ศรีอาริยเมตไตรย คือ เมตไตรยชั้นเลิศ ชั้นอริยะ, ความเป็นมิตรชั้นเลิศชั้นอริยะ . เป็นเพื่อน เกิด แก่เจ็บ ตาย กันไปเสียทุกคน, แล้วก็ลงไปถึงสัตว์เดรัจฉานมันก็เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย, ลงไปถึงต้นไม้ ต้นไล่ นี้ก็เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ; ฉะนั้น ไม่มีใครใจดำที่จะทำลายล้างต้นไม้ ซึ่งมันก็เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย. ต้นไม้มีความรู้สึก ไม่อยากตาย อยากอยู่ อยากจะรอดเหมือนกัน, วิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้ในข้อนี้ แต่ไม่มีใครสนใจ เพราะเขาเอาความสะดวก จึงทำลายป่า ทำลายต้นไม้เพื่อประโยชน์ของกู. ถ้าว่าเรามีความเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย กัน ให้ถึงสัตว์เดรัจฉาน, ให้ลงไปถึงต้นไม้ต้นไล่ก็ยิ่งดี, ไม่ต้องลงไปถึงก้อนหิน ป่วยการ ก้อนหินมันไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่ต้องลงไปถึง; แต่ว่าไปถึงต้นไม้ต้นไล่พืชทั้งหลาย เป็น เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา, ไม่มีใครทำลายต้นไม้ได้ลง คอ สันติภาพมันก็มี.

น.34 ๒๖ จิตใจมันไม่เห็นแก่ตัว มันไม่หลงบวก มันไม่หลง ลบ, มันยึดถือแต่ความถูกต้อง อย่าเรียกว่าหลงเลย มัน ยึดถือความถูกต้องแข็งโก๊กเลย คงที่แข็งโก๊ก อยู่ในความถูก ต้อง ๆ ๆ. หมายความว่ามันผิดไม่ได้ มันจะปรุงแต่งให้เป็น อย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ มันคงที่อยู่แต่ในความถูกต้อง, นั่น- แหละ จิตขาวรอบมันเป็นอย่างนั้น. ละบาปเสีย ทำบุญ, ละบุญเสีย ก็จิตขาวรอบ คงที่อยู่ในความถูกต้อง, เรียก ด้วยคำแปลก ๆ ใหม่ ๆ สักคำ ซึ่งท่านไม่เคยได้ยิน ก็เรียกว่า อตัมมยตา – จิตที่ไม่ถูกปรุงแต่งโดยอะไร ให้ผิดไปจาก ความถูกต้อง. เพราะอตัมมยตานี้ทำให้ พระพุทธเจ้าออกบวช, พระพุทธเจ้ารู้ไปตามลำดับ, พระพุทธเจ้ารู้จนละเลิกครูคน สุดท้าย ที่สอนแนวสัญญานาสัญญายตนะ ; มารู้เรื่องนิโรธ เรื่องนิพพานของพระองค์เอง. มันคงที่อยู่ในความถูกต้อง ความผิดมาปรุงแต่งไม่ได้ ในทางบวกก็ไม่ได้, ในทางลบก็ ไม่ได้. ความถูกต้องมันก็เจริญงอกงาม เจริญงอกงาม ตาม ความถูกต้อง จนเป็นพระอรหันต์เลย.

น.35 ๒๗ คงที่อยู่ในความถูกต้อง ขอให้ช่วยจำเถอะ จารึก ไว้ในใจ, จารึกไว้ในพระเครื่องที่เอามาแขวนคอ พระเครื่อง ที่เอามาแขวนคอ จารึกคำว่า คงที่ คงที่อยู่ในความถูกต้อง แล้วคุ้มได้. ขอให้เราเตรียมธรรมะนี้ไว้ให้พอ ให้คงที่อยู่ใน ความถูกต้อง เอามาแขวนไว้ที่คอ เป็นเครื่องป้องกัน เสนียดจัญไร อันจะเกิดมาจากความเจริญทางวัตถุด้วย อุตสาหกรรม , นิกส์ แน็กส์ บ้าบออะไรก็ไม่รู้ เรียกว่า อุตสาหกรรม. ถ้าไม่มีอันนี้เป็นเครื่องลางแล้ววินาศ โลก นี้วินาศ คือมันเห็นแก่ตัวมากขึ้น ไปในทางผิดมากขึ้น มัน รักษาความถูกต้องไว้ไม่ได้มันบังคับกิเลสไม่ได้. เตรียมไว้เถอะเครื่องป้องกัน เป็นยา เป็นวัคซีน เป็นอะไรก็แล้วแต่, จะเป็นเครื่องป้องกัน ให้มันคงที่อยู่ใน ความถูกต้อง, คงที่อยู่ในความถูกต้อง จิตไม่หวั่นไหว, จิตไม่ เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งปรุงแต่ง, บวกก็ไม่เปลี่ยนลบก็ไม่ เปลี่ยน, ลบมาก็ไม่เปลี่ยน, บวกมาก็ไม่เปลี่ยน, คงที่อยู่ใน ความถูกต้อง. คงที่ยิ่งกว่าภูเขา เพราะว่าภูเขานั้นหวั่นไหว

น.36 ๒๘ ภูเขาจะหวั่นไหวเมื่อแผ่นดินไหว, ภูเขาแท้ ๆ มันยังหวั่นไหว เมื่อแผ่นดินไหว. ภูเขาหิมาลัย หรือภูเขาอะไรในโลกที่ไหนก็ ตาม หวั่นไหวเมื่อแผ่นดินไหว ; แต่ว่าจิตนี้ไม่หวั่นไหว ต่อ ให้จักรวาลมันหวั่นไหว ก็ตามใจ, จิตนี้ไม่หวั่นไหว คงที่อยู่ใน ความถูกต้อง. นี่คือจิตขาวรอบ จิตของพระอรหันต์ ที่เรา กำลังพูดกันอยู่ในวันนี้ วันมาฆบูชา, พระอรหันต์ผู้มีจิตขาวรอบ มีความคงที่อย่างนี้ . เรื่องที่เราต้องเอามาเปรียบเทียบเป็นอุปมาให้พวก ฝรั่งเข้าใจคำนี้ได้ ลำบากมาก ต้องพูดโดยอุปมาว่า, ถ้า หญิงสาวสวยคนหนึ่ง มีความคงที่อยู่ในความถูกต้อง มือตัม- มยตา ความคงที่อยู่ในความถูกต้อง, ให้ชายหนุ่มเจ้าชู้รูปงาม แสนจะฉลาดมาสักฝูงเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ก็มาเกี้ยวหญิงสาวคนนี้ ไปไม่ได้ดอก, นี่ความคงที่อยู่ในความถูกต้องหรืออตัมมยตา. หรือว่าในทางกลับกัน ชายหนุ่มคนนี้ มือตัมมยตา คงที่อยู่ใน ความถูกต้อง, ให้นางฟ้านางงามจักรวาล นางอะไรมาสักฝูง เป็นร้อย ๆ เป็นพัน ๆ ก็ลากหัวไปไม่ได้ เพราะมันคงที่อยู่ใน ความถูกต้อง. อตัมมยตาแข็งโก๊กคงที่อยู่ในความถูกต้อง

