น.7 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, ขอแสดงความยินดี ในการที่ท่านทั้งหลาย อุตส่าห์ มาจากที่ไกล มาแสวงหาความรู้ทางธรรมะ เพื่อไปประกอบ หน้าที่การงานให้มีความเจริญงอกงามก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป กว้าง ขวางออกไปเร็วขึ้น นี่ประโยชน์ของการมาเพื่อแสวงหาธรรมะ และการมานี้มันก็มีเหตุผลว่าเป็นสิ่งที่ควรกระทำ ฉะนั้นจึงขอ อนุโมทนา และแสดงความยินดีด้วย. บรรยายแก่นักศึกษา ครูบาอาจารย์ ที่มาจากกรุงเทพฯ โม ลิมิ มีพระภิกษุฟังอยู่ด้วย ณ สวนโมกขพลาราม ในพรรษา ปี ๒๕๓๓
น.8 ๒ อีกอย่างหนึ่งก็ขอทำความเข้าใจว่า เรามาพูดจากัน ในเวลาอย่างนี้ คนบางพวกเขาก็จะเห็นว่าบ้า เวลาตี ๕ หัวรุ่ง เขาไว้สำหรับนอน หรือมานั่งพูดกันกลางดินอย่างนี้ ไม่ได้พูด บนตึกราคาล้าน ข้อนี้มันมีเหตุผลจะเรียกว่าความถูกต้องก็ได้ ที่เราจะใช้เวลาอย่างนี้ เวลาเช้าอย่างนี้เป็นเวลาที่มีความหมาย พิเศษอยู่หลายอย่าง โดยเฉพาะทางจิตใจ เป็นเวลาที่จิตใจ สดชื่นแจ่มใส หลังจากที่ได้พักผ่อนมาเป็นเวลานาน ตื่น ขึ้นมามันยังว่างอยู่ ยังเข้มแข็ง สดใสอยู่พร้อมที่จะรับอะไรใหม่ หรือว่าจะบรรจุอะไรลงไปได้โดยง่าย ถ้ามันสายจนเป็นกลาง วันไปแล้ว มันก็มีการบรรจุอะไรลงไปมากมายแล้ว มีลักษณะ เต็ม คล้ายกับน้ำเต็มถ้วย น้ำชาล้นถ้วยใส่อะไรไม่ลง เดี๋ยวนี้ กำลังว่างอยู่ จะใส่อะไรลงไปได้ดีกว่า เราจึงได้เลือกเอาเวลา อย่างนี้ มาพูดกันในเรื่องชนิดนี้ คือเรื่องธรรมะ ซึ่งค่อนข้าง ละเอียดลึกซึ้ง เป็นเวลากิจที่พร้อม คือเบิกบานสำหรับที่จะ รับของใหม่. ดอกไม้โดยมากจะบานในเวลาอย่างนี้ แม้จะมีบาง ชนิดบานตอนสายมีแดดแล้วก็มี บานตอนบ่ายก็มี เช่นดอก จำปูน บานตอนเย็นก็มี เช่นดอกนมแมว ดอกการะเวก
น.9 ๓ แต่โดยทั่วไปดอกไม้จะเริ่มบานเวลาหัวรุ่ง จิตก็มีลักษณะคล้าย กัน พักผ่อนพอแล้ว เบิกบานแล้ว พร้อมแล้วที่จะรับฟัง หรือจะบรรจุของใหม่ ๆ ลงไป พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้เวลาหัวรุ่ง อย่างนี้ แต่ว่าคนโดยมากเดี๋ยวนี้จัดไว้เป็นเวลาที่นอนสบาย ที่สุด ผืนความรู้สึกที่สุด ที่จับตัวมาพูดกันเวลาอย่างนี้. ขอให้ใคร่ครวญดูให้ดี เตรียมจิตเสียใหม่ให้เหมาะ ให้พร้อมที่จะพูดกัน จะพึ่งจะคิด จะใคร่ครวญในเวลาอย่างนี้ และก็ให้ถือว่าเป็นเวลาพิเศษ ต้องใช้มันให้ตรงกับเรื่องของ มัน เวลาที่จิตใจละเอียดก็ใช้กับเรื่องที่ละเอียด เวลาที่จิตใจ หยาบหรือค่อนข้างหยาบก็ใช้กับเรื่องหยาบ ๆ นี่จะได้ผลมาก นี้เรียกว่าเราเลือกเวลาให้เหมาะกับเรื่อง. ถ้าเป็นคนช่างสังเกต ก็จะรู้สึกว่า มันมีความหมาย หรือมันให้ความรู้สึกคล้ายกับโลกอีกโลกหนึ่ง คือโลกหนึ่งมัน ฟุ้งซ่านอึกทึกครึกโครม อีกโลกหนึ่งมันสงบเย็น เป็นโอกาส ขอให้เราไม่เสียโอกาสในการที่จะใช้โลกชนิดนี้ให้ตรงตามเรื่อง ถ้าเราเอาเวลาชนิดนี้ไปนอนเสีย มันจะเป็นหมัน.
น.10 ๔ ภิกษุ สามเณร ตามแบบฉบับของโบราณ เวลาเช่นนี้ เป็นเวลาที่ตื่นแล้ว พิจารณาปัจจเวกขณ์ปัจจัยแล้ว ทำสมาธิ ทำกรรมฐานแล้ว ไม่ได้ถือโอกาสสำหรับจะนอนอยู่ นี่เรียกว่า รู้จักใช้โลกชนิดนี้ให้เป็นประโยชน์ เอาสิ ! ถ้าว่าใครจะใช้เป็น เวลานอนสบายทุกวัน ๆ ในเวลาอย่างนี้ มันจะไม่เคยพบโลก อย่างนี้ โลกที่เยือกเย็น ที่สงบ ที่พร้อมจะศึกษาธรรมะซึ่ง เป็นของละเอียด. ที่พูดนี่ก็พูดเผื่อไว้ด้วยว่า เมื่อท่านกลับไปบ้านแล้วก็ ไปปรับปรุงกันเสียใหม่ ให้รู้จักใช้โลกชนิดนี้ให้มากให้ยิ่งๆขึ้น ไปแม้จะเหลือเวลาน้อย เพราะอายุมากแล้ว จะตายแล้ว ก็ขอ ให้เราใช้กันบ้างเถอะจะเป็นการดี โลกเวลาหัวรุ่ง โลกเวลา สว่าง โลกเวลาเช้า เวลาสาย เวลาบ่าย เวลาเย็น เวลาค่ำ จัดให้งานที่จะทำ หน้าที่ที่จะทำ ให้เหมาะ เหมาะ .. เหมาะ ไปทุกเรื่องทุกราว มันจะได้รับประโยชน์ยิ่งกว่าธรรมดา พระพุทธเจ้าท่านใช้เวลาอย่างนี้ ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ คือเอาเวลาอย่างนี้ไปเล็งญาณส่องโลกให้ทั่ว ๆ ว่าวันนี้ จะไปช่วยใครที่ไหน แล้วท่านก็ได้เห็นว่าที่นั่นมีนั่น ที่นี่มีนี่ ตรงนั้นมีนี้พอที่จะยุติได้ว่า วันนี้สว่างขึ้น .. รุ่งขึ้น จะไปช่วย
น.11 ๕ ใครที่ไหน ท่านใคร่ครวญดูอย่างรอบคอบ นี่เวลาเช่นนี้พวก หนึ่งกำลังนอนอยู่ แต่พระพุทธเจ้ากำลังเล็งญาณส่องโลก พอ สว่างขึ้นท่านก็ไปจัดการตามที่ทรงมุ่งหมายไว้ พบกับคนนั้น พูดจากับคนนั้น ทรมานคนเลวร้ายหรือคนร้ายกาจมิจฉาทิฏฐิ อะไรไปตามเรื่อง ที่ท่านได้ตกลงไว้ในพระทัยท่าน ท่านก็ไป .. ไปในรูปของบิณฑบาต. ที่แท้ก็ไปเพื่อโปรดสัตว์ พูดจากันมากมายจนสาย จนเที่ยงก็สุดแท้ ตอนเที่ยงร้อนพักผ่อนนิดหน่อย พอตอนบ่าย ก็กลับไปที่พัก ต้องต้อนรับคนที่ไปที่วัด พอตอนเย็นก็แสดง ธรรมกับผู้ที่ไปศึกษาถึงวัด พอพลบค่ำก็สอน .. แสดงธรรม กับภิกษุสามเณรประจำวัด ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ เชื่อกันว่า อย่างนั้น ปโทเส คือเวลาพลบค่ำ สอนภิกษุสามเณรเรื่อย ๆ ไปจนเที่ยงคืน อฺฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ เที่ยงคืนตอบปัญหา กับพวกเทวดา เทวดาที่เป็นคนเช่นพระราชามหากษัตริย์ นี่ก็ เรียกว่าเทวดา เทวดาที่มาจากสวรรค์ ลงมาจากสวรรค์ก็เรียก ว่าเทวดา แล้วในบาลีมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ แหละ แม้ พระราชาคนมนุษย์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็เลือกเอาเวลาเที่ยงคืน ก็คงจะยุ่งมาก มีกองทัพเพลิง .. คบเพลิง คุ้มกันไปเที่ยงคืน
น.12 ๖ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ไปอ่านเรื่องสามัญญผลสูตรดูจะพบเรื่อง อย่างนี้ เที่ยงคืนตอบโต้อยู่กับพวกเทวดา จนเลยเที่ยงคืนดึก ดื่นไปโน่น ก็พักผ่อนบ้าง พอหัวรุ่งเอาอีกแล้ว หัวรุ่งก็เล็ง ญาณส่องโลกอีก รุ่งเช้าก็ไปอีกเป็นวงจรอย่างนี้ แต่เราจะมองในแง่ที่ พระพุทธเจ้าท่านใช้เวลาตรงกับ เรื่องที่จะต้องใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จึงสำเร็จประโยชน์ ท่านทำอย่างนี้ด้วยความเสียสละทั้งวันทั้งคืน..ทั้งวันทั้งคืน เสร็จจากเมืองนี้แล้วก็ไปเมืองโน้น ๆ เป็น พระศาสดาเท้าเปล่า ไม่เคยพบข้อความในบทบาลี ตรงไหนที่ว่าพระพุทธเจ้ามีรอง เท้าหรือมีร่ม จึงเรียกท่านว่า "ศาสดาเท้าเปล่า" เดี๋ยวนี้เรามี อะไรมากมายจนมีบริขารเก้า ภิกษุมี ‘กล้องถ่ายรูป’ เป็นบริขาร เก้า ลงไปถึงพวกชีแก่ ๆ ก็มีกล้องถ่ายรูป นี่มันเปลี่ยนแปลง วิปริตกันมากถึงขนาดนี้ พระพุทธเจ้าไม่มีร่มไม่มีรองเท้า คิดดูเถอะ และก็ไม่นั่งรถ เพราะไม่มีรถที่เหมาะสำหรับนั่ง มันมีแต่เกวียน มีแต่รถม้า เทียมด้วยสัตว์มีชีวิตท่านก็ไม่นั่ง เป็นระเบียบเป็นวินัยเป็นธรรมเนียม ท่านก็ต้องเดิน จะมีแดด แผดร้อนอย่างไรท่านก็เดิน จนตลอดชีวิตของท่าน จนนาที สุดท้าย จนนาทีสุดท้ายท่านยังทำงานในหน้าที่อยู่ แล้วก็
น.13 ๗ ปรินิพพาน ‘ทำงานจนนาทีสุดท้าย' ไปอ่านดูในพุทธประวัติ เองก็แล้วกัน. การทำงาน หรือใช้เวลาทำงานให้เหมาะตรงกับเรื่องนี้ ดีที่สุด ขอให้สนใจกันไว้บ้าง การที่จะต้องมาฟังกันในเวลา อย่างนี้ อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องทรมาน อย่าเห็นเป็นเรื่องล้าสมัย หรือขัดสมัยหรืออะไร ที่เขากำลังจะแสวงหาความสุขจากการ นอนกันอยู่มาพูดจากัน เอาละ ! เป็นอันว่าเป็นที่เข้าใจกันได้ ว่าทำไมเราจึงมาพูดกันเวลาอย่างนี้ แล้วก็พูดในที่อย่างนี้ ไม่ ไปพูดบนตึกราคาล้าน เหมือนที่เขาแสดงปาฐกถาอะไรกัน เขาพูดเรื่องการทำนา เรื่องแก้ปัญหาการทำนา บนตึกสวยงาม หลาย ๆ ชั้น ผมว่ามันบ้า...ไปพูดกันที่กลางดินที่ในทุ่งนาเอง จะดีกว่า นี่ควรจะนึกกันบ้างว่า เราจะใช้สถานที่อย่างไร. ทีนี้ก็มาถึงหัวข้อของเรื่องที่จะพูดกันวันนี้ มีหัวข้อ สำหรับจะพูด ว่า "ชีวิตที่มีพื้นฐาน และสิ่งที่จะเป็นพื้นฐานของ ชีวิต" ก็ได้แก่เรื่องธรรมะ.. พระธรรม นั่นเอง ชีวิตที่มีพื้นฐาน ก็เป็นชีวิตที่มีธรรมะ สิ่งที่จะเป็นพื้นฐานของชีวิตก็คือธรรมะ อีกนั่นแหละ กลายเป็นว่าเราจะพูดกันด้วยเรื่องของธรรมะ เรื่องของธรรมะ ซึ่งกำลังเป็นเรื่องครึคระของคนสมัยใหม่
น.14 ๘ แม้เป็นนักศึกษาก็เห็นเป็นเรื่องครึกระสู้เรื่องวิชาเทคนิคเทคโน หาเงินกันมาก ๆ ไม่ได้ อาตมาเชื่อว่า นักศึกษา ครูบาอาจารย์ ทั้งหลายที่อุตส่าห์มาจากกรุงเทพ ฯ คงจะไม่คิดอย่างนั้น คงจะ คิดว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น เป็นสิ่งที่ต้องการ จึงอุตส่าห์มาและ ขอร้องให้บรรยาย จงทำให้สำเร็จประโยชน์ คือเข้าใจธรรมะ ที่จะบรรยาย และเอาไปใช้เป็นประโยชน์ได้จริง ไปประยุกต์ ใช้กับเหตุการณ์ในชีวิตทุกชนิด ทุกขั้นทุกตอนได้จริง ก็จะ คุ้มค่ามา อุตส่าห์มาจากกรุงเทพฯ เสียเงิน เสียเวลา เสียเรี่ยว แรง เสียอะไรไปหลายอย่างอยู่ ท่านต้องรับผิดชอบในการที่ จะให้ได้รับประโยชน์คุ้มค่ากัน ถ้าไม่คุ้มค่ากันก็ต้องรู้สึกกัน เอาเองว่าเป็น อย่างไร. อาตมาเคยบอกกล่าว กันมานาน นักหนาแล้วและให้ ถือเป็นกฎเกณฑ์ว่า "ใครใช้เงินไม่คุ้มค่ากับเวลา ยมบาลจะ เขากระบาลคนนั้น" เพราะมันใช้เงินไม่คุ้มค่ากับเวลา จงระวัง ให้ดี ๆ ใช้เงินให้คุ้มค่ากับสิ่งที่จะได้รับ คุ้มค่าเวลา คุ้มค่าเงิน คุ้มค่าเรี่ยวแรง ถ้าคิดกันบ้างก็คงจะดีกว่า คือจะตั้งใจพังมาก กว่า คิดนึกใคร่ครวญมากกว่า แล้วก็จะพยายามปฏิบัติกันมาก กว่า.
น.15 ๙ หัวข้อที่จะบรรยายนี้ชื่อของมันก็ไม่ค่อยน่าฟัง หรือ ชวนพึ่ง. . ‘ชีวิตที่มีพื้นฐาน’ ไม่น่าสนใจนะ เพราะว่ามันไม่อยาก มีอะไรเป็นพื้นฐาน มันอยากทำอะไรหวัด ๆ ด้วยความคิดนึก ชั่วขณะตามสบาย ตามใจตัวเอง ไม่มีการตระเตรียมพื้นฐาน อะไรที่ดี ชีวิตนี้ก็ไม่มีพื้นฐาน มันก็โคลงเคลงโอนเอนเหมือน ปลูกเรือนในโคลน เราจะต้องทำให้มีพื้นฐานเหมือนฐานคอน กรีตที่แน่นหนาแข็งแรงไม่ล้ม ทำชีวิตนี้ให้มีพื้นฐาน โดยรู้จัก สิ่งที่จะเป็นพื้นฐานได้ โดยแท้จริง และสิ่งนั้นก็คือ ‘ธรรมะ' เราจะได้พูดกันถึงคำแรกก่อนว่า "ชีวิตที่มีพื้นฐาน". ชีวิตมีพื้นฐาน ก็หมายความว่ามันปกติ มันมั่นคง หวั่นไหวยาก หรือล้มละลายยาก มีความสะอาด ไม่มีสิ่งที่เป็น พิษเป็นภัย มีความสว่างแจ่มใสไม่โง่เง่า มืดมนท์ และก็มีความ สงบเย็น ชนิดที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย ตัวเองสงบเย็น แล้วก็เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย และก็มีเสรีภาพโดยแท้จริง มีความเป็นไทแก่กิเลส ไม่ใช่มีกิเลสเป็นเครื่องบังคับ จนเป็น ทาสของกิเลสเป็นทาสของตัณหา อย่างนั้นไม่ใช่ชีวิตที่เป็นไท ไม่เป็นอิสระ แล้วจะหาความปกติมาจากไหน มันก็ไม่มีพื้นฐาน ที่มั่นคง ฉะนั้นขอให้มุ่งหมายว่า เราจะมีชีวิตที่มีพื้นฐานอัน
น.16 ๑๐ มั่นคง เป็นหลักทั่ว ๆ ไป จึงต้องสนใจสิ่งที่มันจะเป็นพื้นฐาน แก่ชีวิต สิ่งนั้นก็คือธรรมะ. ครั้น มีธรรมะแล้วก็จะมีพื้นฐานอันมั่นคง มีรากฐาน อันมั่นคง สามารถที่จะทนรับหรือทรงไว้ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่เป็น ประโยชน์ได้อีกมากมาย ถ้าชีวิตไม่มั่นคงก็หมายความว่าเป็น ทาสของกิเลส มันก็จะทำอะไรให้กิเลสทั้งนั้น ไม่มีประโยชน์ แก่ความเป็นมนุษย์แม้ของตนเอง. ชีวิตที่มีธรรมะชั้นสูงสุดก็คือ มีธรรมะที่เป็นหัวใจ ของพระพุทธศาสนา ถ้าท่านยังไม่รู้จักธรรมะที่เป็นหัวใจของ พระพุทธศาสนาก็จะเอามาใช้เป็นรากฐานที่มั่นคงไม่ได้. ธรรมะสูงสุดที่เป็นหัวใจ พระพุทธศาสนาก็อยาก จะระบุไปยัง "ความไม่เห็นแก่ตัว” มีความไม่เห็นแก่ตัว ก็ไม่มีกิเลส ไม่มีอะไรที่เป็นการผิดพลาด ความเลวร้ายหรือ ปัญหาทุกชนิด .. ไม่ยกเว้นอะไร มาจากความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ไปใคร่ครวญดู เป็นชีวิตที่ปกติ หรือมีเสรีภาพ คือไม่มีการ แบกของหนัก ถ้ายังแบกของหนักอยู่ก็หมายความว่า ยังไม่มี อะไรที่น่าพอใจและยังไม่ไปถึงไหน ของหนักก็คือความโง่
น.17 ๑๑ เท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรที่จะเป็นของหนักเท่ากับความโง่ คือไปยึดถือนั่น นี่ โน่นให้เป็น ‘ตัวกู’ ให้เป็น ‘ของกู’ แล้วก็ แบกของหนักเหล่านั้นอยู่เป็นปกติ เป็นนิสัยไปเลย นี่เรียกว่า เป็นชีวิตที่มีภาระหนักในทางจิตในทางวิญญาณ ไม่ต้องมีภาระ หนักเหล่านี้ จึงจะเรียกว่า ชีวิตที่มีพื้นฐานที่ถูกต้องแล้ว มันจัด การถูกต้องแล้ว จนเป็นชีวิตที่ไม่แบกของหนัก. เมื่อไม่แบกของหนักก็มีเสรีภาพ มีอิสรภาพที่จะทำ อะไรชนิดที่เป็นประโยชน์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ทั้งเพื่อตัวเองและทั้ง เพื่อผู้อื่น ถ้ามันไม่เป็นภาระ ไม่เป็นชีวิตที่ติดคุก ติดตรวน ของความโง่ ติดตะรางแห่งตัวกู-ของกู ชีวิตของคนโง่มัน ติดคุกอยู่ตลอดเวลา คือคุกแห่งความยึดมั่นอะไร ๆ เป็นตัวกู -เป็นของกู มันก็เป็นทาสของสิ่งเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา ไม่มี เสรีภาพ อย่างนี้เรียกว่าไม่มีอะไรที่ถูกต้องโดยพื้นฐาน. ความไม่เห็นแก่ตัว นี่แหละจะเป็นพื้นฐานที่ดีที่สุด คือมันจะเห็นแก่ความถูกต้อง แล้วก็จะเห็นแก่ผู้อื่น ถ้ามันเห็น แก่ตัวเสียแล้ว มันก็ไม่เห็นแก่ผู้อื่น ไม่เห็นแก่ความถูกต้อง มันเอาแต่ประโยชน์ของกู นี่มันไกลกันลิบแหละ ความเห็น แก่ตัวกับความไม่เห็นแก่ตัวนี่ มันไกลกันลิบ แต่แล้วมันก็น่า
น.18 ๑๒ เศร้าที่ว่า โลกนี้ยิ่งมีความเห็นแก่ตัวมากขึ้นทุกที ๆ ๆ ตามความ เจริญของโลก. สมัยคนป่ามันไม่เห็นแก่ตัวมากเท่าคนที่สมัยเจริญ แล้วอย่างนี้ เพราะคนป่ามันโง่ ยังคิดไม่เป็น .. ยังคิดเอา เปรียบหลอกลวงคดโกงกันไม่ได้ ยังไม่มีนักการเมือง ไม่มีนัก เศรษฐกิจที่จะล้วงกระเป๋าคนอื่น ความเห็นแก่ตัวของคนป่า มันก็มีน้อย พอมากลายเป็นมนุษย์สมัยนี้ ขึ้นมาก็คือความเห็น แก่ตัวนั่นเอง เจริญด้วยสิ่งที่จะมาบำรุงบำเรอสนองความต้อง การ ใครควรจะหัวเราะเยาะใคร คนป่าควรจะหัวเราะเยาะ มนุษย์สมัยนี้ หรือมนุษย์สมัยนี้จะควรหัวเราะเยาะคนป่า อาตมาเห็นว่าคนป่ามีปัญหาน้อยมีความทุกข์น้อย เบียดเบียน กันน้อย ไม่กัดกันเหมือนกับคนสมัยนี้ ซึ่งมีวิชาความรู้เจริญ สำหรับกัดกันสำหรับแย่งชิงกันต่อสู้กันโกหกหลอกลวงกัน ซึ่งคนป่ามันไม่รู้จักทำ ทำไม่เป็น. นี่เรียกว่า ความเห็นแก่ตัวมันทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลง จนเรียกว่าโลกนี้มันแคบมันจะไม่มีที่อยู่ เพราะมีความ เห็นแก่ตัวมีคนที่เห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น ๆ ถ้าสมมุติว่าคนสมัยนี้นะ ไม่เห็นแก่ตัว มีธรรมะถูกต้อง ก็จะอยู่กันอย่างสบายกว่านี้.
น.19 ๑๓ โลกใบนี้. .โลกเล็กๆ ใบนี้ จะบรรจุคนได้มากกว่านี้ อีกมากมายนัก ถ้าคนไม่เห็นแก่ตัว เดี๋ยวนี้คนมันเห็นแก่ตัว มันก็ไม่ไหว มันจะเอามาก จะเอาเปรียบมาก จนโลกนี้ไม่พอ ฉะนั้น เมื่อมันมีความเห็นแก่ตัวก็มีปัญหาเกิดขึ้น คือมันมี กิเลสแล้วทำไปตามอำนาจของกิเลสมันก็เกิดปัญหา ยิ่งเจริญ ด้วยวัตถุมันก็คือยิ่งเจริญด้วยเหยื่อของกิเลส ยิ่งเจริญด้วย เหยื่อของวัตถุก็ยิ่งเจริญด้วยเหยื่อของกิเลสไปคิดดูเองก็แล้วกัน ยิ่งเจริญทางวัตถุแล้วก็จะทำให้ยิ่งเห็นแก่ตัว เพราะความเจริญ ทางวัตถุนั้นมันออกมาจากความเห็นแก่ตัว เมื่อมนุษย์มีกิเลส มากขึ้นก็จัดสรรหาเหยื่อของกิเลสมากขึ้น จนมาถึงยุคนี้ก็ใช้ อุตสาหกรรม เทคโนโลยีอะไรก็แล้วแต่จะเรียก เพื่อหา เหยื่อให้แก่กิเลส ฉะนั้นเหยื่อของกิเลสมันจึงก้าวหน้าเหลือ ประมาณ ยิ่งก้าวหน้าทางเหยื่อของกิเลส ก็ยิ่งเห็นแก่ตัว ดังนั้นมนุษย์ยิ่งเห็นแก่ตัว ยิ่งเห็นแก่ตัว พ่ายแพ้แก่กิเลส ฝ่ายความดีความงามความถูกต้องมันถอยกำลังออกไป. .ถอย กำลังลงไป เพราะมนุษย์สมัครเป็นทาสของกิเลสมากขึ้นดังนั้น จึงมีการเบียดเบียนกันทั่วไปทุกหัวระแหงทั่วโลก ซึ่งสมัยคน ป่าโน้นทำไม่ได้ มีไม่ได้ เพราะไม่ต้องการกันมากอย่างนั้น
น.20 มีความฉลาด มีอาวุธ มีความก้าวหน้าทาง เครื่องมือ เครื่องใช้ ก็เลยรบราฆ่าฟันกันได้ไม่มีหยุดมีหย่อน เพราะถ้าเขาไม่ทำกันด้วยสงครามร้อน ก็ทำกันด้วยสงคราม เย็นที่เร้นลับที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึก เป็นสงครามเศรษฐกิจ เป็น สงครามการเมือง แล้วก็ออกมาเป็นสงครามยิง สงครามไฟ เมื่อไหร่ก็ได้ สังเกตดูมันมีตลอดเวลานะ สงครามฆ่ากันโดย ตรงนี้ มันเป็นเรื่องเล็ก ๆ อยู่ไกลบ้านเรา เราก็ไม่ค่อยรู้ แต่ที่ จริงมันมีอยู่ตลอดเวลา ระหว่างบุคคลยิ่งมีอยู่ตลอดเวลา คือ อันธพาลมากขึ้น อาชญากรมากขึ้น ก็ฆ่าฟันกันอยู่ตลอดเวลา นี่เพราะความเห็นแก่ตัว ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมดเปลี่ยนเป็น ตรงกันข้าม คือจากความสงบ ไปสู่ความไม่สงบ. เดี๋ยวนี้ก็ บูชา 'วิทยาศาสตร์’ เป็นสิ่งสูงสุด ประเสริฐ ที่สุด ทุกคนต้องการความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เพื่อไม่ เสียเปรียบใคร เอ้า ! ลองดูสิทุกคนเจริญด้วยวิทยาศาสตร์ ถ้า ทุกคนมีความเห็นแก่ตัวแล้ว มันจะใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นั้นอย่างไร มันก็ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อประหารผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่น แย่งชิงผู้อื่น กอบโกยผู้อื่น วิทยาศาสตร์ไม่ อาจจะสร้างสันติภาพเพราะมันเตรียมพร้อมสำหรับไปกัดกัน
น.21 ๑๕ บนโลกพระจันทร์ โลกพระอังคาร โลก .. โน่น ความเจริญทาง วิทยาศาสตร์จนให้กัดกันในโลกนี้ไม่พอ มันก็ไปกัดกันในโลก พระจันทร์ โลกพระอังคารข้างหน้าต่อไปในอนาคต ถ้าความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มันเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ธรรมะไม่ไป ควบคุมนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้น ก็เตรียมเถอะ เตรียมไป เป็นสัตว์สำหรับไปกัดกันบนโลกพระจันทร์ โลกพระอังคาร วิทยาศาสตร์มันจะให้อวสานมุ่งหมายปลายทางอย่างนี้ . เศรษฐกิจมันไม่มีจุดจบ ไม่มีจุดพอ การเงิน การ เศรษฐกิจ ทรัพย์สมบัติพัสถานก็เอาซี่ลองดูลองเอาให้มากซี่ เมื่อไม่มีศีลธรรม ไม่มีธรรมะแล้วมันเห็นแก่ตัว ไอ้เศรษฐกิจ นั่นแหละมันจะกัดมนุษย์จะทำลายมนุษย์ผู้ไม่รู้จักอิ่มจักพอ แม้ว่าจะจัดเศรษฐกิจให้ดีให้รวยกันหมด ๆ มนุษย์มันก็ยังทำ ลายล้างกันอยู่นั่นแหละ ยิ่งรวยยิ่งเห็นแก่ตัว ก็ยิ่งทำลายล้าง ผู้อื่นลึกซึ้ง แม้ว่าฝนจะตกลงมาเป็นทองคำ ฟังให้ดี ๆ นะ .. แม้ว่าฝนจะตกลงมาเป็นทองคำทั่วไปหมด โลกนี้ก็ไม่มี สันติภาพ เพราะมันยิ่งเห็นแก่ตัว .. ยิ่งเห็นแก่ตัว มันฆ่ากัน ในการแย่งกันเก็บทองคำใครเก็บทองคำไว้มากคนนั้นก็จะถูกจี้ ถูกปล้นไม่มีสิ้นสุด แม้ฝนจะตกลงมาเป็นทองคำ มันก็แก้
น.22 ๑๖ ปัญหาไม่ได้ น้ำหน้านักเศรษฐกิจไหนนะ ที่จะจัดให้โลกนี้มี ผลมากทางทรัพย์สมบัติ เหมือนกับฝนตกลงมาเป็นทองคำ มัน ยังไกลกันนัก แม้จะจัดได้ ให้ฝนตกลงมาเป็นทองคำ โลกนี้ มันก็ไม่มีสันติภาพถ้ายังไม่มีธรรมะ ถ้ามันมีแต่ความเห็นแก่ตัว. มีข้อความในพระบาลีแห่งหนึ่ง อ่านแล้วสะดุด ลืม ไม่ได้ คือมีคำตรัสของพระพุทธเจ้าว่า "แม้ว่าภูเขาลูก ใหญ่ ๆ จะเป็นทองคำไปทั้งลูก ภูเขาทองคำ ๒ ลูกมันก็ยัง ไม่พอแก่ความต้องการของมนุษย์คนเดียว มนุษย์คนเดียวที่ มีความโลภ มีกิเลส" เดี๋ยวนี้เรามีมนุษย์ ๕ พันล้านคน แล้ว คิดดูเถอะ ! กี่พันล้านคนที่เป็นคนเห็นแก่ตัว มีกิเลส แล้วจะเอาภูเขาไหนมาเป็นทองคำให้จนเพียงพอแก่มันได้ จะมี น้ำหน้าไหนมาจัดให้โลกนี้เหมือนกับมีฝนตกมาเป็นทองคำ มีแต่จัดเข้ากระเป๋าตัวเองเท่านั้นแหละ นักเศรษฐกิจไม่ได้จัด เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ยิ่งรวยก็ยิ่งกอบโกย ยิ่งรวยก็ยิ่งผูกขาด. เศรษฐกิจมันไม่แก้ปัญหาได้ อย่าไปบ้า อย่าไปเมา กับมันเลย ต่อเมื่อจัดกันอย่างถูกต้อง โลกจึงมีสันติภาพ จึง ต้องมีธรรมะเข้ามาควบคุมเศรษฐกิจ โลกนี้จึงจะมีสันติภาพ
น.23 ๑๗ ฉะนั้น ถ้าผู้ใดบูชาเศรษฐกิจ บูชาความรู้ทางเศรษฐกิจ ก็ ช่วยเอาไปคิดไปนึกดูกันเสียบ้าง. ถ้าว่า การศึกษา มันเจริญ ทำให้ โลกนี้มีนักการเมือง เต็มไปทั้งโลก ลองคิดดูมีนักการเมืองเต็มไปทั้งโลก โลกนี้ จะไปไหน โลกนี้ ก็จะเป็นโลกของการหลอกลวง มีความคิดที่ จะครอบงำผู้อื่นเสมอไป ตามแบบของนักการเมือง ไม่ใช่ผู้ที่ จะจัดบ้านเมืองให้มีความสงบสุข แต่มันจะทำนาบนหลังผู้อื่น มันจะจัดโลกนี้ ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง นี่นักการเมืองทั้ง โลกน่ะมันเป็นอย่างนี้. เดี๋ยวนี้มันก็มี วัตถุเครื่องใช้ไม้สอย เครื่องมือวิเศษ แสนจะวิเศษ เรื่องเครื่องจักรทั้งหลาย คอมพิวเตอร์ วิทยุ เรื่องอีเลคโทรนิค เทคโนโลยี อะไรก็ตาม เหลือจะประเสริฐ .. เหลือจะประเสริฐ แต่มนุษย์ก็เอาไปใช้เพื่อกิเลสของตัว . เพื่อกิเลสของตัว เป็นเครื่องมืออุปกรณ์ที่จะเอาเปรียบผู้อื่น ให้มากที่สุด ใครมันใช้คอมพิวเตอร์เพื่อสันติภาพ .. ไม่เห็น แต่ใช้เพื่อค้นหาวิธีที่จะได้เปรียบผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่นอย่างไม่ มีขอบเขตที่จำกัด เครื่องมืออันวิเศษก็ถูกใช้ ไปเพื่อทำให้ โลก วุ่นวายเท่านั้นเอง เพราะกิเลสมันครอบงำ มันไสคอไสหัว
น.24 ๑๘ ให้มันใช้เครื่องมืออันวิเศษไปแต่ในทางกอบโกย ที่จริงมันใช้ เพื่อสันติภาพก็ได้แต่ก็ไม่ได้ใช้ เพราะกิเลสมันครอบงำ มัน เป็นนายอยู่. อย่างวิทยุนี่ก็นับว่ามีประโยชน์มาก แต่เปิดเพลง กันเกือบทั้งนั้น แม้สถานีส่ง ส่วนผู้ฟังก็ฟังกันแต่เพลง เรื่อง การศึกษาไม่ได้ฟัง เอาวิทยุเล็ก ๆ แขวนคอไว้ เกี่ยวข้าว ไปพลาง เด็ก ๆ เปิดวิทยุฟังไปพลางทำการบ้านไปพลาง นี่ผม เห็นกับตานะ ผมถามว่า "ทำไมทำอย่างนี้" เขาบอกว่า "ไม่ อย่างนั้นทำไม่ได้" นี่มันเสพติดวิทยุ มันฟังเพลง ไม่ได้ฝั่ง เรื่องที่เป็นสาระประโยชน์ เรื่องสาระประโยชน์มันก็เลยเป็น หมันไปเสียเป็นส่วนมาก .. เป็นส่วนมาก นี่เขาใช้เครื่องมือ วิเศษนี้ไปในทางหล่อเลี้ยงกิเลสเสียท่าเดียว. เรื่อง อุตสาหกรรมเขาใช้เพื่ออะไร คุณลองคิดดู ว่าอุตสาหกรรมไหนที่มุ่งหมายเพื่อสร้างสันติภาพ มีแต่เพื่อ กระเป๋าตัวเอง แม้ว่าจะเป็นของส่วนรวม ของประเทศชาติ เขาก็ใช้อุตสาหกรรม เพื่อสร้างสมกำลัง สร้างสมอำนาจ .. อำนาจทางเศรษฐกิจ อำนาจทางอาวุธ อำนาจเพื่อการสงคราม
น.25 ๑๙ นี่เขาใช้อุตสาหกรรมเพื่ออำนาจ แล้วโลกนี้มันจะมีสันติสุข สันติภาพ ได้อย่างไร. การคมนาคม ถนนหนทาง เดี๋ยวนี้วิเศษ แต่มันก็ ไม่ได้เพิ่มสันติสุขหรือสันติภาพ ที่มันเหมาะสมกัน ให้มัน สมกัน มันกลายเป็นเพิ่มเรื่องยุ่งยาก คมนาคมสะดวกมันก็ไป ตากอากาศเอาคู่รักไปเที่ยวเพลิดเพลินเพราะถนนมันดี เอาไป ใช้เพื่อกามารมณ์ ใช้เพื่อความเพลิดเพลินส่วนบุคคลเป็น ที่เล่น อาชญากรก็ยิ่งชอบ ยิ่งถนนรถวิ่งได้เร็วอย่างนี้ก็ขโมย ได้สะดวก สร้างเรื่องที่จะปล้นจี้ได้สะดวกเพราะถนนมันดี ถนนมันเร็ว ที่หน้าวัดตรงนั้นคนเอาไม้ขอนขวางรถที่วิ่งมา โดยเร็ว ชนกระจาย ลงไปนอนตะแคงอยู่ข้างคู แล้วมันก็ มาช่วยขนปลาในรถไปหมดเพราะความมีถนนดี ถ้าไม่มีถนนดี เรื่องอย่างนี้ก็ไม่มี คนมีกิเลสมากก็ใช้ถนนด้วยกิเลสตัณหา ฉะนั้น อุบัติเหตุบนท้องถนนมันจึงมากขึ้น ๆ เมื่อไม่มีถนน ที่สะดวกสำหรับเหาะกันอย่างนี้ อุบัติเหตุบนท้องถนนมัน เกือบจะไม่มี .. ลองคิดดู ความเจริญที่ไม่ถูกควบคุมด้วยธรรมะ ความเจริญที่ตกไปอยู่ใต้ฝ่าเท้าของกิเลส มีกิเลสสุมหัวอยู่ ความเจริญนั้นเป็นไปเพื่อวิกฤตการณ์ทั้งนั้น.
น.26 เราจะมี การทูต กิจกรรมระหว่างประเทศ ให้ก้าวหน้าเท่าไร มันยิ่งไม่มีสันติภาพ คุณลองสังเกตดูสิ เดี๋ยวนี้ความเจริญทางการทูตการต่างประเทศมันเจริญเหลือ ประมาณ แต่โลกมันก็ยิ่งเต็มไปด้วย วิกฤตการณ์ทางการทูต นั่นแหละ เพราะการทูตนี้มันเป็นเรื่องหน้าไหว้หลังหลอกนะ มันต้องการจะครองโลกเป็นเรื่องเห็นประโยชน์ส่วนตัว อยากจะพูดเลยไปถึง ศิลปะ ที่ว่าก้าวหน้านัก ศิลปะ ร้องเพลง ศิลปะเต้นรำ ศิลปะประดับตกแต่ง ศิลปะการกิน เหล่านี้ก้าวหน้าเหลือประมาณ แต่มันก็ไม่ทำให้โลกนี้เกิด สันติภาพ ยิ่งศิลปะลึกซึ้งเท่าไร เราก็ต้องยอมโง่ให้มาก เท่านั้นศิลปะจึงจะเป็นศิลปะ ผมก็รู้ว่าพูดอย่างนี้มันถูกด่า แต่ก็ยินดีให้ถูกด่า เพลง .. จะให้ไพเราะมาก ไพเราะมาก ก็ต้องยอมโง่ให้มาก ยอมโง่ให้มากจนรู้สึกว่าอย่างนั้นมัน ไพเราะ ภาพเขียนศิลปะ ว่าอย่างนั้นงาม .. แพง แต่คนดูต้อง ยอมโง่ให้มาก .. โง่ให้มาก โง่ให้มากจนไอ้อย่างนั้นมันแพง มันดี มันสวยมันวิเศษขึ้นมาจนได้ ศิลปะป้ายสีขายราคาแผ่น หนึ่งหลายสิบล้านบาท ต้องยอมโง่ให้มาก. โง่ให้มากโง่ให้ ที่สุด ศิลปะจึงจะเป็นศิลปะขึ้นมา เช่น ศิลปะขับร้อง ศิลปะ
น.27 ๒๑ ดนตรี ศิลปะอะไรซึ่งมันต้องยอมโง่ มันจึงจะมีความเป็น ศิลปะขึ้นมา มันไม่มีค่า ไม่มีความหมายแก่คนที่ไม่ยอมโง่. เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า เราไม่ยอมโง่ให้ศิลปะ เหล่านั้นมาสุมกระบาล ไปซื้อหามาแพง ๆ ไปค้นคว้ามาแพงๆ แล้วยอมโง่ให้มันเป็นของประเสริฐ ยุคหนึ่ง .. เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศิลปะ แอฟสแตร็ค .. อะไร บ้าบอที่สุดเลย เดี๋ยวนี้เห็นหาย ๆ ไปแล้วเพราะไม่ค่อยมีใครยอมโง่ แม้แต่ วิจิตรศิลป์ .. วิจิตร- ศิลป์ที่ว่าบ้ากันนัก มันก็ต้องยอมโง่ ยอมโง่ให้มาก ๆ ความ วิจิตรมันจึงจะปรากฏออกมา ถ้าไม่ยอมโง่ตามที่เขาวางรูปไว้ ให้โง่ มันก็ไม่วิจิตร .. ไม่วิจิตรอะไร. ฉะนั้น ศิลปะหรือวิจิตรศิลป์นี้มันไม่สร้างสนติภาพ ในโลก เพราะมันเป็นเหยื่อของกิเลส คือความโง่ แล้วมันจะ เห็นแก่ตัวอย่างโง่ที่สุดไปอีกมุมหนึ่ง ๆ ทีเดียว เอ้า! ใครด่า ก็ด่าไป เชิญเถอะผมก็ยืนยันอย่างนี้ว่า ศิลปะทั้งหลายนี่ต้อง ยอมโง่ให้มาก ตามที่เขามีศิลปะ ลึกเท่าไรเราก็ต้องยอมโง่ให้ มากเท่านั้น.
น.28 ๒๒ ใครไปหลอกหมาให้ไพเราะได้ ศิลปะไหนมาหลอก หมาให้ไพเราะได้ เพราะมันไม่ยอมโง่ไปตามนั้นและมันไม่ อาจจะยอมโง่ไปตามนั้น สมองของคนน่ะมันยอมโง่ได้ลึกเข้า ไป ... ลึกเข้าไป ยอมโง่ ยิ่งเกิดความลึกของความโง่ตาม ศิลปะที่มันลึกเข้าไป แม้จะบูชาศิลปะกันทั้งโลก โลกนี้ก็ไม่มี สันติภาพ แล้วมันก็ส่งเสริมความเห็นแก่ตัวด้วยเหมือนกัน จะมีวิจิตรศิลป์มากเท่าใด ถ้ามีความเห็นแก่ตัวอยู่เพียงใด โลกนี้ ไม่มีสันติภาพ. อยากจะพูดถึง โบราณคดี .. โบราณคดีเป็นวิชาที่ สนใจกันมาก ส่งเสริมกันมากก็เหมือนกัน แต่แล้วมันก็ไป ศึกษา ค้นพบแต่ .. ค้นหาแต่ .. แง่ที่จะเอามาใช้เป็นตัวอย่าง สำหรับเอาเปรียบผู้อื่น ชนะผู้อื่น คดโกงผู้อื่น ที่ศึกษาโบราณ คดี ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาจนบัดนี้ มันจะมองกันในแง่แต่ที่จะ เอามาใช้ประโยชน์ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ หรือทาง อะไรที่จะเอาเปรียบผู้อื่น ไม่สอดส่องค้นคว้าว่า เขาเคยมี สันติสุขมีสันติภาพสงบเย็นกันเท่าไร สมัยพัน ๆ ปีมาแล้วมัน สงบเย็นอย่างไร ต่อมาสงบเย็นอย่างไร สงบเย็นอย่างไรมัน ไม่ค้นในรูปนี้ ค้นแต่ในรูปว่า อย่างไหนจะเอามาใช้ประโยชน์
น.29 ๒๓ ในทางเอาเปรียบผู้อื่นได้ นี่โบราณคดี จึงไม่สร้างสันติภาพ ผมเคยบ้ากับเขาพักหนึ่ง .. เรื่องโบราณคดี พอมองเห็นข้อนี้ เข้าก็ชักจะไม่สนใจเสียแล้ว. ถ้าสนใจในแง่ของธรรมะ สมัยนั้นเคยสงบกันถึง ขนาดนั้น เคยเยือกเย็นกันถึงขนาดนั้น สมัยนั้นคนนอนไม่ ต้องขีดประตูเรือนไม่มีใครเอาของที่เจ้าของเขาไม่ ได้ให้ อย่าง โบราณคดีสมัยศรีวิชัยนี่ก็มีบ้าง เมืองศรีวิชัยไม่มีใครเอาของ ที่เจ้าของไม่ได้ให้ พวกอาหรับที่อื่นมันไม่เชื่อ มันก็มาทดลอง เอาทองทิ้งไว้กลางถนน แล้วก็ไป หลายปีกลับมา อ้าว ! ทอง หายไปไหน แต่ขุดดูหน่อยมันอยู่ใต้ดิน จมดินลึกลงไปหน่อย เพราะคนมันเหยียบ ไม่มีใครเอาไป นี่มันมีเขียนไว้อย่างนี้ แต่ ไม่มีใครสนใจที่จะเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครสนใจที่จะมีความ ซื่อสัตย์ ที่จะรักผู้อื่นอย่างนี้. มันมีอีกหลายแง่หลายมุม ที่มันแสดงธรรมะอยู่ใน โบราณคดี แต่ไม่มีใครสนใจ จะสนใจอยู่แต่ว่า จะเอาเปรียบ ผู้อื่นได้อย่างไร จูเลียต ซีซาร์ ฆ่าคนได้มากอย่างไร วิธีใด นั่น .. จะ สนใจอย่างนั้นมันไม่ใช้เพื่อความสงบสุขนี่ ศิลปหรือโบราณคดี
น.30 ๒๔ มันจะใช้เอามาเป็นเครื่องมือเป็นตัวอย่างสำหรับ จะโกง จะเอา เปรียบมากขึ้นไปอีก สิ่งที่เป็นความก้าวหน้าทางวัตถุ บำรุงบำเรอ มากมายมหาศาลนั้น เพื่อส่งเสริมกิเลสทั้งนั้น ยิ่งเจริญทางวัตถุก็ ยิ่งส่งเสริมกิเลส ยิ่งเห็นแก่ตัว ยิ่งเอาเปรียบผู้อื่น. ฉะนั้นอย่าศึกษาเล่าเรียนเพื่อความฉลาดในทำนองนี้ มันไม่สร้างสันติภาพ ขอให้ศึกษาไปในทางให้รู้จักว่า สันติภาพ จะเกิดขึ้นมาอย่างไร อย่าศึกษาเพียงว่าได้ทำงานในหน้าที่ที่มี เงินเดือนแพง ๆ แล้วก็จะสนุกกันใหญ่. คนวัยรุ่นอุตส่าห์เรียน อุตส่าห์ทำการงาน เพื่อจะ ได้สวยได้สำรวย ได้มีพิธีสมรสที่หรูหราที่สุดกับเขาสักครั้งหนึ่ง เท่านั้น ไม่ได้ต้องการสันติภาพอะไร ลืมพ่อลืมแม่ ลืมอะไร ไปเสียอีกหลายๆ อย่าง เพราะมันไปบูชาไอ้สิ่งหลอกลวง เหล่านั้น นี่คงจะรำคาญแล้วละมั้ง แต่ผมว่าอย่าเพ่อรำคาญ เพื่อยืนยันในข้อที่ว่า ถ้าไม่มีศีลธรรมเข้ามาแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ ช่วยโลกได้. อะไรก็ตามที่ออก ๆ ชื่อมาแล้ว จะวิทยาศาสตร์ก็ดี เศรษฐกิจก็ดี การเมืองก็ดี อุตสาหกรรมก็ดีอะไรก็ได้ ไม่ช่วย
น.31 ๒๕ โลกให้มีสันติภาพได้ ถ้ามันไม่มีธรรมะสิ่งเดียวเท่านั้น ธรรมะ ในที่นี้ก็คือ "ความไม่เห็นแก่ตัว" ไม่เห็นแก่ตัว ความเห็น แก่ตัวมันเพิ่ม ๆ ยิ่งเห็นแก่ตัวมันก็ยิ่งเพิ่มปัญหา ยิ่งเห็น แก่ตัวก็ยิ่งเพิ่มปัญหา. เดี๋ยวนี้มนุษย์ .. เรียกว่า ‘คน’ ดีกว่า อย่าเรียกว่า มนุษย์เลย เพราะเรียกว่า 'มนุษย์' น่ะมันดีเกินไป คนในโลกนี้ บูชาความเห็นแก่ตัว ทำทุกอย่างเพื่อความเห็นแก่ตัว ถือว่า วิเศษ ประเสริฐอยู่ที่ความเห็นแก่ตัว นับถือความเห็นแก่ตัว เป็นพระเจ้าสูงสุด ถือ ศาสนาประโยชน์" แทน "ศาสนา’ ที่ว่ามี อยู่จริง ปากว่าถือพุทธศาสนาแต่หัวใจมันถือประโยชน์ มันมา บวชเพื่อศึกษาธรรมะ .. ปากว่าอย่างนั้นแต่หัวใจมันแสวงหา ประโยชน์ ถือศาสนาประโยชน์ ถือศาสนา ประโยชน์ ปากก็ บอกว่าถือศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ อิสลามฮินดูอะไรไปตาม เรื่อง .. แต่หัวใจจริงมันถือศาสนาประโยชน์ ได้ประโยชน์ ก็แล้วกัน มันเลวมากก็ประโยชน์เลว ๆ ประโยชน์สกปรก อย่างที่มีอะไรเกิดขึ้นในศาสนาไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอุบาสกก็โกง เป็นพระเป็นเณรก็โกง เป็นอะไรมันก็ยังโกง .. โกง โกงอยู่ นั่นแหละ เพราะมันไม่ได้ถือเพื่อประโยชน์แก่สันติภาพ.
น.32 ๒๖ ยิ่งเห็นแก่ตัว มันก็ยิ่งมีกิเลส ยิ่งสร้างสิ่งที่เป็นข้าศึก แก่สันติภาพ ขอให้ช่วยกันเอาไปคิด ผมขอยืนยันว่าไม่เสียเวลา ยิ่งเห็นแก่ตัว ยิ่งสร้างปัญหา ยิ่งเห็นแก่ตัวยิ่งสร้างปัญหา คนในโลกปัจจุบัน เห็นแก่ตัวมากขึ้น ๆ ๆ มันก็สร้างอุปสรรค หรือความเลวร้ายใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ๆ. โรคแปลก ๆ ที่ไม่เคยเกิดก็เกิดขึ้น อย่างโรคเอดส์ โรคอะไรก็ไม่รู้แหละที่มันสกปรกน่ะ มันก็ได้เกิดขึ้นเพราะ ความเจริญของผู้เห็นแก่ตัว คนก็เป็นบ้ามากขึ้น ประเทศ ยิ่งเจริญก้าวหน้ายิ่งมีคนบ้ามากกว่า ต่อให้เป็นมหาประเทศที่ เจริญด้วยการศึกษาที่พวกคนไทยไปตามกันเขานั่นแหละ ไป ดูประเทศนั้นเป็นตัวอย่าง มันยังเต็มไปด้วยคนบ้า ยังเต็ม ไปด้วยโรคจิตมากกว่า คนป่าสมัยโน้นเป็นบ้าน้อยกว่าคนที่ เจริญรุ่งเรืองสมัยนี้. อาชญากร มันก็มาก เพิ่มขึ้น ๆ จนน่าเศร้า อ่านดู ข่าวหนังสือพิมพ์ อาชญากรมันเพิ่มขึ้น เพราะความเจริญทาง วัตถุ ยาเสพติดกลายเป็นปัญหาใหญ่หลวงของมนุษย์ สมัยคนบ่า สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นปัญหา เดี๋ยวนี้ปัญหากำจัดยาเสพติดเป็นปัญหา ระหว่างชาติระดับโลกเพราะคนมันโง่ เพราะคนมันเห็นแก่ตัว
น.33 ๒๗ สิ่งที่ไม่เคยเป็นปัญหา มันก็เป็นปัญหาขึ้นมา สิ่งที่เรียกว่า 'คอรัปชั่น’ แต่ก่อนไม่ค่อยมีดอก ยิ่งสมัยคนป่ามันไม่รู้ว่า คอรัปชั่นเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้คอรัปชั่นเป็นของธรรมดา. เดี๋ยวนี้ก็ ทำลายธรรมชาติ โลกนี้ที่ธรรมชาติสร้าง มาดีแล้วนั้น ก็ทำลายกันหมดจนเป็นปัญหามากขึ้นทุกที เชื่อ ว่ามันจะอยู่กันไม่ได้ เพราะมันทำลายธรรมชาติกันมากขึ้น ๆ ต่อไปโลกนี้มันจะร้อนเป็นไฟ อยู่ไม่ได้ มันก็มี ‘มลภาวะ’ เดี๋ยวนี้กำลังเป็นปัญหาอย่างยิ่ง .. มลภาวะที่ทำลายสุขภาพ อนามัย ยิ่งมากขึ้นทุกที. การทำแท้ง ก็มีมากขึ้น ยาคุมกำเนิดก็ ขายดียิ่งขึ้น การหลอกลวง มีมากขึ้น ไม่มีทางที่จะให้เกิดความสงบสุขแม้ จะมีสุขภาพอนามัยดีมันก็เอาไปใช้เพื่อกิเลส จัดอนามัย จัด สุขภาพกันเป็นการใหญ่ แต่หารู้ไม่ว่า คนที่สบายดีเหล่านั้น มันเอาไปใช้เพื่อกิเลสหมด มันไม่ใช่เพื่อความสงบสุขหรือ สันติภาพของมนุษย์เรา มันก็หลับตาทำ ... หลับตาทำ ท่าน ทั้งหลายที่เป็นครูบาอาจารย์ และที่เป็นพระกำลังจะสึกออกไป ก็เอาไปคิดดูเอง เรากำลังทำสิ่งที่จะฆ่าตัวเอง และกำลังทำ สิ่งที่จะแว้งกลับมาทำลายตัวเองกันหรือไม่.
น.34 ๒๘ เรื่องเหล่านี้มันไม่น่าพูด แต่ว่าก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะมันกำลังเกิดขึ้น มากขึ้น ๆ ๆ ถ้ามันไม่ลดหรือไม่เปลี่ยน มันก็คือวินาศ ถ้าโลกมันยังมีลักษณะอย่างนี้ ต่อ ๆ ไปมันก็ คือวินาศ มีทางเดียวเท่านั้น คือเปลี่ยนเปลี่ยนกลับมาหาธรรมะ เป็นโลกที่มีธรรมะ แล้วสิ่งเลวร้ายที่ว่ามันจะหมดไปจะหายไป จะหมดไป. ฉะนั้นจึงขอให้สนใจสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ธรรมะ เอา ธรรมะมาช่วยแก้ปัญหา หรือว่ามาป้องกันความวินาศ ในอนาคต ถ้าปล่อยให้ความเจริญทางวัตถุ ซึ่งสร้างกันด้วย อุตสาหกรรม เจริญทางวัตถุ เป็นไปในระดับอย่างนี้ในอัตรา อย่างนี้แล้ว ไม่เท่าไรโลกนี้จะวินาศ วินาศด้วยกิเลสของคน นั่นเอง มันส่งเสริมความเห็นแก่ตัว ส่งเสริมความเห็นแก่ตัว ไม่รู้กี่ร้อยเท่ากี่พันเท่า มันมีอยู่ว่าจนกว่ามันจะกลับหลังมาสู่ ธรรมะ มาเห็นแก่ธรรมะ แทนที่จะเห็นแก่ตัว เท่านั้นแหละ ทางรอดมีอยู่ทางเดียว จนกว่าโลกจะไม่มีความเห็นแก่ตัวหรือ ลดความเห็นแก่ตัว จะกลับไปสู่ โลกของพระอรหันต์ ไม่ไป ถึงก็อย่าอวดดีเลย ว่ามันจะดีขึ้นกว่าเดี๋ยวนี้ ที่มันไกล ๆ โลก พระอรหันต์ ออกไปทุกที ๆ.
น.35 ๒๙ นี่ขอให้นึกถึงข้อนี้ ที่ว่า โลกจะรอดได้อย่างไร ? .. มันจะรอดได้เพราะมันหันไปหาความถูกต้อง ไปสู่ความ ถูกต้อง แล้วสิ่งต่าง ๆ ก็จะมีผลเป็นสันติภาพ ไม่อย่างนั้น แล้ว สิ่งที่เรียกว่าความเจริญของมนุษย์น่ะมันจะทำลายโลก กิเลสหนามากแล้วมันก็จะทำลายโลกกันด้วยตนเอง. เขาพูดกันไว้แต่ โบรมโบราณนานไกลว่า ยุค มิคสัญญี’ รออยู่ข้างหน้า คือคนเลวมาก .. เลวมาก .. เลวมาก จนไม่มีธรรมะเลย จนมันฆ่าฟันกันเหมือนกับฆ่าเนื้อ ฆ่าปลา ตบยุงนี่ แล้วมันก็จะฆ่ากัน. ฆ่ากันจนจะให้หมดโลก คนที่ ไม่ได้อยู่ในวงการฆ่า จะเหลืออยู่ไม่กี่คน มาตั้งต้นกันใหม่ เรียกว่าย้อนกลับกันใหม่ โลกจะมียุคมิคสัญญี คือเจริญ ด้วยกิเลส เจริญด้วยกิเลส จนฆ่ากันทั้งโลก รอดอยู่ได้ บางคนที่แอบไปอยู่เสียที่ไหน เมื่อเขาฆ่ากัน มันไม่เข้าไป มันไปซ่อนเสียในป่า พอฆ่ากันเสร็จแล้วออกมาดู รู้ .. ไม่ไหว ขอเปลี่ยนไปสู่แนวใหม่ ไปหาธรรมะ หาธรรมะกันอีก นี่แหละจนกว่าโลกจะเปลี่ยนกลับไปหาธรรมะ อย่างนี้ก็คิด ดูเถอะว่า มันจะมีได้อย่างไร ยิ่งมีความเห็นแก่ตัว มันยิ่ง ทำลายตัว .. ทำลายตัว เห็นแก่ตัวนี่แหละ ทำลายตัวเอง คือ
น.36 ๓๐ คนเห็นแก่ตัว มันจะขี้เกียจมันจะไม่ทำงาน จะให้ผู้อื่นทำแล้ว มันจะพลอยเอาผล คนเห็นแก่ตัว ไม่สามัคคี จะเรียกร้องให้ ช่วยกันสร้างประเทศชาติ แต่มันไม่สามัคคี คนเห็นแก่ตัว มันก็เอาเปรียบ มันก็นอนเสีย คอยที่จะคดโกง แล้วในที่ สุดก็จะเป็นบ้า ผมสังเกตดู ใคร่ครวญดู มีความเชื่อไปใน ทำนองที่ว่า ไอ้คนบ้าทุกคนในโลกที่เข้าไปอยู่ในโรงพยาบาล บ้า มันมาจากความเห็นแก่ตัวของมันเข้มข้นๆ จนหลงทาง หลงทางแล้วมันก็เป็นบ้า ฆ่าลูกฆ่าเมีย ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่า ตัวเองตายตามนั่นน่ะ ความเห็นแก่ตัวแท้ ๆ เห็นแก่ตัว แท้ ๆ กลับทำแก่ตัวอย่างนั้น เพราะมันเป็นเรื่องหลอกลวง ของกิเลสของอวิชชา เราจะต้องรู้จักกันไว้ว่ามันเป็นได้มากถึง อย่างนี้. เราจะต้องมีชีวิตชนิดที่มีพื้นฐานอันถูกต้อง คือมี ธรรมะสำหรับชีวิตที่เป็นพื้นฐานอันถูกต้อง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ เห็นแก่ตัว รู้จักสิ่งที่เป็นความจริงของธรรมชาติ ในการที่จะ มาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ๆ นี้มีกฎเกณฑ์อย่างไร มีธรรมชาติ อย่างไร แล้วประพฤติกันให้ถูกต้อง ประพฤติกันให้ถูกต้อง.
น.37 ๓๑ คน ๆ หนึ่งประกอบอยู่ด้วยอะไร ? ถ้ารู้เรื่องนี้กัน ได้ก็จะดีมาก. ชีวิตนี้ประกอบขึ้นมาด้วยอะไร ? เอากันเท่าที่ มองเห็นตามหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา ก็ถือว่า มีสิ่งที่ เรียกว่า ธาตุ . . ธา-ตุ . . ธาตุ คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ๔ ธาตุในทางวัตถุ และก็มีอากาสธาตุ คือที่ว่าง สำหรับให้ธาตุวัตถุตั้งอาศัย แล้วก็มีวิญญาณธาตุ . . ธาตุ ทางจิตใจ สำหรับรู้สึกคิดนึกได้แล้วก็ดำเนินการควบคุมธาตุ วัตถุให้ไปอย่างถูกต้อง เพราะมันมีธาตุอยู่ ๖ ธาตุ ตาม ธรรมชาติ ธาตุเหล่านี้มันก็ยักย้ายเปลี่ยนแปลงไปจนเกิดสิ่ง ใหม่ ๆ ขึ้นมา ไม่เป็นเพียงธาตุ แต่เกิดเป็นสิ่งที่มีชีวิตขึ้นมา แล้วก็มีอุปกรณ์ หรือว่าสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต ที่เรียกว่า ‘อายตนะ’ มีชีวิตแล้วต้องมี อายตนะ คือมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับสัมผัสสิ่งข้างนอก นี่คือมีอายตนะ เรามี อายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าไม่มีอายตนะก็เท่ากับ ไม่มีอะไร แม้ว่าโลกนี้จะมีอะไรสักกี่อย่าง ถ้าเราไม่มี อายตนะ ๖ มันก็เหมือนกับไม่มี เราก็มีอายตนะ. ที่นี้ เรารู้เรื่องอายตนะกันถูกต้องหรือไม่ เราเป็น ‘ทาส' ของอายตนะหรือเราเป็น ‘นาย’ เหนืออายตนะ อายตนะ
น.38 ๓๒ มันหลอกเราให้หลงรักสิ่งที่น่ารัก และให้หลงเกลียดโกรธใน สิ่งที่น่าเกลียดน่าโกรธ มันก็บ้าอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวรัก เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวยินดี เดี๋ยวยินร้าย เดี๋ยวเป็นบวกเดี๋ยวเป็นลบ ไม่มีความ สงบสุข สำหรับผู้ที่เป็นทาสของอายตนะ คือ เป็นทาสของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รับใช้ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ไปหาเหยื่อ ที่เอร็ดอร่อย สนุกสนานมาเพิ่มอยู่เป็นประจำ ชีวิตนี้เป็นทาส ของอายตนะ ซึ่งที่แท้มันก็ปรุงขึ้นมาจากธาตุตามธรรมชาติ. รู้จักธาตุ แล้วก็รู้จักอายตนะ เมื่ออายตนะมีมากพอ เป็นกลุ่ม ก้อนกัน เข้า ก็เรียกว่าเป็น ‘คน’ แจกเป็น ๕ ส่วนที่ เรียกว่า ขันธ์ ๕ รูปขันธ์ คือร่างกาย ส่วน นามขันธ์ ฝ่าย จิตใจ มีเป็น ๔ ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กล่าวโดยสรุปหรือโดยย่อมี ๒ ส่วนเท่านั้นคือกายกับใจ ไม่ ต้องมีอัตตา ไม่ต้องมีผีอัตตามายึดครองอะไร รู้จักขันธ์ทั้ง ๕ ว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร มันส่งเสริมกันอย่างไร มันมีชีวิตอยู่ อย่างไร ถ้าจะมีความถูกต้องจะต้องเป็นอย่างไร. ทีนี้มันจัดการไม่ถูกต้อง มันก็มีการปรุงแต่งชนิดที่ ไปตามเรื่องของมัน เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท คือสิ่งที่เกิด
น.39 ๓๓ ขึ้นกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ . . เกี่ยวกับชีวิตนี้ปรุงแต่งกัน ไปตามกฎเกณฑ์ของปฏิจจสมุปบาทจนมีความทุกข์ พระ- พุทธเจ้าตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม" ผู้เห็นธรรม คือผู้เห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็น พระพุทธเจ้าพระองค์จริง เมื่อตอนกลางวันนี้ก็พูดกันมากแล้ว เรื่องนี้ ถ้าเห็นปฏิจจสมุปบาทนั้น คือเห็นพระพุทธเจ้า พระองค์จริง คือสามารถจะจัดการได้ถูกต้อง ไม่ให้ความทุกข์ เกิดขึ้นมา. ฉะนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน ทั้งฆราวาสทั้ง บรรพชิต จงสนใจศึกษาเรื่องนี้ การศึกษาที่สวนโมกข์นานา ชาติน่ะมีหลักเท่านี้แหละ. . ศึกษาให้รู้เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท และปฏิบัติควบคุมมันให้ได้ คือปฏิบัติ อานาปานสติ สอง เรื่องเท่านี้พอ รู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทให้ถูกต้องครบถ้วนชัด เจน แล้วปฏิบัติอานาปานสติ คือฝึกฝนจิตให้มันควบคุม กลไกของอายตนะ ของขันธ์ ของธาตุเหล่านี้ให้ได้ ชีวิตนี้ ก็จะเยือกเย็น เป็นชีวิตที่มีพื้นฐานเป็นธรรมะ ธรรมะจะมา
น.40 ๓๔ เป็นพื้นฐานของชีวิต โดยไม่ต้องสงสัย มันละเอียดลึกซึ้ง เรียกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ในทางวิญญาณ ทางจิตใจ. คนเดี๋ยวนี้เรียนวิทยาศาสตร์กันแต่ทางวัตถุ เจริญ ทางวัตถุ มันหลอกลวงให้หลงใหลในวัตถุ แล้วก็ไปหากิเลส ไปหาความวินาศ ถ้าเราจะศึกษา วิทยาศาสตร์ในทางจิตใจ กัน เสียบ้าง เราก็จะควบคุมกิเลสได้ แล้วก็จะดึงมาหาสันติภาพ หรือสันติสุขได้โดยง่าย .. ได้โดยง่าย. เราจะต้องมีความรู้เรื่องนี้ คือความจริงของธรรมชาติ ตามธรรมชาติ จึงจะรู้จักชีวิตที่แท้จริง ว่าชีวิตนี้เป็นอย่างไร แล้วก็ทำชีวิตให้มีพื้นฐานคือธรรมะ ธรรมะเป็นพื้นฐานของ ชีวิต ถ้ารู้จักธรรมชาติโดยถูกต้องโดยแท้จริงแล้ว ชีวิตนี้จะ ไม่มีอาการเป็นทุกข์ ที่เรียกว่ามัน กัด'เจ้าของ ชีวิตของคนไม่ มีธรรมะมันกัดเจ้าของ ชีวิตนี้กัดเจ้าของ ฟังดูซิ หมามันยังไม่ กัดเจ้าของ ชีวิตของคนชนิดนี้มันเลวจนกัดเจ้าของ กัดชีวิต เองนั่นแหละให้เป็นทุกข์ เดี๋ยวความรัก บ้ารักกัด เดี๋ยว ความโกรธกัด เดี๋ยวความเกลียดกัด เดี๋ยวความกลัวกัด เดี๋ยวความตื่นเต้นกัด เดี๋ยวความวิตกกังวลกับอนาคตกัด เดี๋ยวความอาลัยอาวรณ์ข้างหลังกัด อิจฉาริษยากัด ความหวง
น.41 ๓๕ กัดความหึงกัด จนถึงฆ่ากันตาย สิ่งที่จะกัดเจ้าของมีตัวอย่าง เท่านี้มันก็มากพอแล้ว. เจ้าของชีวิตที่โง่เขลานั้น ชีวิตจะกัดเจ้าของ มันจึง หาสันติภาพไม่ได้ จะต้องทำให้มันถูกต้อง ถูกต้องจนไม่กัด เจ้าของ นั่นแหละพื้นฐานธรรมะ พื้นฐานของชีวิตก็คือความ รู้ที่มันถูกต้อง ที่นำไปสู่ความไม่เห็นแก่ตัว . ไม่เห็นแก่ตัว แต่ว่าเห็นแก่ความถูกต้อง .. เห็นแก่ความถูกต้อง ซึ่งช่วยให้ เห็นแก่ผู้อื่น เพราะมีความเห็นถูกต้อง เห็นแก่ความถูกต้อง มันจึงรักผู้อื่น ถ้ามันเห็นแก่ตัว มันไม่รักผู้อื่น แล้วก็ไม่ เห็นแก่ความถูกต้อง มันจะเอาตามกิเลสของมันเสมอไป. ฉะนั้นเรามาฝึกฝนกำจัดกิเลสกัน เมื่ออยู่ที่บ้านเป็น ฆราวาสก็มีการกำจัดกิเลส มาบวชเป็นนักบวชที่วัดก็มีการ กำจัดกิเลส จึงจะเข้ารูปเข้ารอยของพระศาสนาที่จะทำให้ชีวิตนี้ มีพื้นฐานอันถูกต้อง ไม่เห็นแก่ตัว แล้วก็ต้องมีเห็นแก่ความ ถูกต้อง แล้วก็คงที่ .. คงที่อยู่ในความถูกต้อง. ศึกษาวิปัสสนาให้เห็นว่า ความจริงของธรรมชาติ ทั้งหลายเป็นอย่างไร แล้วก็ไม่โง่ ไม่ไปหลง ในสิ่งใดให้เกิด เป็นกิเลสขึ้นมา.
น.42 ๓๖ กิเลสมันมี ๓ ประเภท. ประเภทที่ ๑ เป็น กิเลสบวก ทำให้ต้องการ ต้องเอา เข้ามายึดครองเอาไว้ นี่คือกิเลสประเภทบวก ได้แก่โลภะ หรือ ราคะ มันจะเอาเข้ามา. กิเลส อีกประเภทหนึ่งเป็นลบ มีความเป็นลบ มัน ก็ต้องการจะฆ่า ต้องการจะทำลาย นี้คือกิเลสประเภทโทสะ หรือโกะ เป็นกิเลสประเภทที่ ๒. ที่ยังไม่แน่ว่าจะเป็นบวก หรือเป็นลบ มันก็โง่สงสัย อยู่นั้น ขวนขวายด้วยความสงสัยอยู่นั้น มัวเมาในสิ่งที่ไม่ รู้จัก นั่นเป็นกิเลสประเภท โมหะ จัดเป็นกิเลสประเภทที่ ๓. เรามีกิเลส ๓ หมวดด้วยกัน หมวดโลภะมันจะเอา หมวดโทสะมันจะทำลาย หมวดโมหะมันจะวิ่งตามอยู่อย่างไม่ รู้ว่าจะไปทิศทางไหน นี่คือกิเลส .. นี่คือกิเลส. ศึกษาให้เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอย่างถูกต้องตามที่ เป็นจริง มันก็ไม่เกิดความเป็นบวกไม่เกิดความเป็นลบให้โง่ ในจิตเกิดความเป็นบวกเป็นลบเมื่อใด เมื่อนั้นแหละคือเวลา โง่ ไปหลงรักไอ้ที่น่ารัก หลงเกลียดไอ้ที่น่าเกลียด น่าโกรธ
น.43 ๓๗ แล้วก็ไปมีแต่ปัญหาสงสัยในที่ยังไม่รู้ว่าอะไร ความหลงบวก หลงลบเป็นเหตุให้เกิดความเห็นแก่ตัว ตัวบวกก็ได้ ตัวลบก็ได้ เห็นแก่ตัวแล้วก็เกิดกิเลสทั้งนั้น ฉะนั้นเราจะต้องมีความฉลาด อยู่เหนือความเป็นบวก เหนือความเป็นลบ ของปัจจัยที่มา ปรุงแต่ง. ประโยคนี้ขอให้ช่วยจำให้ดีว่า พื้นฐานที่ถูกต้องของ ชีวิตนั้นคือ ความมีจิตชนิดที่ไม่เป็นบวกไม่เป็นลบ ไปตาม สิ่งที่เข้ามาปรุงแต่ง ให้เป็นบวกและเป็นลบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทั้งหมดนี้มันจะมีสิ่งเข้ามา ปรุงแต่งจิตใจให้เป็นบวกและเป็นลบ แล้วเกิดกิเลสบวก เกิดกิเลสลบ แล้วก็มีความทุกข์ทรมาน ; เราจะมีความคงที่ ๆ อยู่ในความถูกต้องเรียกว่า อตัมมยตา .. ความคงที่อยู่ใน ความถูกต้อง ไม่ไปโง่ให้เป็นบวก ไม่ไปโง่ให้เป็นลบ นั่นแหละคือมาตรฐานหรือพื้นฐานอันแท้จริงของสิ่งที่เรียกว่า ชีวิต มันมีความถูกต้องถูกต้อง .. ถูกต้องอยู่ตลอดเวลา ไม่ ถูกหลอกให้เป็นบวก ไม่ถูกหลอกให้เป็นลบ. สิ่งเข้ามาปรุงแต่งมีอยู่รอบด้าน เรียกว่า สังขาร สังขาร แปลว่าการปรุงแต่ง, สิ่งที่ปรุงแต่ง, สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง,
น.44 ๓๘ ๓ ความหมาย สิ่งที่ปรุงแต่งสิ่งอื่นก็เรียกว่าสังขาร สิ่งที่ถูก ปรุงแต่งก็เรียกว่า สังขาร อาการที่ปรุงแต่งก็เรียกว่า สังขาร นี่ 'สังขาร' คำนี้ มีความหมายครอบจักรวาล คนโง่รู้จักสังขาร กันแต่เพียงว่าสังขารคือร่างกาย สังขารคือร่างกาย .. นี้รู้จัก เท่านี้ขี้ผงนิดเดียว ไม่มีประโยชน์ คำว่าสังขาร สังขารแปล ว่าการปรุงแต่ง มันเต็มไปด้วยสังขารในคนหนึ่ง ๆ แต่ละคน เดี๋ยวนี้มันเต็มไปด้วยการปรุงแต่งในภายใน ปรุงแต่งอย่างนั้น ปรุงแต่งอย่างนี้ ให้ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เลือด หนองอวัยวะ ทุกส่วนตั้งอยู่ได้ ตั้งอยู่ได้ มันมี สังขารปรุงอยู่ตลอดเวลา. แต่ทางร่างกายนี้ยังไม่มีปัญหา ทางจิตใจสิมัน ปรุงแต่งให้เกิดความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัว แล้วเกิดกิเลส เป็นประเภท ๆ ไป ดังที่กล่าวมาแล้ว ชีวิตนี้จึงสูญเสียพื้นฐาน อันถูกต้อง ไปโง่ไปหลงบวก ไปหลงลบ แล้วก็เกิดกิเลสบวก เกิดกิเลสลบ แล้วก็ทำลายตัวเอง ทำลายผู้อื่น ไม่มีสันติสุข ไม่มีสันติภาพ เพราะฉะนั้น เราจะต้องเรียนรู้เรื่องนี้ เราจะ ต้องควบคุมสังขารการปรุงแต่งนั้น ให้เป็นไปในทางถูกต้อง. เรื่องปฏิจจสมุปบาท นั่นแหละคือเรื่องสังขารการ ปรุงแต่งเป็นสายยาวเฟือยตั้ง ๑๒ ขั้นตอน เรียกว่าเรื่อง
น.45 ๓๙ ปฏิจจสมุปบาทที่สอนฝรั่งทุกเดือนนั้น นั่นแหละคือการปรุง- แต่งของสังขาร เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท เราต้องควบคุมไม่ ให้ปรุงแต่งไปในทางที่ผิด ไม่ให้ปรุงแต่งไปในทางที่จะให้เกิด ทุกข์ แต่ว่าให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง มีสันติสุขมีสันติภาพ หรือถ้าไม่ให้ปรุงแต่งเสียได้เลยก็เป็นนิพพานไปเลย แต่ถ้า ยังมีการปรุงแต่งอยู่ก็ปรุงแต่งให้ถูกให้ดีกันไปก่อน เลิกจาก ชั่วมาสู่ดี เหนือดีขึ้นไปก็มีนิพพาน .. ปราศจากการปรุงแต่ง ถ้ายังต้องปรุงแต่งอยู่ ก็ปรุงแต่งให้มันถูกต้อง ปรุงแต่งให้ เป็นไป เพื่อมีสันติสุข สันติภาพ. มี 'สติ’ ให้เพียงพอ แล้วก็ช่วยได้ ถ้าสติไม่เพียงพอ มันก็ ควบคุมไว้ไม่ได้ มันปรุงแต่งไปในทางกิเลสตัณหาหมด ฉะนั้น ต้องฝึกสติ ฝึกสติ ฝึกสติไว้ให้มาก แล้วสตินี้จะช่วย ควบคุม ให้คงที่อยู่ในความถูกต้อง สติจะไปเอาปัญญาที่เรา เรียนรู้มาจัดการกับสิ่งที่เข้ามาปรุงแต่งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางไหนก็ตาม ที่มันเข้ามาเพื่อจะปรุงแต่งแล้วก็ จงต้อนรับ มันด้วยสิ่งที่เรียกว่าสติ .. สติ แต่มันก็ไม่ใช่ง่ายนะที่จะเป็น ผู้มีสติ มันต้องฝึกกันอย่างยิ่ง เหมือนกันแหละ มีสติเพียง พอแล้วก็ใช้ได้รอดตัว ปัญญา ปัญญาแม้จะมากมายอย่างไร
น.46 ๔๐ ถ้าไม่มีสติแล้วเป็น หมัน หมด มันเหมือนกับอาวุธที่ไม่ได้ เอามาใช้มันจะมีประโยชน์อะไร หยูกยาที่ไม่ได้เอามากิน มัน จะมีประโยชน์อะไร มันต้องมีสติที่จะเอาอาวุธมาใช้ให้ถูกต้อง เอาหยูกยามากินให้มันถูกต้อง มันจึงจะแก้โรค มันจึงจะ กำจัดข้าศึกได้ ฉะนั้น สิ่งที่จะต้องฝึกฝนกันเป็นอย่างมาก ก็คือ สติ .. สติ ปัญญานั้นเพิ่มพูนไว้ เพิ่มพูนไว้. พอเกิดเรื่อง 'สติ’ ก็ไปเอา ‘ปัญญา’ มาเผชิญหน้า กับเหตุการณ์ นี่เรียกว่า 'สัมปชัญญะ' ... รู้สึกตัวทั่ว พร้อม เข้มแข็งเฉพาะกรณี ๆ เฉพาะเรื่อง ถ้าว่ากำลังจิตมัน อ่อนไป สู้อารมณ์ไม่ไหวก็ต้องใช้ ‘สมาธิ’ สมาธิซึ่งมีกำลัง มีน้ำหนัก ปัญญา .. ปัญญาเป็นเพียงความคม ถ้าไม่มีน้ำหนัก มันไม่ตัดดอก คุณไปลองคิดดู แม้มันจะคมยิ่งกว่ามีดโกน. . คมยิ่งกว่ามีดโกน แต่ถ้าไม่มีน้ำหนักที่จะกดลงไปมันไม่ตัด .. มันไม่ตัด มันคมเป็นหมัน ฉะนั้น ต้องมีน้ำหนักคือสมาธิ ปัญญาจึงจะใช้ความคมตัดได้. ต้องมีสติเอามาใช้ให้ตรงเวลาทันเวลา ถ้าไม่ตรงเวลา ไม่ทันเวลา ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ต้องศึกษาฝึกฝนสติ "สติ'
น.47 ๔๑ จะเป็นเครื่องมือพิเศษ ที่จะช่วยให้ชีวิตนี้มีธรรมะพื้นฐาน อันถูกต้องอยู่เสมอ ชีวิตนี้จะเป็นชีวิตชนิดที่มีธรรมะเป็น พื้นฐาน สามารถควบคุมสังขารการปรุงแต่งด้วยอำนาจของ สติ เป็นชีวิตที่มีความสะอาดบริสุทธิ์ มีความสว่างไม่โง่เขลา มีความสงบเยือกเย็น ... เยือกเย็น แล้วก็ยังเป็นประโยชน์ แก่ผู้อื่นอีกด้วย ขอให้ชีวิตนี้มันจบลงที่ความสงบเยือกเย็น แล้วก็เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย ต้อง ๒ อย่างแหละ เยือก เย็นส่วนตัวเอง แล้วก็เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น นี่คือชีวิต ชนิดที่มีธรรมะเป็นพื้นฐาน ไม่มีชีวิตเลื่อนลอย เป็นบวก เป็นลบ เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเสียใจ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้. อย่าไปหลงกับมันนัก ไอ้เรื่องหัวเราะ ไอ้เรื่องดีใจ มันเรื่องบ้าพอๆ กัน ดีใจมันก็ยุ่ง เสียใจมันก็ยุ่ง อย่าทั้ง ๒ อย่างก็จะปกติ นั่นแหละจะสบายจะเป็นสุข และจะทำงานได้ดี ทำหน้าที่ได้ดี ชีวิตต้องปกติ .. ชีวิตต้องปกติ จดจำไว้ว่าปกติ. . ปกติ มันจึงจะอยู่เป็นสุข หรือจะทำหน้าที่การงานอะไรมันก็ ทำได้ดี ทำได้ดี ถ้าชีวิตนี้มันวุ่นวายด้วยบวกด้วยลบเสียแล้ว มันทำอะไรไม่ได้ แม้แต่จะไถนาให้ดีก็ทำไม่ได้ อย่าว่าแต่งาน ที่ประณีตละเอียดเลย ต้องมีชีวิตปรกติ . . ชีวิตปรกติจะทำ
น.48 ๔๒ งานได้ดีทุกอย่าง ไม่มีความโง่มาเป็นเครื่องหลอกลวงตัวเอง ให้เห็นแก่ตัว ให้เห็นแก่ตัว เรื่องความเห็นแก่ตัวนี่มีเรื่องยาว มาก จะต้องพูดกันเป็นเรื่องพิเศษ แต่เดี๋ยวนี้พูดเอาแต่รวบรัด ว่า ไม่หลงบวก ไม่หลงลบ ไม่ไปหลงอารมณ์บวก ไม่ไปหลง อารมณ์ลบ มันก็ไม่เกิดตัวกูบวก ไม่เกิดตัวกูลบ มันก็ไม่ เห็นแก่ตัว ไม่มีอะไรที่จะเห็นแก่ตัว ชีวิตนี้เมื่อมีความโง่ มันก็กัดตัวเอง กัดตัวเองเลวกว่าหมา เลวกว่าหมา เพราะหมา มันยังไม่กัดตัวเอง ชีวิตนี้ถ้ามันมีธรรมะแล้ว ก็ไม่กัดตัว เอง .. ไม่กัดตัวเอง ทำให้ตัวเองมีความเจริญงอกงาม ก้าวหน้า พัฒนาไป . . พัฒนาไป จนกว่าจะถึงที่สุด จุดหมายปลายทาง. นี่ . . ขอให้เข้าใจคำว่า ชีวิตที่มีธรรมะเป็นพื้นฐาน ธรรมะนั่นแหละเป็นพื้นฐานของชีวิต ชีวิตที่มีพื้นฐาน คือ ชีวิตที่ต้องมีธรรมะ ธรรมะนั่นแหละเป็นพื้นฐานของสิ่งที่มี ชีวิต ขอให้มีธรรมะให้ถูกต้องให้เพียงพอ ให้ครบถ้วนให้ทัน เวลา ช่วยจำบทนิยามสักบทหนึ่ง ไปแก้ความเข้าใจที่เขลา ๆ ผิด ๆ มาตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ ในโรงเรียนว่า ธรรมะคืออะไร ? ธรรมะ . . ธรรมะน่ะ คือระบบปฏิบัติ ระบบปฏิบัติ เพราะมันต้องปฏิบัติเป็นระบบ ไม่ใช่ข้อเดียว ที่ถูกต้อง ที่
น.49 ๔๓ ถูกต้อง ผิดไม่ได้ . . ผิดไม่ได้ แล้วก็ เพื่อความรอด เพื่อความ รอด ถ้าถูกต้องแล้วมันต้องเป็นไปเพื่อความรอด แล้วความ รอดนี้ ต้องทั้งทางกาย ทั้งทางจิตใจ ทั้งทางกายทั้งทางจิตใจ แล้วก็ ทุกขั้นตอนแห่งชีวิต ทุกชนิดแห่งชีวิต ทั้งเพื่อตัวเอง และผู้อื่น. เมื่อจะพูดให้ครบถ้วน มันก็ยืดยาวหน่อยนะ แต่ พวกคุณเคยเรียนในโรงเรียน ครูบอกว่าธรรมะ คือคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า นี่มันเหมือนกับหลอกนะ ไม่เจตนาหลอก ก็เหมือนกับหลอก ขอให้รู้ว่าในประเทศอินเดียน่ะ คำสอน ของศาสดาองค์ใด ก็เรียกว่าธรรมะเหมือนกันหมดเลย ศาสดา องค์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า เขาก็เรียกคำสอนของเขาว่า ธรรมะ’ ประชาชนก็เรียกคำสอนของเขาว่า ธรรมะ เพราะ ประชาชนจะเลือกธรรมะของศาสดาองค์นี้ ศาสดาองค์นั้น. ธรรมะ ไม่ใช่คำสอนของศาสดาองค์ไหนโดยเฉพาะ เป็นคำกลาง ที่ใช้พูดกันอยู่ ‘ท่านชอบใจธรรมะของใคร ?' เขาจะถามกันว่า ท่านชอบใจธรรมะของใคร ?.. ชอบใจธรรมะ ของ พระสมณโคดม ไหม ? ชอบใจธรรมะของ นิคันถนาฏบุตร
น.50 ๔๔ ไหม ? ชอบใจธรรมะ ของ มักขลิโคสาละ ไหม ? .. มีหลาย ศาสดา แล้วธรรมะนั้นไม่ได้แปลว่าคำสั่งสอน แต่มันสอน เรื่องธรรมะ .. สอนเรื่องธรรมะ. ตัวธรรมะแท้ ๆ น่ะช่วยกันจำเสียใหม่ ... ตะกี้ก็บอก ไปแล้วว่า ธรรมะคือระบบการปฏิบัติ ปฏิบัติเพียงสิ่งเดียวไม่ ได้ ต้องปฏิบัติเป็นระบบเป็น ซีสเต้ม (system) เป็นระบบ ครบถ้วนถูกต้อง แล้วก็การปฏิบัติที่ถูกต้อง .. คำว่าถูก ต้องนั้นก็คือ สำเร็จประโยชน์ แก่ทุกฝ่าย อย่าไปถูกต้อง ตามวิชา ฟีลอสโซฟี่ (Philosophy) ลอจิก (Logic) อะไรของ พวกอื่น บ้า ๆ บอ ๆ ทั้งนั้นแหละ ยิ่ง พี่ลอสโซฟี่ นั่นหาความ ถูกต้องไม่พบดอกมันมีเหตุผลเรื่อยไป เอาถูกต้องตามหลัก ของพระศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ถูกต้อง .. ถูก ต้องคือ ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ไม่ทำให้เกิดปัญหาแก่ผู้ใด แต่ทำ ให้เกิดประโยชน์สุขแก่ทุกฝ่าย นั่นแหละคือความถูกต้อง .. ถูกต้อง เชื่อตนเอง รู้ได้ด้วยตนเอง ว่าความถูกต้องเป็น อย่างนี้. ที่เรียกว่าถูกต้อง นั้นถูกต้องแก่ความรอด รอด รอด ถ้าไม่รอด ก็คือตาย ที่ไม่ตายก็คือรอด ทางกายรอดก็คือไม่ตาย
น.51 ๔๕ ทางจิตรอด ก็คือไม่เป็นทุกข์ ถ้าทางกายผิดพลาด มันก็ไม่รอด ก็คือตาย ถ้าทางจิตไม่รอด ไม่ถูกต้อง มันก็เป็นทุกข์ทรมาน ยิ่งกว่าตกนรกไปเสียอีก มันจึงต้องมีความถูกต้องทั้งทางกาย และทางจิต. ทีนี้ ต้องทุกขั้นตอนแห่งชีวิต ต้องมีธรรมะถูกต้อง ทุกขั้นตอนแห่งชีวิต มีธรรมะถูกต้องทุกขั้นตอนแห่งชีวิต นับตั้งแต่เป็นลูกเด็ก ๆ ทารกเพิ่งเกิด เติบโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น เป็นหนุ่มสาว เป็นพ่อบ้าน แม่เรือน เป็นคนแก่ คนเฒ่า ทุกขั้นตอนแห่งชีวิต ต้องรอด . . รอด . . รอด รอดนี้ก็ต้องรอด ทั้ง ๒ ฝ่าย คือรอดทั้งเรา และรอดทั้งเพื่อนมนุษย์ของเรา. รวบรัดอีกทีว่า ธรรมะ คือระบบปฏิบัติที่ถูกต้อง แก่ความรอด ทั้งทางกายและทางจิต ทุกขั้นตอนแห่งชีวิต ทั้งเพื่อตัวเองและผู้อื่น นี่ธรรมะคืออย่างนี้ ครูในโรงเรียน บางทีจะนั่งอยู่ที่นี่ แถวนี้ก็ได้ สอนเด็ก ๆ ว่า ธรรมะ คือคำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้า ไปบอกเขาเถอะ สอนอย่างนั้นน่ะ มันไม่ถูกดอก ขอให้รู้ว่าธรรมะคือสิ่งที่จะช่วยให้รอด คือ หน้าที่ .. หน้าที่คือสิ่งที่จะช่วยให้รอด เรียกเป็นไทยว่า "หน้าที่"
น.52 ๔๖ เรียกเป็นบาลีว่า “ธรรมะ’ เป็นสิ่งสูงสุดที่พระพุทธเจ้าท่านก็ เคารพ. เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้เสร็จลงไปใหม่ ๆ ทันใดนั้น ท่านเกิดฉงนว่า โอ้ ! ต่อไปนี้จะเคารพอะไร ? เป็นสัมมาสัม พุทธเจ้าแล้วจะเคารพอะไร ท่านถามตัวเองอย่างนี้ ในที่สุด ท่านตกลงใจว่า โอ ! เคารพธรรมะ ธรรมะ คือเคารพหน้าที่ เคารพหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ท่านก็เลยเคารพหน้าที่ทำหน้าที่ ของพระพุทธเจ้าอย่างดีที่สุด อย่างที่ว่ามาแล้วตลอดวันตลอด คืนจนวินาทีสุดท้าย จะปรินิพพาน อยู่ หยก ๆ แล้วยังโปรด ธรรมะแก่คนที่มาถาม ไปอ่านพุทธประวัติดู จะปรินิพพาน อยู่เดี๋ยวนี้ ยังมีคนภายนอกพุทธศาสนาเข้ามาขอถามธรรมะ พระสงฆ์ทั้งหลายก็ว่า ‘โอ๊ะ ! อะไร มารบกวนเวลาอย่างนี้ ไป .. ไป .. ไป .. " พระพุทธเจ้าท่านได้ยิน ก็ว่า "อย่าไล่ .. อย่าไล่ ไป บอกเขามา ไปบอกให้เขาเข้ามา" ให้ถาม .. ให้ถาม ท่านก็ทรง ตอบ .. ตอบ .. ตอบ .. จนปริพาชกคนนั้นรู้ธรรมะ พอที่จะ เป็นพระอรหันต์ ต่อมาอีกไม่กี่นาทีท่านก็ปรินิพพาน ท่าน
น.53 ๔๗ ทำงานทำหน้าที่ หรือเคารพธรรมะจนวินาทีสุดท้าย ขอให้เรา เคารพธรรมะ ... เคารพหน้าที่, เคารพหน้าที่ .. เคารพธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือพระเป็นเจ้าที่สูงสุดที่เราต้องเชื่อ ฟังคือทำหน้าที่ให้ถูกต้อง แล้วก็จะมีความรอด นี่ธรรมะคือ หน้าที่สูงสุดจนพระพุทธเจ้าก็เคารพ แต่พวกเรามันโง่เคารพ พระพุทธเจ้า แต่ไม่เคารพ สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่าน ทรงเคารพ เป็นเสียโดยมากอย่างนี้ ให้เวลาสนใจกับธรรมะ นิดเดียว ไปสนใจเรื่องกิเลสเสียทั้งนั้นแหละ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลาไปสนใจกิเลส ๑ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ถึงมาสนใจธรรมะ แล้วมันจะทันกันที่ไหน ขอให้เคารพธรรมะให้สูงสุดยิ่งกว่า สิ่งใด เหมือนกับพระพุทธเจ้า แล้วธรรมะจะช่วยเรา จะ ช่วยผู้อื่น จะช่วยโลกทั้งโลก. สนใจธรรมะเถิด จะสามารถช่วยกันทั้งโลก จะบวช ก็ตาม จะไม่บวชก็ตาม มีปัญหาอย่างเดียวกันแหละ คือ ต้อง ดับทุกข์-ดับทุกข์ ความทุกข์ของฆราวาสก็คืออย่างนั้น ความ ทุกข์ของนักบวชก็คืออย่างนั้น ความทุกข์ของฝรั่งก็อย่างนั้น ความทุกข์ของแขกของจีน ของแขกดำก็อย่างนั้น ความทุกข์
น.54 ๔๘ ของคนไทยก็อย่างนั้น ความทุกข์ของชาวอินเดียก็เป็นอย่าง นั้น มันเหมือนกัน. ศึกษาธรรมะที่เป็นความถูกต้องสากล แล้วก็แก้ ปัญหาทั้งหลายได้ ดำรงชีวิตอยู่ในความถูกต้อง คงที่อยู่ใน ความถูกต้อง นั่นแหละคือชีวิตพื้นฐาน มีธรรมะพื้นฐานให้ แก่ชีวิต ชีวิตก็เป็นธรรมะ มีธรรมะพื้นฐานไม่มีปัญหาใด ๆ. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน ทั้งฆราวาสและบรรพชิต นี้จงมีชีวิตที่มีธรรมะเป็นพื้นฐาน ตัวธรรมะน่ะเป็นชีวิตหรือ เป็นคู่ของชีวิต เอาธรรมะออกไปก็คือตาย ตายทางกาย ตาย ทางจิตทางวิญญาณก็คือตาย ขอจงมีธรรมะเป็นพื้นฐานของ ชีวิต มีชีวิตชนิดที่มีธรรมะเป็นพื้นฐาน แล้วก็จะไม่เสียที ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา เป็นแน่นอน คือได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ เพราะการปรับปรุง ชีวิตในลักษณะอย่างนี้. หวังว่าท่านทั้งหลาย จะได้นำไปคิด นึก พิจารณาดู ให้ดี ไม่ต้องเชื่ออาตมา ไม่ต้องเชื่ออาตมา เชื่อเหตุผลที่มัน มีอยู่ในตัวมันเองในคำพูดในคำสอนนั่นแหละ มันมีเหตุผล
น.55 ๔๙ อยู่ในตัวมันเอง มองให้เห็น จับให้ได้แล้วก็เชื่ออันนั้น ไม่ ต้องเชื่อผู้อื่น ไม่ต้องเชื่อแม้แต่ครูบาอาจารย์ พระพุทธเจ้า ท่านสอนอย่างนี้ ไม่ต้องเชื่อว่า .. ผู้นี้เป็นครูของเรา ก็ไม่ต้อง เชื่อ แต่ขอให้เอาคำที่ท่านพูดมาดูให้เห็นเหตุผลที่มันมีอยู่ใน คำพูด แล้วก็เชื่อ .. เชื่อสิ่งนั้น ไม่เชื่อพระไตรปิฎก ไม่เชื่อ ทุกอย่าง ๑๐ ประการ ดังที่กล่าวไว้ในกาลามสูตร แต่แล้ว มันก็เชื่อธรรมะ คือเหตุผลที่มันแสดงอยู่ในคำพูด คำพูด ของใครก็มีเค้าเงื่อนแห่งเหตุผล แสดงอยู่ในที่นั้น ใคร่ครวญ ดูให้ดีว่า ถ้ามันจะดับทุกข์ได้ก็ลองดู ถ้ามันดับทุกข์ได้จริง ก็เชื่อหมดเลย .. เชื่อหมดเลย. นี่ .. มีธรรมะเป็นพื้นฐานแห่งชีวิต ก็เป็นชีวิตชนิด ที่มีพื้นฐาน ขอให้ทุก ๆ ท่านประสบความสำเร็จ ในการมีชีวิต ชนิดนี้ด้วยกันทุกท่านทุกคน ตลอดทุกทิพาราตรีกาล เทอญ.
น.56 การควบคุมกระแสแห่งชีวิต. เพื่อนสหธรรมิกสพรหมจารีทั้งหลาย,* การบรรยายในวันนี้ ต่อเนื่องมาจากการบรรยายใน ครั้งที่แล้วมา เมื่อวันที่ ๑๙ ในคราวนั้นได้พูดถึง "ชีวิตที่มี พื้นฐาน หรือธรรมะที่เป็นพื้นฐานของชีวิต" ในวันนี้ก็จะได้ พูดถึง การควบคุมกระแสแห่งชีวิต นี่ใช้ภาษาที่มีใช้กันอยู่ ในทางธรรมะ เพื่อให้มันมีพื้นฐานที่ถูกต้อง แล้วก็เพื่อให้มี ธรรมะที่เป็นพื้นฐานอย่างเพียงพอ ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เพราะมีธรรมะพื้นฐานอย่างเพียงพอ มีผลเป็นชีวิตที่ไม่กัด เจ้าของ แล้วก็มีความเยือกเย็นและเป็นประโยชน์ คำสั้น ๆ เหล่านี้ อมความทั้งหมด คือทั้งหมดในพรหมจรรย์. "ธรรมบรรยายอบรมนวกภิกษุ ในพรรษา ปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ณ สวนโมกขพลาราม ๕๐
น.57 ๕๑ เยือกเย็น หมายความว่าดับทุกข์สิ้นเชิง และเป็น ประโยชน์ ไม่เป็นหมัน เป็นประโยชน์แก่ตนเองและแก่ผู้อื่น มันขยายความออกไปได้มากมาย การบรรลุธรรมะ มรรค ผล นิพพาน มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ อย่างที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย เรียกโดยสำนวนง่าย ๆ ที่พวกฝรั่งเขาชอบกันนัก ก็คือว่า เป็นชีวิตที่ไม่กัดเจ้าของ. ชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยความไม่รู้ คืออวิชชา - ความไม่รู้ นี่มันกัดเจ้าของอยู่ตลอดเวลา เพราะความไม่รู้ คือมีความทุกข์ เดี๋ยวทุกข์อย่างนั้น เดี๋ยวทุกข์อย่างนี้ เดี๋ยวทุกข์อย่างโน้น กลายเป็นสัตว์ที่เลี้ยงไม่เชื่อง กัดเจ้าของอยู่ตลอดเวลา เพราะ ฉะนั้น เราจะจัดการกับมันให้ถูกต้อง ไม่กัดเจ้าของ เยือกเย็น เป็นประโยชน์ นั่นแหละคือความมุ่งหมาย. ทีนี้ เราก็จะต้องรู้จักตัว 'ชีวิต' ว่ามันคืออะไร จึง จะควบคุมมันได้ นี่คือสิ่งที่เรายังไม่รู้ หรือว่าที่เราอุตส่าห์ มาบวช ศึกษาเล่าเรียนเพื่อปฏิบัติ ก็เพื่อจะให้มันรู้ ว่ามันคือ อะไร ? แล้วจะจัดการกับมันอย่างไร จึงจะได้รับประโยชน์ คุ้มกับค่าที่มาบวช ลองคิดดู เรารู้จักมันแล้วหรือยัง และ สามารถควบคุมมันได้แล้วหรือยัง แล้วเราก็มองเห็นว่ายัง
น.58 ๕๒ หรือยังไม่พอ จึงมาบวชมาศึกษา เตรียมพร้อมเพื่อจะให้มัน เผชิญกับชีวิตอย่างถูกต้อง. สิ่งที่เรียกว่าชีวิต มันมีกระแส โสตะ .. โสตะ หรือ โสดา แปลว่ากระแส หมายความว่าเนื่องกันและไหลไป เนื่อง กัน เปลี่ยนแปลงไป เนื่องกันด้วยการเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ เรียกว่า กระแส-โสตะ, จะต้องรู้จัก กระแสแห่งชีวิตโดยตรง ว่ามันเป็นอย่างไร มันเป็นอย่างไรกันก่อน ถ้าว่าจะเอากันตาม ธรรมดาสามัญ ชาวบ้านทั่วไปก็ไม่ต้องรู้เรื่องอะไรนัก นอก จากทำมาหากิน หาประโยชน์ หาความร่ำรวย หาอำนาจวาสนา แล้วมันก็จะพอ. แต่เดี๋ยวนี้เราต้องการที่มันประณีตละเอียดสุขุมมาก กว่านั้นคือ กระแสของชีวิตที่เยือกเย็น เราต้องรู้มากกว่า ที่ชาวบ้านคนเดินถนนเขารู้กัน จึงมี การศึกษาสิ่งที่ควรจะรู้ ก็คือสิ่งที่เป็นหัวข้อที่เราศึกษาเล่าเรียนกันนั่นแหละ แต่ว่า เป็นชั้นลึกเรียกว่า ‘ปรมัตถ์’ จะแจกออกไปให้เห็นชนิดที่ ถูกต้องและเพียงพอสัก ๕ หัวข้อ ขอให้ฟังให้ดี จำไว้ให้ได้คือ คำว่า ธาตุ ธา-ตุ ธาตุตามธรรมชาติ แล้วธาตุก็ปรุงให้เกิด
น.59 ๕๓ มี อายตนะ อายตนะภายในด้วยภายนอกด้วย อายตนะก็ปรุง ให้มีสิ่งที่เรียกว่า ขันธ์ ขันธ์ทั้ง ๕ ในสิ่งนี้ที่เรียกว่าขันธ์นั่น มีกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องข้อที่ ๔ ในปฏิจจ- สมุปบาทนั้นมีสิ่งเลวร้ายอยู่โดยเฉพาะคือ ความทุกข์ . . ความ ทุกข์. ดังนั้น เราจึงต้องเรียนกัน ๕ หัวข้อเป็นอย่างน้อย เรื่อง ธาตุ เรื่อง อายตนะ เรื่อง ขันธ์ แล้วก็เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท แล้วก็เรื่อง ทุกข์ บางคนอาจจะคิดว่า โอ๊ะ! จู้จี้พิรี้พิไร อะไรก็ไม่รู้ ไม่อยากจะสนใจ’ มันก็ไม่รู้ ถ้าเมื่อไม่อยากจะ สนใจมันก็ไม่รู้ แลเห็นว่าเป็นเรื่องครึกระ เป็นเรื่องของ ชาววัด ก็ยิ่งไม่ต้องการจะรู้ ก็เลยไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิต หรือ กระแสทางดำเนินของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต. ขอให้สนใจใน ๕ หัวข้อนี้ ให้พอ ตั้งแต่เบื้องต้นที่สุด จนปลายสุด เรียกว่าตั้งแต่ ก ถึง ฮ แหละ ก็รู้ได้ใน ๕ หัวข้อนี้ ซึ่งเราจะต้องมีความรู้เป็นพื้นฐานอย่างชัดเจนแจ่ม แจ้ง เหมือนที่เรารู้จักอะไร ๆ ที่เรารู้จักอยู่เป็นประจำวันใน การเป็นอยู่ รู้จักอาหาร รู้จักเครื่องนุ่งห่ม รู้จักเครื่องใช้ไม้สอย
น.60 ๕๔ รู้จักรถยนตร์ รู้จักอะไร รู้จักกันเต็มที่ แต่เรื่องตัวชีวิตไม่รู้ ก็ยังไม่รู้ แต่เราก็ใช้คำพูดนี้เป็นเหมือนกัน ตามที่เขาพูด ๆ กัน มันก็เป็นไปในลักษณะที่ชาวบ้านเขาพูดกัน มันเป็นเรื่อง อ่านเล่นเสียมากกว่า เรื่องอ่านเล่นมันก็พูดเรื่องชีวิตจิตใจ เหมือนกันแหละ แต่มันคนละทิศทาง มุ่งหมายกันคนละอย่าง ทีนี้เราจะดูกันให้เห็นชัดว่า มันคืออะไรใน ๕ หัวข้อนี้. อันแรก เรียกว่า ธาตุ ธาตุคือธาตุตามธรรมชาติ คำ ธาตุ . . ธาตุนี้ แปลว่า สิ่งที่มันทรงตัวเองอยู่ได้ เป็นพื้นฐาน ของสิ่งทั้งปวง หรือบางทีก็เล็งไปในแง่ที่ว่า มันเป็นสิ่งสุดท้าย ที่เราจะแบ่งแยกออกไปได้ แบ่งแยกออกไปได้จนไม่ต้องแบ่ง แยกกันอีก นี่เรียกว่าธาตุ ใน ทางธรรมะถือว่ามี ๖ ธาตุ. ในทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันมีมากมายจำไม่ไหว . . ร้อย กว่าธาตุแล้ว คือพูดได้ว่าในร้อยกว่าธาตุนั้น ถ้าเอามา สังเคราะห์กันก็จะได้สัก ๖ ธาตุด้วยเหมือนกัน ที่พูดถึง๖ ธาตุ นี่ก็เท่าที่จำเป็น แก่การที่มันจะประกอบกันอยู่เป็นชีวิต ธาตุ ดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ๔ อย่างนี้เป็นฝ่ายหยาบ เป็น ฝ่ายวัตถุ ธาตุอากาศ คือที่ว่าง ความว่างที่ว่างที่ให้ธาตุอื่น ๆ
น.61 ๕๕ ได้อาศัยอยู่ และธาตุสุดท้ายเป็นธาตุที่สำคัญคือ วิญญาณธาตุ เป็นธาตุที่มันรู้ รู้อะไรได้ ธาตุที่รู้อะไรได้. ธาตุฝ่ายวัตถุ ฝ่ายกาย คือธาตุดิน น้ำ ลมไฟ นี้มันไม่ เกี่ยวกับความรู้ มันเกี่ยวกับเป็นที่ตั้งของธาตุวิญญาณ คือธาตุรู้ วิญญาณธาตุตั้งอยู่บนธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วธาตุทั้งหมดนั้น ตั้งอยู่บนที่ว่าง เขาจึงจัด ที่ว่างนั้นเป็นธาตุชนิดหนึ่งเหมือนกัน เป็นตัวเองอันสุดท้ายที่จะเป็นพื้นฐานอยู่ตลอดกาล ถ้าไม่มี ที่ว่างมันก็ไม่มีที่ตั้ง ที่อาศัย เหมือนกับโลกนี้ทั้งโลกก็ตั้งอยู่ บนที่ว่าง ออกไปถึงจักรวาล ระบบสุริยะจักรวาล แต่ละระบบ มันก็ตั้งอยู่บนที่ว่าง ถ้าไม่มีที่ว่างมันจะตั้งอยู่บนอะไร เพราะ มีที่ว่างให้ตั้งมันจึงตั้งอยู่ได้ ฉะนั้น ความว่างก็เป็นประโยชน์ และจำเป็น จำเป็นที่จะต้องมีที่ว่างให้สิ่งต่าง ๆ ตั้งอยู่ได้ คำว่าธาตุในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงตัววัตถุโดยตรง แต่ หมายถึงคุณสมบัติที่มันมีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ. สิ่งที่มีคุณสมบัติ กินเนื้อที่ คือแข็งและกินเนื้อที่ เรียกว่า ธาตุดิน มันจึงมีสิ่งที่มันงอกงามออกไปเป็นของแข็ง เป็นธาตุดิน.
น.62 ๕๖ ธาตุน้ำ มีคุณสมบัติทำให้มันกุมกันอยู่เหมือนกับน้ำ มันมีการคุมตัวเองเข้าหากันอยู่เรื่อย ใครแยกมัน ๆ ก็วิ่งกลับ มาเกาะกุมตัวเองกันอยู่เรื่อย คุณสมบัติอย่างนี้เรียกว่า ธาตุน้ำ. ธาตุไฟ คือความร้อนหรืออุณหภูมิ เมื่อใส่เข้าไป ในที่อะไรแล้วมันเกิดการเผาไหม้ มันก็คือการเปลี่ยนแปลง ๆ ทำให้เปลี่ยนแปลง. ธาตุลม มีคุณสมบัติเคลื่อนไหว เคลื่อนไหว ลอยได้ อย่างที่เราเรียกว่าแก๊สหรืออากาศ มันเคลื่อนไหว มันลอยไป มีคุณสมบัติแห่งการเคลื่อนไหว. มันมีครบ ๔ คือกินเนื้อที่, กุมกันให้เป็นอันเดียว กัน, แล้วมันก็เปลี่ยนแปลง, แล้วก็เคลื่อนไหวตลอดเวลา, นี้เรียกว่าธาตุฝ่ายวัตถุ ฝ่ายร่างกาย ต้องจัดการกับมันให้ถูกต้อง. ธาตุว่าง ก็ตามธรรมชาติเพื่อให้สิ่งเหล่านี้อาศัยอยู่ เมื่อสิ่งเหล่านี้มันถูกต้องในเบื้องต้น คือ ๕ อย่างแล้ว ธาตุ พิเศษคือ ธาตุจิต ธาตุวิญญาณ นั้น ก็แสดงบทบาทได้. ต้องดูให้เห็นว่ามันมีอย่างน้อย ๓ กลุ่ม . . ๓ พวก .. ๓ หน้าที่ คือ ที่จะ เป็นตัววัตถุ ขึ้นมา แล้วก็มี จิต ที่ทำให้วัตถุ นั้นรู้สึกได้, แล้วก็มีที่ว่างให้สิ่งทั้งหมดนี้อยู่.
น.63 ๕๗ มีนิทานตลก ๆ ตามศาลาวัดก็ได้ แต่ก็ช่วยให้จำง่าย เข้าใจง่าย เรื่องกายกับใจ กายนี้ก็เปรียบเหมือนกับคนแข็งแรง แต่ตาบอด คนแข็งแรงครบถ้วนทุกอย่าง แต่ตาบอดมองไม่ เห็น ใจเป็นคนตาดีแต่เป็นง่อยเปลี้ยเดินไม่ได้ เคลื่อนไหว ไม่ได้ มันแยกกันทำหน้าที่อย่างนี้ ถ้าคนตาบอดอยู่แต่ลำพัง ตาบอดมันก็ทำอะไรไม่ได้ คนตาดีแต่เป็นง่อยเปลี้ยก็เดินไม่ได้ วันหนึ่งมาพบกันเข้า เลยตกลงทำสหกรณ์ร่วมมือกัน ให้คน ง่อยเปลี้ยตัวเล็กขี่คอคนตาบอด ตัวโตแข็งแรงดี ก็เลยไป ด้วยกันได้ สำเร็จประโยชน์ได้ คนตาบอดก็พาไป คนตัวเตี้ย ตัวเล็กก็บังคับบัญชาสั่งควบคุมไป นี้เรียกว่าอุปมาของกาย และใจมันเป็นอย่างนี้ พวกธาตุที่เป็นฝ่ายวัตถุ ฝ่ายร่างกาย ก็เหมือนกับไม่มีตา ตาบอด ฝ่ายจิตนี้ก็เหมือนกับมีตา พอได้ อาศัยกันเข้าก็สมบูรณ์ คือเป็นชีวิตหนึ่ง ๆ เรามีร่างกายแล้ว ก็มีจิตใจ รวมกันเข้าแล้วก็ตั้งอาศัยอยู่ได้ในที่ว่าง. นี่เรียกว่า ธาตุ .. ธาตุ คุณเคยรู้จักธาตุในลักษณะ อย่างนี้หรือเปล่า ถ้าเรียนกันแต่วิทยาศาสตร์ ก็รู้ใน ความหมายอย่างอื่น อธิบายกันอย่างอื่นเป็นเรื่องธาตุแท้ เป็น เรื่องธาตุผสม เป็นเรื่องเปลี่ยนแปลง มีจุดมุ่งหมายเพื่อ
น.64 ๕๘ ประโยชน์จะใช้มัน เดี๋ยวนี้เราต้องการความรู้ หรือความจริง ที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดของชีวิต เรารู้เรื่องธาตุ มี ๖ ธาตุ ชาว บ้านมักจะพูดกันเพียง ๔ ธาตุ เป็นร่างกายเท่านั้นแหละ ให้ มันครบ ๖ ธาตุ คือจิตใจด้วย และธาตุว่าง ที่อาศัยของธาตุทั้ง ทางกายและทางจิตใจด้วย นี่เรียกว่ารู้เรื่องธาตุ สิ่งที่เรียกว่า ธาตุ อย่าไปเห็นว่าครึกระ จำไว้แล้วเอาไปคิดนึกศึกษา มัน จะมีประโยชน์ จะใช้ชีวิตหรือร่างกายนี้ ได้ถูกต้องกว่าที่จะไม่รู้. เรื่องที่สอง ที่เราจะต้องรู้คือ อายตนะ ... อายตนะ คำ ๆ นี้แปลว่าสิ่งที่ติดต่อได้.ติดต่อได้ หรือทำการติดต่อ มัน ติดต่อได้ มันถูกติดต่อ มันทำการติดต่อ เรียกว่า อายตนะ ข้างนอกคือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ นี่พวก ที่อยู่ข้างนอก ข้างในคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มี ๖ อย่าง ด้วยกัน สำหรับติดต่อกันตามคู่ นี้เป็นอายตนะธรรมดา ๆ เป็น อายตนะ ฝ่าย 'สังขตะ’ ที่มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่ง มีพิเศษ อีกชนิดหนึ่ง ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งอยู่เหนือสิ่งใด นั้นก็เรียกว่า อายตนะเหมือนกัน แต่เป็น ‘อสังขตะ’ คือนิพพาน นิพพาน เป็นอายตนะอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่จิตใจสัมผัส ได้ด้วยเหมือนกัน แต่ว่ามันอยู่อีกพวกหนึ่งต่างหาก เรียกว่า
น.65 ๕๙ ควบคุมยาก มันไม่ต้องควบคุม ที่จะต้องควบคุมนี่ก็คือ อายตนะข้างใน อายตนะข้างนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับจะไปจับคู่กับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์. ธาตุ ธาตุตามธรรมชาติมันปรุงให้เป็นอายตนะ ไอ้ ธาตุที่เป็นวัตถุล้วน ๆ ก็ปรุงให้เป็นวัตถุ ธาตุที่เป็นจิตใจมัน ก็ปรุงเป็นจิตใจ ดังนั้นเราจึงมีรูปสำหรับตาเห็น เสียงสำหรับ หูได้ยิน กลื่นสำหรับจมูก รสสำหรับลิ้น สัมผัสผิวหนังสำหรับ ผิวหนัง นี่พวกกาย และก็มีธัมมารมณ์เป็นวัตถุสำหรับจิตใจ รู้สึก สิ่งที่จิตใจจะรู้สึกนี้เรียกว่า ธัมมารมณ์ นี่ธาตุตาม ธรรมชาติมันปรุงเข้า เป็นรูปบ้าง เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง สัมผัสบ้าง ธัมมารมณ์บ้าง อีกด้านหนึ่งก็ปรุงขึ้นมาเป็นตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. จะเป็นอายตนะภายนอก หรืออายตนะภายใน ก็ปรุง ขึ้นมาจากธาตุทั้ง ๖ ทั้งนั้น ที่เป็นวัตถุก็ปรุงวัตถุขึ้นมา ที่เป็น จิต เป็นนามธรรม ก็ปรุงเป็นจิตเป็นนามธรรมขึ้นมา ดังนั้น อายตนะทั้งภายใน และทั้งภายนอก มันปรุงขึ้นมาจากธาตุ แล้วธาตุนั้นน่ะมันปรุงอายตนะให้มีขึ้นมา มันจึงมีเรื่อง
น.66 ๖๐ หรือเรียกว่ามันมีโลกขึ้นมา ถ้าไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไร ก็เท่ากับไม่มีอะไร จะเอา โลกมาแต่ ไหนล่ะ ? ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันทำหน้าที่สัมผัสสิ่งต่าง ๆ ที่มันเป็นคู่ ๆ กับมัน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ นั่นแหละ มันจึงมีขึ้นมา โลกจึงมีขึ้นมา เพราะมีเครื่อง สัมผัสโลก โลกคืออายตนะภายนอก เครื่องสัมผัสโลก คืออายตนะภายใน เมื่อมันมีคู่กันอย่างนี้มันก็ปรากฏว่ามี ถ้าไม่มีอายตนะภายนอก ก็เท่ากับไม่มีโลก ไม่มีอายตนะ ภายในก็เท่ากับไม่มีเครื่องสัมผัสโลก ฉะนั้นปัญหายุ่งยาก มันจึงเกิดขึ้น เพราะว่าเรามีอายตนะ พึ่งดูให้ดีๆ เพราะมัน หลีกไม่พ้น มันมีอายตนะ มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัส รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ มันจึงมีเรื่อง มี เรื่องไม่หยุดไม่หย่อน. นี่ก็ถือว่าธาตุได้ปรุงให้เกิดอายตนะทั้งฝ่ายที่เป็นรูป และเป็นนาม คือฝ่ายที่เป็นวัตถุและจิตใจ นอกตัวเราไปก็ เป็นอายตนะภายนอก ในตัวเราก็เป็นอายตนะภายใน มัน ก็มีหน้าที่ของมัน คือผัสสะต่อกัน และกัน แล้วก็เกิดอะไร ๆ ตามมา.
น.67 ๖๑ ทีนี้ เมื่อมีอายตนะ มันก็มีเรื่องของอายตนะมากมาย มันมากจนไม่ต้องจำทั้งหมดก็ได้ รู้แต่เพียงเท่าที่ควรจะรู้ไว้ เท่านั้น จะพูดทั้งหมดก็ได้เหมือนกันแหละ ลองฟังดู .. เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อย่างนี้ เป็นอายตนะ ภายใน แล้วเราก็มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ ๖ อย่างนี้ เป็นอายตนะภายนอก เมื่อ อายตนะภายใน เช่นตา เป็นต้น ถึงกับ อายตนะภายนอก เช่นรูปเป็นต้น มันก็เกิด วิญญาณ คือการเห็นทางตา มี ๖ อีกนั่นแหละ วิญญาณก็มี ๖ ไปตาม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่ก็มีวิญญาณ ๖ ทีนี้เมื่อ มีวิญญาณอยู่กับอายตนะทั้ง ๒ อย่างนี้อยู่ด้วยกันนี่ เรียกว่า มีการถึงกันอยู่ คือกระทบกันอยู่ ก็มี ผัสสะ ผัสสะแปลว่า การกระทบ ก็มีอยู่ ๖ นั่นแหละ มันก็ ๖ ทั้งนั้น มีผัสสะ ๖ แล้วก็ออกมาเป็น เวทนา - รู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เวทนาก็มี ๖ แล้วมันก็มี สัญญา-ความสำคัญมั่นหมาย หรือ ความรู้จัก สำคัญมั่นหมายไว้แล้วก็รู้จัก คือว่าจำได้หมายรู้ แล้วก็รู้จักตามที่เคยสำคัญมั่นหมายที่แรก ว่าอะไรเป็นอะไร เรียกว่า "สัญญา" .. สัญญา ความรู้จักด้วยความสำคัญมั่นหมาย ว่ามันเป็นอะไร แม้จะไม่รู้จักชื่อ ก็จำได้ เช่นเคยเห็นอะไร
น.68 ๖๒ มาก่อน พอเห็นอีกก็จำได้ นี่ความจำได้หรือสำคัญมั่นหมาย คือ จำได้ว่ามันเป็นอะไรเป็นอะไร ฟเพราะฉะนั้นมันจึงมีเรื่องมาก สัญญาว่าเป็นอะไร ก็มี ๖ อีกนั่นแหละ สัญญาในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในธัมมารมณ์ มันก็มี ๖ อีก นี่เรียกว่าสัญญา เมื่อมีสัญญามั่นหมายอะไรว่าเป็นอะไรแล้ว มันก็จะมี สัญเจตนา คือความคิดชนิดที่จะทำอะไรสักอย่าง หนึ่ง สัญเจตนาใจความสำคัญอยู่ตรงที่คำว่าเจตนา สัญญา มั่นหมายอย่างไรก็จะมีเจตนาอย่างใดอย่างหนึ่งกับสิ่งที่มีสัญญา นั้น ก็มี ๖ อีก เจตนาที่จะจัดการอะไรกับรูป กับเสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ เมื่อมีเจตนาเกิดขึ้นเป็นความรู้สึกมัน ก็ทำคือต้องการ เรียกว่า ตัณหา ตัณหาก็มี ๖ อีกแหละ ตาม รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ เมื่อมันต้องการคือ มีตัณหา ๖ มันก็มีวิตก คือความคิดไปตามความต้องการ นี่เรียกว่าวิตก .. วิตกมีอยู่ ๖ ตามจำนวนของอายตนะ สัก ว่าคิดทั้งคุ้นทั้งกลุ่มเรียกว่า "วิตก’ เมื่อคิดทั้งกลุ่มเรียกว่าวิตก เมื่อคิดแจกแยกเป็นรายละเอียดย่อยออกไป ก็เรียกว่า วิจาร ภาษาฝรั่งคำนี้แปลกันยากเข้าใจยาก แปลว่าลอท (Iot) คือวิตก intesive lot แปลว่าวิจาร อธิบายยาก เป็นภาษาฝรั่งนี่ มัน
น.69 ๖๓ ก็ได้เป็น ๑๐ หมวด ๆ ละ ๖ ก็เป็น ๖๐ อย่าง คุณสั่นหัวจำ ไม่ไหว ขี้เกียจจำ ปล่อยให้มันโง่ไป แต่ก็จำแต่ชื่อเพียง ๑๐ อย่างก็ได้ ไม่ต้องจำมากเอาแต่เพียงตอนต้น ๆ ที่สำคัญ มีอายตนะภายใน มีอายตนะภายนอก มีวิญญาณ มีผัสสะ มีเวทนา. ขอให้เข้าใจ ๕ อย่างข้างต้นนี้ สำคัญที่สุด เพราะ ตัวร้าย ... ตัวร้ายของมันก็คือเวทนา คนเราเป็นทาสของเวทนา ลุ่มหลงในเวทนา อยากจะมีเวทนาชั้นเลิศ โดยเฉพาะทางเพศ เวทนาทางเพศสูงสุด จนบูชากันเลย เคยบูชาเป็นพระเป็น เจ้าไปเสียก็มี. นี่เรียกว่า อายตนะ มีเพียงภายในภายนอก พอถึง กันปรุงกัน ๆ เป็นได้ตั้ง ๑๐ จังหวะ ๖ อย่าง ๆ ละ ๑๐ จังหวะ มันก็เป็น ๖๐ ชนิด ถ้าเห็นว่าไม่ใช่เรื่องครึกระเหลวไหลเข้า ใจได้ก็จะดีมาก คือมันจะรู้จักตัวชีวิต ตัวชีวิตในขณะไหน ขณะไหนมันเป็นอะไร ในขณะที่เป็นอายตนะภายใน อายตนะ ภายนอก เป็นวิญญาณ เป็นผัสสะ เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสัญเจตนา เป็นตัณหา เป็นวิตก เป็นวิจาร ๑๐ ขณะ ๑๐ จังหวะ เรารู้จักชีวิตอย่างละเอียดลออทั่วถึง มันก็ง่าย ในการที่จะควบคุม ถ้าไม่รู้ หลับตาเหมา ๆ เอามันก็เปะปะ
น.70 ๖๔ เปะปะจัดการอะไรไม่ถูกเรื่อง นี่เรื่องที่ ๑ คือ ธาตุ ๖ ก็ปรุง เป็นอายตนะขึ้นมา อายตนะนี่มีจังหวะ ๑๐ จังหวะ. ทีนี้ เรื่องที่สาม ที่เราจะดูต่อไปว่า ในการปรุงของ อายตนะนั้นน่ะ มีสิ่งที่เรียกว่าขันธ์ .. ขันธ์ทั้ง ๕ ที่นักศึกษา ปัจจุบันเห็นเป็นเรื่องครึกระของยายแก่ตามศาลาวัด มันก็เอา ไปพูดล้อเล่น ไม่อยากจะสนใจ นั่นแหละคือตัวชีวิต ชนิดที่ เป็นพื้นฐานที่ต่างอยู่ อย่างแยก ๆ กันให้เห็นชัดๆ เป็นอย่างๆ ๕ อย่าง. อย่างที่ ๑ เรียกว่ารูป .. รูปขันธ์ พวกที่เป็นรูปมี อยู่ ๑ คือรูปขันธ์ พวกที่เป็นจิตเป็นวิญญาณเป็นฝ่ายนาม มี อยู่ ๔ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์. มีรูป เมื่อใดรูปทำหน้าที่ ร่างกายรูปล้วน ๆ ทำหน้าที่ เมื่อนั้นเราเรียกว่ามี รูปขันธ์ รูปขันธ์เกิดแล้ว ทีนี้พอรู้สึกทาง จิตใจคือเป็นเวทนา น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจก็เรียกว่า เวทนา- ขันธ์ เกิดแล้ว เวทนาขันธ์เกิดแล้วก็สำคัญมั่นหมายในเวทนา ขันธ์ว่ามันเป็นอะไร เวทนาของอะไร นี่เรียกว่า สัญญาขันธ์ สัญญาขันธ์ทำให้เกิดความคิดซึ่งเป็น สังขารขันธ์ ความคิดไป
น.71 ๖๕ ตามสัญญาขันธ์ สัญญาว่าดีก็จะเอา สัญญาว่าไม่ดีก็ไม่เอา สัญญาว่าอร่อยก็เอา ไม่อร่อยก็ไม่เอา มันอาจจะโง่ดึกดำบรรพ์ คือกลับวกกลับกันเสียก็ได้ โดยเฉพาะทางเพศแล้ว มันเกิด ความคิดที่จะเอาจะลุ่มหลงไปในเรื่องทางเพศ นี่เรียกว่า สังขารขันธ์แปลว่าความคิด ความคิดให้เกิดสิ่งใหม่. อันสุดท้ายเรียกว่า วิญญาณขันธ์ อันนี้แปลกหน่อย ที่เอามาใส่ไว้รั้งท้าย เพราะมันเกิดได้หลายคราว จนไม่แน่ ชัดว่าจะเอาไว้ตรงไหนดี จึงเอาไว้รั้งท้าย ไป วิญญาณขันธ์ แปลว่ารู้แจ้งหรือรู้จัก เช่นตากับรูปถึงกันเรียกว่าวิญญาณลง ไปที่อายตนะภายนอก ครั้นแล้วก็มีวิญญาณของจิตใจ มารู้จัก ลงไปที่เวทนานั้นอีกทีหนึ่ง ถ้าเป็นสังขารเป็นความคิดอะไร ต่อมาอีก มันมีวิญญาณในทางจิตใจที่จะรู้จักสิ่งเหล่านั้น ฉะนั้น วิญญาณนี่ทำหน้าที่หลายครั้งหลายตอน จึงเอามาไว้ท้ายเสีย รูปขันธ์เอาเป็นอันแรกเพราะเป็นพื้นฐานทั่วไป แล้วก็เวทนา นี่เกิดจากการสัมผัสของพวกอายตนะฝ่ายรูป แล้วก็เกิดสัญญา ถ้ามีเวทนา มันก็ต้องมีสัญญาหมายมั่นในเวทนานั้น เมื่อมี สัญญาหมายมั่นแล้ว มันก็มีสังขารคือความคิดอย่างนั้นอย่างนี้
น.72 ๖๖ โดยมากคิดที่จะจัดการกับสิ่งเหล่านั้น เรียกว่าสังขาร วิญญาณ น่ะมีหลายจังหวะ เมื่อจะรู้จักอะไรลงไปก็เรียกว่า วิญญาณขันธ์. ครึหรือไม่ครึก็ลองคิดดูเถอะ เป็นเรื่องครีของยายแก่ ตามศาลาวัดหรือไม่ ต่อให้ไปเรียนมหาวิทยาลัยทั่วโลกมา มัน ก็ไม่รู้ ไม่รู้เรื่องที่คนพัน ๆ ปีเขารู้กัน เรื่องขันธ์ ๕ คือตัว ชีวิต มันแบ่งได้เป็น ๕ ส่วน แล้วยังแยกออกมาเป็น ๒ ส่วน คือส่วนรูป กับส่วนนาม เมื่อรู้จักมันเท่านั้นแหละที่จะควบ คุมมันได้ดี ไม่ต้องมานั่งร้องไห้ หัวเราะ เป็นบ้าไปในที่สุด หมวดนี้เราเรียกว่า หมวดขันธ์ ขันธ์ทั้ง ๕ ขันธ์แปลว่า กลุ่ม หรือ พวก หรือ กอง มันเป็นกลุ่มๆ พวกธาตุทำให้เกิดอายตนะ พวกอายตนะทำหน้าที่แล้วแยกได้เป็นขันธ์ เป็น ๕ ขันธ์ตาม หน้าที่ของมัน นี่คือชีวิตที่มันยังแยกเป็นกอง ๆ เป็น ๕ กอง. เรื่องที่สี่ คือ ปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจ แปลว่า อาศัย อาศัยกัน สมุปบาท แปลว่าเกิดขึ้น ปฏิจจสมุปบาท ก็แปลว่า อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น อาศัยกันหลาย ๆ อย่างแล้ว เกิดอย่างใหม่ขึ้นมา ๆ นี้มันก็มุ่งหมายที่จะดูตรงที่มันอาศัยกัน คือมันเนื่องกัน ขันธ์ ๕ นั่นมันแยกเป็นอย่าง ๆ คล้าย ๆ กับว่า
น.73 ๖๗ ๕ กอง ส่วนปฏิจจสมุปบาทนั้นมี ๑๒ อาการ และเนื่องกันที่ ปรุงแต่งกัน ปรุงแต่งกัน เพราะมีสิ่งนี้จึงมีสิ่งนี้ เพราะมีสิ่งนี้ จึงมีสิ่งนี้ เพราะมีสิ่งนี้จึงมีสิ่งนี้ มันก็เรื่องเดียวกับขันธ์ นั่นแหละ หากแต่ว่าเรามามองกันในแง่ที่ว่ามันปรุงแต่งกัน แล้วมันเนื่องกัน เรียกว่า ‘ปฏิจจสมุปบาท’ เป็นเรื่องที่ ค่อนข้างจะยากหรือเข้าใจยากแต่ก็ไม่เหลือวิสัย พระพุทธเจ้า ตรัสรู้เรื่องนี้ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือรู้เรื่องปฏิจจสมุป. บาท คืนวันที่ตรัสรู้นั้นคิดค้นแต่เรื่องปฏิจจสมุปบาท และ รู้แจ้งแทงตลอดชัดเจนเมื่อหัวรุ่งของวันตรัสรู้าก ตามพระบาลี แท้ ๆ เป็นอย่างนี้แต่บาลีบางแห่งอธิบายเป็น รู้ยาม ๓ ปุพเพ- นิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ อย่างนั้น ก็ได้ แต่ว่าเนื้อแท้นั้นคือค้นเรื่องปฏิจจสมุปบาทจนรู้. ท่องได้ ก็ดี แต่บางคนจะคิดว่ามันเยอะ .. ป่วยการ มันครึกระยืดยาว. ปฏิจจสมุปบาท มันก็คืออายตนะตั้งต้น อายตนะเช่น ตากับรูปมาถึงกันเข้าก็เรียกว่า จักขุวิญญาณ เมื่อ ๓ อย่างนี้ ทำงานอยู่ด้วยกันก็เรียกว่า ผัสสะ เพราะมีผัสสะจึงมี เวทนา ออกมาเป็นความรู้สึกพอใจไม่พอใจ.
น.74 ๖๘ เมื่อมีเวทนาแล้วก็มี ตัณหา อยากไปตามอำนาจของ เวทนาที่มันจะให้อยากอย่างไร ถ้าเป็นบวกมันอยากจะได้ ถ้า เป็นลบมันก็อยากจะฆ่า มันอยากจะทำลาย ถ้าไม่แน่ว่าเป็น บวกหรือลบ มันก็ได้แต่สงสัย ๆ วิ่งตาม วิ่งวนเวียนอยู่รอบ ๆ นี่เวทนาให้เกิดตัณหา. พอตัณหามีความอยากเกิดขึ้นในใจ แล้วมันก็โง่ว่า ‘กู ๆๆ ผู้อยาก’ สิ่งที่อยากนั้นคือ 'กุ' คือ ‘ตัวกู' คือ ตัวตน เรียกว่า อุปาทาน อุปาทานอย่างนี้เกิดขึ้นในจิตใจแล้ว ก็เรียกว่า ความ ตั้งต้นแห่งความมีตัวตนมันได้เกิดขึ้น เรียกว่า ภพ การตั้งต้น แห่งความมีตัวตนออกมาจากอุปาทาน เปรียบเหมือนกับ ตั้งครรภ์ ตอนนี้ตั้งครรภ์ ภพ. .. ภพ. .. ภวะนี่ตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์แห่งความมีตัวตน แล้วครรภ์มันก็แก่ ๆ แก่ ๆ พอถึง เวลาหนึ่งมันก็คลอด เรียกว่า ชาติ ก็เกิด 'ตัวกู ของกู’ ขึ้นมา เต็มที่ มันก็คว้าเอาทั้งหมดทุกอย่าง เป็นตัวตน เป็นของตน มันก็ไปคว้าเอา ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อะไรหลายๆ อย่าง ทุกอย่างมาเป็นตัวตน มาเป็นของตน มันก็ได้มีความทุกข์เพราะไปคว้าเอามายึดถือไว้ โดยความเป็น
น.75 ๖๙ ตัวตน นี่เรียกว่า ‘กระแส' ที่มันเนื่องกัน ๆ ๆ เป็นลูกโซ่ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท. แต่ถ้าจะให้ละเอียดกว่านี้ก็ต้องตั้งคำถามว่า "อายตนะ ทีแรกมาจากไหนเล่า ?" มีอายตนะแล้วมีวิญญาณ มีผัสสะ มีเวทนา มาจากไหน ? มันก็ข้ามไป ว่า เพราะมี ‘อวิชชา’ ธาตุแห่งความไม่รู้ อวิชชาธาตุ-ธาตุแห่งความไม่รู้ มี อวิชชา ก็มีอำนาจที่จะปรุงแต่งให้เกิดสิ่งใหม่ มันสัปคน มันซุกซน มันจะปรุงแต่งให้เกิดสิ่งใหม่ เพราะมีความโง่ ไม่รู้ในสิ่ง ทั้งปวงก็เกิดอาการปรุงแต่ง เรียกว่า สังขาร อวิชชาให้เกิด สังขารการปรุงแต่ง ปรุงแต่งนี้ก็ไปคว้าเอา วิญญาณธาตุ ตามธรรมชาติมาปรุงแต่งให้เป็นวิญญาณทางอายตนะ พอมี วิญญาณ ทางอายตนะขึ้นมาก็เป็นเหตุให้มีครบทั้งกายและใจ คือ นามรูป เพราะมีนามรูปจึงมี อายตนะ ๖ มีอายตนะก็เข้ามา สายเดียวกับที่ว่าตะกี้ เราจะตั้งต้นที่อายตนะ ไปถึงความทุกข์ ก็ได้ มันก็ ๘ หรือ ๙ อย่าง ถ้าจะตั้งต้นที่อวิชชาเรื่อยมา ผ่านอายตนะถึงความทุกข์ก็ได้ มันก็มีอยู่ ๑๒ อย่าง ๑๒ อาการ ๑๒ การปรุงแต่ง นี่เรียกว่าอายตนะมีอยู่ตลอดเวลา แต่เรา จะรู้สึกหรือไม่รู้สึก นี่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท.
น.76 ๗๐ หัวข้อเรื่องที่ ๕ ก็ตามมา คือเรื่อง ความทุกข์ ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท มี “อุปาทาน’ ยึดมั่นถือมั่นอะไร ว่าเป็นตัวตน ว่าเป็นของตน ไปยึดมั่นถือมั่นอะไรว่าเป็น ของตน มันก็เป็นทุกข์เพราะเหตุนั้น เพราะมันทำให้เกิด ความหนัก .. ให้เกิดความหนักขึ้นมา. นี่ที่ควรจะรู้กันให้ละเอียด ว่า ชีวิตนี้คืออะไร ในแง่ ที่เป็น ธาตุ หลาย ๆ อย่าง ธาตุปรุงเป็นอายตนะหลาย ๆ อย่าง อายตนะ ปรุงเป็นขันธ์หลาย ๆ อย่าง ขันธ์ มีอาการแห่ง ปฏิจจสมุปบาท หลาย ๆ อย่าง ต่อมาก็คือความ ทุกข์. นี่ชีวิต .. ชีวิตคือเรื่องของสิ่งเหล่านี้ กิริยาอาการ ปรุงแต่งอันมากมายของสิ่งเหล่านี้ว่าสิ่งนี้คือชีวิต .. ชีวิต มีธาตุ ทำให้เกิดอายตนะ อาย ตนะทำให้เกิดขันธ์ ขันธ์ทำให้เกิด ปฏิจจสมุป บาท หรือมีอาการแห่งปฏิจจสมุปบาท มีปฏิจจ- สมุปบาทก็คือมีทุกข์ เรารู้ ๕ เรื่องนี้แหละ เรื่องชีวิตโดย สมบูรณ์. วิทยาศาสตร์ของโลกปัจจุบันที่ว่าเก่งกันนัก อุตส่าห์ ไปเรียนวิทยาศาสตร์จากเมืองนอกเมืองนามา เมื่อถามว่าชีวิต
น.77 ๗๑ คืออะไร ? ชีวิตคืออะไร ? มันไม่เคยรู้เรื่องนี้ มันก็ตอบว่า เมื่อ โพโตพลาส คือเยื่อที่อยู่ในเซลล์หนึ่งๆยังสดอยู่ เมื่อโพโตพลาส ของเซลล์ยังสดอยู่ นั้นคือชีวิต ถ้าโพโตพลาสนั้นเน่าตาย เหี่ยวแห้งไปคือตาย คือไม่มีชีวิต ไม่มีสาระอะไรที่จะดับทุกข์ เป็นเรื่องบอกธรรมชาติล้วน ๆ ว่าชีวิตคือโพโตพลาสในแต่ละ เซลล์ยังสดอยู่ แล้วมันจะได้ประโยชน์อะไร มันก็จริงเหมือน กันแหละ ถ้าไปบัญญัติอย่างนั้น ก็จริงตามแบบนั้น รู้จัก ชีวิตในแง่วิทยาศาสตร์ มันจึงไม่ดับทุกข์ แล้ววิทยาศาสตร์ ก็ดึงไปหาประโยชน์ทางวัตถุทั้งนั้น ไม่มารู้เรื่องทางจิตใจ. ถ้าเราจะรู้จักชีวิตที่ถูกต้องในทางจิตใจ มันก็ต้อง รู้ ๕ เรื่อง ดังกล่าวมาแล้วนั้น คือรู้เรื่องธาตุ เรื่องอายตนะ เรื่องขันธ์ เรื่องปฏิจจสมุปบาท แล้วก็เรื่องความทุกข์. ที่เราจะควบคุมกระแสแห่งชีวิต จะควบคุม กระแสแห่งชีวิต ก็คือควบคุมสิ่งเหล่านี้ให้ถูกต้อง คือควบคุม เรื่องธาตุให้ถูกต้อง ควบคุมเรื่องอายตนะ ให้ถูกต้อง เรื่อง ขันธ์ให้ถูกต้อง เรื่องปฏิจจสมุปบาท ให้ถูกต้อง ควบคุมเรื่อง ความทุกข์ให้ถูกต้อง นั่นก็คือควบคุมชีวิตที่เป็นไปอย่าง
น.78 ๗๒ ถูกต้อง มันไม่กัดเจ้าของ มีความสงบเย็นและเป็นประโยชน์ อย่างที่ว่ามาแล้ว. ควบคุมในจุดแรก นี่ก็เรียกว่าควบคุมอายตนะ ที่จะ ไปควบคุมธาตุตามธรรมชาตินั้น มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ มันทำกันอยู่ตามธรรมชาติ เราไม่อาจจะไปควบคุมธาตุ ๖ ดอก ธรรมชาติมันจัดการของมันเอง อยู่นอกวิสัยที่เราจะไปควบคุม มัน แต่พอมันปรุงเป็นอายตนะเข้ามาแล้วนี้ เราจะสามารถ เข้าไปจัดการหรือควบคุม ฉะนั้น สิ่งแรกที่เราจะต้องควบคุม ก็คือควบคุมอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ที่มันจะไปทำงาน กับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ นี่จะต้องควบคุม จะต้องควบคุม. อายตนะ -สิ่งที่จะรู้สึก หรือถูกรู้สึก หรืออาการที่ มันรู้สึก ต้องการว่าจะไม่เป็นทาสของอายตนะ ความมุ่งหมาย ที่แท้จริงน่ะเราจะไม่เป็นทาสของอายตนะ ทีนี้คนธรรมดา ทั่วไปมันเป็นทาสของอายตนะ คือคอยแสวงหาความอร่อยมา ให้ตา ความไพเราะมาให้หู ความหอมมาให้จมูก ความอร่อย มาให้ลิ้น ความนิ่มนวลมาให้ผิวหนัง และความรู้สึกที่กล่อม อารมณ์มาให้จิตใจ ตลอดเวลาเราเป็นทาสของอายตนะ ต้อง
น.79 ๗๓ การจะแสวงหาสิ่งที่บำรุงบำเรอ ตา หู จมูกลิ้น กายใจ ถ้าเรา ควบคุมได้เราจะไม่ต้องทำถึงขนาดนั้น คือไม่ต้องเป็นทาสของ อายตนะ ซึ่งมันจะนำไปสู่ความเป็นทาสของตัณหา เป็นทาส ของกิเลสตัณหา ถ้ามันเป็นทาสของอายตนะเสียแล้ว มันก็ ไปสู่ความเป็นทาสของกิเลสตัณหา. ควบคุมอายตนะ มีความหมายกว้างมาก เป็นการ ควบคุมชีวิตในวงกว้าง มีพระพุทธภาษิตที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อายตนะ คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์นี่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี่ คือ มหาสมุทร มหาสมุทร ที่ตกลงไปแล้วจมดิ่งตาย ขึ้นมายาก" ตกมหาสมุทรคือตกลง ไปในอายตนะ คือ ตา หู จมูกลิ้น กายใจ รูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อายตนะจึงเปรียบเหมือนกับ มหาสมุทร ซึ่งลึกกว่ามหาสมุทรธรรมดา มหาสมุทรธรรมดา นี่ตกลงไปยังไม่ร้ายเท่ากับตกมหาสมุทรของ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือว่า นรก .. ก็อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สวรรค์ .. ก็อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อทำ ความผิด ผิดกฎธรรมะที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นนรก ขึ้นมาที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พอทำถูกต้องตามกฎของ
น.80 ๗๔ ธรรมะขึ้นมาที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็เกิดสวรรค์ ขึ้นมาที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า นรกหรือสวรรค์อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คืออายตนะ. "สวรรค์ทางอายตนะ นรกทางอายตนะ ฉันเห็น แล้ว" พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอย่างนี้ ที่เขาสอนกันอยู่ก่อน นั้น ก่อนพระพุทธเจ้า เขาสอนกันว่านรกอยู่ใต้ดินใต้บาดาล สวรรค์อยู่บนฟ้า อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ สูงสุดอยู่บนฟ้าโน่น สอนกันอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมา ท่านไม่ค้าน ดอก นี่คุณช่วยจำไว้จนตลอดชีวิตด้วยว่า พระพุทธเจ้าจะ ไม่ค้าน จะไม่ขัดแย้ง จะไม่ค้าน "คุณพูดอย่างนั้นคุณก็พูดไป แต่ฉันจะบอกว่าอย่างนี้ ตามความรู้ความคิดของฉัน เรื่อง ขัดแย้งจึงไม่มี พระพุทธเจ้าจึงไม่ถูกฆ่าตายในเวลาอันสั้น เหมือนพระเยซู พระเยซูเป็นศาสดาได้ ๓ ปีก็ถูกฆ่าตาย เพราะ มันมีการขัดแย้ง ถ้าเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง ไม่ขัดแย้ง จะ หลีกเลี่ยงเสีย ไม่ให้เกิดการขัดแย้ง แล้วมีอะไรก็พูดไป พระพุทธเจ้าท่านไม่ไปทะเลาะว่า ‘โอ . . บ้า, สวรรค์บนฟ้า นรกใต้ดิน .. มันบ้า มันอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ . . ต่างหาก เล่า', ท่านไม่พูดอย่างนี้ เพราะมันเป็นการขัดแย้ง แต่พูดว่า
น.81 ๗๕ ‘ ฉันเห็นแล้ว ฉันเห็นแล้ว แกดูให้ดีซี่ มันอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ’ . การที่ ควบคุมอายตนะ ก็คือควบคุมนรก ควบ คุมสวรรค์ เลย ไม่ให้นรกเกิดขึ้น แต่ให้สวรรค์เกิดขึ้น เพราะมีการควบคุมทางอายตนะนั่นเอง ควบคุมสูงสุดขึ้นไป จนกระทั่งว่าแม้สวรรค์ ก็ไม่ให้เกิดขึ้น ก็จะถึงว่างเป็นนิพพาน ควบคุมตอนไหนจึงจะสะดวกที่สุด ? ก็คือควบคุมตอนที่ มันเป็น ผัสสะ อายตนะ ๒ ฝ่ายถึงกันเข้า เกิดวิญญาณ ๓ อย่างนี้ คืออายตนะ ๒ กับ วิญญาณ ๑ ทำงานร่วมกันอยู่ เรียกว่า ‘ผัสสะ' ตอนนั้นแหละควบคุม โดยอย่าให้มันโง่ อย่า ให้มันโง่ตอนผัสสะ ให้มันฉลาดตอนผัสสะ มันก็ควบคุม อายตนะได้ ควบคุมในขณะที่มันสัมผัส สัมผัสทีแรกเรียกว่า สัมผัสทางวัตถุ มีความหมายอย่างไร มโนวิญญาณสัมผัสอีกที หนึ่งเรียกว่า อธิวจนะสัมผัส. สัมผัสมีอยู่เป็น ๒ ขั้น สัมผัสทางวัตถุเรียกว่าปฏิฆะ- สัมผัส, สัมผัสในความหมาย ในคุณค่าของมันอีกที ซึ่งจะ เป็นเหตุให้เกิดตัณหานั้น เรียกว่า อธิวจนะสัมผัส ทั้งใน
น.82 ๗๖ ตอนปฏิฆะสัมผัสเราก็ควบคุม ในตอนอธิวจนะสัมผัสก็ควบคุม เมื่อควบคุมผัสสะอย่างนี้ได้ ก็เรียกว่าควบคุมอายตนะได้ แต่ เราไม่เคยนึก ไม่เคยรู้สึก ไม่เคยได้ควบคุม ปล่อยไปตามเรื่อง มันก็เลยโง่ เป็นเรื่องชอบใจ ถูกใจ ก็ได้ ไม่ถูกใจก็ได้ คือมัน เป็นบวก หรือเป็นลบขึ้นมา เป็นบวกคือถูกใจ จะเอา จะได้ จะรักใคร่ จะหวงแหน จะยึดถือ ถ้าเป็นลบขึ้นมาก็จะฆ่า จะ ทำลาย ความเป็นบวก เป็นลบ มันเกิดขึ้นมา เพราะโง่เมื่อ ผัสสะ ฉะนั้นเราต้องฉลาดเมื่อผัสสะก็สามารถควบคุมผัสสะ นี่คือควบคุมอายตนะ. ที่นี้ก็มาถึงควบคุมขันธ์ :- ควบคุมขันธ์ ควบคุมการที่ว่าอายตนะมันจะปรุง แต่งให้เกิดขันธ์ขึ้นมา รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขาร- ขันธ์และวิญญาณขันธ์ ให้มันอยู่ในการควบคุมของ ‘วิชชา’ ถ้าปล่อยไปตามเรื่องมันก็เป็น ‘อวิชชา’ ก็ไม่มีการควบคุม ควบคุมให้รู้จักตามที่เป็นจริง แล้วจะไม่หลงในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร วิญญาณ เขาพูดอย่างที่คนธรรมดาฟัง ไม่ถูก คือรูปมันก็สักว่า ธาตุตามธรรมชาติ เวทนามันก็สักว่า ธาตุตามธรรมชาติ สัญญามันก็สักว่า ธาตุตามธรรมชาติ
น.83 ๗๗ สังขารมันก็สักว่า ธาตุตามธรรมชาติ วิญญาณมันก็สักว่า ธาตุ ตามธรรมชาติ ควบคุมอย่าให้มันโง่ขึ้นมาเป็นตัวตน.. เรารู้จักขันธ์ทั้ง ๕ ชัดเจน เหมือนกับที่เรารู้จักสิ่ง เหล่านี้ไหม ? สิ่งของเครื่องใช้ไม้สอย ในห้อง ในบ้าน ใน เรือน เรารู้จักหรือเกินรู้จัก แต่สิ่งที่เรียกว่าขันธ์ทั้ง ๕ อยู่ใน ภายใน เป็นหัวใจ เป็นเรื่องสำคัญ เรากลับไม่รู้จัก ฉะนั้น ศึกษาให้รู้ ให้รู้ เหมือนกับที่เรารู้จักทุกสิ่งรอบตัวเรา ศึกษา ให้รู้จักขันธ์ทั้ง ๕ อย่าให้มันหลอกว่าเป็นตัวตน ไม่ไปโง่ ว่าเป็นตัวตน ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่รู้จัก . . รู้จักมันให้เหมือนกับรู้จักสิ่งของเครื่องใช้เหล่านี้. ‘ขันธ์’ มีเป็น ๒ ชนิด คือขันธ์ที่ความโง่หรืออวิชชา เข้าไปจับฉวยเอาด้วย อุปาทาน ว่า'ตัวฉัน' ว่า'ของฉัน' ขันธ์นี้ ก็ได้ชื่อว่าขันธ์ที่ถูกยึดถือด้วยอุปาทาน เรียกว่า อุปาทาน- ขันธ์ ขันธ์นี้ไม่ว่าง ขันธ์นี้มีเจ้าของ มีความโง่เข้าไปยึดถือ เป็นเจ้าของ คือจิตโง่เข้าไปยึดถือว่า เป็นตัวตน หรือของตน มันก็เป็นของหนักแก่จิต มันก็เป็นความทุกข์ เมื่อใดมันเป็น อุปาทานขันธ์ คือขันธ์ที่จิตเข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตนของตน เมื่อนั้นมันก็จะเป็นทุกข์.
น.84 ๗๘ ขันธ์อีกประเภทหนึ่งยังไม่เกี่ยวข้องกับอุปาทาน ยัง ไม่มีอุปาทานยึดถือ คือว่าไม่มีอุปาทานยึดถือก็แล้วกัน ก่อน แต่จะเกิดอุปาทาน เช่นเด็ก ๆ ยังไม่รู้จักการยึดถือ ขันธ์ของ มันก็ยังเป็นขันธ์ที่ไม่ถูกยึดถือ เรียกว่า ขันธ์ล้วน ๆ ขันธ์ล้วนๆ ที่ไม่มีอุปาทาน โดยเฉพาะเด็กในท้อง เมื่อเด็กคลอดออกมา ใหม่ ๆ ยังไม่ทันมีอุปาทานในสิ่งใด แต่มันก็มีความรู้สึกเป็นรูป เป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้เรียกว่าขันธ์ล้วน ๆ ก็ได้เหมือนกัน. ทีนี้ ขันธ์ของพระอรหันต์ ที่ทำลายกิเลสหมดแล้ว ไม่เกิดกิเลสอุปาทานอีกต่อไป ขันธ์ของพระอรหันต์ก็เป็น ขันธ์ล้วน ๆไม่มีอุปาทาน เรียกว่า วิสุทธขันธ์ . . วิสุทธิขันธ์ - ขันธ์ล้วนๆ ไม่มีอุปาทาน ไม่มีความทุกข์ ถ้ามีอุปาทานก็ เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ต้องมีความทุกข์ เหมือนกับเราไปหยิบ อะไรมาถือไว้ หนักเท่าไรก็เป็นทุกข์เท่านั้น. นี่ .. อุปาทานขันธ์ จะเป็นทุกข์, วิสุทธิขันธ์ จะ ไม่เป็นทุกข์ รู้จักขันธ์ไว้ทั้ง ๒ อย่าง อุปาทานขันธ์มันก็แล้ว แต่ว่าไปอุปาทานในอะไร อุปาทานในรูป เสียง กลิ่น รส ก็ได้ อุปาทานในอะไร ๆ มันสารพัดอย่าง มันออกมาเป็นอุปาทานได้
น.85 ๗๙ แม้พระนิพพานมันก็ไปคว้าเอามาเป็นอุปาทานว่า “ของกู’ ก็ได้ ซึ่งความจริงมันเป็นไปไม่ได้ แต่ความโง่มันทำได้ มันไป ยึดถือเอาอะไรมาเป็นของตนได้ทั้งนั้น ยึดถือร่างกาย อวัยวะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อะไรเป็นตัวกูเป็นของกู ก มันยึดถือ ได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะยึดถือชีวิต ชีวิต ว่าตัวกู ว่าของกู ชีวิตมันก็หนักขึ้นมา แล้วก็กัดเจ้าของ. ที่ไม่มีความยึดถือว่าตัวกว่าของกู มันก็ไม่หนัก เหมือนกับว่ามือไม่ได้ถืออะไรมันก็ไม่หนัก ถือก้อนอิฐมัน ก็หนัก ถือเพชรพลอยมันก็หนัก ถือทองคำมันก็หนัก ถือ ขี้หมามันก็หนัก ถ้าว่ายึดถือแล้วมันก็เป็นของหนัก ถ้าเรารู้จัก ขันธ์ที่ไม่ยึดถือ หรือไม่ถูกยึดถือ ก็ไม่เป็นของหนัก เรารู้จัก ชีวิต ชีวิตที่ไม่ถูกยึดถือก็เป็นชีวิตที่ไม่หนัก เป็นชีวิตที่ไม่ มีความทุกข์ ชีวิตไม่มีความทุกข์เราต้องการ. นี่เราควบคุมกระ แสของชีวิต ไม่ยึดถือขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง โดยความเป็นตัวตน. ทีนี้ถัดไปก็ ควบคุมปฏิจจสมุปบาท ควบคุม ธาตุน่ะไม่ต้อง ไว้เป็นหน้าที่ของธรรมชาติ, ควบคุมอายตนะ หน้าที่ของเรา ควบคุมขันธ์ไม่ให้ยึดถือเป็นหน้าที่ของเรา ทีนี้ ควบคุมปฏิจจสมุปบาท อย่าให้มันยึดถือ ไม่ยึดถือทุกขั้นตอน
น.86 ๘๐ ว่าเป็นตัวตน ถ้าเอามาตั้งแต่อวิชชาก็ไม่ยึดถืออวิชชา ไม่ยึด ถือสังขาร ไม่ยึดถือวิญญาณ ไม่ยึดถือนามรูป ไม่ยึดถือ อายตนะ ไม่ยึดถือผัสสะ ไม่ยึดถือเวทนา ไม่ยึดถือตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ จะไม่ยึดถือส่วนใดส่วนหนึ่งว่าเป็นตัวตน นี้เรียกว่า ไม่ยึดถือปฏิจจสมุปบาท ที่มันเป็นเรื่องของสิ่งที่มีชีวิต. อาการ ปฏิจจสมุปบาทนี้ ถ้ามันเป็นเรื่องของสิ่งที่มี ชีวิต รู้สึกเป็นทุกข์ได้ก็เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท แต่ถ้าเป็น อาการทั่วไป ๆ ของสิ่งที่ไม่มีชีวิตเราไปเรียกว่า อิทัปปัจจยตา อิทัปปัจจยตามันกว้าง ปรุงแต่งเกิดขึ้น ปรุงแต่งเกิดขึ้น ปรุง แต่งเกิดขึ้น ของอะไรก็ได้ แต่ถ้าว่าปรุงแต่งเกิดขึ้น .. ปรุงแต่ง เกิดขึ้นของสิ่งที่มีชีวิตจิตใจรู้สึกได้ นี่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ระวัง พูด ๒ คำนี้ให้ถูกต้อง ถ้าพูดกับสิ่งที่มีชีวิตเป็นทุกข์ได้ ก็เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ถ้าไปพูดกับอะไรก็ได้ ก้อนหิน ดินทรายก็ได้ มันมีอาการปรุงแต่งเกิดขึ้น เป็นลำดับไปก็ เหมือนกัน อย่างนั้นเรียกว่า อิทัปปัจจยตา. ในเมืองไทยนี้ก็ยังพูดผิดกันบ่อย ๆ แทนที่จะพูดว่า อิทัปปัจจยตา กลับไปพูดว่า ปฏิจจสมุปบาท มันกลายเป็น
น.87 ๘๑ ปฏิจจสมุปบาทของก้อนหินดินทรายไปเสีย อย่างนี้มันผิด ถ้า มันเป็นเรื่องของสิ่งที่มีชีวิต รู้สึกคิดนึกได้ เราจึงจะเรียก อาการนี้ว่า ปฏิจจสมุปบาท แต่ถ้าเป็นอาการของทุกสิ่งแม้ ไม่มีชีวิตเราเรียกมันว่า อิทัปปัจจยตา. ทุกอย่างมันมีกฎ อิทัปปัจจยตา ทำให้เปลี่ยนแปลงไป เช่น ก้อนหินนี้มันก็เปลี่ยนแปลงไปตามกฎของธรรมชาติ มันก็มีลักษณะของอิทัปปัจจยตา แต่มิได้มีลักษณะของปฏิจจ- สมุปบาท. สงวนเอาคำว่า ปฏิจจสมุปบาท ไว้ใช้เฉพาะสิ่งที่มี ชีวิตรู้สึกได้ มีชีวิตวิญญาณรู้สึกได้ ถ้ามันไม่มีชีวิตวิญญาณ ไม่รู้สึกได้ เรียกว่าอิทัปปัจจยตา คำว่าอิทัปปัจจยตาใช้กับสิ่ง ที่มีชีวิตวิญญาณก็ได้ ไม่มีชีวิตวิญญาณก็ได้ มันกว้าง มัน รวบหมด ถ้าใช้กับสิ่งที่มีชีวิตรู้สึกได้ ก็จะพูดให้ถูกต้องว่า ปฏิจจสมุปบาท ถ้าใช้กับสิ่งไม่มีชีวิตรู้สึกอะไรไม่ได้ ก็จะพูด ให้ถูกต้องว่า อิทัปปัจจยตา. แต่พระบาลีมักจะพูดเต็มหมดเลย อิทปปจจยตาปฏิจจสมุปฺปาโท คือ เป็นปฏิจจสมุปบาทอิทัป- ปัจจยตา นี่พระบาลีอย่างนี้ก็มี.
น.88 ๘๒ ถ้าว่าเราจะแยกควบคุมปฏิจจสมุปบาท เป็นสายที่ ตั้งต้นมาจาก อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ฯลฯ นี่ก็ควบคุมได้ ควบคุมอวิชชาคืออย่าให้มันโง่ ศึกษาเอาไว้ ให้มันพอ ศึกษาให้มาก ศึกษาให้ถูกต้อง มันก็ควบคุมไม่ให้ เกิดอวิชชา เมื่อไม่มีอวิชชา มีวิชชา มีปัญญาอยู่ มันก็ไม่ ปรุงแต่ง ก็เท่ากับว่าควบคุมสังขารได้ เมื่อควบคุมสังขารได้ ก็ควบคุมวิญญาณทางอายตนะได้ ก็ควบคุมนามรูปได้ ควบคุม ไปตามลำดับได้ ถ้า ตั้งต้นที่อายตนะ ก็ควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาเลย ถ้าตั้งต้นเอากันถึงอวิชชา ต้นดึกดำบรรพโน้น ก็ควบคุมอวิชชามาเลย จะควบคุมเป็นสายอันยาวยืดก็ได้ จะ ควบคุมตั้งแต่อายตนะมาก็ได้ ก็เรียกว่าควบคุมปฏิจจสมุปบาท ด้วยกันทั้งนั้น นี่เรียกว่าควบคุมปฏิจจสมุปบาท มันจะควบคุม ไปได้ถึงธาตุแหละ ถ้าเรามีวิชชา ปัญญา มันจะไม่ให้เกิดการ ปรุงแต่งอย่างโง่เขลา แต่นี้เราถือว่ามันไม่ได้อยู่ในวิสัยเรา ธาตุมันก็ปรุงแต่งของมันเอง แต่พอมาถึงอายตนะนี่ ‘ฉันจะ ควบคุมแก่ จะควบคุมขันธ์ไม่ให้ถูกยึดถือ ควบคุมปฏิจจสมุป- บาทไม่ให้ถูกยึดถือ แม้แต่อาการใดอาการหนึ่งก็ไม่โง่ว่าเป็น ตัวกูหรือเป็นของกู เช่นเวทนาเกิดขึ้น ก็เวทนาของธรรมชาติ
น.89 ๘๓ ตามธรรมชาติ ตามความรู้สึกของระบบประสาท ไม่ใช่ตัวกู เป็นผู้รู้สึกเวทนา หรือรู้สึกตัณหาอุปาทาน มีชีวิตชนิดที่ไม่มี ตัวกู มีแต่ธาตุตามธรรมชาติเป็นไป ไม่มีความทุกข์ .. ไม่มี ความทุกข์. คำนี้เป็นคำที่แปลกดี ถ้าจำไว้ได้หรือเข้าใจได้ก็จะมี ประโยชน์มาก คือ "ตัวตนซึ่งมิใช่ตัวตน" พูดหยาบคาย หน่อยก็ว่า ‘ตัวกู ซึ่งมิใช่ตัวกู’ ตัวกู ตัวตนของธรรมชาติ .. ของธรรมชาติ ไม่ใช่ของตัวกู หรือของตัวตน แต่อวิชชามัน โง่หรือคนมันโง่ มันเอาเป็นตัวตน เป็นของตนไปเสียหมด ขันธ์ทั้ง ๕ แต่ละอย่างก็เอาเป็นตัวตน ปฏิจจสมุปบาทแต่ละ อาการก็เอาเป็นตัวตน มีความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาใน จิตก็ว่าเป็นตัวตน ตัวตนเป็นผู้รู้สึก เป็นผู้เสวย เป็นผู้ได้รับ ประโยชน์ เสียประโยชน์ เป็นตัวตนไปทั้งหมด. ทีนี้ก็มาถึง เรื่องที่ห้า สุดท้าย คือ ควบคุมความ ทุกข์ ควบคุมความทุกข์ ก็อย่าให้มันเกิดทุกข์ มีคำที่กำกวม อยู่ คือคำว่า "ชาติ" ชาติ แปลว่า ความเกิด ในอริยสัจ ๔ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ชาติเป็นตัวความทุกข์ อะไรเป็นตัวความ ทุกข์ ? ชาติบี ทุกขา ชราบี ทุกขา มรณัมปี ทุกขัง ในเรื่อง
น.90 ๘๔ อริย สัจสิ่งที่เรียกว่า ‘ชาติ’ นั้นเป็นตัวความทุกข์ พอมาถึงเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าตรัสว่า ชาติปัจจยา ชรามรณังฯลฯ "ชาติ’ กลายเป็นเป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ คนโง่ก็คิดว่า เอ! พระพุทธเจ้าพูดอะไรไม่อยู่กับร่องกับรอย เดี๋ยวว่าชาติเป็น ความทุกข์ เดี๋ยวว่าชาติเป็นปัจจัยแห่งความทุกข์. นั่นก็เพราะพูดในความมุ่งหมายอย่างหนึ่ง ชาติ เมื่อมันเป็น ‘ตัวผล’ เป็นตัวผลมันก็เป็น ตัวความทุกข์ เมื่อ มันเป็น ตัวเหตุ’ มันก็เป็น เหตุแห่งความทุกข์ อย่าไปเข้าใจ ผิด หาว่าพระพุทธเจ้าพูดอะไรไม่อยู่กับร่องกับรอย เดี๋ยว ชาติเป็นทุกข์เดี๋ยวชาติเป็นปัจจัยแห่งทุกข์ ถ้ามองดูที่ตัวชาติ ที่เป็นผลที่เกิดอยู่เป็นตัวทุกข์ ถ้ามองดูที่เหตุว่าเพราะมี ชาติ" เพราะมีตัวกู ตัวกูอุปาทานว่าตัวกูเกิดขึ้น มันจึงไปคว้าเอา ทุกอย่างมาเป็นของกู ชาติในความหมายนี้มันก็เป็นปัจจัยให้ เกิดทุกข์. "ชาติ เกิดจากท้องแม่เป็นตัวทุกข์ แต่ถ้าชาติเกิดทาง อุปาทานมันเป็นปัจจัยหรือเป็นโอกาสให้เกิดความทุกข์ เพราะ ฉะนั้น เราจงจัดการกับสิ่งที่เรียกว่า “ชาติ’ เกิดจากท้องแม่ หรือ เกิดจากอุปาทาน เพียงเกิดแต่ท้องแม่ยังไม่สำเร็จประโยชน์
น.91 ๘๕ ยังไม่เต็มตามความหมาย จนกว่าจะมีอุปาทาน เกิดแห่ง อุปาทานว่าตัวกู จึงจะมีความหมายเต็ม. เด็กคลอดออกมาจากท้องแม่ มี ‘ชาติ’ แต่เพียง ร่างกาย ยังไม่สมบูรณ์ แต่พอเด็กนั้นรู้จักคิดนึกเป็นตัวกู เป็นของกู นี่เรียกว่าชาติทางอุปาทานได้เกิดขึ้นแล้วโดย สมบูรณ์ เรียกว่าชาติ โดยสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อมีความรู้สึกทาง อุปาทานทางจิตใจว่าตัวกู ตัวกู. คำว่าชาติทางวัตถุเพียงแต่คลอดจากท้องแม่ก็เรียกว่า 'ชาติ’ ชาติทางจิตใจต้องมีตัวกู ตัวกูเกิดขึ้นเป็นความโง่อยู่ ในจิตใจ จึงจะเรียกว่าชาติโดยสมบูรณ์ เราก็ควบคุมอย่าให้ เกิดชาติความโง่นี้ขึ้นมา มันก็ไม่เกิดความทุกข์ เพราะมันไม่ มีปัจจัยแห่งความทุกข์ ไม่มีชาติซึ่งเป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ มีแต่ชาติที่เป็นผลเกิดมาจากท้องแม่ นั้นก็ไม่เท่าไหร่มัน ทีเดียวพอแล้ว ... ทีเดียวก็เสร็จแล้ว แต่ถ้าว่าชาติที่เกิดจาก อุปาทานนี้ เกิดขึ้นวันหนึ่งไม่รู้กี่ครั้ง กี่ร้อยกี่พันครั้ง เกิด ทุกวัน .. ทุกวันจนกว่าจะตาย นี่ .. ชาติอย่างนี้มันตัวทุกข์ แท้จริง แล้วมีวันละมากๆ เกิดจากท้องแม่ทีเดียวแล้วมันก็ เลิกกัน จนกว่าจะเข้าโลง.
น.92 ๘๖ เราจะควบคุมชีวิตต้องควบคุมสิ่งที่เรียกว่าชาติให้มัน ถูกต้อง ถ้ามีอุปาทานขึ้นมาเป็นตัวตนมันก็เป็นทุกข์ ไม่มี อุปาทานก็ไม่มีตัวทุกข์ ถ้ามีอุปาทานก็จะคิดว่าเป็นอะไร เป็นอะไร ? เป็นภพ ภวะเป็นภพ 'ฉันเป็นอะไร’ ‘ฉันเป็น ผู้ชาย’ ‘ฉันเป็นผู้หญิง’ ‘ฉันเป็นนาย’ ‘ฉันเป็นบ่าว' 'ฉัน เป็นลูกจ้าง' 'ฉันเป็นนายจ้าง' 'ฉันเป็นผัว’ ‘ฉันเป็นเมีย" นี่เรียกว่า ชาติโดยอุปาทาน อย่างนี้เกิดกันนับไม่ไหวในแต่ ละวัน ๆ จนนับได้หมื่นชาติ แสนชาติ จนกว่าจะตาย เอาไว้ใช้ สำหรับว่าต้องเกิดอีกหมื่นชาติ แสนชาติ จึงจะนิพพาน มันก็ ได้เหมือนกัน ก็ดีเหมือนกัน .. เราจะควบคุมความรู้สึก ว่าตัวกู ว่าของกู อย่าให้มัน เกิดขึ้นมา เกิดขึ้นมาเมื่อไร กัดเจ้าของเมื่อนั้น ถูกกัดหลาย ๆ หนเข้ามันเจ็บ ที่นี้มันก็ไม่กล้าโง่ให้กัด ป้องกันไว้ได้ด้วย สติ สติ สติ พอมีสติก็ไม่โง่ว่าตัวกู ไม่โง่ว่าของกู ฉะนั้น ถ้าฝึก อานาปานสติได้สำเร็จเหมือนที่ตั้งใจฝึก ถ้าฝึกอานาปานสติ ได้สำเร็จ ก็จะมีสติมากพอ มากพอที่จะไม่ไปโง่ยึดถือนั่นนี่ ว่าเป็นตัวตน หรือของตน และมีปัญญาศึกษาเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แม้กระทั่งตถาตา สุญญตาไว้เพียงพอ มันก็
น.93 ๘๗ ไม่โง่ว่าเป็นตัวตนของตน คือสติมันไปเอาปัญญาคือความรู้ ที่ถูกต้องมาต่อต้านอารมณ์ที่เข้ามากระทบ มันก็ป้องกันไม่ให้ เกิดตัวตนหรือของตน. ความรู้เราเรียนไว้มาก แต่พอจะมาเผชิญกับ เหตุการณ์ เอามาอย่างเดียวที่ตรงกับเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น เหมือนกับเรามีอาวุธครบทุกอย่าง พอเกิดอันตรายที่จะต้องใช้ อาวุธก็เอามาเฉพาะอย่างที่จะแก้ไขปัญหานั้น หรือเหมือนกับ ว่าในตู้ยามียาครบทุกอย่างแต่พอจะกิน กินอย่างเดียวเท่านั้น แหละ ปัญญามีเอาไว้มาก ๆ พอมีเรื่องเกิดขึ้นทางอายตนะ แล้ว สติไปเอาปัญญามาเฉพาะอย่าง ๆ ให้ตรงกับเรื่องที่กำลัง เกิดขึ้น อย่างนี้เรียกว่า ‘สัมปชัญญะ' ปัญญาเยอะแยะทั้งหมด นั่นเอามาอันเดียวเรียกว่าสัมปชัญญะ สำหรับจะเล่นงาน กับ เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น สัมปชัญญะ ก็ทำหน้าที่จัดการกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าว่ากำลังจิตมันอ่อน กำลังจิตมันอ่อน สู้เหตุการณ์ไม่ไหวก็เพิ่ม ‘สมาธิ’ ลงไป เพราะเราฝึกความ เป็นสมาธิไว้อย่างเพียงพอเหมือนกัน เพิ่มกำลังให้แก่สมาธิ สัมปชัญญะก็สามารถต่อสู้กับเหตุการณ์ มันก็ชนะ ชนะ ชนะ นี่เรามี ‘เทคนิค" ที่จะจัดการควบคุมความทุกข์ ว่ามีสติเอา
น.94 ๘๘ ‘ปัญญา’ มาเป็น ‘สัมปชัญญะ’ แล้วก็เอา 'สมาธิ’ มาให้กำลัง แก่สัมปชัญญะ ปัญญาก็ดี สัมปชัญญะก็ดี มันเป็นแต่เพียง ความคม .. ความคม ความคมถ้าไม่มีน้ำหนัก มันไม่ตัดดอก คุณควรจะมองเห็นชัด ๆ ว่า แม้จะคมยิ่งกว่ามีดโกน แต่ถ้า ไม่มีน้ำหนักที่จะกดลงไป มันก็ไม่ตัดดอก เป็น หมัน’ เปล่า ๆ ปัญญาแม้จะคมอย่างไร ถ้าไม่มีน้ำหนักของสมาธิมาช่วยกด ลงไป มันก็ไม่ตัด เราจึงฝึกสมาธิ. ถ้าฝึก "อานาปานสติ" ตามแบบที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสไว้ ที่เราเอามาใช้เป็นหลักปฏิบัติ มันจะเกิดธรรมะครบ หมดเลย อานาปานสติอย่างเดียวจะเกิดสติ เกิดปัญญา เกิด สัมปชัญญะ เกิดสมาธิ และเกิดอย่างอื่นๆ อีกมากมายครบถ้วน พอใช้ ขอให้สนใจฝึกอานาปานสติ จะได้ธรรมะนี้มาเพียงพอ สำหรับควบคุมความทุกข์ที่มันจะผลุนผลันออกมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ธรรมะสี่เกลอนี้ คือ สติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธิ ฝึกไว้ให้คล่องแคล่ว .. คล่องแคล่วเหมือนกับคู่มือ คู่มือ ที่คล่องแคล่วมันก็จะกำจัดทุกข์ได้. เรามีธรรมะอยู่ ๒ ประเภท คือ ธรรมะที่เป็นตัว ประธาน .. ประธานทำหน้าที่ และธรรมะที่เป็นอุปกรณ์ คือ
น.95 ๘๙ ช่วยเหลือ ช่วยเหลือเหมือนกับกองทัพ จะต้องมีตัวทหาร ที่จะรบ ต้องมีพลาธิการที่จะช่วยให้ทหารรบได้ นี่มันมีอยู่ ๒ ชั้นอย่างนั้น ธรรมะนี้ก็เหมือนกัน มีธรรมะโดยตรง เช่น สติปัฏฐานสี่ นี่ธรรมะโดยตรง แล้วก็มี ธรรมะช่วยเหลือ เช่น อิทธิบาทสี่ เป็นธรรมอุปกรณ์ เป็นธรรมะช่วยเหลือ พละ ๕ อินทรีย์ ๕ ก็อยู่ในลักษณะเป็นธรรมะอุปกรณ์ ตัวจริงที่จะ รบกับข้าศึกนั้น คือ สติปัฏฐาน เราจึงมี ธรรมะหัวหน้า ที่จะรบ กับข้าศึก มี ธรรมอุปกรณ์ ที่จะช่วยให้สำเร็จได้โดยง่าย ธรรมะ นี้มีครบแล้ว มันก็ชนะ ชนะ ชนะ ชนะ ชนะกิเลสคือข้าศึก เมื่อเราคิดผิด ทำผิด ความโง่นี่เรียกว่า กิเลส เป็น เรื่องกิเลส ทางโลภะ โทสะ โมหะ ๓ อย่างนี้เกิดขึ้นแล้ว เรียกว่ากิเลส พอมีกิเลสเสร็จไปแล้ว มันก็มีความเคยชินที่จะ เป็นอย่างนั้นอีก เรียกว่า อนุสัย อนุสัยความเคยชินสะสมไว้ มาก สะสมไว้มาก มันก็จะกลับออกมาอีก เป็น อาสวะ. กิเลสทีแรกเรียกว่า ‘กิเลส', กิเลสที่เป็นความเคยชิน เก็บไว้เรียกว่า ‘อนุสัย', เมื่ออนุสัยมากเข้ามันก็ทะลักออกมา เรียกว่า ‘อาสวะ’ เราจะต้องจัดการกับ กิเลส กับ อนุสัย กับ
น.96 ๙๐ อาสวะ จัดการกับกิเลส จัดการกับความเคยชินแห่งกิเลส จัด การกับที่กิเลสมันจะไหลกลับออกมา. ถ้าเราทำ สติปัฏฐาน ถึงที่สุด เราก็จะป้องกันไม่ให้ เกิดกิเลส หรือถ้าเกิดกิเลส แล้วมีอนุสัยเก็บไว้ มันก็จะ ทำลายอนุสัย ทำลายอนุสัย ทำลายอนุสัย บรรลุมรรคผล เมื่อ ไม่มีอนุสัยแล้วก็ไม่มีอาสวะอะไรเหลือที่จะกลับออกมา เรียกว่า สิ้นอาสวะเป็นพระอรหันต์ เรื่องควบคุมชีวิตมันก็จบ ไม่มีกิเลส ไม่มีอนุสัย ไม่มีอาสวะ. กิเลส, ความเคยชินแห่งกิเลส, ไอ้ที่ มันจะกลับออกมาอีก เมื่อมีโอกาส เมื่อมีอารมณ์ เพราะ อนุสัยมันเก็บไว้มากนัก ; เราควบคุมกิเลส ควบคุมอนุสัย ควบคุมอาสวะ สิ้นอาสวะ ปัญหาก็หมด เป็นพระอรหันต์ นั่นแหละชีวิตหมดปัญหา ชีวิตหมดปัญหา นี่ชีวิตสมบูรณ์ ชีวิตที่หมดปัญหา จะเอาหรือไม่เอาก็ตามใจ เรื่องมันมีอย่างนี้ มันต่อรองกันไม่ได้อีกแล้ว เรื่องมันมีเท่านี้ คุณจะเอาหรือ ไม่เอาก็ตามใจคุณ แต่ถ้าจะเอากันแล้วมันก็ต้องมีอย่างนี้. นี้เรียกว่า ควบคุมกระแสแห่งชีวิต ให้มันเป็นไป แต่ในทางที่ไม่เป็นทุกข์ .. ไม่เป็นทุกข์ มี ๒ เรื่อง คือเรื่อง ความทุกข์กับความไม่มีทุกข์ มี ๒ เรื่องเท่านั้น ทำให้ไม่มี
น.97 อ๑ ความทุกข์ดับทุกข์ ก็เรียกว่าทำไม่ให้เกิดความทุกข์ อย่าไปรบ กับความทุกข์ ป่วยการ ทำอย่าให้มันเกิดความทุกข์ ตัดต้นเหตุ ของมันเสีย พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า ดับทุกข์ แต่พอถามว่า อะไร ๆ ทำอย่างไร ? พระพุทธเจ้าท่านกลับตรัสว่า ดับตัณหา ไม่ใช่ดับทุกข์ ดับทุกข์ คือไปดับเหตุของความทุกข์ อย่าไปสู้ กับฝ่ายกิเลส อย่าไปสู้กับความทุกข์ ไปจัดการกับต้นเหตุแห่ง ความทุกข์ เหมือนจะดับไฟ ดับไฟนี่ อย่าไปดับที่ไฟ มันจะ ไหม้เอา ดับที่ต้นเหตุของไฟ เช่นเอาน้ำสาดเข้าไปที่เชื้อเพลิง ก็ไม่ทำให้เกิดไฟ ไฟเกิดไม่ได้ นี้เรียกว่าจะดับทุกข์ ต้องดับ ที่ต้นเหตุแห่งความทุกข์ ถ้าไปดับที่ปลายเหตุ มันก็เลอะเทอะ แล้วก็ไม่สำเร็จ แล้วมันจะโง่เป็นหมา พูดคำหยาบหน่อยนะ แต่ว่าพูดอย่างนี้มันเข้าใจได้ดี .. มันโง่เป็นหมา คือหมามัน จะไปดับที่ปลายเหตุ. คุณลองเอาไม้แหย่หมาซี แหย่หมา หมามันจะกัดที่ปลาย ไม้ แต่ถ้าคุณไปแหย่เสือ หรือราชสีห์นี่ มันไม่กัดที่ปลายไม้ มันจะ กระโจนเข้าไปหาคนที่ถือไม้ ราชสีห์หรือเสือ มันไปจัดการกับต้นเหตุ โง่เป็นหมา มันก็ไปจัดการที่ปลายเหตุ .. ที่ปลายเหตุ ไม่มีจุดจบ
น.98 ๙๒ ฉะนั้น เราจึงต้องจัดการที่ต้นเหตุ อย่าไปจัดการ ที่ปลายเหตุ อย่าไปจัดการกับผล ไปจัดการที่ต้นเหตุดีกว่า มัน จะควบคุมชีวิตให้เป็นไปอย่างถูกต้อง จงจัดการที่ต้นเหตุแห่ง ความไม่ถูกต้องอย่างที่กล่าวมาแล้ว ควบคุมธาตุตามธรรมชาติ ควบคุมอายตนะ ควบคุมเบญจขันธ์ ควบคุมปฏิจจสมุปบาท ควบคุมความทุกข์ ให้ถูกต้องมาตามลำดับ ตามลำดับ ก็เรียก ว่าประสบความสำเร็จในการควบคุมกระแสแห่งชีวิต กระแส แห่งชีวิตได้รับการควบคุมอย่างถูกต้องแล้ว มันก็ไหลไปสู่ พระนิพพาน มิฉะนั้นมันจะไหลไปสู่ความทุกข์เมื่อควบคุมมัน ไม่ถูกต้อง. เมื่อควบคุมถูกต้องแล้ว มันไหลไปสู่พระนิพพาน เรียกว่า โสตะ .. โสตะ .. โสตาปืนนะ พระโสดาบัน-ผู้ถึง กระแสแห่งนิพพาน คนธรรมดามีแต่ กระแสแห่งความทุกข์" พระอริยเจ้ามี กระแสแห่งพระนิพพาน’ นี่เรียกว่าควบคุม กระแส อย่าให้ไปในทางทุกข์ ให้ไปในทางสิ้นสุดแห่งความ ทุกข์ นี่วันนี้เราพูดกันเรื่องควบคุมกระแสแห่งชีวิต ซึ่งเรา จะมีชีวิตที่ถูกต้องโดยพื้นฐาน สำหรับที่จะไม่มีความทุกข์อีก ต่อไป.
น.99 ๕๓ ขอให้การได้บวชได้เรียนของคุณทุก ๆ องค์นี้ ได้มี โอกาสศึกษา ศึกษาชีวิตตามหลักของธรรมะ ซึ่งไม่มีมหา- วิทยาลัยไหนในโลกสอน นอกจากมหาวิทยาลัยของพระ พุทธเจ้า ‘ตัวร่างกาย’ นี่เป็นมหาวิทยาลัย เรียนในมหาวิทยาลัย นี้ ไม่ต้องไปเรียนที่เมืองนอก ถ้าจะเรียนเรื่องดับทุกข์เอาตัว ชีวิตนั่นแหละเป็นตัวโรงเรียนทั้งหมด เรียนกันที่นั่น สอบไล่ กันที่นั่น รู้กันที่นั่น ดับทุกข์กันที่นั่น จึงพูดสั้น ๆ ว่า ควบคุม กระแสแห่งชีวิตที่จะไม่เกิดความทุกข์ได้อีกต่อไป .. อีกต่อไป .. ขอให้ทุก ๆ องค์ก้าวหน้า ก้าวหน้า ก้าวหน้าในเรื่องนี้ไปตาม ลำดับตามลำดับ ถ้าทำให้ดี ๓ เดือน .. บวช ๓ เดือนนี้ ทำให้รู้อะไรได้มากเหมือนกัน พอจะใช้เป็นเครื่องมือควบคุม ชีวิตในอนาคต ขอให้ประสบความสำเร็จด้วยกันจงทุกองค์. ขอยุติการบรรยาย โดยความสมควรแก่เวลา.
น.100 เรื่องสุดท้ายของการประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อนสหธัมมิกสพรหมจารีทั้งหลาย" วันสุดท้ายนี้ จะพูดกันถึงเรื่องสุดท้าย เรื่องสุดท้าย ของการประพฤติพรหมจรรย์ การประพฤติพรหมจรรย์ เพราะยังไม่จบ มันก็ประพฤติเพื่อดับทุกข์ ทำที่สุดแห่งความ ทุกข์ แต่ถ้าว่าเป็นผู้ที่หมดทุกข์แล้ว ก็ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อเสวยความหมดทุกข์ จะเรียกว่า สุขก็ได้. นี้ก็มีอยู่เป็น ๒ ขั้นตอน : ถ้ายังไม่หมดทุกข์ ก็ประพฤติเพื่อให้หมดทุกข์, ถ้าเป็นผู้ที่หมดทุกข์แล้ว มันก็เป็นการเสวยสุขโดยสมมติ ซึ่งก็มักจะเรียกกันว่า ‘วิมุตติสุข’ ซึ่งที่จริงมันเหนือสุข เหนือ ทุกข์ ไม่มีเรื่องสุขเรื่องทุกข์ เสวยผลของความไม่มีทุกข์ * ธรรมบรรยาย อบรมภิกษุนวกะ ในพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ณ สวนโมกขพลาราม ๙๔
น.101 ๙๕ นั่นแหละถูกแล้ว ถ้าว่าเสวยผลของความสุข มันเป็นเรื่อง ต่อรองเข้ามาอีกจึงยังไม่ถูก เสวยผลของความไม่มีทุกข์ สิ้น สุดแห่งทุกข์ .. นี่ถูก. เราเคยบัญญัติคำไว้ จำง่าย ๆ ว่า เยือกเย็นและ เป็นประโยชน์ ถ้าประพฤติพรหมจรรย์สำเร็จ ชีวิตนี้ก็เยือก เย็น แล้วไม่เยือกเย็นเปล่ายังเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายทุกคน ทุกพวก ทุกหนทุกแห่ง นี่เรียกว่า เสวยผลแห่งการประพฤติ พรหมจรรย์. ทีนี้ เราจะพูดถึงคำว่า ‘สงบเย็น’ เพราะเป็นคำที่ยัง เข้าใจผิดกันอยู่มาก ที่แล้วมามีคนเอาไปวิพากษ์วิจารณ์ เขียน ทำนองล้อก็มี ทำนองด่าก็มี ว่านิพพานเป็นเรื่องเย็น เป็น ความเย็น เพราะเขาศึกษากันในแง่อื่น ผมอยากจะให้ศึกษา ถึงใจความสำคัญของคำว่า ‘นิพพาน’ กันโดยเฉพาะ ว่าคำ ๆ นี้ มันแปลว่า ‘เย็น’ เพราะไม่มี "ไฟ’ คือ ‘กิเลส’ ซึ่งเป็นของ ร้อน เมื่อไม่มี 'ร้อน' ก็คือ ‘เย็น’ นี่ก็เป็นคำพูดพิเศษด้วยคือ เย็น ที่ไม่คู่กับ ‘ร้อน’ ที่มันคู่กับ 'ร้อน' คือ "หนาว’ ที่ว่าร้อนนี่ ทนไม่ได้เป็นทุกข์ ถึงหนาวก็ทนไม่ได้และเป็นทุกข์ ถ้าเย็น
น.102 ๕๖ ก็สบายดี แต่มักจะพูดกันว่า เย็น เป็นคู่กับ 'ร้อน' พูดไปตาม ประสาที่ชาวบ้านธรรมดาพูดกัน คำว่านิพพานนี้มันแปลว่า เย็น เย็นมาตั้งแต่ก่อนมีพุทธศาสนา ก่อนมีพระพุทธศาสนา ประชาชนผู้มีสติปัญญา นักบวช ฤๅษี มุนี ซีไพร ออก เที่ยวแสวงหา ในสิ่งที่เรียกว่า ‘เย็น'. คำว่า “ฤๅษี" ในภาษาไทย เด็กๆ ไปดูหนังตลุง เห็นฤๅษี เหาะเหินเดินอากาศได้ มีฤทธิ์มีเดช ทำอะไรให้ก็ได้ พระเอก หนุ่มนั้นก็ได้ รับประโยชน์จากฤๅษี แล้วก็ไปครองบ้าน ครองเมือง นี่ .. คำว่า 'ฤๅษี' ของพวกเด็ก ๆ. แต่ถ้า "ฤๅษี' ในภาษาไทยนั้น ก็คือ ริษิ ฤๅษี ในภาษา สันสกฤต อิสิในภาษาบาลี แปลว่า ผู้แสวง .. แสวง .. แสวง วรรณกรรมบางเรื่องก็เรียกพระพุทธเจ้าว่า ‘มหาฤๅษี' -ผู้แสวง หาที่ยิ่งใหญ่’ แสวงหาอะไร ? แสวงหาสิ่งที่เรียกว่า ‘นิพพาน’ นั่นแหละ เพราะเขาพูดกันมาก่อนโน้นแล้วว่า นิพพาน นิพพาน นิพพาน เย็น, นิพพาน เย็น ไม่ร้อน แล้วก็ไม่ หนาวด้วย. พวกฤๅษี ฤๅษีเหล่านั้น หาพบกันแต่เพียง "สมาธิ" สมาธิต่ำสุดนี้ก็เรียกว่า เพียง พรหมวิหาร เมตตา กรุณา มุทิตา
น.103 ๙๗ อุเบกขา ตายแล้วก็ไปอยู่ใน “พรหมโลก’ ก็จบกันแค่นั่นแหละ เรื่องที่พูดกันอยู่ก่อนพุทธกาล ตายแล้วไปพรหมโลกสูงสุดกัน เท่านั้น. แต่ว่าเขาก็ต้องการ สิ่งที่รู้สึกได้ตามธรรมชาติ ธรรมดาว่ามันเย็น .. มันเย็น เขารู้จักเย็นกันเพียงเท่านั้น มันก็ เย็นกันเพียงเท่านั้น ถ้าดูตามพระบาลี พรหมชาลสูตร ประ- ชาชนสมัยโน้นก็เคยถือเอาแม้แต่ "กามารมณ์’ ว่าเป็นนิพพาน นิพพาน ก่อนแต่ที่จะถือเอา ‘สมาธิ’ หรือ ฌานสมาธิเป็น นิพพาน ก็ถือเอากามารมณ์เป็นนิพพานกันมาพักหนึ่งแล้ว เพราะว่ามันระงับความใคร่ ความกระสับกระส่ายร้อนรนได้ ชั่วขณะเหมือนกัน ได้ชั่วขณะเหมือนกัน แต่ต่อมาจึงค่อยรู้ว่า 'โอ้! ไม่ใช่ ไม่ใช่' เลื่อนไปเป็นสมาธิ แล้วสมาธิก็มีหลาย ชนิด แต่ละชนิด ๆ หรือชนิดหนึ่ง ๆ ก็มีหลาย ๆ ชั้น มันก็มี มาก มันก็มีสูงขึ้นไป สูงขึ้นไป นับตั้งแต่ชั้นพื้นฐาน .. พรหมวิหาร เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แล้วสูงขึ้นมาถึง สมาธิที่เป็นฌานเป็นรูปฌาน ๔ อย่าง อรูปฌานอีก ๔ อย่าง ๘ อย่างนี่ก็ไม่ใช่เล็กน้อย ถูกบัญญัติหรือถือว่าเป็นนิพพาน นิพพาน คือที่สุดทุกข์ ที่สุดแห่งความทุกข์ มาแล้วด้วยกัน ทั้งนั้น.
น.104 ๙๘ เมื่อพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น คนก็รู้จักทำสมาธิ สูงสุด ก็ คือเนวสัญญานาสัญญายตนะ อ่านดูในพุทธประวัติเถอะ อุทก- ดาบสรามบุตร อาจารย์คนสุดท้ายของพระพุทธเจ้า ยืนยัน ว่าอันนี้หมดแล้ว จบแล้ว ให้พระพุทธเจ้า คือพระสิทธัตถะ ตอนบวชแล้วแสวงหาโมกขธรรม อยู่สอนลัทธินี้กันต่อไป พระสิทธัตถะโพธิสัตว์ไม่เอาด้วย ขอไปหาของพระองค์เอง. นี่ควรจะตั้งข้อสังเกตกันไว้หน่อยว่า ใครเป็นอาจารย์ ของพระพุทธเจ้า อาจารย์ตอนแรก ๆ ของพระพุทธเจ้า ก็คือ ครูบาอาจารย์ที่เขาสอนกันอยู่ที่นั่น เวลานั้น จนกระทั่ง อาฬารดาบส อุทกดาบส จนกระทั่งพระพุทธเจ้าท่าน บอกเลิก แล้วท่านก็ไปมีอาจารย์ใหม่ ชื่อว่า ‘อาจารย์คลำ’ ชื่อว่า นาย 'คลำ" นายคลำ อาจารย์ คลำ’ ท่านก็คลำไป คลำไปจนกว่า จะพบความเย็นที่แท้จริง คือ ความสิ้นตัวตน สิ้นความยึดมั่น ถือมั่นว่าตัวตน คือสิ้นเรื่องอัตตา กลายเป็นเรื่องอนัตตา. พวกที่แล้วมาแต่หนหลัง มันจะมีกี่สิบอย่างกี่ร้อยอย่าง ก็สุดแท้ มันมีอัตตามีตัวตนทั้งนั้น ที่นี้ท่านมาพบสูงสุด ถึงกับว่ามิใช่อัตตา ตรงนี้ก็ควรจะเข้าใจกันให้ถูกเสียหน่อยว่า
น.105 ๙๙ ที่มันผิด ๆ อยู่ก่อนมันก็มีทั้ง ๒ ด้าน ด้านนี้ว่ามีอัตตา อัตตา อัตตา อย่างนั้นอย่างนี้ มีอัตตา มีอัตตา ทีนี้อีกฝ่ายนี้ว่าไม่มี อะไรเลย ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอัตตา ไม่มีอัตตา ฝ่ายนี้ว่ามีอัตตา อีกฝ่ายหนึ่งว่าไม่มีอัตตา เป็นเรื่องสุดโต่ง ผิดสุดโต่ง. พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ท่านก็พบที่ตรงกลางที่อยู่ตรง กลาง คืออัตตาซึ่งมิใช่อัตตา เรียกว่า อนัตตา อนัตตา เพื่อ ความแน่นอนไม่ฟื้นเผื่อ คุณจำไว้สัก ๓ คำเท่านั้นแหละพอ ฝ่ายนี้อัตตา. อัตตา คือมีอัตตา ฝ่ายนี้นิรัตตา นิรัตตา .. ไม่มี อัตตา ไม่มีอัตตา, ที่ตรงกลางนี่อนัตตา คืออัตตาซึ่งมิใช่ อัตตา อัตตาซึ่งไม่ควรเรียกว่าอัตตา เพราะมันมิใช่อัตตา จึงใช้คำว่าอนัตตา ก็จำไว้เลยถ้าคุณจะพูดให้ถูกต้อง ไม่ พูดส่งเดชหลับตาพูด ต้องพูดว่า ‘มิใช่ตน ... มิใช่ตน อนัตตา แปลว่ามิใช่ตน อย่าแปลว่า ไม่มีตน. มันมีตนแต่มันมิใช่ตน มันมีตนของคนไม่รู้ มีตนของอวิชชา มีตนติดมาโดยสัญชาต- ญาณ จิตตามสัญชาตญาณต้องมีตน มีฅน ฅน ฅน มาเรื่อยๆๆ จนโตจนเป็นคนหนุ่มสาวแก่เฒ่าเข้าโลงมันก็ยังมีตน .. ตน ... ฅน ตัวตน ของตน.
น.106 ๑๐๐ ทีนี้ตามความจริง 'ตน. . ตน. . ตน’ ที่รู้สึกว่าตนน่ะ มันไม่ใช่ตน มันไม่ใช่ตน เรามันโง่ไปเอง สำคัญผิดเอาเอง ว่าตน ตน ตน ก็พูดว่า ตัวตน .. ของตน, ตัวตน . . ของตน นี่ถ้าพูดภาษาไทยธรรมดาก็ว่า ตัวกู .. ของกู ตัวกู ของกู, เป็นความรู้สึกเกิดมาจากอวิชชา อวิชชา มันโง่ มันพูดไป ตามอวิชชาว อวิชชามันให้พูดอย่างไร ก็พูดไปอย่างนั้น มัน จึงมีตัวตนเกิดขึ้นมาโดยความโง่ ซึ่งมิใช่ตัวตนที่แท้จริง. ที่สัตว์ทั้งหลายมีกันอยู่ตลอดเวลา และพูดว่า'ตัวตน ตัวตน’ นี่มิใช่ตัวตนที่แท้จริง เป็นตัวตนของความโง่ แล้ว ก็โง่อย่างดักดาน โง่อย่างดักดาน โง่ถึงที่สุด โง่สุดเหวี่ยง โง่เป็นนิสัยเลย มีคำเรียกความโง่ชนิดนี้ให้ชัดเจนมาก เป็น ภาษาบาลีว่า อะหังการะมะมังการะมานานุสัย อนุสัยแปลว่า ความเคยชิน มานะ แปลว่าทำความสำคัญมั่นหมาย อะหังการะ แปลว่า ‘ตัวกู' มะมังการะแปลว่า ‘ของกู’ ว่าตัวตน ว่าของตน. อหังการะมมังการะมานานุสัย ก็แปลว่า ความเคยชินที่ให้เกิด ความสำคัญมั่นหมายขึ้นมาว่าเป็น อะหัง เป็น มะมัง อะหัง ว่า ตัวเรา มะมังว่าของเรา มันชินเป็นนิสัยยิ่งกว่าดักดาน นั่นน่ะ เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ความร้อน ถ้าหมดอันนี้ละก็ เย็น ..
น.107 ๑๐๑ เย็น เป็นนิพพาน พระอรหันต์ก็คือเสร็จสิ้น อหังการะมะมัง- การะมานานุสัย พูดเท่านี้ก็พอ แล้วมันก็เย็น เย็น. ถ้ามองดูในแง่ที่ว่า มันไม่มีตัวตนที่แท้จริง มันมีแต่ ตัวตนที่เกิดมาจากความโง่ เป็นตัวตนที่เป็น มายา’ คือไม่จริง เป็นตัวตนที่สำคัญผิดด้วยอวิชชา ตัวตนที่เป็นมายาคือไม่มีตัว จริง ที่มันเกิดขึ้นมาจากความโง่ ให้คิดขึ้นมาที่จะเรียกขึ้นมาว่า อย่างนั้น นี่เป็นวิสัยของสัตว์ตามธรรมดา สามัญทั่ว ๆ ไป มัน มีตัวตนอย่างนี้ ที่จะไม่ให้มีความรู้สึกว่า ตัวตน นี่มันเป็นไป ไม่ได้ดอก เพราะว่ามันเกิดได้ตามธรรมชาติ ตามสัญชาตญาณ ยึดมั่นถือมั่นจนตลอดเวลา ว่า ‘ตน’ ว่า ‘ของตน’ เด็กอยู่ในท้อง ไม่มีความคิดนึกอย่างนี้ เพราะมัน ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้คิดนึกอย่างนี้ เด็กอยู่ในท้อง มันยัง ไม่ได้เสวยอารมณ์ ยังไม่มีการเสวยอารมณ์ ถึงแม้จะมีการ หล่อเลี้ยงจากมารดาทางสายโลหิต มันก็ไม่เกี่ยวกับอายตนะที่ รู้สึกอารมณ์ มันก็เลยไม่มีอารมณ์ จึงไม่มีความคิดว่า "อัตตา" หรือตัวตน.
น.108 ๑๐๒ เข้าใจตอนนี้ให้ดีซี พอออกมาจากท้องแม่แล้ว อายตนะก็เริ่มทำงาน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อย่าง อย่าง ที่พูดแล้ววันก่อน อายตนะเหล่านี้มันก็เริ่มทำงาน ตาก็เริ่ม ทำงานเห็นรูป, หูก็เริ่มทำงานฟังเสียง, จมูกก็ได้กลิ่น, ลิ้นก็ ได้รส, ผิวกายก็ได้โผฏฐัพพะ, จิตก็ได้ธัมมารมณ์ ใจได้ ธัมมารมณ์ นี่เป็นต้นเหตุ เป็นปัจจัยปรุงแต่ง..ปรุงแต่ง. ที่มันจะได้ที่แรกก่อน ก็เป็นเรื่องกินนม จะกินนม มันก็รู้สึกอร่อย รู้สึกอร่อยคือความรู้สึกที่เป็นฝ่ายบวก จึง เกิดความรู้สึกว่า ‘กู' อร่อย 'เรา' อร่อย มี ตัวตน สำหรับอร่อย ขึ้นมา นี่ตัวตนมันเพิ่งเกิด หลังจากรู้สึกต่อความอร่อยแล้ว หรือความไม่อร่อยก็เหมือนกันแหละ พอไม่อร่อยมันก็เกิด 'ตัวตน' 'ตัวกู' ที่ไม่อร่อย. ทีนี้ พอมาถูกกันเข้ากับ โผฏฐัพพะ คือสัมผัสทาง ผิวหนัง เมื่ออยู่ในท้องแม่ก็ไม่มีอะไรกระด้าง แข็งกระด้าง เจ็บปวด พอออกมาจากท้องแม่แล้ว มันมาอยู่ในมือคน มาอยู่บนผ้า เด็ก ๆ ธรรมดาบ้านนอกมันอยู่ในกระด้ง มันก็ มีสัมผัสทางผิวหนังเกิดขึ้น เป็นระคายเคือง เป็นสบาย หรือ เป็นไม่สบาย มันก็เกิดความรู้สึกเป็นบวกเป็นลบ.
น.109 ๑๐๓ ทางตาก็ได้เห็น สวย..ไม่สวย ที่เขาเอาปลาตะเพียน มาให้ดู แขวนให้ดูที่เปล ทางเสียงก็ขับกล่อมเพลงอะไร ทางจมูกเขาก็ให้เด็กได้รับกลิ่น ที่จะเป็นหยูกยา หรือปลอดภัย จึงเกิดความรู้สึกคิดนึก อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เป็น ความรู้สึกเป็นอารมณ์ บวก อารมณ์ ลบ ขึ้นมาในใจ มโนก็ได้ ธัมมารมณ์มาครบทั้ง ๖ อย่าง มันรู้สึกสัมผัสในอะไร รู้รส ของอะไร มันเกิดความโง่ใหม่ขึ้นมาว่า 'ตัวกู' ได้รับ ตัวกูได้รับ ตัวกูอร่อย ตัวกูไม่อร่อย นั้น 'ตัวกู' สัมผัสนิ่มนวล ไม่นิ่มนวล นี่ มันก็เกิดขึ้นมาเป็นความรู้สึก 'บวก' คือถูกใจ 'ลบ' คือไม่ ถูกใจก่อน เมื่อเกิดความรู้สึกถูกใจ ไม่ถูกใจแล้ว มันจึงเกิด ตามมาเป็นอารมณ์ว่า กู..กู, หรือตัวฉัน หรือตัวตน ใน อารมณ์อย่างนั้น ๆ. ฉะนั้น ความรู้สึกว่า 'ตัวตน' นี่ เป็นของเพิ่งมีมา ไม่ได้ติดมาแต่ในท้อง แล้วก็เกิดทีหลังอารมณ์ที่ได้กระทบ ด้วย เพราะมีความรู้สึกอร่อยจึงจะเกิดความรู้สึกว่า 'ตน' อร่อย ตนอร่อย มันไม่ได้เกิดไว้ก่อนว่า 'ตน..ตน' รออยู่กว่าจะได้ รับอร่อย อย่างนี้ไม่มี 'ตน' อย่างนี้ไม่มี มีแต่ 'ตน' ที่เกิด ขึ้นภายหลัง จากการกระทบด้วยอารมณ์แล้ว กระทบรูป
น.110 ๑๐๔ กระทบเสียงกระทบกลิ่น กระทบรส กระทบโผฏฐัพพะ กระทบ ธัมมารมณ์ แล้วมันจึงเกิดตัวตน ดังนั้น จึงเป็นของใหม่ คือความโง่ หรืออวิชชาสร้างขึ้นมา เมื่อได้รับอารมณ์แล้ว. นี่มันเป็นเรื่องที่ คนธรรมดาเขาฟังไม่ถูก ไม่มีตัว ตน แต่รู้สึกอารมณ์ได้ ซึ่งทำให้เราต้องพูดว่า ‘ตัวผู้กระทำ" มาทีหลัง "การกระทำ’ มันมีการกระทำ คือการรับอารมณ์ แล้วจึงมีผู้รู้สึกอารมณ์ แล้วเกิดเป็นตัวตนขึ้นมา ‘ผู้กระทำ" เกิดทีหลัง ‘การกระทำ'. เด็ก ๆ มันก็ไม่เชื่อ ว่า ผู้กระทำ เกิดทีหลัง การกระทำ แล้วอะไรล่ะมันกระทำ ? มันไม่เชื่อ การกระทำมีได้ตาม ธรรมชาติ ความรู้สึกทาง ตา หู จมูกลิ้น กายใจ มีได้ตาม ธรรมชาติ พออายตนะเหล่านี้ทำหน้าที่แล้ว ความโง่จึงเกิด ตามมาทีหลังว่า 'กู’ ว่า กู ผู้กระทำการได้เห็น ได้ยิน ได้ดม ได้อะไรไปทุกอย่าง นี้ 'ตัวกู ผู้กระทำ' มาทีหลัง 'การกระทำ’. คนที่ไม่เคยเรียน แม้แต่พวกฝรั่ง ก็ว่า อินลอจิค อินลอจิคัล (inlogical) ‘ไม่เป็นลอจิก ฉันไม่เชื่อ’ แต่ความจริง มันเป็นอย่างนั้น เพราะตัวผู้กระทำน่ะมันเป็นเพียงผี .. มายา
น.111 ๑๐๕ ชนิดที่เพิ่งเกิดตามมาจากการกระทำ ถ้าคุณเข้าใจข้อนี้ คุณจะรู้ พุทธศาสนาอย่างถูกต้อง ที่ว่าไม่มี 'ตัวตน’ นั้นหมายความว่า ไม่ใช่ตัวตน มันมีแต่ 'ตัวตน’ ของอวิชชา .. ความโง่ ตัวตน ที่แท้จริงมิได้มี เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘ตัวตน’ นั่นมันเกิด ทีหลังการกระทำ การกระทำ ทำให้เกิดมายาว่าตัวตน ‘ฉัน' เห็น 'ฉัน' ได้ยิน 'ฉัน’ ได้กลิ่น 'ฉัน’ อะไรนี่น่ะ มันมาทีหลัง การกระทำ ต้องได้เห็น ต้องได้ยิน ต้องได้ดม ต้องอะไร ก่อน จึงเกิด 'ตัวกู’ ผู้ได้รับอารมณ์นั้น ๆ นี่เรียกว่า ‘ตัวตน’ ที่มิใช่ 'ตัวตน' . ถ้าเรามองเห็น และรู้สึกทันท่วงที ทุกทีที่ได้เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส เกิดรู้สึกขึ้นมาแล้วก็รู้สึกชัดว่า "โอ้! ตัวตน ซึ่งมิใช่ตัวตน ตัวตน ซึ่งมิใช่ตัวตน" มันก็จะไม่เกิด กิเลส ไม่เกิดกิเลสใด ๆ มันก็หยุดไป แต่เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ ทำ อย่างนั้นทำไม่ได้ เพราะมันไม่ได้ฉลาดมาแต่ในท้อง มันไม่ ได้รู้เรื่องอะไรมาจากในท้อง มันเอาความโง่มาเต็มที่ พอมาได้ รับอารมณ์มันก็เกิดความรู้สึกอย่างนี้ นี่ ‘ตัวกูตัวกู’ เกิดขึ้น ๆ ๆ เต็มไปหมดในจิตใจของเด็กทารกที่ค่อย ๆ โตขึ้นมาตามลำดับ.
น.112 ๑๐๖ ทีนี้มันมีเกิดต่อไป เมื่อมีความรู้สึก ‘ตัวตน’ หรือ ตัวกู’ เสียแล้ว สิ่งอะไรที่เข้ามา ‘เนื่อง' กันกับตัวกู หรือตัวตน มันก็เกิดเป็น ‘ของตน’ ขึ้นมา 'ของกู’ ขึ้นมา ที่เป็นตัวตน เรียกว่า ‘อัตตา’ ที่เข้ามาเป็น ‘ของตน’ เรียกว่า ‘อัตตนียา' อัตตนียา คำนี้แปลว่า ‘เนื่องด้วยตน', อัตตา แปลว่า ตน , อัตตนียา แปลว่า เนื่องด้วยตน. เมื่อมี 'ตน’ แล้ว มันต้องมีของ ‘เนื่องด้วยตน’ แหละ แล้วมันก็เกิดความรู้สึกอันที่สอง ว่า “ของตน’ หรือ ‘ของกู’ เช่นว่าได้รับความอร่อย ก็เกิดความรู้สึกว่า 'กู' อร่อย แล้วก็ เกิดความรู้สึกต่อไปว่า ความอร่อยนั่นของกู ความอร่อย นั่นของกู แล้วอะไร ๆ ที่มาทำให้อร่อย ก็เป็นของกูไปด้วย. ฉะนั้น สิ่งที่เนื่องด้วยตน มันก็เป็นของตนหมด อะไรก็ตามที่มันสัมผัสได้ กระทั่งที่มันรู้สึกมากขึ้น..มากขึ้น บิดา มารดา พ่อของกู แม่ของกู เรือนของกู อะไรของกู มัน เป็นของกู จึงเต็มไปด้วย 'ตัวตน’ และ ‘ของตน’ ถ้าเรียนเรื่องนี้ ก็คือรู้เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท อย่างที่ พูดมาแล้ว ว่า ตา เห็นรูป เกิด จักษุวิญญาณ หู จมูกลิ้น กายใจ
น.113 ๑๐๗ ก็เหมือนกันแหละ เมื่อได้ 'คู่' ของมันแล้วมันก็เกิด 'วิญญาณ' ทางนั้น มันก็เลยเป็น ๓ เรื่องขึ้นมา ตา+รูป+ จักษุวิญญาณ- การเห็นทางตา เมื่อ ๓ อย่างนี้กำลังทำหน้าที่ด้วยกันอยู่ก็เรียก ว่า 'ผัสสะ' มี 'ผัสสะ’ แล้วไม่ต้องสงสัย มันต้องมี 'เวทนา’ รู้สึกไปตาม ผัสสะ มี เวทนา อย่างไรแล้วมันก็เกิด 'ตัณหา' คือความอยากไปตามอำนาจของเวทนานั้น เวทนาพอใจ ก็ อยากได้ เวทนาไม่พอใจก็อยากฆ่า อยากทำลาย เวทนาที่ยัง ไม่รู้ว่าอะไรก็สงสัย ก็ติดตามอยู่ ‘เวทนา' ทำให้เกิด ‘ตัณหา' พอมีความอยาก ๆ แล้ว ตัณหาก็ทำให้เกิด ‘อุปาทาน' ยึดมั่นสิ่งที่อยากนั้น ว่าเป็น 'ของกู’ มีตัวผู้อยากว่า 'ตัวกู" นี่เรียกว่า อุปาทาน. พออุปาทานได้เกิดขึ้นในจิตแล้ว ก็หมายความว่า ตัวกู ตัวกู หรือสิ่งที่จะเป็น ตัวกู นั้นได้เกิดเป็นจุดตั้งต้น จุด ตั้งต้นขึ้นมาแล้ว เรียกว่า 'ภพ .. ภพ' .. ภว (ภะวะ) อุปาทาน ให้เกิด 'ภพ'. การเกิด ภพ’ นี่ ก็เหมือนตั้งครรภ์แหละ ตั้งครรภ์ เป็นเด็กขึ้นมา อยู่ในครรภ์ เด็กก็โต ๆ ๆ ขึ้นมา จนถึงเวลา คลอด ก็เรียกว่า 'ชาติ' มี 'ภพ' แล้วก็มี ชาติ, มี ชาติ แล้ว
น.114 ๑๐๘ เกิดเป็น ตัวกู ตัวตน ขึ้นมาโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่เกิดจากท้องแม่ มันเกิดจากท้องแม่มาแล้ว มันจึงเกิดอาการอย่างนี้ ... อย่างนี้ .. อย่างนี้ จนเกิด ‘ชาติ ชาติ' เป็น 'ตัวกู’ นี่ พอมีตัวกูแล้ว มันก็คว้าเอาอะไร ๆ ที่มาเกี่ยวข้อง เป็นของกูหมด ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็ของกู อะไรก็ของกู ได้มา ถูกใจก็ของกู ได้มาไม่ถูกใจก็ของกู ความทุกข์หนักมันก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า "ชาติ" ชาติโดยสมบูรณ์ ต้องมาถึงตอนนี้. ถ้าเพียงแต่คลอดมาจากท้องแม่นั้น มันเป็น "ชาติ" ของคนที่ไม่รู้ เป็นชาติของความรู้สึกธรรมดาของคนโง่ คน ไม่รู้ว่า "ชาติ' แต่มันก็เป็น’ชาติ เหมือนกัน เพียงแต่เกิดมาจาก ท้องแม่แต่ทางธรรมะถือว่ายังไม่สมบูรณ์ ต้องรู้สึกมาตามลำดับ จึงเกิด ‘ชาติ’ อย่างที่ว่านี้. มีวิญญาณ มีผัสสะ มีเวทนา มีตัณหา มีอุปาทาน มีภพ แล้วก็มี ชาติ’ ซึ่งเป็นความรู้สึกคิดนึก ยึดถือ นี่ ‘ชาติ’ นี้เกิดเมื่อไร เรียกว่าการเกิดนั้นสมบูรณ์ แล้วก็มี ความทุกข์ เพราะมันเป็นการเกิดแห่งตัวกู ของกู มันจึงเป็น ทุกข์ นี่เรื่องมันมีอยู่อย่างนี้. เราก็ดู ๆ ๆ มาตลอดสาย มันมีแต่ตัวกู ซึ่งไม่ใช่ตัวกู เป็นตัวกู ที่เกิดมาจากอวิชชา ในขณะผัสสะ ตัวกูซึ่งมิใช่
น.115 ๑๐๙ ตัวกู นี่คือคำว่า อนัตตา .. อนัตตา ในพระพุทธศาสนา แปลว่ามิใช่ตัวตน . ตัวตนซึ่งมิใช่ตัวตน ตัวตนซึ่งมีอยู่ใน ความรู้สึกของทุกคนตามธรรมดานั้น มิใช่ตัวตน เราได้ ความรู้ที่ถูกต้องว่า อัตตา อัตตา มีตัวตน มันโง่ถึงสุด เหวี่ยง นิรัตตา นิรัตตา ไม่มีอะไรเลย มันก็โง่สุดเหวี่ยง ตรง กลางคือ อนัตตา อนัตตา ตัวตนซึ่งมิใช่ตัวตน มีตัวตนแต่ มิใช่ตัวตน นี่คือฉลาด คือรู้ ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่ยึดมั่น ถือมั่นว่าเป็นตัวตน หรือเป็นของตนแล้ว มัน ไม่มีความทุกข์ ใด ๆ มันไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นของตน มันก็ไม่เกิด ความทุกข์ใด ๆ ไม่เกิดความร้อน แต่ถ้ามันมีตัวตนที่ยึดมั่น ถือมั่น มันก็มีความร้อน คือมีกิเลส. กิเลสนี่ จำกันง่ายๆ ก็เป็น ๓ ประเภท ๓ ความ หมาย :- กิเลสประเภทบวก คือจะเอา จะยึดครอง จะมี จะ เสวย จะสะสม ซึ่งก็ร้อนไปตามความต้องการที่จะมี จะเสวย จะสะสม เป็นกิเลสประเภทบวก เรียกว่า โลภะ บ้าง ราคะ บ้าง อีกหลาย ๆ ชื่อ หลายสิบชื่อ.
น.116 ๑๑๐ อีกประเภทหนึ่งเป็น กิเลสประเภทลบ คือเมื่อ ไม่ต้องการ ไม่ได้ตามต้องการ มีความรู้สึกเป็นลบ มันก็คิด จะทำลาย คิดจะต่อสู้ คิดจะฆ่าเสีย หรือโกรธแค้น นี่ .. กิเลส ประเภทลบ ก็ร้อนไปตามแบบลบ บวกก็ร้อนไปตามแบบ ประเภทบวก. ทีนี้ถ้าว่าไม่แน่ มันยังโง่ ไม่แน่ว่าจะเป็นบวกหรือ เป็นลบ มันก็สงสัย มันก็กังวล มันก็ติดตามอยู่นั่นแหละ เรียกว่า ประเภทโมหะ ติดตามอยู่เรื่อย นั่น .. ความโง่. ถ้าบวกมันจะเอา ถ้าลบมันจะทำลาย ถ้ามันไม่แน่ ว่าบวกว่าลบ ก็ได้แต่สงสัยและติดตาม กิเลสนี่มีชื่อเป็นร้อย เป็นพันเลย แต่ถ้ามาจัดพวกจัดหมวดแล้ว มี ๓ พวกเท่านั้น เรียกสั้นๆ ว่า โลภะ .. โทสะ .. โมหะ บางทีก็เรียกว่า ราคะ .. โทสะ .. โมหะ จะมีกิเลสใดก็ตาม มันก็เป็นไฟแหละ ไฟรัก ไฟจะเอา มันก็มีไฟที่จะเอา ร้อนเพราะความอยากที่จะเอา เมื่อลบ .. ไม่อยาก มันก็เดือดร้อน เพราะความไม่อยากความ เกลียด ความอยากจะให้มันไปเสียให้พ้น.
น.117 ๑๑๑ ที่ว่าถ้าไม่บวกไม่ลบ มันก็สงสัย ความสงสัยก็กัดกิน หัวใจมันก็ร้อนเหมือนกัน ฉะนั้น ขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้วมันก็ เป็นของร้อน ราคัคคิ -ไฟคือราคะ, โทสัคคิ - ไฟคือโทสะ, โมหัคคิ - ไพ่คือโมหะ นั่นมันเป็นไฟทั้งนั้น. แต่คนโง่นะ คนโง่บุถุชนธรรมดา ถ้าได้อะไรมามัน ดีใจ ไม่รู้สึกว่าเป็นไฟ ต่อเมื่อไม่ถูกใจมันจึงจะเกิดความรู้สึก ว่าเป็นไฟ แล้วความสงสัย ความไม่แน่ใจมันก็ไม่ค่อยจะรู้สึก ว่าเป็นไฟ มันเป็นของแปลกที่ยังไม่รู้จัก มันก็สนุกไปเรื่อย ๆ มันจึงรู้สึกว่าเป็นไฟกันโดยมากก็แต่เฉพาะที่เป็นโทสะ แต่มัน ก็ล้วนเป็นไฟด้วยกันทั้งนั้นแหละ. ราคะ .. รักจะเอาจะได้จะมีจะยึดครอง มันก็ต้องเรียก ว่าไฟเปียก เราจะไม่เรียกว่าไฟเย็น เพราะเย็นมันความหมาย ของนิพพาน มันเป็นไฟเปียก แต่มันร้อน ของเปียกที่มัน ร้อน. โทสะ .. มันเป็นไฟแห้ง ไฟเผาไหม้ คือมันร้อน. โมหะ .. โมหะเป็นไฟมืด นี่ผมคิดเอาเองนะ เพื่อจะอธิบาย ให้มันง่าย เข้าใจง่าย ๆ จำง่าย ๆ.
น.118 ๑๑๒ มีไฟเปียก คือพวกราคะ โลภะนี่ ไฟเปียก แล้วโทสะ โกธะ นี่ก็เรียก ไฟแห้ง ไฟเผาไหม้ไฟแห้ง โมหะ. โมหะอันนี้ เป็นไฟมืด ในความหมายว่าเปียกก็ยุ่งยาก ในความหมายว่า แห้งก็ยุ่งยาก ในความหมายว่ามืดมันก็ยุ่งยาก ไม่มีทั้ง ๓ อย่างนี้ดี สบาย .. คือเย็นสบาย ไม่มีกิเลสคือไม่มีไฟ สิ้น ราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ คือนิพพาน นิพพาน. นิพพานจะไม่ให้แปลว่า เย็น แล้วจะให้แปลว่าอะไรเล่า มีบาลีชัด ๆ ว่า ราคกฺขโย โทสฺฺโย โมหฺขโย อยํ วุจฺจติ นิพฺพานํ -ความสั้นไปแห่งราคะ ความสั้นไปแห่งโทสะ ความ สิ้นไปแห่งโมหะ นี้เรียกว่า นิพพาน. เมื่อถามว่า นิพพานคืออะไร ? พระพุทธเจ้าท่านก็ ตอบอย่างนี้ ราคกฺขโย โทสฺฺโย โมหฺฺโย .. นิพฺพานํ สิ้นไปแห่งราคะ สิ้นไปแห่งโทสะ สิ้นไปแห่งโมหะ นี่คือ นิพพาน เราจงรู้จักนิพพานในฐานะที่ไม่มีไฟ ไม่มีไฟมันก็ เย็นสบาย คือไม่ร้อน ไม่หนาว. เอ้า ! ที่นี้ที่จะต้องรู้กันไว้ เป็นความรู้ที่สำคัญอีก อย่างหนึ่งก็คือว่า ธรรมะหรือคำสอนหรือศาสนานี้ เพิ่งเกิด
น.119 ๑๑๓ ทีหลัง มนุษย์เกิดเป็นมนุษย์ พูดจา ทำงาน ดำรงชีวิต อะไร กันมาก่อนนานแล้ว มีคำพูดอยู่ครบทุกอย่างแล้ว สำหรับ เรื่องโลก ๆ น่ะ ทีนี้พอมาเกิดธรรมะ เกิดคำสอนส่วนธรรมะ ที่ลึกขึ้น มันก็ไม่มีคำจะพูด ถ้าจะตั้งขึ้นมาใหม่ คนฟังไม่ถูก คนฟังไม่เข้าใจ จึงต้องไปยืมเอาคำที่เขาพูดกันอยู่แล้ว มาให้ ความหมายใหม่ เกิดเป็นเรื่องฝ่ายจิตใจ ฝ่ายศาสนาอะไรขึ้นมา. แต่คำว่า ‘เย็น' นี่ เป็นคำสูงสุดในทางศาสนา คือ นิพพาน .. นิพพาน เพราะมนุษย์ได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ‘เย็น’ มาดีแล้วก่อนหน้านี้ แต่ที่เขารู้จักน่ะมันต่ำไป เอา "กามารมณ์’ มาเป็นนิพพานนี่มันต่ำไป แต่ก็ยังเหลืออยู่จน กระทั่งบัดนี้ เอา 'สมาธิสมาบัติ' เป็นนิพพานสูงขึ้นมาก็จริง แต่ไม่ถึงที่สุด ครั้นเอาความไม่มีกิเลสทั้งหลายเป็นนิพพาน นี่แหละถูกต้อง กิเลสเป็นไฟ เอาออกไป ก็เป็นนิพพาน. พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ใช้คำที่เขาพูดกันอยู่ก่อนนั่น มาพูด แล้วก็ให้ความหมายเสียใหม่ที่ถูกต้อง ว่า เย็น .. เย็น .. นี้เย็นเพราะไม่มีไฟคือกิเลส เย็นเพราะกามารมณ์ มันหลอก ชั่วคราว ไม่เอา เย็นเพราะสมาธิ สมาบัติ มาช่วยชั่วคราว ก็ไม่เอา เอาเย็นแท้จริงเย็นตลอดกาล คือไม่มีกิเลส นั่นแหละ
น.120 ๑๑๔ คือนิพพาน เพราะฉะนั้น ‘นิพพาน' ในความหมายสุดท้าย จึง มาอยู่ที่ ‘เย็น’ เย็นเพราะไม่มีกิเลส. เมื่อไม่มีกิเลสมันคือเย็น มันเป็นเองก็เย็นเอง ทำขึ้น มามันก็เย็นเพราะทำขึ้นมา แล้วทำให้ถึงที่สุดที่สุด มันก็เย็น ถึงที่สุด. สำหรับคำที่พูดกันอยู่ตามธรรมดา ของชาวบ้านชาว เมืองนั่น พูดอยู่ในบ้านเหมือนคนธรรมดาพูด เด็กเล็กก็พูด คำนี้ว่า ‘นิพพาน’ มันหมายถึงว่าเย็น เย็นลง เด็กบอกมาแต่ ในครัวว่า เดี๋ยว รอเดี๋ยว ‘ข้าวต้มยังไม่เย็น’ คือยังไม่นิพพาน ข้าวต้มยังไม่นิพพาน รอให้มันนิพพานจะได้มากินกัน แล้วไฟ ดับลงไป ก็เรียกว่า ไฟมันนิพพาน ถ่านไฟแดง ๆ เย็นลงไป ดับลงไป ดำลงไป เย็นสนิทเรียกว่ามันนิพพาน อะไรร้อน ๆ ร้อน ๆ อยู่ ทำให้มันเย็นลง เรียกว่า ทำให้มันนิพพาน. กระทั่งว่าช่างทอง หลอมทอง ร้อนจัด เอาน้ำรดให้ เย็นลงก็เรียกว่า ทำให้มันนิพพาน คำว่า ‘นิพพาน .. นิพพาน’ นี่ มันใช้อย่างนี้ ใช้ในครัว ใช้ตามบ้านเรือน ใช้ในกิจการ งานอะไรที่ทำของร้อนให้เย็น ก็เรียกว่า ‘นิพพาน’ แล้วเลย
น.121 ๑๑๕ ขึ้นมาถึงสัตว์ สัตว์เดรัจฉานที่ดุร้ายอันตราย ถึงเป็นถึงตาย เช่น ช้าง ควาย ของอยู่ในป่า อันตราย เอามาฝึก ๆ ฝึก ๆ จน เชื่องเหมือนกับแมว หมดอันตราย นี่ก็เคยใช้คำว่า ทำให้มัน นิพพานเหมือนกัน คือมันเย็นจากอันตราย นี่คำว่า นิพพาน เขาใช้อยู่ก่อนในชาวบ้านประชาชน แล้วก็นำมาใช้ ในทาง ศาสนาหมายถึงว่าเย็นเพราะหมดไฟคือกิเลส ฉะนั้น นิพพาน จึงแปลว่า ‘เย็น'. นิพพานในตัวความจริง ที่อยู่ในจิตใจของมนุษย์ นิพพานที่มีอยู่ในจิตใจของมนุษย์มีอยู่อย่างเดียว มีอย่างเดียว คือ เย็น เพราะไม่มีไฟคือกิเลส ส่วนนิพพานในโรงเรียน นิพพานในห้องเรียน ในบาลี ในอรรถกถา ที่เล่าเรียน มี หลายสิบชนิด คุณช่วยจำไว้อย่างนี้ด้วยนะว่า นิพพานแท้จริง ในหัวใจมนุษย์มีอย่างเดียวคือ เย็น เพราะไม่มีไฟคือกิเลส. ส่วนนิพพานในห้องเรียนนั้น มีหลายสิบชนิด ไป ดูเอาเอง ขี้เกียจเอามาพูดเสียเวลา มันหลายสิบชนิดนัก แม้ แต่คำว่า 'อชรา –ไม่รู้จักชรา' อย่างนี้ก็เอามาเป็นชื่อของ นิพพาน 'อนันตะ – ไม่สิ้นสุด’ อย่างนี้ก็เอามาเป็นชื่อของ
น.122 ๑๑๖ นิพพาน คำว่านิพพาน นิพพานในห้องเรียน เรียนบาลี อรรถกถา ฎีกา มีหลายสิบชนิด นิพพานแท้จริงในหัวใจคน ในจิตใจคนมีอย่างเดียว คือเย็นเพราะไม่มีไฟคือกิเลส สนใจ แต่นิพพานแท้จริงในหัวใจคนอย่างเดียวก็ได้ คือเย็นเพราะ ไม่มีกิเลส ส่วนนิพพานในห้องเรียนหนังสือ อีกหลายสิบชนิด ก็เก็บไว้ในตู้ ในคัมภีร์ ในห้องเรียนก็แล้วกัน จงมาตั้งอก ตั้งใจเย็นแท้จริง เย็นในจิตใจเพราะไม่มีไฟคือกิเลส แล้ว พอเข้าใจแล้วก็ปฏิบัติให้ได้ คำว่า ‘ได้’ นี้ คือ ได้รับผลเป็น ความเย็น. เราก็พูดกันมาแต่วันก่อนแล้วว่า ต้องเรียนเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ว่าความทุกข์ หรือความร้อน เกิดขึ้นมาอย่างไร ? แล้วก็ จะทำให้มันสิ้นสุดลงไปได้อย่างไร ? ก็ขอให้รู้และให้ทำให้ ได้ จะได้รับผลคุ้มค่า คุ้มค่าที่ลงมือทำ คุ้มค่าของชีวิตที่ได้ เกิดมา ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ก็คือนิพพาน นิพพาน นิพพาน ดังที่กล่าวแล้ว. ทีนี้ ก็มาดูถึงตัว ‘การปฏิบัติ’ เกี่ยวกับการปฏิบัติ โดยเฉพาะ เราใช้ระบบปฏิบัติที่เรียกว่า อานาปานสติภาวนา ที่อื่นเขาจะใช้ระบบอื่น ชื่ออื่น ก็ตามใจเขา เป็นเรื่องของเขา
น.123 ๑๑๗ จะใช้ชื่ออื่นก็ได้ ถ้าความหมายมันยังเป็นอันเดียวกันก็ใช้ได้ แต่เราใช้คำว่า ‘อานาปานสติภาวนา’ แปลว่า ทำจิตให้เจริญ กำหนดสิ่งที่ควรกำหนดอยู่ทุกครั้งที่หายใจ เข้า - ออก กำหนดสิ่งที่ ควรกำหนดอยู่ ทุกครั้งที่หายใจ เข้า - ออก. ทีนี้ สิ่งที่ควรกำหนดมีอะไรบ้าง ? มันมีมาก ๆ แล้ว ก็มีตามลำดับ ตามลำดับ ตามลำดับ สูงขึ้นไป เราจึงกำหนด ในสิ่งที่เป็นเบื้องต้นที่สุด คือเรียกว่าง่ายที่สุดก็ได้ ไปตาม ลำดับ ยากขึ้น ยากขึ้น ยากขึ้น จนอันสุดท้าย แล้วเราก็ พบกันกับพระนิพพาน คือกำหนดพระนิพพานนั่นแหละเป็น อารมณ์เสีย. หมวดที่ ๑. เป็น เรื่อง 'กาย’ เบื้องต้นที่สุด ก็คือ กำหนดลมหายใจ นั่นเองแหละ กำหนดลมหายใจอยู่ทุกครั้ง ที่หายใจ กำหนดลมหายใจอยู่ทุกครั้งที่หายใจ ยาว กำหนดว่า ยาว สั้น กำหนดว่าสั้น สิ่งแรกที่กำหนด คือกำหนดลมหายใจ. ต่อมาก็ กำหนดลมทั้งปวง คือ ‘ร่างกาย’ กับ ‘ลมหาย ใจ' นี่ กายลม กายเนื้อ กายทั้งปวงคือ กายลม กายเนื้อ มากำหนด อยู่ที่ กาย คือ กายลม และ กายเนื้อ ทุกครั้งที่หายใจ.
น.124 ๑๑๘ ขั้นต่อมาเป็นขั้นที่ ๔ กำหนดความรำงับแห่งกาย ทั้งปวง แห่งกายสังขาร เครื่องปรุงแต่งกาย คือลมหายใจ รำงับ แล้วร่างกายรำงับ กำหนดอยู่ที่ความระงับ. มันไม่เหมือนกันนะ หมวดแรก ๔ ขั้นนี้ มันไม่ เหมือนกันดอก มันเหมือนกันแต่เพียงว่า “ทุกครั้งที่หายใจ" แต่สิ่งที่ถูกกำหนดน่ะ มันต่างกัน :– ขั้นแรก – กำหนด ลมหายใจยาว อยู่ทุกครั้งที่หายใจ, ขั้นที่ ๒. – กำหนด ลมหายใจ สั้น อยู่ทุกครั้งที่หายใจ, ขั้นที่ ๓. – กำหนด กายทั้ง ๒ กาย อยู่ ทุกครั้งที่หายใจ, ขั้นที่ ๔. - กำหนดกายสังขารที่รำงับ อยู่ ทุกครั้งที่หายใจ; ก็เลยเป็น ๔. พอมา หมวดที่ ๒. เป็น เรื่อง ‘เวทนา’ เวทนา .. กำหนดเวทนาที่หยาบ ปีติ เรียกว่า เวทนา หรือความสุข ที่หยาบ .. กำหนดปีติ ปีติปฏิสังเวที –กำหนดสุขเวทนา ที่หยาบ คือปีติ. ต่อมา กำหนดเวทนาที่ละเอียด คือ สุข .. สุข .. สุขปฏิสังเวที –กำหนดสุขเวทนาที่ละเอียด คือสุข.
น.125 ๑๑๙ ต่อมา กำหนดจิตตสังขาร คือการที่เวทนาปรุงแต่งจิต เวทนาปรุงแต่งจิต จิตตสังขารปฏิสังเวที — กำหนดการที่ เวทนาคือปีติและสุขปรุงแต่งจิต. ขั้นต่อมา กำหนดการที่จิตตสังขาร ถูกรำงับ รำงับ ลง จิตก็ระงับลง ความคิดก็ระงับลง ปัสสัมภยัง จิตตสังขารัง — กำหนดอยู่ที่การทำจิตให้สงบรำงับ. มันก็เป็น ๔ อย่างอีกเหมือนกัน หมวดที่ ๒ นี้ ก็ กำหนด ๔ อย่าง. หมวดที่ ๓. เป็น เรื่อง ‘จิต’ ก็กำหนดจิต ๔ ขั้น ตอน คือ — กำหนดจิตทั้งปวงเป็นอย่างไรบ้าง — ทำจิตให้ ปีติปราโมทย์ — ทำจิตให้ตั้งมั่น — ทำจิตให้ปล่อยวาง. เป็น ๔ ลักษณะของจิต กำหนดอยู่ทุกครั้งที่หายใจ เข้า—ออก หมวดที่ ๓ นี้ ก็มี ๔ ขั้น ๔ อย่าง ๔ อารมณ์. พอมา หมวดที่ ๔. หมวดสุดท้าย เป็น ‘ธรรมะ’ ก็มี ๔ ขั้นตอนอีก คือ — กำหนดอนิจจัง — กำ หนดวิราคะ — กำหนดนิโรธะ – กำหนดปฏินิคสัคคะ.
น.126 ๑๒๐ ถ้าท่านไม่สนใจ ไม่รัก ก็ยุ่ง รำคาญ ยุ่งยาก ภาษา อะไรก็ไม่รู้ เลยไม่สนใจ ไม่เรียน ไม่ศึกษา ไม่ปฏิบัติ ก็ตามใจ มันก็ไม่ต้องรู้ แต่ถ้าสนใจที่จะรู้ มันจะดีมาก. เอาแต่หมวดที่ ๔ นี้มันก็วิเศษแล้ว เห็นความไม่ เที่ยงของสิ่งที่ไม่เที่ยงอยู่ตลอดเวลา ไม่เที่ยงไปเสียทุกอย่าง นอกจากพวก ‘อสังขตะ’ คือ นิพพาน นอกนั้นไม่เที่ยงทั้งนั้น ร่างกายไม่เที่ยง จิตใจไม่เที่ยง เวทนา อารมณ์อะไรไม่เที่ยง เห็นความไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็ หายโง่ มันก็หายโง่ มันจึงไม่ยึดมั่นถือมั่น ให้เป็นตัวกู ให้เป็น ของกู ดังที่กล่าวแล้ว. ถ้าเด็ก ๆ ในท้องมันมีความรู้อันนี้มาแต่ในท้อง เกิด ออกมามันก็ไม่ยึดมั่น ถือมั่นอะไร แต่นี่มันไม่มี มันไม่มี ความรู้เรื่องนี้มาแต่ในท้อง มันก็มายึดมั่นถือมั่นเต็มไปหมด แล้วจะคลายความยึดมั่นถือมั่น ต่อเมื่อมาเห็นความไม่เที่ยง ฉะนั้น จึงยก ความไม่เที่ยง’ ขึ้นมาก่อน เห็นความไม่เที่ยง ของสิ่งทั้งปวง ตามที่จะเห็นได้เท่าไร เท่าไร ทุกอย่างก็ยิ่งดี.
น.127 ๑๒๑ พอเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่น ว่า ตัวกู ว่าของกูแล้ว มันก็คลาย คลายความยึดมั่นว่า 'ตัวกู' 'ของ กู' ต่อสิ่งนั้น ๆ นี่เรียกว่า วิราคะ -คลายออก จางออก เพราะ เห็นความไม่เที่ยง เพราะเห็นความไม่เที่ยงจึงทำให้เกิดวิราคะ สิ่งเคยยึดมั่น ถือมั่นแน่น เขม็ง มันก็คลายออก จางออก. ถ้ามันคลายออก จางออก อยู่เรื่อยไป มันจะเป็น อย่างไรก็รู้ได้เอง มันก็ 'หมดสิ้น' ถ้ามันคลายออกจางออก อยู่เรื่อยไป มันก็หมด รู้จักหมด นี่ก็เรียกว่า นิโรธะ. พอนิโรธะ..ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ดับหมดแล้ว ดับหมดแล้ว มาเรียกทับตอนท้ายอีกทีว่า ปฏินิคสัคคะ แปลว่า โยนคืนหมดแล้ว โยนคืนออกไปหมดแล้ว ที่เคยยึดมั่นถือมั่น อยู่ เดี๋ยวนี้โยนคืนโยนกลับไปหมดแล้ว นี่มันก็จบอีก ๔ ขั้น. ๔ หมวด หมวดละ ๔ ขั้น เป็น ๑๖ ขั้น สิ่งที่ควร กำหนดทุกครั้งที่หายใจเข้า - ออกนี้ มีตั้ง ๑๖ ขั้น หรือ ๑๖ อย่าง ๑๖ อย่างโดยหัวข้อ แต่ละหัวข้อก็แยกรายละเอียด ได้อีกมากมาย เพราะฉะนั้นก็นับไม่ไหว ก็เอาแต่หัวข้อ ๆ ที่สำคัญที่ควรกำหนด มันก็ ๑๖ อย่าง.
น.128 ๑๒๒ นี่พระพุทธเจ้าท่านแนะ วิธีที่จะดับทุกข์ คือการ เจริญอานาปานสติ มีสติสัมปชัญญะ มีความเป็นสมาธิ เพียงพอ..เพียงพอที่จะไม่ให้โง่ ไม่ให้โง่ ว่ามีอะไรเป็นตัวตน ไม่เอาความบวก เป็นตัวตนบวก ไม่เอาความลบ เป็นตัวตน ลบ มันก็ไม่มีตัวตน มันก็ไม่มีความทุกข์. ขอให้พวกเราได้รับประโยชน์อันนี้ คือมีความรู้ข้อนี้ แล้ว 'ปฏิบัติ' ข้อนี้ แล้วก็ 'ได้รับผลของการปฏิบัติ' ข้อนี้ ก็จะ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา ถ้ามัน ไม่รู้อะไร ก็ต้องเรียกว่า โง่เท่าเดิม โง่เท่าเดิม โง่เท่าเดิมมันก็ คือเสียชาติเกิด พูดอย่างนี้เสียให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ว่ามัน ‘เสียชาติเกิดมา’ มันต้องรู้อะไรมากขึ้น มากขึ้น..มากขึ้น จึง จะไม่เสียชาติเกิด. มาบวชรู้เท่าไร สึกกลับออกไปยังโง่เท่าเดิม นี่ลองคิด ดูเถอะว่าจะเป็นอย่างไร มันจะเป็นอย่างไร ถ้ามาบวชรู้เท่าไร สึกออกไปก็โง่เท่าเดิม คำว่าโง่เท่าเดิม มันก็เสียหายมาก เสียหายเหลือประมาณ เสียหายจนบอกไม่ถูก มันต้องฉลาดขึ้น ทุกวัน ฉลาดขึ้นทุกวัน ฉลาดขึ้นทุกวัน อย่าโง่เท่าเดิม ให้มี ความฉลาดขึ้นทุกวัน.
น.129 ๑๒๓ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานน่ะมันก็ฉลาดขึ้นทุกวัน มันผ่าน ชีวิตมาในลักษณะใหม่ ๆ ใหม่ ๆ มันก็ฉลาด ๆ ฉลาดขึ้นทุกวัน อายุมากมันก็ฉลาดมาก มันไม่โง่เท่าเดิมดอก ถ้าโง่เท่าเดิม ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร มันทำอะไรไม่ได้ มันโง่เท่าเดิม. เด็กคลอดออกมาจากในท้อง แล้วไม่ได้มีความรู้ อะไรเพิ่มขึ้น มันจะเป็นอะไรก็ไม่รู้ จะเป็นก้อนหิน หรือจะ เป็นอะไรก็ไม่รู้ มันต้องฉลาดขึ้นทุกครั้งที่สัมผัสอารมณ์ สัมผัส อารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ... ๖ ทาง ได้สัมผัสอารมณ์ไหนก็ตาม มันก็ฉลาดขึ้นเกี่ยวกับ อารมณ์นั้น สัมผัสในแง่ไหนก็ตาม มันก็ฉลาดยิ่งขึ้นไปใน แง่นั้น แล้วมันก็ฉลาดขึ้น ทุกอารมณ์ และทุกแง่ทุกมุมของ อารมณ์ มันก็รู้ความจริงของชีวิต รู้ความจริงของชีวิต ไม่ ดำเนินชีวิตอย่างผิดพลาด ก็ไม่เกิดความทุกข์ คือทำให้มัน ถูกเรื่องกับของธรรมชาติ มันก็ไม่เกิดความทุกข์. ทีนี้มันโง่ ไปเอาของธรรมชาติมาเป็นของกู ของมี อยู่ตามธรรมชาติ แต่เอามาเป็นของกู มาเป็นตัวกู เช่น ‘ธาตุ’ ทั้งหลาย ที่เราพูดกันอยู่เมื่อวานนี้ มันมีอยู่ตามธรรมชาติ
น.130 ๑๒๔ ก็ไปเอามาเป็นของกู เกิดเป็นอายตนะขึ้นมา ก็เอามาเป็น ของกู อารมณ์อะไรเกิดขึ้นมาจากอะไร ก็เอามาเป็นของกู เอา 'เบญจขันธ์’ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมาเป็นของกู มันก็ ได้เป็นทุกข์ ตลอดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท เอาเป็นของกูหมด เอา ‘อวิชชา’ มาเป็นของกู เอา 'สังขาร’ มาเป็นของกู เอา 'วิญญาณ' มาเป็นของกู เอา 'นามรูป' เป็นของกู ‘อายตนะ' เป็นของกู ‘ผัสสะ' เป็นของกู 'เวทนา’ เป็นของกู 'ตัณหา’ เป็นของกู ‘อุปาทาน’ เป็นของกู 'ภพ' เป็นของกู ‘ชาติ’ เป็น ของกู อะไร ๆ เป็นของกู นี่มันก็มีความทุกข์เหลือประมาณ. พอโง่ ๆ มันก็หมดแหละ มันก็ถึงที่สุดแห่งความโง่ พอฉลาด ๆ ก็ถึงที่สุดแห่งความฉลาด ไม่เอาอะไรมาเป็น ของกู หรือเป็นตัวกู มันก็ไม่เกิดไฟ .. ไม่เกิดไฟราคะ โทสะ โมหะ นี่คือเย็น เย็น เย็นเพราะไม่มีไฟ เพราะไม่มีไฟ. ทำไมไม่มีไฟล่ะ ? เพราะมันไม่โง่ มันไม่โง่ ไฟ มันไม่อาจจะเกิด มันไม่ก่อไฟ มันไม่ติดไฟ แล้วมันก็สามารถ ป้องกันไม่ให้ไฟเกิด นี่เรียกว่าดับทุกข์.
น.131 ๑๒๕ ช่วยจำไว้ให้ดี ๆ ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าดับทุกข์ ดับ ทุกข์นั้นไม่ใช่ดับที่ตัวทุกข์ แต่ดับที่ ‘ต้นเหตุ’ แห่งความทุกข์ ดับ ทุกข์’ ก็ยุ่งน่ะซิ แล้วก็ดับไม่ได้เสียด้วย แต่ถ้าไปดับที่ ‘ต้นเหตุ’ แห่งความทุกข์ มันจะดับได้. ในอริยสัจ ๔ อะไรเป็นทุกขนิโรธ ? ก็ดับตัณหา, ไม่ใช่ดับทุกข์ ดับทุกข์คือดับตัณหาก็คือดับต้นเหตุแห่งความ ทุกข์ คุณจำไว้เป็นหลักตลอดกาลเลยว่า จะดับปัญหาต้องดับ ที่ต้นเหตุแห่งปัญหา จะแก้ปัญหาอะไร จะดับความทุกข์ อะไร ก็ขอให้ดับ .. จัดการที่ต้นเหตุของมัน จะดับที่ตัวผลนั้น มันก็ไม่มีปัญญา จะเป็นหมาโง่. เมื่อวานพูดกันทีหนึ่งแล้วว่า หมาโง่มันมัวกัดที่ ปลายไม้ที่คนเขาแหย่ มันไปกัดที่ปลายไม้ ถ้ามันเป็นเสือหรือ เป็นราชสีห์ มันกระโจนมากัดที่คนที่ถือไม้ มันไม่มัวกัดปลาย ไม้นี่ .. หมาโง่มันก็กัดที่ปลายไม้ ... ที่ผล แต่ถ้าราชสีห์มันก็กัด ที่ต้นไม้ .. ที่ต้นเหตุ คือคนที่ถือไม้ เราจะเป็นหมาหรือเป็น ราชสีห์กันดีก็ไปคิดเอาเอง ถ้าจัดการที่ 'ต้นเหตุ’ ก็เป็นราชสีห์ ถ้ามัวแต่จัดการที่ 'ปลายเหตุ’ มันก็โง่เป็นหมา ในโลกนี้จะมี
น.132 ๑๒๖ มากที่โง่เป็นหมานี่ จะมีมากกว่าที่จะเป็น ราชสีห์ไปจัดการที่ ต้นเหตุ. นักการเมืองที่มันแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ก็เพราะมัว ไปจัดการที่ปลายเหตุ นักการเมืองที่ฉลาดจัดการที่ต้นเหตุ ก็ แก้ปัญหาอะไรได้ อย่างนี้มันเป็นกันทั้งโลกแหละ ไม่ใช่ เฉพาะประเทศไทยดอก เป็นกันทั้งโลก ถ้าจัดการที่ต้นเหตุ มันก็ดับผลได้ ไปจัดการกับความทุกข์มันก็เลอะเทอะหมด ถ้าไปจัดการที่ต้นเหตุของความทุกข์ ทุกข์ก็ดับไปโดยที่ไม่ยุ่ง ยากลำบากอะไรมากมาย. นี่เรียกว่าเรื่องอริยสัจ กำจัดความทุกข์ที่ต้นเหตุของ ความทุกข์ แล้วผลก็ออกมาเป็นความเย็น เย็น .. เป็น นิพพาน มีความหมายอย่างเดียวตามตัวเดิม ๆ ของมัน ก่อน จะเกิดพุทธศาสนา เขาใช้คำว่า ‘นิพพาน .. นิพพาน’ กันที่ บ้านเรือน หมายถึงเย็น .. เย็น .. เย็น ยืมเอามาใช้เป็นคำทาง ศาสนาก็คงความหมายเดิมว่าเย็น .. เย็น .. เย็น .. เย็น แต่มัน เปลี่ยนเป็นเรื่องทางจิตใจ ก่อนโน้นมันเย็น .. เย็น .. เย็น แต่ทางวัตถุ วัตถุเย็น แต่เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องทางจิตใจ เย็น เย็น เย็น ดังนั้นเย็นทางจิตใจจึงเป็น นิพพาน แปลว่า เย็น จงมี
น.133 ๑๒๗ ความเย็นทางจิตใจ ก็จะมีนิพพานตามมากตามน้อย น้อยก็ยัง ดีกว่าไม่มีเสียเลย แล้วก็มันมีเหตุที่ช่วยให้เย็นชั่วคราวก็ได้ ชั่วเวลาก็ได้ ไม่เย็นตลอดไป เย็นชั่วคราว อย่างนี้ก็เรียกว่า นิพพานชั่วคราวเย็นชั่วคราว .. ‘สามายิกนิพพาน’ สามายิกะ แปลว่าชั่วสมัย สมย .. สามายิกะ คือ ชั่วสมัย นิพพานชั่ว สมัย ... เป็น สามายิกะ แล้วมันก็มีเหตุสิ่งหนึ่งสิ่งใด บังเอิญเข้า มาทำให้เย็น. เหตุ' คือสิ่งที่ทำให้เย็นนั้น เรียกว่า องค์นั้น ๆ องค์นั้น ๆ ตทังคะ แปลว่า องค์นั้น ๆ 'ตทังคนิพพาน’ แปลว่า เย็นเพราะองค์นั้น ๆ เช่นมีอารมณ์อะไรมาช่วยจิตใจไม่ให้เกิด กิเลส อันนั้นก็เป็น ตทังคะ - องค์นั้น ๆ. หรือว่าเราเจริญสมาธิได้ สมาธิก็เป็นองค์นั้น ๆ ที่ทำ ให้จิตใจเย็น มีสมาธิชั้นไหนก็ได้ สมาธิชั้นนั้นอันนั้น จะ เป็น ‘องค์นั้น ๆ’ คือ ตทังคะ เป็นองค์ที่ทำให้เกิดความเย็น เย็นชั่วเวลา เย็นชั่วขณะก็ได้ เย็นตลอดไปก็ได้ แต่ว่า ความเย็นทุกชนิด ต้องรู้สึกด้วยจิตใจของตนเอง รู้สึกด้วย จิตใจของตนเอง เลยเรียกว่า สันทิฏฐิกนิพพาน - นิพพาน
น.134 ๑๒๘ เป็นสิ่งที่จะต้องรู้สึกด้วยจิตใจของตนเอง ด้วยจิตใจของตน เอง. บทพระธรรมคุณนั่นแหละแสดงพระนิพพานได้ ที่ คุณสวดอยู่ทุกวันว่า .. สุวากขาโต ภควตา ธมฺโม - ธรรมะนี้อันพระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เปลี่ยนเป็นว่า สฺวาฺขาตํ ภควตา นิพฺพานํ-นิพพานอันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ; สนฺทิฏฐิโก เป็น สนฺทิฏฐิกํ - คนนั้น เห็นได้ด้วยตนเอง ; อกาลิโก เป็น อกาลิกํ - ไม่จำกัดเวลา : เอหิปฺสิโก เป็นเอหิปฺสิกํ - ควรอย่างยิ่งที่จะเรียกกันมาดู เรียกกันมาทำความเข้าใจ ; โอปนยิโก เป็น โอปนยิกํ - ควรน้อมนำเข้ามาใส่ตน ให้ มีในตน ; ปจฺจตฺตํ เวทิตฺโพ วิญฺญฺหิ เป็น ปจฺจตฺตํ เวทิตฺพํ วิญฺญูหิ - เป็นสิ่งที่วิญญูชนจะรู้ได้เฉพาะตน ๆ. อย่างนี้ก็อธิบายกันได้กับคำว่า ธมฺโม เพราะว่า นิพฺพานํ มันเป็นอย่างนั้น มันก็ปืนอย่างนั้น ที่นี้ที่มันสำคัญ ที่สุดที่อยากจะให้รู้กันไว้บ้างว่า ชีวิต ชีวิตของเรา ที่มันรอด
น.135 ๑๒๙ อยู่ได้แต่ละวัน แต่ละวัน ๆ นี้ เพราะมันถูกหล่อเลี้ยงอยู่ด้วย นิพพาน ซึ่งเป็นของเย็น. เหมือนต้นไม้ทุกต้นนี่ มันถูกหล่อเลี้ยงอยู่ได้ด้วย ความเย็น ความชื้นที่เป็นน้ำ มันถึงอยู่ได้.. มีชีวิตรอดอยู่ได้ ถ้าไม่มีความเย็นความชื้นที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงเลย ต้นไม้เหล่านี้ มันตายหมด ไม่มีเหลือสักต้นเดียว นี่มันหล่อเลี้ยงอยู่ด้วย ความเย็น ต้นไม้จึงอยู่ได้. ชีวิตนี้ก็เหมือนกัน ต้องมีความเย็นหล่อเลี้ยงอยู่ พอสมควร มันจึงจะเป็นชีวิตอยู่ได้ มิฉะนั้นมันจะต้องตาย ข้อนี้ก็หมายความว่า เวลาบางขณะน่ะ ไม่มีกิเลส ชีวิตของ เราไม่ได้มีกิเลสทุกๆ นาทีตลอด ๒๔ ชั่วโมง มันมีนาที หรือ มีชั่วโมง ที่ไม่ได้มีกิเลสเกิด กิเลสไม่ได้เกิด ตอนนั้นมันเย็น มันก็หล่อเลี้ยงชีวิตเย็น แล้วก็อยู่ได้. ถ้าสมมตินะว่ากิเลสเกิดทุกนาที ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ก็ตายแล้ว ! หรืออย่างน้อยก็เป็นบ้าแล้ว แล้วก็จะต้องตาย ด้วย จะต้องเป็นบ้า แล้วจะต้องตายด้วย ถ้ากิเลสมันเผาลน อยู่ทั้ง ๒๔ ชั่วโมง.
น.136 ๑๓๐ ฉะนั้นใน ๒๔ ชั่วโมงนี้ มันมีเวลาที่มันว่าง ว่างจากกิเลส โดยธรรมชาติ ตามธรรมชาติอยู่มาก แล้วถ้าเราเป็นนักปฏิบัติ และ ทำให้ว่างจากกิเลสได้มากขึ้นไปอีก... มากขึ้นไปอีก ชีวิตนี้มันก็รอด เย็น เย็น เย็นเต็มขนาดแท้จริงก็เป็นพระนิพพาน ถ้ายังไม่เต็ม ขนาด มีได้ตามขนาดในบ้านในเรือน ในชีวิตประจำวัน ถ้าจะเรียกว่านิพพาน ก็ต้องเรียกโดยอ้อม.. โดยอ้อม นิพพานชั่วขณะนี้ โดยอ้อม แต่ว่าเราจะไม่ได้ยิน นิพพาน ชั่วขณะ หรือโดยอ้อม เพราะมันมีคำอื่นเข้ามาแทน ได้แก่ คำว่า นิพพุติ .. นิพพุติ .. นิพพุติ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ว่าใน ภาษาไทย ไม่ค่อยจะใช้กัน แต่ถ้าเป็นภาษาบาลีในครั้งพุทธกาล โน้น แล้วก็ใช้ ใช้ ใช้นิพพุติ นิพพุติ นิพพุโต นิพพุตา. ผู้ชาย..เย็น เรียกว่า นิพฺโต ผู้หญิง..เย็น เรียกว่า นิพพุตา ตัวความเย็น เรียกว่า นิพพุติ นิพพุติ แปลว่าเย็น คือเย็นอกเย็นใจ เย็นอกเย็นใจ ให้พรกันว่า ‘ให้มีนิพพุติเถิด'. อานิสงส์ศีลที่บอกทุกคราวที่ ให้ศีลก็ใช้คำนี้ แต่พระที่ให้ศีลก็ไม่รู้ ว่าแบบหลับตา ว่าไป อย่างนั้น..สีเลน สุคติ ยนฺติ สีเลน โภคสมฺปทา สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ
น.137 ๑๓๑ พระที่ว่าก็ไม่รู้ว่า ว่าอะไร ก็ว่าส่งเดชไป. ใครเคยให้ศีลก็คง จะเป็นอย่างนั้น ตสฺมา สีลํ วิโสธเย - เพราะเหตุฉะนั้น ท่านจงมีศีล ที่บริสุทธิ์เถิด นิพพุติ นิพพุติ เอามาพูดกัน เป็นผลของศีล คือชีวิตเย็น ชีวิตเยือกเย็น ชีวิตเย็นนี่.. เรียก ว่า นิพพุติ..นิพพุติ นิพพุติก็คือนิพพานชั่วคราว นิพพาน ชั่วขณะ นิพพานในบ้านในเรือน นิพพานตามธรรมดาสามัญ เรียกว่านิพพุติ แต่ก็คือนิพพานชั่วขณะ นิพพานบางระดับ นิพพานชั่วคราว เรียกว่านิพพุติก็คือนิพพาน นิพพานจะต้อง แปลว่าเย็นเสมอ แล้วก็กำจัดความร้อนออกไป เหลือเป็นความเย็น ไม่ร้อนและไม่หนาว คือความสบาย. นี่อยากจะพูดวันนี้ก็พูด เรื่องสุดท้ายของพรหมจรรย์ คือ นิพพาน แล้วก็บอกให้รู้ว่าเป็นคำที่เขาเข้าใจกันไม่ค่อยจะ ถูกต้อง เพราะเขาไปเรียนนิพพานในห้องเรียน ซึ่งมีหลาย สิบอย่างนัก นิพพานที่ในหัวใจคนมีเพียงอย่างเดียว คือเย็น. มีคนเขียนทำนองล้อ ทำนองด่าผมในหนังสือพิมพ์ บางฉบับ ไปอ่านเอาเอง เราออกคำโฆษณาว่า นิพพานสำหรับ ทุกคน ทุกคนนิพพานได้ เมื่อใดไม่มีกิเลสรบกวน เมื่อนั้นเป็น นิพพานของคนนั้น ฉะนั้น นิพพานมีสำหรับทุกคน จงระมัดระวัง
น.138 ๑๓๒ ให้ดี จัดสรรให้ดี ให้มีโอกาสที่จะเย็น เย็น เขาหาว่าพูดโกหก พูดหลอกลวง พูดเป็นมิจฉาทิฏฐิ อะไรเยอะ คุณไปหาอ่าน เอาเอง. ผมก็ยังคงยืนยันว่า นิพพานจะต้องแปลว่าเย็น และ เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตของมนุษย์ให้รอดอยู่ ได้ ทำให้ชีวิตไม่ ไหม้ ไม่ตายเพราะความไหม้ ไปเสีย เพราะมันมีความเย็นเข้า มาหล่อเลี้ยงเป็นขณะ ๆ ๆ เมื่อใดไม่มีกิเลสรบกวนอยู่ในจิตใจ เมื่อนั้นเราอยู่ด้วยนิพพานชั่วขณะ ชั่วขณะ เรียกว่า สามายิกะ นิพพาน ดังที่กล่าวแล้ว. ขอให้จำเรื่องนี้ไว้ตลอด .. ตลอดชีวิต แล้วให้มัน เย็นมากขึ้น เย็นมากขึ้น เย็นมากขึ้น จนเป็นชีวิตเย็น ถ้าเป็น ชีวิตเย็นแล้วมันจะเป็นประโยชน์ ถ้ามันเป็นชีวิตร้อนแล้ว จะเอาเวลาไหนไปทำอะไรให้ใครได้ มันร้อน มันร้อน มันร้อน ต้องรดน้ำอยู่เสมอ จะไปทำอะไรได้ มันเย็นแล้วจึงจะมี โอกาสทำประโยชน์. เพราะฉะนั้น ขอให้เรามีชีวิตเย็นเถิด เราก็จะทำ ประโยชน์ส่วนตัว ส่วนตัวเรา หน้าที่ของเราได้ดี แล้วก็จะทำ
น.139 ๑๓๓ ประโยชน์ผู้อื่นไกลออกไปได้ดี เพราะมีประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง และแก่ผู้อื่น. คำว่า ‘ประโยชน์ .. ประโยชน์’ นี้ ขอให้จัดไว้สัก ๓ ความหมายเถอะ คือ ประโยชน์ตนเอง ทางหนึ่ง ประโยชน์ ผู้อื่นนอกจากตนอีกอย่างหนึ่ง แล้ว ประโยชน์ที่มัน เกี่ยวข้องกัน แยกจากกันไปได้ นี่อีกประโยชน์หนึ่ง เป็น ๓ ชนิด จงประกอบประโยชน์ ๓ ชนิดนี้ให้ถูกต้องและให้มี อยู่เสมอ ประโยชน์ส่วนเราก็ทำ ประโยชน์ผู้อื่นก็ทำ ประโยชน์ ที่มันเนื่องกันอยู่แยกกันไม่ได้ ก็ช่วยกันทำ. อย่างแรกเรียกว่า ‘อัตตัตถะประโยชน์’ ประโยชน์ตน อย่างที่สองเรียกว่า ‘ปรัตถประโยชน์’ ประโยชน์ผู้อื่น อย่างที่สามเรียกว่า 'อุภยัตถประโยชน์’ คือ ประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกัน ที่คุณสวดอยู่ทุกวัน มันมีคำสวดอยู่ ทุกคราว ที่สวดเวลาเทศน์วันเสาร์จบ จะพูดถึงประโยชน์ ทั้ง ๓ นี้อยู่ทุกครั้ง ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจ ถ้าเข้าใจก็เข้าใจ ว่าเรามันมีประโยชน์อยู่ ๓ ประโยชน์ เราสงบเย็นแล้วก็สามารถ จะบำเพ็ญประโยชน์ ประโยชน์ตนเอง ประโยชน์ผู้อื่น ประ- โยชน์ที่เกี่ยวข้องกัน.
น.140 ๑๓๔ ถ้าเราไม่สงบเย็นแล้ว ประโยชน์ตัวเองก็เห็นจะยาก ที่จะทำ คือมันร้อนเป็นไฟเสียแล้ว จะทำงานอะไรก็ทำไม่ได้ดี อย่างที่ทำงานอะไรได้ดี ศึกษาเล่าเรียนได้ดี ทำหน้าที่การงาน ในอาชีพได้ดี ก็เพราะว่ามีจิตใจปรกติ มีจิตใจเย็นเป็นปรกติ เพราะความเย็น ถ้ามันร้อนอยู่ด้วยกิเลสแล้ว มันทำอะไรไม่ได้ เดี๋ยวนี้คนมีกิเลส เขาจึงทำอะไรไม่ค่อยได้ ถ้าเขาชนะกิเลสก็ทำ ได้ดี จะเป็นประชาชนก็ได้ เป็นนักการเมืองก็ได้ เป็นทหาร เป็นครู เป็นหมอ เป็นข้าราชการชนิดไหน ก็ทำได้ดีทั้งนั้น แหละ ถ้าชีวิตมันเย็นเป็นปรกติ. ขอให้พยายาม .พยายามให้มันเย็นเป็นปรกติเท่าที่ จะทำได้ ถ้าไม่ถึงที่สุดก็ให้มันมีเท่าที่จะทำได้ พอถึงที่สุดก็ เป็น ‘พระอรหันต์’ เป็นพระพุทธเจ้าไป ก็ยิ่งทำได้มาก พระ อรหันต์ พระพุทธเจ้าท่านไม่อยู่เฉย ๆ ทำประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะว่าชีวิตของท่าน เย็น เย็นเป็นปรกติ แล้วท่านก็เป็น ประโยชน์แก่ทุกคน ก็ไม่เสียทีที่เกิดมา ไม่เสียชาติที่เกิดมา สามารถจะทำประโยชน์สูงสุดตามที่มนุษย์จะทำได้.
น.141 ๑๓๕ ที่นี้ก็ขอกล่าวเป็นเรื่องสุดท้ายว่า ชีวิตนี้เป็นเสมือน หนึ่งเดิมกัน เดิมพันที่ธรรมชาติให้มา สำหรับพัฒนาหรือ ทำการค้าเอาเอง ทำการค้าเอาเอง. เมื่อเราจะไปทำอะไร จะไปค้าขายก็ต้องมี 'ทุน’ เป็น เดิมพัน แม้แต่ว่าจะไปเล่นการพนัน ชนไก่ กัดปลา ก็ต้องมี เงินจำนวนหนึ่งเป็นเดิมพัน ติดกระเป๋าไว้ เพื่อเอาไปลงทุน สำหรับทำให้มันมากขึ้น นี่เรียกว่าเดิมพัน ... เดิมพัน. ชีวิตนี้เป็นเสมือนหนึ่ง ‘เดิมพัน’ เท่านั้นแหละ ไม่ ใช่กำไรยังไม่ใช่กำไร ใครจะหาว่าเป็นกำไร มันก็โง่ เป็น เดิมพัน ที่ต้องเอามาลงทุน ลงทุนทำให้เกิดผลกำไรขึ้นมา. ทีนี้ ถ้าว่าเชื่อพระเจ้า มีพระเจ้า เชื่อพระเจ้าก็ พระเจ้าให้มาสำหรับเป็นเดิมพัน ถ้าไม่มีพระเจ้า มีธรรมชาติ ก็ธรรมชาติให้มาสำหรับเป็นเดิมพัน ท่านจงเอามาลงทุนทำ ให้เป็นประโยชน์ ประโยชน์ ประโยชน์ ประโยชน์ แล้วก็ สูงสุดในชีวิตนี้ เป็นสิ่งที่ได้ใช้ให้มันถูกต้อง ได้รับประโยชน์ สูงสุด ดังที่กล่าวแล้ว ว่ามันมีอยู่ ๓ อย่างด้วยกัน.
น.142 ๑๓๖ ถ้าทอดอาลัยไม่รู้ไม่ชี้ ก็คือโง่ที่สุด เดิมพันมันก็เสีย เปล่า ไม่ได้ใช้มันก็ไม่เกิดประโยชน์ เดี๋ยวก็เอาไปใช้อย่าง อื่นหมดไม่มีอะไรเหลือ จึงต้องถือว่าเป็นเดิมพันที่ต้องนำมา ใช้ให้เป็นประโยชน์ คือ พัฒนา พัฒนา ให้ถูกต้องในความหมาย ของคำว่า ‘พัฒนา พัฒนา’ ทำให้ถูกต้องในความหมายของคำว่า พัฒนา ๆ' คือเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ ไม่เพียงแต่ว่าหลับหู หลับตาทำไปให้มันยุ่งยากลำบาก อย่างนั้นไม่ใช่พัฒนา แม้ มันจะมากขึ้น ๆ มันก็ยุ่งยากลำบาก แม้ว่าจะทำอะไรได้มาก มีเงินเยอะ ๆ แต่ถ้ามันร้อน มันยุ่ง วุ่นวายไป ก็ไม่ใช่พัฒนา มันต้องเย็น เย็น เย็นเป็นสุข. ฉะนั้นคนขอทานอาจจะมีจิตใจเยือกเย็นยิ่งกว่าเศรษฐี ก็ได้ นี่ ข้อนี้ควรจะนึกกันไว้บ้าง ถ้ามีจิตใจเย็นก็คือถูกต้อง ถ้ามีจิตใจเร่าร้อน มันก็ไม่ถูกต้อง ถ้าขอทานรู้จักทำจิตใจให้ ถูกต้องก็เย็น แล้วมันก็อาจเย็นกว่ามหาเศรษฐีในโลกก็ได้ มหาเศรษฐีในโลกนี้มีการงานมาก มีธุระมาก หิวกระหายอยู่ ตลอดเวลา มันไม่เย็น แต่ขอทานมันเย็น .. เย็น ถึงจะขอทาน เขากิน ก็รู้จักทำชีวิตให้เย็น.
น.143 ๑๓๗ นิทานเก่า ๆ .. ดูเหมือนจะเป็นของพวกจีน นิทาน เก่า ๆ นี่มักจะเป็นของพวกจีนเล่า ๆ กันมา เพราะจีนเป็นชาติ โบราณ เล่ากันมาว่า ... มีขอทานคนหนึ่งอาศัยอยู่ริมรั้วบ้าน เขตบ้านของบ้านเศรษฐี ปลูกกระท่อมอยู่ในเขตบ้านของ เศรษฐี แต่เขาเป็นขอทาน กลางวันก็ไปขอทาน มีสมบัติ คือ ซออยู่คันหนึ่ง พอกลับมาจากขอทานกินข้าวกินน้ำเสร็จ แล้วก็สีซอ สีซอทุกคืน หลังจากเสร็จการงานในการขอทาน เขามีความสุข เยือกเย็น. เผอิญวันหนึ่ง ไปขอทานได้มากโดยบังเอิญ ได้มาก เป็นร้อยเป็นพัน เหลือกินเหลือใช้ วันนั้นสีซอไม่ได้ สีซอ ไม่ได้ เงียบ .. สีซอไม่ได้ คือเป็นห่วงว่าไม่รู้ว่าจะเก็บยังไง จะทำอย่างไรกับเงินจำนวนนี้ ไม่มีจิตใจที่จะสีซอ. รุ่งขึ้นแต่เช้า เศรษฐีก็ถามว่า "เมื่อคืนแกทำไมไม่ สีซอล่ะ ? ฉันได้ยินแกสีซอทุกคืน ๆ เมื่อคืนไม่ได้ยินแก สีซอ". มันก็บอกอันนี้แหละ บอกอย่างนี้แหละ "เมื่อวานนี้ เผอิญขอทานมาได้เกินธรรมดา .. ตั้งร้อยตั้งพัน เลยคิดเสียยุ่ง
น.144 ๑๓๘ ไปหมด สีซอไม่ได้" เศรษฐีก็เลยฉลาด เศรษฐีกลายเป็น คนฉลาดขึ้นมา เพราะคนขอทานมันบอกให้ อย่างนี้. นี่แหละ ผมจึงอยากจะพูดว่า แม้จะเป็นขอทาน มัน ก็มีจิตใจเยือกเย็นกว่าเศรษฐีก็เป็นได้ ถ้าเราเป็นคนยากจน ทางวัตถุทางโลก เราก็เป็นคนมั่งมีในทางธรรมะ หรือในทาง จิตใจได้ ขอให้จัดชีวิตให้เป็นไปในลักษณะเช่นนี้ คือให้เย็น มากขึ้น เย็นมากขึ้น เย็นมากขึ้น มีสมบัติแห่งความเย็นตาม ความหมายของคำว่า ‘นิพพาน’ มีชีวิตเยือกเย็น แล้วก็เป็น ประโยชน์. ถ้าพ่อบ้านเป็นคนเย็นและมีประโยชน์ ครอบครัว นั้นมันก็ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าพ่อบ้านเป็นอันธพาล มันก็ไม่มี ความเย็นในครอบครัวนั้น มันก็มีปัญหา แล้วมันจะล้มละลาย ด้วย ฉะนั้นผู้ที่เตรียมตัวจะไปเป็นพ่อบ้าน จึงควรศึกษาเรื่อง นี้ไว้ให้ดี ๆ รู้จักทำชีวิตให้เย็น ให้เย็น แล้วก็เป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์ ทำงานสนุก ทำงานสนุก เป็นสุขตลอดเวลา ที่ทำงาน แล้วเหงื่อมันก็ออกมาเป็น ‘น้ำมนต์’ ไม่ใช่น้ำร้อน ถ้ามีกิเลส เหงื่อออกมาเป็นน้ำร้อนทนไม่ได้ดอก ถ้ามีธรรมะ ทำงาน ทำงาน เหงื่อออกมาก็เป็นน้ำมนต์ คือเย็น เย็น.
น.145 ๑๓๙ ฉะนั้น ขอให้เรามีชีวิตอยู่ด้วยความรู้ คือถูกต้องใน เรื่องทำความเย็น มีชีวิตเย็น มีชีวิตเย็น ทำงานสนุกเป็นสุข ตลอดเวลา นี่เป็นพรอันประเสริฐ ไม่ต้องใครให้ดอก ทำ เอาเอง พรแท้จริงทำเอาเองอย่างนี้. หวังว่าคงจะมีความเข้าใจในเรื่องที่กล่าวมาแล้วนี้ พอ ที่จะสรุปเอาไปได้ว่า จะทำอย่างไร จะจัดการกับชีวิตนี้อย่างไร โดยหลักการใหญ่ๆ ดำเนินชีวิตนี้ให้มันก้าวหน้า ลาสิกขา กลับออกไป ขออย่าโง่เท่าเดิม ขอให้มีความรู้อะไรเพิ่มขึ้น ๆ อย่าโง่เท่าเดิม มันก็รอดได้ ก็มีความรอด. ขอยุติการบรรยาย ด้วยความสมควรแก่เวลาชั่วโมงครึ่ง ขอให้จดจำเอาหัวข้อ ๆ ให้เข้าใจให้ถูกต้อง .. ถูกต้อง แล้ว ปฏิบัติให้ตรงตามนั้น ก็จะได้รับผลจากพระพุทธศาสนาไม่เสียที ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา เป็นแน่นอน. ขอยุติการบรรยาย และขอปิดการประชุม
น.146 "อตัมมยตา" อาวุธเพชร เผด็จมาร แผ่นดินทอง ต้องสะอาด สว่าง สงบ บนแผ่นดิน ธรรมครบ ด้วยหน้าที่ แผ่นดินไทย มีจิตใจ อันเสรี เพราะเหตุมี ยอดธรรม "อตัมมยตา" อตัมมยตา คือมั่นคง ในหน้าที่ สามัคคี ไม่มีจิต ริษยา ทำงานสนุก เป็นสุข ทุกเวลา "อตัมมยตา" อาวุธเพชร เผด็จมาร. งานสนุก สุขไปพลาง อย่างสวรรค์ เหงื่อเป็นมัน คือน้ำมนต์ มหาศาล ทุกนาที ชีวิตเย็น เป็นนิพพาน เพราะการงาน นั้นคือการ ประพฤติธรรม ฯ บ ไ ๗. ป ใ ๘. ฯ ๙. ข 2 ๑๐. 1 ๑๑. ๑๒. 15 ๑๗. TIM ๑๘. ๑๙. ๒๐. ๒๒ ๒๓. “ อันดับ ๑. พ ๒. ก ๓. ก ๔. ท 6 ๕. ส. ๖. ๑๕. ๑๖. ๒๑ เพจ ๑๓. ali ๑๔.
น.147 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒๔. นิวรณ์ ๒ ๔๒. อตัมมยตา กับ สันติภาพ ๑ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ๒๕. วันครู ๑ ๔๓. พระรัตนตรัย ๓. การงานคืออะไร? ๑ ๒๖. แผ่นดินทองต้องสร้างด้วย ที่ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก ๒ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ แผ่นดินธรรม ๑ ๔๔. การพัฒนาชีวิตโดยพระ- ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๒๗ เมื่อพอใจในหน้าที่ ที่กำลัง ไตรลักษณ์จัดเป็นอตัมมโย ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษา กระทำ ก็มีสวรรค์อยู่ ณ ๔๕. ปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา ๑ ไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ที่นั้นเอง. เมื่อไม่รู้จักตัวเอง ๔๖. สหายธรรมของอตัมมยตา ๗. ปวารณา และธรรมะ ก็ไม่รู้ว่าตนควรจะมีหน้าที่ และ อตัมมยตากับปัญหา ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ อะไร ๑ ของมนุษย์ยุคปรมาณู ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๒๘. ความเป็นพระอรหันต์ ๑ ๔๗. พระพุทธเจ้าที่ท่านยังไม่ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุค ๒๙. ธรรมะคุ้มครองโลก ๑ รู้จักและอุดมคติของความ ปัจจุบัน ๑ ๓๐. คุกของชีวิต กับ เสน่ห์ เป็นแพทย์ ๒ ๑๐. การบวชคืออะไร ? ๑ ของคุก ๑ ๔๘. การเห็นพระพุทธเจ้า ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๓๑. กระแสแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่ พระองค์จริง และ ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ ต้องรู้จัก ๑ พระพุทธเจ้ามีอยู่ใน ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๓๒. สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักนั้น ทุกหนทุกแห่ง ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้อง คือความทุกข์ ๑ ๔๙. ชีวิตที่ไม่เสียชาติเกิด ๑ ศึกษาทั้งชนิดมีตัวตนและ ๓๓. การหมดความเห็นแก่ตัว ๕๐. หลักเกณฑ์ที่จะช่วยโลก ไม่มีตัวตน ๑ คือหมดทุกข์ ๑ ให้รอดอยู่ได้ ๑ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๓๔. ชีวิต คือขันธ์ทั้งห้า ๕๑. เลิกอายุแล้วมาอยู่กับ ๑๖. คุณพระไม่ตายและ มิใช่ตัวตน ๑ อตัมมยตา ๒ เกิดมาทำไม ? ๑ ๓๕. อต้มมยตากถา ๒ ๕๒. ความไม่เห็นแก่ตัว ๑๗. ความรักดี ๑ ๓๖. อต้มมยตาประยุกต์ ๒ และความสุขสามระดับ ๑ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ๓๗. อต้มมยตาใช้หย่าอะไร ๕๓. อารัมภกถาของการเลิกอายุ ๑ "พระเจ้า" ๑ ได้บ้าง ๒ ๕๔. พระรัตนตรัยนั่นแหละ ๑๙. ครูคือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๓๘. เด็กจะเป็นผู้สร้างโลก คือตัวพุทธศาสนา ๑ ๒๐. การทำวัตรตามแบบ ในอนาคต ๑ ๕๕. ชีวิตที่มีพื้นฐาน และสิ่ง โบราณ ๑ ๓๙. คู่มืออานาปานสติภาวนา ที่เป็นพื้นฐานของชีวิต ๑ ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรม อย่างสมบูรณ์แบบ ๒ ที่คนธรรมดาควรทราบ ๑ ๔๐. การใช้อานาปานสติให้เป็น ๒๒. โลกอื่น ๑ ประโยชน์ในบ้านเรือน ๒ ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์ และ ๔๑. บทช่วยจำสำหรับเรื่อง ความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑ อตัมมยตา ๑
น.148 ชีวิตที่มีพื้นฐานและสิ่งที่เป็นพื้นฐานของชีวิต. - หัวรุ่งเป็นเวลามีจิต สดชื่น แจ่มใส และเหมาะที่จะศึกษาเรื่องลึก ๆ. - ธรรมะเป็นพื้นฐานชีวิต, ชีวิตมีธรรมะจึงเป็นชีวิตที่มีพื้นฐาน : ปกติ สงบเย็นเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย. - "ใครใช้เงินไม่คุ้มค่ากับเวลา ยมบาลจะเขกกระบาลคนนั้น!" - ธรรมะสูงสุด เป็นหัวใจพุทธศาสนา คือ "ความไม่เห็นแก่ตัว” เป็นพื้นฐานชีวิตที่ดีที่สุด. - "ภูเขาใหญ่ ๒ ลูก กลายเป็นทองคำ ก็ไม่พอแก่ความต้องการของคนมีกิเลสเพียงคนเดียว !" - จัดการเศรษฐกิจให้ความสมบูรณ์ที่สุดอย่างไร ก็ไม่มีทางทำให้สันติสุขเกิดมีได้ ! - หันไปทางธรรมะอย่างเดียวเท่านั้น ที่จะ ‘บันดาล’ ให้สันติสุขมีได้ ‘ในพริบตา!' - ความเห็นแก่ตัว จะหมดไปทันที ถ้ามารู้ประจักษ์ชัดว่า ชีวิตประกอบอยู่ด้วย ธาตุ - อายตนะ - ขันธ์ - ปฏิจจสมุปบาท มีสติ - สัมปชัญญะ - สมาธิให้เพียงพอ. - " ธรรมะคือ ระบบปฏิบัติที่ถูกต้อง แก่ความรอดทั้งทางกายและทางจิตทุกขั้นตอนแห่งชีวิต ทั้งเพื่อ ตนเอง และผู้อื่น!" การควบคุมกระแสแห่งชีวิต. - ชีวิตเยือกเย็นแท้จริง ต้องดับทุกข์ได้สิ้นเชิงและเป็นประโยชน์ทั้งตนและคนอื่น. - กระแสชีวิตธรรมดาไม่ประเสริฐ รู้เพียงแค่โลก ๆ ทำมาหากิน หาประโยชน์ อำนาจวาสนา. - กระแสชีวิตที่เยือกเย็น นับว่าประเสริฐ ประณีต รู้ชัดปรมัตถธรรม : ธาตุ อายตนะ ขันธ์ ปฏิจจสมุปบาท และทุกข์ จนควบคุมมันได้. - รู้จักชีวิตที่เลิศ ประเสริฐ ต้องรู้จักสภาวะและลักษณะ ของชีวิต ๕ นัย. - ธาตุ ๖ ปรุงให้เป็นอายตนะ ขันธ์ ล้วน ๆ จะเป็นฐานที่ตั้งแห่งทุกข์หรือไม่ ขึ้นอยู่ที่มีอวิชชาหรือปัญญา เป็นแกนนำ - อายตนะ ขันธ์ ล้วนๆ (หรือไม่ล้วนๆ ก็ตาม) กลายหรือสลายไปเป็นทุกข์ของหนัก เพราะมีปฏิจจสมุปบาท ธรรมเป็น ‘สายใย’ (หรือเป็นตัวแปร) !! - ควบคุมชีวิตส่วนที่เป็นอายตนะและขันธ์ ด้วยการมีสติสัมปชัญญะคุมให้มันคงอยู่ตามสภาพ และลักษณะ เดิม ๆ ของมัน อย่าให้มันกลายหรือเป็นฐานที่ตั้งทุกข์ ด้วยอำนาจปฏิจจสมุปบาทขึ้นมาได้. - ควบคุมชีวิตส่วนที่เป็นปฏิจจสมุปบาท ด้วยการมีสติสัมปชัญญะ อย่าให้มันก่อรูปเป็นปฏิจจสมุปบาท แต่ละอาการขึ้นมาได้. - ควบคุมชีวิตส่วนที่เป็นความทุกข์ ด้วยการมีสติสัมปชัญญะ ไม่ให้อุปาทาน ชาติ หรือตัวกูของกู เกิดขึ้น มาได้เท่านั้น ! - ธรรมะ ๔ เกลอ (: สติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธิ) เป็นคู่มือชั้นดีเลิศทั้งทางโลกทางธรรม! - เพียงปฏิบัติอานาปานสติได้เท่านั้น จะได้ธรรมะ ๔ เกลอนั้นโดยอัตโนมัติ ! - เป็น “เสือ" "ราชสีห์” จัดการที่ต้นเหตุ (ถูก), เป็น "หมา" จัดการที่ปลายเหตุ (ผิด). เรื่องสุดท้ายของการประพฤติพรหมจรรย์ - การประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อให้หมดทุกข์และเพื่อเสวยผลของความไม่มีทุกข์. - ประพฤติพรหมจรรย์สำเร็จ วัดผลตรงมีชีวิตเย็นและเป็นประโยชน์ คือได้ทั้งประโยชน์ตนและคนอื่น. - ตัวตน - ของตน หรือตัวกู - ของกู มีขึ้นมาได้ เพราะโง่ปล่อยให้ปฏิจจสมุปบาทปรากฏตัวออกมาได้. - คนที่อายุยืน หรือไม่ค่อยเจ็บป่วย นั่นเพราะเขามีนิพพานชั่วคราวอยู่มากในชีวิตประจำวัน. - นิพพาน เป็นจุดหมายปลายทางของการประพฤติพรหมจรรย์.
Buddhadasa