Buddhadasa.org
หนังสือความไม่เห็นแก่ตัว และ ความสุขสามระดับ › อ่านฉบับเต็ม

📖 ความไม่เห็นแก่ตัว และ ความสุขสามระดับ

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ความไม่เห็นแก่ตัว และ ความสุขสามระดับ

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.117 บัดนี้ อาตมาภาพ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า , อันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย ด้วย หัวข้อธรรมะดังที่ยกขึ้นไว้เป็นนิเขปบทนั้น กว่าจะยุติลงด้วย ความสมควรแก่เวลา. ธรรมเทศนาในวันนี้ ท่านทั้งหลายก็ทราบได้ดีอยู่ แล้วว่า เป็นพระธรรมเทศนา ปรารภมาฆบูชา, การบูชา อย่างยิ่งที่กระทำในวันนี้ คือวันเพ็ญมาฆมาส เป็นที่ระลึกแก่ พระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้ได้มาประชุมกัน และมีการประกาศ หลักพระพุทธศาสนาในที่ประชุมนั้น, โดยสมเด็จพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า. เรามาทำในใจกันให้สำเร็จประโยชน์ สมตาม เหตุการณ์ที่มีในวันนั้น ทุก ๆ ประการเถิด.

น.118 ๒ อาตมาขอแสดงความยินดี ในการมาของท่านทั้ง- หลาย จากที่ไกล หลายจังหวัดหลายภาคก็มี มาประชุมกันในที่ นี้ มีเหตุผลที่ควรกระทำ คือจะได้รับผลดีกว่าที่ไม่ได้กระทำ, นี่เป็นเหตุผลง่าย ๆ ซื่อ ๆ อย่างนี้ คือจะได้เป็นการย้ำความรู้ สึกแห่งจิตใจ ในการที่มีความเชื่อ มีความเลื่อมใสในพระพุทธ- ศาสนา. วันมาฆบูชา เป็นวันที่ควรจะถือว่า เป็นที่ระลึกแก่ พระสงฆ์ทั้งปวง ในพระพุทธศาสนา ดังที่จะกล่าวกันได้ว่า วันวิสาขบูชาวันแรกนั้นเป็นวันพระพุทธเจ้า มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า, วันถัดมา วันอาสาฬหบูชาเป็นวันพระ- ธรรม เกี่ยวกับการประกาศพระธรรม ที่ได้ตรัสรู้ขึ้นมาในโลก, ต่อมาก็ถึง วันมาฆบูชา เป็นวันที่พระอรหันต์ทั้งหลายประชุม กันพันกว่ารูป ในลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าคณะสงฆ์เป็น ปึกแผ่นแล้ว, และมีความเป็นพิเศษอย่างหนึ่งก็ว่า ทุกองค์เป็น พระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์ล้วน ๆ ประชุมกันพันกว่ารูป, มันไม่ใช่เหตุการณ์ที่พิเศษหรือสูงสุดไปได้อย่างไรกัน ขอให้ เราได้ทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ในข้อนี้.

น.119 ๓ ใจความสำคัญของวันนี้ คือ วันพระอรหันต์ หรือ วันมาฆบูชา ก็ตาม ก็ได้แก่โอวาทที่พระองค์ทรงแสดงไว้เป็น หลักสำหรับยึดถือ เป็นหลักทั่วไปในพระพุทธศาสนา มีใจ ความสำคัญดังที่ท่านทั้งหลาย ได้ยิน ได้ฟัง ได้สวดกันอยู่เอง แล้วว่า. สพฺพปาปสฺส อกรณํ ไม่ทำบาปทั้งปวง กุสลสฺสูปสมฺปทา ทำความดีให้ถึงพร้อม สจิตฺตปริโยทปนํ การทำจิตของตนให้ขาวรอบ แปลตามตัวว่าขาวรอบ ปริโยทปนํ แปลว่าขาวรอบ. ใจความ สำคัญมันอยู่ที่ตรงนี้แหละ ไม่ทำบาปทั้งปวง ข้อแรก แล้วก็ ทำความดี - กุศลทั้งปวง แล้วก็ทำจิตให้บริสุทธิ์. เอตํ พุทธานสาสนํ นี้เป็นหลักคำสอนของพระพุทธ- เจ้าทั้งหลาย. ข้อนี้มันคล้าย ๆ กับยืนยันว่า บรรดาผู้รู้ทั้งหลาย, พระพุทธเจ้าพระองค์ไหนก็ตาม ล้วนแต่สอนเป็นใจความ อย่างนี้ คือ ๓ ข้อนี้. แล้วอาตมาก็เชื่อว่า แม้แต่พวกที่ไม่ใช่ พระพุทธศาสนาโดยตรง เป็นศาสนาที่มีอยู่ก่อนกว่า เขาก็มี

น.120 ๔ หลักอย่างนี้เหมือนกันแหละ ถ้าเขาเป็นผู้รู้แต่ไม่ถึงขนาด ยัง ไม่ถึงขนาดแห่งความสูงสุด เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เขาก็ เป็นผู้รู้ เขาก็สอน ๓ ข้อนี้เหมือนกัน. ทีนี้ก็มีปัญหาว่ามันจะต่างกันอย่างไร ถ้าอย่างนั้นมัน จะต่างกันอย่างไร ? มันก็ต่างกันตรงที่ว่า ทำจิตให้บริสุทธิ์นั้น ทำอย่างไร บริสุทธิ์ตามลัทธิศาสนาหนึ่งเป็นอย่างหนึ่ง บริสุทธิ์ ตามลัทธิศาสนาหนึ่งก็เป็นอย่างหนึ่ง. บริสุทธิ์ตามลัทธิพุทธ- ศาสนานี้เป็นอย่างไร , เป็นอย่างไร ? เราก็พิจารณากันในส่วนนี้. ถ้าจะให้พูดให้สั้นด้วยคำเพียง ๒-๓ คำก็ว่า ทำจิต ให้หมดสิ้นจากความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน, ความยึดมั่น ถือมั่นว่าตัวตนออกไป ออกไปจากจิตให้หมดสิ้น นั่นแหละจิต จึงจะขาวรอบ จิตจะถึงที่สุด สูงสุดตามหลักพระพุทธศาสนา. พวกอื่นเขาจะมีความบริสุทธิ์ตามแบบของเขาก็สุดแท้ ตามใจ เขาซิ แต่เขาก็นิยมหลักข้อนี้เหมือนกันแหละ ว่า ทำจิตให้ บริสุทธิ์นั่นแหละเป็นธรรมะสูงสุด . เราจะถือเอาตามพระบาลีที่ทรงแสดงไว้ ในเรื่องของ ความสุข มาเป็นเครื่องเปรียบเทียบให้เห็น, พระพุทธเจ้า

น.121 ๕ ได้ตรัสความสุขไว้เป็น ๓ ระดับ หรือ ๓ ชั้น หรือ ๓ ลำดับ ก็ได้แล้วแต่จะเรียก อันดับแรก เป็นความสุขเพราะไม่เบียดเบียน, อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก ปาณภูเต สฺสญฺญโม ความสำรวมในสัตว์ มีชีวิตทั้งหลาย ไม่เบียดเบียนอยู่ นั่นแหละเป็นความสุขใน โลกนี้ อันดับแรกก็ ไม่เบียดเบียนเป็นสุข. อันดับที่สอง สุขาวิราคตา โลเก กามานํ สมติคฺคโม ที่สองก็ว่าคลายความกำหนัดยึดถือ ก้าวล่วงกามทั้งหลายเสีย ได้ นี้ก็เป็นความสุข แต่เป็นสูงขึ้นมา เป็นอันดับที่ ๒ ว่า จิตพรากจากกาม. อันดับสุดท้าย อันดับที่สาม อสฺสมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ การนำอัสสมิมานะออกเสียได้ เป็นความ สุขสูงสุด, มีคำว่า เว-โว้ย ด้วย. ความยึดมั่นถือมั่นว่าเรามี เราเป็น เรียกว่า อัสสมิ- มานะ อัสสมิมานะ, ความหมายมั่นยึดมั่นในจิตใจ ว่าเราเป็น อย่างนั้น เรามีอย่างนี้ นั่นเรียกว่าอัสสมิมานะ ก็คือ ตัวตน นั่นแหละ ว่ามีตัวตน แล้วก็เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ระดับ

น.122 ๖ นั้นระดับนี้ เรียกว่าตัวตน ฉันเป็นอย่างนั้นฉันเป็นอย่างนี้ ; นำอัสสมิมานะอย่างนี้ออกเสียได้ เป็นความสุขสูงสุด. ความสุขสูงสุดมันอยู่ในระดับที่ว่า หมดความยึดมั่น ถือมั่นว่าตัวตน ตัวตน, แล้วมันก็ ไม่เห็นแก่ตน, ไม่เห็น แก่ตนก็ไม่มีกิเลสใด ๆ เกิดขึ้นมาได้ มันจึงเป็น ความปราศจาก กิเลสโดยประการทั้งปวง แล้วมันก็ ไม่เบียดเบียนตนเอง แล้วก็ ไม่เบียดเบียนใคร . นี่เรียกว่าหมดความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน เสียได้ เป็นความสุขสูงสุด . ฉะนั้น การทำจิตให้บริสุทธิ์สูงสุดก็อยู่ที่ตรงนี้แหละ คือละอัสสมิมานะว่าตัวตนอย่างนั้นอย่างนี้ออกเสียได้ ; เราจะ ต้องรู้ข้อนี้ ข้อที่สูงสุดข้อนี้ ว่าบริสุทธิ์จากความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตน. สจิตฺต ปริโยทปนํ ทำจิตของตนให้ขาวรอบ คือให้ เกลี้ยง ให้หมด ให้สิ้น จากความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน . ขอให้กำหนดคำ ๆ นี้ไว้ เพราะเป็นคำสำคัญที่สุด ที่เราพูดกันมากี่ปี ๆ มันก็ยังไม่ค่อยจะเห็นผล ยังมีตัวตนมาก ขึ้นด้วยซ้ำไป. ดูให้ดีซิ ไม่ต้องเข้าใครออกใคร ไม่ต้อง เชื่อใคร เชื่อลูกตาตนเอง ว่า ในโลกนี้มันเต็มไปด้วยความ

น.123 ๗ ยึดถือว่าตัวตน ว่าตัวกว่าของกู, แล้วก็เห็นแก่ตัวตน เห็นแก่ ตัวกูเห็นแก่ของกู มากขึ้นในโลก มากขึ้นในโลก ; เดี๋ยวจะ ได้พิจารณากันให้ดีในข้อนี้ เดี๋ยวนี้เพียงแต่จะบอกให้รู้ นี้มัน สูงสุดฝ่ายเลวที่สุด อยู่ที่ตรง มีตัวตน เห็นแก่ตน, ฝ่ายสูง สุดประเสริฐที่สุด มันก็อยู่ตรงที่ ความไม่มีตัวตน ความ ไม่เห็นแก่ตัวตน เป็นฝ่ายดีไปสูงสุด. โลกกำลังจะวินาศ เพราะมันเพิ่มความเห็นแก่ตน เพิ่มความเห็นแก่ตน. ถ้าท่านดูก็จะเห็น ท่านดูเองก็จะต้อง เห็น ไม่ต้องเชื่ออาตมาดอก ; แต่ท่านเป็นคนขี้เกียจดู ก็มี ไม่อยากดู ก็มี มันก็ไม่เห็นซิ. ลองทุกคนดู สนใจดูซิ จะ เห็นว่าโลกนี้กำลังเพิ่ม ๆ เพิ่มความเห็นแก่ตน ความเห็นแก่ ตน ความเห็นแก่ตน ทุก ๆ ปี ทุก ๆ เดือน ทุก ๆ ปี และ ยิ่ง ๆ ขึ้นไปไม่ได้หยุดนิ่ง ไม่ได้ถอยกลับ นี่คือปัญหา. ฉะนั้น เราจะต้องมีธรรมะที่ถูกต้องคือ ทำลายความ เห็นแก่ตน ทำลายความเห็นแก่ตน ป้องกันไม่ให้มันเกิด ที่เกิดแล้วก็ทำลายเสีย เรียกว่าลดมันเสีย จนให้มันหมดสิ้นไป.

น.124 ๘ นั่นคือธรรมะ ธรรมะที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ มันก็รวม อยู่ที่นี่แหละ คือไม่เห็นแก่ตน. คนทำบาปก็เพราะเห็นแก่ตน คือเห็นแก่กิเลส ไม่ใช่ เห็นแก่ตนที่ถูกต้อง มันเห็นแก่กิเลส ; แม้ว่าเมาบุญเมากุศล มันก็เห็นแก่ตนนะ . ข้อนี้ช่วยตั้งใจฟังให้ดีนะ อย่าให้เห็นว่า เป็นเรื่องทำลายล้างนะ แม้แต่บุญกุศลในเมืองเทวดาในเมือง สวรรค์ ถ้ามันบ้ากามารมณ์กันนัก ก็มันเรื่องเห็นแก่ตน เหมือนกัน, แม้เป็นพรหมชั้นพรหมแล้ว ถ้ายังเมาตัวตน เมาตัวตน มันก็ไม่อยากนิพพาน, พวกพรหมไม่นิพพาน ก็ เพราะ รักตัวตน มีตัวตนอันสูงสุด ยิ่งกว่าพวกเรา. มันมี ตัวตน เมาตัวตนกัน ตั้งแต่มนุษย์กระทั่งสวรรค์ชั้นพรหมโลก ก็เมาตัวตน ; แม้ว่าชั้นสวรรค์ชั้นพรหมโลก ไม่เบียดเบียน ใคร ก็เบียดเบียนตัวเอง, ยึดถือว่าตัวตนของตนหนักอึ้งอยู่ ตลอดเวลา มีโมหะมีอวิชชา ว่าตัวตน ตัวตน ไม่อยากตาย. มีข้อความกล่าวไว้ว่า พวกพรหมทั้งหลายพอกล่าวว่า สิ้นตัวตน สิ้นตัวตน หมดสักกายะ ดับสักกายะ แปลว่าสิ้น ตัวตน กลัวที่สุด, กลัวกว่ามนุษย์ธรรมดาเสียอีก เพราะพวก

น.125 ๙ พรหมไม่อยากตาย ยิ่งกว่าพวกมนุษย์ธรรมดาไปเสียอีก เพราะ ได้รับความสุขสูงสุด ก็เลยยิ่งไม่อยากตาย, มนุษย์นี่บางทีก็ อยากตาย เพราะมันมีเรื่องยุ่งยากลำบาก. นี่ทำเล่นกับเรื่องตัวตน ตัวตน, ถ้ามันดีเป็นที่พอใจ แล้วมันก็แบกไว้ยึดไว้ ไม่อยากจะตาย ถ้าไม่ถึงนิพพาน แล้ว ก็ไม่หมดตัวตน . ในโลกสัตว์เดรัจฉานก็มีตัวตน, ในโลก สัตว์มนุษย์ก็มีตัวตน, ในเมืองสวรรค์ก็มีตัวตน, ในเมือง พรหม พรหมโลกก็มีตัวตน. เมื่อมีตัวตน มันก็เห็นแก่ตนไปตามแบบใดแบบหนึ่ง ; เห็นแก่ตนอย่างเลวที่สุด ก็เบียดเบียนผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ยุ่งยากไปหมด และก็เบียดเบียนตนเองด้วย. เห็นแก่ตนอย่าง ดี มันก็ไม่เบียดเบียนใคร แต่ก็หนักอยู่ที่ตัวนั่นแหละ เบียดเบียนตัวเองมันหนักอยู่ที่ตัวเอง ยึดมั่นถือมั่นตัว ไม่ เบียดเบียนใคร อย่างนี้เรียกว่าเบียดเบียนตนเอง. ถ้าเป็น อย่างเลวก็เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย คือเบียดเบียนทั้งตนเองและ ผู้อื่น ถ้าดีขึ้นไปก็เบียดเบียนแต่ตนเองอยู่คนเดียว ไม่เบียด

น.126 ๑๐ เบียนใคร ต่อเมื่อ หมดความเห็นแก่ตนนั้น จึงจะไม่เบียดเบียน ใครโดยประการทั้งปวง . นี่เราจะต้องมีธรรมะอันสูงสุดนี้ ธรรมะสูงสุด ธรรมะประเสริฐที่สุดนี้ คือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน และไม่เห็นแก่ตน ดังบทบาลีที่ว่า อสฺสมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ ละ อัสสมิมานะคืออุปาทานว่าตัวตนเสียได้ ว่าฉันมีอยู่เสียได้ เป็นสุขอย่างยิ่ง, ขอให้เรามีธรรมะสูงสุดนี้. ข้อแรกก็มีอย่าง เรียนรู้ เรียนรู้ คือเรียนให้รู้, ต่อ ไปก็ ปฏิบัติให้ได้ ปฏิบัติให้ได้ มีอย่างที่ปฏิบัติได้ ต่อไป ก็มีอย่างที่ว่า ได้รับผลของการปฏิบัติ ได้รับผลของการ ปฏิบัติ. การมีธรรมะนั้นเป็นสามขั้นตอนอยู่นะ อย่าประ- มาท ; ขั้นแรกเพียงแต่เรียนรู้เท่านั้น บางทีก็เรียนรู้เป็นบ้า หอบฟางเสียก็มี เรียนรู้ เรียนรู้ ก็ต้องเรียนให้รู้ ก็ว่ามี มี ธรรมะอย่างเรียนรู้, แล้วก็ปฏิบัติ ปฏิบัติให้ได้ ก็เรียกว่ามี ธรรมะอย่างที่ปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วก็มีธรรมะที่การปฏิบัติ, แล้ว ก็ได้รับผลของการปฏิบัติ เป็นความสุขสงบเย็นอยู่ นี้ก็เรียกว่า มีธรรมะที่เป็นผลของการปฏิบัติ.

น.127 ๑๑ ขอแสดงความหวัง ให้ท่านทั้งหลายทุกคน จง ได้มีความรู้ครบทั้ง ๓ สถาน, ครบทั้ง ๓ ลำดับ, ครบทั้ง ๓ อาการ คือเรียนรู้ก็มี ปฏิบัติได้ก็มี ได้รับผลของการปฏิบัติ ได้ก็มี ดังนี้ด้วยกันจงทุกคน. ธรรมะอะไรสูงสุดในพระพุทธ ศาสนา ประเสริฐที่สุด ที่จะคุ้มครองสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ให้ พ้นจากความทุกข์ได้, ธรรมะนั้นเราจะ ต้องรู้จัก ๆๆ รู้จัก ยิ่งกว่ารู้จัก รู้จักโดยทำให้มีขึ้นมาในตน และเสวยผลอยู่ เรียก ว่ารู้จัก ๆ มันก็อยู่ที่ว่าจะต้องฟังให้ดี ต้องฟังให้ดี ข้อแรก ฟัง ให้ดี ให้เข้าใจ แล้วเอาไปปฏิบัติให้ได้. นี้ถ้าว่าเราฟังไม่ ดี, ถ้าสมมติว่าตรงนี้ก็พังกันไม่ดีนะ มันก็เกิดการเป่าปี่ให้เต่า ฟังกันที่ตรงนี้ เป่าปี่ให้แรดพังกันที่ตรงนี้, ลองฟังไม่ดีดูซิ เป่าปี่ให้แรดฟังกันที่ตรงนี้ ; อาตมาละไม่ต้องใคร เป่าปี่ให้แรด ฟังที่ตรงนี้. ถ้าผู้ฟังฟังไม่ถูก คนพูดก็เป็นคนเป่าปี่ให้แรดฟัง ; มันโง่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไปเป่าปี่ให้แรดฟังก็ไม่ใช่ฉลาด, ฟัง ไม่ถูกก็ไม่ใช่ฉลาด มันก็โง่ทั้งคนเป่าและคนฟัง, ถ้าฟังไม่ดี ถ้าฟังไม่ดี.

น.128 ๑๒ ขอให้ท่านทั้งหลาย จงตั้งอกตั้งใจฟังให้ดี ฟังให้ดีให้ เข้าใจ อย่าให้เกิดอาการเป่าปี่ให้แรดฟังกันที่ตรงนี้. นี่คงจะ ไม่ลืมนะ ว่าอย่าให้มีการเป่าปี่ให้แรดฟัง, ให้มีการเป่าปี่ให้คน ฟัง หรือให้ผู้ที่รู้จักความไพเราะของพระธรรม ของพระ ศาสนา ของพรหมจรรย์ฟัง. อาทิกลฺยาณํ ไพเราะในเบื้องต้น มชฺเฌกลฺยาณํ ไพเราะในท่ามกลาง, ปริโยสาณกลฺยาณํ ไพเราะ ในที่สุด. ถ้าเห็นว่าไพเราะใน ๓ สถานอย่างนี้แล้ว ไม่มี ไม่มี อาการเป่าปี่ให้แรดฟัง เพราะมันฟังถูก มันรู้นี่ว่าไพเราะ. คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่แสดงไว้แต่ละบทละข้อ นี้ ไพเราะ ๆ ; ถ้าเป็นเบื้องต้น เป็นธรรมะเบื้องต้น ก็ไพเราะ เบื้องต้น, ถ้าเป็นท่ามกลาง ก็ไพเราะท่ามกลาง, ถ้าเป็น เบื้องสุด ก็ไพเราะสูงสุด มีแต่ความไพเราะทั้งนั้น. ไพเราะ สูงสุดนั้นก็หมดความเห็นแก่ตัว. ข้อนี้กล้าท้าทายเลย ท้าทายทั้งจักรวาล ทั่วโลกทั่ว สากล ; ศาสนาไหนบ้างสอนอย่างนี้ ศาสนาไหนบ้างสอนสูง ขึ้นมาถึงกับหมดความเห็นแก่ตัว หมดตัวอย่างนี้. มันก็ไม่มี หาไม่พบ, มีแต่สอนมี ตัวดีที่สุด ไปหยุดอยู่ที่มีตัวดีที่สุด อยู่ กับพระเจ้าก็ได้ ไปอยู่กับตัวเองก็ได้ มีตัวดีที่สุด.

น.129 ๑๓ แต่พระพุทธเจ้าท่านว่า หมดตัวกันที่นี่ หมดตัวกัน ที่นี่ ไม่ใช่รอต่อตายแล้ว นะ ถ้าว่าหมดตัวกันต่อตายแล้ว ฆ่าตัวเองตายมันก็หมดเรื่อง ; ยิ่งฆ่าตัวเองตายมันยิ่งโง่ มันก็ ยิ่งตายไปทั้งยังไม่รู้จักตัว. ฉะนั้น เราจะฟังถูก คือไม่เป็นแรด, พึ่งถูกว่า ฆ่าตัวเองตายหมายความว่าอย่างไร. ไม่ใช่เอามีดไป เชือดให้มันตาย แต่ว่า เอาปัญญาที่คมที่สุดมาตัดความโง่ ตัด ความโง่ ให้ความโง่ว่าตัวกว่าของกูมันหมดไปเสีย, ตัวกูไม่มี ว่างจากตัวกู นี้ก็เรียกว่าตายได้เหมือนกัน แต่มันไม่ใช่ตายอย่าง ธรรมดา ไม่ใช่ตายอย่างฆ่าให้ตาย ตายอย่างทำให้ว่างไป ไม่มีตัวตน. ฉะนั้นฟังให้ดี สอนกันมาผิด ๆ ว่านิพพานคือความ ตาย, ก็ให้รู้เถิด มันไม่ใช่ตายอย่างฆ่าตัวตาย หรือตายเข้าโลง มันตายอย่างวิ่งได้ ตายอย่างวิ่งได้อยู่นี้ คือมันไม่มีตัวตนใน จิตใจ เรียกว่ามันหมดแล้ว มัน ตายก่อนตาย มันตายเสีย ก่อนตาย ตายก่อนเข้าโลง ตายก่อนที่จะเรียกกันว่าตาย, นี่ธรรมะสูงสุด พอไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตน แล้วดู ดู มันมีอะไรเกิดขึ้น มันไม่มีปัญหา, มันเกิดราคะไม่ได้ โทสะไม่ได้ โมหะไม่ได้ มันก็เกิดตัวตนไม่ได้ เกิดของตน

น.130 ๑๔ ไม่ได้ มันก็ไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์ใดๆ, นั่นสูงสุด ธรรมะสูงสุด. เราเป็นมนุษย์ พวกที่ได้ธรรมะสูงสุดจากพระพุทธ เจ้า ซึ่งพวกอื่นเขาไม่มี เขาไม่สอนกันอย่างนี้; นี่เราจง ให้โชคดีของเรานี้เป็นโชคดี คือให้ได้รับประโยชน์สูงสุดโดย แท้จริง, จะได้พูดกันเรื่องนี้ให้เป็นที่เข้าใจ เรื่อง ความไม่มี ตัว แล้วก็ ไม่เห็นแก่ตัว. ธรรมะสูงสุด, ธรรมะสูงสุดอยู่ที่ว่า ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ตัวเพราะว่า ไม่มีตัว. ทำไมไม่มีตัว เพราะ มี แต่ธาตุ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ, ธาตุนี้เป็นของธรรมชาติ เป็นของธรรมชาติ ธรรมชาติให้ยืม มา ให้ยืมมาเป็นชีวิตหนึ่ง, แล้วก็เกิดปรากฏมาเป็นคน ๆ หนึ่งนี้. มันเหมือนกับว่าเป็นผู้ยืมชีวิตมาจากธรรมชาติ, แล้ว ก็พัฒนากันเสียโดยเร็วให้ชีวิตนี้ถึงที่สุด ให้ถึงที่สุดของวิชชา ความรู้อย่างที่ว่า. เห็นได้เอง ว่ามันไม่มีตัวของมัน เพราะ เป็นชีวิต ที่ยืมมาจากธรรมชาติ, เป็นธาตุตามธรรมชาติ เป็นของ

น.131 ไม่ต้องมีตัว. ฉะนั้นอย่าอวดดี อย่ายกหูชูหาง ว่ามีตัวกู มีตัวกู ๆ ; มันคนโง่มันเหลือที่จะโง่ ความคิด ที่ว่ามีตัวกูมีของกูนั้น มันเป็นยอดสุดของความโง่. จงรู้ธรรมะข้อนี้ตามที่เป็นจริง ว่ามันไม่มีดอกตัวกู ตัวกูนั้นมันเป็นเพียงความคิด ความคิดมาจากความโง่ เกิดจากความโง่ แล้วมันก็คิดเอาเอง. ตาเห็นรูปมันก็ว่า กูเห็นรูป ทั้งโง่ทั้งโกง มันทั้งโง่และทั้งโกง, ตามันเห็นรูป ระบบประสาทตา ระบบประสาทที่อยู่ในกลุ่มตามันเห็นรูป แต่ไอ้ชาติโง่ ชาติขี้โกงมันก็ว่า กูเห็นรูป. พอหูได้ยินเสียง ระบบประสาทหูได้ยินเสียง มันก็ว่ากูได้ยินเสียง, ระบบ ประสาทจมูกได้กลิ่น มันก็ว่ากูได้กลิ่น, ระบบประสาทลิ้นได้ รส มันก็ว่ากูได้รส, ระบบประสาททั่วไปได้สัมผัส ก็ว่ากูได้ สัมผัส. นี่กูผีหลอก กูผีหลอก ไม่ใช่ตัวจริง แล้วมันก็เกิด ขึ้นมา นั่นแหละมันมีปัญหาที่ว่า มันไม่ใช่ของจริง มันไม่ใช่ ของจริง. ลูกเด็ก ๆ ก็พอจะเข้าใจได้นะ อยากจะพูดให้ฟัง พอ กินข้าวเคี้ยวไปไม่อร่อย ลิ้นมันไม่อร่อย แต่มันก็ว่ากูไม่อร่อย, มันโง่ มันชิงไปเอาของลิ้นมาเป็นของกู ถ้าอร่อยลิ้นมันอร่อย

น.132 ๑๖ ก็ว่ากูอร่อย กูอร่อย. เธอคิดเลขดูซิว่า มันต่างกันกี่มากน้อย ลิ้นไม่อร่อยกับกูไม่อร่อยนี้มันต่างกันกี่มากน้อย ? ลิ้นไม่อร่อย นั้นมันไม่มีปัญหาอะไร ถ้ากูไม่อร่อยมันตีหม้อข้าวแตก มัน เตะแม่ครัว ถ้ากูไม่อร่อย. ถ้าลิ้นมันอร่อยก็เท่านั้นแหละ ถ้ากูอร่อยแล้วก็บ้าเลย, ซื้อหามาใหญ่กินกันใหญ่ ตะกละ- ตะกลามกันใหญ่ ฉะนั้นจึงว่ากูอร่อยกับระบบประสาทอร่อย นั้นมันต่างกันมาก. ถ้าตาเห็นว่าสวยกับกูเห็นสวยมันต่างกัน มาก, ตาเห็นว่าสวยมันก็ทำไปตามธรรมชาติ ถ้ากูเห็นว่าสวย แล้ว มันก็ไปทำอย่างที่กิเลสตัณหามันจะทำ. ไพเราะก็ดี เรื่องหอมเรื่องเหม็นก็ดี เรื่องอะไรก็ดีทุกๆ เรื่อง ถ้ามันเป็น เรื่องของกู ๆ แล้วมันมีความหมายมาก มันเกิดกิเลสขึ้นมา ทุกชนิด. ถ้าเป็นฝ่ายบวกฝ่ายพอใจ มันก็จะเอาเป็นของกู ถ้าฝ่ายลบไม่พอใจ มันก็จะฆ่าจะทำลายเสีย. นี่ เกิดกิเลส ราคะ โลภะ ที่จะเอามาบ้าง, เกิดกิเลสประเภทโทสะ โกธะ ที่จะทำลายเสียบ้าง, เกิดกิเลสประเภทโมหะ ไม่รู้ว่าจะทำ อย่างไรดี มัวเมาอยู่ที่นั่นวิ่งอยู่รอบๆ วิ่งอยู่รอบ ๆ. กิเลส อีกประเภทหนึ่งดูดเข้ามาหาตัว, นี่พวกโลภะ ราคะ นี้ชื่อมาก

น.133 ๑๗ แต่หัวหน้ามันชื่อราคะ. พวกหนึ่งเป็นลบ ไม่เอา ผลักออก และจะฆ่าเสีย, กิเลสพวกนี้เรียกว่า โทสะ เป็นชื่อหัวหน้าหมู่ เรียกว่า โทสะ. กิเลสโง่วิ่งอยู่รอบ ๆ ไม่รู้จะเอาอย่างไรกันแน่ เรียกว่า โมหะ. เพราะมีตัวกูเท่านั้นแหละ ถ้าไม่มีตัวกู มัน ก็ไม่เกิดชอบหรือไม่ชอบหรืออะไร มันไม่เกิดราคะ โทสะ โมหะได้. ถ้ามันไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวกู มันไม่มีผู้ที่จะ รู้สึกว่า น่ารักหรือไม่น่ารัก น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ มัน เป็นเรื่องของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจล้วนๆ มันไม่มีความ หมายเป็นกิเลส; แต่ถ้ามันเป็นเรื่องของกู ๆ มันก็มีความ หมายแห่งกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ก็เป็นไฟเผาให้เร่าร้อนและ เป็นทุกข์ไป. ถ้าหมดกิเลสเหล่านั้นก็เป็นนิพพาน หมด ราคะ โทสะ โมหะ; ไม่มีตัวกูเหลือ มันก็ไม่มีราคะ ไม่มี โทสะ ไม่มีโมหะ นี่ก็เรียกว่านิพพาน. ธรรมะสูงสุดมีอยู่อย่างนี้ มันมีอยู่อย่างนี้, ให้ท่าน ทั้งหลายรู้ว่าชีวิต ชีวิต ชีวิต ที่เรียกว่าชีวิต ที่รักนักรักหนา หวงแหนนักหนา มันไม่ใช่ตัว, แล้วมันไม่ใช่ของตัวด้วย ; มันเป็นของธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ หรือเป็นมาตาม

น.134 ยืมมาจากธรรมชาติ มาเป็นชีวิตไม่เกิน ๑๐๐ ปี ก็ตาย ก็คืนเจ้าของ. นี่เราจะจัดการ ควบคุมปรับปรุง อะไรก็ตามเถอะ แล้วแต่จะเรียก กับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต, ชีวิต อย่าให้มันเกิดเป็น ทุกข์ขึ้นมา ให้มีแต่ความสงบเย็น สงบเย็นยิ่งขึ้น ๆ สงบเย็น ยิ่งขึ้น เป็นที่พอใจยิ่งขึ้น. สงบเย็นส่วนตัวถึงที่สุดแล้ว ก็ช่วย ผู้อื่นให้สงบเย็นด้วย, เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองทั้งแก่ผู้อื่น ในลักษณะอย่างนี้ เรียกว่า ได้สิ่งที่ดีที่สุด. ได้ทำสิ่งที่ดีที่สุด, ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด, ได้มีสิ่งที่ดีที่สุด ; แต่ก็ไม่ใช่ของตัว เป็นของ ธรรมชาติ ยืมมา. ฉะนั้น จิต ในชีวิตที่เป็นจิต จิตที่เป็นชีวิต ในชีวิต ที่มีจิต, จิตนั้นอย่าได้โง่ อย่าได้โง่ อย่าได้โง่ว่าตัวกูเป็น ตัวกู หรืออะไร ๆ เป็นของกู, มีตัวกูเป็นของกู ชีวิตเป็น ของกู. ให้รู้ว่ามันเป็น ธาตุตามธรรมชาติ ส่วนหนึ่งเป็น ร่างกายส่วนหนึ่งเป็นจิตใจ ; ส่วนที่เป็นจิตใจนั้นคิดได้สารพัด อย่าง คิดโง่ ๆ ก็ได้ คิดฉลาด ๆ ก็ได้ คิดผิดก็ได้ คิดถูก ก็ได้. บัญญัติกันเป็นที่แน่นอนว่า ถ้ามันเป็นไปเพื่อความ ทุกข์แล้วก็เรียกว่าคิดผิด การกระทำนี้ก็ผิด พูดนี้ก็ผิด ถ้ามัน

น.135 ๑๙ เป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่ต้องถามใคร ; ถ้ามันไม่เป็นไปเพื่อ ความทุกข์ แต่มันเป็นไปเพื่อความสงบเย็นไม่มีปัญหา ก็เรียก ว่ามันถูก ๆ ๆ เป็นกุศลเป็นฝ่ายถูก. จิตอย่าได้หลงโง่คิด ว่าเป็นตัวกู แล้วอะไรเกิดขึ้นแก่จิต ก็อย่าเอา เป็นของกู, ให้เป็นของตามธรรมชาติ ให้เป็นของธรรมชาติ ซึ่งเป็นของ สากลอยู่ตลอดกาลนิรันดร. สรุปใจความสั้น ๆ ก็ว่า ธรรมะสูงสุดนั้นก็สอนเรื่อง ไม่มีตัวตน ไม่เป็นของตน ; แล้วมันลึก มันฟังยาก, มันลึก ที่สุดในการที่จะรู้ว่า ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของตน มันลึกมันฟัง ยาก. เมื่อยังฟังไม่ออก ก็เป็นแรดไปก่อน , เราจะเป่าปี่กัน สักเท่าไร แรดก็ยังฟังไม่ถูกอยู่นั่นแหละ, หรือเพราะฟังไม่ถูก อยู่นั่นจึงเป็นแรดกันไปก่อน. จนกว่าเมื่อไรก็ไม่ทราบบอกไม่ ได้ตอนนี้ เมื่อไรมันจะฟังถูก, จึงจะค่อย ๆ คลายหายไปจาก ความเป็นแรด แล้วก็ฟังถูก แล้วก็รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์. พูดอย่างนี้จะดีไหม ว่ามาทำมาฆะ วิสาขะ กันแต่ละ ปี ๆ, มากันทุกปี มาทำวิสาขะ อาสาฬหะ มาฆะนี้ มาเพื่อลด ความเป็นแรด , มาเพื่อลดความเป็นแรด ให้น้อยลง น้อยลง น้อยลง จนกว่าจะหายแรด, หายความเป็นแรด เป็นแรดที่ไม่

น.136 ๒๐ เป็นแรด คือปุถุชนมันจะกลายเป็นพระอริยเจ้า ; ถ้ายังเป็น แรดอยู่ก็ยังเป็นปุถุชนอยู่เรื่อยไป. ให้ลดความเป็นปุถุชน ลด ลงไป ลดลงไป ความเป็นอริยเจ้าก็เข้ามาแทน. ขอให้พยายามกันอย่างนี้แหละ ทุกปี ทุกปี ทุกปี, ขอให้มันลดความเป็นแรดลงไป ให้มันเพิ่มความเป็นพระอริย- เจ้าขึ้นมา ๆ, ถ้าอย่างนี้คุ้มค่า . บางคนอุส่าห์มาจากภาคเหนือ ภาคอีสานก็มี, นี้คุ้มค่าไหม คุ้มค่าเวลา คุ้มค่าเหนื่อย คุ้มค่า เงินไหม ? อาตมาคิดว่าถ้าลดความเป็นแรดได้สักนิดหนึ่ง คุ้มค่า ไม่ต้องทั้งหมดดอก, ลดได้สักนิดหนึ่ง พอเห็นรำไรว่า โอ มัน ไม่ใช่ตัวสักหน่อย คุ้มค่าแล้ว คุ้มค่า ค่าเงิน ค่าเดินทาง ค่า อาหาร ค่าเหน็ดเหนื่อย เวลาที่เสียไปจะคุ้มค่า. ถ้ามาแล้วมัน ทำให้มีธรรมะอันแท้จริง อันสูงสุดในพระพุทธศาสนา มา เกิดขึ้นในจิตใจแล้วก็คุ้มค่า. นี่ไม่ต้องพูดถึงคนที่มาแต่ไกลดอก คนที่อยู่ใกล้ ๆ นี้ก็เหมือนกันแหละ มันก็ไม่คุ้มค่าเหมือนกัน ถ้าไม่ลดความ เป็นแรด, มันไม่ลดความเป็นแรด ต่อให้อยู่ที่วัดนี้ ถ้าไม่ลด ความเป็นแรด ก็ไม่คุ้มค่า. และในวัดนี้ก็มีแรดอยู่ฝูงหนึ่ง เหมือนกัน พูดกันเท่าไรมันก็ไม่รู้เรื่อง พูดกันเท่าไรมันก็ไม่

น.137 ๒๑ รู้เรื่อง, มีแต่ตัวกู มีแต่ของกู มีแต่ตัวกูยกหูชูหางอยู่เรื่อยไป; อย่างนี้มันก็เป็นแรดด้วยเหมือนกันแหละ แม้มันจะไม่เท่ากัน หรือเหมือนกัน มันก็อยู่ในความเป็นแรด ตัวกูของกู มีแต่ ความดื้อรั้น ประชดประชัน บิดพลิ้ว ไม่เอาความจริงเป็นหลัก, ไม่เอาความจริงเป็นหลัก เอากิเลสมาเป็นหลัก. ขออภัย พูดแรงไปหน่อยแล้วใช่ไหม ? ที่พูดแรงไป หน่อยนี้ ก็ต้องขอความเห็นใจด้วย เพราะมันจะตายแล้ว, มันจะตายแล้ว อีกไม่กี่ปีมันจะตายแล้ว. อาตมารู้สึกว่า อีก ไม่กี่ปีจะต้องตายแล้ว ไม่แน่บางทีจะไม่กี่เดือนก็ได้, เดี๋ยวนี้ มันไม่มีแรง มันอยู่อย่างไม่มีแรง สบายดีแต่ไม่มีแรง, นี่มัน จะตายแล้ว. มันเป็นบาป มันเป็นบาป ที่ว่ามันมีอายุเกิน พระพุทธเจ้าไป ๕ ปีแล้ว, นี่เป็นบาป มันก็ต้องได้รับความ ยุ่งยาก ลำบาก ; มีอายุเกินพระพุทธเจ้าไป ๕ ปีแล้ว มันคง ไปไม่ได้กี่ปี มันก็ต้องตายแล้ว. นี่เพราะเห็นว่ามันจะตาย, มันจะตายจากกัน เสียก่อน จึงขอพูดอะไรตรง ๆ สักหน่อย พูดตรงๆ ให้ทันแก่แก่เวลา ; ว่าให้ทุกคนพยายามรู้ธรรมะ รู้ธรรมะ รู้ธรรมะอันประเสริฐ

น.138 ๒๒ อันสูงสุด ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าธรรมะ. รู้ธรรมะเรื่องสูงสุด ก็ คือรู้ธรรมะเรื่องไม่มีตัวตน ไม่ใช่ตัวตน, ตัวตนเป็นความรู้สึก เป็นเพียงความรู้สึกของจิตโง่ ของจิตที่เป็นผีหลอก ผีหลอก, มัน โง่กี่มากน้อย. สมมติ ว่าหนามตามธรรมชาติแทงเข้าไปที่เท้า, มัน ก็ไม่คิดว่าหนามแทงเท้า มันก็ว่ากูเจ็บ หรือหนามแทงกู. นี่ ตัวกูมันมาแต่ไหน ? ตัวกูมันไม่ได้รออยู่ มันเพิ่งโง่ เมื่อถูก หนามแทงแล้ว มันจึงว่าตัวกู ๆ ตัวกูเป็นปฏิกิริยาของ ความโง่. เมื่อ มีการกระทำ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็ตาม หรือ ได้ มีความรู้สึก เสวยผลทางความรู้สึก อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ตาม ตัวกูก็โผล่หัวออกมา ออกมารับ เป็นตัวกูเป็นของกู เป็นตัวกู ของกู. เมื่ออยู่ในท้องแม่มันคิดอย่างนี้ ไม่เป็นดอก เมื่ออยู่ ในท้องแม่มันไม่มีความคิดอย่างนี้ เพราะมันไม่มีอะไรกระทบ. พอออกมาจากท้องแม่ มันมีอะไรมากระทบตา กระทบหู จมูก ลิ้น แล้วมันก็มีความรู้สึกเป็นบวก และเป็นลบ รู้สึกเป็นบวก ก็มีตัวกูบวกเกิดขึ้น กูพอใจ, ความเป็นลบเกิดขึ้นก็มีตัวกูลบ

น.139 ๒๓ เกิดความไม่พอใจ. ฉะนั้นเด็ก ๆ จึงเริ่มมีความรู้สึกเป็นตัวกู ๆ ตามบวกตามลบ, หรือตามที่ไม่รู้จะเป็นบวกหรือจะเป็นลบ มันก็เป็นพวกโมหะไปตามเรื่อง ; เกิดมาแล้วก็ถูกสอนข้อนี้. คนเลี้ยงเด็กนั่นแหละจะสอนเด็กให้โง่ ว่าอะไร ๆ ก็ ของหนู อะไร ๆ ก็ของหนู, บ้านของหนู พ่อของหนู แม่ ของหนู เงินของหนู อะไรของหนู เด็กก็โง่หนักขึ้นไปอีก. นี่ถ้าว่าเด็กวิ่งไปชนเสาชนเก้าอี้เจ็บ เตะเก้าอี้ คนเลี้ยงก็ช่วยตี เก้าอี้ คนเลี้ยงเด็กก็ช่วยตีเก้าอี้ ว่ามันทำมึงเจ็บ กูช่วยตีด้วย กูช่วยตีด้วย, มันสอนให้เด็กโง่ขึ้นไปอีก ให้เด็กโง่ขึ้นไปอีก โง่คนเดียวไม่พอ สอนให้เด็กโง่ขึ้นไปอีก กูก็ช่วยตีเก้าอี้ เป็น อย่างนี้. พ่อแม่นี้คอยทะนุถนอม ให้ได้ตามที่ต้องการในฝ่าย บวก, ให้ได้สบายที่สุด ให้อร่อยที่สุด ให้สนุกที่สุด ; ความโง่ ชนิดนี้ยิ่งมีมากขึ้น ก่อนนี้มันไม่ค่อยมีเท่าไร, ความเจริญ แผนใหม่มาถึงแล้ว ความโง่อย่างนี้ก็มีมากขึ้น. มีพ่อแม่คน ไหนบ้าง ที่พาลูกไปที่ร้านสรรพสินค้า ขายสินค้าวิเศษร้อย- อย่างพันอย่าง สวยสดงดงาม น่าเล่นน่าหัว, พาไปที่ร้าน

น.140 ๒๔ สรรพสินค้า แล้วบอกลูกว่า มึงจะเอาอันไหน กูจะซื้อให้ทั้ง นั้น ; หรือว่ามีพ่อแม่คนไหนที่พาไปที่ร้านสรรพสินค้า แล้ว บอกลูกว่า ทั้งหมดนี้เขามี ไว้ให้เราโง่นะลูกเอ๋ ย, มีพ่อแม่คน ไหนทำอย่างนี้บ้าง. มีแต่พ่อแม่ที่พาไปแล้วบอกว่า มึงจะเอา อันไหนกูจะซื้อให้ แพงก็ไม่ว่า, แล้วเด็ก ๆ มันจะเป็นอย่างไร เด็ก ๆ มันจะเกิดนิสัยอย่างไร ; ไปที่ร้านอาหารอร่อย ๆ จะเอา อย่างไหนก็ได้ จะซื้อให้, ไม่ได้บอกว่า นี้เขามีไว้สำหรับให้เรา โง่ ไม่มี, เด็กมันก็โง่มากขึ้น โง่มากขึ้น โง่มากขึ้น. พอพ้นจากการควบคุมของบิดามารดา มันก็โง่ ฟรี, สนุกกันใหญ่. นี่ความมีตัวตนอย่างบวกก็ดี มีตัวตนอย่างลบ ก็ดี มันก็มากขึ้นมากขึ้น จึงเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธ อารมณ์ รัก คู่ตรงข้าม, รักหรือโกรธ โกรธหรือรักก็แล้วแต่ มันเป็น คู่ตรงกันข้าม, ถูกใจมันก็เป็นบวก ไม่ถูกใจมันก็เป็นลบ มัน ก็เป็นอารมณ์คู่ตรงกันข้าม ; มีผลให้บางทีก็นั่งร้องไห้อยู่ บางทีก็หัวเราะร่าอยู่, มีผลบางทีก็ดีใจ ๆ บางทีก็เสียใจ ๆ เป็นคู่กันอยู่อย่างนี้. ไม่ได้รู้ความจริงว่า อารมณ์เหล่านี้เกิด จากความโง่ อย่าไปหลงบวกหลงลบ ก็จะไม่เกิดตัวตน. ไม่

น.141 ๒๕ เกิดตัวตนบวกหรือตัวตนลบ ไม่เกิดทั้งนั้น ก็ไม่เกิดความ เห็นแก่ตัวอย่างบวก หรือความเห็นแก่ตัวอย่างลบ. ความเห็นแก่ตัวอย่างบวก มันจะเอามันจะยึดครอง มันจะเอาทุกอย่าง, ความเห็นแก่ตัวอย่างลบ มันอยากจะฆ่า มันอยากจะทำลาย ตรงกันข้ามอย่างนี้ ; ใช้ไม่ได้ทั้ง ๒ ตัว ไม่ว่าบวกหรือลบ. ต้องเหนือบวกเหนือลบ มันจึงไม่มีอาการ ๒ นี้, จึงจะมีสันติสุข มีสันติภาพ. อสฺสมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ แรดทั้งหลาย ท่องได้มาก แรดหลายตัวท่องบทนี้ได้มาก อัสสมิมานัสสะ วินะโย เอตัง เว ปะระมัง สุขัง แรดในวัดเป็นฝูง ๆ ก็ท่องได้ แต่ ก็ไม่รู้อะไรอยู่นั่นแหละ, เพราะฉะนั้นขอให้ ละความยึดมั่น ถือมั่นตัวกู - ของกู, มันไม่เป็นบวกไม่เป็นลบ มันก็ไม่เป็น กิเลสประเภทใด ๆ กิเลสบวกหรือกิเลสลบ มันก็ไม่มี. อย่างนี้ สรุปเรียกสั้น ๆ ว่า มีธรรมะ มีธรรมะ มีธรรมะ มีธรรมะ ที่ดับทุกข์ได้, ความรู้ข้อนี้ช่วยให้ดับทุกข์ได้, การปฏิบัติ ข้อนี้มันดับทุกข์ได้, ปฏิบัติข้อนี้เสร็จแล้วจะไม่มีความทุกข์เลย.

น.142 ๒๖ ขอให้ทายกทายิกา ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ได้ รู้ว่า พระพุทธศาสนามีหัวใจอยู่ที่ตรงนี้ มีความมุ่งหมายอยู่ที่ ตรงนี้. นับถือพระพุทธศาสนาเพื่อจะได้สิ่งนี้ คือ ความพ้น จากกองทุกข์ทั้งปวง ออกจากความทุกข์ทั้งปวง สพฺพ ทุกฺข นิสฺสรณ นิพฺพาน ได้บรรลุนิพพานซึ่งเป็นเครื่องออกเสีย จากความทุกข์ทั้งปวง ไม่มีความทุกข์เหล่านี้เกี่ยวข้องได้ นั้น เรียกว่า นิพพาน ไม่ต้องตาย นิพพานต้องได้กันที่นี่และเดี๋ยวนี้ หมดตัวตนเมื่อไรมันก็เป็นนิพพานเมื่อนั้น. นิพพานแปลว่า ดับไม่เหลือ แต่ไม่ใช่ดับไม่เหลือแห่งชีวิต มันดับไม่เหลือ แห่งตัวตน ดับไม่เหลือแห่งตัวกูบ้า ๆ โง่ ๆ เขลา ๆ ตัวกู ๆ ของกู ๆ อะไรนั้น ดับไปเสีย อย่าให้มีเหลือ นั่นแหละคือ นิพพาน นิพพาน. มันรับผิดชอบร่วมกันนะ คิดดูให้ดี, พระพุทธ ศาสนานี้ พระพุทธเจ้าทรงมอบไว้ ในกำมือของพุทธบริษัท ทั้ง ๔ คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา. แม้จะเหลืออยู่ เพียง ๓ บริษัท ก็รับผิดชอบกันอย่างเต็มที่, ช่วยกันสืบไว้ ให้ยังคงมีอยู่ คือ มีการศึกษาอยู่ มีการปฏิบัติอยู่ มีการ ได้รับผลของการปฏิบัติอยู่ แล้วก็สอนต่อ ๆ กันไป เป็น

น.143 ๒๗ สี่ความหมายอย่างนี้. มีความรู้อยู่ แล้วก็ปฏิบัติอยู่ ได้ผลอยู่ แล้วก็สอนต่อ ๆ ไป. แล้วคุณจะสอน อะไร ? ถ้าคุณเป็นแรดคุณก็สอน ความเป็นแรดเท่านั้นแหละ, ต่อเมื่อมีความไม่ใช่แรดมันจึง สอนความไม่ใช่แรด. ถ้าตัวเองยังเป็นแรดอยู่จะสอนอะไร มันก็สอนความเป็นแรด, มีตัวกูของกู ตัวกูของกูยกหูชูหาง อยู่ในที่ทั่วไป จนทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว. ข้อนี้ช่วยฟังให้ดีนะ เพราะมันมีความรู้สึกว่าตัว ตัว ตัว ตัว มีความรู้สึกว่าตัว แล้วจึงมีความเห็นแก่ตัว, ถ้ามัน ไม่มีความรู้สึกว่าตัว มันจะเห็นแก่อะไร มันก็ไม่เห็นแก่ตัว อยู่ดี. เพราะฉะนั้น พุทธศาสนา ของเราวิเศษมาก คือสอน อย่างดีมาก สอนเรื่องไม่มีตัว เข้าถึงให้ได้โดยแท้จริง ว่า ไม่มีตัว มันก็จะไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ตัว มันจะเป็นนิพพาน ทันทีที่นั่นเมื่อนั้น. ถ้าศาสนาอื่นใดเขาจะสอนว่า มีตัว ๆ ; รักษาตัวให้ดี ทำตัวให้ดีก็ได้เหมือนกัน ; แต่เขาก็ลำบาก มากกว่าเรา เพราะมีตัวที่จะไปทำตัวให้มันดี, มีตัวแล้วจะไม่ ให้ยึดถือว่าตัวนั้นมันยาก. แต่เขาก็มีเหมือนกันแหละ เขา

น.144 ๒๘ ก็มีวิธีว่าปล่อยให้ตัวไปอยู่เสียที่ไหน มอบตัวให้พระเป็นเจ้า เสียอย่าเอาไว้เอง ก็ไม่มีตัว; อย่างนี้ก็พอไปได้เหมือนกัน แต่ดูมันไม่ค่อยจะซื่อตรงนัก มันเล่นตลก สู้ไม่มีตัวอย่างแบบ ของพระพุทธศาสนานี้ไม่ได้. เมื่อใดมีความรู้สึกว่าตัว เมื่อนั้นจะมีความวิตกกังวล หวาดระแวง ความกลัว ความอะไร ; กลัวจะตาย หรือกลัว จะเสียหาย หรือกลัวจะไม่ได้ หรือกลัวจะไม่ก้าวหน้า กลัว จะล้าหลัง กลัวจะสอบไล่ตก, นั้นมีตัว มันก็ต้องมีความทุกข์. ไม่มีตัวมีแต่สติปัญญา ทำด้วยสติปัญญาให้ดีที่สุด ให้ถูกต้อง ที่สุด มันก็จะได้, ได้ทุกสิ่งที่ควรจะได้ โดยไม่ต้องอยาก โดย ไม่ต้องหวัง โดยไม่ต้องปรารถนาให้มันกัดหัวใจ. คนโง่ ๆ เขาสอนให้อยู่ด้วยความหวัง พวกฝรั่งก็สอน ให้คนอยู่ด้วยความหวัง. เราเป็นพุทธบริษัทอย่าอยู่ด้วย ความหวัง จงอยู่ด้วยสติปัญญา ไม่ต้องหวัง, รู้ว่าอะไร เป็นอย่างไร ควรทำอย่างไรก็ทำไป ทำไปโดยไม่ต้องหวังให้ มันกัดหัวใจ พอหวังหรือหิวหรือต้องการมันก็กัดหัวใจ. นี่ ชีวิตมันกัดเจ้าของตรงนี้ เพราะมันโง่ มันก็หวังด้วยความโง่ มันก็อยากด้วยความโง่ ความโลภมันก็เกิดขึ้น ตัณหาก็เกิดขึ้น.

น.145 ๒๙ ตรงนี้ต้องเข้าใจกันเสียให้ถูกต้องสักหน่อยนะ สังเกต ดูยังเข้าใจผิด ๆ กันอยู่, เพราะคนบางพวก อาจารย์บางพวก หรือบางกลุ่มเขาสอนว่า ถ้ามีความอยาก แล้วเป็นความโลภ เป็นตัณหาทั้งนั้น. อย่าไปเชื่อนั้นสอนผิด ๆ มันต้องเป็น ความอยากด้วยความโง่ อยากด้วยอวิชชา จึงจะเป็น โลภ จึงจะเป็น ตัณหา; ถ้าอยากด้วยปัญญา อยากด้วยวิชชา ทำให้ถูกให้ดีนี้ไม่เรียกว่า ความโลภ ไม่เรียกว่า ตัณหา เขา เรียกว่า สังกัปโป สังกัปปะ. เช่นเราเห็นความทุกข์แล้วเรา อยากจะพ้นทุกข์ ความอยากนี้ไม่เรียกว่าตัณหา ไม่เรียกว่า ความโลภ แต่เรียกว่า สังกัปปะ สังกัปโป สังกัปปะ. พระมาฉันเมื่อไรที่ไหนก็ให้พรว่าอย่างนี้ ยถา วริวหา ปุรา ปริปูเรนฺติ สาครํ เอวเมว อิโตทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ ... สพฺเพ ปูเรนตุ สงฺกปฺปา ให้สังกัปปะของท่านทั้งหลายเต็ม, จนฺโท ปณฺณโส ยถา เหมือนดวงจันทร์, มณี โชติรโส ยถา เหมือนแก้วมณี. นี้ก็ให้มีสังกัปปะเต็ม, ความอยากที่ ฉลาดความต้องการที่ฉลาดด้วยสติปัญญา สัพเพปุเรนตุ สัง- กัปปา จงเต็ม เต็ม เต็ม ไม่ใช่ตัณหาเต็ม ไม่ใช่โลภะเต็ม. แยกกันให้ดี เดี๋ยวจะเป็นแรดอีกแบบหนึ่งไม่ทันรู้ จะให้ตัณหา

น.146 ๓๐ เต็ม ให้โลภะเต็ม, นี้ทำไม่ได้ดอก. ความปรารถนาที่ถูกต้อง ไม่เป็นไปด้วยอวิชชา จึงจะว่าเต็ม ๆ เต็มได้, แล้วก็ดับทุกข์ ได้ แล้วก็เป็นนิพพาน แล้วก็มีความเยือกเย็นกันที่นี่. ขอให้เราเห็นธรรม รู้จักธรรมะตัวนี้ ขอใช้คำว่าตัวนี้ ข้อนี้ บทนี้อะไรก็ตาม ว่าความเห็นแก่ตัวนั้นมาจากความโง่ว่า มีตัว, ความโง่ว่ามีตัวเป็นเหตุให้เห็นแก่ตัว คือเห็น แก่กิเลส. เห็นแก่ตัวในที่นี้ มันเห็นแก่กิเลส มันไม่ใช่ความ ถูกต้อง ก็ทำไปตามอำนาจกิเลส ; เพราะความเห็นแก่ตัว มัน ก็ เบียดเบียนตัวเอง, เบียดเบียนผู้อื่น, เบียดเบียนทุก- อย่าง, เบียดเบียนตลอด ในที่ทุกหนทุกแห่ง เรียกว่าความ เห็นแก่ตัว. แล้วที่น่าหัวยิ่งก็คือมันทำลายตัว, ความเห็นแก่ตัว มันฆ่าตัว มันทำลายตัว. ช่วยไปคิดดูให้ดีนะ ช่วยไปคิดดู ให้ดี, ถ้าไม่เข้าใจ ข้อนี้เป็นแรดตัวโตนะ ความเห็นแก่ตัว นั่นแหละมันฆ่าตัว ; ไม่ใช่มันฆ่าตัวเองตาย หรือให้ตำรวจ ยิงตายอะไรก็ตาม มันฆ่าตัวเอง ทั้งนั้นแหละ, ความเห็นแก่ ตัวนั่นแหละมันฆ่าตัว ไม่ต้องมาจากที่อื่น.

น.147 ๓๑ อย่าเห็นแก่ตัว ทำให้มันถูกต้อง ถูกต้อง มันก็มีแต่ ความเจริญ เจริญ เจริญ โดยไม่ต้องมีตัว ไม่ต้องเห็นแก่ตัว. จะ สมมติเรียกว่าเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่ขอให้เรียกว่าโดยสมมติ โดย สมมติ พระพุทธเจ้าแม้จะตรัสกับชาวบ้าน ท่านก็ต้องตรัส อย่างมีตัวเหมือนกัน ตรัสว่าอาตมาว่าอะไรเหมือนกัน ; แต่ไม่ ได้ยึดถือว่ามีตัว คือ ตัวซึ่งมิใช่ตัว. ข้อนี้สำคัญมากเป็น มนต์ศักดิ์สิทธิ์ ใครถือมนต์นี้ได้แล้วหมดความเป็นแรด, ใคร มีความรู้ข้อนี้ได้ถือมนต์ข้อนี้ได้ คนนั้นจะหมดความเป็นแรด คือมีตัวซึ่งมิใช่ตัว เท่านี้เองแหละ ตัวซึ่งมิใช่ตัว. ความรู้สึกที่เกิดอยู่ในใจ ว่าตัวกูว่าของกูนั้นมันมิ ใช่ตัว ตัวซึ่งมิใช่ตัว ตัวของความโง่นั้นเป็นตัวซึ่งมิใช่ตัว, ตัวซึ่งจะพูดกันตามธรรมดาภาษาคนที่ยังไม่รู้ธรรมะ ก็ต้อง พูดว่าตัว ว่าตัวทั้งนั้นแหละ แต่ตัวนั้นมันมิใช่ตัว, ท่านจึง ได้ใช้คำว่า อนัตตา, อนัตตา ตัวซึ่งมิใช่ตัว. มีตัวไปเสีย หมด มันก็บ้าสุดเหวี่ยง, ไม่มีตัวเสียเลยก็บ้าสุดเหวี่ยง, มีตัว ซึ่งมิใช่ตัวนั้นเป็นพุทธศาสนา มันอยู่ตรงกลาง มันมีตัวซึ่ง มิใช่ตัว ตัวซึ่งมิได้ยึดถือว่าตัว, มันถูก. ถ้ามีตัวจริง ๆ เสีย หมด มันก็บ้าสุดเหวี่ยง เป็นทุกข์เหลือประมาณ, ไม่มีตัวเสีย

น.148 ๓๒ เลย ก็ทำอะไรไม่ถูก ก็บ้าสุดเหวี่ยง มันอันตรายอย่างยิ่ง. ไม่มีตัวเสียเลย เรียกว่า นิรัตตา นิรัตตา นิรัตตา ไม่มีตัว เสียเลย, ถ้ามัน มีตัวเต็มที่ ก็เรียกว่า อัตตา อัตตา อัตตา นี้ มีตัวเต็มที่ สุดเหวี่ยงทางมี, นิรัตตา นิรัตตา สุดเหวี่ยงทาง ไม่มี. ที่ถูกต้อง อยู่ตรงกลาง เรียกว่า อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่ตัว, อนัตตา แปลว่าไม่ใช่ตัว : อย่าแปลว่าไม่มีตัว แปลว่า ไม่ใช่ตัว. ถ้าแปลว่าไม่มีตัว อธิบายยาก มันต้องอธิบาย ซับซ้อนว่าไม่มีตัว ซึ่งเป็นตัวแท้ มันพูดยาก ยุ่งยากเปล่า ๆ พูดว่าไม่มีตัวซึ่งเป็นตัว คือไม่ใช่ตัว ใช้คำสั้น ๆ ว่าไม่ใช่ตัว. รูปัง อนัตตา รูปไม่ใช่ตัว, เวทนาอนัตตา เวทนา ไม่ใช่ตัว, สัญญาอนัตตา สัญญาไม่ใช่ตัว, สังขาราอนัตตา สังขารไม่ใช่ตัว, วิญญาณัง อนัตตา วิญญาณไม่ใช่ตัว. มัน มีความรู้สึกว่าตัว รู้สึกได้ที่รูปก็ได้, เมื่อร่างกายมันทำอะไร ได้ คนโง่มันก็ว่าร่างกายนั่นแหละเป็นตัว มันกระดุกกระดิก ได้ หรือมันทำอะไรได้ มันเอาร่างกายเป็นตัว เรียกว่าเอา รูปเป็นตัว. พอมันมีความรู้สึกอะไรขึ้นมา รู้สึกสุขทุกข์ขึ้นมา อะไรรู้สึก ก็ตัวอีกแล้ว เอาเวทนาเป็นตัวอีก, สัญญามั่นหมาย อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น สัญญามีความหมายขึ้นมา เอ้า

น.149 ๓๓ เอาเป็นตัวอีก มันก็ไม่ใช่ตัว, สังขารคือความคิดจะทำอย่าง นั้นอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ตัว, วิญญาณที่รู้แจ้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไม่ใช่ตัว. นี่ คืออนัตตา, อนัตตา ตัวซึ่งมิใช่ตัว. ใครมีความรู้ข้อนี้แล้ว คนนั้นจะหมดความเป็นแรด, จะเป็นมากี่ปีแล้วก็ตามใจ ยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกู เป็นของกู มากี่ปีแล้วก็ตามใจ. พูดเรื่องอนัตตาฟังไม่ถูก, เป่าปี่ให้แรด ฟัง เพราะว่าแรดมันไม่รู้เรื่องความไม่มีตัว ; พอมันรู้เรื่อง ความไม่มีตัว มันก็ช่วยกันได้, มันไม่มีการเป่าปี่ให้แรดฟัง. นี่ธรรมะเป็นอย่างนี้ ยังมีลักษณะเหมือนเป่าปี่ให้แรดฟังอยู่ เป็นอันมาก. ขอแสดงความยินดี ท่านมาจากที่ไกลเหน็ดเหนื่อย มาก แต่ขอร้องให้ท่านได้รับผลคุ้มกัน, ได้รับผลของการมา คุ้มค่าคุ้มเวลา คุ้มค่าเหน็ดเหนื่อย คุ้มค่าเงิน คุ้มค่าอะไร. ได้รู้ เรื่องความไม่ใช่ตัว ก็คือไม่มีตัวที่จะยึดถือว่าตัว แล้วก็ไม่เห็น แก่ตัว, พอไม่เห็นแก่ตัวก็หมดปัญหา, หมดความทุกข์ หมด ปัญหาทุกอย่างทุกประการ. ปัญหาและความทุกข์ทุกอย่าง มันมาจากความเห็น แก่ตัว, ความเห็นแก่ตัว มันมาจากความโง่ โง่ว่ามีตัว มีตัว

น.150 ๓๔ มีตัว, มีตัวก็เห็นแก่ตัว ในทางบวกก็ได้ในทางลบก็ได้ เป็น เหตุให้ต้องหัวเราะบ้างร้องไห้บ้าง ให้ดีใจบ้างเสียใจบ้าง. มี เรื่องที่จะชวนให้ดีใจเสียใจ หัวเราะร้องไห้ มากขึ้นทุกที มาก ขึ้นทุกที, เพราะว่าสมัยนี้เขามีเรื่องที่จะชวนให้เป็นอย่างนั้น มากขึ้นทุกที. เขาเจริญทางวัตถุ ๆ คือสิ่งที่ยั่วให้หลงความ เป็นบวกหลงทางเป็นลบมากขึ้นทุกที, ความเป็นบวกเกิดขึ้น ก็มีเป็นตัวอย่างบวกหนักขึ้นไป ความเป็นลบเกิดขึ้นก็มีความ เป็นตัวอย่างลบมากขึ้นไป, มันมีตัวกูบวก มีตัวกูลบ มากขึ้นๆ. ขอระวังเถิดว่า อันนี้จะเป็นเครื่องทำลายโลก. ขอให้เห็นธรรมะ คำสั้น ๆ เห็นธรรมะ เห็นธรรมะ สั้น ๆ คำสั้น ๆ เห็นธรรมะ เห็นธรรมะ คือเห็นอะไร ? คือ เห็นความไม่มีตัว พอเห็นความไม่มีตัวความทุกข์ก็ไม่เกิด, เห็นว่า ความทุกข์เกิดเพราะมีตัว ความทุกข์ดับเพราะ ไม่มีตัว. นี่เรียกว่า เห็นธรรมะ, เห็นธรรมะ แล้วก็ไม่เกิด ตัว แล้วก็ไม่เกิดความเห็นแก่ตัว แล้วก็ไม่เกิดไฟคือกิเลสขึ้น มาเผาตัว กิเลสเปรียบด้วยไฟ เผาให้ร้อน. ถ้าเห็นธรรมะเสีย แล้วก็ไม่เกิดกิเลสใด ๆ, นี่มีประโยชน์อย่างยิ่งอย่างนี้ มันก็ ได้สิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือความสงบเย็น ความ

น.151 ๓๕ สงบเย็นไม่มีไฟ, นี่คือสงบเย็น สงบเย็น แล้วก็เป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย ตัวเองด้วย แก่ทั้งสองฝ่ายด้วย. ผู้มีธรรมะมีความสงบเย็น จะเป็นประโยชน์ทั้ง ๓ ฝ่าย คือตัวเองด้วย ผู้อื่นด้วย และที่เกี่ยวข้องกันอย่างแยกกัน ไม่ได้อีกด้วย, มันเป็น ๓ ฝ่าย อย่างนี้. บรรดาสิ่งที่เรียกว่าประโยชน์ ประโยชน์นี้ พระ- พุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เป็น ๓ ฝ่าย อย่างนี้ : อัตถประโยชน์ ประโยชน์แก่ตัวเอง, ปรัตถประโยชน์ ประโยชน์แก่ผู้อื่น, อุพยัตถุประโยชน์ ประโยชน์ที่ผูกพันทั้ง ๒ ฝ่ายอย่าง แยกจากกันไม่ได้ มันมีประโยชน์อยู่ ๓ ชนิด. ขอให้เราได้ทำประโยชน์ทั้ง ๓ ชนิด, ถ้าเราละตัวกู ละตัวตนได้ มันก็เห็นแก่ผู้อื่น มันก็ทำประโยชน์เหล่านั้นได้. ถ้ามันยังเห็นแก่ตัวกู เห็นแก่ตัวกู มันไม่ทำประโยชน์ใคร มันทำประโยชน์ตัวกูท่าเดียว, หรือถ้าจะไปช่วยเหลือใครบ้าง มันก็จะเอามาเป็นพวก เป็นพวกอันธพาลด้วยกัน ; มัน สร้างประโยชน์ตัวกูให้มันยิ่งขึ้นไป ไม่ได้เรียกว่าทำประโยชน์ มันหาพวกทำเลวให้มากขึ้นไป ไม่ใช่บำเพ็ญประโยชน์. ถ้า

น.152 ๓๖ บำเพ็ญประโยชน์ ก็มาช่วยกันดับทุกข์ ดับทุกข์ให้กว้างออก ไป กว้างออกไป, นี่ประโยชน์ของธรรมะ. เราได้อะไร ที่เรียกว่าประโยชน์ของธรรมะ ? มี ความเยือกเย็น เยือกเย็น เยือกเย็น, แล้วเป็นประโยชน์ เป็น ประโยชน์ เป็นประโยชน์ ; ลักษณะอย่างนี้เรียกว่ามีสุขภาพ อนามัยดีที่สุด ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ทั้งทางวิญญาณ. ถ้าว่า ท่านผู้ใดมีจิตใจสงบเย็น สงบเย็นเพราะไม่มีไฟ คือกิเลส, ผู้นั้นก็จะมีสุขภาพดี อนามัยดี มีความไม่มีโรค หรือการ ป้องกันการเกิดโรคดี, ทางกายก็ไม่เกิดโรคกาย ทางจิตก็ไม่ เกิดโรคจิต ทางสติปัญญาทิ ฏฐิความคิดความเห็น ก็ไม่เกิด โรคมิจฉาทิฏฐิ, นี่เรียกว่าไม่มีโรคทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ทั้ง ทางวิญญาณ. ธรรมะช่วยให้ได้อันนี้ ถ้าพูดกันอย่างเป็นรูป ธรรมตรงไปตรงมา ธรรมะจะช่วยให้เราได้รับสุขภาพอนามัย ดีทั้งทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ มันมีค่าเท่าไร. มาจากภาคเหนือ ภาคอีสาน เสียค่ารถมาเท่าไร เสีย เวลามาเท่าไร คิดดู คิดดู คิดดู, ถ้าท่านได้สิ่งนี้มันเกินค่าหรือ ไม่เกินค่า คุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า. ฉะนั้น ขอให้ทำให้ได้รับ

น.153 ๓๗ ประโยชน์คุ้มค่า ของการที่เสียสละหมดเปลือง ให้ได้รับ สุขภาพอนามัยดี ทั้งทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ. แล้วข้อต่อไปก็อยากจะพูดว่า ทำให้ได้มีสมรรถนะ สมรรถนะ สมรรถภาพดี ทั้งทางกายทางจิตทางวิญญาณ. คนที่มีธรรมะอย่างนี้แล้ว จะมีความสามารถทั้งทางกายทั้งทาง จิต ทั้งทางวิญญาณ, สามารถจะทำหน้าที่เสร็จลุล่วงไปด้วยดี ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ทั้งทางวิญญาณ, นี้เรียกว่ามีสมรรถนะ ที่ดี ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต, และทั้งทางวิญญาณ. เอ้า ! ทีนี้ดูต่อไป มันก็เย็น สนุก ชีวิตเย็นและสนุก ด้วย, มีความเยือกเย็น สนุกในการทำหน้าที่. ปฏิบัติ หน้าที่ คือการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อตนหรือเพื่อผู้ อื่นก็ตาม เรียกว่า ปฏิบัติธรรมะ ก็ปฏิบัติธรรมะสนุก, ปฏิบัติธรรมะสนุกชีวิตก็เต็มไปด้วยธรรมะ มันช่วยให้ทำงาน สนุก ไม่มีความรัก โกรธ เกลียด กลัว ในชีวิตประจำวัน มีแต่ ความเยือกเย็นพอใจ สนุกในการทำหน้าที่, สนุกในการ ปฏิบัติธรรม, สนุกในการปฏิบัติประโยชน์.

น.154 ๓๘ คนเขาไม่เชื่อ ทำงานสนุกนี้ ไม่มีใครเชื่อ, เขาว่า ไม่ทำงาน นอนเสียดีกว่า. นี่เราไปพูดว่าทำงานสนุก ไม่ ค่อยเชื่อ แต่ขอให้มีธรรมะเถอะ, มีความเข้าใจถูกต้อง ความ คิดความเห็นความเข้าใจถูกต้อง, แล้วก็จะทำงานสนุก ทำ งานสนุก ไม่ต้องทำด้วยความกลัว ไม่ต้องทำด้วยความหวัง ไม่ต้องทำด้วยความหิว ไม่ต้องทำด้วยความอยาก ไม่มีวิตก กังวลใดๆ มารบกวนจิตใจ จิตมันสงบเย็น. ธรรมะให้ผลอย่างนี้ ดังนั้นจึงกล่าวได้อีกอย่างหนึ่ง ว่า ธรรมะนี้เป็นคู่ชีวิต, ชีวิตนี้มีธรรมะเป็นคู่ ธรรมะเป็น คู่ชีวิต ชีวิตเป็นคู่กับธรรมะ. ธรรมะต้องมีชีวิตเป็นคู่ คือ ถ้าไม่มีชีวิต มันไม่รู้จะไปตั้งอยู่ที่ไหน, ฉะนั้น ชีวิตนี้ต้องมี ธรรมะ เป็นคู่ชีวิต เป็นคู่ชีวิต ชีวิตนี้มีธรรมะเป็นคู่ชีวิต. แล้วมันน่าหัว ที่ว่าถ้าธรรมะเป็นคู่ชีวิต ชีวิตมี ธรรมะเป็นคู่, ชีวิตที่มีธรรมะ เป็นคู่นี้ ชีวิตนั้นจะไม่กัด เจ้าของ. ฟังดูให้ดี ชีวิตที่ไม่มีธรรมะเป็นคู่ชีวิต ชีวิตนั้น จะกัดเจ้าของ. ชีวิตที่ไม่มีธรรมะ เดี๋ยวมันรักบ้าง, เดี๋ยวมัน โกรธบ้าง เดี๋ยวมันเกลียดบ้าง, เดี๋ยวมันกลัวบ้าง, เดี๋ยวมัน

น.155 ๓๙ ตื่นเต้นบ้าง, เดี๋ยวมันวิตกกังวลบ้าง, เดี๋ยวมันอาลัยอาวรณ์ บ้าง, เดี๋ยวมันอิจฉาริษยาบ้าง, เดี๋ยวมันหวงบ้าง, เดี๋ยวมัน หึงบ้าง มันก็กัดเจ้าของ ชีวิตที่ไม่มีธรรมะ ชีวิตนั่นเองกัด เจ้าของ กัดเจ้าของ. ถ้าชีวิตนี้มีธรรมะ สงบเย็น สงบเย็น ไม่ถูกกัดด้วยความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความตื่นเต้น วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หวงหึง ไม่มี ชีวิตไม่กัดเจ้าของ เป็นชีวิตที่มีธรรมะ แล้วไม่กัดเจ้าของ. อยากจะบอกเป็นพิเศษสักหน่อย คือพวกฝรั่งบรรดา ที่เขามาศึกษาและปฏิบัติธรรมะที่นี่กันทุกเดือน ๆ มาก ๆ นั้น ชอบข้อนี้ ได้ถามดูแล้วฟังดูแล้ว เขาชอบข้อนี้. ที่เขามา ศึกษาธรรมะ พบธรรมะ รู้ธรรมะ แล้วเขาชอบใจข้อนี้ คือ ได้มีชีวิตที่ไม่กัดเจ้าของ, เขาเรียกว่า ชีวิตใหม่ หรือวิถีชีวิต ใหม่ ซึ่งไม่กัดเจ้าของ. ที่แล้วมาแต่หนหลัง เขามีชีวิตที่มัน กัดเจ้าของ มีงานทำ มีครอบครัว มีอะไร ๆ หมด ก็ยังกัด เจ้าของ, ที่กระเสือกกระเส็นมาเที่ยวดูเที่ยวหานี้ ก็จะหาว่า เมื่อไรจะพบชีวิตที่น่าพอใจ. พอมาพบชีวิตที่มีธรรมะเป็นคู่ ชีวิต ก็พอใจ ไม่กัดเจ้าของ ไม่กัดเจ้าของ จึงถือว่าเป็น ของใหม่ เป็นวิถีชีวิตใหม่ หรือตัวชีวิตที่มันใหม่ ที่มันไม่

น.156 ๔๐ กัดเจ้าของ, นี้เป็นที่พอใจสนใจของชาวต่างประเทศ เป็นพิเศษ คือชีวิตที่ไม่กัดเจ้าของ. ถ้ามันกัดเจ้าของ มันก็เลวกว่าหมาแหละ เพราะ หมามันยังไม่กัดเจ้าของ. นี่คิดดู หมาแท้ ๆ ยังไม่กัดเจ้าของ แล้วชีวิตจะกัดเจ้าของได้อย่างไร. ถ้าชีวิตกัดเจ้าของมันก็เลว กว่าหมา เอาไปทำไม เอาไปทำไม มีทำไม, จัดการเสียให้มัน เสร็จสิ้นเด็ดขาด ไม่มีอาการที่เรียกว่า ชีวิตกัดเจ้าของอีกต่อไป ไม่มีอาการที่เรียกว่า ชีวิตกัดเจ้าของอีกต่อไป. มันก็เป็นอย่างที่ว่า ต้องเป็นชีวิตที่ไม่โง่เรื่องมี ตัวตน มันไม่มีตัวตน, ไม่มีความเป็นบวก ไม่มีความเป็น ลบในความรู้สึก. เมื่อไม่มีความเป็นบวกหรือเป็นลบ ไม่มี positive ไม่มี negative ในความรู้สึก, มันก็ไม่เกิดความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความตื่นเต้น วิตก กังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หวง หึง. ชีวิตมันไม่ กัดเจ้าของก็เพราะเหตุนั้น มัน ไม่มีความรู้สึกเป็นบวกเป็น ลบ, มันเห็นเช่นนั้นเอง มันเห็นเช่นนั้นเอง, อร่อยก็เช่น นั้นเอง ไม่อร่อยก็เช่นนั้นเอง หอมก็เช่นนั้นเอง เหม็นก็

น.157 ๔๑ เช่นนั้นเอง ไพเราะก็เช่นนั้นเอง ไม่ไพเราะก็เช่นนั้นเอง. มี แต่ว่า จัดการลงไปให้มันถูกกับเรื่อง ไม่ต้องไปเสียเวลาเป็น บวก เป็นลบ กับมัน คือไม่ไปเสียเวลาพอใจหรือไม่พอใจกับ มัน, เกิดอะไรขึ้นมา ก็จัดการให้มันถูกกับเรื่องของมันก็แล้ว กัน ไม่มีโอกาสที่ให้ชีวิตกัดเจ้าของ. เมื่อว่ามันไม่กัดเจ้าของ แล้ว ก็ไม่ทุกข์ดอก ชีวิตจะ เย็นเป็นนิพพานที่นี่และ เดี๋ยวนี้ อยู่ตลอดเวลา ก็เลย หมดปัญหา หมดปัญหา, ความ เป็นมนุษย์ถูกต้องที่สุด สมบูรณ์ที่สุด เยือกเย็นและเป็น ประโยชน์ ครบทุกอย่างทุกประการ. เราก็ พัฒนาชีวิตนี้ให้ทันแก่เวลา, ธรรมชาติให้ ยืมมาไม่เกินร้อยปีนะ ธรรมชาติให้ยืมชีวิตมาใช้พัฒนานี้ไม่ เกินร้อยปี ต้องรีบทำให้มันเสร็จทันเวลา ให้ได้รับประโยชน์ สูงสุด คือเยือกเย็นและเป็นประโยชน์. แล้วก็รู้จัก ขอบคุณ ธรรมชาติ ผู้ให้ยืมเสียบ้าง,"ธรรมชาติให้ยืมมานะ แล้ว สัญชาตญาณโง่ สัญชาตญาณโกง มันว่าของกู มันไม่ว่า ธรรมชาติให้ยืมมานะ มันว่า ตัวกูของกูนะ. มันคดโกงอย่าง นี้ มันจึงถูกลงโทษให้มีความทุกข์เหลือประมาณ, มันคดโกง ธรรมชาติให้ยืมมา มันว่าตัวกู มันว่าของกู. ฉันจะไม่คดโกง

น.158 ๔๒ อย่างนั้น ให้ยืมมาร้อยปีเป็นอย่างมาก เอามาพัฒนา ๆ ขอบใจ ธรรมชาติ ขอบใจธรรมชาติ, ให้ยืมมาไม่คิดดอกเบี้ยนะ ธรรมชาติให้ยืมมานี้ไม่ได้คิดดอกเบี้ยนะ ยืมมานี้ไม่ได้คิดค่า สึกหรอนะ ไม่คิดค่าอะไรหมด. ให้ยืมมาให้มึงพัฒนาตาม ความพอใจ แล้วมึงก็โกงว่า ของกู ของกู ไม่ใช่ธรรมชาติให้ ยืมมา. เลิกเป็นคนโกง เลิกเป็นคนอันธพาล คดโกง เนรคุณเสียที, ขอบใจธรรมชาติให้ยืมมาภายในเวลาอันจำกัด ฉันจะศึกษา ฉันจะปฏิบัติธรรมะให้ถึงที่สุด แล้วก็สำเร็จ เรื่องที่จะต้องทำ, อย่างนี้เขาเรียกว่า จบกิจพรหมจรรย์. มุสิตวา - จบกิจพรหมจรรย์, กตกรณีโย - กิจที่ควร ทำ ทำสำเร็จแล้ว, โอหิตภาโร -ปลงของหนักลงได้แล้ว, อนุปตฺตปทฎโฐ - มีประโยชน์ของตน อันตนได้แล้ว, ปฏิขีณ- ภวสฺโยชโน - เครื่องผูกพันให้ติดอยู่ในการเวียนว่ายในภพ ตัดขาดแล้ว, สมุมปฺปญฺญา วิมุตฺฺโต - หลุดพ้นด้วยปัญญาอัน ขอบ. นี่เป็น ลักษณะของพระอรหันต์ จบกิจจบเรื่องที่ จะต้องจัดจะต้องทำอันเกี่ยวกับชีวิต, ไม่มีหน้าที่ใดเหลืออยู่ นี่เรียกว่าเป็นมนุษย์สูงสุดสุดท้าย จบกิจพรหมจรรย์เป็นพระ-

น.159 ๔๓ อรหันต์. นี่มันให้ประโยชน์ถึงอย่างนี้ คุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า ขอให้ลองคิดดู. พิจารณาอย่างซื่อตรงไม่ลำเอียง ว่าธรรมะนี้ ดีอย่างไร ธรรมะนี้มีอานิสงส์อย่างไร ธรรมะนี้จะให้ประโยชน์ อย่างไร, ปฏิบัติให้ถึงที่สุดให้ได้รับประโยชน์นั้น ๆ. นี้มันก็น่าหัว ที่มันเป็นประโยชน์แก่ชีวิตนั่นเอง มันเป็นประโยชน์แก่ชีวิตนั่นเอง มันยังไม่เอานี่ ชีวิตที่จะได้ รับประโยชน์นั้นเอง มันยังไม่เอา, มันยังคดโกง มันยังคดโกง มันยังประพฤติผิดธรรมะ ฉ้อฉลเจ้าของเดิม, เป็นตัวกู เป็น ของกู เกิดกิเลส ตัณหา, แล้วทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ กิเลส พันห้าตัณหาร้อยแปดมันเกิดขึ้น จนไม่มีสักนิดเดียว ที่จะมี ความสงบสุข เรามาทำมาฆบูชา วันพระอรหันต์ วันนี้เป็นวันที่ ระลึกถึงแด่ พระอรหันต์ เรียกว่าวัน มาฆบูชา. ขอให้เอา คุณของพระอรหันต์มากระทำไว้ในใจ, อรหํ โหติ ขีณาสโว ท่านเป็นพระอรหันต์ สิ้นอาสวะแล้ว. อรหัง ตัวหนังสือแท้ ๆ แปลว่าไม่มีความลับ แปล อย่างอื่นก็ได้ แต่ไม่ตรงตามตัวหนังสือ ตามตัวพยัญชนะแท้ๆ.

น.160 ๔๔ อะว่าไม่ ระหะ แปลว่าลับ อะระหะ ไม่มีความลับ, ก็แปลว่า ไม่มีความโง่ใด ๆ เหลืออยู่ ความที่ไม่รู้ ความไม่รู้ ไม่มีเหลือ อยู่ ถ้ายังเหลืออยู่มันเป็นความลับ .. พระอรหันต์รู้หมด จนไม่มีสิ่งใดจะเป็นความลับต่อท่าน ท่านจึงถูกเรียกว่า อรหัง ผู้ไม่มีความลับเหลืออยู่ คือท่านรู้หมดนั่นเอง ; แต่รู้เฉพาะสิ่ง ที่ต้องรู้เท่านั้น ไม่บ้าบอไปรู้สิ่งที่ไม่ต้องรู้ เหมือนคนสมัยนี้ ไปรู้สิ่งที่ไม่ต้องรู้ สิ่งที่ควรจะรู้ไม่รู้, ถ้าเป็นพระอรหันต์ รู้ หมดทุกสิ่งที่ควรรู้ ก็เรียกว่า ไม่มีความลับเหลืออยู่ ความรู้ที่ จำเป็นจะต้องรู้ไม่เหลืออยู่ ไม่เหลืออยู่ นี่เรียกว่า อรหัง. ขีณาสโว ขีณาสโว ไม่มีอาสวะไหลออก. เรื่อง อาสวะนี้ต้องอธิบายหน่อยว่า คนเมื่อหลงบวกหลงลบ มันมี ตัวกู แล้วก็เกิดกิเลส โลภ โกรธ หลง นี้เรียกว่า กิเลส, ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่เกิดอยู่เดี๋ยวนี้เรียกว่ากิเลส. ครั้นเกิดกิเลสเสร็จแล้ว มันก็เหลืออยู่เป็นความชิน ความ เคยชินที่จะเกิดกิเลสอีก ที่จะเกิดกิเลสอย่างนั้นอีกเหลืออยู่, ความเคยชินนั้นเหลืออยู่ ความเคยชินนี้ เรียกว่า อนุสัย อนุสัยเก็บไว้ในใจ. อนุสัยเก็บไว้มาก เก็บไว้มาก มันจะออกมา พอได้เหตุปัจจัยจากภายนอกยั่วสักนิดเดียว มันก็พลุ่งออกมา

น.161 ๔๕ ทันที นี่คืออาสาวะ. อนุสัยที่เก็บไว้ในภายใน พอได้เหตุปัจจัย ภายนอกอะไรหน่อย มันก็พลุ่งออกมา ไหลออกมาเป็น อาสวะ. พระอรหันต์ ไม่มีกิเลส ไม่มีอนุสัย อะไรมันจะไหล ออกมาได้เล่า คิดดูซิ. พระอรหันต์ ไม่มีอาสวะไหลออกมา เพราะไม่มีกิเลส เพราะไม่มีอนุสัยที่เก็บอยู่. เรามันเก็บเอาไว้ มากนี่ ความเคยชินที่จะเกิดโลภ เกิดโกรธ เกิดหลง เก็บไว้ เต็มอัด เต็มอัด มันก็ไหลรั่วออกมาเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วพอได้ เหตุปัจจัยเต็มที่ก็ไหลพลุ่งออกมา. เหมือนกับว่าไหใบหนึ่ง ใส่น้ำลงไปเรื่อย เติมลงไป เติมลงไป เติมลงไป มันเต็มไห น้ำก็ปรี่ที่จะรั่วออกมา, ถ้ามีรอยรั่วตามดสักนิดหนึ่งมันก็ออก มา ๆ นั่นแหละอนุสัยออกมา, อย่างนี้เป็น นิวรณ์. แต่ถ้ามัน มีเหตุปัจจัยดีกว่านั้น เจาะรู, เอาอะไรมาเจาะรูผลุง มันก็พลุ่ง ออกมาเลย นี้เรียกกิเลสออกมาใหม่เป็นอาสวะ อาสวะ คือ กิเลสที่ ไหลกลับออกมา. พระอรหันต์เป็นขีณาสโว ไม่มีอาสวะจะไหลออกมา เพราะว่าในจิตใจนั้นไม่มีอนุสัย เพราะไม่มีกิเลสที่สร้างอนุสัย.

น.162 ๔๖ เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ แต่สามารถหรือเหมาะสม หรือว่ามี เหตุผลที่จะทำตามพระอรหันต์, ไม่ทำกิเลส ไม่สะสมอนุสัย คือ ทำตามพระอรหันต์ แล้วในที่สุดก็จะ ไม่มีอาสวะ ไหล ออกมาเหมือนกัน. อรหํ โหติ ขีณาสโว, แล้ว มุสิตวา จบพรหมจรรย์, เรื่อง ปฏิบัติจบ กตกรณีโย บรรดาสิ่งที่มีชีวิตจะต้องทำ ทำเสร็จ แล้วเรียกว่า กตกรณีโย, โอหิตภาโร ปลงของหนักลงได้แล้ว ของหนักนี้คือตัวกูคือของกู ที่ยึดถือไว้ด้วยความโง่นั่นแหละ เรียกว่าของหนัก, นี้ปลงโยนลงไปหมดแล้ว โอหิตภาโร, อนุปตฺตปทฎโซ ประโยชน์ใดที่ควรจะเป็นประโยชน์ที่ตนควร จะได้รับ ก็ได้รับแล้ว เกิดมาเป็นมนุษย์ควรจะได้รับประโยชน์ อะไร ก็ได้รับประโยชน์นั้นแล้ว เรียกว่า อนุปตฺตปทฏฺโธ ทีนี้จะผูกพันให้เกิดใหม่ ตายเกิด ตายเกิด ก็ไม่มี เรียกว่า ปขีณภวสฺโยชโน. สรุปในที่สุดเรียกว่า สมุมปฺปญฺญา วิมุตฺโต วิมุตติแล้ว หลุดพ้นแล้ว ด้วยปัญญาอันชอบของตน เอง ที่ได้สะสม สะสม สะสมไว้ นี้เป็นปัญญาอันชอบของ ตนเอง.

น.163 ๔๗ พระอรหันต์ก็คือผู้ไม่มีปัญหาเหลือ ไม่มีความทุกข์ เหลือ มีแต่ความสงบเย็นและเป็นประโยชน์, นี่ขอให้คิดดู ให้ดีว่า เราได้รับประโยชน์อันนี้กันแล้วหรือยัง. ความสุขมีสามอย่าง บอกแล้วข้างต้น ความสุข อันหนึ่ง เกิดเพราะไม่เบียดเบียนกัน, ความสุขชั้นสอง เกิดเพราะไม่กำหนัด ไม่มีราคะกำหนัดในสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความ กำหนัด คือ กาม ล่วงกามเสียได้, ความสุขที่สาม หมดตัว กูหมดของกู, หมดตัวกูหมดของกู พระอรหันต์มาถึงนี้กัน ก็หมดกิจ หมดกิจ จบกิจที่จะต้องทำ. ทีนี้ เรามาพูดกันถึงเรื่องของเรา, เรื่องของเราที่ เหลืออยู่เฉพาะหน้าในบัดนี้ ปัญหาที่เหลืออยู่เฉพาะหน้าในบัดนี้ ว่ามันคืออะไร, มันคืออะไร ? มันก็คือ ความเต็มอัดอยู่ด้วย ตัวตน ด้วยตัวกูด้วยของกู. . เต็มอัดอยู่ด้วยความรู้สึกเป็น ตัวกูเป็นของกู อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. มันมีความเห็น แก่ตัว เห็นแก่ตัว แล้วก็ออกมาไม่มีที่สิ้นสุดสารพัดอย่าง ร้อยอย่าง พันอย่าง หมื่นอย่าง แสนอย่าง ล้านอย่าง เป็น ความเห็นแก่ตัว เป็นปัญหาทั้งนั้น. มันมาจาก ความมีตัว

น.164 ๔๘ อย่างโง่เขลา ถ้ามีตัวมันก็โง่เขลา เพราะว่าตัวเกิดจากอวิชชา ทั้งนั้นแหละ มันไม่เกิดจากวิชชา ไม่เกิดจากปัญญา แต่มัน เกิดจากโมหะ มันเกิดจากอวิชชา ถ้าชื่อว่า ตัว ๆ ๆ นี้เรา ก็มีตัว รู้สึกว่ามีตัว มีตัวกู ได้รับความบอกเล่าว่า นิพพาน เป็นสุขที่สุด เห่อกับเขาสักหน่อย มาเที่ยวแสวงหานิพพาน ; แต่ถ้าพอต้องสละตัวกู มันก็ไม่เอาซิ มันยังรักตัวกูอยู่ ยัง เห็นแก่ตัวกูอยู่. เล่านิทานย่อ ๆ อีกที ผู้หญิงคนหนึ่งเขาอยากไป นิพพาน อาตมาบอกว่าในเมืองนิพพานไม่มีรำวง เขาบอกว่า อย่างนั้นไม่ต้อง ไม่ต้อง ไม่ไปแล้ว. คิดดูซิมันเห่อที่จะไป นิพพานกับเขา ได้ยินเขาเล่าบอกมา พอบอกว่าในเมือง นิพพานไม่มีรำวง ก็ไม่เอา ไม่เอา เพราะแกชอบรำวงเป็น ชีวิตจิตใจเลย. นี่ระวังให้ดีนะ ที่จะหมดตัวกูมันหมดไม่ได้ เพราะ มันยังรักตัวกู ยังรักตัวกู, ยังหลงตัวกู ยังหวงแหนตัวกู, ยังเอร็ดอร่อยสนุกสนานอยู่ด้วยตัวกู เพราะเกิดมามันโง่. ไม่ ได้โง่มาแต่ในท้อง มันเพิ่งมาโง่ เมื่อเกิดมาแล้วได้รับอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดบวกเกิดลบ แล้วโง่ ๆ ไปหลง

น.165 ๔๙ บวกหลงลบ หลงบวกจะเอา หลงลบจะฆ่าจะทำลาย นี่มัน เพิ่งโง่แล้วก็มาโง่ โง่ โง่; ความเห็นแก่ตัวนี้เพิ่งเกิด เมื่อเกิดมาแล้วจากท้องแม่ ฉะนั้นระวังให้ดี. เอ้า ! เวลาเหลืออยู่หน่อยหนึ่ง ก็พูดกันถึงเรื่องนี้ สักที เรื่องตัวกูนี่, โลกกำลังจะวินาศ เพราะความเห็น แก่ตัวของคนในโลกที่เพิ่มขึ้น. คนในโลกเพิ่มขึ้น ๆ ก็ เพิ่มความเห็นแก่ตัว เท่านี้ยังไม่เท่าไร, มันมีสิ่งที่ล่อหลอก ให้เห็นแก่ตัวมันมากขึ้น ๆ สิ่งสวยงาม สนุกสนาน เอร็ดอร่อย ที่ส่งเสริมกิเลสนั้น มันเพิ่มขึ้นในโลก สมัยคนป่าโน่นไม่มี ผ้าไม่ต้องนุ่ง.เดี๋ยวนี้มันมีอะไรบ้าง ในบ้านในเรือนเต็มไป ด้วยอะไร เต็มไปด้วยความบำรุงส่งเสริมความเอร็ดอร่อย สนุกสนานเบิกบานทั้งนั้น แล้วก็ผลิตกันด้วยเครื่องจักร เขาสร้างเครื่องจักรมาผลิตสิ่งเหล่านี้ : คนก็หลงซื้อกันเพราะ ว่ามันทำให้ดีกว่าเก่าทุกที. เสื้อผ้าอาหาร เสื้อผ้าก็สวยงามกว่าเดิม อาหารก็ อร่อยกว่าเดิม, เครื่องใช้ไม้สอย ก็สนุกสนานสวยงามอร่อย กว่าเดิม, แม้แต่ หยูกยา เดี๋ยวนี้ก็เกือบจะไม่เป็นหยูกยาแล้วนะ ไม่ขมไม่เหม็น มันทำให้เอร็ดอร่อยสวยงามกว่าเดิม ผลิตด้วย

น.166 ๕๐ เครื่องจักร. แล้วเขาก็โฆษณาเก่ง จนคนโง่ต้องซื้อ มีวิทยุ อยู่แล้ว พึ่งได้ดีอยู่แล้ว ยังต้องซื้อเครื่องใหม่ มันออกมาดี กว่านั้น, มีตู้เย็นอย่างนี้ ใช้ได้ดีอยู่แล้ว ก็ซื้อเครื่องใหม่ที่ มันดีกว่านี้อีก. มันโง่สองชั้น สามชั้น สี่ชั้น ห้าชั้น เป็น ลำดับ ๆ เพราะว่า โลกเจริญด้วยการหลอกลวง โดยติด เหยื่อของกิเลสในทางวัตถุ จึงพูดได้ว่า ยิ่งเจริญทางวัตถุ ยิ่งเห็นแก่ตัว, ยิ่งเจริญด้วยวัตถุยิ่งเห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้ ยิ่งเจริญด้วยวัตถุเหมือนอย่างกับวิ่ง เขาสร้างเครื่องจักรขึ้น ผลิตนั่นผลิตนี่ผลิตโน่น ให้สวยงาม เอร็ดอร่อย ยั่วยวนไป ทั้งนั้น จนเด็กวัยรุ่นจะบ้าตายอยู่แล้ว. เด็กวัยรุ่น รุ่นนี้ น่าสงสาร มันไม่รู้จะเอายังไง. มันหลงบวกหลงลบ ที่เขา ผลิตขึ้นมาล่อนี้ รู้แต่ว่าน่ารัก น่าพอใจเท่านั้น ไม่รู้คุณโทษ อะไร, นี่ โลกมันกำลังจะวินาศ เพราะความเห็นแก่ตัว. ที่น่ากลัวอย่างยิ่งอย่างหนึ่ง คือ การโฆษณา, ศิลป ของการโฆษณามันเหลือเกิน อาตมาก็ยังกลัว ไม่ได้ซื้ออะไร สักนิดแต่กลัว กลัวโฆษณาตามหน้าหนังสือพิมพ์นั้นกลัวที่ สุดเลย, กลัวแทนคนโง่ ที่มันจะต้องซื้อสิ่งที่ไม่ต้องซื้อ. มันโฆษณาเก่ง โฆษณาให้ยายแก่ขี้เหนียวขี้ตืด ซื้อตู้เย็นก็

น.167 ๕๑ ทำได้ มันก็ทำได้ มันโฆษณาเก่ง, นี่ มันทำได้สารพัดอย่าง เรื่องโฆษณา โฆษณา โฆษณา. โลกนี้เจริญด้วยศิลปแห่ง การโฆษณา, คนก็เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัว. ทีนี้ พื้นเพกำพืดของความเห็นแก่ตัวนั้น มันเป็น ความเลวร้าย เป็นศัตรู เป็นความเลวร้าย เป็นปัญหา ; มี ความเห็นแก่ตัวที่ไหน ก็มีความเลวร้ายที่นั่น, มีความเห็น แก่ตัวในโลกนี้ ก็มีความเลวร้ายในโลกนี้ มีความเห็นแก่ตัวที่ เมืองนี้ ก็มีเลวร้ายที่เมืองนี้ ที่ครอบครัวนี้ที่บ้านเรือนนี้ มีความเห็นแก่ตัวที่ไหน มันก็เลวร้ายที่นั่น. ขอโอกาสพูดให้หมดนะ อดทนนิดหน่อยนะ ว่า ความเห็นแก่ตัวนี้ มันมีสักกี่เรื่อง พอเห็นแก่ตัวมันก็ ขี้เกียจ ไม่อยากทำงาน อยากนอน. เมื่อก่อนอาตมาเห็นคนหนึ่ง เป็นเจ้านาคอยู่ที่พุมเรียง วัดโพธาราม นอนตะพึด นอนตะพึด ไม่ต้องทำอะไร นอนตะพึด มันไม่ทำอะไรเลย มันเห็นแก่ตัว, ตื่นนอนขึ้นมาก็กินข้าวเหลือบาตร แล้วมันก็นอนตะพึด คน เห็นแก่ตัว มันไม่ต้องการจะทำอะไร มันให้คนอื่นทำ มัน ขี้เกียจ.

น.168 เอาเปรียบ เอาเปรียบ ไม่ทำ แล้วยังเอาเปรียบอีก ; น่าหัวไหม ไม่ทำเองแล้วยังเอาเปรียบ อีก คอยจ้องจะเอาเปรียบ คอยจ้องจะเอาเปรียบไปเสียทุก อย่าง. แล้วมันก็ อิจฉาริษยา ความโง่ของคนเห็นแก่ตัว มันก็อิจฉาริษยา ทั้งที่ตัวเองไม่มีอะไรจะดี แล้วยังอิจฉาริษยา คนที่ดี. แล้วมันก็ ไม่สามัคคี กับใคร ๆ มาชวนคนเห็นแก่ตัว ให้ทำความดี ให้ช่วยกันสร้างสรร เหมือนกับชวนช้างลอดรู เข็ม มันเห็นแก่ตัว มันไม่สามัคคี. เมื่อตอนแรกที่อาตมาชวนทำถนนเส้นนี้ ที่เดินจาก ถนนเก่า ก็มีคนมาช่วยมาก ตามความเป็นจริงก็มีคนมาช่วย มาก ; แต่มันยังมีคนสองคนพูดว่า เอามึงทำนะ กูคอยเดิน กูคอยเดิน ให้มึงได้บุญ, มันไม่มาทำ อย่าออกชื่อว่าใคร มึงทำแล้วกูก็คอยเดิน ให้มึงได้บุญ, ให้คนเห็นแก่ตัวมาทำ สามัคคี มันก็บอกอย่างนี้.

น.169 อวดดี ยกตนข่มท่าน ยกตน ข่มท่านอยู่เสมอ. แล้วมันก็ชอบ ใส่ร้ายผู้อื่น ด้วย คนเห็นแก่ตัว, เขาไม่มีความผิดมันก็หาเรื่องนินทาว่าร้าย ทำแบบของความ เห็นแก่ตัว. มัน ทำลายสาธารณประโยชน์ สิ่งที่เขามีไว้เป็น สาธารณประโยชน์ทำลายเสีย ทำลายห้วยน้ำลำธาร ห้วยหนอง คลองบึงบาง มันทำลายหมด. คนเห็นแก่ตัว มันก็สร้างมลภาวะ สร้างมลภาวะ สิ่งที่ไม่พึงปรารถนาสกปรกรกรุงรัง. โลกกำลังเป็นปัญหา อยู่ ด้วยปัญหาข้อนี้ เราอยู่ที่นี่ไม่ค่อยรู้สึก, ที่เมืองนอก อันกว้างขวางเขากำลังลำบากด้วยมลภาวะ ที่คนเห็นแก่ตัวมัน สร้างขึ้น เป็นควันพิษ เป็นน้ำเน่า เป็นสิ่งสกปรกรกรุงรัง เป็นอะไรก็ตาม เป็นมลภาวะ แล้วคนเห็นแก่ตัวนี้ มันก็ ทำให้เกิดอุบัติเหตุ รถชนกันเป็นต้น มันเห็นแก่ตัว ถ้ามันไม่เห็นแก่ตัว มัน ผ่อนผันสั้นยาวกัน อุบัติเหตุ เช่นรถชนกันนี้ก็จะไม่มี. นี่

น.170 สร้างอุบัติเหตุเต็มไปหมด กระทบกระทั่งกัน ไปหมด บรรดาอุบัติเหตุแล้วต้องมาจากผู้เห็นแก่ตัว. แล้วความเห็นแก่ตัวมันก็ ฆ่าตัวทำลายตัว มันก็ ได้ติดยาเสพติด, พวกที่ติดยาเสพติดนี้มันมีความเห็นแก่ตัว มีความโง่ที่เห็นแก่ตัว ; แม้แต่ความอยากลอง อยากลองก็ เพราะเห็นแก่ตัว พออร่อยติดเข้าไปแล้ว มันก็เห็นแก่ตัว มันก็ละไม่ได้, มันก็ติดยาเสพติด ติดเป็นนิสัย เพราะมัน เห็นแก่ตัว. ในที่สุด คนที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่เอร็ดอร่อย โดย ไม่ต้องคำนึงถึงความถูกต้องอะไรนี้ มันก็ได้เป็นโรค เป็น โรคภัยไข้เจ็บ ชนิดที่หมามันก็ไม่เป็น. โรคภัยไข้เจ็บ ที่หมามันก็ไม่เป็น คนเห็นแก่ตัวมันจะได้เป็น, เรื่องโรค สำส่อน เรื่องโรคเอดส์อะไรก็ไม่รู้ อาตมาก็ไม่ค่อยรู้ แต่รู้ว่า โรคนี้หมาไม่เป็น หมาไม่ได้เป็น แล้วคนมันก็เป็น, คน เห็นแก่ตัวมันก็ได้เป็นโรคเอดส์โรคอะไร เป็นปัญหาทั่วไป ทั่วโลก มันเป็นโรคที่แม้แต่หมาก็ไม่เป็น.

น.171 ๕๕ ทีนี้มันก็เป็น อันธพาล ซิ. เห็นแก่ตัว ไม่ได้ อย่างใจ ก็จี้ปล้นลักขโมยเอาซึ่งหน้า ฆ่ากันซึ่งหน้า ตามแบบ ของอันธพาล, เพราะมันเห็นแก่ตัว ก็ทำลามกอนาจารได้โดย ไม่มีความละอาย ที่ไหนก็ได้ เพราะมันเห็นแก่ตัวเกินไป ๆ. ทีนี้ทำอย่างไร รัฐบาล รัฐบาลสร้างคุกเรือนจำ สักเท่าไร ๆ ก็ไม่พอ, ไม่พอที่จะกักขังคนเหล่านั้น. ได้ฟังรายงานของ กระทรวงมหาดไทยเรื่องคุกเรือนจำนี้ ไม่มีเงินที่จะสร้างคุก แล้ว ต้องหาวิธีอย่างอื่นกันแล้ว ไม่มีเงิน, ตำรวจก็สร้าง เท่าไรก็ไม่พอ, ศาลสร้างเท่าไรก็ไม่พอนะ แล้วกระทรวง นั้นเขาก็ไม่มีเงินจะสร้างศาลอยู่แล้ว สร้างศาลเท่าไรมันก็ไม่ พอกับมนุษย์ที่มันเห็นแก่ตัวมากขึ้น, สร้างโรงพยาบาลบ้า เท่าไรมันก็ไม่พอ เรามีคนบ้าต้องเก็บไว้ เพราะไม่มีโรง พยาบาลที่จะรับ รัฐบาลไม่มีเงินจะสร้างต่อ สร้างโรงพยาบาล บ้าเท่าไรก็ไม่พอ. สร้างคุกเท่าไรก็ไม่พอ สร้างตำรวจ เท่าไรก็ไม่พอ สร้างเรือนจำเท่าไรก็ไม่พอ สร้างโรงพยาบาล บ้าเท่าไรก็ไม่พอ.

น.172 ๕๖ เมื่อคนเห็นแก่ตัว มันเดือดจัดมันหลงทาง หลงทาง แล้วก็ฆ่าตัวเองตาย ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าลูก ฆ่าเมีย ฆ่าตัวเองตาย ตาม ซึ่งก็เห็นอยู่บ่อย ๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์. สรุปความว่า มัน ต้องเป็นบ้า หรือตายในที่สุด ปิดฉากคนเห็นแก่ตัวคืออย่างนี้. เราจะเห็นความน่าเกลียดน่ากลัวนี้ และก็ช่วยกันพูด, ช่วยกันบอก. ในโรงเรียนครู จงสอนเรื่องความน่ากลัว ความเลวร้ายของความเห็นแก่ตัว, จัดเป็นหลักสูตรที่ต้อง มาสอนในโรงเรียน สอนอยู่ สอนอยู่ สอนอยู่อย่างนี้ จนเด็ก ๆ มันกลัว กลัวความเห็นแก่ตัว, โตขึ้นไม่อยากเห็นแก่ตัว มัน ละอาย มันละอาย. นี่เดี๋ยวนี้ โรงเรียนไม่ได้สอนเรื่องไม่เห็น แก่ตัว สอนให้แต่ฉลาด ฉลาด ฉลาด วิเศษวิโส แล้วเอา ความฉลาดไป เห็นแก่ตัว, ยิ่งฉลาดเท่าไรมันยิ่งเอาไปใช้เห็นแก่ ตัว ไม่ใช่เพื่อดับความเห็นแก่ตัว เพราะโรงเรียนมันสอนผิด มันไปตามก้นการศึกษานอกประเทศ ยิ่งฉลาดยิ่งเห็นแก่ตัว. การศึกษาแต่ก่อนของเรา ยิ่งฉลาดก็ยิ่งมีศีล มีระเบียบ มี วัฒนธรรม ไม่เห็นแก่ตัว ; เดี๋ยวนี้ไม่ ฉลาดเท่าไรก็ฟรี

น.173 ๕๗ เท่านั้น เพื่อเห็นแก่ตัวตามความฉลาดที่ได้มี ได้มี มันก็เลย เป็นโลกที่มีความเห็นแก่ตัว ที่ยุ่งยากที่ลำบาก ที่เหลือความ สามารถที่เราจะกำจัดมัน เห็นไหม. เดี๋ยวนี้มาพิจารณากันดูอีกสักนิดนะ อีกสักรอบนะ ถ้าว่าครู ครูเห็นแก่ตัวเป็นอย่างไร. ครูสอนหนังสือเห็น แก่ตัว มันก็หมดความเป็นครู ทำนาบนหลังลูกศิษย์, ทำนา บนหลังพ่อแม่ของลูกศิษย์ มันก็หมดความเป็นครู, ถ้าครู เห็นแก่ตัว มันก็หมดความเป็นครู. ถ้าหมอเห็นแก่ตัว มันก็ทำนาบนหลังคนไข้ ทำนา บนหลังคนยากจนเจ็บไข้ หมอกลายเป็นพ่อค้า หมดความเป็น หมอ เพราะเห็นแก่ตัว. ถ้าตุลาการเห็นแก่ตัว มันก็หมดความเป็นตุลาการ, มันก็เป็นพ่อค้าทำนาบนหลังจำเลย ถ้าตุลาการมันเห็นแก่ตัว ขึ้นมา. ถ้าพระเจ้าพระสงฆ์เห็นแก่ตัว ก็ทำนาบนหลังทายก ทายิกาทั้งหลาย, บอกให้รู้ทายกทายิกาทั้งหลายที่นั่งอยู่นี่ ถ้า พระ, บรรพชิตเห็นแก่ตัวเมื่อไร ก็ทำนาบนหลังพวกคุณ

น.174 ๕๘ นั่นแหละ. ความเห็นแก่ตัว เอากับมันซิ ถ้าพระเจ้าพระ- สงฆ์เห็นแก่ตัว ก็ทำนาบนหลังทายกทายิกา. เศรษฐีก็เห็นแก่ตัว ขอทานก็เห็นแก่ตัว แล้วจะ แก้ปัญหาอย่างไร เศรษฐีก็เห็นแก่ตัว ขอทานก็เห็นแก่ตัว มันก็มีความขัดแย้งกันอยู่ตลอดไป. ลูกจ้างก็เห็นแก่ตัว นายจ้างก็เห็นแก่ตัว มันก็มี การต่อสู้ ต่อสู้ ต่อสู้ เป็นคู่ทะเลาะวิวาท. นายจ้างลูกจ้าง ไม่ใช่เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย แก่กันและกันเหมือนแต่โบราณ แต่โบราณโน้นครั้งพุทธกาล ลูกจ้างนายจ้าง คนรวยกับคนจน เขาก็เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายกัน. เดี๋ยวนี้มันคู่ขัดแย้ง กัน ระบบคอมมิวนิสต์ระบบอะไรแล้วแต่จะเรียก คนรวยกับ คนจน ลูกจ้างกับนายจ้าง มันเป็นคู่ต่อสู้กัน. ถ้าประชาชนราษฎรทั้งหมดเห็นแก่ตัว มันจะเป็น อย่างไร มันก็ เลือกผู้แทนด้วยความเห็นแก่ตัว มันก็ได้ ผู้แทน ที่เต็มไปด้วย ผู้เห็นแก่ตัว เราก็ได้ รัฐสภาของผู้เห็นแก่ตัว รัฐ สภาของผู้เห็นแก่ตัว รัฐสภานี้มาตั้งรัฐบาลก็ได้ รัฐบาลที่เห็น แก่ตัว ไม่ต้องสงสัย.รัฐบาลเห็นแก่ตัวแล้ว ข้าราชการทุกคน

น.175 ๕๙ มันก็จะเห็นแก่ตัว เพราะรัฐบาลเองมันก็เห็นแก่ตัวเสียแล้ว ข้าราชการทุกคนก็เห็นแก่ตัว. แล้วประชาชนจะเป็นอย่างไร มันก็หมด มันก็หมด ไม่มีอะไรเหลือ แล้วโลกนี้บ้านเมืองนี้มัน จะอยู่อย่างไร มันจะอยู่ได้อย่างไร. นักบวชก็เห็นแก่ตัวขึ้น มา, ลูกเล็กเด็กแดงก็เห็นแก่ตัวขึ้นมาไม่เคารพพ่อแม่ ไม่ ซื่อสัตย์ กตัญญู กำลังทำให้พ่อแม่น้ำตาไหลอยู่นะ โดยเฉพาะ เด็กวัยรุ่นรุ่นใหม่ ที่มันหลงความเจริญสมัยใหม่นี้ มันทำ ให้พ่อแม่น้ำตาไหลอยู่, นี่พูดตรงหน่อยนะ อย่าโกรธนะ. เอาละ ที่ว่ามันจะเป็นเอามาก มันก็จะเป็นไปได้ ถ้า หมาถ้าแมวมันเกิดเห็นแก่ตัวขึ้นมา แล้วมันจะเป็นอย่างไร ? นี่ สมมติ ถ้าหมามันเกิดเห็นแก่ตัว มันเกิดไม่เห่าขึ้นมา มันจะเป็น อย่างไร, ถ้าแมวมันเกิดเห็นแก่ตัวขึ้น ไม่จับหนูขึ้นมา จะเป็น อย่างไร. ท่านที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้ คงไม่นึกประหลาด หรือไม่ นึกกลัวดอก, เพียงแต่ไม่มีแมวอย่างเดียว คุณก็จะเป็นบ้าตาย ลองดูเพียงไม่มีแมวอย่างเดียว หนูมันจะครองบ้านครองเรือน. อาตมาเคยมาอยู่ที่นี่ ใหม่ ๆ ไม่มีแมว หนูมากัดนิ้ว นอนหลับ หนูมากัดนิ้ว นี่ความไม่มีแมว เพียงแต่ว่าไม่มีแมว หรือถ้า แมวมันเกิดทรยศขึ้นมา มันเห็นแก่ตัว มันไม่จับหนู. ถ้าไก่

น.176 ๖๐ มันเกิดไม่ขันขึ้นมา หรือมันไม่ทำหน้าที่ อย่างใดอย่างหนึ่งตาม แบบของไก่ มันก็แย่เหมือนกัน. อะไร ๆ มันเกิดเห็นแก่ ตัวหมด แล้วก็คือวินาศ ต้นไม้ต้นไล่ก็เห็นแก่ตัว ก้อนหิน ก้อนดินก็เห็นแก่ตัว ก็เลยไม่ต้องมีอะไรเหลือ. เอาละ, มันจะพอมองเห็นได้แล้วกระมังว่า ความมี ตัว มีตัว มีตัว แล้วเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวนี้ มันให้ความ เลวร้ายอย่างไร ถ้าไม่เห็นแก่ตัว ถ้าไม่เห็นแก่ตัว ถ้าไม่เห็น แก่ตัว ไม่ต้องมีศาสนา มีพระ มีเณรมาบวชให้รุงรังเกะกะ อย่างนี้, ไม่มีพวกคุณ ไม่ต้องมีอุบาสกอุบาสิกา. ถ้าว่าในโลกนี้ไม่มีความเห็นแก่ตัว ไม่ต้องมีศาสนา ไม่ต้องมีวัฒนธรรม ไม่ต้องมีระเบียบอะไรกันก็ได้, ถ้ามันไม่ เห็นแก่ตัว ก็ไม่ทำความผิดใด ๆ มีแต่คนทำประโยชน์ สงบ เย็นและเป็นประโยชน์, ไม่ต้องมีศาสนา ไม่ต้องมีวัดวาอาราม ให้ยุ่งยากลำบาก, ไม่ต้องมีรัฐบาลที่จะปกครองบ้านเมือง ไม่ ต้องมีกฎหมาย ไม่ต้องมีอะไรทุกอย่างเลย ถ้าไม่เห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้มันเห็นแก่ตัว จนมีกฎหมายเท่าไร ๆ ก็ไม่ ไหว, มีคุกตะรางเรือนจำเท่าไรก็ไม่ไหว, มีศาสนาอย่างนั้น

น.177 ๖๑ อย่างนี้ทุก ๆ ศาสนายังก็ไม่ไหว แม้แต่ว่าจะมีศาสนาให้มาก กว่านี้ ถ้ายังเห็นแก่ตัวอยู่มันก็ไม่ไหว, สร้างพระพุทธรูปให้ เต็มโลก แปลพระไตรปิฎกไว้ให้เต็มโลก ถ้าคนมันเห็นแก่ตัว อยู่ มันก็ไม่ไหวอยู่นั่น มันก็ไม่ไหว. ถ้าไม่เห็นแก่ตัวโดย ประการทั้งปวง มันก็ไม่ต้องมีสิ่งเหล่านี้ แล้วท่านทั้งหลายก็ ไม่ต้องมาที่นี่ ท่านทั้งหลายก็ไม่ต้องมาจากที่ไกลมาที่นี่ให้ ลำบาก, ถ้าไม่มีเห็นแก่ตัว มันก็ไม่มีความทุกข์ มันไม่มี ปัญหา ไม่ต้องวิ่งมาศึกษาหาธรรมะอะไรที่ไหน มันสงบเย็น กันไปหมดอย่างนี้, นี่ประโยชน์ของความไม่เห็นแก่ตัว. สรุปความแล้ว ความไม่เห็นแก่ตัวเป็นหัวใจ ของทุก ๆ ศาสนา ไม่ว่าศาสนาไหน. อาตมาพยายามค้น พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของเขาศึกษาดู โอ้, ไปอยู่ที่ความไม่ เห็นแก่ตัวทั้งนั้น, ศาสนาเมื่อหลายพันปีมาแล้ว เมื่อสองพัน กว่าปี คือ พุทธศาสนาก็ดี ต่อมาคริสต์ อิสลามอะไรก็ดี มัน ล้วนแต่เรื่องไม่เห็นแก่ตัวทั้งนั้น ; แต่แล้วมันไม่มีคนปฏิบัติ มันไม่มีคนปฏิบัติ ศาสนาก็เป็นหมัน. ถ้ามีศาสนาแท้จริง ไม่เป็นหมัน ก็ไม่มีความเห็นแก่ตัวเหลืออยู่ในโลกได้ เพราะ ทุกศาสนาล้วนแต่กำจัดความเห็นแก่ตัว, ถ้าถือศาสนากัน

น.178 ๖๒ อย่างเดียว มันก็ไม่มีความเห็นแก่ตัว, ถ้าคนไม่มีความเห็น แก่ตัวเสียเอง มัน ก็ไม่ต้องมีศาสนา. มันมากถึงอย่างนี้ มัน สำคัญถึงอย่างนี้ เป็น พระอรหันต์กันหมด ถ้าไม่เห็นแก่ ตัวเป็นพระอรหันต์กันหมด หรือว่าเป็นปุถุชนชั้นดี เป็นพระ- อริยเจ้าชั้นดีกันทั้งหมดเล ย ถ้าไม่เห็นแก่ตัวตามลำดับ ตาม ลำดับขึ้นมา. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน อุตส่าห์เหน็ดเหนื่อย ยุ่งยากลำบากมาจนถึงที่นี่ เพื่อจะมาฟังธรรมะในวันนี้ ซึ่งเป็น วันพระอรหันต์. อาตมาก็พูดเรื่องพระอรหันต์ คือบุคคลผู้ ไม่เห็นแก่ตัว หมดความเห็นแก่ตัว คือเป็นพระอรหันต์ ; เรายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ แต่เราจงทำตามพระอรหันต์, เราจงเดินตามรอย หรือทำตามพระอรหันต์. ข้อนี้พระพุทธ- เจ้าท่านไม่ได้ห้าม แล้วเราก็ไม่ได้ทำเพื่ออวดดิบอวดดีอะไรที่ ไหน ทำเพื่อขจัดปัญหา, ขจัดปัญหาในโลก. ขอให้สนใจเป็น พิเศษเถิด ว่า หัวใจของธรรมะ คือ ความไม่เห็นแก่ตัว, ความไม่เห็นแก่ตัวนั้น มาจากความรู้ว่าไม่มีตัว, ไม่เห็นแก่ตัว มันไม่มีกิเลสใด ๆ ไม่มีกรรมอันบาปผิดใดๆ ก็เป็นสุขสงบเย็น และเป็นประโยชน์.

น.179 ๖๓ เอาละ, ขอให้ทุกคน ๆ เข้าใจเรื่องนี้ให้ดีกว่าที่แล้วๆ มา, ถ้าอนุญาตให้พูดโดยไม่ต้องเกรงใจ ก็พูดว่า ขอให้เป็น แรดน้อยกว่าปีที่แล้วมา ถ้าอนุญาตให้พูด ก็จะพูดอย่างนี้ ; ถ้าไม่อนุญาตให้พูดอย่างนี้ ก็พูดว่า เป็นผู้ปฏิบัติธรรมมากกว่า ปีที่แล้วมา ดีกว่าปีที่แล้วมา ก็ได้เหมือนกัน. อย่าให้เป็น หมัน อย่าให้เหน็ดเหนื่อย เพราะขนกันมาบนภูเขา มานั่ง ประชุมกันอย่างนี้ มันก็ต้องลำบากเหน็ดเหนื่อย ก็ขอให้ได้ รับผลตอบแทนคุ้มกันกับความลำบาก เหน็ดเหนื่อย ; กลับไป ด้วยความรู้ ความเข้าใจ ที่เพิ่มขึ้น ๆ คือมี สติปัญญามีแสงสว่าง เพิ่มขึ้น, มีความลดอวิชชา ลดโมหะ ลดความไม่รู้ ลดลง ลดลง. หมดอวิชชาเมื่อไร หมดอวิชชาเมื่อไร พบพระพุทธ- เจ้าอยู่ตรงหน้า, พระพุทธเจ้านั้นอยู่หลังม่านแห่งอวิชชา ของคนทุกคน คนแต่ละคนไม่พบพระพุทธเจ้า เพราะม่าน แห่งอวิชชาของตนบังอยู่ หลังม่านอวิชชามีพระพุทธเจ้า. จงทำลายม่านของอวิชชา ทำลายม่านของอวิชชา หรือเพิกไป

น.180 ๖๔ กวาดไป เลิกไปเสีย ก็ยังจะดีเสียกว่า, จะพบพระพุทธเจ้าอยู่ ที่หลังม่านแห่งความโง่ของตน ๆ จงทุก ๆ คน. ขอให้สิ่งนี้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป ทุก ๆ ปี, ท่านทั้งหลาย จงได้ประสบความสุขสวัสดี งอกงาม ตามหลักพระพุทธศาสนา อยู่ทุกทิพาราตรีกาล เทอญ.

น.181 ความสุขสามระดับ. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายธรรมะในตอนนี้ ตอนค่ำนี้ จะพูดกัน อย่างที่เรียกว่า บรรยายตามธรรมดา หรือปาฐกถาธรรม เพื่อ ประหยัดเวลา มันง่ายแก่การฟัง โดยเฉพาะผู้แรกสนใจ ไม่ ต้องมีพิธีรีตอง ไม่ต้องมีอะไร ไม่ต้องพูดรักษาธรรมเนียม หรืออะไร พูดตรงไปตรงมา อย่างนี้เรียกบรรยายธรรม. เมื่อตอนกลางวันก็ได้พูดกันถึงเรื่อง ความหมาย ของมาฆบูชา ว่า เป็นวันพระอรหันต์, พระอรหันต์เป็นผู้สูง สุด คือจบความเป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์ที่เต็มสมบูรณ์ที่สุด. มาฆบูชาเทศนาภัณฑ์ที่ ๒, ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ ๖๕

น.182 ๖๖ ความสุข ๓ ระดับ คือหลักเกณฑ์ในการเดินตามรอยพระอรหันต์. ทีนี้เราก็ยังไม่เต็ม เราจะพยายามให้เต็ม ; เราจะ เดินตามรอย ทำตามรอยของพระอรหันต์, ก็ต้องดูว่า มัน ตั้งต้นกันที่ไหน แล้วก็ไปจบกันที่ไหน, มันเกิดอะไรขึ้นมา มันจึงจะจบ จะต้องมีอะไรเกิดขึ้น เรื่องมันจึงจะจบ. ในที่นี้นั้น ขอให้กำหนดกันง่ายๆ อย่างนี้ก็แล้วกัน ว่า เรื่องเกี่ยวกับความสุขมีอยู่ ๓ ระดับ, ๓ ชั้นหรือ ๓ ระดับ เราก็ดูให้เห็นว่าเป็นอย่างไร ระดับไหนเป็นอย่างไร ระดับ ไหนเป็นอย่างไร ระดับต้นที่สุดมันก็เป็นเรื่องของคนธรรมดา สามัญ ระดับสุดท้ายก็เป็นเรื่องของพระอรหันต์, ความสุข อันดับสุดท้าย ก็เป็นเรื่องของพระอรหันต์ เรื่องเดียวกัน. ฉะนั้นขอให้ตั้งใจกำหนดจดจำ เรื่องความสุข ๓ ระดับนี้ เป็น หลักเกณฑ์ที่แน่นแฟ้นมั่นคงก็ได้เหมือนกัน แล้วมันก็จะ ง่ายดี, หรือว่าจะใช้เป็นหลักทั่ว ๆ ไป กระทั่งเด็ก ๆ กระทั่ง ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า ชาวบ้านชาววัดอะไร ก็ขอให้มีหลักเกณฑ์อันนี้ เข้าใจหลักเกณฑ์อันนี้.

น.183 ๖๗ เอ้า ! พูดกันถึงเรื่องความสุข ๓ ระดับนี้ ให้ชัดเจน ลงไปยิ่งกว่า ที่พูดมาแล้วในตอนกลางวัน, ตอนกลางวันก็ พูดเรื่อง ไม่ใช่ตน ไม่เห็นแก่ตน นั้น เต็มที่ ในฐานะเป็น เรื่องของความสุขอันสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้ระบุให้เห็นว่าเป็น ความสุขอย่างไร. ทีนี้ก็เป็นอันว่าพูดกันในแง่ของความสุข โดยเอาสิ่งที่เรียกว่า ความสุขเป็นหลัก สำหรับตั้งต้น สำหรับ วัด สำหรับอะไรไปตามเรื่องของมัน. ความไม่เห็นแก่ตัว เป็นหัวใจของทุกศาสนา. เรื่องของความสุขเป็นเรื่องของคนของสัตว์ทั่ว ๆ ไป ซึ่งล้วนแต่ต้องการสิ่งที่เรียกว่าความสุข เรามาศึกษาตามหลัก พระพุทธศาสนา เพราะว่าในศาสนาอื่นเขาก็มีหลักการหรือ กฎเกณฑ์ตามหลักของเขา ; แต่ยังขอยืนยันว่า ในที่สุดไป หาความไม่เห็นแก่ตัวทั้งนั้น ไม่ว่าศาสนาไหน จะไปจบสูงสุด อยู่ที่ ความไม่เห็นแก่ตัว ด้วยกันทั้งนั้น. วิธีมันแตกต่าง กันในการปฏิบัติ หรือว่าใช้ความไม่เห็นแก่ตัว ในความหมาย หรือในลักษณะที่มันต่างกันก็ได้, อย่างของยิว อย่างของ คริสต์ อย่างของอิสลาม อย่างของฮินดู ก็มุ่งหมายที่จะไม่ให้

น.184 ๖๘ เห็นแก่ตัว ถึงจะมีพระเจ้า ก็ไปอยู่กับพระเจ้า ไปเป็นส่วน ของพระเจ้า ไปเป็นอันเดียวกับพระเจ้า นี้มันก็เป็นเรื่องที่ หมดตัวเหมือนกัน. อันนั้นจำไว้ก่อนก็ได้ยังไม่ต้องวินิจฉัย. เดี๋ยวนี้จะวินิจฉัย แต่เรื่องของชาวพุทธพูดให้มัน สั้นที่สุด ฟังง่ายๆ : อันดับต้นสุด คือ ไม่เบียดเบียน อันดับถัดมา ไม่กำหนดในกาม, อันดับถัดมา ห มดความ รู้สึกว่าตัวตน หรือไม่มีความรู้สึกว่าตัวตน. แต่แล้วมันก็ ไม่พ้นที่จะเกี่ยวข้องกันทั้ง ๓ อย่างแหละ คืออย่างสุดท้ายมัน ยืนอยู่เป็นประธาน, ถ้าไม่มีตัวตน มันก็ไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่อะไรหมด, ถ้าไม่มีตัวตนไม่เห็นแก่ตน มันก็ไม่กำหนัดใน กาม ไม่ติดในกามารมณ์. สุขเพราะไม่เบียดเบียน. เดี๋ยวนี้พูดต่อรองกันว่า ถ้าคุณยังมีตัวตน ก็เอากัน อย่างนี้, ในชั้นแรก อย่าเบียดเบียน อพฺยาปชฺฌํ ไม่เบียด เบียน สำรวมในสัตว์มีชีวิตทั้งหลาย, อย่าไปกระทบกระทั่ง สัตว์ที่มีชีวิตให้มันเดือดร้อน หรือให้มันตาย. ก็เล็งไปใน

น.185 ๖๙ ความสุขที่กว้าง ๆ ค่อนข้างจะเป็นเรื่องสังคมด้วย คือของ หมู่ของคณะ ถ้าไม่เบียดเบียนกัน มันก็เป็นสุข ; ถ้าเห็น แก่ตัว มันอดไม่ได้ดอก มันก็เบียดเบียนกันอยู่นั่นแหละ. นี่เราจับใจความของมันให้ได้ว่า ไม่เห็นแก่ตัว แล้ว ก็ไม่ปล่อยให้เผลอให้ประมาท กระทบกระทั่งเบียดเบียน ขัดแย้งความสงบสุขของผู้อื่น. ไม่ใช่หมายแต่เพียงว่าแกล้ง ทำให้มันตายดอก, ไม่ได้แกล้งทำให้มันตาย แต่มัน ทำไปแล้ว ผู้อื่น, สัตว์อื่น ๆ พลอยลำบากเดือดร้อน ก็ใช้ไม่ได้ทั้งนั้นแหละ เรียกว่าใช้ไม่ได้, มันเป็นการเบียดเบียนอยู่ โดยเจตนาก็ เบียดเบียน โดยไม่เจตนาก็ยังเป็นการเบียดเบียน เพราะคำนี้ เขาหมายความอย่างนั้น. เมื่อไม่มีการเบียดเบียน คือไม่ กระทบกระทั่ง ไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ มันเป็นความสงบสุข ความขัดแย้งหมายถึงการทำลาย เรียกเป็น อุปัทวะ หรือ อุบาทว์ – ความขัดแย้ง, คำเดียวกันแหละ คำว่า อุปัทวะ กับคำว่า อุบาทว์ คำเดียวกัน ภาษาบาลี เรียก อุปัทวะ ความ ขัดแย้ง. ไม่มีความขัดแย้ง มันก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า อุปัทวะ หรืออุบาทว์ ; ฉะนั้นเราจงอยู่กันอย่ามีความขัดแย้ง อย่าง ไม่มีความขัดแย้ง ในครอบครัวนี้ อยู่กันกี่คน ๆ มันก็เรียบร้อย

น.186 ๗๐ กันดี, ไม่มีความขัดแย้ง มันก็ไม่มีการเบียดเบียนโดยทุกอย่าง ทุกประการ ไม่มีอย่างไม่มีเจตนาก็ได้ ไม่มีอย่างมีเจตนาก็ได้. ถ้าไม่มีการขัดแย้งใด ๆ มันก็หมดปัญหา. มันต้องรับผิดชอบจนถึงกับว่า เผื่อคนอื่นเขาโง่บ้าง, ถ้าเราเป็นคนฉลาดจริงก็ป้องกัน ป้องกันไม่ให้มันเกิดเรื่อง ขึ้นมาได้ ป้องกันไม่ให้มันเกิดข้อขัดแย้ง เมื่ออยู่กับคนโง่. อยู่กับคนโง่มันร้ายกาจมาก มันมีปัญหามาก, ถ้าอยู่กับคนโง่ ได้ มันก็ไม่มีการขัดแย้งใดๆ หรือว่าอยู่กับเด็กทารกได้ มันก็ ไม่มีขัดแย้งเหมือนกัน. ข้อนี้สำคัญมาก เตรียมตัวไว้เถอะ เตรียมตัวสำหรับ อยู่กับคนโง่ คนโง่ โดยเฉพาะ คนเห็นแก่ตัวนั้น คนโง่ที่ สุด, เตรียมตัวไว้ให้ดี สำหรับจะอยู่ร่วมโลกกับคนโง่ ถ้าไม่ อย่างนั้นจะลำบากเอง ; จะถือว่าฉันไม่รับผิดชอบ ฝ่ายนั้น มันทำนี่ มันก็ไม่พ้นความทุกข์ ไม่พ้นความลำบาก. เราจะ ต้องเตรียมพร้อมฝ่ายเรา สำหรับอยู่ร่วมกับคนโง่ ไม่เปิด โอกาสให้คนโง่มันมีปัญหา หรือสร้างปัญหาหรืออะไรขึ้นมา.

น.187 ๗๑ นี้เรียกว่า ปฏิบัติดี ครบถ้วน กว้างขวาง ในความ หมายของคำว่า ไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ไม่ให้เกิดการเบียด เบียน. ยิ่งบ้านเมืองเจริญอยู่กันมาก ๆ แน่นอัดแล้ว ยิ่งมี ปัญหามาก ที่มันจะเกิดความขัดแย้ง หรือเกิดปัญหามาจาก คนโง่ คนประมาท คนเห็นแก่ตัว ฆ่ากันตายไม่ทันรู้. ตั้งจิตเมตตา ภาษาบาลีเรียกว่าเป็น กุเรจาริก เป็น เบื้องหน้า, ตั้งจิตเมตตาเป็นกุเรจาริกเป็นเบื้องหน้า ว่า สัตว์ ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. มีความตั้งใจอย่างนั้น มีกฎเกณฑ์ อย่างนั้น แล้วก็ปฏิบัติอย่างนั้น มันก็จะไม่เกิดการกระทบ กระทั่ง หรือการเบียดเบียนหรืออะไร. มันก็ มาจากความไม่ เห็นแก่ตัว มันจึงจะคิดอย่างนั้นได้ ที่จะคิดว่าเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตายกันนั้น มันต้องไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ทุกคน เห็นแก่เพื่อน เห็นแก่ทั้งหมด. เดี๋ยวนี้เขาไม่เห็นอย่างนั้นนี่ มึงก็มึง กูก็กู ก็อิจฉา ริษยา แม้ไม่อิจฉาริษยามันก็ยังกระทบกระทั่งกันอยู่ เพราะ มันเห็นแก่ตัว กระทั่งเกิดข้อขัดแย้งขนาดใหญ่หลวงที่เรียกว่า

น.188 ๗๒ สงคราม. สงครามเป็นความขัดแย้ง ที่เกิดมาจากความ เห็นแก่ตัว ของทั้งสองฝ่าย หรือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็น อย่างน้อย, ส่วนมากก็เรียกว่าทั้งสองฝ่ายแหละ ถ้าฝ่ายหนึ่ง ไม่เห็นแก่ตัวจริงให้อภัย มันก็เกิดไม่ได้ เกิดไม่ได้, ถ้ามี สงครามรบกันได้แล้ว ก็ต้องมีความเห็นแก่ตัวทั้งสองฝ่าย แม้ ว่าจะเกิดในรูปแบบที่มันต่างกัน. เราอาจจะหลีกเลี่ยงโดยไม่ ต้องฆ่า โดยไม่ต้องก่อสงครามก็ได้ ทำเสียอย่างอื่นก็ได้. ให้ ถือว่าถ้ามีสงครามแล้วก็มีความเห็นแก่ตัวทั้งสองฝ่าย มันเกิด ความขัดแย้ง ได้รบราฆ่าฟันกัน ไม่มีฝ่ายใดถูกได้. ถ้ามันมีการ รบราฆ่าฟันกัน พระเจ้าก็จะลงโทษทั้งสองฝ่าย เพราะพระเจ้า สอนไม่ให้เบียดเบียนกัน ไม่มีอ้างว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด ลงโทษทั้งสองฝ่าย. ข้อนี้อาจจะมีอยู่แล้ว ในบรรดาท่านทั้งหลายบางคน ที่นั่งอยู่ที่นี่, คนแก่ ๆ เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นปู่ เป็นตานี้เคย ถือเป็นหลักปฏิบัติไหม ? คือถ้าลูกเด็ก ๆ ลูกหลานมันทะเลาะ กัน ต้องตีทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีฝ่ายใดผิดฝ่ายเดียวหรือถูกฝ่าย เดียว, ถ้ามีการทะเลาะกันต้องมีการตีทั้งสองฝ่าย. โยมของ อาตมาเป็นอย่างนี้ โดยเฉพาะโยมผู้หญิง ถ้าทะเลาะกัน ทะเลาะ

น.189 ๗๓ กับน้องกับใครก็ตามเถอะ ถูกตีทั้งสองฝ่ายเลย, ไม่มีการที่จะ พิสูจน์ว่า นั้นผิดควรจะตีแต่ฝ่ายนั้นฝ่ายเดียว ถ้ามีการทะเลาะ กัน แล้วก็ตีทั้งสองฝ่าย เพราะมันมีส่วนผิดทั้งสองฝ่าย; ส่วน ฝ่ายใดผิดมากผิดน้อยนั้นค่อยว่ากันทีหลัง แต่ในชั้นแรกต้อง ให้รับโทษกันเสียทั้งสองฝ่าย เพราะถ้าอดกลั้นด้วยความไม่ เห็นแก่ตัว อดกลั้นเสีย แล้วมันจะไม่ทะเลาะกัน. เราเห็น สงครามเกิดขึ้น มักจะคิดว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูก อีกฝ่ายหนึ่งผิด. อาตมาคิดว่าไม่ถูกทั้งสองฝ่าย มันต้องเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้ง สองฝ่าย. มาตั้งจิตคิดว่า เราเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วย กันทั้งหมดทั้งสิ้น, ถ้าเขาล่วงเกินเรามา เราก็อดทนไว้ ยกเว้น ให้ ให้อภัยให้เขา ให้เขาสบาย ทั้งที่ทำให้เราเจ็บปวด. ถ้า คิดอย่างนี้แล้ว มันจะทะเลาะกันได้อย่างไร มันยอมเป็นฝ่าย เจ็บปวด เพื่อให้ฝ่ายหนึ่งสบาย เพราะว่ามันเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. นี่หลักเกณฑ์ข้อต้นเรียกว่าไม่ให้เกิดการเบียดเบียน หรือแม้ที่สุดแต่การขัดแย้ง เพียงแต่ขัดแย้งมันก็ไม่เกิด. เดี๋ยว

น.190 ๗๔ นี้ตามปกตินิสัย มันมีแต่ความขัดแย้ง หรือจะเรียกอีกทีว่า ความไม่ยอม ความยกหูชูหาง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความรู้สึก ว่า ไม่ยอม ไม่ยอมอยู่เบี้ยล่าง ไม่ยอมเป็นเบี้ยล่าง ไม่ยอม ถ้า อย่างนี้มันก็ต้องมีข้อขัดแย้ง และต้องมีการกระทบกระทั่งกัน เสมอไป. ยอมให้มันบ้าคนเดียวไปเสียบ้าง ก็ไม่เกิดเรื่อง ไม่ ขัดแย้ง ฉันไม่ขัดแย้ง. เรื่องไม่ขัดแย้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย พระพุทธเจ้า ตรัสอย่างกำชับ กำชับที่สุด เหมือนกับเรื่องอื่น ๆ ตรัสกำชับ ไม่ให้ภิกษุทั้งหลายกล่าวคำขัดแย้ง. เรื่องมีว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก ก็มีฝ่าย ศัตรู ศัตรูก็ขัดแย้ง ขัดแย้ง, มันจะขัดแย้งก็ช่างหัวมัน ให้ มันขัดแย้งไปซิ ฉันจะไม่ไปขัดแย้งตอบ ไม่ขัดแย้งตอบ. แม้ ว่าพระองค์จะสอน, สั่งสอนด้วยหลักการที่ผิดจากที่เขาถือกัน อยู่แล้ว พระองค์ก็ไม่ขัดแย้งว่า นั้นมันผิด อันนั้นมันผิด อย่าเอากับมัน, อย่างนี้ไม่ ไม่มีทำอย่างนั้นเลย มีแต่บอกว่า ในคณะนี้ ในธรรมวินัยนี้ คือในลัทธินี้ของฉันทำอย่างนี้ ถือ อย่างนี้ คิดอย่างนี้ ท่านก็บอกไป ; ส่วนพวกอื่นเขาก็ทำไป ตามที่เขาเคยทำ หรือเขาต้องการ มันก็ไม่มีการขัดแย้งซิ.

น.191 ๗๕ เดี๋ยวนี้ถ้ามันไปมีสัจจาภินิเวส หัวแข็ง หัวรั้น ยึดถือของตัว ว่า มึงผิดกูถูก มึงผิดกูถูก ของมึงไม่มีส่วนถูก ดังนี้, นี่ขัดแย้ง แล้วก็เกิดเรื่อง. พระพุทธเจ้าท่านจะไม่ขัดแย้ง เขาสอนกันอยู่ว่า นรก อยู่ใต้ดิน ใต้บาดาล สวรรค์อยู่บนฟ้าสูงสุด, เขาสอนกันอยู่ก่อน พระพุทธเจ้า ทั่วไปในอินเดีย เขาสอนกันมากี่ลัทธิกี่ชั่วลัทธิ แล้วก็ไม่รู้ เขาสอนกันมาอย่างนั้น. พอพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ท่านก็ไม่ได้ว่า มันผิดโว้ย มันโง่โว้ย ท่านไม่บอก ไม่พูด ในลักษณะอย่างนั้น แต่กลับไปพูดว่า นรกอยู่ที่อายตนะทั้ง ๖ ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, สวรรค์ก็อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. นี่พูดอย่างบ่ายเบี่ยงทำนองว่า สวรรค์นรก ชนิด ที่อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, มยา ทิฏฺฐา ฉันเห็นแล้ว ; ฉันเห็นแล้ว แต่ฉันไม่เอามายืนยันกับแก ฉันเห็นแล้ว นรก ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สวรรค์ที่อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. นี้ก็คืออาการที่ท่านไม่กล่าวคำขัดแย้ง ใคร ๆ ก็รู้ เอง จะชอบนรกชนิดไหนก็เอาซิ สวรรค์ชนิดไหนก็เอาซิ.

น.192 ๗๖ ในที่สุดก็ได้ตรัสทำนองประกาศเป็น พุทธอาณา ให้ ถือเป็นหลักเกณฑ์ว่า ตถาคตไม่กล่าวคำขัดแย้งกับใคร ๆ ในโลก นี้ ในเทวโลก ในมารโลก ในพรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อม ทั้งสมณะและพราหมณ์, แม้เธอทั้งหลาย ก็จงเป็นผู้ไม่กล่าว คำขัดแย้งกับใคร ๆ ในโลกนี้ ทั้งเทวดา ทั้งมนุษย์ ทั้งพรหมโลก มารโลก ทุก ๆ โลก. แล้วคุณก็คิดดูซิ มันจะเกิดเรื่องอะไรได้, จะเกิดเรื่อง อะไรได้เมื่อไม่กล่าวคำขัดแย้งใด ๆ นี่ ความไม่เบียดเบียนของ พระพุทธเจ้าละเอียดสูงสุด หรือว่าเป็นสมบัติผู้ดี, เป็นผู้ดี ไม่เหมือนผู้ไพร่ อะไรสักนิดก็ขัดคอ อะไรสักนิดก็ขัดแย้ง ยกหูชูหาง กูไม่ยอมมึง. นี่เรียกว่ามันต่างกันมาก ที่ว่าจะ เป็นผู้ไม่เบียดเบียน ไม่เบียดเบียน มันก็ได้เบียดเบียนกัน ด้วยอาวุธปาก แล้วทนไม่ไหวก็ใช้อาวุธจริง. ระมัดระวังสังวร อย่าให้กระทบกระทั่งแก่สัตว์มี ชีวิตใด ๆ ว่า ปาณภูเต สฺสญฺญโม สำรวมด้วยดี ในสัตว์มี ปาณะทั้งหลาย. นี่ความสุขข้อแรก ข้อหนึ่ง ระดับหนึ่ง ชั้น หนึ่ง ระดับพื้นฐาน ปฏิบัติกันได้กี่มากน้อย ก็ลองดู.

น.193 ๗๗ ชาวพุทธถือหลัก สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น, พวกที่เขาไม่ถือ เขาก็ ฆ่ากันได้สบาย แต่บางทีแม้ศาสนาของเขาสอนอยู่ ห้ามอยู่ เขาก็ยังไม่เชื่อ มันก็มีเหมือนกัน, นี่เพราะไม่เชื่อพระศาสดา. เดี๋ยวนี้เอาเป็นว่า ขอให้เป็นว่า ไม่ให้เกิดการ กระทบกระทั่งใด ๆ แม้กับคนโง่ ทั้งที่เราต้องอยู่ร่วมโลกกับ คนโง่, เข้าใจไหม. ถ้าคุณไม่ยอมในข้อนี้ คุณก็จะมีการกระทบ วันหนึ่งไม่รู้กี่ร้อยเรื่อง เพราะคนโง่มีมาก มีรอบตัว ยิ่งเป็น พ่อเป็นแม่ ยิ่งเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชา ครูบาอาจารย์แล้ว ยิ่งมาก ยิ่งมาก เพราะมันเกี่ยวข้องกับคนมาก เพราะมัน แวดล้อมอยู่ด้วยคนมาก ซึ่งล้วนแต่เป็นคนโง่ แล้วก็ไม่รู้ว่า ตัวเองโง่. ถ้าเราจัดการเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง มันก็เต็มไปด้วย ปัญหา ด้วยความยุ่งยาก ลำบาก ; ฉะนั้นบางอย่าง จึงยอม ให้มันโง่ อย่าไปต่อต้านกับใคร ขัดขวางขัดคอ มันอยากโง่ ให้มันโง่ แต่แล้วก็ต้องดูว่าอย่าให้เกิดเรื่อง อย่าให้กระทบ กระทั่งมาถึงเรา จัดหลีกให้ดี ๆ, ยากหน่อย มิฉะนั้น มันต้อง

น.194 ๗๘ เบียดเบียนกัน ต้องเบียดเบียนไม่โดยตรงก็โดยอ้อม แล้วก็ ต้องฆ่ากัน ต้องประกาศสงครามกัน ต้องมีสงคราม. มีเมตตาเป็นเบื้องหน้า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเป็น เพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. ถือข้อนี้เป็น หลัก มันก็ปฏิบัติธรรมะข้อ ๑ ข้อต้นของความสุขทั้ง ๓ ข้อนี้ ได้โดยง่าย ๆ โดยไม่ต้องสงสัย. แต่ต้องดู ว่ามันจะเป็นไปได้ อย่างไร เพราะแต่ละคน ๆ ก็มีกิเลส ตัวกู-ของกู มันไม่ยอม, ทั้งมันโง่มันยังไม่ยอม ทั้งมันผิดมันยังไม่ยอม นี่เอากับมันซิ, มันก็เป็นเรื่องยากใช่ไหม. นี่ถ้าเราไปถือว่าถ้าเราเป็นนาย เป็นผู้บังคับบัญชาอยู่เหนือกว่า เราก็ยิ่งไม่ยอม ก็ยิ่งไปกัน ใหญ่. ถ้าจะแก้ไขให้มันไม่ต้องกระทบกระทั่งกัน ให้มัน เรียบร้อยกัน แล้วมันมีผลดีทีหลัง ก็เป็นการดีมาก, ให้ถือ หลักที่ว่า เราเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตายกัน จะทำให้ปฏิบัติ ธรรมะข้อนี้ได้. ความสุขขั้นต้น ขั้นแรก เกิดมาจากการไม่เบียดเบียน ไม่มีทางจะเบียดเบียน แม้แต่ความคิดก็ไม่มี, ข้อหนึ่งจบไป แล้วนะ.

น.195 ๗๙ สุขเพราะอยู่เหนืออำนาจกาม. ทีนี้ข้อสอง สุขาวิราคตา โลเก กามานํ สมติคฺคโม วิราคะตา แปลว่า ความคลายกำหนัด ความไม่กำหนัด ปราศจากความกำหนัด, กามานํ สมติคฺคโม ก้าวล่วงกาม ก้าว ล่วงอำนาจของกามเสียได้ อำนาจของกามไม่ครอบงำได้ ที่เป็น กาม เป็นกิเลส เป็นกามมาครอบงำเราไม่ได้ นี่เรียกว่า กามานํ สมติคฺคโม, หรือว่ามีจิตใจสูง ไม่ไปหลงใหลในเรื่องของกาม ไม่มีราคะผูกพันเหนียวแน่นด้วยความโง่, ราคะในทางกาม, ทางเพศ. ราคะในทางตัวตนก็มี ไม่ใช่มีแต่ในทางเพศ ; กำหนัดราคะในทางเพศ เรียกว่า กามราคะ, กำหนัดยินดีใน สิ่งที่เป็นรูปธรรมล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับกาม เรียกว่า รูปราคะ ราคะในสิ่งที่เป็นรูป, แล้วยังมีแถมสิ่งที่ไม่มีรูปก็เป็นที่ตั้งแห่ง ราคะ เรียกว่า อรูปราคะ. จำให้ดีมี ๓ คำ กามราคะ รูป- ราคะ อรูปราคะ, ราคะ – กำหนัดยินดี อารมณ์ของมันก็คือ กามอย่างหนึ่ง, สิ่งที่เป็นรูปล้วน ๆ แม้จะไม่เกี่ยวกับกาม นี้อีกอย่างหนึ่ง, สิ่งที่ไม่มีรูปเลย ไม่มีรูปเลย ก็ยิ่งไม่เกี่ยว กับกาม ก็ยังเป็นที่ตั้งแห่งราคะ.

น.196 ๘๐ เรื่องกาม เรื่องเพศ เรื่องรู้กันแล้ว เรื่องผู้ เรื่องเมีย เรื่องหญิงเรื่องชาย กำหนัดในทางกาม. รูปราคะเป็นเรื่องโง่ไป ทางรูป หลงใหลในของรัก เช่น ของเล่น, ถ้าลงมันหลงแล้ว มันก็รัก มันยอมหย่าผัว ไม่ยอมเลิกเล่นไพ่ มีคำเรียกเรียง เป็นคำกลอน อาตมาลืมเสียแล้ว, บางคนรักไก่ชนรักนกเขา ยิ่งกว่าลูกกว่าเมีย มันรักไก่ชน รักนกเขา รักยิ่งกว่า ลูกกว่าเมียก็มี, แม้แต่รักในของสวยงาม รักในเรื่องเพชร พลอยเพชรนิลจินดา อะไรอย่างนี้ก็รักไป, นี่ก็เรียกว่า รูป ราคะ. ถ้าเป็น อรูปราคะมันก็เป็นนามธรรม จะเป็นเรื่อง เกียรติยศชื่อเสียง จะเป็นบุญเป็นกุศล เป็นอะไรก็ได้ ที่มัน หลงใหลรัก ราคะเหนียวแน่น บ้าบุญ เมาบุญ ก็เรื่องนี้, เรื่อง อรูปราคะ ในบาลีมีอยู่เรื่อง มันน่าหัว หรือน่าขันอะไรก็แล้ว แต่ อาตมาได้อ่านพบแล้วมันก็ลืมไม่ลง, คือ ผู้ใหญ่บ้านมัน รักลูกบ้าน รักอย่างเหลือประมาณ, รักลูกบ้าน เพราะลูกบ้าน เป็นคนดี นี่ก็จัดเป็นราคะเหมือนกัน เป็น ฉันทราคะ . ยินดี พอใจ รักใคร่เหนียวแน่นเป็นราคะ ก็มีในเรื่องกามเรื่อง เพศนี้ก็ได้, ในเรื่องรูปล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับกามก็ได้, ใน

น.197 ๘๑ เรื่องอรูปล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับรูปก็ได้ ล้วนแต่ฝังจิตติดแน่น ติดแน่นเหลือที่จะพรากได้. ราคะทั้งหลายเหล่านี้ จางออก ๆ คลายออก ๆ ก็เรียก ว่า วิราคะ วิราคะเป็นความสุข จางออก จางออก ได้เท่าไร ก็เป็นความสุขเท่านั้น. บางคนอาจจะบ้า บ้าบ้านบ้าเรือน บ้า รถยนต์ บ้าเพชรพลอย, เดี๋ยวนี้เขากำลังออกสถิติว่าเพชร พลอยเมืองไทยนี้ขายได้มาก ก็พันล้านกี่หมื่นล้านไม่รู้ปีปีหนึ่ง แสดงว่าต้องมีคนบ้ามันมาก มันจึงขายได้มาก. มันก็มีมาก ไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนกัน ไม่แพ้เรื่องกาม เขาจะมีรถยนต์ที่ วิเศษกว่าใคร, มีบ้านที่ประหลาดที่สวยงามกว่าใคร. ความที่ จิตเข้าไปฝังแน่นในสิ่งนั้น เรียกว่าราคะ ไม่ใช่ตัวสิ่งนั้นนะ แต่ จิตที่ไปฝังแน่น ยึดแน่น ด้วยความกำหนัดยินดีในสิ่งนั้น เรียกว่า ราคะ. แล้วคุณไปคิดเอาเอง อาตมาไม่ต้องบอก ถึงบอกก็ ไม่มีประโยชน์ ไปคิดเอาเอง ไปดูเอาเอง ที่เคยหลงรัก ๆ หลง- รักทางกามารมณ์ เคยหลงรักมาแล้วเท่าไร, หลงรักแก้วแหวน เงินทองของเหล่านี้ หลงรักเกียรติยศชื่อเสียง หลงรักอะไร

น.198 ๘๒ มาแล้วเท่าไร, ก็ดูเอาเอง กัดหัวใจทั้งนั้นแหละ มันกัด หัวใจ ยิ่งรักเท่าไรก็ยิ่งกัดเท่านั้น ยึดถือเท่าไรก็กัดเท่านั้น. วิราคะ จางออก ๆๆ ในความกำหนัด นี่ก็เป็นสุข เป็นสุขที่สูงขึ้นมา สูงขึ้นมา, แต่ยังมีตัวตน ตัวตนเหลือ จึง ยังไม่ใช่ที่สุด เพราะว่ามันไปกำหนัดหรือราคะในตัวตนที่เหลือ มันจึงไม่สูงสุด. ละกามราคะ รูปราคะ อรูปราคะได้แล้ว แต่ ไม่อาจละ อัตราคะ คำนี้ไม่มีในบาลีบอกให้รู้ อัตราคะนี้ เอามาพูดให้ฟัง ให้สังเกตง่าย จำง่าย ว่าราคะในอัตตาในตัว กู ไปเรียกเป็น อัสมิมานะ. สุขเพราะละตัวตนเสียได้. ความสุขข้อที่สาม อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํสุขํ นำอัสมิมานะออกเสียได้ สิ่งนั้นเป็นความสุขสูงสุดเว้ย มีคำว่าเว้ยด้วย. พระพุทธภาษิต บางทีมีคำว่าเว้ยเหมือนกัน ไม่ใช่เว้ยคำหยาบหรือเว้ยค่าใคร แต่ว่าเว้ยท้าทาย ท้าทาย ยืน ยันท้าทาย เอ้า, มึงค้านซิ กูว่าเว้ยนี้ กูว่าเป็นอย่างนี้ กูว่า เป็นอย่างนี้ มึงค้านซิ. พบบ่อย ๆ ในพระพุทธภาษิต มีคำ ว่า เว, เว แปลว่า เว้ย.

น.199 ๘๓ ความสุขที่สาม ละอัสมิมานะเสียได้ อัสมิมานะ แปลว่า ความสำคัญมั่นหมายว่าตัวตนมี, ตัวหนังสือแปลว่า มีเท่านั้น มีคือมีตัวตน มีตัวกู มีของกู มีตัวสู มีของสู มีอะไรนี้มี ๆ ๆ ก็แล้วกัน มันมีเป็นตัวตน ละเสียได้ นี่สุข สูงสุด. แล้วถ้าละ ความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนนี้เสียได้แล้ว มันไม่มีทางที่จะเกิดกิเลสอะไรได้, ไม่เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ได้, ไม่เกิดไฟคือกิเลสได้ มันก็สูงสุด ก็เป็นสุขสูงสุด เป็น นิพพาน ; เพราะมันสิ้นราคะ โทสะ โมหะ ก็เป็นนิพพาน. นี่จึงมายืนยัน พูดกันให้มันมากว่า มัน ไม่มีตัวตน แล้วมันก็ ไม่เห็นแก่ตน, นี่หัวใจพระพุทธศาสนา เป็น ยอดสุดของปรมัตถ์ เป็นยอดสุดของอภิธรรม; แต่เขาไม่ค่อย เน้นกันที่ตรงนี้ เขาไปเน้นกันที่ตรงไหนก็ตามใจเขา. อาตมา จะเน้นยอดสุดของอภิธรรม หรือยอดสุดของปรมัตถธรรม ที่ ตรงนี้ ที่ว่าหมดตัวตน หรือสุญญตา ว่างจากตัวตน. สำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวตน แล้วมันก็แน่นอน แหละ มันก็ต้องมีความสำคัญมั่นหมายว่าของตนตามมา ตัวเหตุว่า สิ่งที่เรียกว่าตัวตนนั้น ไม่ได้อยู่สิ่งเดียว, มันอยู่คน

น.200 ๘๔ เดียว สิ่งเดียวไม่ได้ มันต้องมีสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้อง พอสิ่งใด เข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็เป็นของตนหมด. ถ้าสมมติว่า จิตคิดว่า มีชีวิต มันก็ชีวิตเป็นของตน, ความรู้สึกสุข ก็สุขของตน, ความรู้สึกว่าทุกข์ ก็ทุกข์ของตน, อะไรที่มาเกี่ยวข้องกับตัวตน ก็เป็นของตน, ฉะนั้น จึงเรียกว่า ตัวตนและของตนคู่กัน เป็นบาลีก็เรียกว่า อตฺตา และอตฺนียา, อัตตา ๆ ตัวตน อัตนียา เนื่องด้วยตน ก็คือของตน เพราะฉะนั้น เรามีตัวตนมีของตน. ถ้ามีตัวตน ก็มีร่างกายของตน มีอะไรของตน แล้ว แต่มันจะเอาอะไรมาเป็นของตน, มีบุตร ภรรยา สามี บ้าน เรือน ยศศักดิ์ เกียรติยศชื่อเสียง วาสนาอะไรของตน ๆ ๆ มัน ก็เพิ่มน้ำหนักแห่งความยึดมั่น ถือมั่น ให้มันรุนแรงขึ้น, แล้ว มันกัดเจ้าของ เพราะมันยึดเข้ามาทันที มันก็เป็นของหนัก ขึ้นมาทันที, มันก็ห่วงมาทันที วิตก กังวล อาลัยอาวรณ์. กังวลเป็นเรื่องร้ายที่สุด ถ้ามีของตน มันก็กังวลในตน, มัน กังวลในชีวิต ว่าจะตายเมื่อไร, จะปลอดภัยอย่างไร, กังวล เรื่องของตนว่าจะสูญหายหรือไม่. พอมีตัวตนหรือของตน ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า ของ หนักๆ ขึ้นมา เป็นภาระหนัก, ยึดถือรูปเป็นตนก็หนัก, ยึดถือ

น.201 ๘๕ เวทนาเป็นตนก็หนักด้วยเวทนา, ยึดถือสัญญาเป็นตนก็หนัก ด้วยสัญญา, ยึดถือสังขารเป็นตนก็หนักด้วยสังขาร, ยึดถือ วิญญาณเป็นตนก็หนักด้วยวิญญาณ ไปแตะเข้าที่ตรงไหน มันหนักไปเสียทั้งนั้น, นี่เรียกว่ามันกัดเจ้าของ. ไปยึดเอา อะไรมาเป็นของเราแล้ว มันจะกัดเรา มันจะกัดเจ้าของ, เรา, ความโง่ ตัวตนโง่ ก็ตามใจเถอะ มันก็กัดตัวตนโง่นั่นแหละ. นี้มันจึงเกิดมี ชีวิตชนิดที่กัดเจ้าของ คือชีวิตของคนโง่ที่มี ความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน. แล้วก็มีชีวิตที่ตรงกันข้าม คือ ชีวิตที่ ไม่กัดเจ้าของ คือ มีชีวิตที่ไม่ใช่ตน มีแต่จิต จิตไม่ ยึดถืออะไร โดยความเป็นตน, จิตเป็นอิสระไม่ยึดถืออะไร เป็นตน จิตชนิดนี้ไม่ถูกอะไรกัด มันก็เกิดชีวิตชนิดที่ไม่กัด เจ้าของ. คำพูดคำนี้มีความหมายมากสำหรับพวกฝรั่งที่มากัน มาก ๆ มาจากเมืองนอก เขาชอบคำพูด ชีวิตที่ไม่กัดเจ้าของ เขาชอบกันมาก เพราะว่าเขาเคยโดนมาแล้วแต่ชีวิตที่กัดเจ้า ของทั้งนั้น มันกัดเจ้าของทั้งนั้น ไม่เคยพบ. พอพูดถึงถึงเรื่อง นี้สนใจ ๆ ๆ พยายาม พยายามที่จะให้มี ให้ได้ขึ้นมา คือมีชีวิต ที่ไม่กัดเจ้าของ, อยากจะดำเนินชีวิตแบบนี้เป็น ชีวิตใหม่

น.202 ๘๖ หรือวิถีชีวิตใหม่ก็ตาม ก็คือ ปลดปล่อยความโง่ ว่าตัวตน หรือ ของตน ออกไปเสีย ออกไปเสีย ออกไปเสีย, มีแต่กายและ ใจล้วนๆ ไม่ถูกยึดถือว่าเป็นตัวตน ของตน, มีสติปัญญา ดำเนินชีวิตไปก็แล้วกัน ไม่ต้องเป็นของหนัก เป็นของกู ไม่ ไม่ต้องเป็นตัวกู แม้แต่ตัวกูมันก็ไม่หนักแก่ตัวกู. ถ้ายึดถือ เป็นของกู มันก็หนักแก่ตัวกู คือ จิตใจที่มันโง่ไปว่ามีตัวกู. มันละเอียดถึงที่สุด เห็นไหมว่า ความทุกข์ขั้นละเอียดที่สุดหมด ไป แล้วความสุขขั้นละเอียดที่สุดก็มีมา คือสุขที่เกิดจากความ ไม่ยึดมั่นว่าตัวตน, อัสมิมานัสสะ วินะโย เอตังเวปะระมังสุขัง. พระบาลี ๓ บทนี้ดี ถ้าจำได้ก็ดี มันก็ไม่ยากเกินไป แต่ไม่สนใจจะจำกันเอง, ลองจำไว้ซิจะได้ไว้เตือน. ชั้นแรก ชั้นต่ำสุดก็ว่า อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก ปาณภูเต สุญฺญโม สุข เพราะไม่เบียดเบียน, ข้อที่สอง สุขาวิราคตา โลเก กามานํ สมคิคฺคโม สุขเพราะอยู่เหนืออำนาจกาม อยู่เหนืออำนาจกาม คือไม่ไปหลงรัก ราคะในสิ่งใด, ข้อที่สาม อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํสุขํ นำอัสมิมานะออกเสียได้เป็นสุขอย่างยิ่ง, ปรม แปลว่า บรม ปรมํสุขํ บรมสุข.

น.203 ๘๗ พระพุทธเจ้าท่านได้ฝากไว้ให้ ถือเสมือนหนึ่งว่า ฝาก ให้เราแต่ละคน ๆ ทุกคน ๆ ก็ จำไว้เป็นหลักประจำตน ไม่ให้ ไปเกิดความผิดพลาดในเรื่องนี้: ไม่เบียดเบียนอะไร, ไม่ กำหนัดยินดีอะไร แล้วก็ไม่มีตัวกู ไม่มีตัวกู. แต่แล้วก็ขอยืน ยันว่า มันสำคัญสูงสุดอยู่ที่ ไม่มีตัวกู เท่านั้น ; ถ้ามันไม่มี ตัวกูเสียตั้งแต่ทีแรกแล้ว มันก็ไม่เบียดเบียนใคร เพราะ เบียดเบียนใคร มันต้องเบียดเบียนด้วยตัวกู, หรือจะไปกำหนัด ยินดีในสิ่งไร มันก็ต้องมีตัวกู จึงจะเป็นผู้กำหนัด หรือเป็น เจ้าของความกำหนัด ถ้าไม่มีตัวกู ๒ ข้อข้างต้นมันก็มีเอง โดยอัตโนมัติ. แต่เดี๋ยวนี้ยังเป็นปุถุชนเกินไป จะทำอย่างไร มันไม่มี ไม่มีธรรมะขั้นสูง คือ ความไม่มีตัวกู มันยังไม่มี ยังมีตัวกู ; จึงบอกให้ระวังไว้ก่อน ระวังไว้ก่อน อย่า เบียดเบียน, อย่าไปหลงกำหนัดยินดี ในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่ง ความกำหนัดยินดี. ความสุขมีอยู่เป็น ๓ สถานอย่างนี้ เลือกเอาตาม พอใจ ควรจะพยายามให้ได้ทั้ง ๓ อย่างนะ ถ้าได้อย่างสูงสุด ก็นับว่าวิเศษ หรือโชคดี ประสบความสำเร็จสูงสุด. ไม่มี ความรู้สึกเป็นตัวกู เป็นอหังการว่าตัวกู ไม่มีความรู้สึกว่า

น.204 ๘๘ ของกู คือ มมังการ, อหังการะ ตัวกู มมังการะ ของกู อย่า มือหังการ อย่ามีมมังการ ก็ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู. แต่ทีนี้ ความอหังการความมมังการนี้ มันเป็นของที่อร่อยที่สุดแก่คน โง่ ยิ่งบรมโง่เท่าไร แล้วมันยิ่งจะอร่อยแก่อหังการ มมังการ เท่านั้นแหละ อยากจะมีตัวกู อยากจะมีของกู อยากจะข่มขู่ ผู้อื่น อยากจะเหนือผู้อื่น. ระวัง, อาหารของคนโง่ คือ ความหมายมั่นเป็นตัวกู เป็นของกู กูสบายใจเหลือประมาณแล้ว สบายใจอย่างตรงกัน ข้าม. ความทุกข์ที่เป็นไฟ ความทุกข์ที่เป็นนรก ของ คนโง่ ที่มี ตัวกู-ของกู , ถ้าหมดความรู้สึกตัวกูของกู ก็เป็น ความสุขแท้จริง ของคนไม่โง่ ก็ไม่มีความทุกข์ชนิดโง่. อาตมาคิดว่าเท่านี้ก็พอแล้ว ถ้าเข้าใจเรื่องความสุข ๓ ชนิดเท่านี้ อย่างที่ว่ามานี้ มันก็พอที่จะดำเนินชีวิต. โลกกำลังจะวินาศ เพราะความเห็นแก่ตัว. แต่เดี๋ยวนี้อยากจะพูดให้มันกว้างกว่านั้น ให้มันรับ ผิดชอบกันมากกว่านั้น ว่า ถ้ามันมีความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัว กู เห็นแก่ตัวแล้วมันทำลายโลก, มันถึงจะทำลายโลก ให้

น.205 ๘๙ วินาศไปทั้งโลกไม่มีเหลือ เพราะว่าคนเห็นแก่ตัวนี้มันทำร้าย ทำอันตราย เป็นภัยเป็นอันตรายแก่โลก. อยากจะท้าทายว่า คุณช่วยคิดมาดู คุณลองคิดมาดู ลองบอกมาดูสักข้อหนึ่งว่า ความเลวร้ายอันไหนที่ไม่ได้เกิดมา จากความเห็นแก่ตัว, ความเลวร้ายในโลกนี้กี่ร้อยกี่พันอย่าง หมื่นอย่าง แสนอย่าง ความเลวร้ายอันไหนที่ไม่ได้มาจาก ความเห็นแก่ตัว. นี่ไปคิดข้อนั้น ว่าถ้ามองเห็นว่าความเลวร้าย ทุกอย่างมาจากความเห็นแก่ตัว แล้วเกลียดมาก กลัวมาก เกลียดมาก มันจะขับไล่ความเห็นแก่ตัวนี้ออกไปโดยเร็ว. อาตมาจึงพูดว่า เดี๋ยวนี้ โลกกำลังจะวินาศอยู่แล้ว เพราะความเห็นแก่ตัวในโลกนี้มันมากขึ้น ๆ, เพราะมันเจริญ ด้วยวัตถุที่ส่งเสริมความเห็นแก่ตัว. โลกเจริญทางวัตถุ, เจริญ ทางวัตถุ คือเจริญด้วยสิ่งที่ส่งเสริมความเห็นแก่ตัว คือ ส่งเสริมความสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อย ทางวัตถุ ทาง เนื้อทางหนัง ทางกิเลสนั้นเองแหละ นี่ส่งเสริมความเห็น แก่ตัว. มันก็ยากหน่อยหรือยากมากก็แล้วแต่ ที่คนอยู่ในโลก นี้จะไม่เห็นแก่ตัว เพราะมันมีแต่สิ่งส่งเสริม. โดยกำเนิดใน

น.206 ๙๐ จิตในใจ มันก็มีมาแล้วจากสัญชาตญาณ บวกกันเข้ากับโมหะ อวิชชา เป็นความเห็นแก่ตัว พร้อมอยู่ข้างใน, ข้างนอก ชาวโลกเขาก็ส่งเสริมกันด้วยปัจจัยที่ผลิตขึ้นมา ผลิตขึ้นมา ให้ กินเกิน, ให้แต่งเนื้อแต่งตัวเกิน, ให้อยู่ใช้สอยเกิน, ให้อะไร เกิน ๆ ๆ นี่มันจึงอยู่ยาก. นี่เตรียมตัวไว้ที่ว่าจะต้องอยู่ในโลก ที่มีแต่เหยื่อ ยั่วยวนให้เกิดกิเลส ส่งเสริมความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัว สมัยที่โลกไม่เจริญยังเป็นโลกป่าเถื่อน สิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยมี ฉะนั้น ปัญหาเหล่านั้นจึงไม่ค่อยมี, คนป่าเขาไม่ต้องนุ่งผ้าก็ ได้ เขาไม่ต้องมีครัวก็ได้, ไปเก็บของกินในป่า เผาไฟกินกัน เดี๋ยวนั้น ได้อะไรมา, นี่สมัยคนป่า ความเห็นแก่ตัวมันไม่มีที่ ตั้ง มันก็ไม่ค่อยมี. เดี๋ยวนี้เรามีบ้านมีเรือน มีกามารมณ์ มี อะไร ๆ สารพัดอย่าง, ความเห็นแก่ตัวมันมีที่ตั้งที่เกิด มันก็ เจริญงอกงาม, แล้วก็ยิ่งเห็นแก่ตัวยิ่งขึ้น ไม่ใช่หยุดอยู่นะ. ขอให้ดูให้ดี ความเห็นแก่ตัวในโลกนี้ ไม่ได้หยุดอยู่เท่าเดิม เพิ่ม ๆ ๆ ๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี เพราะว่าโลกนี้มัน เจริญด้วยวัตถุ. ที่เรียกว่าอุตสาหกรรมนั่นแหละ ระวังเถอะ นั่นแหละ มันจะทำความฉิบหาย เพราะว่าสิ่งที่จำเป็น จำเป็น

น.207 ๙๑ แก่ชีวิต ไม่ต้องผลิตด้วยอุตสาหกรรม ทำด้วยมือ ๒ มือก็ได้ ; แต่ที่ต้องมากมาย จนต้องทำด้วยอุตสาหกรรมแล้ว มันเป็น เรื่องเกิน, เป็นเรื่อง ทำให้เกิดความเกิน บ้าเกิน ดีเกิน เมาเกิน อะไรเกินไปทั้งนั้น จนเป็นบ้า, แล้วโลกนี้ก็จะเป็น อย่างนี้. เราก็จะเป็นกับเขาเหมือนกัน จะเป็นนิกซ์ หรือเป็น อะไรไม่รู้ เรียกยาก, จะมีอุตสาหกรรม มีอะไรเพิ่มเข้ามา ให้มันบ้าเรื่องเกินกันให้มากขึ้น. ไม่ดูตัวอย่าง พวกเจ้าของ ตำรา ขออภัยต้องใช้คำว่าพวกฝรั่ง, อย่าโกรธอย่าอะไร มัน เกิน อยู่กันเกิน แล้วมันเป็นอย่างไรบ้าง ดู ๆ ความสุข สงบสุขมีอยู่ในพวกนั้นหรือเปล่า มันจะยิ่งเลวร้ายกว่าพวกคน ป่า. เราจะไปเอาอย่างเขาได้อย่างไร การศึกษาก็ดี วัฒนธรรม ก็ดี อะไรก็ดี จะไปเอาอย่างคนพวกนั้น ; อุตส่าห์ไปเรียน เมืองนอกเมืองนา ปริญญายาวเป็นหาง, เรียนความรู้ บ้า ๆ บอ ๆ นี้ มาทั้งนั้น มาทำให้เกิน ไปใช้วัตถุที่ทำให้เกิน. เรื่อง คอมพิวเตอร์นี้เรื่องทำให้เกิดส่วนเกิน วิธีเอาเปรียบผู้อื่น วิธี จะหาส่วนเกินนี้ เรื่องคอมพิวเตอร์นี้ บูชากันนัก โลกมัน จะได้วินาศเร็ว, นี่เรียกว่า มันสร้างแต่ส่วนที่จะส่งเสริมความ

น.208 ๙๒ เห็นแก่ตัว. พอเขาเหลียวมามองพวกเรา มองพวกคนมี ธรรมะธัมโม, เขาก็ว่า บ้าบอ หยุดนิ่ง ไม่เจริญ ไม่อยากจะ คบ ; พวกเราที่อยากจะคบก็ต้องหมุนตามเขา หมุนไปตาม ความเห็นแก่ตัว, ปัญหาก็มีอยู่อย่างนี้. โทษของคนเห็นแก่ตัว. เรื่องคนเห็นแก่ตัวนี้ ก็ได้พูดให้ฟังอย่างยิ่งแล้วว่า คนเห็นแก่ตัวมัน ขี้เกียจ, คนเห็นแก่ตัวมัน เอาเปรียบ, คน เห็นแก่ตัวมัน อิจฉาริษยา, คนเห็นแก่ตัวมัน ไม่สามัคคี, คนเห็นแก่ตัวมัน ยกตนข่มผู้อื่น, คนเห็นแก่ตัวมันชอบ นินทาผู้อื่น ใส่ร้ายผู้อื่น ใส่ความผู้อื่น, คนเห็นแก่ตัวมัน ทำลายสาธารณประโยชน์, คนเห็นแก่ตัวมัน สร้างมล ภาวะ แล้วเป็นเหตุ ให้เกิดอุบัติเหตุ ทั่วไปในท้องถนน ใน แม่น้ำลำคลองอะไร อุบัติเหตุเกิดเพราะผู้เห็นแก่ตัว, เพราะ เห็นแก่ตัวจึงได้ไป เป็นทาสของยาเสพติด มันเห็นแก่ตัว แล้วมันก็ เป็นโรคที่หมาไม่เป็น. ขออภัย พูดคำตรง ๆ หยาบคาย โรคอะไร ไปดูเอา เอง คุณก็รู้กันเอง อ่านหนังสือพิมพ์ก็จะรู้, โรคอะไรที่หมาก็

น.209 ๙๓ ไม่เป็น แล้วที่คนมาเป็น ๆ ๆ จนเป็นปัญหากันทั้งโลก, สมน้ำหน้าคนทั้งโลก ที่เป็นโรคที่หมาก็ไม่เป็น. นี้เพราะเห็น แก่ตัว ถ้าไม่เห็นแก่ตัว มันก็ไม่ไปเกี่ยวข้องแตะต้องกับโรค หรือเกี่ยวข้องโรคเหล่านั้น ก็ไม่ต้องเป็นโรคนี้. ในที่สุดมันก็เป็นอันธพาล จี้ปล้น ลักขโมยอะไรก็ ตาม เพื่อให้ได้ตามที่มันต้องการ มันทำลามกอนาจารไม่มี ความละอาย, นี่เรียกว่ามันเหลือทน ผู้เห็นแก่ตัว. แล้วมัน จะเพิ่มขึ้น ๆ, นี่มันน่าเป็นห่วงสักเท่าไร มันจะไม่ลดลง ไม่ ลดลง; จนสร้างคุกไม่ไหว สร้างตำรวจไม่พอ สร้างศาลก็ ไม่พอ สร้างโรงพยาบาลบ้าก็ไม่พอ เพราะมันมากเกินไป, นี่ คือความเห็นแก่ตัว. ถ้าไม่มีความเห็นแก่ตัว เรื่องยุ่ง ๆ เหล่านี้ก็ไม่มี, เราก็ ไม่ต้องมีกฎหมาย ไม่ต้องมีการปกครอง. เมื่อไม่มี ความเห็นแก่ตัวแล้ว ไม่มีใครทำผิดอะไร, แม้ความผิดทาง แพ่งก็ไม่มี ฉ้อโกงทางแพ่งก็ไม่มี, หรือบางทีจะรุกล้ำอะไร กันก็ไม่มี เพราะมันไม่เห็นแก่ตัว, แล้ว พระศาสนาก็ไม่ ต้องมี เพราะมนุษย์ ไม่เห็นแก่ตัว.

น.210 ๙๔ ทีแรกศาสนาไม่ได้มีอยู่ในโลกนะ แต่พอมนุษย์มาก ขึ้นเห็นแก่ตัวขึ้น จึงต้องเกิดศาสนา เกิดศาสนา ตามขึ้นมา, ศาสนาเกิดเพราะมนุษย์มันเห็นแก่ตัว. ความเห็นแก่ตัว เป็นเหตุให้เกิดศาสนา ถ้าไม่เห็นแก่ตัวเสียแล้ว ก็ไม่ต้องมี ศาสนา ; ฉะนั้นผู้ที่ไม่เห็นแก่ตัวอยู่กันได้ โดยไม่ต้องมีศาสนา เพราะเป็นศาสนาเสียเองในตัวมันเอง ศาสนาแห่งความไม่ เห็นแก่ตัว. ถ้าเห็นด้วยแล้ว ขอให้ช่วยกันหน่อย, ช่วยทำความ เข้าใจเรื่องนี้ ช่วยกันโฆษณาเรื่องนี้ ช่วยเผยแผ่เรื่องนี้, ช่วย อบรมลูก อบรมหลาน, อบรมเด็ก ๆ ให้เข้าใจเรื่องนี้, ให้เกลียด กลัวความเห็นแก่ตัวไปตั้งแต่เด็กเลย เขาจะได้ไม่ทำผิด. ลูก เห็นแก่ตัว แม่ก็น้ำตาตก อย่างที่เป็น ๆ อยู่นี้, ลูกหญิงโดย เฉพาะ เห็นแก่ตัว มันทำอะไรที่ให้แม่น้ำตาตกเสมอ. ช่วยกันสอนทั้งลูกหญิง ทั้งลูกชาย ทั้งใครก็ตามว่า มาปรึกษาหารือให้รู้กันว่า ความเห็นแก่ตัวนี้ ไม่ไหว ไม่ไหว นำไปสู่นรก, นำไปสู่ความตกต่ำ หรือความเป็นทุกข์. คน เห็นแก่ตัวแล้วจะ เบียดเบียน, คนเห็นแก่ตัวแล้วจะ กำหนัด ในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดรุนแรง, คนเห็นแก่ตัวแล้ว

น.211 ๙๕ ก็จะ ยึดมั่นถือมั่นในตัว แล้วก็ สร้างอาชญากรรมได้ทุก อย่าง เพราะความยึดมั่นถือมั่นในตัว, ความสุขทั้ง ๓ สถาน นั้นมีไม่ได้ นี้ก็เกิดความทุกข์หลายสถานแทน. เอาละ เป็นอันว่าสรุปความได้เสียทีว่า ความสุขมีอยู่ ๓ ระดับ ไม่เบียดเบียน ไม่กำหนัด ไม่มีตัว ความทุกข์ก็ ตรงกันข้าม. ถ้าไม่อยากจะมีความทุกข์ ก็กำจัดเหตุเหล่านั้น ออกไปเสีย, เป็นพุทธบริษัทกันเสียใหม่ให้ถูกต้อง คือ ลด ความเห็นแก่ตัว. จะทำบุญอะไรสักนิดหนึ่งก็ขอให้ทำเพื่อลด ความเห็นแก่ตัว, จะทำบุญสักบาทหรือสักสิบสตางค์ ก็ขอให้ ทำบุญเพื่อลดความเห็นแก่ตัว อย่าเพื่อสร้างความเห็นแก่ตัว สร้างสวรรค์ สร้างวิมาน สร้างอะไรก็ไม่รู้. ในเมืองสวรรค์ นั้นยิ่งเห็นแก่ตัว อย่าไปเอากับมันเลย, ในเมืองสวรรค์ มันบ้า กามารมณ์ มันยิ่งเห็นแก่ตัว ; เมืองมนุษย์เรายังดีกว่า แต่ยัง มีส่วนเลวอยู่มาก ช่วยกันกำจัดส่วนนี้เสีย. จึงว่าจะทำบุญ อะไรก็ขอให้มันลดความเห็นแก่ตัว ไม่ว่าทำบุญอะไร ขอให้ ทำไปเพื่อลดความเห็นแก่ตัว อย่าสร้างตัณหา สร้างกิเลส สร้างเหยื่อแห่งกิเลส. นี่ทำบุญก็ทำให้มันเป็นบุญ คือให้มัน ล้างความเห็นแก่ตัว ; ถ้าไม่อย่างนั้น บุญจะกลายเป็นความ เห็นแก่ตัว แล้วก็ฝั่ง ขุดหลุมฝั่งคนกระทำ.

น.212 ๙๖ ขอพูดอีกทีว่า บุญมี ๓ ระดับ ไม่เบียดเบียน ไม่กำหนัดยินดี แล้วก็ ไม่เห็นแก่ตัว ; นี้มันเหนื่อยจนจะ ไม่มีแรงจะพูดแล้ว ก็ต้องยุติ. นี้ขอฝากไว้กับท่านทั้งหลาย จะ อยู่ใกล้หรือไกล อยู่ที่ไหน อะไรอย่างไร ก็ช่วยกันเอาไปคิด ไปนึกเถิด, ถ้าท่านอยากจะทำบุญอันสูงสุด บุญอันมหาศาล ก็ ทำได้โดยไม่ต้องใช้เงินสักสตางค์เดียว คือ ช่วยทำให้คนอื่นลด ความเห็นแก่ตัว. อย่าไปมัวทำบุญสร้างวิมานในอากาศอะไรอยู่ ทำบุญด้วยการทำให้ผู้อื่นลดความเห็นแก่ตัว ; บุญนั้นจะเป็น บุญมหาศาล บางทีไม่ต้องใช้เงินสักสตางค์ แต่ต้องพูดกัน มากหน่อย, ชักจูงกันมากหน่อย. ทำบุญมหาศาลโดยไม่ต้อง ใช้เงิน แต่กลับได้บุญ เหมือนกับใช้เงินเป็นล้าน ๆ ร้อยล้าน พันล้าน แต่ก็ยังทำไม่ค่อยจะได้ เอาละ ขอยุติการบรรยายครั้งนี้ ด้วยความที่ว่า มัน ไม่มีแรงจะพูดแล้ว ไม่ใช่หมดเวลา เวลายังมี แต่ไม่มีแรง จะพูด. ขอฝากไว้ช่วยไปทำต่อ สานต่อ จนให้โลกนี้มันมีความ แน่ใจขึ้นมาว่า มันจะไม่วินาศ เดี๋ยวนี้มันกำลังมีท่าทางแสดง ว่าจะวินาศ ; แล้วนี่ คือบุญอันใหญ่หลวง. ขอยุติการบรรยาย

น.213 ภัทเทกรัตต์. สิ่งล่วงแล้ว แล้วไป อย่าใฝ่หา ที่ไม่มา ก็อย่าพึ่ง คะนึงหวัง อันวันวาน ผ่านพ้น ไม่วนวัง วันข้างหน้า หรือก็ยัง ไม่มาเลย. ผู้ใดเฟ้น เห็นชัด ปัจจุบัน เรื่องนั่นนั้น แจ่มกระจ่าง อย่างเปิดเผย ไม่ง่อนแง่น คลอนคลั่ง ดั่งเช่นเคย รู้แล้วเลย ยิ่งเร้า ให้ก้าวไป. วันนี้เอง เร่งกระทำ ซึ่งหน้าที่ อันวันตาย แม้พรุ่งนี้ ใครรู้ได้ เพราะไม่อาจ บอกปัด หรือผัดไว้ ต่อความตาย และมหา เสนามัน. ผู้มีเพียร เวียนเป็น อยู่เช่นนี้ ทั้งทิพา ราตรี แข็งขยัน นั่นแหละผู้ "ภัทเท- กรัตต์" อัน สัตบุรุษ ผู้รู้, ท่าน กล่าวกันเอย ฯ พุทธทาสภิกขุ — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — แก้คำผิด หน้า ๗๑ บรรทัดที่ ๗ และ ๘ คำว่า กุเรจาริก แก้เป็น ปุเรจาริก

น.214 มองแต่ดี เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอา ส่วนดี เขามีอยู่ เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย; จะให้คน มีดี โดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ. พุทธทาส อินทปัญโญ

น.215 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒๔. นิวรณ์ ๒ ๔๒. อตัมมยตา กับ สันติภาพ ๑ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ๒๕. วันครู ๑ ๔๓. พระรัตนตรัยที่ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก ๑ ๓. การงานคืออะไร? ๑ ๒๖. แผ่นดินทองต้อง สร้างด้วยแผ่นดินธรรม ๑ ๔๔. การพัฒนาชีวิตโดยพระไตรลักษณ์จัดเป็นอตัมมโย ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ ๒๗. เมื่อพอใจในหน้าที่ที่กำลังกระทำ ก็มีสวรรค์อยู่ ณ ที่นั้นเอง. เมื่อไม่รู้จักตัวเองก็ไม่รู้ว่าตนควรจะมีหน้าที่อะไร ๑ ๔๕. ปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๒๘. ความเป็นพระอรหันต์ ๑ ๔๖. สหายธรรมของอตัมมยตาและ อตัมมยตากับปัญหาของมนุษย์ยุคปรมาณู ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๒๙. ธรรมะคุ้มครองโลก ๑ ๔๗. พระพุทธเจ้าที่ท่านยังไม่รู้จักและอุดมคติของความเป็นแพทย์ ๒ ๗. ปวารณา และธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ ๓๐. คุกของชีวิต กับ เสน่ห์ของคุก ๑ ๔๘. การเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์จริง และพระพุทธเจ้ามีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๓๑. กระแสแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องรู้จัก ๑ ๔๙. ชีวิตที่ไม่เสียชาติเกิด ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุคปัจจุบัน ๑ ๓๒. สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักนั้นคือความทุกข์ ๑ ๕๐. หลักเกณฑ์ที่จะช่วยโลกให้รอดอยู่ได้ ๑ ๑๐. การบวชคืออะไร? ๑ ๓๓. การหมดความเห็นแก่ตัวคือหมดทุกข์ ๑ ๕๑. เลิกอายุแล้วมาอยู่กับอตัมมยตา ๑ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๓๔. ชีวิต คือขันธ์ทั้งห้า มิใช่ตัวตน ๑ ๕๒. ความไม่เห็นแก่ตัวและความสุขสามระดับ ๑ ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ ๓๕. อตัมมยตากถา ๒ ๕๓. อารัมภกถาของการเลิกอายุ ๑ ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๓๖. อตัมมยตาประยุกต์ ๒ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษาทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน ๑ ๓๗. อตัมมยตาใช้หย่าอะไรได้บ้าง ๒ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๓๘. เด็กจะเป็นผู้สร้างโลกในอนาคต ๑ ๑๖. คุณพระไม่ตายและเกิดมาทำไม ? ๑ ๓๙. คู่มืออานาปานสติภาวนาอย่างสมบูรณ์แบบ ๑ ๑๗. ความรักดี ๑ ๔๐. การใช้อานาปานสติให้เป็นประโยชน์ในบ้านเรือน ๒ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ๑ ๔๑. บทช่วยจำสำหรับเรื่องอตัมมยตา ๑ ๑๙. ครูคือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๒๐. การทำวัตรตามแบบโบราณ ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรมที่คนธรรมดาควรทราบโลกอื่น ๑ ๒๒. โลกอื่น ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์ และความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑

น.216 (มาฆบูชาเทศนา ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔) - ใจความสำคัญของวันมาฆบูชา หรือวันพระอรหันต์ คือ โอวาท ๓ ข้อ. - ทำจิตให้บริสุทธิ์ คือ ทำให้หมดความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน. - ตัวตนเป็นเพียงความรู้สึกของจิตโง่. - ปัญหาและความทุกข์ทุกอย่างมาจากความเห็นแก่ตัว. - โลกกำลังจะวินาศ เพราะความเห็นแก่ตัวของคนในโลก. - คนเห็นแก่ตัว จะเป็นคนเอาเปรียบ, อิจฉาริษยา, ทำลายสาธารณประโยชน์ ติดยาเสพติด, เป็นโรคที่หมาไม่เป็น ฯลฯ แล้วก็จบลงด้วยเป็นบ้าหรือตาย. - ถ้าไม่มีความเห็นแก่ตัว ก็ไม่ต้องมีศาสนา. - พระอรหันต์ คือ ผู้หมดความเห็นแก่ตัว. - พระพุทธเจ้าอยู่หลังม่าน แห่งอวิชชาของคนทุกคน. - ความสุขสามระดับ คือ หลักเกณฑ์ในการเดินตามรอยพระอรหันต์ - ความสุขระดับที่ ๑ คือ สุขเพราะไม่เบียดเบียน. - ตั้งจิตเมตตา ว่าสัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. - ความสุขระดับที่ ๒ สุขเพราะอยู่เหนืออำนาจกาม. - ความสุขระดับที่ ๓ สุขเพราะละตัวตนเสียได้. - ชีวิตของคนที่มีความยึดมั่นถือมั่นตัวตน คือ ชีวิตที่กัดเจ้าของ. - บุญอันสูงสุด บุญอันมหาศาล คือการช่วยทำให้ผู้อื่นลดความเห็นแก่ตัว.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต