น.7 ท่านสาธุชนทั้งหลาย, การพูดที่นี่ เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เทศนา ไม่ใช่ปาฐกถา แต่ เป็นการพูดพิเศษส่วนตัว เพื่อปรับความเข้าใจบางอย่าง ให้ ท่านทั้งหลายได้ทราบ เรื่องที่ต้องรู้ หรือควรรู้ แล้วแต่จะ พิจารณา ; ต้องรู้ คือถ้าไม่รู้แล้วมันเดือดร้อนเสียหาย หรือ ว่าควรจะรู้ ก็ให้มันได้รู้ตามที่ควรจะรู้ เรื่องที่จะพูดนี้ เป็นเรื่องที่ต้องรู้ หรืออย่างน้อยก็ ควรรู้ สำหรับพุทธบริษัทเรา โดยเห็นว่า ท่านทั้งหลายมา จากที่ไกล เหนื่อยมาก เปลืองมาก ควรจะได้รับประโยชน์ อะไรคุ้มค่ากัน ถ้าไม่อย่างนั้นก็เรียกว่า ใช้เวลาไม่คุ้มค่า ใช้ * ธรรมบรรยายพิเศษ ในวันมาฆบูชา ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕
น.8 ๒ เงินไม่คุ้มค่า. อาตมาผู้เป็นเจ้าของถิ่น ผู้ต้อนรับ ก็ต้องรับ ผิดชอบด้วยเหมือนกันแหละว่า ท่านทั้งหลายมา ต้องได้รับ ประโยชน์คุ้มค่า เพราะฉะนั้น จึงเลือกเอาเรื่องที่จะให้มีประ- โยชน์คุ้มค่า มาพูดกันเป็นส่วนตัว ในฐานะเป็นเพื่อนพุทธ บริษัท, จะเป็นภิกษุ สามเณร ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ก็เรียกว่าเป็น เพื่อนพุทธบริษัท จะต้องมีสิ่งที่มีความเข้าใจร่วม กัน แล้วประพฤติร่วมกัน ให้สำเร็จประโยชน์แก่พระศาสนา. นี่คือเรื่องที่จะพูด ไม่เรียกว่าเทศน์ ไม่เรียกว่าปาฐกถา เรียก ว่าเป็นเรื่องพูดกันภายใน, ขอให้ท่านทั้งหลาย ตั้งใจฟังให้ดี ๆ ให้สำเร็จประโยชน์ เพราะว่านาน ๆ สักที จึงจะได้มาพูดกัน อย่างนี้. เรื่องเทศน์กันตามธรรมเนียม ปาฐกถาตาม ธรรมเนียมนั้น หลายร้อยครั้ง พันครั้งแล้ว มันก็ยังจับใจ ความกันไม่ได้เพราะว่าการพูดอย่างนั้น ต้องพูดตามระเบียบ แบบแผนประเพณี ไม่ใช่พูดปรับทุกข์แก่กันและกันเหมือน อย่างวันนี้. วันนี้จะพูดกันอย่างปรับทุกข์ หมายความว่า รับผิด ชอบร่วมกัน, เรารับผิดชอบร่วมกัน ในพระศาสนาของพระ- พุทธเจ้า เราจะทำทุกอย่าง ๆ เพื่อความตั้งอยู่ได้ มีอยู่ได้ เจริญ งอกงามอยู่ได้ แห่งพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
น.9 ๓ นี่คือสิ่งที่จะต้องรับรู้ รับทราบ อย่าให้เป็นเพียงแต่ว่า เฮกันไป เฮกันมา ตามขนบธรรมเนียมประเพณี อย่างนี้พระพุทธเจ้า ไม่อนุโมทนาแน่ แล้วก็จะสั่นพระเศียรด้วย ขอให้เข้าใจ หมอห้ามไม่ให้เทศน์ อาตมาก็เลี่ยงมาเป็นพูด พูด ปรึกษาหารือ จะเรียกว่าดื้อหมอ หนีหมอก็สุดแท้เถอะ แล้ว ก็จะพูดเท่าที่รู้สึกว่าพูดได้ พอหมดแรงก็ต้องหยุด จะพูดได้ กี่ข้อก็สุดแท้ แต่ว่าจะพูดเป็นข้อ ๆ เพื่อให้พังง่าย เข้าใจง่าย, แล้วมันก็เป็นเรื่องที่เขาเรียกว่า หญ้าปากคอก คือเคยได้ยิน ได้ฟังกันมาแล้ว แต่มันก็ไม่ได้สนใจให้รู้จริง. ขอพูดเป็น ข้อ ๆ ท่านทั้งหลายตั้งใจฟังให้ดี กำหนดจดจำไว้ให้เป็นข้อ ๆ. ข้อแรก ก็จะพูดถึงเรื่องว่า เราทั้งหลายเป็น เพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น. นี้ก็สวดกันเป็นนกแก้วนกขุนทอง ว่าอย่างนกแก้ว นกขุนทอง กี่ครั้ง ๆ มันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ แล้วก็ยังไม่ได้ ผลด้วย เพราะว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ; เดี๋ยวนี้ ขอให้มันมีความรู้สึกแท้จริงในใจ เพราะมองเห็นแจ่มชัดว่า
น.10 ๔ มันเป็นอย่างนั้น ข้อแรกว่า เพื่อนทุกข์ ข้อที่สองว่า เพื่อนเกิดแก่เจ็บ ตาย นี้ขอแยกเป็น ๒ ชนิด เป็น เ พื่อนทางกาย เราทุกคน เกิด แก่ เจ็บ ตาย, เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทางกายด้วยกันทุกคน นี้เป็น เพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทางกาย แยกออกไปทางกาย ทีนี้ทางจิตใจ เราทุกคนก็มีกิเลส เมื่อมีกิเลสก็มี ความทุกข์ นี้เราเป็น เพื่อนทุกข์ในทางจิตใจ คือมีกิเลส และมีความทุกข์. ขอให้มองเห็นว่ามันเป็นอย่างนี้จริง ๆ เป็น เพื่อนกันถึงขนาดนี้จริง ๆ ให้ความรู้สึกนี้รู้สึกลึกซึ้งลงไปใน จิตใจเรียกว่าใต้สำนึก ใต้สำนึกคือไม่ต้องนึก แต่มันรู้สึกเต็ม อยู่ในจิตใจ. ข้อนี้สำคัญมาก ถ้ามีอะไรอยู่ใต้สำนึกอยู่ในจิตใจแล้ว ข้อนั้นมันจริง มันออกมาเป็นเรื่องจริง ดีก็ดีจริง ชั่วก็ชั่ว จริง ; subconscious แปลว่าใต้สำนึก ให้มันรู้สึกอยู่ใต้สำนึก ว่า ทุกคนเป็นเพื่อนทุกข์ในทางใจ แล้วก็เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้ทางกาย. ถ้าอันนี้มันมีอยู่ในใต้สำนึกจิตใจโดยแท้จริง แล้ว มันก็บังคับให้ทุกสิ่งที่ปฏิบัติกันอยู่เป็นไปอย่างถูกต้อง
น.11 ๕ จะปฏิบัติต่อคนที่เหนือกว่าเรา หรือคนที่เสมอกันกับเรา หรือ คนที่ต่ำเลวกว่าเรา เราก็ปฏิบัติต่อเขา อย่างที่ว่าเป็นเพื่อน ทุกข์ เพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย คือเป็น เพื่อนทั้งทางกายและทางใจ. แล้วมันก็จะไม่มากไม่น้อย ไม่ สูงไม่ต่ำ มันคือพอดี ๆ จะเป็นไปอย่างเรียบร้อยที่สุด เมตตา กรุณาโดยอัตโนมัติ แม้ไม่ทันเจตนา แต่ถ้ารู้สึกว่าเป็น เพื่อน มันก็มีเมตตา. เมตตาแปลว่าความเป็นเพื่อน คำว่า เมตตานั้น แปลว่าความเป็นมิตร หรือความเป็นเพื่อน ; ถ้า ใต้สำนึกแห่งจิตใจมันรู้สึกว่าเป็นเพื่อน การกระทำทั่วไป มันก็ เป็นเพื่อน. นี่ขอให้ไปชำระสะสางความข้อนี้ ให้แจ่มกระจ่าง ไปนั่งพินิจพิจารณา เวลาที่มีว่างบ้าง ก็พิจารณาเถอะว่า ทั้งหมดคือเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ; บรรดาที่มีชีวิต เพื่อนมนุษย์นี้ก็ดี เพื่อนสัตว์เดรัจฉานก็ดี มัน ก็เป็นเพื่อน, ต้นไม้ต้นไล่นี้มันก็มีชีวิต มันก็เป็นเพื่อนใน ระดับต่ำสุด ที่จะต้องรับว่า มันก็เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกัน เพราะมันก็เกิด แก่ เจ็บ ตาย รู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์เหมือนกัน. อย่างนี้ลองคิดดูที่ว่า จิตใจจะเป็น
น.12 ๖ อย่างไร ? จิตใจมันก็กว้างขวางสูงสุดมหาศาล ครอบงำโลก ทั้งโลก แผ่เมตตาจิตไปทั่วโลก ว่าทั้งหมดเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่เจ็บ ตาย เพียงเท่านี้ก็เหลือหลายแล้ว, นี่สำนวนชาวบ้าน ว่าเหลือกิน ถ้ามีความรู้สึกเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย กัน ได้อย่างนี้. นี้เป็นข้อแรก ช่วยจำไว้ให้ดี ไปซักซ้อมเสียใหม่ อย่าเป็นแต่สวดอย่างนกแก้วนกขุนทอง ไม่สำเร็จประโยชน์ ว่ากันทุกครั้งที่สวดมนต์ แต่มันก็ละเมอ ๆ เหมือนนกแก้วนก ขุนทอง. เดี๋ยวนี้เราจะมีความรู้สึกแท้จริง ว่าเป็นเพื่อนทุกข์ เพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย แบ่งเป็นทางใจ และทางกาย : ทางใจเป็นเพื่อนทุกข์ มีความทุกข์เบียดเบียน ของกิเลสด้วยกัน ทางกายก็ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน เลยไม่มีใครที่ไม่ใช่เพื่อน เป็นเพื่อนกันแท้จริงโดยธรรมชาติ แต่รู้หรือไม่รู้ รับหรือไม่รับนั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง. ถ้าจิตใจ เป็นพุทธบริษัทโดยถูกต้อง มันก็ยอมรับความเป็นเพื่อนใน ลักษณะนี้ ขนาดนี้ กว้างขวางทั่วจักรวาล ไม่ว่าเทวดา ไม่ว่า มนุษย์ ไม่ว่าสัตว์ ไม่ว่าอะไรก็เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ; แล้วก็สบายใจพอใจ รู้สึกว่าเป็นความปลอดภัย เป็นความ
น.13 ๗ แน่ใจชนิดหนึ่ง แน่ใจเรียกว่าศรัทธา นั่นแหละทำให้เชื่อว่า ปลอดภัย พอรู้สึกว่าปลอดภัยมันก็นอนหลับแหละ คนเรา, นี่ข้อหนึ่ง ข้อแรก ว่า รู้สึกว่า เราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. ข้อที่ ๒ เราเป็นสมาชิกอิทัปปัจจยตา ด้วย กันทั้งหมดทั้งสิ้น. ข้อนี้บางคนคงฟังไม่ถูก บางคนฟัง ถูก เพราะรู้ว่าอิทัปปัจจยตาคืออะไร ; แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าอิทัป- ปัจจยตาคืออะไร มันก็ฟังไม่ถูก แน่นอนแหละฟังไม่ถูก, ถ้าฟังไม่ถูก ก็คือไม่รู้จักหัวใจของพระพุทธศาสนา คือคำสอน ของพระพุทธเจ้านั้น สรุปรวมเรียกว่า เรื่องอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท. เอาคำพูดก่อน อิทัปปัจจยตา แปลว่า มันมีปัจจัย มีเหตุมีปัจจัยแล้ว มันต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย, ทุกคน ทุกชีวิต ทุกสังขาร ทุกอัตภาพ ไม่ว่าคนหรือสัตว์ มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา แล้วต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย นั้น ๆ นี่เป็นพุทธศาสนา. บางพวกเขาว่าเป็นตาม กรรม
น.14 ๘ เก่า มันก็หลับตาพูดไปอย่างนั้น บางพวกก็ว่า โชค ว่า เคราะห์ บางพวกก็ว่า เทวดาผีสางบังคับให้เป็นไป; ถ้า อย่างนี้ไม่ใช่พุทธบริษัท แม้แต่เชื่อว่ากรรมเก่า ก็ไม่ใช่ พุทธบริษัท. พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด ๆ ว่า ความสุขและความทุกข์ ไม่ได้เป็นผลของกรรมเก่า ไม่ได้เป็นการบันดาลของพระเจ้า แต่มันเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา. เราถูกสอนหรือด้วยอะไร ก็ไม่ทราบ มักจะพูดว่า กรรมเก่าบ้าง เทวดาบ้าง โชคเคราะห์ ชะตาราศีบ้าง อย่างนั้นไม่ใช่พุทธบริษัท; ถ้าพุทธบริษัท ต้องเป็นอิทัปปัจจยตา นอนเจ็บเป็นอัมพาตอยู่ก็ดี ตายลงไป หยก ๆ นี้ก็ดี ก็เชื่อว่ามันเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา ไม่ต้อง กรรมเก่า ไม่ต้องผีสางเทวดาโชคเคราะห์อะไร. กฎของ อิทัปปัจจยตาตามธรรมชาติ มันถึงเข้ากับคนนั้นในลักษณะ อย่างนั้น มันจึงตาย หรือว่านอนเจ็บอยู่ เป็นอัมพาตอยู่เป็น ปี ๆ ก็รู้ไว้ว่า เราเป็นสมาชิกอิทัปปัจจยตาด้วยกันทุกคน. คำว่าสมาชิก สมาชิกนี้ อาตมาเห็นว่ามันเข้าใจกันง่าย เป็นสมาชิกสมาคมนั่นสมาคมนี้ สมาชิกสโมสรนั่นสโมสรนี่
น.15 ๙ เป็นสมาชิกไลอ้อนส์ โรตารี่อะไรก็แล้วแต่เถอะ เรียกว่าเป็น สมาชิก, นั่นเป็นเรื่องสมมติ เป็นตามสมมติ เป็นตามความ สมัครใจ ก็เป็นสมาชิกกันไป นั่นนี่นับไม่ไหว. แต่ว่าโดย ธรรมชาติแท้จริง ที่ส่วนลึกของจิตใจ ที่มันเป็นเองโดย ธรรมชาตินั้น เราเป็นสมาชิกอิทัปปัจจยตา คืออยู่ภายใต้กฎ อิทัปปัจจยตากันทุกคน ; จะเรียกว่าอิทัปปัจจยตาก็ได้ จะ เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทก็ได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านเรียกยาวเต็ม ที่ว่า อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท คือมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ขึ้นมา แล้วก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. มันอาศัยเหตุปัจจัย แล้วเกิดขึ้น เกิดเป็น สุข ก็ได้ เป็น ทุกข์ ก็ได้ เป็นสุขก็ได้ เป็นทุกข์ก็ได้ แต่ที่ดีที่สุดนั้นก็ต้องไม่เป็นสุขเป็นทุกข์ คือ เหนือสุขเหนือทุกข์ คือ เหนือกฎอิทัปปัจจยตา. เดี๋ยวนี้เรายังเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา เพราะว่า เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ จนกว่าเมื่อไรเป็นพระอรหันต์ จึง จะอยู่เหนือกฎอิทัปปัจจยตา อะไรปรุงแต่งไม่ได้. เดี๋ยวนี้ เราเป็นสมาชิกอิทัปปัจจยตา โดยธรรมชาติจัดบังคับให้เป็น แต่คนโง่มันไม่รู้สึก หรือคนบ้ามันไม่รู้สึก มันจึงได้เป็นบ้า มันไปยึดเรื่องโชคชะตาราศี ผีสางเทวดา กรรมเก่ากรรมอะไร
น.16 ๑๐ ก็ไม่รู้: แต่พระพุทธเจ้าว่า เป็นเพราะอำนาจของธรรมะที่ เป็นกฎของธรรมชาติ คืออิทัปปัจจยตา. คนที่ไม่เคยชินกับ คำนี้ ช่วยฟังดี ๆ แล้วจำให้แม่นยำว่า อิทัปปัจจยตา อิทัป- ปัจจยตา ถ้าจะเรียกอีกชื่อหนึ่ง ก็ว่า ปฏิจจสมุปบาท. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้น เห็นธรรม ธรรมะ ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นเห็นฉัน ตถาคต, เห็นอิทัปปัจจยตาหรือเห็นปฏิจจสมุปบาทก็ตาม เรียกว่าเห็น ธรรมะ เมื่อเห็นธรรมะแล้ว ก็เห็นเราคือตถาคต. เห็น อิทัปปัจจยตา มันออกจะละเอียดนะ ปัจจัยบางอย่างก็เป็น นามธรรม ไม่ใช่เป็นวัตถุสิ่งของ มันก็เห็นยากเหมือนกัน เป็นเรื่องทางจิตใจ แต่ทางวัตถุสิ่งของนี้มันก็เห็นง่าย นับ ตั้งแต่ ๑ ปรมาณูปรุงมาเป็นกลุ่ม เป็นก้อน เป็นเซลล์ เป็น เนื้อหนังร่างกาย เป็นกระดูก เป็นอะไรขึ้นมา เป็นเนื้อเป็นตัว นี้ก็เรียกว่าปัจจัยทางฝ่ายวัตถุ. ปัจจัยทางฝ่ายจิตใจก็ปรุงแต่ง ทำนองเดียวกัน, เห็นรูป หรือฟังเสียง หรือดมกลิ่น แล้วก็ เกิดวิญญาณ แล้วก็ เกิดผัสสะ แล้วก็ เกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิดภพ เกิดชาติ จนเกิดทุกข์ นี้ฝ่ายจิตใจ.
น.17 ๑๑ ฝ่ายวัตถุฝ่ายรูปก็มีอยู่พวกหนึ่ง ฝ่ายนามก็มีอยู่พวก หนึ่ง รวมกันทั้ง ๒ ฝ่าย เรียกว่า อิทัปปัจจยตา มีปัจจัยปรุง แต่งแล้ว ก็ต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้น ๆ นี่ใจความมันว่า อย่างนี้ ; สัตว์ทั้งหลาย อัตภาพทั้งหลาย ชีวิตทั้งหลาย มัน มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา แล้วมันก็ต้องเป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัยนั้น ๆ นั่นแหละเรียกว่าอิทัปปัจจยตา. เมื่อพูดให้ลูก เด็ก ๆ ฟังก็พูดว่า เมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ดับลง สิ่งนี้ก็ดับ ลง สิ่งนี้ดับลง สิ่งนี้ก็ดับลง มีเหตุมีปัจจัยทั้งฝ่ายเกิดและ ฝ่ายดับ ; ฝ่ายดับก็เรียกว่ามันเกิดเหมือนกัน มันเกิดเป็น ความดับขึ้นมา เกิดเป็นความเกิดขึ้นมาก็ได้ เกิดเป็นความ ดับขึ้นมาก็ได้ ก็เรียกว่าเกิด, นี้มีปัจจัย แล้วก็เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยนั้น ๆ. ทุกคนเป็นสมาชิกแห่งอิทัปปัจจยตา อยู่โดยธรรม- ชาติอันเฉียบขาด ปฏิเสธไม่ได้ ไม่ต้องไปขึ้นทะเบียน ไม่ต้อง เสียค่าธรรมเนียม ไม่ต้องประชุมอะไรหรอก มันเป็นอยู่ โดยธรรมชาติ เป็นอยู่ในเนื้อในตัว. เมื่อเป็นสมาชิกของ อิทัปปัจจยตา ก็เตรียมตัวสำหรับเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา
น.18 ๑๒ ที่มาในรูปหนึ่งก็อย่าร้องไห้, ที่มาในอีกรูปหนึ่งก็อย่าหัวเราะ อย่าต้องหัวเราะ อย่าต้องร้องไห้ มีจิตใจปกติเสมอ เป็นสมาชิกอิทัปปัจจยตา ให้เก่งให้ถูกต้อง แล้ว ต้องเป็นอย่างนี้ คือจะต้องไม่หัวเราะไม่ร้องไห้ ไม่ดีใจไม่ เสียใจ ไม่บวกไม่ลบ ; เพราะเป็นสมาชิกแห่งอิทัปปัจจยตา มันก็ต้องเป็นไปอย่างนั้นอยู่แล้ว ไปรู้สึกเป็นบวกเป็นลบ มา หัวเราะมาร้องไห้อยู่ มันก็เป็นทุกข์เปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์ อะไร. พูดภาษาธรรมดาก็ว่า อย่าขึ้นหรืออย่าลง อย่าฟู หรืออย่าแฟบ รักษาจิตให้ปกติอยู่เสมอ, นี้เรียกว่า เป็นผู้ รู้จักอิทัปปัจจยตา ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎของอิทัปปัจจยตา นี้มันเป็นข้อที่สอง. เราเป็นสมาชิกอิทัปปัจจยตาแก่กันและกัน ด้วยกัน ทุกคนทั้งหมดทั้งสิ้น ยิ่งกว่าเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เจ็บ ตายเสียอีก, ความเป็นสมาชิกแห่งอิทัปปัจจยตานี้ ทั่วถึง ทั่วถึงหมดด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ยกเว้น คนก็เป็น สัตว์ เดรัจฉานก็เป็น ต้นไม้ต้นไล่ก็เป็น คือมันเป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัยที่ปรุงแต่ง. บางรายก็น่ากลัว เป็นความตายเป็นความ
น.19 ๑๓ ทุกข์ยากลำบาก, บางรายก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ ยังมีความหมายที่ว่า เมื่อมีกิเลสแล้วก็ต้องเป็นปัญหา คือเดี๋ยว มีความรักรบกวน เดี๋ยวมีความโกรธรบกวน, เดี๋ยวมีความ เกลียดรบกวน ความกลัวรบกวน ความตื่นเต้นรบกวน ความ วิตกกังวลรบกวน ความอาลัยอาวรณ์รบกวน ความอิจฉา ริษยารบกวน ความหวงรบกวน ความหึงรบกวน, นี่ก็เป็น ของธรรมดา ที่ว่าเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา เป็นสมาชิก อิทัปปัจจยตา ก็ต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าให้เก่งให้ดี ต้องปฏิบัติชนิดที่ว่า สู้ได้ เฉยได้ ปกติได้ กฎอิทัปปัจจยตาทำอะไรไม่ได้ แม้จะถึงเจ็บป่วยถึง ตาย ก็ไม่หวั่นไหวหรอก หัวเราะเยาะไปเสียทั้งนั้น, นี่สมาชิก อิทัปปัจจยตาควรเป็นให้ได้กันถึงอย่างนี้. ถ้าเป็นอย่างปล่อย ไปตามเรื่อง ปล่อยไปตามเรื่อง ก็อย่างที่เห็น ๆ เห็น ๆ อยู่ เดี๋ยวคนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ คนโน้นเป็นอย่าง โน้น ; แล้วก็ไปโทษว่า ทำไมมาเป็นแต่เราคนอื่นไม่เป็น เพราะมันไม่เหมือนกันนี่ แต่ว่านาน ๆ เข้ามันก็จะเป็นกันทุก คน จะเป็นครบถ้วนกันทุกคนก็ได้ ในชาติเดียวเป็นไม่ครบ หลาย ๆ ชาติเข้ามันก็เป็นครบ. นี้มันเป็นเรื่องที่สอง เป็น
น.20 ๑๔ สมาชิกอิทัปปัจจยตาอยู่โดยไม่รู้ตัว เดี๋ยวนี้มารู้ตัวเสียซิ จะเป็น สิ่งมีชีวิตก็ต้องเป็นสมาชิกอิทัปปัจจยตา เป็นไปตามกฎเกณฑ์ แห่งอิทัปปัจจยตา. ข้อที่ ๓ เราเป็นลูกหนี้ของธรรมชาติ ลูก หนี้ของธรรมชาติ คงจะฟังไม่ถูก ว่าเราไปยืมอะไรจากธรรม- ชาติ; ธรรมชาติมันมีดิน น้ำ ลม ไฟ มีอากาศ วิญญาณ ธาตุนานาชนิด เป็นของธรรมชาติ ลูกหนี้ของธรรมชาติ ก็คือว่า ชีวิตนี้มันเหมือนกับยืมมาจากธรรมชาติ ธรรมชาติให้ ยืมมา ดิน น้ำ ลม ไฟ ส่วนร่างกาย ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ส่วนร่างกาย, ธาตุวิญญาณส่วนจิตใจ ส่วนธาตุอากาศเป็น พื้นฐานรองรับทั้งร่างกายและจิตใจ ยืมธาตุตามธรรมชาติมา แล้วจะต้องคืนเจ้าของ. แต่จะพูดเรื่องธรรมชาติให้ชัดเจนเสียก่อน ที่จะต้อง รู้จักธรรมชาติ ธรรมชาติน่ะรู้จักอย่างไร ? คือรู้จักว่า ทุกสิ่ง ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ ทุกส่วนของร่างกายเรา ภายนอก ภายในเราก็เป็นของธรรมชาติ เพื่อนมนุษย์ทุกคนก็เป็น
น.21 ๑๕ ธรรมชาติ ทั้งโลกก็เป็นธรรมชาติ ทุกอย่างนี้เป็นธรรมชาติ นี่ข้อหนึ่ง. แล้วข้อที่ ๒ มีกฎของธรรมชาติบังคับธรรมชาติ ทั้งหลายอยู่. ข้อที่ ๓ มัน มีหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ต้อง ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ มิฉะนั้นจะต้อง ตาย. ครั้นปฏิบัติหน้าที่แล้วก็มีเรื่องที่สี่ คือ ได้รับผล ได้ รับผลที่ทำหน้าที่ถูกต้องตามธรรมชาติ. เรื่องของธรรมชาตินี้มี ๔ ความหมาย คือ ตัวธรรม- ชาติ ตัวกฎของธรรมชาติที่ประจำอยู่ในธรรมชาตินั้น หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ แล้วก็ ผลที่ได้รับจากหน้าที่ มันมี ๔ ความหมาย. ในตัวเรานี่มีธรรมชาติที่เนื้อตัว, แล้ว ก็มีกฎของธรรมชาติบังคับทั้งเนื้อทั้งตัว ให้เป็นไปตามกฎของ ธรรมชาติ, แล้วเรามีหน้าที่ที่จะปฏิบัติทั้งกายทั้งใจ ให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ นี้เรียกว่าหน้าที่, ครั้นปฏิบัติแล้วมันก็ เกิดผล ปฏิบัติถูกก็ได้รับผลเป็นความสุขสบาย ไม่ถูกก็ต้อง ได้รับผลเป็นยุ่งยากลำบาก.
น.22 ๑๖ หน้าที่ คือ พระธรรม ธรรมะแปลว่าหน้าที่ หน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ความถูกต้องต่อความรอด ความ ถูกต้องต่อความไม่เป็นทุกข์นั้นเรียกว่าหน้าที่. ทุกคนจงรู้จัก หน้าที่ หน้าที่คือพระธรรม เป็นธรรมชาติในความหมายที่สาม ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหน้าที่ รู้จักว่าเราเกี่ยวข้องกันอยู่กับ ธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ ๔ ความหมาย. เราคนเดียวก็เป็นอย่างนี้ ทั้งโลกทั้งจักรวาลก็เป็นอย่างนี้ มีธรรมชาติ มีกฎของ ธรรมชาติ แล้วก็มีผลที่จะเกิดจากการทำหน้าที่ ; ฉะนั้น อยากจะมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นสุขสบาย ก็ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ เกือบจะทุกวัน วันละหลาย ๆ คน มาขอพร ๆ ขอพร ๆ. อาตมานึก โอ้ ! มันบ้าแล้ว คนพวกนี้บ้าแล้วเขา ให้พร ให้พรกันจนไม่มีโกดังจะเก็บ ยังมาขอพรอีก ; พรอย่าง นั้นฉันไม่มี มีพรแท้จริงคือหน้าที่ คือปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติ หน้าที่ให้ถูกต้อง แล้วก็จะเกิดเป็นพรแท้จริงของพระ- พุทธเจ้า เป็นผลดีผลจริงขึ้นมา คุณจงทำหน้าที่ทุก หน้าที่, หน้าที่ที่เป็นมารดา บิดา เป็นลูก เป็นหลาน เป็นนาย เป็นคนใช้ เป็นบ่าว เป็นชาวนา เป็นพ่อค้า เป็นอะไรก็ตาม
น.23 ๑๗ หน้าที่สารพัดหน้าที่ ทำหน้าที่ให้ถูกนั้นคือพร : นี่ทุกอย่าง ปฏิบัติให้ถูกตามหน้าที่ ซึ่งมีกฎของธรรมชาติบังคับอยู่. เมื่อได้ยินคำว่าธรรมชาติ ๆ ในพระพุทธศาสนา ก็ ขอให้เข้าใจว่ามันมีอยู่ ๔ อย่าง อย่างนี้ จำไว้แม่น ๆ ตัว ธรรมชาติเอง ตัวกฎของธรรมชาติที่มีอยู่ในนั้น แล้วตัวหน้า ที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ แล้วก็มีผลที่จะเกิดจากหน้าที่, นี่ รู้ ธรรมชาติ ๔ ความหมายนี้ ให้ดี ๆ แล้วก็จะเป็นผู้ชนะธรรมชาติ จะเอาชนะธรรมชาติ คือสามารถใช้ธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ เกิดความสุข. ข้อ ๔ เรามีการผูกพันกับธรรมชาติเหมือน กับว่าเรายืมของมาใช้ แล้วต้องคืนเจ้าของ. อัตภาพชีวิตร่างกายทั้งหมดนี้ เหมือนกับยืมมาจากธรรมชาติ ธรรมชาติให้ยืมมา แล้วมาพัฒนาเอาเอง ปฏิบัติเอาเอง พัฒนา เอาเอง ให้ได้ผล ได้ประโยชน์ตามที่ตัวต้องการ, ได้ทุนรอนมา ได้เดิมพันมาจากธรรมชาติ ให้ยืมมาพัฒนาเอาเอง เสร็จแล้ว ต้องส่งคืน โดยเฉพาะเมื่อเวลาแตกดับ มันส่งคืนธรรมชาติ.
น.24 ๑๘ เดี๋ยวนี้ยืมของธรรมชาติมาแล้ว มันยักยอก มัน ตระบัด, มันมาคิดว่า ตัวกู ว่า ของกู ตัวกูของกู ตัวกูของกู เนื้อหนังของกู ชีวิตของกู อะไรของกู ไม่รู้ไม่ชี้ว่าเรื่องยืม มาจากธรรมชาติ ; นี้มันเป็นคนตระบัด หลอกลวง ยักยอก มีตัวกูเมื่อไร ก็ได้เป็นทุกข์เมื่อนั้น คิดว่าตัวกูเมื่อไร ก็ เป็นทุกข์เมื่อนั้น. นี่คนไม่ซื่อ คนยักยอก คนตระบัด สัตย์ ยืมของธรรมชาติมาเป็นเดิมพันเพื่อพัฒนา แล้วมาว่า ตัวกู ว่าของกู กระทั่งตายเข้าโลงมันก็ไม่คืนให้ คือไม่ ยอมละว่า ไม่ใช่ตัวกู ไม่ใช่ของกู นี้รู้ให้ดีว่า เรานี่ยืมสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ต้นทุนหรือ เดิมพัน มาจากธรรมชาติ มาเป็นชีวิตเป็นร่างกาย เป็นรูป เป็นนาม เป็นจิตเป็นใจ แล้วก็พัฒนาเอาเถอะ พัฒนาเอา แต่อย่าไปหลงใหลหรือโง่เขลาว่าตัวกู ว่าของกู ให้เป็นของ ธรรมะหรือของธรรมชาติ; รีบพัฒนาให้ได้อย่างใจ ให้ถูก ต้อง ให้เป็นสุขเสีย แล้วก็ไม่ว่าของกู ไม่ว่าตัวกู เมื่อตาย มันก็กลับไปหาธรรมชาติเอง เป็นการใช้คืนอย่างถูกต้อง ไม่ ยักยอก ไม่ตระบัดไม่อะไร.
น.25 ๑ชี นี่ว่าชีวิตนี้ธรรมชาติให้ยืมเป็นเดิมพันมา ลงทุนเอา พัฒนาเอา ค้าขายเอา เหมือนกับค้าขายด้วยชีวิต, แล้วก็รู้จัก ว่ามันเป็นของธรรมชาติ อย่าให้เป็นของกู ตัวกู เหมือนกับ นกเขา ; นกเขาบินไปจับต้นไม้ไหน มันก็ว่าของกู ๆ อยู่ ทั้งนั้นเลย ไม่ว่ามันจะไปจับที่ต้นไม้ไหน. นี่คนเราก็จะเป็น อย่านั้น อะไรคว้ามาก็เป็นตัวกู เป็นของกูไปเสียทั้งนั้น แล้ว นั่นแหละมันกัดเอา ; มีตัวกู มีของกู แล้วก็เห็นแก่ตัว มันก็เกิดกิเลส แล้วก็เกิดเป็นทุกข์ เพราะมันเห็นแก่ตัว. อย่ามีความรู้สึกเป็นตัวกู ของกู มันก็ไม่เห็นแก่ตัว มันก็เบา สบาย, พัฒนา ๆ ชีวิตจิตใจร่างกาย เอาตามความต้องการ จะเอาความร่ำรวยอย่างไรก็ได้ จะเอาความสุขสมบูรณ์อย่างไร ก็ได้ จะเอาความสงบสุขอย่างไรก็ได้ พัฒนาเอาตามใจชอบ แล้วก็คืนธรรมชาติโดยอัตโนมัติ พอตายลงก็อย่าเป็นตัวกู ของกู : เดี๋ยวนี้มันตัวกูของกูจนเข้าโลง เข้าโลงก็ไม่ยอม ปล่อย นี่เรียกว่ามันยักยอกมากเกินไป ธรรมชาติให้ยืม เป็น ของยืม.
น.26 ๒๐ ข้อที่ ๕ ปัญหาเรื่องเพศ หรือเหนือเพศ หรือการสมรส. ปัญหาเกี่ยวกับเพศมีมาก คือเพศหญิง เพศชาย พอไปยึดมั่นถือมั่นเพศหญิงเพศชาย ก็จะมีปัญหามาก ยุ่งยากจนตลอดชีวิตเหมือนกัน. ตามธรรมะแท้ ๆ ซึ่งอาจจะ ไม่เคยได้ยินได้ฟังก็ได้ว่า จิตใจแท้ ๆ จิตแท้ ๆ จิตบริสุทธิ์แท้ ๆ ไม่เป็นเพศหญิงหรือไม่เป็นเพศชาย ว่าง แต่ว่ามันมีเจตสิก- ธรรมพวกหนึ่ง เรียกว่า อินทรีย์ ที่เป็นหญิงเรียกว่าอิตถินทรีย์ ที่เป็นขายเรียกว่าปุริสินทรีย์ ; อินทรีย์ที่เป็นเจตสิกนี้มันจับ เข้าที่จิตใจ แล้วจิตใจก็จะรู้สึกว่าเป็นหญิงหรือเป็นขาย. คุณลองคิดดู ธรรมดานี่ไม่รู้สึกว่าเราเป็นหญิงหรือ เป็นชาย แต่ถ้ามีอินทรีย์นี้เกิดขึ้นในจิตใจเมื่อไร มันก็มีรู้สึก เป็นหญิงหรือเป็นชาย. อวัยวะเพศธรรมชาติให้มาเพื่อสืบ พันธุ์ เพื่อการสืบพันธุ์ ธรรมชาติมีอำนาจเหนือเมฆ ให้ อวัยวะสืบพันธุ์มา, แล้วก็จิตใจนั้น ก็ให้เจตสิกที่จะรู้สึกว่า เป็นหญิงหรือเป็นชายมา ; พออายุสมควร อวัยวะเพศก็ทำ หน้าที่ ความรู้สึกว่าเป็นหญิงหรือเป็นชายก็ทำหน้าที่ แล้วก็มี ปัญหาเกี่ยวกับเพศ.
น.27 ๒๑ ถ้าเป็นเรื่องเพียงสืบพันธุ์ให้มนุษย์ไม่สูญพันธุ์เท่า นั้น มันก็ไม่มีปัญหาอะไรนัก แต่ถ้ามันกลายเป็นเรื่องกามา- รมณ์ กามคุณ มันมีเรื่องมากมายแหละ ยิ่งกว่าฆ่ากันตาย กามารมณ์เป็นปัญหาอย่างไรก็รู้กันเอง มองเห็นกันอยู่. มัน ต้องควบคุมความรู้สึกทางเพศนี้เสียให้ได้ อย่าให้มันรู้สึก เป็นหญิงเป็นชาย อย่างโง่เขลาอย่างบ้าหลัง, ให้รู้ความจริงว่า ตามธรรมชาติไม่เป็นหญิงไม่เป็นชาย ต่อเมื่อเจตสิกธรรม อิตถินทรีย์ครอบงำก็รู้สึกว่า กูเป็นหญิง ปุริสินทรีย์ครอบงำ ก็รู้สึกว่ากูเป็นชาย ทำกิจกรรมระหว่างเพศได้ ต้องมีความ รู้สึกอันนี้ ถ้าความรู้สึกอันนี้ไม่เกิด มันก็ทำกิจกรรมทางเพศ ไม่ได้ ; ก็เลือกเอาเองว่า ยุ่งเท่าไร ไม่ยุ่งเท่าไร. ฉะนั้นอย่าให้ความรู้สึกทางเพศมันครอบงำไปเสีย ตลอดเวลา แม้ว่าร่างกายจะมีนิมิตเป็นเพศหญิงเพศชายอยู่ ตลอดเวลา นั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติ เพื่อการสืบพันธุ์ ; แต่เพื่อความสงบสุข เพื่อสันติภาพ ความเยือกเย็นแห่งจิตใจ แล้ว จงอยู่เหนือเพศ จงรู้สึกว่าเหนือเพศ ไม่มีความรู้สึก เป็นหญิงเป็นชาย. ไปคิดดูเถอะ ถ้าเมื่อใดไม่มีความรู้สึก ว่าเป็นหญิงเป็นชาย เมื่อนั้นสบายกี่มากน้อย พอรู้สึกเป็นหญิง
น.28 ๒๒ หรือเป็นชายขึ้นมาก็ตาม เมื่อนั้นมันยุ่งยากกี่มากน้อย, นี่ก็เป็น ธรรมชาติ ความลับของธรรมชาติ. พระอรหันต์หมดความ รู้สึกทางเพศ ว่าเป็นเพศหญิงหรือเป็นเพศชาย ก็สบายไปเลย ; แต่พวกปุถุชนโง่เขลา มันยิ่งเป็นหญิงเป็นชายมากเข้าไปอีก ไปส่งเสริมไปหลอกลวงกันให้มากขึ้นไปอีก ให้มันบ้าจนถึงกับ เป็นบ้าไปเลย. ก็ควรจะรู้ไว้ว่า ความรู้สึกทางเพศนี้ มันเป็นเรื่อง ชั่วคราว เป็นเรื่องความโง่ก็ได้, หลงไปในอิตถินทรีย์ก็เป็น หญิง หลงไปในปุริสินทรีย์ก็เป็นชาย ก็ยุ่งยากลำบากด้วยเรื่อง ทางเพศ. ถ้าจิตบริสุทธิ์ จิตสะอาด จิตเกลี้ยงเกลา ความรู้ สึกอินทรีย์เหล่านี้ครอบงำไม่ได้ ก็อยู่เหนือเพศ แต่ไม่ใช่ กะเทย กะเทยมันอยู่ตรงกลาง ระหว่างหญิงระหว่างชาย, นี่อยู่เหนือไปเสียอีก เหนือหญิงเหนือชายไปเสียอีก ไม่ใช่ กะเทย. จิตที่ว่าง ที่สบาย ที่สงบเยือกเย็น ไม่มีปัญหาทาง เพศรบกวนนั้น เหนือความเป็นหญิงเหนือความเป็นชาย, นี่ถ้าใครทำได้ ก็มีเวลาที่มีความสุขสงบมาก ใครทำไม่ได้หรือ
น.29 ๒๓ ถึงกับเป็นบ่าวเป็นทาสของความรู้สึกทางเพศ คนนั้นก็ลำบาก จนตาย ต้องฆ่ากันตาย ฆ่าพ่อฆ่าแม่ของตัวเองก็ได้ เพราะ ความรู้สึกทางเพศมันบ้ามันคลั่งขึ้นมา. ที่พูดนี้ก็หมายความว่า อย่าให้ความรู้สึกทางเพศนั้นทำอันตรายมากนัก ครอบงำย่ำยี มากนัก รู้จักสลัดบัดเป่า รู้จักจัดเวลาให้ไม่เป็นหญิงไม่เป็น ชายให้มากเข้าไว้ แล้วมันก็สบายดี. นี่ความรู้สึกทางเพศ จงพยายามรู้สึกเหนือเพศ เหนือบวกเหนือลบ ถ้าจะมีการสมรสก็เพียงว่าสืบพันธุ์ ไม่ สูญพันธุ์ ทางร่างกายมีการสมรส ก็มีลูกมีหลานออกมา, สมรสทางจิตใจ มีจิตใจเสมอกัน ทางกายไม่ต้องถูกต้อง กัน เรียกว่าสมรสทางจิตใจนี้ก็ยังมี ก็มีการสมรสที่เป็นสุขสงบ ได้ด้วยอีกทางหนึ่ง. สมรสทางจิตใจ ทางจิต ทางวิญญาณ เมื่อมีความรู้ตรงกัน มีความปฏิบัติธรรมเหมือนกันตรงกัน ก็ เหมือนกับการสมรสทางวิญญาณ อันนี้ไม่ยุ่งยาก เรียกว่า สมรสทางจิตหรือทางวิญญาณ แต่ถ้าสมรสทางกายทางนี้ก็ยุ่ง เป็นธรรมดา. เรารู้เรื่องเพศกันไว้อย่างนี้ตามสมควร อย่าให้ ปัญหาเรื่องเพศขบกัดจิตใจกันมากมายนัก ให้มีเวลาว่างที่เป็น อิสระ อยู่เหนือความรู้สึกเป็นเพศหญิงเพศขายกันเสียบ้าง ;
น.30 ๒๔ ลองไปเทียบดูง่าย ๆ ว่า เมื่อไม่รู้สึกว่าเป็นหญิงเป็นชายนั้น สบายเท่าไร พอรู้สึกเป็นหญิงเป็นชายขึ้นมา มันยุ่งยากสัก เท่าไร. นี่เอาชนะปัญหาเกี่ยวกับเพศให้ได้ ก็จะได้อะไรดี ๆ มากกว่าธรรมดามากทีเดียว. ข้อที่ ๖ เรื่องชีวิตสังโวหาร ชีวิตตะสัง โวหาระ คงฟังไม่ถูก ไม่ใช่อวดดี ถ้าพังไม่ถูกก็เป็นแรด อาตมาก็เป่าปี่ให้แรตฟัง แต่ถ้าฟังถูกก็ไม่ต้องเป็นแรด. นี้ มันเป็นคำที่มีอยู่ในบาลีในพระไตรปิฎก ที่เขาใช้พูดกัน ชีวิต สํโวหาร แปลว่า การค้าขายด้วยชีวิต, สังโวหาระ สังโวหาร แปลว่าค้าขาย คือทำให้เกิดกำไร. นี่เราใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน อย่างที่ว่ามาเมื่อตะกี้นี้ เป็นทุนค้าขาย ให้เกิดผล ๆ เกิดผล มันมีเป็น ๒ ระดับ คือทางโลก กับ ทางธรรม ทางโลก ถ้าค้าขายหรือทำอะไรมีกำไร สบาย มี หลักทรัพย์ดีมั่นคง เขาก็เรียกว่าเสร็จกิจการค้า โดยชีวิตใน ทางโลก ; คนแก่คนนั้นก็มอบทรัพย์สมบัติให้ลูก ให้หลาน ให้เหลน หลักทรัพย์สมบูรณ์แล้ว ตัวเองก็นุ่งผ้าขาว สวม เสื้อขาว ใส่รองเท้าขาว กั้นร่มขาว ไปเดินเล่นอยู่ริมลำธาร
น.31 ๒๕ ป่าละเมาะ เยือกเย็นเป็นสุข นี่จบการค้าทางชีวิต แต่ว่า มันเป็นด้านโลก. นายคนหนึ่งเขาทำได้อย่างนี้นะ เป็นพราหมณ์มหา- ศาล ทำได้อย่างนี้ นุ่งผ้าขาว สวมเสื้อขาว ใส่รองเท้าขาว กั้นร่มขาว ไปเดินอยู่ริมลำธาร. เผอิญไปพบพระพุทธเจ้าเข้า เขาก็คุยอวดพระพุทธเจ้า ว่าเขาเป็น ผู้สำเร็จชีวิตะสังโวหาระ จบกิจ จบหน้าที่ของมนุษย์ หน้าที่ของมนุษย์เขาทำเสร็จแล้ว เพราะคนนี้รู้แต่เรื่องวัตถุเรื่องร่างกาย. พระพุทธเจ้าว่ายังไม่เสร็จ. เขาถามว่าไม่เสร็จอย่าง ไร? พระพุทธเจ้าว่า ถ้าทรัพย์สมบัติเหล่านี้มันเสีย สูญเสีย ไป แกจะร้องไห้ไหม ? ถ้าลูกตาย เมียตาย หลานตาย เหลนตาย แกจะร้องไห้ไหม ? นายคนนี้มันก็นึกได้ เออ จริง ถ้าทรัพย์สมบัติเหล่านี้สูญไป ลูกหลานตายก็ร้องไห้ ยังไม่ สำเร็จชีวิตะสังโวหาระ ยังต้องปฏิบัติในส่วนจิตใจ. ทำจิตใจ ให้ดี สูงสุดเหมือนกับมีทรัพย์สมบัตินั้นอีกทีหนึ่ง จนไม่มีความ ทุกข์ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ อยู่สม่ำเสมอ อย่างนี้จึงจะเรียกว่าสำเร็จ กิจทางการค้าของชีวิต. ฟังดูให้ดี หลักมีมาแต่โบราณว่า ชีวิต
น.32 ๒๖ นี่เปรียบเสมือนการค้า ค้าทางวัตถุก็มีทรัพย์สมบัติถึงที่สุด แต่ถ้าค้าทางจิตทางวิญญาณ ก็มีธรรมะถึงที่สุด กิเลสไม่มี ; ค้าทางโลกทางโลกิยะ มีทรัพย์สมบัติถึงที่สุดจริง แต่มันมีกิเลส มากด้วย เพราะมันมีเรื่องยุ่ง แต่ถ้าค้าสำเร็จทางจิตใจ มันมีแต่ ธรรมะไม่มีกิเลส ก็หมดปัญหา. ทุกคนมีการค้าทางชีวิต แต่โดยไม่รู้สึกตัว ไม่รู้สึกตัว ไม่รู้ตัว ไม่รู้ธรรมะ ว่าเรามีการค้าทางชีวิต เกิดมาจากท้องบิดา มารดาแล้ว มันก็ ต้องทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. แต่เดี๋ยวนี้รู้จักแต่เรื่องทางวัตถุ มี ทรัพย์สมบัติ มีเกียรติยศ ชื่อเสียง มีอำนาจวาสนา ก็พอแล้ว จบแล้ว, นั้นมันของบุถุชน จบการค้าโดยชีวิตของบุถุชน ; แต่ถ้ามาปฏิบัติธรรมะ ให้กิเลสหมดไป มรรค ผล นิพพานเข้า มาแทน, นี่การค้าทางจิตใจ ที่ถูกต้องและสมบูรณ์. จึงขอให้มีการค้าทางจิตใจกันบ้าง อย่ามีแต่การค้า ทางวัตถุ ทางร่างกาย คือทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง อำนาจวาสนาบารมี นั้นเป็นครึ่งหนึ่งเท่านั้นแหละ ทรัพย์ทาง ร่างกาย ; แต่ถ้ามีทรัพย์คือมรรค ผล นิพพานในทางจิตใจ ชีวิตจะเย็นและเป็นประโยชน์ ไม่กัดเจ้าของ. ชีวิตนี้ถ้ายังกัด
น.33 ๒๗ เจ้าของอยู่ ยังใช้ไม่ได้, เดี๋ยวรัก เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวเกลียด เดี๋ยว กลัว เดี๋ยวตื่นเต้น เดี๋ยววิตกกังวล ยังกัดเจ้าของ ; ชีวิตต้อง เยือกเย็น เย็นสนิท ไม่กัดเจ้าของ. นั่นแหละความหมายของ นิพพาน แล้วไม่อยู่เฉย เป็นประโยชน์ ๆ ๆ แก่ทุกคน แก่ทุก ฝ่าย ๒ คำจำให้แม่นว่า ชีวิตนี้เยือกเย็นและเป็นประโยชน์ ๒ คำ เยือกเย็น และ เป็นประโยชน์. ขอให้ได้อย่างนั้น เกิดมาที่หนึ่งให้ได้ชีวิตเยือกเย็น เยือกเย็นส่วนตัว แล้วเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย เป็นประโยชน์ แก่เพื่อนมนุษย์ แก่ประเทศชาติ ศาสนา แก่โลก แก่อะไร เป็นประโยชน์ เพราะรู้จักทำการค้าด้วยชีวิตอย่างถูกต้อง ; สำเร็จการค้าทั้งทางฝ่ายวัตถุ และจิตใจ เขาก็ได้รับประโยชน์ สูงสุดคือชีวิตนี้เยือกเย็นและเป็นประโยชน์ คือบรรลุ นิพพาน. นิพพานต้องได้เมื่อเป็น ๆ เมื่อชีวิตเป็น ๆ ตาย แล้วจะมีประโยชน์อะไร ; อย่าไปหลงตามคนโง่ว่า ได้ นิพพานกันต่อตายแล้ว จะมีประโยชน์อะไร มันต้องยังมีชีวิต เป็น ๆ อยู่นี่, ได้รับความสงบสุขเพราะไม่มีกิเลส นั่น แหละคือนิพพาน. ถ้าชีวิตนี้มีแต่เย็น ไม่ร้อนเพราะกิเลส
น.34 ๒๘ แล้วก็เป็นประโยชน์ นั่นแหละเป็นนิพพาน แล้วก็ได้กันเสีย ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่. ปรับปรุงกันเสียใหม่ ปรับปรุงทุกอย่าง ให้ ชีวิตนี้มีความเยือกเย็น และมีความเป็นประโยชน์ ; จะมีทรัพย์ สมบัติก็ได้ ถ้าปรับปรุงถูกต้อง มันก็ช่วยให้เกิดความเยือกเย็น มีความสะดวกสบายได้ ทำประโยชน์ได้กว้างขวางกว่าคนที่ไม่ มีทรัพย์สมบัติ มีปัญญา มีความรู้ด้วย มีทรัพย์สมบัติด้วย. ชีวิตนี้ก็จะเยือกเย็นจริง แล้วก็จะเป็นประโยชน์กว้างขวาง เรียกว่าเกิดมาทีหนึ่ง ประสบความสำเร็จในการค้าขายด้วยชีวิต จึงรีบปฏิบัติธรรม. ข้อที่ ๗ รีบจัด รีบทำ รีบปรับปรุง ให้ ชีวิตมีความถูกต้องอย่างที่ว่ามาแล้ว. นับตั้งแต่ว่า เราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย, เราเป็นสมาชิกอิทัปปัจจยตา, เราเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ยืมชีวิตมาจากธรรมชาติ มาพัฒนา, เราอยู่เหนือปัญหาเรื่องเพศ เราอยู่เหนือความรู้สึกทางกิเลสทาง เพศ, เรามีชีวิตโวหาร สังโวหาร คือค้าขายชีวิตได้กำไรถึงที่สุด ทั้งฝ่ายวัตถุและฝ่ายจิตใจ. นี่รีบปฏิบัติให้ได้เป็นอย่างนี้ อย่า รอต่อตายแล้ว ; เขาพูดกันว่า รออีกกี่หมื่นชาติไม่รู้จึงจะ
น.35 ๒๙ นิพพานนี้ ไม่รู้พูดทำไม จะมีประโยชน์อะไรกับใคร มันต้อง ได้แต่ยังมีชีวิตนี้อยู่ คือ ความเยือกเย็นและเป็นประโยชน์. ฉะนั้นขอให้รีบจัดการปรับปรุงตามมีตามเกิดตามได้ ว่าให้มัน มีชีวิตเยือกเย็นและเป็นประโยชน์กันทันเวลา. เอ้า ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่สูงขึ้นไป เป็น ข้อที่ ๘ คือจะ ต้อง มีความรู้เรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา คือเรื่อง ความว่างจากตัวตนและมิใช่ตัวตน. ชีวิตนี้มันเป็นไปตาม ปัจจัย เป็นไปตามปัจจัย มีปัจจัย แล้วก็ต้องเป็นไปตามปัจจัย ถ้ามันมีตัวตน มันก็บังคับได้ว่าเป็นอย่างนี้อย่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้อย่าเป็นอย่างนั้นได้ตามใจชอบ ; เดี๋ยวนี้มันไม่ได้ ตามใจชอบ มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน จึงเรียกว่า ไม่มีความหมายแห่งตัวตน ที่จะมาตกลงสัญญิงสัญญากันได้ว่า ต้องอย่างนี้ไม่ใช่อย่างนั้น, ความรู้สึกว่าตัวตนนี้ มันเป็นของ เข้าใจเอาเท่านั้น สำคัญมั่นหมายเอาเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องจริง . คำสอนในวันมาฆบูชา มีอยู่ ๓ ข้อ ว่า ไม่ทำอกุศล แล้วก็ทำแต่กุศล แล้วก็ทำจิตให้ขาวรอบ , หลักใหญ่ๆ ของ มาฆบูชา ไม่ทำอกุศล ทำแต่กุศล แล้วทำจิตให้ขาวผ่อง เหนือ
น.36 ๓๐ กุศลเหนืออกุศล ; อกุศลแปลว่าไม่ตัดสิ่งที่ควรตัด กุศลแปล ว่าตัดสิ่งที่ควรตัด ที่เหนือกุศลเหนืออกุศล มันหมดปัญหาใน สิ่งที่จะต้องตัด ไม่ต้องตัดอะไร, ถ้าเข้าใจคำว่ากุศลอย่างนี้ก็ถูก แหละ. แต่นี้คนไปเข้าใจกุศลเป็นบุญเสียอีก ได้ร่ำรวย ได้ สวยงาม ได้กามารมณ์ ได้อยู่ในสวรรค์ อย่างนั้นไม่ใช่กุศล หรอก จะเรียกว่าบุญก็ตามใจเถอะ แต่ไม่ใช่กุศล. กุศล กุศะละ แปลว่าตัดสิ่งที่ควรตัด คือตัดสิ่งเลวร้าย อกุศล ไม่ตัด สิ่งที่เลวร้าย , ที่นี้ ทำจิตให้บริสุทธิ์ ก็คือว่า เหนือกุศลเหนือ อกุศล พูดอย่างสมัยนี้ก็ว่าเหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือสุขเหนือทุกข์ เหนือได้เหนือเสีย เหนือแพ้เหนือชนะ พูดกับฝรั่งก็ว่าเหนือบวกเหนือลบ เหนือ positve เหนือ negative นั่นแหละเรียกว่าจิตหลุดพ้น. รู้จักอันนี้ไว้ด้วย ว่า ถ้ายังมีกุศลมีอกุศล ยังต้องเวียนว่าย เวียนว่าย เวียนว่าย อยู่ในกุศลในอกุศล ถ้าเป็นโลกุตตระเหนือกุศลเหนืออกุศล ก็หยุดเวียนว่าย เรียกว่าถึงความขาวรอบ. ที่จริงแปลอย่างนี้ คงไม่ถูกหรอก แต่เขาแปลกันมาอย่างนั้น แปลว่าขาวรอบ, อาตมาอยากจะแปลว่า มันไม่มีสีมากกว่า ทำจิตใจให้ไม่มีสี ไม่ดำไม่ขาว .
น.37 ๓๑ สุญญตา ความว่างจากตัวตน ไม่มีความหมาย แห่งตัวตน, สภาพเดิมแท้ของจิตนั้น มันไม่ได้รู้สึกว่าตัวกู ของกู แต่พอคลอดออกมาจากท้องแม่แล้ว มันค่อย ๆ เกิด ความรู้สึกเป็นตัวกู ของกู มันก็ไม่ว่างซิ, ถ้ามีตัวกู มีของกู มันก็ไม่ว่าง ถ้าไม่มีความคิดเป็นตัวกู ของกู มันก็ว่าง . เดี๋ยวนี้ มันมาเกิดความคิดเป็นตัวกู ของกู เรียกว่า อัตตา เป็นเรื่อง ผีหลอก ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะมันไม่มีตัวตนจริง แต่มันเข้า ใจเอาว่ามีตัวตน มีอัตตา. ถ้าเอาตามความหมายที่ใช้กันอยู่เดี๋ยวนี้ โดยทั้งหมด รวบรวมมาทั้งหมด อัตตาก็จะมีถึง ๓ ความหมาย : เป็น อัตตาเป็นตัวตน เป็นวิญญาณท่องเที่ยว นี้ตามที่พวกฝ่าย พราหมณ์เขาสอน, อัตตา คือ อาตมัน คือ วิญญาณท่องเที่ยว ตายเกิด ตายเกิด นี้ก็เรียกว่าอัตตา. ทีนี้อัตตาอีกความหมาย หนึ่งก็ว่า ตามกฎหมายที่สมมติกันในโลกนี้ นี้ของคนนั้น นี้ของคนนี้ นี้ชื่อนั้น นี้ชื่อนี้ นี้สมมติ คือตามกฎหมายที่สมมติ แต่งตั้งบัญญัติ. ทีนี้อัตตาอีกความหมายหนึ่ง ความหมาย ที่สามแปลว่า เอง ไม่ใช่คนอื่น , อัตตาอย่างนี้แปลว่าเอง ทำเอง ตนเองเป็นที่พึ่งแก่ตนเอง อย่างนี้ไม่ต้องมีตัวตน แต่ว่าอะไรเป็น
น.38 ๓๒ ทุกข์อันนั้นต้องทำเอง , อัตตาเป็นทุกข์ อัตตาก็ต้องช่วยตัวเอง หรือจะว่าอัตตาไปสวรรค์ อัตตาก็ไปของอัตตาเอง มันไปเอง คำนี้แปลว่าเอง. อัตตาแปลว่า วิญญาณที่ไปเที่ยว ท่องเที่ยวไป เกิดก็ได้, อัตตาที่สมมติว่า ตัวตนในโลกสมมติ นี้ก็ได้, อีกความหมายหนึ่งแปลว่า เอง ทำเอง มีเอง ใช้เอง. อัตตาที่ให้โทษก็คือว่าตัวกู ของกู เข้าใจเอาเป็น ตัวกู ของกู แล้วก็เห็นแก่ตัว พอเห็นแก่ตัวก็เกิดกิเลสทุกชนิด กิเลสทุกชนิดก็กัดเจ้าของ ร้อนเป็นไฟไป อัตตามันกัด เจ้าของ. พอมันเห็นแก่ตัว มันก็รักผู้อื่นไม่ได้ มันจะเอา เปรียบผู้อื่น แล้วก็ไม่เห็นแก่ความถูกต้อง ; พอมันเห็นแก่ ตัวแล้ว มันไม่เห็นแก่ความถูกต้อง ผิด ๆ มันก็เอา ขอให้ได้ ประโยชน์แก่ตัว. นี่อัตตา อัตตาตัวร้าย อัตตาตัวโง่เขลามา จากอวิชชา เป็นกิเลส เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัว ก็เรียกว่า ข้าศึก สูงสุด ไม่มีอะไรเหมือน ก็ คืออัตตา คือตัวกู ที่เกิดมาจาก ความโง่เขลา.
น.39 ๓๓ ขอพูดอีกทีหนึ่งว่า อยู่ในท้องแม่ ไม่มีความรู้สึกเป็น อัตตา พอคลอดมาจากท้องมารดาแล้ว ทารกนั้นก็เริ่มใช้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสอารมณ์. ตาเห็นรูปสวยหรือ ไม่สวย หูฟังเสียงเพราะหรือไม่เพราะ จมูกได้กลิ่นหอมหรือ เหม็น ลิ้นได้รสอร่อยหรือไม่อร่อย นี้มันเริ่มเกิดความรู้สึก เป็น เวทนา, ความอร่อยในเวทนานี้ทำให้เกิดความอยาก คือ ตัณหา, มีความอยากแรงกล้า อยากแรงกล้า อยาก ๆ ๆ ก็เกิด ตัวผู้อยาก ผู้อยากคือตัวกู ฉะนั้น ความอยากเป็นเหตุให้ เกิดผู้อยาก นี่เป็นอวิชชา. อัตตาจึงเป็นผีหลอก เกิดมาจากความอยาก, ความ อยากนี้เกิดมาจากความโง่ ไม่เห็นตามที่เป็นจริงว่าเป็นของ ธรรมชาติ ; ถ้าอร่อยมันก็อยากได้อยากเอา ถ้าไม่อร่อยมัน ก็อยากฆ่า อยากทำลาย ถ้าไม่แน่ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย มันก็ หลงโง่เท่าเดิม โง่เท่าเดิม โมหะ โง่เท่าเดิม ระวังให้ดีเถอะ. ถ้าถูกใจมันก็อยากเอาอยากได้ ไม่ถูกใจก็อยากฆ่าอยากทำลาย ถ้ายังไม่แน่ว่าจะถูกใจหรือไม่ถูกใจ ก็โง่เท่าเดิม คอยเฝ้าหลง ใหลมัวเมา คอยจดคอยจ้องอยู่ตามเดิม, นี่เรียกว่าผีหลอก ความรู้สึกที่เป็นผีหลอก ; แต่มันไม่ใช่เล่นนะ มันร้ายกาจ
น.40 ๓๔ ที่สุด มันทำให้เกิดความทุกข์ยากลำบากถึงที่สุด ทั้งโลกทุก ชาติทุกภาษา. เมื่อเราจะสอนธรรมะแก่ผู้ถือศาสนาอื่น เราก็พูดข้อ นี้ ว่าคุณก็มีปัญหาอย่างนี้ จึงมีความทุกข์ ถ้าคุณอยากจะดับ ทุกข์ก็ศึกษาเรื่องนี้, นี่พูดกันได้ระหว่างศาสนา พูดเรื่อง อันตรายที่เกิดมาจากอัตตา ความทุกข์ที่เกิดมาจากอัตตา ก็พูด กันได้. ทีนี้ถ้าว่าไม่มีอัตตา มันก็ไม่มีที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ ตัว มันก็ไม่เห็นแก่ตัว ถ้ามีความรู้สึกเป็นอัตตา เป็นตัวกู อันนั้นแหละเป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตัว มันก็เกิดความเห็น แก่ตัว ก็ทำอะไรไปตามความเห็นแก่ตัว. นี่เป็นปัญหาทั้งโลก โลกกำลังมีปัญหาเดือดร้อนถึงที่สุด เพราะความเห็น แก่ตัวมันมากขึ้น ๆ, โลกยิ่งเจริญยิ่งเห็นแก่ตัว เพราะโลก สร้างปัจจัยที่ทำให้เห็นแก่ตัว สร้างสิ่งที่ช่วยให้เกิดความเห็น แก่ตัวมากขึ้น ๆ เหมือนกับจะฆ่าตัวเองอย่างนั้นแหละ. เมื่อเห็นแก่ตัวมากขึ้นมันก็มีปัญหา เห็นแก่ตัว ๆ มันก็ ทำลายธรรมชาติ, เห็นแก่ตัวมันก็ สร้างมลภาวะ เอา
น.41 ๓๕ แต่ความสะดวก, เห็นแก่ตัวก็ สร้างอุบัติเหตุ อุบัติเหตุ เผลอที่รถชนกันอะไรกัน, เห็นแก่ตัวก็มี ยาเสพติด เข้ามา เห็น แก่ตัวก็มี โรคเลวร้าย ที่ไม่ควรจะเป็น ที่สุนัขก็ไม่เป็นเข้ามา, เห็นแก่ตัวก็มี ฆาตกรรม โจรกรรม ความลามกอนาจารนานา ชนิด ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ นี่เพราะเห็น แก่ตัว ไม่เห็นแก่ตัว มันก็ไม่มีเรื่องเหล่านี้. เรารู้เรื่องไม่มีตัวกันเสียซิ มีตัวมันก็เห็นแก่ตัว ไม่มี อะไรเลยก็ทำอะไรไม่ได้ มีตัวที่มิใช่ตัว ตัวซึ่งมิใช่ตัว แล้วก็ ไม่เห็นแก่ตัว นี่อนัตตา อนัตตา. สุดโต่งฝ่ายนี้เรียกว่า อัตตา อัตตามีตัว มีตัวเต็มที่, ไม่มีอะไรเลยฝ่ายนี้เรียกว่า นิรัตตา นิรัตตา แปลว่าไม่มีอะไรเลย ; แต่ที่อยู่ตรงกลางที่ถูกต้องนี้มี อนัตตา ตัวซึ่งมิใช่ตัว ตัวซึ่งเป็นของธรรมชาติ มิใช่ตัว. ถ้า อย่างนี้แล้วก็ไม่เห็นแก่ตัว เป็นหลักพระพุทธศาสนา สอน เรื่องอนัตตา พอไม่เห็นแก่ตัว มันก็มีเมตตาอัตโนมัติ. ข้อที่ ๙ เมตตาอัตโนมัติ. เมื่อไม่เห็นแก่ตัว มันก็รักผู้อื่นเอง เราไม่ต้องพูดเรื่องเมตตาก็ได้ เราพูด เรื่องไม่เห็นแก่ตัว พอไม่เห็นแก่ตัว มันก็รักผู้อื่นเอง ก็เห็น
น.42 ๓๖ แก่ธรรมะ ก็เห็นแก่ผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัวมันมีเมตตาขึ้นมา โดยอัตโนมัติ เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันโดยแท้จริง. เมตตาอัตโนมัติ ช่วยจำไว้ด้วย อย่ามีตัวกู อย่ามีของกู มันจะ เกิดเมตตา แล้วโดยอัตโนมัติขึ้นมา. ข้อที่ ๑๐ พระพุทธเจ้ามี ๒ องค์ พระองค์ กายและพระองค์จิต. ถ้าพูดว่ามี ๒ องค์ : ร่างกายก็คือ พระสิทธัตถะ โอรสพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นคนเดินอยู่ ๘๐ ปี แล้วก็ปรินิพพาน นี่ พระพุทธเจ้าพระองค์กาย, พระพุทธเจ้า พระองค์จิต หมายถึงจิตที่รู้ความดับทุกข์ ; ถ้าจะให้มีสัก ๓ องค์ก็ยิ่งดี คือพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรม. คงจะจำได้นะ พระพุทธเจ้าพระองค์กาย เอาร่างกายเป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระองค์จิต คือดวงจิตที่รู้ความดับทุกข์ พระ- พุทธเจ้าพระองค์ธรรม คือธรรมะที่ดับทุกข์ได้ คืออิทัป- ปัจจยตานี้ นี่พระองค์ธรรม. พระพุทธเจ้าจะว่ามี ๒ องค์ก็ได้ จะว่ามี ๓ องค์ ก็ได้ ; แต่ให้รู้ไว้ว่า พระพุทธเจ้าพระองค์กาย มีการประสูติ มีการตรัสรู้ มีการนิพพาน หรือพระพุทธเจ้าพระองค์จิต
น.43 ๓๗ ก็กระเดียดจะมีอย่างนั้น ; แต่พระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมนั้น ไม่มีประสูติ ไม่มีตรัสรู้ ไม่มีนิพพาน เป็น พระพุทธเจ้า นิรันดร ไม่มีประสูติ ไม่มีตรัสรู้ ไม่มีนิพพาน. เมื่อพูดว่า ประสูติ ตรัสรู้นิพพาน ก็หมายถึงพระพุทธเจ้าพระองค์กาย วันวิสาขะ วันประสูติ ตรัสรู้ นิพพาน, วันมาฆะ ปลงสังขาร. เรื่อง ปลงสังขาร นี้ก็อยากจะให้สนใจกันบ้าง พระ- พุทธเจ้าพระชนมายุได้ ๘๐ ปีแล้ว ท่านก็ปลงสังขาร คือชิง นิพพานไปเสีย, ข้อนี้เห็นด้วยไหม ? ไอ้เราซิ อยู่เกิน ๘๐ ปี ทนรับความทุกข์โรคภัยไข้เจ็บ โรคชรา พระพุทธเจ้าชิงไปเสีย ก่อน อายุ ๘๐ ปี ก็ไม่ต้องรับทุกข์เรื่องโรคชรา, นึกอย่างนี้ ถูกหรือผิด ? อยากจะอายุยืน อย่าให้ยืนเกิน ๘๐ ปี, ๙๐ ปี ๑๐๐ ปี มันก็ต้องรับทุกข์เรื่องโรคชรา ใครมีอายุเกิน ๘๐ ปี ๙๐ ปี ก็จะรู้เรื่องดี ต่อสู้กับโรคชรา, พระพุทธเจ้าท่านปลง สังขาร ปลงสังขารไปเสีย ๘๐ ปี ไปแล้ว ไม่ต้องอยู่ทนทุกข์ กับโรคชรา นี่ก็น่านึก. แต่ไม่ได้บอกให้ไปฆ่าตัวตายนะ อย่าเข้าใจว่าบอก ให้ไปฆ่าตัวตาย แต่ว่าควรจะนึกถึงข้อที่ว่า ถ้าอยู่จนชรา มัน
น.44 ๓๘ ก็ต้องรับทุกข์ทรมานเพราะโรคชรา ; เตรียมตัวไว้ อย่าต้อง เป็นทุกข์ทรมานเพราะโรคชรา ถ้ามันจะต้องตายเสียก่อน ก็อย่าเสียใจหรืออย่ากลัว. อาตมาไม่กลัวนะ กลับกลัวแต่มัน ไม่ได้ตาย มันอยู่เกินพระพุทธเจ้ามา ๖ ปีแล้ว เต็มไปด้วย โรคชราทั้งนั้นแหละ เพราะมีโทษมีบาป ; มีบาปเพราะอายุ เกินพระพุทธเจ้าเท่าไร ก็รับโรคชราเท่านั้น. พระองค์จิตก็เป็นไปตามพระองค์กาย แต่พระองค์ ธรรมไม่มีประสูติ ไม่มีตรัสรู้ ไม่มีนิพพาน. แต่พูดอย่างนี้ มันก็จะพูดว่า ไอ้พวกนี้มันบ้าโว้ย มันทำพิธี วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา มาฆบูชา มันบ้าโว้ย! ไม่บ้าหรอกเขาถือ พระพุทธเจ้าพระองค์กาย ไม่ได้ถือพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรม ถ้าถือพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรม ก็ไม่ต้องทำพิธีเหล่านี้ ; พระพุทธเจ้าพระองค์ธรรม ไม่ประสูติ ไม่ตรัสรู้ ไม่นิพพาน. พระพุทธเจ้า ๒ องค์ ก็มีองค์กาย กับองค์จิต ถ้า ๓ องค์ ก็มีองค์ธรรมเข้ามาอีกองค์หนึ่ง, รู้จักพระพุทธเจ้าเสียให้ครบ ทุกองค์ จะได้ปฏิบัติถูกต้องเต็มตามความหมายของพระพุทธ- ศาสนา.
น.45 ๓๙ พระพุทธเจ้าพระองค์กาย ก็เรียกว่านิพพานแล้ว เหลืออยู่แต่พระพุทธรูปบ้าง พระธาตุบ้าง แล้วก็หลงกันไป ตามเรื่อง ไม่สนใจพระองค์ธรรม เมื่อไม่สนใจพระองค์ธรรม ก็ไม่ดับทุกข์ ; พระพุทธเจ้าองค์ที่ดับทุกข์เป็นพระองค์ธรรม พระองค์กายนี้ก็เหมือนกับคนอื่นแหละ ตายแล้วก็เผาเหลือ แต่พระธาตุ เหลือแต่พระพุทธรูปเป็นตัวแทน. นี่จะเลือกเอา พระพุทธเจ้าเด็ก ๆ พระพุทธเจ้าโตแล้ว พระพุทธเจ้าฉลาด พระพุทธเจ้าสูงสุด ก็เลือกเอา ; แต่เมื่อยังเป็นเด็กอยู่ ยังโง่อยู่ ก็เอาพระพุทธเจ้าองค์กายไปก่อน องค์ง่าย ๆ ไปก่อน, แล้วก็ เลื่อนไป พระพุทธเจ้าองค์ลึก องค์ยาก สูงขึ้นไปตามลำดับ จน เป็นธรรมะ เป็นธรรม เป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง. ถ้ามีธรรม บรรลุธรรมเหมือนพระพุทธเจ้า ก็เป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง ก็ หมดปัญหา. ข้อ ๑๑ ศรัทธา. มาถึงเรื่อง กข กกา ศรัทธา ๆ นี้ก็เป็นเบื้องต้น ศรัทธาแล้วมีทาน มีศีล นั้นคนโง่พูด, ศรัทธาไม่ใช่เพียงเท่านั้น คนโง่รู้แต่เพียงเท่านั้น แล้วก็เชื่อ อย่างงมงายทั้งนั้น.
น.46 ๔๐ ศรัทธานี้คือความแน่ใจว่าถูกต้อง ต้องมีตั้งแต่ เกิดไปจนตาย ตั้งแต่เป็นบุถุชนจนถึงเป็นพระอรหันต์ เรา ต้องมีศรัทธา ความแน่ใจ. ในเรื่องโลก ๆ อยู่ที่บ้านนี้ต้องมี ศรัทธา ว่าเราสามารถเลี้ยงชีวิต เรามีหลักทรัพย์พอตัว ก็มี ศรัทธา, หรือแม้แต่บ้านเรือนของเราแข็งแรงพอ เรามี ศรัทธา เชื่อว่าบ้านเรือนของเราแข็งแรงพอ เราจึงจะนอน หลับ ; ถ้าเราไม่เชื่อว่าบ้านเรือนของเราแข็งแรงพอ นอนกลัว ขโมยกลัวโจรอยู่ เราก็นอนไม่หลับ. ศรัทธามันจำเป็นถึง ขนาดนี้ แน่ใจว่าตัวมีความถูกต้อง มีความปลอดภัย มีความรอด แล้วก็ให้มันยิ่งขึ้นไป ๆ จนเป็นความรอดจากกิเลส. ต่อเมื่อเห็นชัดว่ารอดแล้ว ศรัทธาจึงจะมีโดยแท้ จริง เมื่อความรอดได้เกิดขึ้นแล้ว ; เช่น รอดจากโรค นี้ ก็ศรัทธาในหยูกในยา, รอดจากความยากจน ก็ศรัทธาในความ มั่งมี. พระอรหันต์มีศรัทธาสูงสุด ศรัทธาสูงสุดต่อเมื่อเป็น พระอรหันต์ ศรัทธาแน่ลงไปว่า กิเลสหมดแล้ว ดับทุกข์สิ้นเชิง แล้วนั่น. ศรัทธาไปสุดโต่งอยู่ที่ความเป็นพระอรหันต์ ; แต่ มันตั้งต้นตั้งแต่โง่งมงายอยู่ที่นี่ หาสิ่งที่จะเชื่อเป็นที่พึ่ง หา จนพบก็ศรัทธา เอาตะกรุด เอาพิสมรมาแขวนคอสักดอก ก็
น.47 ๔๑ ศรัทธาว่าดีแล้ว เด็กเล็ก ๆ มันก็ศรัทธาของมัน, หรือว่ามี อะไรเป็นเครื่องคุ้มครอง เป็นคาถาอาคมก็ศรัทธา, มีผู้ช่วย คุ้มครองก็ศรัทธา, มีทรัพย์สมบัติก็ศรัทธา, มีอำนาจวาสนาก็ ศรัทธา. ศรัทธาความแน่ใจว่าปลอดภัยจำเป็น ถ้าไม่มีมัน นอนไม่หลับ มันจะเป็นบ้าไปเลย แม้อย่างเป็นอย่างไสย- ศาสตร์ มันก็เป็นศรัทธา ช่วยได้สำหรับคนที่ยังโง่. ขออภัย พูดว่า ถ้าเป็นเพียงไสยศาสตร์ก็เป็นศรัทธาของคนโง่ ถ้าเป็น พุทธศาสตร์ก็เป็นศรัทธาของผู้มีปัญญา แต่ว่าจำเป็นทั้งนั้น แหละ. อย่างสุนัขนี่ มันก็มีศรัทธาว่าปลอดภัย มันจึงนอน หลับอยู่ที่ตรงนี้ อย่างนี้ ศรัทธาตามธรรมชาติ เชื่อแน่ว่า ปลอดภัย จึงได้นอนหลับ ถ้าไม่เชื่อแน่ว่าปลอดภัย มันก็นอน ไม่หลับ, เชื่อแน่ว่าบ้านเรือนแข็งแรงดี ประตูหน้าต่างแข็งแรง ดี จึงจะนอนหลับ นั้นมันก็เป็นศรัทธาพื้นฐาน ตามธรรม- ชาติตามธรรมดา. ฉะนั้น อย่าทำเล่นกับศรัทธา พอกพูนศรัทธาให้สูง ขึ้นไป สูงขึ้นไป ศรัทธาในสิ่งที่จะช่วยให้รอด ศรัทธาใน สิ่งที่จะช่วยให้รอด อื่นไม่มี, ถ้าศรัทธาเกิด มันเกิดในสิ่งที่ช่วย
น.48 ๔๒ ให้รอด เช่นศรัทธาใน ทาน ใน ศีล ใน บุญ ใน กุศล ก็หวังว่า จะช่วย ก็หวังว่าจะช่วยให้รอด ; แต่ว่าปรับปรุงให้มันถูกต้อง ให้มันงดงาม ให้มันเกลี้ยงเกลา ให้มันฉลาด ให้มันสูง สูง ขึ้นไป. ศรัทธาเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี ไม่เช่นนั้นนอนไม่หลับ ไม่อย่างนั้นไม่มีความสงบสุข ถ้าไม่มีศรัทธา. วิจิกิจฉา คือ ความไม่มีศรัทธา ละมันเสีย มันก็มีศรัทธา ; ชีวิตจะค่อย ๆ เย็นลง เย็นลง ๆ เพราะมีศรัทธาสูงขึ้น สูงขึ้น. นี่ประโยชน์ ของศรัทธา จงชำระศรัทธาให้ถูกต้อง ให้สูง สูงขึ้นไป อย่าเป็นเรื่อง ก ข กกา เป็นเรื่องตั้งต้น แล้วก็งมงายอยู่ที่นั่น ข้อ ๑๒ ปัญญา, ปัญญาพาให้รอด. ต้องมี ปัญญา มีความรู้ที่ถูกต้อง ช่วยให้เกิดความรอด มีพระบาลีว่า ปญฺญาย ปริสุขุมติ บริสุทธิ์เพราะปัญญา บริสุทธิ์จากสิ่ง เศร้าหมองทั้งปวงก็เพราะปัญญา. ปัญญา คือความรู้ในสิ่ง ที่ควรจะรู้ บางทีก็เรียกว่า โพธิ มีโพธิ เป็นคู่ตรงกันข้ามกับ กิเลส กิเลสเศร้าหมองมืดมัว โพธิแจ่มใสรู้แจ้งตามที่เป็นจริง นี่ปัญญา คือโพธิ. เมื่อเห็นแจ้งตามที่เป็นจริง มันก็เดินถูก ทำถูก อะไรถูก ๆๆ ไปสู่ปลายทางที่ถูก, นี่ ปัญญาพาให้รอด :
น.49 ๔๓ บริสุทธิ์สะอาดหมายความว่าเกลี้ยงเกลา เกลี้ยงเกลาจากความ ชั่ว จากความทุกข์ จากกิเลส จากปัญหา. จงพอกพูนปัญญา ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป คู่กันกับศรัทธา ศรัทธาอาศัยปัญญาให้เกิด ความถูกต้อง "ปัญญาอาศัยกำลังของศรัทธา ที่ทำมันลงไป จริงๆ ศรัทธากับปัญญาก็จะได้เป็นคู่กันอย่างนี้. ข้อ ๑๓ มีชีวิตที่ไม่เครียดครัดด้วยกิเลส. ถ้ามีกิเลสก็เครียดครัด มีอนุสัยก็เครียดครัด มีอาสวะก็เครียด ครัด ; กิเลสเป็นเหตุให้เกิดความเครียด เพราะมันเห็นแก่ตัว กิเลสมันต้องเห็นแก่ตัว โลภะก็เห็นแก่ตัว โทสะก็เห็นแก่ตัว โมหะก็เห็นแก่ตัว ให้เกิดความเครียดทั้งนั้นแหละ. ถ้าชีวิต จะปกติ จะเยือกเย็น จะไม่พองขนแล้ว ก็ต้องมีว่าง ว่างจาก กิเลส ถ้าเครียดมันก็ร้อนด้วยอำนาจของกิเลส มันยุ่ง มันคัน ไปหมด คันยุบยับไปหมดแหละ. ถ้ามีกิเลสเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นความเครียดหลาย ๆ ระดับ ไม่เท่าไรก็เป็นโรคประสาท ไม่ หายก็เป็นบ้าไปเลย. ความเครียดมาจากกิเลสทุกระดับ ชีวิตไม่เครียดก็ต่อ เมื่อมันไม่มีกิเลส ที่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัว หรือว่าความเห็น
น.50 ๔๔ แก่ตัวก็ได้ ที่มาจากกิเลส, มันหล่อเลี้ยงกัน ถ้าเห็นแก่ตัว มัน ก็เครียด ไม่ว่าจะเห็นแก่ตัวในลักษณะไหน มันก็เครียด ก็ เป็นทุกข์ ร้อน อย่างน้อยก็ยุ่งไปหมด. ชีวิตไม่เครียด เพราะ ว่าไม่เห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวทำให้เครียด, ถ้าเกิดความ เครียดขึ้นมา จงค้นหาว่า เออ นี่มันเห็นแก่ตัวเรื่องอะไรวะ พบก็เลิกมันเสีย มันจะหายเครียด. การจะขจัดความเครียด ต้องหาให้พบต้นเหตุของมัน คือความเห็นแก่ตัว อย่างใด อย่างหนึ่งเสมอแหละ มันต้องมาจากความเห็นแก่ตัว อย่างใด อย่างหนึ่งเสมอ. ข้อ ๑๔ เมื่อหมดกิเลส หมดความเครียดแล้ว มันก็สงบเย็นและเป็นประโยชน์ ชีวิตสงบเย็นและ เป็นประโยชน์ เป็นจุดหมายปลายทาง. ถามว่าเกิดมา ทำไม ? ก็ตอบว่า เพื่อมีชีวิตเย็นและเป็นประโยชน์ เท่านั้น พอ ถ้าเท่านั้นยังไม่พอ บ้า, ชีวิตเย็นและเป็นประโยชน์แล้วยัง ไม่พออีก มันต้องบ้าเท่านั้นแหละคนนั้น. ให้มันเย็น เย็น ไม่มีความทุกข์ ไม่มีปัญหา แล้วก็เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายมัน ก็ควรจะพอ เพราะว่านั่นแหละคือพระนิพพาน ชีวิตที่เยือก
น.51 ๔๕ เย็นและเป็นประโยชน์ นั่นแหละชีวิตที่มีพระนิพพาน บรรลุ พระนิพพาน มันหมดปัญหา. ใช้คำว่า หมดปัญหาดีกว่านะ ถ้าจะใช้คำว่าหมดทุกข์ มันเหลือสุข สุขก็เกิดเป็นปัญหาขึ้นมาอีก ; มันหมดแต่ทุกข์ มันยังมีปัญหาเหลือ มันหมดปัญหาเสียดีกว่า ไม่มีปัญหาทั้งสุข และทุกข์, ไม่มีปัญหาทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งบุญทั้งบาป ทั้งได้ทั้งเสีย ทั้งแพ้ทั้งชนะ ทั้งกำไรทั้งขาดทุน ขาดทุนก็เป็นปัญหา แต่ กำไรก็มีปัญหาต่อไปอีกอย่างหนึ่ง. ที่เป็นคู่ ๆ นี้เป็นปัญหาทั้ง นั้น ต่อเมื่อเหนือเป็นคู่ ๆ เรียกว่าหมดปัญหา สงบเย็นและ เป็นประโยชน์ เรียกว่า นิพพาน จบ เรื่องจบ. ถ้าไม่จบ ไม่พอ แค่นี้ก็บ้า, กล้าพูดคำหยาบอย่างนี้ ถ้าชีวิตสงบเย็นและเป็น ประโยชน์ที่สุดแล้วยังไม่พอ คนนั้นมันบ้าแล้ว เอาเพียงว่า นิพพานอยู่ที่ชีวิตเยือกเย็นและเป็นประโยชน์. นี่เป็น ๑๔ หัวข้อด้วยกัน หมดปัญหาเรียกว่าพระ- นิพพาน. นี่อาตมารู้สึกเหนื่อยแล้ว นึกถึงหมอแล้ว หมอสั่งว่า อย่าพูดให้เกิน, ก็ขอ สรุปความ ว่า ท่านทั้งหลายอุตส่าห์
น.52 ๔๖ มาจากที่ไกล ควรจะได้รับประโยชน์อะไรสมกันกับที่ได้มา เสียเวลา เสียเงิน เสียเรี่ยวแรง มาทนลำบากยุ่งยากให้ยุงกัด มดกัด ก็ควรจะได้สิ่งที่มีประโยชน์ มีประโยชน์คุ้มค่า. อาตมา ยืนยันว่า ถ้ามีความรู้ถูกต้องเข้าใจในหัวข้อเหล่านี้ ก็เรียกว่า คุ้มค่า หรือเกินค่า พูดกันชั่วโมงหนึ่ง ปฏิบัติได้ตลอดชีวิตเลย, พูดกันเพียง ๓ ชั่วโมง ปฏิบัติได้หลาย ชั่วชีวิตแหละ พูดก็ไม่ ต้องมาก มันลำบากอยู่ที่เรื่องปฏิบัติ. ฉะนั้นขอให้พยายาม จำไปคิดให้เข้าใจ แล้วค่อย ๆ ปฏิบัติ ค่อย ๆ ปฏิบัติ เลื่อน ชั้นขึ้นไป ให้ได้รับประโยชน์ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็น มนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา, นี่ คนโบราณเขาพูด ติดปากอย่างนี้ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธ- ศาสนา. อาตมารับรองว่า ถ้าประพฤติปฏิบัติถูกต้อง ๑๔ หัวข้อ อย่างที่ว่ามาแล้ว แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริง ก็ไม่เสียทีที่ เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา. ขอให้จำไปเถิด มันคุ้มค่า คุ้มค่าที่อุตส่าห์มาจากที่ไกลโน้น ด้วยความยาก ความลำบาก, ให้แจ่มแจ้งในความจริงเหล่านี้ ให้แจ่มแจ้งซึม อยู่ในจิตส่วนลึก ใต้สำนึก subconscious มันมีอยู่ใต้สำนึก
น.53 ๔๗ แล้วมันพร้อมที่จะออกมา ต้องการจะใช้เมื่อไรมันก็ออกมา. ให้ความรู้เหล่านี้แจ่มแจ้ง แจ่มแจ้งเป็นประจำอยู่ภายใต้สำนึก คือเก็บไว้ในสันดาน อย่าจดไว้ในสมุด จดไว้ในสมุดเดี๋ยวมันก็ ลืม เดี๋ยวก็หาย แต่ถ้าเก็บไว้ในสันดาน แจ่มแจ้งอยู่ในสันดาน เป็นใต้สำนึกละก็ใช้ได้ รอดตัว, ชีวิตนี้รอดตัว จากความ ทุกข์ที่จะเบียดเบียน. ที่แล้วมามันผิดพลาดไปบ้าง ก็ยกเลิกไป ให้อภัย ; แต่ต่อไปข้างหน้า ขอให้มันมีแต่ ความถูกต้อง ถูกต้อง ถูก ต้อง แล้วมันก็ สะอาดขึ้น ดีขึ้น สูงขึ้น สงบขึ้น เยือกเย็น และก็เป็นประโยชน์, จบไปด้วยคำว่า ชีวิตนี้เยือกเย็น และเป็นประโยชน์. อาตมาขอบคุณท่านทั้งหลาย ที่อุตส่าห์มา ให้อาตมา ได้เป็นคนมีประโยชน์ ถ้าไม่มีใครมาฟัง อาตมาก็ไม่เป็นคนมี ประโยชน์, อาตมาขอบใจท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายไม่ต้อง ขอบใจอาตมาหรอก ไม่ต้องขอบใจอาตมา. อาตมาบอกพวก ฝรั่งทุกคนว่า คุณไม่ต้องขอบใจฉันหรอก ฉันน่ะขอบใจคุณ ว่าคุณมาทำให้สถานที่นี้มีประโยชน์ ให้บุคคลนี้มีประโยชน์
น.54 ๔๘ ขอบคุณ เขาก็หัวเราะ เขาก็มาขอบคุณอยู่เรื่อย ; ไม่ต้อง ไม่ต้อง ฉันน่ะขอบคุณคุณ คุณมาทำให้ฉันเป็นคนมีประโยชน์ ทำให้สถานที่นี้มีประโยชน์, คิดอย่างนี้ก็สบายใจดี ใช่ไหม ? เอาละ เดี๋ยวนี้มันนึกถึงหมอที่ห้ามไว้แล้ว คือมัน เหนื่อยขึ้นมาแล้ว ลมที่จะพูดนั้นมันไม่พอ ลมที่จะเอามาพูด เป็นคำพูดนั้นมันไม่พอ, มัน ยังไม่หาย โรคมันยังไม่หาย ร่างกายมันยังไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม มันขาดลมที่จะพูดแล้ว. ก็เลยต้องขอยุติ ด้วยการเน้น ขอร้องว่า จำให้แม่นยำ เข้า ใจให้ถูกต้อง แล้วชำระสะสางให้มันดียิ่งขึ้น ให้มันสว่างยิ่งขึ้น ให้มัน สะอาดยิ่งขึ้น ให้มันสงบยิ่งขึ้น ความสว่างเป็น พระพุทธเจ้า ความสะอาดเป็นพระธรรม ความ สงบเป็นพระสงฆ์. เอาละ ขอให้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระ- องค์จริง สิงสถิตอยู่ในจิตใจ เป็นจิตใจที่สะอาด สว่าง สงบอยู่ ตลอดทุกทิพาราตรีกาลเทอญ. ขอยุติการพูดจาฉันญาติ ฉันเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือเป็นพุทธบริษัทด้วยกัน แต่เพียงเท่านี้.
น.55 พุทธทาสจักอยู่ไป. พุทธทาส จักอยู่ไป ไม่มีตาย แม้ร่างกาย จะดับไป ไม่ฟังเสียง ร่างกายเป็น ร่างกายไป ไม่ลำเอียง นั่นเป็นเพียง สิ่งเปลี่ยนไป ในเวลา. พุทธทาส คงอยู่ไป ไม่มีตาย ถึงดีร้าย ก็จะอยู่ คู่ศาสนา สมกับมอบ กายใจ รับใช้มา ตามบัญชา องค์พระพุทธ ไม่หยุดเลย. พุทธทาส ยังอยู่ไป ไม่มีตาย อยู่รับใช้ เพื่อนมนุษย์ ไม่หยุดเฉย ด้วยธรรมโฆษณ์ ตามที่วาง ไว้อย่างเคย โอ้เพื่อนเอ๋ย มองเห็นไหม อะไรตาย. พุทธทาส อินทปัญโญ
น.56 วิธีทำไม่ให้ฉันตาย. แม้ฉันตาย กายลับ ไปหมดแล้ว แต่เสียงสั่ง ยังแจ้ว แว่วหูสหาย ว่าเคยพลอด กันอย่างไร ไม่เสื่อมคลาย ก็เหมือนฉัน ไม่ตาย กายธรรมยัง. ทำกับฉัน อย่างกะฉัน นั้นไม่ตาย ยังอยู่กับท่าน ทั้งหลาย อย่างหนหลัง มีอะไร มาเขี่ยไค้ ให้กันฟัง เหมือนฉันนั่ง ร่วมด้วย ช่วยชี้แจง. ทำกับฉัน อย่างกะฉัน ไม่ตายเถิด ย่อมจะเกิด ผลสนอง หลายแขนง ทุกวันนัด สนทนา อย่าเลิกแล้ง ทำให้แจ้ง ที่สุดได้ เลิกตายกัน. พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ
Buddhadasa