น.7 วันนี้จะได้บรรยายในหัวข้อว่า อตัมมยตาเท่าที่ควร จะรู้จักกันไว้บ้าง ต้องทำความเข้าใจกันเล็กน้อย เกี่ยวกับเรื่องธรรมะ ที่สูง ซึ่งมักจะถูกถือกันว่า ไม่ควรเอามาพูดกับคนทั่วไป หรือว่าคนแรกศึกษา ; ก็มีคนเขาคัดค้าน แม้ที่สุดแต่เรื่อง อนัตตา สุญญตา เขาก็ยังว่า ไม่ควรจะเอามาพูดกับคนแรก ศึกษา, เคยถูกเขาคัดค้านมาแล้ว แต่เราก็ไม่ถือเอาเป็น เรื่องสำคัญอะไร เพราะว่ามันเป็นเรื่องชั้นหัวใจ ก็ควรจะ ทราบไว้บ้าง. ธรรมบรรยายอบรมนวกภิกษุ ในพรรษา ๒๕๓๑
น.8 ป็นเรื่องสูงสุด ถึงขนาดที่ว่า ถ้าไม่มี เรื่องนี้ก็ไม่มีพุทธศาสนา ไม่มีศาสนาอื่นสอนสูงขึ้นมาจน ถึงนี้, นี่ได้สอนมาถึงสูงสุด แล้วก็ไม่มีใครจะสอนให้สูงไป กว่านี้ได้อีกต่อไป. พระพุทธเจ้าเมื่อก่อนจะตรัสรู้เป็นพระ- พุทธเจ้า เที่ยวศึกษาในสำนักครูบาอาจารย์ต่าง ๆ คนสุดท้าย ก็สอนเรื่อง แนวสัญญานาสัญญายตนะ ; พระสิทธัตถะท่าน ไม่พอใจ บอกลาแล้วก็ไปหาเอง ก็พบสูงถึงเรื่อง อตัมมยตา คือ ระงับเสียซึ่งภพทั้งปวง มันสูงกว่าเนวสัญญานาสัญญา- ยตนะ และก็ไม่ปรากฏว่าใครจะสอนให้มากไปกว่านี้ได้อีก เราก็ควรจะทราบไว้ในฐานะเป็นหลัก เป็นเนื้อเป็น ตัวด้วย เป็นหัวใจด้วย ของพระพุทธศาสนา, แล้วยิ่งกว่านั้น มันก็มีทางที่จะนำมาใช้ได้ แม้แก่ คนธรรมดาสามัญ คนทำไร่ ทำนา ทำสวน ใช้อตัมมยตาได้ตามสมควรแก่อัตตภาพ. จิตคงความเป็นประภัสสรไว้ได้ เพราะมีอตัมมยตา. ตามตัวหนังสือ อตัมมยตา แปลว่า ไม่สำเร็จมาแต่ ปัจจัยเครื่องปรุงแต่งนั้น ๆ มันยังฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ; ไม่ สำเร็จมาแต่ปัจจัยที่เข้ามาปรุงแต่ง ให้เป็นอย่างนั้นให้เป็น
น.9 ๓ อย่างนี้ หมายความว่าปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้, ถ้าปัจจัยปรุงแต่ง ได้ จิตมันก็เป็นไปตามที่ปัจจัยปรุงแต่ง มันก็ผิดจากจิตเดิม มันก็ต้องเป็นทุกข์. จิตเดิมแท้ไม่มีกิเลส ตามปกติไม่มีกิเลส แต่ถ้ามี อะไรมาเป็นปัจจัยปรุงแต่ง มันก็กลายเป็นผิดจากจิตเดิม ก็คือ จิตที่ใหม่ขึ้นมา, แล้วก็เป็นไปตามปัจจัยที่เข้ามาปรุงแต่ง มันก็คือเป็นทุกข์นั่นเอง. หลักสำคัญที่สุดมันมีว่า จิตแท้ ๆ จิตที่ไม่มีอะไรเข้าไปยุ่งด้วยนั้น มันไม่มีความทุกข์ เรียกว่า จิตประภัสสร มัน ไม่มีความทุกข์ ; แต่ถ้าว่า เกิดอะไรขึ้น มันก็ไม่ประภัสสร มันเป็นไปตามสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องปรุงแต่ง มันก็เป็นทุกข์ ถ้าไม่มีอะไรมาปรุงแต่ง มันคงเป็นประภัสสร และไม่มีทุกข์. ถ้าไม่ให้มีอะไรเข้ามาปรุงแต่งได้ ก็ต้องมี อตัมมยตา ที่ว่านี้ : ภาวะที่เรียกว่าอตัมมยตา ภาวะ ที่จะเข้ามาปรุงแต่งนั้นปรุงแต่งไม่ได้, ก็เป็นจิตที่ไม่ถูก ปรุงแต่ง ไม่เป็นจิตใหม่ ก็คือเป็นจิตเดิมแท้ที่ไม่มีอะไรเข้ามา เกี่ยวข้อง, มันก็ไม่มีความทุกข์ เป็นจิตเกลี้ยงอยู่ตามเดิม ดังนั้น สิ่งที่กำจัดสิ่งที่เข้ามาปรุงแต่ง ไม่ให้ปรุงแต่งได้นั้น เรียกว่า อตัมมยตา.
น.10 ๔ สิ่งปรุงแต่งจิตที่ควรรู้จัก. ทีนี้ก็มาดูกันถึงสิ่งที่จะเข้ามาปรุงแต่งจิต ว่ามันได้แก่ อะไรบ้าง ; ข้อนี้มีมากหลายอย่าง ก็ควรจะรู้จักไว้ ว่า ถ้า ไม่มีสิ่งเหล่านี้เข้ามาปรุงแต่ง จิตจะเป็นจิตเดิมแท้ เป็นจิต ประภัสสร จิตเกลี้ยง จิตไม่มีกิเลส ไม่มีความทุกข์ แล้วก็ จะ มีแต่สติปัญญา ตามธรรมดาของจิตประภัสสรนั้น. สิ่งปรุงแต่งที่ควรรู้จัก ที่เป็นภายในก็มี ภายนอก ก็มี, แล้วก็อัสสาทะ คือเสน่ห์ที่ยั่วยวนของสิ่งต่าง ๆ, แม้ที่สุด แต่สิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ที่มันทำให้ มีอิทธิพลเหนือจิตใจ มันก็มีเหมือนกัน. ตัณหา มานะ และทิฏฐิ คือปัจจัยภายในที่ปรุงแต่งจิต. สิ่งปรุงแต่งที่ว่าเป็นภายใน ก็ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า ตัณหา ความอยาก นี่ก็ปรุงแต่ง, สิ่งที่เรียกว่า มานะ สำคัญ มั่นหมายอย่างนั้นอย่างนี้ คือดีกว่า เลวกว่า เสมอกัน มานะนี้ก็ ปรุงแต่ง, ทิฏฐิ ความคิดเห็น ว่าเป็นอย่างนั้น ว่าเป็นอย่างนี้ โดยความเห็น ก็เรียกว่าปรุงแต่งเหมือนกัน.
น.11 ๕ ถ้าตัณหาเข้ามาปรุงแต่ง มันก็คือเป็น อุปาทาน แล้วก็เป็น ทุกข์, ถ้ามานะเข้ามาปรุงแต่ง มันก็เกิด ตัวตน ยกหูชูหาง, ถ้า ทิฏฐิ เข้ามาปรุงแต่ง มันก็คิดเห็นไปตาม ทิฏฐินั้น ๆ ก็เป็น มิจฉาทิฏฐิ, คำว่าทิฏฐินี่หมายถึงมิจฉาทิฏฐิ. ทิฏฐินี้มี ๒ ชนิด ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ มันก็ปรุงแต่ง ที่จะไปสู่นิพพาน, ปรุงแต่งสำหรับจะไปสู่นิพพาน ก็แปลว่า มันต้องละสภาพเดิมด้วยเหมือนกันแหละ แต่ว่ามันเป็นไป ในทางดี, ถ้ามิจฉาทิฏฐิปรุงแต่ง มันก็เป็นไปในทางไม่ดี ใช้ไม่ได้. ตัณหา มานะ ทิฏฐิ เหล่านี้มันมีอยู่หรือเกิดอยู่ ก็เกิด ในภายใน จึงเรียกว่าปัจจัยภายใน จะจัดเป็นพวกธัมมารมณ์ ก็ได้. อายตนะภายนอก คือปัจจัยภายนอกที่ปรุงแต่งจิต ส่วนปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายนอกนี้เอาที่เป็นรูปธรรม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ๕ อย่างนี้เป็นรูปธรรม, ธัมมารมณ์นั้นเอาไปไว้เป็นปัจจัยภายในเสีย. ทั้งหมดมันมี
น.12 ๖ ๖ อย่าง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ๕ อย่างแรกนี้ถือว่ามันเป็นข้าง นอก มันอยู่ข้างนอก เรียกว่าปัจจัยข้างนอก มันก็ปรุงไปตาม แบบปัจจัยภายนอก. เรื่องปัจจัยปรุงแต่งนี้ ก็ควรจะรู้ไว้ให้พอสมควรว่า มันคืออย่างไร. เราถูกปัจจัยปรุงอยู่เสมอตลอดเวลา, คน ธรรมดานี้ถูกปัจจัย ๕ อย่างนี้ปรุงอยู่เสมอ. บางเวลาก็เป็น ปัจจัยภายในปรุงแต่ง บางเวลาก็ปัจจัยภายนอกปรุงแต่ง, ทั้งนี้ เพราะเรามีตา มี หู มี จมูก มี ลิ้น มี กาย มี ๕ อย่าง ที่เรียกว่าฝ่ายรูปธรรมนี้. ขอให้มองเห็นว่า ถ้าไม่มีอายตนะ เหล่านี้ คือตา หู จมูก ลิ้น กายนี่ มันก็ไม่รู้สึกอะไรได้, มันก็เหมือนกับ สิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่รู้สึกอะไรได้ เป็นก้อนหินไปเลย ; แต่ เพราะมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็มีการรู้แจ้งทางตา รู้แจ้งทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มันก็มีสิ่งที่เข้ามาตั้ง ๕ อย่าง, แล้วนั่นแหละ คือ สิ่งที่เรียกว่า โลก โลกไม่มีอะไรมากไป กว่า ๕ สิ่งนี้.
น.13 ๗ สิ่งที่มีอยู่ในโลก ที่มันเกี่ยวข้องกับเราก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่จะเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ถ้า ขาดไปเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนนั้นมันก็เหมือนกับไม่มี ไม่รู้ เช่น หูหนวกนี้ก็ไม่มีเสียง, ตาบอดนี้ก็ไม่มีรูป เป็นต้น ; เมื่อยังมีครบทั้ง ๕ อยู่ ก็นับว่าโชคดีที่จะได้รู้ โลกครบในทั้ง ๕ สิ่งในส่วนภายนอก. ทีนี้ส่วนภายในที่เป็นธัมมารมณ์นั้น ก็เข้าไปอยู่ใน พวกที่ว่า ปรุงกันจนเป็นตัณหา มานะ ทิฏฐิ แล้วก็ปรุงต่อไป จนเป็นอุปาทาน แล้วเป็นความทุกข์. จะต้องมองให้เห็นชัด ว่า ถ้าไม่มีปรุงภายนอก คือไม่มีการปรุงทางตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็มีปรุงภายในของมันได้ทางธัมมารมณ์, มัน ปรุงภายในคิดไปถึงสิ่งแต่ก่อน แม้แต่สิ่งที่ไม่มาก็คิดนึกได้ ด้วยความจำด้วยความคิด มันก็มาปรุงแต่งจิตได้ ; เรื่อง ความจำแต่กาลก่อนนั้น เอามาคิดนึกแล้ว มันก็ทำให้เกิด รัก โกรธ เกลียด กลัว ได้เหมือนกัน. นี่คนเรานี้ดูให้ดีเสียก่อน ว่าตัวเราเองมันถูกปรุงอยู่ เสมอ, ตาเห็นรูป ก็เกิดความรู้สึกคิดนึกอย่างนั้น อย่างนี้อย่าง
น.14 ๘ โน้นไปตามเรื่อง เป็นวิญญาณ เป็นผัสสะ เป็นเวทนา ความ รู้สึกพอใจไม่พอใจ, แล้วเกิดตัณหา ไปตามนั้น เกิดอุปาทาน ไปตามตัณหา ก็มี ตัวตน ขึ้นมาเป็น ของหนัก เป็น ของ ทุกข์. ทางเสียงก็เหมือนกัน กลิ่นก็เหมือนกัน รสก็เหมือน กัน โผฏฐัพพะก็เหมือนกัน แต่เราไม่สนใจ มันจึงเหมือนกับ ไม่มีอะไร ; แต่ว่ามันปรุงอยู่ตลอดเวลา. เหมือนอย่างที่กำลังฟังอยู่นี้ มันก็มีเสียง เป็นเสียง ก็ปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกทางหู ถ้าชอบใจก็เกิดความรู้สึกไป อย่าง ไม่ชอบใจก็เกิดความรู้สึกไปอย่าง,ไม่อยากฟังก็มี อยากฟังก็มี, แล้วถ้าไม่อยากฟังก็คิดต่อไป ที่จะทำอย่างนั้น จะทำอย่างนี้, ถ้าอยากฟังก็คิดต่อไปจะทำอย่างนั้น จะทำ อย่างนี้ ไปตามเรื่องของมัน, นี้ก็เรียกว่าปรุง, แม้กลางวัน มีตา หู จมูก ลิ้น กายใจ อยู่อย่างนี้ มัน ก็ยังเป็นเรื่องธัมมารมณ์ได้. เพราะว่าหลังจากที่มันปรุงด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้ว ก็เอาไปปรุงทางจิตใจทางธัมมา- รมณ์ได้อีกทีหนึ่ง. รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ นั้นมัน ปรุง ปรุงขึ้นเป็นอารมณ์เกิดขึ้นมาในจิตใจ, อารมณ์นั้นก็เป็น
น.15 ๙ ธัมมารมณ์ปรุงจิตใจต่อไปอีกทางหนึ่ง มันเลยครบทั้ง ๖ ; เพียงแต่ว่ามันจะปรุงพร้อมกันทีเดียวทั้ง ๖ นั้นไม่ได้ แต่มัน ปรุงได้ทุกอย่างทั้ง ๖ อย่าง. นี่สิ่งที่ปรุง ปรุงแล้วมันก็มีผลเป็นอย่างอื่น สรุป ความแล้วก็เกิด พอใจไม่พอใจ สุขหรือทุกข์. อัสสาหะของกามธาตุ รูปธาตุ และอรูปธาตุ คือปัจจัยที่ปรุงแต่งจิต. ทีนี้ สิ่งที่เรียกว่า อัสสาทะ อัสสาทะคำนี้ภาษาไทย ต้องแปลว่า เสน่ห์ คือสิ่งยั่วยวนใจ, ดึงดูดใจ, ประทับใจ , ความประทับใจ, อัสสาทะจะแปลว่า รสอร่อยก็ได้ เสน่ห์ หรือรสอร่อย รสอร่อยของธาตุทั้งสาม หรือเสน่ห์ของธาตุ ทั้งสามก็ได้. อันแรกคือ กามธาตุ เรื่องกาม เรื่องเพศ รสหรือ เสน่ห์ของเรื่องกามเรื่องเพศนั้น ร้ายแรงเท่าไหร่ก็รู้กัน พอจะ รู้กัน ไม่ต้องมาบรรยาย ; มันพอใจที่จะเป็นอย่างนั้น จน หลงติดอยู่ในกาม พอใจกาม บูชากาม ยึดถือกามเป็นสิ่งสูงสุด.
น.16 ๑๐ เมื่อจิตมันยังต่ำมาก ธรรมดา จิตที่ยังต่ำมาก ก็บูชา กาม บูชากามธาตุ คือเรื่องทางเพศ, นี่ก็ไปดูเอาเองก็แล้วกัน. แม้ว่าจะชอบเงินบูชาเงิน มันก็เอาไปหากาม เป็นเครื่องมือ หากาม, จะบูชาทรัพย์สมบัติ ก็เพื่อเป็นเครื่องมือหากาม, จะบูชาอำนาจวาสนายศศักดิ์อะไรอะไร มันก็เพื่อใช้หากาม การมีอำนาจวาสนานั้นมันใช้หากามได้เก่ง. คนที่อยู่ในระดับนี้ คือว่าบูชาอัสสาทะของกามธาตุ, มันก็เป็นอย่างนี้ เป็นชั้นธรรมดา มนุษย์ธรรมดา ก็มี, เป็น ชั้น เทวดาในสวรรค์ชั้นกามาวจร เทวดาทั่วไปก็มี. มันจะมาก ตามความคิด, ความคิดมีเท่าไรก็บูชามากเท่านั้น คนมี ความคิดเท่าไร ก็บูชากามเท่านั้น, พวกเทวดาในสวรรค์ มีความคิดเท่าไร ก็หลงใหลในกามเท่านั้น, พวกสัตว์มีความคิด น้อย ไม่ถึงกับบูชากาม แต่ก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจกาม พอใจ ในกามเหมือนกัน. สัตว์นั้นเวลาที่มันจะคิดนึกถึงกาม บูชา กามมันน้อย น้อยกว่าคนมาก ; คนนี่อย่าอวดดีไปนักใน แง่นี้ สัตว์มีความรู้สึกทางกามารมณ์เป็นชั่ว เป็นครู่ เป็นขณะ เป็นฤดูกาล, คนนี้มันตะพึด มันขยายให้เขื่องให้มากกว่าความ
น.17 ๑๑ เป็นจริง จนบ้าหลังเลย. ถ้าอยู่ในพวกนี้ก็เรียกว่า อัสสาทะ ของกามธาตุ เสน่ห์ รสอร่อยของกามธาตุ ทีนี้อีกพวกหนึ่งไม่แล้ว ไม่เอากามธาตุแล้ว ก็เลื่อน ขึ้นไปเป็น รูปธาตุ ไม่เกี่ยวกับกาม, เป็นรูปบริสุทธิ์ล้วน ๆ ที่เขามักจะเรียกกันว่า รูปพรหม มีโลกอยู่ที่ไหนก็ตามใจเขา เรียกว่า รูปพรหม มีโลกของเขา เรียก รูปโลก ; แต่เราจะชี้ กันง่าย ๆ ที่นี่แหละ เมื่อจิตไม่บูชากาม ไปหลงใหลอยู่ในรูป ล้วน ๆ ก็เรียกว่ารูปธาตุ, เมื่อเบื่อกามมันก็ไปที่รูปนั่นแหละ ยังไม่เบื่อกามก็อยู่ที่กาม. ลองคิดดูเอาง่าย ๆ ว่า บางคน บูชา การพนัน เช่นชอบเล่นไพ่ยิ่งกว่ากามก็มี, ชอบของเล่น ของ แพง ของเก่าก็มี, ดอกไม้ ของหอม นก สัตว์ สัตว์เลี้ยงก็มี บูชาหลงใหล, พวกนี้ต้องจัดไว้ในชั้น รูปธาตุชั้นเลว ส่วน รูปธาตุชั้นสูง ขึ้นไปอีก ก็ บูชาความสุขอันเกิด มาแต่รูปฌาน, สมาธิที่มีรูปเป็นอารมณ์ ได้มาเป็นรูปฌาน แล้วก็รสมันอร่อยไปอีกทางหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับกาม แต่ก็มี รสอร่อยดึงดูดใจด้วยเหมือนกัน, เพราะฉะนั้น เขาจึงจัดไว้ว่า เป็นอัสสาทะด้วยเหมือนกันแหละ. รสของฌาน, ความสุข
น.18 ๑๒ ที่เกิดจากฌาน ดึงดูดใจเป็นเสน่ห์ เป็นอัสสาทะ, คำกลอน ที่เขาว่า เข้าฌานนานนับเดือน ไม่เขยื้อนเคลื่อนกายา จำศีลกิน วาตา เป็นผาสุกทุกคืนวัน, นี่เป็นสิ่งที่มีได้ มีได้เพราะ อัสสาทะของฌาน ของรูปฌาน. พวกฤๅษีมุนีบางพวกทำ อย่างนี้ได้ หรือเป็นอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ พอใจในฌาน จำศีลกินวาตา เพราะว่าไม่สนใจเรื่องอาหารอะไรนัก ; กิน ใบไม้ กินใบหญ้า กินอะไรไปตามเรื่อง แล้วก็อยู่ด้วยความสุข ที่เกิดจากฌาน. ทีนี้ ถ้าสูงขึ้นไปอีก ละเอียดประณีตขึ้นไปกว่านั้นก็ อรูปธาตุ เอาสิ่งที่ไม่มีรูปมาเป็นตัวพอใจหลงใหล ; อำนาจ วาสนาก็ได้ บุญกุศลอะไรก็ได้ นี้อย่างต่ำอย่างเลว, กระทั่ง ว่าอรูปฌาน อรูปสมาบัติ ความสุขที่เกิดจากอรูปฌาน อากา- สานัญจายตนะ, วิญญานัญจายตนะ, อากิญจัญญายตนะ, กระทั่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ อันสุดท้าย ที่อาจารย์คน สุดท้ายของพระสิทธัตถะ คือ อุทกดาบส รามบุตร ทำอยู่ สอนอยู่. อรูปฌานมีอัสสาทะดึงดูดอย่างละเอียดประณีต มัน สามารถที่จะดึงดูดคนประเภทนั้น แต่ไม่สามารถดึงดูดคน
น.19 ๑๓ บ้ากามดอก, พวกที่บ้าในกามธาตุไม่ชอบ แม้แต่รูปฌานนี้ เขาก็ไม่ชอบ. ฉะนั้น รูปฌานหรืออรูปฌาน ก็เป็นที่พอใจ ของคนที่สูงขึ้นไปกว่ากาม. คนที่อยู่ในกามธาตุก็พอใจแต่ ในกามธาตุ ดึงไปหารูปธาตุ อรูปธาตุ เขาไม่เอาดอก จน กว่าจะเลื่อนขึ้นไป มั่นเบื่อแล้วก็จะเลื่อนขึ้นไป ๆ. มีอยู่สามระดับอย่างนี้ ต่ำมากก็คือกาม ถูกกันกับ วิสัยสัญชาตญาณของคนธรรมดาสามัญทั่วไปที่บูชากาม. ดูเอา เองก็แล้วกัน บางทีเรานั่นแหละกำลังบูชากาม เพราะไม่รู้ เรื่องรูปเรื่องอรูป หมายมั่นสิ่งสูงสุดเพียงแค่กาม, ทำงาน หาเงินไว้มาก ๆ แล้วก็มีเรื่องเกี่ยวกับกามนี่แหละ กับคู่สมรส กับอะไรนี้ให้ดีที่สุด, ให้ฉันวิเศษที่สุด แล้วก็เท่านั้น คิดได้ เพียงเท่านั้น, ก็มีเพียงเท่านั้น. มีจิตใจพอใจในกาม อัสสาทะ คือกามก็ปรุงแต่งให้คิด ให้นึก ให้ทำ ให้ขวนขวาย จนได้ไป เป็นทาสกาม อยู่ในเมืองมนุษย์ก็เป็นทาสกามในเมืองมนุษย์, ไปอยู่ในเมืองสวรรค์ก็เป็นทาสกามในเมืองสวรรค์. กามในเมืองมนุษย์นั้น ยังยั่วยวนน้อยกว่ากามใน เมืองสวรรค์, คิดดูให้ดี เขาว่าทำบุญไปเกิดในสวรรค์ได้กำไร ; เรามองอีกแง่หนึ่งว่า ขาดทุนยุบยับเลย เพราะไปหลงกาม
น.20 ๑๔ หลงกามารมณ์มากกว่าอยู่ในเมืองมนุษย์เสียอีก. ฉะนั้น การไปเกิดในสวรรค์ชั้นกามาวจร จะไม่ใช่กำไรเสียแล้ว, มัน ขาดทุนลึกเข้าไปอีก คือมัวเมาในกามมากกว่าที่อยู่ในเมือง มนุษย์เสียอีก. ข้อนี้ก็มีสิ่งที่น่าหัวเหมือนกัน มีกล่าวไว้ในบาลี เมื่อพวกเทวดาบางคนจะต้องจุติ คือตาย ก็สงสัยหรือมีปัญหา ว่าจะไปเกิดที่ไหนดีต่อไปนี้, ไปถามเพื่อนคนนั้นคนนี้ ไปถาม ถึงหัวหน้าเทวดา, หัวหน้าเทวดาก็บอกไปเกิดเมืองมนุษย์ แหละดี เพราะที่ โลกมนุษย์มีพระรัตนตรัย หาพระรัตนตรัย ได้ง่ายกว่าในเมืองสวรรค์ ก็เลยตกลงว่ามาเกิดในเมืองมนุษย์, จุติจากเมืองสวรรค์มาเกิดในเมืองมนุษย์ เพราะมันมีอะไร ดีกว่า นี่มันหลอกกันอยู่อย่างนี้. รู้เอาเองเถอะว่า กามก็มีเสน่ห์ไปตามแบบกาม, รูป ก็มีเสน่ห์ไปตามแบบรูป, อรูปก็มีเสน่ห์ไปตามแบบของอรูป แล้วแต่ว่าจะอยู่ในพวกไหน ในระดับไหน. ถ้าจะเอาชั้นเลว ๆ มาพูดกันว่า บางคนอยู่ในโลกมนุษย์ เกิดไปบูชาของเล่น ของที่ไม่ใช่กามอะไรก็ได้, ยิ่งกว่ากาม. ผมเคยรู้จักคน
น.21 ๑๕ คนหนึ่ง ชอบนกเขามาก, เล่นนกเขาจนไม่ได้แต่งงาน จนไม่ได้มีโอกาสแต่งงาน คนนี้บูชานกเขาเป็นสรณะเลย ; รู้จักกันดี เราก็ชอบใจนกเขาของเขาเหมือนกันแหละ แต่ไม่ ถึงกับอย่างนั้น. บูชาสิ่งที่มิใช่กาม เป็นรูปล้วน ๆ, จะเป็น เสียง กลิ่น หรืออะไรก็ตามที่มันล้วน ๆ บางคนหลงใหลใน ต้นไม้แปลก ๆ สัตว์เลี้ยงแปลก ๆ อันนี้ก็ไม่สนใจที่จะมีเหย้า มีเรือน นี่เป็นรูปธาตุอย่างเลว สิ่งที่มีอยู่และเป็นไปตามธรรมชาติ คือปัจจัยที่ปรุงแต่งจิต ทีนี้ สิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ หมายถึงเหตุการณ์ ต่าง ๆ ตามธรรมชาติที่มันจะเกิดขึ้น เป็นอุบัติเหตุอย่างนั้น อย่างนี้ น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือพายุร้ายกาจที่ทำให้ตายกัน มาก ๆ. สิ่งเหล่านี้ก็มีอำนาจปรุงแต่งจิตเหมือนกัน ให้ โกรธ ให้ กลัว ให้ สะดุ้ง ให้ หวาดเสียว. ถ้ามี อตัมมยตา ก็ไม่ หวาดเสียว มันเช่นนั้นเอง ไฟมันจะไหม้โลกก็ไม่หวาดเสียว ถ้ามีอตัมมยตา, เดี๋ยวนี้เพียงแต่พายุจะมานี้ก็อกสั่นขวัญหาย แล้ว.
น.22 ๑๖ สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แม้ที่สุดแต่โรคภัยไข้เจ็บ ที่มันมีมาตามธรรมชาตินี้มันก็ทำให้จิตใจเป็นทุกข์เหมือนกัน; ถ้ามี อตัมมยตา ก็ไม่หวั่นไหว มันเช่นนั้นเอง, มันเช่นนั้น เอง ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เหตุการณ์ของธรรมชาติ จะมีอย่างไร แปลกประหลาดอย่างไร ก็ไม่หวั่นไหว. แล้วก็ยังมี ความตื่นเต้น อีกพวกหนึ่ง ความตื่นเต้น ของแปลกของประหลาด ความตื่นเต้นมันก็ไม่ใช่กาม มันก็ ไม่เชิงรูป. ของประหลาดที่เห็นแล้วก็สะดุ้งหวาดเสียวแล้วตื่น เต้นหรืออัศจรรย์ เช่นพวกกายกรรมชั้นที่มีชื่อเสียง เที่ยว แสดงทั่วโลก, กายกรรมกวางเจานี้ผมก็ไม่ได้ไปดู แต่ดูทีวี ก็รู้สึกว่า คงจะตื่นเต้นกันมากแหละ ขายตั๋วแพงใบละหลาย ๆ ร้อยบาท คนเข้าไปดูก็ตื่นเต้น ; ถ้ามี อตัมมยตา ก็ไม่ตื่นเต้น มันก็แค่นั้นเอง เช่นนั้นเอง ไม่ตื่นเต้นกับมัน. นี่เรื่อง ที่ทำให้ตื่นเต้น ที่ทำให้ต้องไปดูมวย ไปดูฟุตบอล ไปดูกีฬา ไปดูอะไรต่าง ๆ ล้วนแต่ตื่นเต้น, ถ้ามีอตัมมยตามันก็ไม่ตื่น เต้น แถมจะเห็นเป็นเรื่องไม่จำเป็น ไม่ต้องไปเสียเวลากับ มัน.
น.23 ๑๗ นี่คำว่าปัจจัยเครื่องปรุงแต่ง มีอยู่อย่างนี้, ทำให้จิต ที่เคยเกลี้ยง เคยเย็น เคยสงบ เคยหยุด พลุ่งขึ้นมา เป็นจิต ใหม่ แล้วก็มีความทุกข์ยากลำบาก เรียกว่าของปรุงแต่ง สิ่ง ปรุงแต่ง ปัจจัยปรุงแต่ง แล้วก็ให้เกิดความรู้สึก ซึ่งอาจจะ สรุปได้ว่า พอใจหรือไม่พอใจ เท่านั้นแหละ. ทีนี้จะเป็น ไปทางไหนก็เป็นไปแหละ : พอใจก็เกิดกามตัณหา ภวตัณหา , ไม่พอใจก็เกิดวิภวตัณหา ก็เป็นไปตามแบบของตัณหา มีความ ทุกข์ ไปตามแบบนั้น, รู้จักโดยคาดคะเนเอาก็ได้ ถ้าเรา ไม่ตื่นเต้น เราจะเป็นอย่างไร ? ถ้าเราไม่ตื่นเต้นในสิ่งที่เขา ตื่นเต้นหลงใหลมัวเมา. ถ้ามีทิฏฐิถูกต้องไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิ มันจะไม่กลัวผี ไม่กลัวตาย หรือจะไม่อะไร หลายๆ อย่าง. เดี๋ยวนี้มันไม่มี ทิฏฐิที่ถูกต้อง ทิฏฐิโง่ ๆ ก็ปรุงแต่งให้กลัวผี กลัวตาย กลัว เจ็บกลัวไข้ หวาดผวาอยู่ตลอดเวลา แม้แต่กลัวความมืด, หนักเข้าก็กลัวจิ้งจกตุ๊กแก แม้กระทั่งกลัวลูกหนู กิ้งกือ ; ลองคิดดูเถอะ กลัวลูกหนู กลัวกิ้งกือ มันโง่สักเท่าไร มัน ปรุงแต่งจิตได้ถึงขนาดนั้น ถ้ามีอตัมมยตา มันเป็นไปไม่ได้ ดอก. แต่มันก็ลำบากเหมือนกันแหละ ที่จะให้เด็กเล็ก ๆ
น.24 ๑๘ มีอตัมมยตามาแต่ในท้อง มันก็มีไม่ได้ แต่ขอให้รู้ไว้ว่า ถ้ามี มันก็ไม่ต้องกลัว. นี้เรียกว่าสิ่งปรุงแต่งภายนอกก็มี ภายในก็มี ตาม ธรรมดามีอยู่ทั่วไปก็มี เกิดอยู่ตามธรรมชาติก็มี ถ้าปรุงแต่ง ให้จิตผิดจากปกติเดิมไม่ได้ นั่นแหละ คือ อตัมมยตา ; มี ประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์คิดเอาเอง จะเอามาใช้กันได้หรือ ไม่ ก็มาคิดดูกันเอง. เขาว่าสูงเกินไป เราว่าไม่สูงเกินไป เอามาใช้ได้ อยู่ในวิสัยที่จะเอามาใช้ได้ ไม่ให้ความคิดเลว ๆ ปรุงแต่งให้นิยมการกระทำชั่ว, นี้มันก็ใช้ได้ แม้แต่ชาวนา ชาวสวน กรรมกรหรือคนขอทาน. เมื่อไม่ตกอยู่ใต้วิสัยการ ปรุงแต่งที่โง่เขลา มันก็ไม่ลำบากเดือดร้อนมากแหละ ขอให้ เข้าใจ. เวทนาคือผลของการปรุงแต่ง. ไหน ๆ พูดแล้วก็พูดให้เลยไปเสียเลยว่า สิ่งเหล่านี้ เข้ามาแล้ว มันก็ปรุงแต่งโดย ๒ ความหมาย ให้ พอใจ หรือ ให้ ไม่พอใจ มันมี ๒ คำเท่านั้นแหละ พอใจหรือว่าไม่พอใจ.
น.25 ๑๙ พูดถึงคนธรรมดาก่อน ถ้าปรุงแต่งเกิดเป็นเวทนา แล้วก็พอใจหรือว่าไม่พอใจ แล้วก็เกิดตัณหา เกิดตัวกู ของกู. ความพอใจหรือไม่พอใจของคนธรรมดานั้น จะ ปรุงแต่งจนเกิด อัตตา ตัวตนของตน ตัวกูของกูอย่างนั้น อย่างนี้ขึ้นมา, พอเกิดอัตตาแล้วก็เกิด อัตตนียา มันก็เป็น ทุกข์แหละ ; เรียกว่าพอใจหรือไม่พอใจนี่มันปรุงขึ้นเป็น อัตตา เป็นอัตตนียา แล้วก็ต้องเป็นทุกข์ไปตามแบบคน ธรรมดาที่มีอัตตา. พระอรหันต์กับนิพพาน ๒ ประเภท. ทีนี้พระอรหันต์ เอาเป็นพระอรหันต์เลย, พระ- อรหันต์ชั้นต้น คือประเภทสอุปาทิเสสนิพพานนั้น ความ พอใจหรือไม่พอใจยังรู้สึกอยู่ แต่ไม่ปรุงแต่งเป็นอัตตา ; มันเป็นเรื่องลึกหน่อย แต่ว่าถ้าเข้าใจไว้ได้ก็ดีเหมือนกัน. พระอรหันต์ประเภทสอุปาทิเสสนิพพานนั้น อินทรีย์คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ยังไม่ถูกกำจัด, ยังรับรู้เวทนา เป็นพอใจ หรือไม่พอใจ รู้ แต่ไม่ปรุงแต่งเป็นอัตตาหรืออัตตนียา ดีกว่า ปุถุชน. ปุถุชนถ้าได้ความพอใจหรือไม่พอใจ มันก็ปรุงแต่ง
น.26 ๒๐ เป็นตัวตนเป็นของตน จนเป็นทุกข์, พระอรหันต์ขั้นต้น รู้สึกเป็นพอใจหรือไม่พอใจเหมือนกันแหละ แต่ไม่ปรุงแต่ง เป็นอัตตา อัตตนียา ก็เลยไม่เป็นทุกข์. ทีนี้ พระอรหันต์ชั้นที่ ๒ คือชั้นเลิศ ก็มี อนุปาทิเสส นิพพานธาตุ, พระอรหันต์ประเภทนี้เวทนาไม่อาจจะรู้สึกพอใจ หรือไม่พอใจ เป็น สักว่าเวทนา ไม่เป็นความพอใจหรือไม่ พอใจ, เพราะฉะนั้นปัญหาก็ไม่มี มันไม่มีทางที่จะปรุงเป็น ตัวตนหรือเป็นของตน เป็นเวทนาเย็นเวทนาหยุด. พระอรหันต์ทีแรก เวทนาไม่เย็น ยังมีพอใจยังมีไม่ พอใจ แต่ก็ไม่ปรุงแต่งเป็นตัวตน, พระอรหันต์ที่ ๒ นี้ เวทนา เย็นสนิท ไม่อาจจะเป็นพอใจหรือไม่พอใจ, มันก็เลิกกัน. สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ตามพระบาลีเป็นอย่างนี้, แต่ที่สอนกันอยู่ในโรงเรียนนั้นไม่ใช่อย่างนี้ อย่าเอามาวิจารณ์ ให้เสียเวลา ; เขาสอนว่า พระอรหันต์ยังเป็น ๆ เรียกสอุปา- ทิเสส พระอรหันต์ตายเรียกอนุปาทิเสส ; น่าหัวที่สุด, ไม่รู้เอามาแต่ไหน ตายแล้วจะมีประโยชน์อะไร จะมีปัญหา อะไร.
น.27 ๒๑ ไม่ต้องตายดอกนิพพานนี้, สิ้นกิเลสแต่ว่าเวทนา ยังไม่เย็น ยังรู้สึกเป็นสุขหรือทุกข์ แต่ก็ไม่เกิดอุปาทาน นี่แหละพระอรหันต์ที่ ๑ ; พระอรหันต์ที่ ๒ ไม่มีเวทนา ที่เป็นพอใจหรือไม่พอใจ เงียบ เย็นไปหมด นี่คืออนุปาทิเสส นิพพาน. เป็นเรื่องสูงมากไปแล้ว, เดี๋ยวจะว่าเอาเรื่องสูง เกินไปมาพูดให้ฟัง แต่ว่ามันมีเค้าเงื่อนที่พอจะเข้าใจได้ พอ จะจำไว้และจะมีประโยชน์ ; ถ้าจะศึกษาพุทธศาสนากันจริง ๆ แล้วก็ต้องรู้เรื่องเหล่านี้. เวทนาเป็นจุดเริ่มต้นของความทุกข์. สิ่งปรุงแต่งมันมาสรุปอยู่ที่เวทนา, มันจะมีอะไร ก็ตาม รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรก็ตาม มันเกิดเป็น เวทนา แล้ว เวทนานั้นมันปรุงแต่งตัวกูของกู แล้ว เป็นทุกข์. ถ้าเวทนาปรุงแต่งไม่ได้เท่านั้น จบ หมด, โดย ผลของอตัมมยตา ปรุงแต่งไม่ได้ เวทนาปรุงแต่งไม่ได้ โดย ประการใด ๆ ; ถ้าเวทนายังปรุงแต่งได้ ก็ต้องเป็นไปตาม ยถากรรม.
น.28 ๒๒ มันมีอะไรมาปรุงแต่งได้ แล้วมันก็ทำให้เกิดความ รู้สึกเลวร้ายที่เป็นทุกข์ ความรักบ้าง ความโกรธบ้าง ความ เกลียด บ้าง ความกลัว บ้าง ความตื่นเต้น บ้าง วิตก กังวล บ้าง อาลัยอาวรณ์ บ้าง อิจฉาริษยา บ้าง หวง บ้าง หึ่ง บ้าง, หลงในของคู่ไม่หยุดไม่หย่อน เดี๋ยวบวกเดีย แลบ, เดี๋ยวดีเดี๋ยวชั่ว แล้วมันก็วุ่นไปหมด ร้อนไปหมด, นี่การ ปรุงแต่ง. เมื่อไม่ถูกปรุงแต่ง สิ่งเหล่านี้มันไม่มี จิตมันก็ เกลี้ยง, มันก็หยุด, มันก็เย็น, มันก็สงบ, มันก็สบาย. เวทนาคำนี้มันมีความหมายเหลือประมาณ, เวทนานี้ มันเป็นนายเหนือหัวสัตว์ทุกตัว, คนทุกคนในโลก รวมทั้งเรา ด้วยทุกคน, ถ้าคุณมองไม่เห็นก็ไม่เห็น ถ้ามองเห็นก็จะเห็น. เราทำอะไร ๆ มันก็ทำไปเพื่อ สุขเวทนา, จะหาเงินหาทรัพย์ สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง บุตรภรรยาสามีอะไร มันก็เพื่อ เวทนาทั้งนั้น, ต้องการเวทนาทั้งนั้นแหละ ; จริงหรือไม่ไป คิดดูเอง. อุตส่าห์เล่าเรียน ทำการงาน อุตส่าห์สะสมเงิน อุตส่าห์ทำอะไรต่าง ๆ สิ่งที่มุ่งหมายแท้จริงคือเวทนา ; แต่ มันอาจจะมองไปในรูปของคู่ครอง คู่สมรส สมบัติพัสถาน
น.29 ๒๓ เงินทองอะไรก็ได้ตามใจ แต่หัวใจแท้ ๆ มันมุ่งไปที่เวทนา ที่สุขเวทนา. ฉะนั้น เวทนาเป็นตัวร้ายที่จะปรุงให้เป็นอะไรก็ได้ เวทนาที่พอใจก็ปรุงไปอย่างหนึ่ง, เวทนาที่ไม่พอใจก็ปรุงไป อย่างหนึ่ง, ที่ยังไม่รู้ว่าพอใจหรือไม่พอใจ ก็ให้สงสัยให้โง่ ให้หลงอยู่นั่นแหละ ก็ปรุงไปตามแบบนั้น ให้สงสัย ให้หลง ให้โง่อยู่นั่นเอง, ติดอยู่ที่นั่นเอง. มือตัมมยตาแล้ว ควบคุมเวทนาได้ ก็ควบคุมโลกได้. เวทนาที่เป็นฝ่ายทุกข์ เราก็ไม่ต้องการอย่างยิ่ง มันบีบบังคับอย่างยิ่ง, เวทนาที่เป็นสุขก็ต้องการ มันก็บีบ บังคับอย่างยิ่งเหมือนกัน. ฉะนั้นถ้าเราเอาชนะเวทนาได้แล้ว ก็ไม่มีปัญหา เรียกว่าโลกทั้งโลกไม่อาจทำอะไรเราได้ ไม่มี ปัญหา. ที่โลกมันจะทำอะไรแก่เราได้ ก็เพราะมันมีเวทนา, มันให้เกิดเวทนา, ทุกคนเป็นทาสของเวทนา, เวทนา ครอบงำดึงดูดไป แล้วก็เกิดตัณหา ก็ยุ่งกันไป จนถึงความ ทุกข์ ; ยุติอยู่ที่เวทนาเถอะ, ระวังให้ดี.
น.30 ๒๔ ถ้าควบคุมเวทนาได้ ก็เหมือนกับควบคุมโลก ทั้งหมดได้. โลกทั้งหมดทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าเราควบคุม เวทนาได้ ไม่ต้องการสุขเวทนา ไม่ต้องการทุกขเวทนา ได้มาก็ เช่นนั้นเอง ก็เช่นนั้นเอง. ฉะนั้น เราจะไม่มีความทุกข์ แม้ว่า เรายังจะต้องดำรงชีวิต จะต้องทำการงาน จะต้องหาทรัพย์ สมบัติ จะต้องอะไร ก็อย่าให้เวทนาบีบคั้นเผาลนนัก, อย่า เป็นทาสของมัน ให้มีชีวิตสะดวกสบายก็แล้วกัน อย่าให้มาก ถึงขนาดเป็นทาสของเวทนา. อตัมมยตามีแล้ว เวทนาทำอะไรไม่ได้ เช่น เดียวกับเวทนาทำอะไรพระอรหันต์ไม่ได้. พระอรหันต์ที่ ๑ คือ พระอรหันต์สอุปาทิเสสะ เวทนาก็ทำอะไรไม่ได้, ท่านมี เวทนาแต่ไม่อาจจะปรุงเป็นตัณหาอุปาทาน เพราะอตัมมยตา มันคุมได้, พระอรหันต์ที่ ๒ ก็ไม่มีเวทนาชนิดที่จะปรุงแต่งได้ คือไม่เป็นเวทนาสุขหรือทุกข์, นี่ขจัดอำนาจใหญ่หลวงคือ เวทนาเสียได้. ฝนตก เพราะว่าถ้ามีเวทนาแล้ว มันก็เกิดตัณหา, มันก็เกิดกิเลสนานาชนิด, กามตัณหาก็เกิด ราคะ โลภะ, ภวตัณหาก็เหมือนกัน ให้เกิด ราคะ โลภะ, วิภวตัณหาก็ให้ โทสะ โกธะ ถ้ามันปน ๆ กันก็ให้เกิดโมหะ, เมื่อตัณหาทำ อะไรไม่ได้ มันก็ไม่มีปัญหา.
น.31 ๒๕ ชาติ ความเกิดแห่งตัวกู. เดี๋ยวนี้เวทนามันยังให้มี ตัณหา ตัณหายังทำอะไร ต่อไปอีก จนมี อุปาทาน มี ตัวตน มี ภพ มี ชาติ, มี ตัวกู ที่โง่ออกมา เป็นตัวกูหลงใหลในสิ่งนั้นสิ่งนี้ ยึดถือเอาเป็น ตัวตนเป็นของตนไปหมด. ชาติ ความโง่เกิดมาจนถึงที่สุด เป็นตัวกู, ตัวกูของความโง่ มันก็กวาดเอาเป็นของมันหมด บุตร ภรรยาสามี ข้าวของเงินทอง อำนาจวาสนา เป็นของกู หมด, กระทั่งความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็เป็น ของกูหมด แล้วคิดดูจะเป็นอย่างไร. นี่ ชาติโง่ ๆ เกิดขึ้นมาเป็น ตัวกู ไม่ต้องเกิดจาก ท้องแม่, มันเกิดในใจ เกิดทางใจ เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิดภพ เกิดชาติ ตาม ปฏิจจสมุปบาท ไปท่องเอาเอง. เวทนา ก็ให้เกิดตัณหาครบถ้วน, เกิดตัณหาแล้วก็เกิดอุปาทานครบ ถ้วน, เกิดอุปาทานก็เกิดภพ ความที่จะต้องปรุงแต่งเป็น ตัวกูครบถ้วน, ก็เกิดชาติออกมาเป็นตัวกู วันหนึ่งเกิดกัน กี่หนกี่ครั้งลองสังเกตดู.
น.32 ๒๖ ที่จริงพูดได้เลยว่า มันเกิดใหม่ทุกคราวที่ได้รับอารมณ์, ถ้าวันหนึ่งได้รับอารมณ์ร้อยครั้งพันครั้ง ก็เกิดชาติร้อยครั้ง พันครั้ง อารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายนี่, แล้วก็ยังมีอย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้นอีกหลาย ๆ อย่าง. ได้รับ อารมณ์ครั้งหนึ่ง จิตมันคิดเป็นตัวกูครั้งหนึ่ง ก็เกิดชาติหนึ่ง แหละ, มีความคิดเป็นตัวกูครั้งหนึ่ง ก็เกิดชาติหนึ่ง หรือจะ ถือว่าเกิดความรู้สึกอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่ง แล้วเกิดเป็นตัวกู ครั้งหนึ่ง. เช่น ความรัก เกิดขึ้นในจิตใจ ตัวกูผู้รัก ก็เกิดแล้ว, มี ความรู้สึกโกรธ ขึ้นมา ตัวกูผู้โกรธ ก็เกิดแล้ว. ทีนี้มันมี อีกมากมายหลายอย่าง ความเกลียด ความกลัว ความวิตก กังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา ตื่นเต้น ทั้งนั้นแหละ ความ รู้สึกเหล่านั้นเกิดขึ้นมาที่ ก็คือเกิดชาติหนึ่งแล้ว. นี่จะดูกันง่าย ๆ ได้อะไรมาพอใจ มันก็เกิดชาติหนึ่ง, ได้อะไรมาไม่พอใจมันก็เกิดชาติหนึ่ง, ชั่วเวลาที่กินข้าวนี่แหละ เผอิญคำนี้อร่อยพอใจ ก็เกิดตัวกูผู้พอใจ, คำถัดมาไม่อร่อย ไปโดนพริกเข้าไม่อร่อย มันก็โกรธ ก็เกิดตัวกูที่ไม่พอใจ ;
น.33 ๒๗ กว่าจะกินข้าวเสร็จก็เกิดได้หลายชาติ แล้วแต่ของที่กินเข้าไป ทำให้เกิดความรู้สึกอย่างไรขึ้นมา แล้วมันก็เกิดรู้สึกเช่นนั้น ๆ เป็นตัวกูผู้เป็นเช่นนั้น ๆ ชั่วเวลากินข้าวก็มีชาติได้หลาย ๆ ชาติหลาย ๆ ชนิด. นอกจากนั้นจะไปทำอะไรที่ไหนก็เหมือน ๆ กัน พอใจ หรือไม่พอใจ มันก็ต้องเกิดตัวกูของกู จะเอาที่ว่าเมื่อตะกี้เป็น หลักก็ได้, ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความอิจฉาริษยา วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ หึงหวงก็ตาม ความรู้สึกอันนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ก็คือชาติหนึ่งแหละ คือมีตัวกู ผู้เป็นเช่นนั้น, มีตัวกูผู้รัก ผู้โกรธ ผู้เกลียด ผู้กลัว ผู้ตื่นเต้น ผู้อิจฉาริษยา วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ หึงหวง นี่ มันเป็น ชาติ ทั้งนั้นแหละ เพราะมันเป็นความรู้สึกเด็ดขาดลงไปอย่าง หนึ่งว่า ตัวกูเป็นเช่นนั้น ; แล้วก็ปรุงต่อ ๆ กันไป พอใจไม่ พอใจ ไม่พอใจก็คิดไปอย่าง ทำไปอย่าง, พอใจก็คิดไปอย่าง ทำไปอย่าง มันก็มากมาย กลายเป็นตัวกูขึ้นมาหลายอย่าง หลายชนิด หลายสิบอย่างหลายสิบชนิด, ตัวกูที่เป็นหญิง ตัวกูที่เป็นชาย ตัวกูที่เป็นผัว ตัวกูที่เป็นเมีย ตัวกูที่เป็นลูก ตัวกูที่เป็นหลาน เป็นพ่อ เป็นอะไรก็ตาม, ตัวกูที่เป็นคนใช้
น.34 ๒๘ เป็นนาย เป็นลูกจ้าง เป็นกรรมกร, ตัวกูที่ยากจน ตัวกูที่ มั่งมี ตัวกูที่ร่ำรวย ตัวกูที่สวย ตัวกูที่ไม่สวย ตัวกูที่ถูกเอา เปรียบ ตัวกูที่ไม่ถูกเอาเปรียบ ตัวกูที่ได้เปรียบ, โอ๊ย พูด ไม่ไหวแล้ว ทุกอย่างแหละมันเป็นตัวกู. ประโยชน์หรืออานิสงส์ของอตัมมยตา. ถ้าอตัมมยตามี สิ่งเหล่านี้เกิดไม่ได้ สบายไหม ถ้า สิ่งเหล่านี้ไม่เกิด สบายไหม, นั่นแหละคือประโยชน์หรือ อานิสงส์ของอตัมมยตา แม้จะเป็นธรรมะที่สูงก็ควรรู้จักไว้ มันได้ประโยชน์, ผมจึงว่า อตัมมยตาเท่าที่ควรจะรู้จักกัน ไว้บ้าง. ใช้เป็นคาถาขับไล่กิเลส. ฉะนั้น ใช้อตัมมยตาเป็นเครื่องขับไล่ออกไป กูไม่เอากับมึง ไอ้อย่างนี้กูไม่เอากับมึง อย่างนี้กูไม่เอากับ มึง, มึงจะมาปรุงกูอีกแล้ว. กูนี้หมายถึงจิต, คำว่ากู ๆ นี้คือจิต ไม่ใช่มีตัวกู ที่ไหน จิตล้วน ๆ จิตที่ยังเป็นเนื้อเป็นตัวของจิต ยังไม่มีอะไร
น.35 ๒๙ มาปรุงแต่ง ; ให้มีสติปัญญาเกิดขึ้นมาในจิตนั้น มันก็บอก กูไม่เอา กูไม่เอา คือจิตนั้นมันไม่เอา ไม่ใช่ตัวกูจริงจังอะไร ภาษาพูดต้องพูดว่าตัวกู แต่ความจริงไม่มีตัวกู มีแต่จิตรู้สึกนึก คิดเป็นอย่างไรก็พูดอย่างนั้น. นี่ให้พวกเรารู้จักกันไว้ว่า จิตที่เคยเป็นจิตล้วน ๆ ไม่มีอะไรปรุงแต่งปนเป เป็นจิตเกลี้ยงจิตแท้ มันถูกทำให้ เป็นจิตใหม่ต่าง ๆ นานา ไม่รู้กี่ร้อยชนิด แล้วก็เป็นทุกข์ไป ตามชนิด ๆ ของมัน. ถ้าอตัมมยตามี ปรุงเช่นนั้นไม่ได้ คง เป็นสภาพเดิม เป็นจิตประภัสสร เยือกเย็น, มีสติปัญญาอยู่ ในตัวจิตเอง เพราะไม่มีกิเลส ทำไปตามอำนาจของสติปัญญา มันก็ถูกต้องหมด มันไม่เกิดกิเลส มันไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้น เราจะอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งปรุง สิ่งที่มันจะปรุง, สิ่งที่ มันมีอำนาจในการปรุงเต็มไปหมดไม่ว่าที่ไหน มือตัมมยตา คอยป้องกันไว้. ถ้ามีสติปัญญาพอ ก็มือตัมมยตาได้, รักษา อตัมมยตาไว้ได้, ป้องกันไม่ให้เกิดการปรุงขึ้นมาได้ ; สติ นั่นแหละเป็นเครื่องป้องกัน เอาสติปัญญามาเป็นอาวุธตัดมัน
น.36 ๓๐ ออกไปเสีย อารมณ์นั้น ๆ ก็ไม่ปรุง ก็ไม่มีโอกาสที่จะปรุง, เราก็ ... เราน่ะคือจิต จิตที่เป็นอย่างนั้น ... ก็สบาย ก็ไม่มี ความทุกข์. ใช้อตัมมยตาเป็นเหมือนกับมนต์คาถาศักดิ์สิทธิ์ ขับไล่ ผี คือกิเลสนั้นออกไป ขับไล่ผีคือกิเลสออกไป, ขับไล่ความ ทุกข์ออกไป, ขับไล่เหยื่อล่อของเวทนา สิ่งที่มาชวนให้หลง ใหลกำหนัดยินดี ขับไล่ออกไป, สิ่งที่มีเสน่ห์ ที่จะเข้ามา ครอบงำจิตใจให้หลงไปนั้น มันก็เป็นผีชนิดหนึ่งเหมือนกัน ; อตัมมยตาสามารถที่จะขับไล่ผีได้ทุกชนิด. นี่เราจะต้องสนใจ ไว้บ้าง เกิดมานานแล้วหลายปีแล้ว ก็ควรเห็นอะไรเป็นอะไร มันหลอกอย่างไร มันหลงได้ โดยวิธีใด ; ก็รู้เท่ารู้ทันมันไว้. ศึกษาเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เสมอ มัน ก็หลงไม่ได้, เห็นว่า โอ้ ธรรมดา นี้ไม่เที่ยง, เป็นทุกข์ เพราะมันไม่เที่ยง และก็ไม่อาจต่อต้านได้ มันต้องเป็นทุกข์ และไม่เที่ยง ไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ มันเป็นอนัตตา, แล้ว มันก็เป็นอย่างนั้นเอง ตั้งอยู่เช่นนั้นเอง เป็นอยู่เช่นนั้นเอง เป็น ธัมมัฏฐิตตา, มันมีกฎธรรมชาติ บังคับไว้เช่นนั้น
น.37 ๓๑ เรียกว่า ธัมมนิยามตา, ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่ เนืองนิจ เรียกว่า อิทัปปัจจยตา, เห็น สุญญตา ว่างจาก ตัวตน, เป็น ตถาตา เป็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง. ถ้าความรู้ เหล่านี้มีอยู่แล้ว อตัมมยตา ก็มี ตั้งอยู่ได้ เกิดขึ้นได้ มี อำนาจที่จะข่มขี่เสน่ห์ของธาตุทั้งปวง ของสิ่งที่จะมาปรุงไว้ได้. สนใจศึกษาไว้เถิด เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้น จะช่วยให้เกิดอตัมมยตาได้โดยง่าย, หรือถ้าว่าคอยสังเกตไว้ เสมอในโทษ ทุกข์ อันตราย ที่มันเกิดขึ้น โอ้ มันเกิดขึ้น อย่างนี้ ๆ แล้วมันก็จะเบื่อ, หรือจะเห็นโทษไว้ล่วงหน้า มันป้องกันไว้ล่วงหน้า, อัตตาอัตตนียาก็ไม่เกิด และไม่เป็น ทุกข์ เป็นเครื่องรางที่แท้จริง. นื้อตัมมยตาเท่าที่คนธรรมดาควรจะทราบกันไว้บ้าง เหมือนกับมีพระพุทธเจ้ามาคุ้มครอง, เหมือนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์แท้จริงมาคุ้มครอง, ไม่ใช่เครื่องราง หลอก ๆ อย่างที่เขาแขวนกันอยู่ นั่นเครื่องรางหลอก ๆ.
น.38 ๓๒ เครื่องรางที่แท้จริง คือ อตัมมยตา ไม่ต้องเอา มาแขวนให้รุงรังไว้ที่คอ อยู่ที่สติปัญญามาให้ทันเวลา, มัน ก็คุ้มครองได้ แล้วศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในการคุ้มครอง ; ไม่มี อะไรคุ้มครองได้เท่ากับอตัมมยตา, กูไม่เอากับมึง, กูไม่เอา กับมึง กิเลสก็มาทำอะไรไม่ได้. คำพูดนี้มันหยาบคาย แกล้ง พูดให้มันหยาบคาย เพื่อที่จะจำง่าย ลืมยาก, สิ่งที่มันยั่วยวน ล่อหลอกเข้ามา แล้วก็ กูไม่เอากับมึง มาหลอกให้รักก็ไม่เอา, หลอกให้เกลียดก็ไม่เอา, หลอกให้โกรธก็ไม่เอา, หลอกให้ กลัวก็ไม่เอา, หลอกให้ตื่นเต้นก็ไม่เอา ไม่เอาทั้งนั้นเลย กูไม่เอากับมึง นี่คือ อตัมมยตา. ทำให้เป็นพระอรหันต์ ขอให้ทุกคนเข้าใจไว้ตั้งแต่บัดนี้ แม้เป็นพระใหม่บวช ไม่กี่วันนี้, นี้คือธรรมะสูงสุด ยอดสุดของธรรมะ ที่ทำให้ เป็นพระอรหันต์. ผู้มีอตัมมยตาถึงที่สุดก็คือพระอรหันต์, พระพุทธเจ้าคือผู้ค้นพบ แล้วมาสอนให้ผู้อื่นมีได้ด้วย ท่านก็ เป็นผู้สอน, ผู้แนะ, ชี้ สั่งสอน.
น.39 แปลว่า ความที่อะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้, ผู้มีอตัมมยตา เรียกว่า อตัมมโย คือผู้ที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้ คือพระอรหันต์. ตัมมยตา คือสิ่งที่จะปรุงแต่ง ผู้ใดถูก ปรุงแต่งโดยตัมมยตา เรียกว่า ตัมมโย ผู้ที่ถูกปรุงแต่งเสียแล้ว, เลยเป็นคู่กัน อตัมมยตาคู่กับอตัมมโย ตัมมยตาคู่กับตัมมโย : ก็คือว่า ปรุงแต่ง-ปรุงแต่ง แล้วก็ไม่ปรุงแต่ง-ไม่ถูกปรุง แต่ง. การปรุงแต่งมีก็ถูกปรุงแต่ง การปรุงแต่งไม่มีก็ไม่ถูก ปรุงแต่ง, การไม่มีสิ่งที่จะปรุงแต่ง หรือปรุงแต่งไม่ได้เรียก อตัมมยตา. ขอให้รู้ไว้ตามสมควรแก่อัตตภาพของตน แม้ใน เวลานี้, ถ้ารู้ได้จริงก็เป็นพระอรหันต์, ถ้ามือตัมมยตาแต่ เด็ก ก็เป็นพระอรหันต์ตั้งแต่เด็ก, ไม่สูญเปล่าไม่เสียเปล่า. ทำให้อยู่เหนือโลก. มีจิตใจอยู่เหนือการปรุงแต่ง ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งได้ นั่นแหละคือโลกุตตระ เหนือโลก เป็น โลกุตตระ, ถ้า ยังปรุงแต่งได้ก็อยู่ในโลก จมอยู่ในโลก เป็นโลกียะอยู่ใต้ วิสัยโลก.
น.40 ๓๔ อยู่กับโลกก็อย่าอยู่ใต้ โลก อยู่เหนือโลกดีกว่า, ไหน ๆ ก็ต้องอยู่ในโลกแล้ว มือตัมมยตาสำหรับจะไม่ให้จมลงไปใน โลก แต่จะอยู่เหนือโลก เรื่องมีเท่านี้. เวลาก็หมดแล้ว ขอยุติการบรรยาย.
น.41 ช่วยได้ในทุกกรณี. เพื่อนสหธรรมิก สพรหมจารี ทั้งหลาย , โอกาสสุดท้ายผมจะพูดถึงเรื่อง เครื่องมือที่จะต้อง มีไว้ใช้ประจำในทุกกรณี สำหรับเรือแพขนาดไหนก็ตาม ชนิดไหนก็ตาม บุคคลใดในเรือทุก ๆ ชนิดบุคคลเครื่องมือ เครื่องใช้ทุกอย่าง จะต้องมีสิ่งสำคัญสิ่งนั้น. ดังนั้นหัวข้อ บรรยายในวันนี้จึงมีว่า อตัมมยตาช่วยได้ในทุกกรณี, ช่วย ได้ในทุกกรณี ใครมีหน้าที่อย่างไร เวลาไหน เรือแพขนาดไหน มันจำเป็น. ขอให้ตั้งใจฟังให้ดีว่า มันคืออย่างไรกันแน่, คืออะไรกันแน่ จึงเป็นสารพัดนึก ใช้ได้ทุกอย่าง อย่างนั้น. ธรรมบรรยายอบรมพระนิสิตมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ๑๙ มกราคม ๒๕๓๓
น.42 คืออะไร. อตัมมยตาคืออะไร ? นี่ข้อแรกจะต้องรู้, เรื่องนี้ มีปัญหามาก จะเล่าให้ฟังกันสนุก ๆ ก่อน. มีคนหาว่าเป็น ของปลอม ไม่ใช่ธรรมะในพระพุทธศาสนา ผมเอาของปลอม มาจากไหนไม่รู้ เอามาในลักษณะย้อมแมวขาย ย้อมแมวขาย ; แต่เรื่องนี้มันก็พิเศษนะ แมวนี้ย้อมหรือไม่ย้อมก็จับหนูนะ ยิ่งย้อมให้สีเหมือนหนู จะยิ่งจับหนูได้มาก ฉะนั้น ขอให้มอง กันในแง่นั้นบ้าง. ก็ถูกแล้ว ว่าอตัมมยตานี้มันไม่ค่อยผ่านสายตา เพราะ ว่าถ้าอ่านพระไตรปิฎกฉบับไทยแล้ว มันไม่มีวันพบดอก เพราะเขาแปลเสียแล้ว แปลคำนี้เสียแล้ว, แล้วแปลว่า อะไร ก็ไม่รู้, ผมก็ไม่ค่อยได้อ่าน แต่รู้ว่าเขาแปลกันเสียแล้ว เลย ไม่ได้เห็นคำว่าอตัมมยตา. พระไตรปิฎกแปลไทยก็แปลเสีย แล้ว แล้วก็ไม่ค่อยจะสนใจกัน, ได้ข่าวว่าที่ลังกาที่พม่า ก็ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคำนี้ หรือใช้คำนี้ ฝรั่งบางคนก็สนใจ บางคนเขียนบันทึกมาให้ผมก็มี ว่าเขามีความเห็นว่าอย่างไร.
น.43 ๓๗ นี้จะรู้หรือจะแปลกัน ก็แปลสั้นๆ ง่ายๆ ว่า นิตตัณหา คือไม่มีตัณหา ตามที่อธิบายไว้ ในอรรถกถาอธิบายไว้เท่านั้น เองว่า นิตตัณหา - ไม่มีตัณหา. อย่างนี้มันไม่ไหวดอก มันไม่ใช่อตัมมยตาที่เรากำลังพูดถึง มันไม่ได้แปลว่า นิต- ตัณหานี่, บาลีก็ดูซิ อ แล้วก็ ตํ แล้วก็ มย แล้วก็ ตา ความที่ไม่มีสิ่งนั้นเป็นที่มา หรือไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น ก็แล้ว กัน แปลอย่างในโรงเรียนก็แล้วกัน, ความที่มันไม่สำเร็จ มาจากปัจจัยนั้น ๆ ปัจจัยนั้นๆ มันไม่สำเร็จอยู่ด้วยปัจจัย นั้น ๆ มันไม่ถูกตรึงจับไว้ด้วยปัจจัยนั้น ๆ นั่นแหละ คือ อตัม- มยตาตามพยัญชนะ ไม่สำเร็จมาแต่ปัจจัยนั้น ๆ ไม่อยู่ด้วย ปัจจัยนั้น ๆ ไม่ถูกตรึงไว้ด้วยปัจจัยนั้น ๆ นี่แหละตัวหนังสือ เป็นอย่างนี้ โดยพยัญชนะ. ทีนี้ โดยอรรถะ จะเป็นอย่างไร ก็ถอดเอาเองซิ ว่ามันไม่ถูกปรุงด้วยปัจจัยนั้น, มันไม่ได้เกิดมาจากปัจจัยนั้น, มันไม่ได้ถูกจับถูกถือเอาไว้โดยปัจจัยนั้น ๆ ; แล้ว โดยอรรถะ มันก็ต้องว่า อันปัจจัยอะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้ อันปัจจัย อะไร ๆ จะจับตัวยึดไว้ก็ไม่ได้ นี่ใจความแรกที่สุด.
น.44 ๓๘ ลักษณะของอตัมมยตา. แล้วข้อนี้มันแปลก ที่ว่า มีทุกขั้นตอน พบในบาลี แล้วฉงนว่า อตัมมยตาเพื่อปฐมฌาน อันพระผู้มีพระภาคกล่าว ไว้แล้ว เพื่อทุติยฌานอันพระผู้มีพระภาคกล่าวไว้แล้ว วุตฺตา ภควตา, วุตฺตา ภควตา ก็หมายความว่ามันใช้ทุกขั้น มันใช้ ทุกขั้น. แล้วมันจะมีปัญหาว่า คงที่อย่างไร เดี๋ยวจะต้อง อธิบายกันสักหน่อย : มันก็ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ มันก็ ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตาม อารมณ์ อารมณ์บวกหรืออารมณ์ลบ มันก็ไม่ได้เปลี่ยน แปลงไปตาม. ที่มัน ทุกขั้น, ทุกขั้น ๆ หมายความว่า ขั้นใดขั้น หนึ่งก็จับยึดไว้ไม่ได้เพราะมันมีความถูกต้อง. อย่าง สมมติว่า ติดอยู่ในปฐมฌาน ก็ยังมีความไม่ถูกต้องเพราะปฐม ฌานก็เกะกะไปด้วยวิตก วิจาร ปีติ สุข, เกะกะอยู่ด้วยของ อย่างนี้ มันยังไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นต้องดิ้นรนเพื่อจะออกไป. ครั้นไปถึงทุติยฌาน มันก็มีอะไรเกะกะอยู่บางอย่าง ยังไม่ถูก
น.45 ๓๙ ต้อง มันก็เลื่อนไป เลื่อนไป ๆ จนกระทั่งอันสุดท้าย, อรูป ฌานนั้นมันก็ยังมีปัจจัยแห่งการยึดมั่นถือมั่น เวียนว่ายอยู่ใน วัฏฏะ มันต้องเลื่อนออกไปสู่โลกุตตระหรือนิโรธ. มันไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ มันจึงคงที่ คงที่อยู่ ในความถูกต้อง, ถ้าไม่ถูกต้องมันคงที่อยู่ไม่ได้ มันดิ้นรน เรื่อย ดิ้นรนเรื่อย ก็ดิ้นรนไปหาความถูกต้องที่เหนือกว่า. มัน คงที่อยู่ในความถูกต้อง คำนี้มันคล้ายกับพูดเล่นลิ้น หรือพูด ไม่รับผิดชอบ, ‘มันยังไม่ถูกต้องถึงที่สุดเพียงไร มันคงที่อยู่ ไม่ได้ มันก็เลื่อนไปตามปัจจัย ไปหาความคงที่ คงที่ ๆ ๆ. ลักษณะที่เราจะเอามาใช้กันนี้ก็คือ ความคงที่อยู่ ในความถูกต้อง เด็ก ๆ จะพังไม่ถูก ผมเลยคิดหาคำแปล สำหรับเด็ก ๆ ว่า กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย ท่านพยอมช่วยเอา ไปโฆษณา, คำนี้มันใช้ได้เฉพาะเด็ก ๆ กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย. พออยู่กันพักหนึ่งกูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย, พออยู่กันพักหนึ่ง มันไม่ถูกต้อง กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย ก็เลื่อนไป เลื่อนไป ๆ. มันแข็งโก๊กอยู่ในความถูกต้อง มันเอาแต่ความ ถูกต้อง, มันแข็งโก๊กอยู่ในความถูกต้อง แข็งโก๊กยิ่งกว่า
น.46 ๔๐ เพชร ; ใครๆ ถือกันว่า เพชรแข็งที่สุดในปัจจุบันนี้มันยัง แข็งโก๊กกว่านั้น, มันเป็นเพชรทางวิญญาณ จึงสามารถตัด ทุกสิ่ง แต่ไม่มีอะไรมาตัดเพชรนี้ เรียกว่าแข็งโก๊กอยู่ในความ ถูกต้อง. ความถูกต้อง นี่เป็นทุกลำดับขั้น ผมจึงใช้คำว่า ทุกกรณี, สากลก็ว่าตั้งแต่แอลฟ่าถึงโอเมก้า พูดอย่างเราก็ พูดว่า ตั้งแต่ตัว ก ถึงตัว ฮ. มันจะต้องแข็งโก๊กอยู่ ถูกต้องไป ตามลำดับ จากจุดตั้งต้นที่สุด จนถึงจุดสูงสุด สุดท้าย ; ฉะนั้น ขอให้ถือว่า มีลำดับชั้นของอตัมมยตา. ลำดับชั้นของอตัมมยตา. ตามหลักใหญ่ ๆ ที่กว้าง ๆ ก็ว่า ออกมาเสียจากกาม กามธาตุ คือกามอยู่กับมันไม่ไหว พ้นกามมาสู่รูปธาตุ, ต่อมา ก็ โอ้ ไม่ไหวยังหยาบ รูปธาตุเกะกะ เป็นนานัตตอุเบกขา กูไม่ เอากับมึงแล้ว, ก็มาถึงอรูปฌาน เป็นเอกัตตอุเบกขา มัน จบแล้วในฝ่ายสังขาร. ออกมาเสียจากรูปธาตุ มาสู่อรูปธาตุ แล้วออกอันสุดท้ายก็สู่นิโรธธาตุ คืออสังขตธาตุหรือนิพพาน ;
น.47 ๔๑ กระโดดยาว ๆ ก็ว่า จากกามธาตุสู่รูปธาตุ จากรูปธาตุสู่ อรูปธาตุ จากอรูปธาตุก็มาสู่นิโรธธาตุ มันก็หมดแล้ว. ธาตุ ๓ หมวดหนึ่งในเรื่องธาตุก็ว่า ธาตุมี ๓ คือ รูปธาตุ อรูปธาตุ นิโรธธาตุ. ถ้าพูดอย่างนี้ ธาตุมี ๓ ก็เอา กามธาตุไปฝากไว้ในรูปธาตุ จึงมีรูปธาตุ อรูปธาตุ แล้วก็ นิโรธธาตุ ซึ่งเป็นที่ดับของสองธาตุข้างต้น. อตัมมยตา ก็เป็นอันสุดท้าย คือ ออกไปสู่นิโรธธาตุ ; จะต้องออกจากตัว ก ไปตามลำดับถึง ตัว ฮ หมายความว่าทุก อย่างแหละ, จุดตั้งต้นตั้งแต่ให้ทานรักษาศีล อะไรก็ตาม มัน ต้องมีความถูกต้อง ถูกต้อง, แล้วมันก็เลื่อน เพราะมัน ยังไม่ถูกต้องถึงที่สุดมันก็เลื่อน เลื่อนไปจนถึงพระนิพพาน ; ฉะนั้น คำบาลีจำไว้ให้แม่น ๆ เถอะว่า อตัมมยตา อตัมมยตา. อตัมมยตาในภาษาสากล. ภาษาฝรั่งเราก็ยังไม่มีใช้กัน อยากจะให้มีใช้ อยาก ให้เข้าไปอยู่ในปทานุกรมสากล ในรูปแบบของวัฒนธรรมก็ได้ ของปรัชญาก็ได้ ของศาสนาก็ได้. มาคิดดู, สันติกะโรเขาก็
น.48 ๔๒ ช่วยคิด ผมเสนอว่า un ก็คือ non, conditionable คือว่า condition ได้ ปรุงแต่งได้, ity คือความ เป็น unconditionablity ; สันติกะโรเขาว่าถ้าที่อเมริกาแล้วคำว่า concoct ดีกว่า, condition นี้ที่อังกฤษ ที่ยุโรปเขาใช้กัน อเมริกาใช้ concoct เป็น uncon- coctability นั่นแหละก็ปรุงแต่งไม่ได้เหมือนกัน. concoct มันก็แปลว่า ปรุงแต่ง condition มันก็แปลว่า ปรุงแต่ง, unconditionability unconcoctability คำใดคำหนึ่ง ของจิต จิตอยู่ในสภาพที่อะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้ เราจะเรียกมันว่า unconcoctability. พวกฝรั่งเขามีคำว่า equilibrium equanimity มีใช้อยู่ แล้ว ใช้อยู่ในปทานุกรมแล้ว, เราบอกเขาว่า ขอให้เติมคำว่า spiritual เข้าไปข้างหน้า spiritual equilibrium มันจะมีเค้าเงื่อน คล้าย ๆ อตัมมยตา spiritual equanimity ก็คล้าย ๆ กัน. เขา เข้าใจดีกันอยู่แล้วสำหรับคำว่า equilibrium บอกเขาให้ใช้คำนี้ แล้วไปเติมคำว่า spiritual คือทาง spiritual เข้าไป, มันก็ ไปหาความหมายเดียวกัน นั่นแหละ มันคงที่ทาง spiritual, นี่โดยถ้อยคำ.
น.49 ๔๓ แต่ผมอยากจะให้ใช้คำบาลี คำพระบาลีคำเดิม, สำหรับ ภาษาไทยเราอย่าไปแปล แปลลำบาก ใช้กันไป ใช้กันไป นาน ๆ เข้า คำว่า อตัมมยตา มันก็จะมาอยู่ในภาษาพูดธรรมดา เหมือนกับคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันไม่ต้องแปล. อตัมมยตาโดยอุปมา. ถ้าจะให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก ก็ต้องโดยอุปมา ว่าอุปมาเหมือนอะไร ; แข็งโก๊กเหมือนเพชร อุปมา เหมือนเพชร. แล้วก็ไม่หวั่นไหวยิ่งกว่าสิ่งใด ไม่มีอะไรอุปมาโดย ตรง ก็ต้องอุปมาโดยอ้อมว่า ไม่หวั่นไหวยิ่งกว่าภูเขา หิมาลัย. ในเอเซียเรามีหิมาลัย ในยุโรปมีภูเขาแอล์ป ในอเมริกามีร๊อกกี้ มันเป็นภูเขาใหญ่ ๆ พอ ๆ กันใน ๓ ทวีปนี้ ; แต่นั่นยังหวั่นไหวนะใคร ๆ จะว่าอย่างไร ถ้าแผ่นดินหวั่นไหว ภูเขาเหล่านั้นก็หวั่นไหวด้วย มันจะสู้อตัมมยตา ไม่ได้ จิตนี้ ก็ไม่หวั่นไหว. นี่ความ จิ ตที่มีอตัมมยตาแล้ว ให้จักรวาล หวั่นไหว จิตนี่ก็ไม่หวั่นไหว. นี่ความไม่หวั่นไหว อุปมา ด้วยภูเขา แต่ว่ามันดีกว่าเหนือกว่า.
น.50 ๔๔ ถ้าใช้กับเรื่องเล็ก ๆ เด็ก ๆ พอเข้าใจได้ก็ว่า ไม่หวั่น ไหวโดยเปรียบเทียบว่า : หญิงสาวสวยคนหนึ่ง เขามือตัมมยตา ความไม่หวั่นไหวแห่งจิต อันอะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้ ก็ไม่มี ผู้ชายหรือชายชู้คนไหนฉลาดอย่างไร สวยงามเท่าไร ก็ไม่อาจ จะเกี๊ยวพาผู้หญิงคนนี้ไปได้; หรือฝ่ายผู้ชายก็เหมือนกัน แหละ ตรงกันข้าม ชายหนุ่มรูปสวย แต่มือตัมมยตา ให้ นางงามจักรวาลมาสักฝูง นางฟ้ามาสักฝูง ก็ลากหัวเอาไป ไม่ได้. อย่างนี้เรียกว่ามือตัมมยตา จะกี่มากน้อยก็ลองไป คิดดูเอาเองเถอะ จะกี่มากน้อยเท่าไร คิดคำนวณเอาเอง. นี่ โดยอุปมา โดยอุปมาว่าคืออะไร ก็อธิบายอย่างนี้. วิปัสสนา ๙ ขั้น ทางมาของอตัมมยตา. แล้วก็โดยวิธีที่จะมา วิธีทางมาจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็เคยได้ยินกันอยู่แล้วเรื่องเหล่านี้ แต่ว่าไม่เอามาลำดับกัน ผม ก็จะขอลำดับว่า วิปัสสนา ๙ ขั้นตอน ๙ ขั้น ตอนแห่ง วิปัสสนา เลยเรียกเอาง่าย ๆ ว่า ๙ "ตา" ตาในอัญญประกาศ เพราะมันไม่ใช่ลูกตา หรือว่าจะลูกตาก็ได้ แต่มันต้องพิเศษ.
น.51 ๔๕ อนิจจตา เราก็รู้จักกันทุกคน เจริญธรรมะ วิปัสสนา มาถึงอนิจจตา เห็นความไม่เที่ยง ความเปลี่ยนแปลงเรื่อย ไหลเรื่อยไปตามเหตุตามปัจจัย เรียกว่าอนิจจตา. ทีนี้ ความ ที่ต้องผูกพันกันอยู่กับอนิจจตา มันก็เป็นทุกข์ คือเป็น ทุกขตา ทุกขตา เพราะอันนั้นมันไหลเรื่อย แล้วไปอยู่กับมัน ไปเอา กับมันก็เป็นทุกข์. ทั้งไม่เที่ยงทั้งเป็นทุกข์ก็เป็น อนัตตตา อนัตตตา ไม่เรียกว่าตน. นี้มันเห็นชัดอย่างนี้ โอ้ มันอย่างนี้เองนี่ ธัมมัฏฐิต- ตา การตั้งอยู่ เป็นไปอยู่ อะไรอยู่ตามธรรมดา ธัมมัฏฐิตตา. ที่เป็นอย่างนั้น เพราะมีกฎบังคับอยู่ เรียกว่า ธัมมนิยามตา, นิยาม นิยามนี้แปลว่ากฎ ธัมมนิยามตา มี กฎแห่งธรรมะ บังคับอยู่ เรียกว่า ธัมมนิยามตา. สรุปทั้งหมดนั้นได้เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ความที่ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เรียกว่า อิทัปปัจจยตา, นี่ ๖ แล้วนะ. ที่นี้อีกชุดหนึ่งก็มี ๓ ว่า เห็นถึงขนาดนี้แล้ว ก็เห็น สุญญตา, ไม่มีอะไรที่จะมั่นคงเป็นตัวตนอยู่ได้ เรียกว่า สุญญตา ว่างจากตัวตน. เห็นถึงขนาดนี้แล้ว ก็เรียกว่าเห็น
น.52 ๔๖ ตถาตา เป็นเช่นนั้นเอง เป็นเช่นนั้นเอง, ตถาตานี้บาลี เรียกว่า ตถตาก็มี เรียกว่า ตถาเฉย ๆ ก็มี ; คำว่า ตถา หมาย ถึง อริยสัจ ๔ เรียกว่าตถาตาเต็ม ๆ ดีกว่า ความเป็นเช่นนั้น. พอเห็นความเป็นเช่นนั้นมันก็คงที่ คงที่ก็เป็น อตัมมยตา, เห็นเช่นนั้นเสียโดยเด็ดขาด มันก็คงที่เป็นอตัมมยตา. เห็นชุดแรก ๓ อันก่อน อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ๓ "ตา" หญ้าปากคอก, ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่มีความหมาย ใน โรงเรียนเขาไม่ค่อยจะสอนกันถึงลักษณะปฏิบัติ สอนกันแต่ตัว หนังสือ ชุดที่สอง ก็คือ ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา เราได้มาอีก ๓. ชุดสุดท้ายก็คือ สุญญตา ตถาตา อตัมมยตา รวมกันมันก็เป็น ๙. คงที่อยู่ในความถูกต้อง ด้วยอำนาจของวิปัสสนา. เข้าใจว่าเห็นได้เองทุกท่านแล้ว ว่า มันเป็นวิปัสสนา ไม่ได้เป็นสมาธิ ไม่ใช่สมถะ มันเป็นการเห็น เห็น ๆๆ ๆ เหมือนกับเห็นด้วยตา มันเป็นวิปัสสนา ไม่ใช่เป็นสมถะ ดังนั้นความคงที่ของมันนั้น คงที่ด้วยอำนาจของวิปัสสนา.
น.53 ๔๗ มันไม่หวั่นไหว มันคงที่ด้วยอำนาจของวิปัสสนา ไม่ใช่ด้วย อำนาจของสมถะหรือสมาธิ ซึ่งมันคงที่เด็กเล่น, มันไปบังคับ ไว้ให้คงที่ มันต่อสู้กันอยู่. ถ้าคงที่อยู่ด้วยสมถะสมาธิ มัน ก็ต้องบังคับไว้, แต่ถ้าว่าคงที่เพราะวิปัสสนา มันตัดราก ของความหวั่นไหวเสียแล้ว มันตัดรากของความหวั่นไหวเสีย แล้ว มันก็คงที่, ความคงที่มันต่างกันมากแหละ คงที่ด้วย สมถะนั้นมันอึดอัด คงที่ด้วยวิปัสสนานี้มันโล่ง. การเห็น ธัมมฐิติญาณ ญาณด้วยธัมมฐิติญาณ, ตั้ง แต่อนิจจตาขึ้นไปจนถึงอันสุดท้าย คือ ยถาภูตญาณทัสสนะ, นี่เรียกว่า ธัมมฐิติญาณ คือตั้งอยู่ตามธรรมดา อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา สุญญตา ตถาตา เห็นธัมมฐิติญาณ พอหลังจากนั้นมันก็กระโดดไปฝ่าย นิพพานญาณ นิพพิทา วิราคะ วิมุติ นิพพาน เป็นฝ่ายนิพพาน ญาณ. อตัมมยตาอยู่ตรงจุดต่อกัน แล้วก็เป็นไปเรื่อย จนไปถึงนิพพาน ไปถึงนิพพาน. มันคงที่ด้วยนิพพิทา วิราคะ วิมุติ จนนิพพาน, นี่เรียกว่าคงที่ในขั้นวิปัสสนาใช้คำ
น.54 ๔๘ สั้น ๆ ว่า คงที่อยู่ในความถูกต้อง นี่ถ้าจะใช้คำไทยก็ว่า ความ คงที่อยู่ในความถูกต้อง. อตัมมยตาใช้ได้ทุกกรณี. นี้ก็ท้าทายเลยว่า อะไรบ้าง ใครบ้าง กรณีไหนบ้าง ที่ไหนบ้าง เวลาไหนบ้าง ที่ไม่ต้องใช้ ความคงที่อยู่ในความ ถูกต้อง ; หรือจะถามกลับว่า ความคงที่อยู่ในความถูกต้อง มันใช้ไม่ได้ที่ตรงไหน มันใช้ไม่ได้ที่ไหน เวลาไหน ที่ใด บุคคลใด ชนิดใดที่มัน ใช้ไม่ได้ ? มันก็ใช้ได้หมด ขอให้มัน คงที่อยู่ในความถูกต้องเถอะ ฉะนั้นจึงใช้คำว่า ตั้งแต่ ก ถึง ฮ ; ตั้งแต่ลูกเด็ก ๆ ลูกทารกเด็ก ๆ ก็ได้ ต้องคงที่อยู่ในความถูก ต้อง ไปตามลำดับ, จนถึงโตเป็นวัยรุ่น หนุ่มสาว พ่อบ้าน แม่เรือน แก่เฒ่า มันต้องการความคงที่อยู่ในความถูกต้อง ตามชั้นตามภูมิ แห่งชั้นแห่งภูมินั้น ๆ ชั้นกามธาตุ ชั้นรูปธาตุ ชั้นอรูปธาตุ ชั้นนิโรธธาตุ. เรายึดหลักอันนี้แล้วพยายามค้นหา เราจะสอนเด็ก ลูกเล็ก ๆ ในชั้นอนุบาล หรือโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์
น.55 ๔๙ มันถูกต้องอะไร คงที่อยู่ในความถูกต้องอะไร? แล้วก็สูง ขึ้นไป ชั้นประถม ชั้นมัธยม ชั้นอุดม, หาความถูกต้อง แล้วคงที่อยู่ในความถูกต้อง. อันสุดท้ายมันจะไปอยู่เหนือบวกเหนือลบ วิทยาศาสตร์ ในชั้นที่เรียกว่า รู้ความสัมพันธ์ของกาละและเทศะ ดูจะยอด สุดของวิทยาศาสตร์ ในทางที่จะดับทุกข์ได้ มันอยู่ที่นั่นแหละ relativity of time and space อันนั้นแหละ มันเป็นจุดสุดท้าย คงที่อยู่ในความถูกต้อง เพราะว่าการปรุงแต่งทางกาล-เวลา ทางเทศะ-เนื้อที่ หลอกไม่ได้อีกต่อไป, หลอกไม่ได้อีกต่อไป มันไม่เห็นเป็นบวกไม่เห็นเป็นลบ ไม่เห็นเป็นสวยงามหรือ ไม่สวยงาม ไพเราะหรือไม่ไพเราะ หอมหรือเหม็น มันไม่มีนี่, เรื่องมันก็จบ มันคงที่ในอันสุดท้ายถึงตัว ฮ. ทีนี้ก็มาดูว่าช่วยได้ในทุกกรณี ช่วยได้อย่างไร ? เพราะว่ามันแก้ปัญหาได้หมด.
น.56 ๕๐ มนุษย์มีปัญหาอยู่ ๓ ปัญหา ทุกปัญหา แก้ได้ด้วยอตัมมยตา. ปัญหานี้เราจะรวบเป็น ๓ ปัญหา ย่นลงมาเป็น ๓ ปัญหา สงเคราะห์เป็นเพียง ๓ ปัญหา : ทางวัตถุ ทางกาย นี้ อันแรก แล้วก็ ทางจิต นี้ที่ ๒ ทางวิญญาณ นั้นที่ ๓. ทางรูปธรรม ทางรูปธรรมมีหนึ่ง ทางกายทาง วัตถุ นี้เราเรียกว่าทางรูปธรรม, วัตถุต้องถูกต้อง รวมกัน เป็นร่างกาย มันก็ถูกต้อง มีความถูกต้องทางกาย คือ ถูกต้อง ทางวัตถุ เป็นปัจจัยเป็นอุปกรณ์แห่งกาย ; มันก็ไม่หลง วัตถุ ให้วัตถุเป็นทิพย์ก็มาหลอกไปไม่ได้. นึกถึงพระบาลีพระพุทธภาษิตว่า ฉันพ้นแล้วจาก บ่วง ทั้งที่เป็นของมนุษย์และเป็นของทิพย์ เธอทั้งหลายก็พ้น แล้วจากบ่วง ทั้งที่เป็นของมนุษย์และของทิพย์, ดังนั้น เธอ จงไป จงไป ; เมื่อส่งภิกษุไปประกาศพระศาสนา พระ- พุทธองค์ประกาศว่าพ้นแล้วจากบ่วง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่ เป็นของมนุษย์. เราจะต้องเห็นว่า เป็นความถูกต้องทาง
น.57 ๕๑ วัตถุถึงที่สุด ไม่ติดอยู่ในบ่วงธรรมดา ไม่ติดอยู่ในบ่วงที่เป็น ทิพย์, ถูกต้องทางวัตถุมันก็ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาทางวัตถุ. ทางจิต, ทีนี้ปัญหาทางจิต ก็คือ จิตมั่นคงหมด ปัญหา ; เมื่อทางกายทางวัตถุมันถูกต้องแล้ว ทางจิตนี้จะ ต้องทำให้มั่นคง ต่อสิ่งรบกวนจิตทุกชนิด, ไม่ว่าอะไร ไม่ว่า นิวรณ์ ไม่ว่าอะไรหมด บรรดาสิ่งรบกวนจิตทุกชนิด ไม่ทำให้ ระคายขน, มีจิตถูกต้อง มีความถูกต้องแห่งจิต เอาตาม ความหมายของคำว่า สมาธิ. คำอธิบายของคำว่าสมาธิ คือ จิตสะอาด -ปริสุทโธ แล้วก็จิตตั้งมั่น-สมาหิโต สมาหิโต แล้ว จิตว่องไวในการงาน ควรแก่การงาน-กัมมนิโย ; ความหมายของคำว่าสมาธิ ใช้คำ ๓ คำนี้ ปริสุทโธ สมาหิโต กัมมนิโย, พอกัมมนิโย แล้ว จะน้อมจิตไปเพื่อวิปัสสนาอะไรก็ได้ ความถูกต้อง ของจิต คงที่แข็งโก๊ก สิ่งรบกวนจิตใด ๆ รบกวนจิตไม่ได้. ทีนี้ก็ทางอะไร ผมว่าเอาเอง ทางวิญญาณ เพื่อ จะตรงกับคำว่า spiritual ของพวกฝรั่ง, ขอใช้คำว่าวิญญาณ
น.58 ๕ ๒ ในความหมายพิเศษ ไม่ใช่วิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วิญญาณทาง spirituality ก็คือ ทางสติปัญญา. คำว่าทางวิญญาณในที่นี้หมายถึงทางสติปัญญา มัน เหนือจิตขึ้นไปแล้ว จิตนี้มันตัวจิต ถ้าคงที่ก็คงที่ตามแบบจิต ; เดี๋ยวนี้ คงที่ทางสติปัญญา คือ คงที่ต่อมิจฉาทิฏฐิ ทั้งหลาย ทั้งปวง, มันจะมีมิจฉาทิฏฐิมากี่ร้อยชนิดก็ตามใจ มันคงที่ ต่อมิจฉาทิฏฐิ คือว่ามันมาหลอกไม่ได้. มิจฉาทิฏฐิที่จัดไว้ ในบาลีก็มี ๖๒ หลอกไม่ได้, จะไม่ติดอยู่ในอวนของมิจฉา- ทิฏฐิ เหมือนปลาติดอวน. นี่คงที่ทางสติปัญญา แต่มันไม่เข้ารูปนะสติปัญญา จึงขอใช้คำสั้น ๆ ลุ่น ๆ ว่าทางวิญญาณ ได้เป็น ทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ เป็น ๓ ประการ. แต่พึงทราบไว้ว่า ในบาลีท่านแยกเป็น ๒ เท่านั้น เอง ท่านเรียก กายิก เจตสิก เจตสิกะท่านแยกออกเป็น ๒ คือ ทางจิต และทางวิญญาณ. เห็นพบใช้แต่ทาง กายิกะ เจตสิกะ ; เจตสิกะนั้นแยกออกเป็นทางจิตและทางวิญญาณ มันเป็นนามด้วยกัน แล้วกายนั้นเป็นรูป ก็ถูกต้องทั้งทางรูป ถูกต้องทั้งทางนาม. แต่จะอธิบายให้ชัด เจตสิกะก็ต้องแยก
น.59 ๕๓ ออกเป็น ๒ ทางจิต ตัวจิตล้วน ๆ นี้อย่างหนึ่ง แล้ว ทาง คุณสมบัติของจิต คือ ทางสติปัญญา นั้นมันอีกอย่าง. เทียบให้เห็นง่ายๆ ว่า ทางกายมันเกี่ยวกับร่างกายนี้ ถ้าเราเป็นโรคทางกาย เราก็ไปที่โรงพยาบาลธรรมดา แก้ไข ได้ ; แต่ถ้าเราเป็นโรคจิตเล่า เราก็ต้องไปที่โรงพยาบาลโรค จิต ; แต่ถ้าเป็นโรคทางวิญญาณ ทางสติปัญญา ต้องไปหาพระ พุทธเจ้า, มันไม่มีโรงพยาบาลไหนในโลกจะช่วยได้ ต้องไป โรงพยาบาลทางวิญญาณ ไปหาธรรมะของพระพุทธองค์. ทาง กายไปหาโรงพยาบาลทางกาย ทางจิตไปหาโรงพยาบาลโรคจิต ถ้าเป็นโรคทางมิจฉาทิฏฐิ ทางสติปัญญา ไปหาโรงพยาบาลไหน ก็ต้องไปหาโรงพยาบาลของพระพุทธเจ้า ; ที่วัดไหน ที่สำนัก วิปัสสนาไหน ที่อะไรก็ตามเถอะ ที่สามารถจะรักษาโรคนี้ได้ ปัญหาของเรามันก็มีเป็น ๓ ชนิดเสมอ แม้เรื่องกิจ การงานไม่เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ มันก็มีปัญหาอย่างนี้, ทำการ งาน นักธุรกิจก็ตาม มันก็มีปัญหาทางกาย ปัญหาทางจิต ปัญหาทางวิญญาณ ไม่ว่าปัญหาอะไร ; ที่เห็นได้ง่าย ๆ ก็ คือปัญหาทางโรคภัยไข้เจ็บ, มันมีอยู่ ๓ อย่าง อย่างนี้.
น.60 ๕๔ ปัญหาทางกายจะหมดไป ด้วยการ ไม่มีความผิด พลาดทางกาย ทางวัตถุปัจจัยสิ่งของเครื่องใช้ไม้สอย. เดี๋ยวนี้ เขาหลงกันนัก ไปหลงเหยื่อ หลงอารมณ์ทางวัตถุไม่มีที่สิ้นสุด ในโลกนี้มันก็มีปัญหาไม่สิ้นสุด ปัญหาทางวัตถุ. แล้วยัง ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมผลิตวัตถุขึ้นมา มันจะสิ้นสุดได้อย่างไร มันมีทางที่จะหลงกันต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด. ปัญหาทางจิต, เรารู้เรื่องจิตน้อย ยังน้อยอยู่ ยังน้อย ไม่พอ ; ต้องศึกษาเรื่องจิตให้ถูกต้องตามเรื่องของจิต ไม่ใช่ จิตวิทยาหลอกลวง. คำว่าจิตวิทยามีความหมาย ๒ ชนิด ชนิดแรกรู้เพื่อจะไปหลอกลวงคนอื่นผู้อื่น ที่เราใช้คำพูดว่า จิตวิทยา ซึ่งพวกนักการเมืองเขาใช้กันมากที่สุด อันนั้นจิต วิทยาหลอกลวง. ชนิดหลังคือ จิตวิทยาของธรรมชาติ เราจะเรียนจิตวิทยาของธรรมชาติ, เราจะรู้จักจิตวิทยาของ ธรรมชาติ เพื่อว่าเราจะใช้จิตให้เป็นประโยชน์ที่สุดที่เราจะใช้ มันได้. เดี๋ยวนี้ก็เป็นที่ตกลงรับรองกันแล้วว่า จิตนี้เหลือ ประมาณ เหลือประมาณ จะวิเศษเหลือประมาณ จะใช้ได้ สารพัดอย่าง ; แต่เราไม่รู้นี่ เราไม่รู้ เราก็ใช้มันไม่ได้
น.61 ๕๕ ใช้จิตทำสมถะไม่ได้ ทำวิปัสสนาไม่ได้ เพราะเราไม่รู้เรื่องจิต. จิตวิทยาของเรา จะต้องเรียนรู้จิตวิทยาตามธรรมชาติ ไม่ใช่ จิตวิทยาของคนเดินตลาดขายของ หรือว่าจิตวิทยานักการ เมือง. ทีนี้เราก็จะมีปัญญาในทางวิญญาณ มีปัญญา ศึกษา ให้รู้ความจริงของสิ่งทั้งปวง เป็นชั้นปัญญามันก็เลิศขึ้นไปจน ถึงเหนือโลก. ชาวโลกเขาไม่ต้องการจะอยู่เหนือโลก เขาก็ ไม่ต้องศึกษาเรื่องนี้ เพราะเขาอยากจะอยู่ในโลกอันสวยงาม ; แต่ว่า เรื่องการดับทุกข์ตามหลักพระพุทธศาสนานี้ มันต้อง ขึ้นไป ถึงขนาดที่อยู่เหนือโลก. คำว่า เหนือโลกนี้ ช่วยเข้าใจไว้ ให้ดี ๆ ว่า มันไม่ใช่ ทางวัตถุ มันทางสติปัญญา, ดังนั้นร่างกายอยู่ในโลกนี้ก็ได้ แต่จิตใจอยู่เหนือโลกก็แล้วกัน สติปัญญาอยู่เหนือโลกก็แล้ว กัน. อยู่ในโลกนี้แต่ว่าไม่มีปัญหาใดๆ วัตถุอันสวยงาม ทางอายตนะก็ทำอะไรไม่ได้, เรื่องทางสมาธิ ทางฌาน ทาง สมาบัติ ก็ทำให้หลงใหลไม่ได้ มันก็อยู่เหนือโลก. อตัมมยตาช่วยให้อยู่เหนือโลกมาตามลำดับ ตาม ขั้นตอน, จากกามสู่รูป จากรูปสู่อรูป จากอรูปสู่นิโรธ
น.62 ๕๖ นี่เรียกว่าเหนือมาตามลำดับ, เราก็หมดปัญหามาตามลำดับ ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต และทั้งทางวิญญาณ. พวกที่เคร่งตัวหนังสือเขาค้าน เขาไม่ยอมรับที่ใช้ คำนี้, ผมก็ว่าผมไม่รู้จะใช้คำอะไรนี่ ผมก็ขอใช้คำว่าวิญญาณ ในกิจความหมายนี้. ในที่บางแห่งคำว่าวิญญาณหมายถึง พระนิพพานก็มี, ไปค้นดูเถอะคำว่าวิญญาณหมายถึงพระ นิพพานก็มีอยู่ ก็เพราะไม่มีคำอื่นจะใช้ ; แต่นี้เอาเพียงว่า ทางสติปัญญา. แม้ปัญหาเล็กน้อยปลีกย่อย ก็แก้ได้ด้วยอตัมมยตา. ทีนี้ ดูปัญหาที่มันเนื่องกันซิ ทางกาย ทางจิต ทาง วิญญาณนี่ มันมีปัญหาที่แยกออกไป ตามเรื่องราวของมนุษย์, ปัญหาทางสังคม ก็มี ปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็มี ปัญหาทางการ เมือง ก็มี. . นี่แม่บทของมันแหละปัญหาทางสังคม แก้ปัญหา สังคมไม่ได้ เต็มไปด้วยมลภาวะอย่างนี้, ปัญหาทางเศรษฐกิจ มันก็เดือดร้อน เรื่องของแพงของถูกของอะไรต่าง ๆ มัน เป็นปัญหาทางสังคม มันก็อยู่กันไม่เรียบร้อย.
น.63 ๕๗ ทีนี้ เรามาดูให้มันปลีกย่อย มันปลีกย่อยสารพัดอย่าง, ไปอ่านดูตามหน้าหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับ อาชีพ ก็มี เกี่ยวกับการ บริหารธุรกิจ ครอบครัว บ้านเรือน ประเทศชาติ ก็มี มันเป็น ปัญหา. เรียกได้ว่าเป็นฝ่าย เรื่องของบุคคลแต่ละคน ก็มี ของฝ่าย สังคม เป็นหมู่ ๆ ก็มี จะเรียกว่าปัญหาของบุคคลก็ได้ ปัญหาของสังคมก็ได้, ถ้ามันรวมกันก็เรียกว่าสังคม ถ้ามัน แยกกันเป็นคน ๆ มันก็เป็นบุคคล. แต่ควรจะถือว่า ถ้ามันมี บุคคลเป็น ๒ คนขึ้นมา ก็เรียกว่าสังคมดีกว่า ; แม้ใน ครอบครัวเราก็เถอะ ในครอบครัวเรามี พ่อ แม่ ลูก ก็เรียกว่า สังคม สังคมเล็ก สังคมตั้งต้น เพราะมันหลายคนนี่, มัน ต้องไม่มีปัญหา. อตัมมยตาจะใช้แก้ปัญหาได้ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสังคม เพศหญิงก็ได้เพศชายก็ได้ เพศบรรพชิตก็ได้ เพศคฤหัสถ์ก็ได้ ; คำว่าเพศนี้มันมีความหมายตามหน้าที่ การงาน. ผู้หญิงก็ใช้อตัมมยตา ผู้ชายก็ใช้อตัมมยตา คือ ความคงที่ถูกต้องตามแบบของผู้ชายของผู้หญิง, ถ้าเป็น เพศคฤหัสถ์เพศบรรพชิต มันก็ต้องถูกต้องตามเพศนั้น ๆ ; ถ้าไปปนกันแล้วมันยุ่ง เอาเรื่องของพระไปให้ฆราวาส เอา
น.64 ๕๘ เรื่องของฆราวาสให้พระ มันก็ยุ่งตาย อย่างที่มันกำลังยุ่งอยู่. นี่มันต้องถูกต้อง เฉพาะทุกเพศทุกวัย ทุกเพศทุกวัย ทุก สถานที่ ทุกเวลา ทุกการงาน ทุกระยะกาล ทุกระดับชั้น จึงพูดว่า ตั้งแต่ ก ถึง ฮ. ถ้าไม่มือตัมมยตาก็ไม่มีวิวัฒนาการ. ถ้าไม่มีการดิ้นรนไป ตามความถูกต้องแล้ว ก็ไม่มี วิวัฒนาการ , ขอให้มอง ให้ดูเถอะ วิวัฒนาการ evalution นั้น มันดิ้นรนมาตามความถูกต้อง, ตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียว หลายเซลล์ เป็นพืช เป็นสัตว์ เป็นคน เป็นอะไรมา มาเป็น คนแรกยุคหินยุคอะไรมา จนเป็นคนปัจจุบันนี้ มันก็ดิ้นรน ไปตามการผลักไสของความถูกต้อง. เพียงเท่านี้มันยังไม่พอ มันยังไม่ถูกต้อง มันก็ดิ้นรน มันก็เกิดกระแสวิวัฒนาการ มาเป็นพวกเราที่นั่งกันอยู่ที่นี่, มันดิ้นรนมาตามความถูกต้อง ที่มันจะต้องถูกต้อง ถูกต้อง ๆๆ. อตัมมยตาจึงเป็นสิ่งที่ ต้องใช้ในทุกกรณี. เรื่องนี้มันน่าหัว, จะขอเล่า คนหนึ่งเขามาที่นี่ เขาอยากจะมาขอคำอธิบายเรื่องอตัมมยตานี้ เขาฟังวิทยุบาง
น.65 ๕๙ ครั้งเขาไม่รู้ว่าอะไร เขาก็อุตส่าห์มาที่นี่. พอมาถามเขาก็ ลืมไปว่า เขาจะถามว่าอะไร, เขาใช้คำไม่ถูก ที่แรกก็ว่า อิทัปปัจจยตา เอ๊ะ อ้อไม่ใช่ ไม่ใช่ นี่คำมันใหม่ แล้วคำมัน ปนเปกับคำเก่า ๆ. ขอให้จำไว้ว่า สุดยอดของ"ตา" แล้วก็ต้องเป็นอตัม- มยตา ในฝ่ายธรรมะไปสุดยอดอยู่ที่ อตัมมยตา, ในฝ่าย บุคคลไปสุดยอดอยู่ที่คำว่า อตัมมโย; อตัมมโยหมายถึง พระอรหันต์ อตัมมยตา ก็คุณธรรมสำหรับเป็นพระอรหันต์. ผมเองก็ยังพูดผิด เอาอตัมมยตาไปสับกับอิทัป- ปัจจยตาอยู่บ่อย ๆ. มันเป็นปัญหาที่ว่า เขาไม่เข้าใจ แล้ว เขาเห็นมันแปลกเกินไป เขาก็ไม่เชื่อ เขาก็ว่าเราเอาของ ปลอมมาหลอก ; เลยต้องบอกว่า ไม่เป็นไรดอก แมวย้อม ไม่ย้อมมันก็จับหนูทั้งนั้น, ขอให้ศึกษาไปเถอะ ศึกษาไปก่อน เถอะว่า อตัมมยตานี้มันคืออะไร. ทีนี้ก็จะมองดูประโยชน์ โดยประโยชน์ โดยอานิสงส์ เป็นที่พึ่งได้ เป็นที่พึ่งอันสูงสุด, อตัมมยตาเป็นที่พึ่งได้ ในลักษณะที่ตรงตามพระพุทธประสงค์.
น.66 ๖๐ ที่พึ่งอันแท้จริง คือตนเองที่เห็นอตัมมยตา. ตรงนี้ขอพูดกันหน่อย มันมีปัญหา, พึ่งอะไรกัน เราพึ่งอะไรกัน ? ในพระไตรปิฎกทั้งหมด คุณไปหาเถอะ ไปลองหา มีตรงไหนที่ว่าให้พึ่งพระพุทธ พึ่งพระธรรม พึ่งพระ สงฆ์ มันไม่มี, มีก็โดยอ้อม ไม่ใช้คำว่าพึ่งพระพุทธ พึ่ง พระธรรม พึ่งพระสงฆ์ ; แต่มันกลับไปมีที่ว่า พึ่งธรรม พึ่งตน มันไม่มีว่า พึ่งพระพุทธ พึ่งพระธรรม พึ่งพระสงฆ์, พบมากที่สุด พึ่งตน. อตฺตที่ปา อตฺตสรณา อนุญฺญสรณา มีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย, ธมฺมที่ปา ธมฺม สรณา อนญฺญสรณา มีธรรมะเป็นประทีป มีธรรมะเป็นสรณะ อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย, ยทิทํ จตฺตาโร สติปัฏฐานา นั่นแหละคือสติปัฏฐาน ๔ พระพุทธเจ้าท่านย้ำอย่างนี้ทุกหน ทุกแห่ง. เราเรียนธรรมบทเราก็พบ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ให้มีตนเป็นที่พึ่ง, โก หิ นาโถ ปโร สิยา ใครอื่นจะเป็นที่ พึ่งได้.
น.67 ๖๑ แต่ทีนี้เราไม่สนใจนี่ ไม่สนใจจะพึ่งตนหรือพึ่งธรรมะ เราจะพึ่งพระพุทธ พึ่งพระธรรม พึ่งพระสงฆ์ เสียเรื่อย. นี้คำว่า พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ มันเขียนที่ หลัง มันว่าทีหลัง, มันว่าตามความพอใจ ตามความรู้สึกของ บุคคลผู้นั้น ที่จะพึ่งพระพุทธเจ้า, แล้วต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะขอ พึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ. พระพุทธ- เจ้าไม่ได้ว่านะ มันไม่มีฝ่ายที่พระพุทธเจ้าว่าเลย มันมีฝ่าย ที่เราว่า ผู้เจ้าทุกข์นี่แหละว่า จะขอพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. แล้วคำพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้มัน มีอยู่ในคำที่เขียนขึ้นใหม่ทั้งนั้น, โดยเฉพาะบททำวัตรเย็น ทำวัตรสวดมนต์ที่ว่า นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ นี้ เราว่ากันทีหลัง ไม่ใช่พระพุทธเจ้าท่านว่า. เอ้าทีนี้ก็มาถึงว่า ที่พึ่งแท้จริงมันต้องพึ่งตนเอง มัน ต้องพึ่งธรรมะ. ธรรมะอะไรจะเป็นที่พึ่ง ? ผมขอเสนอว่า อตัมมยตาจะเป็นที่พึ่ง แข็งโก๊ก พึ่งตน พึ่งธรรม พึ่งธรรมะ พึ่งตนเอง ก็ไม่พึ่งผู้อื่น นี่คืออตัมมยตา. ถ้ามือตัมมยตา เป็นที่พึ่ง มันก็ไม่พึ่งสิ่งอื่น เมื่อไม่พึ่งสิ่งอื่น มันก็ ไม่มีทางที่ จะไปพึ่งไสยศาสตร์.
น.68 ๖๒ เรื่องสรณคมน์ที่ขึ้นว่า พาหุํ เว สรณ์ ยนฺติ มนุสสา ภยตฺชิตา มนุษย์มีภัยคุกคามแล้ว พึ่งภูเขา พึ่ง ต้นไม้ พึ่งเจดีย์ พึ่งอะไรต่ออะไรนั้น, นั่นมันพึ่งไสยศาสตร์ พระพุทธเจ้าท่านปฏิเสธ ; แต่มาพึ่งพระพุทธ พึ่งพระธรรม พึ่งพระสงฆ์ ก็มีคำว่า เห็นอริยสัจด้วยปัญญาอันชอบ โย จ พุทธญจ ธมฺมญจ สงฺฆญฺจ สรณ์ คโต จตฺตาริ อริยสจฺจานิ สมุมปฺปญฺญาย ปฺสฺสติ มันไม่หยุดอยู่เพียงว่า พระพุทธ พระ- ธรรม พระสงฆ์ มันมีมาเน้นว่า เห็นอริยสัจ ๔ อยู่ด้วย ปัญญาอันชอบ; เห็นอริยสัจ ๔ ก็คือเห็นอตัมมยตา เพียงลำพังผู้อื่นหรือภายนอก มันเป็นไสยศาสตร์. ในที่บางแห่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า ตุมเทหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา ความเพียรเป็นสิ่งที่ท่านต้องทำเอง ตถาคต ทั้งหลายเป็นแต่ผู้บอก, มันก็ไม่ใช่ที่พึ่ง แต่ตรัสบอกให้ทำ ที่พึ่งแก่ตนเอง ถ้าพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ก็เป็นผู้บอกให้ทำ ที่พึ่งแก่ตนเอง, พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็มิได้เป็นที่ พึ่งโดยตรง แต่เป็นที่พึ่งให้ไปทำเอง ทำเอาเอง, ทำตน เองให้เป็นที่พึ่ง ตามหลักเกณฑ์ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์.
น.69 คือธรรมที่จำเป็นทุกระดับของชีวิต. ฉะนั้นขอให้ มือตัมมยตา ความคงที่อยู่ในความถูก ต้อง, ความแข็งโก๊กอยู่ในความถูกต้อง ช่วยจำไว้ด้วย, ใช้ ได้ตั้งแต่เด็กทารก จนถึงคนแก่เข้าโลงแหละ ; ขอให้ยึดหลัก อันนี้ติดไปกับตัว คือคงที่อยู่ในความถูกต้อง. เมื่อใดไม่อยู่ ในความถูกต้อง มันตายแน่ ๆ มันตายแน่ ๆ ; ที่มันอยู่ได้ ไม่ตายทุกวันนี้ เพราะมันมีความถูกต้องอยู่นะ, เด็ก ๆ ก็ถูก ต้องเด็กๆ วัยรุ่นหนุ่มสาว มันมีความถูกต้องตามขั้นตอนของ มัน มันจึงอยู่ได้, สัตว์เดรัจฉานก็เป็นอย่างนี้ ต้นไม้ต้นไล่ก็ เป็นอย่างนี้, มันมีลักษณะแห่งความถูกต้องตามขั้นตอนของ มัน แล้วมันก็เลื่อนเป็นลำดับมา. สำคัญอยู่ที่ว่า ทำไมมันเลื่อนได้ ? เพราะถ้ามันยังไม่ ถูกต้อง มันก็ต้องเปลี่ยนชิ ใช่ไหม, ลองคิดดูซิ ไม่ถูกต้องมัน ก็อึดอัดคับแคบ มันก็ต้องเปลี่ยน, เมื่อเปลี่ยนมันก็เลื่อนไป มันก็ขึ้นชั้นใหม่สบายกว่า มันก็อยู่, อ้าว เดี๋ยวมันก็เกิดความ อึดอัดขึ้นมา มันก็ต้องเลื่อนไป. แม้แต่หมานะ ขออภัยนะ พูดหยาบ ๆ นอนตรงนี้ไม่สบาย มันเลื่อนไปนอนที่ตรงนั้น
น.70 ๖๔ นอนตรงนี้ไม่สบาย มันเลื่อนไปนอนที่ตรงโน้น, แม้แต่หมา มันยังทำเป็น มันหาความถูกต้องของมันเรื่อย. ขอให้ยึดคำที่ว่า คงที่อยู่ในความถูกต้อง ยังไม่ ถูกต้องกูไม่เอา กูไม่เอากับมึงถ้ายังไม่ถูกต้อง มันก็เลื่อนไป เลื่อนไป, ฉะนั้น อตัมมยตา-คงที่อยู่ในความถูกต้อง มัน ผลักดันให้ขึ้นไปหาความถูกต้อง ที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป. เราจะต้องมีความถูกต้อง คืออตัมมยตา มิฉะนั้นก็จะ ไหลไปหาไสยศาสตร์ มีไสยศาสตร์เป็นที่พึ่ง มันก็ไกลไปจาก พุทธศาสนา, ไสยศาสตร์นี้เขาผ่านกันมามากแล้วในอินเดีย จนพระพุทธเจ้าท่านมา. พุทธศาสตร์ พุทธศาสตร์-ศาสตร์ ของคนตื่น, ไสยศาสตร์-ศาสตร์ของคนหลับ ต้องเปลี่ยน จากไสยศาสตร์ ศาสตร์ของคนหลับ มาเป็นศาสตร์ของคนตื่น. ถ้าจะแขวนพระเครื่อง ก็แขวนอย่างพุทธศาสตร์ คือ เป็นสิ่งเตือนให้รู้ ว่าถูกเป็นอย่างไร ถูกต้องเป็นอย่างไร, พระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร ไม่ลืมพระพุทธเจ้า ; ถ้าเราแขวน พระเครื่องอย่างนี้ก็เป็นพุทธศาสตร์ แต่ถ้าแขวนเพื่อให้ คุ้มครองเป็นของศักดิ์สิทธิ์ อย่างนั้นก็เป็นไสยศาสตร์, พูด
น.71 ๖๕ มากไปเดี๋ยวก็ถูกค่า คุณไปคิดเอาเอง. นี้เขาก็พูดกันมาก เรื่องเครื่องบินตก ก็นึกถึงพระเครื่องทั้งนั้น, มันเป็นเรื่อง งอก งอกออกไปทีหลัง งอกออกไปจากพุทธศาสตร์ . พระพุทธเจ้าพระองค์นิรันดร มาเป็นพระพุทธเจ้า อย่างบุคคล, พระพุทธเจ้าอย่างบุคคลนิพพานแล้ว ก็มี พระธาตุ มีพระเจดีย์ มี ต้นโพธิ์ มีพระพุทธรูป, แล้ว จากพระพุทธรูปนี้ มันงอกออกไป งอกออกไปจนกลายเป็น สินค้าแล้ว, เป็นบุคคลที่ถูกหล่อรูปมากที่สุด. ใครถูกพิมพ์ รูปมากที่สุด ? พระเจ้าแผ่นดิน เขาพิมพ์แสตมป์มากที่สุด. ใครถูกหล่อรูปมากที่สุด ? พระพุทธเจ้า เดี๋ยวนี้เป็นเกวียน ๆ. พระพุทธรูปทั้งใหญ่ทั้งเล็กทั้งเล็กๆ ที่สุด นี่มันนับไม่ไหว ท่านถูกหล่อรูปมากที่สุด แต่ไม่เหมือนสักรูป. ในที่สุดขอสรุปความว่า อตัมมะตาช่วยได้ทุก กรณี ทุกกาละ ทุกเทศะ ทุกขั้นตอน ทุกขนาด.
น.72 ๖๖ สรุป เอ้า สรุปความว่า เราทำแพแตกนะ, แล้วต่อมาเรา พูดถึง เรื่องทำแพกันใหม่, แล้วต่อมาเราพูดถึง เรื่องทำ แพให้ดีที่สุด มีปฏิจจสมุปบาทอิทัปปัจจยตาเป็นลำเรือ มี อานาปานสติเป็นเครื่องขับเคลื่อน, แล้วต่อมาเราพูดว่า มัน สร้างได้ทุกขนาด เลย, แล้วต่อมาเราพูดว่า ธรรมสำหรับ พระพุทธเจ้า ที่ไปโปรดโลก ไปโปรดโลกทั่วโลก. วันนี้ วันสุดท้ายก็พูดเรื่องว่า อตัมมยตา เป็นสิ่งที่ต้องใช้ ใน ทุกกรณี, แม้แต่จะเรียนหนังสือ เด็ก ๆ ก็ต้องใช้ เรียน ประถม มัธยม อุดมก็ต้องใช้ เรียนมหาวิทยาลัยอย่างนี้ก็ลองดู, หาจุดของความถูกต้องของเรื่องนั้น ๆ ให้พบ แล้วคงที่อยู่ใน ความถูกต้องจนกว่าจะเต็มขนาด มันก็จะเลื่อนต่อไป. นี่แหละฝากของที่ระลึก แก่เพื่อนสพรหมจารี สหธัมมิก ทั้งหลาย ว่า อตัมมยตานั่นแหละพระเครื่อง พระเครื่อง ที่ควรจะแขวนไว้ตลอดเวลา. ขอให้แขวนไว้กับจิตใจ จะได้ มีความถูกต้อง คงที่ แข็งโก๊ก หวั่นไหวไม่ได้ เปลี่ยนแปลง ไม่ได้, ทำลายอะไรได้ ผ่าทะลุไปได้ ในทุก ๆ ปัญหา. ขอยุติการบรรยาย เพราะความสมควรแก่เวลา และ หมดแรงที่จะพูดแล้ว, ขอยุติการบรรยาย.
น.73 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒๕. วันครู ๑ ๔๓. พระรัตนตรัย ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ๒๖. แผ่นดินทองต้องสร้างด้วย ที่ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก ๒ ๓. การงานคืออะไร? ๑ แผ่นดินธรรม ๑ ๔๔. การพัฒนาชีวิตโดยพระ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร? ๑ ๒๗. เมื่อพอใจในหน้าที่ ที่กำลัง ไตรลักษณ์จัดเป็นอตัมโย ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ กระทำ ก็มีสวรรค์อยู่ ณ ๔๕. ปาฎิหาริย์แห่งอยัมมยตา ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษา ที่นั่นเอง. เมื่อไม่รู้จักตัวเอง ๔๖. สหายธรรมของอตัมมยตา ไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ก็ไม่รู้ว่าตนควรจะมีหน้าที่ และอตัมมยตากับปัญหา ๗. ปวารณา และธรรมะ อะไร ๑ ของมนุษย์ยุคปรมาณู ๑ ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ ๒๘. ความเป็นพระอรหันต์ ๑ ๔๗พระพุทธเจ้าที่ยังไม่ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๒๙. ธรรมะคุ้มครองโลก ๑ รู้จักและอุดมคติของความ ๙.ทางออกที่ ๓ แห่งยุค ๓๐. คุกของชีวิต กับ เสน่ห์ เป็นแพทย์ ๒ ปัจจุบัน ๑ ของคุก ๔๘. การเห็นพระพุทธเจ้า ๑๐. การบวชคืออะไร ? ๑ ๓๑. กระแสชีวิตเป็นสิ่งที่ พระองค์จริง และ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ต้องรู้จัก ๑ พระพุทธเจ้ามีอยู่ ๑๒. ตัวตนคืออะไร? ๑ ๓๒. สิ่งแรกที่ต้องรู้จักนั้น ทุกหนทุกแห่ง ๑ ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ คือความทุกข์ ๑ ๔๙. ชีวิตที่ไม่เสียชาติเกิด ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้อง ๓๓. การหมดความเห็นแก่ตัว ๕๐. หลักเกณฑ์ที่จะช่วยโลก ศึกษาทั้งชนิดมีตัวตนและ คือหมดทุกข์ ๑ ให้รอดอยู่ได้ ๑ ไม่มีตัวตน ๑ ๓๔. ชีวิตคือขันธ์ห้า ๕๑. เลิกอายุแล้วมาอยู่กับ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ มิใช่ตัวตน ๑ ๑๖. คุณพระไม่ตายและ เกิดมาทำไม ? ๓๕. อต้มมยตากถา ๒ ๕๒. ความไม่เห็นแก่ตัว ๓๖. อตัมมยตาประยุกต์ ๒ และความสุขสามระดับ ๑ ๑๗. ความรักดี ๑ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ๓๗. อตัมมยตาใช้หย่าอะไร ๕๓.อารัมภกถาของการเลิกอายุ ๑ "พระเจ้า" ๑ ได้บ้าง ๒ ๕๔.พระรัตนตรัยนั่นแหละ ๑๙. ครูคือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๓๘. เด็กจะเป็นผู้สร้างโลก คือตัวพุทธศาสนา ๑ ๒๐. การทำวัตรตามแบบ ในอนาคต ๑ ๕๕. ชีวิตที่มีพื้นฐาน และสิ่ง โบราณ ๑ ๓๙. คู่มืออานาปานสติภาวนา ที่เป็นพื้นฐานของชีวิต ๑ ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรม อย่าสมบูรณ์แบบ ๒ ๕๖. อริยสัจและอตัมยตากถา ที่คนธรรมดาควรทราบ ๑ ๔๐. การใช้อานาปานสติให้เป็น และ อตัมมยตากับธรรม ๒๒. โลกอื่น ๑ ประโยชน์ในบ้านเรือน ๒ จักร ๑ ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์ และ ๔๑. บทช่วยจำสำหรับเรื่อง ๕๗.อตัมมยตาเท่าที่ควรจะรู้จัก ความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑ อตัมมยตา ๑ กันไว้บ้าง และอตัมมยตา ๒๔. นิวรณ์ ๒ ๔๒. อต้มมยตากับสันติภาพ ๑ ช่วยได้ในทุกกรณี
น.74 เท่าที่ควรจะรู้จักกันไว้บ้าง. - อตัมมยตาเป็นเรื่องสูงสุด ไม่มีเรื่องนี้ก็ไม่มีพุทธศาสนา. - จิตคงความเป็นประภัสสรไว้ได้ เพราะมีอต้มมยตากำจัดสิ่งที่เข้ามา ปรุงแต่ง. - สิ่งปรุงแต่งจิตที่ควรรู้จัก : ตัณหา มานะ ทิฏฐิ อายตนะภายนอก อัสสาทะของกาม รูป และอรูปธาตุ, สิ่งที่มีอยู่และเป็นไปตามธรรม- ชาติ. - ปรุงแต่งแล้วก็ให้เกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดตัวกู - ของกู แล้วก็ เป็นทุกข์. - มีอตัมมยตาควบคุมเวทนาได้ ก็ควบคุมโลกได้. - ควรจะรู้จักอตัมมยตาและนำมาใช้ตามสมควรแก่อัตตภาพ. อตัมมยตาช่วยได้ในทุกกรณี. - อตัมมยตาตามพยัญชนะ - ความที่ไม่สำเร็จมาจากปัจจัยนั้น ๆ. - อตัมมยตาตามอรรถะ - อันปัจจัยใด ๆ ปรุงแต่งไม่ได้. - ลักษณะของอต้มมยตา - ความคงที่อยู่ในความถูกต้อง. - อตัมมยตาในภาษาสากล - unconditionability, unconcoctability. - อต้มมยตาโดยอุปมา - แข็งเหมือนเพชร, ไม่หวั่นไหวยิ่งกว่าภูเขา. - ทางมาของอตัมมยตา - เริ่มต้นจากอนิจจตา ทุกขตา อนัตตา - ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัป- ปัจจยตา สุญญตา ตถาตา อตัมมยตา. - อตัมมยตาใช้ได้ในทุกกรณี เพราะทุกบุคคล ทุกกาละและเทศะ ต้องการความคงที่อยู่ในความถูกต้อง. - อดัมมยตาช่วยได้ทุกกรณี เพราะแก้ปัญญาได้หมด ทั้งทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ ทุกเพศทุกวัย ทุกสังคม แม้ปัญหาเล็กน้อยปลีกย่อย.
Buddhadasa