น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ อาตมาก็ยังคง บรรยาย เรื่อง การปฏิบัติเกี่ยวกับอายุ ต่อไปอีก เพราะว่า มันยังไม่สิ้นเชิง. อยากจะทำความเข้าใจกับท่านทั้งหลายทั้ง ปวง, ให้มีความเข้าใจในเรื่องนี้ โดยละเอียดถี่ถ้วนครบทุกแง่ ทุกมุม, จนกว่าจะถึงวันที่จะบำเพ็ญการเลิกอายุในวันข้างหน้า, ในวันนี้จะบรรยายโดยหัวข้อว่า เลิกอายุแล้วมาอยู่กับ อตัมมยตา. ผู้ที่ไม่ได้เคยพังมาแต่แรกก็คงจะงง เพราะว่าบุคคล เช่นนี้ไม่เข้าใจ แม้แต่คำว่าเลิกอายุทำอย่างไร, แล้วก็ไม่เข้าใจ "ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๓๒
น.10 ๒ แม้แต่คำว่าอตัมมยตา คืออะไร ; ต้องขอโอกาสเพื่อซ้อม ความเข้าใจ กับผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อนสักเล็กน้อย ดังต่อไปนี้. เลิกอายุคือหมดปัญหาเรื่องอายุ. ที่ว่าเลิกอายุนั้น มันเป็นคำพิเศษ, เป็นเพียงความ รู้สึกในจิตใจ ไม่เกี่ยวข้องในความหมายของคำว่าอายุ ; ไม่ใช่ เลิกมีอายุแล้วก็ตาย แต่ก็ว่า เลิกอายุทั้งที่ยังไม่ตาย, ไม่ต้อง ตาย ยังไม่ตายแต่ก็เลิกอายุ ไม่รู้ไม่ชี้กับเรื่องอายุ หมด ปัญหากับเรื่องอายุ. ข้อนี้ต้องฟังให้ดีมาแต่เริ่มแรก, คือว่าเป็น เด็ก ๆ ก็สนุกด้วยความมีอายุ ; ระลึกถึงเมื่อตัวเองยังเป็นเด็ก สนุกสนานอยู่ด้วยอะไร, ก็สนุกสนานอยู่ด้วยความมีอายุ แล้ว ก็รักอายุ หลงอายุ เมาอายุ, พอใจเหลือประมาณ ในการที่ ได้เป็นตัวกู ในลักษณะเช่นนี้. ครั้นอายุมากเข้า ๆ ผ่านวัยหนุ่มสาวเป็นพ่อบ้านแม่ เรือน, เป็นวัวลากเกวียนมาหลายสิบปีเข้า ก็เริ่มรู้จักไปอีกทาง
น.11 ๓ เริ่มระแวงสงสัยว่า ความมีอายุนี้ถ้าจะไม่ใช่ของสนุก เริ่ม ระแวง สังเกต พิสูจน์; จนกระทั่งรู้จักว่า อายุ ๆ นี้มันอะไร กัน มันอย่างไรกัน, อายุก็มากเข้าทุกที จนแก่ชราจึงรู้ว่าไม่ ไหว. นี่ก็รู้จักอายุ แล้วก็เยาะเย้ยความมีอายุ ล้อเลียนความ มีอายุ, เลิกกันที พอกันที อย่าต้องมีอายุนั่นแหละดี. ที่เขาว่าเกิดมาเป็นบุญ ได้เกิดมาแล้วก็บุญ นั้นมันไม่ใช่เสีย แล้ว, มันต้องเหนืออายุเหมือนกับไม่ได้เกิดมานั่น มันจึงจะ เป็นบุญ. นี่เรียกว่าเลิกอายุ เลิกอายุ อยู่เหนืออายุ ไม่มี ปัญหาอันใดเกี่ยวกับอายุ นี่เรียกว่าเลิกอายุ. วันนี้อธิบายด้วยบทว่า เลิกอายุแล้วมาอยู่กับอต้ม- มยตา อตัมมยตา ฟังให้ดี จำให้ดี เป็นคำพิเศษ มีความหมาย สูงสุด อตัมมยตา. ใจความสำคัญของอตัมมยตา. พูดถึงคำว่าอตัมมยตานี้ อธิบายกันเป็นวัน ๆ จึงจะ เข้าใจได้ดี, แต่สรุปเอาแต่ใจความก็แล้วกันว่า อยู่กับความคง ที่ที่ไม่มีอะไรมาทำให้เปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรมาทำให้เปลี่ยน
น.12 ๔ แปลง. ตัวหนังสือคำนี้แปลว่า ไม่สำเร็จอยู่ด้วยเหตุปัจจัย นั้น ๆ ไม่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยนั้น ๆ ; หมายความว่าสิ่ง ที่แวดล้อมอยู่, ที่แวดล้อมเราอยู่ มันปรุงแต่งให้เป็นอย่าง นั้นให้เป็นอย่างนี้ หัวหกก้นขวิดมากี่สิบอย่างแล้ว นั่นแหละ คือเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. มันคงที่ไม่ได้ เพราะว่ามันสู้ เหตุสู้ปัจจัยไม่ได้ ; เหตุปัจจัยมันก็ปรุงแต่ง มันก็เปลี่ยนแปลง มันไม่คงที่, เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวชั่ว เดี๋ยวบุญเดี๋ยว บาป เดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวพอใจเดี๋ยวไม่พอใจ เดี๋ยว รู้สึกว่าถูกใจ เดี๋ยวก็ไม่ถูกใจ เดี๋ยวก็รู้สึกว่ากำไร เดี๋ยวก็รู้สึกว่า ขาดทุน เดี๋ยวก็รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ เดี๋ยวก็รู้สึกว่ากูก็เอาเปรียบ มึงบ้าง ; มันเป็นตรงกันข้ามเป็นคู่ ๆ หาความจริงไม่ได้ เดี๋ยวเป็นนรกเดี๋ยวเป็นสวรรค์ คือเดี๋ยวก็ร้อนใจเดี๋ยวก็สบายใจ เดี๋ยวเป็นนรกเดี๋ยวเป็นสวรรค์ อย่างนี้เรียกว่ามันไม่คงที่. ถ้าได้อยู่กับความคงที่แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลงอย่าง ใดเลย นั้นจะเป็นอย่างไร ? ขอให้ลองคิดดู : ไม่ต้องขึ้นไม่ ต้องลง ไม่ต้องฟูไม่ต้องแฟบ ไม่ต้องเหี่ยวไม่ต้องพอง คือ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย, ที่เห็นได้ง่าย ๆ ก็คือ ไม่ดีใจและไม่เสียใจ ที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้, เหนือคือเหนือความดีใจและความเสีย
น.13 ๕ ใจ. เราต้องตั้งใจพิเศษศึกษาให้ดี ว่าเมื่อเราดีใจนั้นมันเป็น อย่างไร, และเมื่อเราเสียใจนั้นมันเป็นอย่างไร ให้รู้จักทั้งสอง อย่างและเอามาเปรียบเทียบกันดู. เมื่อเสียใจนั้นมันไม่ไหว มันเหลือทน ไม่มีใครชอบ ; แต่อย่าลืมว่าเมื่อดีใจ ดีใจมัน กระหืดกระหอบ มันฟุ้งซ่าน, มันไม่ใช่ความสงบ มันเป็น การกระตุ้นให้วุ่นอยู่ในใจ, ดีใจเกินไปก็นอนไม่หลับ ดีใจเกิน ไปก็กินข้าวไม่ลง ดีใจมากเกินกว่านั้นก็บ้า, คิดดูเถอะดีใจ ๆ อย่าทำเล่นกับมัน. นี่เราสบายแท้จริงเมื่อไร ? ก็เมื่อไม่ดีใจไม่เสียใจ ไม่ ดีใจไม่เสียใจ นั่นแหละเบาสะอาดบริสุทธิ์เหนือสิ่งทั้งปวง, ไม่มีอะไรมาครอบงำย่ำยีผูกมัดรัดรึง. นี่จิตอย่างนี้ก็เรียกว่า คงที่ เพราะมันเหนือการปรุงแต่งของอะไรๆเรียกว่าอตัมมยตา, อตัมมยตาไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น คือสิ่งที่มาปรุงแต่งมา ปรุงแต่งไม่ได้ ชีวิตของเราจึงอยู่เหนือจากสิ่งที่เข้ามา ปรุงแต่ง โดยประการทั้งปวง. บรรดาสิ่งที่เข้ามาปรุงแต่งนั้น ท่านคิดดูเอาเองเถอะ มันเข้ามาปรุงแต่งเพื่ออะไร ? มันมาปรุงแต่งเพื่อให้ดีใจและ เสียใจทั้งนั้น; คนธรรมดาเป็นอย่างนั้นทั้งนั้น สิ่งที่เข้า
น.14 ๖ มาปรุงแต่งจิตใจของคนธรรมดา ก็คือปรุงแต่งให้รู้สึก ดีใจหรือเสียใจ. เอ้า, เข้ามาทางตา สวยก็ปรุงแต่งไปอย่าง ไม่สวยก็ ปรุงแต่งไปอีกอย่าง, เข้ามาทางตา จิตใจก็ชอบหรือไม่ชอบ ไปตามที่มันสวยหรือไม่สวย. เข้ามาทางหูไพเราะหรือไม่ไพ- เราะ ก็มาปรุงแต่งให้ชอบใจหรือไม่ชอบใจ. เข้ามาทางจมูก หอมหรือเหม็น ก็มาปรุงแต่งให้วุ่นวายไปตามแบบของมัน, แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าหอม หอมนักก็หายใจไม่ออกเหมือนกัน คิดดูให้ดี. เข้ามาทางลิ้นอร่อย หรือไม่อร่อย, คำนี้อร่อย คำนี้ไม่อร่อย มันก็บ้าบอขึ้น ๆ ลง ๆ กว่าจะกินข้าวเสร็จ ขึ้น ๆ ลง ๆ หลาย ๆ ครั้ง. เข้ามาทางกาย, ทางผิวหนังสบายอบอุ่น นิ่มนวลหรือว่าหยาบกระด้าง, มันก็มาปรุงแต่งเพื่อความดีใจ เสียใจไม่พอใจ อร่อยไม่อร่อย, ทางกายโดยเฉพาะเรื่องทางเพศ ก็มาถูกใจหรือไม่ถูกใจทั้งนั้น. ที่นี้ทางใจเอง ก็มีความคิดฝ่าย เลวร้าย มีความกลัว มีความขัดใจ มีความสงสัย มีความไม่ แน่ใจไม่ปลอดภัย, เดี๋ยวก็ดีใจเดี๋ยวก็พอใจก็ถูกใจ. ก็มีอยู่ ๒ เรื่องถูกใจกับไม่ถูกใจ ปรุงแต่งให้ขึ้นลงอยู่เสมอ นี้ทางใจ.
น.15 ๗ การปรุงแต่งทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ, มันมีเป็น ๒ อย่าง อย่างนี้ คือให้พอใจกับไม่พอใจ. พอใจก็เป็นไปอย่างหนึ่ง ไม่พอใจก็เป็นไปอย่างหนึ่ง หาความ คงที่ไม่ได้. พอใจก็วุ่นวายไปตามความพอใจ ไม่พอใจก็วุ่น วายหรือเจ็บปวดไปตามความไม่พอใจ. ถ้าอยู่เหนือมันเสียให้หมดจะเป็นอย่างไร ? คิดดูเถอะ ถ้าอยู่ให้เหนือ เหนือเสียทั้ง ๒ อย่าง, เหนือความพอใจเหนือ ความไม่พอใจเสียได้นี้ มันจะเป็นอย่างไร ? นี่คือร่องรอยของ อตัมมยตา. อตัมมยตา ไม่ต้องดีใจ ไม่ต้องเสียใจ อยู่ เหนือความพอใจความเสียใจ เหนือความได้เหนือความ เสีย, เหนือความแพ้เหนือความชนะ. หรือถ้าพูดกันอย่างละเอียดลึกซึ้ง แล้วก็พูดไปใน ทางว่า เหนือบุญเหนือบาป. เหนือบุญเหนือบาปนี่ บางคนไม่เข้าใจแล้วก็สะดุ้งก็มี, เหนือบุญเหนือบาป เหนือดี เหนือชั่ว เหนือสุขเหนือทุกข์ไปเลย. บาปนั้นไม่ไหว, แต่บุญมันก็เป็นเหตุให้อยู่ไม่นิ่งอยู่ไม่สุขเหมือนกัน, บุญตาม
น.16 ๘ แบบเมืองสวรรค์นั้นไม่ใช่ความสงบ วุ่นวายด้วยสิ่งพอ ใจ สนุกสนานเบิกบานร่าเริงไม่มีหยุด. สุขก็ดูให้ดี ที่ว่าสุข ๆ นั้น มันต้องมีการอดทน, มัน ต้องมีการรู้สึกที่ต้องทน แต่ว่ามันทนอย่างไม่รู้ตัว, ทุกข์นั้น มันทนอย่างเหลือทน สุขนั้นมันทนอย่างชอบทน พอใจ ที่จะทน ; เป็นความเหน็ดเหนื่อยเหมือนกัน เพราะมันนิ่ง อยู่ไม่ได้ มันต้องพอใจมันต้องหลงใหล นรกสวรรค์อีกคู่หนึ่ง นรกก็กัดเจ็บปวด สวรรค์ ก็ทำให้เหลิง ทำให้หลงใหลเหลิงเจิ้ง . นี่เรียกว่าความ ไม่สงบ ความไม่สงบของสิ่งที่เป็นคู่ ๆ เหล่านี้. ดีก็วุ่นวายไปตามแบบดี ชั่วก็วุ่นวายไปตามแบบชั่ว, บุญก็วุ่นวายไปตามแบบบุญ บาปก็วุ่นวายไปตามแบบบาป, สุขก็วุ่นวายไปตามแบบสุข ทุกข์ก็วุ่นวายไปตามแบบทุกข์, มั่งมีก็วุ่นวายไปตามแบบมั่งมี ยากจนก็วุ่นวายไปตามแบบยาก จน. เราจะพูดกันสักกี่คู่ ถ้ามันยังเป็นคู่แล้วมันยังไม่ใช่ ความสงบ ; ต่อเมื่อขึ้นอยู่เหนือที่เป็นคู่ ๆ เหนือความเป็น คู่ ๆ เหล่านี้เสียทุกคู่ เป็นความสงบ. แล้วจะเรียกว่า
น.17 ๙ อะไร ทีนี้จะเรียกว่าอะไร ? เหนือชั่ว เหนือดี เหนือบุญ เหนือบาป เหนือสุขเหนือทุกข์ เหนือนรกเหนือสวรรค์ แล้ว จะเรียกว่าอะไร, เรียกตามธรรมะแท้จริงก็เรียกว่า ความ ว่าง, เรียกให้ถูกใจคนก็เรียกว่า นิพพาน นิพพาน. เอ้า, ชั่วกันสักพักหนึ่ง แล้วก็จะมาดี พอเหนือดี เลิกดีก็ว่าง, ทุกข์กันเสียสักพักหนึ่ง มาถึงสุข สุขกันสักพัก หนึ่ง เหนือสุขก็คือว่าง, บาปกันสักพักมาถึงบุญ เหนือบุญ ก็ว่างอีกแหละ. ว่างคือความจริง ว่างจากตัวตน ว่างจาก ความหมาย แต่ไม่มีใครชอบ ; พอพูดว่าว่าง ๆ นี้คนก็หาว่า สูญเปล่าไม่มีอะไร ก็ไม่มีใครชอบ เพราะฉะนั้นก็คือไม่ชอบ ความสงบนั่นเอง. ชอบกระโดดโลดเต้นไปตามคู่ ๆ ๆ ต้อง วุ่นวายเปลี่ยนแปลงไปเป็นลักษณะตรงกันข้ามเป็นคู่ ๆ ๆ ไม่มี หยุด ; พอหยุดเสียได้ ไม่ต้องกระโดดโลดเต้นไปตาม อำนาจคู่ ๆ นั่นแหละเรียกว่าอตัมมยตา, อตัมมยตา มันมีความคงที่ คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง โดยประการทั้งปวง เปรียบเทียบว่าภูเขา ภูเขาที่ฝั่งอยู่ในดินโผล่เป็น ภูเขาขึ้นมา, พายุพัด ภูเขาไม่หวั่นไหว ไม่โยกเยก คนก็คิดว่า
น.18 ๑๐ ภูเขามันไม่หวั่นไหว ไม่มีอะไรมาทำให้ภูเขาหวั่นไหว ; แต่ พอแผ่นดินไหว ภูเขาก็โยกเยกเหมือนกัน, แม้แต่ภูเขามัน ยังหวั่นไหว. มันต้องไม่หวั่นไหว, มันต้องอยู่เหนือการปรุง แต่งครอบงำของสิ่งใด ๆ. นี่เราไม่หวั่นไหวถึงขนาดนั้น อยู่กับความไม่หวั่น ไหว ถึงขนาดนั้น ก็เรียกว่าอยู่กับอตัมมยตา อยู่กับ อตัมมยตา. พูดให้คนที่ไม่รู้ธรรมะฟัง ยังไม่รู้ธรรมะเลยยังโง่อยู่ มาก. ต้องเปรียบเทียบด้วยอุปมาตัมมยตาว่า : หญิงสาวสวย สุดคนหนึ่ง เขามือตัมมยตาโดยสมบูรณ์ มีจิตเป็นอตัมมยตา โดยสมบูรณ์, อะไรมาปรุงแต่งโยกโคลงไม่ได้ ; ฉะนั้นต่อให้ ชายหนุ่มรูปงามเจ้าชู้พูดจาเก่งสักร้อยคนก็มาเกี๊ยวเขาไม่สำเร็จ เกี๊ยวหญิงสาวที่มือตัมมยตานี้ไม่สำเร็จ. เอ้า, คุณก็ลองคำนวณ ดูเอาเองว่า อตัมมยตานั้นคืออะไร ? ที่นี้ตรงกันข้ามชายหนุ่ม รูปสวยคนหนึ่งเขามือตัมมยตาเต็มที่ ; ต่อให้นางงามจักรวาล สักฝูงหนึ่ง นางฟ้าสักฝูงหนึ่ง ก็มาเกี๊ยวเขาไม่สำเร็จ ลากหัว เขาไปไม่ได้, ชายหนุ่มคนนั้นเขามือตัมมยตา.
น.19 ๑๑ ก็ลองคำนวณดูเอาเองซิว่า อตัมมยตาคืออะไร ? ตัว หนังสือแท้ ๆ มันแปลว่า ไม่สำเร็จมาแต่ปัจจัยนั้น ๆ, ปัจจัยนั้น ๆ ปรุงแต่งไม่ได้, ไม่ได้ตั้งอยู่บนปัจจัยนั้น, ไม่ได้เกิดมาจาก ปัจจัยนั้น, อะไรปรุงแต่งไม่ได้ คือ อตัมมยตา. ถ้าว่าใครมี คนนั้นก็เรียกว่าอตัมมโย เป็นผู้ที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ คือเป็น พระอรหันต์. ถ้ามือตัมมยตาสูงสุดเต็มที่ ก็เป็นพระอรหันต์, ถ้ามีต่ำ ๆ รอง ๆ ลงมา ก็เป็นรอง ๆ ลงมา ; ก็แปลว่ามีความ ไม่หวั่นไหว ตามมีตามได้ในภูมิในชั้นของตน ถ้าเป็นถึงที่สุด แล้วก็เป็นพระอรหันต์. ลำดับของการเห็นแจ้ง. อธิบายทางธรรมะสักหน่อย ถ้าฟังไม่เข้าใจก็ขอเชิญ หลับไปพลางก็ได้. อตัมมยตา เป็นญาณทัสนะ หรือ วิปัสสนาญาณ เห็นแจ้งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง. นับตั้งแต่เริ่มเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่าไร ก็ไม่หลงรักหลงโกรธในเรื่องนั้น ๆ ในสิ่งนั้น ๆ เห็นลึกเข้าไปถึง ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา ก็ยิ่งมั่นคงมากขึ้นไปอีก. ถ้าเห็นไปถึง ตถาตา
น.20 ๑๒ เช่นนั้นเอง เช่นนั้นเองไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น คือ เห็น สุญญฺตา มันว่างจากตัวตน มันว่างจากตัวตน มันจึง เป็นเช่นนั้นได้; ถ้ามันยังมีตัวตน มันก็เปลี่ยนแปลงอยู่ เรื่อยไป, เห็นความว่างจากตัวตน เห็นความคงที่ไม่ เปลี่ยนแปลง แล้วก็จะเห็นอตัมมยตา - ความไม่ขึ้นอยู่ กับปัจจัยนั้น ๆ. นี่เรียกว่า อตัมมยตา ใครมาขู่ให้กลัวก็ ไม่ได้, ใครมาจี้ให้หัวเราะก็ไม่ได้, นี่ความมั่นคงอย่างตัวอย่าง ที่ยกมาให้ฟังแล้ว ว่าหญิงสาวผู้มือตัมมยตา ชายหนุ่มผู้มี อตัมมยตานั้น มันจะเป็นอย่างไร. ลำดับของมันมีไปตั้งแต่ว่า เห็นความสุขแบบกาม กามารมณ์ทางเพศ เห็นเป็นของเหลวไหล, เลื่อนขึ้นไปหา ความสุขทางรูปฌาน เหนือกามารมณ์ คือสะอาดจากกามารมณ์ ต่อมาก็เห็นต่อขึ้นไปอีกว่ายังวุ่น ก็ละความสุขในรูปโลกขึ้นสู่ อรูปโลกสูงขึ้นไป, ต่อมาก็เห็นว่า มันยังหวั่นไหว ก็เลิก ขึ้น ไปเป็นโลกุตตระ เป็นโลกุตตระ - เหนือโลก นั่นแหละคือ ว่าเป็นอตัมมยตาสมบูรณ์. จากกามโลกไปสู่รูปโลก จาก รูปโลกไปสู่อรูปโลก จากอรูปโลกก็ไปสู่โลกุตตระ, ตอนนั้น
น.21 ๑๓ แหละอตัมมยตาที่สมบูรณ์ มันจึงเหนือการปรุงแต่งโดยประการ ทั้งปวง คือมันไม่มีการปรุงแต่ง มันจึงจะเป็นอตัมมยตา. อตัมมยตากับความสุขที่แท้จริง. ต้องพูดกันบ่อย ๆ ต้องขออภัยที่ต้องพูดกันบ่อย ๆ ว่า มันมีแต่แรดฟังเขาเป่าปี่ หรือมีแต่การเป่าปี่ให้แรดพัง. ทุก คราวที่มีการสวดศพป่าช้า พระจะต้องพูดประโยคหนึ่งเสมอ เตสํ วูปสโม สุโข, ประโยคนี้ต้องพูดทุก ๆ คราว อนิจฺจา วต สงฺฺขารา อุปาท วยธมฺมิโน อุปปฺชฺชิตฺวา นิรฺขณฺนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข. บาทท้ายบทท้าย คือหมายถึงการไม่ปรุงแต่ง เมื่อไม่ ปรุงแต่งก็เป็นสุขอย่างยิ่ง. เดี๋ยวนี้มัน สุขที่เหนือสุข ไปอีก, ไม่ใช่สุขที่คู่กับทุกข์ คือเป็นนิพพาน คือเป็นว่าง. ไม่ปรุงแต่ง ไม่มีเวทนา, มันไม่มีการปรุงแต่ง มันไม่มีการ ปรุงแต่ง ขอให้ฟังดูให้ดี ๆ ไม่มีตัวตนที่เสวยอะไร, จิตใจว่าง จากตัวตน จิตใจเป็นจิตบริสุทธิ์ ไม่มีความหมายแห่งตัวกู- ของกู, กูไม่ได้อะไร กูไม่เสียอะไร กูไม่เป็นอยู่ที่ไหน กูไม่ ขึ้นอยู่กับอะไร. นี่จึงจะเรียกว่า เตสํ วูปสโม สุโข ระงับ
น.22 ๑๔ เสียได้ซึ่งการปรุงแต่งทั้งหลาย, เตสํ ทั้งหลาย การปรุงแต่ง ทั้งหลาย รูป สโม ระงับเสียได้ สุโข เป็นสุข. ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ ทุกคนจะเข้าใจเรื่องอตัมมยตามานานแล้ว ไม่เป็นของใหม่ ไม่เป็นของแปลก. เดี๋ยวนี้ไม่รู้เรื่อง ยังไม่เคยรู้เรื่อง, เป็น ของใหม่ของแปลกอยู่ตลอดเวลา. จึงขอให้พยายามสนใจกัน ให้ดี ๆ ว่ามันยังมีอะไรที่เหมือนกับเส้นผมบังภูเขา หรือภูเขา ที่เส้นผมมันบังอยู่. เรามันหลงแต่ความรู้สึก อารมณ์ที่ถูกใจ, โดยไม่รู้ว่า ยิ่งถูกใจเท่าไรยิ่งไม่ใช่ความสงบ, ไม่ถูกใจก็ไม่สงบ ถูกใจมันก็ ไม่ใช่ความสงบ, ยิ่งถูกใจมันก็ยิ่งเร้าใจ ไม่ใช่ความสงบ ; ฉะนั้นขอให้ดูตรงที่มันไม่เร้าใจ มันเป็นความสงบ. ถ้ามีอะไร มากระตุ้นให้ถูกใจ ให้สบายใจหัวเราะอยู่เสมอ ; ไม่เท่าไรก็ บ้าตาย เป็นบ้าตาย มันหาความสงบไม่ได้. ของชอบของ อร่อยนั้น มันมีค่าอยู่ที่มันมาเป็นพัก ๆ, ถ้ามันมาตลอดเวลา ก็ไม่ไหว สู้ไม่ไหวเป็นบ้า ต้องเป็นบ้า. มันต้องพัก พัก จากอร่อย พักจากไม่อร่อย, แล้วอยู่เหนืออร่อย เหนือไม่ อร่อย นั่นแหละคือความพักผ่อนที่แท้จริง, เรามือตัมมยตา แท้จริง ก็เป็นการพักผ่อนที่แท้จริง.
น.23 ๑๕ เมื่อใดจึงจะได้อยู่กับอตัมมยตา. ถ้ายังเลิกอายุไม่ได้ คือมีตัวกู-ของกูอยู่ ก็ไม่มีวัน พบกับอตัมมยตา. นี่ช่วยฟังให้ดี ๆ ถ้ายังมีตัวกู - ของกูอยู่ อย่างนั้นอย่างนี้ คืออายุยังมีอยู่นั่นแหละ มันก็ไม่มีวันที่จะ พบกับอตัมมยตา ; จึงพูดถึงเรื่องเลิก ๆ ๆ เลิกตัวกู เลิกตัวกู. เลิกความมีอายุเป็นตัวกูอย่างนั้นอย่างนี้, เท่านั้นเท่านี้ เลิก ๆๆ ๆ นี่ จึงจะพบกับอตัมมยตา. ดังนั้นมันจึงเป็น เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องสุดท้าย, เมื่อชนะหมด เลิกหมด ข้ามขึ้นอยู่เหนือหมด อยู่ข้างบนหมด จะเป็นอตัมมยตา. เหนือดีเหนือชั่ว เหนือสุขเหนือทุกข์ เหนือบุญ เหนือบาป, เหนือนะไม่ใช่อยู่ระหว่างนะ อยู่ตรงระหว่างยัง ไม่ปลอดภัย ; หันไปข้างโน้นข้างนี้เดี๋ยวก็เอาอีก อยู่เหนือ เสียเลย มันก็ไม่ไปฝ่ายไหน นี่ความหมายของอตัมมยตา. ไม่ต้องดีใจไม่ต้องเสียใจให้เหนื่อย, ไม่ต้องร้องไห้ไม่ต้อง หัวเราะให้เหนื่อย ; ร้องไห้นั้นคนไม่ชอบ แต่หัวเราะถ้าเขา ให้หัวเราะไม่หยุดล่ะจะว่าอย่างไร ให้หัวเราะไม่ยอมหยุดมันก็ ตายเหมือนกัน ก็ไม่แพ้ร้องไห้. ฉะนั้นจึงพูดว่า ไม่ต้อง
น.24 ๑๖ หัวเราะไม่ต้องร้องไห้นั่นแหละ ฟังให้ดีๆ คือความสงบ ไม่ หวานไม่ขมนั่นแหละจึงจะเป็นความสงบ ไม่รักไม่ชังจึงจะเป็น ความสงบ. สงสัยอยู่ว่าจะไม่มีใครชอบ ไม่มีใครชอบความอยู่ เหนือที่เป็นคู่ ๆ อย่างนี้, ยังเลือกเอาสิ่งหนึ่งของคู่ คือฝ่ายดี เอาเรื่องได้ เรื่องชนะ เรื่องสวยงาม เรื่องเอร็ดอร่อย เรื่อง สนุกสนาน เรื่องสวรรค์ แล้วบางคนก็มีความคิดว่า มัน ไปสุดอยู่ที่สวรรค์ ; เพราะเขารู้ว่าสวรรค์มีกามารมณ์ มีอะไร ที่พอใจเป็นที่สูงสุด, แล้วก็คิดว่าสุดอยู่ที่นั่น. ทำบุญก็คิดว่า ไปสุดอยู่ที่สวรรค์ ไม่รู้ว่าสุดมันอยู่ที่นิพพาน มันเหนือสวรรค์ มันหมดความเป็นสวรรค์ ผู้ที่อยู่เหนือสวรรค์ไปแล้ว ผ่านไปแล้ว จะเห็นว่า สวรรค์ก็เป็นดงสกปรกชนิดหนึ่ง มัวเมาในกามารมณ์ ต้อง เหนือสวรรค์ขึ้นไปอีก จึงจะเป็นนิพพาน สะอาด ว่าง เย็น สงบ อิสระเสรี, นี่คือเรื่องอตัมมยตา, จนกว่าจะเสรี ๆ ๆ อยู่เหนือ การปรุงแต่งของสิ่งใด เรียกว่า อตัมมยตา, ตรงตามตัวหนังสือ อตัมมยตา - ไม่สำเร็จออกมาจากสิ่งนั้น, ไม่สำเร็จออกมาจาก สิ่งนั้น แปลว่าสิ่งนั้น ๆ ปรุงแต่งไม่ได้.
น.25 ๑๗ ในปทานุกรมคำพูดของมนุษย์ในโลกไม่มี แต่มีอยู่ ในพระบาลี คำว่า ความที่ปรุงแต่งไม่ได้ โดยสิ่งนั้น ๆ ใน พระบาลีมีคำนี้ คือคำว่า อตัมมยตา แต่ในปทานุกรมในดิกชัน- นารี คำพูดทั้งหลายของคนในโลกธรรมดาไม่มี ไม่มีคำว่า สิ่งที่อะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้ ไม่มี เพราะเขาไม่รู้จัก ไม่เคยพูด, ไม่เคยเก็บมาใส่ไว้ในปทานุกรม แล้วก็ไม่ได้พบ ผ่านพบคำว่า อตัมมยตาในพระบาลี แล้วเอาไปใส่ไว้. นี่เราก็พยายามพูด พยายามพูดกันให้ได้เข้าหู ให้ได้ยินไกลออกไป ไกลออกไป ; จนผู้เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตไหนพอใจ เก็บเอาไปใส่ไว้ใน ปทานุกรม, นี่คงจะดีขึ้นมากทีเดียว. จะอยู่กับอตัมมยตาได้ ก็ต่อเมื่อเลิกอายุ หมดปัญหา เกี่ยวกับอายุ, นี่ตอนหนึ่งนะฟังให้ดีนะ จะอยู่กับอตัมมยตา ได้ก็ต่อเมื่อเลิกอายุ จะเลิกอายุได้ก็ต่อเมื่อ เลิกตัวกู ไม่มีตัวกู. เลิกตัวกู ไม่มีตัวกู จึงจะเลิกอายุได้; ถ้า ยังมีตัวกูอย่างนั้นอย่างนี้ ที่นั่นที่นี่อย่างนี้แล้ว มันไม่เลิกอายุ. ฉะนั้นจะเลิกอายุต้องเลิกตัวกู ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธ- ศาสนา ไม่มีตัวตน ไม่มีสิ่งที่เป็นตัวตน.
น.26 ๑๘ อัตตา อนัตตา นิรัตตา. ความรู้ของมนุษย์หรือสติปัญญาของมนุษย์ได้เริ่ม มาก ขึ้น ๆ ลึกซึ้งขึ้น ดีขึ้น ๆ มาตั้งแต่แรก, จนมาถึงมนุษย์รู้จักตัวตน, แล้วรู้จักตัวตนที่ดี รู้จักตัวตนที่ดี แล้วก็อยากจะมีตัวตนที่ดี อันถาวรเป็นนิรันดร ; หยุดอยู่ที่นั่นขั้นหนึ่งก่อน. ต่อมา พระพุทธเจ้ารู้ต่อสานต่อขึ้นไป ว่าไม่ได้ ไม่ใช่ ต้องเลิกตัวตน ต้องพ้นจากความมีตัวตน ต้องว่างจากตัวตน, แล้วก็มีความ ว่างจากตัวตนนั่นแหละเป็นนิรันดร. พวกก่อนโน้น พวกที่ เกือบจะถึงที่สุดท้ายเขาว่า มีตัวตนเป็นนิรันดร มีตัวตน นิรันดร, ต่อมาพระพุทธเจ้าเสริมว่า มีความว่างนิรันดร ว่าง จากตัวตนเป็นนิรันดร. ต้องรู้จักไว้ให้ดี ใคร ๆ ก็อยากจะมีตัวตนทั้งนั้น เพราะยังโง่ยังหลง ยังต้องการจะมีตัวตน. พูดว่าว่างจาก ตัวตนก็ไม่เข้าใจ, และก็ไม่สนใจ, ไม่สนใจที่จะเข้าใจ. นี่ต้อง เปรียบเทียบว่า มันต่างกันอย่างไร : สรุปแล้วมันก็จะมีอยู่เป็น ๓ พวก ฟังให้ดี ๆ พวก หนึ่งสุดไปทางนี้, สมมติว่าทางซ้าย สุดไปทางซ้าย มีตัวตน
น.27 ๑๙ เต็มที่ ตัวตนแท้จริง, มีตัวตนตลอดเวลา. นี่ก็เรียก ว่ามี อัตตา หรือว่ามีอาตมัน แล้วแต่จะใช้คำไหน เรียกว่า ตัวตนทั้งนั้นแหละ, อาตมันก็ดี อัตตาก็ดี ตัวตนเต็มที่. พวกหนึ่งบังเอิญตรงกันข้าม เกลียดตัวตนจนพูดว่า ไม่มีอะไร, ไม่มีตัวตน ขวาสุดทางนี้ เรียกว่านิรัตตา หรือ นิราตมัน ไนราตมัน. นี่ไม่มีอัตตาเลย ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเสียเลย นิรัตตา นิราตมัน. พุทธศาสนาอยู่ตรงกลางเป็นอนัตตา อนาตมัน, อนาตมัน หรืออนัตตา แปลว่าไม่ใช่ตัวตน มีแต่สิ่งที่มิใช่ ตัวตน. คุณจะเรียกว่าตัวตนก็ตามใจคุณ แต่มันเป็นตัวตน ที่มิใช่ตัวตน. นี่พุทธศาสนา มิใช่ตัวตน, มีแต่สิ่งที่มิใช่ตัว ตน แต่คนก็โง่ว่าเป็นตัวตน แต่ที่จริงมันมิใช่ตัวตน แยกกันให้ดี ฟังกันให้ดีว่า ข้างนี้มีตัวตนร้อยเปอร์- เซ็นต์, ข้างนี้ไม่มีตัวตนร้อยเปอร์เซ็นต์, ตรงกลางมีแต่ตัวคน ซึ่งมิใช่ตัวตน ไม่พูดว่าไม่มีอะไร ไม่พูดว่าไม่มีอะไรเสียเลย มีเยอะแยะ เอาเป็นตัวตนก็ตามใจคุณ แต่มันมิใช่ตัวตน. อนัตตา แปลว่า มิใช่ตัวตน ไม่ใช่ ไม่มีตัวตนเสียเลย มันมีแต่
น.28 ๒๐ ตัวตนที่คนโง่ว่าเอาเอง มันก็มิใช่ตัวตน. สุดซ้ายว่ามีตัวตน, สุดขวาว่าไม่มีตัวตน, ตรงกลางนี้ว่ามิใช่ตัวตนมีแต่สิ่งที่มิใช่ ตัวตน นั่นแหละพุทธศาสนา. เขาเคยเข้าใจสูงสุดกันจนว่า มีตัวตนที่น่าปรารถนา เป็นนิรันดร, อีกพวกหนึ่งว่าไม่ใช่ ไม่เอา ไม่เอาเรื่องยุ่ง ไม่มี ตัวตนเอาเสียเลย เป็นนิรันดร. ส่วนพระพุทธเจ้าว่ามิใช่ ตัวตน ว่างจากตัวตนนิรันดร, อะไรจะมีก็ช่างมัน จะมีขันธ์ ธาตุ ปัจจัย อายตนะอะไรก็สุดแท้ มันมิใช่ตัวตน ; อย่าเอา ขึ้นมาเป็นตัวตน แล้วก็มีแต่ความว่างนิรันดร . มีตัวตนนิรันดร ก็บ้าไปทางหนึ่ง, ไม่มีอะไรเสียเลยก็บ้าไปทางหนึ่ง, มีแต่ตัวคน ซึ่งมิใช่ตัวตน นี่คือพุทธศาสนา เป็นความคิดเห็นที่อยู่ ตรงกลาง. ความว่างกับอตัมมยตา. นี่เรียกว่าคงที่ เพราะว่า ความว่างมันไม่เปลี่ยน แปลง, ก็คิดดูซิ ถ้ามันว่างแล้วมันจะเอาอะไรเปลี่ยนแปลง, ยิ่งว่างเท่าไรมันก็ยิ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ฉะนั้น ความว่างมันจึงคงที่.
น.29 ๒๑ ความว่างนี้มันไม่มีมิติ รูปร่างขนาดอย่างนั้น ๆ มัน ไม่มีมิติ, มันไม่มีมิติรูปร่างแล้วมันจะเอาอะไรเปลี่ยนแปลง แล้วความว่างนี้มันไม่ขึ้นอยู่กับเวลา, สิ่งที่เรียกว่าเวลานี้มัน ควมคุมความว่างไม่ได้, เมื่อไม่ขึ้นอยู่กับเวลา แล้วมันจะ เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร มันจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร. มัน ไม่มีมิติ, มันไม่ขึ้นอยู่กับเวลา มันก็ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลง, ไม่มีตัวตนที่จะเปลี่ยนแปลง. แต่คนไม่รู้จัก คนก็เห็นว่า ว่างแล้วจะได้ประโยชน์อะไร, ว่างแล้วจะได้ประโยชน์อะไร ; เพราะฉะนั้นคนชนิดนี้ไม่มีวันจะพบกับความสงบ, ไม่มีวันจะ พบกับความบริสุทธิ์ ไม่มีวันจะพบกับเสรีภาพอันแท้จริง. ขอให้คิดดูให้ดี ๆ ว่างนั่นแหละ ว่างนั่นแหละ อตัมมยตา, ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะไม่มีอะไรเข้าไปปรุงแต่งได้ ถ้าเรายังมีตัวตน ตัวตนนั่นแหละมันขึ้นอยู่กับเวลา มันขึ้น อยู่กับสิ่งปรุงแต่ง ; เพราะฉะนั้นมันว่างไม่ได้ มันก็เปลี่ยน แปลง. ฉะนั้นเราเลิกตัวตน เหลืออยู่แต่ความว่าง, เลิก ตัวตนเหลืออยู่แต่ความว่าง ก็เป็นอตัมมยตา อย่างที่กล่าว
น.30 ๒๒ แล้ว ; เลิกตัวตนได้มันก็ไม่มีอายุ เพราะไม่มีอะไรเป็นที่ตั้ง แห่งอายุ. นี่จะบ้าหรือดีก็ยังไม่แน่ใจ ที่ชักชวนคนให้เลิกอายุ เลิกอายุ, เขาไม่อาจจะเข้าใจแล้วก็ไม่อาจจะเลิก แล้วก็เข้าใจ ไม่ได้ แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร. ถ้าเลิกยึดมั่นถือมั่นในอายุ ไม่ต้องมีอายุ ให้มีแต่จิต ที่มันอยู่กับความว่าง มีแต่ความว่าง, จิตไม่คิดว่ามีตัวตน มัน ก็ไม่มีอายุชิ มันไม่มีอะไรเป็นที่ตั้งแห่งอายุ. นี้ว่าเลิกอายุ อยู่กับความว่าง ก็คืออยู่กับอตัมมยตา, มีความปกติคงที่ มี ความคงที่ตามแบบของอตัมมยตา : คงที่ทางกาย คงที่ทางจิต คงที่ทางวิญญาณ, คงที่ทุกอย่างทุกประการ เรียกว่าอตัมมยตา. คงที่ทางร่างกาย ร่างกายหวั่นไหวไม่ได้ เพราะจิต มันไม่หวั่นไหว, ไม่มีการหวั่นไหวทางร่างกาย ไม่มีความสั่น สะเทือนทางร่างกาย, อะไรมาจี้ให้หัวเราะไม่ได้ อะไรมาทำให้ ตัวสั่นไม่ได้. ไม่หวั่นไหว คงที่ในทางจิต, ไม่หวั่นไหวในทางจิต ที่คนทั้งหลายเป็นกันอยู่เสมอ ศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่แล้วเป็น
น.31 ๒๓ มาแล้ว ; พออะไรผิดปกติ มันก็หวั่นไหวในทางจิต มีวาบ มีสะดุ้ง มีกลัว. เพียงแต่ว่าคุณลืมกุญแจ ลืมกุญแจทำกุญแจหาย จิตใจของคุณก็วาบไหวไปตามอะไรก็ไม่รู้, หรือเพียงแต่เห็น บุรุษไปรษณีย์ถือโทรเลขเข้ามา จิตใจของคุณก็หวั่นไหวเสีย แล้ว นี่ไม่รู้เหตุดีเหตุร้ายทั้งนั้น จิตมันหวั่นไหวเสียแล้ว, พอระลึกได้ขึ้นมา นี่ทำผิดแล้ว ทำผิดแล้วต้องถูกปรับ วินาศ แน่คราวนี้ มันก็หวั่นไหวเสียแล้ว, นี่เรียกว่าจิตมันหวั่นไหว มันวาบหวิว มันสั่นเสียว. ถ้ามือตัมมยตามันเป็นอย่างนั้นไม่ ได้ มันคงที่, กุญแจหายก็ไม่หวั่นไหวอะไร หาจนกว่าจะพบ ไม่พบก็ไปหาซื้อมาใหม่ ไม่ต้องหวั่นไหว. ได้ยินข่าวร้าย ได้ยินข่าวตาย ก็หวั่นไหว, ยิ่งเป็นของลูกของหลานแล้วยิ่ง หวั่นไหว นี่ขอให้คิดดูเถอะความหวั่นไหวทางจิต มีความหวั่นไหวลึกไปกว่านั้น คือความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัว, ความเห็นแก่ตัวมีอยู่เป็นประจำ อะไรเกิด ขึ้นก็มีความหมายขึ้นมาทันที เพราะความเห็นแก่ตัว, มุ่งไป ในทางได้ทางเสีย ทางแพ้ทางชนะ ทางกำไรทางขาดทุน เสีย เปรียบได้เปรียบอะไรมากเกินไป ถ้าเรามือตัมมยตา ความ เห็นแก่ตัวจะไม่เกิด.
น.32 ๒๔ ความเห็นแก่ตัว ต้นเหตุของความวินาศ. ขอโอกาสหน่อยนะ อย่าหาว่าทำให้เสียเวลา ขอ โอกาสพูดเรื่องความเห็นแก่ตัวนี้สักหน่อย, ว่าเดี๋ยวนี้มันกำลัง จะวินาศ เพราะความเห็นแก่ตัว, ทั่วโลกมันกำลังจะวินาศ เพราะความเห็นแก่ตัว เพราะมันเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว มันเพิ่มความเห็นแก่ตัว คนเห็นแก่ตัวมันเพิ่ม ๆ มันไม่ลด จนเห็นแก่ตัวกันไปเสียทุกคน. สุนัขนี้ไม่ได้เพิ่มความเห็นแก่ ตัว, กี่ปีกี่สิบปีร้อยปีมาแล้ว มันก็ไม่ได้เพิ่มความเห็นแก่ตัว เพราะมันโง่ ; ส่วนคนนั้นมันฉลาด ๆ ฉลาดขึ้น, ยิ่งฉลาด เท่าไรมันก็ยิ่งเพิ่มความเห็นแก่ตัวลึกลงไปเท่านั้น เพราะว่า ความฉลาดนั้นมันไม่ได้รับการควบคุม. การศึกษาบ้าในโลก ในโลกมีแต่การศึกษาบ้าบอ, สอนแต่ให้ฉลาด ๆ เทคโนโลยี่โลแย่อะไรก็ไม่รู้ล้วนแต่สอนให้ ฉลาด ๆ ฉลาด; แล้วก็ไม่มีการควบคุมความฉลาด คน ฉลาดก็เอาความฉลาดไปใช้เพื่อเห็นแก่ตัว. ดังนั้น ความ เห็นแก่ตัวในโลกนี้ก็เพิ่มขึ้น ๆ ตามการศึกษาที่เพิ่ม ความฉลาด โลกจึงไม่มีหวังที่จะสันติภาพ, ไม่มีหวังที่
น.33 ๒๕ จะสันติภาพ เพราะมันมีแต่ความฉลาดที่เพิ่มความเห็นแก่ตัว ยิ่งฉลาดยิ่งเห็นแก่ตัว ; เพราะฉะนั้น ต้องลดความเห็น แก่ตัว ถ้าฉลาดก็ฉลาดด้วยการคุมความเห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรควบคุมความฉลาด มันก็เลยเอาไปเป็นทาส ของความเห็นแก่ตัว, ยิ่งฉลาดยิ่งเห็นแก่ตัว. ระวังให้ดี, ลูกหลานของเรานั่นแหละ จะยิ่งฉลาด และยิ่งเห็นแก่ตัว สุนัขและแมวมันเท่าเดิม ขอค่าฝากไว้ล่วง หน้า, แต่ว่าลูกหลานของเราจะยิ่งฉลาดและยิ่งเห็นแก่ตัวมาก ขึ้น ๆ ตามยุคสมัย, แต่สุนัขและแมวมันจะเท่าเดิม มันเห็น แก่ตัวเท่าเดิม; เพราะมันไม่ฉลาด มันโง่มันทำไม่เป็น ฉะนั้นความทุกข์ของมันก็เท่าเดิม. แต่ว่าความทุกข์ของคนที่ ฉลาด ฉลาดยิ่งขึ้นด้วยความเห็นแก่ตัว มันจะไปสู่ความวินาศ ; จะสร้างอาวุธ เครื่องมือทำลายโลก เผลอใช้กันเมื่อไร โลกนี้ มันก็วินาศ. ได้ยินว่ามันมีแล้ว อาวุธที่จะใช้ทำลายล้างกัน มันมีแล้ว แต่ยังไม่กล้าใช้ เพราะมันกลัวเหมือนกัน ต่างฝ่าย ต่างเห็นแก่ตัว ยังไม่กล้าใช้. ถ้ามันใช้อาวุธร้ายกาจที่ได้ สะสมไว้เมื่อไร โลกนี้ก็วินาศ วินาศได้หลายหน, อาวุธที่ได้
น.34 ๒๖ ทำขึ้นไว้เสร็จแล้ว สามารถทำโลกให้วินาศเกลี้ยงได้ตั้งหลายหน นี่ระวัง โลกในอนาคตจะวินาศเพราะความเห็นแก่ตัว. ความเห็นแก่ตัวเกิด เพราะไม่มือตัมมยตา มันหลง ดี หลงชั่ว หลงได้หลงเสีย หลงแพ้หลงชนะ หลงกำไรหลง ขาดทุน, มันก็เห็นแก่ตัว มันต้องการจะครองโลก, มันบ้าถึง ขนาดที่จะครองโลก ; พอมีคู่แข่งขันแย่งกันครองโลก มันก็ เอากันวินาศ. ถ้ามือตัมมยตา มันไม่หวั่นไหวไปตามดีชั่ว สุขทุกข์ มันไม่มีใครคิดจะครองโลก, มันมีความคิดไปว่า โอ เราเป็นเพื่อนกัน เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายกัน เราไม่ แยกกันเป็นสองฝ่าย. เดี๋ยวนี้ความเห็นแก่ตัวมันแยกโลกออกเป็น ๒ ฝ่าย : ฝ่ายคนมั่งมี คือนายทุน, ฝ่ายคนยากจน คือชนกรรมาชีพ ; มีหัวหน้ากันทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วมันจะเล่นงานกันทั้งสองฝ่าย. มันแยกกันเป็น ๒ ฝ่าย มันไม่อาจจะเป็นเพื่อนกัน มันจะต้อง ได้ทำลายล้างกันโดยแน่นอน ; แต่พอมันเป็นเพื่อนกัน มัน ไม่มีสองฝ่าย มันเป็นฝ่ายเดียวเสีย. ฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา, นาย ทุนชนกรรมาชีพ มันเป็นเพื่อนกันเสีย มันก็เหลือฝ่ายเดียว แล้วมันจะรบกันใครเล่า.
น.35 ๒๔ นี่ความเห็นแก่ตัว มันทำให้เป็นคู่ต่อสู้แข่งขันกัน เรื่อยไป, มันแย่งที่น่ารักน่าปรารถนา เพราะว่ามันบ้าดี เมาดี หลงดี ยึดมั่นดี, ว่ากูจะต้องชนะ กูจะเอาทั้งหมด. แต่ถ้า มันมือตัมมยตา มันไม่หลงดีบ้าดี มันก็ไม่มี, ไม่มีทางที่จะเป็น ๒ ฝ่าย ไม่เป็นตรงกันข้าม ; มันกลายเป็นเพื่อน เป็นเพื่อน, เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายกันทั้งโลก ทั้งจักรวาลเลย, กี่โลก ๆ กี่จักรวาลก็เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย กันหมด ไม่แบ่งออก เป็น ๒ พวก ไม่เป็นนายทุนกับชนกรรมาชีพ. แม้ในขอบ เขตน้อยๆ ในขอบเขตน้อย ๆ ของสังคมหนึ่ง, ของบริษัท หนึ่ง ก็อย่าแบ่งกันเป็นนายจ้าง เป็นลูกจ้าง ให้มาเป็นเพื่อน กันเสีย ปัญหาก็จะไม่มี. เมื่อมีคนเดียวมันจะรบกับใคร ; ก็ช่วยกันสร้างโลกให้งดงาม, สร้างโลกให้งดงาม เป็นเพื่อน เป็นสหายกันไปหมด ไม่มีคู่แข่งขัน. นี่เราจะต้องไม่หลงของเป็นคู่ ๆ ดีชั่ว สุขทุกข์ บุญ บาป ได้เสีย แพ้ชนะ ได้กำไรขาดทุน อย่าไปหลงเรื่องคู่ ๆ จะไม่หลงต้องมือตัมมยตา มันไม่หลงซ้ายหลงขวา, มันอยู่ เหนือไปหมด เรียกว่ายิ่งกว่าอยู่ตรงกลางอีก, อยู่ตรงกลาง ยังไม่ปลอดภัยเท่ากับอยู่เหนือเสีย. เช่นเราอยู่ในระหว่างดี
น.36 ๒๘ ระหว่างชั่วนี้ ยังไม่ปลอดภัยเท่ากับอยู่เหนือมันเสียเลย, เหนือ ดี เหนือชั่ว ไม่มีทางที่จะกระทบ ไม่มีทางที่จะเบียดเบียน อะไรกัน. นี่ขอให้ท่านทั้งหลาย พยายามทำความเข้าใจว่า หลง ตัวกูมันมีอายุ, หลงอายุมันก็ไม่มือตัมมยตา มี แต่เป็น ซ้ายเป็นขวา, เป็นบวกเป็นลบ, เป็นดีเป็นชั่ว, เป็นแพ้เป็น ชนะ, เป็นอะไรไปเสียหมด มันไม่อยู่ตรงกลางหรือว่า เหนือ. ฉะนั้นจงเลิกตัวกู ก็จะเป็นการเลิกอายุ เพราะไม่ มีที่ตั้งแห่งอายุ, อายุมันตั้งอยู่บนตัวกู เลิกตัวกูเสีย อายุ ไม่มีที่ตั้ง มันก็เลิกอายุ. เลิกตัวกูมันก็ว่าง ว่างมันก็มี แต่อตัมมยตา, ว่างจากตัวกู ไม่หลง, ไม่หลงฝ่ายซ้าย ไม่ หลงฝ่ายขวา, ไม่หลง positive ไม่หลง negative คือไม่หลงดี หลงชั่ว หลงสุขหลงทุกข์ หลงได้หลงเสีย หลงแพ้หลงชนะ, ไม่หลงแม้แต่นรกกับสวรรค์, แต่จะว่างเหนือไปเสียเป็น นิพพาน. เอาละ เรื่องมันจบเท่านี้แหละ. เมื่อใดเลิกอายุเสียได้ เมื่อนั้นจะอยู่กับอตัมมยตา คงที่ไม่หวั่นไหวเปลี่ยนแปลงเป็นซ้ายเป็นขวา หรือเป็นอะไร,
น.37 ๒๙ มีความคงที่ยิ่งกว่าภูเขา ที่ปักอยู่ในแผ่นดิน เพราะถ้าแผ่นดิน ไหวภูเขามันไหว, นี่เราไม่มีอะไรไหว ไม่มีอะไรทำให้ไหว มั่นคง. แล้วเปรียบเทียบเอาเองว่าจะเป็นไปได้ หรือไม่เป็น ไปได้ นั่นอีกเรื่องหนึ่งนะ ; แต่ว่าถ้าเป็นไปได้ ความมั่นคง มันจะมีเท่าไร. หญิงสาวที่มือตัมมยตามั่นคงเท่าไร ชายหนุ่ม ที่มือตัมมยตามั่นคงเท่าไร ก็ไม่ประพฤติกาเมสุมิจฉาจาร, มัน ก็ไม่มีอนาจารทางเพศ ไม่ต้องเป็นโรคเอดส์ด้วยซ้ำไปนะ ไม่ ต้องพูดเรื่องนี้. ขอให้ท่านทั้งหลาย สามารถมีความรู้ความเข้าใจ, เห็นเรื่องการยึดมั่นถือมั่นในอายุนั้นเป็นโทษเป็นภัยอย่างไร. เลิกยึดมั่นถือมั่นในอายุ ก็เท่ากับว่าเลิกอายุ เลิกอายุ แต่คน ไม่ต้องตายดอก จิตใจของคนไม่ยึดมั่นในอายุ. พอเลิก ยึดมั่นในอายุ มันก็ไม่มีอะไรที่เป็นคู่ ๆ, มันก็เป็นสิ่งเดียวคงที่ ถาวร เป็นอตัมมยตา เป็นว่างถาวร ว่างถาวร ; ร่างกาย ไม่ต้องตาย ยังอยู่ที่นี่ แต่จิตใจคงที่เป็นความว่างถาวร, ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่บุญไม่บาป ไม่นรกไม่สวรรค์ ไม่แพ้ ไม่ขนะ ไม่กำไรไม่ขาดทุน ไม่ได้เปรียบไม่เสียเปรียบ. เอ้า, บางคนก็คงจะหลับแล้ว ก็ไม่เป็นไร ไม่มีเรื่อง อื่นจะพูดที่ดีกว่าเรื่องนี้ ก็ต้องพูดเรื่องนี้.
น.38 ๓๐ วันนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ก็ขอยุติด้วยความฝากไว้ กับท่านทั้งหลายว่า ไปคิดดูเถิด, ไม่มีทางรอดไหน ทางรอด อันไหนไม่มี นอกจากทางรอดของการเลิกอายุเสีย, แล้วไปอยู่กับอตัมมยตา. นี้เป็นทางรอด เป็นที่หลบที่ ซ่อน จากความทุกข์ความตายอะไรทุกชนิด, อยู่กันในความ ว่าง กลายเป็นความว่าง, เป็นความว่างไปเสียเถิด ไม่มีอะไร จะมาครอบงำย่ำยีได้, อยู่กับความว่าง เป็นความว่าง นิรันดร เพราะความมือตัมมยตา โดยเลิกตัวกู-ของกูเสียได้. ไม่ต้องเชื่อ ที่พูดนี้อย่าเชื่อ, แต่ขอให้เอาไปคิด แล้วเห็นได้ว่า มันเป็นอย่างนั้นจริง ก็ค่อยทำตาม ; ทำตาม แล้วมันได้ผลอย่างนั้นจริงจึงค่อยเชื่อ อาตมาตายไปแล้วค่อย เชื่อก็ได้. ขอฝากไว้ให้เอาไปคิด, เอาไปคิด เห็นจริงแล้วทำ แล้วก็ได้รับผลจริง ว่ามันไม่มีทุกข์จริงเพราะข้อนี้ แล้วก็เชื่อ. ขอยุติการบรรยาย ด้วยความสมควรแก่เวลาในวันนี้, เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรม ที่เรียกว่า คุณสาธยาย บรรยายธรรมะที่ส่งเสริมให้เกิดกำลังใจ ในการ ที่จะปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา, แล้วก็เจริญไปตามทาง ธรรม พ้นจากทุกข์ถึงที่สิ้นสุดแห่งความทุกข์ สืบต่อไป ณ กาล บัดนี้.
น.39 สรุปเรื่องการเลิกอายุ. * ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ จะได้บรรยายโดย หัวข้อว่า สรุปเรื่องการเลิกอายุ หมายความว่า เรื่องเลิกอายุ ที่ได้บรรยายมาแล้วหลายแง่มุมมากมาย วันนี้ก็จะสรุปให้เป็น ที่เข้าใจกันเสียที, แล้วก็จะเลิกบรรยายเรื่องนี้ บรรยายเรื่อง อื่นหรือชุดอื่นต่อไป. วัตถุประสงค์ของการบรรยายเรื่องเลิกอายุ. ความมุ่งหมายที่แท้จริง ก็คือว่า ในวันครบรอบ ๘๔ ปีเต็ม ที่จะมาถึงข้างหน้านั้น จะได้มีการประกอบ * ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๒ ๓๑
น.40 ๓๒ พิธีอย่างที่ไม่ซ้ำกับที่แล้วมา จึงได้เรียกว่า เลิกอายุ. ที่แล้ว ๆ มามันมีแต่เรื่องหลงอายุเป็นส่วนใหญ่ ถึงกับบ้าอายุ จะต่ออายุ แล้วก็ฉลองอายุ เรียกว่า กินกันใหญ่ สนุกกัน ใหญ่ รับเงินกันใหญ่ รับของกันใหญ่ รับเครื่องสักการะกัน ใหญ่ ชนิดที่ไม่กลัวผีหัวเราะ. ถ้าสมมติว่าพระพุทธเจ้า เสด็จมาเห็น ท่านก็คงจะสั่นพระเศียร. นี่เรียกว่าที่แล้วมา เราทำกันอย่างนั้น, แม้ที่ทำครั้งสุดท้าย เรียกว่า ล้ออายุ ก็ยัง ไม่จริงดอก มันเป็นเรื่องฉลองอายุเสียมากกว่า. นี่ขอบอกเป็นการล่วงหน้า ว่าพอกันที แบบนั้น เลิกที, เอาแบบตามที่ได้ตั้งใจไว้ ไม่ให้ซ้ำกับที่แล้วมา. บางคนอาจจะไม่พอใจก็ได้ ก็ช่วยอธิบายกันด้วย, ว่าได้มีการ ทำแบบฉลองอายุมานานนักหนาแล้ว ก็ควรจะพอกันทีเรื่อง ฉลองอายุ ; คือเลื่อนขึ้นไป ให้เลื่อนขึ้นไป ไม่หยุดอยู่กับที่ ให้มันสิ้นสุดเกี่ยวกับเรื่องของอายุ. จึงขอให้เข้าใจความมุ่ง หมาย, บางคนเขาจะว่าบ้าบออวดดีอะไรก็ตามใจ ไม่เป็นไร, เราจะเอาแต่ผลอันแท้จริง ที่จะพึงได้รับจากการกระทำ. การทำอะไรซ้ำอยู่กับที่นั้น ไม่ใช่เรื่องของคนที่มีสติ ปัญญา , การทำให้มันก้าวหน้า ก้าวหน้าไปในทางสูง ทางถูก
น.41 ๓๓ ทางดี ทางที่จะสิ้นสุด เรียกว่ามันถูกต้อง แล้วก็ควรจะพยายาม. แล้วเรื่องเกี่ยวกับอายุนี้ มันก็ควรจะขึ้นไปถึงขั้นสุดท้าย คือ เลิก หรือพ้น หรือเหนือ จึงเรียกว่า พอกันที, พอกันทีเรื่องที่ เกี่ยวกับอายุพอกันที. ต่อไปนี้จะไม่มีปัญหา คือไม่มีความยุ่ง ยากลำบากใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องการมีอายุเท่านั้นเท่านี้ อย่างนั้น อย่างนี้ เพราะว่ามันทำมามากแล้ว. นี่เรียกว่า ปรับความเข้าใจล่วงหน้า ว่าเราจะประกอบ การกระทำชนิดที่เรียกว่า เลิกอายุ, แล้วเป็นบทบาทอันสุด ท้าย. เลิกอายุ คือพ้นอายุ ไม่มีอะไรที่จะต้องทำเกี่ยว กับอายุอีกต่อไป นี่คือใจความสั้น ๆ ย่อ ๆ ของวัตถุประสงค์, ขอให้ท่านมองให้ดี ให้เข้าใจว่า มันเป็นสิ่งที่มีเหตุผล ควร กระทำอย่างนี้หรือหาไม่. สำหรับใครก็ตาม มีอายุมากขึ้น ๆ, มากจนทำ อะไรไม่ค่อยจะสมกับความที่มันมาก ถ้าอย่างนี้แล้วมันก็จะ เป็นเด็กหัวหงอก. ฟังดูซิ น่าฟังหรือไม่น่าฟัง, มันจะกลาย เป็นเด็กแต่หัวหงอก เพราะว่าไม่ได้ทำอะไรให้ดี ให้มาก ขึ้นไปกว่าที่แล้วมา มันก็เป็นเด็กหัวหงอก เกือบจะไม่มี
น.42 ๓๔ ประโยชน์. เป็นคนแก่หัวหงอก ก็หมายความว่า มีความ เป็นผู้ใหญ่ ในความเป็นคนแก่ ; ถ้าไม่อย่างนั้น มันกลาย เป็นมีความเป็นเด็ก ในร่างกายที่เรียกว่าแก่ สู้ไม่ไหว สู้ไม่ไหว. อยากจะทบทวนเป็นครั้งสุดท้าย ช่วยกันฟังให้ดี ; ชีวิตนี้เริ่มต้นขึ้นมา ด้วยการหลงรัก หลงรักอายุ, กลัวตายหลงรักอายุ นี้หมายถึงเด็ก ๆ พอโตขึ้นมา มันก็ รักมากจนหลง, มากขึ้นไปขนาดเรียกว่าบ้า ขนาดที่เรียกว่า เมา ๆๆ เหมือนกับเมาของเมา ในสิ่งที่เรียกว่าอายุ ; เป็น ไปอย่างนี้จนสุดเหวี่ยงของมัน อายุมันก็ปาเข้าไปตั้งครึ่งคน ความเมาอายุ หลงอายุ. ที่นี้สติปัญญามันเพิ่มขึ้นมาตามอายุ มันก็ค่อยคิด ค่อยเห็น ค่อยมองเห็น ว่านี่มันจะทำกันไปถึงไหนในลักษณะ อย่างนี้ ; และมีความสงสัยขึ้นมาว่า อย่างนี้มันดีหรือไม่ดี มันเป็นเรื่องพรหรือเป็นเรื่องคำสาปแช่ง, ชีวิตที่มีความทน ทรมานไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้ เป็นการได้พรหรือว่าได้คำสาป แช่ง. ความสงสัยมันก็จะเกิดขึ้น แล้วก็จะพิจารณาดู พิจารณา ดู พิสูจน์ดู จนกระทั่งรู้ว่าไม่ไหว เป็นเรื่องเสียเวลา, มัน
น.43 ๓๕ ควรจะมีอะไรที่มากกว่านี้ ดีมากกว่านี้ คืออยู่เหนือ ปัญหา เหนือความยากเหนือความลำบาก ของการที่ มันแก่ลงไปทุกวัน, แทนที่จะหัวเราะเยาะความตาย มัน กลายเป็นกลัว กลัวความตาย กลัวความตายจนหมดความสุข อย่างนี้ไม่ไหว. เลิกอายุแล้วอยู่กับนิพพาน. แล้วก็คิดไปคิดมาเพื่อจะหาทางระงับความเป็นอย่างนี้ เลิกปัญหาอย่างนี้ คือจะให้มันอยู่เหนือการครอบงำของปัญหา เหล่านี้, จะเรียกว่าหมดปัญหาเกี่ยวกับอายุ. มองเห็นประโยชน์ ข้อนี้ จึงคิดว่าเลิกกันที เลิกทันที, มองเห็นชัดว่า ถ้าเลิกได้ ถ้าเลิกเรื่องยุ่ง ๆ เหล่านี้เสียได้ มันจะมีความหมายเท่า กับการอยู่กับนิพพาน. พอพูดถึงนิพพานก็ยุ่งยากลำบากอีก เพราะเคยรู้กัน มาแต่ว่าตาย ๆ หรืออย่างดีก็ไปอยู่ที่โลกอื่นที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่รู้ ว่าจะได้ประโยชน์อะไร ; มันไม่ใช่อย่างนั้น นิพพานก็คือชีวิต ที่เยือกเย็น เยือกเย็นและมีประโยชน์. ช่วยจำได้ด้วยนะ
น.44 ๓๖ ว่าอาตมาพูด ๒ คำนะ, ชีวิตเยือกเย็นเป็นสุขและมีประโยชน์ ด้วย ไม่ใช่เยือกเย็น เยือกเย็นอยู่คนเดียว ไม่มีประโยชน์ อะไร. นี่ระวังให้ดี ว่าเยือกเย็นเป็นนิพพานนั้น มันต้อง มีประโยชน์ด้วย. เลิกอายุแล้ว จะได้อยู่กับนิพพาน คือ ชีวิตที่เยือกเย็นและเต็มไปด้วยประโยชน์, ชื่นอกชื่นใจ ตัวเองเหลือประมาณ ตลอดวันตลอดคืน. เลิกอายุแล้วอยู่กับพระพุทธเจ้าพระองค์จริง. พูดเปรียบอีกอย่างหนึ่งอุปมาว่า เหมือนกับได้อยู่ กับพระพุทธเจ้าพระองค์จริง พระพุทธเจ้าพระองค์จริง ก็คือธรรมะ, ไม่มีการเวียนว่าย ไม่ประสูติ ไม่ตรัสรู้ ไม่ นิพพาน, พระพุทธเจ้าพระองค์จริง. พระพุทธเจ้าพระ- องค์จริง ไม่ประสูติ ไม่ตรัสรู้ ไม่นิพพาน ไม่มีอะไร เป็นอย่างนั้น, เป็นธรรมะนิรันดร ธรรมะดับทุกข์ นิรันดร เป็นอสังขตะ, นี่พระพุทธเจ้าพระองค์จริง. ส่วนพระพุทธเจ้าพระองค์ที่มีการประสูติ มีการ ตรัสรู้ มีการนิพพาน, เกิดที่นั่นที่นี่ เป็นลูกคนนั้นเป็น หลานคนนี้, มีอะไรในโลกนี้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าพระองค์จริง.
น.45 ๓๗ อย่างนี้ไม่ใช่เราว่า ไม่ใช่เราว่าเอาเอง, พระพุทธเจ้าท่านตรัส เองว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม ต่อเมื่อเห็นธรรมจึงจะเห็นเรา ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้น เห็นธรรม, ฉะนั้น การเห็นปฏิจจสมุปบาท คือเห็นพระพุทธ- เจ้า. ทีนี้เห็นปฏิจจสมุปบาทนั้นเห็นอะไร ? ช่วยจำกันไว้ ให้แม่น ๆ เพราะว่าฝั่งกันมาหลายสิบปีเต็มทีแล้ว ควรจะทำ ใจชัดแจ้ง. แล้วพูดได้ชัดเจนว่า ปฏิจจสมุปบาทนี้ คืออะไร. ปฏิจจสมุปบาทนี้คืออาการที่ความทุกข์อาศัยปัจจัยแล้วเกิดขึ้น อย่างไร, และอาการที่ความทุกข์อาศัยปัจจัยแล้วดับลงไปอย่าง ไร. สรุปความว่า ทุกข์เกิดอย่างไร ทุกข์ดับอย่างไร อาการนั้นเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท, เห็นปฏิจจสมุปบาทคือ เห็นธรรม เห็นธรรมคือเห็นพระพุทธเจ้า. สมมติว่าเดี๋ยวนี้ อายุ ๕๐ -๖๐ ปีแล้ว จะไม่เห็นสิ่งนี้เสียเลยหรืออย่างไร, ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่มองเห็น ว่าทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร ทุกข์ดับไป อย่างไร, ถ้าเห็นได้ชัดเจนว่าอาศัยปัจจัยเกิดขึ้นอย่างไร อาศัย ปัจจัยดับลงอย่างไร นี้เรียกว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท.
น.46 ๓๘ พูดอีกทีหนึ่งก็ต้องพูดว่า พระพุทธเจ้า คือผู้ที่แสดง ปฏิจจสมุปบาท, แสดงปฏิจจสมุปบาทนั้นคือแสดงให้เห็นว่า ทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร ทุกข์ดับไปอย่างไร, ฉะนั้น ธรรมะใดที่ แสดงให้เห็นว่า ทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร ทุกข์ดับอย่างไร ธรรมะ นั้นคือพระพุทธองค์, เห็นธรรมะนี้ชื่อว่าเห็นพระพุทธองค์. เห็นปฏิจจสมุปบาทนี้เห็นกันที่ไหน จะเห็นกันที่ ไหน ? ถ้ามันมีความรู้จริง มันจะเห็นไปได้ทุก ๆ แห่ง ที่มีการ ปรุงแต่งเป็นการเกิดและการดับ. ฉะนั้น เห็นที่เพื่อนมนุษย์ ทั้งหลายก็ได้ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็ได้ ต้นไม้ต้นไร่อะไรก็ได้, ถ้าเห็นชัดลงไปถึงอาการอาศัยกันเกิดขึ้น อาการที่อาศัยกันดับ ลง นั่นแหละเห็นปฏิจจสมุปบาท. แต่เดี๋ยวนี้มันไม่มีความสนใจที่จะเห็นอย่างนั้น, เห็น คน มันก็เห็นไปในทางว่าสวยหรือไม่สวย น่ารักหรือไม่น่ารัก, น่าคบเป็นเพื่อนหรือไม่ หมอนี่จะมาดีมาร้ายอย่างไร ; มัน ก็ไม่เห็น ไม่เห็นที่คนที่เรียกว่ามีปฏิจจสมุปบาท. ที่สัตว์ ก็เหมือนกัน ไม่ได้ดูอาการเกิดขึ้นการดับลง, ต้นไม้ต้นไร่ก็ไม่ ดูไม่เห็น เห็นแต่ว่าเป็นต้นอะไร จะเอาไปกินไปใช้ได้อย่างไร,
น.47 ๓๙ ในก้อนหินนี้ก็เหมือนกัน ถ้าว่ามันมีความรู้อันลึกซึ้ง รู้จัก แยกออกไปเป็นธาตุต่าง ๆ เป็นปรมาณู, มีการเกิดดับอยู่ ทุก ๆ ปรมาณู ก็เห็นปฏิจจสมุปบาทได้แม้ในก้อนหิน ; นั่นแหละจะเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์จริงได้ในสิ่งทั้งปวง ใน สิ่งทั้งปวง. พวกเราไม่เคยคิดอย่างนี้, ไม่เคยพูดอย่างนี้ แต่ พวกอื่นเขาคิดเขาพูดกันแล้ว. พระพุทธเจ้ามีในที่ทั้งปวง, ที่ไหนมีอาการแห่งปฏิจจสมุปบาท ที่นั่นมีพระพุทธเจ้านั่ง แสดงอยู่ในนั้น, นั่งแสดงอยู่ทุกหนทุกแห่งทุกเวลาที่มันมี อาการแห่งปฏิจจสมุปบาทปรากฏอยู่. นี่ถ้าเราเลิกหลงใหลในโลกบ้า ๆ บอ ๆ นี้ มาดูอย่าง ลึกซึ้งในภายในแห่งจิตใจ, ในชีวิตอันยืดยาว ; ก็คงจะพบ ได้ว่า ในชีวิตอันยืดยาวนี้มีเรื่องราวนานาสารพัดสารพัน, เกิด ขึ้นอย่างไรดับไปอย่างไร เกิดขึ้นอย่างไรดับไปอย่างไร, ล้วน แต่เป็นเรื่องทุกข์และเรื่องสุขทั้งนั้นมันมาก มากเกินกว่าที่จะ เห็นเสียอีก. แต่เราก็ไม่เห็น เพราะมันไม่อยากจะเห็น ไม่ สนใจจะเห็น, มันไปอยากจะดูจะเห็นแต่เรื่องโน่น, เรื่องบวก
น.48 ๔๐ เรื่องลบ เรื่องได้เรื่องเสีย เรื่องขาดทุนเรื่องกำไร เรื่องแพ้ เรื่องชนะ เรื่องหญิงเรื่องชาย เรื่องผัวเรื่องเมีย, จะไปเห็น แต่เรื่องโน้นไปเสียหมด มันก็เลยไม่เห็นเรื่องนี้. จะเอาธรรมชาติเป็นเกณฑ์ก็ได้ หรือจะเอาสติปัญญา หรือเหตุผลเป็นเกณฑ์ก็ได้, มันแสดงว่า ถึงเวลาแล้ว, ถึง เวลาแล้วที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้. เด็ก ๆ อมมือไม่เห็นก็ช่างเด็ก ๆ ไป อย่าไปสนใจเลย, แต่ว่าคนอายุ ๕๐,๖๐ ปี ๗๐ ปี แล้ว นี่จะว่าอย่างไร มันควรจะเห็น ; ถ้าไม่เห็นมันก็เป็นเด็กหัว หงอก อย่างที่กล่าวมาแล้ว มันก็ไม่น่าสนุก ไม่น่าสนุก อะไร. เป็นคนแก่หัวหงอก คือรู้ เห็น เข้าใจอะไรตาม สมควรแก่อายุ ที่มันมีมากมาย นี่เรียกว่าเห็น. ขอให้ทุกคนสังเกตดูสักนิด ก็จะเห็นได้ด้วยตนเอง ว่าชีวิตทั้งชีวิต ชีวิตที่เป็นมาวันคืน ๆ นี้ ชีวิตนี้ มันเป็น- การศึกษาเล่าเรียน หรือเป็นการสอนอยู่ในตัวมันเอง ; แต่คนโง่ไม่เห็นไม่รับเอา. ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในชีวิตนี้เป็น การสอนที่สุดอยู่ในตัว แล้วมันก็ต้องเป็นการเรียนอยู่ในตัว, ส่วนหนึ่งมันสอนส่วนหนึ่งมันเรียน. ครั้นเรียนแล้วมันก็ทด
น.49 ๔๑ สอบเป็นผลอยู่ในตัว คือสอบไล่ สอบไล่อยู่ในตัว; ก็เรา นั่นแหละมันควรจะได้เห็นได้รู้สึก ได้รับสุขรับทุกข์. ถ้าผู้ใดได้จัดให้ชีวิตเป็นการสอน เป็นการเรียน เป็น การสอบไล่ เป็นการตัดสินผลของการสอบไล่อยู่ในตัว, มันก็ ได้รับสิ่งนี้เป็นแน่นอน ; คือได้รู้จักว่า ชีวิตนี้คืออะไร. ก็จะรู้จักจัดการให้ถูกให้ตรงเผง ว่าชีวิตที่อายุเท่านี้ ควรจะทำ อะไร, อายุเท่าไรควรจะทำอะไร อายุเท่าไรควรจะทำอะไร เป็นลำดับ ๆ มา, จะเรียกได้ว่า มีการเลื่อนชั้นแห่งอายุ เป็น ลำดับมาดังที่กล่าวแล้ว. เดี๋ยวนี้มาถึงขั้นที่รู้จักอายุแล้ว มันจะหลอกอีกไม่ได้ แล้ว นี้ก็เห็นความจริงแล้ว มันก็กลับจะหัวเราะเยาะ อายุ หัวเราะเยาะอายุที่โง่เขลาเสียก่อน แล้วฉันจะเลิก มีอายุชนิดนี้. นี่อยู่กับพระพุทธเจ้าพระองค์จริง คืออยู่กับการเห็น ในอิทัปปัจจยตา, เมื่อใดวันคืนล่วงไป ๆ ด้วยการเห็น อิทัปปัจจยตา เมื่อนั้นคือการอยู่กับพระพุทธเจ้าพระ- องค์จริงประทับอยู่ในจิตใจเลย. พระพุทธเจ้าองค์นอก
น.50 ๔๒ พระพุทธเจ้าองค์เปลือกไม่ต้องสนใจ เพราะว่าเข้าไปอยู่ใน ใจใครไม่ได้. แต่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์จริงนี้ จะเข้าไปอยู่ใน จิตใจของคนได้, เป็นญาณเป็นความรู้ เป็นแสงสว่างเป็น วิชชา, เป็นอะไรก็ตาม อยู่ในจิตใจ เห็นโดยประจักษ์อยู่ว่า เกิดขึ้นอย่างนี้ ดับไปอย่างนี้ เกิดขึ้นอย่างนี้ ดับไปอย่างนี้ ; แล้วก็ไม่เอาแล้วกับเรื่องความเกิดดับไม่มีสิ้นสุดนี่, ควบคุมไม่ ให้มีการเกิดดับที่เป็นความทุกข์. นี่เรียกว่าอยู่กับพระพุทธเจ้า พระองค์จริง คืออยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ ในการเห็นแจ้ง ซึ่งปฏิจจสมุปบาท. ทีนี้ก็ขออนุญาตโฆษณาอตัมมยตาหน่อย สินค้าใหม่; เมื่อได้อยู่กับพระพุทธเจ้าพระองค์จริงอย่างที่ว่ามาแล้วนี้ มันไม่ หวั่นไหว, มันไม่มีความหวั่นไหวต่ออะไร มันมีลักษณะเช่น นิพพาน. สอุปาทิเสสนิพพาน และอนุปาทิเสสนิพพาน. ขออนุญาตอธิบายนิพพาน ๒ สักหน่อย คืออธิบาย กันมาผิดๆ ว่า นิพพานตาย กับนิพพานอยู่, พระอรหันต์ยัง อยู่เรียกว่าสอุปาทิเสสนิพพาน พระอรหันต์ตายเรียกว่า อนุปา- ทิเสสนิพพาน. ในบาลีไม่ได้ว่าอย่างนั้น, พระอรหันต์ที่ยังมี
น.51 ๔๓ อินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทำหน้าที่สมบูรณ์อยู่ ไม่ถูกกำ จัดใด ๆ. นี้มันยังรู้สึก ว่า มนาปามนาปี คือพอใจไม่พอใจ, สุขทุกข์ สุขหรือทุกข์ ; แต่แล้วก็หมดแค่นั้น หมดแค่นั้น, มันรู้สึกแต่ว่า อ้อ วันนี้มันสุขหรือทุกข์. ถ้าเธอสิ้นอาสวะ อรห์ บริสุทธิ์, ขีณาสโว สิ้นอาสวะ, วุสิตวา ประพฤติพรหม- จรรย์จบแล้ว, กตกรณีโย สิ่งใดที่มนุษย์จะต้องทำ ก็ทำเสร็จ แล้ว, แล้วก็มี อนุปตฺต ปทฏฺโธ ประโยชน์ใด ๆ อันตนจะได้ ได้เสร็จแล้ว, ปริกขีณภาสญฺโญชโน เครื่องผูกพันไว้ในภพ สิ้นสุดแล้ว, สมุมปญฺญาวิมุตฺโต หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญาอัน ชอบด้วยตนเอง, นั่นแหละเป็นพระอรหันต์ เป็นอย่างนั้น. แต่พระอรหันต์จำพวกหนึ่งยังรู้สึกว่า อย่างนี้คือสุข อย่างนี้คือทุกข์, อย่างนี้คือสิ่งที่เรียกกันว่าน่าพอใจ อย่างนี้ เรียกว่าไม่น่าพอใจ ; มันจบ เท่านั้นแหละ มันไม่เกิดยินดี ยินร้าย ไม่เกิดตัวกู ไม่เกิดกิเลส. นี่เป็นพระอรหันต์ทีแรก ก็เรียกว่านิพพานเหมือนกัน เย็นหรือไม่เย็นคิดดู, รู้สึกว่า อร่อยหรือไม่อร่อย ก็แค่นั้น มันไม่ปรุงเป็นตัวกู - ของกูขึ้น มาได้.
น.52 ๔๔ ส่วนนิพพานประเภทที่ ๒ เป็นพระอรหันต์อย่างนั้น แล้ว เวทนาทั้งหลายเย็นสนิท, เวทนาทั้งหลาย นาภินนฺทิตานิ อันท่านไม่เพลิดเพลินแล้ว, หมายความว่าไม่รู้สึก เป็นยินดี ยินร้าย หรือพอใจไม่พอใจ เป็นเวทนาที่เย็นสนิท ; ก็ยิ่ง ไม่เกิดตัวกู ไม่เกิดของกู นี่ยิ่งเย็นไปกว่าอย่างแรก. อย่าง แรกยังรู้สึกว่าสุขทุกข์ พอใจหรือไม่น่าพอใจ, แต่ไม่เกิดกิเลส ไม่มีกิเลส. อย่างที่ ๒ ไม่รู้สึกแม้แต่ว่า พอใจหรือไม่น่า พอใจ ไม่สุขไม่ทุกข์, นี่เป็นพระอรหันต์อนุปาทิเสสนิพพาน ธาตุ เย็นหรือไม่เย็น ไม่ได้ตายดอก. ตสฺส อิเทว ภิกฺขเว สพฺพเวทยิตานิ เวทนาทั้งหลายทั้งปวงของเธอนั้นในอัตตภาพ นี้, คือหมายความว่ายังอยู่ ใช้คำว่ายังอยู่ คำว่า อิทะ ๆ ใน อัตตภาพนี้ไม่ใช่ต่อตายแล้ว, นิพพานนี้ ไม่เกี่ยวกับความตาย นิพพานไม่เกี่ยวกับความตาย. เลิกอายุแล้วมาอยู่กับอตัมมยตา. แล้วก็มีอตัมมยตา คือมั่นคง หวั่นไหวหรือเปลี่ยน แปลงไปตามอารมณ์ที่เข้ามากระทบไม่ได้, อารมณ์ที่น่าพอใจ ก็ไม่ทำอะไรได้ อารมณ์ที่ไม่น่าพอใจก็ทำอะไรไม่ได้, อารมณ์
น.53 ๔๕ ที่เป็นสุขก็ทำอะไรไม่ได้ อารมณ์ที่เป็นทุกข์ก็ทำอะไรไม่ได้ นี่คือ อตัมมยตา แปลว่าไม่ปรุงแต่งได้โดยอารมณ์ใด ๆ มีความไม่หวั่นไหวเหลือประมาณ. พูดกันฟังเล่นสักหน่อยก็จะดีเหมือนกันว่า บรรดา ที่คุณรู้จักว่าไม่หวั่นไหว ไม่หวั่นไหวนั้นอะไรบ้าง ก้อนหินนี้ หวั่นไหวไหม ? หรือว่าภูเขาทั้งลูกหวั่นไหวไหม ? ภูเขาหิมาลัย นี้ยาวตั้งสองพันไมล์ ตั้งสามสี่พันกิโลนี้มันก็ยังหวั่นไหว ถ้า แผ่นดินมันหวั่นไหว, ถ้าแผ่นดินมันหวั่นไหว ภูเขาหิมาลัยก็ ต้องหวั่นไหว. แต่จิตที่มีอตัมมยตานั้นไม่หวั่นไหวโดยประการ ทั้งปวง, อะไรมันจะหวั่นไหว โลกมันจะหวั่นไหว จักรวาล มันจะหวั่นไหว จิตนี้ก็ไม่หวั่นไหว ; เพราะมันว่าง ว่างจาก ตัวกู. คิดดูเถอะ ความว่างมันหวั่นไหวได้หรือ มันจะเอา อะไรมาหวั่นไหวเล่า, เป็นความว่างแล้วจะเอาอะไรมาหวั่นไหว ; ฉะนั้น ความหวั่นไหวไม่มีกับความว่าง เลยเป็นความ คงที่ คือไม่มีอะไรปรุงแต่งได้. ถ้าปรุงแต่งได้ มันก็ เปลี่ยนแปลงไม่คงที่, เดี๋ยวนี้อะไรปรุงแต่งไม่ได้ มันก็คงที่ มันเป็นความสงบเย็น.
น.54 คือเลิกตัวกู เลิกตัวกูเสียให้อยู่แต่ความ ว่าง เลิกอายุเสียให้เหลือแต่ความว่าง ก็ได้อยู่กับอตัมมยตา, อตัมมยตา มันเป็นคำแทนชื่อของพระนิพพานก็ได้ จะถือว่า เป็นเรื่องของธรรมชาติอันหนึ่ง ซึ่งมันมีอยู่โดยไม่มีใครรู้จัก อย่างนี้ก็ได้. ผู้ใดมือตัมมยตา ผู้นั้นไม่หวั่นไหวเรียกว่าเป็นพระ- อรหันต์. จะเป็นอย่างนั้นได้ต้องเลิกตัวกู เลิกอายุ เลิกตัวกู ไม่มีตัวกู, ถ้ามีอายุมันมีตัวกู หรือถ้ามีตัวกูมันมีอายุ. ถ้า มันเลิกอายุเสีย มันก็เป็นการเลิกตัวกู, ก็เหลือแต่ความว่าง ซึ่งไม่มีความหวั่นไหว ไม่มีความทุกข์ ; จึงพูดว่าเลิกอายุเสีย เถิด จะได้อยู่กับอตัมมยตา ไม่มีอะไรมาทำให้หวั่นไหวได้. คำนี้มันอธิบายยาก ไม่หวั่นไหวถึงขนาดไหน, แต่ขอให้เปรียบ เทียบอย่างที่ว่ามาแล้ว แม้โลกจะหวั่นไหว, ภูเขาหิมาลัยจะ หวั่นไหว จิตที่มีอตัมมยตาไม่หวั่นไหว. เลิกอายุแล้วอยู่เหนือปัญหาทุกปัญหา. ดูอีกทีหนึ่งก็ว่า จะอยู่เหนือปัญหาทุกปัญหา, นี้มองดูใกล้ ๆ ตัวว่า ปัญหาความยุ่งยากลำบากจะหมดไป ต่อ เมื่อเลิกอายุ แล้วก็เป็นอตัมมยตา.
น.55 แล้วอยู่เหนือโลกแห่งความเพ้อฝัน. แล้วคำสุดท้ายเรียกว่า ไม่อยู่ภายใต้ แต่ว่าอยู่เหนือ เหนือโลกแห่งความเพ้อฝัน คือโลกปัจจุบัน. โลกปัจจุบัน ยิ่งเพ้อฝัน แต่ก่อนก็ไม่ค่อยเพ้อฝัน แรก ๆ ก็ไม่ค่อยเพ้อฝัน, เดี๋ยวนี้ความเจริญเป็นความเพ้อฝันมากขึ้น แล้วยังเพ้อฝันต่อ ไปอีกมากมาย. มันจะอยู่เหนืออำนาจโลกที่เพ้อฝัน โลกที่ เพ้อฝันนั้นจะไม่มายั่วยุให้เป็นไปตามอำนาจนั้น ๆ ได้. นี่อยู่ เหนือโลกแห่งความเพ้อฝัน, มันจะเกิดอะไรขึ้นมา ก็ตาม ใจมัน ก็ช่างหัวมัน. เดี๋ยวนี้มันคอยเงี่ยหูฟังว่าอะไรผลิตออกมาใหม่ ๆ กู จะไปซื้อมา, ไม่มีเงินก็จะผ่อนส่ง จะเอานาเอาสวนจำนำก่อน ก็ได้ ; จะไปซื้อของที่ออกมาใหม่ ๆ ที่ประเสริฐที่วิเศษ. รวมทั้งเรื่องกิน เรื่องแต่งตัว เรื่องใช้สอย เรื่องเจ็บไข้อะไร ก็ตาม มันต้องการไม่มีของเขต, มันอยากจะดีที่สุด ดีที่สุด ดีที่สุด จนไม่รู้จะสุดกันอย่างไร จึงได้เรียกว่าโลกแห่งความ เพ้อฝัน. แล้วมันยังจะฝันมากขึ้นไปอีกแน่นอน ; เพราะ ว่าการศึกษามันไม่หยุด มันก้าวหน้าเรื่อย มันพบเรื่อย.
น.56 ๔๘ เดี๋ยวนี้ข่าววิทยุว่าจะไปโลกพระเกตุเนปจูน ดาวเนปจูน กำลังเข้าไปใกล้, กำลังเข้าไปถ่ายภาพ กำลังเตรียมจะลงอะไร นั้น วิทยุปัจจุบันนี้. นั่นแหละมันเป็นเรื่องที่ว่าเจริญ ๆ ๆ ไม่สิ้นสุด แล้วก็ไม่หยุดความต้องการ, ไม่อาจจะหยุดความ ต้องการ ว่านั่งกันที พอกันที, นั่งกันที อย่ากระโดดโลดเต้น กันนักเลย. มีทางเดียวเท่านั้นที่ว่า เลิกตัวตนเสีย เลิกอายุ เสีย มือตัมมยตา จิตก็จะไม่เพ้อฝันไปตามอำนาจของ โลกแห่งความเพ้อฝัน ปัญหาก็จะจบ เท่านี้. เมื่อมันไม่มี อะไรมาบังคับ ครอบงำ ชักจูงอะไรได้, ไม่มีอะไรมามีอิทธิพล เหนือจิตแล้ว จิตอย่างนี้เขาเรียกว่าหลุดพ้น. คำว่าหลุด พ้นนี้ ไม่ใช่เป็นคำพูดเปรย ๆ บ้า ๆ บอ ๆ, มันหลุดพ้นจาก อำนาจของทุกสิ่งอย่างที่กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น จนว่าอยู่เหนือ อำนาจของโลกแห่งความเพ้อฝัน. นี่ประโยชน์ของการเลิกอายุ ที่อุตส่าห์บรรยายสาธยาย มา จนหลายคนเบื่อแล้วก็ได้ ไม่อยากจะฟังเรื่องซ้ำ ๆ ซาก ๆ นี้, แต่ต้องขออภัยที่ยังต้องพูด เพราะว่ายังไม่เข้าใจถึงที่สุด.
น.57 ๔๙ ขอพูดซ้ำ ๆ จนให้เข้าใจถึงที่สุด ว่าเลิกอายุนั้นคืออะไร ? คือทำอย่างไร ? จะได้อะไรมา โดยวิธีใด ? แล้วก็นึกละอายใจ ที่บอกว่า ล้ออายุ ล้ออายุ ทำบุญ ล้ออายุ ; แต่ว่ากินกันใหญ่ สนุกกันใหญ่ รับเงินกันใหญ่ รับของขวัญกันใหญ่ รับอะไรกันใหญ่, นั่นแหละเลิกอายุ ล้ออายุ บ้า ๆ บอๆ. ขอให้ปรับปรุง ว่าให้มันมีลักษณะล้อ อายุ ๆ, และเลิกอิทธิพลของอายุ เลิกอำนาจของอายุ. ขอให้เตรียมพร้อม อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงวันนั้น, จะ เป็นเรื่องเพ้อฝัน หรือไม่เพ้อฝันก็ตามใจ แต่ว่าถึงวันนั้นจะ ทำบุญประเภทเลิกอายุกันสักที. จะพิมพ์กำหนดการโปรแกรม ออกแจกจ่ายให้ชัดเจน ให้แน่นอน ให้ทั่วไป, ว่าทำอย่างไร จะเป็นบุญกุศลอันแท้จริง ไม่ยุ่งยากหัวปั่นกันเหมือนกับที่ทำ มาแล้ว, ไม่รบกวนใคร แม้แต่แมวสักตัวหนึ่งก็ไม่ต้องลำบาก, ต้องไม่รบกวนใครให้ลำบาก จึงจะเป็นบุญเป็นกุศล. นี้ไป เที่ยวขอร้องผูกพันกันทั่วบ้านทั่วเมือง ให้มาช่วยกันอย่างนั้น อย่างนี้, อย่างนี้ไม่ไหวดอก พระพุทธเจ้าเสด็จมาเห็นก็สั่น พระเศียร ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เป็นธรรมะเป็นวินัย.
น.58 ๕๐ แต่อาตมาก็จะต้องพูดในลักษณะว่า ขอลองดู. ขอ ลองดูโดยเชื่อว่ามันดีแน่ มันมีประโยชน์แน่, มันเป็นการก้าว หน้าแน่ข้อนี้. ขอให้ลองดู เพราะว่าที่ต่ำกว่านั้น เราได้ทำมา แล้ว ทำมาแล้ว, แล้วก็พิสูจน์ว่ามีผลเพียงเท่านี้ มีผลเพียง เท่านี้ ยังไม่น่าพอใจ ยังไม่น่าพอใจ. ตัวตนคือต้นเหตุของความทุกข์. ทำอย่างไม่เลิกอายุ ไม่เลิกตัวตน, มันก็มีผล อยู่ในกองทุกข์ อยู่ในกองทุกข์ ได้รับความสุขปลอมเหมือน ธนบัตรปลอม เหมือนธนบัตรปลอมอยู่เรื่อยไป ได้รับความ สุขปลอม. แต่ถ้ามันโง่มันดีใจ ก็ดีเหมือนกัน ธนบัตร ปลอมมาก ๆ มันก็ดีใจได้เหมือนกัน. น่าหวาดเสียว ถ้าว่า บุญหรือกุศลที่ได้อยู่นั้นมันเป็นของปลอม, มันไม่ตัดปัญหา มันไม่ดับทุกข์ มันเป็นของปลอม. ต้องการเรื่องสวรรค์วิมาน เป็นเรื่องกามารมณ์ทั้งนั้น, เป็นเรื่องบ้าวูบเดียวทั้งนั้น ลงทุน เกือบตาย แล้วก็เป็นผลบ้าวูบเดียว. เรื่องน่าหัวตามที่มีอยู่ในคัมภีร์, เทวดาเมืองสวรรค์ ไม่มีลูกเด็ก ๆ มีแต่โต ๆ ทั้งนั้น ; คงจะฉลาดคุมกำเนิดกัน
น.59 ๕๑ ใหญ่ทีเดียว จึงไม่มีการตั้งครรภ์ หรือการคลอดลูก, นี่เมือง เทวดา ก็เพราะมันบ้ากามารมณ์กันใหญ่ ไม่เสียเวลามาคลอด บุตร. อย่าพูดเลยเรื่องนี้ เพราะว่ามันจะมากเรื่อง มันจะถูกด่า แต่อยากจะเน้นตรงที่ว่า มันบ้ากามารมณ์กันมากเกินไป. ถ้าได้เกิดในพรหมโลก มันก็เป็นเพียงความทุกข์ที่ วงจรปิด มองไม่ค่อยเห็น ในรูปพรหม ; ถ้าในอรูปพรหม มันก็ยังเหลือเงาของความทุกข์ อยู่มากมายทีเดียว. นี่แสดงว่า กามโลกก็ไม่ไหว รูปโลกก็ไม่ไหว อรูป โลกก็ไม่ไหว, สวรรค์ทุกชั้นมันไม่ไหว พรหมทุกชั้นก็ไม่ ไหว, มันยังไม่อยู่เหนือความทุกข์นี่ มันจะต้องเอาชนะความ ทุกข์ให้ได้. พวกพรหมชั้นสูงสุดก็ยังรู้สึกยินดียินร้าย แล้ว เกิดความรู้สึกประเภทตัวตน, พรหมนี้ก็คือยังมีตัวตน ไม่ละ ตัวตน แม้จะสูงสุดสักเท่าไร จึงไม่ใช่นิพพาน ยังมีตัวกู มีของกู. ถ้ามีตัวกู-ของกู มันมีกิเลส ตัวกูบวกก็เกิดกิเลส ประเภทบวก คือ โลภะ หรือราคะ, ตัวกูลบก็เกิดกิเลส ประเภทลบ เกิดโทสะ โกธะ, ไม่รู้ว่าบวกว่าลบเกิดโมหะ ถ้ามันยังมีตัวกู มันก็ยังมีกิเลส มันก็มีภาระแห่งตัวกู
น.60 ๕๒ นั่นแหละคือความทุกข์ เรียกว่าชีวิตชนิดที่ยังกัดเจ้า ของ. คำนี้น่าสนใจไหม สะดุดใจไหม ชีวิตที่กัดเจ้าของ, คุณมีชีวิตชนิดไหน ? ผู้ฟังทั้งหลายนี่มีชีวิตชนิดไหน มีชีวิต ชนิดที่กัดเจ้าของหรือไม่กัดเจ้าของ ? ถ้ามีชีวิตที่ไม่กัดเจ้าของ นั่นแหละรู้ไว้เถอะว่า เป็นพระอรหันต์แล้ว, แต่ถ้ายังมีชีวิต ที่กัดเจ้าของอยู่ กัดเล็กกัดน้อยอะไรก็ตามใจ ยังเป็นคนที่ไม่ใช่ พระอรหันต์ ยังมีชีวิตที่กัดเจ้าของ ยังจะต้องหัวเราะ ยังจะ ต้องร้องไห้, ยังจะต้องดีใจ ยังจะต้องเสียใจ, ไม่มีความว่าง ไม่มีความสงบ, มันมีชีวิตที่กัดเจ้าของ ต้องวิ่งไป ต้องวิ่งมา ต้องสาระพัดอย่าง. ขอให้มุ่งหมายชีวิตที่ไม่กัดเจ้าของ, คำว่าชีวิตนี้ มัน ต้องมีความหมาย ว่าสดชื่น แล้วก็เยือกเย็น, ต้องมีความสด ชื่นมีความเยือกเย็น จึงจะตรงตามความหมายของคำว่าชีวิต. ถ้ามันมีอยู่อย่างไม่สดชื่น อย่างไม่เยือกเย็น มันไม่ใช่ชีวิต ดอก, มันไม่ใช่ความหมายของชีวิต, หรือก็ต้องว่าชีวิตผิด ชีวิตผิด ๆ ชีวิตบ้า ๆ บอ ๆ ไม่มีความหมายอันแท้จริงของคำว่า ชีวิต.
น.61 ๕๓ พอใจในความทุกข์ เอาความทุกข์เป็นตัวเองเสียโดย มาก, แล้วก็ร่าเริงกันอยู่ ยกหูชูหางกันอยู่ ไม่มีที่สิ้นสุด, ว่าเรามีมาก มีดี มีสวย มีอะไรมากกว่าใคร ๆ. มันเป็น เหมือนร่าเริงอยู่ในกลางกองไฟ มันไม่ยอมให้ตาย เพื่อมันจะ ได้มีความทุกข์ยืดยาว ; ถ้าตายเสียมันเลิกกัน มันไม่ให้ตาย แต่ให้มันทรมานอยู่นั่นแหละ. สิ่งเลวร้ายคือความทุกข์ อะไรจะเลวร้ายกว่านี้มัน ก็ไม่มี. เดี๋ยวนี้ไม่รู้จักความทุกข์ ว่าเป็นความทุกข์ เห็น เป็นความสุขไปเสีย ; จึงได้มีชีวิต อยู่ด้วยความหิว คือ ต้องการส่วนเกินอยู่เสมอ. พูดง่าย ๆ มันต้องการมากกว่าเงิน เดือนหรืออะไรที่ได้รับอยู่เสมอ มันก็เรียกว่าหิวอยู่เสมอ ; นี่ชีวิตหิว ไม่น่าเลื่อมใสอะไร ได้เงินมาใช้มาก มันก็ต้อง การมากไปกว่าอีก, ความอยากความต้องการมันเกินหน้าไป เสมอ เกินที่ควรจะได้หรือที่จะหามาได้. มันมีเกินอย่างนี้ อยู่เสมอ ดังนั้นความหิวนี้จึงไม่รู้จักจบ มีความหิวติดต่อกัน ทั้งวันทั้งคืน ทั้งเดือนทั้งปี. ความหิวนี้เป็นสัญลักษณ์ของ เปรต เปรตคือความหิว, เดรัจฉานคือความโง่, นรกคือความ ร้อน, อสุรกายคือความกลัว มันอยู่ด้วยความร้อน ด้วย
น.62 ๕๔ ความโง่ ด้วยความหิว ด้วยความกลัว. นี้มันไม่ใช่เรื่องที่น่า พอใจที่ตรงไหน นี่เต็มไปด้วยปัญหาอยู่ในชีวิต. เราจะต้องอยู่เหนือปัญหาเหล่านี้ ทั้งหมดให้จน ได้ ก่อนแต่จะตาย. เรื่องที่จะต้องคิดกันมากๆ ก็คือว่า เราไม่รู้ เราไม่ เห็น เราไม่ยอมรับว่าทำได้, พอพูดให้ฟังอย่างนี้ก็สั่นหัว ๆ โอ้ ทำไม่ได้ ทำไม่ได้, ป่วยการ ป่วยการไม่ต้องทำ ปล่อยไป ตามเรื่องตามราวดีกว่า. คือไม่ยอมฟัง ไม่ยอมคิด ไม่ยอม เห็นว่า ชีวิตนี้มันพัฒนาได้ จนถึงอย่างนี้, มันพัฒนาได้ ให้สูงขึ้นไปจนถึงไม่กัดเจ้าของ, จนอยู่เหนือปัญหาทั้ง ปวง, จนอยู่เหนืออิทธิพลแห่งความเป็นบวกเป็นลบ, อยู่เหนืออิทธิพลของโลกอันเพ้อฝัน. แต่ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครอยากจะเชื่อ ยอมแพ้ว่าทำไม่ได้แน่ เราทำไม่ได้แน่, แล้วก็เหมาเอาเสียอย่างนั้น ว่าทำไม่ได้ แล้วก็ไม่สนใจ ไม่ พยายามที่จะทำ. เช่นเดียวกับเขาจะพูดกันว่า พระอรหันต์ไม่มี พระ- อรหันต์ไม่มีแล้ว เพราะทำไม่ได้แล้ว, ในเมื่อพระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า มีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่แล้วโลกนี้ไม่ว่าง
น.63 ๕๕ จากพระอรหันต์. ไม่มีใครฟังพระพุทธเจ้า เชื่อตัวเอง ไม่ มีแล้ว ไม่มีแล้ว, อย่างเดียวกับที่ว่า เชื่อตัดบทเสียว่า อย่าง นี้ทำไม่ได้ อย่างนี้ทำไม่ได้, อยู่เหนือปัญหา อยู่เหนือบวก เหนือลบ เหนืออะไรทั้งปวงนี้ ทำไม่ได้ ทำไม่ได้, ไม่อยากฟัง. แต่แล้วก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาพูด เพราะเรื่องนี้มันเป็น เรื่องพุทธศาสนาโดยตรง, ถ้าไม่ให้พูดเรื่องนี้ แล้วจะเอาเรื่อง อะไรมาพูดเล่า. ถ้าจะต้องพูดเรื่องจริงแล้วไม่หลอกกัน ก็ ต้องพูดเรื่องนี้ เรื่องที่ว่าอยู่เหนือ เหนือบวกเหนือลบ เหนือ บุญเหนือบาป เหนือสุขเหนือทุกข์, เหนืออะไร ๆได้ โดย การเลิกตัวกูเสีย ; ก็ไม่ได้อีก ไม่เชื่อว่าจะเลิกตัวกูเสียได้ ไม่เชื่อว่าจะเลิกอายุเสียได้. แล้วคิดว่าถ้าเลิกตัวกูเลิกอายุก็คือ ตาย คือตาย, ไปเข้าใจเสียอย่างนี้ ก็ไม่ยอมฟังเรื่องเลิกอายุ หรือเรื่องเลิกตัวกู, ไม่ยอมฟัง เพราะว่ากลัวตาย. เลิกอายุเพื่อจะไม่ต้องตาย. ขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า เลิกเสียนี้เพื่อไม่ตาย เพื่อไม่ ต้องตาย, เลิกอายุ เลิกตัวกูเสีย เพื่อจะไม่ต้องตาย เพราะว่าไม่มีอะไรที่จะตาย ; ฉะนั้นอย่ากลัวเลย เลิก
น.64 ๕๖ อายุก็ไม่ตาย เลิกตัวกูก็ไม่ตาย อยู่เหนือปัญหาทั้งปวงก็ไม่ตาย. จิตนี้จะเป็นผู้รู้รส หรือได้รับประโยชน์, ได้รับอานิสงส์ แห่งการกระทำ คือบรรลุสิ่งสูงสุด ที่เรียกว่านิพพาน หรืออะไรก็ได้ แล้วแต่จะเรียก, แต่เรานิยมเรียกกันว่านิพพาน หรือโลกุตตระคือเหนือโลก. เหนือโลกคือเหนือปัญหาทุก อย่างทุกประการของโลก, แม้ว่าอยู่ในโลกนี้ โลกก็ทำอะไร ไม่ได้ จับไปแช่ในน้ำแข็งก็ไม่เย็น มนถึงขนาดนี้; แล้ว ใครก็ไม่เชื่อ เหนือปัญหาทุกชนิดในโลก นี่เรียกว่า ประโยชน์ แห่งการเลิกอายุ และเลิกตัวกู เลิกตัวกูเสีย. มีตัวกูที่มิใช่ตัวถู. ความรู้สึกของมนุษย์เรา ช่วยฟังให้ดี ๆ, ว่าความ รู้สึกของมนุษย์เรา ที่มันมีอยู่เอง เป็นไปเองตามธรรมชาติ นั่นมันก็มีอยู่เป็นธรรมดา. สิ่งใดมีชีวิตสิ่งนั้นต้องมีความ รู้สึกตามธรรมชาติ ตามธรรมดาของสิ่งที่มีชีวิต ว่าตัวกู ว่าตัวกู ; พอตัวชีวิตนี้มันไปทำอะไรเข้า มันจะเกิดความรู้สึก ขึ้นมาทันทีว่า ตัวกูเป็นผู้ทำ ตัวกูเป็นผู้ทำ ตัวกูเป็นผู้ทำ, หรือเป็นผู้ถูกกระทำ แล้วแต่เรื่อง. นี่มันมีได้เองตาม
น.65 ๕๗ ธรรมชาติอย่างนี้ มันลำบาก เรียกว่าสัญชาตญาณมันมีตัวกู มันคอยแต่จะให้รู้สึกว่ามีตัวกู. แต่ถ้ามันมีแต่เพียงตัวกู มันไม่เห็นแก่ตัว ก็ยังไม่มี ปัญหา, มันไม่อยากอะไร ไม่ต้องการอะไร, มีตัวกูเพียงแต่จะ รอดตาย ไม่ต้องการอะไรมากมาย คอยหลบหลีกอันตราย เพียงแต่มีตัวกู รอดอยู่เป็นตัวกู มันก็ไม่เลวร้ายเท่าไร, แต่ถ้ามันมีความเห็นแก่ตัวกู ทีนี้มันมีกิเลสทุกประเภท ปัญหามันเกิดขึ้นตอนนี้. แต่ว่าสัญชาตญาณที่มันรู้สึกตามธรรมชาติ ว่ามีตัวกู นั้น แก้ไขได้, มาให้เกิดความรู้สึกเสียใหม่ว่า ไม่ต้องมีตัวกู ดีกว่า. ถ้าปล่อยไปตามเรื่องแล้ว ชีวิตหรือสัญชาตญาณนั้น จะต้องแบกตัวกูอยู่ตลอดไป มันหนัก, มาเกิดความรู้ใหม่ที่ ดีกว่า เลิกตัวกู ก็มีชีวิตชนิดที่ไม่หนัก. นี่ญาณอันนี้คือ ญาณในพระธรรมในพระศาสนา ที่สอนกันให้ทำนี้ เพื่อจะให้ มี ตัวกูชนิดที่มิใช่ตัวกู. ต้องเตือนกันอีกทีว่า มีอัตตา ซึ่งมิใช่อัตตา คือ อนัตตา แปลว่าอัตตา ซึ่งมิใช่อัตตา มีตัวกูซึ่งไม่ต้องแบก.
น.66 ๕๘ ถ้ามีอัตตา อัตตาเต็มที่ฝ่ายนี้มันก็แบก, นิรัตตา นิรัตตาฝ่าย โน้นก็ไม่มีอัตตาเลย ก็ไม่ได้ทำอะไรกันเลย, อยู่ตรงกลาง มีอัตตาที่ไม่แบก, มีอัตตาที่ไม่ยึดถือว่าตัวตน ก็ไม่มีปัญหา ก็ดับทุกข์ได้ ขอให้เป็นอย่างนี้. พัฒนาจิตให้ประภัสสรถาวร. จิตนี้ธรรมชาติให้มาไม่มีปัญหาดอก คือเป็นประ- ภัสสร, แต่ว่ามันอ่อนแอ พร้อมที่จะให้เกิดปัญหา มันยัง อ่อนแอพร้อมที่จะให้เกิดกิเลส. นี่เราพัฒนาจิตนี้ ให้เป็น จิตประภัสสรตายตัวถาวร, อะไร ๆ มาทำให้เกิดปัญหาไม่ได้ เป็นประภัสสรชั้นพระอรหันต์. พระอรหันต์ มีจิตประภัสสรชนิดที่ไม่ กลับ ลงไปให้ อะไรมาปรุงแต่ง หรือเกิดกิเลสได้, ประภัสสรตามธรรมชาติ นั้นกิเลสเกิดเมื่อไรก็ได้ ให้โอกาสทุกเมื่อ. การจะพัฒนาปฏิบัติ ธรรมะ ก็คืออบรมความเป็นจิตประภัสสรของธรรมดานี้ให้ มั่นคงคงที่ ไม่มีอะไรครอบงำได้, เป็นตายตัว เป็นประภัสสร พระอรหันต์ไปเสีย.
น.67 ๕๙ ประภัสสรธรรมดานั้นมันยังช่วยไม่ได้ มันยังเปิด โอกาสให้กิเลสเกิด เข้ามาครอบงำยึดครอง. ประภัสสรตาม สัญชาตญาณมันยังไม่พอ ต้องเอาภาวิตญาณเข้าไปอบรมทุก อย่างทุกประการ ให้มันเป็นประภัสสรกล้าแข็งตายตัว กลับเป็น อ่อนไม่ได้, อะไรเข้าไปทำให้เกิดกิเลสไม่ได้; ก็คือมีตัวตน โดยสัญชาตญาณ แล้วก็ไม่ยึดถือว่าตัวตน ที่มีอยู่ไม่ยึดถือว่า เป็นตัวตน โดยอำนาจของภาวิตญาณ. ถึงสัญชาตญาณมัน จะโง่ว่ามีตัวตนก็ตามใจ, แต่ว่าภาวิตญาณ มันก็ฉลาดพอที่จะ ไม่ให้ยึดถือว่าตัวตน. ถ้าจะยึดถือว่าตัวตน ก็ให้ยึดถือไปสัก ว่าสมมติ เรียกว่าสมมติ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ; ถ้าอย่างนี้ แล้วไม่กัดเจ้าของ ตัวตนนี้จะไม่กัดเจ้าของ, ชีวิตนี้จะไม่กัด เจ้าของ เพราะมันถึงความสูงสุดแห่งปัญญา ถึงขนาดที่เรียกว่า เลิกอายุเสียได้ เลิกตัวตนเสียได้ ไม่มีอะไรที่จะเป็นที่ตั้งแห่ง ความเปลี่ยนแปลง ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย หรือความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ไม่อาจจะมีกับจิตชนิดนี้ นั่นแหละ เรียกว่าหมดปัญหา อยู่เหนือปัญหา อยู่เหนือโลก, อยู่เหนือ ปัญหาในทุกโลก ในโลกแห่งความเพ้อฝัน, ประโยชน์สูงสุด ของการเลิกอายุ.
น.68 ๖๐ นี่โฆษณาเป็นครั้งสุดท้ายนะ เรื่องบรรยายเลิกอายุนี่ สรุปความว่าอย่างนี้, ต่อไปถ้าจะบรรยายได้ก็บรรยายเรื่องอื่น, แล้วค่อยออกกำหนดการ ว่าทำบุญเลิกอายุกันนั้นจะทำอย่างไร แจก. การบรรยายในวันนี้สมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลายสวดบทพระธรรม ในลักษณะ คุณสาธยายให้ท่านทั้งหลายฟัง, เป็นการช่วยให้เกิดกำลังใจ ในการที่จะทนได้ในการปฏิบัติธรรม ซึ่งมีความยากลำบากอยู่ บ้าง, แต่แล้วก็จะทนได้ และสำเร็จประโยชน์ ; จึงขอยุติ การบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลายสวดคุณสาธยาย สืบต่อไป ณ กาลบัดนี้.
Buddhadasa