น.37 ๒๙ นั่นแหละคือจิตขาวรอบ, ถ้าจิตยังไม่ขาวรอบ มันไม่คงที่ มัน เปลี่ยนไปตามอารมณ์บวก อารมณ์ลบ. เป็นอันสรุป ความว่า โลกนี้จะต้องพึ่งพาอาศัย หลักการของวันมาฆบูชา สำหรับพระอรหันต์ ว่าละชั่วทำดี, แล้วก็อยู่เหนืออิทธิพลทั้งของความดีและความชั่ว. อย่าให้ความ ดีและความชั่ว มาครอบงำให้เป็นบวกและเป็นลบ เมื่ออยู่ เหนือบวก เหนือลบ แล้วเป็นอะไร, ก็เป็นว่าง คือพระนิพพาน. ว่างในพระพุทธศาสนาหรือนิพพาน คือว่างอย่างยิ่ง, ว่างคือไม่ หลงบวกไม่หลงลบ ไม่มีความหมายแห่งบวกและลบเข้าไปอัด อยู่ในใจ, ว่างจากความดี ว่างจากความชั่ว, ว่างจากบุญ ว่าง จากบาป, ว่างจากนรก ว่างจากสวรรค์, ว่างจากความเป็นของ คู่ๆทั้งหมด, นี่หลักการของมาฆบูชา หมายถึงพระอรหันต์. มาฆบูชาในที่นี้ หมายถึง เรามาบูชาพระอรหันต์ ผู้มีจิตใจ อย่างนี้, นี่คือเรื่องของวันนี้ วันพระอรหันต์ . อาตมาอยากจะพูดว่า โลกยิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้หลัก การของพระอรหันต์ มาป้องกันเสนียดจัญไร ที่มันจะเกิดขึ้น จากความเจริญทางวัตถุ, อย่าหลงบาป ทำบาป, ทำบุญแล้วก็ อย่าหลงบุญ สะพานไปหาความหลุดพ้น ต้องผ่านไปทางบุญ ;

น.38 ๓๐ ถ้าไม่ผ่านไปทางบุญ ไม่รู้จะผ่านไปทางไหน. บุญเป็นเพียง บันไดเพื่อจะไปหานิพพาน, ทำบุญแล้วมันก็มีบันไดสำหรับจะ รู้จักพระนิพพาน, รู้พระนิพพานแล้วก็หมดเรื่อง. ฉะนั้น ขอให้พวกเราพอใจเถิด ที่ว่าเราได้มาประชุม กันเป็นที่ระลึกแก่พระอรหันต์ ผู้มีหลักการอย่างนี้ : เว้นบาป ทำกุศลให้ถึงพร้อม แล้วก็มีจิตขาวรอบ อยู่เหนืออิทธิพลของ บุญและบาป. ขอให้เราได้รับความรู้อันนี้ สำหรับไปกล่อม เกลา หรือว่าไปปรุงแต่งให้จิตใจของเราคงที่อยู่ในความถูกต้อง คงที่ ๆๆ คงที่อยู่ในความถูกต้อง, เปลี่ยนเป็นอะไรไม่ได้, เปลี่ยนเป็นบวกก็ไม่ได้, เปลี่ยนเป็นลบก็ไม่ได้, เปลี่ยนเป็น นรกก็ไม่ได้, เปลี่ยนเป็นสวรรค์ก็ไม่ได้; คงที่อยู่ในความ ถูกต้อง คือ ว่างจากความทุกข์ ว่างจากความทุกข์ ก็เป็น นิพพาน เรื่องจบแล้ว, เพราะว่าเราพูดกันถึงนิพพานแล้ว, ให้นิพพานเป็นเครื่องรางที่จะป้องกันปัญหา วิกฤตการณ์ ใด ๆ อันจะเกิดขึ้นมาในโลกมนุษย์เรา. ขอให้ ท่านทั้งหลายไม่ต้องเชื่ออาตมา แต่เอา ไปคิดดูให้ดี มองเห็นได้เองว่า เราจะต้องทำอย่างไร, เรา

น.39 ๓๑ จะต้องเชื่อพระอรหันต์กันกี่มากน้อย, เราไม่เชื่อบุคคล แต่เรา เชื่อเหตุผลที่มันแสดงอยู่ในตัวสิ่งนั้น. คำสอนของพระ- พุทธเจ้า ท่านสอนว่าอย่าเชื่อบุคคล อย่าเชื่อตำรา อย่าเชื่อคัมภีร์, อย่าเชื่อครูบาอาจารย์เลย, แต่ให้เชื่อ เหตุผลที่มันแสดงอยู่ในนั้น อยู่ในคำพูดนั้น ๆ. เช่น พระพุทธเจ้าสอนว่าทำอย่างนี้ ทำอย่างนี้ เราไม่เชื่อ, แต่เราดู ว่าเหตุผลที่มีอยู่ในคำสอนนั้นมันจะทำให้เกิดอะไรขึ้นมา, เราก็ จะพบว่า โอ้ มันทำให้เกิดความดับทุกข์ เห็นชัดว่าจะดับทุกข์, แล้วก็เชื่อเหตุผลที่มันแสดงอยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า. ความลับข้อนี้มีอยู่ เอามาเปิดเผยหน่อย, พระพุทธ- เจ้าท่านสอน ท่านมีวิธีสอน ท่านมีหลักการสอนเก่งกว่าพวก ครูบาอาจารย์สมัยนี้ ที่มีวิชาครู มีวิชาครูรวมกัน ยังไม่เท่า วิชาครูของพระพุทธเจ้าในการสอน. ท่านสอนโดยมีหลัก จะเรียกว่าเทคนิคอยู่ ๓ อย่าง :- ข้อที่ ๑ จะทำให้ ผู้ฟังรู้สึกว่านี้เป็นของใหม่ ฉันไม่เคยได้ยินได้ฟัง, สิ่งนี้จะต้องมีอะไรพิเศษน่าสนใจ จะต้องช่วยฉันได้, นี่เรียกว่าให้ได้ยินได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ยิน

น.40 ๓๒ ได้ฟัง. ต้องพูดเป็นลักษณะที่ผู้พึ่งจะรู้สึกว่า นี้เป็นของใหม่ ฉันไม่เคยรู้จัก ฉันไม่เคยได้ยิน, นี่ข้อแรก. ข้อที่ ๒ ก็แสดงให้มันมีเหตุผลอยู่ในคำพูดนั้น ไม่ต้องเชื่อผู้พูด, เหตุผลมีอยู่แล้วในตัวคำพูด ก็เห็นได้ว่า จะดับทุกข์ได้อย่างไร, ท่านแสดงมีเหตุผล ข้อที่สอง ข้อที่ ๓ ท่านสอนมีปาฏิหาริย์, ปาฏิหาริย์คือ ว่าสำเร็จประโยชน์ได้จริง, สิ่งใดที่ท่านแสดงลงไปแล้ว มันเป็นปาฏิหาริย์ ว่ามันดับทุกข์ได้จริงตามคำที่พูด, นี่อย่าง นี้เรียกว่าปาฏิหาริย์ คือให้เกิดผลเป็นความดับทุกข์ได้จริง. นี้เรียกว่าคำสอนนั้นมีปาฏิหาริย์. ทบทวนอีกทีว่า : ท่านสอนให้รู้สึกว่าเป็นของใหม่ ไม่เคยรู้ไม่เคยได้ยินได้ฟัง. ท่านพูดในแง่ที่รู้สึกว่าแปลก เช่น สอนเรื่องดับทุกข์เรื่องนิพพานนี้ ผู้ฟังจะรู้สึกว่า เอ๊ะนี่ไม่เคยได้ ยินเป็นของใหม่ แล้วก็สนใจ. ท่านใส่เหตุผลไว้ครบถ้วนในคำ พูดเหล่านั้น. เขาจะตรองตาม แล้วเห็นได้เองว่าเป็นอย่างนั้น ได้ด้วยตนเอง, ท่านใส่ปาฏิหาริย์ไว้. คุณไปลองทำตาม คุณ ลองทำตามดูซิ มันมีผลเด็ดขาด, มีผลเต็มที่ นี่เรียกว่ามี ปาฏิหาริย์.

น.41 ๓๓ ช่วยจำไว้ เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า จะพูดอะไรกับใคร จะสอนอะไรกับใคร ก็สอนให้มีความรู้สึกว่าเป็นของใหม่ ไม่เคยได้ยินได้ฟัง, แล้วสอนให้เห็นว่า มันมีเหตุผล ๆ ๆ. มัน มีปาฏิหาริย์ ลองไปทำเข้าเถอะ จะได้รับผลตามนั้น. เป็นของ ใหม่ มีเหตุผล มีปาฏิหาริย์, นี้เป็นองค์ประกอบแห่งคำสอน ของพระพุทธเจ้า ท่านจึงเป็นศาสดาของโลก, เป็นครูบา อาจารย์ของโลก เพราะท่านมีเทคนิคในการสอนอย่างนี้. เคยฟังแล้วก็แล้วไป ถ้าไม่เคยพังมาก่อน, ก็เป็นความลับ ซึ่งควรจะรู้กันเสียที ว่ามันต้องรู้เรื่องนี้. นี้ขอให้ถือเอาไว้เถอะว่า การสังคมซึ่งกันและกัน จะน้อมนำจิตใจของกันและกัน ให้ไปในความถูกต้อง ให้มัน คงที่อยู่ในความถูกต้องนั้น, จงพูดจากับเขาให้มีองค์ประกอบ ครบทั้ง ๓ องค์ แล้วก็สำเร็จ. ทำได้ด้วยการที่มีจิตคงที่อยู่ ในความถูกต้อง, จิตขาวรอบ บริสุทธิ์ ปราศจากความรบกวน ของกิเลส แล้วก็ทำ เป็นอันว่า เรื่องเกี่ยวกับพระอรหันต์หรือมาฆบูชานี้ อาตมาต้องการจะกล่าวเพียงเท่านี้และอย่างนี้. ขอให้สรุปใจ

น.42 ๓๔ ความให้ดีๆ ให้ติดไปกับความจำ, แล้วไปคิดนึกใคร่ครวญ แล้วทำให้ได้ตามนั้น. อย่าให้พูดที่นี่แล้วมันตกค้างอยู่ที่นี่, พูดกันที่นี่แล้วมันก็ตกหล่นอยู่ที่นี่ ไม่มีประโยชน์อะไร ; ท่าน ก็มาเหนื่อยเปล่า ๆ เสียค่ารถเปล่า, เสียค่าอะไรเปล่า ไม่ได้ รับผลของการมาทำมาฆบูชา. แต่ถ้าได้รับเอาหลักการของ พระอรหันต์ ในการทำโอวาทปาฏิโมกข์ไปใช้แล้ว คุ้มค่า คุ้มค่าเหนื่อย ค่าแพงค่าเสียเวลาอะไรก็ตาม คุ้มค่า. ขอให้ ทุกท่านได้รับประโยชน์คุ้มค่า ในการมาทำมาฆบูชาในสถาน ที่นี้, ในลักษณะเป็นวัดป่าทำอะไรกันกลางป่า พูดกับต้นไม้, เอาละเป็นอันว่า หมดเรื่องมาฆบูชา .... .... .... นี้ขอโอกาสพิเศษ ให้อาตมาได้พูดเรื่องส่วนตัวอีก สักเล็กน้อย เพราะมันเป็นโอกาสที่จะพูด, คือ พูดเรื่องทำ บุญเลิกอายุ ที่จะทำกันในปีนี้ มีคนไม่เข้าใจว่าจะทำอย่างไร. ขอบอกกล่าวกันเสียในที่นี้ ช่วยจำไปด้วย บอกเพื่อน ฝูงกันด้วยว่า วั นที่ ๒๗ พฤษภาคม ซึ่งมีอายุโดยสมมติ ครบ ๘๔ ปีนี้ ขอทำกุศลเป็นพิเศษ เรียกว่า เลิกอายุ

น.43 ๓๕ คนทั่วไปเขาทำบุญต่ออายุ ทำบุญต่ออายุ, เลี้ยงกันใหญ่ กิน กันใหญ่, ให้ของขวัญกันใหญ่ นี่มันต่ออายุ อาตมาก็ไม่เอา. ขอทำบุญล้ออายุ, ล้ออายุ กูไม่เอากับมึง, แต่มันก็ยังมีปัญหา ที่มันต้องล้อ ๆ ๆ ล้อไม่สิ้นสุด. นี้ขอทำบุญอันสุดท้าย ว่า เลิก ๆ ๆ ๆ พอกันทีเรื่องอายุนี้เลิกกันที หมดปัญหากันที จะ เรียกว่าทำบุญเลิกอายุ. ทำบุญล้ออายุมาหลายปีแล้ว ท่านทั้งหลายก็เห็นกันอยู่แล้ว ได้พึ่งอยู่แล้ว, เลิกกันทีทำ บุญล้ออายุ มาเลิกอายุ. ปีนี้ขอทำบุญเลิกอายุ ไม่ให้ เกียรติอะไรแก่อายุ, ไม่ง้ออายุ ไม่ต่ออายุ ไม่ล้ออายุ, เลิก ๆ เลิกให้มันหมดความหมาย. เลิกอายุนี้ไม่ใช่ตาย ไม่ใช่ฆ่าตัวตาย, แต่ว่า ทำให้หมดปัญหาเกี่ยวกับอายุ, ปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับการ มีอายุนี้ เลิก ๆ ๆ ให้มันหมดปัญหาเกี่ยวกับอายุ, ไม่มีความ ผูกพันกันกับอายุอีกต่อไป. หลายคนอาจจะไม่ชอบ เพราะ เขายังอยากจะต่ออายุ หรืออยากล้ออายุก็ตามใจ, แต่อาตมา ต้องการจะเลิก จะเลิกอายุ. มีอิสระภาพจากปัญหาที่มัน เกี่ยวกับอายุ, พอใจในการที่จะหมดปัญหา หมดความ ผูกพันเกี่ยวกับอายุ นี้คือเสรีภาพ. สรุปความแล้วว่า

น.44 ๓๖ จะเลิกอายุ จะไม่ให้ผูกพันเป็นปัญหายุ่งยากลำบากในการที่มี อายุ มีอายุแต่ไม่รับผิดชอบ หรือไม่เป็นทาสของอายุแหละ ว่าอย่างนั้น, เรียกว่าเลิกอายุ. แล้วก็จะทำบุญแบบเลิกอายุ ไม่สวดมนต์ ไม่ เลี้ยงพระ ไม่เลี้ยงคน, นี่ทำบุญเลิกอายุ ไม่สวดมนต์ ไม่ เลี้ยงพระ ไม่เลี้ยงคนดอก, ไม่กินกันใหญ่ ไม่เลี้ยงกันใหญ่ ไม่มีโรงเลี้ยงกันใหญ่ ไม่มี. จะขอร้องให้เว้นอาหารกัน เสียสัก ๑ วัน ๒ วัน ๓ วัน แล้วแต่จะเว้นได้, ถ้าหิวขึ้น มาจริง ๆ กินน้ำข้าวต้มสักถ้วยหนึ่งก็พอ, กินน้ำผลไม้สักถ้วย หนึ่งก็พอแล้ว. นี่ไม่เลี้ยงกันใหญ่ ไม่กินกันใหญ่ คือ อย่างนี้, ถ้าหิวเหลือทนก็กินน้ำข้าวต้ม. ไม่รับเงินกันใหญ่, ไม่รับของขวัญกันใหญ่ ไม่รับสักการะใด ๆ. ไม่มีมหรสพใด ๆ นอกจากมหรสพทางวิญญาณ คือทำให้รู้ธรรมะมากขึ้น. ไม่มีธรรมโฆษณ์สัญจร ที่จะรบกวนคนทั่วบ้าน ทั่วเมือง, มีธรรมโฆษณ์สัญจรข้างใน เที่ยวไปข้างใน,

น.45 ๓๗ เที่ยวไปข้างใน ในจิตใจในเนื้อในตัว ในร่างกายในนามในรูป, ธรรมโฆษณ์สัญจรอยู่ข้างใน รู้อะไร ๆ มากขึ้น. ใครจะทำก็ได้ ทำข้างนอกตามใจ ใครจะทำก็ได้ แต่อาตมาไม่ทำ ไม่ยอมทำ ไม่ขอร้องให้ทำ, ธรรมโฆษณ์สัญจรที่รบกวนคนทั้งบ้านทั้ง เมืองไม่เอาแล้ว, ธรรมโฆษณ์สัญจรอยู่แต่ภายใน, ในอัตภาพ ร่างกาย. แล้วก็จะสวดบทสวดพระบาลี สูตรที่แสดง ความจริงของนามรูป เช่น โพชฌงค์สูตร คิริมานนทสูตร. ใครอยากจะมาร่วมงานเลิกอายุกันแล้ว เตรียมเถอะ เตรียม เรียน เรียนโพชฌงค์สูตร, เรียนคิริมานนทสูตร แล้วมาสวด กัน มาสวดกัน สวดปริตรไม่เอา ๆ ๆ, สวดปริตร สวด พุทธมนต์ไม่เอา มาสวดเลิกอายุ, เลิกอายุ นามรูปเป็นของ ว่างเปล่าจากตัวตน. ทำอานาปานสติ มีการเลิกอายุเป็นอารมณ์, ทำอานาปานสติ มีการเลิกอายุเป็นอารมณ์ทั้งวันทั้งคืน ทั้งวัน ทั้งคืนกันดูสัก ๒-๓ วัน.

น.46 ๓๘ แล้วทำความสงัด ทำความสงัดสูงสุด คือ เลิกตัวกูเสีย เลิกตัวกูเสียแล้วก็ไม่มีความเห็นแก่ตัว, มันก็ มีความสงัดสูงสุด สงัดสูงสุดกว่าที่จะไปนั่งอยู่ในบ่าคนเดียวใน ถ้ำคนเดียวในป่าช้าคนเดียว, ไม่สงัดดอกถ้ามันมีตัวกูอัดอยู่ใน ใจ ไม่สงัดดอก, ความสงัดของคนโง่มันเป็นอย่างนั้น. ความ สงัดของพระพุทธเจ้า คือไม่มีตัวกูอยู่ข้างใน ไม่มีตัวกู รบกวนอยู่ข้างใน, นี่คือความสงัดที่แท้จริง. มีจิตอย่างนี้ที่ ไหน ที่นั่นเป็นที่สงัดหมด, ในกลางโรงละครก็ได้, กลางโรง อุตสาหกรรม เครื่องจักรดังสนั่นหวั่นไหวก็ได้, ฉันมีความ สงัดเพราะฉันไม่มีตัวกูอยู่ข้างใน, นี่เรามาฝึกทำความสงัด ในลักษณะอย่างนี้กัน. เอ้า แล้วทีนี้ว่า ผู้ที่จะมาร่วมงานนี้อย่ามาเลย ไม่ต้องมาดอก, ขอร้องไม่ต้องมาก็ได้ เก็บเงินที่จะเสียค่า พาหนะนั้นรวมไว้ ปช่วยเด็กอนาถา, ไปช่วยโรงเรียนเด็กไม่มี อาหารกลางวัน. ไม่ต้องมาดอก, เอาเงินนั้นไปช่วยทำ กุศลสาธารณประโยชน์, นี่ทำบุญเลิกอายุ. เมื่อทำงานอยู่ที่บ้าน ทำงานอยู่ที่บ้าน ทำงานให้ สนุกเป็นสุขตลอดเวลาที่ทำงาน, งานคือธรรมะ ธรรมะ

น.47 ๓๙ คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพ. จงทำงานอยู่ที่บ้าน แล้วก็ เป็นธรรมะเป็นสิ่งที่ดีพระพุทธเจ้าเคารพ, แล้วก็ชื่นใจตัวเอง, ยกมือไหว้ตนเองอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องมา. เข้าห้องอ่านหนังสือเรื่องเลิกอายุ มีอยู่หลายเล่ม, เข้าห้องอ่านหนังสือ. แล้วอาจจะขอโปรแกรมวิทยุ ส่งเรื่อง เลิกอายุให้ฟังกันก็ได้, ถ้าทำได้ ขอให้คอยฟัง. ทำสมาธิ, ทำสมาธิเลิกตัวตน เลิกจากความรู้สึกว่ามีตัวตน, สงัดจาก ความมีตัวตน. พอเลิกตัวตน มันก็เป็นเลิกอายุโดย อัตโนมัติ, เพราะว่าเมื่อไม่มีตัวตนมันก็มีอายุไม่ได้ เพราะไม่ มีอะไรเป็นที่ตั้งแห่งอายุนี่. ถ้ามีตัวตน ตัวตนมันเป็นที่ตั้ง แห่งอายุ, ก็เลิกตัวตนเสียซิ อายุก็เลิกไปเอง, ไม่มีที่ตั้ง ไม่ ให้ที่ตั้ง มันก็ไม่มีอายุ. ฉะนั้น ทำความสงัดจากตัวตน ทำ จิตใจให้ว่างจากความมีตัวตน มันก็เป็นเลิกอายุโดยสมบูรณ์. นี่ขอบอกเกริ่นไว้อย่างนี้ ว่าจะทำบุญเลิกอายุในปีนี้ คือทำอย่างนี้. ขอร้องให้ท่านทั้งหลายทุกคน ช่วยจำไป ช่วยบอกกล่าวเพื่อนฝูง ให้รู้กันทั่วถึงทุกคนด้วย ว่าปีนี้ อาตมาทำบุญเลิกอายุ, เลิกอายุคือเลิกบุญเลิกกุศล เลิกอะไร หมด, นี่ช่วยจำไปด้วย, หัวข้อนี้พิมพ์แจก ใครต้องการไป รับได้ที่กุฏิ เป็นหัวข้อที่พิมพ์แจก. นี่เป็นเรื่องส่วนตัว

น.48 ๔๐ ขอโอกาสประกาศว่า จะทำบุญเลิกอายุในปีนี้อย่างไร, นี่เรื่องส่วนตัวจบแล้ว. .... .... .... ทีนี้ก็เหลือแต่ว่า ทำใจให้พร้อม ทำใจให้พร้อม ทำ ใจให้พร้อม, พร้อมที่จะทำมาฆบูชา เลิกตัวกูเสียเถอะ เลิก ตัวกู ถ้ามีตัวกูมันอยู่ที่ตัวกู, ถ้าเลิกตัวกูมันไปอยู่ที่พระพุทธเจ้า จิตไปอยู่ที่พุทธเจ้า ไปอยู่ที่พระอรหันต์, เลิกตัวกู จิตจะ เป็นมาฆบูชาจะไปอยู่กับพระอรหันต์ ไปอยู่กับพระพุทธเจ้า. นี้ขอให้เตรียมตัวพร้อมที่จะทำมาฆบูชา เลิกมีตัวกูเสีย จิตก็จะตามรอยพระอรหันต์โดยอัตโนมัติ นี่มาฆบูชาที่ สูงสุด. การบรรยายนี้ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว, ขอให้ท่าน ทั้งหลายเตรียมใจ กายไม่ต้องก็ได้ เตรียมใจก็แล้วกัน ให้ พร้อมที่จะทำมาฆบูชา บูชาพระอรหันต์ ด้วยการเลิกตัวกูเสีย, เลิกตัวตนเสีย จิตว่างเหมือนจิตพระอรหันต์, แล้วก็ไปรวม กับพระอรหันต์เองโดยอัตโนมัติ. ขอยุติการบรรยายพระธรรมเทศนา ด้วยการสมควร แก่เวลา, เพื่อจะได้เตรียมตัวสำหรับการเวียนประทักษิณสืบ ต่อไป ณ กาลบัดนี้. เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้.

น.49 อนุโมทนาและธรรมปฏิสันถาร ในการถวายปริญญา การศึกษาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ ของ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓ ท่านผู้เป็นประธาน ในการถวายปริญญา และผู้มาร่วมด้วยกัน ทั้งหลาย, อาตมาขอกล่าวคำแสดง ความยินดี, ขอบคุณและ อนุโมทนา, พร้อมทั้งธรรมิกถาเป็นสิ่งสุดท้าย ให้แก่ท่าน ทั้งหลาย. ขอแสดงความยินดีในข้อที่ว่า การช่วยกันประกาศ คุณงามความดี หรือยกย่องคุณงามความดีนี้ มีผลพิเศษซ่อน อยู่ประการหนึ่ง, คือทำให้มีผู้สนใจจะฟังอาตมาพูดนั้นเพิ่ม ขึ้น ๆ, ในการที่เป็นผู้ได้รับปริญญานี้ ทำให้มีผู้สนใจจะฟัง อามตาพูดนี้เพิ่มขึ้น. ข้อนี้มิได้เป็นไปเพื่อกิเลสตัณหาอะไร ๔๑

น.50 ๔๒ แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนหรือโลก จึงขอแสดง ความยินดีและขอบคุณ. แล้วก็ขอต้อนรับด้วยธรรมปฏิสันถาร เพราะไม่มี อามิสสิ่งของอะไรมากมายที่ไหนจะมาตอบแทน ขอตอบแทน ด้วยหนังสือ. ข้อที่จะกล่าวเป็นธรรมปฏิสันถาร เป็นการ อนุโมทนาไปด้วยในตัว ก็คือว่า พวกเราทั้งหมดได้ช่วยกัน ทำให้ธรรมะมีกำลังเพิ่มขึ้น ถ้าธรรมะมีกำลังเพิ่มขึ้น อธรรมก็ย่อมจะถอยกำลังเป็นธรรมดา. นี่ขอให้มองกัน ในแง่นี้ โลก, ต้องพูดว่า โลกกำลังจะวินาศ เพราะ ความเจริญทางวัตถุยิ่งขึ้น เพราะว่าความเจริญทาง วัตถุนั้นมันส่งเสริมความเห็นแก่ตัว, มันไม่ส่งเสริมความ เห็นแก่ผู้อื่น หรือเห็นแก่ความถูกต้อง ความเจริญทางวัตถุนี้มัน ทำให้เห็นแก่ตัวมากขึ้น ๆ ยิ่งเจริญทางอุตสาหกรรมเป็นกำลังเพื่อความเจริญทางวัตถุแล้ว มันก็มากมายมหาศาล ; มันก็ช่วยให้เพิ่มความเห็นแก่ตัวอย่าง มหาศาล ไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องควบคุมหรือยึดหน่วงให้ เพียงพอแล้ว มันจะต้องวินาศเป็นแน่นอน. เราต้องเห็น

น.51 ๔๓ กันได้ว่า ถ้ายิ่งเจริญทางวัตถุ ก็ต้องยิ่งมีธรรมะเข้ามา เป็นเครื่องคุ้มครอง. พูดให้ชัดอีกทีหนึ่งว่า ยิ่งเจริญทาง วัตถุ ต้องมีธรรมะเข้ามาเป็นเครื่องคุ้มครองให้ทัดเทียมกัน ถ้าปล่อยให้ความเจริญทางวัตถุเป็นไปโดยส่วนเดียว มันก็ส่ง เสริมความเห็นแก่ตัวจนสูงสุด แล้วก็วินาศเพราะเหตุนั้น. ว่าที่จริงเดี๋ยวนี้โลกนี้ก็มีความเห็นแก่ตัวอย่างมากอยู่ แล้ว, ขอให้พิจารณาดูเถิด คนจนก็เห็นแก่ตัว, คนมั่งมีก็ เห็นแก่ตัว, คนนอกนั้นก็เห็นแก่ตัว, สหประชาชาติเป็นที่พูด ถกเถียงกันเรื่องระหว่างบุคคลผู้เห็นแก่ตัว มันไม่อาจจะปราบ ปรามความเห็นแก่ตัว. United Nation อยากจะให้เป็น United Religion Organization, UNO นั้นขอให้เปลี่ยนเป็น URO เถิด, United แล้วก็ Religion แล้ว Organization มันก็เป็น URO ; ว่า ถ้ามีการรวมกำลังของศาสนาทั้งหมดแล้ว มันจะช่วย ปราบปรามความเห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้เป็นแต่เพียงนั่งกลบ เกลื่อน หรือตอบคำถาม หรือแก้ปัญหาขัดข้องเรื่องแย่งกัน เห็นแก่ตัว แย่งกันเห็นแก่ตัว แย่งกันเห็นแก่ตัว, อาตมาเคย อุปมาเรื่องนี้ว่า เหมือนกับท้าวมาลีวราชนั่งไกล่เกลี่ยอยู่นั่น

น.52 ๔๔ ไม่มีผลอะไร, ต้องเอาธรรมะเข้าไป ธรรมะเข้าไป แล้วก็จะได้ ควบคุมความเห็นแก่ตัว. ดูภัย โทษร้าย อันตรายที่กำลังเกิดทั่วโลก ๆ ถ้าพูด ถึงมลภาวะ มลภาวะ กี่ร้อยชนิดก็ตาม มาจากความเห็นแก่ ตัวของมนุษย์ทั้งนั้นแหละ, การทำลายบ่า ทำลายธรรมชาติ ก็มาจากความเห็นแก่ตัว, ข้อขัดข้องนานาประการในทุกหน ทุกแห่ง ถนนหนทาง ท่ารถ ท่าเรือก็มาจากความเห็นแก่ตัว, อาชญากรมันเพิ่มขึ้นนั่นก็เพราะเห็นแก่ตัว, ต้องเพิ่มศาล เพิ่ม เรือนจำ เพิ่มโรงพัก แล้วก็เพิ่มโรงพยาบาลบ้า, ที่น่าละอาย ที่สุด เพิ่มโรงพยาบาลบ้า จนไม่มีเงินจะเพิ่มแล้ว ; ทั้งหมด นี้มันมาจากความเห็นแก่ตัว. เพราะฉะนั้นขอให้เราสนใจ กันเป็นพิเศษว่า ความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวนี้มัน เป็นต้นเหตุแห่งความเลวร้ายทั้งปวง. ถ้าสภาก็เห็นแก่ ตัว, รัฐบาลก็เห็นแก่ตัว, พลเมืองก็เห็นแก่ตัว แล้วมันจะ มีอะไรเหลือ. นี่ขอให้ระวัง ช่วยกันป้องกันไว้ อย่าให้มัน ถึงขนาดนั้นเลย. ให้ทุกคนระลึกถึงโทษเลวร้ายแห่งความเห็นแก่ตัว, ช่วยกัน ๆ ๆ ทุกคน ๆ ช่วยควบคุมความเห็นแก่ตัว, จัดการ

น.53 ๔๕ การศึกษาเสียใหม่ ในลักษณะที่ควบคุมความเห็นแก่ตัว ไม่ส่งเสริมเด็กทารกให้เห็นแก่ตัวไปตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึง มหาวิทยาลัย. นี่ความไม่เห็นแก่ตัวมันจะช่วยคุ้มครองโลก อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า ยิ่งเจริญทางวัตถุเท่าไรก็ต้อง เตรียมธรรมะไว้ให้มากพอกันเถอะ ควบคุมโทษที่จะเกิดจาก ความเจริญทางวัตถุ ฉะนั้น ขอให้เรามาช่วยกันทุกอย่าง ทุกทาง ที่จะ สร้างธรรมะควบคุมความเห็นแก่ตัว. พูดได้เลยว่า ถ้าความ เห็นแก่ตัวหมดไป ความไม่เห็นแก่ตัวเกิดขึ้นมาแทน โลกนี้ก็เป็นโลกพระศรีอาริยเมตไตรย ในพริบตาเดียว ; สามารถสร้างโลกพระศรีอาริยเมตไตรยได้ในพริบตาเดียว ด้วย ความไม่เห็นแก่ตัว. ช่วยกันสร้างความไม่เห็นแก่ตัว ระบบ การศึกษา ระบบผลิต หรือระบบเศรษฐกิจ หรือระบบอะไร อย่าได้เป็นไปเพื่อส่งเสริมความเห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้มันก็ส่งเสริมความเห็นแก่ตัวโดยไม่รู้สึกตัว, มันก็ส่งเสริมกันมาก ฉะนั้นอาชญากรรมจึงมีมาก, อาชญา- กรรมที่ไม่เคยมี ก็มี, เรื่องยาเสพติด เรื่องโรคเลวร้ายอะไร

น.54 ๔๖ เหล่านี้, มันมาจากความเห็นแก่ตัว, ของใหม่ ๆ นี้มันเพิ่งเกิด ขึ้น เมื่อมีความเห็นแก่ตัว. ขอพูดสักหน่อยว่า น่าละอาย สัตว์เดรัจฉาน, สัตว์เดรัจฉานไม่ได้เพิ่มความเห็นแก่ตัว ; แต่ก่อนนี้มันอยู่อย่างไร เดี๋ยวนี้มันก็ยังอยู่อย่างนั้น, มันมี ความเห็นแก่ตัวเท่านั้น, มันไม่ได้เพิ่มความเห็นแก่ตัว ปัญหา จึงไม่มีในโลกสัตว์เดรัจฉาน . ส่วนในโลกมนุษย์เรานี้มัน เพิ่มความเห็นแก่ตัวทุกยุคทุกสมัย ทุกยุคทุกสมัย แล้วมันจะ เพิ่มมากที่สุดในยุคนี้. ยุคเจริญด้วยวัตถุอุตสาหกรรมนี้ เรื่องเป็นนิกส์เป็นแนกส์ ระวังให้ดีเถอะ, ถ้ามันไม่มีธรรมะ มาช่วยคุ้มครองให้เพียงพอแล้ว มันก็เท่ากับเชือดคอตัวเองไม่ ต้องสงสัย. ขอให้สนใจเรื่องที่จะกำจัดความเห็นแก่ตัว ด้วยการ ศึกษาด้วยเครื่องมือทุกชนิด, เอาความไม่เห็นแก่ตัวเข้ามาเป็น ที่พึ่ง แล้วโลกนี้มันก็จะรอด โลกนี้มันก็จะรอด. ฉะนั้น ขอให้ช่วยกันคิดพยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้เกิด ความไม่เห็นแก่ตัว . เอ้า, ทีนี้ก็จะขอพูดต่อไปสักหน่อยว่า พระพุทธ ศาสนาแสนจะประเสริฐ ในการที่จะกำจัดความเห็นแก่

น.55 ๔๗ ตัว, คือสอนเรื่องอนัตตา เรื่องไม่มีตัว. ถ้าเข้าใจความ ไม่มีตัว, ไม่มีตัวแล้วมันจะเห็นแก่ตัวได้อย่างไร ; เพราะมัน ไม่มีตัวที่จะเห็น มันก็ไม่เห็นแก่ตัวโดยอัตโนมัติ. ฉะนั้น ขอให้พระพุทธศาสนากลับมา สอนเรื่องไม่มีตัวนี่แหละ, ซึ่ง คนโง่เข้าใจไม่ได้ แล้วหัวเราะเยาะ, นั่นแหละจะเป็นที่พึ่งใน อนาคต. ไม่มีตัว มันเป็นแต่เพียงธรรมชาติ, ของธรรม ชาติ ตามธรรมชาติ, กายกับใจ ๒ อย่างนี้พอแล้ว เป็นธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ ; ไม่ต้องมีสิ่งที่ ๓ คือ อาตมัน หรือ อัตตา หรือ ego หรือ self, soul อะไร ไม่ต้อง มี, ไม่ต้องมีสิ่งที่ ๓ มีแต่เพียงว่า กาย กับ ใจ มันมีระบบ ประสาทที่กายช่วยให้ใจรู้สึกสิ่งต่างๆ ได้ นี่พอแล้ว. เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส โผฏฐัพพะ คิดนึกรู้สึกอะไรได้โดยไม่ ต้องมีอัตตาหรือตัว มีแต่ว่าระบบประสาท คือกายกับใจรู้สึก อย่างไรก็แก้ไขไป ในส่วนที่ต้องแก้ไข มันก็พอ ไม่ต้องมีตัว ถ้ามีตัวมันจะเห็นแก่ตัว. ตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าตาเห็นรูป เมื่อมีการเห็นรูป ก็ขอให้ตามันเห็น อย่าว่าตัวกูเห็น, เมื่อมีการได้ยินเสียง

น.56 ๔๘ ก็ให้ระบบประสาทหูได้ยิน อย่าว่าตัวกูได้ยิน, ถ้ามันได้กลิ่น หอม ก็ระบบประสาทที่จมูกมันได้กลิ่นหอม อย่ามีตัวกูหอม เลย, อย่ามีตัวกูอร่อยทางลิ้น, อย่ามีตัวกูอร่อยทางผิวหนังเลย, มันเป็นเรื่องของระบบประสาทโดยไม่ต้องมีตัวกู. นี้ท่านลอง คิดดูว่า ความเห็นแก่ตัวมันเกิดได้ยาก เพราะมันไม่ได้มีตัวกู. ในด้านตรงกันข้ามฝ่ายลบก็ว่า ถ้ามีดบาดนิ้วก็ให้มีดบาดนิ้ว อย่าให้มืดบาดกู. เดี๋ยวนี้มันโง่ มันบาดนิ้วนิดเดียว มันก็ ว่ามีดบาดกู มันกลัว มันกลัวตายขึ้นมา ถ้ามีดบาดกูมันกลัว ตาย, ถ้ามีดบาดนิ้วมันไม่เป็นไรนี่. ฉะนั้น ขอให้มันอยู่ที่ ว่าตามธรรมชาติ, ระบบประสาทตามธรรมชาติ, ไม่ต้องมีตัวกู ทั้งฝ่ายบวกและทั้งฝ่ายลบ ; เมื่อไม่มีตัวกู มันก็ไม่เห็นแก่ ตัวกูเท่านั้นแหละ. นี่เป็นหลักสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา ที่ไม่ เหมือนกับศาสนาทั้งหลาย, ซึ่งโดยมากมีตัวกูมีตัวตน มีจอม ตัวตน, เป็นพระเป็นเจ้าเป็นอะไรก็สุดแท้ มันมีตัวตนทั้งนั้น. แต่พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างไม่มีตัวตน แล้วก็ไม่มีใครสอน ให้ดีให้สูงไปกว่าท่านอีกได้ต่อไป มันก็ควรจะสิ้นสุดในเรื่องนี้.

น.57 ๔๙ ฉะนั้น เราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันทำหน้าที่ ก็อย่าว่าตัวกูทำหน้าที่, มัน เกิดความรู้สึกเป็นสุขขึ้นมา ก็ระบบประสาท ไม่ใช่ตัวกูเป็น สุข, แม้เกิดความทุกข์ขึ้นมา ก็ระบบประสาทมันก็รู้สึก ไม่ ใช่ตัวกูเป็นทุกข์, จะเป็นเวทนาก็ดี เกิดสัญญาสำคัญมั่นหมาย ก็ดี ให้เป็นเรื่องของจิตของระบบประสาท อย่าเป็นตัวกู, จะเกิดความคิดความนึกเป็นสังขารขึ้นมา ก็ให้เป็นเรื่องของ ธรรมชาติของจิต ของความคิดความนึกของจิต มิใช่ของ ตัวกู. สอนลูกเด็ก ๆ ให้รู้เรื่องนี้กันเสียตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาล เลย, ว่า โดยแท้จริงมันไม่มีตัวกู แต่ความโง่มันก็สร้าง ตัวกูขึ้นมาจนได้. มีความรู้สึกเช่นว่าอร่อยขึ้นมาอย่างนี้ ก็ตัวกูเป็นผู้อร่อยเกิดขึ้น. นี่มันประหลาดที่ว่า ผู้กระทำ เกิดทีหลังการกระทำ, เขาหาว่าผิด logic ไม่เชื่อ, แต่ที่จริง มันเป็นอย่างนั้น เพราะผู้กระทำมันลม ๆ แล้ง ๆ ไม่ใช่ของ จริง. พอเกิดเจ็บขึ้นมาเท่านั้นแหละ มันจะเกิดความรู้สึกขึ้น มาว่ากูเจ็บ ; เพราะฉะนั้นกูเป็นมายามันเพิ่งเกิด ผู้กระทำ เกิดทีหลังการกระทำ, มีความรักเกิดขึ้นในใจ ก็จะเกิดตัวกูผู้รัก,

น.58 ๕๐ มีความโกรธไม่พอใจเกิดขึ้นในใจเท่านั้น มันก็เกิดตัวกูผู้โกรธ, ความเกลียด ความกลัว ความอิจฉาริษยา ความอะไรต่าง ๆ มันเกิดก่อน แล้วตัวผู้ ตัวผู้เป็นอย่างนั้นแหละมันเกิดทีหลัง ให้รู้เรื่องนี้ไว้. ถ้าเห็นว่ามันไม่ถูก logic ก็ขอให้ดูเอาเอง ก็แล้วกัน ไม่ต้องไปอ้างอะไรที่ไหน, ดูความรู้สึกในใจที่แท้ จริงก็แล้วกัน, แล้วเราก็ไม่มีตัวตนสำหรับที่จะเห็นแก่ตน. อันนี้เป็นวิทยาศาสตร์ของพระพุทธศาสนา เป็นวิทยาศาสตร์สูง สุด แล้วอันนี้แหละจะดับทุกข์ได้, ความรู้สึกว่ามีตัวตนไม่อาจจะ ดับทุกข์ได้ ต้องเห็นความจริงของธรรมชาติที่ไม่มีตัวตน แล้ว ตัวตนเพิ่งเกิดขึ้นมาด้วยความโง่ ; เพราะฉะนั้นสิ่งที่สร้างความ โง่ก็คืออวิชชา อวิชชา-ความโง่ ความไม่รู้. ขอทำความเข้าใจตรงนี้ว่า เรามีอวิชชาเป็นม่าน แห่งความโง่, นี้เราหาไม่พบ เพราะม่านแห่งความโง่นี้มัน บัง บังหมด โดยเฉพาะบังพระพุทธเจ้า. ท่านช่วยฟังให้ดี นะ อย่าหาว่าจ้วงจาบ พระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ที่หลัง ม่านแห่งความโง่ของพวกเรา , พระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ ข้างหลังม่านแห่งความโง่ของท่านทั้งหลาย ; ถ้าท่านทั้งหลาย ไม่เอาม่านแห่งความโง่ด้วยอวิชชานี้ออกไปแล้ว ไม่มีหวังที่

น.59 ๕๑ จะพบพระพุทธเจ้า. คนโง่ก็ไปเที่ยวหาพระพุทธเจ้าที่อินเดีย บ้าง, ที่วัด ในโบสถ์ที่ไหนต่าง ๆ ไม่หาที่หลังม่านแห่งความ โง่. ม่านแห่งความโง่ของตัวอยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้ แล้วจะหาพบ หรือ, ต้องหาพบม่านแห่งความโง่ของตน แล้วแหวก ไปหน่อย ก็พบพระพุทธเจ้านั่งอยู่ที่ตรงนี้, สับฟัน หรือเผาไปเลยก็ยิ่งดีไอ้ม่านแห่งความโง่นี่. ท่านได้สอนว่าตัวตนมิได้มีอยู่จริง มันเกิดขึ้นเพราะ ความโง่, เพราะอวิชชาทำให้เกิดขึ้นมา. มีดบาดนิ้ว ก็ว่ามีด บาดกู, ตาเห็นรูปก็ว่ากูเห็นรูป, เวทนาเกิดขึ้น ก็ว่ากูเกิด เวทนา, ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นระบบประสาทตามธรรมชาติ ฉะนั้น ขอให้เรียนความจริงข้อนี้ในฐานะวิทยาศาสตร์ของธรรมชาติ แล้วตัวกูมันก็จะไม่เกิด. ความยากลำบากมันอยู่ที่ว่า ความรู้สึกที่เป็นบวก และความรู้สึกที่เป็นลบ, ถูกใจก็เป็นบวก ไม่ถูกใจก็เป็นลบ พอความรู้สึกถูกใจเกิดขึ้นเป็นบวก มันก็ตัวกูบวก, ตัวกูที่จะ เอา, ตัวกูที่จะรัก, ตัวกูที่จะยึดครอง, ตัวกูที่จะได้. ถ้ามัน เกิดความรู้สึกที่เป็นลบ มันก็เกิดตัวกูลบ มันก็จะฆ่า, มันก็

น.60 ๕๒ จะทำลาย, มันก็จะทำความวินาศ นี่มันเป็นตัวกูบวกตัวกู ลบอยู่. ความเป็นบวกความเป็นลบนี่มันลึกเหลือเกิน, ยาก ที่จะรู้จักหรือแก้ไขได้ แต่มันก็ยังเป็นทางที่แก้ไขได้ ; ถ้า เห็นว่า ความเป็นบวกหรือความเป็นลบนั้น เป็นสิ่งที่ ความโง่สร้างขึ้นให้เป็นบวก สร้างขึ้นให้เป็นลบ ตาม ธรรมชาติแล้วไม่เป็นบวกไม่เป็นลบ . ท่านผู้ใดศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาทในพระพุทธศาสนา ให้เข้าใจแจ่มแจ้งตลอดสาย แล้วจะเห็นได้ว่าไม่มีบวกไม่มีลบ ดอก, แต่มันมีว่า เผอิญไปถูกกับความพอใจก็เป็นบวก ไม่ ตรงก็เป็นลบ. มันเป็นธรรมชาติทั้งบวกและลบ คือไม่มี บวกไม่มีลบที่แท้จริง, มันเป็นแต่เพียงความโง่ สร้างขึ้นมา ให้เป็นบวกให้เป็นลบ. เดี๋ยวนี้เราจะใช้วิทยาศาสตร์ช่วยก็ได้ ทำลายความรู้สึก ว่าเป็นบวกเป็นลบ หรือเห็นปฏิจจสมุปบาทได้ง่ายขึ้น ก็ว่า อย่า ไปหลงความหลอกลวงของความสัมพันธ์อันถูกส่วน ระหว่างเวลากับเทศะ time and space, relativity of time and space นั่นแหละคือของหลอกอย่างยิ่ง, พอมันสมสัด

น.61 ๕๓ สมส่วนเหมาะส่วนแล้ว มันก็ออกมาเป็นบวกบ้าง ออก มาเป็นลบบ้าง , พอผิดส่วนนิดเดียวที่เป็นบวก ก็ไม่เป็นบวก ที่เป็นลบก็ไม่เป็นลบ, มันผิดใน ส่วน time ก็ได้ ผิดในส่วน space ก็ได้, ที่เป็นอร่อยก็ไม่อร่อย ที่เป็นหอมก็เป็นเหม็น ไปเลย. ถ้าเราศึกษาความข้อนี้กันให้มาก ๆ ในทางวิทยาศาสตร์ ก็รู้พุทธศาสนาได้เหมือนกัน. ฉะนั้น ขอให้ช่วยกันนำมา สั่งสอนเรื่องคำสอนของไอน์สไตน์เรื่อง relativity of time and space นี่ช่วยกันศึกษามาก ๆ เถิด จะรู้ว่า เรื่องบวกเรื่อง ลบนี่มันเรื่องหลอกทั้งนั้นแหละ มีผลเช่นเดียวกับรู้ปฏิจจ- สมุปบาท ไม่มีบวกไม่มีลบ; เพราะฉะนั้น จิตมันก็ไม่มี ตัวตน จิตมันก็เป็นกลางซิ, จิตมันก็ที่ คงที่อยู่ในความถูก ต้อง, ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งให้เป็นบวก ไม่มีอะไรปรุงแต่งให้ เป็นลบ มันก็หมดปัญหา. ถ้าคนเราไม่รู้สึกเป็นบวกและเป็นลบ มันก็หมดปัญหา คือไม่เกิดกิเลส ; เพราะไม่เห็นแก่ตัว มันไม่มีอะไรที่จะให้ รัก ไม่มีอะไรที่ให้โกรธ, ตัวกูมันเกิดไม่ได้. แม้จะมีการ กระทำที่เป็นความรู้สึก ก็เป็นของธรรมชาติไป ของตาของ หู ของจมูก ของลิ้น ของกาย ของใจไป ของรูป ของเสียง

น.62 ๕๔ ของกลิ่นไป ไม่ใช่ของตัวตน. จิตที่คิดได้อย่างประเสริฐมันก็ ไม่ใช่ตัวตน มันเป็นเรื่องธรรมชาติของจิต, กายนี้ก็ทำอะไรได้ มากมายเหมือนกัน แต่ไม่ต้องเป็นตัวตน มันเป็นเรื่อง ตามธรรมชาติของกาย. รู้จักนามรูปอย่างเพียงพออย่างนี้ แล้ว ว่าเป็นธรรมชาติอย่างนี้ แล้วก็ไม่เกิดความรู้สึก ว่าตัวตน. นี้คือหัวใจของพระพุทธศาสนา กล่าวไว้ เป็นคำสั้น ๆ คำเดียวว่า อนัตตา. อนัตตาเป็นเครื่องคุ้มครองไม่ให้เกิดความทุกข์ , แขวนอนัตตานี้ดีกว่าแขวนพระพุทธรูป เครื่องรางเป็นไหน ๆ. เอาอนัตตามาแทนพระเครื่องราง หรือว่าถ้ามีพระเครื่องราง ก็บรรจุอนัตตาไว้ในพระเครื่องราง อย่าให้ลืมว่า มันเป็น อนัตตา แปลว่า มิใช่ตัวตน มิใช่ตัวตน มิใช่ตัวตน. คำนี้ มีผู้แปลผิด ๆ ว่า ไม่มีตัวตน มันไม่ได้มันผิด มันไม่ใช่ตัวตน. มันมี มีมากมาย, แล้วก็ตัวตนมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่แรก เกิด มันมีตลอดเวลาว่าตัวตน นั้นความโง่ ม่านแห่งความโง่. ทำลายม่านแห่งความโง่เสีย โอ้, มันธรรมชาติ ไม่ได้มีตัวตน, พอไม่มีตัวตน มันก็ไม่มีทางที่จะเห็นแก่ตน, เมื่อไม่เห็นแก่ ตน จิตก็คงที่เป็นกลาง ไม่ถูกหลอกให้เป็นบวก ไม่ถูกหลอก

น.63 ๕๕ ให้เป็นลบ มันก็ไม่เห็นแก่ตน มันก็ไม่เกิดเรื่องกิเลส ไม่มี กิเลส ไม่มีทางจะเกิดกิเลส. ฉะนั้น ขอให้ศึกษาเรื่องอนัตตา เป็นเรื่องสูงสุดของ พระพุทธศาสนานี้ไว้ เป็นเครื่องคุ้มครองตนและคุ้มครองโลก มันจะช่วยโลกให้พ้นจากความวินาศ. ถ้าโลกยิ่งเจริญด้วยวัตถุ เพียงไร ขอให้มีความรู้เรื่องอนัตตาเพิ่มขึ้นเพียงนั้น แล้วก็จะ คุ้มครองโลกไว้ไม่ให้ต้องวินาศ สร้างอุตสาหกรรมมากกว่านี้ สักร้อยเท่าพันเท่าก็ไม่วินาศ ; แต่ถ้าว่ามันมีอุตสาหกรรมโดย ไม่มีธรรมะที่ถูกต้องช่วยควบคุมแล้ว มันจะสร้างความเห็นแก่ ตัวนั้นครองโลก แล้วมันก็วินาศไม่ต้องสงสัย. ขอฝากไว้แด่ทุกท่านทุกคนว่า พระพุทธศาสนา ของเราสอนเรื่องอนัตตา แปลว่ามิใช่ตน, ถ้าสุดโต่ง ฝ่ายนี้มันว่า อัตตา ๆ มีตน ๆๆ, ถ้าสุดโต่งฝ่ายโน้นมันไม่มี อัตตา นิรัตตา ๆ ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตนเสียเลย, แต่ว่าพระพุทธ ศาสนาอยู่ตรงกลาง อนัตตา มีตนซึ่งมิใช่ตัวตน. ช่วย ฟังให้ดี มีตนซึ่งมิใช่ตัวตน. เราพูดให้ฝรั่งฟังในข้อนี้ลำบาก เหลือเกิน ว่ามีตัวตนซึ่งมิใช่ตัวตน, พูดไป เขาก็หัวเราะ

น.64 ๕๖ you are you with not real you. เขาฟังว่าเป็นไปไม่ได้ เรามีตัวตนเสมอ, เรามีตัวตนซึ่งมันมิใช่ตัวตน ฟังเข้าใจไม่ได้ แต่นั่นคือความจริง. ฉะนั้น ขอให้สนใจเถอะว่า ธรรมะที่จะช่วยเราได้นั้น คือธรรมะเรื่องอนัตตา ไม่มีตัวตน แล้วก็ไม่เห็นแก่ตน, แล้ว มันก็ไม่มีกิเลสใด ๆ มันไม่มีหลงบวกไม่มีหลงลบ, อยู่เหนือ บวกเหนือลบไปเสียหมด เป็นอันว่าหมดปัญหา. นี่ขอให้ท่าน ทั้งหลายช่วยกันเผยแผ่ ช่วยซึ่งกันและกันให้ได้ปฏิบัติ มี ความรู้เรื่องอนัตตา. อาตมาขอแสดงความขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง ต่อท่าน ผู้เป็นประธานของการมาถวายปริญญา ว่าคงจะช่วยให้คนฟัง อาตมามากขึ้น, หรืออยากจะฟังมากขึ้น หรือจะเชื่อและนำ ไปพินิจพิจารณามากขึ้น เพราะว่ามันมีเครดิตขึ้นมาบ้างแล้ว. ให้มันมีผลว่า ให้เราสนใจธรรมะมากขึ้น ให้ธรรมะมีกำลัง เพิ่มขึ้น ให้อธรรมมันถอยกำลังลงไป แล้วโลกนี้ก็จะรอด. สรุปความสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งว่า โลกจะวินาศเพราะ ความเห็นแก่ตัว, จงรีบสร้างธรรมะคือความไม่เห็นแก่

น.65 ๕๗ ตัว มาให้ทัน เทียมทันเพียงพอกับความเจริญทางวัตถุ ซึ่ง มันส่งเสริมความเห็นแก่ตัว. วัตถุมันส่งเสริมความเห็นแก่ตัว ส่งเสริมกิเลส เราต้องเอาเครื่องป้องกันคุ้มครองมาให้ เพียงพอ คืออนัตตา อนัตตา–ไม่ใช่ตัว อย่าให้ถูกหลอก โดยอวิชชาอีกต่อไป. พระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่หลัง ม่านแห่งความโง่ของตนเอง รีบหาให้พบ รีบหาให้พบ, แหวกม่านนั้นหน่อยหนึ่งก็พบพระพุทธเจ้า, เอาไฟเผาเสีย สับเสียก็ได้ให้ไม่มีม่านแห่งอวิชชา แล้วพระพุทธเจ้าก็จะอยู่ กับเราตลอดเวลา, ไม่ต้องไปหาที่อินเดีย, ไม่ต้องไปหาที่วัด ไม่ต้องไปหาในโบสถ์ ไม่ต้องไปหาที่ไหน, พระพุทธเจ้าจะอยู่ กับเรา ถ้าเราเพิกสิ่งกีดกันขวางกั้น คือม่านแห่งความโง่ออก ไปเสียได้. ขอฝากท่านทั้งหลายไว้โดยใจความว่าอย่างนี้ว่า พระ- พุทธศาสนามีอย่างนี้. ขอให้ช่วยกันส่งเสริมพระพุทธศาสนา, เผยแผ่พระพุทธศาสนา, ช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ปฏิบัติพระ พุทธศาสนา. นี่คือคำกล่าวของอาตมา รวมความว่า ขอแสดง ความขอบพระคุณในการถวายปริญญา, ขออนุโมทนาในการ

น.66 ๕๘ กระทำนี้ และขอให้เข้าใจสิ่งที่กระทำนี้ และให้ได้ประโยชน์ จากสิ่งที่กระทำนี้อย่างสูงสุด แล้วให้มีความเป็นพุทธบริษัทที่ เจริญงอกงามแท้จริงสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป. มีความเป็นพุทธบริษัท คือความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานยิ่ง ๆ ขึ้น ๆ ไป, รู้แล้วก็ ตื่นจากหลับ แล้วก็เบิกบาน เหมือนดอกไม้บานยิ่ง ๆ ขึ้น ๆ ไป สมกับความเป็นพุทธบริษัทของกันและกัน จงทุกๆท่านเทอญ. พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๖๔-๘๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๓๓ โทร. ๒๒๑๒๓๓๘, ๒๒๒๑๖๘๔

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต