Buddhadasa.org
หนังสือพระรัตนตรัยนั่นแหละคือตัวพุทธศาสนา › อ่านฉบับเต็ม

📖 พระรัตนตรัยนั่นแหละคือตัวพุทธศาสนา

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — พระรัตนตรัยนั่นแหละคือตัวพุทธศาสนา

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.7 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย , ธรรมเทศนาเป็นคำรบที่ ๒ นี้ * ขอแสดงโดยแบบ ปาฐกถาธรรม เพราะจะเป็นการสะดวกกว่า และมีประโยชน์ กว่า แก่ผู้ฟัง โดยเฉพาะที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับการฟัง. เดี๋ยวนี้ ในโลกหรือในบ้านเมืองเรา นิยมการทำอะไรที่มันเป็นการ เศรษฐกิจเสียหมด คือไม่ให้เสียเวลามาก ไม่ให้เสียสิ่งของ มาก ไม่ให้เปลืองอะไรมาก ให้ได้ผลดีเต็มที่, การที่ทำให้มัน ฟังง่าย เข้าใจง่ายนี้ ก็เป็นเรื่องเศรษฐกิจด้วยเหมือนกัน คือ มันจะเสียเวลาน้อย เสียแรงงานน้อย ความลำบากมีน้อย. ฉะนั้นเราจึงหาวิธีพูดที่สำเร็จประโยชน์ โดยไม่ต้องลำบากมาก ทั้งแก่ผู้ฟังและผู้แสดง, ดังนั้นการแสดงธรรมในรูปแบบที่ * อาสาฬหบูชาเทศนา กัณฑ์ที่ ๒, ๕ กรกฎาคม ๒๕๒๕.

น.8 ๒ เรียกว่าปาฐกถาธรรมก็เกิดขึ้นมา และก็กำลังใช้กันอยู่ ใน โอกาสนี้ ก็จะแสดงโดยแบบนี้ ไม่ใช่โดยแบบเทศนาตาม ประเพณี. ดังนั้นจะบอกหัวข้อของการแสดงในวันนี้ว่าคืออะไร, หัวข้อการแสดงก็บอกได้สั้น ๆ ว่า พระรัตนตรัยนั่นแหละ คือตัวพระพุทธศาสนา. ท่านฟังให้ดี ให้เข้าใจและมองเห็น ชัดว่า ที่เราเรียกกันว่า พระรัตนตรัยนั่นแหละ คือตัวพระ พุทธศาสนา ต้องเป็น พระรัตนตรัยจริง ไม่ใช่พระรัตนตรัย แต่ปากว่า หรือเป็นเพียงคำพูด หรือเป็นเพียงวัตถุ. พระ- รัตนตรัยจริงจะเป็นอย่างไร ? เราก็กำลังจะพูดกันอยู่เดี๋ยวนี้, เมื่อเข้าใจแล้วก็จะเห็นได้ว่า ที่เรียกว่าพระรัตนตรัยนั่นแหละ คือตัวพระพุทธศาสนาที่แท้จริงอีกเหมือนกัน. พุทธศาสนามีทั้งเนื้อแท้และเปลือก. พระพุทธศาสนานี้ก็มีตัวจริง ที่เป็น เนื้อแท้ ก็มี เป็นเพียง เปลือก ก็มี. ท่านลองคิดดู, เดี๋ยวนี้คนเห็นว่ามีวัด- วาอาราม มีโบสถ์วิหาร มีพระเจดีย์ สร้างขึ้นมากมายใหญ่โต มโหฬารรุ่งเรือง เขาก็พูดว่า พระศาสนาเจริญ, เดี๋ยวนี้เขา

น.9 ๓ มักจะพูดกันอย่างนั้น หรือว่าแม้ที่สุดแต่ว่าเห็นพระเหลือง ๆ มาก ๆ เต็มไปหมด ก็ว่าพุทธศาสนาเจริญ. ถ้าใครคิดอย่างนี้ ก็อยากจะให้คิดดูเองเสียใหม่ต่อไป ว่า สิ่งที่ก่อสร้างมากมาย โบสถ์ พระเจดีย์ วิหาร เหล่านี้ มัน เป็นสัญลักษณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง, อย่างมากก็เป็นเพียงสำนัก งาน สำนักงานหรือออฟฟิศที่ทำงานเท่านั้น ; แม้จะมีโบสถ์ วิหาร พระเจดีย์มาก ก็ยังไม่ใช่ตัวพระพุทธศาสนามากหรือ เจริญ มันอาจจะเป็นเพียงว่าเจริญเปลือก เปลือกเจริญ หรือสัญลักษณ์ที่สร้างขึ้นได้นี้มันเจริญ. แม้มีพระสงฆ์มาก ๆ แต่ถ้า พระสงฆ์ไม่มีธรรมะ ก็เป็นเปลือกของพระสงฆ์ เหมือนกัน, ลูกชาวบ้านเอามา บวชเข้า ให้เหลืองเยอะแยะไปหมด มันก็เป็นลูกชาวบ้านอยู่ นั่นแหละ จะเป็นพระสงฆ์ที่มีการประพฤติปฏิบัติดี เป็น สุปฏิปันโน สามีจิปฏิปันโน ไม่ได้ ; มันก็ไม่มีพระสงฆ์ที่ แท้จริง มีแต่เปลือกของพระสงฆ์. ทีนี้พระธรรม แม้ว่าจะมีพระไตรปิฎกพิมพ์ขึ้นมาก พิมพ์ขึ้น ๆ เป็นหนังสือ เป็นใบลาน เป็นอะไรมาก ; แต่ถ้าไม่

น.10 ๔ สำเร็จประโยชน์. คือ ไม่มีการประพฤติปฏิบัติแล้ว มันก็ เป็นเปลือกของพระธรรม เหมือนกัน อย่างตู้พระไตรปิฎก มันก็เป็นสัญลักษณ์ของพระธรรม ; ถ้าอนุญาตให้พูด ก็จะ พูดว่า ก็เป็นเพียงเปลือกของพระธรรม เป็นรังของพระธรรม ไม่ใช่ตัวพระธรรมจริง, เหมือนกับรังนกนี้ อาจจะเหลือแต่ รังนกก็ได้ ไม่มีตัวนก อย่างนั้นแหละ. ฉะนั้น อย่าได้คิดว่า พระพุทธศาสนาเจริญ เมื่อมี พระพุทธรูปมาก พระเจดีย์มาก โบสถ์วิหารอะไรมาก หรือว่า เมื่อมีพระไตรปิฎกพิมพ์ขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง หรือว่า มีพระบวช ให้เหลืองไปหมด ทั้งบ้านทั้งเมือง, นี้ก็ไม่เป็นการแน่นอน ว่าพระพุทธศาสนาเจริญ. ต้องตรวจดูว่า สิ่งเหล่านั้นได้ทำ หน้าที่หรือเปล่า, วัดวาอารามได้ทำหน้าที่หรือเปล่า โบสถ์ วิหารพระเจดีย์ได้ทำหน้าที่ถูกต้องหรือเปล่า พระคัมภีร์นี้ได้ ทำหน้าที่ถูกต้องหรือเปล่า คือเอามาศึกษากันจนรู้ จนเข้าใจ และจนปฏิบัติได้ ; ไม่ใช่สร้างพระคัมภีร์ ไว้สำหรับให้หนูกิน ให้ปลวกกัด หรือเป็นรังมด อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่โดยมาก, บางแห่งเก็บพระคัมภีร์ใบลานเอาไว้บนขื่อเต็มไปหมด สำหรับ หนูกิน สำหรับปลวกกิน.

น.11 ๕ นี่ ขอให้คิดดูให้ดี บางคนอาจจะคิดว่า สิ่งเหล่านี้ เป็นพระพุทธศาสนา ; อาตมากำลังบอกว่า พระรัตนตรัย นั่นแหละคือพระพุทธศาสนา และต้องเป็นพระรัตน- ตรัยจริง, พระพุทธจริง พระธรรมจริง พระสงฆ์จริง. ฉะนั้น ขอให้ดูเป็นเรื่อง ๆ ไปว่า พระพุทธคืออะไร, พระธรรม คืออะไร, พระสงฆ์คืออะไร, อยู่ที่ไหนและเมื่อไร ? อย่างนี้ เป็นต้น. พระพุทธเจ้าที่แท้จริง คือ ปัญญาที่รู้ธรรมะ. เมื่อพูดถึงพระพุทธเจ้าโดยทั่วไปภาษาธรรมดา หมาย ถึงบุคคลผู้ค้นพบพระธรรม, พระธรรมเป็นสัจจะของ ธรรมชาติ ลึกซึ้ง ไม่มีตัวตนเป็นวัตถุ จึงกระทำกันแต่ด้วย ปัญญา, พระพุทธเจ้า คือผู้ค้นพบพระธรรม ดังนั้น พระ พุทธเจ้าแท้จริงก็คือปัญญา ที่ค้นพบพระธรรม ที่รู้พระ ธรรม. บุคคลส่วนตัวพระองค์นั้นก็เหมือนกับคนทั่ว ๆ ไป ร่างกายเหมือนกับคนทั่วๆ ไป; แต่ว่าในร่างกายที่เป็นพระ- พุทธเจ้านั้น มีสิ่งที่เรียกว่าปัญญา มีจิตที่สามารถจะรู้อะไรได้.

น.12 ๖ ฉะนั้นท่านดูให้ดีว่า จะอยู่ที่ตัวปัญญา หรืออยู่ที่ตัวจิต หรืออยู่ ที่ตัวร่างกาย, พระพุทธเจ้าพระองค์จริงนั้น อยู่ที่ตัวร่างกายของ พระสิทธัตถะ หรือว่าอยู่ที่จิตของพระสิทธัตถะ หรือว่าอยู่ที่ตัว ปัญญาซึ่งอยู่ที่จิตของพระสิทธัตถะ, ถ้าให้เลือกเอาสักอย่าง หนึ่ง จะเลือกเอาอย่างไหน ? ถ้าโดยพฤตินัยมันก็ต้องอยู่ด้วยกัน มันต้องมีจิตให้ เป็นที่ตั้งของปัญญา แล้วก็มีร่างกายให้เป็นที่ตั้งของจิต ; เรา จึงรวมเอาหมดทั้งองค์ องค์พระสิทธัตถะที่เป็นพระพุทธเจ้า แล้ว ว่าเป็นพระพุทธเจ้า. แต่ถ้าเอาอย่างนี้ก็หมายความว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว นิพพานแล้ว เผาแล้ว มันก็จะเสีย พระพุทธเจ้าไปไม่มีเหลือ, นี้ก็ไม่ถูก. เราควรจะใคร่ครวญดู จนให้เห็นชัดว่า ความสำเร็จประโยชน์มันอยู่ที่ตรงไหน ปัญญา คืออะไร. การเกิดของพระพุทธเจ้าเป็นการเกิดทางจิตใจ. พระสิทธัตถะเกิดมาจากท้องพระมารดา โดย การเกิดธรรมดาที่เรียกว่า ชลาพุชะ ขลาพุชะ-เกิดในน้ำ เหมือนกับสัตว์ทั่วไป, พระสิทธัตถะเกิดมาจากท้องพระมารดา

น.13 ๗ โดยวิธีชลาพุชะ เหมือนคนทั่วไป; แต่พอ พระสิทธัตถะจะ เกิดเป็นพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าจะเกิดมาจากพระ สิทธัตถะนั้น กลับเกิดโดยวิธีที่เรียกว่า โอปปาติกะ. โอป- ปาติกะที่เขาพูดกันนั่นแหละ แต่เขาหมายความอย่างอื่น หมายความว่าสัตว์ที่เป็นอะไรก็ไม่รู้ เป็นผี เป็นสาง เป็น เทวดาอะไรพวกโน้น. เราอยากจะมองว่า โอปปาติกะนี้คือ เกิด โดยจิต โดยทางจิต สมตามที่เขากล่าวว่า โอปปาติกะนั้น ไม่ ต้องมีพ่อ ไม่ต้องมีแม่ ผสมพันธุ์กัน ตั้งครรภ์แล้วเป็นทารก แล้วค่อย ๆ เติบโตขึ้นมา, โอปปาติกะหมายความว่า ผลุงขึ้น มาก็เกิดแล้ว เป็นสมบูรณ์แล้ว เป็นโตเต็มที่แล้ว นี่เรียกว่า โอปปาติกะ, เมื่อพระสิทธัตถะจะเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ก็เกิด โดยวิธีนี้. ขอให้สังเกตดู ครูบาอาจารย์บรรพบุรุษของเรา ท่าน ใช้คำถูกต้องนะ ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุปัตติ คืออุบัติขึ้นมา ในโลกนี้, ท่านใช้คำว่าอุบัตินะ ไม่ใช่ ชา-ติ นะ พระพุทธ- องค์ทรงอุบัติ ขึ้นมาในโลกนี้ เสด็จอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ ; คำว่าโอปปาติกะ อุปปาติกะ คำเดียวกันกับคำว่าอุบัติ. พระ พุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ คือเกิดโดยวิธีที่ผลุงขึ้นมา

น.14 ๘ ก็เป็นพระพุทธเจ้า เพราะเกิดจากพระสิทธัตถะ เมื่อตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า ; ส่วนพระสิทธัตถะเองนั้นต้องเกิดจากท้อง พระมารดา เกิดอย่างชลาพุชะเหมือนคนทั่วๆ ไป. พุทธบริษัทจะต้องมีการเกิดทางจิตใจ. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องเข้าใจ เพราะว่าเราก็จะต้อง เกิดอย่างนั้น มิฉะนั้นก็จะ เป็นพุทธบริษัทโง่ไปจนตาย. ขออภัยพูดหยาบคายหน่อย ว่ามิฉะนั้นก็จะโง่ไปจนตาย, ถ้าจิตใจมันไม่เปลี่ยนไปเป็นจิตใจอย่างอื่น ในรูปแบบอื่นแล้ว มันก็ไม่ได้เกิด ก็เป็นอุบาสกโง่ อุบาสิกาโง่ คือว่ามัน เป็นแต่เปลือก ไม่ได้เป็นอุบาสกอุบาสิกาโดยเนื้อใน, เพราะว่าข้างในมันไม่ได้เกิดเป็นอุบาสก ไม่ได้เกิดเป็นอุบาสิกา ยังเป็นนาย ก. นาย ข นาย ง ตาสี ตาสา ยายมี ยายมาอยู่ นั่นแหละ มันจะเป็นอุบาสกอุบาสิกาไปไม่ได้. มันต้องรู้จน มีการเปลี่ยนแปลงในทางจิตใจ เป็นจิตใจใหม่ขึ้นมา, เกิดทาง จิตใจอย่างนี้ เรียกว่าโอปปาติกะ ไม่ต้องเกิดเป็นเด็กก่อน ไม่ ต้องอาศัยพ่อแม่ทางเพศ จิตมันเกิดผลุงขึ้นมา, พอคิดอย่าง โจรก็เกิดเป็นโจร คิดอย่างอันธพาลก็เกิดเป็นอันธพาล คิด

น.15 ๕ อย่างคนดีก็เกิดเป็นคนดี คิดอย่างคนชั่วก็เกิดเป็นคนชั่ว ผลุง ขึ้นมาเลย, นี่เรียกว่าเกิดโดยจิตใจ ที่เรียกว่า อุปัตติ หรือ โอปปาติกะ. ขอให้ทุกคนพยายามที่จะทำตน ให้ได้เกิดโดยวิธี โอปปาติกะนี้กันให้จริง ๆ มีจิตใจรู้จักพระรัตนตรัย เข้าถึง แล้ว ก็เกิดเป็นอุบาสกหรืออุบาสิกาขึ้นมาทันที ไม่ใช่เป็นแต่ชื่อ ไม่ใช่เป็นแต่ทะเบียน. จะเป็นพระเป็นเณรก็เหมือนกันแหละ มันต้องมีจิตใจเป็นพระเป็นเณร, มีจิตใจเป็นพระก็เกิดเป็น พระ มีจิตใจเป็นเณรก็เกิดเป็นเณร ; ถ้าจิตใจยังเป็นชาวบ้าน อยู่ มันก็ยังเป็นชาวบ้านอยู่นั่นเอง แม้จะครองจีวรสีเหลือง ก็เป็นพระไปไม่ได้, เพราะในจิตใจมันยังเป็นชาวบ้านอยู่, ยัง เห็นแก่กิน ยังเห็นแก่กาม ยังเห็นแก่เกียรติ ยังนอนฝันอย่าง ชาวบ้านอยู่ มีกิริยาอาการ พูดจาอะไรก็ยังคล้ายชาวบ้าน อยู่, อย่างนี้มันก็เป็นพระไปไม่ได้ เพราะมันไม่ได้เกิดทางใจ มัน ไม่ได้เกิดข้างใน มันก็เท่าเดิม เพียงแต่เอาผ้าสีอื่นมานุ่งมา ห่มเท่านั้นแหละ. ฉะนั้น ขอให้สนใจคำว่าเกิดไว้ให้ดี ๆ เกิดภาษาคน มันก็เกิดจากท้องแม่ เกิดโดยอาการของเพศหญิงเพศชาย

น.16 ๑๐ ผสมกันเกิดออกมา นี้เป็นการเกิดธรรมดา ถ้าจิตใจเกิด นี้ เรียกว่า เกิดทางนามธรรม เป็นโอปปาติกะ, เราจึงเกิดได้มาก เกิดได้เร็ว วันหนึ่งเกิดหลายหนก็ได้ คิดดีเกิดเป็นคนดี คิด ชั่วเกิดเป็นคนชั่ว, หรือว่า เอาหน้าที่การงานเป็นหลักก็ได้ คนนี้เป็นชาวนา เป็นชาวไร่ เป็นพ่อค้า เป็นครูบาอาจารย์ เป็นอะไรก็ตาม ถ้าเขามีจิตใจอย่างนั้นจริงๆ เมื่อเขาทำหน้าที่ ของเขา เขาก็เป็นอย่างนั้นแหละ เกิดเป็นอย่างนั้นแหละ ; ถ้าว่าไม่ทำอย่างนั้น แม้จะเรียกว่าอย่างไร มันก็เป็นอย่างนั้น ไม่ได้. เช่นครูคนหนึ่งเป็นเพียงลูกจ้าง สอนหนังสือเอาเงิน เดือนกินไปวันหนึ่งๆ อย่างนี้ก็ไม่ใช่ครูดอก เป็นลูกจ้างรับจ้าง สอนหนังสือ เอาเงินเลี้ยงชีวิตไปวันหนึ่ง ๆ อย่างนี้ไม่ใช่ครู เป็นคนรับจ้าง จะเรียกว่ากรรมกรชนิดหนึ่งก็ได้ สอนหนังสือ หากิน. แต่ถ้าว่าเขาทำหน้าที่อย่างครู มีจิตใจอย่างครู มีเมตตา มีกรุณา รักศิษย์เป็นที่ยิ่ง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตใจ นั่นแหละ เป็นครู, เมื่อไรเขามีจิตใจอย่างนั้น เมื่อนั้นเขาก็เกิดเป็นครู ไม่ใช่ลูกจ้างสอนหนังสือหากิน. นี่ขอให้คิดดูว่า มันต่างกัน อย่างไร.

น.17 ๑๑ ขอให้พวกเรารู้จักเกิดทางจิตใจกันเสียให้มาก ๆ แล้ว ก็จะได้สำเร็จประโยชน์ เรื่องที่บ้านที่เรือนก็ดี เรื่องที่วัดที่วา ก็ดี รู้จักเกิดในทางจิตใจกันเสียใหม่เถิด ก็จะได้เป็นเช่นนั้น จริง. กฎอิทัปปัจจยตา คือธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และเคารพ. เดี๋ยวนี้พระพุทธเจ้า เมื่อเกิดเป็นพระสิทธัตถะออก มานั้น ก็เกิดอย่างธรรมดา จากท้องมารดา, พอเกิดเป็นพระ พุทธเจ้า ก็เกิดโดยวิธีโอปปาติกะหรืออุปัตติ ก็เป็นพระ พุทธเจ้า, นี้ฝ่ายจิตใจ ที่ประกอบไปด้วยปัญญา รู้แจ้งเห็นจริง ธรรมะสำหรับพระพุทธเจ้าจะรู้แจ้ง เมื่อรู้แจ้งด้วยตนเองก็ เรียกว่า สัมมา-สัมพุทธะ ; สิ่งที่ท่านรู้คือธรรมะอันสูงสุด. เมื่อตอนกลางวันก็พูดแล้วว่า ท่านตรัสรู้ธรรมะสูงสุด คือ กฎของธรรมชาติ ที่เรียกว่า กฎอิทัปปัจจยตา มาขยายความ ตีความเป็น อริยสัจ ก็ได้ เป็น ปฏิจจสมุปบาท ก็ได้ ท่าน ตรัสรู้ข้อนี้ รู้แจ้งข้อนี้ ก็มีการเกิดเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา เป็น พระพุทธเจ้าจริง.

