น.7 เพื่อนสหธรรมมิก สพรหมจารี , ท่านสาธุขน อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลาย, อาตมาขอแสดงความยินดี ในการมาของท่าน ทั้งหลาย สู่สถานที่นี้ ด้วยอาการอย่างนี้ คือ ฟังธรรมเพื่อ เป็นการศึกษา; อีกส่วนหนึ่งก็มาเพื่อร่วม ทำบุญเลิกอายุ มาให้ของขวัญ มาปฏิบัติธรรมะ , ส่วนนี้ก็ขออนุโมทนา ให้ ท่านทั้งหลาย ทำในใจให้สำเร็จประโยชน์. อาตมาขอแสดงความยินดีในขั้นต้น, แล้วก็ขอแสดง ความรู้สึกอนุโมทนา ผู้ที่ให้ของขวัญ อันเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว ว่า ลอง อดอาหาร กันดูบ้าง. อาตมาไม่ได้ต้องการของขวัญ ธรรมบรรยายในวันเลิกอายุ, ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๓๓
น.8 ๒ อย่างอื่น โดยเฉพาะก็ต้องการของขวัญอย่างนี้ คือที่ให้ท่าน ทั้งหลาย ปฏิบัติธรรมะ ให้ท่านทั้งหลายปฏิบัติธรรมะ ; ประโยชน์จากการปฏิบัติธรรมะ , อานิสงส์ของการปฏิบัติ ธรรมะนั่นแหละ ให้เป็นของขวัญแก่อาตมา . จึงขอแสดงความ ยินดี และขออนุโมทนาท่านทั้งหลายทุกคน ไม่ว่าเด็กผู้ใหญ่ สามารถให้ของขวัญ, นี่ข้อแรกที่จะต้องทำความเข้าใจกัน. ท่านทั้งหลายมาจากที่ไกล ก็เป็นอันมาก เข้าใจว่า คงไม่ได้ยิน, ไม่ได้อ่านหรือไม่ได้ฟัง คำขอร้องที่ว่า ไม่ต้อง มา ไม่ต้องมาก็ได้. ทำบุญเลิกอายุนี้ไม่ต้องมาก็ได้ แต่คงจะ มีคนที่ไม่ได้ฟังวิทยุ ไม่ได้อ่านใบประกาศก็ยังคงมีมา นี่ก็ว่า เป็นเรื่องที่ต้องพูดจากันต่อไป. ท่านทั้งหลายมาจากที่ไกล มาจากที่ไกล ขอให้ได้ รับประโยชน์คุ้มค่าในการมาจากที่ไกล, เสียเวลา เสียเงิน เสียเรี่ยวเสียแรง เสียการงาน เสียอะไรไป เป็นการเสียสละ ก็ให้ได้ผลคุ้มค่า. เมื่อมาแล้วก็ขอให้ได้ผลคุ้มค่า คือขอให้ได้ ฟังเรื่องเลิกอายุ แล้วก็เรื่องทำจิตใจให้สำเร็จตามนั้น , คือให้ เป็นเรื่องที่เลิกอายุได้จริง ซึ่งเราจะได้ทำกันต่อไป ตามสมควร
น.9 ๓ แก่สติกำลัง ตามสมควรแก่สติกำลัง ; จะวันหนึ่งหรือสอง วันก็ยังไม่แน่ แต่วันหนึ่งเป็นที่แน่ คือ วันนี้. จะขอบรรยายในลักษณะ อารัมภกถา ก่อน เพื่อทำ ความเข้าใจทั่ว ๆ ไป ในเรื่องที่เกี่ยวกับการเลิกอายุ. เลิกอายุ คือตายเสียก่อนตาย. ข้อแรก ก็อยากจะให้มีความเข้าใจว่า ทำทำไม, เรื่อง เลิกอายุนี้ทำทำไม ? คนที่เข้าใจว่าเลิกอายุคือตาย ก็ทำ ให้มันตาย ; แต่อาตมาขอยืนยันว่า เลิกอายุ แบบนี้ ไม่ได้ ตาย หรือจะเรียกว่าตาย ก็เป็นการตายชนิดพิเศษ คือ ตาย เสียก่อนตาย. ตายเสียก่อนตาย คนโง่คงฟังไม่ถูก คนมีสติปัญญา อยู่บ้างคงจะพังถูก ว่าตายเสียก่อนตาย ก่อนแต่ที่ร่างกาย มันจะตาย ให้ตัวกูมันตายไปเสียก่อน, อย่างนี้เรียกว่า ตายก่อนตาย เป็นการตายชนิดที่ไม่มีการตาย และไม่มีการ ตายอีกต่อไป เพราะมันไม่มีอะไรจะตาย. ตัวกูที่เป็นเหตุให้
น.10 ๔ โง่ ว่ามีเกิดมีตาย หมดแล้ว มันก็ไม่มีอะไรที่จะตายอีก ตาย เสร็จแล้วก่อนแต่ร่างกายจะตาย. ทำไมจะต้องทำ? ก็ทำเพื่อให้ได้รู้เรื่องนี้ ให้ ได้รู้เรื่องตายเสียก่อนตาย. ตายจากความทุกข์ เพื่อพบพระนิพพาน. ตายเสียก่อนตาย, คนโง่คงฟังไม่ถูก แล้วก็คัดค้าน ด้วยว่า จะตายทำไม, แต่ถ้าคนมีสติปัญญา เขาก็ว่าให้มัน ตายจากความทุกข์, ตายจากกิเลส, ตายจากสิ่งที่ไม่ควรจะมี แล้วก็จะมีความเป็นอยู่นิรันดร ซึ่งจะเรียกว่าชีวิตก็ได้ ; ชีวิตที่ชั่วคราว ผลุบ ๆ โผล่ ๆ เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวตาย เลิกกันที มามีการได้, มีการถึง, การรู้จัก ชีวิตนิรันดร คือ ความ ว่างนิรันดร. เมื่อตัวกูมันตายไปหมดแล้ว มันก็เหลือความ ว่างนิรันดร, เป็นความว่างนิรันดร ที่เรียกโดยชื่อที่หลงใหล กันนัก ก็คือ พระนิพพาน. พระนิพพานนั้น ตัวหนังสือ แปลว่า เย็น แต่โดย ลักษณะอาการ ก็คือว่างนิรันดร, ว่างตัวกู ว่างของกู ว่างกิเลส ตัณหาทุก ๆ ชนิด และเป็นการว่างอยู่ตามธรรมชาติโดยนิรันดร.
น.11 ๕ ทีนี้ความโง่ของแต่ละคนปิดบังเสีย ไม่เห็นความว่าง นิรันดร, ไม่เห็นความว่างนิรันดร มันก็ไม่ได้. แล้วยังพูด โง่ ๆ ว่า ไปนิพพาน ไปนิพพาน กูจะไปนิพพาน, ตั้งความ ปรารถนาจะไปนิพพาน ; อย่างนี้มันก็หนักขึ้นไปอีก โง่ หนักขึ้นไปอีก ว่าไปนิพพาน. นิพพานนั้นยิ่งไปยิ่งไม่ถึง ยิ่งไปยิ่งไม่ถึง เพียง แต่เปิดเครื่องกั้นออก แล้วนิพพานก็ส่องเข้ามา เหมือนกับพอ เปิดประตูหน้าต่าง แสงสว่างก็เข้ามาในห้อง. เดี๋ยวนี้จิตใจ มันถูกครอบงำอยู่ด้วยอวิชชา, อวิชชา-ความโง่ เกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน สารพัดอย่าง สิ่งนี้มันเป็นเครื่องหุ้มห่อจิตใจ แสงของพระนิพพานส่องเข้ามาไม่ได้ ; พอเอาอันนี้ออก แสงพระนิพพานก็ส่องมาถึงเอง. อายุบังพระนิพพาน. เดี๋ยวนี้ไป โง่ในอายุ, หลงในอายุ, บ้าในอายุ, เมาในอายุ มันเป็นเครื่องปิดบังจิตใจ ไม่ให้พระ นิพพานส่องเข้ามาถึง. คุณลองเอาปัญหาเรื่องโง่เพราะ
น.12 ๖ อายุ, บ้าอายุ เมาอายุ หลงอายุออกไปเสียซิ ; ไม่มีเครื่อง ปิดบังแล้ว แสงสว่างก็เข้ามา พระนิพพานก็เข้ามา. ฉะนั้นอย่าพูดกันอย่างที่พูด ๆ กันอยู่ ว่าจะไปพระ นิพพาน บำเพ็ญบารมีเพื่อจะไปพระนิพพาน. ถ้าจะใช้คำ ให้ถูกสักหน่อย ก็บรรลุพระนิพพานก็ได้ แต่บรรลุก็ยังฟัง รี ๆ ขวาง ๆ เพื่อพบกับพระนิพพานดีกว่า, ที่เขาจะพูดกันโดย มากก็ว่า ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ; เอาของบังออกไปเสีย ก็เป็นการทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน. ของบังนี้ เรียกชื่อได้หลายอย่าง โดยทั่วไปก็คือ อวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน. เดี๋ยวนี้อาตมาก็อยากจะพูด ว่า ของบังนี้ก็คือ อายุ, บ้าอายุ เมาอายุ หลงอายุ, พอ เลิกเพิกถอน ออกไปเสียให้หมด ไม่มีอะไรบัง แสงของพระ นิพพานก็ส่องไปยังจิตใจ โดยอัตโนมัติ , ไม่ต้องไป เห็นไหม ยิ่งไปยิ่งไม่ถึง, ไม่รู้จะไปทางไหน มันไปด้วยความโง่ ไม่รู้จะ ไปไหน ก็ไปๆ อยู่นั่นแหละ ไปกี่รอบกี่รอบก็ไม่รู้จักถึง. ฉะนั้นขอให้เปิด เอาสิ่งที่บีดบังพระนิพพานออกไป แล้ว แสงแห่งพระนิพพานก็จะส่องเข้ามา ; อุปมาง่ายๆ ก็เหมือน ว่า เปิดประตูหน้าต่างแสงสว่างก็ส่องเข้ามาในห้อง.
น.13 ๗ แล้วยังมีอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งจะขอพูดกันเสียเลย ว่า ม่าน คืออวิชชาเป็นเหมือนม่าน ซึ่งบังหรือกั้นอยู่ ตลอดเวลา, ต้องเอาออกไป ต้องเอาออกไป พอเอาออกไป ก็จะพบพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าอยู่ที่หลังม่านแห่ง ความโง่ของแต่ละคน, ม่านนั้นก็คืออวิชชา พอเอาม่าน นั้นออกไปเสีย เอาความโง่นั้นออกไปเสีย ก็เห็นพระพุทธเจ้า นั่งอยู่ที่ตรงนั้นเอง. ไม่ต้องไปหาพระพุทธเจ้าที่อินเดีย, ไม่ ต้องไปหาพระพุทธเจ้าที่วัด พระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ที่หลัง ม่านแห่งความโง่ของคุณ ซึ่งคุณไม่รู้จัก แม้แต่ม่านแห่งความ โง่ ก็ไม่รู้ ว่าม่านแห่งความโง่บังพระพุทธเจ้า, เอาม่านแห่ง ความโง่ออกไป พระพุทธเจ้าก็ปรากฏ. ใครจะเลิกม่านนี้เสีย จะเผาม่านนี้เสีย จะสับฟันทิ้งเสีย ไม่มีม่านนี้ ก็จะพบพระ- พุทธเจ้าที่อยู่หลังม่าน ม่านแห่งความโง่ของอวิชชา ของคน ทุกคน. เลิกอายุ คือ เลิกม่านที่บังพระนิพพาน. เดี๋ยวนี้ก็จะพูดให้ชัดลงไปว่า มัน บ้าอายุ มัน เมา อายุ มัน หลงอายุ มัน เลี้ยงสมโภชฉ ลองอายุ, นี้ก็ เป็น
น.14 ๘ ม่านบังพระพุทธเจ้า บังพระนิพพาน พร้อมกันไป ; เอาม่านเหล่านี้ออกจะพบพระพุทธเจ้า, จะพบพระนิพพาน. ฉะนั้นเราจะเลิกม่านนี้ แต่จะเรียกว่า เลิกอายุ เพราะอายุนี้ เป็นม่าน, เพราะอายุเป็นม่านแห่งอวิชชา. มีอวิชชาความโง่ก็ว่า กูมีอายุ ไปถาม หมา ดูซิมีอายุ เท่าไร ? มันตอบไม่ได้, มันไม่รู้เรื่องอายุ แต่มันก็ไม่ตาย เห็นไหม. ไปถาม ควาย ดูซิอายุเท่าไร ? มันก็ตอบไม่ได้ มัน ไม่ได้สังเกตว่ากี่ฝนกี่อะไร มันก็ยังไม่ตาย, มันไม่มีปัญหาเรื่อง อายุ มันไม่มีเรื่องยุ่งยากลำบากเกี่ยวกับอายุ. คนเรามันฉลาด มากเกินไป มันดีเกินไป, สร้างปัญหาเรื่องอายุขึ้นมา อย่างมาก มายมหาศาล เลยกลายเป็นม่าน, กลายเป็นม่าน. สาละวน แต่กลัวจะตาย ก็ทำทุกอย่าง กลัวแต่จะตาย สะสม อะไร หลาย ๆ อย่าง เพื่อเป็นการรับประกัน, อย่างนี้มันก็เหมือน มีม่านแห่งอายุนั่นแหละบังอยู่. นี่เรียกว่า ทำทำไม เลิกอายุทำไม ? เลิกเพื่อจะ เอาของบังออกไปเสีย แล้วจะได้เห็นของจริง.
น.15 ๙ เลิกอายุ คือ ผลของ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ. เอ้า! พูดตรง ๆ อย่างอื่นอีก ก็พูดว่า เพื่อใช้ธรรมะ เพื่อปฏิบัติธรรมะ ให้ถึงที่สุด, ให้มันถึงที่สุด ทั้งการ ศึกษาเล่าเรียน การประพฤติปฏิบัติ การได้รับผลของการ ปฏิบัติ ให้มันถึงที่สุดกันเสียที, ในเรื่อง การศึกษาธรรมะก็ดี, ปฏิบัติธรรมะก็ดี, เสวยผลของธรรมะก็ดี จะได้ถึงที่สุดกัน เสียที ถ้าเลิกอายุได้. เลิกอายุคือเลิกโง่, เลิกอวิชชา เลิกสิ่งที่บดบังเหล่านั้นเสีย ก็ได้รับผลอย่างที่ว่า; การศึกษา ก็มีผลอย่างนี้ การปฏิบัติก็มีผลอย่างนี้ ได้รับผลของการปฏิบัติ มาก็มีอย่างนี้ นี่เรียกว่าได้รับผล. ขอยืนยันว่า ไม่ได้ทำเพื่อให้ท่านทั้งหลาย ลำบาก, ไม่ได้ทำเพื่อให้ท่านทั้งหลาย ยุ่งยาก ลำบาก เหน็ด เหนื่อย หมดเปลือง ; แต่จะทำอย่างไร ห้ามแล้วว่าอย่ามา ก็ ยังมา จะทำอย่างไร, ไม่ต้องการให้ลำบาก ยุ่งยาก หมดเปลือง ว่าอย่ามา อย่ามา, พิมพ์ใบปลิวออกหลาย ๆ ฉบับ วิทยุก็ช่วย โฆษณาอยู่ทุกคืน ท่านก็ยังมานี่. ฉะนั้นอย่ามาโทษกันว่าทำ ให้ลำบาก ไม่ได้ตั้งใจจะให้ลำบาก แม้แต่ประการใด
น.16 ๑๐ และอีกอย่างหนึ่ง ก็ ไม่ใช่จะทำลายขนบธรรม- เนียมประเพณีที่เขาทำ ๆ กัน ต่ออายุ อะไรอายุก็ตามใจ, นั้นมันเพราะคนขี้ขลาด เขากลัวตายก็ทำไปซิ ขนบธรรม- เนียมประเพณีสำหรับพวกคนขี้ขลาด. เมื่อคุณไม่ขี้ขลาด แล้วจะเอาไปทำไม, ประเพณีสำหรับคนขี้ขลาดเราเอามาทำไม ; เมื่อเราไม่ขี้ขลาด เราก็ไม่ต้องต่ออายุ, ไม่ต้องทำอะไรที่เกี่ยว กับอายุ ให้มันยุ่งยากลำบาก. การเลิกอายุนี้ไม่ได้เลิกขนบ ธรรมเนียมประเพณีของคนขี้ขลาด, ก็ทำไปตามเรื่อง ก็ทำ เถอะ ; แต่เดี๋ยวนี้ถ้าไม่ขี้ขลาด ถ้ารู้ธรรมะ ก็มาทำกัน อย่างนี้บ้าง. นี่อยากจะให้ทราบว่า เลิกอายุไม่ใช่ของแปลก ใหม่ แต่ว่าแปลกเพราะว่าท่านยังไม่เคยได้ยิน. ถ้าพูด ว่า เลิกตัวกู เลิกตัวกูเสียอย่างนี้ ก็มีอยู่ในพระบาลีเต็มไปหมด, พระพุทธเจ้าก็ทำ ใคร ๆ ก็ทำ พระอรหันต์ก็ทำ เลิกตัวกู เลิกตัวกูเสีย ท่านทำกันเป็นประจำตลอดเวลา, เลิกอายุก็มี ความหมายอย่างนั้น ไม่ใช่ของใหม่. เมื่อถึงธรรมะสูงสุด แล้ว ก็อยู่เหนือปัญหาแห่งอายุ นี่ก็ไม่ใช่ของใหม่ แต่ว่า เราพึ่งเอามาพูดกันในแง่นี้ ใช้คำนี้ มันเลยกลายเป็นของใหม่.
น.17 ๑๑ มันบุญหรือมันบาปคิดดูให้ดี, ได้มีอายุยืน ได้มี อะไรมาก ๆ ได้ยุ่งมาก ๆ นี่มัน เป็นบุญหรือเป็นบาป. สัตว์ทั้งหลายไม่รู้เรื่องอายุ, ไม่มีปัญหาเรื่องอายุ, ไม่มีความ หนักอกหนักใจเรื่องอายุ แต่มนุษย์นี้มันหนักอกหนักใจเรื่อง อายุ ; โรงพยาบาลตั้งขึ้นทั่วทุกหัวระแหงแล้ว ก็ยังไม่พอ อยู่นั่นแหละ ยังไม่พอกับคนกลัวตาย. นี่คนกับสัตว์มัน ต่างกันมากอย่างนี้ คนมีปัญหามากเหลือเกินเกี่ยวกับอายุ แต่ ว่าสัตว์มันไม่มี, สัตว์มันไม่มี. คน ฉลาดขึ้นมาเพื่อจะโง่, ฉลาดเพื่อรู้เรื่อง สำหรับโง่ให้มันมากขึ้น เรื่องความโง่มันมีน้อยเรื่อง ที่นี้ ฉลาด ฉลาดให้มันมีความโง่มากขึ้น ๆ ดังนั้นจึงเต็มไปด้วย ความโง่, ล้วนแต่ทำให้โลกนี้ไม่มีสันติภาพ, มันยุ่งไปหมด สิ่งที่ไม่ต้องทำก็ทำ ไม่ต้องมีก็มี. นี่เป็นความโง่ เพราะ มีตัวกู ตัวกู ตัวกู แล้วก็เห็นแก่ตัวกู, แล้วก็เห็นแก่ตัวกู กันไปทั้งโลก, เห็นแก่ตัวกูอย่างน้อย ๆ กระทั่งอย่างสูงสุด. เห็นแก่ตัวกูด้วยความโง่ ก็เรียกว่า เห็นแก่ตัวกู, ถ้าเห็นแก่ตัวกูด้วยความฉลาด ด้วยสติปัญญาความสามารถ
น.18 ๑๒ นี้ ไม่เรียกว่าเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวใช้ สำหรับความโง่ เท่านั้นแหละ. ผู้ที่มีปัญญาต้องการจะปฏิบัติตนเอง ทำให้ ตนเองเจริญก้าวหน้าไปหาพระนิพพาน, นี่ ไม่เห็นแก่ตัวดอก อย่างนี้ไม่เรียกว่าเห็นแก่ตัว เรียกว่า เคารพตัว, บูชาตัว, สงวนตัว อะไรไปตามเรื่อง ไม่ใช่เห็นแก่ตัว, ถ้าเห็นแก่ตัว ก็ต้องเป็นกิเลส คนที่เห็นแก่ตัวมากก็คือคนหลงอายุ ; เราจะ หยุดความเห็นแก่ตัว ด้วยการ เลิกอายุ, หมดปัญหายุ่งยาก เกี่ยวกับ เวลา เกี่ยวกับ อายุ เกี่ยวกับ ชีวิต . เวลา, เวลานี้คนรู้สึกว่าไม่พอ เวลาไม่พอ, เป็นห่วง เรื่องเวลา เป็นห่วงเรื่องเวลาอย่างเดียวก็ยุ่งเกือบตายแล้ว แล้วก็มีคนโง่อีกเหมือนกันเข้าใจว่าเวลาเป็นสิ่งที่ไม่มี เวลา เป็นสิ่งที่ไม่มี เป็นลม ๆ แล้ง ๆ ไม่มี. เรื่องของเวลา. ถ้าถือตามพระพุทธเจ้าก็ต้องกล่าวว่า ที่ใดมีตัณหา ที่นั้นมีเวลา, ที่ใดมีตัณหาที่นั่นมีเวลา.
น.19 ๑๓ เวลาคือระยะระหว่างอยาก ต้องการ อยากจะได้ จนกว่ามันจะได้, มันอยากจะได้ แล้วมันไม่ได้ มันรอไป จนกว่าจะได้ นั่นแหละเวลาเผาผลาญหัวใจ กัดกินหัวใจสัตว์, เวลากัดกินหัวใจสัตว์. เวลาแท้จริงนั้นคือระยะระหว่าง จุด ๒ จุด คืออยาก ๆ ๆ แล้วก็ได้, ถึงจุดได้ เวลานั้นก็หยุด ไปที ก็มีเวลาใหม่ เรื่องใหม่มาอีก. ฉะนั้นเวลามันกินสัตว์ ทำให้สัตว์ยุ่งยากลำบาก เหมือนกับตายแล้วอยู่ตลอดเวลา. นี้ เราก็หลงเวลา, เราก็กลัวเสียเวลา, เราก็สงวนเวลา ยิ่งยุกัน ให้หลงเวลาให้มันมากเกินไปเสียแล้ว, นี่เรียกว่าเวลา เวลา. มนุษย์โง่จนสิ่งที่เรียกว่าเวลาเกิดขึ้น ; ควายมัน ฉลาด มันไม่ทำให้สิ่งที่เรียกว่าเวลาเกิดขึ้น มันก็ไม่มีปัญหา เรื่องเวลา. ฉะนั้นเวลา เวลานี้เกิดขึ้นด้วยความโง่ ลอง อย่าอยากซิ หยุดอยากซิ, พอหยุดอยาก เวลาก็หยุด มีบาลี ว่า ฆ่าตัณหา ทำลายตัณหา กินเวลา ถ้ามีตัณหาเวลากินเรา เวลากินเรา. จำง่ายก็พูดว่า ถ้าเรามีตัณหา เวลากินเรา พอ เราไม่มีตัณหา เรากินเวลา หมายความว่า เราอยู่เหนืออำนาจ ของเวลา, เวลาไม่ทำอะไรให้เราลำบาก แม้แต่ระคายขนสัก เส้นหนึ่งก็ไม่มี. นี่มันเรื่องของเวลา ซึ่งเราสมัครเป็นทาส ของเวลา ยุ่งยากลำบากเหน็ดเหนื่อยเท่าไรก็รู้เอาเอง.
น.20 ๑๔ ความเนื่องกันของเวลา อายุ และชีวิต. นี้ เอาเวลามาเป็นการกำหนดอายุ คำว่าอายุมันก็เกิด ขึ้น ; เวลา เวลา อันยืดยาวกำหนดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยอย่างใด อย่างหนึ่ง พอจะเป็นเครื่องรู้ว่าเท่านั้นเท่านี้ สิ่งที่เรียกว่า อายุ อายุมันก็เกิดขึ้น. มันต้องบำรุงบำเรออายุ, บำรุง บำเรออายุ ก่อนแต่จะตายให้ได้อะไรทุกอย่าง. ปัญหาเรื่อง อายุมันก็เกิดขึ้นมาจากเวลา ที่ได้จำกัดเข้าไว้ด้วยเหตุ ปัจจัย อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็คือด้วยตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงมีเวลา เท่านั้น เวลาเท่านี้ จนเรียกได้ว่าเป็นอายุ อายุ อายุ, เวลา ที่กำลังเป็นไปโดยเหตุปัจจัยของคนโง่ เรียกว่าอายุ. ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่เรียกว่า ชีวิต ถ้ามีอายุก็เรียกว่ามี ชีวิต, ทุกคนพอจะพังออก, ถ้ามีอายุก็เรียกว่ามีชีวิต, ชีวิต เป็นลักษณะหรือเป็นเครื่องหมายของการมีอายุ. ภาษาพูด ธรรมดาเด็ก ๆ ก็รู้ พอไม่มีอายุก็คือตาย ก็คือไม่มีชีวิต, ไม่ มีอายุ ก็คือไม่มีชีวิต มันก็เลยอยากมีชีวิต เพราะอยากมีชีวิต มันก็ต้องกลัวตายซิ เพราะมันตรงกันข้าม.
น.21 ๑๕ เมื่ออยากมีชีวิต ก็กลัวการสิ้นชีวิต, ชีวิตก็เป็นปัญหา ขึ้นมาอีก ทำให้กลัวตาย ทำให้กลัวตาย, อุตส่าห์ทะนุถนอม ๆ เสียสละกันอย่างมากมาย เพื่อทะนุถนอมชีวิต. นี้ก็มีความโง่ เป็นเหตุให้ทำ, ก็ทำจนเหลือ จนเพ้อ จนเกิน เรียกว่า เท่าไรก็เท่ากันแหละ, กูจะถนอมชีวิตของกู แล้วก็ต้องทำให้ ออกนอกลู่นอกทาง. ไปหาวิธี ต่ออายุ วิธีต่อชีวิต ก็เป็นลูกค้า ของอาจารย์ไสยศาสตร์ ควักกระเป๋ากันเรื่อยไป ให้ผู้ประกอบ พิธีทางไสยศาสตร์, เพื่อจะมีชีวิต เพื่อจะต่อชีวิต. นี่ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนเข้าใจคำว่าเวลา คำว่า อายุ คำว่าชีวิตให้ดี ๆ. อาจจะเข้าใจมาแล้วก็ได้ แต่มันยัง ไม่ถูก หรือไม่สมบูรณ์, ไม่รู้เสียเลยก็มี รู้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็ มี ไม่สมบูรณ์. มารู้กันเสียให้สมบูรณ์ว่าเวลานั้นคืออะไร ไม่ใช่นาฬิกามันเดินไป เดินไปแล้วก็เป็นเวลา, เวลานั้นมัน กัดกินหัวใจ ต่อเมื่อมันไม่ได้ตามความอยาก. คุณหยุดความ ต้องการเสียซิ นาฬิกาก็หยุดเดิน, นาฬิกาหยุดเดิน เพราะเรา ไม่ต้องการอะไร, ไม่มีความหมายที่จะต้องนับชั่วโมง นับนาที นับอะไรอยู่.
น.22 ๑๖ รู้จักเวลาที่แท้จริง คือสิ่งที่กัดหัวใจ, เวลาคือ ระยะการตั้งแต่อยากจะได้ จนกว่าจะได้, นี้กัดหัวใจ กัดหัวใจ กัดหัวใจ, นี่เวลาที่แท้จริงอยู่อย่างนี้ ไม่ใช่เวลา วัน คืน เดือน ปี อย่างที่ธรรมชาติมันมีกำหนดให้ ธรรมชาติมันก็มี อย่างนั้น แต่เราไปกำหนดเอาเอง เพื่อจะมากำหนดเป็น ระยะ ๆ แล้วจะได้กัดหัวใจ, ปีหนึ่งก็ยังทำไม่เสร็จ, สองปีก็ยัง ทำไม่เสร็จ. สามปีก็ยังทำไม่เสร็จ เวลาเป็นปี ๆ ก็กัดหัวใจเปล่า ๆ. อย่าให้เวลา อย่าให้อายุ อย่าให้ชีวิตนี้เป็นปัญหา ยุ่งยาก ทนทรมาน, นั้นก็ คือยอดบุญยอดกุศลที่แท้จริง ไม่ ใช่ปลอม คือการบรรลุพระนิพพาน, อยู่เหนือความหมายของ เวลา อยู่เหนือความหมายของอายุ. พระอรหันต์ไม่มีเวลา พระอรหันต์ท่านไม่มีเวลา เพราะท่านไม่ต้องการอะไร, เวลา ๑ นาที ๒ นาที ๑ ชั่วโมง วัน เดือน ปี ไม่มีสำหรับพระอรหันต์ เพราะท่านไม่ต้องการ อะไร. ต่อเมื่อท่านจำเป็นต้องมาเกี่ยวข้องกับคนโง่, สัตว์ ทั้งหลายที่มันยังมีเวลา พระอรหันต์ก็ต้องใช้คำพูดเป็นเวลา
น.23 ๑๗ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา. แต่ลำพังพระอรหันต์ คือจิตอัน บริสุทธิ์ถึงที่สุดแล้ว, หลุดพ้นแล้ว ไม่มีเวลา เพราะไม่ต้อง การอะไร, มันไม่มีจุดต้องการและจุดสำเร็จ, ท่านอยู่เหนือ เวลา. ท่านสละตัวตนแล้ว ชีวิตก็ไม่ต้องมี ชีวิตก็ไม่ต้องมี, นี่ท่าน ตายเสร็จแล้วก่อนแต่ที่ร่างกายจะตาย ชีวิตก็ไม่มี ; แม้ ร่างกายยังเป็นอยู่ ยังทำอะไรได้อยู่ ชีวิตก็มิได้มี เพราะไม่ได้ ยึดถือว่าชีวิต และไม่ได้ยึดถือว่าชีวิตนี้ของกู. ปัญหาและความทุกข์เป็นผลของวิวัฒนาการ. ดูความลับอันหนึ่งก็จะพบว่า เพราะคนวิวัฒนาการ ทางสมองมาก เร็วเกินไป สัตว์มันไม่วิวัฒนาการหรือ วิวัฒนาการน้อยมาก ; หมาเมื่อแสนปีมาแล้วกับหมาเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ต่างกันเท่าไร วิวัฒนาการทางจิตใจมันไม่มี, แต่ถ้ามนุษย์ เมื่อแสนปีมาแล้ว กับมนุษย์เดี๋ยวนี้มันต่างกันมาก เพราะ วิวัฒนาการทางจิตใจมันมาก มันมีมาก. เราก็ว่า โอ้ มนุษย์ นี่มัน มีบุญ โว้ย, มีวิวัฒนาการมีอะไร, มี วิวัฒนาการเพื่อ ให้กัดเจ้าของ มันกัดเจ้าของ คนจึงมีปัญหามากเท่ากับ
น.24 ๑๘ วิวัฒนาการ. วิวัฒนาการเท่าไรจะเพิ่มปัญหาขึ้นเท่านั้น วิวัฒนาการมากสูงสุด ก็มีปัญหามากสูงสุด. ดูเอาที่ตัวเองก็แล้วกัน ว่าคนป่าสมัยไม่นุ่งผ้า มี ปัญหากี่มากน้อย มีปัญหากี่มากน้อย, เพียงแต่ไปเก็บของที่ เกิดแต่ในบ่ากินไปวันหนึ่ง ๆ มื้อ ๆ หนึ่งด้วยซ้ำไป มันไม่โลภ เหมือนคนเดี๋ยวนี้. ในพระบาลีมีข้อความว่า คนป่าไปเก็บข้าว สาลีหรืออะไรก็ตามที่มีอยู่เองในป่า เก็บมาตอนเช้าเพื่อกิน ตอนเช้า เก็บมาตอนเย็น เพื่อกินตอนเย็น, นี่ธรรมชาติแท้ ๆ ยังบริสุทธิ์อยู่. ต่อมาเมื่อมันฉลาด จึงไปเก็บเผื่อว่าเก็บตอน เช้า กินตอนเย็นด้วย, แล้วก็เก็บเผื่อหลายวัน มีการกักตุน และมียุ้งฉาง. กิเลสมันได้ โอกาสเพราะ ความเห็นแก่ตัว อย่างนี้ ซึ่ง เป็นผลของวิวัฒนาการ . ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า วิวัฒนาการนี้ ถ้าควบคุมไม่ได้, ควบคุมไม่ถูกต้องแล้ว เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด. มันต้องเป็น วิวัฒนาการที่ควบคุมให้อยู่ในความถูกต้อง วิวัฒนาการนั้นจึง จะไม่เกิดปัญหา. แต่ไม่พ้นจากที่มันจะต้องยุ่ง มันจะ ดี ดี ดี มันก็ต้องยุ่ง, วิวัฒนาการดี ก็ยุ่ง วิวัฒนาการเลว ก็ยุ่ง เหนือ
น.25 ๑๙ ดีเหนือเลววิวัฒนาการนั้นจึงจะสงบรำงับเป็นพระนิพพาน. ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า พระนิพพานไม่มีวิวัฒนาการ ไม่เกี่ยว ข้องกับวิวัฒนาการ หรือจะพูดอีกทีว่า หยุดวิวัฒนาการเสีย มันก็ไม่ยุ่ง. เดี๋ยวนี้เจริญด้วยวิวัฒนาการ ปัญหาก็เพิ่มขึ้นทุกอย่าง ทุกทาง, ปัญหาเพิ่มขึ้นตามวิวัฒนาการ แสนปีวิวัฒนาการ เท่าไร ปัญหาก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น. แล้วคนก็จมลงในปัญหา ในปัญหาอันมากมายของตน, จมอยู่ในปลักหนองแห่งปัญหา อันประมาณไม่ได้ หาประมาณไม่ได้ของตน ๆ, วิวัฒนาการ ในทางบวกก็เป็นปัญหาบวก วิวัฒนาการในทางลบ ก็เป็น ปัญหาลบ ; แล้ววิวัฒนาการนั้นก็มีเท่านี้แหละ ไปดูเถิด บางทีก็ไปในทางบวก บางทีก็มาในทางลบ เพราะมันโง่. เราไม่อาจจะควบคุมความรู้สึกอันนี้ได้ มันก็ต้องเป็นทุกข์ เป็นทุกข์ เป็นทุกข์เพราะวิวัฒนาการ, วิวัฒนาการเท่าไรก็จะ ยุ่งเท่านั้น ทั้งวิวัฒนาการดี และวิวัฒนาการชั่ว. มีจิตใจ อยู่เหนืออำนาจวิวัฒนาการเสียก่อน มันจึงจะหมด ปัญหา, คนมีปัญหามหาศาลตามวิวัฒนาการ.
น.26 ๒๐ ตัวกูและของกู คือ ต้นเหตุของปัญหา. ปัญหาสรุปแล้วรวมอยู่ที่ ปัญหาตัวตนกับของ ของตน. เราแยกเป็น ๒ เรื่องให้ศึกษาง่าย ตัวกู - ตัวตนนั้น ก็เป็นเจ้าของเรื่อง แล้วมีอะไรของตน ของตน ของตนเข้ามา รอบด้าน นี่เรียกว่าของตน, เรามีปัญหาทั้งทางตัวตนและทั้ง ทางของตน. ตัวตนเรียกว่า อัตตา ของตนเรียกว่า อัตตนียา, ภาษาอาตมาก็เรียกว่า ตัวกู เรียกว่า ของกู ให้คนโง่ฟังง่าย ที่เรียกอย่างนี้. มันมีปัญหาเกี่ยวกับตัวกูเกี่ยวกับของกู สุภาพ หน่อยก็ว่าตัวตนว่าของตน ตามพระบาลีแท้ ๆ ก็ว่า อัตตา อัตนียา ; ภาษาบาลีที่รุนแรง ที่เรียกหยาบคายรุนแรงก็มี แต่ว่าฟังแล้วไม่รุนแรง อหังการ คือ ตัวกู มมังการ คือของกู แต่ท่านฟังเป็นของไพเราะไปเสียอีก. ถ้าพูดว่า อหังการมีค่า เท่ากับตัวกู มันหยาบคาย มมังการก็ของกู, อหังการะ มมังการะ มานานุสัย เรามีตัวกูของกูจนเคยชิน เคยชินเป็น อนุสัย ที่จะเกิดความรู้สึกเมื่อใดก็ได้ ว่าตัวกู ว่าของกู. มี สิ่งนี้อยู่เพียงใด ก็มีความทุกข์อยู่เพียงนั้น เอาสิ่งนี้ออกไป เสียได้หมดเพียงใด ก็หมดความทุกข์และเป็นพระนิพพาน โดย แน่นอน เรียกว่า ละตัวกู ละของกู ก็หมดปัญหา.
น.27 ๒๑ เดี๋ยวนี้เขาไม่ต้องการที่จะละตัวกู ละของกู มีแต่จะ เบ่งให้ตัวกูใหญ่ออกไป, ยกหูชูหาง ให้มาก จะมีของกูให้มัน มากออกไป จะได้อวดคน หรือว่าจะได้รู้สึกพอใจมาก, ต้อง กินให้แพงเข้าไป แต่งเนื้อแต่งตัวให้แพงขึ้นไป เครื่องใช้ไม้ สอยบ้านเรือนก็ให้มันแพงขึ้นไป, ต้องการแต่ให้แพงขึ้นไป, แพงขึ้นไป จนไม่รู้ว่าจะแพงกันอย่างไรแล้ว. เมื่อบูชาของ เหล่านั้น มันก็ต้องก้มหน้าก้มตาหาเงินมาก ๆ เพื่อจะซื้อหาสิ่ง เหล่านั้น. นี่เรียกว่าตัวกูของกูมันชวนไปในทางนี้ ที่มัน เพิ่มความทุกข์, ตัณหามันก็เกิด ตัณหามีมากเท่าไร ปัญหาก็ เกิดมากขึ้นเท่านั้น. เรามีปัญหากันนับไม่หวาดไม่ไหว เพราะมีอายุเป็น เครื่องทะนุถนอม, มีตัวตนของตนเป็นที่ตั้งแห่งอายุ ปัญหามัน ก็มีที่ตั้งที่อาศัย มันก็เจริญงอกงาม มันก็เจริญงอกงาม. ถ้าไป หลงในอายุ มันก็ถนอมอายุ คือถนอมชีวิต ถนอมยิ่งกว่าสิ่งใด ปัญหามันก็มากขึ้นไม่ได้ลดลง, มันเติมเชื้อเพลิง มันเติม ถ่านไฟ เติมเชื้อเพลิงให้ ไฟมันก็ไม่มีวันจะลดลง นี่ ลดตัณหา เถิดก็จะลดตัวกู ลดตัวกูก็จะลดปัญหา อย่าให้เวลา หรือ ชีวิต หรืออายุนี้มันทรมาน.
น.28 ๒๒ อาตมาก็รู้สึกว่า บาปเสียแล้ว ที่มีอายุเกินพระพุทธเจ้า ไปสี่ปี ถือว่าเป็นบาป ; ที่จริงอายุ ๘๐ ปีนี้มันควรจะหยุด. หยุดมี ๒ ความหมายนะ หยุดคือตาย นี่หยุด อย่างหนึ่ง แล้ว หยุดคือไม่รู้ไม่ชี้ นี้อย่างหนึ่ง เรื่องนี้อยากให้พิจารณากันดู. พูดลับหลังอย่าให้ พระพุทธเจ้าได้ยินนะ ว่า พระพุทธเจ้าปลงอายุสังขารเมื่ออายุ ๘๐ ปี แล้วท่านก็ว่าไม่มีใครขอร้องให้อยู่ ถ้ามีใครขอร้องให้ อยู่ โดยอาศัยอิทธิบาท ท่านอาจจะอยู่ถึงอายุกัปป์ อายุกัปป์ สมัยพระพุทธเจ้าก็คือ ๑๒๐ ปี สมัยพระพุทธเจ้าอายุกัปป์ คือ ๑๒๐ ปี, พระอานนท์ พระกัสสปะ นี้อยู่ถึง ๑๒๐ ปี. ไม่มี ใครขอร้องพระพุทธเจ้าก็ถือโอกาส ปิดสวิตช์เสียเมื่ออายุ ๘๐ ปี พวกเราขาดทุนไป ๔๐ ปี, นี่เรื่องของพระพุทธเจ้าจะ มีความจริงอย่างไรไม่อยากจะพูด. เมื่อท่านอาจจะ อยู่ได้ถึง ๑๒๐ ปี ทำไมไม่อยู่ ทำไมต้องมีคนขอร้อง ? เพราะมันยุ่งนี่ พอเกิน ๘๐ ปี แล้วมันยุ่ง, คุณก็คิดดู พอเลย ๘๐ ปี แล้ว มันยุ่งทั้งทางร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บ มันยุ่งไปหมด. พระ- พุทธเจ้าท่านไม่อยากจะเผชิญกับสิ่งยุ่ง ๆ เหล่านี้ ท่านเลยบีด สวิตช์เสียเมื่อ ๘๐ ปี; แล้วก็กล่าวหาว่า ไม่มีใครขอร้องให้ อยู่, ท่านก็หมดข้อติเตียน.
น.29 ๒๓ ชีวิตใหม่เริ่มต้นเมื่ออายุ ๘ ๐. นี่เรียกว่าอายุ อายุนั้นอย่าไปหลงกับมันนัก, พอ ๘๐ ปี แล้วควรจะปิด ปิดความหมาย บีดอิทธิพล ปิดอะไร ของมันเสียบ้าง, หรือมิฉะนั้นก็เรียกว่าเลื่อน เลื่อนขึ้นไปเป็น อายุนิรันดร เสียดีกว่า. เดี๋ยวนี้มี อายุชั่วคราว ชั่วคราว ตาย- เกิด ตาย - เกิด, พอ ๘๐ ปีเลื่อน เลื่อนไปเป็น อายุนิรันดร ไม่มีตาย - ไม่มีเกิด, เข้าถึงสิ่งที่ไม่ตายไม่เกิด จะเรียกพระ- นิพพาน หรือจะเรียกว่า อสังขตะ เรียกอะไรก็ได้ แล้วแต่จะ เรียก, ขอให้จิตใจเข้าถึง สิ่งที่ไม่มีความหมายแห่งการตาย และการเกิด โดยถือเอาอายุ ๘๐ ปี นั่นแหละ เป็นหลัก. จึงขอตักเตือนท่านทั้งหลายบางคน ที่มีอายุ ๘๐ ปีแล้ว ตั้งใจอย่างนี้ คิดอย่างนี้ ตั้งใจอย่างนี้เถิด จะไม่มีความทุกข์ ทรมาน เพราะการที่มีอายุเลย ๘๐ ปี ; ต้องเปลี่ยนชีวิตใหม่ ต้องเปลี่ยนชีวิตใหม่ อย่าเอาชีวิตเดิม. พออายุ ๔๐ ปีขึ้นมา แล้วเปลี่ยนชีวิตใหม่ เป็นอีกชีวิตหนึ่ง ชนิดที่ว่ามี อตัมมยตา มาก ๆ อะไรปรุงแต่งไม่ได้ อะไรปรุงแต่งไม่ได้ อะไรปรุง แต่งไม่ได้ นั่นแหละ ชีวิต นั่นแหละ ชีวิตใหม่, ถ้าอย่างนี้
น.30 ๒๔ มันก็อยู่ไปได้ตามที่มันจะอยู่ ๑๕๐ ปี ๒๐๐ ปีก็เอา. ถ้ามี อตัมมยตาได้โดยแท้จริง แล้วมันก็ไม่มีความทุกข์. อายุต่ำกว่า ๔๐ ปี ก็มีกามารมณ์เป็นสรณะ, อายุ ๔๐ ปีลงมาก็มีภาระหนัก คือความเป็นพ่อเป็นแม่, เป็นพ่อ บ้านแม่เรือนเป็นภาระหนัก, พออายุ ๖๐ ปี. ก็หยุดเรื่องทาง กาย ร่างกายไม่มีแรงแล้ว, พออายุ ๘๐ ปี ก็เปลี่ยนชีวิตเป็น ชีวิตอื่นเถิด ให้จิตได้พักผ่อน ไม่ใช่ว่าจะยุ่งยากลำบากมากขึ้น ให้มันยุ่งยากลำบากน้อยลง. พอ อายุ ๖๐ ปีแล้วก็เตรียมตัว สำหรับจะพักผ่อน ให้มันยุ่งยากลำบากน้อยลง พอ ๘๐ ปีก็ขอ ให้มันได้พักผ่อนเต็มตามความหมาย. เขาไม่ต้องการกันอย่างนั้น, เขามีแต่จะเพิ่ม เพิ่ม เพิ่มอายุ เพิ่มตัณหา เพิ่มปัญหาเรื่อยไป โดยคิดว่า อย่าต้องตาย ให้มันอยู่กับปัญหา, ให้อยู่กับความยุ่งยากนี้ อย่ารู้จักตาย อย่ารู้จักตาย. เป็นอันว่าดูเอาเอง เลิกอายุนี้มันจะดี หรือจะเลว ร้ายอย่างไรก็ดูเอาเอง.
น.31 ๒๕ พิจารณาการประพฤติกระทำที่เกี่ยวกับอายุ. ทีนี้ก็มาพิจารณากันถึงคำพูด คำที่พูด ๆ กันอยู่นี้, เราจะเอามาพิจารณากันดู มองให้ดี ๆ มันมีเรื่องลึก ๆ น่าสนุก แต่ถ้ามองไม่ดีมันก็เป็นเรื่องที่โง่ ไม่น่าสนุกอะไร. คำพูดคำแรก ก็จะพูดว่า รักอายุ รักอายุ, ถ้าถามว่า ใครไม่รักอายุไม่มีใครยกมือ มันรักอายุ รักอายุ, บาลีก็มีว่า ไม่มีอะไรที่เป็นที่รักยิ่งกว่าตัวตน คืออายุ. รักอายุก็ต้องต่อ อายุ ต้องบูชาอายุ ต้องสมโภชอายุ ต้องเลี้ยงกันใหญ่ ต้อง กินกันใหญ่, พอครบรอบปี ก็มาเลี้ยงกันใหญ่ มากินกันใหญ่ ทำแซยิด นี่รักอายุ. ทีนี้ถัดขึ้นไป มันก็หลง, รักมากไปมันก็หลง หลง อายุ จนไม่รู้จักใช้อายุให้เป็นประโยชน์. พวกนี้จะต้อง ฉลองมากขึ้นไปอีก ; พวกรักอายุก็ต่ออายุ, พวกหลงอายุก็ ฉลองอายุ. ที่นี้ ก็มี บ้าอายุ หนักขึ้นไปอีก บ้าอายุนี้จะต้อง เอามาล้อ. หนักขึ้นไปอีกก็ เทิดทูนบูชาอายุ, เทิดทูนอายุ.
น.32 ๒๖ โง่ระดับแรก รักอายุ, โง่ระดับสอง หลงอายุ, โง่ระดับสาม บ้าอายุ, โง่ระดับสี่ เมาอายุ, โง่ระดับห้า เทิดทูนบูชา, เทิดทูนบูชา หาอะไรมาเลี้ยง มาเลี้ยงมาดู จึงมี คนกินอาหารคำละหมื่นบาท ไม่อยากจะเชื่อ แต่เขาว่ามัน มี มันหลงอายุถึงขนาดเทิดทูนอายุ คนอย่างนี้. ถ้ารักอายุ ก็แก้มันด้วยการดูหมิ่นซิ ดูหมิ่นไม่รัก เหยียดหยามว่า นี่เป็นตัวปัญหาตัวเลวร้าย แล้วก็ ไม่ต่ออายุ. ถ้าหลงอายุ ก็ไม่รู้จักใช้อายุให้เป็นประโยชน์ ก็รู้จัก ใช้อายุให้เป็นประโยชน์. ถ้าบ้าอายุ ก็มาคิดเห็นว่าไม่เอาแล้ว ไม่ขอบคุณไม่ ขอบใจแล้ว จะเนรคุณอายุแล้ว จะทำลายอายุ จะ เลิกอายุ แล้ว. ถ้าเมาอายุเทิดทูนอายุ ก็เรียกว่า ลืม ลืม ลืมอายุ. ลืมอายุ มี ๒ ความหมาย ลืมเพราะโง่ ลืมเพราะ หลง ลืมอายุ ลืมตาย อย่างนี้ ก็เรียกว่าลืมเหมือนกัน ลืม อายุของคนโง่, ถ้า ลืมอายุอย่างฉลาดด้วยสติปัญญา คือ ไม่มีอายุ ไม่มีอายุ ไม่นึกถึงอายุ ไม่ให้ความหมายแก่อายุ
น.33 ๒๗ คือ พระอรหันต์. พระอรหันต์ท่าน ลืมความมีอายุ ก็เรียก ว่า ลืมอายุ; แต่คนโง่ทั้งหลายเหล่านี้ ลืมอายุเพราะมันบ้า มันประมาท มันหลงใหล. ระวังให้ดี ลืมอายุ ลืมอายุนี้มันมี ๒ ความหมาย, ความหมายแรกไม่ไหว อย่าเอากับมันเลย, แต่ความหมายที่ สอง ลืมเพราะไม่ให้ความสำคัญ ลืมจนกระทั่งกูไม่มีอายุนั่น แหละ มันจะช่วยได้ จะมีประโยชน์ ทีแรกก็ ต่ออายุ แล้วก็ ฉลองอายุ ต่อมาก็ ล้ออายุ ขี้เกียจล้อแล้วก็เลิก เลิก เลิก ขี้เกียจล้อก็เลิก เลิกอายุ. ล้อมาหลายหนแล้วก็เลิก ๆ ต่อไปนี้จะไม่มีอายุ จะไม่ มีอายุ อยู่กับพระธรรม เข้าถึงธรรมชาติ, เรียกให้เพราะ หน่อยก็เรียกว่า ธรรมาภิเษก. เขาเรียกว่าพุทธาภิเษก เสก ก้อนอิฐให้เป็นพระพุทธเจ้า, นี้เราเรียกว่า ธรรมาภิเษก เสกอายุให้เป็นธรรมะ เสกอายุให้เป็นธรรมะ มีแต่ธรรมะ เรียกว่าธรรมาภิเษกให้แก่อายุ เอาอายุมารดน้ำ ทำพิธีธรรมา- ภิเษกให้อายุกลายเป็นธรรมะไปเสีย, ให้เป็น อสังขตธรรม เข้าถึงความว่างนิรันดร ว่างจากตัวกูโดยนิรันดร ให้ธรรมะ เป็นอายุไป เรียกว่า ชีวิตนิรันดร.
น.34 ๒๘ ความรู้สึกเกี่ยวกับคำเหล่านี้มีอยู่หลายลักษณะ เลิก อายุ, เราประกอบกุศลกรรมเลิกอายุ. ความหมายของคำว่า เลิกอายุ. เลิกอายุ ในระดับต่ำสุดของคนโง่ ก็ว่าตาย เลิกอายุ คือตาย ฆ่าตัวตาย คือเลิกอายุ. เรื่องนี้มีจริงนะ มีศาสนา อะไรศาสนาหนึ่งเกิดขึ้น มีคนนับถือกันมาก เขาสอนว่ามาอยู่ ทนทุกข์ทรมานกันทำไม ตายไปอยู่กับพระเป็นเจ้าดีกว่า, เรา ทำบุญทำกุศลมหาศาลแล้ว ตายแล้วไปอยู่กับพระเป็นเจ้าแน่ ; ก็ชวนกันหมด หญิงชาย ลูกเล็ก เด็กแดง ฆ่าตัวตายกันไม่รู้ กี่พัน เพื่อจะไปอยู่กับพระเจ้า, อย่างนี้ก็มี. จะเรียกว่าอะไร ก็เรียกเอาเอง นี่โง่กี่มากน้อย เลิกอายุ คือฆ่าตัวตายก็ได้. ทีนี้ เลิกอายุ ในความหมายของอาตมา ก็หมาย ความว่า หมดปัญหาเกี่ยวกับอายุ, ไม่พูดถึงตายหรือไม่ตาย ใช้คำว่าหมดปัญหาเกี่ยวกับอายุ ; ปัญหายุ่งยากลำบากใจใด ๆ เกี่ยวกับอายุ เราก็ทำให้มันหมดไปเสีย นี่คือเลิกอายุ เขาจะ เลิกอายุด้วยการฆ่าตัวตายก็ช่างเขา เรามาเลิกอายุด้วยการไม่ มีปัญหาอันเกี่ยวกับอายุ ไม่มีอะไรผูกพันกันอยู่กับอายุ.
น.35 ๒๙ ถ้าเป็นความหมายที่สูงขึ้นไปกว่านั้นอีก ก็เรียกว่า โดยปรมัตถ์ โดยปรมัตถโวหาร ทำให้ไม่มีที่ตั้งแห่งอายุ, ไม่มีที่ตั้งแห่งอายุ มันก็ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวกู มันจึงจะไม่มีที่ ตั้งแห่งอายุ, ไม่มีที่ตั้งแห่งอายุ มันก็ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บไม่ ตาย มันก็เลิกปัจจัยที่เป็นฐานรากแห่งอายุ คืออวิชชา เป็น ต้น, เลิกปัจจัยที่ทำให้เกิดตัวตนของตนเสีย แล้วก็เลิก อาการมี, อาการเกิด, อาการเวียนว่าย เลิกอาการเหล่านั้น เสีย. พูดซ้ำอีกทีว่า เลิกความรู้สึกที่ว่ามีตัวตนเสีย, เลิกปัจจัยแห่งความมีตัวตนเสีย, แล้วก็เลิกอาการแห่ง ตัวตนเสีย คือ เลิกการเวียนว่ายเสีย. จะทำได้เท่าไร จะทำได้มากน้อยเท่าไร ? ถ้าศึกษา พิจารณากันให้มาก ๆ อย่างที่เราตั้งใจจะศึกษานี้ เลิกโง่ว่าตัวตน ได้แน่. เลิกความรู้สึกว่ามีตัวตน คือเลิกโง่ว่ามีตัวตนเสียได้, นี่ก็จะเลิกปัจจัย เลิกปัจจัย คือความอยากมีตัวตน ตัณหา อวิชชา นี้ก็เลิกเสียได้, บางทีมันก็จะเลิกการเวียนว่ายเอง มันไม่มีตัวตนแล้วก็หยุดการเวียนว่ายเอง. นี่คำว่า เลิกอายุ เลิกอายุ มีความหมายหลายอย่าง อย่างนี้ รอบด้านอย่างนี้.
น.36 ๓๐ ขอให้เข้าใจให้ดีว่า เรามาประกอบกุศลกรรมหรือจะ เรียกว่าพิธีก็ได้ เรียกว่าวิธีถูกกว่า อย่าเรียกว่าพิธี เรียกว่า วิธีเลิกอายุที่ถูกต้อง หมดปัญหาเกี่ยวกับอายุ. ฝึกอดอาหาร เพื่อได้พบกับความหิวที่ฉลาด. ขอพูดแถมอีกหน่อยหนึ่ง ก็ว่า เลิกกินอาหารกัน สักวันหนึ่ง เพื่อหยั่งดูหยั่งเสียงดู ว่าจะชนะตัวตนได้กี่มาก น้อย. มีความหิวอยู่ในใจ มันเป็นตัวปัญหาให้เราคิด, ปัญหา เกี่ยวกับความหิว เกี่ยวกับตัณหาเกี่ยวกับอะไรได้ดี, ถ้าไม่มี ความหิวมาปรากฏอยู่ในใจเสียเลย เราก็ไม่คิด คิดไปไม่ถูก ดอก, ถ้ามีความหิวมารบกวนอยู่น้อย ๆ ก็พอจะเกิดได้. คิดหน้าคิดหลัง คิดให้รู้จักว่ามันคืออะไร ? มันมา จากอะไร ? จะต้องทำกันอย่างไร ? เป็นความหิวที่ฉลาด เป็นความหิวที่ไม่โกรธ, ถ้าหิวโมโหเสียแล้ว มันโง่เสียแล้ว มันเกิดตัวตนใหม่แล้ว, ต้อง หิวที่ฉลาด หิวที่ทำให้รู้จัก ความหิว จะเป็น หิวที่ไม่โกรธ, ไม่โกรธ.
น.37 ๓๑ เอ้า ก็จะฝึกฝนกันวันนี้ วันนี้จะไม่กินอาหาร จะ ได้รับไหม จะได้รับความหิวที่ฉลาดไหม, จะได้รับความหิวที่ ไม่โกรธ ไม่อึดอัด ไม่ขัดแค้นไหม ? จะต้องฝึกกันวันนี้ นี่ก็เรียกว่าไม่หิวได้. ถ้าว่าเราไม่โกรธ เพราะความหิว มันก็คือ ไม่หิว ; แต่ว่ามันยังมีไม่หิวที่ดีกว่านั้น คือมีความไม่หิว เพราะพอใจ พอใจที่ได้ทำอย่างนี้, เราพอใจที่ได้ทำอย่างนี้ มันจะไม่เกิด ความหิว. ถ้าปฏิบัติธรรมะ ก็เรียกว่า ธรรมปีติ, ธรรม ปีตินี้ทำให้ไม่หิว. พระพุทธเจ้ามีธรรมปีติ ไม่ต้องฉัน อาหารเป็นวัน ๆ หลายวัน, ตามตัวหนังสือในที่บางแห่งว่า ตั้ง ๔๙ วัน ไม่ต้องฉันอาหาร, มีปีติปราโมทย์ในการตรัสรู้, นี่หนังสือว่าอย่างนั้น จะเท็จจริงอย่างไรก็ไม่วิจารณ์, ไม่หิว ด้วยอำนาจของปีติ, ด้วยอำนาจของปีติ เอ้า ถ้ายังไม่เก่งถึงขนาดมีปีติ เอาเป็นเพียงความตื่น เต้นก็ได้, ถ้า รู้สึกตื่นเต้น กันบ้าง ก็หายหิวเหมือนกัน ก็หยุด หิวเหมือนกัน ; แต่ว่าเรื่องตื่นเต้นมันโง่นะ มันโง่นะ ปีติ อย่างโง่.
น.38 ๓๒ เอ้าปีติอย่างโง่ ตื่นเต้น ตื่นเต้นเป็นปีติ อย่างโง่, แล้วก็เป็น ปีติที่ไม่โง่, ปีติที่แท้จริง เป็นธรรมปีติ รู้ว่า นี่ถูกต้อง นี้กำจัดทุกข์ นี้กำจัดตัวกู. ปีติอย่างนี้ก็ปีติดี ปีติธรรมะ ปีติก็ทำให้ไม่ต้องหิวเหมือนกัน ไม่ต้องหิวเหมือน กัน เราจะได้ทดลองกัน. ขอพูดเรื่องที่พูดเมื่อวานอีกที บางคนไม่ได้ฟัง ว่า พระไตรปิฎกเล่มหนึ่ง เรื่องแรกที่สุดของพระไตรปิฎก เล่มที่ หนึ่ง มีเรื่องว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ฉันข้าวปลาอาหารตามธรรมดา พร้อมทั้งพระภิกษุสงฆ์เป็นร้อย ; แต่ได้ฉันข้าวตาก ข้าวตาก ที่พ่อค้าม้าเขามีไว้เลี้ยงม้า. ข้าวตากแห้งเขาเอามาไว้สำหรับ เลี้ยงม้า พ่อค้าม้าแบ่งถวาย เพราะเห็นว่า พระเหล่านี้ไม่มี อะไรฉัน ก็แบ่งข้าวตากให้, พระก็เอาข้าวตากมาทำให้เปียก เปียกด้วยน้ำแล้วก็ฉัน ไม่มีแกงไม่มีกับ อยู่ได้ตลอดพรรษา. น้ำหน้าอย่างพระเณรเดี๋ยวนี้ ที่นั่งอยู่เดี๋ยวนี้ ผมถาม ว่าน้ำหน้าอย่างคุณนี้ทำได้ไหม, จะฉันข้าวตากซาวน้ำ ไม่มีแกง ไม่มีกับตลอดพรรษาหนึ่งได้ไหม ? ทั้งหมดที่นั่งอยู่ที่นี่ ท้าทายอย่างนี้เลย. เดี๋ยวนี้ทนหิวสักวันเดียวก็ทำไม่ได้ วันเดียวก็ทนไม่ได้, นี้มันเกินไป.
น.39 ๓๓ พระอานนท์ก็อยู่ในพวกนี้, ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ว่าไปเถิด ไปเถิด อย่าอยู่เลยเมืองนี้ ผู้นิมนต์เขาลืมแล้ว ไม่ เอาอะไรมาให้ฉัน. โอ้ยไม่ไป ไม่ไปดอก ตถาคตไม่เห็นแก่ เรื่องอย่างนี้ ไม่ต้องไป ไม่ต้องหนี. พระโมคคัลลานะก็ว่า จะ ไปบิณฑบาตมาจากอุตระกุรุทวีป ด้วยปาฏิหาริย์, พระ- โมคคัลลานะว่า จะไปเอาอาหารมาจากกุรุทวีป, พระพุทธเจ้า ไม่กินของสกปรก สิ่งที่ได้มาด้วยปาฏิหาริย์มันสกปรก ไม่กิน ของสกปรก ไม่เอา ๆ. เพราะฉะนั้น ฉันข้าวตากซาวน้ำ ไม่มี แกงไม่มีกับ ตลอดหนึ่งพรรษา หลายร้อยรูปรวมทั้งพระ- พุทธเจ้าด้วย. ทีนี้มาเทียบกับที่ วันนี้เราจะไม่กินอาหารกันสักวัน หนึ่งเท่านี้ มันจะอะไรนักหนา, แล้วยังบอกว่าฉันน้ำข้าวต้ม ก็ได้ ฉันน้ำปานะก็ได้ ถ้าเหลือทนขึ้นมา. นี่ลองศึกษาดูบ้าง ความหิวที่ฉลาด, ความหิวที่ไม่โกรธ, ความหิวที่เป็นบทเรียน สำหรับการศึกษาเรื่องความหิวนั่นแหละ, ความหิวเป็นชื่อของ ตัณหา. ทีนี้ก็อยากจะชักชวนให้ มองอายุและชีวิต กันให้ ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไป. เราจะมองอายุและชีวิตกันอย่างไร ?
น.40 ที่ตั้งแห่งความยึดถือ. ถ้าว่าเห็นด้วยสติปัญญา ด้วยจิตที่หลุดพ้น, ด้วยจิต มีสติปัญญา ก็มองอายุว่ามันเป็นตามธรรมชาติ เป็นของ ธรรมชาติ เป็นธรรมชาติแท้ๆ, กรวด หิน ดิน ทราย ต้นหญ้า ต้นไม้ ต้นอะไร เป็นตามธรรมชาติ. จะมองให้เป็นธรรมะ ก็ ว่า เป็นสังขารตามธรรมชาติ, เป็นกระแสแห่งปฏิจจ- สมุปบาท มันไหลไปตามกฎเกณฑ์ของมัน, นี่อายุตาม ธรรมชาติ. แต่แล้วมันร้ายกาจ คือมันเป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถือ, มันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ แม้จะว่าเป็นเรื่องของ ธรรมชาติ, เป็นไปตามธรรมชาติ มันก็เป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถือ. มองตามธรรมชาตินี้ก็ดีมากอยู่แล้ว เห็นว่ามันเป็น ไปตามธรรมชาติ อย่าให้มันมีความหมายอะไรมากนัก แล้วก็ จะได้เห็น ธรรมชาติของปฏิจจสมุปบาท ด้วย. นี้ก็ดี นี้เรียกว่า มองตามธรรมชาติ ไม่มองในแง่ดี ๆ มันก็เห็นธรรมชาติ, ถ้า ฉลาดก็เห็นลึกจนจะเอาชนะได้.
น.41 ของขวัญจากพระเจ้า. ทีนี้ว่า มองในแง่ดี, มองในทัศนะที่ดี ก็มีผู้มอง เหมือนกันว่า ชีวิตนี้เป็น ของขวัญอันประเสริฐ ได้รับ ประทานมา จากพระเป็นเจ้า, ของขวัญอันประเสริฐได้ รับประทานมาจากพระเป็นเจ้า, นี้เขาก็มองชีวิตในแง่ดีกัน อย่างนี้ก็มี ; แต่เราพุทธบริษัทไม่เคยมองอย่างนั้น, ไม่ได้รับ การสอน ให้มองอย่างนั้น เห็นชีวิตตามธรรมชาตินี้เป็นที่ตั้ง แห่งปัญหายุ่งยาก. ถ้ามองในแง่ดี เป็นของขวัญจากพระเจ้า ก็พอใจยินดี หลงใหลในชีวิต, เอานี้เป็นเครื่องปลอบใจเจ้าของ ว่าลำบากเท่าไรกูก็ทนเอา, ลำบากเท่าไรกูก็ทนเอา เพราะเป็น ของขวัญอันประเสริฐ ได้มาจากพระเจ้า, มองในแง่ดีอย่างนี้ ก็ได้. ชีวิตที่เป็นคุก, ชีวิตที่กัดเจ้าของ. ทีนี้ มองในแง่ร้าย บ้าง มองในแง่ร้าย มัน เป็นตัว ปัญหา, เป็นที่ตั้งแห่งปัญหา, ให้เกิดปัญหายุ่งยากลำบาก ชีวิตนี้ เป็นของหนัก เป็นภาระหนัก ยิ่งกว่าภาระใด ชีวิตนี้ เป็น คุกตะราง ยิ่งกว่าคุกใด ; คนจะฟังไม่ถูกก็ได้ ภาระหนัก
น.42 ๓๖ สูงสุด คือ ตัวกู ตัวกู ของกู, ตัวกูเป็นภาระหนัก เพราะมัน หนักที่หัวใจ, ถ้าก้อนหินของหนักข้างนอก มันไม่หนัก เท่าไรดอก มันหนักที่มันไปกดทับที่หัวใจ, นี้คือตัวตนหรือ อายุเป็นภาระหนักแก่จิตใจ แล้วมันก็ เป็นสิ่งที่กัดเจ้า ของ, กัดเจ้าของ ถ้าเจ้าของเป็นคนโง่. ใครบ้างที่ว่าไม่โง่, ใครบ้างที่ว่าฉลาด, ใครบ้างว่าตัวเองไม่โง่ ? ไม่มีใครยกมือใช่ ไหม ถามว่าใครไม่โง่ ไม่มีใครยกมือ, ถามว่าใครโง่ก็ไม่มี ใครยกมืออีกเหมือนกัน, ไม่มีใครยกมือ. ชีวิตจะกัดเจ้าของ ที่เป็นคนโง่ กัดเจ้าของชีวิต เอง, มันจะกัดเจ้าของที่เป็นคนโง่ คือยึดมั่นถือมั่นในตัวชีวิต. ยิ่งยึดมั่นถือมั่นในตัวชีวิตมากเท่าไร มันก็ยิ่งกัดมากเท่านั้น. ชีวิตมันกัดเจ้าของที่เป็นคนโง่ ชีวิตนี้มันกัดเจ้าของโง่. มันเป็นคุกตะราง ไม่มีใครอยากจะหลุดไปจากชีวิต, คุกตะรางนั้นก็ยังไม่กักขังมากเท่ากับตัวกู ตัวกูเป็นคุกตะราง ขังตัวเอง. ชีวิตเป็นคุกตะรางอย่างยิ่ง ชีวิตเป็นคุกอย่างยิ่ง ไม่มีคุกตะรางไหนจะเสมอเหมือน. ใครมองเห็นอย่างนี้บ้าง ? ถ้ามองเห็นอย่างนี้ ก็คงสมัครเลิกอายุกันจริงๆ, ถ้ามองไป
น.43 ๓๗ ในทางน่ารัก น่าพอใจ น่าสงวน แล้วมันก็ไม่มีใครคิดจะเลิก ชีวิต แล้วชีวิตก็กัดเจ้าของ กัดเจ้าของเรื่อย ๆ. ชีวิตมีตัณหาเป็นทรัพย์สมบัติ. เอ้าในแง่ร้ายก็มองดูอีกทีว่า ชีวิตนี้มีคลังแห่งสมบัติ ของมัน, ชีวิตมีสมบัติมหาศาล สมบัติของชีวิตคือตัณหา, ชีวิตมีตัณหาเป็นทรัพย์สมบัติ ของมัน. ชีวิตมี กามตัณหา เป็นทรัพย์สมบัติ ก็แสวงหาสิ่งที่ น่ารักน่าพอใจในแง่ของกาม เรียกว่า กามราคะ. มันมีอัสสาทะ สนุกสนาน เอร็ดอร่อยในอารมณ์ คือ กาม, ก็ลุ่มหลงอยู่ด้วย อัสสาทะในกาม. แล้วก็เป็นเหตุให้หลงใหลในการได้ การมี, มี กามเป็นของตน แสวงหากาม ได้กาม ได้กามมาเป็นของตน. นี่ทรัพย์สมบัติหมวดที่ ๑ ของชีวิตคือกามตัณหา. ทรัพย์สมบัติหมวดที่ ๒ ของชีวิต ก็คือ ภวตัณหา แสวงหาสิ่งสนองความอยาก ให้แก่ภพ, ภพคือความมี ความ เป็น. ข้อนี้มีภวราคะเป็นมูลเหตุ, ข้อหนึ่งมีกามราคะเป็น มูลเหตุ ข้อสองมีภวราคะเป็นมูลเหตุ ; แล้วก็ทำด้วย สัสตทิฏฐิ
น.44 ๓๘ ตัวกูมีอยู่ ตัวกูจะต้องมีตลอดไป, มันได้อาศัยสัสตทิฏฐิ มัน จึงมีทรัพย์สมบัติหมวดที่ ๒ คือ ภวตัณหา. เป็นเรื่องของการได้เป็นนั้นได้เป็นนี่, ได้เป็นนั่น ได้เป็นนี่ แล้วก็ ยกหูชูหาง. แม้แต่ได้เป็นครูบาอาจารย์ ไม่ยกเว้นอาตมานะ, เป็นครูบาอาจารย์แล้วก็อยากจะเป็น, อยากจะเด่น อยากจะดัง อยากจะเหนือใคร. มันมีภวราคะ อยากได้ อยากเป็น ยกหูชูหาง ไม่ยกเว้นแม้แต่อาจารย์ วิปัสสนาโว้ย, นี่ก็อยากจะยกหูชูหาง ว่าเป็นอาจารย์วิปัสสนา ผูกพันลูกศิษย์ ให้มอบตัวอย่างนั้นอย่างนี้ ไถนาบนหัวลูก ศิษย์ ทำนาบนหัวลูกศิษย์, นี่ก็ภวตัณหา. ภวตัณหา มาจากภวราคะ เป็นไปด้วยอำนาจของ สัสตทิฏฐิ นี้เป็นเรื่องของอัตตา, กามตัณหาเป็นเรื่องอัตนียา เอามาเป็นของกู, ภวตัณหาเป็นตัวอัตตาเอง เป็นตัวกู เป็น ตัวกู เพื่อจะได้ยกหูชูหาง นี้ก็เป็นอัตตา. ทีนี้สมบัติที่ ๓ ของชีวิต ก็คือ วิภวตัณหา ปุถุชน ก็มีตัณหาครบสาม กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา. วิภวตัณหา ไม่ใช่เรื่องถูกเรื่องดี ; อาจจะเอาไปสับสนปนเปกันก็ได้ ว่า
น.45 ๓๙ วิภวตัณหาหมายถึงนิพพาน แล้วมันบ้าเลย. ความอยากที่ไม่ เป็นอย่างที่ไม่อยากไม่ปรารถนา นี้เป็นวิภวตัณหา, มัน แสวงหา สิ่งที่สนองความอยากในแง่ลบ. กามตัณหา ภวตัณหา แสวงหา สิ่งสนองความอยากในแง่บวก ; เดี๋ยวนี้แสวงหาในแง่ลบ เป็นวิภพ แปลว่าปราศจากความมีความเป็น. โดยเหตุที่มัน เป็นผลิตผลของ อุจเฉททิฏฐิ, อุจเฉททิฏฐิมาจากความเห็น ว่าขาดสูญ จึงได้เกิดวิภวตัณหา. ฉะนั้น มันจึง โกรธง่าย เกลียดง่าย อิจฉาริษยาง่าย ก็ด้วยวิภวตัณหา, นี่สมบัติที่ ๓. ชีวิตนี้ อายุนี้ ตัวกูนี้ มีสมบัติอยู่ ๓ กอง : กองที่ ๑ คือ อารมณ์ของกามตัณหา หรือตัวกามตัณหาเอง, กองที่ ๒ คือ อารมณ์ของภวตัณหา หรือตัวภวตัณหาเอง, กองที่ ๓ คือ อารมณ์ของวิภวตัณหา หรือตัววิภวตัณหาเอง, มันเป็นเศรษฐีมหาศาล มี ๓ ตัณหาเป็นสมบัติของ มัน, นี่อายุ อายุ อายุ คุณเอากับมันดูซิ ถ้ามันไม่ไหว สู้ไม่ไหว มาคิดเลิกกันเถอะ มาคิดเลิกกันเถอะ. นิรตัณหา, นิตัณหา ตัณหาที่สี่. ทีนี้อยากจะพูดเสียเลย ถึงสิ่งที่มันนอกออกไปจาก สมบัติ ๓ กองนี้ ซึ่งอายุไม่มี. กามตัณหานั้นอย่างหนึ่ง, ภว-
น.46 ๔๐ ตัณหานั้น อย่างหนึ่ง, วิภวตัณหาอีกอย่างหนึ่ง เป็น ๓ ตัณหา. ทีนี้สิ่งที่ ๔ ซึ่งที่ไม่รวมอยู่ในวงนั้น เรียกว่า นิตัณหา, นิรตัณหา (นิระตัณหา) คือ ไม่มีตัณหา, นิร- ตัณหา ไม่ใช่ตัณหานะ มันไม่มีตัณหานะ นิรตัณหาหรือ นิตัณหา. เมื่อมีอต้มมยตาแล้ว มันไม่มีตัณหาอะไรเหลือ หมดตัณหาก็นิตัณหา, นิรตัณหา. อัตตา อนัตตา นิรัตตา และตัณหาทั้งสี่. ชุดแรก กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ๓ ตัณหา มันเต็มไปด้วยตัณหา, ส่วนอันนี้เรียกนิตัณหา ไม่มีตัณหา ด้วยอำนาจของ อตัมมยตา เป็นธรรมที่ทำลายตัณหา ทำลาย กิเลส ทำลายอวิชชา, นี่มันมาจาก อนัตตา. เป็นกามหรือ เป็นภพหรือเป็นวิภพ ก็มาจาก อัตตา และ นิรัตตา; แต่ ถ้าเป็นนิรตัณหาแล้ว มันมาจากอนัตตา. คงจะฟังยากนะ, แต่ขอให้ทนฟังสักหน่อยว่า ถ้ามาจากตัณหาก็เป็นกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ; นิรตัณหา คือ หมดตัณหา. ถ้ายังเป็นตัณหาก็มาจากอัตตาก็ได้ คือ มีอัตตา แล้ว ต้องการอย่างนั้นอย่างนี้, มาจากนิรัตตาก็ได้ คือไม่มีอัตตาเอา
น.47 ๔๑ เสียเลย เป็นอุจเฉททิ ฏฐิ มันก็เป็นตัณหาได้ มันมาจากนิรัตตา. ฟังดูยุ่ง ๆ มันหลายตา, แต่ถ้ามันถูกต้องอยู่ตรงกลาง อยู่ตรง กลางถูกต้องเป็นพุทธบริษัท มันไม่มีตัณหา อันนี้ มาจาก อนัตตา. สุดซ้ายโต่งนี้อัตตา, อัตตา อัตตา บรมอัตตาเลย อัตตาเต็มที่เลย ; สุดขวานี้ไม่มีอัตตา ไม่มีอะไรเลย ไม่มี อะไรโดยประการทั้งปวง, สพฺพํ นตฺถิ สิ่งทั้งปวงไม่มี ขาดสูญ, นี้นิรัตตา. ทางซ้ายอัตตา, ทางขวานิรัตตา ตรงกลาง ๆ นี้คือ อนัตตา. อนัตตานี้จะช่วยทำลายตัณหา คือ อัตตาซึ่งมิใช่ อัตตา. ฝ่ายหนึ่งมีอัตตาเต็มที่ อัตตาของความโง่เต็มที่, ฝ่ายนี้มีนิรัตตา ไม่มีอัตตาอะไรเลยของคนโง่ ; แต่คนฉลาด ว่ามันมีอัตตาตามที่พูดกันอยู่ พูดจากันอยู่ พูดว่าอัตตา อัตตา อัตตา. พระอรหันต์ก็พูดคำนี้ เมื่อพูดโดยสมมติ ท่านก็ พูดคำนี้ ; แต่ว่าอัตตาตัวนี้ มิใช่อัตตา มิใช่อัตตา คือเป็น อนัตตา. ช่วยจำกันไว้แม่น ๆ ว่า อนัตตา นั้นแปลว่ามิใช่ อัตตา อย่าไปแปลว่าไม่มีอัตตา มันจะโง่ไปเสียอีก. มันมี อัตตาซึ่งมิใช่อัตตา, มี ตัวตน ซึ่งมิใช่ตัวตน เป็นตัวตน
น.48 ๔๒ ที่เขาพูดกันตามธรรมดาชาวบ้านพูด ตัวตนนี้มิใช่ตัวตน, นี้ เรียกว่า อนัตตา มิใช่ตัวตน มิใช่ตัวตน. อัตตาก็เป็นฝ่าย บวกไป ให้เกิดความรู้สึกตัวตนฝ่ายบวก, นิรัตตาก็ไม่มีตัวตน ไป ก็เกิดความรู้สึกฝ่ายลบ, ตรงกลางไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่อัตตา มันจะมีอะไรสักเท่าไร มีมากมายสักเท่าไร มันก็ไม่ใช่อัตตา. ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ต้องแปลว่า ธรรมทั้งปวงมิใช่อัตตา, ธรรมทั้งปวงมิใช่อัตตา อย่าไปพูดว่าไม่มีอะไรเสียเลย. มันมีอัตตาโง่ที่ใช้พูดกันอยู่, ทุกคนต้องพูดทั้งนั้น เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ก็ต้องพูดด้วยคำว่า อัตตา อัตตา มาแต่ไหนแต่ไร, เมื่อพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ จะต้องพูดกับคนธรรมดา ท่านก็ต้องพูดคำนี้เหมือนกันแหละ พูดว่าอัตตาเหมือนกัน ; แต่ท่านไม่ได้ถือตามความหมาย ไม่ได้ยึดถือความหมายเหมือนคนทั่วไปเขาถือ. ถ้าจำคำ ๓ คำนี้ไว้ได้เป็นอย่างดีแล้ว เรื่องจะไม่ ฟันเฝื่อ ฝ่ายนี้มันบ้าว่ามีอัตตาสุดโต่ง, ฝ่ายนี้มันบ้าว่าไม่มี อะไรเลย ไม่มีอัตตาเลย, ตรงกลางนี้เป็น สัมมาทิฏฐิ มี อัตตาที่มิใช่อัตตา. ฝ่ายซ้ายสุดโต่งนี้เป็น สัสตาทิฏฐิ มี อัตตา, สุดโต่งฝ่ายขวานี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็น อุจเฉททิฏฐิ
น.49 ๔๓ ไม่มีอัตตา ; แต่ตรงกลางนี้ มีอัตตาซึ่งมิใช่อัตตา. มี อัตตาแต่เพียงสำหรับพูดจาพอรู้เรื่อง แล้วมันมิใช่อัตตา, ตรง นี้เรียกว่าเป็น อนัตตา. สุดฝ่ายนี้มีอัตตา สุดฝ่ายนี้มีนิรัตตา ตรงกลางมี อนัตตา, อนัตตานั่นแหละช่วยได้ เอามาเป็นเครื่องมือเลิกอายุ ได้ คือมันไม่มีตัวตน ซึ่งเป็นตัวตนโดยแท้จริง, มันก็สามารถ ที่จะเลิกอัตตาเสียได้ โดยประการทั้งปวง คือทำให้เกิด นิร- ตัณหา. อนัตตาทำให้เกิดนิรตัณหา คือไม่มีตัณหา, ส่วน อัตตาทำให้เกิดกามตัณหาบ้าง ภวตัณหาบ้าง, นิรัตตาก็ให้เกิด วิภวตัณหา ; ๒ ข้างนี้ทำให้เกิดตัณหาแต่ละชนิด ตรงกลาง คืออนัตตา ไม่ให้เกิดตัณหาใด ๆ. อตัมมยตา, นิรตัณหา สมบัติของอริยชน. เมื่อเป็นไปถึงที่สุดแล้ว ก็จะเรียกว่า อตัมมยตา ภาวะแห่งจิตใจที่อะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้ ตัวหนังสือ แปลว่าอย่างนั้น, พวกอรรถกถาจารย์ขี้เกียจอธิบาย หรือ อธิบายไม่ถูกก็ไม่รู้จึงว่า นิตัณหาเฉยๆ ไม่มีตัณหาเฉย ๆ
น.50 ๔๔ แปล อตัมมยตา ว่า นิตัณหา. อตัมมยตาแปลว่าไม่มีอะไร ปรุงแต่งได้, ภาวะของจิตที่ไม่มีอะไรจะปรุงแต่งให้เป็นบวก หรือเป็นลบได้, นี่ขอให้มีอันนี้แหละเป็น สมบัติของอริยชน เป็นสมบัติของความไม่มีตัณหา. ถ้าปุถุชนก็มีกามตัณหา ภว- ตัณหา วิภวตัณหา, ถ้าเป็นอริยชนก็เอียงไปในทางนิตัณหา นิรตัณหาขึ้นไปตามลำดับ ๆ ๆ จนหมด หมดตัณหา โดย ประการทั้งปวง. เดี๋ยวนี้เราไม่เห็น โทษของอัตตา ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่ง ตัณหา ๒ ชนิดคือ กามตัณหา และ ภวตัณหา, ไม่เห็น โทษ ของนิรัตตา ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งตัณหา ๑ ชนิด คือ วิภวตัณหา, แล้วเราก็ไม่เห็น พระคุณของนิรตัณหา คือไม่มีตัณหา เพราะ อำนาจของการเห็นอนัตตา. อนัตตาเป็นที่พึ่ง, อนัตตาจะแก้ปัญหาได้หมดทุก อย่างทุกประการ ไม่ว่าปัญหาโลก ปัญหาธรรม ปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจแก้ได้. แต่คนโง่ไม่รู้จักใช้โว้ย! ทั้งโลกนี้ ไม่รู้จักใช้สิ่งประเสริฐสูงสุด ที่จะแก้ปัญหาให้หมดไป ในโลก มันมีอัตตา มีความเห็นแก่ตัว มันก็เต็มไปด้วยปัญหานานา
น.51 ๔๕ ชนิด, โลกนี้ก็เต็มไปด้วยวิกฤตการณ์เลวร้าย ไม่มีความ สงบสุข. ขอให้ศึกษาให้ดีจนรู้จักอนัตตา แล้วจะรู้จักนิรตัณหา หรืออตัมมยตา , อตัมมยตา. ช่วยจำคำนี้ไว้มันแปลกอยู่ แล้ว มันจะแก้ปัญหาได้. หลักปฏิบัติเกี่ยวกับอัตตา นิรัตตา และอนัตตา. เราต้องสู้รบกับมัน เราจะต้องสู้รบกับสิ่งเหล่านี้ ถ้าว่ายังมีชีวิตอยู่ ยังหลงใหลชีวิตอยู่สักเท่าไร ก็ต้องสู้รบกับ มันเท่านั้นแหละ, หลงใหลในชีวิตมากก็ต้องสู้รบมาก. สู้รบ กับ อัตตา อัตตามันจะให้มีตัวตนอย่างนั้น จะให้มีตัวตน อย่างนี้, จะยกหูชูหางอย่างนั้น จะยกหูชูหางอย่างนี้ อัตตา มันต้องการอย่างนี้ ; เราต้องสู้มันคือ ไม่ยอมทำตามมัน. ส่วน นิรัตตา มันก็จะไม่ให้มีอะไรเสียเลย, ไม่ถืออะไรเสียเลย ไม่ยึดถืออะไรเลย นี่นิรัตตา. ต้องต่อสู้กับมัน ไม่ยอมเชื่อมัน กูไม่เชื่อมึง คือมันมีสิ่งที่ทุกคนถือว่าเป็นอัตตา แม้จะเป็นเรื่อง หลอกอยู่ มันก็มีอยู่อย่างหลอก ๆ ผีก็มีอย่างผี มีอย่างหลอก ๆ, นิรัตตานี้มันก็มีอย่างหลอก ๆ มีอย่างที่ว่าผีหลอก. ต่อสู้กับ
น.52 ๔๖ อนัตตา อีกทีหนึ่ง ก็เพราะว่าเราไปหลงว่ามีอัตตา แท้จริง มันเป็นอนัตตา, เราจะ ต้องต้อนรับ ทุกสิ่ง ๆ ซึ่งเป็นอนัตตา ให้ถูกต้อง ก็คือ อย่าไปยึดถือสิ่งใดว่าเป็นอัตตา. นี่มนุษย์ที่ฉลาด, มนุษย์อริยเจ้า, มนุษย์อริยชน เขามีกันแต่อัตตาซึ่งมิใช่อัตตา เพราะปากมันยังต้องพูดอยู่ว่า ตัวฉัน ของฉัน ปากยังต้องพูดอยู่. แม้สัญชาติญาณที่จะเกิด เองโดยลำพังในจิตใจ มันก็จะต้องเกิดรู้สึกว่าอัตตา อัตตาอยู่ แต่สติปัญญามันรู้ทันว่า โอ้ อัตตาของแกมันไม่ใช่อัตตา อัตตาหลอก มันไม่ใช่อัตตา. ให้เห็นอนัตตา ในลักษณะอย่างนี้ ก็จะก้าวไปหาธรรมะสูงสุด คือจะบรรลุนิพพาน จะเป็นไป ในทางบรรลุนิพพาน. มนุษย์โง่ไม่อาจจะต่อสู้อัตตาและนิรัตตา มันหลอก ให้เป็นอย่างนั้น มันหลอกให้เป็นอย่างนี้, บวกบ้างลบ บ้าง บวกบ้างลบบ้าง. เลิกอัตตาเสีย เลิกอัตตาเสีย มันก็ หมดปัญหา ไม่ต้องมีการต่อสู้ให้ยุ่งยาก ลำบาก หนวกหู เปล่า ๆ เลิกอัตตาเสีย ก็ไม่ต้องต่อสู้กับอะไร. ทั้งหมดนี้ ท่านทั้งหลายฟังดูให้ดี ๆ มันเป็นเพียง อารัมภกถา, เราจะพูดเรื่องเลิกอายุ ก็พูดอารัมภกถากันเสีย
น.53 ๔๗ ก่อน ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว กินเวลา ๒ ช.ม. อารัมภกถากิน เวลา ๒ ช.ม. ถ้าฟังไม่ออก ฟังไม่เข้าใจ อาตมาก็เป่าปี่ให้ เต่าฟัง, ทำอย่างไรได้ มันจะทำอย่างไรได้ มันไม่ฟัง หรือ ฟังไม่ออก พังไม่ถูก มันก็เป็นเรื่องเป่าปี่ให้เต่าฟัง. แล้ว ยมบาลจะเขกหัว ว่าใช้เงินไม่คุ้มค่า เสียค่ารถ เสียค่าเรือ มีความลำบากยุ่งยาก, มาสวนโมกข์ ไม่ได้รับอะไรที่เป็น ประโยชน์ ไม่คุ้มค่า เป็นพวกใช้เงินไม่คุ้มค่า ยมบาลก็ตีศีรษะ. นี่น่ากลัวไหม การที่ไม่รู้ธรรมะ พึ่งธรรมะไม่ออก มันไม่ได้ รับประโยชน์อะไร ; ห้ามว่า อย่ามาก็ไม่ฟัง ถ้ามาแล้วต้องรับ ผิดชอบตัวเองนะ ต้องให้ได้อะไรที่คุ้มค่า ได้อะไร ๆ ที่มันคุ้มค่า กลับไป จึงจะยุติธรรม. อารัมภกถาของการเลิกอายุ มีอย่างนี้.
Buddhadasa