น.9 บัดนี้ อาตมาภาพจะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา* เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา-ความเชื่อ และวิริยะ-ความพากเพียรของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท, ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ในทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จ- พระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย กว่าจะยุติลง ด้วยความสมควรแก่เวลา. "อาสาฬหบูชา เทศนาภัณฑ์ที่ ๑.
น.10 ๒ ธรรมเทศนาในวันนี้ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่า ปรารภ อาสาฬหบูชา, ท่านทั้งหลายได้พากันมาสู่สถานที่นี้ เพื่อแสวงหาบรรยากาศเป็นพิเศษ คือเป็นบรรยากาศในป่า คล้าย ๆ กับการแสดงปฐมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ; และเป็นการเสียสละบางอย่างบางประการ คือความลำบาก นั่นเอง เพื่อเป็นพุทธบูชา ; บางท่านก็อุตส่าห์มาจากที่ไกล ความลำบากมีเท่าไร ก็อุทิศเป็นส่วนปฏิบัติบูชาด้วยกันเท่านั้น. บัดนี้ เป็นโอกาสแห่งการแสดงธรรมเทศนาตามประ- เพณีนิยม เราจึงพากันอนุวัตตามนั้น คือจัดให้มีธรรมเทศนา, อาตมาก็จะได้แสดงธรรมเทศนาเนื่องด้วยอาสาฬหบูชา เท่าที่ จะทำได้ มีหัวข้อแสดงเรื่อง อริยสัจจ์สี่กับอตัมมยตา ๒ เรื่อง เพื่อเทียบเคียงกัน, ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจฟังให้ดี ให้สำเร็จประโยชน์. เรื่องแรก อริยสัจจ์สี่ ก็เป็นเรื่องที่ทรงแสดงใน พระธรรมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งทรงแสดงใน วันเพ็ญอาสาฬหปุณณมี คล้ายกับวันนี้: เรื่องนี้เป็นที่ เข้าใจกันดีอยู่แล้วว่า เป็นเรื่อง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
น.11 ๓ เพียง ๔ คำนี้ก็เป็นที่เข้าใจกันดีอยู่แล้ว. ส่วนเรื่อง อตัมมยตา นั้น สังเกตเห็นว่ามีคนหน้าใหม่เป็นอันมาก อาจจะไม่เคย ได้ยินได้ฟังคำนี้เลยก็ได้, จึงต้องขออธิบาย เพื่อให้เข้าใจ แล้วก็จะฟังถูกว่าเกี่ยวเนื่องกับเรื่องอริยสัจจ์นั้นอย่างไร. เรื่องอริยสัจจ์โดยหัวใจ ก็คือเป็นเรื่องที่พระพุทธองค์ ทรงแสดง, หมายความว่า ทรงแสดงแต่เรื่องอริยสัจจ์เท่านั้น แหละ ; ดังพระบาลีว่า ปุพฺเพ จาหํ ภิกฺขเว เอตรหิ จ ทุกฺขญฺเจว ปญฺญาเปมิ ทุกฺขสฺส จ นิโรธํ -ภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่นี้ก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี เราบัญญัติแสดงเรื่องความทุกข์กับ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น, นี่เป็นหัวใจของพระพุทธ- ศาสนา โดยพระพุทธองค์ทรงยืนยันว่า พระองค์ทรงแสดงแต่ เรื่องนี้เท่านั้น เรื่องทุกข์กับความดับทุกข์เท่านั้น, ถ้าจะย่น ให้น้อยลงไปอีก ก็ว่าความดับทุกข์เท่านั้นแหละ ; ฉะนั้น หัวใจมัน อยู่ตรงที่ว่าเป็นเรื่องดับทุกข์. ส่วน เรื่องอตัมมยตา เป็นตัวการดับทุกข์ หรือ ออกไปจากทุกข์ หรือ ป้องกันไม่ให้ ความทุกข์เกิดขึ้น. ท่านทั้งหลายจงเลือกเอา ให้ความทุกข์เกิดแล้วจึงดับ, หรือว่าป้องกันไม่ให้ความทุกข์เกิดขึ้นแล้วไม่ต้องดับ. อย่าง
น.12 ๔ ไหนจะสบายกว่า ? เรื่องอตัมมยตาเป็นเรื่องผลักดัน ออกมา เสียจากความทุกข์, ไม่ต้องไปรบรากันกับความทุกข์ ใน ลักษณะที่เรียกว่า เอาไม้สั้นไปรันขี้ ; เป็นคำพูดที่ไม่ควรจะ เอามาพูดบนธรรมาสน์ แต่ก็จำเป็นหรือจำใจที่จะต้องพูด. เมื่อเราจะไปต่อสู้กับความทุกข์ซึ่งหน้า นี่มันก็เหมือนกับเอา ไม้สั้นไปรันขี้ คือมันเลอะเทอะกันไปหมด, ถ้าอย่าให้ทุกข์ มันเกิด หรือว่าขับความทุกข์ให้มันไกลออกไปห่างออกไป ไม่มาเกี่ยวข้องกัน มันก็สบายกว่า. ช่วยจำไว้ให้ดีเป็นคำสำคัญที่สุด, เป็นเพชรเม็ดสุด ท้าย ที่มันตกค้างอยู่ในพระไตรปิฎก ที่ไม่ได้เอามาพูดกัน. หลายปีมาแล้วเราก็พูดถึงเรื่อง เพชรแต่ละเม็ด แต่ละเม็ดตาม ลำดับ เรื่อง อิทัปปัจจยตา บ้าง เรื่อง สุญญตา บ้าง เรื่อง อนัตตา บ้าง ตถาตา บ้าง แต่ละเรื่องละเรื่องเป็นเพชรเม็ด หนึ่ง ๆ ทั้งนั้น แต่ เพชรเม็ดสุดท้าย ก็คือสิ่งที่เรียกว่า อตัมมยตา; จะด้วยเหตุผลอย่างไรก็อย่าไปสนใจเลย ว่า ทำไมจึงไม่มีใครเอาออกมาจนกระทั่งบัดนี้. เราเอามาพูดกัน อาตมาเป็นผู้นำออกมาพูดกัน, ที่จริงก็ได้พูดเรื่องนี้เป็น คร่าว ๆ บ้างแล้วเมื่อปี ๒๕ คือพูดเรื่อง อตัมมโย; แต่เห็น
น.13 ๕ ว่ายังห่างไกลนักก็เลยพูดครั้งเดียว, เดี๋ยวนี้ก็เห็นว่าถึงเวลาแล้ว ที่จะพูดเรื่องอตัมมยตานี้กันให้ชัดเจนให้แจ่มแจ้ง. อตัมมยตา, ฟังดูมันก็แปลกหู, บางคนจะคิดว่าไม่ ใช่เรื่องในพระพุทธศาสนาเอาแมวมาย้อมขายเสียกระมัง. ขอ บอกว่าไม่ ไม่เป็นอย่างนั้น เป็นเรื่องพุทธศาสนา เป็นเรื่อง หัวใจของพุทธศาสนา, เป็นเรื่องที่จะทำให้บุคคลหลุดออกจาก โลกิยะ จากภพจากชาติเหล่านี้ไปสู่ความไม่มีภพไม่มีชาติ คือ เป็นโลกุตตระ มันทำให้ ทนอยู่กับสิ่งที่เป็นความทุกข์หรือเป็น ปัจจัยแห่งความทุกข์ไม่ได้. ถ้าจะมีการถามขึ้นมาว่า อะไรเป็นเครื่องบังคับผลักไส ให้พระสิทธัตถะทนอยู่ในราชสมบัติไม่ได้ ต้องออกไปบวช, อะไรผลักไสจนอยู่ไม่ได้ จนต้องออกไปบวช, ความรู้สึกอะไร ที่ผลักไสพระสิทธัตถะให้ทนอยู่ในวังไม่ได้ จนต้องออกไปบวช เป็นแน่นอน. ความรู้สึกอันนั้นแหละ คือความรู้สึกที่เรียกว่า อดัมมยตา, ถ้าเป็นความรู้ก็เรียกว่าญาณ หรือจะเป็นความ รู้สึกของจิต ก็เรียกว่าสภาวะของจิต. พระสิทธัตถะทนอยู่ไม่ ได้ในบ้านในเมืองต้องออกไปบวชนั้นเพราะเหตุอะไร? ก็ต้อง
น.14 ๖ เพราะเหตุว่า ท่านเห็นว่ามันเป็นรัง ๆ เป็นบ่อน เป็นรัง เป็น แก๊ง เป็นซ่องแห่งความทุกข์ ; ก็เลยเกิดความรู้สึกว่าอยู่กับ มันไม่ได้แล้ว, จะให้มันปรุงแต่งเราอย่างนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว จึงได้ตัดสินพระทัยออกไปบวช. ที่พูดว่าเห็น คนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย แล้ว ออกไปบวช, นั้นพูดสำหรับเด็ก ๆ พูดสำหรับเด็ก ๆ เดี๋ยวนี้ มันโต โตกันมากแล้ว, อย่าพูดแต่เพียงเรื่องของเด็ก ๆ เลย ว่า เห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย แล้วก็ไปบวช. มันก็ได้เหมือน กัน นั้นก็เป็นอุปกรณ์ ทำให้เห็นว่า มันไม่ ไหว ไม่ไหว, มัน ทนอยู่ไม่ได้ ในเรื่องของความที่ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ; แต่ความรู้สึกอันแท้จริงนั้นมันอยู่ตรงที่ว่า อยู่กับมันไม่ได้, จะ ให้มันปรุงแต่งอย่างนี้ไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้นจึงออกบวช อย่าง ที่ว่ามันมีความหมายมากว่า สลัดสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจอะไร มีเกียรติยศสูงสุดอะไรต่าง ๆ นานา ก็ต้องออกไปบวช. ขอแถมอีกสักนิดหนึ่งว่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ใหม่ ๆ, ยสกุลบุตร ลูกเศรษฐีในเมืองพาราณสีใกล้ ๆ กันนั้น ด้วยเหตุอะไรไม่รู้เขาเดินดุ่ม ๆ ออกจากเรือนกลางดึกเข้าไปใน
น.15 ๗ ป่า บ่นว่าวุ่นวายหนอ คับแคบหนอ, วุ่นวายหนอ คับแคบ หนอ, จนไปพบพระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสธรรมะให้กุลบุตร ผู้นี้บรรลุธรรม หรือกลายเป็นพระอรหันต์ไปในที่สุด. อะไร ที่ทำให้ยสกุลบุตรเหมือนกับบ้าบอ กลางดึกเข้าไปสู่ป่า เดิน บ่นว่า วุ่นวายหนอ คับแคบหนอ, ก็ความรู้สึกอย่างเดียวกัน กับที่ผลักไสพระสิทธัตถะให้ออกไปบวช. เป็นอันว่า มันมีความหมายตรงที่ว่า มองเห็นชัดลง ไปว่า นี่มันเป็น ความทุกข์ , เป็น ปัจจัยแห่งความทุกข์ , ล้วน แต่ ปรุงแต่งให้เกิดความทุกข์ , จึงเกิดความรู้สึกว่า ไม่เอา, ไม่ เอา ไม่ยอมให้มันปรุงแต่งเราอีกต่อไป. ถ้าพูดกันง่ายๆ ก็ ไม่เอากับมันแล้วโว้ย ไม่เอากับมันแล้วโว้ย, จะพูดให้มันดัง ชัดเต็มความรู้สึกว่า กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย. ความรู้สึก ว่ากูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย กูไม่อยู่กับมีงแล้วโว้ย, หรือจะพูด ให้สุภาพสักหน่อยว่า พอกันที พอกันที เลิกกันที พอกันที เลิกกันที ไอ้บ้า ๆ นี้พอกันที แล้วก็ออกไป, ความรู้สึกที่ทำ ให้เป็นอย่างนี้แหละ เรียกว่า อตัมมยตา. จะมาเกี่ยวข้อง กับท่านทั้งหลายบ้างก็ได้ว่า การที่ทำให้ออกมาหาศาสนา มาหา
น.16 ๘ ธรรมะ มาศึกษาพระธรรมนี้ ก็เพราะว่าเกลียดชังความทุกข์ ไม่อยากจะสมสู่อยู่กับความทุกข์. สรุปความเอาเองเถอะว่า อตัมมยตามีความหมาย อย่างไร, เอาตามตัวหนังสือบาลีมันก็ลำบากหน่อยว่า จะไม่ ยอมให้ถูกปรุงแต่งอีกต่อไป, จะไม่เกี่ยวข้องอาศัยให้สิ่งนี้ปรุง แต่งเราอีกต่อไป. เมื่อเห็นชัดว่ามันไม่ไหว ให้มันเข้ามาเกี่ยว ข้องปรุงแต่งนี้มันทนไม่ไหว, จะขอหย่าขาดจากกัน, ฉะนั้น ความรู้สึกที่ทำให้เกิดหย่าขาดจากกัน จากสิ่งที่เลวร้าย ทั้งปวง หรือสิ่งที่ทนไม่ได้ทั้งปวงนั่นแหละ เรียกว่า อตัมมยตา. ถ้าเรามือตัมมยตากันจริง ๆ แล้ว จะละได้หมด สิ่งใด ที่ควรละจะละได้ง่าย ๆ ละได้เพราะอำนาจของอตัมมยตา คือ ความรู้สึกที่เห็นชัดรุนแรงมากพอ ในความเลวทรามของมัน อยู่กับมันไม่ได้อีกต่อไป แล้วขอหย่าขาดจากกัน. เดี๋ยวนี้ มันหย่าขาดจากขวดเหล้าก็ไม่ได้, แถวนี้มัน หย่าขาดจากกระบอกน้ำหวานเมา น้ำตาลเมาก็ไม่ได้, มันหย่า ขาดจากบุหรี่ก็ยังไม่ได้ ; พระเณรนี้ตัวดี หย่าขาดจากบุหรี่
น.17 ๙ ก็ไม่ได้ จนต้องขอร้องว่าเลิกสูบกันที โดยเฉพาะในวันวิสาขะ มาฆะ อาสาฬหะ ก็ออกประกาศมาแล้ว. มันหย่าขาดจากการ พนันก็ไม่ได้, หย่าขาดจากการเที่ยวกลางคืน สถานที่เริงรมย์ ก็ไม่ได้, แม้ที่สุดจะหย่าขาดจากการขี้เกียจนอนตื่นสาย ก็ยัง ไม่ค่อยจะได้ เพราะมันไม่มือตัมมยตาเสียเลย. ถ้ามือตัมมยตา พอ มันจะหย่าขาดได้หมดแหละ : จะหย่าขาดจากบุหรี่ก็ดี ขวดเหล้าก็ดี การพนันก็ดี สิ่งเริงรมย์ทั้งหลายก็ดี แม้กระทั่ง เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยากจะเลิกแต่ก็เลิกไม่ได้, ก็จะเลิกได้ ขึ้นมา. ความรู้สึกที่มองเห็นความเลวร้ายของสิ่งนั้น จนรู้สึก เด็ดขาดลงไปจริง ๆ ว่ากูเอากับมึงไม่ได้อีกแล้ว, อยู่กันไม่ได้ อีกแล้ว จึงหย่าขาดจากกัน. ถ้าใช้คำพูดหยาบคายโสกโคกบน ธรรมาสน์บ้าง ก็ให้อภัยเถอะเพราะว่าเพื่อจะ ประหยัดเวลา ที่จริงก็ไม่ค่อยถูกธรรมเนียมนัก ที่เอาคำเหล่านี้มาพูดบน ธรรมาสน์, แต่เดี๋ยวนี้เพื่อจะประหยัดเวลาของท่านทั้งหลาย ปีหนึ่งจะพบกันสักครั้งหนึ่งก็ลำบาก จึงใช้คำพูดตรง ๆ ว่า กูเอากับมึงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว, หย่ากันเถิด หย่ากันที นี่คือ ความหมายของสิ่งที่เรียกว่า อตัมมยตา.
น.18 ๑๐ ถ้ามีปัญญาจะมองเห็นลึกซึ้งว่า วิวัฒนาการความ เจริญรุ่งเรืองขึ้นไปนั้น มันต้องหย่าขาดจากสิ่งที่มีอยู่ก่อน ที่ เลวกว่า ที่ต่ำกว่า ที่ธรรมดาสามัญนั้น หย่าขาดจากสิ่งนั้น แล้วก็เลื่อนสูงขึ้นไป, แล้วก็หย่าขาดจากสิ่งนั้น แล้วก็เลื่อน สูงขึ้นไป จนสูงสุด จนหลุดพ้นออกไปจากภพจากชาติ จากโลก นี่คืออตัมมยตา. จะใช้คำว่า ละ ก็ได้ จะใช้คำว่าเลิก ก็ได้ จะใช้คำว่าเลื่อน ก็ได้, มองเห็นความเลวร้ายของมัน ก็ละ มัน เป็นขณะ ๆ เป็นระยะนี้ไม่พอ เลิก เลิกมันเลย, ทีนี้พอ จะเลิก เลิกกันจริง ๆ ก็เลื่อนขึ้นไปเสียให้พ้นจากชั้นนั้น มันจึง จะเป็นการเลิกที่แท้จริง. ละก็ได้ เลิกก็ได้ เลื่อนก็ได้ จาก สิ่งต่ำทรามหรือธรรมดาสามัญ ที่ไม่ควรจะอยู่กับมัน เพราะ ต้องการจะวิวัฒนาการให้สูงขึ้นไป. พูดโดยภาษาธรรมะชั้นสูง ก็ว่าเลิกละจาก อัสสาทะ ของภพ ภพนี่ก็หมายถึง ความเป็นแห่งจิตใจ สำคัญมั่น หมาย : กามภพ-เป็นสัตว์ที่พอใจในกาม, รูปภพ - เป็น สัตว์ที่พอใจในรูปธรรมบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับกาม, อรูปภพ-พอ ใจในอรูปธรรมที่ละเอียดสูงสุด ; ละความพอใจในภพทั้ง
น.19 ๑๑ หลายเหล่านี้เสีย เรียกว่าละอัสสาทะ ละรสอร่อย หรือเสน่ห์ หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก ของภพทั้งหลาย. อตัมมยตาขั้นต้น ก็ละความพอใจในกามนั้นเสีย ด้วยอตัมมยตาขั้นนี้ มาสู่รูปภพ, ก็ละรูปภพด้วยอตัมมยตาที่ สูงขึ้นไป ละความพอใจในรูปภพเสีย มาอยู่ในอรูป ภพ, แล้วก็ ละอรูปภพเสียด้วยอตัมมยตาที่สูงขึ้นไป ละอรูปภพเสีย ก็ หมดภพ หมดภพ เลิกภพ ไม่มีภพ โดยประการทั้งปวง นั่น คือการบรรลุนิพพาน หรือการเป็นพระอรหันต์. จะมองไปที่ อุปาทาน ก็ได้ อุปาทานในกามภพ ละมันเสียได้ด้วยอตัมมยตาที่ทำให้พอใจในรูปภพ, ละพอใจใน รูปภพเสีย ไปพอใจในอรูปภพ, ละอุปาทานในอรูปภพเสีย ก็ไปพอใจ หรือไม่พอใจ คือ ดับ ดับความพอใจ ดับภพ ดับ อะไรเสีย ก็เป็นไม่มีภพ สิ้นภพ หมดภพ. ละ อะวะจะระ ทั้งหลายเสีย กามาวจระ กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร ละไป เสียตามลำดับ กามาวจร - จิตที่หมกจมอยู่ในกาม ในการท่อง เที่ยวไปในกาม, รูปาวจร - จิตที่พอใจท่องเที่ยวไปในรูป รูปธรรม, อรูปาวจร - พอใจท่องเที่ยวไปในอรูป; นี่มีอยู่
น.20 ๑๒ เป็นชั้น ๆ ละการท่องเที่ยวไปในภพ หรือว่าในธาตุเหล่านี้ คือ กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ แล้วก็ออกไปพ้น ภพเหล่านี้ ไปสู่นิโรธธาตุ ใครอยากจะจำโดยหลักคำว่าธาตุ ก็จำไว้สักสี่คำ คือ ว่า กามธาตุ ที่หลงใหลอยู่ตามปกติวิสัยของสามัญสัตว์, มัน ก็ได้ท่องเที่ยวไปในกามธาตุ เรียกว่า กามาวจร ; อะวะจะระ แปลว่า ท่องเที่ยวไป กามาวจรก็ท่องเที่ยวไปในกาม พอใจใน รสอร่อยของกาม ในอัสสาทะของกาม, มีสัตว์หลายชนิด กระทั่งชั้นเทวดาในสวรรค์ชั้นกามาวจร. สูงขึ้นไปเป็น รูปาวจร ก็เป็นพวกรูปพรหม พอใจในรูปในภพที่เป็นรูปมีรูปธรรม สูงขึ้นไปก็เป็น อรูปาวจร อรูปพรหม. ที่เขาพูดเขากล่าวกัน เขาว่า เป็นภพ เป็นโลก อยู่ที่ไหนก็ตามใจเขา แต่เราอยากจะ เอากันที่นี่ ว่าถ้าพอใจในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับกาม มันเป็นรูป ล้วน ๆ ก็เรียกว่าพอใจในรูปาวจร, ถ้าพอใจในสิ่งไม่มีรูปเป็น เพียงนาม ก็เรียกว่า อรูปาวจร ; แล้วมันก็ละยาก ละยาก ละได้แสนยาก. ขออภัยยกตัวอย่างกามาวจรสักเรื่องหนึ่ง ว่าละยาก อย่างไร. กามาวจร สัตว์พอใจในอัสสาทะของกาม หรือกาม
น.21 ๑๓ ธาตุ หรือกามภพอย่างที่เห็น ๆ เป็น ๆ กันอยู่นี่ มีปกติพอใจ ในเรื่องทางเพศ. พอเติบโตขึ้นมาอายุพอสมควรความรู้สึก เกิดขึ้นเพราะอวัยวะทางเพศทำหน้าที่ได้แล้ว ก็ประกอบกรรม ชนิดนั้น แล้วก็พอใจ พอใจ พอใจ อย่างถอนไม่ออก ถอน ไม่ออก ทั้งที่ว่ามันน่าเกลียด ; พูดอย่างนี้ก็คงจะฟังถูกแล้ว ว่ากิจกรรมทางเพศระหว่างเพศมันน่าเกลียด อวดเขาไม่ได้ ต้องปกปิด. เรื่องในบาลีมีว่า การที่มนุษย์ต้องรู้จักทำเรือน อยู่ทีแรก ก็เพราะเพื่อว่าจะปกปิดสิ่งนี้ มนุษย์จึงรู้จักทำเรือน ขึ้นมา. นี่มันน่าเกลียด เรื่องทางกามทางเพศนี่, แล้วมัน ก็สกปรก ใคร ๆ ก็ฟังออกว่ามันสกปรก, แล้วมันก็เป็นเรื่อง ที่สัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็น สัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็นเรื่องทางเพศ สัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็นแม้จะไม่เก่งเท่าคน แต่มันก็ทำเป็น เป็นเรื่องที่สัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็น มันทำน้อยกว่า ทำเป็น ฤดูกาล แต่คนทำไม่มีฤดูกาล นี่เรียกว่าสัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็น, แล้วมันก็เป็นเรื่องที่กินแรงมาก เหน็ดเหนื่อยกินแรงมาก ใช้ กำลังแรงมาก, แล้วมันก็เพื่อบ้าวูบเดียว ช่วยจำไว้ว่าบ้าวูบ เดียว ; เคยพูดเรื่องนี้แล้วคนเอาไปลงพิมพ์ผิดเป็นบ้าลูกเดียว
น.22 ๑๔ เราไม่เคยพูดว่าบ้าลูกเดียว พูดว่าบ้าวูบเดียว ทำกันเกือบเป็น เกือบตาย ผลก็คือบ้าวูบเดียวเท่านั้น. นี่น่าเกลียด สกปรก สัตว์ก็ทำเป็น กินแรงมาก แล้ว ก็บ้าวูบเดียว แล้วทำไมไม่ละ ทำไมละไม่ได้ ? มันไม่มีความ รู้สึกลึกซึ้งจนมองเห็นว่า อันนี้มันเป็นสิ่งที่ เลวร้าย เท่าไร, มัน ผูกพัน เท่าไร, มัน เผาลน เท่าไร, มัน ครอบงำ เท่าไร คนโง่เหล่านั้นไม่มีอตัมมยตา, ช่วยจำไว้เถิด ว่า เพราะไม่มี อดัมมยตา ฉะนั้น จึงละไม่ได้, แม้มันจะเลวร้ายถึงขนาดนี้ มันก็ละไม่ได้. ถ้ามื อตัมมยตา มันก็ละได้ เพราะมันเห็น เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อิทัปปัจจยตา สุญญตา ตถาตา - เช่นนั้นเอง จนสุนัขก็ทำเป็น มันก็ละได้. นื่อตัมมยตาขั้น ต้น ใช้ในการที่จะละออกไปจากกามธาตุ ไปสู่รูปธาตุ ซึ่งไม่ เกี่ยวกับกามเลย บริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับกามเลย ไม่เกี่ยวกับ เรื่องเพศเลย. เอาละ ไปสู่เรื่องไม่เกี่ยวกับเพศ เป็นเรื่องบริสุทธิ์ ก็จะขอยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า คนที่เล่นนกเขา เล่นโกศล เล่น บอน เล่นหน้าวัวนี้, บางทีมันก็บ้ามาก ๆ เหมือนกัน ไม่เป็น
น.23 ๑๕ อันกินอันนอน, สนใจอยู่แต่สิ่งเหล่านั้น นี่ก็เรียกว่าไม่มี อตัมมยตา ในการที่จะเข้าใจ แล้วก็จะละรูปธรรมเหล่านั้นเสีย แล้วก็ไปบ้าต่อไป ถึงขั้นที่ว่าอำนาจวาสนาบารมี ซึ่งไม่เป็น รูปธรรม เป็นนามธรรม เป็นอำนาจวาสนาบารมี, มันก็บ้า กันสุดเหวี่ยง เพราะไม่มีอตัมมยตา. ถ้ามือตัมมยตา คือความ รู้สึกตามเป็นจริงของสิ่งเหล่านั้น แล้วมันก็ละได้ ละได้, ละกาม ได้ แล้ว ละรูป ต่อไป แล้วก็ ละอรูป ต่อไป มันก็หมด หมดภพ หมดชาติด้วยอตัมมยตาอันสุดท้าย อตัมมยตาอันสุดท้าย. ถ้าใครจะถามว่า ทำไมพระโพธิสัตว์สิทธัตถะไปเรียน ความรู้ของอาจารย์คนสุดท้าย, อุทกดาบสรามบุตร อาจารย์คน สุดท้ายสอนให้จนหมด หมดภูมิ แล้วบอกว่านี่หมดเท่านี้ ; พระสิทธัตถะ โพธิสัตว์ก็ไม่พอใจ ไม่เอาด้วย เท่านี้ ไม่พอ, ขอลา ขอลาอาจารย์ แล้วก็ทิ้งอาจารย์คนสุดท้ายไปเสีย ไปค้น หาของพระองค์เอง. ข้อนี้ก็เป็นเพราะว่าอาจารย์คนสุดท้ายไม่มีความรู้เรื่อง อตัมมยตา ที่จะละอรูปภพอันสุดท้าย คือเนวสัญญานา- สัญญายตนะ คือเป็นพรหมชั้นสูงสุด, ก็เลยต้องหย่าขาดจาก
น.24 ๑๖ อาจารย์คนสุดท้าย ออกไปค้นหาของพระองค์เอง เพราะไม่ สอนเรื่องอตัมมยตา ให้เป็นที่พอใจ. คือ อุทกดาบสรามบุตร ไม่รู้เรื่อง อตัมมยตาขั้นสูงสุด ที่จะละความพอใจในแนวสัญญา- นาสัญญายตนะเสียได้. พระสิทธัตถะโพธิสัตว์ก็ต้องละจาก อาจารย์คนสุดท้าย ไปศึกษาของพระองค์เอง จนพบเรื่องละ กิเลส ละอุปาทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือละอัสมิมานะ ละ อัตตาว่าตัวกู ว่าของกูเสียได้ ก็เป็นพระอรหันต์สูงสุด ละกาม ได้ ละรูปได้ ละอรูปได้ จนเหนือภพ เหนือสังขารโดย ประการทั้งปวง เพราะอตัมมยตาอันสุดท้าย. นี่เราจะต้องละสิ่งที่ควรละมาตามลำดับ ด้วยอตัมมยตา ซึ่งเป็นคู่ ๆ กัน, อตัมมยตาจะละขวดเหล้า อตัมมยตาจะละ บุหรี่ ละการเล่น ละความพอใจในอะไรต่างๆ ซึ่งเป็นข้าศึก ของการพัฒนา. จะบอกให้รู้ว่ามันเกี่ยวเนื่องมาถึงโลก ๆ เรื่อง โลก ๆ แท้ ๆ เช่นว่าพัฒนาแผ่นดินธรรมพัฒนาแผ่นดินทอง ; มันทำไปไม่ได้ เพราะว่าคนเหล่านั้นไม่มีความรู้เรื่องอตัมมยตา ที่จะละอบายมุข ยังบูชาอบายมุขอยู่ แล้วจะพัฒนาแผ่นดิน ธรรม แผ่นดินทองได้อย่างไรกัน. นี่ขอให้เห็นว่า เรื่อง
น.25 ๑๗ อตัมมยตานี้มันจำเป็น จำเป็นลงมาถึงหมู่คนทุกชั้น ที่จะต้อง ละเพื่อจะพัฒนาขึ้นไปตามลำดับ. เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลาย แม้จะเป็นคนหน้าใหม่พึ่งฟัง ครั้งแรก ก็คงพอจะฟังเข้าใจได้แล้วว่า อตัมมยตานั้นคืออะไร ? คือความรู้สึกที่ทำให้ทน อยู่ไม่ได้ กับสิ่งที่เคยทนกันมาแล้ว เคยอยู่กันมาแล้ว เป็นความทุกข์ทั้งนั้น, เป็นความรู้สึกที่ ทำ ให้หย่าขาด จากสิ่งที่ไม่ควรจะอยู่ด้วยกัน. ละ นันทิราคะ นั่นแหละ สำคัญที่สุด. เช่นเราจะละของสวยของงามก็ไม่ใช่ ว่าต้องละตัวสิ่งของ แต่ละนันทิราคะ คือ ความกำหนัดด้วย พอใจในสิ่งนั้น. ไม่ต้องเอาสิ่งนั้นไปทุบต่อยที่ไหน ; เอา สิ่งนั้นไปทุบต่อยที่ไหนก็ไปซื้อหามาอีกแหละ ไม่สิ้นสุด, แต่ ถ้าละนันทิราคะในสิ่งนั้นเสีย ก็จะละได้เด็ดขาด. นันทิราคะ ในสิ่งใด มันทำให้ติดอยู่กับสิ่งนั้น ซึ่งจะถอนออกมาจากสิ่ง นั้นเสียได้ ก็แต่โดยอตัมมยตา. ขอให้มองเห็นให้ชัดเจนว่า มันมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ว่าชีวิตของเรา จะต้องมีความรู้เรื่อง อตัมมยตา ต้องใช้ อตัมมยตา หรือต้องมือตัมมยตา มันจึงจะพัฒนาไปตาม
น.26 ๑๘ ลำดับ. ความข้อนี้ได้อธิบายไว้ละเอียดอย่างยิ่งแล้ว ในการ บรรยายครั้งก่อน ๆ ก่อนหน้านี้ก็เคยบรรยายมาแล้วในเรื่อง ชนิดนั้น. สิ่งที่มันทำให้อยู่กันไม่ได้กับสิ่งที่เป็นอันตราย เรียก ว่าอตัมมยตา แต่คนมันโง่ มันถอนออกมาไม่ได้ มันก็ยังอยู่ กับสิ่งที่เป็นอันตรายอยู่อย่างนั้นเอง, หลงใหลในกาม มันก็ ชวนให้กามนั้นแหละกัดเอา เผาเอา ผูกพันเอา, หลงใหลในรูป ก็รูปนั่นแหละมันผูกพันให้หลงใหลอยู่ในรูป แม้ชั้นอรูปไป หลงใหลกับมัน ก็มีตัวกูของกูยกหูชูหางอย่างดียิ่ง เป็นผู้ดีกว่า ใคร เก่งกว่าใครอยู่ที่นั่นแหละ. เรามามองเห็น หลับตาเห็น ว่า วิวัฒนาการตั้งแต่แรก เริ่มเดิมที มันเลื่อนขึ้นไป มันเลื่อนขึ้นไป, มัน ละจากขั้นเก่า แล้วเลื่อนขึ้นชั้นใหม่ ละจากชั้นเก่าแล้วเลื่อนขึ้นชั้นใหม่เรื่อย ไป ๆ นี้ ด้วยอำนาจอตัมมยตา ; เหมือนกับเราเรียนหนังสือ ในโรงเรียน เลื่อนขึ้นไปทีละชั้น ละชั้น จะต้องมีความรู้ ถูกต้องเพียงพอชัดเจน ในส่วนที่มันเหนือขึ้นไป. นี่คือ อตัมมยตา, ภาษาบาลีจะเรียกว่าภาษาแขกก็ได้ คือ ภาษา อินเดียภาษาโบราณ เรียกว่า อตัมมยตา.
น.27 ๑๙ ที่ไม่มีใครเอามาสอน มาพูดให้ฟังกัน ก็คงจะเพราะ ไม่รู้ ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร, เดี๋ยวนี้เราควรจะรู้แล้ว เพราะว่าพุทธ ศาสนาเจริญในบ้านเราเมืองเราในพวกเรานั้นมันนานแล้ว แม้ จะเป็นเรื่องสุดท้าย สุดท้ายก็ยิ่งดี. อาตมาจึงขอเรียกความรู้ ข้อนี้ธรรมะข้อนี้ว่า เพชรเม็ดสุดท้าย ที่หลงค้างอยู่ในพระ- ไตรปิฎกเอาออกมา, และขอยืนยันว่า มันไม่มีเรื่องอะไรสูงไป กว่าเรื่องนี้แล้ว จึงเรียกว่าเพชรเม็ดสุดท้าย เพราะว่า เพชร เม็ดนี้ช่วยให้ขึ้นจากโลก พ้นจากโลกไปสู่โลกุตระ อตัมมยตา มาเมื่อไรก็ละภพทั้งปวง พ้นภพแล้วก็ไปสู่ความไม่มีภพ ไม่มี สังขาร ก็เลยเป็นสิ่งสุดท้าย. เราจะมาสรุปกันง่าย ๆ ก็ได้ ว่าเห็น อนิจจตา-ไม่ เที่ยง, แล้วก็เห็น ทุกขตา-เป็นทุกข์, เพราะต้องอยู่กับสิ่งที่ ไม่เที่ยง, แล้วก็เห็น อนัตตตา ไม่มีตัวตนที่จะต่อสู้ภาวะอันนี้ ได้ คือเป็นทุกข์ เพราะต้องทนอยู่กับสิ่งไม่เที่ยง ไม่มีอะไรต่อ สู้ได้ เรียกว่าอนัตตา. ทีนี้ก็เห็นว่า โอ้ มันเป็นตามธรรมดา เช่นนี้ อยู่กันตามธรรมดาเช่นนี้ เรียกว่า ธัมมฐิตตา, ต้อง เป็นตามธรรมชาติอย่างนี้ เพราะมันมีกฎของธรรมชาติบังคับ อยู่อย่างเฉียบขาด นี้เรียกว่า ธัมมนิยามตา, ความเป็นไปตาม
น.28 ๒๐ กฎของธรรมชาติ, ความเป็นไปอย่างนี้ก็คือ เป็นไปตาม อิทัปปัจจยตา หรือเหตุปัจจัย. ที่นี้ก็เห็นว่า อ้าว ทั้งหมดนี้ ไม่มีตัวตน, ไม่มีอะไรที่เป็นความหมายแห่งตัวตน ว่างจาก ตัวตน โดยประการทั้งปวง เรียกว่าเห็น สุญญตา เห็น สุญญตา, เห็นสุญญตา แล้วก็ โอ้ มันอย่างนี้เอง เช่นนี้เอง เช่นนี้เอง อย่างนี้เอง นี่เรียกว่าเห็น ตถาตา ทีนี้ก็เห็น อตัมมยตา. รับรองว่าใครมี ๙ ตา ๙ ตา อย่างนี้ละก็รอด รอดถึง ที่สุดด้วย, มีตา ๙ ดวง แต่ไม่ใช่ดวงตา แต่เผอิญเสียงมัน พ้องกันด้วย : ตา ตา ตา ตา. ขอให้มี ๙ ตาเถอะ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา นี่ชุดหนึ่ง, แล้วก็ ธัมมฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา นี้ชุดหนึ่ง, แล้วก็ สุญญตา ตถาตา อตัมมยตา อีกชุดหนึ่ง ชุดละ ๓ ๓ ชุดเป็น ๙. นี่แม่แก้วตาทั้งหลาย ๙ ตัว ใครมีแล้วเอาตัวรอดได้, ขอให้สนใจเถอะ. ถ้ายังไม่เข้าใจเดี๋ยวนี้ ก็เอาไปศึกษา รับรองว่าไม่ต้อง ไปยุ่งยากที่ไหนนัก ไม่ต้องลำบากสำนักวิปัสสนานั่นนี่ที่ไหน นัก, ศึกษาให้มองเห็น อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ธัมมฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา สุญญตา ตถาตา, แล้วก็อตัมมยตา
น.29 ๒๑ จบกัน นี่เป็นเพชรเม็ดสุดท้ายอย่างนี้. เอาละ พอแล้วสำหรับ เรื่องอตัมมยตา. เอ้า, ทีนี้ก็มาถึงหัวข้อที่ตั้งไว้ที่จะบรรยายว่า อริย- สัจจ์สี่กับอตัมมยตา, อริยสัจจ์สี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค, ถ้ายังไม่รู้เรื่องสี่อย่างนี้ ก็เรียกว่าไม่ไหวแล้วกลับบ้าน เถอะ ; มันเป็นหญ้าปากคอกเต็มที ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อริยสัจจ์สี่เคยฟังมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว. เรื่องอตัมมยตา แปลก ใหม่อย่างนี้ ขออภัยที่ว่าจะต้องพูดกันมากหน่อย, ครั้นรู้เรื่อง อตัมมยตาดีพอแล้ว ก็มาเปรียบเทียบกันให้เห็นว่ามันเกี่ยวข้อง กันอย่างไร หรือในบางกรณีมันก็เป็นสิ่งเดียวกัน. เรื่อง ทุกข์ ทุกขสัจจ์ ความทุกข์, ทุกขสัจจ์นั้น คือ สิ่งที่ทำให้ต้องแสวงหาอตัมมยตา หรือให้มี การใช้ อตัมมยตา, เพราะเป็นทุกข์จึงทำให้ต้องแสวงหาอตัมมยตา และใช้อตัมมยตาเพื่อดับทุกข์. ทีนี้ สมุทยสัจจ์ ก็คือ สิ่งที่จะต้องใช้อตัมมยตา เข้าไปจัดการ เหตุให้เกิดทุกข์ กิเลส ตัณหา คือสิ่งที่ต้อง
น.30 ๒๒ ใช้อตัมมยตาเข้าไปจัดการ ไปทำลายมันเสีย ทำลายเหตุแห่ง ทุกข์เสีย. ทีนี้ นิโรธสัจจ์ นิโรธสัจจ์ดับทุกข์ได้ ก็คือการที่ อตัมมยตามันได้ทำหน้าที่ของมันสำเร็จแล้ว, มันดับทุกข์ได้ หรือจะเรียกว่า เป็นผลแห่งการมี การใช้อตัมมยตา ก็ได้. ทีนี้ก็มาถึง มรรคสัจจ์ มรรคสัจจ์ก็คือ วิธีที่จะทำ ให้เกิดมือตัมมยตา, มรรคสัจจ์มีองค์แปด คือแปดข้อ แต่ ละข้อ ๆ ล้วนแต่เป็นวิธี เป็นเครื่องช่วย เป็นฐานที่ตั้ง ให้ เกิดอตัมมยตา. คุณก็ดูเอาเองซิ ว่าอริยสัจจ์กับอตัมมยตามันเกี่ยว ข้องกันสักเท่าไร. ทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า ทุกขสัจจ์ มันเป็นสิ่งที่บีบคั้น เผาลน, เราทนอยู่ไม่ได้ต้องแสวงหาอตัมมยตามาฆ่ามันเสีย, มันบีบบังคับ ทุกขสัจจ์มันบีบบังคับให้เราทนอยู่ไม่ได้ ต้อง หาความดับทุกข์ ก็คือหาเครื่องมือที่จะดับทุกข์ได้ ก็คือ อตัมมยตา คือไม่เอากับมัน ไม่เอากับสิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ หย่าขาดจากสิ่งที่ให้เกิดทุกข์ โดยไม่ต้องรอช้า, นี่ทุกขสัจจ์ เกี่ยวกับอตัมมยตาอย่างนี้.
น.31 ๒๓ แล้วก็ สมุทยสัจจ์ ได้แก่ตัณหาทั้งหลาย หรืออวิชชา อะไรก็ตาม ที่เป็นกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, ก็คือสิ่งที่เราจะ ต้องหาอะไรมาจัดการกับมันเสีย มันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์, ก็คือ สิ่งที่ทำให้เราต้องไปหาอตัมมยตา มาจัดการกับมันเสีย. จัด การที่เหตุให้เกิดทุกข์ ดีกว่าไปจัดการกับตัวทุกข์โดยตรง, ไป จัดการกับตัวทุกข์โดยตรง มันเหมือนกับเอาไม้สั้นไปรันขี้ ไม่ ต้องอธิบาย, ถ้าเราจัดการกับตัวเหตุที่ให้เกิดทุกข์ มันไม่ต้อง เลอะเทอะอย่างนั้น มันก็จัดการได้เรียบร้อย ; ฉะนั้นจัดการ ที่เหตุให้เกิดทุกข์ ดีกว่าที่จะไปจัดการกับตัวทุกข์โดยตรง. ดังนั้นจึงต้องมือตัมมยตา ในการที่กำจัดสมุทัยแห่งความทุกข์ คือกิเลสตัณหา. ทีนี้ก็มาถึง นิโรธสัจจ์ ที่ว่าดับทุกข์ได้สิ้นเชิงแล้วนี้ ก็เพราะมีอตัมมยตาแล้วใช้อตัมมยตาสำเร็จแล้ว อตัมมยตาได้ ทำหน้าที่ของมันครบถ้วนแล้ว เป็นผลแห่งการใช้อตัมมยตาได้ สำเร็จ, ดับความทุกข์ได้สิ้นเชิง อย่างนี้ก็เรียกว่านิโรธสัจจ์. ขอให้ท่านทั้งหลายมองเห็น นิโรธ, นิโรธะ ความดับ ดับ หรือ ละ หรือ เลิก หรือ เลื่อน, แล้วแต่จะใช้คำไหน ละ หรือดับ ดับอัสสาทะในกามในอกุศล, ละกามละอกุศลเสียด้วย
น.32 ๒๔ รูปธาตุหรือนานัตตอุเบกขา ที่เกิดมาแต่รูปฌานที่มีอารมณ์ ต่าง ๆ แล้วก็ละอัสสาทะของรูปธาตุหรือรูปฌานรูปภพเหล่านี้ เสีย ด้วยอรูปธาตุ ด้วยอตัมมยตาที่สูงขึ้นไป โดยเอกัตตอุเบกขา ซึ่งมีมาจากอรูปฌาน ซึ่งมีภาวะเพียงอย่างเดียว, แล้วก็ละ อรูปธาตุ หรืออรูปฌานอรูปภพเหล่านั้นเสีย ด้วยอตัมมยตา. มันเป็นของละยากอย่างยิ่ง, มันเป็นสิ่งที่สูงสุด ในบรรดาสิ่ง ที่มนุษย์จะยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ในภพ ในชาติ ในตัวใน ตน ; มันมีขึ้นไปได้จนถึงชั้นอรูป จนกระทั่งเนวสัญญานา- สัญญายตนะ ก็ละหรือดับเสียได้ด้วยอตัมมยตา, จึงเห็นได้ว่า มีนิโรธ นิโรธ ๆๆ เป็นขั้น ๆ ไป : ดับกามเสียด้วยรูป, ดับ รูปเสียด้วยอรูป ดับอรูปด้วยอตัมมยตา, ก็เป็นอันว่านิโรธ. นิโรธ นั่นแหละ คือตัวอตัมมยตา, ตัวอตัมมยตาคือตัวนิโรธ เพราะมันดับ ออกมา หลุดพ้นออกไปจากสิ่งที่ไม่ควรจะมี. เอ้า, ทีนี้ก็เหลืออริยสัจจ์ข้อที่ ๔ ข้อสุดท้าย คือ มรรคสัจจ์ประกอบไปด้วยองค์แปด ประการ. องค์แรก สัมมาทิฏฐิ, สัมมาทิฏฐิ - ความเห็นชอบ จะเรียกว่าปัญญาก็ได้ปัญญาเห็นชอบ ทิฏฐิเห็นชอบ มีความ
น.33 ๒๕ รู้ชอบ เห็นชอบถูกต้อง นั้นมันเป็น บ่อเกิดของอตัมมยตา อตัมมยตา อตัมมยตามาจากสัมมาทิฏฐิ, สัมมาทิฏฐิช่วยให้ เห็นอดัมมยตา ช่วยให้รู้จักอตัมมยตา ช่วยให้เลือกสรรจัดหา อตัมมยตา. ทีนี้ สัมมาสังกัปปะ - ปรารถนาชอบ ดำริชอบ ก็ ใคร่ที่จะมือตัมมยตา มาดับความทุกข์เสีย, ความใคร่ที่จะมี อตัมมยตามาดับความทุกข์เสีย นี่แหละคือสัมมาสังกัปปะ คือ อยากจะหย่าขาดจากมันเสีย สัมมาสังกัปปะ, จะหย่าขาดจาก ความทุกข์ เหมือนกับรู้ว่าเมียมีชู้หรือผัวมีชู้ ก็อยากจะหย่า ขาดจากมันเสียอย่างนั้นแหละ นี่สัมมาสังกัปปะ, คือสัมมา- สังกัปปะ มันใคร่ มันอยาก มันประสงค์ ที่จะดับความทุกข์ หรือปัญหาเหล่านั้นเสีย. ทีนี้ก็มาถึง สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมา- อาชีวะ ผนวกเข้าด้วยกันคือการประพฤติกระทำ ที่ถูกต้อง ในทางกาย ทางวาจา หรือตัวชีวิตภายนอก. อันนี้เป็นราก ฐานของชีวิต ที่อาจจะมือตัมมยตา, ชีวิตที่สมบูรณ์ด้วยความ ถูกต้องทางกาย ทางวาจา อัตตภาพที่มีความถูกต้องทางกายทาง
น.34 ๒๖ วาจา มีความเป็นชีวิตที่เหมาะสม ที่จะ รองรับ หรือให้เกิด อตัมมยตา. ทีนี้ก็มาถึงหมวดสุดท้าย สัมมาวายามะ - ความพาก เพียรชอบ คือ พากเพียรที่จะให้เกิดอตัมมยตา แล้วเลื่อน ขึ้นไป เลื่อนขึ้นไป เลื่อนขึ้นไป จนมีอตัมมยตาสมบูรณ์ที่สุด สำเร็จได้ด้วยสัมมาวายามะ. ต่อไป สัมมาสติ มีความระลึกถูกต้อง ถูกต้องโดย แท้จริง ถูกต้องนี้จะทำให้เกิดมีอตัมมยตา ; ถ้าระลึกไม่ถูก ต้อง กำหนดไว้ในใจไม่ถูกต้อง มันก็ไม่เกิดความรู้สึกถึงที่สุด ที่จะอยากหย่าขาดจากสิ่งเหล่านี้. ดังนั้น สัมมาสติจึงเป็น การ ระลึกที่ทำให้เกิดมีอตัมมยตา เรื่อย ๆ ไปจนกว่าจะสมบูรณ์. ทีนี้ ก็มาถึงข้อสุดท้าย สัมมาสมาธิ ก็คือ การมี อตัมมยตาเป็นขั้นๆไป จนถึงขั้นสุดท้าย คือเอกัตตอุเบกขา. มีสัมมาสมาธิทีแรกก็ละกามและอกุศล, รูปฌานที่หนึ่งละกาม ละอกุศล มามีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา, แล้วละไปตาม ลำดับ ตามลำดับ จนถึงจตุตถฌาน ก็มี นานัตตอุเบกขา เกิดขึ้น, ละกามธาตุกามภพได้เด็ดขาด โดยอำนาจสมาธิที่เป็นนานัตต-
น.35 ๒๗ อุเบกขาของรูปฌาน. ครั้นแล้วก็เลื่อนขึ้นไปสู่อรูปฌาน มัน ก็มี เอกัตตอุเบกขา คืออุเบกขาที่คมเฉียบยิ่งขึ้นไปกว่านั้น เพราะมันรวมเป็นหนึ่งเดียว, เอกัตตอุเบกขานี้ก็ละรูปฌานเสีย ได้ ละนานัตตอุเบกขาเสียได้ ก็เหลืออยู่แต่เอกัตตอุเบกขา. ก็มี อตัมมยตา เกิดขึ้นเป็นอันสุดท้าย ละเอกัตตอุเบกขาเสีย ก็เป็นโลกุตตระ คือเป็น มรรค ผล นิพพาน. เราจะดูว่า อตัมมยตาเป็นอันสุดท้ายของธัมมฐิติ- ญาณ คือญาณฝ่ายที่จะให้เกิดโลกุตตระก็ได้, หรือจะเป็น ตัว จุดเปลี่ยน ขณะที่เปลี่ยนจากโลกียะไปสู่โลกุตตระก็ได้, หรือ ว่าเป็น จุดเริ่มต้น เป็นจุดตั้งต้นของฝ่ายนิพพานญาณ หรือ ฝ่ายโลกุตตระก็ได้. มันมีใจความมากกว้างขวางอย่างนี้ มัน ทำให้อยากจะเปลี่ยน แล้วมันก็เปลี่ยน แล้วมันเริ่มสู่อันใหม่, ทั้ง ๓ ขั้นตอนนี้เรียกได้ว่าอตัมมยตาทั้งนั้นแหละ ; ดังนั้น จึงมีการละจากภพ จากสังขารเหล่านี้ แล้วก็ข้ามไปสู่ฝ่ายโน้น คือฝ่ายที่ไม่มี. ญาณทั้งหลายมีชื่อเป็นอันมาก ที่อยู่ในฝ่ายธัมมฐิติ- ญาณ – เห็นความจริงของสังขารทั้งหลาย มันสูงสุดอยู่ที่เพชร
น.36 ๒๘ เม็ดสุดท้าย คืออตัมมยตา, แล้วมันก็เกิดการเปลี่ยน เปลี่ยน แล้วก็เป็นฝ่ายนิพพานญาณ ซึ่งจะต้องถือเอาวิราคะเป็นจุด ตั้งต้น จะเอานิพพิทารวมเข้าไว้ก็ได้. เมื่อเห็นสิ่งนั้นทั้งปวง แล้วมันก็นิพพิทา เอียงไปฝ่ายโลกุตตระ เกิดฝ่ายนิพพานญาณ. ฝ่ายนี้เป็นธัมมฐิติญาณ ตรงกลางเป็นการเปลี่ยน ฝ่ายโน้นเป็น นิพพานญาณ, เป็นการเปลี่ยนแล้วเรียกว่า อตัมมยตาได้ทั้งนั้น ให้มีการเปลี่ยนก็แล้วกัน, มันอยากจะเปลี่ยน แล้วมันก็ เปลี่ยนแล้วมันก็เปลี่ยนแล้ว, ทุก ๆ กรณีไป นับตั้งแต่เรื่อง ต่ำ ๆ ต้อย ๆ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งมัน ต้องการจะเปลี่ยน แล้วมันก็เปลี่ยน แล้วมันก็เปลี่ยนแล้ว ๓ อย่างนี้คืออตัมมยตา. ทีนี้เราหมายถึงสัมมาสมาธิที่มันเปลี่ยนด้วยอำนาจ ของสมาธิ : รูปสมาธิก็ละกามและอกุศลเสีย อรูปสมาธิก็ละ รูปสมาธิเสีย อตัมมยตาก็ละอรูปสมาธิเสีย แล้วมันก็จบกัน กลายเป็นเรื่องนิพพาน นิพพาน. นี่หนทางให้ถึงความดับทุกข์ คือ อริยมรรคมีองค์ แปด มันก็เป็นอย่างนี้.
น.37 ๒๙ ท่านทั้งหลายเข้าใจข้อความนี้แล้วจะเห็นได้ว่า อริย- สัจจ์สี่กับอตัมมยตานี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร หรือบางทีก็ เป็นอันเดียวกันอย่างไร ; ขอให้สนใจ. มันคงจะทำความ ยุ่งยากลำบาก บ้าง เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดหรือสูงสุด หรือมันเป็นจุดที่ช่วยให้หลุดพ้นได้ ; แต่ถ้าเห็นว่ายุ่งยากนัก ลำบากนัก ไม่เอาละโว้ย ก็ตามใจ ก็ปิด ปิดฉาก ไม่ต้องศึกษา ก็ได้ ; แต่ถ้าว่า อยากจะดับทุกข์ จะละเหตุแห่งทุกข์แล้ว ก็จงสนใจอตัมมยตาเถิด. เดี๋ยวนี้ก็ได้พูดเฉพาะในแง่ที่มา เปรียบเทียบกับอริยสัจจ์ โอกาสหลังมีก็จะพูดเรื่องอตัมมยตา ในแง่อื่น หรือโดยปริยายอื่นอีกต่อไป. สรุปความว่า วันนี้ได้แสดงธรรมะเรื่อง อริยสัจจ์สี่ กับอตัมมยตา มันเกี่ยวพันกัน บางทีก็พันเกลียวกัน เป็นอัน เดียวกันกับอริยสัจจ์ โดยลักษณะเช่นนี้. ผู้ที่พังครั้งแรก ก็ เอาไปเป็นจุดตั้งต้นสำหรับศึกษาเรื่อย ๆ ไป, จนกว่าจะมี อตัมมยตาช่วยยกออกไปจากโลกหรือโลกิยะ ไปสู่โลกุตตระ เหนือปัญหา เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวง, เรียกว่า เหนือโลกเหนือภพ เหนือการปรุงแต่งของสังขารทุกขั้นตอน,
น.38 ๓๐ ทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นชั้นไหน ไม่ว่าจะเป็นชั้นกาม หรือชั้น รูป หรือชั้นอรูป. การบรรยายนี้ก็พอสมควรแก่เวลา เพราะว่ามัน เหนื่อยแล้ว, วันนี้ไม่ค่อยมีแรงจะพูดด้วย ก็ต้องขอยุติการ บรรยายเรื่องอริยสัจจ์กับอตัมมยตาไว้เพียงเท่านี้ก่อน. ขอให้ ท่านทั้งหลายทำในใจให้ดี อย่าให้มันกลายเป็นเรื่องเป่าปี่ให้เต่า พึ่ง ก็คงจะไม่เสียทีที่มาจากที่ไกล, เหน็ดเหนื่อยมาจากที่ไกล มาช่วยกันให้เกิดผลอันสูงสุด ก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระศาสดา. ขอสรุปความว่า พระศาสนาอันแสนประเสริฐนี้ จะ มีอยู่กับเราก็เฉพาะต่อเมื่อเราใช้พระศาสนา พูดตรงๆ ก็ว่าใช้ "มัน" พระศาสนาจะมีอยู่กับเราก็ต่อเมื่อเราใช้มัน, ยิ่ง ใช้มันยิ่งอยู่กับเรา ยิ่งใช้มันยิ่งอยู่กับเรา ; ขออภัยใช้คำหยาบ คาย เพราะไม่รู้จะพูดคำไหนดี จะมีพระศาสนาได้ก็ต้องเพราะ เราใช้มัน ยิ่งใช้มันยิ่งอยู่กับเรา มันยิ่งพัฒนาขึ้นไป. ขอให้ ใช้พระศาสนาเป็นเครื่องพัฒนาชีวิต ให้ถึงจุดสูงสุดของชีวิต คือ สงบเย็นและเป็นประโยชน์.
น.39 ๓๑ ชีวิตนี้พัฒนา พัฒนา พัฒนากันให้สุดเหวี่ยง, แล้ว มันก็เป็นชีวิตที่เย็น สงบเย็นไม่มีความทุกข์และเป็นประโยชน์, สองความหมายนี้ก็พอแล้ว เป็นชีวิตเย็นแล้วก็เป็นประโยชน์ แก่ทุกฝ่าย ; ถ้าปรารถนามากเกินกว่านี้ คิดว่าบ้าแล้ว, ลอง ดูซิ ใครลองปรารถนาให้มากไปกว่านี้ มันจะบ้าเอง เพียงว่า มันเป็นชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย มันพอ แล้ว ถ้ามากกว่านี้มันก็บ้าแล้ว. ขอให้อย่าไปหลงใหลอะไร ที่มันแปลกประหลาดมหัศจรรย์ น่าตื่นเต้นเข้าใจไม่ได้ ให้มัน เสียเวลา, เอาแต่ที่เห็นอยู่ว่ามัน ดับทุกข์ได้ สงบ เย็น แล้ว เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย คือ ช่วยดับทุกข์ให้คนทั้งโลกได้ ก็ แล้วกัน. การบรรยายเทศนานี้ก็สมควรแก่เวลา ขอยุติด้วยการ ตักเตือนท่านทั้งหลายว่า พระศาสนาจะอยู่กับเรา ก็เพราะ ว่าเราต้องใช้พระศาสนานั้น, ยิ่งใช้พระศาสนา พระศาสนา จะยิ่งอยู่กับเรา มิฉะนั้นจะหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ; พัฒนาให้ ถึงที่สุดให้มีความสงบเย็นเป็นนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้, แม้จะ น้อย ๆ ก็เถอะ มันค่อยเป็นนิพพานใหญ่ สมบูรณ์ถาวรเอง
น.40 ๓๒ ในทีหลัง. ทำอย่างนี้ได้ ก็จะเป็นผู้เจริญงอกงาม ในทางแห่ง พระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา, ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็น มนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา มีความสุขอยู่ทุกทิวาราตรีกาล ด้วยกัน จงทุก ๆ คน เทอญ. เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.41 อตัมมยตากับธรรมจักร. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย อาตมาขอโอกาสแสดงธรรมเทศนา* ในลักษณะของ การบรรยายธรรมะ เพื่อความสะดวกบางอย่าง หัวข้อที่จะ บรรยายในครั้งนี้ ก็สืบเนื่องมาจากการบรรยายเมื่อตอนบ่าย บนภูเขา, ด้วยมีความประสงค์อย่างยิ่ง ในการที่จะให้ท่านทั้ง หลาย เข้าใจเรื่อง อตัมมยตา ; โดยเฉพาะผู้มาใหม่ ซึ่งไม่เคย ได้ยินได้ฟัง แล้วก็ได้ยินได้ฟังเพียงครั้งเดียว ไม่อาจจะเข้าใจ ได้อย่างทั่วถึง เดี๋ยวก็จะลืม เดี๋ยวก็จะเลือนหายไปหมด. ดัง นั้นขอบรรยายเรื่องเกี่ยวกับอตัมมยตาเพิ่มเติมอีกสักครั้ง, ใคร จะว่า อตัมมยตา ขึ้นสมองก็ได้ไม่เป็นไร ขอให้สนใจฟัง สนใจ ฟังอย่างยิ่ง เพื่อให้สำเร็จประโยชน์. "อาสาฬหบูชาเทศนากัณฑ์ที่ ๒ ๓๓
น.42 ๓๔ เรื่องนี้จะเรียกว่า เป็นเรื่อง ควันหลงของอตัมมยตา ก็ยังได้เหมือนกัน, แต่หัวข้อเรื่องจริง ๆ นั้นชื่อว่า อตัมมยตา กับธรรมจักร, คือจะพูดเรื่อง อตัมมยตา กับสิ่งที่เรียกว่า ธรรมจักร เพราะวันนี้เป็นวันอาสาฬ หบูชา เป็นวันที่ทรงแสดง ธรรมจักร หมายความว่า ทรงประกาศอำนาจโดยทางธรรมจักร ให้แผ่ไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็แผ่ไปยังลัทธิศาสนา อื่น ๆ ที่มันขัดแย้งกันอยู่ คือไม่ใช่พระพุทธศาสนานั่นแหละ. ทรงประกาศธรรมจักรไปในหมู่เจ้าลัทธิเหล่านั้น เพื่อจะกวาด ล้างสิ่งที่เป็นมิจฉาทิฏฐิออกไปให้เป็นโลกที่มีแสงสว่าง, แต่ ว่าคำพูดอย่างนี้มันโอหัง มันยกหูชูหาง มันไม่ใช่วิสัยของ พระพุทธเจ้า. ขอให้จำไว้ให้แม่นยำ เป็นการตักเตือนกันอีกครั้ง หนึ่งว่า พระพุทธเจ้าท่านถือหลักไม่กล่าวคำขัดแย้งกับใคร ๆ ในโลก, เทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้ง สมณพราหมณ์ คือหมดทั้งสิ้น ; ไม่กล่าวคำที่จะเป็นการขัด แย้ง กับใคร ๆ ในทุก ๆ โลก ; และท่านก็ใช้คำว่าประกาศ ธรรมจักร ; หรือเราจะใช้คำว่าประกาศธรรมจักรกันแทนที่จะ ใช้คำว่าคัดค้าน, หักล้างพวกอื่นหรือลัทธิอื่น, นี้ไม่ต้องมี.
น.43 ๓๕ การประกาศธรรมจักรนี้มีความหมายบริสุทธิ์ ไม่เป็นการ กระทำเพื่อเหยียบย่ำผู้ใด ทำลายผู้ใด ขัดแย้งผู้ใด, นี่ขอให้ สนใจอย่างนี้. อาการของธรรมจักร. ทีนี้ เราก็จะดูกันในแง่ของ การประกาศธรรมจักร สิ่งที่มีอำนาจเรียกว่าจักร คืออาวุธหรือแสนยานุภาพ, อาวุธที่ เขาเรียกกันสมัยนี้ สมัยโน้นเขาเรียกกันว่าจักร เพราะสิ่งที่ เรียกกันว่าจักรนั้นมันมีคม แผ่ไปที่ไหนก็สามารถจะบุกเบิก ออกไปได้, แล้วก็ในลักษณะธรรมจักรนี้ด้วยแล้ว ก็เรียกว่า ไม่มีใครอาจจะต้านทาน. ทรงยังธรรมจักรให้เป็นไป อันใครๆ ในโลก เทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์สมณพราหมณ์ เหล่านี้ไม่อาจจะต้านทาน นี่ อาการของธรรมจักร มีความ หมายสั้น ๆ ว่ามันตัด ตัด ตัดทุก ๆ อย่างที่ควรจะตัดหรือจะ ต้องตัด. ความหมายของ อตัมมยตา ก็เป็นอย่างเดียวกัน แหละ ต้องการจะตัดหรือเพิกถอนสิ่งที่มันไม่ควรจะมี, หรือสิ่งที่มันเหนี่ยวรั้งไว้ในกองทุกข์ผูกพันไว้ในกองทุกข์ จะ ตัดมันให้ขาดออกไป ด้วยสิ่งที่เรียกว่าจักร, แล้วยังเป็น
น.44 ๓๖ ธรรมจักร คือ จักรของธรรมะ ไม่ใช่จักรอย่างที่เขาใช้ ๆ กันในการสงคราม. จักรธรรมะนี้สามารถจะเข้าไปได้ในที่ทุกแห่ง แม้ใน จิตของคน, จักรนี้สามารถจะบุกเบิกเข้าไปในจิตของคน ไม่ใช่ เพียงแต่จะแล่นไปทั่ว ๆ โลกหรือภายนอก แต่เข้าไปในภายใน คือจิตใจของคน : เข้าไป กวาดล้างสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในจิตใจ ของคน ให้มันออกไปเสีย ก็เป็นจิตใจที่บริสุทธิ์ สะอาด สงบ อิสระ ไม่มีความทุกข์ใด ๆ เหลืออยู่ได้เลย, นี่เราเพ่งเล็งความ หมายของคำว่าธรรมจักรในลักษณะนี้. ถ้าแผ่ไปทั่วโลก ก็หมายความถึง โลกภายใน จิตใจคน ; โลกภายนอกนั้นเขาก็รบราฆ่าฟันกันด้วยจักร ธรรมดาสามัญ ตัดแล้วเลือดแดงฉาน. นี้ไม่ต้องมีการตัดที่ เรียกว่า เลือดแดงฉาน แต่มันตัดยิ่งกว่านั้นอีก คือ เข้าไปตัด อวิชชา ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ในจิตใจคนให้มันเกลี้ยงไป , นี่เรียกว่า ตัดโลกภายใน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพราะว่า โลภ ภายนอกนั้นมันขึ้นอยู่กับโลกภายใน. ถ้าแก้ปัญหาที่เป็นโลก ภายในได้ปัญหาของโลกภายนอกมันก็หมดตามไปเอง เพราะว่า โลกภายนอกนี้เกิดมาจากโลกภายในมันออกมาจากอิทธิพลของ
น.45 ๓๗ โลกภายใน มันคิดก่อนแล้วมันก็ออกมา. ก็สังเกตเห็นได้แล้ว ว่า การพัฒนา การสร้างสรรค์ การทำความเจริญต่าง ๆ นานา เหล่านี้ มันออกมาจากความคิดในภายใน, โลกภายนอกมัน จึงขึ้นอยู่กับโลกภายใน คือความคิดของมนุษย์. ถ้าโลก ภายในได้รับการชำระสะสาง ให้ถูกต้องผ่องแผ้วบริสุทธิ์หมด จด, มันก็จะมีผลออกมาถึงโลกภายนอก คือว่าจิตใจชนิดนั้น มันก็จะสร้างโลกภายนอก ให้เป็นโลกที่งดงามน่าอยู่น่าดู. ระบบการศึกษาที่ไม่ถูกต้อง ทำให้โลกมีวิกฤตการณ์มากขึ้น. เดี๋ยวนี้จงดูซิ โลกของเราไม่น่าอยู่ เต็มไปด้วยสิ่งที่ เดือดร้อนรำคาญ, รู้ได้ในข้อที่ว่า ต้องเพิ่มคุกตะราง เพิ่ม ตำรวจ เพิ่มศาล เพิ่มโรงพยาบาลประสาท เพิ่มโรงพยาบาลบ้า, สิ่งเหล่านี้มันเพิ่มมากกว่ายิ่งกว่า การเพิ่มของจำนวนคนใน โลกที่มันเพิ่มขึ้น ; นี่ก็เพราะว่าการพัฒนานี้ มันไม่ถูกต้อง โลกในภายในมันไม่ถูกต้อง เพราะว่าการศึกษานี้มันให้กันแต่ เรื่องภายนอก. การศึกษาทั้งโลก ระดับอนุบาลเด็กอมมือ ขึ้นไป ถึงระดับมหาวิทยาลัยอะไรก็สุดแท้ มันพูดกันแต่เรื่อง
น.46 ๓๘ โลกวัตถุ หรือเป็นเรื่องทางวัตถุ นอกจากนั้นแล้วมันก็เป็น เรื่องทำให้คนฉลาด ๆ ฉลาดท่าเดียว ฉลาดกันท่าเดียว ไม่ สอนเรื่องบังคับความฉลาด. อาตมาขอประกาศตรง ๆ ว่าไม่บูชา ไม่ชอบ ไม่นับถือ ระบบการศึกษาของโลกในปัจจุบันนี้ ทั้งโลกเลย เพราะว่ามัน สอนแต่ให้ฉลาด ๆ ฉลาดอย่างเดียว มันไม่ควบคุมความฉลาด. แล้วคนก็เอาความฉลาดนั้นไปหาประโยชน์ของตัว เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวอย่างลึกซึ้งกว้างขวาง เพราะว่ามันฉลาด, ให้กัน มาแต่ความฉลาด ไม่ให้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือธรรมะที่ จะมาควบคุมความฉลาด. การศึกษาแบบนี้มันก็มีแต่จะ ทำให้ โลกนี้มีวิกฤติการณ์มากขึ้น ๆ, คอยดูเถอะ มีแต่จะต้องเพิ่มศาล เพิ่มเรือนจำ เพิ่มตำรวจ เพิ่มโรงพยาบาล วิกลจริตมากขึ้น ๆ เพราะการศึกษามันไม่ถูกต้อง. มันจึงต้องคิดต่อไปว่า จะทำกันอย่างไร ที่ภายใน จิตใจ หรือโลกในภายในของมนุษย์นั้นจะเกิดความถูกต้องขึ้น มา. มันก็จะ ต้องเอาธรรมะนี้เข้าไป ไปขับไล่ มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นแก่ตัว หรือเห็นแก่วัตถุ เห็นแก่ร่างกายโดยไม่
น.47 ๓๙ เห็นแก่จิตใจ, รู้จักกันแต่เรื่องทางร่างกายหรือทางวัตถุ มันก็ เป็นเรื่องที่น่าสงสารหรือน่าหัว. ความเห็นแก่ตัวมีมากขึ้นตามความเจริญของโลก. ท่านทั้งหลายลองเสียเวลาสักหน่อย เปรียบเทียบ กันดู ว่าบ้านเมืองที่เจริญแล้ว ไม่เคยไปดูรูปถ่ายก็ได้, เมือง นอกเมืองนาบ้านเมืองที่เป็นมหาประเทศใหญ่โต มันมีตึกราม มีสิ่งก่อสร้างอย่างเหลือที่จะกล่าว แล้วไปเทียบดูกันกับรู หรือ โพรงไม้ หรือกระท่อมของคนป่า สมัยที่ยังไม่ค่อยจะนุ่งผ้า ยังไม่รู้จักทำอิฐแม้แต่สักก้อน มันก็ทำตึกไม่ได้ก็อยู่โพรงไม้ อยู่กระท่อมไปตามเรื่อง. ที่นี้ เปรียบเทียบดู ขึ้นเรือบินดู บ้านเมืองที่มันใหญ่โตมโหฬารสุดสายตานั้น แล้วก็ไปเปรียบ เทียบดูกับบ้านคนป่า กระท่อมคนป่าหรือรูของคนป่า มันต่าง กันมาก, นี่ความเจริญมันมากถึงขนาดนี้. แต่แล้วไปดูที่ตัว ความสงบสุข ความสงบสุขไม่มี เพราะว่ามันมีความต้องการ มากเกินไป มีความเห็นแก่ตัวมากเกินไป. คนป่ามันโง่ ไม่รู้จักเห็นแก่ตัว เพราะไม่ได้รับการศึกษาให้ฉลาด เหมือน
น.48 ๔๐ คนสมัยนี้ ที่ศึกษาให้ฉลาด แล้วเอาไปใช้สำหรับเห็นแก่ตัว มันก็เลยรบราฆ่าฟันกันมากขึ้น ๆ, นี่ยิ่งเจริญ ยิ่งเจริญก็คือ ยิ่งใกล้มิคสัญญี, ยิ่งเจริญ ยิ่งเจริญคือยิ่งเดินเข้าไปใกล้ ๆ มิคสัญญีที่จะฆ่าฟันกันเหมือนกับฆ่าเนื้อฆ่าปลา, แล้วก็วินาศ กันหมดเกือบทั้งโลก เหลือไม่กี่คนมาตั้งต้นกันใหม่. ข้อความอย่างนี้ก็มีในพระบาลี แม้คนนอกพระ- พุทธศาสนาเขาก็มี เขาก็กล่าว เขาก็เชื่อ, ก็เชื่อกันอย่างนั้น ; ว่ามนุษย์นี้จะเจริญ ๆ แล้วอายุมันก็จะสั้นเข้า ๆ เพราะความ อยากมันมีมากกว่าเวลาที่จะอำนวยให้สำเร็จตามความอยาก อย่างนี้เรียกว่า อายุมันสั้นเพราะความต้องการมันมาก เวลา มันเร็ว ไม่ทันใจ นี่เรียกว่า อายุมันสั้น ก็คือกิเลสมันมาก นั่นแหละ หมายความว่าอายุมันสั้น. อายุมันจะ สั้น ๆ ๆ เข้า ทุกที ๆ จนกล่าวเป็นอุปมาว่า อายุ ๑๐ ปี ๕ ปี ปีเดียวตาย. อายุมันสั้น ก็เพราะความอยากมันมากเหลือประมาณ เวลาไม่ พอสำหรับจะใช้ทำตามความอยาก เพราะเห็นแก่ตัว เพราะ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวรุนแรง ๆ คนป่าโง่จนไม่รู้จักเห็นแก่ตัว ถึงจะเห็นบ้างก็น้อยมากอย่างเอามาเปรียบกันไม่ไหว.
น.49 ๔๑ ถ้าเราเชื่อถือหรือถือเอาตามข้อความเก่า ๆ ในบาลี มนุษย์สมัยดึกดำบรรพ์นั้นไม่ได้ทำนาดอก ไปเก็บข้าวสาลีที่ เกิดเองอยู่ในป่ามากิน, ไปเก็บเช้ากินเช้า ไปเก็บเย็นกินเย็น, อะไรที่มันมีอยู่ในโลกในแผ่นดิน ก็ไปเก็บมา เก็บเช้ากินเช้า เก็บเย็นกินเย็น, นี่มันไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องเห็นแก่ตัว. ต่อมามันมีคนฉลาดขึ้นมานิดหนึ่งว่า กูเอามาให้พอทั้งเช้าทั้ง เย็น, ออกไปทีเดียว เอามาให้พอทั้งเช้าทั้งเย็น นี่มันก็เริ่ม เริ่มเห็นแก่ตัว. ต่อมาฉลาดกว่านั้น กูจะทำยุ้งทำฉาง ไปเก็บ มาใส่ยุ้งใส่ฉาง, ในป่ามันก็ไม่พอมันก็ไม่พอ, ต่อมามันก็ต้อง ทำกสิกรรม ต้องปลูกข้าวแทนที่จะคอยเก็บเอาจากในป่า. มนก็ฉลาด ฉลาดมาในทางที่จะเห็นแก่ตัว ทีแรกทีเดียว มันก็คล้าย ๆ สัตว์เดรัจฉาน มัน โง่จนไม่รู้จักเห็นแก่ตัว, นี่เรียกว่าโลกภายในมันสกปรกรกรุงรังมากขึ้น ๆ มากขึ้นใน จิตใจ ตามความเจริญของโลกนี้. เอาสิ, หลายคนคงจะคิดว่า ไอ้ตานี่บ้าแล้ว พูดอะไร ไม่นิยมเลื่อมใสความเจริญในโลก, ความเจริญของโลก ที่เขา เจริญจนไม่รู้จะเจริญกันอย่างไร กลับเห็นเป็นเรื่องเลวร้าย. เจริญอย่างเห็นแก่ตัว ทำไปตามธรรมดา มันได้น้อยไม่พอแก่
น.50 ๔๒ ความต้องการต้องใช้ความเห็นแก่ตัว, ใช้ความคดโกงกอบโกย ทุกสิ่งทุกอย่าง, ในจิตใจก็เจริญ ๆ เจริญแต่ความรู้ความคิด อย่างนี้, นี่จะไปกันถึงไหน มันก็มีแต่ว่าจะวินาศในที่สุด. ความเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นๆ กระทั่งมัน ต้องการจะครองโลก มันจะแบ่งกันครองโลก หรือมันหุ้นกันครองโลก แล้วมันก็ รบกันเอง ; เป็นเรื่องมิคสัญญี เพราะความเห็นแก่ตัว เพราะ ธรรมะไม่สามารถจะควบคุมได้. ธรรมจักรจะตัดปัญหาทั้งหลายได้หมด. มองเห็นสิ่งเลวร้าย รุงรังหนาแน่นเต็มอัดไปหมด อย่างนี้ก่อนสิ, แล้วค่อยนึกถึงว่า อะไรจะมาช่วยตัดทำลาย สิ่งเหล่านี้ แล้วจึงค่อยนึกถึงสิ่งที่ เรียกว่า ธรรมจักร ธรรม- จักร นั่นเอง จะตัดทำลายเลิกถอนสิ่งเหล่านี้ ให้มันสะอาด เกลี้ยงเกลา ; แม้ว่ามันจะมีความเจริญทางวัตถุมาก แต่ถ้า จิตใจมีธรรมะสะอาดอยู่แล้ว มันก็ไม่เป็นไร ความเห็นแก่ตัว ก็ถูกควบคุม. การศึกษาเปลี่ยนเสียใหม่ มาสอนแต่เรื่อง ควบคุมความเห็นแก่ตัว, ควบคุมกิเลสตัณหา, ให้รักเพื่อนเกิด
น.51 ๔๓ แก่ เจ็บ ตายทั้งหลายทั้งปวง , นี่จึงจะมีความหมายว่า เจริญ ทั้งฝ่ายวัตถุและฝ่ายจิตใจ. เดี๋ยวนี้อยากจะพูดว่ามีเจริญแต่ฝ่ายวัตถุ ไม่เจริญใน ฝ่ายจิตใจ, โลกนี้มันจึงเต็มไปด้วยวิกฤติการณ์ ยุ่งยากลำบาก ทุกอย่างทุกประการเหลือที่จะกล่าว. ถ้ามันเจริญทางฝ่ายจิตใจ ขึ้นมาอย่างเพียงพอกับความเจริญทางวัตถุแล้ว มันก็ไม่เป็น อย่างนี้ มันจะอยู่กันผาสุกสบาย, อยู่กันด้วยความรักใคร่เมตตา กรุณา เรียกว่าอยู่กันอย่างเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่นแหละ. ทุกคนอยู่กันอย่างเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ลัทธินายทุนก็ไม่มี เอง ลัทธิคอมมูนิสต์ก็ไม่มีเอง ลัทธิอะไรทำนองนั้นมันก็ไม่มี, มันมีแต่ลัทธิเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสังคมนิยมของ ธรรมะ. ถ้าเป็นสังคมนิยมของกิเลสมันก็อย่างเดิมแหละ คือ เห็นแก่พวก รวมพวกที่จะกอบโกย. เดี๋ยวนี้เป็น สังคมนิยม ของธรรมะ เห็นแก่สังคมที่ประกอบไปด้วยธรรมะ มันก็ กระทำแก่กันอย่างเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี่แหละ สันติภาพ ในโลกมันจะเกิดขึ้นมาได้ . แล้วอะไรจะช่วย ? ก็ต้องมีสิ่งที่จะตัดสิ่งเลวร้าย ตัดสิ่งเลวร้ายในโลกนี้ให้หมดไป, อาตมาก็ไม่มองเห็นสิ่งอื่นใด
น.52 ๔๔ นอกจากธรรมจักร ธรรมจักร. เรามาช่วยกันสร้างสรรค์ การ รู้จักใช้ธรรมจักร ให้เป็นไป ตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้ทำ เป็นตัวอย่าง, เผยแผ่ธรรมจักร คือเผยแผ่ความถูกต้อง ให้มันมีความถูกต้องในทุกสิ่งทุกอย่างทั่วไปในโลก, นั่นแหละ คือ ธรรมจักรทำหน้าที่ . เดี๋ยวนี้เราก็มาศึกษาธรรมะกัน, ศึกษาธรรมะกัน เพื่อจะเอาไปใช้ให้เป็นจักร สำหรับตัดปัญหา ทั้งหลายให้มันหมดไป , ให้ธรรมจักรตัดปัญหาทั้งหลาย ให้หมดไป . ตัดปัญหาภายในคือความโง่หรือกิเลสของคน, แล้วก็ตัดปัญหาภายนอก โดยเมื่อคนมันเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว มันก็ไม่มีวัตถุอะไรที่จะเป็นอันตรายหรือเป็นศัตรู มันอนุโลม ตามกันไปอย่างนี้. ขอให้พวกเราทุกคน หวังพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่า ธรรม- จักรเถิด; วันนี้ก็เป็น วันธรรมจักร วันอาสาฬหบูชาวันนี้ ก็เป็นวันธรรมจักร วันประกาศธรรมจักร เป็นวันของ ธรรมจักร เราจึงพูดกันถึงเรื่องธรรมจักร. ธรรมจักรอตัมมยตา . ทีนี้ก็พูดเลยต่อไปถึงว่า จะมีธรรมจักรอย่างไร จะใช้ ธรรมจักรอย่างไร ที่จะตัดความเลวร้ายทั้งหลายเหล่านั้นให้
น.53 ๔๕ หมดไปได้. ก็ขอย้อนมาเรียกว่า ธรรมจักรอตัมมยตา ธรรม- จักรอตัมมยตา สิ่งที่เรียกว่าอตัมมยตานี่จะต้องใช้ให้ เป็นธรรมจักร ที่จะชำระชะล้างสิ่งที่ไม่ควรจะมี อยู่ในโลกนี้ ให้มันหมดไป, ทำลายสิ่งที่เป็นวิกฤติการณ์ให้มันหมดไป, ทำลายข้าศึกของสันติภาพให้มันหมดไป แล้วมันก็จะเหลืออยู่ แต่ความสงบสุข เราเคยคิดกันหรือเปล่า ว่าเราจะมีธรรมะกันไปทำไม ? เราจะศึกษาธรรมะกันไปทำไม ? ขอให้นึกถึงข้อที่ว่า ชีวิตที่ สูงสุดนั้นก็คือชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย . ชีวิตนี้จะสงบเย็นเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายได้อย่างไร ? มันต้อง เอาสิ่งเลวร้ายออกไปเสียให้หมด โดยอาศัยธรรมจักร คือ อตัมมยตา, ให้ใช้อตัมมยตาในทุกแง่ทุกมุมในทุกความหมาย เพื่อจะกำจัดสิ่งเลวร้ายให้หมดไปจากโลก ทั้งโลกภายในและ โลกภายนอก แล้วก็จะประสบสันติภาพ. เมื่อตอนกลางวันก็ได้พูดถึง อตัมมยตา มากพอแล้ว ที่จะรู้จักว่า มันคืออะไร, พูดให้สั้น ๆ สรุปความก็คือว่า ปัญญา อันสูงสุดสามารถที่จะมองเห็นว่า สิ่งนี้ไม่ควรจะอยู่กับกู แล้วก็ ตัดล้างเพิกถอนมันออกไปเสียได้ ตามความหมายของสิ่งที่
น.54 ๔๖ เรียกว่า อตัมมยตาอตัมมยตา. ว่าที่จริงมันต้องใช้ในทุกความ หมาย ในทุกระดับ ในทุกกิจกรรม, สิ่งที่ชั่วร้ายจะต้องถูก ขจัดออกไปจากจิตใจ สร้างสรรค์สิ่งถูกต้องดีงามขึ้นมาแทน ; ปัญญาที่ทำให้รู้จักสิ่งนั้น แล้วกำจัดสิ่งเลวร้ายออกไปเสียได้ นั่นแหละ คือสิ่งที่เรียกว่า อตัมมยตา. เพราะการอบรมแวดล้อมที่ไม่ถูกต้อง มนุษย์จึงมีความยึดมั่นถือมั่นมากขึ้นตามอายุ. ใครลองคิดดูทีว่า กิจกรรมไหน กรณีไหนที่ไม่ต้อง ใช้ อตัมมยตา เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่ามนุษย์ออกมาจาก ท้องแม่ โดยไม่มีปัญญาอะไรเลย จะเรียกว่าความโง่ก็ได้ ; อย่าเรียกว่าความโง่เลย เรียกว่าไม่มีปัญญาก็แล้วกัน. พอ คลอดออกมาจากท้องแม่แล้ว ก็ถูกแวดล้อมให้มีความคิดผิด เห็นผิด, ไปลุ่มหลงที่จะยินดียินร้าย คือจะพอใจหรือจะไม่ พอใจ หลงรักที่น่าพอใจ หลงเกลียดที่ไม่น่าพอใจ โตขึ้นมา ด้วยความรู้สึกอย่างนี้, นี่เรียกว่ามันโง่ มันโง่เข้าแล้ว ; แม้ว่า ออกมาจากท้องแม่ไม่ได้โง่ มันเฉย ๆ กลาง ๆ ออกมา พอ ออกมาจากท้องแม่แล้ว มันก็เริ่มตั้งต้นโง่ เพราะว่า มนุษย์
น.55 ๔๗ ไม่ได้มีระบบวัฒนธรรม คำสอนที่ดีงาม ที่จะอบรมทารกพอ สักว่าคลอดออกมาแล้วอย่าให้มันโง่ มันไม่มีนี่ มีแต่ทำให้โง่. ก็จะต้องขออภัยที่พูดว่า พ่อแม่นั่นแหละไม่รู้เรื่องนี้ ผู้เลี้ยงทารกไม่รู้เรื่องนี้, ก็ป้อนเข้าไปแต่ความโง่ ให้หลงรัก สิ่งที่น่ารัก ให้หลงเกลียดโกรธ สิ่งไม่น่ารัก. เด็กทารกก็รู้จัก เกลียด รู้จักรัก รู้จักชอบ รู้จักชังมากขึ้น ๆ ๆ ๆ เป็นเงาตามตัว, แล้วมันจะต้องเป็นทุกข์ เป็นทุกข์มากขึ้น ๆ ๆ จนสูงอายุไป โน่น. ถ้าโชคดีมันนึกได้นั่นแหละจึงจะคิดทำลายล้างความ ทุกข์ หรือความโง่นี้, นี่ มันน่าสงสารไหม. ถ้าว่ามีการอบรม สั่งสอนมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เล็ก ๆ ตั้งแต่อ้อนแต่ออก ให้จิตใจ เดินมาในทางไม่โง่ มันก็จะดีกว่านี้. เดี๋ยวนี้ได้ปล่อยให้ไปในทางโง่ แล้วก็ส่งเสริมให้โง่ หนักขึ้นไปอีก เพราะว่าทุกคนจะสอนเด็กๆ ให้เกิดเข้าใจว่า มีตัวกู มีของกู, ผู้ใหญ่นั่นแหละ จะพูดกับเด็ก ๆ ว่า นี่อันนี้ ของหนู พ่อของหนู, แม่ของหนู, บ้านเรือนของหนู, วัวควาย ของหนู, ไร่นาของหนูจะพูดแต่อย่างนี้. ไม่ได้มีการสั่งสอน ให้รู้ว่า มันไม่ใช่ของกู ไม่ใช่ตัวกู, มันเป็นสิ่งที่มีอยู่ตาม
น.56 ๔๘ ธรรมชาติ แล้วเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันให้ถูกต้อง ถ้าเกี่ยวข้อง ไม่ถูกต้องมันจะกัดเอา คือเป็นทุกข์ นั่นแหละ ถ้าเข้าไป เกี่ยวข้องเอาในฐานะที่เป็นตัวกู-ของกู มันก็กัดเอา คือเป็น ทุกข์. แต่แล้วก็ไม่วายที่จะสั่งสอนเด็ก ๆ เล็ก ๆ นั้น โดยตรง บ้างโดยอ้อมบ้าง ให้มันเข้าใจผิดว่าเป็นตัวกูเป็นของกู ยกตัวอย่างว่าเด็กตัวเล็ก ๆ เดินไปชนโต๊ะ ชนเก้าอี้ ชนตู้อะไรก็ตาม แล้วมันเจ็บมันก็ร้อง. ทีนี้ พี่เลี้ยงหรือคน เลี้ยงก็ไปช่วยตี, ตีโต๊ะตีเก้าอี้ว่าทำเด็กร้อง ทำน้องกูร้อง ทำลูกกูร้อง, ช่วยตีโต๊ะตีเก้าอี้. เด็กก็ยิ่งคิดว่านี้เป็นตัวตน เราก็เป็นตัวตน, ไอ้นั่นก็เป็นตัวตน, มันเป็นตัวตนที่จะทำลาย ล้างกัน มันก็เตะเก้าอี้ หรือช่วยกันตีเก้าอี้. ทำไมไม่สอน กันไปทางอื่นว่า มันเป็นอะไร ทำไมจะต้องไปโกรธเก้าอี้, ทำไม จะต้องไปช่วยกันหลอกให้เด็กเข้าใจว่าเก้าอี้เป็นตัวตน ช่วยกัน ตีเก้าอี้. นี่เรียกว่า ไม่มีระบบ ที่จะอบรมสั่งสอนเด็กๆ ให้ฉลาด ขึ้น ๆ ๆ ตามอายุ มีแต่สอนหรือปล่อยให้โง่มากขึ้น ยึดมั่นถือ มั่นมากขึ้นตามอายุ ยึดมั่นของงามของสวยของเอร็ดอร่อย คอยแต่จะถามว่า เสื้อผ้าตัวไหนสวยจะซื้อให้ ลูกเล็ก ๆ จะเล่น
น.57 ๔๙ ของเล่นแพง ๆ อย่างไรก็จะซื้อให้ มันก็ทำให้เสียความรู้สึก เสียนิสัย. ไม่มีพ่อแม่คนไหน ที่จะพาลูกไปที่ร้านขายของเล่น สวย ๆ แพง ๆ แล้วก็บอกลูกว่า ทั้งหมดนี้เขามีไว้ให้เราโง่ นะลูกเอ๋ย, ไม่มีใครเลย ไม่มีใครบอกลูกอย่างนี้เลย. มีแต่ ถามว่าชอบอันไหน อันไหนสวยที่สุด ชอบอันไหน แม่จะซื้อ ให้ แพงเท่าไรก็ไม่ว่า, มันมีแต่อย่างนี้ ; หรือว่าของกินก็ เหมือนกัน ของกินแพง ๆ ประหลาด ๆ ไม่ได้บอกลูกว่า นี่มี ไว้สำหรับให้เราโง่นะ มีแต่ถามว่า มึงจะกินอะไรแม่จะซื้อให้ ทั้งนั้นเลย. ไม่ได้สอน ไม่ได้สอนให้รู้เรื่องว่า ควรจะเป็น อย่างไรกับสิ่งแวดล้อมทั้งหลายเหล่านี้ ; จึงน่าสงสารที่ว่าเด็กๆ เริ่มฝั่งความรู้สึกเป็นตัวกูเป็นของกูมากขึ้น ๆ แล้วก็เต็มไป ทั้งโลก มีความต้องการในลักษณะที่ไม่จำเป็นมากขึ้น ๆ ; แล้วก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนรับผิดชอบ. ทำไมจะต้องย้อมผ้าให้เป็นสี ทำไมจะต้องพิมพ์ดอก ของผ้า แล้วจึงเอามาใส่ได้ ต้องบักเป็นลูกไม้เป็นอะไรแล้ว จึงจะเอามาใส่ได้, นี่ความคิดมันเดินไปในทางนั้น. ถ้าเอา แต่ว่ามันไม่ต้องย้อมก็ได้ หรือว่าถ้าย้อม ก็ย้อมในทางที่ทำให้ มันทนมากกว่าในทางสวยงาม, ไม่ต้องย้อมสีเขียว สีแดง
น.58 ๕๐ ปักลวดลายอะไรต่าง ๆ เหมือนที่เขาทำกันอยู่ ให้มันหลอกตา ให้มันหลอกใจไว้เรื่อย ๆไป ดูลายของผ้าที่เขาประดิษฐ์กันขึ้น มาใหม่ ๆ ๆ ๆ, มันเป็นเรื่องไม่จำเป็น. เครื่องนุ่งห่มเกิดขึ้นมา ในลักษณะที่เกินจำเป็น หรือไม่จำเป็นมากขึ้น. อาหารการกินก็เหมือนกัน ในลักษณะที่เกินจำเป็น หรือไม่จำเป็นมากขึ้น, ดูแคตตาล็อกขายอาหารสมัยปัจจุบันนี้ แล้วเวียนหัวจนไม่รู้ว่าจะซื้ออะไร. ที่อยู่ที่อาศัยก็เกินจำเป็น เกินจำเป็น ต้องหาเงินมาใช้มาก ต้องไปโกงเขามามาก ๆ จึงจะ พอใช้. ยานพาหนะก็เกินจำเป็น คันเดียวไม่พอ ต้องหลายคัน, คันราคาหมื่นใช้ไม่ได้ ต้องใช้ราคาแสนคันราคาแสนใช้ไม่ได้ ต้องใช้รถราคาล้าน. นี่ มันเจริญพุ่งไปทางนี้ เกินความจำเป็น แล้วก็เอาไปหล่อเลี้ยงกิเลสตัณหา เรื่องตัวกูของกู. บ้าหรือดี ที่เราจะมานั่งพิจารณาโลกทั้งโลกกันอย่างนี้ จะเป็นเรื่องบ้าหรือเรื่องดี ขอให้ช่วยตัดสินกันหน่อย. แต่ใน ที่สุดว่า มันเรื่องนี้แหละมันคือเรื่อง ปัญหา : ความโง่, โง่ ๆ โง่มากขึ้น ๆ มือวิชขามากขึ้น ก็มีตัณหามากขึ้น ก็มีความ ต้องการมากขึ้นเห็นแก่ตัวมากขึ้น, จนจิตใจคิดอยู่แต่ว่าทำ อย่างไรจะได้สิ่งเหล่านี้มา คือสิ่งที่ไม่จำเป็นสิ่งที่เกินความ
น.59 ๕๑ จำเป็นมา. เรื่องกินเรื่องอยู่ เรื่องนุ่งเรื่องห่ม เรื่องที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่เรื่องหยูกยา ยาแก้ไข้ นี้ก็เป็นเรื่องเกินจำเป็นมากขึ้น. อตัมมยตาคือธรรมจักรที่ตัดกิเลส. นี่มันเป็นโลกที่มืด โลกที่หลง, โลกที่สกปรก รกรุงรัง เต็มไปหมดทั้งข้างนอกทั้งข้างใน. อะไรที่จะไปกวาดล้าง ตัด ทำลายให้มันเกลี้ยงเกลา ให้มันสะอาด ให้มันถูกต้องได้ ? ก็ไม่มีอะไร นอกจากสิ่งที่เราเรียกกันว่า ธรรมจักร ธรรมจักร, ช่วยกันหมุนธรรมจักรให้เข้าไปในจิตใจของคน ไปตัดความโง่ ของคน ตัดกิเลสตัณหาของคน, มันก็จะเกิดความถูกต้อง ความ สะอาด ความสงบขึ้นมา. อย่าลืมว่าวันนี้เป็นวันธรรมจักร เป็นวันธรรมจักรของพระพุทธเจ้าที่ประกาศธรรมจักร, แล้ว ธรรมจักรที่จะเข้าไปตัดสิ่งนั้นได้ก็คือ ปัญญาในระดับ อตัมมยตา อตัมมยตา อย่างที่เราพูดกัน, ขอให้รู้จักอตัมมยตา แล้วจะได้ชอบ. เห็น อนิจจตา - ไม่เที่ยง, แล้วก็เห็น ทุกขตา - เป็นทุกข์, แล้วก็เห็นอนัตตตา - ไม่ใช่ตน, แล้วก็เห็น ธัมมัฏฐิตตา ว่ามันเป็นไปตามธรรมชาติอย่างนี้, แล้วก็เห็น
น.60 ๕ ๒ ธัมมนิยามตา ว่ามันเป็นกฎของธรรมชาติบังคับอยู่, ก็เห็น อิทัปปัจจยตา ว่ามันไม่มีอะไร ที่จะนอกไปจาก การปรุงแต่ง ของเหตุของปัจจัย อย่างอื่นไม่มี มันต้องเป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัย. เขาให้พรกันว่าให้อยู่ร้อยปีพันปี, ขอร้องให้อยู่ร้อยปี อย่าให้ตาย มันก็เป็นไปไม่ได้ มันต้องเป็นไปได้เพียง อิทัป- ปัจจยตา. ขออวดสักหน่อยนะ ว่า อาตมานี้มีคนขอร้องว่า อย่าเพิ่งตาย อย่าเพิ่งตายนะ อย่าเพิ่งตาย อยู่ช่วยสั่งสอนเขา ต่อไปอีก, มากมายหลายสิบคนหลายร้อยคนเต็มที่ เขียนจด หมายมาก็มี บอกตรง ๆ ก็มี, ดู ดู ดูมันสิ เพราะไม่รู้เรื่องนี้ เพราะไม่รู้เรื่องอิทัปปัจจยตา. อาตมาบอกว่า โอ้ ไม่ได้ดอก มันต้องแล้วแต่ อิทัปปัจจยตา เขาก็ฟังไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่า อิทัปปัจจยตาเป็นอย่างไร, อิทัปปัจจยตาเป็นอย่างนี้. เมื่อเห็นว่ามันไม่เป็นอย่างอื่นได้ เป็นไปตามความ ต้องการไม่ได้ เป็นไปตามความประสงค์ของใครไม่ได้ เป็นไป ตาม อิทัปปัจจยตา, นี่ก็เรียกว่า มันว่างจากความหมายแห่ง ตัวตนโดยแท้จริง เป็นสุญญตาขึ้นมา เห็น สุญญตา คือ ว่างจากตัวตนขึ้นมา.
น.61 ๕๓ ครั้นแล้วก็เห็นว่า โอ้ มันต้องเป็นอย่างนี้เอง, ตถาตา ต้องเป็นอย่างนี้เอง, ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องไข้ ต้องเป็น ต้องตาย ไปตามเรื่องของสังขาร. ก็เลยคิดว่า พอกัน ทีที่จะเป็นอย่างนี้ ที่จะเป็นความทุกข์อย่างนี้ มีความทุกข์ อย่างนี้ มีความคิดอย่างนี้ โง่ ๆ. ที่เป็น อนัตตา เห็นเป็น อัตตา อย่างนี้พอกันที พอกันที, ที่เป็นของว่างเห็นเป็นไม่ว่าง อย่างนี้พอกันที มาเห็นกันเสียใหม่ให้ถูกต้องที. นั่นแหละ ความคิดที่มันเดินไปถูกทางของธรรมะ เกิดเป็น อตัมมยตา ขึ้นมา ว่าพอกันที พอกันที อย่างนี้พอกันที เลิก เอาอย่าง อื่นที่ไม่เป็นอย่างนี้ คือที่ไม่ทุกข์ ที่มีความทุกข์น้อย ทุกข์น้อย ทุกข์น้อย จนกว่าจะไม่ทุกข์ ไม่เป็นทุกข์. ความรู้ที่จะออกมาเสียจากสิ่งที่เป็นทุกข์ แล้วไปสู่ ความไม่ทุกข์ นี่คือความรู้ที่เรียกว่า อตัมมยตา, ความรู้ที่จะออก มาเสียจากทุกข์ เพื่อจะไปอยู่อย่างไม่มีทุกข์ นี่คืออตัมมยตา, นับตั้งแต่ชั้นเล็ก ๆ เลื่อนขึ้นมา เลื่อนขึ้นมา สูง ๆ ขึ้นไป. รวมความว่า มัน ต้องละสิ่งที่ควรละ สิ่งที่ควรละ สิ่งที่ควรละ จนไม่มีเหลือ แล้วก็หมดปัญหา, อตัมมยตาตัวสุดท้ายมันก็ ละภพ ละชาติ ละสังขาร ละอะไรหมด เป็นนิโรธเป็นนิพพาน
น.62 ๕๔ ไปเลย มันจบอย่างนั้น. นี่เรียกว่า อตัมมยตาเหมือนกับจักร จักรที่คมกล้า ฟาดฟันสิ่งเหล่านั้นหายไป หมดไป หายไป ตามลำดับ จนไม่มีเหลือ จนไม่มีสิ่งเลวร้ายหรือฝ่ายกิเลส เหลืออยู่เลย. นื่อตัมมยตาทำหน้าที่เหมือนกับจักร แต่ว่าเป็น จักร ของธรรมะ ไม่ใช่ที่ทำด้วยเหล็กกล้า ที่เขามี ๆ กันอยู่ นั่นเป็น จักรวัตถุ เป็นเรื่องของวัตถุ ; นี่จักรภายในเป็นเรื่องของ ธรรมะ แต่ว่าคมกว่า คือ สามารถจะตัดกิเลสตัณหาได้. จักร ที่ทำด้วยเหล็กกล้ามันตัดกิเลสตัณหาไม่ได้ เพราะว่ากิเลสตัณหา สร้างขึ้นมาเอง จักรชนิดนั้น จะไปตัดอะไรได้ ถ้าเป็นจักรของ ธรรมะ มันจะตัดได้ อตัมมยตาตัดขาดจากสิ่งที่ ให้เกิดทุกข์. ยุติกันทีว่า อตัมมยตา คือเครื่องตัดขาดจากสิ่งที่ ไม่ควรจะอยู่ด้วยกัน สิ่งที่มันปรุงแต่งเราให้เป็นทุกข์ สิ่งนั้น คือสิ่งที่ไม่ควรจะอยู่ด้วยกัน ; จะเป็นอะไรก็ได้ มีเหตุปัจจัย ชนิดไหนก็ได้ รวมทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วเรียกสั้น ๆ ว่าสังขาร คือสิ่งที่ปรุงแต่ง สิ่งที่ทำหน้าที่ปรุงแต่ง ปรุงแต่งให้เกิดอะไร
น.63 ๕๕ ต่าง ๆ นานา ตัวนี้ต้องตัดขาดไม่ให้มันปรุงแต่งได้. นั่นคือ ความหมายว่าของคำว่า อตัมมยตา ไม่ปล่อยให้สิ่งที่เคยปรุง- แต่งให้เป็นทุกข์นั้นปรุงแต่งได้อีกต่อไป ; มันยืดยาวอย่างนี้ แปลยากคำคำนี้ ที่จะแปลให้คนที่ไม่เคยรู้เข้าใจได้ทันทีนั้นมัน แปลยาก. สิ่งใดที่มันได้ปรุงแต่งเรา ให้จมอยู่ในกองทุกข์ หรือ ให้มีความทุกข์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นก็ตาม, มันปรุงให้เกิดความทุกข์ แล้ว สิ่งนั้นจะต้องตัดขาดออกไป, มี ความรู้ที่จะตัดขาด ออกไป รู้เรื่องนี้ รู้เท่าทันมัน ตัดให้มันขาดออกไป นั่น คือ อตัมมยตา, จะตั้งชื่อว่าอะไรดี คุณก็ไปคิดเอาเองก็แล้วกัน พูดด้วยภาษาไทยนี้มันยุ่งเต็มที่, ภาษาบาลี เรียกสั้น ๆ ว่า อตัมมยตา มีความหมายอย่างนั้น. ถ้าจนปัญญาแล้วก็ใช้ภาษา บาลีกันดีกว่า, พูดคำว่า อตัมมยตา อตัมมยตา ให้มันติดปาก กันเสียดีกว่า จะไม่ลำบาก. แต่ว่าก่อนที่จะทำอย่างนั้นได้มันต้องเข้าใจ เข้าใจ คำว่า อตัมมยตา สิ่งที่จะตัดขาดจากสิ่งที่มันปรุงแต่งให้เป็นทุกข์, การตัดขาดจากสิ่งที่มันปรุงแต่งให้เป็นทุกข์ เรียกว่าอตัมมยตา.
น.64 ๕๖ มันจะเป็นอะไรก็ตามใจ ถ้ามันปรุงแต่งให้เป็นทุกข์ก็ตัดขาดไป เถอะ จะเป็นของรักของพอใจ แก้วแหวนเงินทองอะไรก็ตาม ที่มันปรุงแต่งให้เป็นทุกข์ ก็ต้องตัดขาด, แล้วก็ต้องหาชนิดที่ ไม่ปรุงแต่งให้เป็นทุกข์ ไปอยู่กับสิ่งที่ไม่ปรุงแต่งให้เป็นทุกข์ จะดีหรือจะหมดปัญหา. ความหลงคือผลของการขาดความรู้ เรื่องอตัมมยตา. การที่ เราพัฒนาอะไรกันไม่ได้, ขอย้ำอีกทีว่า พัฒนาแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองทำไปไม่ได้ เพราะขาด ความรู้เรื่อง อตัมมยตา ที่จะมาใช้ตัดความโง่เขลาหลงใหล ในอบายมุข, ในเรื่องวัตถุ ในเรื่องเนื้อเรื่องหนัง ซึ่งมันเป็น ข้าศึกหรือตรงกันข้ามกับความสุขหรือความสงบ, เมื่อ ไป บูชาหลงใหลในปัจจัยที่ปรุงแต่งให้เกิดความทุกข์ แล้ว มันจะพัฒนากันได้อย่างไร. ไม่เฉพาะแต่พัฒนาแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง, พัฒนาอะไรก็ตามใจกี่อย่าง ๆ จะเป็นพัฒนาที่ ถูกต้องคือดีกว่าเดิม แล้วก็ต้องอตัมมยตา ทางอื่นมันไม่มี, วิธี อื่นมันไม่มี หรือถ้าวิธีอื่นมีก็คือเรียกชื่อว่า อตัมมยตานั่นเอง.
น.65 ๕๗ ใครจะมีวิธีอย่างไรมากี่วิธี กี่สิบกี่ร้อยวิธี ถ้าทำหน้าที่อย่าง นั้นก็ได้ชื่ออตัมมยตาแหละ, แต่คนที่มีหรือที่ใช้ไม่รู้จักชื่อก็ ได้ แต่ว่าให้มันมีเถอะ แม้ไม่รู้จักชื่อไม่เรียกชื่อถูกก็เอา ขอ ให้มันตัดสิ่งที่เป็นข้าศึกศัตรูได้ก็แล้วกัน. ขอให้เจริญ เจริญขึ้นมาจากความหลง ความโง่ อวิชชา เจริญขึ้นมาเสียจากความโง่ เสียจากอวิชชา กิเลส ตัณหา เจริญขึ้นมาเสีย, เจริญขึ้นมาเสีย อย่าเจริญอย่างจมลงไป จมลงไป จมลงไป. เดี๋ยวนี้โลกกำลังเจริญจมลงไป จมลงไป ในความโง่ อวิชชา ตัณหา บูชาฝ่ายบวก ที่เรียกว่าฝ่ายบวก ฝ่ายได้ ฝ่ายดี ฝ่ายน่ารักน่าพอใจ ที่เขาเรียกว่า positive. แล้วอีกทางหนึ่งก็ไปโง่ ไปหลงเกลียดกลัว negative คือฝ่าย ลบ มันก็เลยเป็นศัตรูทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว, ฝ่ายดีก็ทำให้โง่ให้หลง ฝ่ายลบก็ขู่ให้กลัว ให้ลำบากให้ยุ่งยาก เลยเป็นทุกข์ทั้งสองฝ่าย. เรามาตัดความ โง่อันนี้เสีย ว่าจะไม่โง่จะไม่หลงกันอย่างนี้, จะปฏิบัติต่อสิ่ง เหล่านั้นให้ถูกต้อง สำเร็จประโยชน์อยู่อย่างสงบเย็นก็แล้วกัน ไม่ต้องเป็นความหลง.
น.66 ๕๘ อย่างเรื่องกามารมณ์เรื่องทางเพศนี้ ไม่ต้องถึงกับ หลง, ถ้ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องมี ก็มีอย่างที่จำเป็นจะต้อง มี หรือเท่าที่จำเป็นจะต้องมี หรือเท่าที่จะจำกัดควบคุมไว้ได้ ว่าอย่าให้มันเป็นอันตราย. เดี๋ยวนี้หลงบูชาเป็นสรณะ สูงสุด ยิ่งกว่าใด ๆ: คนชนิดนี้นะ ถ้าสมมุติว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมา พร้อมวันเดียวกับนางงามจักรวาลมา เขาไปรับนางงามจักรวาล กันหมด ไม่มีใครไปรับพระพุทธเจ้า. คิดดูให้ดี ความหลง มันมากเท่าไร ความหลงมันมากเท่าไร, ความหลงขนาดนี้ กำลังมีอยู่หรือไม่ ? มันไม่มีอะไรพิสูจน์ เพราะพระพุทธเจ้าไม่ มีจะเสด็จมา นางงามจักรวาลมีโอกาสที่จะมา เราเลยไม่มีทาง ที่จะพิสูจน์ว่าจะไปรับใครมากกว่า คาดคะเนเอาเองก็แล้วกัน ; ถ้าคนบูชาบวก บูชา positive สวยงามเอร็ดอร่อยสนุกสนาน เหมือนที่คนทั้งโลกเขาบูชากันอยู่เดี๋ยวนี้ น่ากลัว คนที่ไป ต้อนรับพระพุทธเจ้า จะน้อยกว่าคนที่ไปรับนางงามจักรวาล. นี้ตัวอย่างเท่านั้นนะ มันจะเสียเวลามากไป ไปคิดเอาเองดูบ้าง ว่าเรากำลังหลงกันอยู่สักกี่มากน้อย. เอาละ มาพูดกันถึงเรื่องธรรมจักรกันดีกว่า ตัด ตัด ตัดความโง่ความหลงทุกชนิด ทุกขนาด ทุกระดับ ทุกเวลา ทุก
น.67 ๕๙ สถานที่ให้หมดไปด้วยธรรมจักร, ธรรมจักร คือ อตัมมยตา มีสติปัญญาไม่โง่ไม่หลงกับมัน มันจะมาหลอกให้หลงเท่าไร ก็ไม่หลงกับมัน จึงจะเป็น อตัมมยตา. เรื่องที่จะนำมากล่าวให้ เป็นตัวอย่าง หรือว่าเป็นแนวสำหรับการศึกษามันก็มีอยู่มาก. เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว มีสาวกเกิดขึ้นบ้างพอ สมควรแล้ว, พระพุทธเจ้าก็ประกาศในหมู่สาวกนั้นว่า ภิกษุ ทั้งหลาย บัดนี้ เราก็พ้นแล้วจากบ่วง ทั้งที่เป็นบ่วงทิพย์และ บ่วงมนุษย์ แม้เธอทั้งหลายก็พ้นแล้ว จากบ่วงทั้งที่เป็นบ่วง ทิพย์และบ่วงมนุษย์. เอ้า ไป ไป ไป กัน, เราไปกันไปคน ละทิศคนละทาง อย่าไปซ้อนกันเลย ไปเผยแผ่ธรรมะ, ไป ประกาศธรรมะ ให้สัตว์ทั้งหลายที่มีความทุกข์ จะได้พ้นจาก ความทุกข์ เพราะว่าสัตว์ที่ไม่โง่เง่านัก มีสติปัญญาจะฟังถูก จะเข้าใจเรื่องนี้มันมีอยู่, ไปประกาศพรหมจรรย์ ประกาศ ศาสนา ให้สมบูรณ์ทั้งอรรถะทั้งพยัญชนะ ให้งดงามทั้งเบื้อง ต้นทั้งท่ามกลางและเบื้องปลาย, ไป ไป ไป แม้ฉันก็จะไปทาง หนึ่งด้วยเหมือนกัน. นี่พระพุทธเจ้าท่านไม่เอาเปรียบสาวก นะ สาวกไปคนละทาง ท่านก็ไปทางหนึ่ง ไป เผยแผ่ธรรม- จักร ธรรมจักร ให้รู้จักตัดสิ่งที่ควรตัด คือความทุกข์ นี้ก็ เป็น พระพุทธประสงค์.
น.68 ๖๐ ตัดบ่วงที่ผูกพัน ด้วยอตัมมยตา. อะไรที่ทำให้พระพุทธเจ้าพ้นจากบ่วงทิพย์และบ่วงมนุษย์ อะไร อะไร ? มันก็คือ อตัมมยตาตัวเดิม อตัมมยตาตัวเดิม. อตัมมยตาที่ผลักพระสิทธัตถะออกมาจากการครองเมือง ออก มาบวช, อตัมมยตาตัวนั้นแหละ มันก็ดำเนินการต่อไป ๆ กว่า จะถึงที่สุด คือจบหน้าที่. นี่ขอบใจกันไหม ขอบใจอตัมมยตา กันไหม, ที่ผลักพระสิทธัตถะออกจากบ้านจากเมือง ออก มาเป็นพระพุทธเจ้านั้นอตัมมยตานะ มันเป็นบุญคุณของ อตัมมยตา, นี่ ไม่ขอบใจกันบ้างเลยหรือ ไม่รู้จักแล้วตัวเองจะ ไม่ได้รับประโยชน์อะไร ก็จะฝั่งตัวเองอยู่ในกองทุกข์ ขอให้ สนใจอตัมมยตา. สำหรับคนธรรมดาจะใช้คำว่าไสหัวออกมา แต่สำหรับพระสิทธัตถะ เราไม่กล้าใช้คำว่าไสหัวออกมา แต่มัน ก็พอ ๆ กันแหละ, พระสิทธัตถะมองเห็นอะไรจนทำให้อยู่ใน วังไม่ได้ แล้วบางทีจะเป็นอตัมมยตาตัวสุดท้าย ; คืนที่ตื่น นอนขึ้นมา ก่อนนางบำเรอทั้งหลายจะตื่น ไปอ่านพุทธประวัติ ตอนนั้นดู เห็นอาการอันนี้แล้วก็เลยออก, อตัมมยตาผลักไส ให้ออก. เราจะใช้คำว่าไสหัวเฉพาะฝ่ายกิเลส กิเลสมันไสหัวให้ ไปหาความทุกข์ อตัมมยตานี้จะเป็นเพียงผลักไสหรือเชื้อเชิญก็
น.69 ๖๑ ได้ ออกไปหาความดับทุกข์, เราควรจะขอบใจอตัมมยตา มัน เป็นเครื่องตัดบ่วง ทั้งบ่วงทิพย์และบ่วงมนุษย์ เหมือนกับว่า ในสนามรบ มันมีลวดหนามบ้างสนามเพลาะบ้าง เขาขุดดักกั้น เอาไว้ ก็มีรถถังชนิดหนึ่งออกมาตัดเกลี้ยงหมดเลย, อตัมมยตา ก็เหมือนอย่างนั้นแหละ มันตัดบ่วงทิพย์และบ่วงมนุษย์ที่ผูก พันสัตว์ทั้งหลายไว้. อตัมมยตาทำลายอัสสาทะในกาม รูป อรูป. แล้วอตัมมยตานี้มันช่วยให้บุกเข้าไปในทางที่สูงกว่า บุกเข้าไปทำลายสิ่งเลวร้ายเหล่านั้น. อตัมมยตาบุกเข้าไปใน กามโลก ไปทำลายความหลงในกาม, อตัมมยตาบุกเข้าไปใน รูปโลก ก็ทำลายความหลงในรูป ในรูปธาตุ, อดัมมยตาบุก เข้าไปในอรูปโลกก็ทำลายความหลงในอรูปธาตุ หมดความ หลงในกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ หมด มันก็หมดเท่านั้น ทีนี้ ก็เหลือแต่นิพพานธาตุ ก็เลยออกไปสู่นิพพาน. อตัมมยตาบุกเข้าไป , บุกเข้าไปค้นหาทำลายสิ่งที่ เลวร้าย ที่ปรุงแต่งให้จมอยู่ในกองทุกข์ชั้นละเอียดขั้นประณีต
น.70 ๖๒ ประณีตจนหลอกให้เห็นว่าเป็นดีเป็นวิเศษ. ถ้ายังอยู่ในกอง ทุกข์ ยังติดจมอยู่ในกองทุกข์แล้ว มันจะดีวิเศษไปไม่ได้, ฉะนั้นเรื่องสวรรค์วิมานจะดีวิเศษไปไม่ได้ เพราะมันมีให้อยู่ ในกองทุกข์, ชั้นพรหมโลกก็เหมือนกันแหละมันยังหลอกให้ มีตัวตน มีตัวกูอยู่ ยกหูชูหางอยู่นั่นแหละ. ฉะนั้นวิเศษ ไปไม่ได้ดอก จะเป็นสวรรค์ชั้นกามาวจร ชั้นรูปาวจร หรือ ชั้นอรูปาวจร มันก็ไม่วิเศษไปได้ ถ้ามันทำให้หลงติดอยู่กับ กองทุกข์, นี่จะต้องบุกเข้าไป. อตัมมยตาบุกเข้าไปทำลาย อัสสาทะ -เสน่ห์หรือรสอร่อยทั้งหลาย ที่มีอยู่ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ, พอสิ้น จบหมดแล้ว ไม่มีเหลือ แล้ว มันก็เป็นนิพพานธาตุ เป็นเหนือโลก. อตัมมยตากำจัดอุปาทานว่าตัวตน. ในบางกรณีมันเรื้อรังอยู่ในจิตใจ กิเลสมันทำให้หลง ใหลอยู่กับสิ่งที่ผูกพัน, จิตที่มีกิเลสมันก็พลอยหลงใหลอยู่กับ สิ่งที่มันผูกพัน เรียกว่า อุปาทานิยธรรม - สิ่งเป็นที่ตั้งแห่ง อุปาทาน. เมื่อมีสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานแล้ว มันก็มี อุปาทาน ก็ยึดมั่นถือมั่น, นี่มันต้องรื้อสิ่งเหล่านี้ออก. รื้อ
น.71 ๖๓ สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ เรียก อาสว ฐานิยธรรม นี้ก็ต้องรื้อ ออก. ไม่มีใครรื้อออก นอกจากอตัมมยตา, ต้องมีความรู้ ขนาด อตัมมยตา จึงจะรื้อรกรากของอาสาวฐานิยธรรม หรือ อุปาทานิยธรรมเสียได้ คือสิ่งที่ให้จมอยู่ในกองทุกข์ ด้วยความ ยึดมั่นถือมั่น หรือด้วยการสะสมกิเลส. มันต้องใช้อาการ รุนแรงถึงกับเรียกว่า เผาให้มันหมดไป เผาให้มันหมดไป เหมือนกับเอาไฟเผาอะไร เผาให้มันหมดไป, ธรรมะเป็นที่ตั้ง แห่งอาสาวะแห่งอุปาทานเหล่านี้ ต้องเผาให้หมดไป เผาให้ หมดไป. สิ่งเหล่านี้มารวมจุดอยู่ที่ ตัวตน ตัวตน ตัวตน ต้องกำจัดตัวตนให้หมดไป, เผาสิ่งที่เรียกว่าตัวตนไม่ให้มีเหลือ อยู่. ทิฏฐิโง่ฝ่ายซ้ายเป็นสัสสตทิฏฐิ ถือว่ามีตัวตน มีตัว ฅน, ทิฏฐิโง่ ฝ่ายขวามันก็ถือว่าไม่มีอะไรเลย เป็นนัตถิกทิฏฐิ, นี่มันสุดโต่งสองข้าง มีตัวตน มีตัวตนเต็มที่ เป็นสัสสตทิฏฐิ ไม่มีอะไรเลยเป็นนัตถิกทิฏฐิ อันนี้เป็นความโง่พอ ๆ กัน. ถ้า อยู่ตรงกลาง มันมีตัวตน มีตัวตนแต่ว่ามิใช่ตัวตน, มีตัว ตนที่มิใช่ตัวตน, อะไร ๆ ที่จิตใจรู้สึกว่าเป็นตัวตนนั้น คอย ดูให้ดีว่ามันมิใช่ตัวตน อย่างนี้ เป็นสัมมาทิฏฐิเรียกว่า
น.72 ๖๔ อนัตตา , อนัตตาแปลว่าไม่ใช่ตัวตน ตัวตนที่มีความรู้สึกอยู่ ในใจว่าตัวตนนั้น มันมิใช่ตัวตน มันจึงเรียกว่า อนัตตา ไม่ใช่ ว่ามันจะไม่มีอะไรเสียเลย. อัตตามันก็มีตามความรู้สึกของคน ตามธรรมดา ใครรู้สึกว่าอะไรเป็นอัตตา ก็จงดูเสียใหม่ว่า มัน ไม่ใช่อัตตา มันเป็นอนัตตา, แต่มนุษย์ก็ต้องพูดอย่างเป็น อัตตา เพราะไม่รู้จะพูดอย่างไร แม้พระพุทธเจ้าก็ตรัสที่เป็น อัตตา ๆ ไว้เยอะไปหมดเหมือนกัน. อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ พระพุทธเจ้าตรัสนะ ตน เป็นที่พึ่งของตน เราไม่รู้ก็คิดว่ามีอัตตาที่เป็นอัตตา แต่ที่ว่าตน เป็นที่พึ่งของตน ตนนี้ก็มิใช่อัตตา , แล้วมันก็ต้องช่วยตัวมัน เอง ต้องสร้างความรู้ขึ้นมา ให้เห็นว่า มันมิใช่อัตตา เป็น อัตตาที่มิใช่อัตตา , แล้วก็มิได้หลงรักตัวตนที่จะเอาเป็นที่ พึ่ง หรือตัวตนที่จะแสวงหาที่พึ่ง ไม่ต้องมีตัวตน. พระพุทธ ภาษิตที่พูดถึงอัตตา อัตตา นี้มีมากเยอะแยะ เท่ากับพูดถึง อนัตตา, ถ้าพูดถึงอนัตตา ก็บอกว่ามันมิใช่ตัวตน ถ้าพูด ถึงอัตตานี่พูดอย่างชาวบ้านพูด เพื่อให้ชาวบ้านฟังถูก ให้ชาว บ้านพอใจ ให้ชาวบ้านสนใจ. นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ - ความ รักเสมอด้วยตนไม่มี, จงฝึกตน จงสงวนตน จงยกตน , มีเยอะ
น.73 ๖๕ แยะไปหมด ตน ตน ตน แต่อย่าลืมว่าที่ตรัสเรียกว่า ตนนั้น เป็นอนัตตา . ตนที่เป็นอนัตตานี้เป็นสัมมาทิฏฐิ, ถ้าเป็น อัตตาล้วน ๆ ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิฝ่ายสัสสตทิฏฐิ, ถ้าตนชนิดที่ ไม่มีอะไรเลยนั้นก็เป็นนัตถิกทิฏฐิ ความคิดมันแบ่งแยกได้เป็นสองพวก พวกหนึ่งถือว่า สพฺพํ อตฺถิ - สิ่งทั้งปวงมี พวกหนึ่งว่า สพฺพํ นตฺถิ - สิ่งทั้งปวง ไม่มี นี่มันสุดโต่งอย่างนี้. พระพุทธเจ้าว่า อย่าพูดอย่างนั้น มัน อิทัปปัจจยตา มันแล้วแต่เหตุปัจจัย, มันก็มีชั่วคราว มีชั่ว การปรุงแต่งเป็นไป ทั้งหมดนั้นมันก็เป็นอนัตตา . นี่ อนัตตา มันไม่ใช่ตนเป็นสัมมาทิฏฐิ อยู่ตรงกลาง ไม่ใช่ สพฺพํ อตฺถิ, สพฺพํ นตฺถิ จึงไม่เป็นสัสสตทิฏฐิ จึงไม่เป็นนัตถิกทิฏฐิ. พูดคำที่ ฟังไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวก็ง่วงหลับกันหมด พอ กันที ว่าไม่เป็นอัตตา ไม่มีอัตตา ไม่มีอัตตา หรือว่าไม่ไม่มี อัตตา แต่ว่ามีอัตตาซึ่งมิใช่อัตตา นั่นแหละพุทธศาสนา, มีอัตตาซึ่งมิใช่อัตตา นั่นแหละเป็นอนัตตา เรียกว่าอนัตตา. ถ้าเป็นอัตตาไปเสียหมด ก็เรียกว่า อัตตา อัตตา ตามแบบ ของชาวบ้าน, ไม่มีอะไรเลยเรียกว่า นิรัตตา นิรัตตาตาม
น.74 ๖๖ แบบของมิจฉาทิฏฐิพวกหนึ่ง, แต่ถ้ามีอัตตาซึ่งมิใช่อัตตา เรียก ว่า อนัตตา อนัตตา อนัตตา อยู่ตรงกลาง. ถ้ามองเห็นอนัตตาเช่นนี้แล้ว จะไม่ยึดถืออะไรเลย มันจะถอนออกจากความยึดถือทั้งหมด ก็คืออตัมมยตา ถอน อัตตานุทิฏฐิออกไปได้ ไปสู่อนัตตา เห็นว่าเป็นอัตตา ซึ่งมิใช่ อัตตา เห็นทุกอย่างเป็นอนัตตา คือเป็นอัตตาที่มิใช่อัตตา แต่เป็นอนัตตา, อย่างนี้เลิกละหมด ทั้งสัสสตทิฏฐิและ นัตถิกทิฏฐิ เลิกละหมดทั้งตัวตนและทั้งของตน. นี่ถึง ขนาดเผาไฟกันเลย ไม่ให้มีตัวตนเหลือ ไม่ให้มีตัวตนสำหรับ จะยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานอีกต่อไป มันมีตัวตนซึ่งมิใช่ ตัวตน. ธรรมาณาจักร อาณาจักรแห่งอตัมมยตา อาณาจักรแห่งสันติภาพ. เอ้า ทีนี้เมื่อเผาล้างกวาดเกลี้ยงกันแล้ว มันก็จะ ต้องสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาหน่อย ; มันก็สร้างสัมมาทิฏฐิ, ประดิษฐานอาณาจักรแห่งสัมมาทิฏฐิขึ้นมาใหม่ แทนอาณา จักรนรกเลวร้าย. อาณาจักรสัมมาทิฏฐิ ก็คือ ธรรมาณาจักร
น.75 ๖๗ หรือ อาณาจักรแห่งอตัมมยตา เป็นอาณาจักรที่อตัมมยตา ควบคุมอยู่ คุ้มครองอยู่. คนก็โง่ไม่ได้ โง่ไปหลงยึดมั่นถือ มั่นในสิ่งใดไม่ได้ นี่แหละอาณาจักรแห่งธรรม, ธรรมาณา จักร อาณาจักรนี้ถูกธรรมจักรทำหน้าที่ให้คนทั้งหลายหูตา สว่างไสว ไม่โง่ไม่หลงอะไรเป็นอัตตาอีกต่อไป. ธรรมจักร ช่วยให้เป็นอย่างนี้ เกิดธรรมาณาจักรขึ้นมา ก็คืออาณาจักร แห่งอตัมมยตา, อาณาจักรแห่งอตัมมยตา คงจะไม่มีใครเคย ได้ยินหรือเคยพูดจา. เดี๋ยวนี้ต้องมองเห็น ต้องมองเห็นอตัมมยตา ที่มี บุญคุณอย่างยิ่ง ที่ถอนสัตว์ให้ออกจากกองทุกข์ ที่ไสหัวสัตว์ ให้ออกจากกองทุกข์ เมื่อมันไม่อยากออก ก็ไสหัวจนมันออก ไปจากกองทุกข์ให้จนได้. ในที่สุดมันก็มีผลที่ต้องการ คือ สันติภาพ สันติภาพ ชีวิตที่ไม่มีความทุกข์, ไม่มีอะไรมา เบียดเบียน มาเผาลน มาครอบงำมาย่ำยีมาปิดกั้น, เป็นอิสระ เสรีพ้นจากอำนาจแห่งกิเลสและความทุกข์ทั้งหลาย. นี่เป็นโลกที่ว่าง ว่างจากอัตตา แต่กลับมีธรรมะ มากมาย, ไม่มีอัตตา ว่างจากอัตตา แต่มีกรุณาในโลกนี้
น.76 ๖๘ น่าหัวไหม ไม่มีตัวตน แต่มีกรุณา, ไม่มีตัวตนที่จะเห็นแก่ตน แล้วมันก็ให้เห็นแก่ผู้อื่น และรักผู้อื่น. ในโลกที่ไม่มีตัวตน กลับมีกรุณา เพราะมันไม่เห็นแก่ตน, เพราะมันไม่มีกิเลสที่ จะเห็นแก่ตน มันก็รักผู้อื่น, มันก็เต็มไปด้วยกรุณาใหญ่หลวง. แล้วมันก็ยัง มีอุเบกขา ไม่ยินดีไม่ยินร้าย, ไม่บ้าดีไม่หลงดี ไม่บ้าชั่วไม่หลงชั่วไม่บวกไม่ลบ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย. สิ่งทั้ง ปวงเป็นอนัตตา จึงไม่ไปยินดียินร้ายในสิ่งใด, ที่มาให้รักก็ ไม่รัก ก็ไม่เกิดกิเลสประเภทโลภะหรือราคะ, ที่มาให้โกรธให้ เกลียด ก็ไม่โกรธ ไม่เกลียด มันก็ไม่เกิดกิเลสประเภทโทสะ หรือโกธะ; ที่มาให้สงสัยหลงใหล กังวลใจ มันก็ไม่มี มันก็ไม่ สงสัย เพราะมันไม่มีความต้องการอะไร มันก็ไม่เกิดกิเลส ประเภทโมหะ. ไม่เกิดกิเลสประเภท โลภะ โทสะ โมหะนั่นแหละ สันติภาพสูงสุดอยู่ที่นั่น. ความสงบเย็นสูงสุดมันอยู่ที่นั้น, ความรู้สูงสุดอยู่ที่นั่น จนพระพุทธเจ้าตรัสว่า ความสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะนี้เป็นปริญญา เป็นความรอบรู้สูงสุด ที่ผู้ใด รู้แล้วก็ได้รับประโยชน์สูงสุด คือดับทุกข์สิ้นเชิง, มีสันติภาพ.
น.77 ๖๙ มีสันติภาพเพราะอำนาจแห่งความรู้ที่มีชื่อว่า อตัม- มยตา, ความรู้ที่ทำให้พูดออกมาว่า กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป ในสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ พอกันที พอกันที เลิกกันที . ถ้า ใครเข้าใจอย่างอื่นไม่ได้ ก็จำไว้ง่าย ๆ ว่าอตัมมยตามีความหมาย ว่า พอกันที เลิกกันทีกับสิ่งบ้า ๆ บอๆ อย่าไปหลงใหลอะไร กับสิ่งนั้นอีกต่อไป นั่นแหละคืออตัมมยตา. มันก็จะเป็น จักรที่คมกล้า, สติปัญญานี้ก็เป็นจักรที่คมกล้า ตัดกระจุย กระจายไปหมดทั้งโลกข้างนอกและโลกข้างใน. ตัดโลกข้าง ในได้แล้ว โลกข้างนอกก็ถูกตัดไปเอง เพราะมันไม่โง่สร้าง โลกโง่ ๆ ขึ้นมา นี่คือ อตัมมยตากับธรรมจักร. วันนี้เป็น วันธรรมจักร ขอให้รู้สึกอยู่เสมอ ว่าวันนี้ เป็นวันธรรมจักร, อย่าพูดเสร็จแล้วก็เลิกกัน เวียนเทียน เสร็จแล้วก็เลิกกัน อย่างนี้ไม่มีธรรมจักร คนนั้นไม่มี ธรรมจักร. ถ้ามีธรรมจักร ก็ต้องมีสิ่งที่ตัดทำลาย สิ่งที่ควรตัด แล้วสิ่งนั้นก็เรียกอตัมมยตา . เรื่องที่พูดวันนี้ ก็คือ พูดเรื่อง อตัมมยตากับธรรมจักร ; ใครเข้าใจก็จะเห็นได้ว่า มันเป็น เรื่องเดียวกันแหละ นี่ประกอบเรื่องธรรมจักรวันนี้ ก็ด้วย เรื่องอธิบายอตัมมยตาเพิ่มเติม. หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะได้
น.78 ๗๐ รู้จักสิ่งที่เรียกว่า อตัมมยตา เพิ่มขึ้นจากที่เคยรู้มาแต่ก่อน, หรือเพิ่มขึ้นจากที่ได้ยินได้ฟังเมื่อตอนบ่ายตอนเย็น. นี้ตอน ค่ำมาพูดขยายความไปตามแนวของคำว่า ธรรมจักร ธรรมจักร ธรรมจักร เพราะว่าวันนี้เป็นวันธรรมจักร. ขอให้รู้จักธรรมจักร แล้วขอให้รู้จักใช้ธรรมจักร รู้จักใช้ธรรมจักร : ถ้าไม่รู้จักใช้ธรรมจักร ธรรมจักรก็ไม่มี ต่อเมื่อรู้จักใช้ธรรมจักร ธรรมจักรจึงจะมี , นี่เรียกว่า ศาสนาจะมีอยู่กับเรา ก็ต่อเมื่อเราใช้ศาสนาให้เป็น ประโยชน์ ถ้าอยากจะให้พระศาสนาเจริญแล้วจงรีบใช้ศาสนา. ใครจะว่าบ้าบออย่างไร อาตมาก็พูดอย่างนี้แหละ ถ้าอยากจะ ให้พระศาสนาเจริญแล้ว คุณจงรีบใช้ศาสนาให้เป็นประโยชน์ ให้มากที่สุด นั่นแหละจะทำให้พระศาสนาเจริญ, ไม่ต้อง ซื้อหาพระมาแขวนคอ หรือไม่ต้องเบิกพระเนตรพุทธาภิเษก อะไรกันที่ไหน, คุณรีบใช้ศาสนา รีบใช้ศาสนาให้มากที่สุด แล้วศาสนาก็จะเจริญยิ่งใช้ยิ่งมีมาก ยิ่งไม่ใช้ก็ยิ่งหายไป น่า อัศจรรย์ไหม ใช้เข้าไว้ก็จะมีเพิ่มขึ้น ถ้าไม่ใช้จะหายไป จะ บำรุงศาสนา ก็ขอให้รีบใช้ศาสนา. ถ้าใครอยากจะบำรุง
น.79 ๗๑ ศาสนา ก็อย่าโง่ไปหวังอะไร รีบใช้ศาสนาให้เป็นประโยชน์ แล้วศาสนาก็จะเจริญด้วยการที่เราใช้ศาสนา ถ้าเราอยากให้ศาสนาเจริญ เราก็รู้จักธรรมะใน ลักษณะอย่างนี้, มีอตัมมยตาเป็นเครื่องมือในการที่จะปฏิบัติ ศาสนา เอาหัวใจ เพชรเม็ดเอกของศาสนา คืออตัมมยตา มาใช้กำจัดสิ่งที่ควรจะกำจัดสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในใจ นั่นแหละ คือการใช้ศาสนาให้เป็นประโยชน์. และขอร้องครั้งสุดท้ายว่า อย่าเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ไว้ไข่ ให้หมากิน หมา พูดหยาบไปหน่อยแล้ว พูดว่าให้สุนัขกิน อย่าเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน. เดี๋ยวนี้มีแต่พิธีรีตอง ทั้งนั้น บำรุงทุ่มเทกันเป็นการใหญ่, ทำบุญทำทานเป็นการ ใหญ่, แล้วก็เหมือนกับว่า เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน คือไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากพระศาสนานั้นเลยหรือจากเป็ด ไก่นั้นเลย ไข่ออกมาไว้ให้สุนัขกินไม่สนใจ ; คนที่ไม่ได้ทำ อะไร ไม่ได้เลี้ยงไม่ได้เสียสตางค์ กลับได้รับประโยชน์. มัน ก็ชักจะเป็นอย่างนี้กันแล้ว แม้ที่สวนโมกข์, คนที่ใส่บาตร ให้พระกินทุก ๆ วันนี้ ไม่ค่อยเอาอะไร, แต่พวกฝรั่งที่เขาไม่ เคยเสียสตางค์ในส่วนนี้ เขามาเอา มาขนเอาไป, เลี้ยงเป็ด
น.80 ๗๒ เลี้ยงไก่ไว้ไข่ ให้คนอื่นกิน ตัวเองไม่กิน. ขอเตือนเป็น ข้อสุดท้าย มีความไม่ประมาทในที่ทุกสถานเถิด พ ระ พุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้, ท่านหวังอย่างนี้, ท่านขอร้องอย่างนี้. เอาละ พอสมควรแก่เวลาแล้ว ว่า อตัมมยตาเป็น ธรรมจักร ที่จะตัดที่จะเฉือน, เฉือนผ้าขี้ริ้ว เฉือนส่วนที่ เป็นขี้ริ้วเป็นพังผืด ออกไปเสียจากส่วนที่มันควรจะสะอาด บริสุทธิ์หมดจด คือตัวพระศาสนาแท้. บำรุงพระศาสนา ด้วยการใช้อตัมมยตา เชือดเฉือนสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในจิตใจ, รีบใช้พระศาสนาอย่างนี้ จะทำให้พระศาสนามีอยู่ มีอยู่แล้ว เจริญ เจริญ เจริญ, นี้จะเป็นความสุขสวัสดีแก่บุคคลนั้น. ขอยุติการบรรยายครั้งนี้ไว้เพียงเท่านี้. —————————
น.81 อยู่กับธรรม เมื่อสู้รบ กับศัตรู สู้ด้วยธรรม จะปลุกปล้ำ กันเท่าใด ไม่เสียหาย ถ้าสู้กัน อย่างนี้ ไม่มีตาย ในสุดท้าย จะปรองดอง ต้องใจกัน. เมื่อป้องกัน ศัตรู รู้ใช้ธรรม เป็นกำแพง เพชรล้ำ เลิศมหันต์ ป้องกันได้ สารพัด น่าอัศจรรย์ ป้อมค่ายมั่น กว่าสิ่งใด ในโลกคน. เมื่อหลบซ่อน จากศัตรู อยู่กับธรรม ไม่ระกำ ทุกข์เห็น สักเส้นขน ช่วยปลุกปลอบ ชื่นชอบ ฉ่ำกมล : ขอทุกคน จงมีธรรม ประจำกาย. "สิริวยาส"
น.82 “ อตัมมยตา" อาวุธเพชร เผด็จมาร · แผ่นดินทอง ต้องสะอาด สว่าง สงบ บนแผ่นดิน ธรรมครบ ด้วยหน้าที่ แผ่นดินไทย มีจิตใจ อันเสรี เพราะเหตุมี ยอดธรรมะ "อตัมมยตา” · อตัมมยตา คือมั่นคง ในหน้าที่ สามัคคี ไม่มีจิต ริษยา ทำงานสนุก เป็นสุข ทุกเวลา "อตัมมยตา" อาวุธเพชร เผด็จมาร · งานสนุก สุขไปพลาง อย่างสวรรค์ เหงื่อเป็นมัน คือน้ำมนต์ มหาศาล ทุกนาที ชีวิตเย็น เป็นนิพพาน เพราะการงาน นั้นคือการ ประพฤติธรรม พุทธทาสภิกขุ
น.83 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ • อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒๔. นิวรณ์ ๒ ๔๒. อตัมมยตา กับ สันติภาพ ๑ ๒. การศึกษาคืออะไร ๑ ๒๕. วันครู ๑ ๔๓. พระรัตนตรัย ๓. การงานคืออะไร ? ๑ ๒๖. แผ่นดินทองต้องสร้างด้วย ที่ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก ๒ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร? ๑ แผ่นดินธรรม ๑ ๔๔. การพัฒนาชีวิตโดยพระ- ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๒๗. เมื่อพอใจในหน้าที่ ที่กำลัง ไตรลักษณ์จัดเป็นอตัมมโย ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษา กระทำ ก็มีสวรรค์อยู่ ณ ๔๕. ปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา ๑ ไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ที่นั้นเอง. เมื่อไม่รู้จักตัวเอง ๔๖. สหายธรรมของอตัมมยตา และ อตัมมยตากับปัญหา ๗. ปวารณา และธรรมะ ก็ไม่รู้ว่าตนควรจะมีหน้าที่ ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา อะไร ๑ ของมนุษย์ยุคปรมาณู ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๒๘. ความเป็นพระอรหันต์ ๑ ๔๗. พระพุทธเจ้าที่ท่านยังไม่ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุค ๒๙. ธรรมะคุ้มครองโลก ๑ รู้จักและอุดมคติของความ ปัจจุบัน ๑ ๓๐. คุกของชีวิต กับ เสน่ห์ เป็นแพทย์ ๒ ๑๐. การบวชคืออะไร ? ๑ ของคุก ๔๘. การเห็นพระพุทธเจ้า ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๓๑. กระแสแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่ พระองค์จริง และ ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ ต้องรู้จัก ๑ พระพุทธเจ้ามีอยู่ใน ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๓๒. สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักนั้น ทุกหนทุกแห่ง ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้อง คือความทุกข์ ๑ ๔๙. ชีวิตที่ไม่เสียชาติเกิด ๑ ศึกษาทั้งชนิดมีตัวตนและ ๓๓. การหมดความเห็นแก่ตัว ๕๐. หลักเกณฑ์ที่จะช่วยโลก ไม่มีตัวตน ๑ คือหมดทุกข์ ๑ ให้รอดอยู่ได้ ๑ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๓๔. ชีวิต คือขันธ์ทั้งห้า ๕๑. เลิกอายุแล้วมาอยู่กับ ๑๖. คุณพระไม่ตายและ มิใช่ตัวตน ๑ อตัมมยตา ๒ เกิดมาทำไม ? ๑ ๓๕. อตัมมยตากถา ๒ ๕๒. ความไม่เห็นแก่ตัว ๑๗. ความรักดี ๑ ๓๖. อต้มมยตาประยุกต์ ๒ และความสุขสามระดับ ๑ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ๓๗. อต้มมยตาใช้หย่าอะไร ๕๓. อารัมภกถาของการเลิกอายุ ๑ "พระเจ้า" ๑ ได้บ้าง ๒ ๕๔. พระรัตนตรัยนั่นแหละ ๑๙. ครูคือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๓๘. เด็กจะเป็นผู้สร้างโลก คือตัวพุทธศานดา ๒๐. การทำวัตรตามแบบ ในอนาคต ๑ โบราณ ๑ ๓๙. คู่มืออานาปานสติภาวนา ๕๕. ชีวิตที่มีพื้นฐาน และสิ่ง ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรม ๑ ๔๐. การใช้อานาปานสติให้เป็น ที่คนธรรมดาควรทราบ ๑ ประโยชน์ในบ้านเรือน ๒ ๕๖. อริยสัจและอตัมมยตากถา ๒๒. โลกอื่น และ อตัมมยตากับธรรม ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์ และ ๔๑. บทช่วยจำสำหรับเรื่อง ความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑ อตัมมยตา ๑ จักร
น.84 อริยสัจและอตัมมยตากถา. - อริยสัจสี่ เป็นหัวใจธรรมที่ทรงแสดงตลอดพระชนมชีพ สรุปอยู่ที่สอน เรื่องทุกข์ กับ ดับทุกข์ หรือ เพื่อดับทุกข์ เท่านั้น. - อริยสัจ ให้รู้จักทุกข์และดับทุกข์, อตัมมะตา เป็นตัวการดับทุกข์ เครื่องดับทุกข์ และป้องกันมิให้ทุกข์เกิด. - สิ่งผลักดันให้สิ่งมีชีวิตพัฒนาเลื่อนสูงขึ้นไปตามลำดับจนพ้นทุกข์ คือ อตัมมยตา - ความรู้สึกที่ทำให้หย่าขาดจากสิ่งเลวร้าย สิ่งทนอยู่ไม่ได้ทั้งปวง เรียกว่า อตัมมยตา. - ใครมีหลักธรรม ๙ ตา เอาตัวรอดได้ในทุก ๆ กรณี. - อริยสัจสี่ กับ อตัมมยตา เกี่ยวสัมพันธ์กันเหมือนกับจัดเป็น "คู่มือชุบชีวิตหนักให้เบาสบาย" อย่างสำคัญยิ่ง !! - พระศาสนา ( : เครื่องมือชุบชีวิตใหม่) จะอยู่กับคน ก็ต่อเมื่อ คนใช้ศาสนาเท่านั้น. อตัมมยตากับธรรมจักร - ความหมายของธรรมจักร กับ อตัมมยตา เหมือนกัน คือตัดทุกอย่าง ที่ควรตัด หรือต้องตัด. - จักรธรรมะ หมุนไปทั่วทุกโลก ตัดสิ่งที่ควรตัด ทั้งภายนอกและภายใน. - การศึกษาสมัยปัจจุบัน สอนแต่ให้ฉลาด ไม่สอนให้ควบคุมความฉลาด จึงมี ‘ปราชญ์นั่งร้องไห้’ ให้ดู ! - ความเจริญของโลกที่ขาดธรรมะ ยิ่งมีมากเท่าไร ความเห็นแก่ตัว จะยิ่งมีมากเท่านั้น. - โลกจะเจริญทั้งฝ่ายวัตถุและจิตใจ ต้องเปลี่ยนการศึกษาให้มารู้จัก ควบคุมกิเลสตัณหา, ความเห็นแก่ตัว, และรักเพื่อนร่วมโลก. - ความเห็นแก่ตัวมีมากขึ้นตามอายุ เพราะมีการอบรมและจัดแวดล้อมไม่ถูกต้อง. - ... จงบำรุงพระศาสนา ด้วยการ ใช้พระศาสนา ให้มากกันเถิด.
Buddhadasa