น.18 ๑๒ ทีนี้ ท่านเคารพพระธรรมที่ท่านตรัสรู้ ; พระธรรม ที่ท่านตรัสรู้ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ใบลาน ไม่ใช่หนังสือ ไม่ใช่ คัมภีร์. คนบางคนยังไม่รู้ ก็ทราบเสียด้วยว่า พอพระพุทธเจ้า ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็ตั้งคำถามถามตัวเองว่า ต่อนี้ไปจะเคารพใคร ? นึกไป ๆ ที่ไหน ๆ ก็ไม่มีอะไรที่ควร จะเคารพ ในที่สุดก็ทรงพบว่า เคารพธรรมะที่ตรัสรู้เองนั้น แหละ พระพุทธเจ้าก็ตัดสินพระทัยเคารพพระธรรม ในระยะ ติด ๆ กันกับที่ตรัสรู้. พุทธศาสนามีกฎอิทัปปัจจยตาเป็นพระเจ้า. ธรรมะที่ตรัสรู้นั้น คือธรรมะสูงสุด คือกฎอิทัป- ปัจจยตา กฎที่ให้สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น, ก่อนนี้ไม่มีอะไรในสากล จักรวาล มีกฎอิทัปปัจจยตาบังคับให้เกิด เป็นดวงอาทิตย์ เป็นดาว เป็นอะไรขึ้นมา จนกระทั่งเป็นโลก กฎอิทัปปัจจยตา ทำให้เป็นอย่างนี้. กฎที่ว่า เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มี สิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็พลอยไม่มี คือเหตุปัจจัย นี่กฎอันนี้ที่ได้ตรัสรู้ขึ้นมา ; ก็เรียกว่าตรัสรู้ สิ่งซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสิ่งทั้งปวง สิ่งที่ควบคุม สิ่งทั้งปวง สิ่งที่ทำลายสิ่งทั้งปวง, สิ่งที่มีอยู่ในที่ทั่วไป สิ่งที่เป็น

น.19 ๑๓ ใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวง สิ่งที่รู้ไปเสียทุกสิ่ง คือกฎอิทัปปัจจยตา ซึ่ง อยากจะให้ถือว่า นี้คือ พระเจ้าในพระพุทธศาสนา. การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ทำให้พระองค์รู้จักสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งควรจะถือว่า เป็นพระเจ้าในพระพุทธศาสนา คือ กฎของธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่ากฎของอิทัปปัจจยตา ทำให้สิ่ง ต่าง ๆ เกิดขึ้น และเป็นไป และดับลง เกิดขึ้น เป็นไป ดับลง, เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป วนเวียนกันอยู่ ทุกอย่าง ทุก ๆ ปรมาณูที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาล ; กฎนี้ คือพระเจ้าของชาวพุทธ. ชาวพุทธมีพระเจ้าที่จริงแล้วถึง ขนาดนี้ ยังโง่ไปยึดพระเจ้าผี ๆ สาง ๆ เทวดา เทวะอะไรก็ไม่ รู้ ซึ่งไม่จริงเลย ไม่จริงเหมือนกฎอิทัปปัจจยตาที่สร้างโลก ที่ ควบคุมโลก ที่ทำลายโลกให้หมุนเวียนกันอยู่อย่างนี้ แล้ว สิงอยู่ในทุก ๆ ปรมาณูที่ประกอบกันขึ้นเป็นทุกสิ่ง, เรียกว่า สร้างทุกสิ่ง ควบคุมทุกสิ่ง จัดการอยู่ทุกๆ สิ่ง. ที่อยากจะอธิบายเรื่องว่า พระเจ้าสร้างโลก ก็คือ กฎอิทัปปัจจยตา ควบคุมอยู่ทุก ๆ ปรมาณู : ทำให้คนเกิดขึ้น มา ทำให้เด็กเกิดขึ้นมา ทำให้โตขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาว ทำให้

น.20 ๑๔ สืบพันธุ์ด้วยการสืบพันธุ์โดยกฎของอิทัปปัจจยตา ทำให้อยาก สืบพันธุ์แล้วก็สืบพันธุ์ แล้วเกิดทารกขึ้นมาใหม่โดยกฎของ อิทัปปัจจยตา, อย่างนี้แล้วไม่เรียกว่าพระเจ้าสร้างโลก แล้วจะ ให้เรียกว่าอะไร. ฉะนั้น กฎอิทัปปัจจยตาเป็นผู้สร้างโลก เป็นผู้ควบคุมโลก เป็นผู้ทำลายโลก เป็นคราว ๆ, แล้ว สร้าง แล้วควบคุม แล้วทำลาย. บางทีจะเรียกว่า กฎแห่งกรรม ก็ได้ กฎแห่งกรรม มีความอยาก ทำกรรม ได้รับผลกรรม มีความอยากแล้ว ก็ทำกรรม ได้รับผลกรรม, จะเรียกว่า กฎของไตรลักษณ์ ก็ได้ มันเป็นกฎเดียวกันแหละ, เรียกว่ากฎอิทัปปัจจยตาดี กว่า มันมีหน้าที่การงานที่น่าดูกว่า คือสร้างสิ่งทั้งปวงควบ- คุมสิ่งทั้งปวง ทำลายสิ่งทั้งปวง ควบคุมอยู่ในที่ทั่วไป ใน ทุก ๆ ปรมาณู : แม้ว่าเป็นปรมาณู ของอุจจาระ กฎอิทัป- ปัจจยตาก็ยังไปควบคุมอยู่ที่นั่นได้. พระนารายณ์ พระอิศวร พระพรหมไปควบคุมอยู่ที่นั่นได้หรือ ใครจะเชื่อ เพราะพูด อย่างบุคคล พระอิศวร พระนารายณ์เป็นอย่างบุคคล จะไป ควบคุมปรมาณูทุกปรมาณูในกองขี้หมาได้ อย่างไรเล่า. ฉะนั้น พระเจ้านั้นไม่ใช่พระเจ้าจริงหรอก พระเจ้าคนไม่รู้พูด ส่วน

น.21 ๑๕ พระเจ้านี้เป็นพระเจ้าที่คนรู้พูด, คนที่รู้ ค้นพบ แล้วก็สอนให้ รู้ ว่ากฎอิทัปปัจจยตาบันดาลให้เกิดอะไรก็ได้ ทุกสิ่งเลยไม่ยก เว้นอะไร ให้เกิดขึ้นมา แล้วก็ควบคุมอยู่ แล้วก็ทำลายไปเสีย ให้เกิดขึ้นมา ควบคุมอยู่ ทำลายไปเสีย. นี่ พระเจ้าของชาวพุทธ ไม่ใช่คน ไม่เป็นคน ไม่ เป็นเทวดา ไม่เป็นอะไรหมด เป็นกฎของธรรมชาติ คือ กฎอิทัปปัจจยตา, เรียกว่าพระเจ้า เพราะทำหน้าที่เหมือน พระเจ้าตามที่เขากล่าวทุกอย่าง แล้วเก่งจริงจนถึงกับพระ- พุทธเจ้ายอมเคารพ คิดดูซิ พระพุทธเจ้ายอมเคารพ แล้วเรา สาวกของพระพุทธเจ้าจะไม่เคารพ มันก็บ้าสิ้นดี. เราต้องรู้จัก กฎเกณฑ์ข้อนี้ คือกฎอิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท ให้ทุกข์ เกิดอย่างไร ให้ทุกข์ดับไปอย่างไร, เราต้องเคารพ คือ ประพฤติ ปฏิบัติให้ถูกต้อง แล้วก็ไม่ให้เกิดในฝ่ายผิด คือเป็นทุกข์ ให้เกิดในฝ่ายถูก คือไม่เป็นทุกข์. ทีนี้พระพุทธเจ้าในประวัติศาสตร์ ที่เรารู้จักกันนั้น ท่านเป็นคนแรกที่ค้นพบกฎนี้, ถ้าจะเรียกว่านักวิทยาศาสตร์ พระพุทธเจ้าก็เป็นยอดนักวิทยาศาสตร์ ค้นพบกฎนี้ ความจริง อันนี้ ที่ทำให้เกิดสิ่งทั้งปวง และนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนี้

น.22 ๑๖ เขายอมรับพระเจ้าชนิดนี้ได้; นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนี้ เขาไม่อาจจะยอมรับพระเจ้า ตามที่กล่าวไว้ในศาสนาต่าง ๆ แต่ เขาไม่เคยได้ยินได้ฟังว่า ในพุทธศาสนามีพระเจ้า. พวกฝรั่ง เขาบัญญัติว่า พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า พวกเราก็ไปโง่ตาม ก้นเขา ว่าพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า, ฉะนั้นไปสอนกันเสีย ใหม่ให้ดีๆ ในการศึกษา ว่าพระพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า นั้น คนโง่มันพูด พุทธศาสนามีพระเจ้าที่ยิ่งกว่าพระเจ้า เหนือ กว่าพระเจ้าใด ๆ สร้างสิ่งทั้งปวงจริง ควบคุมสิ่งทั้งปวงจริง คือกฎของอิทัปปัจจยตา เป็นพระเจ้าที่นักวิทยาศาสตร์ยอม รับได้ทันที . แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครสนใจ เพราะว่าไม่มีใครไป บอกเขา พวกชาวพุทธก็โง่ที่ไปตามก้นพวกฝรั่งที่พูดว่า พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า ; ขอยืนยันว่า พุทธศาสนานี่แหละมี พระเจ้าที่ยิ่งกว่าพระเจ้า คือกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ซึ่งเป็น กฎของธรรมชาติ. พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบ เคารพ และสอน. เอ้า ทีนี้ก็ดูที่องค์พระพุทธเจ้า เนื้อหนังร่างกายของ ท่านก็เป็นเหมือนเราท่านทั้งหลาย สติปัญญาของท่านเจริญ

น.23 ๑๗ ตามกฎของอิทัปปัจจยตา จนรู้จักสิ่งที่เรียกว่าอิทัปปัจจยตา หรือกฎอิทัปปัจจยตา. พระสิทธัตถะเอาปัญญาที่ไหนมา ที่ จะมารู้กฎของอิทัปปัจจยตาซึ่งเป็นพระเจ้า ? มันก็โดยกฎอิทัป- ปัจจยตาอีกนั่นเอง, ปัญญาของพระสิทธัตถะเจริญงอกงาม ก้าวหน้า จนรู้จักกฎอิทัปปัจจยตา แล้วก็รู้ว่านี้เป็นสิ่งสูงสุด แล้วก็ยอมเคารพธรรมะนี้ คือกฎของอิทัปปัจจยตา ที่พระองค์ ได้ตรัสรู้. ที่พูดเสียยืดยาวอย่างนี้ ซ้ำกับที่เคยพูดตอนเย็น ทีหนึ่งแล้ว ก็เพื่อให้รู้จักพระพุทธเจ้าดีขึ้น, ขอให้ทุกคนรู้จัก พระพุทธเจ้าดีขึ้น เพราะเรากำลังจะพูดถึงพระพุทธเจ้า ใน ฐานะเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย. เดี๋ยวนี้เราสอนว่า พระพุทธเจ้าคือผู้ให้กำเนิดพระพุทธศาสนา, นั้นมันยังน้อย ไป ก็ถูกแหละ แต่คำพูดมันยังน้อยไป; ท่านค้นพบตัวแท้ ของธรรมะที่เป็นตัวศาสนา ค้นพบสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่สูงสุด ที่ทุกคนจะต้องรับรู้ แล้วจะต้องปฏิบัติตาม. เอาละ, เป็นอันว่าพระพุทธเจ้านั้น เราเรียกว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน, ผู้ตื่นคือตื่นจากหลับ คือกิเลสหรือความ โง่นี้ เหมือนตื่นนอน, ครั้น ตื่นจากกิเลส จากหลับของกิเลส

น.24 ๑๘ แล้ว ท่านก็รู้ คือ รู้ รู้อย่างที่ควรจะรู้ คือ รู้กฎของอิทัป- ปัจจยตา , ท่านก็ เอาชนะธรรมชาติฝ่ายที่เป็นทุกข์ได้ ท่านก็ เลย เป็นผู้เบิกบาน . เราให้คำจำกัดความแก่พระพุทธเจ้าว่า ผู้ ตื่น ผู้รู้ ผู้เบิกบาน นั้นถูกที่สุดแล้ว ; สวดมนต์กันอยู่ทุกวัน ว่าอย่างนี้ ก็อย่าสวดแต่ปากซิ พอสวดว่าพระพุทธเจ้าผู้ตื่น ก็ให้รู้ว่าตื่นจริง ๆ รู้ ก็ให้รู้จริง ๆ เบิกบาน ก็ให้รู้ว่าเบิกบาน อย่างไรจริง ๆ, นี่ มันใกล้ชิดพระพุทธเจ้าตัวจริงเข้าไปอย่างนี้. พระพุทธเจ้า เราจะพูดโดยคำพูดธรรมดาชาวบ้าน พูด ก็พูดว่า ผู้ค้น ท่านค้นนะ, แล้ว ผู้พบ ท่านก็พบ คือ ตรัสรู้, แล้วก็ท่าน เคารพ สิ่งที่ท่านค้นพบ, แล้วก็ท่าน สอน สิ่งที่ท่านเคารพ, แล้วก็ท่าน ก็ประดิษฐานความรู้นี้ลงไปใน โลก เหมือนกับ ตั้งศาสนา. นี่ พระพุทธเจ้าท่านทำหน้าที่ค้น แล้วก็พบ แล้วก็เคารพ เอาสิ่งนั้นมาสอน มาตั้งเป็นระบบ การเรียน การปฏิบัติ ได้รับผลของการปฏิบัติ ลงไปในโลก เรียกว่าพระศาสนา คือพระธรรมมีอยู่ในโลก.

น.25 ๑๙ พระพุทธเจ้าอยู่ในใจของคนที่รู้จักอิทัปปัจจยตา. นี่ พระพุทธเจ้าโดยบุคคล ก็ไม่อยู่แล้ว ; พระพุทธ- เจ้าโดยอะไรที่ยังอยู่, อยู่ที่ไหน? โดยบุคคล พระพุทธเจ้าก็ นิพพานแล้ว เผาแล้ว เหลือแต่พระธาตุ เที่ยวกระจัดกระจาย อยู่ที่นั่นที่นี่ ซึ่งทำอะไรไม่ได้นอกจากเป็นอนุสรณ์ เป็นเครื่อง เตือนใจให้ระลึก ; แต่ว่าสิ่งที่ท่านค้นพบแล้วสอนมันยังเหลือ อยู่. ข้อนี้ตรงกับข้อความในมหาปรินิพพานสูตรว่า ธัมม- วินัยที่ตถาคตแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว นั้นจักอยู่เป็นศาสดาของ พวกเธอ หลังจากตถาคตล่วงลับไปโดยร่างกาย, ธรรมะนั้น แหละยังอยู่ ธรรมะนั้นอยู่ในลักษณะที่เป็นการรู้ เป็นการ บอกให้รู้ ก็ยังอยู่. สติปัญญาชนิดนั้น อาจจะสร้างขึ้นได้ในพวกเรา แต่ละคน ๆ ตามมากตามน้อย. ที่พูดก็ไม่ใช่อวดดี ว่าคน เดี๋ยวนี้ ถ้าพยายามศึกษาปฏิบัติให้เต็มที่ ก็จะรู้ตามพระพุทธ- เจ้าได้ ; แต่ไม่เป็นพระพุทธเจ้าดอก เพราะว่าเราไม่ได้รู้เอง พระพุทธเจ้าท่านค้นเอง พบเอง รู้เอง, ส่วนเรานี้ศึกษาตาม พระพุทธเจ้า รู้ตามพระพุทธเจ้า แล้วเราก็รู้ได้เหมือนกัน

น.26 ๒๐ สิ่งที่เรารู้ได้เหมือนกันนั่นแหละ คือธรรมะ ที่พระองค์ตรัสว่า จะเป็นศาสดาของพวกเธอ หลังจากร่างกายนี้ล่วงลับไปแล้ว. มองให้ดีจะเห็นว่า พระพุทธเจ้ายังอยู่, ปัญญาที่ทำ ให้มองเห็นธรรมะหรือกฎอิทัปปัจจยตานี้ยังหาได้ ยังสร้างขึ้น มาได้ ยังปลูกฝังขึ้นมาได้ ในจิตใจของพวกเราแต่ละคน ๆ ฉะนั้น พระพุทธเจ้ายังอยู่ อยู่ที่ไหน? อยู่ในหัวใจของ คนที่รู้ธรรมะ, พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ที่พระธาตุในพระเจดีย์ ทั้งหลายหรอก, ถ้าถืออย่างนั้นละก็เป็นไสยศาสตร์ไปเลย มี วิญญาณของพระพุทธเจ้าสิงอยู่ในพระเจดีย์ ในพระธาตุ อย่างนี้เป็นไสยศาสตร์ไปเลย ไม่ใช่เป็นพุทธศาสนา. ถ้าเป็น พุทธศาสนา พระพุทธเจ้าอยู่ที่ปัญญา ที่ทำให้รู้ธรรมะอันสูงสุด ที่ดับทุกข์ได้, ใครสร้างขึ้นมาได้ ก็อยู่ในคนนั้น อยู่ในใจ ของคนนั้น. พระพุทธเจ้าที่แท้จริงจะอยู่ในใจ ของคนที่มีปัญญารู้จัก อิทัปปัจจยตา คือความเกิดแห่งทุกข์และความดับ แห่งทุกข์, กฎธรรมชาติเรียกว่ากฎอิทัปปัจจยตา ว่าด้วยความเกิดขึ้นแห่ง ทุกข์ และความดับลงแห่งทุกข์ ; จิตดวงไหนมีปัญญารู้จัก

น.27 ๒๑ สิ่งนี้ นั้นแหละพระพุทธเจ้า คือปัญญาของจิตนั้นที่รู้จัก อิทัปปัจจยตา นั้นคือพระพุทธเจ้า ก็อยู่ในคน ในหัวใจของ คนที่มีปัญญารู้จักอิทัปปัจจยตา. อย่าไปหาพระพุทธเจ้าที่ไหน เลย ป่วยการ ที่โบสถ์ ที่วิหาร ที่พระเจดีย์ ที่พระพุทธรูป ที่พระธาตุ ป่วยการ ; จงหาในจิตใจของคนที่มีสติปัญญา พอที่จะรู้อิทัปปัจจยตา ว่าทุกข์เกิดขึ้นมาอย่างไร ทุกข์ดับไป อย่างไร. ทีนี้ เมื่อไร กันเล่า เมื่อไรกันเล่า ? ก็ เมื่อรู้ นั่นแหละ เมื่อไรรู้ ก็เมื่อนั้นแหละ เป็นอกาลิโก. เมื่อไรเป็นสันทิฏฐิโก รู้ประจักษ์ด้วยใจเอง เมื่อนั้นแหละก็เป็นเวลาที่รู้ ; ไม่จำกัด ว่าที่ไหน เมื่อไร จำกัดลงไปว่าเมื่อรู้นั่นแหละ ที่เมืองไทยก็ได้ ที่อินเดียก็ได้, และเมื่อไร เมื่อจิตมันรู้. ทีนี้ที่จิตมันรู้นี้ มันก็มีหลายปริยายเหมือนกัน ที่รู้ ตามธรรมชาติ จิตตามธรรมชาติที่ไม่มีกิเลสครอบงำ มันก็รู้ ได้ไม่น้อยเหมือนกัน จิตมันเพิ่งจะไม่รู้เมื่อกิเลสครอบงำ ; จิตเดิมแท้ ที่กิเลสไม่ครอบงำนั้น พอจะรู้อะไรได้ เป็นหน่อ ของพระพุทธเจ้า เป็น เชื้อของความเป็นพุทธะ ได้ ไม่เป็น พุทธะสมบูรณ์. ลองทำให้จิตหมดกิเลส หรือว่างจากกิเลส

น.28 ๒๒ เถอะ มันจะรู้อะไรพอสมควร เรียกว่าเชื้อแห่งความเป็น พุทธะ. ทีนี้ ปฏิบัติธรรมะ มากขึ้น ๆ จิตนี้มันก็เปลี่ยนไป เป็นจิตที่กิเลสเกิดไม่ได้ กิเลสหมดไป เรียกว่ารู้โดยสมบูรณ์ เมื่อนั้น, เมื่อเราทำให้การปฏิบัติถึงขีดสูงสุด รู้ทุกสิ่ง เมื่อ นั้นแหละเรามีพระพุทธเจ้า. มีที่ไหน ? มีในปัญญาที่มีอยู่ ในจิตใจของคน. จิตใจอยู่ที่ไหน ? ก็อยู่ในร่างกายของคน ถ้าหาชั้นนอกสุดก็หาที่ร่างกายของคน, หาลึกเข้าไปก็ที่ปัญญา ของคน, หาลึกเข้าไปอีก ก็อยู่ที่จิตใจที่มันรู้อิทัปปัจจยตา. ความรู้อิทัปปัจจยตาที่มีอยู่ในปัญญา ในจิตใจของคน นี้คือพระพุทธเจ้า, ฉะนั้นใครจะสร้างขึ้นมาก็ได้ ถ้ารู้เรื่องนี้ และมีความพยายาม ความพากเพียรพอ ปฏิบัติให้ถูกต้อง แท้จริง ก็สร้างขึ้นมาได้ไม่ว่าใคร. การมีพระพุทธเจ้าอย่างพุทธศาสตร์. แต่เดี๋ยวนี้ คนส่วนมากไม่สนใจเรื่องนี้ เพราะไม่รู้ เรื่องนี้ เพราะกิเลสมันคอยขี่คอเอาไว้, คนในโลกเกือบจะทั้ง หมดนี้ กิเลสมันขี่คอเอาไว้ ให้ไปหากามารมณ์ หาเรื่องกิน

น.29 ๒๓ เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ไม่มีเวลาไหนที่จะมาสนใจพระพุทธเจ้า หรือธรรมะ ก็เลยไม่ได้ ทั้งโลกแหละมันก็เลยไม่ได้. ไม่ว่า ที่อินเดีย หรือที่เมืองไทย หรือที่ไหน คนอย่างนี้ไม่มีวันที่ จะพบกันกับพระพุทธเจ้าจริง ๆ, ให้เอาพระพุทธรูปมาร้อย พวงแขวนคอให้คอหักก็ไม่รู้ มันก็ไม่อาจจะรู้พระพุทธเจ้าได้, ให้ไปไหว้พระพุทธรูปในโบสถ์ทุก ๆ โบสถ์ ก็รู้ไม่ได้ เพราะ ไหว้อย่างไสยศาสตร์. พวกท่านทั้งหลายก็อย่าอวดดีไปเลย, ท่านทั้งหลาย จำนวนมาก ไหว้พระพุทธรูปอย่างไสยศาสตร์นะ ไปกราบ ตรงหน้าพระพุทธรูป ในใจขอร้องให้ช่วยเหลือ ให้ช่วยเหลือ นั่นแหละคือไสยศาสตร์. กราบพระพุทธรูปเพราะต้อง การให้ช่วยเหลือ นั้นเป็นไสยศาสตร์ ไม่ได้กราบพระ พุทธรูปเพราะรู้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร ไม่ได้กราบเพราะ ความพอใจเลื่อมใสในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า; เป็นพระ เป็นเณร เป็นอุบาสกอุบาสิกาเข้าไปในโบสถ์ กราบพระพุทธ- รูปเป็นไสยศาสตร์ทั้งนั้น กราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วย อ้อนวอน ให้ช่วย, ถ้ากราบอย่างนี้เป็นไสยศาสตร์.

น.30 ๒๔ ถ้ากราบเป็นพุทธศาสตร์ เพราะเรารู้ว่าพระพุทธเจ้า ตรัสรู้อะไร ท่านมีปัญญาอย่างไร ท่านรู้กฎอิทัปปัจจยตา อย่างไร แล้วกราบลงไป, เพราะความเลื่อมใสพอใจ ในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จึงกราบลงไป นี้จะเป็น พุทธศาสตร์, กราบอย่างนี้ เป็นพุทธบริษัท. กราบ ด้วยคิดให้ช่วยขอร้องให้ช่วย นั้นมันเป็นไสยศาสตร์ ไม่ใช่ พุทธศาสตร์ ไม่ใช่พุทธศาสนา, ถ้าใครเคยกราบแต่จะให้ช่วย มันเป็นไสยศาสตร์ ไสยศาสตร์นี้มีไว้สำหรับคนปัญญาอ่อน ไสยศาสตร์นี้เลิกไม่ได้ ไสยศาสตร์นี้ต้องเก็บไว้ให้คน ปัญญา อ่อน ในโลกมันมีคนปัญญาอ่อน ที่กรุงเทพฯ มีมากที่สุด, คนมีปัญญาอ่อน มีพระพุทธรูปอย่างไสยศาสตร์ . ทีนี้ก็คิดดูซิว่า เราจะมีพระพุทธเจ้ากันอย่างไร ? ต้องเป็นเรื่อง รู้ความจริง ที่ปฏิบัติได้จริง แล้วดับทุกข์ ได้, นี่จะเป็นพุทธบริษัท. เดี๋ยวนี้ก็มีแต่ว่าเอาเปรียบนี่ เอาเปรียบ ทำอะไรนิดหน่อยก็อ้อนวอนให้ช่วย ให้พระเจ้า ช่วย, เดี๋ยวก็พูดว่า ข้าพเจ้าขออ้างคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลายในสากลโลก จงมาช่วยดลบันดาลให้ท่านมี ความสุขความเจริญ ; อย่างนี้ไม่เป็นพุทธหรอก มันเป็น

น.31 ๒๕ ไสยศาสตร์. ไปขอให้คนอื่นมาช่วย ตัวเองไม่ทำ อย่างนี้เป็น ไสยศาสตร์, ถ้าเป็นพุทธศาสตร์ตัวเองต้องทำ , เราต้องเชื่อแน่ ว่าเราทำถูกต้องแล้ว มันมีผลขึ้นมาช่วยเอง. พระธรรมคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง. พระพุทธเจ้าแท้จริง ไม่ใจจืดใจดำจนต้องอ้อนวอน ให้มาช่วยหรอก ท่านช่วยเอง, หรือว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ในสากลโลก ถ้าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง มันช่วยเองแหละ ไม่ ต้องมางอนง้ออ้อนวอนว่าจงมาช่วย ขอให้มาช่วย ขออ้างคุณ มาช่วย, ต้องเอาหัวหมูไปจ้าง เอาบายศรีไปจ้าง เอาเหล้า ไปจ้าง มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์บางชนิดเอาเหล้าไปจ้างให้ช่วย ; อย่างนี้ ไม่เป็นพุทธ แล้วก็ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น เป็นของเก๊ทั้งนั้นแหละ ของปลอมทั้งนั้นแหละ. ถ้าศักดิ์ สิทธิ์จริงก็ช่วยเองแหละ ถ้าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง มันพร้อม ที่จะช่วยอยู่เสมอ ไม่ต้องอ้อนวอนว่าจงมาช่วย, ฉะนั้น เรามี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง ที่ไม่ต้องอ้อนวอน เพียงแต่เราทำตัวให้ น่าช่วยเท่านั้น ก็ช่วยทันที . เดี๋ยวนี้คนมันเหลวไหลนี่ ไม่ทำ ตัวให้น่าช่วย ไปทำบาป ทำกรรม ทำชั่ว แล้วใครจะช่วย

น.32 ๒๖ ไม่มีใครช่วยได้ ; ถึงจะเอาหัวหมู เอาเหล้าไปจ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้มาช่วย มันก็ช่วยไม่ได้หรอก มันทำโง่ ๆ ไปอย่างนั้น เองแหละ. พุทธบริษัทไม่ต้องอ้อนวอนในทำนองนี้นะ ถ้าพุทธ- บริษัทจะ อ้อนวอนตามแบบพุทธบริษัท ก็คือสมัคร ปฏิบัติให้ถูก ให้ตรงตามพระพุทธประสงค์ ตามคำสั่ง สอนของพระองค์ นั่นแหละคืออ้อนวอน. อย่ามานั่งทำพิธี อ้อนวอน เหมือนที่เขาอ้อนวอนผีสางเทวดากันอย่างนั้นเลย ป่วยการ ไม่มีประโยชน์ ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหนจะช่วย เพียงแต่ ทำการอ้อนวอน, ถ้าช่วยก็เป็นศักดิ์สิทธิ์กินสินบน ใช้ไม่ได้ ; ถ้าเราทำตัวให้น่าช่วย คือ ปฏิบัติดี แล้วมันช่วยเองทันที มัน ช่วยอยู่ในตัวมันเอง โดยกฎของอิทัปปัจจยตา . ขอให้ทุกคนพวกเราทุกคน ทำตนให้น่าช่วย ทำตน ชนิดที่ว่าน่าช่วย พระเจ้าน่าช่วย, มันก็ช่วยในตัวมันเองทันที โดยกฎของอิทัปปัจจยตา เพราะว่าพระเจ้าสูงสุดนั้นก็คือกฎ ของอิทัปปัจจยตา เมื่อเราปฏิบัติตามกฎนั้น ก็คล้ายกับอ้อน- วอนอยู่แล้ว มันก็ช่วยพร้อมกันเลย ; ปฏิบัติตนให้ดี ให้ถูก

น.33 ๒๗ ให้ควร นั้นคือทำตนให้น่าช่วย แล้วมันก็ช่วยทันที พร้อม อยู่เสมอที่จะช่วย. เปรียบเหมือนว่าแสงสว่าง หรือว่าอากาศ ที่มันอยู่ทั่วไปในบรรยากาศ เราเปิดหน้าต่าง เปิดประตู มัน เข้ามาทันที ไม่ต้องเชิญ แสงแดดแสงสว่างก็เข้ามาทันที ถ้า เราเปิดประตูเปิดหน้าต่าง ; แต่ถ้าเราบีดประตู ปิดหน้าต่าง เสียด้วยอวิชชา มันก็เข้ามาไม่ได้ มันก็ช่วยไม่ได้. อากาศดี ๆ สำหรับหายใจ เราเปิดประตูเปิดหน้าต่าง มันก็เข้ามาทันทีเลย ไม่ต้องอ้อนวอนว่าเข้ามา, เราก็ได้อากาศดีหายใจ เพราะว่าเรา ทำตัวถูกต้อง ทำตัวให้น่าช่วย มันก็เข้ามาช่วยเอง. เราจงปฏิบัติต่อพระเจ้าคือกฎของอิทัปปัจจยตา ให้ ถูกต้องในลักษณะอย่างนี้, เราก็มีพระธรรม พระธรรมจริง ไม่ใช่พระธรรมปลอม ไม่ใช่กระดาษ ไม่ใช่ใบลานเอาไว้ทำ รังหนู แล้วก็ไหว้ ๆๆๆ แล้วก็ว่าช่วย ๆๆๆ. ปฏิบัติธรรม คือปฏิบัติถูกต้องตามกฎของอิทัปปัจจยตา อันเป็น ธรรมะสูงสุดที่พระพุทธเจ้าก็ยอมเคารพ, สิ่งที่พระพุทธเจ้า- ยอมเคารพนั่นแหละ เราเอามาปฏิบัติ แล้วมันก็ช่วยพร้อม กันไปในตัว, ฉะนั้น ถ้าใครสวด กาเยน วาจาย ว เจตสา วา แล้วระวังให้ดี ๆ นะ มันจะเป็นไสยศาสตร์ไปไม่ทันรู้นะ. ขอ

น.34 ๒๘ ให้แน่ลงไปว่า เราทำถูกต้องแล้ว แล้วท่านก็ช่วยพร้อมกัน ไปในตัว, ครั้งแรกถ้าอยากจะอ้อนวอน ก็อ้อนวอนด้วยการ พยายามปฏิบัติให้ดีที่สุด ให้ตรงตามเรื่องของท่าน. ถ้าเรา จะอ้อนวอน ถ้าเราจะขอร้อง เราจะต้อง ปฏิบัติให้ถูก ตรง ตามกฎของพระธรรม แล้วท่านก็จะช่วยในทันที พระธรรม ที่ปฏิบัตินั่นแหละ จะช่วยพร้อมกันไปทันที ไม่ต้องรอ, ที่ เรียกว่า อกาลิโก หมายความว่าอย่างนี้ พอปฏิบัติก็ได้ผล ทันที ไม่ต้องรอ. ความสัมพันธ์ ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. นี่ พระธรรมกับพระพุทธเจ้าสัมพันธ์กันอยู่ อย่าง ไม่มีทางแยกกันได้ พระพุทธเจ้าแท้จริงคือตัวปัญญาที่มีอยู่ใน จิต ที่มีความรู้อิทัปปัจจยตา, อิทัปปัจจยตาเป็นพระธรรม ปฏิบัติธรรมก็คือปฏิบัติอิทัปปัจจยตา มันก็ช่วยทันที เหมือนกินเหล้าเข้าไปก็เมาทันที ไม่ต้องขอร้องว่าให้เมา กินยา พิษเข้าไปก็ตายทันที ไม่ต้องขอร้องว่าให้ตาย, กินยาแก้โรค ถูกต้อง มันก็หายแหละ ไม่ต้องขอร้องว่าให้หาย. ฉะนั้น

น.35 ๒๙ มีพระธรรมสูงสุด คือกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ตามที่พระพุทธ- เจ้าตรัสรู้และท่านเคารพนั่นแหละ เอามาช่วยเรา เอามามีใน เรา เอามาสำหรับให้เรารู้ แล้วก็ปฏิบัติอยู่ มันก็ช่วย ให้หมด กิเลส ให้เป็นพระอรหันต์ไปเลย. ทีนี้มองดูพระสงฆ์กันอีกทีหนึ่ง คือผู้ที่รู้ตามพระ- พุทธเจ้า ไม่ได้รู้เอง ถ้ารู้เองเป็นพระพุทธเจ้า, เดี๋ยวนี้ไม่ได้ รู้เอง ศึกษาจากพระพุทธเจ้า แล้วปฏิบัติอย่างเดียวกัน นี้จึง มีจำนวนมาก เมื่อพระพุทธเจ้ามีเพียงองค์เดียว. พระสงฆ์ ก็มีมาก เป็นหมู่คณะที่มีโชคดี ได้มีโอกาสได้รู้ ได้เข้าใจใน ธรรมะสูงสุด คือกฎอิทัปปัจจยตา ดับทุกข์ได้ ต่างคนต่าง ก็ดับทุกข์ของตน ๆ ได้ รวมกันแล้วเป็นพระสงฆ์, มันก็อยู่ ที่จิตใจอีกแหละ ไม่ใช่เปลือกร่างกาย. พระสงฆ์ก็หมายถึงจิตที่รู้ตามพระพุทธเจ้า รู้ อิทัปปัจจยตาแล้วดับทุกข์ได้, เป็นปัญญาอย่างเดียวกัน แต่ เป็นปัญญาสมุนของปัญญาใหญ่ คือพระพุทธเจ้า เป็นปัญญา ลูกน้องของหัวหน้า คือปัญญาของพระพุทธเจ้า, นี้เรียกว่า หมู่สงฆ์ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ดับทุกข์ ได้เหมือนพระพุทธเจ้า. อยู่ที่ไหนล่ะ ? ก็อยู่ในใจของคนอีกนั่นแหละ ; อย่าไปหา

น.36 ๓๐ ตามวัดตามวา ซึ่งมันก็ยังเป็นเปลือก เราจะไปหาในใจของเขา ได้อย่างไร หาไม่พบหรอก ต้องหาในใจของเราซิ. เมื่อเราปฏิบัติดีอย่างนั้นแล้ว ก็รู้จักพระสงฆ์ คือรู้ รู้เหมือนพระพุทธเจ้ารู้ ดับทุกข์ได้เหมือนพระพุทธเจ้าดับ อยู่ ในใจของเรา, นี้คือเราพบพระสงฆ์ภายใน ว่าเรามีพระสงฆ์ อย่างนี้อยู่ที่หัวใจ หรือว่าอยู่ที่ความรู้ อยู่ที่ปัญญาที่มีในหัวใจ. ครั้นรู้จักพระสงฆ์ในภายในอย่างนี้แล้ว จึงค่อยหยั่งออกไปภาย นอก เทียบออกไปในภายนอก ว่าคนอื่นก็ต้องอย่างนี้เหมือน กัน, ถ้าเราดูภายในเห็น ดูภายในเป็น ก็อาจจะเทียบเคียง ออกไปดูภายนอกได้. ข้อนี้มีกล่าวเป็นหลักในพระบาลี ดูข้างในพบ แล้วก็จะค่อยเทียบเคียงออกไปดูข้างนอก คือ ของคนอื่นได้. เดี๋ยวนี้เราเทียบเคียงไปถึงใจ หัวใจของพระพุทธเจ้า ได้ เมื่อเรารู้จนดับกิเลสได้เท่าไร เรารู้ความหมดไปแห่งกิเลส รู้ผลของหมดกิเลสมีความสุขเป็นอย่างไร เป็นอย่างนี้, แล้วก็ เทียบเคียงไปถึงหัวใจของพระพุทธเจ้าได้ หรือเทียบเคียงไปถึง องค์พระธรรม ที่กำลังทำหน้าที่อย่างนั้นได้. เราจึงรักพระ-

น.37 ๓๑ พุทธเจ้า รักพระธรรม, เชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อพระธรรม, มอบกายถวายชีวิตแก่พระพุทธเจ้า แก่พระธรรม และแก่หมู่ สงฆ์ที่ปฏิบัติเช่นนี้ได้ก่อนเรา. ถ้าเราปฏิบัติเช่นนี้ได้ เหมือนกัน เราก็จะเข้าไปรวมอยู่ในหมู่สงฆ์นั่นแหละ, เมื่อ ถือว่าเดี๋ยวนี้เรายังทำไม่ได้ เราก็ยึดเอาผู้ที่เขาทำได้ก่อนเรา เป็นหมู่สงฆ์ เป็นพระสงฆ์, รู้ได้โดยใจเรา เราจะเข้าถึง พระสงฆ์ชนิดนั้นได้ ด้วยจิตใจของเราเป็นอย่างนั้นด้วย เหมือนกัน. พระรัตนตรัยภายใน. ฉะนั้นเราจะ รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้โดยจิตใจที่เข้าถึงสิ่งนั้น ไม่อาจจะรู้ได้ด้วยตา ไม่อาจ จะรู้ได้ด้วยมือคลำ มันรู้ไม่ได้, มันต้องรู้ด้วยจิตใจ ที่อบรมดี ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา. จิตใจที่ได้อบรมดี อย่างนี้ นั่นแหละจะรู้ จะเข้าถึงพระพุทธเจ้าพระองค์จริง คือความรู้ชนิดนั้น, แล้วจะรู้จักพระธรรมจริง คือความเป็น เช่นนั้น ความรู้เช่นนั้น ความเป็นเช่นนั้น, จะเข้าถึง พระสงฆ์ คือผู้ที่ทำได้เช่นนั้น จำนวนใหญ่หมู่ใหญ่ ที่ทำตาม

น.38 ๓๒ พระพุทธเจ้า ต่อเมื่อเรารู้ว่า เรานี้ได้ทำอย่างนั้น ได้หมด กิเลสอย่างนั้น ได้ประสบความสุข เพราะหมดกิเลสอย่างนั้น. ฉะนั้นจึงมีกล่าวสรุปไว้ในพระบาลี จะเป็นพระพุทธ- ภาษิตด้วยซ้ำว่า จะรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ต่อเมื่อ คนนั้นปฏิบัติดับกิเลส ดับทุกข์ได้ พอสมควรหรือสิ้นเชิง, ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมาก็ว่า จะรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อคนนั้นเป็นพระอรหันต์เอง แล้ว. จะรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แท้จริงถึงที่สุด ได้ หรือว่ายังไม่ถึงที่สุด แต่ก็รู้อย่างตรงจุด ถูกต้องแน่นอน ว่ามันเป็นอย่างนั้น ๆ กิเลสเป็นอย่างนั้น ไม่มีกิเลสเป็น อย่างนั้น เพราะว่าตัวเองทำได้ กำจัดกิเลสออกไปได้เท่าไร ก็รู้จักความไม่มีกิเลสมากขึ้นเท่านั้น, รู้จักความไม่มีกิเลสมาก เท่าไร ก็รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มากขึ้นเท่านั้น. รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่มีอยู่ในหัวใจของเรา เมื่อไร ก็เมื่อเราทำได้อย่างนั้น . นี่ จึงดูเถอะว่าพระรัตนตรัยอยู่ที่ไหน พระรัตนตรัย ก็อยู่อย่างที่ว่า, พระรัตนตรัยอยู่ที่ไหน พุทธศาสนาก็มี

น.39 ๓๓ อยู่ที่นั่น. พระพุทธศาสนาก็คือพระธรรมในขั้นตอนต่าง ๆ กัน พระธรรมที่เป็นปริยัติเป็นความรู้ ก็เรียกว่าพระศาสนา ที่เป็นปริยัติ, เมื่อเอาความรู้มาปฏิบัติก็เป็นพระศาสนาใน ขั้นที่เป็นการปฏิบัติ, ปฏิบัติแล้วได้ผลของการปฏิบัติ ก็เป็น พระศาสนาในขั้นปฏิเวธ. คำเหล่านี้ท่านทั้งหลายได้ยินแล้ว อาตมาพูดหลายสิบครั้งแล้ว ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติคือ เรียนให้รู้ ปฏิบัติคือปฏิบัติลงไป ปฏิเวธคือได้ผลจากการ ปฏิบัติมา. มีปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธที่ไหน ก็มีศาสนา ที่นั่น เมื่อนั้น และเท่านั้น, เราเรียนรู้เท่าไร ปฏิบัติได้ เท่าไร ได้ผลเท่าไร เราก็มีพระศาสนาเท่านั้น, เราทำได้ที่ไหน มันก็มีที่นั่น, เราทำได้เมื่อไรมันก็มีเมื่อนั้น. ขอให้มองเห็นชัดอย่างนี้ แล้วก็จะไม่เที่ยวคว้าหา พระรัตนตรัยนอกร่างกายตน แล้วก็จะไม่เที่ยวคว้าหาพระ- ศาสนานอกกายตน จะไม่เที่ยวคว้าหาพระศาสนานอกกายตน อีกต่อไป ; แต่จะคว้าหา พระพุทธศาสนาในภายใน ซึ่ง เป็นอันเดียวกันกับ พระรัตนตรัยที่เรามีอยู่ในภายใน. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือพระรัตนตรัยมีอยู่ในภาย ใน มีอยู่ที่จิตที่เป็นอย่างนั้น, แล้วเราเรียนรู้ ปฏิบัติได้ผล

น.40 ๓๔ อย่างนั้น มันก็มีพระรัตนตรัยที่นั่น มีพระพุทธศาสนาที่นั่น; อย่าไปมีพระพุทธศาสนาภายนอก ที่โบสถ์ วิหาร พระเจดีย์, อย่าไปมีพระสงฆ์ที่ลูกชาวบ้านห่มเหลือง อย่ามีพระธรรมที่ หนังสือหรือใบลาน. ขอให้ทั้งสามอย่างนี้ไปรวมจุดอยู่ที่จิตใจ ที่ประกอบอยู่ด้วยปัญญา ซึ่งเป็นความรู้จนถึงกับทนอยู่ไม่ได้ ต้องปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วก็ได้รับผลแห่งการปฏิบัติ พระรัตน- ตรัยอยู่ที่นั่น พระพุทธศาสนาก็อยู่ที่นั่น. นี่ วันนี้เป็นวันสำคัญ, เราต้องพูดจริงกันแล้ว พูด อ้อมค้อมอยู่ไม่ได้แล้ว มันจะตายเสียก่อนไม่ทันรู้, ก็ต้องพูด จริง ชิงพูดอย่าให้ทันตาย ให้คนเหล่านี้ได้รู้เสียก่อนตาย ว่า พระพุทธศาสนาอยู่ที่ไหน พระรัตนตรัยก็อยู่ที่นั่น. มันจะ หยาบคายไปบ้างก็ให้อภัยคนพูด เพราะว่าจะประหยัดเวลาจะ พูดเร็ว ๆ อย่าให้ตายเสียก่อน, อย่าให้ขายหน้าคนบางพวก ที่เขาเรียนทีหลัง เขาสนใจทีหลัง เขารู้มากกว่าเรา เราเรียน กันมาหลายชั่วคน ปู่ ย่า ตา ยายแล้วยังไม่รู้, ถ้าเผอิญใครเขา มาเรียนเดี๋ยวนี้พักเดียวเขารู้ แล้วเราก็น่าละอาย. อาตมา กลัวอย่างนี้ แล้วละอายแทนอย่างนี้ จึงรีบพูด, ถ้าพูดอ้อม- ค้อม พูดเพราะ ๆ พูดอ้อมค้อม มันก็รู้ยาก. ขออภัย พูด

น.41 ๓๕ อย่างที่เรียกว่าถลกหนังหัวกันเลย หยาบคายไหม ? พูดอย่าง ถลกหนังหัวกันเลย มันอยากโง่นี่, ฉะนั้น ขอพูดกันตรงๆ เร็ว ๆ รุนแรง อย่างว่าถลกหนังหัวกันเลย. ทบทวน. นี่คือเรื่องที่พูดเป็นครั้งที่ ๒ ของวันอาสาฬหบูชาใน วันนี้, ขอทบทวนว่า เป็นการพูดที่บอกให้รู้ว่า พระรัตนตรัย นั่นแหละคือพุทธศาสนา, พระรัตนตรัยตัวจริงไม่ได้อยู่ที่ วัตถุ ไม่ได้อยู่ที่พิธีรีตอง ไม่ได้อยู่ที่ของภายนอก, พระ- รัตนตรัยอยู่ที่ความรู้อันถูกต้องของสติปัญญา ที่มีอยู่ที่ จิตใจที่อบรมดีแล้ว ที่ได้อาศัยร่างกายที่ได้อบรมดีแล้ว. ร่าง กายของเรามีศีล วาจาของเรามีศีล อบรมดีแล้ว ก็เป็นที่ตั้ง แห่งจิตใจ ที่จะได้อบรมให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็จะเกิดปัญญา ญาณ ยถาภูตญาณ รู้ตามที่เป็นจริง ; ในยถาภูตญาณที่รู้ตามที่เป็น จริง จะมีพระพุทธจริง พระธรรมจริง พระสงฆ์จริง คือ เป็นตัวความรู้ที่ดับทุกข์ได้ ตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา. เมื่อ พระรัตนตรัยอยู่ที่หัวใจที่ประกอบอยู่ด้วยปัญญา ศาสนาก็อยู่ ที่นั่น.

น.42 ๓๖ ศาสนาที่แท้จริง อยู่ข้างใน อยู่ในใจ อยู่ที่ใจของ ผู้ที่เล่าเรียนแล้ว ปฏิบัติแล้ว ได้ผลแห่งการปฏิบัติแล้ว. เรื่องปฏิบัติเมื่อถึงที่สุดแล้วมันอยู่ที่ใจ เรื่องปริยัติเมื่อรู้ถึง ที่สุดแล้วมันก็อยู่ที่ใจ ปฏิเวธได้รับผลก็ต้องได้รับด้วยใจ, ฉะนั้น ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จึงอยู่ที่ใจ เช่นเดียวกับที่ พระรัตนตรัยก็อยู่ที่ใจ. ฉะนั้นใจนิดเดียวดวงเดียวสำคัญมาก เลย เป็นที่อยู่ของทุกสิ่ง, นรก สวรรค์ก็อยู่ที่นั่น อะไร ๆ ก็ อยู่ที่นั่น พระรัตนตรัยก็อยู่ที่นั่น พระศาสนาก็อยู่ที่นั่น ; มันพูดตรงไปหน่อย เพื่อประหยัดเวลา. ถ้าเราจะพูดกันแต่ ภายนอก เอาพระสิทธัตถะเป็นพระพุทธเจ้า ก็เผาแล้ว เหลือ แต่พระธาตุแล้ว แล้วก็หาตัวไม่พบแล้ว, ถ้าอยู่ก็อยู่ที่อินเดีย ไม่มาอยู่ที่เมืองไทย. เดี๋ยวนี้เราจะต้องรู้ พระพุทธเจ้าพระองค์จริง ที่อยู่ ทุกหนทุกแห่ง เมื่อใดจิตใจรู้กฎอิทัปปัจจยตา พระพุทธ- เจ้าก็อยู่ที่นั่น, เป็นคนไทยก็ได้ เป็นแขกก็ได้ เป็นฝรั่ง ก็ได้ จะเป็นใครก็ได้ เป็นผู้รู้โดยแท้จริงซึ่งอิทัปปัจจยตา กฎ แห่งความเกิดทุกข์และดับทุกข์ พระพุทธเจ้าก็อยู่ที่นั่น พระธรรมก็อยู่ที่นั่น พระสงฆ์ก็อยู่ที่นั่น, เมื่อสามองค์นี้

น.43 ๓๗ อยู่ที่ไหน พระพุทธศาสนาที่แท้จริงก็อยู่ที่นั่น. เดี๋ยวนี้ เราหวังจะอยู่ที่เปลือก ที่เปลือก เห็นแต่เปลือก, ที่พระเจดีย์ โบสถ์ วิหาร อะไรต่าง ๆ แม้แต่พระพุทธรูป จะสร้างกันให้ มาก ให้เต็มโลก ก็ไม่เป็นพระพุทธเจ้าได้ ไม่ช่วยให้เข้าถึง พระพุทธเจ้าได้. เมื่อเขาบรรลุพระอรหันต์กัน ไม่มีพระพุทธรูปสัก องค์เดียว ; มีพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า อย่า เอาร่างกายฉันเป็นพุทธะนะ ให้เอาธรรมะเป็นพุทธะ, ผู้ใด เห็นธรรมะผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรมะ, ท่าน ไม่ให้เอาร่างกายของท่านเป็นธรรมะ ให้เอาธรรมะเป็นพระ พุทธเจ้า, นี่เขาไม่เคยมีพระพุทธรูปกันสักองค์เดียว เขาก็ยัง บรรลุมรรคผลกันได้. เดี๋ยวนี้เรามีโบสถ์ วิหาร พระเจดีย์ พระพุทธรูปกัน มากเกินไป กลายเป็นไสยศาสตร์ไป, สร้างด้วยความหวัง จะให้ช่วย ไปกราบไหว้อ้อนวอนจะให้ช่วย ตามแบบของไสย ศาสตร์ ; ต้องเก็บไว้ให้คนปัญญาอ่อน เพราะไม่รู้ว่าจะเอา คนปัญญาอ่อนไปทิ้งเสียที่ไหน มันยังมีอยู่ในโลก ก็เลย

น.44 ๓๘ ต้องมีไสยศาสตร์ไว้ให้คนปัญญาอ่อน ไม่ใช่สาวกของพระ- พุทธเจ้า. สาวกของพระพุทธเจ้าต้องเป็นคนมีปัญญากล้าแข็ง ตามหลังพระพุทธเจ้า ไม่ต้องการไสยศาสตร์, จึงขอเตือนว่า แม้จะจุดธูปจุดเทียน บูชาพระพุทธรูป ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ พระพุทธเจ้า ก็ขอให้ทำให้ถูกต้อง อย่าให้เป็นไสยศาสตร์เลย, อย่าให้นึกไปในทางสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยอย่างนั้นอย่างนี้ ตาม แบบของไสยศาสตร์. จงทำด้วยจิตใจที่รู้ในพระคุณของพระ- พุทธเจ้า อนุโมทนาพระคุณ สรรเสริญพระคุณ กราบลงไป ด้วยคิดว่า จะปฏิบัติตามยิ่ง ๆ ขึ้นไป ; ไม่ได้กราบอย่างเชื้อ เชิญให้มาช่วย ที่เชื้อเชิญทางไสยศาสตร์. เพราะฉะนั้นขอให้ไปสะสางตัวเองกันเสียใหม่, ถ้า ใครเคยกราบพระพุทธเจ้าอย่างไสยศาสตร์ รีบเปลี่ยนเสียเร็วๆ กราบพระพุทธรูปอย่างไสยศาสตร์ รีบเปลี่ยนเสียเร็ว ๆ ให้เป็น กราบอย่างพุทธศาสตร์ คือสำนึกในพระคุณของพระองค์ กราบลงไป เพิ่มความเชื่อ เพิ่มความกล้าหาญ เพิ่มความพาก เพียร ให้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนที่ได้ตรัสรู้, แล้วก็จะได้ค่อย ๆ

น.45 ๓๙ กลาย ค่อย ๆ กลาย คือการเกิดใหม่ โดยโอปปาติกะ เป็น พระสงฆ์จริง หรือเป็นพระพุทธเจ้าองค์น้อย ๆ ตามหลังพระ พุทธเจ้าองค์ใหญ่ เรียกว่าเป็น อนุพุทธะ. พระพุทธเจ้าองค์ น้อยตามหลังพระพุทธเจ้าองค์ใหญ่ เป็นอย่างนี้ได้ก็โดยโอป- ปาติกะ เกิดทางจิตใจ เดี๋ยวนี้ ที่นี่ ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว ; ใครรอต่อตายแล้วเป็นคนโง่ที่สุด โง่ที่สุดในโลก, ใน เมื่อมันทำเอาได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ แล้วไปรอต่อตายแล้ว จะไม่ เรียกว่าคนโง่ที่สุดอย่างไร. วิธีพ้นจากความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย. ฉะนั้น ขอให้รีบศึกษา ให้เข้าใจแจ่มแจ้ง, ปฏิบัติ เต็มที่ ได้รับผลกันที่นี่และเดี๋ยวนี้ ในลักษณะที่เป็น สันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ เรื่อง ก็จบ มันจบเร็ว. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ในใจ พระศาสนาอยู่ในใจ ใจก็เปลี่ยนเป็นพระพุทธเจ้าองค์น้อย ๆ หรือว่าเป็นพระสงฆ์เต็มที่ พระธรรมมีอยู่ในนั้น, ก็ครบหมด แหละ พระรัตนตรัยมีอยู่ในนั้น พระศาสนาก็มีอยู่ในนั้น มันก็เลยไม่มีความทุกข์ : ความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตามีอยู่ที่

น.46 ๔๐ ไหน ที่นั่นไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วย. เดี๋ยวนี้เรามันมายึดถือความทุกข์เป็นของแท้แน่นอน มีความทุกข์แล้วก็ร้องห่มร้องไห้ ; ไม่รู้อิทัปปัจจยตาว่า อ๋อ มันเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง, เรื่องเกิด เรื่องแก่ เรื่องเจ็บ เรื่องตาย มันเป็นเช่นนั้นเอง ตามกฎอิทัปปัจจยตา. เราอาศัยพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร แล้วเรา ก็พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย คือไม่เห็นเป็นตัวตน สำหรับจะเกิด แก่เจ็บ ตาย, เห็นแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา ที่ปรุงแต่งขันธ์ ธาตุ อายตนะ ไม่มีตัวเรา ที่จะเกิด จะแก่ จะเจ็บ จะตาย; เจ็บไข้มาถึง ก็ดูเป็นกระแสอิทัปปัจจยตา, ถ้าจะต้องตาย ก็เห็นเป็นกระแสอิทัปปัจจยตา ไม่ใช่ตัวกู ไม่ มีตัวกูสำหรับจะตาย ไม่มีตัวกูสำหรับจะอยู่ ไม่มีตัวกูสำหรับ จะเกิด มีแต่การปรุงแต่งโดยกฎของอิทัปปัจจยตา ดิน น้ำ ลม ไฟ หรืออณู ปรมาณู ก็ตามใจ เป็นไปตามกฎของ อิทัปปัจจยตา. นี่ เรียกว่าได้อาศัยพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณ- มิตรแล้ว สัตว์ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากความ เกิด, สัตว์ที่มีความแก่เป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากความแก่, สัตว์ที่มีความตายเป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากความตาย, สัตว์

น.47 ๔๑ ที่มีอะไร ๆ เป็นความทุกข์ ก็จะพ้นจากความทุกข์. อย่ามา นั่งตอกหลักฝั่งตัวเองว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่พ้น ความแก่ไปได้ แล้วก็ร้องไห้โฮ ๆ, เราก็มีความเจ็บเป็น ธรรมดา ไม่พ้นความเจ็บไปได้ นั่งร้องไห้โฮ ๆ อย่างนี้ ไม่มีทางที่จะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้ชัดว่า อาศัยเราเป็นกัลยาณมิตรแล้ว ที่มีความเกิด จะพ้นจากความเกิด ที่มีความแก่จะพ้นจากความแก่ ที่มีความ เจ็บจะพ้นจากความเจ็บ ที่มีความตายจะพ้นจากความตาย แล้ว ทำไมไม่เอาเล่า. รีบรู้จักพระพุทธเจ้าผู้รู้อิทัปปัจจยตา เคารพ กฎอิทัปปัจจยตา เอามาสอนเรา เราก็รับเอา แล้วก็เคารพ กฎอิทัปปัจจยตาเหมือนพระพุทธเจ้า ก็ได้ปฏิบัติอย่างเดียวกัน อาศัยความรู้จากกฎอิทัปปัจจยตา เอาชนะกิเลสและความทุกข์ ได้ เรื่องมันก็จบกัน. นี่ วันนี้เป็นวันอาสาฬหปุณณมี วันเพ็ญแห่งเดือน อาสาฬหะ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าท่านได้มอบหมายประทานให้ ซึ่งความรู้เรื่อง กฎอิทัปปัจจยตา แก่ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ซึ่งเรา เรียกว่า อริยสัจสี่ ที่จริงก็คือกฎอิทัปปัจจยตา. มีบาลีบาง แห่งเรียกอริยสัจสี่ว่า ตถาสี่ ตถาก็คือตถาตา ก็คืออิทัปปัจจย-

น.48 ๔๒ ตา, ตถาสี่ อริยสัจสี่ พระพุทธเจ้าท่านได้มอบให้โลกในวันนี้ โดยปัญจวัคคีย์เป็นผู้รับแทนคนทั้งโลก แล้วก็สืบต่อมาถึง พวกเรา. เอาละ เป็นอันว่า วันนี้เป็นวันอาสาฬหบูชา จัด ขึ้นเพื่อบูชาพระคุณของพระพุทธเจ้า ผู้ได้มอบหมายความรู้ เรื่องอิทัปปัจจยตา ที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วเคารพ แล้วก็แจก จ่าย ; ฉะนั้น เราควรจะต้องรำลึกถึงพระคุณอันใหญ่หลวง ของพระองค์ในวันนี้ แล้วสนองพระคุณ ตอบแทนพระคุณ ด้วยการรับเอาไปปฏิบัติ, ก็จะเกิดพระพุทธ พระธรรม พระ สงฆ์ขึ้นในหัวใจของเรา, เรื่องจบ. หวังว่าท่านทั้งหลาย คงจะได้เข้าใจเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เพิ่มขึ้น ๆ ๆ ไม่หยุดอยู่เหมือนกับที่เรียน กันมาเมื่อเป็นเด็ก ๆ แล้วมันก็ตายด้านอยู่ที่นั้น. เดี๋ยวนี้มา เร่งให้มันงอกงามเจริญสูงขึ้น ๆ ๆ จนเราจะได้ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อันแท้จริง, แล้วก็ อยู่ในหัวใจเรา ไม่ต้องแขวน ไม่ต้องอะไร ก็ติดอยู่ในหัวใจตลอดไป. นี่ จะ สำเร็จประโยชน์ อุตส่าห์มาทำพิธีอาสาฬหบูชา ก็จะได้รับ ประโยชน์คุ้มค่า ไม่เปลืองเปล่า ไม่เหนื่อยเปล่า, เพราะได้

น.49 ๔๓ เข้าถึงสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้ในวันนี้ คือ ความรู้เรื่อง กฎอิทัปปัจจยตา, ตถาตา อวิตถตา อนัญญถตา ธัมมัฏ- ฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปาโท ชื่อยาว เฟื้อย เรียกสั้น ๆ ก็เหลือคำเดียวว่า อิทัปปัจจยตา ; เป็น สิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งใด บันดาลให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมา แล้วก็ ควบคุมอยู่ในทุกๆ ปรมาณูของสิ่งนั้น, พระเจ้าที่แท้จริง ของพุทธบริษัท จริงกว่าพระเจ้าไหน ๆ หมด. อย่าไปหลงว่า พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า ; ถูกแล้วไม่มีพระเจ้าอย่างคน ไม่ มีพระเจ้าหนวดยาวถือไม้เท้าหลังโกง นั้นไม่มีจริง แต่ว่าพระ เจ้าที่แท้จริงคือกฎของอิทัปปัจจยตานี้ เรามียิ่งกว่ามี มีอยู่ใน ทุก ๆ ปรมาณูในร่างกายนี้ ทุก ๆ อนุภาคของจิตใจ, ทุก ๆ ส่วนของชีวิตนั่นแหละ มันมีพระเจ้าอิทัปปัจจยตาควบคุมอยู่. ขอให้ ปฏิบัติให้ตรงตามกฎ แล้วก็จะไม่มีความ ทุกข์เลย กิเลสจะอยู่ไม่ได้, โดยอาศัยความรู้ที่ถูกต้องตาม กฎของอิทัปปัจจยตานั้น ทำลายกิเลส หรือว่าป้องกันไม่ให้ กิเลสเกิดขึ้นมาได้อีกเป็นอันขาด, ทำให้จิตประภัสสรนั้นเป็น จิตประภัสสรตายตัว ไม่ให้โอกาสที่อุปกิเลสจะเกิดขึ้น ทำให้ เศร้าหมอง; ก็หมดปัญหาแหละ อย่าเอาอะไรให้มากกว่า

น.50 ๔๔ นั้นเลย เอาเพียงความไม่มีความทุกข์อีกต่อไป ก็พอแล้ว, ขืน เอามากกว่านั้นบ้า ขืนเอามากกว่านั้นจะบ้า เอาเพียงไม่มี ความทุกข์เลยพอแล้ว. เอาละ, อาตมาก็พูดรุนแรงไปสักหน่อย นี่ ที่ได้ขอ อนุญาตพูดอย่างปาฐกถาธรรม, ถ้าพูดอย่างเทศน์ แสดงธรรม เทศนาแบบเทศน์ พูดอย่างนี้ได้เมื่อไรเล่า เพราะว่าถ้า เทศน์ ก็ต้องพูดให้เรียบร้อยกว่านี้ ให้ไพเราะกว่านี้ ตามแบบ ของคำเทศน์ ; ต้องขอโอกาสพูดอย่างปาฐกถาธรรม พูด อย่างตรงไปตรงมา อย่างถลกหนังหัวกันเลย นั่นแหละ ขอโอกาส อย่างนี้แหละ. เป็นอันว่า การบรรยายเรื่อง พระรัตนตรัยนั่นแหละคือพุทธศาสนา สมควรแก่เวลา แล้ว. ขอยุติการบรรยายตอนหัวค่ำไว้แต่เพียงนี้ ถ้าอย่างไร ก็จะได้พูดกันอีกทีตอนดึก.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต